มารดาประชารัฐ

มารดาประชารัฐ เริ่มปี 63 ท้องปั๊บรับเงินเลย! (มีรายละเอียด)

แม่ ๆ เตรียมท้อง!! โครงการ มารดาประชารัฐ ของพรรคพลังประชารัฐ เริ่มแน่ปีหน้า แต่จะช่วยเหลืออะไรบ้าง ได้รับเงินเท่าไหร่ และเริ่มวันไหน เช็กรายละเอียดได้ที่นี่!!

มารดาประชารัฐ คือ

โครงการ มารดาประชารัฐ เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่ใช้หาเสียงในครั้งเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหวังที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของคุณแม่ท้อง เริ่มจั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ ไปจนถึงลูกน้อยอายุ 6 ขวบ เพื่อช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กให้ดีและมีคุณภาพนั่นเอง

ซึ่งหลังจากที่พรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้ออกมาประกาศพร้อมเดินหน้า นโยบายมารดาประชารัฐ ทันที โดย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเปิดเผย และ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดเผยถึงความคืบในการเดินหน้านโยบายของรัฐบาลว่า..

จะเริ่มจากคนที่มีรายได้น้อยก่อน (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) และจะมีการขยายต่อไป สำหรับงบประมาณจะมีเพียงพอหรือไม่นั้น นายสุวิทย์ กล่าวว่าเรื่องนี้มีทีมงานศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งบางส่วนมีงบฯ ปกติอยู่แล้วในเรื่องสวัสดิการ เช่น สวัสดิการให้หญิงตั้งครรภ์ที่จะคลอด ดังนั้นจะทำให้ไม่ซ้ำซ้อนและเติมเต็มส่วนที่เหลือ

 

Must read : เช็กสิทธิ์และวิธีการใช้ บัตรคนจน เพื่อพ่อแม่รายได้น้อยโดยเฉพาะ!

 

ซึ่งในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะต้องมีการปรับปรุง เนื่องจากที่ผ่านมามีมากถึง 14.5 ล้านคน ส่วนในรายละเอียดนั้นต้องพูดคุยกัน แต่สิ่งที่ต้องปฏิบัติแน่นอนคือ การปรับปรุงผู้ถือบัตร เพราะบางคนที่ถือบัตรไม่ได้เข้าเกณฑ์มีผู้รายได้น้อยแล้ว

… นอกจากนี้ยังจะเพิ่มบัตรให้ผู้มีที่มีรายได้น้อย โดยยืนยันว่ามีการศึกษาเรื่องงบประมาณแล้ว และมีงบประมาณเดิมที่เตรียมใช้จ่ายอยู่ สิ่งสำคัญคือต้องจัดการให้งบประมาณไม่มีการซ้ำซ้อน

มารดาประชารัฐ

นโยบายมารดาประชารัฐ

การให้เงินช่วยเหลือจะแบ่งออกเป็น 3 มาตรการ ดังนี้

  1. ดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท
  2. ค่าคลอด จำนวน 10,000 บาท (จ่ายครั้งเดียว)
  3. หลังจากนั้นจะช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก อีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท

 

อ่านต่อ >> “การช่วยเลือเพิ่มเติมและวันลงทะเบียน
ของนโยบายมารดาประชารัฐ” คลิกหน้า 2

bambini villa

‘Bambini Villa’ พื้นที่กิจกรรมใหม่ล่าสุดสำหรับครอบครัว

‘Bambini Villa’ แบมบีนี่ วิลล่า เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ที่เพิ่งเปิด Grand Opening ไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมานี่เองค่ะ ที่นี่เค้าชูจุดเด่นเป็นคอมมูนิตี้มอลล์สำหรับครอบครัวแห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่ให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัวอย่างแท้จริง

Bambini Villa ด้านหน้า

คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการหากิจกรรมครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ สามารถมาใช้เวลาร่วมกันได้ที่ Bambini Villa โดยภายในตัวอาคารสีขาว 2 ชั้นแห่งนี้ จะมีสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ มาปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่

สนามเด็กเล่น Bambini Villa

และในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ยังมีกิจกรรม Workshop ให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุกกัน โดยในวันหยุดที่จะถึงนี้ Bambini Villa ชวนเด็กๆ มาทำ พวงกุญแจเม็ดบีดแสนสวย (วันเสาร์ที่ 3 ส.ค.) และโคมไฟลาวาแสนสนุก (วันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค.) เหมาะสำหรับน้องๆ อายุ 3 ขวบขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลย

bambini villa workshop

ในส่วนของกิจกรรม Outdoor ก็มีแปลงผักขนาดย่อมๆ ให้เด็กๆ ได้ลงมือปลูกผักด้วยตัวเอง โดยจะมีกิจกรรมในช่วงบ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่น่าเสียดายที่เราไปวันหยุดชดเชยเลยไม่มีกิจกรรม ได้แต่ถ่ายรูปผักในแปลงมาฝากค่ะ

แปลงผัก Bambini Garden

ผักในแปลงผัก bambini villa

ถึงเวลาเจ้าตัวน้อยหิว ก็มีร้าน Baby Bib Café ร้านคาเฟ่เด็กที่มีอาหารคาวหวาน พร้อมทั้งสไลเดอร์สีสันสดใสรอเด็กๆ อยู่ด้านใน รับรองว่าเด็กๆ ต้องติดใจอยากให้พามาบ่อยๆ แน่นอน

คาเฟ่เด็ก Baby Bib Cafe

เติมพลังให้เด็กๆ จนอิ่มหนำแล้ว ก็มีแรงมาทำงานศิลเปรอะกันต่อ ทาทับสีของคนอื่นวนไป เพลินไปอีกพักใหญ่ ไม่ยอมกลับบ้านง่ายๆ

ทาสี แบมบีนี่ วิลล่า

นอกจากจะมาเที่ยวเล่นเพลินๆ แล้ว แบมบีนี่ วิลล่า ยังมีร้านค้าสำหรับครอบครัว อาทิ ร้านขายของเล่นเด็ก ร้านขายหนังสือเด็ก ร้านขายสินค้าแม่และเด็ก ให้ทั้งคุณแม่คุณลูกได้ช้อปของถูกใจติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

ร้านหนังสือ ร้านของเล่น

ร้าน mother land

หรือหากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาสถาบันเสริมทักษะในด้านต่างๆ ให้เจ้าตัวน้อย ที่นี่ก็เป็นแหล่งรวมสถาบันชื่อดัง อาทิ สถาบันสอนดนตรี PlaySound สถาบันสอนภาษา Sky Rocket สถาบันพัฒนาเด็กเล็ก Julia Gabriel Centre และอีกสถาบันที่น่าสนใจมากก็คือ  อาร์คกิ (Arkki) โรงเรียนหลักสูตรการศึกษาเชิงสร้างสรรค์จากประเทศฟินแลนด์ ที่เปิดสอนหลักสูตร Fundamental (สำหรับเด็ก 4-7 ปี) หลักสูตร Fashion Design (สำหรับเด็ก 8-14 ปี) และ หลักสูตร Product Design (สำหรับเด็ก 7-14 ปี) เมื่อเรียนจบเด็กๆ จะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาของฟินแลนด์ด้วยล่ะ

arkki

แบมบีนี่ วิลล่า ตั้งอยู่ในซ.สุขุมวิท 26 ใกล้กับ Funarium และบิ๊กซีพระราม 4  แม้ว่าร้านค้าจะยังเปิดให้บริการไม่เต็มพื้นที่ แต่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่กำลังมองหาพื้นที่กิจกรรมให้เจ้าตัวน้อยในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ดีทีเดียว

กิจกรรม Bambini Villa

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ

3 โซนสุดเซอร์ไพรส์ ใน ฮาร์เบอร์แลนด์ บางซื่อ

รวมสถานที่ พาลูกเที่ยวหลบแดดหลบฝน ทั่วกรุง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อยากให้ลูกฉลาด

อยากให้ลูกฉลาดด้านไหน ? …คุณพ่อคุณแม่พัฒนาได้ตั้งแต่วันนี้

อยากให้ลูกฉลาด คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่า…ลูกมีความฉลาดได้หลายด้าน หรือที่กล่าวว่า Multiple Intelligent และความฉลาดเหล่านั้นก็ทำให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตและมีชื่อเสียงได้  ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่สังเกตความถนัดและสิ่งที่ลูกชอบว่าคืออะไร และสนับสนุนให้ถูกต้องร่วมกับได้รับโภชนาการที่ดี ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะฉลาดและมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า

 

อยากให้ลูกฉลาด มาสังเกตและสร้างความฉลาดให้ลูกน้อย

  • สร้างความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์

หากลูกน้อยชอบรูปทรง สีสัน ทิศทาง และจินตนาการ แสดงว่าลูกมีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์  จึงควรส่งเสริมด้วยการให้ลูกเรียนรู้ทิศทาง วาดภาพระบายสีตามจินตนาการใช้รูปภาพเป็นสัญลักษณ์ เพื่อช่วยจดจำเรื่องราวต่างๆ

อยากให้ลูกฉลาด

อยากให้ลูกฉลาด

  • สร้างความฉลาดด้านภาษา

หากสังเกตว่าลูกชอบอ่านหนังสือ พูดเก่ง เรียนรู้ภาษาได้ดี ควรส่งเสริมด้วยการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้ลูกเล่านิทานให้พ่อแม่ฟังบ้าง สอนตัวอักษรและคำศัพท์ต่างๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และหมั่นตั้งคำถามให้ลูกแสดงความคิด

  • สร้างความฉลาดด้านคณิตศาสตร์

ลูกน้อยที่ชอบตัวเลข การคิดคำนวณ แสดงว่ามีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ การสอนลูกคิดเลข นับเลขง่ายๆ

ชวนเล่นชั่ง ตวง วัดของใช้ในบ้าน ฝึกแก้โจทย์ปัญหาจากในชีวิตประจำวัน จะช่วยพัฒนาความฉลาดลูกได้มากขึ้น

  • สร้างความฉลาดด้านดนตรี

หากลูกน้อยเป็นเด็กที่รักเสียงดนตรี ชอบจังหวะเพลง การให้ลูกน้อยได้สัมผัสเครื่องดนตรีได้เรียนดนตรีได้ลงมือเล่นดนตรีที่ชื่นชอบและจะทำให้ลูกน้อยต่อยอดจนเชี่ยวชาญ และไม่พลาดรางวัลในเวทีการประกวดต่างๆ ในอนาคต

อยากให้ลูกฉลาด

  • สร้างความฉลาดด้านรู้จักตนเอง

ลูกน้อยจะเป็นคนที่รู้จักความรู้ตนเอง และเข้าใจความต้องการของตนเองอย่างดี ความสามารถด้านนี้จะช่วยให้ลูกมีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ รู้จักตนเอง เข้าใจคนอื่น โดยให้ลูกได้ฝึกสติและใช้สมาธิ ในสิ่งที่อยากรู้  หมั่นสอบถามสิ่งที่ลูกทำ ถามจุดมุ่งหมายของลูก ลูกก็จะเป็นเด็กที่คิดเป็นและมีความเป็นตัวเองยิ่งขึ้น

  • สร้างความฉลาดด้านธรรมชาติ

ลูกน้อยจะสนใจธรรมชาติ รักพืช สัตว์ ต้นไม้ สามารถเติบโตเป็นนักอนุรักษ์หรือนักธรรมชาติวิทยาได้เพียงส่งเสริมให้ลูกได้ศึกษาและสัมผัสกับธรรมชาติ พาไปดูวิถีชีวิตสัตว์และต้นไม้ ในสวนสัตว์ อุทยานแห่งชาติลูกจะซึมซับและจดจำได้ดี

  • สร้างความฉลาดด้านสังคมหรือมนุษยสัมพันธ์

เป็นความสามารถของคนที่จะเป็นผู้นำ ดังนั้นหากลูกน้อยชอบพบปะผู้คน มนุษย์สัมพันธ์ดี ควรส่งเสริมให้ลูกรู้จักการปรับตัวเข้ากับสังคมที่แตกต่าง ฝึกให้ลูกเป็นผู้นำ และสอนให้ลูกเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับคนอื่น

อยากให้ลูกฉลาด

ส่งเสริมด้วยโภชนาการที่ดีต่อพัฒนาการด้านสมอง

นอกจากการเรียนรู้จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กแล้ว เรื่องโภชนาการก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพัฒนาการสมองของลูกรักเช่นกันคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสรรค์อาหารที่ดีและมีประโยชน์ นอกเหนือจากอาหารมื้อหลัก ด้วยนมที่มี DHA สูงที่สุด อย่างเช่นนม Foremost Omega Gold ที่มีสารอาหาร DHA สูง ถึง 27 มิลลิกรัม เพื่อเสริมสร้างระบบประสาทและการมองเห็น  และยังมีโอเมก้า 3 มากขึ้นถึง 2 เท่า (หรือ 80 มก.) พร้อม โอเมก้า 6 และ โอเมก้า 9 วิตามินบี 12 ทั้งยังมี วิตามินซีสูง แคลเซียมสูงโฟเลตสูง วิตามินเอและไอโอดีนสูง ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยฉลาด พร้อมเรียนรู้ในแบบที่ลูกถนัดได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

#หนูเก่งนะแม่กล้ามั้ย #ForemostOmegaGold

อยากให้ลูกฉลาด

อาหารช่วงให้นมบุตร

โภชนาการของ อาหารช่วงให้นมบุตร และผลกระทบต่อน้ำนม

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้ำนมของคุณแม่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยรอบด้าน และคุณแม่ทุกคนล้วนต้องการผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดและในปริมาณที่เพียงพอให้ลูกกินได้นานๆโดยไม่ต้องกังวล  ซึ่งการเลือกรับประทาน อาหารช่วงให้นมบุตร ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

อาหารช่วงให้นมบุตร กับปัจจัยหลักที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณน้ำนม

นอกจากการเลือก อาหารช่วงให้นมบุตร ที่เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของน้ำนม มาทำความเข้าใจความสำคัญและหลักโภชนาการของคุณแม่หลังคลอดอย่างครบถ้วน ทั้งอาหารการกิน การดื่มน้ำ และวิตามินเสริม ว่าช่วยเพิ่มสารอาหารและปริมาณน้ำนมได้จริงหรือไม่

รายการ My Mummy First สัปดาห์นี้ คุณเกลจะพูดคุยเกี่ยวกับโภชนาการ อาหารช่วงให้นมบุตร และไลฟ์สไตล์คุณแม่ที่มีผลกระทบต่อน้ำนมกับ Dr. Isabel Bano ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  จะเป็นอย่างไรบ้าง ติดตามชมได้เลยค่ะ

 

เป็นยังไงบ้างคะ เข้าใจกันแล้วใช่ไหมค่ะว่าช่วงให้นม คุณแม่ต้องการพลังงานจากอาหารมากขึ้น เพื่อให้มีพลังงานในการผลิตน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกน้อย พร้อมทั้งเสริมสร้างและซ่อมแซมสุขภาพของแม่ให้สมบูรณ์

ส่วนคุณแม่รู้สึกกังวลว่าตัวเองรับสารอาหารไปเพียงพอหรือไม่ในแต่ละวัน ก่อนจะตัดสินใจรับประทานวิตามินเสริม ขอแนะนฎให้ปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และวิตามินใดที่เหมาะสม อย่าลืมว่า ทุกอย่างที่แม่รับประทานมีผลต่อลูกเสมอ

คุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ My Mummy First ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  ทุกวันพุธ เวลา 19.00 น. หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ตอนกลัวเลี้ยงลูกไม่ดี กลัวเป็นแม่เห็นแก่ตัว กับความกลัวของแม่หลังคลอด

ตอนอยากสวยเป๊ะ หุ่นปังแบบถาวร กับวิธีหลุดพ้นจากวงจร ไดเอทหลังคลอด

ตอนแรงจูงใจคือกลลวง กับวิธี ออกกำลังกายหลังคลอด ให้สำเร็จ

รูปร่างหลังคลอด กับความกังวลใจของคุณแม่

แพคเกจคลอด

รวมสิทธิพิเศษ “แพคเกจคลอด 2562” จากทุกบัตรเครดิต

รวมส่วนลดและสิทธิพิเศษมากมายจากบัตรเครดิตจากธนาคารต่าง ๆ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ใช้จ่ายค่า แพคเกจคลอด ผ่านบัตรเครดิตของธนาคารนั้น ๆ

รวมสิทธิพิเศษ “แพคเกจคลอด 2562” จากทุกบัตรเครดิต

สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่จะต้องเตรียมก่อนคลอดลูกคือค่าคลอดบุตร ซึ่งค่าคลอดบุตรของแต่ละโรงพยาบาลก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมเงินก้อนเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายนี้ ธนาคารต่าง ๆ จึงได้จัดดีลดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดพิเศษ สิทธิพิเศษ และแพคเกจแบ่งจ่ายต่าง ๆ มาเอาใจคุณพ่อคุณแม่เป็นพิเศษ  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอรวบรวมสิทธิพิเศษดี๊…ดี มาให้คุณแม่ได้เลือกกันค่ะ

รวมสิทธิพิเศษ “แพคเกจคลอด 2562” จากทุกบัตรเครดิต

  1. บัตรเครดิต KTC

เมื่อสมาชิกซื้อ แพคเกจคลอด และชำระค่าแพ็กเกจดังกล่าวผ่านบัตรฯ ณ โรงพยาบาลที่ร่วมรายการในช่วงระยะเวลารายการ สมาชิกจะได้รับของสมนาคุณ หรือบัตรกำนัล ดังนี้

  • รับชุดถุงเก็บน้ำนม Toddler Gift Set มูลค่า 1,050 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ต่อเซลส์สลิป (สำหรับโรงพยาบาลแพทย์รังสิต และ โรงพยาบาลแพทย์รังสิตแม่และเด็ก เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 23,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป สำหรับโรงพยาบาลปากน้ำโพ และ โรงพยาบาลปากน้ำโพ 2 เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 29,900 บาทขึ้นไป, และ สำหรับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 44,900 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป) หรือ
  • รับบัตรกำนัล Central หรือบัตรกำนัล The Mall (บัตรกำนัลที่จะได้รับเป็นไปตามที่แต่ละโรงพยาบาลที่ร่วมรายการกำหนด) ดังนี้
    • บัตรกำนัล Central หรือ บัตรกำนัล The Mall มูลค่า 1,500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 70,000 – 99,999 บาทต่อเซลส์สลิป หรือ
    • บัตรกำนัล Central หรือ บัตรกำนัล The Mall มูลค่า 2,500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป

โดยวิธีการรับของสมนาคุณ หรือบัตรกำนัล Central หรือ บัตรกำนัล The Mall เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในแต่ละโรงพยาบาลที่ร่วมรายการ ดังนี้

  • สมาชิกนำเซลส์สลิป มาติดต่อขอรับของสมนาคุณ หรือบัตรกำนัล ได้ ณ จุดให้บริการของโรงพยาบาลที่ร่วมรายการ ภายในวันเดียวกันกับวันที่สมาชิกมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ตามเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น หรือ
  • สมาชิกทำการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ โดยส่งข้อความ SMS พิมพ์ BIR เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขบัตรฯ 16 หลัก ส่งมาที่ 061 384 5000 (ค่าส่งครั้งละ 3 บาท) เพียง 1 ครั้งต่อ 1 หมายเลขบัตรฯ โดยต้องลงทะเบียนภายในวันที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้น และสมาชิกจะต้องได้รับข้อความตอบกลับยืนยันการเข้าร่วมรายการจากเคทีซี จึงจะมีสิทธิเข้าร่วมรายการนี้ และเคทีซีจะจัดส่งของสมนาคุณหรือบัตรกำนัลให้แก่สมาชิก ตามที่อยู่ที่สมาชิกแจ้งไว้กับเคทีซี ภายใน 60 วัน นับจากวันสิ้นสุดของเดือนที่สมาชิกมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในรายการนี้

ระยะเวลา : 1 ม.ค. 62 – 31 ธ.ค. 62

สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02 123 5000, www.ktc.co.th

โปรแกรมคลอดบุตร
โปรแกรมคลอดบุตร

2. บัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ

สิทธิพิเศษเมื่อชำระค่าโปรแกรมคลอดบุตร ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

  • รับบัตรกำนัล The Mall มูลค่าสูงสุด 4,000 บาท เมื่อชำระค่าโปรแกรมคลอด ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ (ซ.ศูนย์วิจัย)

โปรโมชั่นถึงวันที่ 31 ธ.ค. 62, สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1333 หรือ www.bangkokbank.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ รวมสิทธิพิเศษ “แพคเกจคลอด 2562” จากทุกบัตรเครดิต

การดูแลตัวเองหลังคลอด

5 วิธีการดูแลตัวเองหลังคลอด ร่างกายฟื้นฟู ฟิตเร็ว

การดูแลตัวเองหลังคลอด เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนหลังคลอดลูกมาได้ไม่เกินสัปดาห์ นั่นก็เพราะว่าการฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดได้เร็ว จะช่วยให้คุณแม่มีพลังกำลังในการเลี้ยงลูก ร่างกายสามารถผลิตน้ำนมมีปริมาณที่มากเพียงพอต่อการเลี้ยงลูก ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเร็ว ลองมาดูวิธีการดูแลตัวเองหลังคลอดที่นำมาฝากนี้กันค่ะ

 

การดูแลตัวเองหลังคลอด กับ 5 วิธีการง่ายๆ !!

คลอดลูกแล้วอย่าปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมค่ะ สุขภาพหลังคลอด การดูแลตัวเองหลังคลอด เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้น และนี่คือ 5 วิธีในการดูแลตัวเองง่ายๆ ที่เป็นประโยชน์กับคุณแม่หลังคลอดลูก นั่นก็คือ…

1. พักผ่อนนอนหลับให้เต็มอิ่ม

อาจเป็นเรื่องยากซะหน่อยถ้าจะให้แม่หลังคลอดได้นอนเต็มอิ่ม เพราะอย่างที่รู้ว่าแม่ลูกอ่อนนอนไม่เป็นเวลา ไหนจะต้องเลี้ยงลูก ไหนจะต้องตื่นมาให้ลูกกินนมเกือบทุก 2-3 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนของแม่หลังคลอด แนะนำแบบนี้ค่ะ คือให้นอนหลับไปพร้อมกับลูก คือลูกนอน แม่ต้องนอนด้วย ในช่วง 1-3 เดือนหลังคลอดควรปรับเวลาให้นอนพร้อมไปกับลูกค่ะ

2. การดูแลแผลฝีเย็บ

คลอดลูกไม่ว่าจะด้วยวิธีการคลอดเอง หรือผ่าคลอด หลังคลอดแล้วล้วนต้องมีบาดแผลเกิดขึ้นเป็นปกติค่ะ ดังนั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อของบาดแผล หรืออาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณแม่ควรดูแลรักษาทำความสะอาดบริเวณฝีเย็บอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของคุณหมอเมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้านในช่วง 1-2 สัดาห์หลังคลอดค่ะ

3. อาหารหลังคลอด

คลอดลูกมาใหม่ๆ ยังไม่จำเป็นต้องรักษาหุ่นให้ผอมเพียว เพราะช่วงหลังคลอดใน 6 เดือนแรก คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ เน้นทานอาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต กากใย เพราะจะให้ในเรื่องพลังงานที่ดีแก่ร่างกาย ช่วยระบขับถ่ายดี อย่าลืมว่าร่างกายจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มากเพียงพอ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูร่างกายภายใน และส่งเสริมต่อกระบวนการผลิตน้ำนม

การดูแลตัวเองหลังคลอด

4. การอยู่ไฟหลังคลอด

หลัง 1 เดือนสำหรับการคลอดธรรมชาติ สามารถอยู่ไฟคืนสมดุลให้ร่างกายจากภายในสู่ภายนอกได้แล้วค่ะ แต่หากเป็นการผ่าคลอดต้องรอให้แผลแห้งหายสนิทประมาณ 2-3 เดือนไปแล้วค่ะ การอยู่ไฟช่วยให้ร่างกายที่เหนื่อยลาได้กลับคืนสภาพปกติเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเส้นเอ็นต่างๆ ที่ตึง หลังที่ปวด ขาที่บวมเมื่อยก็จะคลายตัว ทำให้คุณแม่รู้สึกโล่งสบาย ความร้อนจะช่วยขับของเสียออกจากรูขุมขน ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณเปร่งปรั่งสดใส

การดูแลตัวเองหลังคลอด

5. สมุนไพรหลังคลอด สมุนไพรแทนการอยู่ไฟ

การอยู่ไฟถึงจะเป็นตัวเลือกที่คุณแม่หลังคลอดเลือกปฏิบัติกันมารุ่นต่อรุ่น แต่ในปัจจุบันอาจจะไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของ ครอบครัวสมัยใหม่ ที่อาจไม่สะดวก หรือไม่มีเวลามากนัก คุณแม่อาจหาเป็นสมุนไพรแทนการอยู่ไฟมาใช้ในการดูแล สุขภาพหลังคลอดได้เช่นกันค่ะ

Prim พริม สมุนไพรแทนการอยู่ไฟ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับแม่หลังคลอด เพราะตอบโจทย์ในเรื่องการใช้ดูแลสุขภาพ ร่างกายให้ฟื้นฟูเร็ว ไม่ส่าแม่จะมีปัญหาหน้าท้องไม่ยุบ น้ำนมน้อย ไม่มีเวลาอยู่ไฟ Prim สมุนไพรหลังคลอดช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ของคุณแม่อย่างได้ผลลัพธ์ที่ดีค่ะ

คุณแม่เกี๊ยว(นางพยาบาล)  คุณแม่น้องน่านฟ้า ผู้ที่ทานพริม สมุนไพรแทนการอยู่ไฟ ช่วงหลังคลอด ควบคู่ไปกับดูแลสุขภาพร่างกายในเรื่องของโภชนาการอาหาร ออกกำลังกาย ไม่เครียด ผลที่ออกมาคือได้รูปร่างที่ฟิตเฟิร์ม ผิวพรรณสวยสดใส ร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญมีปริมาณน้ำนมไว้เลี้ยงน้องน่านฟ้าเยอะเลยค่ะ

อย่าลังเลที่จะดูแลสุขภาพหลังคลอดกันนะคะ ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี ก็ลองนำเอา 5 วิธีที่แนะนำไปใช้กันนะคะ ขอให้คุณแม่หลังคลอดทุกคนกลับมาแข็งแรง ฟิตและเฟิร์มอย่างเร็วค่ะ

 

อาชีพเงินเดือนสูง

10 ทักษะ เพื่อ อาชีพเงินเดือนสูง น่าส่งลูกไปเรียน!

เผย! 10 อาชีพเงินเดือนสูง กับทักษะที่ลูกต้องมี น่าส่งไปเรียน จะมีอาชีพที่น่าส่งลูกเรียน เพื่อให้ได้อาชีพดีๆ มีเงินเยอะๆ อะไรบ้าง ตามมาดูกันค่ะ

แนะ! 10 ทักษะ เพื่อ อาชีพเงินเดือนสูง น่าส่งลูกไปเรียน

โดยบทความที่แนะนำเกี่ยวกับ อาชีพเงินเดือนสูง ที่ควรส่งลูกไปเรียนเพื่ออนาคตที่ดีนั้น มาจากคุณ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม เจ้าของเพจ Pawawit Stock Comment ที่ได้พูดถึงทักษะที่เด็กๆ ควรมีและเรียนรู้ไว้ เพราะอาชีพต่าง ในปัจจุบันนี้มีมากมาย หลากหลาย แต่หากใครมีทักษะเหล่านี้เสริมเข้าไปด้วย ก็จะสามารถอัปเกรดเพิ่มเงินเดือนทำรายได้สูงยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัวได้ … ซึ่งคุณภาววิทย์ กลิ่นประทุม ได้กล่าวไว้ว่า…

อาจเรียกภาษาชาวบ้านว่า ‘อาชีพที่น่าส่งลูกเรียน เป็นอาชีพที่น่าคบหา’ แต่ก็ไม่ได้เป็นอาชีพในแบบที่แบ่งกันทั่วไป เช่น หมอ , พยาบาล , คนขับยานไปดาวอังคาร หรือ กัปตันเครื่องบิน

เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคต่อไปคือ ‘เส้นแบ่งของคำว่า อาชีพ จะหายไป’ แต่สิ่งที่เอามาใช้แบ่งรายได้คือ ‘ทักษะ’ เพราะรายได้ของคนในยุคต่อไปจะถูกแบ่งจาก ‘ทักษะ’ ไม่ใช่ ‘อาชีพ’ ดังนี้

1. ทักษะการใช้ภาษาที่สาม ..เป็นทักษะหลักเพื่อ อาชีพเงินเดือนสูง เลยก็ว่าได้ ซึ่งในยุคก่อนๆ จะให้ค่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่วันนี้ภาษาอังกฤษเป็นเพียงพื้นฐานที่ต้องมี ..และหันมาให้ค่าภาษาที่สามเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เป็นต้น

Must read : ภาษาที่สาม 10 ภาษา ที่พ่อแม่ควรให้ลูกเรียนเพื่ออนาคตที่แสนสดใส

2. ทักษะการทำงานร่วมกับมนุษย์ ..ซึ่งในยุคนี้คนเราอาจคุ้นเคยกับเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ ดังนั้นทักษะการทำงานปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จึงมีค่ามากขึ้น ..ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อ ประสาน และการทำงานกับคน ก็ต้องมีทักษะในการเจรจาที่ดีและรอบคอบ

3. ทักษะความเชี่ยวชาญ ..ไม่ว่าลูกจะเรียนต่อสาขาไหน เพราะการเริ่มไม่สำคัญเท่ากับว่าเชี่ยวชาญอะไรมากกว่ากัน ..ซึ่งยิ่งเชี่ยวชาญอะไรมากๆ ตามที่บริษัทต้องการก็จะทำให้รายได้ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกด้วย

อาชีพเงินเดือนสูง

4. ทักษะความเป็นผู้นำ ..ในยุคสังคมสมัยก่อนสังคมเต็มไปด้วยผู้ตาม ถูกสอนให้คิดตาม ทำตาม เดินตาม ..แต่พอมียุค 4G บริษัทต่างๆ เริ่มหันมาให้รางวัลกับคนที่กล้าเดินนำ คิดนำ มากว่า เพื่อนำพาบริษัทให้ล้ำหน้ารวดเร็วกว่าที่อื่น

5. ทักษะการใช้ออนไลน์ ..อีกหนึ่งทักษะที่สามารถนำไปสู่ อาชีพที่ช่วยเพิ่มเงินเดือนสูงได้ เพราะออนไลน์คือการประหยัดต้นทุน รวมทั้งการเพิ่มโอกาสในทุกงานที่ทำ ..การรู้วิธีนำออนไลน์มาใช้ปรับปรุงงานที่ทำจึงมีคุณค่าเพิ่มยิ่งขึ้น

อ่านต่อ >> “ทักษะน่าส่งลูกไปเรียน
เพื่อเสริมให้มีอาชีพรายได้สูง” คลิกหน้า 2

แบคทีเรียกินเนื้อ

แบคทีเรียกินเนื้อ ระบาดทั่ว จ.น่าน! หมอแนะอย่าย่ำน้ำลุยโคลน!!

แบคทีเรียกินเนื้อ เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงมากซึ่งอันตรายถึงกับชีวิตหากรักษาไม่ทัน โดยในปีนี้พบผู้ป่วยโรคนี้ถึง 26 คนในจังหวัดน่าน เสียชีวิตแล้ว 1 คน

แบคทีเรียกินเนื้อ ระบาดทั่ว จ.น่าน! หมอแนะอย่าย่ำน้ำลุยโคลน!!

วันที่ 24 ก.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคน สถานการณ์แนวโน้มรุนแรงและกำลังระบาดไปทั่วทั้งจังหวัดน่าน จากสถานการณ์ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 ราย หลังติดเชื้อมีแผลเน่าลุกลามที่เท้า พบอาการแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือดและความดันต่ำ ส่วนอีก 2 ราย มีอาการหนักแพทย์ต้องย้ายคนไข้เข้ารักษาที่ห้องไอซียู และดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และยังมีผู้ป่วยถูกส่งตัวเข้ารักษาเพิ่ม 1 ราย จาก อ.สันติสุข รวมมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทั้งหมด 26 ราย

โรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากทางผิวหนัง ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อจนเป็นแผลพุพองและมีหนอง และลามเข้าไปถึงกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ซึ่งบางรายต้องผ่าตัดหรือกรีดเนื้อเปิดแผล เพื่อล้างหนอง และเนื้อที่เน่าตายออก แต่หากลุกลามอาจถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้แจ้งประกาศเตือนไปยังทุกอำเภอให้เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ผู้มีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน และออกหาปลาตามหนองน้ำต่าง ๆ หากมีประวัติลุยโคลนและมีบาดแผล ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งและปิดแผล แล้วรีบมาโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้ตรวจรักษาต่อไป

แบคทีเรียกินเนื้อคน
แบคทีเรียกินเนื้อคน

สำหรับการรักษาแพทย์จำเป็นต้องตัดเนื้อตายออกให้หมด และให้ยาปฎิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเชื้อยังไม่ลุกลามเข้ากระแสเลือด ผลลัพธ์ของการรักษาจะค่อนข้างดี สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ได้ลงนา หรือไม่มีบาดแผลก็อาจจะติดเชื้อดังกล่าวได้ โดยการเกา หรือมีบาดแผลถลอกเล็กน้อย เชื้อสเตรปโตคอคคัส หรือสแตปฟิโลคอคคัสที่อยู่บริเวณผิวหนังอาจจะเข้าไปในแผลแล้วเกิดการติดเชื้อ ถ้าผู้ใดมีผิวหนังบวมแดงอย่างรวดเร็ว แล้วมีตุ่มพุพองที่ผิวหนัง ขอให้รีบมาตรวจรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข่าวจาก : workpointnews.com/2019/07/24/physician-nan-bacteria/

จากข่าวดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโรคนี้พบได้ไม่บ่อย แต่หากติดเชื้อแล้ว จะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และก็ได้พบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในจังหวัดน่านมากถึง 26 คน เสียชีวิต 1 คน ส่วนสาเหตุที่จะทำให้ติดเชื้อจากโรคนี้คือการย่ำน้ำลุยโคลนทั้ง ๆ ที่เท้ายังมีบาดแผลอยู่ ซึ่งเด็ก ๆ ที่ชอบถอดรองเท้าวิ่งเล่นในน้ำ หรือเล่นโคลน ก็อาจจะมีโอกาสติดเชื้อจากโรคนี้ได้เช่นกัน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำข้อมูล สาเหตุ วิธีป้องกัน โรค แบคทีเรียกินเนื้อ มาให้แม่ ๆ ได้ระมัดระวังกันค่ะ

โรคแบคทีเรียกินเนื้อคนคืออะไร?

แบคทีเรียกินเนื้อ หรือโรคเนื้อเน่า เป็นภาวะติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่อาจส่งผลให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อถูกทำลายได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนบริเวณผิวหนัง ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลซึ่งจะรู้สึกปวดมากขึ้น โดยการติดเชื้ออาจลุกลามไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือท้องเสีย เป็นต้น แม้โรคนี้จะพบได้น้อย แต่อาจทำให้ป่วยรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ มักจะเกิดโรคที่ขา เนื่องจากแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตค็อคคัส กลุ่มเอ (Group A Streptococcus) คลอสตริเดียม (Clostridium) เคล็บเซลลา (Klebsiella) สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) อีโคไล (E. Coli) และแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา (Aeromonas Hydrophila) เป็นต้น ที่อยู่ตามแหล่งน้ำและโคลน เข้าสู่ร่างกายผ่านทาง แผลถูกบาด แผลถลอก รอยข่วน แมลงกัดต่อย การใช้เข็มฉีดยา หรือแผลผ่าตัด โดยผู้ที่ติดเชื้อนี้มักจะมีบาดแผลบริเวณขาแล้วไปย่ำน้ำลุยโคลนที่มีเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้อยู่ ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งเชื้ออาจปล่อยสารพิษทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังและกล้ามเนื้อจนส่งผลให้เนื้อเยื่อตายได้

โรคนี้ คนที่แข็งแรงสุขภาพดีก็มักจะไม่เป็นอะไรมาก แต่คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่กำลังใช้เคมีบำบัด คนแก่ คนอ้วน คนที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด คนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จะมีความเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออวัยวะในร่างกายทำงานล้มเหลวจนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีแผลเป็นหรืออาจพิการแขนขาจากการรักษาได้เช่นกัน ดังนั้น เรามาหาทางป้องกันกันดีกว่าค่ะ (อ่านต่อหน้า 2)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อาการ “แบคทีเรียกินเนื้อ” พร้อมวิธีป้องกัน

กระบอกเก็บความร้อน เย็น

แพทย์ชี้! ใช้ “กระติกเก็บความร้อน-เย็น” ไม่ได้คุณภาพอาจสมองเสื่อม

กระติกเก็บความร้อน-เย็น ที่แม่ ๆ มักจะพกติดตัวไว้เพื่อชงนมให้ลูก และเมื่อลูกโตขึ้นก็มักจะซื้อกระติกน้ำไว้ให้ลูกได้พกพาไปโรงเรียน รู้หรือไม่ว่าหากใช้ผิดวิธี อาจทำให้ลูกสมองเสื่อมได้

แพทย์ชี้! ใช้ “กระติกเก็บความร้อน-เย็น” ไม่ได้คุณภาพอาจสมองเสื่อม

กระติกเก็บความร้อน-เย็น ไอเท็มที่แม่ ๆ ทุกคนต้องมีไว้เพื่อชงนม อุ่นนมให้ลูก ๆ และเมื่อลูกอยู่ในวัยเรียน จำเป็นต้องพกกระติกน้ำไปโรงเรียน ด้วยอากาศที่ร้อน แม่ ๆ ก็มักจะเลือกซื้อกระติกน้ำที่สามารถเก็บความเย็นได้นาน เพื่อให้ลูกได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ในช่วงที่มีอากาศร้อน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่แม่ ๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากข้อดีมากมายของการใช้กระติกน้ำร้อนเย็นนี้ ยังมีอันตรายที่แฝงมากับกระติกน้ำร้อนเย็นหากใช้ไม่ถูกวิธีอีกด้วย

ทีมงานขอนำข่าวจากประเทศใต้หวัน ที่ได้กล่าวถึงชายคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 50 ปี มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ สุขภาพดี ความจำดี ไม่หลง ๆ ลืม ๆ แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง เขาก็เกิดสภาวะที่อยู่ ๆ ก็ลืมเรื่องที่คิดขึ้นในใจ เบลอๆ คิดอะไรง่าย ๆ ไม่ออก ลืมว่าเคยวางของไว้ที่ไหนเช้าวันนั้นเขาได้ขับรถไปชนร้านอาหาร ตอนนั้นเขารู็สึก งงมาก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเขาไม่ได้มีอาการง่วงนอนแต่อย่างใด เขารู้สึกกระปี้กระเปร่าปกติดี ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ แต่ก็โชคดีที่เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ก็ได้ไปโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจเช็คร่างกาย แล้วพบว่า เยื่อหุ้มสมองเสื่อม นอกจากนั้นยังตรวจพบว่าการทำงานของไตในร่างกายของเขานั้นไม่ดีเท่าที่ควร

อันตรายจากกระติกน้ำสุญญากาศ
อันตรายจากกระติกน้ำสุญญากาศ

เขาจึงได้ถูกส่งตัวไปยังแผนกไตเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดและรักษา เมื่อนายแพทย์ “กงย่งเซียง” ตรวจร่างกายเขาแล้ว ก็พบว่า เขามีแนวโน้ม อ่อนเพลียได้ง่าย และกลิ่นปากแรง ทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่า นี่เป็นปฏิกิริยาของโลหะ และ สุดท้ายก็ตรวจพบว่าเขาได้รับตะกั่วเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสม แพทย์จึงได้ซักประวัติการใช้ชีวิตของเขา พบว่า เขามีการใช้แก้วน้ำเก็บความร้อนเย็น มาเป็นเวลานาน ซึ่งแก้วเหล็กของเขามีรอยร้าว และ สนิมมากมาย เขาติดนิสัยเวลาชงกาแฟ เขาจะใช้แก้วเก็บความร้อนเย็นนี้เป็นประจำ เป็นเวลากว่า 20 ปี ดังนั้นเมื่อเขาดื่มกาแฟจากแก้วนี้ ทำให้เขาได้รับโลหะหนัก เช่น ตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย เป็นเหตุให้ เยื่อหุ้มสมองเสื่อมอย่างหนัก และเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างรวดเร็วนั่นเอง

นอกจากนี้ แพทย์ยังได้ออกมาแนะวิธีการเลือกใช้ กระติกเก็บความร้อน-เย็น ใช้อย่างไรไม่อันตรายมาฝาก ดังนี้

  1. กระติกที่ใช้ควรใช้ของที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อย่าเห็นแก่ของถูกแต่ต้องมานั่งรักษาสุขภาพทีหลัง เพราะ กระติกเก็บความร้อน-เย็นที่มีราคาถูก มักผลิตจากวัสดุคุณภาพต่ำ สารเคลือบในกระติกไม่ทนต่ออุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเร็ว ทำให้หลุดมาเจอปนอยู่กับอาหารในภาชนะได้
  2. กระติกเก็บความร้อน-เย็น มักมีอายุการใช้งานที่ไม่นาน เกิดรอยแตกร้าวด้านในจุดที่เป็นรอยเชื่อมต่อได้ง่าย ต้องหมั่นสำรวจดูว่า กระติกที่ใช้นั้นเสื่อมสภาพหรือยัง
  3. หากต้องการใส่เครื่องดื่มที่มีโปรตีน เช่น น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง และเครื่องดื่มโปรตีนอื่น ๆ ควรดื่มให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นอาจจะก่อให้เกิดแบคทีเรียในกระติกได้ง่าย
  4. โปรตีนที่ติดค้างในแก้วน้ำสแตนเลส จะเกิดกลิ่นเหม็น หากใช้เสร็จควรรีบทำความสะอาดตากให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณฝาปิด และ เกลียวฝาปิด เป็นแหล่งสะสมคราบ และ ล้างออกได้ยาก ต้องสังเกตุดี ๆ ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามวัน ถึงแม้จะเก็บความเย็นได้ดี ดูเหมือนไม่เป็นอะไร แต่แบคทีเรียก็เริ่มก่อตัวและแพร่กระจายไปแล้ว
กระติกเก็บความร้อน
กระติกเก็บความร้อน

แน่นอนว่าภาชนะทุกชนิด ไม่ว่าจะทำจากพลาสติก สเตนเลส แก้ว หรือวัสดุใดก็ตาม หากมีรอยแตกหรือรอยรั่ว ก็ไม่ควรนำมาใช้อีก เพราะอาจจะทำให้สารที่อยู่ในภาชนะนั้น ๆ ปนเปื้อนเข้ามาในน้ำหรืออาหารที่เราทานกันได้ กระติกน้ำร้อนเย็นนี้ก็เช่นกัน คุณแม่ควรหมั่นตรวจดูทุกครั้งว่ากระติกน้ำอยู่ในสภาพที่ดีพอหรือไม่ หากเกิดรอยแตกรอยรั่ว แม้เพียงจุดเล็ก ๆ ก็อาจสร้างอันตรายให้กับลูกน้อยได้เช่นกัน และสำหรับเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น นมอุ่น ๆ และน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีโปรตีนต่าง ๆ ก็มีการแชร์กันว่าห้ามนำมาใส่ในกระติกน้ำร้อนเย็นนี้เพราะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เรื่องนี้ ทีมงานขอนำบทสัมภาษณ์ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรืออาจารย์เจษฎ์ ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องการห้ามใส่น้ำผลไม้และนมอุ่นในกระติกน้ำร้อนเย็น ในรายการ แชร์ให้ไว เช็กให้ชัวร์ (ดูคลิปได้ที่หน้า 2)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ (คลิป) ไขข้อสงสัย น้ำผลไม้-นมอุ่น ห้ามใส่ในกระติกน้ำร้อน-เย็น จริงหรือ?

ลูกชอบอมมือ

ลูกชอบอมมือ-เอามือเข้าปาก พรากชีวิตลูกได้จากโรคท้องเสียในเด็ก

ลูกชอบอมมือ ทำอย่างไรดี? คำถามที่พบได้บ่อย ๆ กับเด็กเล็กวัย 0-24 เดือน แม้ว่าการอมมือ หรือเอามือเข้าปากจะช่วยเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ให้ลูกได้ แต่ก็นำเชื้อโรคมาให้ลูกได้เช่นกัน

ลูกชอบอมมือ-เอามือเข้าปาก พรากชีวิตลูกได้จากโรคท้องเสียในเด็ก

ท้องเสียในเด็กคืออะไร?

ท้องเสียในเด็ก เป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย พบว่าประมาณ 70% ในเด็กเล็กอายุไม่เกิน 1 ปี เกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย โดยจะดูที่ลักษณะและความถี่ของอุจจาระ  โดยใช้ลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติเช่น เป็นเนื้อเหลวมีความถี่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง หรือเป็นน้ำปริมาณมาก 1 ครั้งขึ้นไป ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยคำจำกัดความนี้ ไม่รรวมถึงเด็กเล็กที่กินนมแม่ ซึ่งมักจะถ่ายบ่อยอยู่แล้ว แต่อุจจาระจะเป็นเนื้อดีและมีน้ำหนักตัวขึ้นได้ตามปกติ โดยทั่วไป อาการท้องเสียเฉียบพลันมักหายได้เอง แต่หากทารกท้องเสียต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 วัน ก็อาจทำให้ร่างกายเด็กสูญเสียของเหลวและเกลือแร่จำนวนมากจนอาจเกิดภาวะขาดน้ำตามมาได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทารกได้

ลูกชอบอมมือ-เอามือเข้าปาก ต้นเหตุอาการท้องเสียในเด็ก

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี พบว่าประมาณ 70% เกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมักจะเข้าทางปากโดยการกินอาหารหรือดื่มนมซึ่งปนเปื้อนเชื้อโรค หรือการหยิบจับของเล่นเอาเข้าปาก หรือแม้กระทั่งมือของตัวเอง ซึ่งหยิบจับสิ่งของหรือคลานเล่นแล้วเอาเชื้อโรคเข้าปากตัวเอง เป็นต้น ดังนั้นโรคนี้จึงเป็นปัญหาที่พบในเด็กมากกว่าผุ้ใหญ่ เพราะเด็กมีโอกาสได้รับเชื้อโรคมากกว่า เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่รู้จักวิธีป้องกันตนเอง รวมทั้งเด็กยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ แม้ว่าภูมิต้านทานโรคส่วนหนึ่งอาจจะได้รับมาจากการกินนมแม่และการได้รับวัคซีน และอีกส่วนหนึ่งที่ภูมิต้านทานโรคถูกสร้างขึ้นจากร่างกายของตนเองก็ตาม แต่สำหรับเชื้อไวรัสบางตัว เช่น ไวรัสโรตา ไวรัสอะดิโน ไวรัสโนโร ไวรัสไข้หวัดใหญ่ และเชื้อแบคทีเรียบางตัว เช่น ซาลโมเนลลา ชิเกลลา สแตฟิโลค็อกคัส แคมปีโลแบคเตอร์ อีโคไล เป็นเชื้อที่มักจะทำให้เกิดอาการรุนแรง ภูมิต้านทานก็ไม่สามารถที่จะป้องกันเชื้อเหล่านี้ได้

ลูกชอบเอามือเข้าปาก
ลูกชอบเอามือเข้าปาก

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ ?

ทารกที่ท้องเสียอาจมีอาการนานตั้งแต่ 5-14 วัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ท้องเสีย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเฝ้าดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หากทารกมีอายุต่ำกว่า 3 เดือน ควรพาเด็กไปพบแพทย์ รวมถึงในกรณีที่พบว่ามีอาการอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

  • อาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อย ร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมบุ๋ม ตาโหล หรืออ่อนเพลีย เป็นต้น
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากให้ดื่มผงเกลือแร่ละลายน้ำ
  • อุจจาระเป็นมูก มีกลิ่นเหม็นเน่า
  • อุจจาระเป็นเลือดหรือมีสีดำ
  • ท้องเสียอย่างรุนแรงในช่วงที่รับประทานยาปฏิชีวนะ
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทำอย่างไรและป้องกันอย่างไรไม่ให้ทารกท้องเสีย?

JD Central

6 เหตุผลถูกใจ ของคุณแม่ยุคใหม่! ช้อป JD CENTRAL

อยากรู้หรือไม่ว่าทำไม? คุณแม่ยุคใหม่ นิยมช้อปกันถล่มทลายที่ JD CENTRAL  นั่นเพราะเจดี เซ็นทรัล มีโปรโมชั่นและราคาที่สุดคุ้มค่า แถมยังบริการคุณแม่รวดเร็วและทันใจในแบบวีไอพี ด้วย 6 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณแม่นักช้อปพลาดไม่ได้ ดังนี้

มั่นใจ! สินค้าทุกชิ้นของแท้ 100%   

คุณแม่ไม่ต้องมองหาสินค้าจากหลายๆ ร้าน หรือต้องเสียเวลามาคอยเช็กให้ชัวร์ก่อนซื้อสินค้าให้ลูก ว่าเป็นของแท้หรือของเทียม เสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย เพราะที่ เจดี เซ็นทรัล คุณแม่จะได้“ช้อปของดี การันตีของแท้” สินค้าทุกชิ้น

คุณภาพดีแน่นอน หากเจอของปลอมไม่ได้คุณภาพ เจดี เซ็นทรัล ยินดีคืนเงินให้ทันที 3 เท่า

ส่งสินค้าเร็ว สั่งสินค้าง่าย ได้ทุกวัน! 

สินค้าทุกชิ้นจัดส่งถึงมือคุณแม่อย่างรวดเร็ว ทันใจ ไม่ว่าจะผ้าอ้อม นม ของเล่น หรือของใช้ คุณแม่เลี้ยงลูกน้อยรอรับอยู่ที่บ้านได้สะดวกสุดๆ

คุ้มค่า ราคาถูกใจ!

เพราะ เจดี เซ็นทรัล รู้ใจคุณแม่นักช้อปที่รู้จักเลือก รู้จักใช้เงินให้คุ้มค่า จึงมีสินค้า Flash Sale ราคาพิเศษ มาให้คุณแม่เลือกซื้อได้เต็มที่และครบครันตรงตามความต้องการในราคาสุดคุ้มเสมอ

โปรโมชั่นโดนใจ ซื้อได้ทุกวันพฤหัสฯ 

คุณแม่หลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพลาดไม่ได้ เพราะแคมเปญ “Mommy Thursday  ช้อปของแท้ คุณแม่มั่นใจ” ถูกใจที่สุด ทุกวันพฤหัสบดีจึงต้องขอจ้องหน้าจอรอโปรโมชั่นดีๆ เพราะมีสินค้าเพื่อลูกน้อยราคาสุดคุ้มให้เลือกช้อปลดสูงสุดถึง 70% งานนี้ต้องรีบคลิกให้ทัน สนุกโดนใจทุกครั้ง ยิ่งซื้อสินค้าแนะนำจาก เจดี เซ็นทรัล  จะได้รับดีลสุดพิเศษ

ยิ่งซื้อมาก! ยิ่งลดมาก! รับส่วนลดเพิ่มเติมอีกถึง 20% * และสิทธิพิเศษกับลูกค้าใหม่ รับคูปอง ฟรี! ที่นี้เลย >>>> http://bit.ly/2KcyRbP

จัดส่งฟรี เมื่อช้อปครบ 99 บาท*

ไม่มีอะไรจะคุ้มค่าเท่ากับการได้ประหยัดเพื่อครอบครัว คุณแม่จึงเทใจให้กับ เจดี เซ็นทรัล ที่มีบริการส่งฟรีทั่วประเทศ เมื่อซื้อสินค้าครบเพียง 99 บาท! หากสั่งสินค้าที่มียอดรวมต่ำกว่า 99 บาท ก็มีค่าส่งทั่วประเทศ เพียง 39 บาทเท่านั้น

ยิ่งซื้อมาก ยิ่งลดมากขึ้นอีก!  

เพียงซื้อสินค้าแนะนำจาก เจดี เซ็นทรัล  พร้อมรับดีลสุดพิเศษ ยิ่งซื้อมาก! ยิ่งลดมาก! ได้คะแนนสะสม JD POINTS เป็นส่วนลดอีกหลายต่อเพิ่มเติม ถึง 20% อีกด้วย

Amarin Baby&Kids ไม่พลาดที่จะชวนคุณแม่มาฟังประสบการณ์เพจผู้ใช้จริงอย่าง “สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก” ที่สอนวิธีใช้แอป ฯ อย่างละเอียด #ช้อปของดีการันตีของแท้ 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ JD.CO.TH หรือ แอป ฯ JD CENTRAL

 

JD
JD
JD

 

 

 

 

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

คุณแม่ยุคดิจิทัล..สายมั่นแนะ “เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย”

เป็นคุณแม่ยุคดิจิทัลแบบนี้ต้องสตรองไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไหนก็ต้องเอาอยู่ เพราะเรื่องของลูกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวก่อนลูกเกิด การเลี้ยงดู ไปจนถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ดังเช่น เหล่าคุณแม่คนดังในโลกไซเบอร์เหล่านี้ที่ต่างมีเทคนิคดูแลลูกมาแชร์แนวทางให้คุณแม่มือใหม่ได้นำไปปรับใช้

 

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย ของคุณแม่ยุคดิจิทัลสายมั่น 

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

คิดจะมีลูก “ใจ” ต้องพร้อม!

คุณแม่อาย-ชฎาภรณ์ ฐานะศิริพงศ์ จากเพจ Rocky Journey เล่าว่า  “การเตรียมตัวจะมีเจ้าตัวเล็กนั้น สิ่งแรกที่คุณแม่ต้องเตรียมพร้อมคือ “การเตรียมใจ” เพื่อให้พร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังจะพบในอนาคต เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนต้องหาข้อมูลมาก่อนอยู่แล้วอาจจะได้รับฟังมาจากคนใกล้ชิดหรือได้อ่านมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแนวแก้ปัญหา เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน”

 

เลี้ยงลูก “สไตล์” แม่อาย

น้ำนมแม่สำคัญมากต่อลูกมากตั้งแต่ช่วงแรกเกิด มีคุณประโยชน์มากมายที่ร่างกายทารกต้องการ ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงและยังเป็นธรรมชาติที่สุด คุณแม่บางคนคิดว่าให้ลูกดื่มนมแม่ไม่กี่เดือนก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วเด็กๆ สามารถดื่มนมแม่ได้เท่าที่ตัวคุณแม่ยังมีน้ำนมเลยทีเดียว นอกจากนี้น้ำนมของคุณแม่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกๆ อีกด้วย  ต่อมาเป็นเรื่องของการอบรมสั่งสอน “ความเป็นจริง” จะทำให้เด็กเติบโตมาอย่างมีเหตุผลและเข้มแข็ง การยึดหลักความเป็นจริงมาสอนลูก คือ ไม่โกหก บอกความจริงในเรื่องราวต่างๆ กับลูก พร้อมทั้งอธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลตั้งแต่เด็ก จะทำให้เขามองโลกในความเป็นจริงและเป็นคนเข้มแข็งในสังคม

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

ผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องสำคัญต่อเจ้าตัวเล็ก

คุณแม่พาฝัน ชาตาคม จากเพจ กระเตงกันไป เล่าว่า “คุณแม่หลายคนมักจะคิดว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กส่วนใหญ่จะปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ตัวคุณแม่เองไม่มีทางรู้ว่าเมื่อซื้อไปแล้วลูกจะใช้ได้หรือจะเกิดอาการแพ้ ซึ่งการเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับลูกนั้นง่ายนิดเดียว เพียงคุณแม่ใช้เวลาในการศึกษาส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ลองพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อความอ่อนโยนต่อลูก ช่วยลดสาเหตุของอาการแพ้สารต่างๆ แบรนด์ก็เป็นปัจจัยสำคัญเพราะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือที่สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกมากขึ้น อาทิ การเลือกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปควรเลือกจากส่วนประกอบว่าความปลอดภัยต่อลูก ต้องเหมาะกับสรีระร่างกายของลูก มีความกระชับ สามารถซึมซับได้ดี  และต้องบางเบา ให้ลูกขยับตัวได้อย่างอิสระและคล่องแคล่ว และยังทำให้ลูกไม่ตื่นกลางดึก นอกจากลูกจะสบายตัวแล้ว แม่ก็สบายใจและพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น ทำให้อารมณ์ดีทั้งแม่และลูก”

เทคนิคเลี้ยงลูกน้อย

ช้อปออนไลน์ ทางนี้ถูกใจคุณแม่

คุณแม่ปาล์ม-เลอค่า ทองสิมา ณ นครพนม จากเพจ คุณแม่เลอค่า เล่าว่า “แน่นอนว่าคุณแม่ยุคใหม่ย่อมคุ้นเคยกับการช้อปปิ้งออนไลน์ เพราะมีสินค้าสำหรับลูกที่น่าซื้อเยอะมาก ทั้งของใช้ ของเล่น หรือแม้แต่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ต้องใช้เป็นจำนวนมาก ยิ่งตอนเล็กๆ นี่เปลี่ยนวันละนับสิบผืน แต่ลำพังการดูแลลูกนั้นก็หมดเวลาไปทั้งวันแล้ว หากจะต้องออกไปเลือกสินค้าเองข้างนอกก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ความสะดวกและประหยัดเวลาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือกการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่สินค้าที่จะเลือกซื้อนั้นโดยส่วนตัวจะเลือกสินค้าที่รู้จักอยู่แล้ว คุ้นเคย และเคยใช้มาก่อน โดยเฉพาะสินค้าสำหรับลูก จะเลือกซื้อจากแพลทฟอร์มที่มั่นใจในความปลอดภัย เลือกแบรนด์ที่พิจารณาแล้วว่าเป็นของแท้แน่นอน และยิ่งเมื่อมีช่วงโปรโมชั่นถือเป็นเวลาทองมาก เพราะลดแล้วลดอีก ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง แค่รออยู่บ้านสินค้าก็มาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว”

สำหรับคุณแม่คนไหนที่กำลังมองหาโปรโมชั่นดีๆ ของผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป เตรียมพบกับ Pampers Super Brand Day วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ใน LazMall บนแอปพลิเคชัน ลาซาด้า https://bit.ly/2JLkc6T ที่จะมอบส่วนลดจากผลิตภัณฑ์แพมเพิร์สสูงสุดกว่า 35% และยังลดเพิ่มอีก 20% เมื่อกดรับคูปองจากลาซาด้า* พร้อมข้อเสนอพิเศษและของสมนาคุณต่างๆ จากแบรนด์ที่เข้าร่วม อาทิ เอนฟาโกร (Enfagrow), จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เบบี้ (Johnson& Johnson Baby) และแฮสโบร (Hasbro) ทั้งยังมีสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป Pampers สำหรับการใช้งานหนึ่งปีด้วย

 

สามารถติดตามโครงการดีๆ จากลาซาด้าได้ที่แอปพลิเคชัน Lazada, Facebook : Lazada Thailand, Lazada Livestream Thailand และ Twitter : Lazada Thailand

*เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 999 บาท ลดสูงสุด 300 บาท

ประกันสุขภาพเด็ก

9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562 ที่ไหนดีที่คุ้มครองคุ้มค่า ราคาถูก

ประกันสุขภาพเด็ก เป็นอีก 1 แผนประกันที่คุณพ่อคุณแม่มักจะคำนึงถึงเมื่อลูกยังอยู่ในวัยแรกเกิด – 10 ขวบ เพราะเด็กเล็กเจ็บป่วยได้ง่าย การซื้อประกันเพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเมื่อลูกต้องนอนโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562 ที่ไหนดีที่คุ้มครองคุ้มค่า ราคาถูก

ประกันสุขภาพเด็ก คือ ประกันสุขภาพที่คุ้มครองเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ อาจรวมถึงอุบัติเหตุของลูก ทั้งแบบรักษาแบบผู้ป่วยนอก และการรักษาแบบผู้ป่วยใน คือการต้องนอนต่อที่โรงพยาบาล เพื่อให้ทีมแพทย์และสถานโรงพยาบาลในเครือเข้ารับการรักษาได้ทันทีเพียงทำประกันสุขภาพเด็กไว้ เพราะสถิติการเจ็บป่วยเด็กอายุ 0-5 ปีจะค่อนข้างสูงเนื่องด้วยเด็กวัยนี้ยังมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไม่มากพอ เจ็บป่วยได้ง่าย หรือ ไม่สามารถทนความเจ็บป่วยได้นานเท่าผู้ใหญ่

สิ่งที่ควรคำนึงก่อนซื้อ ประกันสุขภาพเด็ก

  1. ศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์ให้เข้าใจ ว่าในกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมหรือไม่ การจ่ายเบี้ยชดเชยที่สูงพอในยามที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ประหยัดและคุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายไปทุกปีหรือไม่
  2. ซื้อแผนประกันสุขภาพเด็กตามความสามารถของกำลังทรัพย์ ศึกษารายละเอียดวงเงินที่เหมาะสมตามกำลังทรัพย์ของเราด้วย หากประกันมีความครอบคลุมละเอียดพอแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มเติม
  3. พิจารณาจากยอดเงินค่ารักษาการเจ็บป่วย ต้องหมั่นสังเกตว่าที่ผ่านมานั้นมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณเท่าใด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลไว้สำหรับปรึกษาตัวแทนประกันว่าควรซื้อเบี้ยประกันเท่าไร เพื่อไม่ต้องซื้อประกันสุขภาพที่มีราคาสูงเกินจำเป็น
  4. พิจารณาจากค่าห้องพัก ควรพิจารณาจากราคาห้องด้วย หากเลือกห้องที่มีราคาสูงก็จะทำให้เบี้ยประกันสูงตามไปด้วย แต่หากเลือกเบี้ยประกันน้อยกว่าราคาห้องก็อาจจะต้องจ่ายส่วนต่างมากหลังใช้บริการ
  5. เลือกซื้อจากตัวแทนประกันที่ดี ข้อนี้ก็สำคัญควรซื้อประกันจากตัวแทนประกันที่มีความจริงใจให้ข้อมูลจริงอย่างตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบสูง และติดต่อง่ายในยามที่ต้องขอใช้บริการ
  6. เงื่อนไขการทำประกันสุขภาพลูกน้อยที่ไม่ควรมองข้าม คุณพ่อคุณแม่ก่อนทำ ประกันสุขภาพให้ลูก ต้องดูเงื่อนไขให้ดี และสิ่งที่จะได้คืนมาคืออะไร
ประกันสุขภาพลูกน้อย
ประกันสุขภาพลูกน้อย

รีวิว 9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562

  1. ไทยประกันชีวิต เพื่อลูกสุดรัก 

  • แบบประกันที่ให้คุ้มครองรอบด้าน เพื่อลูกสุดรักของคุณ
  • ลูกเจ็บป่วย นอนโรงพยาบาล จากโรคอื่นๆ รับเงินรับเงินชดเชยสูงสุด วันละ 2,000 บาท [1][2]
  • หากนอนโรงพยาบาลจาก 5 โรคพบบ่อยในเด็ก โรคมือเท้าปาก ,โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ, โรคอาหารเป็นพิษ, โรคบาดทะยัก และโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส รับเงินชดเชยสูงสุดวันละ 4,000 บาท[1][2]
  • ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุเล็กหรือใหญ่ ไม่ต้องสำรองจ่าย ให้เงินค่ารักษาพยาบาลสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท[1] ต่อครั้ง
  • รับเงินคืนเพื่อเป็นของขวัญให้ลูก ตลอดสัญญาสูงสุดถึง 700,000 บาท[1]
หมายเหตุ
  1. ความคุ้มครองแผนที่ 11
  2. รวมกันสูงสุดไม่เกิน 365 วัน ต่อการเข้าพักรักษาครั้งใดครั้งหนึ่ง
    • ไทยประกันชีวิต เพื่อลูกสุดรัก เป็นชื่อทางการตลาด ส่วนในกรมธรรม์จะเป็นชื่อแบบประกัน “ธนทวี 22/7”
    • ควรศีกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ อีกทั้งต้องแถลงข้อมูลตามความจริงในเอกสารขอเอาประกันภัย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของท่าน
    • ผู้ที่กรอกข้อมูลจะต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของ บมจ.ไทยประกันชีวิต ติดต่อหรือใช้ข้อมูลเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางการตลาด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-201-4557 ข้อมูลจาก : http://thailife.com

2. เอ็ทน่า ประกันสุขภาพ แผนบียอนด์ เพอร์ซันนัลแคร์

  • มอบความคุ้มครองในวงเงินสูงถึง 5 ล้านบาทต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งการรักษาต่อปี
  • ให้ความคุ้มครองค่าห้อง ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาลสูงสุดถึงคืนละ 12,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก)
  • ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไปสูงสุดถึง 200,000 บาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก)
  • ให้ความคุ้มครองสำหรับการรักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง (Major Medical) (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก)
  • ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุสูงถึง 100,000 บาท
  • ให้ความคุ้มครองทั้งการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก (ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้ความคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น)
  • สามารถเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับความคุ้มครองผู้ป่วยนอก สูติกรรม และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเพิ่มเติมได้
  • อุ่นใจกับเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 400 แห่งทั่วประเทศไทย
  • ไม่ต้องซื้อพ่วงประกันชีวิต
    **เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2232 8555, ข้อมูลจาก : www.aetna.co.th

3. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต

ใหม่! ประกัน “สุขภาพเด็กเหมาจ่าย” ช่วยคุณพ่อคุณแม่แบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลลูกรักสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี
ประกัน “สุขภาพเด็กเหมาจ่าย” ให้ลูกรักของคุณได้รับการรักษาเต็มที่และดีที่สุดเมื่อต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล คุณพ่อคุณแม่สบายใจ หมดห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย

  • ความคุ้มครองสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี เมื่อครบรอบปีกรมธรรม์ที่ผู้เอาประกันภัยอายุครบ 11 ปี สามารถต่ออายุกรมธรรม์ได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพใหม่และความคุ้มครองจะเพิ่มเป็น 2 ล้านบาทต่อปี
  • แบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลกรณีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งจากเจ็บป่วยและอุบัติแหตุ รวมทั้งการผ่าตัดหรือหัตถการที่ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (Day Case)
  • จ่ายตามจริงค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินกรณีอุบัติเหตุภายใน 24 ชั่วโมง
  • สามารถใช้บริการดูแลคุณยามพักฟื้น (Nursing Care Service) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1373, ข้อมูลจาก : www.azay.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 9 ประกันสุขภาพเด็ก ปี 2562 ที่ไหนดีที่คุ้มครองคุ้มค่า ราคาถูก

สั่งอาหารภาษาอังกฤษ

กินข้าวนอกบ้านแบบชิลล์ กับวิธี สั่งอาหารภาษาอังกฤษ สไตล์เด็กสองภาษา

ลูกจะเก่งภาษาอังกฤษต้องหมั่นพูด หมั่นใช้อยู่เสมอ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพาลูกที่ไหนก็ช่วยฝึกฝนภาษาให้ลูกได้ เวลาพาครอบครัวไปกินข้าวนอกบ้าน ลองชวนลูกมา สั่งอาหารภาษาอังกฤษ พร้อมๆ กัน  ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆเกี่ยวกับเมนูอาหารเครื่องดื่มแล้ว ยังฝึกพูดบนสนทนาเกี่ยวกับร้านอาหารที่เด็กๆควรรู้ด้วย

สั่งอาหารภาษาอังกฤษ เคล็ดลับสอนลูกเก่งภาษาแบบสบายๆ แต่ได้ผล

การกินข้าวนอกบ้านเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายครอบครัวมักทำร่วมกัน นอกจากได้เปลี่ยนบรรยากาศมากินอาหารเมนูแปลกใหม่ต่างจากเมนูทำกินเองที่บ้านแล้ว เด็กๆยังมีส่วนร่วมในการเลือกเมนูโปรด เรียนรู้วิธีกินอาหารด้วยตัวเอง และมารยาทบนโต๊ะอาหาร

นอกจากนี้ ช่วงเวลาสั้นๆในร้านอาหารยังทำให้เด็กได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอก ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ละคนมีบุคลิกและความชอบแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านสังคมของลูกน้อย ที่สำคัญร้านอาหารยังเป็นอีกแหล่งเรียนรู้ดีๆ สำหรับเด็กสองภาษา ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นสนามทดสอบความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เช่นการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ที่ลูกจะต้องใช้ความรู้หลายเรื่องมาประกอบกัน

อย่างแรกคือ เด็กต้องรู้จักชื่อเมนูอาหารที่อยากกินว่า ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ซึ่งส่วนนี้คุณพ่อคุณแม่อาจต้องทำการบ้านไปล่วงหน้า อย่างที่สองคือบทสนทนาที่ใช้เมื่อต้องการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ด้วยการขึ้นต้นประโยคด้วย Could  หรือ Would  ลงท้ายด้วยคำว่า please หรือ Thank you เป็นต้น

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอนนี้อ. คริสกับสองพี่น้องตระกูลไรท์ จะพาไปเรียนรู้คำศัพท์ และประโยคที่ใช้ในร้านอาหารและเครื่องดื่มด้วยการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ในตอน สั่งอาหารต้องพูดอย่างไรดี จะสนุกสนานกันแค่ไหน มาติดตามกันเลยค่ะ

คำศัพท์ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ

Espresso                 เอสเปรสโซ่ กาแฟช็อตเข้มข้น

Cappuccino           คาปูชิโน่   (เอสเปรสโซ่ใส่นม)

Latter                       ลาเต้  (เอสเปรสโซ่ใส่นมเยอะๆ

Mocha                   มอคค่า (เอสเปรสโซ่ใส่โกโก้กับนม)

Americano             อเมริกาโน่ (เอสเปรสโซ่ใส่น้ำ)

Americano with coconut water   อเมริกาโน่ใส่น้ำมะพร้าว

milk foam/ milk froth    ฟองนม

juice                       น้ำผลไม้คั้น

prawn fried rice   ข้าวผัดกุ้ง

prawn cake          ทอดมันกุ้ง

stir fried noodle with prawns    ผัดไทกุ้งสด

fried rice with butterfly prawns   ข้าวผัดดอกอัญชัน

signature dish    จานเด็ดประจำร้าน

coconut cake     เค้กมะพร้าว

sweet potato and coconut cake   เค้กมันม่วงกับมะพร้าว

coconut jelly     วุ้นมะพร้าว

coconut pudding    พุดดิ้งมะพร้าว

 

ประโยค สั่งอาหารภาษาอังกฤษ

Would you like a drink? อยากได้เครื่องดื่มสักแก้วไหม

If you want to be polite You should say “No Thank you” or “ Yes please”  ถ้าลูกอยากพูดให้สุภาพ ต้องใช้คำพูดตอบรับแบบนี้

What would you like to drink?  ลูกอยากดื่มอะไร

I like to drink water, please      ผมอยากดื่มน้ำเปล่าครับ

Let’s go order some drinks together    ไปสั่งเครื่องดื่มด้วยกันเลย

Can I have some dessert?              ผมขอกินขนมหวานได้ไหม

What would you like to have for lunch?    ลูกอยากกินอะไรเป็นมื้อเที่ยง

I would like to have prawn fried rice and prawn cake         ผมอยากกินข้าวผัดกุ้งกับทอดมันกุ้ง

Anything else?     รับอะไรเพิ่มอีกไหม

Shall we have lunch now              เรากินอาหารด้วยกันเลย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการ สั่งอาหารภาษาอังกฤษ ที่สอนทั้งคำศัพท์ และประโยคกันใน ตอน สั่งอาหารต้องพูดยังไง คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท้องผูกในเด็ก

ท้องผูกในเด็ก

ท้องผูกในเด็ก …หนึ่งในปัญหายอดฮิตของคุณแม่ที่มีเจ้าตัวน้อย ในกรณีที่เลี้ยงด้วยนมชงมักเกิดเมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไปที่เริ่มเปลี่ยนจากนมแม่มาเป็นนมผสม คือท้องผูก อุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก โดยอาการนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคร้ายแต่อย่างใด แต่ก็มักเป็นเรี่องที่คุณพ่อและคุณแม่กังวล แล้วเราจะทำอะไรกันดี ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับสาเหตุของอาการท้องผูกของเด็กๆ กันก่อนดีกว่า

 

ท้องผูกในเด็ก …ลูกเราท้องผูกหรือเปล่านะ ? (Checklist)

  1. ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ น้อยกว่าปกติบ่อยๆ
  2. อุจจาระมีลักษณะแข็งและถ่ายยาก มีลักษณะอุจจาระขนาดใหญ่ แข็ง แห้ง และ เวลาถ่ายอุจจาระมีอาการเจ็บปวด
  3. ร้องไห้ หรือ กรีดร้องเวลาถ่ายอุจจาระ
  4. มีอาการท้องอืด
  5. มีอาการคลื่นไส้
  6. เบื่ออาหาร
  7. ในบางรายมีเลือดติดมากับอุจจาระระหว่างถ่าย หรือมีเลือดปนอยู่

 

เด็กแต่ละวัยอาการท้องผูกก็เกิดจากปัจจัยต่างกัน

วัยทารก : ปัญหาส่วนใหญ่มาจากนม มักจะเกิดกับทารกที่แพ้นมวัวหรือตอนเปลี่ยนนมก็จะทำให้ท้องผูกได้ ดังนั้นหมั่นสังเกตอุจจาระหากถ่ายออกมาแข็งหรือลูกถ่ายลำบาก ก็ตรวจสอบดูสัดส่วนของการผสมนมว่าเจือจางไปหรือเปล่า ให้ผสมให้ถูกแล้วสังเกตอุจจาระอีกครั้งว่าอ่อนตัวลงหรือเปล่า หากอุจจาระยังเหมือนเดิมอาจลองเปลี่ยนนม สำหรับทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไปให้กินอาหารเด็กตามวัยให้กินอาหารครบหมู่ ในปริมาณอาหารเพียงพอ ถ้ายังท้องผูกหรือถ่ายยากอยู่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำลูกพรุน น้ำส้มคั้น เป็นต้น

เด็กวัยเตาะแตะ : ในวัยนี้เริ่มกินอาหารเด็กตามวัยเป็นอาหารหลักแล้ว แต่ถ้ายังดื่มนมปริมาณมาก กินอาหารน้อย แล้วเกิดอาการท้องผูกแนะนำให้คุณแม่หัดให้ลูกกินนมจากถ้วย และเลือกโภชนาการที่เหมาะสม รวมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือใยอาหารเพื่อกระตุ้นการขับถ่ายด้วย หลังดื่มนมให้ลูกดื่มน้ำเปล่าตามและเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร และในวัยนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการฝึกให้ลูกขับถ่ายเองหลังกินอาหารอิ่มแล้วอย่างสม่ำเสมอ

เด็กวัยอนุบาล : ถ้าไม่มีความผิดปกติของลำไส้ ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากอาหาร ให้คุณแม่สังเกตอาหารที่ลูกกินในแต่ละวันก่อน ว่าเขากินเนื้อสัตว์กับแป้งมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ถึงเวลาที่ต้องปรับอาหารให้ดื่มนมวันละสองแก้ว ให้กินผัก และผลไม้ให้มากขึ้นกับชวนลูกออกกำลังกายเป็นประจำ

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร อาทิเช่น Lactobacillus reuteri (แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี) เป็นจุลินทรีย์ที่มักพบในน้ำนมแม่ มีผลการวิจัยรับรองว่าช่วยในการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในทางเดินอาหาร กระตุ้นการขับถ่าย ลดการปวดท้อง ลดท้องผูก ลดภาวะร้องโคลิก  โดยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะช่วยสร้างภาวะที่เป็นกรด ทำให้มีการดูดน้ำกลับเข้าสู่โพรงลำไส้ จึงช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม และขับถ่ายง่ายขึ้น

ดังนั้นการดูแลโภชนาการของลูกในวัยนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการขับถ่ายที่มีผลต่ออารมณ์ของลูกน้อยตลอดทั้งวัน หากคุณแม่เลือกโภชนาการที่เหมาะสม รวมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จะช่วยให้การขับถ่ายของลูกน้อยง่ายขึ้น

#จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเด็ก #รียูเทอรี #ท้องแฮปปี้  #ลูกน้อยเติบโตแฮ้ปปี้ทุกวัน

 

อ้างอิง

  • SINKIEWICZ G, et al. Microbial Ecology in Health and Disease. 2008; 20: 122_126
  • Coccorullo P, et al. J Pediatr. 2010 Oct;157(4):598-602.
  • Savino F, et al. Pediatrics. 2010 Sep;126(3):e526-33.
  • Szajewska H, et al. J Pediatr. 2013 Feb;162(2):257-62
  • Indrio F et al. Euro J Clin Invest 2011;41(4): 417-22.
  • Romano C, Ferrau V et al. J Pediatr Child Health, 2010. Epub.

 

ไขความลับ!! พัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรก ให้มีประสิทธิภาพที่สุด

รู้ไหมว่าช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตลูกน้อย คือช่วงเวลาสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาและส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่เก่ง ฉลาด สมองจำแม่น คิดไวได้ไม่อยากค่ะ ว่าแต่ต้องทำยังไง เราไปหาคำตอบในเรื่องนี้พร้อมกันค่ะ

 

พัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรก ต้องทำอย่างไร ?

ในปัจจุบันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อแม่ทุกคนก็ยังอยากให้ลูกๆ เป็นเด็กที่เก่ง ฉลาดมาเป็นอันดับหนึ่ง ถึงจะให้ความสำคัญกับความสุขของลูกที่ควรจะมีอยู่ตลอดช่วงชีวิตก็ตาม ฉะนั้นเด็กที่มีความสุขในชีวิตแล้วเป็นเด็กเก่งด้วยน่าจะเป็นสิ่งที่ครอบครัวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญไปพร้อมกัน ความสุขที่พ่อแม่มีให้ลูก เขาสามารถสัมผัสรับรู้ได้จากการเลี้ยงดูเอาใจใส่ของพ่อแม่ ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว

แต่ความเก่ง ความฉลาดของลูก รู้ไหมคะว่าเราสามารถส่งเสริมเตรียมพร้อมได้ตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์ ไปจนถึงลูกอายุ 2 ขวบ ที่เป็นช่วงเวลาทองในการพัฒนาสมองลูกใน 1,000 วัน ให้สมบูรณ์พร้อมทั้งประสิทธิภาพ และเต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพค่ะ

 

จะกระตุ้นพัฒนาสมองลูกน้อยเมื่อไหร่ดี ?

อย่างที่บอกไปคะว่าเราสามารถกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการสมองลูกให้ฉลาด มีประสิทธิภาพได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ในขณะตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ จะเป็นช่วงเวลาที่เซลล์สมองของลูกจะเริ่มสร้างขึ้นที่ละเล็กละน้อย และค่อยๆ เพิ่มจำนวน ขนาด จนเกิดเป็นเนื้อสมอง เส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเองทำให้เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากมายรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ  ซึ่งสมองของลูกจะพัฒนาเติบโตไปจนกระทั่งลูกน้อยอายุประมาณอายุ 2 ขวบ(1,000 วัน) ที่ถือว่าเป็นช่วงเวลานาทีทองในการพัฒนาการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองของลูกให้มีประสิทธิภาพที่สุด

การพัฒนาสมองใน 1,000 วัน ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาดีที่สำคัญมากสุด ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พลาดช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตลูกน้อยกันเลยค่ะ เพราะถ้าปล่อยให้พัฒนาการสมองลูกเติบโตไปตามวัย โดยที่ไม่ได้มีการกระตุ้นส่งเสริมเลย ถามว่าลูกจะเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่เก่ง ฉลาดไหม ก็เก่งและฉลาดอยู่ค่ะ แต่อาจไม่มากเท่ากับเด็กที่ได้รับการพัฒนากระตุ้นสมองมาตั้งแต่ช่วง 2 ขวบปีแรก

พัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรก

อยากให้ลูกสมองไว จะกระตุ้นอย่างไรดี ?

คุณแม่สามารถเริ่มกระตุ้นพัฒนาสมองลูกได้ตั้งแต่ที่ลูกอยู่ในครรภ์อายุได้ 8 สัปดาห์เป็นต้นไปเลยค่ะ โดยเริ่มจาก…

1. ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการสมอง

การทานอาหารที่มีสารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์ แนะนำให้คุณแม่ทานอาหารจำพวกที่มีกรดไข  มันดีประเภท DHA ซึ่งได้จากการรับประทานปลาทะเล สาหร่ายทะเล อัลมอนด์ ถั่วต่างๆ และ ARA ซึ่งจะมีในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันเม็ดทานตะวัน อาหารที่มีอุดมไปด้วยดีเอชเอ เออาร์เอ หากคุณแม่ทานเป็นประจำระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่ง  สารอาหารที่ได้นี้จะมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดีขึ้นค่ะ

2. มีปฎิสัมพันธ์กับลูก

ระหว่างตั้งครรภ์ควรหากิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ และจดจำให้กับลูก เช่น การอ่านนิทาน ร้องเพลง ลูบท้องพูดคุกับ ลูก หรือส่องไฟฉายที่หน้าท้อง การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพ การมองเห็นของลูก น้อยมีพัฒนาดีขึ้น และยังเป็นการช่วยเตรียมความพร้อมในการมองเห็นให้ลูกหลังคลอดออกแล้วด้วยค่ะ

หลังจากคุณแม่ดูแลกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกน้อยมาตลอดช่วงที่ตั้งครรภ์แล้วนั้น เมื่อคลอดลูกมาแล้วสิ่งที่คุณแม่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพก็คือการให้ลูก “กินนมแม่” หลังคลอดทันทีเพราะอะไรรู้ไหมคะ ?

นมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูก และที่สำคัญในนมแม่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมองของลูก ทั้ง ดีเอชเอ เออาร์เอ และ “สฟิงโกไมอีลิน” เป็นสารอาหารที่พบมากในนมแม่

สฟิงโกไมอีลิน (sphingomyelin) หนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน การได้รับสฟิงโกไมอีลินในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการสร้างไมอีลินในสมอง ซึ่งช่วยให้การทำงานของสมองเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยสฟิงโกไมอีลินจะพบได้มากในนมแม่ และผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม ชีส ดังนั้นทารกจึงควรได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ เพราะนมแม่เป็นแหล่งของไขมันชั้นดี ซึ่งรวมถึงสฟิงโกไมอีลินด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนจะมีปริมาณไมอีลินในสมองเพิ่มขึ้นและมีความสัมพันธ์กับผลการประเมินการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย1

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กเก่ง ฉลาด สมองไว เรียนรู้ดีอย่างก้าวกระโดด ต้องดูแลลูกในช่วง 2 ปีแรกให้อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด เพราะนมแม่เต็มไปด้วยสฟิงโกไมอีลิน ที่ช่วยสร้างเส้นใยสมองให้มีมากที่สุดในแต่ละช่วงวัย สมองที่มีความสมบูรณ์จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และเติบโตขึ้นเป็นคนที่เต็มพร้อมไปด้วยประสิทธิภาพ และศักยภาพรอบด้านค่ะ

มาค่ะ มาพัฒนาสมองลูกใน 1,000 วันแรกให้มีประสิทธิภาพที่สุดไปพร้อมกัน เริ่ม!!

ข้อมูลจาก :

1 นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ โรคระบบประสาท อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาตร์ ม.มหิดล. สฟิงโกไมอีลิน สารอาหารที่พบในนมแม่

รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. อยากกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง. https://bit.ly/2vr8Tsp

Amarin Baby & Kids Awards 2019

Amarin Baby & Kids Awards 2019 รางวัลสุดยอดแบรนด์ในดวงใจคุณแม่

ครั้งแรกในเมืองไทยกับการโหวตแบรนด์ “สินค้าแม่และเด็ก” ที่คุณแม่ทั่วประเทศชื่นชอบและประทับใจ เพื่อมอบรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าในดวงใจแม่

Amarin Baby & Kids Awards 2019 รางวัลสุดยอดแบรนด์ในใจคุณแม่

เว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ในฐานะเครือข่ายแม่ลูกออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งยอดเข้าถึงกว่า 20.5 ล้านคนต่อเดือน และมียอดติดตามทางเฟซบุ๊กกว่า 1 ล้าน Follower จัดการมอบรางวัลAmarin Baby & Kids Awards 2019แบรนด์สินค้าสำหรับ “แม่และเด็ก” ในดวงใจคุณแม่ตัวจริง

Amarin Baby & Kids Awards 2019 แบ่งออกเป็น 2 รางวัลหลัก ได้แก่ รางวัล Mommy’s Choice  ซึ่งจะมอบให้กับสินค้าแม่และเด็กแต่ละประเภทที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากการลงคะแนนของคุณแม่ทั่วประเทศ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ใช้สินค้าจริงด้วยตัวเอง และรางวัล Editor’s Choice ซึ่งมอบให้กับ “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง” ที่ได้รับการคัดเลือกจากกองบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids

และเพื่อให้ Mommy’s Choice เป็นรางวัลที่มาจากความคิดเห็นของแม่อย่างแท้จริง  จึงเปิดโอกาสให้แม่ได้ร่วมโหวต  2  รอบ ดังต่อไปนี้

  • รอบแรก   เพื่อเสนอชื่อแบรนด์สินค้าที่คุณแม่ชื่นชอบตามประเภทต่างๆ ตั้งแต่วันนี้ – 4 สิงหาคม 2562
  • รอบที่สอง เพื่อค้นหาแบรนด์ที่เป็นที่สุดในใจคุณแม่ Mommy’s Choice ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม – 15 กันยายน 2562

ทั้งนี้คุณแม่ทุกคนที่ร่วมโหวตมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล Magic Box กล่องสุ่มสุดว้าว มากถึง 100 รางวัล ที่คัดสรรมาให้เฉพาะแม่ๆ เดาสนุกๆ กันว่าในกล่องมีสินค้าน่าใช้อะไรบ้าง สามารถร่วมโหวตได้ทั้งสองรอบผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com/abk-awards-2019/ โดยจะประกาศผลโหวต วันที่ 15 ตุลาคม 2562 ทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com และมอบรางวัลให้แก่แบรนด์สินค้าในดวงใจ ภายในงาน Amarin Baby & Kids Fair#15 เดือนพฤศจิกายน  2562

มาร่วมเสนอชื่อแบรนด์สินค้าในดวงใจกันที่ลิงค์นี้เลยค่ะ www.amarinbabyandkids.com/abk-awards-2019/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

อาหารเด็ก 1 ขวบ

อาหารเด็ก 1 ขวบ ใน 1 วัน ลูกต้องกินอะไรบ้าง?

อาหารเด็ก 1 ขวบ ภายใน 1 วัน เพื่อให้ลูกน้อยได้ 3 มื้อ และมีสารอาหารครบ 5 หมู่ ต้องทำอะไรให้ลูกกินบ้าง ตามมาดูคำแนะนำถึง ปริมาณและชนิดอาหารที่ลูกวัย 1-3 ขวบควรได้รับ!

ไขข้อสงสัย? อาหารเด็ก 1 ขวบ
ใน
1 วัน ลูกต้องกินอะไรบ้าง?

เพราะสุขภาพร่างกายของลูกน้อยมีความสำคัญมากอันดับหนึ่ง และเป็นพื้นฐานความพร้อมที่สำคัญไปสู่สมองที่ดีและการเรียนรู้ที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะลูกน้อยวัยทารกและเด็กเล็กที่ร่างกายต้องการสารอาหารที่มีคุณค่าและจำเป็นเพื่อการเจริญเติบโต สร้างร่างกาย สมอง ภูมิคุ้มกัน ให้พร้อมต่อการเรียนและเผชิญกับโลกในวันหน้า

ดังนั้นอาหารการกินต่าง ๆ สำหรับลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเลือกสรรให้ลูกได้รับอย่างครบถ้วนเต็มที่เพียงพอ และเหมาะสมกับพัฒนาการทางร่างกาย การย่อยอาหารและอื่น ๆ ตามวัยของลูก ซึ่งสำหรับลูกรักวัย 1 ขวบขึ้นไป ต้องการอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่ 3 มื้อ และสามารถกินอาหารที่เป็นเมนูเหมือนกับผู้ใหญ่ได้แล้ว

อาหารเด็ก 1 ขวบ

>> Must read : อาหารเสริมลูกน้อย เริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสม?

เพียงแต่ อาหารเด็ก 1 ขวบ ที่จะป้อนให้ลูกควรเป็นอาหารรสจืดที่ไม่ผ่านการปรุงรสหรือปรุงแต่งมาก เป็นอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ส่วนนมนั้น จากที่เคยเป็นอาหารหลักก็จะกลายมาเป็นอาหารเสริมแทน โดยคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมรสจืดแทรกเป็นอาหารว่างในช่วงสาย บ่าย และก่อนนอน เพื่อเสริมแคลเซียมและสารอาหารสำคัญให้ร่างกาย หลีกเลี่ยงนมรสหวาน เพราะลูกอาจจะติดรสชาติและทำให้อ้วนได้

ส่วนคุณแม่ที่มีลูกรักในวัยที่โตขึ้นตั้งแต่ 2 – 3 ขวบขึ้นไป สามารถเลือกให้ลูกดื่มนมรสจืดสูตรพร่องมันเนยได้ เนื่องจากนมพร่องมันเนยมีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่านมสูตรปกติ แตกต่างกันเพียงปริมาณไขมันอิ่มตัวเท่านั้น

ปริมาณพลังงานสำหรับเด็กอายุ 1 – 3 ขวบ และ 4 – 5 ขวบ จากข้อกำหนดปริมาณสารอาหารอ้างอิง ที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546 คือ

เด็กอายุ 1 – 3 ขวบ 1,000 กิโลแคลอรี

เด็กอายุ 4 – 5 ขวบ 1,300 กิโลแคลอรี

อาหารเด็ก 1 ขวบ

วิธีจัด อาหารเด็ก 1 ขวบ ให้ลูกได้ครบ 5 หมู่

สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก เชื่อว่าต้องเคยเรียนเรื่องอาหาร 5 หมู่และสัดส่วนอาหารรูปทรงพีระมิดกันมาแล้ว โดยหลักสูตรรุ่นเก่ามักจะสอนเราว่า อาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตอยู่ฐานใต้สุด ของพีระมิด หมายความว่าเป็นหมู่อาหารที่เราต้องกินเยอะที่สุด ถัดขึ้นมาจึงเป็นผัก ผลไม้ โปรตีน และไขมันตามลำดับ … แต่ในปัจจุบันมีงานวิจัยใหม่ออกมาแล้วว่า หมู่อาหารที่เราควรกินให้ได้มากที่สุด แท้จริงแล้วคือ ผักและผลไม้ ต่างหาก!อาหารเด็ก 1 ขวบ

ดังนั้นแล้วภายใน 1 มื้อ ลูกควรได้รับสารอาหารแต่ละหมวดหมู่เป็นอย่างไร พ่อแม่ควรเตรียม อาหารเด็ก 1 ขวบ สัดส่วนเท่าไหร่กันแน่ เราได้รวบรวมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอไว้ดังนี้

ตัวอย่างเมนู อาหารเด็ก 1 ขวบ – 3 ขวบ ใน 1 วัน *อ้างอิงข้อมูลจาก หนังสือ กินตามวัยให้พอดี สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

อาหารเด็ก 1 ขวบ มื้อเช้า

ข้าวต้มหมูใส่ฟักทอง – แครอต นมสด

  • ข้าวต้ม 1 ทัพพี
  • หมูสับ 1 ช้อนกินข้าว
  • ฟักทอง แครอต
  • กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
  • นมสด 1 กล่อง (240 ซีซี)

อาหารว่างเช้า กล้วยน้ำว้า

อาหารเด็ก 1 ขวบ มื้อกลางวัน

ซุปมักกะโรนีไก่ฉีก แอ๊ปเปิ้ล

  • มักกะโรนี 8 ช้อนกินข้าว
  • ไก่ฉีก 2 ช้อนกินข้าว
  • กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
  • มันฝรั่ง แครอต ขึ้นฉ่าย
  • แอ๊ปเปิ้ล 1-2ผล

อาหารว่างบ่าย น้ำส้ม 1 แก้ว (ส้ม 4 ผลกลาง)

อาหารเด็ก 1 ขวบ มื้อเย็น

ข้าวสวย ไข่เจียว แกงจืดฟัก

  • มะละกอสุก
  • ข้าวสวย 1 ทัพพี
  • ไข่เจียว 1-2ฟอง
  • แกงจืดฟัก 1 ถ้วย

มะละกอ 4 ชิ้นพอคำ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คิดก่อนให้…ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

สำหรับความจำเป็นในการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของเด็กอาจต้องดูเป็นรายบุคคล คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้ออาหารเสริมต่าง ๆ มาให้ลูกกินเอง โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อขอคำแนะนำว่าลูกควรจะต้องกินแค่ไหน อย่างไร และกินวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรได้บ้าง เพราะวิตามินบางตัวก่อให้เกิดอันตรายได้หากสะสมมากเกินไป อย่างเช่น วิตามินเอเป็นวิตามินที่ไม่ละลายน้ำ หากกินเกินขนาดจะขับออกจากร่างกายได้ยาก ส่งผลเสียต่อตับได้

อย่างไรก็ดีหากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อยากรู้ถึงเทคนิคการให้อาหารเสริมลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับอาหารเด็กเล็ก วางรากฐานพฤติกรรมดี ๆ ที่เราสามารถฝึกได้ในแต่ละช่วงวัย การให้อาหารเสริมตามวัยลูกน้อยได้ถูกต้อง การเลือกอาหารได้ถูก ลูกได้รับเต็มคุณค่า รวมไปถึงอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในขวบปีแรก และการฝึกลูกกินเอง

>> สามารถอ่านทำความรู้จักให้ลึกซึ้งต่อได้ จากหนังสือ “สุดยอดคู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่” ฉบับสมบูรณ์ โดย Amarin Baby & Kids สำหรับแม่ตั้งครรภ์จนถึงลูกน้อยวัย 3 ขวบ รวบรวมครบถ้วนทั้ง

  • เทคนิคการดูแลครรภ์คุณภาพ
  • สร้างฉลาด พัฒนาสมองลูกให้ถูกช่วงวัย
  • สารพัดเคล็ดลับวิธีเลี้ยงลูก
  • สุดยอดวิธีการเลี้ยงลูกเจนอัลฟ่า
  • Mom SOS ช่วยลูกวินาทีฉุกเฉิน

ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบจากกุมารแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน >> หนังสือปกแข็งอย่างดี พิมพ์ 4 สีตลอดเล่ม เพื่อเป็นสุดยอดคู่มือให้คุณแม่ อ่านง่าย ในราคา 499 บาท

พิเศษ รับฟรี! ผ้าอ้อม Cherry baby มูลค่า 269 บาท
เมื่อสั่งซื้อหนังสือที่ https://www.naiin.com/product/detail/481580
หรือ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสั่งจองที่ http://bit.ly/2S1AACP

คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่
คู่มือเลี้ยงลูกยุคใหม่ ฉบับสมบูรณ์

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :