ลูกติดจอ

ลูกติดจอ ติดมือถือ แก้ได้ด้วยกฎ 3 ต้อง 3 ไม่

ลูกติดจอ
ลูกติดจอ

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังอันดับแรก เพื่อป้องกัน ลูกติดจอ คือ ไม่ควรให้ลูกน้อยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ หยิบจับเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์จอใส เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องได้รับการพัฒนาเรื่องสมาธิและการมีทักษะทางสังคมรวมถึงการเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับสื่อต่าง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง

ซึ่งหากให้ลูกอยู่หน้าจอนานๆ อาจจะส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางด้านอื่นๆ ของเด็ก ซึ่งจะไม่ได้รับการพัฒนาเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่จากการเล่นเคลื่อนไหวร่างกาย พัฒนาการทางด้านสังคม การใช้ภาษา การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เป็นต้น

โดยวิธีแก้ปัญหา ลูกติดจอ ติดมือถือ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์  ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ได้แนะนำการควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตใน ครอบครัว ว่าให้ใช้หลัก “3 ต้อง 3 ไม่” ดังนี้

ลูกติดจอ ลูกติดมือถือแก้ยังไง ?

√ 3 ต้อง ได้แก่

1 ต้อง กำหนดเวลาเล่น ซึ่งเวลาที่ดีที่สุด ควรให้เล่นไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

2 ต้อง ตกลงโปรแกรมและเลือกประเภทเกมให้กับลูก เช่น เลือกเกมที่ช่วยบริหารสมอง บอร์ดเกม เป็นต้น

3 ต้อง เล่นกับลูก เพื่อสอนและให้คำแนะนำ ขณะที่ลูกกำลังเล่นเกมในมือถือ ให้คุณพ่อคุณแม่มานั่งเล่นไปพร้อมกับลูก นั่นก็เพื่อคอยให้คำแนะนำ และสร้างความสัมพันธ์กับลูก

⊗ 3 ไม่ ได้แก่

1 ไม่ เป็นตัวอย่างที่ผิด โดยที่พ่อแม่เล่นเกม (เกมรุนแรง) หรืออุปกรณ์จอใสอื่นๆ (เล่นเป็นเวลานานๆ) เสียเอง

2 ไม่ เล่นในเวลาครอบครัว เช่น เวลาทานข้าว หรือตอนออกไปเที่ยวทำกิจกรรมนอกบ้าน

3 ไม่ ใช้ในห้องนอน เพราะจะควบคุมการเล่นไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องกำหนดขอบเขตเหล่านี้กับลูกน้อยให้ชัดเจนก่อน

ลูกติดจอ

อีกทั้งคุณหมอยังมีข้อแนะนำที่ควรปฏิบัติในการใช้อินเตอร์เน็ต คือ

Do รู้เป้าหมาย ควบคุมเวลา ใช้วิจารณญาณกับเนื้อหา และใช้เพื่อทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต

Don’t คือ อย่าทำด้วยความรู้สึก เช่น เล่นอินเตอร์เน็ต เพราะรู้สึกเบื่อ เหงา ตื่นเต้น เล่นไป เรื่อยๆ งมงาย รุนแรง ลามก จมปลัก แต่ควรใช้อินเตอร์เน็ต ด้วยเหตุผล เช่น เพื่อค้นหาความรู้ เพื่อผ่อนคลายความเครียด

หากคุณพ่อคุณแม่ลองใช้กฎ 3 ต้อง 3 ไม่ ที่คุณหมอได้แนะนำมาข้างต้นนั้น อย่างเคร่งครัดแล้ว ทีมงาน Amarin Baby & Kids เชื่อว่าสามารถแก้ปัญหา ลูกติดจอ ได้อย่างแน่นอน

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก !


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.dmh.go.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

keyboard_arrow_up