เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน

เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน จะได้สิทธิ์หรือไม่ เช็กเลย!

จะรู้ได้ยังไงว่าได้สิทธิ์รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน และถ้า เงินอุดหนุนบุตร ไม่เข้า ต้องติดต่อที่ไหน ตามมาเช็กข้อมูลทั้งหมดได้ที่นี่เลย!

เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน วันที่เท่าไหร่บ้าง?

เงินอุดหนุนบุตร คือโครงการของรัฐบาลที่ช่วยเหลือเด็กแรกเกิด โดยเด็กที่จะได้รับเงินในส่วนนี้ต้องมีสัญชาติไทย พ่อหรือแม่ต้องมีสัญชาติไทย และอยู่ในฐานะครอบครัวที่ยากจนหรือที่เสี่ยงต่อความยากจน โดยรายได้ครัวเรือนจากเดิมเฉลี่ยไม่เกิน 36,000 บาท/คน/ปี ปัจจุบันได้ขยายเป็นรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี … นอกจากนี้ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนต้องไม่ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ใดๆ จากรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐบาลจะช่วยออกค่าเลี้ยงดูบุตรให้คนละ 600 บาท/เดือน จนเด็กอายุครบ 6 ขวบ ในกรณีที่คลอดลูกแฝด จะได้รับสิทธิ์ตามจำนวนเด็กที่เกิด

โดยคุณแม่ที่ต้องการลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตรปี 63 ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดปีงบประมาณ 2563 แล้ว (1 ตุลาคม 62 – 30 กันยายน 63) … ซึ่งใครที่เคยลงทะเบียนไว้แล้วในปีก่อนหน้า ไม่ต้องมาลงทะเบียนใหม่ โดยจะได้รับโอนเงินต่อเนื่องจนบุตรมีอายุ 6 ขวบ แต่กรณีที่ยังไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน หรือ เพิ่งคลอดลูกในช่วงปลายปี 2562 ก็สามารถมาลงทะเบียนได้เลยที่ >> สำนักงานเขตในพื้นที่ที่พักอาศัยอยู่ (กรุงเทพฯ) // เมืองพัทยาลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา // ในส่วนภูมิภาค (ต่างจังหวัด) ไปลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเทศบาล หรือ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลตามภูมิลำเนา หรือ เทศบาลใกล้บ้าน

♥ ดูรายละเอียดการลงทะเบียน เงินอุดหนุนบุตร 2563 ครบตั้งแต่วิธีสมัคร จนถึง การรับเงิน คลิกที่นี่!

วิธีตรวจสอบสิทธิ์ รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

คุณแม่สามารถ ตรวจสอบสิทธิ์เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ด้วยตัวเองได้แล้วง่าย ๆ โดย เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตรด้วยบัตรประชาชน ของตัวเองและของลูก (ใช้เลขบัตรประชาชนตรงใบเกิดของเด็กที่ยื่นขอรับสิทธิ์เงินอุดหนุนฯ) เพียงกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์กรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือเข้าไปที่เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ก็ได้ ดังนี้…

  1. ✅เช็คสิทธิรายละเอียดว่า เงินอุดหนุนบุตร 2563 ไม่เข้า เพราะผิดพลาดอะไร ต้องเว็บไซต์กรมกิจการเด็กเเละเยาวชน กดตรงนี้ 👉 http://csgcheck.dcy.go.th/public/eq/popSubsidy.do

⇒ โดยให้ใส่เลขบัตรประชาชนของคุณแม่ผู้ลงทะเบียนและของเด็ก ซึ่งจะขึ้นสถานะ E ต่างๆ พร้อมรายละเอียดต้องไปแก้ไขกับ พมจ. ถ้าขึ้น E01 กับ EXX ไม่ต้องแก้ไขอะไร

  1. ✅เช็คว่ามีสิทธิหรือไม่ เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน ดูวันจ่ายเงิน ต้องเข้าเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง กดตรงนี้ 👉 https://govwelfare.cgd.go.th/welfare/check

⇒ โดยให้ใส่เลขบัตรประชาชนของลูกแล้วจะขึ้นว่ามีสิทธิหรือไม่ และถ้าอยากจะรู้ว่าเงินเข้ากี่เดือน ให้เลื่อนลงมาล่างสุด กดลงทะเบียน ถ้าไม่พบสิทธิ์คือเงินไม่เข้านะคะ

ทั้งนี้หากเดือนนี้ไม่มีข้อมูลวันโอนเงินเข้า ไม่มีข้อมูลแจ้งว่า เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน อย่าเพิ่งตกใจ อาจเป็นเพราะยังไม่ถึงกำหนดโอนเงินในเดือนนี้ ควรรอให้ผ่านวันโอนเงินเข้าบัญชีก่อน แล้วจึงค่อยตรวจสอบอีกครั้งเช่นกัน

และถ้าเช็กจากเว็บไซต์กรมกิจการเด็กฯ แล้วยังติดขัดปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะไม่สามารถเข้าเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง เพื่อเช็กยอดเงินและวันที่รับเงินที่โอนให้ได้

เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจากรัฐบาล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปฏิทินจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ปี 2563

สุดท้ายสำหรับใครที่เช็กแล้วว่าได้สิทธิ์รับเงินอุดหนุนบุตร ปีงบประมาณ 2563 หากคุณแม่สงสัยว่า เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน ในแต่ละเดือน เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันที่เท่าไหร่บ้าง สามารถเช็กดูได้ ดังนี้เลยค่ะ

เงินอุดหนุนบุตรมกราคม 2563 เข้าวันไหน

เดือน มกราคม 2563 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม 63

เงินอุดหนุนบุตรกุมภาพันธ์ 2563 เข้าวันไหน

เดือน กุมภาพันธ์ 2563 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 63

เงินอุดหนุนบุตรมีนาคม 2563 เข้าวันไหน

เดือน มีนาคม 2563 วันที่โอนเงิน วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 63

เงินอุดหนุนบุตรเมษายน 2563 เข้าวันไหน

เดือน เมษายน 2563 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 63

เงินอุดหนุนบุตรพฤษภาคม 2563 เข้าวันไหน

เดือน พฤษภาคม 2563 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 63

เงินอุดหนุนบุตรมิถุนายน 2563 เข้าวันไหน

เดือน มิถุนายน 2563 วันที่โอนเงิน วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 63

เงินอุดหนุนบุตรกรกฎาคม 2563 เข้าวันไหน

เดือน กรกฎาคม 2563 วันที่โอนเงิน วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 63

เงินอุดหนุนบุตรสิงหาคม 2563 เข้าวันไหน

เดือน สิงหาคม 2563 วันที่โอนเงิน วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม 63

เงินอุดหนุนบุตรกันยายน 2563 เข้าวันไหน

เดือน กันยายน 2563 วันที่โอนเงิน วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 63

หมายเหตุ : กรณีมีการเปลี่ยนแปลงการโอนเงินตามปฏิทินการทำงานฯกรมบัญชีจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมบัญชีกลาง

ทั้งนี้จากข้อมูล เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน ตามปฏิทินแล้ว สำหรับเดือนที่เหลือของปี 63 คือ ต.ค. – ธ.ค. จะเป็นรอบเงินประมาณปี 64 คุณแม่สามารถติดตามข่าวสารวันจ่ายเงินอุดหนุนบุตรได้ในเดือนกันยายน 2563 นะคะ

ซึ่งหาก เงินอุดหนุนบุตร 2563 ไม่เข้า หรือถ้าคุณแม่มีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

  • กรมบัญชีกลาง 02 – 270 – 6400 กด 7
  • ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน call center 02 – 255 – 5850 – 7 ต่อ 121,122,123,124,147 และเบอร์ 02 – 651 – 6920 (ทุกเบอร์ที่ติดต่อให้โทรในวันและเวลาราชการ)

และอย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูล เงินอุดหนุนบุตร 2563 ข้างต้นทั้งหมด เป็นการรวบรวมมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องที่มีรายละเอียดข่าวสารแจ้งไว้ ซึ่งทางทีมแม่ ABK เป็นเพียงแอดมิน Amarin Baby & Kids ที่จัดทำข้อมูลมาเพื่อบอกกล่าวชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เงินอุดหนุนบุตร 2563 ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานรัฐบาล หากคุณพ่อคุณแม่มีเรื่องสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อสายด่วน พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เปิดตัวบ้านเดี่ยว 6 โครงการใหม่ ครั้งแรกของโครงการต้นแบบ “บ้านตอบวิถีความปกติแบบใหม่” ชูไฮไลท์ “มิติใหม่แห่งพื้นที่ใช้สอย”

  • เปิดตัวบ้านเดี่ยว 6 โครงการใหม่ ครั้งแรกของโครงการต้นแบบ “บ้านตอบวิถีความปกติแบบใหม่” ชูไฮไลท์ “มิติใหม่แห่งพื้นที่ใช้สอย” ผสาน “นวัตกรรม HYBRID LIVING บ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต” พร้อมเอ็มพาวเวอร์ทุกการใช้ชีวิตครอบครัวเมืองในวันนี้และอนาคต   
  • จับมือธนาคารกรุงศรีฯ จัดหนักแคมเปญใหญ่ ‘เคลียร์ต้น ลดดอก ลดค่าใช้จ่าย 50%’ ยกทัพบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ 30 ทำเลใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้า พร้อมดีลพิเศษดอกเบี้ยคงที่ 0.5% นาน 1 ปี

บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เดินหน้าไตรมาสสองอย่างเข้มข้น ย้ำภาพผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวในเมืองที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ประกาศเปิดตัวบ้านเดี่ยว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,270 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ THE CITY และ CENTRO ชูไฮไลท์ต้นแบบโครงการที่พักอาศัย พร้อมเอ็มพาวเวอร์การใช้ชีวิตตอบวิถีความปกติแบบใหม่ (New Normal) ฉีกกรอบบ้านในบริบทเดิม สู่การส่งมอบ “มิติใหม่แห่งพื้นที่ใช้สอย” ที่ให้ความสำคัญกับความอบอุ่น สุขอนามัยและ   ความสะอาด พร้อมผสาน “นวัตกรรม HYBRID LIVING บ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต” เทคโนโลยีล้ำสมัยส่งเสริมทั้งความปลอดภัย ความอุ่นใจ และความสะดวกสบายของการใช้ชีวิตแบบลดการสัมผัส ราคาเริ่มต้น 4.59 – 25 ล้านบาท เปิดจองครั้งแรก 23 – 24 พ.ค. นี้

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เผยว่า จากความเชื่อมั่นและการตอบรับที่ดีจากลูกค้าครอบครัวเมือง ผ่านความสำเร็จของยอดขายสุทธิ (Net Presales) สินค้าแนวราบเครือเอพี 4 เดือนที่ 6,900 ล้านบาท หรือเฉลี่ยยอดขายสุทธิต่อสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 380 ล้านบาท นับเป็นผลงานที่น่าพอใจและการันตีดีมานด์ลูกค้าตัวจริงในตลาดอสังหาฯ แนวราบที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ มีต่อเนื่อง แม้ในวันนี้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายไปบ้าง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะจบเมื่อไหร่ เอพี ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาฯ มองว่าทุกวิกฤตคือโอกาส ที่จะท้าทายวิธีคิดในการพัฒนาพื้นที่ไปอีกขั้น ภายใต้พันธกิจใหญ่ EMPOWER LIVING เติมเต็มทุกเป้าหมายชีวิตได้ตามที่ปรารถนา พร้อมเดินหน้าเพิ่มความเข้มข้นในการทำงานสู่การเติบโตต่อเนื่อง ลุยเสริมพอร์ตบ้านเดี่ยวชูไฮไลท์ต้นแบบโครงการที่พักอาศัย ที่พร้อมเอ็มพาว์เวอร์การใช้ชีวิตตอบวิถีความปกติแบบใหม่ (New Normal) ผ่านการเปิดตัวบ้านเดี่ยว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,270 ล้านบาท มัดใจลูกค้าครอบครัวเมืองไตรมาสสอง

ทุกวิกฤตจะสร้างพฤติกรรมการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่เสมอ ดังนั้น บริษัทฯ ได้ยกระดับการทำงานสู่การต่อยอดฉีกกรอบในการออกแบบบ้านเดี่ยวบริบทเดิม เพื่อให้ก้าวนำเทรนด์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และตอบรับทุกความต้องการ ข้อกังวลใจต่างๆ ของสมาชิกในครอบครัวทุกคน โดยในไตรมาสสองนี้ นับเป็นการท้าทายวิธีคิดของเอพีในการพัฒนาพื้นที่ไปอีกขั้น ด้วยการต่อยอดแนวคิดทั้งการออกแบบพื้นที่และผสานนวัตกรรม HYBRID LIVING บ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต สู่การบุกตลาดอีกครั้งของบ้านเดี่ยวเครือเอพีแบรนด์ THE CITY และ CENTRO ภายใต้วิธีคิด “บ้านเดี่ยวตอบวิถีความปกติแบบใหม่” ผ่าน 4 มิติหลัก ที่จะมาเอ็มพาวเวอร์การใช้ชีวิตแห่งอนาคตในวันนี้  

  • มิติใหม่แห่งพื้นที่ใช้สอย เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกเข้าสู่ตัวบ้าน ด้วยการออกแบบที่เน้นพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น พร้อมแยกส่วนระหว่างสเปซสำหรับต้อนรับแขกและสเปซส่วนตัวของครอบครัว เพิ่มความเป็นส่วนตัวและคลายความกังวลในการอยู่อาศัยร่วมกันหลายช่วงวัย รองรับการทำกิจกรรมได้หลากหลายด้วยห้องอเนกประสงค์ ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานที่บ้านในช่วง Work from Home หรือปรับเป็นห้องเรียนในรูปแบบออน์ไลน์ (Online Learning Space) ของสมาชิกตัวเล็กในครอบครัว พร้อมพื้นที่สวนสีเขียวรอบบ้าน เพิ่มเวลาคุณภาพของครอบครัวในการสูดอากาศสดชื่นและความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่
  • มิติใหม่แห่งความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะภายในบ้าน ดูแลสมาชิกทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ กล้อง IP Camera ที่สามารถ Live Stream ภาพผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อดูแล            ทุกสมาชิกครอบครัว แม้ตัวไม่อยู่แต่สามารถดูความเคลื่อนไหวได้เสมอ พร้อมระบบเซ็นเซอร์ประตู-หน้าต่าง ตรวจจับความเคลื่อนไหวและส่งสัญญาณไซเรนเตือน หรือ ปุ่มเรียกฉุกเฉินในยามคับขัน
  • มิติใหม่แห่งความสะดวกสบาย ระบบสั่งการอัจฉริยะภายในบ้านผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทเทคโนโลยี    ที่สามารถควบคุมโดยแอพพลิเคชั่นผ่านมือถือ เพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตและเลี่ยงการสัมผัส ครอบคลุมตั้งแต่ก้าวแรกเข้าสู่ตัวบ้าน ด้วยการสั่งการเปิด/ปิดประตูเข้าบ้านผ่านแอพพลิเคชั่น ควบคุมไฟแสงสว่าง (Lighting Control) ที่ทำงานควบคู่กับระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว(Motion Sensor) การควบคุมเครื่องปรับอากาศ
  • มิติใหม่แห่งความอุ่นใจ เพิ่มความอุ่นใจในการอยู่อาศัยไปอีกขั้นตลอด 24 ชั่วโมง รองรับพฤติกรรมการซื้อของใช้และอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ ผ่าน Katsan Platform ผู้ช่วยคุ้มกันอัจฉริยะในการคัดกรองคนแปลกหน้า หรือ การออกมารับพัสดุ โดยระบบจะทำหน้าที่แจ้งเตือนมายังมือถือเมื่อมีแขกมาเยือน หากไม่มีความจำเป็นผู้อยู่อาศัยจะไม่ต้องออกนอกบ้าน นอกจากนี้ยังช่วยคัดกรองรถต้องสงสัยพร้อมติดตามความเคลื่อนไหวอีกด้วย

ทั้งนี้ สำหรับบ้านเดี่ยว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,270 ล้านบาท ที่จะเป็นต้นแบบบ้านที่ตอบวิถีความปกติแบบใหม่ พร้อมรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 400,000 บาท ในการเปิดจองครั้งแรกวันที่ 23 – 24 พ.ค.นี้ ประกอบด้วย 

1. THE CITY สาทร – กัลปพฤกษ์ มูลค่าโครงการ 1,580 ล้านบาท บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมสเปซฟังก์ชั่นแห่งอนาคต ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 31 ไร่ จำนวน 121 หลัง ทำเลดีเชื่อมต่อถนนหลักหลายสาย เพียง 10 นาทีจากสาทร และ 2 นาที จาก MRT บางแค ราคา 12 – 20 ล้านบาท

2. THE CITY พระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยวหรูที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสมาชิกในครอบครัว ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 20 ไร่ จำนวน 76 หลัง ทำเลติดถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่เชื่อมต่อใจกลางเมืองเพียง 10 นาทีถึงถนนพระราม 9 และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ราคา 12 – 25 ล้านบาท

3. THE CITY รามอินทรา 2 มูลค่าโครงการ 1,140 ล้านบาท บ้านเดี่ยวหรูบนทำเลติดถนนใหญ่ เชื่อมต่อใจกลางเมืองได้อย่างสะดวกสบาย เพียง 5 นาทีถึงทางด่วนจตุโชติและรามอินทรา ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 32 ไร่ จำนวน 116 หลัง ราคา 9 – 15 ล้านบาท

4. CENTRO สาทร – กัลปพฤกษ์ มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท บ้านเดี่ยวซีรีย์ล่าสุด ที่เชื่อมต่อทุกการใช้ชีวิต บนทำเลที่ดีที่สุดเข้าสู่ใจกลางเมืองเพียง 10 นาที ถึงสาทร และ 2 นาทีถึง MRT บางแค ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 37 ไร่ จำนวน 173 หลัง ราคา 7.99 – 12 ล้านบาท

5. CENTRO ประชาอุทิศ 90 มูลค่าโครงการ 1,150 ล้านบาท บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น ให้ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างลงตัว ตั้งอยู่บนขนาดที่ดิน 50 ไร่ จำนวน 256 หลัง ทำเลเชื่อมต่อเมือง สุขสวัสดิ์ – พระราม 3 – สาทร และโซนสุขุมวิท – บางนา ราคาเริ่มต้น 4.59 – 6 ล้านบาท

6. CENTRO สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ฯ 2 มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท บ้านเดี่ยวฟังก์ชั่นครบที่ลงตัวทั้งในวันนี้และในอนาคต ตั้งอยู่บนขนาดที่ดิน 25 ไร่ จำนวน 102 หลัง ใกล้ MRT ไทรม้า เพียง 20 นาที ถึงจตุจักร ราคาเริ่มต้น 8.99 – 10.9 ล้านบาท

“ทั้งนี้ จากความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันและเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกของลูกค้าในการติดต่อและเยี่ยมชมโครงการ เอพีได้เปิดช่องทางออนไลน์ให้ลูกค้าสามารถติดต่อ และสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงของโครงการได้อย่างสะดวกและเป็นส่วนตัว พร้อมการสนทนาและรับสิทธิพิเศษต่างๆ เหมือนเดินทางมาที่สำนักงานขายด้วยตนเอง ผ่านช่องทาง Line Official Account @APThai และ Line Official Account ของแต่ละโครงการ ที่พร้อมตอบทุกข้อสงสัยให้กับลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง” นายรัชต์ชยุตม์ กล่าวเสริม 

“นอกจากการเปิดตัว 6 บ้านเดี่ยวโครงการใหม่ในไตรมาสสองแล้ว เอพียังได้จับมือกับธนาคารกรุงศรีฯ ในการอำนวยความสะดวกและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย เพื่อให้ช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้าและอำนวยความสะดวกให้สามารถเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวเครือเอพีได้ง่ายขึ้น ภายใต้แคมเปญแห่งปี “เคลียร์ต้น ลดดอก ลดค่าใช้จ่าย 50%” กับกองทัพบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ THE PALAZZO, THE CITY  และ CENTRO กว่า 30 โครงการใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้า พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุด อาทิ ส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท กู้เต็ม 100% พร้อมดอกเบี้ยคงที่ 0.5% นาน 1 ปี ฟรีค่าจดจำนอง และข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย  ณ Sales Gallery ทั้งบ้านเดี่ยว 30 โครงการที่ร่วมรายการ ราคาเริ่มต้น 4.99 – 60 ล้านบาท ความพิเศษนี้เฉพาะลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายนนี้เท่านั้น” นายรัชต์ชยุตม์ กล่าวสรุป

เอพี ไทยแลนด์ ภายใต้พันธกิจ ‘EMPOWER LIVING’  ที่เติมเต็มทุกเป้าหมายของชีวิตด้วยนวัตกรรมสินค้า
และบริการที่มีคุณค่าและมีความหมาย

Tags

มหาหิงค์

วิธีใช้ มหาหิงค์ กับลูกน้อย ยาทาภายนอก ห้ามให้ลูกกินเด็ดขาด!

แม่มือใหม่ควรรู้!! วิธีใช้ มหาหิงค์ กับลูกน้อย ยาทาภายนอก ยาทาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ยังไง? ควรทาตรงไหน หรือ ทาตอนไหน และ สามารถทามหาหิงค์ให้ลูกน้อยได้บ่อยแค่ไหน?

มหาหิงคุ์ คืออะไร

มหาหิงค์ คือ ชันน้ำมัน หรือยางที่ได้มาจากลำต้นใต้ดินและรากของพืชในตระกูล Ferula เป็นพืชในวงศ์เดียวกับผักชี ผักชีลาว มีต้นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียกลาง มีลักษณะเป็นสีเหลือง อมน้ำตาลและมีกลิ่นฉุนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มหาหิงคุ์เป็นยาที่รู้จักกันมานาน ซึ่งไม่เฉพาะแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันในหลายๆ ประเทศ

มหาหิงค์
น้ำยาง มหาหิงค์ มีลักษณะ เป็นก้อนแข็งๆสีน้ำตาลอมเหลืองและมีกลิ่นฉุน การเก็บยางเอามาใช้ ทำได้เมื่อต้นมหาหิงคุ์อายุประมาณ 4-5 ปี และ ส่วนลำต้นใต้ดิน มีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 12.5 – 15 ซม ต้นนี้ก็จะถูกตัดที่โคนและนำมาวางทิ้งไว้ ให้น้ำยางที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมไหลออกมา บางครั้งจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ เพื่อให้น้ำยางไหลออกมาจนหมด เมื่อยางแห้งลงจะมีสีน้ำตาลอมเหลือง และจะถูกเก็บรวบรวมให้เป็นก้อน

ในสมัยก่อน มหาหิงคุ์ ถูกนำไปใช้สำหรับปรุงแต่งรสชาติอาหาร เป็นยาช่วยย่อย โดย มหาหิงคุ์ มีสรรพคุณมากมาย เช่น ใช้ทาภายนอกเพื่อรักษากลาก แก้แมลงกัดต่อย แก้ปวด แก้บวม นอกจากนั้นแล้วกลิ่นของมหาหิงคุ์ยังใช้ในการรักษาโรคหวัด และบรรเทาอาการไอได้อีกด้วย

ทั้งนี้สำหรับสรรพคุณของมหาหิงคุ์ที่คุณพ่อคุณแม่นำมาใช้กับลูกทารกในปัจจุบัน คือ นิยมนำมาทาที่หน้าท้อง หรือฝ่ามือ ฝ่าเท้า เพื่อระงับอาการปวดท้อง ท้องอืด ซึ่งพอทาไปสักพักเด็กก็มักจะผายลมออกมา หรือสำหรับเด็กบางคนที่ร้องไห้ไม่หยุด พอทามหาหิงคุ์ปุ๊บเด็กก็หยุดร้องปั๊บเลยก็มี

แต่หากใช้ยามหาหิงค์ไม่ถูกวิธี ก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะมีหลายบ้านที่ผู้ใหญ่คนเฒ่าคนแก่มักบอกให้เอาทิงเจอร์มหาหิงคุ์ผสมน้ำให้เด็กกิน หรือ บางคนให้หยดใส้ผ้าผูกไว้ที่ข้อมือ ซึ่งบางครั้งเด็กก็อาจกินเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ที่ได้ออกมาโพสต์เตือนว่าไม่ควรให้ลูกกินมหาหิงค์

โดยคุณแม่เล่าว่า…

น้องมีอายุ 1 เดือน ถูกคุณย่านำ มหาหิงคุ์ผสมน้ำให้กิน ซึ่งน้องกินตอนเที่ยง แม่ก็ดูอาการน้องเรื่อยๆ ก็ปกติ แต่พอตกเย็นน้องไม่กินนม งอแงร้องไห้ แม่เลยตัดสินใจพาไปหาหมอ หมอบอกว่า ทีหลังอย่าให้กินอีก เพราะอาจจะไม่โชคดีแบบนี้เสมอไป

มหาหิงค์
ขอบคุณข้อมูลจากคุณแม่ : Arreerat Janjui

วิธีใช้ยาทา มหาหิงค์

ยามหาหิงคุ์ มี 2 แบบ คือ

  • ชนิดแห้ง
  • ชนิดน้ำ มีทั้งน้ำใสไม่มีสี และ สีน้ำตาลสูตรดั้งเดิม

สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยแนะนำให้ทามหาหิงคุ์ให้ลูกน้อยหลังอาบน้ำเสร็จ วันละ 2-3 ครั้ง หรือใช้ทาให้กับลูกน้อยเมื่อสังเกตว่าลูกมีอาการท้องอืด และบางเวลาที่รู้สึกว่าลูกท้องแข็ง แล้วร้องไห้โยเย วิธีทามหาหิงค์ คือ

  1. เทมหาหิงค์ใสสำลีก้อนพอชุ่ม จากนั้นให้นำไปทาที่หน้าท้องของลูกน้อยตั้งแต่ใต้ลิ้นปี่ ลูบลงมาถึงใต้สะดือ
  2. แต่ให้เว้นสะดื้อ ไว้ (ห้ามทามหาหิงค์ที่สะดือ)ทาลูบลงให้ทั่วหน้าท้อง (ไม่ควรทาวน)
  3. จากนั้นพลิกตัวลูกเพื่อทาด้านหลัง โดยทาจากบนลงล่างตามแนวกระดูกสันหลัง
  4. และสุดท้ายทาที่จุดชีพจรตรงข้อมือ หลังมือ ทาออก และทาที่เอ็นรอยหวาย ฝ่าเท้า ทั้งด้านบนและล่าง โดยให้ทาออกจากตัวเช่นกัน

ทั้งนี้คุณแม่ควรทามหาหิงคุ์ให้ลูกน้อยในที่โล่ง อากาศโปร่ง ถ่ายเทสะดวก หรือหลังจากทามหาหิงคุ์ที่ท้องแล้ว ให้ใช้ผ้าอ้อมห่อบริเวณท้องเด็กไว้ เพื่อทำให้ท้องอุ่นและทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น

มหาหิงค์
ขอบคุณภาพจาก : กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

คำแนะนำในการใช้มหาหิงคุ์ในเด็ก

  • มหาหิงคุ์ ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะทิงเจอร์มหาหิงคุ์) ไม่ควรกิน หรือนำไปผสมน้ำให้เด็กกิน เพราะอาจมีผลเสียต่อร่างกายของเด็กได้ เนื่องจากในทิงเจอร์มหาหิงคุ์นั้นมีแอลกอฮอล์ปริมาณมาก อาจทำให้เด็กได้รับแอลกอฮอล์โดยไม่จำเป็น
  • ระวังไม่ให้ยาเข้าตาหรือสัมผัสกับเนื้อเยื่ออื่น โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแผลหรือรอยถลอกของเด็ก
  • มหาหิงค์ เป็นยาใช้ภายนอก ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก และไม่ควรเก็บรวมกับยารับประทานตัวอื่นๆ
  • ควรสำรวจวันหมดอายุของยาก่อนนำมาใช้ เนื่องจากการเก็บยาไว้นานๆ จะทำให้ตัวยาออกฤทธิ์สลายตัวและให้ผลได้ไม่เต็มที่
  • ทั้งนี้ยาชนิดน้ำมีอายุ 3 ปี กรณียังไม่เปิดใช้งาน หลังเปิดใช้ มีอายุ 30 วัน ไม่หมด ควรทิ้ง และปิดฝาให้สนิทป้องกันการระเหยของยา

หากทำตามนี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้ยามหาหิงค์ได้อย่างปลอดภัยแล้วค่ะ แต่ถ้าทามหาหิงค์แล้วอาการท้องอืดท้องเฟ้อของลูกน้อยยังไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์น่าจะดีกว่านะคะ

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , www.sanook.comwww.ttmed.psu.ac.thwww.pharmacy.mahidol.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พีทีที สเตชั่น ร่วมดูแลชาวไทยในช่วงวิกฤตโควิด – 19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบในทุกๆ ด้าน โดยกินระยะเวลายาวนานตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ได้มีมาตรการด้านสุขอนามัย และปรับรูปแบบการให้บริการ รวมถึงการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาเรื่องช่องทางจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร

นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์ กล่าวว่า ตลอดช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนด้านความช่วยเหลือ และการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือในรูปแบบน้ำและเจลในราคาทุน เป็นศูนย์รวมการให้ความรู้แก่ประชาชน และส่งมอบน้ำใจให้กับผู้ใช้บริการสถานีน้ำมัน รวมถึงการเปิดพื้นที่ปันสุขเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยมุ่งหวังว่ามาตรการต่างๆ ของ พีทีที สเตชั่น จะเป็นประโยชน์ให้กับสังคมตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และขอร่วมเป็นหนึ่งในพลังความสามัคคี เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้โดยพร้อมเพรียงกัน” โดยสิ่งที่ พีทีที สเตชั่น ได้ดำเนินงานไปแล้ว ดังนี้

1. มาตรฐานสถานีบริการสะอาด

 

 

จัดทำมาตรฐานใหม่ในการบริการที่ยกระดับจากเดิม เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น และพนักงาน มั่นใจว่าปลอดภัย เช่น ตรวจวัดไข้พนักงานทุกคนก่อนเริ่มปฏิบัติงาน พนักงานทุกคนต้องล้างมืออย่างถูกวิธีก่อนปฏิบัติงานและล้างมือสม่ำเสมอ พนักงานใส่หน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงาน รวมถึงเพิ่มมาตรการในการทำความสะอาดสถานีบริการ และห้องน้ำ เป็นต้น

 

2. Information Center

แจกแผ่นพับข้อมูลให้ความรู้แนวทางป้องกันตัวจาก COVID-19 การสังเกตอาการ และขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ สำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทุกสาขาทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ 30 มี.ค. 63 ที่ผ่านมา

 

3. มอบเจลแอลกฮอล์ทำความสะอาดมือ 

 

แจกเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ จำนวน 1,000,000 หลอด ให้ลูกค้าที่เข้ามาเติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ 1 คัน ต่อ 1 หลอด ตั้งแต่ 30 มี.ค. – 20 เม.ย. 63

 

4. มอบน้ำดื่ม 330 มล. ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทีมงาน Delivery 

 

มอบน้ำดื่ม 330 มล. ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทีมงาน Delivery รวม 1,000,000 ขวด  ที่เข้ามาเติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น 62 สาขา ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 1 ขวด ต่อ 1 คัน โดยไม่จำกัด จำนวนการเติมขั้นต่ำ ตั้งแต่ 1 – 30 เม.ย. 63

5. จำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาด เพื่อวางจำหน่ายทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 63  – 8 พ.ค. 63

จำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาดที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 63  – 8 พ.ค. 63

  • แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือชนิดน้ำ ขนาด 1,000 ml. ราคา 110 บาท/ขวด จำนวน 300,000 ลิตร 
  • เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือชนิดถุงเติม ขนาด 500 ml. ราคา 40 บาท/ถุง จำนวน 360,000 ถุง

 

6. สนับสนุนให้ชุมชนใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าในสถานีบริการ 

 

โออาร์ ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ สนับสนุนพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สำหรับจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเปิด “พื้นที่ปันสุข” ให้เกษตรกรไทยนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้มาจำหน่ายที่สถานีฯ ในราคากล่องละ 150 บาท (กล่องละ 5 กิโลกรัม) เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ 22 เม.ย. 63 – 31 พ.ค.63 ตั้งแต่เวลา 8.00 น.- 15.00 น.

โดยมีสถานีฯ ที่ร่วมรายการ จำนวน 10 สถานี ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และจ.นนทบุรี ตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการได้ที่ www.pttor.com

โออาร์ และ พีทีที สเตชั่น จะยึดมั่นการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมควบคู่การมอบบริการที่ปลอดภัยให้กับคนไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

 

Tags

บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด

ยูนิ.ชาร์ม ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเล็ทส์ บี ฮีโร่ส์ เชิญชวนร่วมบริจาคผ้าอ้อมออนไลน์ผ่านการสั่งซื้อบนลาซาด้า

บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กมามี่โพโค (MamyPoko) ผ้าอนามัยโซฟี (Sofy) ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แผ่นเสริมซึมซับไลฟ์รี่ (Lifree) และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง (Unicharm Pet) ร่วมกับมูลนิธิเล็ทส์ บี ฮีโร่ส์ นำโดยหมอเจี๊ยบ พ.ญ. ลลนา ก้องธรนินทร์ ได้เล็งเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไทยในยามที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 (Covid-19) จึงได้จัดกิจกรรมเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคผ้าอ้อมให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือโดยการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านลาซาด้า

 

โดยทุกๆ คำสั่งซื้อผ้าอ้อม 1 ห่อ ทางบริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด จะทำการสบทบทุนเพิ่มเติมให้อีก 1 ห่อ  ทั้งนี้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถสั่งซื้อสินค้าเพื่อบริจาคได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 – 15 พฤษภาคม 2563 ผ่านทางเว็บไซต์ลาซาด้า คลิก https://www.lazada.co.th/shop/unicharm-charity-shop

 

หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมดังกล่าวสินค้าที่ทุกท่านสั่งซื้อเพื่อบริจาค พร้อมส่วนที่ทางบริษัทฯ สบทบเพิ่มเติมจะถูกจัดส่งไปที่มูลนิธิเล็ทส์ บี ฮีโร่ส์ เพื่อส่งต่อไปให้กับผู้ที่ต้องการใช้ และเพื่อใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิต่อไป เช่น การดูแลสัตว์ป่วย ทั้งนี้ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถลงทะเบียนแจ้งความจำนงค์ผ่านทางเฟซบุ๊ก Let’s be heroes foundation คลิก https://www.facebook.com/lets.be.heroes.foundation/ ซึ่งทางมูลนิธิจะมีเจ้าหน้าที่ และทีมแพทย์พิจารณาและส่งต่อผลิตภัณฑ์ให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตามความเหมาะสมต่อไป

ยูนิ.ชาร์ม ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเล็ทส์ บี ฮีโร่ส์ เชิญชวนร่วมบริจาคผ้าอ้อมออนไลน์ผ่านการสั่งซื้อบนลาซาด้า

คนท้องห้ามกินอะไร

คนท้องห้ามกินอะไร 9 อาหาร ที่แม่ท้องควรห้ามใจ เลี่ยงได้เลี่ยงก่อนนะแม่!

ในระหว่างตั้งครรภ์ หากคุณแม่ได้ดูแลครรภ์ด้วยการใส่ใจในเรื่องโภชนาการแม่ท้องเป็นพิเศษ และปรับพฤติกรรมตัวเองสำหรับการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง ในช่วงนี้ คนท้องห้ามกินอะไร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง มาดูกันค่ะ

คนท้องห้ามกินอะไร 9 อาหาร ที่แม่ท้องควรห้ามใจ เลี่ยงได้เลี่ยงก่อนนะแม่!

1.อาหารรสจัด

ในระหว่างตั้งครรภ์นั้น ระบบย่อยอาหารของคุณแม่จะไม่เหมือนตอนปกติที่ยังไม่ท้อง มีโอกาสที่จะเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ง่าย หากกินอาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าเป็นเผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว มันจัด หรือรับประทานอาหารที่มีใช้เครื่องปรุงแต่งมากล่วนส่งผลเสียต่อร่างกาย และจะทำให้เกิดอาการอาการดังกล่าวรวมถึงทำให้ท้องเสีย รวมถึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอื่นตามมาได้อีกมากมาย โดยเฉพาะแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ชอบกินอาหารรสจัด เช่น อาหารที่เค็มจัด ไม่ว่าจะปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือเกลือที่มากไป อาจทำให้เกิดโรคไต เสี่ยงต่ออาการบวม และทำให้เกิดครรภ์เป็นพิษ อาหารหวานจัด อาหารที่ใส่น้ำตาลมาก หากร่างกายใช้พลังงานจากความหวานของน้ำตาลไม่หมด ร่างกายก็จะเก็บสะสมในรูปแบบไขมัน ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ฟันผุบ่อย ท้องอืด รวมไปถึงโรคร้ายแรง เช่น ความดัน ไขมันในเลือดสูง โรคไต มะเร็ง ฯลฯ และส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ได้

2.อาหารที่สามารถเก็บได้นาน

ในอาหารที่มีการเก็บไว้ได้นานแม้ว่าจะผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่แน่นหนา และอาจมีสารอาหารครบถ้วนไม่แพ้อาหารสด จึงเป็นที่ได้รับความนิยมและพกพาสะดวก แต่อาหารประเภทนี้จะมีสารเคมีเจือปนเพื่อเพิ่มรสชาติและวัตถุกันเสียหรือสารกันบูดเพื่อเพิ่มระยะเวลาในการเก็บ ดังนั้นในช่วงตั้งครรภ์หากเลี่ยงที่จะกินได้ก็ควรงดไว้ก่อน เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อคุณแม่และลูกในครรภ์ ซึ่งอาหารประเภทนี้จะอยู่ในรูปของ

อาหารที่คนท้องไม่ควรกิน
อาหารที่คนท้องไม่ควรกิน
  • อาหารหมักดอง ที่มีรสชาติเปรี้ยว ๆ ที่แม่ท้องหลายคนชอบทานเพื่อช่วยลดอาการคลื่นไส้ แพ้ท้องได้ แต่ของหมักดองนั้นมีเกลือผสมอยู่มาก ที่อาจจะส่งผลเสียต่อหัวใจ และไต ที่ทำให้แม่ท้องเกิดอาการบวมได้ และอาจผ่านกระบวนการทำที่ไม่สะอาดเท่าที่ควร เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ๆ อาจทำให้คุณแม่คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องร่วง ที่จะส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์โดยตรง ควรงดกินในช่วงตั้งครรภ์นี้ไปก่อนนะคะ
  • อาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง ผักกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง หน่อไม้อัดปี๊บ อาหารทะเลกระป๋อง แกงสำเร็จรูปกระป๋อง ข้าวโพดกระป๋อง เนื้อสัตว์แปรรูปกระป๋อง ฯลฯ หากผู้ผลิตเลือกใช้วัสดุและวัตถุดิบในการประกอบอาหารไม่ได้คุณภาพ อาหารภายในบรรจุภัณฑ์อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคและสารพิษบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น สีผสมอาหาร สีเคลือบภายในกระป๋อง มีเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม ที่อาจขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตอาหารกระป๋องที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่สะอาด หากมีการฆ่าเชื้อที่ไม่สมบูรณ์ แบคทีเรียชนิดนี้ก็อาจเจริญเติบโตขึ้นได้ ซึ่งหากรับประทานเข้าไปแม้ในปริมาณเล็กน้อย อาจส่งผลให้ปวดท้องท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ตามัว จุกแน่นหน้าอก หายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรง และเป็นอัมพาตได้ หากไม่รีบไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต
    อย่างไรก็ตาม อาหารกระป๋องเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค หากในช่วงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงในการรับประทานไม่ได้ คุณแม่ควรเลือกรับประทานอาหารกระป๋องที่มีโซเดียมต่ำ มีน้ำตาลและไขมันน้อย หากเป็นผลไม้กระป๋องก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นผลไม้ในน้ำเชื่อม ไม่กินอาหารกระป๋องที่เมื่อเปิดฝาแล้วมีอากาศ น้ำ หรือฟองพุ่งออกมาจากกระป๋อง รวมทั้งอาหารมีกลิ่นบูดเน่าและมีสีผิดปกติ และควรอุ่นอาหารกระป๋องก่อนทานด้วยเวลาไม่น้อยกว่า 5-10 นาที ด้วยอุณหภูมิมากกว่า 80 องศาเซลเซียส และถ้าคุณแม่สามารถหาอาหารสดหรือปรุงสุกเองได้มารับประทานก็จะเป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า นอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงการบริโภควัตถุกันเสีย สารกันบูด และสารปรุงแต่งอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นได้อีกด้วย (ข้อมูล : www.pobpad.com)
  • อาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะสำหรับแม่ท้องแล้วไม่ควรกินบะหมี่สำเร็จรูปอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสารอาหารที่ได้ไม่ครบถ้วนแล้ว อันตรายจากโซเดียม ผงชูรส และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ที่มีปริมาณมากเกินไปยังมีส่วนทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตราย และการบริโภคบ่อย ๆ ก็มีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคขาดสารอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากอยากทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แนะนำว่าควรปรุงแบบต้มเส้นให้สุก ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงให้หมด เทน้ำที่ต้มเส้นทิ้งไปบางส่วน และเพิ่มคุณค่าทางอาหารด้วยการใส่ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ และส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่มากขึ้น และที่สำคัญควรบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เกิน 2 ซอง/ถ้วยใน 1 สัปดาห์
อาหารที่คนท้องห้ามกิน
อาหารที่คนท้องห้ามกิน
  • อาหารแปรรูปต่าง ๆ เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แฮม ลูกชิ้น เบคอน ฯลฯ ในเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้จะมีเกลือ สารกันบูด ไนเตรท ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งและไม่มีผลดีต่อร่างกาย อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยได้ง่าย และอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกในครรภ์ได้ ที่สำคัญหากคุณแม่ท้องเลือกที่จะกินอาหารแปรรูปบ่อย ๆ อาจส่งผลให้ลูกคลอดออกมาเป็นเด็กออทิสติก หรืออาจทำให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองที่ช้ากว่าวัยได้ เนื่องจากในอาหารแปรรูปจะมีสารอาหารชนิดหนึ่ง เรียกว่า PPA โดยสารชนิดนี้จะส่งผลต่อสมองทารกโดยตรง ดังนั้นอาหารแปรรูปที่แสนอร่อย นำมาปรุงง่าย แม้จะสะดวกสบายแต่ก็ให้อันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้มากกว่าที่คิด ควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานหรือทานในปริมาณที่น้อยลง เพื่อจะได้ไม่ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ และทำให้ลูกน้อยคลอดออกมามีพัฒนาการที่สมบูรณ์ที่สุดนะคะ
  • อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม ปลาตากแห้ง กุ้งแห้ง ปลาหมึกตากแห้ง ฯลฯ ภัยร้ายแรงจากอาหารแห้งมักจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็นสารปนเปื้อนที่เกิดจากการผลิต อาทิ สารฟอกขาว สารปรอท สารตะกั่ว สารกันรา สารกันบูด ฯลฯ ซึ่งหากว่าใส่ในปริมาณที่สูงมาก ก็อาจจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ หรือการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงเชื้อราในอาหารที่เกิดจากการควบคุมอุณหภูมิของอาหารไม่ดีพอ ทำให้เกิดความชื้นจากการอบหรือตากแห้ง หากรับประทานเข้าไปในช่วงตั้งครรภ์ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้

คนท้องห้ามกินอะไรบ้าง

3.อาหารที่ไขมันสูง

อาหารประเภทของทอดหรือผัดที่ใส่น้ำมันมาก ๆ หากกินในปริมาณมากไป ก็เป็นตัวการที่ทำให้คุณแม่ท้องอืด แน่นท้อง ย่อยยาก  นอกจากนี้ยังส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เป็นโรคและกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของคุณแม่ได้

4.อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง

ไขมันทรานส์ จัดเป็นไขมันชนิดที่มีอันตรายสูงสุด เพราะไขมันตัวนี้จะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) โดยอาหารที่มีไขมันทรานสูงส่วนใหญ่จะอยู่ในอาหารตระกูลเบเกอรี่อย่าง คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ เครื่องดื่มต่าง ๆ ซึ่งหากกินอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มาก ๆ หรือติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ เช่น หัวใจและหลอดเลือดตีบตัน ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจได้ทั้งแม่และลูก ไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ก็จะส่งผลให้น้ำหนักตัวคุณแม่เพิ่มส่งผลให้เกิดโรคอ้วนขึ้นได้ และเมื่อคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการแท้งลูก เกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และครรภ์เป็นพิษด้วย ทั้งยังเสี่ยงคลอดลูกก่อนกำหนดอีกด้วย

5.อาหารที่ปรุงทิ้งไว้นานเกินไป

คุณแม่ควรได้รับประทานทันทีหลังจากที่ปรุงสุกใหม่ เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน การกินร้อนจะช่วยให้ลดการปนเปื้อนจากเชื้อโรคต่าง ๆ ค่อนข้างน้อย แต่หากรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้นานแล้วโดยไม่ได้นำกลับมาทำร้อนใหม่ ก็อาจมีเชื้อแบคทีเรียแฝงตัวอยู่ในอาหาร จนทำให้คุณแม่ท้องอืด แน่นท้อง และท้องเสียได้

คนท้องห้ามกินของดิบ
คนท้องห้ามกินของดิบ

6.อาหารปรุงไม่สุก

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารดิบหรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบปรุงไม่สุกทั้งหลาย อาทิ ไข่ดิบ ไข่ลวก ลาบดิบ ก้อยดิบ แหนม ซูชิปลาดิบ สเต็กที่ไม่สุก แซลมอนรมควัน หากไม่ทำให้สุกทั่วถึงดี มักมีเชื้อโรคต่าง ๆ แฝงมา โดยเฉพาะอันตรายที่มาจากพยาธิ และอันตรายจากอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่ได้มีเฉพาะในเนื้อสัตว์เท่านั้นแต่ในผักสดบางชนิดหากนำมากินดิบ ๆ โดยไม่ต้มให้สุกเสียก่อนก็ล้วนเสี่ยงเจอพยาธิทั้งสิ้น เมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจจะเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้

7.อาหารทะเล

สำหรับคุณแม่ที่แพ้อาหารทะเลอยู่ก่อนแล้ว หากเผลอกินเข้าไปในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์ก็อาจจะมีอาการแพ้มากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย และอาเจียน เป็นอันตรายต่อลูกในท้องด้วย และถึงแม้ไม่มีอาการแพ้อาหารทะเล แต่บางชนิดก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะกิน เช่น

  • หอย ซึ่งหากทำความสะอาดไม่ดีพอก็จะทำให้ท้องเสีย ได้รับเชื้อ อีกทั้งในหอยมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง การกินหอยในปริมาณมาก ๆ ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน และอาจมีโรคแทรกซ้อนโรคอื่น ๆ ตามมาได้
  • เนื้อปลา ถึงแม้ว่าเนื้อปลาจะเป็นอาหารชั้นดีที่มีประโยชน์ แต่ก็ได้มีการออกเตือนห้ามจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาที่พบว่ามีสารปรอทตกค้างในปลาทะเลหลายชนิด ที่อยู่ระดับน่าวิตกหากคนท้องรับประทาน เช่น ปลาดาบเงิน ปลากระโทงแทง ที่อันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ ปลาดุก ปลาอินทรี ปลาไส้ตัน และปลาซาร์ดีน ที่มีสาร Purine สูง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเกาต์ได้ รวมถึงการบริโภคเนื้อปลาดิบ ๆ ที่เสี่ยงต่อพยาธิ เสี่ยงต่อสารปนเปื้อนที่เป็นเชื้อก่อโรคต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก็ส่งผลให้มีอาการถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ไม่คุ้มเสียที่จะกินในตอนนี้ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายต่อคุณแม่เองและกระทบต่อลูกในครรภ์โดยตรง ทั้งนี้สำหรับคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้อาหารทะเล สามารถกินได้เป็นปกติ เนื่องจากอาหารทะเลมีสารอาหารจำพวกโปรตีน เกลือแร่ กรดไขมันที่จำเป็น และกลุ่มไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและพัฒนาการทารกในครรภ์  โดยอาหารทะเลซึ่งองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรบริโภค เช่น ปลาแซลมอน ปลาดุกทะเล กุ้งทะเล เป็นต้น อย่างไรก็ตามสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ควรบริโภคในปริมาณที่จำกัด หรือควรกินอย่างน้อย 2 มื้อใน 1 สัปดาห์ ไม่ควรรับประทานมากกว่านี้

8.อาหารที่ปรุงด้วยผงชูรส

อาหารสำหรับคนท้องที่ดีควรไม่ปรุงรสด้วยผงชูรสเลย นอกจากไม่มีคุณค่าทางอาหารแม้แต่น้อย ยังผ่านกระบวนการทางเคมีหลายอย่างถูกสังเคราะห์ออกมาเรียกว่า “โมโนโซเดียม กลูตาเมต” (MSG) ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายมากมายทั้งมะเร็ง ไตวาย ตับอักเสบ ฯลฯ ในกรณีที่บริโภคมาก ๆ หรือถ้าแพ้ผงชูรสก็จะส่งผลให้เกิดอาการตึงชาบริเวณใบหน้าและหู ชาปากและลิ้น ปวดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ต้นคอ วิงเวียนศีรษะ มีอาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นช้า คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก น้ำตาไหล ปวดท้อง เป็นต้น สำหรับการปรุงอาหารกินให้อร่อยในระหว่างตั้งครรภ์ที่หลีกเลี่ยงการใส่ผงชูรส คุณแม่สามารถเลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ใช้น้ำต้มกระดูกหมู กระดูกไก่ หรือใส่น้ำตาลกับเกลือลงไปเล็กน้อย ก็ช่วยปรุงรสชาติให้อาหารอร่อยและยังได้คุณค่าทางอาหาร แต่ถ้าออกไปทานอาหารนอกบ้านก็ควรแจ้งที่ร้านว่าไม่ใส่ผงชูรส เพื่อป้องกันอาการแพ้ผงชูรสและเพื่อสุขภาพที่ดีของแม่และลูกในครรภ์

9.ผักบางชนิด

ผักเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ แต่ก็มีผักบางชนิดที่ไม่เหมาะจะรับประทานในปริมาณมาก ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ นั่นก็คือผักจำพวกเครือเถา เช่น ตำลึง ยอดมะระ ยอดฟักแม้ว กระถิน ชะอม ขี้เหล็ก ฯล เพราะในผักเหล่านี้มีสาร Purine อยู่มาก กินมากเกินไปก็จะส่งผลให้เป็นโรคเกาต์ขึ้นได้ ดังนั้นหากคุณแม่ท้องอยากรับประทานก็สามารถทานได้ แต่แนะให้สลับสับเปลี่ยนเมนูผักอื่น ๆ ในแต่ละวันไป เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลายและช่วยป้องกันท้องผูกได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าในช่วงตั้งครรภ์มีหลายสิ่งที่คุณแม่ต้องปรับพฤติกรรมตัวเองและให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่จัดว่าเป็นหัวใจสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ เพราะสิ่งที่คุณแม่รับประทานเข้าไปนั้นจะส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ด้วย ดังนั้นเพื่อได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมีประโยชน์ คุณแม่ควรคัดสรรที่จะเลือกกินแต่สิ่งดี ๆ และปลอดภัย ควรห้ามใจในเรื่องอาหารการกินที่ไม่เหมาะในช่วงตั้งครรภ์หรือควรกินในปริมาณที่เหมาะสม และได้ออกกำลังกายเบา ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้คุณแม่ก็มั่นใจได้ว่าจะมีสุขภาพร่างกายและครรภ์ที่แข็งแรงตลอด 9 เดือนก่อนที่จะได้พบหน้าลูกน้อยแล้วละคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.medthai.comwww.dumex.co.thwww.trueplookpanya.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

คนท้องทำเล็บเจลได้ไหม ทาสีเล็บ เพนท์เล็บ ควรทำหรือไม่ควรทำ

คนท้องยืดผมได้ไหม ผมหยิก ชี้ฟู อยากให้ผมตรงจัดทรงง่าย ทำแล้วอันตรายมั้ย?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

หม้อทอดไร้น้ำมัน

รวมเมนู หม้อทอดไร้น้ำมัน ทำง่ายทั้งคาว-หวาน อร่อยถูกใจลูก

หม้อทอดไร้น้ำมัน กลายเป็น “ไอเท็มต้องมี “เกือบทุกบ้าน หลังเก็บตัว Work From Home อยู่กับครอบครัวนานเป็นเดือน แม่บ้านอย่างเราต้องลงมือทำกับข้าวกินเองแทบทุกมื้อ แต่แค่มีหม้อทอดใบเดียว ช่วยร่นเวลาเตรียม ปรุง แถมเก็บล้างจากที่เคยนานเป็นชั่วโมงให้เหลือไม่กี่นาที  แถมอร่อยจนลูกปลื้ม สามีเลิฟอีกต่างหาก แต่ซื้อมาแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่า ก็ต้องทำอาหารได้ทุกอย่างจริงไหมคะ

สนุกกับเมนูคาว-หวาน ทำง่ายจาก หม้อทอดไร้น้ำมัน

Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมสารพัดเมนูเด็ดทั้งคาว-หวาน ที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจัะใช้แค่ หม้อทอดไร้น้ำมัน ใบเดียว เหมาะทั้งสำหรับคนที่หม้ออยู่แล้ว จะได้ลองทำอาหารแปลกใหม่ หรือคนที่กำลังชั่งใจว่าจะซื้อหม้อทอดดีไหม เผื่อช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หม้อทอดไร้น้ำมัน มีดีที่ตรงไหน

สงสัยกันไหมคะว่า จะทำเมนูทอดอย่าง ปลาทอด ไส้กรอก เฟรนช์ฟราย หมูกรอบ โดยไม่ใช้น้ำมันได้อย่างไร  และถ้าไม่ใช้น้ำมันจะรสชาติอร่อยเหมือนทอดแบบปกติหรือเปล่า ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเจ้าหม้อทอดกันให้สักหน่อย

ผลิตภัณฑ์หม้อทอดไร้น้ำมัน เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ครัวสมัยใหม่ที่ถูกคิดค้นเพื่อให้ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ เพราะเป็นที่ทราบกันดีกว่า การกินของทอดบ่อยๆทำไห้เกิดไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยหลายอย่าง  โดยเฉพาะ “โรคอ้วน” ที่ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น  ด้วยการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปยังขดลวดให้เกิดความร้อน แล้วมีใบพัดหมุนลมจากด้านบนสู่ด้านล่าง ทำให้ความร้อนไหลเวียนและแทรกเข้าไปในเนื้อ อาหารจึงสุกได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน คล้ายกับการใช้เตาอบ ส่วนการควบคุมความร้อนต้องกำหนดอุณหภูมิความร้อนที่ใช้ และระยะเวลาทอดซึ่งจะแตกต่างกันตามประเภทของอาหาร สำหรับเนื้อสัตว์ที่มีไขมันอยู่ เช่น หมูกรอบ คอหมูย่าง ไส้กรอก ไก่ทอด จะถูกรีดน้ำมันส่วนเกินออกมาด้วย

อีกทั้งรูปทรงกะทัดรัดคล้ายหม้อหุงข้าว  เคลื่อนสะดวก ใช้ในพื้นที่ครัวน้อยๆอย่างคอนโคมิเนียม หรือใช้ทอดในแบบโดยไม่ต้องกลัวควันคลุ้งเหมือนกระทะ ที่สำคัญราคาถูกกว่าการเตาอบขนาดใหญ่ ระหว่าง 1,000 – 10,000 บาท หม้อทอดไร้น้ำมันมีหลายยี่ห้อ หลายขนาด สามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ

ด้านแพทย์หญิง ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์ชะลอวัย เสนอให้ข้อคิดสำหรับคนที่คาดหวังผลด้านสุขภาพว่า อาหารจากหม้อทอดให้พลังงานต่ำกว่า มีไขมันน้อยกว่า และลดความเสี่ยงที่จะรับสารก่อมะเร็ง Acrylamide จากการทอดด้วยน้ำมัน แต่ตามทฤษฎีแล้วก็ยังมีสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆอยู่ ฉะนั้น หม้อทอดเป็นเพียงตัวช่วยเพื่อลดปริมาณแคลอรีในร่างกาย แต่อย่าเข้าใจผิดว่า อาหารจากหม้อทอดเป็นอาหารสุขภาพทั้งหมด หรือหากอยากดูสุขภาพ ควรหันไปปรุงอาหารด้วยวิธีต้ม นึ่ง แทน

เมนูอาหารคาวจาก หม้อไร้น้ำมัน

หม้อทอดไร้น้ำมัน

ไข่ยัดไส้

ไข่ไก่

หมูสับ

มะเขือเทศ

มันฝรั่ง

หอมหัวใหญ่

ต้นหอมและผักชีซอย

น้ำปลา น้ำตาลทราย ซอสมะเขือเทศ พริกไทยป่นสำหรับปรุงรส

วิธีทำ

ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป (ยกเว้นไข่) คนให้เข้ากันดี ปรุงรสออกหวานเล็กน้อย จากนั้นนำลงในหม้อทอด ตั้งความร้อน 180 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที เมื่อครบ 10 นาทีให้เปิดฝาหม้อ ใช้ส้อมคนให้ทั่ว แล้วทอดต่อจนครบเวลา พักไว้

ตอกไข่ 1 ฟอง ใส่ชามตีให้เข้ากัน ทอดในหม้อทอด ตั้งความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส นาน 3 นาที เปิดฝาออก ใส่ไส้ที่เตรียมไว้ลงไป แล้วตีไข่อีก 2 ฟองราดลงด้านบน ตั้งเวลาต่ออีก 12 นาที

 

หมูแดง

สันในหมู

สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด)

น้ำตาลทราย

น้ำมันหอย

ซีอิ๊วขาว

สีผสมอาหาร (สีแดงอมส้ม)

วิธีทำ

ล้างหมูให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว จากนั้นนำไปเคล้ากับสามเกลอ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด หมักไว้นาน 1 ชั่วโมง

นำหมูหมักเข้าหม้อทอด ปรับความร้อน 175 องศาเซลเซียส ตั้งเวลา 18 นาที สุกได้หมูแดงเนื้อฉ่ำไม่แห้ง

 

ไก่ห่อตะไคร้

เนื้ออกไก่บด

หอมแดง

รากผักชี

กระเทียม

ตะไคร้

ใบมะกรูด

พริกไทยดำ

แป้งมัน

น้ำมันหอย

ซอสปรุงรส

นมข้นจืดเล็กน้อย

ก้านตะไคร้

วิธีทำ

โขลกเครื่องเทศทั้งหมดเข้าด้วยกัน ใส่เนื้อไก่ลงคลุกจนเป็นเนื้อเดียวกัน ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด ผสมให้เข้ากันดี เติมนมสดเล็กน้อย คนให้เข้ากันอีกครั้ง หั่นตะไคร้เป็นท่อนสั้น ห่อเนื้อไก่รอบก้านตะไคร้

สเปรย์น้ำมันให้ทั่วไก่ นำเข้าหม้อทอด ตั้งความร้อนไว้ที่ 180 องศาเซลเซียส ตั้งเวลาไว้ 8 นาที ดึงหม้ออกมากลับด้าน สเปรย์น้ำมันอีกครั้ง แล้วลดอุณหภูมิลงเหลือ 160 องศาเซลเซียส ตั้งเวลาอีก 7-8 นาที ลองใช้ส้อมจิ้มดูเนื้อด้านในก่อนให้สุกดีก่อนเสิร์ฟ

สเต๊กแซลมอนโรสแมรี่

เนื้อแซลมอนแล่สเต๊ก

โรสแมรี่สด    2 ก้าน

เลมอนสไลซ์

เกลือป่น

น้ำมันมะกอก

แผ่นฟอยด์

วิธีทำ

ปูแผ่นฟอยด์ลงในหม้อทอด วางเนื้อปลาลงไป เลมอน โรสแมรี่ โรยเกลือและราดน้ำมันมะกอกให้ทั่ว ตั้งความร้อนที่ 160 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที พร้อมจัดเสิร์ฟ

สเต๊กหมู

สันในหมูแล่ชิ้นใหญ่

น้ำมันหอย

ซอสปรุงรส

กระเทียม

พริกไทย

น้ำมันพืชเล็กน้อย

วิธีทำ

หมักเนื้อหมูกับเครื่องปรุงทั้งหมด หรือใช้ซอสหมักเนื้อสำเร็จรูปตามชอบ พักไว้อย่างน้อย 1 ขั่วโมง จากนั้นใส่หม้อทอดตั้งความร้อนที่ 200 องศาเซลเซียส นาน 17-19 นาที จัดใส่จานเสิร์ฟคู่กับไส้กรอกและผักสลัดตามชอบ

ปอเปี๊ยะทอด

แผ่นปอเปี๊ยะ

กะหล่ำปลี แครอทอย่างละ 1 หัว

เห็ดหูหนู

วุ้นเส้นห่อเล็ก

น้ำมันหอย

ซีอิ๊วขาว

น้ำตาลทราย

พริกไทยป่น

วิธีทำ

ล้างผักให้สะอาด ซอยเป็นเส้นบาง ผัดเข้าด้วยกันจนทุก ปรุงรสกลมกล่อม ตักไว้ให้เย็น ตักไส้วางกวางแผ่นปอเปี๊ยะ ห่อเป็นแท่งกลมให้แน่น ทอดใน หม้อทอดไร้น้ำมัน ตั้งความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส นาน  7-8 นาที พักให้เย็นลงเล็กน้อย

เต้าหู้นิ่มราดซอสมะขาม

เต้าหู้เหลือง   1 กล่อง

ซอสปรุงรส  3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำเปล่า ¼ ถ้วย

น้ำตาลปี๊บ  2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน พักไว้ วางเต้าหู้รองด้วยตะแกรงลงในหม้อทอด ตั้งความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส นาน 18 นาที จนเต้าหู้เหลืองและตึง จัดใส่จานราดด้วยซอสมะขามที่เตรียมไว้

 

 

ไก่ทอดสูตรบอนชอน

ปีกไก่บนหรือน่องเล็ก

เกลือป่นและพริกไทยดำสำหรับหมักไก่

ซอสเกาหลีโคจูจัง

น้ำผึ้ง

กระเทียมสับ

ขิงสับ

งาขาว

วิธีทำ

หมักไก่กับเกลือและพริกไทย แช่เย็นไว้ 1 คืน จากนั้นนำไกไปทอดในหม้อทอด ตั้งความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที กลับด้านแล้วทอดต่ออีก 2 นาที พักไว้

ผสมเครื่องปรุงซอสให้เข้ากันดี นำไก่ทอดมาคลุกให้ทั่วชิ้น จัดเสิร์ฟร้อนๆ

เนื้อแช่น้ำปลา

สันในวัวแล่ชิ้นบาง   500 กรัม

น้ำปลาอย่างดี        3 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยป่น

วิธีทำ

คลุกเคล้าเนื้อกับเครื่องปรุงให้ทั่ว หมักไว้ 2 ชั่วโมง จนน้ำปลาซึมเข้าเนื้อ

ทอดใน หม้อทอดไร้น้ำมัน ตั้งความร้อนที่ 160 องศาเซลเซียส ตั้งเวลานาน 10 นาที นำออกมาพลิกกลับด้าน เพิ่มไฟเป็น 180 องศาเซลเซียส แล้วทอดนานอีก 3 นาที

ขนมปังหน้าหมู

ขนมปังปอนด์

เนื้อหมูบด

สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด)

ซีอิ๊วขาว

ซอสปรุงรส

ไข่ไก่  (ตีให้เข้ากัน)

ใบผักชีตกแต่ง

วิธีทำ

ตัดแบ่งขนมปังเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม พักไว้ หมักเนื้อหมูกับเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วปั้นเป็นก้อนแบนวางบนขนมปัง กดเบาๆพอติดกัน แต่งด้วยใบผักชี ชุบไข่บางๆให้ทั่ว  นำไปทอดในหม้อทอด โดยตั้งอุณหภูมิที่ 175 -180 องศาเซลเซียส นาน 8-10 นาที จนหมูสุกดีและขนมปังเหลืองสวย

เห็ดสวรรค์

เห็ดเข็มทอดแยกเต้น 200 กรัม

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1 ช้อนชา

น้ำมันพื้น 1 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมหรือหอมแดงซอยยาง

วิธีทำ

ผสมเครื่องปรุงให้เข้ากัน ใส่เห็ดลงเคล้าจนทั่ว พักไว้ให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ (อย่าให้แฉะเกินไป) จากนั้นนำเข้าหม้อทอด ตั้งความร้อนไว้ที่ 150 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที (หมั่นเปิดดูเป็นระยะๆ) จนเห็ดเหลืองกรอบ นำออกมาพักไว้ แล้วใส่กระเทียมกับหอมแดงลงทอดต่ออีก 10 นาที โรยให้ทั่วหน้าเห็ด เก็บใส่กระปุกไว้กินได้นาน

หมูห่อสาหร่ายไส้ปูอัด

หมูบด

แป้งข้าวโพด

ซีอิ๊วขาว

ซอสหอยนางรม

ปูอัด

สาหร่ายแผ่นเล็ก

วิธีทำ

ผสมเนื้อหมู แป้งข้าวโพด และเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นนำแผ่บนแผ่นสาหร่าย วางปูอัดลงตรงกลาง ม้วนเป็นแท่งกลมให้แน่น เรียงบนจานใส่ในหม้อทอด ปรับความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส นาน 10 – 12 นาที พอให้หมูสุกดี ตัดแบ่งเป็นชิ้นพอคำคล้ายซูชิ

 

ทอดมันไข่นกกระทา

ไข่นกกะทาต้มสุก

หมูบด

พริกแกงเผ็ด

ไข่ไก่ 1-2 ฟอง

ถั่วฝักยาวซอย

ถั่วพูซอย

วิธีทำ

ปั่นเนื้อหมู พริกแกง และไข่ไก่ให้เข้ากัน ใส่ถั่วทั้งหมดลงคลุกให้ทั่ว (ไม่ต้องปรุงรสเพิ่มเพราะพริกแกงเค็มแล้ว นำมาห่อไข่นกกระทะไห้ทั่ว เรียงลงถาด นำเข้าหม้อทอด 180 องศาเซลเซียส นาน 10-12 นาที จนสุกดี เสิร์ฟพร้อมอาจาด

ทอดมันกุ้ง

กุ้งสับละเอียด

หมูติดมันสับละเอียด

ผงปรุงรส

ผงกระเทียม

ผงรากผักชี

พริกไทยป่น

เกล็ดขนมปังหรือคอนเฟล็กรสจืดบด

วิธีทำ

คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน โรยเกล็ดขนมปังเคล้าเบาๆให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นนำไปทอดในหม้อทอด ตั้งความร้อนที่ 160 องศาเซลเซียส นาน 10 – 12 นาที จนสุกเหลือง

เมนูหวานทำง่ายๆจาก หม้อทอดไร้น้ำมัน

ไอติมทอด

ไอศครีมรสชาติที่ชอบ

ขนมปังตัดขอบ       2 แผ่น

แผ่นฟอยล์              1 แผ่น

นมข้นหวานราดหน้า

วิธีทำ

รีดขนมปังให้เป็นแผ่นบาง ตักไอศกรีมวางลงกลางขนมปัง 1 แผ่น แล้วประกบด้วยขนมปังอีกแผ่น ห่อให้เป็นก้อนกลมแน่น จากนั้นใช้แผ่นฟอยด์ห่อแล้วนำไปแช่เย็นไว้ 1 คืน  นำไปทอดใน หม้อทอดไร้น้ำมัน โดยตั้งความร้อนที่ 160 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที พอให้ขนมปังมีสีเหลือง เสิร์ฟได้ทันที

ขนมปังกรอบ

ขนมปังแผ่น

เนยเค็ม

น้ำตาลทราย

วิธีทำ

รีดขนมปังเป็นแผ่นบาง หั่นครึ่ง ทาเนยบางๆให้ทั่ว โรยน้ำตาลเล็กน้อย จากนั้นนำไปอบในหม้อทอด ตั้งความร้อนที่ 150 องศาเซลเซียส นาน 7 นาที จนขนมปังกรอบเหลือง สามารถเก็บไว้กินได้หลายวัน

บราวนี่ไร้แป้ง

ผงโกโก้                   1            ถ้วย
น้ำตาลมะพร้าว     1/2          ถ้วย
เบกกิ้งโซดา            1/2       ช้อนชา
เกลือป่น
ไข่ไก่                        2          ฟอง
น้ำมันมะพร้าว       1/3          ถ้วย
กะทิ                        1/4         ถ้วย
กลิ่นวานิลลา         1              ช้อนชา

วิธีทำ

ผสมโกโก้ น้ำตาลมะพร้าว เบกกิ้งโซดาและเกลือเข้าด้วยกัน พักไว้ จากนั้นตอกไข่ใส่ชาม เติมน้ำมันมะพร้าว กะทิ และกลิ่นวานิลลาลงคนให้เข้ากัน แล้วลงในส่วนผสมโกโก้ ตะล่อมเบาๆจนเข้ากันดี

ใช้น้ำมันทาพิมพ์ให้ทั่ว เทส่วนผสมบราวนี่ลงไป เกลี่ยหน้าให้เรียบ นำไปอบด้วยหม้ทอดตั้งความร้อนที่ 170 องศาเซลเซียส นาน 15 – 20 นาที จนสุกดี นำออกจากหม้อ พักให้เย็นลง ตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ โรยหน้าด้วยผงโกโก้

สโคนแครนเบอร์รี่

แป้งสาลีอเนกประสงค์   150 กรัม

แป้งเค้ก     100 กรัม

ผงฟู          1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น    ½ ช้อนชา

น้ำตาลทราย      3 ช้อนโต๊ะ

เนยเค็มแช่เย็นหั่นเป็นลูกเต๋า     75 กรัม

นมสดรสจืด       75 มิลลิลิตร

ไข่แดง                  1   ฟอง

แครนเบอร์รี่อบแห้ง (แช่น้ำอุ่นก่อนใช้)

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้งหมด ผงฟู และเกลือเข้าด้วยกัน ตามด้วยน้ำตาลและเนยเย็น ใช้มือบี้ให้เป็นเนื้อร่วน พักไว้

ผสมไข่แดงและนมให้เข้ากัน จากนั้นค่อยๆลงในส่วนผสมแป้ง ตะล่อมให้เข้ากันดี โรยแครนเบอร์รี่ให้ทั่ว ผสมจนเนื้อแป้งเนีบยเข้ากันดี

รีดให้เป็นแผ่น ตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ ทาหน้าด้วยไข่แดง จากนั้นนำไปอบด้วยหม้อทอด ตั้งความร้อน 200 องศาเซลเซียส นาน 6 นาทีจนสุกเหลือง พักให้เย็น

คักเค้กวานิลลา

แป้งเค้ก                  150         กรัม
น้ำตาลทราย          120         กรัม
ผงฟู                        1 ½         ช้อนชา
ไข่ไก่                        4              ฟอง
เนยเค็ม                   160         กรัม
กลิ่นวานิลลา         1              ช้อนชา

วิธีทำ

ผสมแป้ง น้ำตาล และผงฟูเข้าด้วยกัน พักไว้  ผสมเนยละลาย ไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลาให้เข้ากัน จากนั้นใส่ส่วนผสมแป้งลงตะล่อมจนเป็นเนื้อเดียวกัน

เทแป้งลงในถ้วยกระเบื้องประมาณ 3-4 ของถ้วย นำไปอบในหม้อด้วยความร้อน 170 องศาเซลเซียส นาน 8 นาที นำมาวางพักให้เย็น ก่อนเสิร์ฟ

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

10 เมนูไก่ ทำง่าย ไม่จำเจ

14 เมนูคลายร้อนทําง่าย สูตรอร่อยจากผลไม้


แหล่งข้อมูลและภาพ

Airfryer Thai Style  อร่อยกับ Airfryer      สมาคมเราจะผอมด้วยเมนูจากหม้อทอดไร้น้ำมัน

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปรับนโยบายการศึกษา

ปรับนโยบายการศึกษา ช่วงโควิด 19

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีแถลงข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการ ปรับนโยบายการศึกษา ในช่วงโควิด 19 ครั้งที่ 2 ในกรณีที่ไม่สามารถทำการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกหลานในพื้นที่ที่ยังมีความไม่ปลอดภัย

Continue reading “ปรับนโยบายการศึกษา ช่วงโควิด 19”

พัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนมหัศจรรย์ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตน้อยๆ ของแม่บ้าง

เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าตั้งท้องคงเป็นเรื่องตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะกลายมาเป็นคุณแม่ การมีอีกหนึ่งชีวิตเล็ก ๆ ในท้องนับจากนี้ตลอด 9 เดือนถือเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ ที่ในแต่ละเดือนคุณแม่จะได้รับรู้ถึงการเจริญเติบโตและเห็นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูกในท้อง การคอยสังเกตและทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการทารกในครรภ์ อาจช่วยให้คุณแม่ได้ดูแลครรภ์และปรับพฤติกรรมตัวเองสำหรับการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทารกในแต่ละช่วงได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้ลูกน้อย และพร้อมที่จะคลอดลูกที่สมบูรณ์แข็งแรง

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนมหัศจรรย์ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตน้อยๆ ของแม่

โดยทั่วไปการนับอายุครรภ์จะเริ่มตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด และพัฒนาการของทารกในครรภ์จะเริ่มขึ้นเมื่อเกิดการปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่ ซึ่งจะห่างจากการนับอายุครรภ์เล็กน้อย ในช่วงตลอดการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ จึงมีการแบ่งพัฒนาการของทารกในครรภ์ออกเป็น 3 ช่วง โดยเริ่มตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด ซึ่งนับตามอายุครรภ์ คือ

  • ไตรมาสที่ 1 คือ สัปดาห์ที่ 1-12
  • ไตรมาสที่ 2 คือ สัปดาห์ที่ 13-27
  • ไตรมาสที่ 3 คือ สัปดาห์ที่ 28-40

ไตรมาสที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-12)

พัฒนาการทารกในครรภ์ 1 เดือน

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 1 : ปฏิสนธิ

ช่วงแรกสุดของทารกในครรภ์คือ การที่ไข่ผสมกับสเปิร์มและสร้างเป็นตัวอ่อนในระยะสัปดาห์ที่ 2-4 นับจากวันแรกของรอบเดือนล่าสุด ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะค่อย ๆ เคลื่อนมาตามท่อนำไข่และฝังตัวที่มดลูก ขณะที่ไข่เคลื่อนตัวมานั้นเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อถึงตอนที่ตัวอ่อนมาถึงมดลูก จะมีเซลล์ประมาณ 100 เซลล์ หลังจากหนึ่งสัปดาห์ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งถือว่ากระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์แล้ว

พัฒนาการของทารกในครรภ์เดือนที่ 2 – หัวใจทารกเริ่มเต้นแล้ว

เดือนนี้ทารกในครรภ์จะเริ่มพัฒนารูปร่างได้ชัดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ 6 คุณแม่สามารถทำอัลตราซาวด์เพื่อจะได้เห็นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ได้ จะเริ่มศีรษะที่ดูใหญ่กว่าอวัยวะส่วนอื่น เห็นใบหน้า ดวงตา หู จมูก แขน ขา มือ เท้า เปลือกตาบน ลำตัวเริ่มยืดออก ในช่วงนี้ทารกจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ในส่วน ระบบประสาทส่วนกลางมีการพัฒนาหลอดประสาท ซึ่งประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเนื้อเยื่อเส้นใยประสาทมากมาย ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณกับเซลล์อื่น ๆ เพื่อพัฒนาการตอบสนองและพัฒนากล้ามเนื้อ ทำให้ทารกเริ่มขยับตัว ทางเดินอาหาร และอวัยวะรับสัมผัสต่าง ๆ เริ่มมีการพัฒนา คุณแม่อาจได้เห็นว่าเจ้าตัวน้อยขยับไปมาอยู่ในท้อง ได้เห็นหัวใจเล็ก ๆ เต้นตุบ ๆ และมีสายสะดือที่ผูกสัมพันธ์กัน ทำหน้าที่เป็นปอดนำออกซิเจนจากแม่มาสู่ลูกรวมถึงเป็นสายที่นำอาหารจากที่คุณแม่กินมาเลี้ยงเจ้าตัวน้อยด้วย

พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือน

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 3 – เริ่มบ่งบอกเพศ

พัฒนาการของทารกในเดือนนี้ ช่วงนี้ทารกขนาดตัวยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร อวัยวะบนหน้าของทารกพัฒนาเกือบจะสมบูรณ์แล้ว มีดวงตา จมูก ปาก หน้าผาก เพียงแต่ตายังปิดอยู่เท่านั้น รวมถึงอวัยวะส่วนสำคัญทั้งหมดสร้างเรียบร้อยแล้ว และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทำงานได้ ใบหู  แขนขา นิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บมือ เล็บเท้าที่พัฒนาจนสมบูรณ์และงอได้ มีเล็บงอกยาวได้ด้วย สมองกำลังสร้างจุดเชื่อมต่อสัญญาณประสาทมากมาย และกล้ามเนื้อกำลังพัฒนาเริ่มทำงานประสานกัน ทารกในครรภ์สามารถขยับแขนขาขยับไปมา กำมือ เหยียดมือ อ้าปากได้ เริ่มดูดนิ้วและอาจกลืนน้ำคร่ำ หรือลอยตัวในน้ำคร่ำที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มและปกป้องร่างกายเล็ก ๆ เอาไว้ ระบบไหลเวียนและขับถ่ายปัสสาวะเริ่มทำงาน ตับมีการผลิตน้ำดี รกเริ่มส่งผ่านสารอาหารจากคุณแม่สู่ทารกและขับของเสียออกผ่านทางสายสะดือ ในส่วนอวัยวะเพศกำลังพัฒนาเป็นชายหรือหญิง แต่หากคุณแม่ไปอัลตราซาวด์ดูยังอาจจะเห็นว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาวไม่ชัดเจนนัก ต้องไปรอลุ้นกันเดือนหน้า และหลังจาก 3 เดือนแรก อวัยวะของทารกจะเริ่มเป็นรูปร่างมีพัฒนาการยิ่งขึ้น คุณแม่ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพครรภ์ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และไม่ควรกินยาหรือกินอาหารที่เป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์นะคะ

ไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 13-27)

ทารกในครรภ์4เดือน

พัฒนาการของทารกในครรภ์เดือนที่ 4 – ลูกสาวหรือลูกชายนะ

เมื่อครรภ์มีพัฒนาการไปได้ถึง 4 เดือน อวัยวะเพศภายนอกและภายในพัฒนาสมบูรณ์ ในเดือนนี้คุณแม่สามารถอัลตร้าซาวด์เพื่อเห็นเพศลูกว่าเป็นหญิงหรือชายชัดเจนขึ้น ทารกในครรภ์ของคุณแม่ตอนนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวเริ่มใหญ่ขึ้น ช่วงนี้ทารกมีขนาดตัวยาว 16-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200 กรัม มีผิวบางใสจนเห็นเส้นเลือดภายในชัดเจน มีการพัฒนาเปลือกตา คิ้ว เล็บ ลายมือ ในส่วนขนและผมจะเริ่มงอกทั่วร่างกาย มีแขนและข้อต่อที่สมบูรณ์ กล้ามเนื้อแข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวขยับตัว ขยับแขนขาได้มากขึ้น ในระยะนี้ทารกจะเตะ ยืดนิ้วมือ นิ้วเท้า กำหมัด ดูดนิ้วโป้ง ดูดกลืนน้ำคร่ำได้ แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่อาจจะยังไม่รู้สึกว่าลูกดิ้น ไตเริ่มจะทำงานเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ถ้าเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ ระบบประสาทกำลังเริ่มทำงาน จำนวนเส้นประสาทและกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทารกเริ่มแสดงความรู้สึกทางสีหน้า และประสาทสัมผัสทางลิ้นเริ่มมีการพัฒนาปุ่ม รับรส กระดูกมีมวลหนาแน่นขึ้น

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 5 : ลูกเริ่มดิ้นแล้วนะ

พัฒนาการเดือนที่ 5 ทารกในครรภ์ตัวใหญ่ขึ้น ตอนนี้ทารกจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 400 กรัม มีกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ขยับแขนขาจนคุณแม่รู้สึกได้ว่าลูกเริ่มดิ้นแล้ว และยังมีพัฒนาการอื่น ๆ ฟันเริ่มพัฒนาอยู่ใต้กราม ผมเริ่มงอก คิ้วและขนตากำลังพัฒนา และมีขนอ่อนๆขึ้นตามร่างกาย ผิวของทารกมีการผลิตไขสีขาวออกมาเคลือบผิวช่วยปกป้องไม่ให้ระคายเคืองจากการอยู่ในน้ำคร่ำเป็นเวลานาน และมีการสร้างชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย นอกจากนี้ทารกจะเพิ่มพัฒนาสัมผัสรับรู้ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ กลิ่น แสงเสียง สามารถรับรู้โลกนอกครรภ์จากการที่หูได้ยินเสียงคุณแม่พูดหรือร้องเพลง แม้ว่าตาจะยังปิดแต่ทารกจะสัมผัสถึงแสงจ้าได้ รวมถึงเวลาคุณแม่ลูบท้องเบา ๆ ทารกสามารถรับรู้ได้ ดังนั้นในช่วงนี้คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ เช่น การฟังเพลง ร้องเพลง อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง ลูบหน้าท้อง การใช้แสงจากไฟฉายส่องที่หน้าท้อง ฯลฯ ก็จะมีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้ทำงานได้เร็ว และช่วยให้ลูกฉลาด อารมณ์ดีภายหลังคลอดนะคะ

ตั้งครรภ์ 5 เดือน ลูกดิ้น

พัฒนาการของทารกในครรภ์เดือนที่ 6 : ลูกเริ่มตอบสนองต่อสิ่งเร้า

ในระยะนี้ทารกได้ยินเสียงหัวใจเต้นของคุณแม่ คุ้นเคยกับเสียงคุณแม่ และเสียงอื่น ๆ และมีปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นด้วยการขยับตัว เคลื่อนไหวเมื่อได้ยินเสียง คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าทารกบิดตัวไปมา ช่วงนี้ทารกมีขนาดตัวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 600 กรัม กล้ามเนื้อของทารกในครรภ์พัฒนาสมบูรณ์ขึ้น แต่ในระยะนี้ทารกจะโตช้ากว่าตอนแรก เพื่อให้อวัยวะภายในร่างกายและระบบต่าง ๆ ในร่างกายพัฒนา เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกันมีการพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ระบบหายใจมีการผลิตสารลดแรงตึงผิวในปอดเพื่อช่วยให้ถุงลมพองตัว ปอดเริ่มหายใจในน้ำคร่ำ ซึ่งอาจทำให้ทารกสะอึกจนคุณแม่รู้สึกว่าลูกกระตุกในท้องได้ ระบบประสาทสมองพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการคิดและการต่อรอง อวัยวะเพศภายในกำลังพัฒนา เพศชายอัณฑะจะเริ่มคล้อยลง ส่วนเพศหญิงมดลูก รังไข่ และช่องคลอดเคลื่อนไปประจำตำแหน่ง

ไตรมาสที่ 3 (สัปดาห์ที่ 28-40)

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 7 : ลูกลืมตาแล้วนะ

พัฒนาในเดือนที่ 7 หนังตาเริ่มเปิด ทารกมีการลืมตา กระพริบตาได้เมื่อเห็นแสงที่ส่องผ่านหน้าท้องคุณแม่ การส่องไฟทางหน้าท้องจะทำให้เซลล์สมอง ระบบเส้นประสาทส่วนรับภาพ และการมองเห็นพัฒนาได้ดีขึ้น ทารกจะขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงดัง ๆ จังหวะการเต้นของหัวใจจะเปลี่ยนตามแสงและเสียงที่ทารกสัมผัสได้ ในเดือนนี้ผิวทารกพัฒนาหนาขึ้นไม่บางใสแล้ว มีการสะสมไขมันใต้ผิวหนังทั่วทั้งตัวเพื่อรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รวมทั้งปกป้องผิวหนังจากของเหลวอื่น ๆ ปอดและตุ่มรับรสจะพัฒนา ระบบประสาทสมองมีการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายส่วนที่ควบคุมเวลาตื่นเวลานอนของทารก ในช่วงนี้ทารกจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 35 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 1000-1200 กรัม เริ่มขยับตัวไปในทิศทางที่ง่ายต่อการคลอด ถ้าเป็นลักษณะคลอดก่อนกำหนดในตอนนี้ อัตราการรอดชีวิตจะค่อนข้างสูง เนื่องจากอวัยวะสำคัญเริ่มทำงานเป็นปกติแล้ว

พัฒนาการของทารกในครรภ์เดือนที่ 8 : เตรียมตัวสู่โลกภายนอก

ระบบภายในร่างกายของทารกส่วนใหญ่พัฒนาได้ดีดูเหมือนทารกแรกเกิดแล้ว ช่วงนี้ทารกมีขนาดตัวยาวประมาณ 40-45 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 2000-2500 กรัม มีร่างกายที่แข็งแรง สามารถดิ้นเตะกระทุ้งศอกแรงขึ้น แต่ปอดยังคงพัฒนาไม่เต็มที่ ในส่วนระบบประสาทสมองของทารกกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงในสมอง และสมองมีรอยหยักมากขึ้น ระบบประสาทส่วนที่รับรู้เสียง แสง และการสัมผัสทำงานได้ไวขึ้น ทำให้ทารกสามารถรับรู้ความมืดความสว่างได้ ในเดือนนี้ทารกเริ่มกลับตัวหันศีรษะลงมาทางปากมดลูก คุณแม่อาจมีการเจ็บท้องเตือน เนื่องจากมดลูกบีบตัว เพื่อให้ทารกมีความพร้อมต่อการออกมาลืมตาดูโลกภายนอกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

พัฒนาการของทารกในครรภ์ 1-9 เดือน

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 9 : ทารกอยู่ในตำแหน่งพร้อมคลอด

เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ปอดของทารกพัฒนาเต็มที่ เตรียมพร้อมหายใจครั้งแรกหลังคลอด ผิวหนังสมบูรณ์ เล็บยาวขึ้นเพื่อปกป้องปลายนิ้ว ผมจะยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร มีขนาดตัวยาว 50 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 2800-3000 กรัม ทารกกลับศีรษะลงสู่ช่องเชิงกราน อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมคลอดแล้ว ศีรษะจะอยู่ใกล้ปากมดลูกและคุณแม่ก็พร้อมจะคลอดได้ทุกเมื่อ ภายหลังคลอดระบบภูมิต้านทานจะทำหน้าที่ปกป้องทารกและยังคงพัฒนาต่อไป ทั้งนี้การให้ลูกได้ดูดนมแม่หลังคลอดจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของทารกให้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของระบบสมองเริ่มควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การตอบสนองต่าง ๆ การตื่นตัว รวมถึงการคว้าจับ การดูด ซึ่งจะทำให้ทารกสามารถจับมือคุณแม่และดูดนมคุณแม่ได้ทันทีหลังคลอด

มาถึงตรงนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่มือใหม่ทุกคน ที่อดทนตลอด 9 เดือนเพื่อที่จะได้เจอหน้าลูกน้อย ทั้งนี้พัฒนาการของทารกในครรภ์แต่ละรายอาจมีพัฒนาการแตกต่างกันไป ซึ่งทารกบางคนอาจมีพัฒนาการช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างรวมถึงสุขภาพคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ด้วย นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บท้องคลอดในช่วงก่อนหรือหลังวันกำหนดคลอดก็ได้ ซึ่งหากคุณแม่รู้สึกถึงความผิดปกติ หรือมีความกังวลระหว่างตั้งครรภ์ ก็สามารถปรึกษาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำหรือตรวจวินิจฉัยตามอาการนะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.samitivejhospitals.comwww.dumex.co.th

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

10 รายชื่อหมอสูติ หมอฝากครรภ์ฝีมือดี ที่แม่ท้องบอกต่อ

ผลกระทบจากโควิด ของคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคอักเสบรุนแรงในเด็ก

โรคอักเสบรุนแรงในเด็ก ที่อาจเกี่ยวข้องกับโควิด 19

เมื่อไม่นานมานี้ แม่น้องเล็กได้พบการรายงานข่าวจากเว็บไซต์ nbcnews ระบุว่าพบเด็กอย่างน้อย 85 คนทั่วสหรัฐอเมริกามีอาการของ โรคอักเสบรุนแรงในเด็ก ที่อาจเกี่ยวของกับโควิด 19 และความรุนแรงของโรคดังกล่าวทำให้เด็กทุกคนมีอาการอักเสบรุนแรง ไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

โรคอักเสบรุนแรงในเด็ก ที่อาจเกี่ยวข้องกับโควิด

แม่น้องเล็กได้ลองไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม จนพบการรายงานข่าวของ สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า เริ่มต้นจากพบเด็กในสหรัฐอเมริกา 15 คน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หลังมีลักษณะอาการของโรคที่พบได้ยาก ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโควิด 19

โดย บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีของนิวยอร์กซิตี้ กล่าวว่า เด็กๆ ที่เข้ารับการรักษาตัวมีอาการอักเสบต่างๆ ในหลายระบบของร่างกาย เช่น มีไข้ต่อเนื่อง มีผื่นคัน ปวดท้อง หรืออาเจียน และเด็กในจำนวนดังกล่าวมี 6 คนที่ผลตรวจเชื้อโรคโควิด 19 เป็นบวก ซึ่งมีเด็ก 5 คนที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

“แม้ว่าผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้จะถือเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดหลายแสนคน แต่โรคนี้ก็ยังสร้างความกังวลให้เรา” บลาซิโอกล่าว

โอซีริส บาร์บอต กรรมาธิการด้านสาธารณสุขของนิวยอร์กซิตี้ กล่าวว่า เมืองบอสตัน และฟิลาเดเฟียของสหรัฐฯ ก็พบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายคลึงกัน และยังไม่สามารถหาข้อสรุปจากเหตุการณ์นี้ได้

ผ่านไปเพียงหนึ่งวันก็พบเด็ก 64 คน ป่วยทับซ้อน และอวัยวะอักเสบหลายจุด โดยอาการป่วยต้องสงสัยมีลักษณะทับซ้อนกับโรคคาวาซากิ และอาการท็อกซิกช็อก ซึ่งมีอาการคล้ายคลึงกันคือ มีไข้ต่อเนื่อง มีผื่นคัน ปวดท้อง หรือระบบหลอดเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงจนต้องเข้าห้องไอซียู

โรคอักเสบรุนแรงในเด็ก
ลักษณะอาการของโรคคาวาซากิ

เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 หลังจากพบอาการของโรคดังกล่าว ก็พบเด็กที่มีอาการอักเสบผิดปกติรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเป็น 85 คน กลุ่มอาการของโรคอักเสบหลายระบบในเด็กสามารถสะท้อนอาการของโรคอื่นๆ ที่มีการอักเสบ เช่น โรคคาวาซากิ และกลุ่มอาการคล้ายสารพิษ

เด็กจะมีไข้สูง ท้องร่วงอย่างรุนแรง ผื่นคัน มักมีตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือปัญหาการทำงานของหัวใจ ซึ่งทำงานผิดปกติ จนแพทย์ต้องให้ยาเพื่อรักษาความดันโลหิตให้สูงขึ้น

แพทย์กล่าวว่า โรคคาวาซากิ ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการมีปัญหาหลอดเลือด และทำให้เกิดโรคหัวใจก่อนวัยอันควร และลักษณะอาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคโควิด 19 ก็มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโรคดังกล่าวที่พบว่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มคนอายุยังน้อย

จากก่อนหน้านี้ที่เราเชื่อกันว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด 19 แล้ว อาการจะไม่ค่อยรุนแรง เพราะส่วนมากจะหายเองได้จากข้อมูลของประเทศจีน แต่ตอนนี้ทางฝั่งยุโรป และอเมริกา กลับเกิดอาการอักเสบรุนแรงในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบไปจนถึง 17 ปี

ขณะนี้โรคนี้มีชื่อชั่วคราวว่า Pediatric Inflammatory Multisystem Syndrome- Temporally Associated with SARS-CoV2 (PIMS-TS) จากข้อมูลในปัจจุบัน พบว่าเด็กจะเกิดอาการประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ หลังจากติดเชื้อโควิด 19 โดยแพทย์ที่อเมริกาเชื่อว่า อาจเป็นเพราะการติดเชื้อไปกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายเด็กให้ทำงานผิดปกติ ซึ่งพบว่ามีเด็กอย่างน้อย 3 คนเสียชีวิตจากสาเหตุนี้แล้ว และรายล่าสุดเป็นเด็กวัย 5 ขวบ

แม่น้องเล็ก อยากจะฝากเตือนคุณพ่อ คุณแม่ให้ระมัดระวัง การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นเรื่องที่สำคัญที่เราควรใส่ใจ อย่าลึมสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และแยกตัวออกห่างจากผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ไอ จาม และเป็นหวัดด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: สำนักข่าวซินหัว, Evening Standard, nbcnews, Drama-addict

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง คลิก!!

พบเด็กป่วยโควิด-19 อาการหนักคล้าย “โรคคาวาซากิ”

Covid toe ผื่นแดงขึ้นเท้า สัญญาณเตือน ลูกติดโควิดแม่อย่าชะล่าใจ

พ่อแม่ต้องรู้! 10 ความแตกต่าง อาการไข้เลือดออก vs อาการโควิด 19

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เอนเทอโรไวรัส 71

การติดเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 โรคระบาดสายพันธุ์รุนแรง

เอนเทอโรไวรัส 71 หรือเรียกกันว่า EV71 เป็นไวรัส RNA ชนิดสายเดี่ยวและเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมือเท้าปาก ในเด็กเล็กที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก หากมีการติดเชื้อ EV 71 ร่วมด้วย แล้วได้รับการรักษาไม่ทัน สามารถส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปแกะรอยทำความรู้จักกับอันตรายจากการติดเชื้อ “เอนเทอโรไวรัส 71” ให้มากขึ้นค่ะ

 

เอนเทอโรไวรัส 71 คืออะไร?

มีช่วงหนึ่งของการระบาดด้วยโรคมือเท้าปากที่ทำให้เด็กเสียชีวิต เพราะมีการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71)  เอาเป็นเราไปทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อ EV 71 กันก่อนค่ะ

 

เอนเทอโรไวรัส 71(Enterovirus 71)  หรือเรียกกันว่า EV71 เป็นไวรัส RNA ชนิดสายเดี่ยวและเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมือเท้าปาก การติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 มักจะพบในเด็กเล็ก ซึ่งจะมีอาการเหมือนกับโรคมือเท้าปาก คือจะมีไข้ มีแผลในปากและตุ่มพุพอง หากคุณพ่อคุณแม่จะสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับลูกให้ง่ายขึ้น คือ เมื่อลูกมีการติดเชื้อ EV 71 จะเริ่มต้นด้วยการมีไข้ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยและเจ็บคอ และพอได้ 1-2 วันหลังจากที่เริ่มมีไข้ ก็จะเกิดแผลเกิดขึ้นในปาก ที่เริ่มด้วยการเป็นจุดสีแดงเล็กๆ ลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำแล้วกลายเป็นแผลเปื่อย ที่อยู่บนลิ้น เหงือกและด้านในของแก้มทั้งสองข้าง

 

ที่สำคัญการสังเกตว่าลูกติดเชื้อที่เกิดจาก EV 71 ที่นอกจากจะเป็นตุ่มพองในช่องปากแล้ว ก็ยังเกิดตุ่มพองแดงตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจจะมีตรงบริเวณก้น หรือที่อวัยวะเพศร่วมด้วย สำหรับการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก สามารถก่อภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ร้ายแรงตามมา คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น ซึ่งผลกระทบเหล่านี้สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ

อ่านต่อ >> “สาเหตุ และความน่ากลัวของเอนเทอโรไวรัส 71” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เคล็ดลับเลี้ยงลูกยุคดิจิทัลเมื่อต้องอยู่บ้านยาวขึ้น

จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้สถานศึกษาต้องเลื่อน เปิดเทอมออกไป พ่อแม่หลายคนจึงมองหาวิธีรับมือกับช่วงปิดเทอมของเด็กๆ ที่ยาวนานขึ้น และเพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ แอลจี ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จึงได้รวบรวมคำแนะนำการเลี้ยงลูกยุคดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ของเด็กๆ รวมถึงดูแลสุขภาพของพวกเขาให้แข็งแรงปลอดภัย พร้อมเสริมทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ที่บ้าน 

สื่อออนไลน์ช่วยให้เด็กๆ ยุคดิจิทัลติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายดายและรวดเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการเข้าสังคมและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ควรคอยให้คำแนะนำแก่ลูกๆ ในการใช้งานสื่อออนไลน์อยู่เสมอ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบต่างๆ จากการสร้างรอยเท้าบนโลกดิจิทัล รวมถึงกระตุ้นการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมภายในครอบครัว และควรกำหนดระยะเวลาการใช้งานสื่อออนไลน์ที่เหมาะสม ส่งเสริมการใช้เวลาในการเล่นแบบออฟไลน์ที่มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เช่นกัน


ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ได้ให้คำแนะนำว่า “พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกใช้งานสื่อออนไลน์อย่างเป็นประโยชน์และชาญฉลาด ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข่าวสาร มีทั้งข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ แต่ก็มีข้อมูลเท็จปะปนอยู่ด้วย พ่อแม่จึงต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีพร้อมพัฒนาทักษะเชิงดิจิทัล กรองข้อมูลเหล่านั้นผ่านการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำกับลูกๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ พ่อแม่ยังควรให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของลูกๆ ให้ปลอดภัย เนื่องจากการใช้งานสื่อออนไลน์อาจนำมาซึ่งอันตรายหากไม่ระมัดระวัง เช่น การเช็คอิน เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอีกในอนาคต จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเอไอ”

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง การสร้างอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยพ่อแม่ยุคดิจิทัลสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกๆ ผ่านการสูดอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีให้เลือกมากมาย จึงควรพิจารณาคุณสมบัติต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าในช่วงเวลาที่ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ เครื่องฟอกอากาศ LG PuricareTM สามารถตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็กถึง PM 1.0 (เล็กกว่า PM 2.5) เชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอากาศต่างๆ กลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ และ Clean Booster ที่ช่วยส่งลมได้ไกลถึง 7.5 เมตร โดยเครื่องฟอกอากาศรุ่ น Double มาพร้อมโหมด Baby care ที่ส่งลมบริสุทธิ์ส่วนล่าง เหมาะกับบ้านที่มีเด็กเล็กวัยคลาน ในขณะที่เครื่องฟอกอากาศขนาดพกพา แอลจี เพียวริแคร์ มินิ เป็นเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะแก่การพกพานำไปใช้งานในทุกที่ เช่น วางไว้บนโต๊ะระหว่างทำงานหรือขณะกินข้าว หรือติดไว้กับรถเข็นของลูกน้อย เป็นต้น ยังสามารถเลือกใช้เครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่มาพร้อมระบบฟอกอากาศ เช่น เครื่องปรับอากาศแอลจี DUALCOOL รุ่น IL ที่มอบอากาศสะอาดบริสุทธิ์ สามารถตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็กถึง PM 1.0 หน้าจอ Smart Display บอกสถานะคุณภาพอากาศ ภายในห้อง และด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ดูอัล อินเวอร์เตอร์ ทำให้ประหยัดค่าไฟในฤดูร้อนได้อีกด้วย

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “มลภาวะอากาศภายในบ้านมี 2 ประเภทที่ควรระมัดระวัง ประเภทแรกคือฝุ่นจิ๋วที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ซึ่งรวมถึงอนุภาคสารระคายเคืองที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ เชื้อราในอากาศที่เข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้โดยตรง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกรองได้เมื่อสูดอากาศหายใจเข้าไป โดยเด็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะปอดยังเติบโตไม่เต็มที่ มลภาวะทางอากาศอีกชนิดที่ควรเฝ้าระวังโดยเฉพาะครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม คือกลุ่มสารเคมีไนโตรเจนออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโลหะหนัก เช่น ปรอท แคดเมียม สามารถกระจายได้ในอากาศ การใช้เครื่องฟอกอากาศจึงช่วยลดผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศทั้งสองชนิดได้ โดยต้องมั่นใจว่าเครื่องฟอกอากาศที่เลือกใช้นั้นมีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้แท้จริง”

ในด้านการส่งเสริมทักษะและความรู้ของลูกอย่างต่อเนื่องจากที่บ้าน สมาร์ททีวีอาจมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ไม่เพียงแค่เพื่อการรับชมรายการความบันเทิงเท่านั้น แต่พ่อแม่ยังสามารถใช้ทีวีเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าเว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ผ่านบราวเซอร์บนสมาร์ททีวี พร้อมควบคุมผ่านเมจิกรีโมทได้อย่างง่ายดาย หรือเชื่อมต่อแป้นคีย์บอร์ดและเม้าส์ทางช่องเสียบ USB เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น การดูคอนเทนต์สารคดี การ์ตูน หรือความบันเทิงต่าง ๆ จากแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนร่วมกับลูกก็สบายตามากขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Screen Mirroring ที่ให้ผู้ใช้งานแชร์คอนเทนต์จากสมาร์ทโฟนไปยังทีวีได้ทันที และยังเปลี่ยนจอทีวีเป็นจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ได้เพียงต่อคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปเข้ากับทีวีด้วยสาย HDMI 

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการถนอมสายตาของลูกด้วยเช่นกัน นอกจากกำหนดระยะเวลาการใช้ทีวีให้เหมาะสมในแต่ละวันแล้ว การเลือกทีวีที่มีเทคโนโลยีช่วยถนอมสายตาก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการได้รับแสงสีฟ้า (Blue Light) จากจอดิจิทัลต่าง ๆ ในระยะยาวอาจเกิดผลเสียต่อการทำงานของจอประสาทตาและสมอง อาจทำให้เด็กสมาธิสั้นและส่งผลต่อการนอนหลับได้ จึงควรเลือกทีวีที่มีอัตราการเปล่งแสงสีฟ้าอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการวิจัยของ TUV Rheinland องค์กรตรวจสอบอิสระชั้นนำระดับโลก พบว่าทีวี OLED ของแอลจี มีอัตราการเปล่งแสงสีฟ้าเพียงแค่ 29% ต่ำกว่าระดับที่อาจส่งผลต่อสุขภาพซึ่งกำหนดไว้ที่ 50% และต่ำกว่าจอ LCD โดยทั่วไปที่เปล่งแสงสีฟ้ามากถึง 64% ทีวี OLED จากแอลจีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่ที่มองหาทีวีที่เป็นทั้งสื่อความบันเทิง และการศึกษาให้ลูกในช่วงที่ต้องอยู่บ้านนานขึ้นเช่นนี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th 

Tags

MILO Home Ground แอคทีฟที่บ้านกับไมโล

ทำบ้านให้ลูกเล่น ผ่านแนวคิด“MILO Home Ground”แอคทีฟที่บ้านกับไมโล

Milo

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงปิดเทอมนาน ๆ  หลายครอบครัวอาจจะเห็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ใช้เวลาร่วมกัน หลาย ๆ บ้าน เริ่มมองหาข้อมูล เพื่อเตรียมกิจกรรมต่าง ๆ มาให้ลูกหลานได้ทำกัน เพื่อใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และสร้างบรรยากาศที่สร้างสรรค์ในครอบครัว

ซึ่งผลดีที่นอกจากได้ความสนุกสนานแล้วยังสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนในบ้านได้อีกด้วย  การสร้าง “ลานกิจกรรมในบ้าน” ไปพร้อมกับลูกๆ ไม่ว่าจะประยุกต์จากกิจกรรม Indoor หรือ Outdoor  ก็ล้วนแล้วแต่ ช่วยส่งเสริมให้ลูก ๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมีวินัย และ ยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองอีกด้วย ถึงแม้จะอยู่ที่บ้านเราก็สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่รอบตัว มาปรับใช้เป็นอุปกรณ์กีฬาหรือกิจกรรมสนุกๆ มีประโยชน์ ที่สามารถเล่นด้วยกันได้ทุกคนในครอบครัว

ทำบ้านให้ลูกเล่น ผ่านแนวคิด “MILO Home Ground” แอคทีฟที่บ้านกับไมโล

บ้าน (HOME) สนามเด็กเล่น (Playground)

ในช่วงเวลา ณ ตอนนี้ หลายครอบครัวเริ่มปรับตัวในการหากิจกรรมทำกันที่บ้าน อย่างการปลูกผักสวนครัว อยู่คอนโดพื้นที่โดยรอบบ้านไม่มี แต่ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ตรงระเบียงห้องมาปลูกกระถางผักเล็ก ๆ ได้ หากใครชอบที่จะทำขนมก็มักจะเห็นเชฟหน้าใหม่เกิดขึ้นได้ทุกวัน หรือถ้าใครชอบกิจกรรมที่จะมีความแอคทีฟมากขึ้น ก็อาจจะหาตะกร้าใบเล็ก ๆ กับเสื้อผ้าที่นำมาม้วนเป็นกลม ๆ ชวนมาเล่นชู๊ตบาสกันภายในบ้าน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเราได้ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว  เพียงเท่านี้ ไม่ว่าบ้านคุณจะมีพื้นที่ขนาดอย่างไร คุณแม่ก็สามารถทำลานกิจกรรมในบ้านให้ลูก ๆ ได้เลย

แอคทีฟที่บ้านกับไมโล

แอคทีฟที่บ้านกับไมโล ทำได้อย่างไร ?

“แอคทีฟที่บ้านกับไมโล” (MILO Home Ground) ทำพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นพื้นที่ลานกิจกรรมให้ลูกได้เล่น ชวนให้ทุกครอบครัวได้มีช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน ในช่วงที่ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านกันได้ พร้อมสนับสนุนให้คุณแม่ช่วยส่งเสริมให้ลูก ๆ  ได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการทางร่างกาย พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่

กิจกรรมแอคทีฟที่บ้านกับไมโล (MILO Home Ground) จะเข้ามาช่วยให้คุณแม่มีไอเดียทำกิจกรรมสนุก ๆ และเป็นประโยชน์กับลูกในช่วงวัย 7-12 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงวัยที่มีพลังงานเหลือล้น ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้พลังงานอย่างสร้างสรรค์ (Stay active at home) ที่ทำได้จากที่บ้าน ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ควบคู่ไปกับการได้รับโภชนาการสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อการเติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ

อุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้านรอบตัว สามารถนำมาพลิกแพลงใช้เป็นอุปกรณ์กีฬาให้เด็ก ๆ ได้เล่น ได้ออกกำลังกายกันได้ทุกวัน ซึ่งการส่งเสริมให้ลูกได้ Stay active ที่บ้าน ด้วยการให้เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย เด็กๆ จะได้ประโยชน์ก็คือ

  • สุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์
  • รู้จักการมีระเบียบ วินัยมากขึ้น รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
  • มีความมุ่งมั่น และความมั่นใจมากขึ้น
  • ได้มีเวลาร่วมกันกับทุกคนในครอบครัว
  • ช่วยให้การเรียนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มีทักษะในการเข้าสังคม และสามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้ดีขึ้น

ไมโลจะมีการแชร์กิจกรรมกีฬา ที่สามารถนำไปทำตามง่าย ๆ ได้ที่บ้าน ให้กับคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยระหว่าง 7-12 ปี ได้นำไปทดลองเล่นกัน และนอกจากไอเดียกิจกรรมที่ทางไมโลจะแชร์ให้คุณแม่กับเด็ก ๆ ได้เล่นที่บ้านด้วยกันแล้วนั้น “แอคทีฟที่บ้าน กับไมโล” ยังจะเชิญชวนให้คุณแม่ทุกครอบครัว ได้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับรางวัล กับภารกิจชิงรางวัลสนุกๆ ในทุก 2 สัปดาห์ตลอด 2 เดือน(พฤษภาคม – มิถุนายน) โดยสามารถเข้าไปติดตามกิจกรรมแอคทีฟที่บ้านกับไมโลได้ที่หน้าเพจ FB MILO Thailand ค่ะ

แล้วอย่าลืมสร้างบรรยากาศที่บ้านให้ลูกได้เล่นสนุกกันนะคะ

 

แบบฝึกหัดอนุบาล 3

แจกฟรี! แบบฝึกหัดอนุบาล 3 กว่า 100+ แผ่น เน้นพัฒนาทักษะการคิด

แจกฟรี! แบบฝึกหัดอนุบาล 3 กว่า 100+ แผ่น แบบไฟล์ภาพพร้อมปริ้นออกมาให้ลูกฝึกทำได้เลย เน้นพัฒนาทักษะการคิด ฝึกการเขียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการบวกลบเลข

แบบฝึกหัดอนุบาล 3 กว่า 100+ แผ่น เน้นพัฒนาทักษะรอบด้าน!

สำหรับลูกน้อย เมื่ออายุครบ 5 ขวบ ทางสพฐ. ได้กำหนดให้เรียนอยู่ ระดับชั้นอนุบาล 3 … ซึ่งเด็ก อนุบาล 5 ขวบ เป็นช่วงวัยที่เริ่มพึ่งพาตนเอง เริ่มให้ความสนใจกับคนภายนอกครอบครัว เริ่มอยากออกไปเล่นซุกซน และมีคำถามเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวมากยิ่งขึ้น การอบรมและแนะนำจากครอบครัวจะช่วยหล่อหลอมบุคลิกภาพและความคิดของเด็กต่อไป โดยพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่สังเกตได้ มีดังนี้…

พัฒนาการทางร่างกาย

  • การประสานงานของร่างกายดีขึ้น โดยเฉพาะแขน ขา และลำตัว
  • เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวและทรงตัวได้ดี ทั้งการกระโดดและการก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง
  • ทรงตัวขณะยืนขาเดียวและปิดตาข้างหนึ่งได้ ม้วนหน้าได้ เล่นชิงช้าและปีนป่ายได้
  • มีทักษะในการใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ และเครื่องเขียนต่าง ๆ มากขึ้น
  • วาดรูป 3 เหลี่ยมและรูปเรขาคณิตอื่น ๆ ตามต้นแบบได้
  • ใช้ช้อน-ส้อมในการรับประทานอาหาร และใช้ห้องน้ำได้โดยไม่ต้องช่วยเหลือ
  • มีพัฒนาการด้านการมองเห็นอย่างสมบูรณ์เทียบเท่ากับผู้ใหญ่

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

  • เริ่มพูดประโยคที่มี 5 คำขึ้นไป และพูดชัดมากขึ้น
  • ใช้คำได้ทุกประเภท ทั้งคำนาม สรรพนาม กริยา บุพบท และคำอื่น ๆ
  • แยกแยะความแตกต่างของเหรียญห้า เหรียญสิบ และเหรียญบาทได้
  • นับเลขได้ถึง 10 หรือมากกว่านั้น รู้จักชื่อสีมากกว่าเดิมหลายสี
  • เขียนตัวอักษรและตัวเลขบางตัวได้ รู้จักหมายเลขโทรศัพท์
  • ถามและตอบคำถามที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ เช่น สามารถให้เหตุผลเมื่อถูกถามว่าทำไม เป็นต้น

พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์

  • ต้องการให้เพื่อนพอใจและอยากเป็นแบบเพื่อน
  • มีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยลง เข้าใจและยอมทำตามข้อตกลงต่าง ๆ มากขึ้น
  • ชอบเต้นและร้องเพลง
  • รู้ว่าตนเองและผู้อื่นเป็นเพศใด
  • มีความรับผิดชอบมากขึ้นและรู้จักขอโทษเมื่อทำผิด
  • ยังคงชอบจินตนาการและเล่นในบทบาทต่าง ๆ แต่แยกแยะระหว่างเรื่องจริงและเรื่องสมมติได้แล้ว
  • เลิกกลัวสิ่งที่เคยกลัวมาก่อน เช่น ความมืด สัตว์ประหลาด เป็นต้น

วิธีส่งเสริมพัฒนาการเด็กในวัยนี้

  • ควรฝึกให้เด็กทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ช่วยจัดโต๊ะกินข้าว เก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ เป็นต้น
  • สนับสนุนให้เด็กเล่นกับเพื่อน ๆ เพื่อพัฒนาทักษะการเข้าสังคม
  • หากิจกรรมที่เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์มาเล่นกับเด็ก
  • จัดหาพื้นที่ว่างให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเพียงพอ
  • แสดงเป็นตัวอย่างให้ดูและแนะนำกติกาในการละเล่นต่าง ๆ
  • จำกัดการดูโทรทัศน์และการใช้คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต
  • พาเด็กออกไปยังสถานที่ที่น่าสนใจในชุมชน เช่น สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น
  • อ่านหนังสือนิทานไปพร้อม ๆ กัน

Must read >> รู้ทัน! พัฒนาการ เด็ก 5 ขวบ ลูกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นแล้วนะ

Must read >> ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ ทำไงดี? มาช่วยลูกให้ “อ่านออก” กัน

Must read >> แนะ!12 กิจกรรมให้ลูกทํา สุดเจ๋ง เมื่อต้องอยู่บ้านหนีโควิด19+ปิดเทอมยาว

ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการให้ลูกได้ฝึกทำ แบบฝึกหัดอนุบาล 3 เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกได้สามารถเรียนรู้ฝึกฝน ให้เกิดทักษะความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งรวมทั้งในบทเรียนที่ลูกต้องเจอเมื่อไปโรงเรียน เพื่อให้เกิดความชำนาญ และสิ่งที่อยู่นอกบทเรียนเพื่อให้เด็กได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นในช่วงปิดเทอม หรือวันหยุดว่าง คุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องจัดรูปแบบกิจกรรมหรือบทเรียนต่างๆ ให้เหมาะสมกับลูกน้อยให้ดีด้วย เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความเครียด หรือเบื่อจนเกินไป ซึ่งจะทำให้มีผลการการพัฒนาในด้านต่างๆของเด็กได้

แบบฝึกหัดอนุบาล 3

ซึ่งนอกจากกิจกรรมความสนุกสนานต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถหาดูตัวอย่างได้ทั้งอินเตอร์เน็ต หรือคิดเองแล้ว สำหรับการฝึกทำแบบฝึกหัด หากไม่รู้ว่าจะหา แบบฝึกหัดอนุบาล ให้ลูกวัย 5 ขวบได้ที่ไหน … ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม แบบฝึกหัดอนุบาล 3 มาให้ตรงนี้แล้วแบบฟรีๆ!! รวมกว่า 100+ แผ่น ซึ่งเป็น แบบฝึกหัดอนุบาล3 ที่เน้นตั้งแต่เรื่อง พัฒนาทักษะการคิด ฝึกการเขียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการบวกลบเลข

โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถดาวน์โหลด แบบฝึกหัดอนุบาล 3 แล้วนำไปปริ้นให้ ลูกฝึกเขียน ฝึกทำได้ในช่วงเวลาว่างๆ หลังจากทำกิจกรรมอื่นๆ แล้ว ซึ่งสำหรับเด็กที่กำลังเริ่มฝึกหัดเขียนอาจจะใช้เวลาบ้าง คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามให้กำลังใจหรือพูดชมเพื่อที่ลูกไม่เบื่อ และมีกำลังใจในการฝึกเขียน ฝึกทำ แบบฝึกหัดอนุบาล ต่อไปได้จนสำเร็จนะคะ

ดาวน์โหลด >> แบบฝึกหัดอนุบาล3
กว่า 100+ แผ่น ฟรี! คลิกหน้า 2

 


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เมนูคลายร้อนทําง่าย

14 เมนูคลายร้อนทําง่าย สูตรอร่อยจากผลไม้ ลูกกินได้แถมมีประโยชน์ (เริ่มตั้งแต่ 8 m+)

แจก เมนูคลายร้อนทําง่าย 14 สูตรอร่อย!! หวานเย็นชื่นใจ ทั้ง สูตรไอติม ของว่างจากผลไม้ สำหรับเด็กตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป ลูกกินง่าย แถมได้ประโยชน์เต็มๆ คำ

รวมสูตร เมนูคลายร้อนทําง่าย ลูกกินได้แถมมีประโยชน์

เข้าสู่หน้าร้อน…อากาศร้อนๆ แบบนี้! หากมี เมนูเย็นๆ กินเพื่อคลายร้อน ก็น่าจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้ ซึ่งถ้าเป็นตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถหาซื้อไอศกรีม หรือของหวานเย็นๆ กินได้ทั่วไป … แต่ถ้าเป็น เมนูคลายร้อน สำหรับลูกน้อยล่ะ!! จะให้ลูกกินอะไรดี?

เพราะเมนูของว่าง ของหวานเย็นๆ หรือ ไอติม ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป บางสูตรก็ไม่ได้ทำมาเพื่อสำหรับให้เด็กเล็กกิน เพราะของหวานเย็นๆ หรือ ไอศกรีมส่วนมากจะใส่สารปรุงแต่งต่างๆ และมีน้ำตาลอยู่มากเกินปริมาณที่เด็กควรได้รับต่อวัน ซึ่งหากลูกกินมากเกิน ก็อาจทำให้กลายเป็นเด็กติดหวาน มีน้ำหนักมาก และเสี่ยงฟันผุได้หากรักษาความสะอาดหรือแปรงฟันไม่ดี

เมนูคลายร้อนทําง่าย

ซึ่งถ้าคุณแม่สามารถทำไอติม หรือ ของว่าง ของหวานเย็นๆ ให้ลูกน้อยกินเองได้ก็น่าจะปลอดภัยกว่า และหากใครยังไม่รู้ว่าจะทำเมนูหวานเย็นคลายร้อนอะไรให้ลูกกินดี ทีมแม่ ABK มีสูตรอร่อย 14 เมนูคลายร้อนทําง่าย หวานเย็นชื่นใจ มาฝากค่ะ

เป็นสูตรที่คุณแม่สามารถทำให้ลูกน้อยกินได้ ตั้งแต่วัย 8 เดือนขึ้นไป โดยส่วนใหญ่เป็น เมนูคลายร้อนทําง่าย ที่มีวัตถุดิบหลัก คือผลไม้และผัก เพราะฉะนั้นลูกจะได้รับรสชาติความหวานจากธรรมชาติโดยตรง เรียกได้ว่ามีประโยชน์ อร่อย หวานเย็นเต็มๆ คำ แน่นนอน >> ว่าแต่จะมีสูตรอร่อย เมนูคลายร้อนทําง่าย สำหรับลูกน้อย อะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่า…

สมูทตี้พลังแสงอาทิตย์ (สูตรสำหรับลูกวัย 8 เดือน+)

เมนูคลายร้อนทําง่าย

เมนูคลายร้อนทําง่าย นี้ เป็นสูตรเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น อุดมวิตามินล้นแก้ว ใช้เวลาปรุง 15 นาที

ส่วนผสม (สำหรับ 5 ที่)

  • สับปะรดหั่นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย
  • มะม่วงสุกหั่นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย
  • กล้วยสุกหั่นชิ้นเล็ก 1 ผล
  • น้ำส้มคั้น 2 ถ้วย
  • ผักโขม 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ใส่ผลไม้ทั้งหมดลงในโถปั่น เติมน้ำส้มคั้น แล้วปั่นส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันจนละเอียด
  2. แบ่งส่วนผสมจากส่วนที่ 1 ออกมาเล็กน้อย แล้วปั่นรวมกับผักโขม จะได้ส่วนที่เป็นสีเขียว
  3. ใส่ส่วนผสมสีเขียวไว้ด้านล่าง แล้วเติมส่วนสีเหลืองของสับปะรด มะม่วงสุก กล้วย และน้ำส้มคั้นลงไปด้านบน พร้อมเสิร์ฟ

♥ Cooking Tip นำผลไม้ไปแช่ให้เย็นก่อน เมื่อนำมาปั่น จะหวานเย็นชื่นใจ

 

สมูทตี้อะโวคาโดข้าวโอ๊ต ( เมนูคลายร้อนทําง่าย สำหรับลูกวัย 8 เดือน++)

เมนูคลายร้อนทําง่าย

นมแม่ปั่นกับข้าวโอ๊ตและอะโวคาโด ใช้เวลาปรุง 10 นาที

ส่วนผสม (สำหรับ 1 – 2 แก้ว)

  • นมแม่ 60 มิลลิลิตร
  • น้ำต้มสุก 60 มิลลิลิตร
  • เนื้ออะโวคาโดสุก ½ ผลกลาง
  • ข้าวโอ๊ต ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ผสมข้าวโอ๊ตและน้ำต้มสุกเข้าด้วยกัน นำไปตั้งไฟอ่อน คนให้ข้าวโอ๊ตนิ่มสุก พักไว้ ให้เย็น
  2. ใส่อะโวคาโด นมแม่ และส่วนผสม ข้อ 1 ลงในเครื่องปั่น ปั่นทุกอย่างเข้าด้วยกัน

♥ Cooking Tip อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินอี ไขมันชนิดดี โปรตีน และโฟเลต
เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับทารกเช่นเดียวกับกล้วยน้ำว้าสุก ส่วนข้าวโอ๊ตอุดมด้วยไฟเบอร์ ชนิดละลายน้ำ
ซึ่งดีต่อระบบขับถ่ายและลำไส้ของลูกน้อย

 

เมนูค็อกเทลคลายร้อน (สูตรสำหรับลูกวัย 9 เดือน+)

เมนูคลายร้อนทําง่าย

ผลไม้สารพัดแตง กินเล่น เย็น ๆ ชื่นใจ เวลาปรุง 10 นาที

ส่วนผสมสำหรับ 2 ที่

  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ½ ถ้วย
  • น้ำสลัดครีม 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนื้อปลาทูน่าในน้ำแร่ 2 ช้อนโต๊ะ
  • แตงโมสีเหลือง
  • แตงโมสีแดง
  • แตงไทย
  • แตงเทศ (แตงเมลอน)
  • แตงญี่ปุ่น (แตงซันเลดี้)
  • มะเขือเทศราชินี
  • แครอท

วิธีทำ

  1. หั่นแตงต่าง ๆ เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดตามต้องการ ใส่ภาชนะทรงต่าง ๆ นำไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา
  2. ผสมโยเกิร์ตและน้ำสลัด คนให้เข้ากัน ใส่เนื้อปลาทูน่าลงไปตักราดหรือเคล้ากับแตงต่าง ๆ พร้อมเสิร์ฟ

♥ Cooking Tip คุณแม่อาจเปลี่ยนจากการผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำสลัด เป็นน้ำหวานหรือน้ำผลไม้เข้มข้น แล้วโรยด้วยเมล็ดทานตะวัน หรืองา เพื่อปรับเปลี่ยนให้อาหารมีความหลากหลายและเพิ่มคุณค่าสารอาหารให้มากขึ้นได้

 

เมนูไอศกรีมอะโวคาโดเชอร์เบต
(ไอศกรีมโฮมเมดเหมาะกับลูกน้อยวัย 1
ขวบ)

เมนูคลายร้อนทําง่าย

ส่วนผสม

  • แอ๊ปเปิ้ลเขียวหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 1 ผล
  • อะโวคาโดสุก 1 ผล
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
  • น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ
  • แม่พิมพ์ไอศกรีมแท่งหรือพิมพ์คุกกี้

วิธีทำ

  1. ผ่าครึ่งอะโวคาโด เอาเม็ดออก ใช้ช้อนตักเนื้อออกจนหมด
  2. หั่นแอ๊ปเปิ้ลเขียว (ทั้งเปลือก) เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก
  3. ใส่แอ๊ปเปิ้ลลงในโถปั่น ตามด้วยอะโวคาโด โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง ปิดฝาให้สนิท ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. เทส่วนผสมลงในพิมพ์จนเต็ม วางไม้ไอศกรีมลงตรงกลาง แล้วนำไปแช่ช่องฟรีสจนไอศกรีมแข็งดี จากนั้นเอามาแกะออกจากพิมพ์ พร้อมเสิร์ฟ

ดูต่ออีก >> “10 เมนูเย็น ๆ เมนูผลไม้คลายร้อน สำหรับลูกน้อย” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลี้ยงลูกขวบปีแรก

พ่อแม่ต้องรู้!! 3 สิ่งควรทำเมื่อ เลี้ยงลูกขวบปีแรก

เลี้ยงลูกขวบปีแรก คือสิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะช่วงเวลานี้พัฒนาการของทารกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นพื้นฐานทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่คนเป็นพ่อแม่อย่างเรา จะเก็บไว้เป็นความทรงจำแสนพิเศษ

พ่อแม่มือใหม่ ต้องไม่พลาดทำสิ่งสำคัญ 3 เรื่องนี้

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่ยังรู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่า จะดูแลลูกอย่างไรให้มีพัฒนาการดีในทุกด้าน เพราะมีเรื่องที่ต้องทำเต็มไปหมด  Amarin Baby & Kids  ขอแนะนำ 3 สิ่งสำคัญที่ต้องทำในช่วงขวบปีแรก เพื่อมอบพื้นฐานดีที่สุดให้กับลูกน้อยและไม่ปล่อยให้เวลาสำคัญนี้ไปแบบเปล่าประโยชน์  จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

เลี้ยงลูกขวบปีแรก

ขวบปีแรก ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตลูก

ช่วงแรกเกิดถึง 1 ขวบ ร่างกายและสมองของทารกกำลังเรียนรู้ ส่วนคุณพ่อคุณแม่เองก็อยู่ในช่วงที่ต้องทำความรู้จักและปรับตัวเข้าหากัน อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องทำ ไม่เคยฝึกก็ต้องฝึก ไม่เคยอดนอนก็ต้องยอม แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างที่เรารู้สึกว่าแปลกใหม่นั้น ทารกเองก็รู้สึกเช่นกัน

สมองของทารกจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากแรกเกิดถึง 3 เท่า ภายใน 1 ปีจากเด็กแบเบาะที่นอนให้ป้อนนม ยังขับถ่ายในผ้าอ้อม ลูกจะโตขึ้น นั่งเองได้ คลานได้ เริ่มรู้จักชื่อตัวเอง พูดคำแรก บางคนเดินและกินอาหารเอง แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น มีรายละเอียดหลายอย่างที่ควรใส่ใจ เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ การ เลี้ยงลูกขวบปีแรก มี 3 สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกอย่างฟุ่มเฟือย แบบไม่ต้องกลัวว่าจะมากเกินไป

เลี่้ยงลูกขวบปีแรก

1.อุ้มให้มากที่สุด

ทารกแรกเกิด เพิ่งทำความรู้จักกับโลกใบใหม่นี้ได้ไม่นาน ยังไม่เคยชินกับการอยู่ในที่กว้างๆ ซึ่งต่างจากในมดลูกของแม่ ไม่ได้ยินเสียงหัวใจแม่อยู่ใกล้ๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถเติมเต็มความ “อุ่นใจ” ที่หายไปนี้ได้ด้วยการอุ้มและกอดลูกให้มากที่สุด นอกจากการดูแลความสะอาดของร่างกาย และการให้นมอย่างเหมาะสมแล้ว ลูกยังต้องการความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่จะช่วยให้หายกลัวและรู้สึกปลอดภัย รู้สึกไว้วางใจต่อโลกใบนี้ ซึ่งเป็นพื้นฐานทำให้เด็กเป็นคนอารมณ์ดี ดังนั้นเมื่อลูกร้องให้อุ้ม ก็อุ้มไปเถอะค่ะ ไม่ต้องกลัวลูกติดมือ

2.ให้นมกลางดึก

นมแม่เป็นอาหารทารกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องพิสูจน์กันอีกต่อไปแล้ว โดยตลอด 6 เดือนแรก นมแม่คืออาหารจำเป็นเพียงอย่างเดียวของลูก แม้หลังจากนั้นลูกจะกินอาหารเสริมเพิ่มเข้ามา กุมารแพทย์ก็ยังแนะนำให้แม่ยังให้นมลูกไปจนถึง 1 ขวบหรือนานกว่าหากเป็นไปได้

เลี้ยงลูกขวบปีแรก

MUST READ : MFGM คือ “สารอาหารในนมแม่” เพื่อพัฒนาสมอง !!

MUST READ : 5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

เพราะนอกจากสารอาหารและภูมิคุ้มกันโรคในนมแม่จะยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของลูกแล้ว การที่ได้ดูดนมจากเต้ายังมีผลดีต่อจิตใจด้วย ลองสังเกตว่าทุกครั้งที่เอาลูกเข้าเต้า ไม่ว่าจะกำลังร้องไห้งอแงแค่ไหน ลูกจะสงบลง ผ่อนคลายและหยุดร้องไปเองโดยไม่ต้องปลอบ นั่นก็เพราะการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อ(skin-to-skin) จากตัวของคุณแม่กับผิวอ่อนโยนของลูก ทำให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และผ่อนคลาย ซึ่งช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมอง และลดความเสี่ยงของการตายขณะหลับ (SIDS – Sudden infant death syndrome) อีกด้วย

อ่าน เรื่องสุดท้ายที่พ่อแม่ห้ามพลาดช่วงขวบปีแรก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกชอบนั่งตัก

วิจัยตอบชัด ทำไม ลูกชอบนั่งตัก เวลาแม่ทำงาน

พอนั่งโต๊ะทำงานทีละ ทำไม ลูกชอบนั่งตัก แม่เวลานี้ทุกที  !! ยิ่งช่วง Work from home แบบนี้ คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนเตรียมตัวอย่างดีเพื่อทำงาน ทั้งเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว ล็อกประตู ใส่กลอน ปิดกระจก แต่ลูกยังทุบประตูห้องปังๆๆ อยู่ดี ยกมือขึ้น!!

ลูกชอบนั่งตัก ทุกครั้งที่แม่ทำงาน เพราะอะไรกันแน่

แม้จะไม่ต้องฝ่ารถติดเดินทางไกลไปออฟฟิศ แต่เวลาทำงานอยู่บ้านนั้น คุณพ่อคุณแม่หลายคนหัวหมุนกว่าเดิมอีก เพราะมีผู้ช่วยตัวจิ๋วคอยมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ยิ่งบ้านไหนเปิดวิดีโอคอลล์หรือประชุมออนไลน์ ไม่รู้ทำไม ลูกๆรีบพุ่งปรี่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย จนพ่อแม่หลายคนต้องงัดกลยุทธ์เด็ด หาวิธีเว้นระยะห่างทางสังคมกับเจ้าตัวเล็กอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นเผลอเมื่อไหร่ เป็นได้ปีนขึ้นมานั่งแหมะบนตักของคุณพ่อคุณแม่ทุกที

ลูกชอบนั่งตัก

ทำไม ลูกชอบนั่งตัก พ่อแม่นัก

เพราะอะไร ลูกชอบนั่งตัก พ่อแม่นัก  นักวิจัยได้ให้คำตอบไว้อย่างเรียบง่ายว่า นั่นก็เพราะ “ลูกรักเรานั่นเอง” เด็กทุกคนอยากได้ความรัก ความอบอุ่น ต้องการอ้อมกอดและการสัมผัสจากคนที่ตัวเองรักที่สุด หนีไม่พ้นพ่อกับแม่ (หรือคนที่ผูกพันใกล้ชิด เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด)   ไม่อยากให้พ่อแม่หันไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่าตัวเอง ลองสังเกตว่าเมื่อไหร่ที่ลูกอยากให้พ่อแม่หันมากอด หอม หรือจั๊กกะจี้ให้หัวเรา มักชอบกระแซะและปีนขึ้นมานั่งกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่คนและสัตว์ทำเพื่อปฏิสัมพันธ์กัน

MUST READ : 3 ข้อดีของ การกอดลูก สิ่งอุ่นใจที่สุดที่พ่อแม่ควรมอบ!

MUST READ :กอดลูก ทารก ภาษารักง่ายๆ ช่วยเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์

เด็กๆเองก็ชอบให้คุณแม่กอด หอม ลูบหัว นวดตัว หรือแค่จับมือเบาๆมาตั้งแต่แรกเกิด ตอนยังเป็นทารก ลูกใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนตักและในอ้อมแขนของพ่อแม่ เรามีเวลาผูกพันกันระหว่างกินอาหาร คุยเล่น สร้างความอบอุ่นใจ ตักของพ่อแม่คือแดนสวรรค์ของลูกน้อยที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น เวลาเดียวกันนี้ ลูกก็ได้เรียนรู้วิธีควบคุมร่างกายและอารมณ์ของตัวเองเวลานนอนอยู่ตักพ่อแม่ด้วย แม้ลูกโตขึ้น ช่วยเหลือตัวเองหรือนั่งเล่นคนเดียวได้ แต่ถ้าตอนไหนรู้สึกไม่ปลอดภัย เหงา หรือแค่เบื่อ พวกเขาจะวนกลับมาหาตักพ่อแม่เพื่อใช้เป็นที่พักใจ

ลูกชอบนั่งตัก

กอดหอมจากพ่อแม่มีพลังมากแค่ไหน

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  จิตแพทย์ชื่อดังได้ให้คำแนะนำไว้ในบทความตอนหนึ่งว่า “การกอดหอมลูกสำคัญกว่าให้ลูกกินนม กินข้าวให้อิ่มท้อง เพราะการกอดของพ่อแม่ทำให้ลูกอิ่มใจ แต่ควรสำรวจตนเองสักครั้งว่าใจของเราเองสงบพอสำหรับการเลี้ยงลูกหรือเปล่า เวลาเราอยู่กับลูก เล่นกับลูก รวมทั้งอุ้มกอดลูก ใจของเราอยู่ที่เขาพอเพียงหรือไม่ หรือที่แท้แล้วใจของเราไปอยู่ที่อื่น

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่สำคัญมากน้อยไม่เท่ากันในแต่เด็กแต่ละคน เด็กบางคนพอใจเพียงแค่คุณพ่ออุ้มเดินไปมา ส่วนเรื่องคุณพ่อจะอุ้มไปดูฟุตบอลไปโดยไม่กอดเลยเขาไม่ว่า ในขณะที่เด็กบางคนไม่พอใจเท่านั้น เขาต้องการการอุ้มกอดที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กคนอื่น คุณพ่อจะอุ้มด้วยดูหนังด้วยไม่ได้ ต้องอุ้มด้วยกอดด้วยร้องเพลงด้วยและทุ่มใจให้เขาด้วยถึงจะเพียงพอ

อ่านต่อ วิธีรับมือลูกน้อยเมื่อพ่อแม่ต้องทำงาน หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกไม่กล้าคิด

ลูกไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ เพราะ พ่อแม่พูดแบบนี้ (โดยไม่ตั้งใจ)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คำพูดและวิธีพูดของพ่อแม่ มีผลต่อความคิด จิตใจ และพฤติกรรมของลูก แม้ว่าพ่อแม่ทุกคนต้องการให้ลูกเป็นเด็กรู้จักคิด คิดได้ คิดเป็น แต่เชื่อไหมว่า บ่อยครั้งที่ ลูกไม่กล้าคิด เพราะวิธีพูดของพ่อแม่ไปขัดขวางกระบวนการใช้ความคิดของเด็ก ทำให้ลูกไม่มีโอกาสได้คิด หรือไม่กล้าคิด

คุณหมอดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว หรือหมอปุ๊ก เจ้าของเพจ หมอดวงรัตน์ Doctor For Kids ได้กล่าวถึง 5 วิธีพูดที่ทำลายความคิดลูก (โดยไม่ตั้งใจ) ที่พ่อแม่หลายคนใช้ เรามาดูกันค่ะว่ามีแบบไหนกันบ้าง

ลูกไม่กล้าคิด เพราะ 5 วิธีพูด ทำลายความคิดลูก (โดยไม่ตั้งใจ)

  1. พ่อแม่พูดตัดสินความคิดเห็นและคำพูดของลูกบ่อยๆ ว่า ดี/ไม่ดี ทำได้/ทำไม่ได้ ไร้สาระ เหลวไหล เป็นไปไม่ได้หรอกลูก หรือกระทั่ง มีแต่คนโง่ที่คิดแบบนี้! ฯลฯ
  2. พ่อแม่พูดเยอะ พูดมากกก พูดทุกความคิดที่มีอยู่ในหัวตัวเอง ทำให้ลูกไม่มีโอกาสได้คิด ได้พูดบ้างเลย เพราะพ่อแม่พูดไปหมดแล้ว จะเหลืออะไรให้หนูคิดและพูดออกมาล่ะ
  3. พ่อแม่พูดอวดความเก่งของตัวเองตอนเป็นเด็กให้ลูกฟังอยู่ตลอด ว่า ตอนพ่ออายุเท่าลูกนะ พ่อเรียนได้ที่หนึ่งตลอดเลย หรือตอนแม่อายุเท่าหนูนะ แม่มีเพื่อนเยอะมากๆ ครูก็รัก ใครๆ ก็รักแม่ (ไม่เหมือนหนูเลย ไม่มีใครรัก)! เหมือนทับถมลูกเลยทางอ้อม
  4. พ่อแม่เคร่งเครียด เอาจริงเอาจังกับลูกมาก คาดหวังเอาความสมบูรณ์แบบจากทุกคำพูดและการกระทำจากลูก เด็กก็เลยพลอยเครียดตาม ความคิดต่างๆ หดหายไปกับความเกร็ง ความเคร่งเครียดของพ่อแม่
  5. พ่อแม่ที่มีแนวคิดว่าเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ ส่วนใหญ่วิธีพูดตามแนวคิดนี้ก็จะเป็นว่า “ให้ทำตามที่แม่บอก ไม่ต้องถาม” “ผู้ใหญ่บอกก็ฟังอย่างเดียว ห้ามเถียง”
หมอดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว
คุณหมอดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษา ศูนย์เด็กพิเศษ รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์

ถ้าหากพ่อแม่เคยใช้วิธีพูดแบบนี้กับลูกบ่อยๆ ให้รู้ไว้นะคะว่าจะมีส่วนทำให้ ลูกไม่กล้าคิด แล้วจะลามไปเป็นไม่กล้าทำด้วย

และถ้าใช้วิธีข้างต้นนั้นอยู่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนวิธีพูดมาเป็น

  • พ่อแม่เงียบ ไม่ต้องพูด ปล่อยให้ลูกพูดบ้าง
  • ถามความเห็นลูกบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกคิด
  • ฟังลูกพูดจนจบโดยไม่ตัดสินใจ
  • พูดชมความคิดลูกบ้าง ไม่ใช่นิ่งฟังอย่างเดียว

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางความคิดที่ดีขึ้น กล้าพูด กล้าคิดมากขึ้น สมกับเป็นเด็กยุคใหม่ ปี 2020 ตามที่คุณหมอแนะนำค่ะ

อ่านต่อ 6 วิธีกระตุ้น ทักษะทางความคิดให้ลูก คลิก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่