ออมเงินให้ลูก

ออมเงินให้ลูก สลากออมทรัพย์ธนาคารไหน ผลตอบแทนดี ลุ้นโชคเยอะ

ชวนพ่อแม่ ออมเงินให้ลูก ด้วยสลากออมทรัพย์ เช็คให้ชัวร์ก่อนซื้อ สลากธนาคารไหนดอกเบี้ยดี

ออมเงินให้ลูก ด้วยการซื้อสลากออมทรัพย์ ธนาคารไหนดี

สลากออมทรัพย์คืออะไร

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจควักเงินในกระเป๋าซื้อสลากออมทรัพย์ จำเป็นที่จะต้องรู้จักสลากออมทรัพย์ให้ดีเสียก่อน เพื่อเปรียบเทียบว่าการออมเงินให้ลูกแบบนี้เหมาะกับครอบครัวเราไหม

สลากออมทรัพย์ถือว่าเป็นการฝากเงินรูปแบบหนึ่ง ข้อดีของสลากออมทรัพย์คือผู้ฝากจะได้ทั้งดอกเบี้ยที่ดี ทั้งยังมีสิทธิ์ลุ้นเงินรางวัล จึงถูกใจใครหลายคน เพราะจ่ายเงินครั้งเดียวได้ทั้งดอกเบี้ย ได้ทั้งโอกาสถูกรางวัล

ธนาคารไหนบ้างที่ขายสลากออมทรัพย์

ปัจจุบันสลากออมทรัพย์มีจำหน่ายอยู่ 3 ธนาคารด้วยกัน

  1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
  2. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  3. ธนาคารออมสิน

เทียบความคุ้มค่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยโดนใจ ออมเงินให้ลูก ซื้อเจ้าไหนดี

สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดพิมานมาศ

ออมเงินให้ลูก
ออมเงินให้ลูก

ทางเลือกใหม่แห่งการออมเงินด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยจาก ธอส. ไม่ต้องทิ้งเงินต้น โดยสลากออมทรัพย์พิมานมาศ เป็นสลากใหม่รุ่นที่ 3 ปี 2563 โดยลูกค้า ธอส. (บุคคลธรรมดา) ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยและภาษีเงินได้จากเงินรางวัล ออกรางวัลทุกเดือน รวม 36 ครั้ง

ธอส. ชุดพิมานมาศ ราคาหน่วยลงทุน : 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านหน่วย (10 หมวด หมวดละ 1 แสนหน่วย)

ผลตอบแทน : ผู้ซื้อสลากออมทรัพย์พิมานมาศ ต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะมีผลตอบแทนหน้าสลากเมื่อฝากครบกำหนดสูงถึง 0.90% ต่อปี

เงินรางวัลและสิทธิพิเศษ :

  • จับรางวัลปกติทุกเดือน เงินรางวัลสูงถึง 50,000 บาท จำนวนเงินรางวัลมีหมวดละ 10 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งหมด 10 หมวด 100 รางวัล)
  • รางวัลพิเศษ หมวดละ 2 รางวัล (รวมทั้งหมด 10 หมวด 20 รางวัล) รางวัลละ 500,000 บาท ทุกไตรมาส (3 เดือน)
  • สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า ธอส. ที่ซื้อสลากออมทรัพย์พิมานมาศเท่านั้น ทุก ๆ 30 คะแนนสะสม รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัลรับรางวัลใหญ่ สร้อยคอทางคำหนัก 2 บาท จำนวน 10 รางวัล หรือรางวัลรอง สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 47 รางวัล

ซื้อสลากออมทรัพย์พิมานมาศอย่างไร

ซื้อได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2563 หรือจนกว่าจำนวนหน่วยลงทุนจะเต็มเท่านั้น

สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5

ออมเงินให้ลูก
ออมเงินให้ลูก

ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5” จำนวน 1,000 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลทั่วไปและยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน (Bank Guarantee) ได้อีกด้วย ออกรางวัลทุกเดือน รวม 36 ครั้ง

ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 ราคาหน่วยลงทุน : หน่วยละ 100 บาท

ผลตอบแทน : สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 มีอายุรับฝาก 3 ปี หากไถ่ถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ย

  • ฝากผ่านเคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. เมื่อฝากครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.30 บาท หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.10 ต่อปี
  • ฝากสลากออมทรัพย์ทวีสินผ่านช่องทาง ธ.ก.ส. ลูกค้าที่ฝากผ่าน ธ.ก.ส. A-Mobile จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มเป็นหน่วยละ 0.60 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.20 ต่อปี

เงินรางวัลและสิทธิพิเศษ :

ลุ้นรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน และวันที่ 17 มกราคม ของทุกปี รวม 36 ครั้ง รวมรางวัลทั้งสิ้น 2,113,400 รางวัล เป็นเงิน 91,580,000 บาทต่อเดือน ออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 16 กันยายน 2563

  • 1 รางวัล รางวัลที่ 1 มีมูลค่า 10,000,000 บาท
  • รางวัลที่ 1 ต่างหมวด มี 99 รางวัล ๆ ละ 20,000 บาท
  • 300 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 2 รางวัลละ 7,000 บาท
  • 1,000 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 3 รางวัลละ 3,000 บาท
  • 2,000 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 4 รางวัลละ 1,000 บาท
  • 10,000 รางวัล สำหรับรางวัลที่ 5 รางวัลละ 500 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 4 ตัว มี 100,000 รางวัล รางวัลละ 75 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มี 2,000,000 รางวัล รางวัลละ 30 บาท

ซื้อสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5 อย่างไร

เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และสามารถฝากผ่านช่องทาง ธ.ก.ส. A-Mobile

สลากออมสินพิเศษ 3 ปี กับสลากดิจิทัล ของธนาคารออมสิน

ออมเงินให้ลูก
ออมเงินให้ลูก

สลากออมสินออกผลิตภัณฑ์สลากออมสิน สำหรับคนที่ชอบการออมเงินและได้ลุ้นโชคไปพร้อม ๆ กัน เงินต้นอยู่ครบ แถมได้ดอกเบี้ยเพิ่มเมื่อฝากครบตามกำหนดเวลา สำหรับธนาคารออมสินจะแบ่งเป็น สลากออมสินพิเศษ และ Digital Salak On MyMo ซึ่งมีรายละเอียดต่างกัน

สลากของธนาคารออมสิน ราคาหน่วยลงทุน : สลากออมสินฝากขั้นต่ำ 50 บาท และ Digital Salak On MyMo ฝากได้ตามจำนวนเงินดังนี้ 1,000 / 5,000 10,000 / 50,000 / 100,000 / 500,000 / 1,000,000 / 2,000,000 / 5,000,000 / 10,000,000 บาท

ผลตอบแทน : ดอกเบี้ย (บาทต่อหน่วย) แบ่งเป็น

  • 3 เดือน หากฝากครบ 3 เดือน ไม่ครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ยทั้งคู่
  • ครบ 1 ปี ไม่ครบ 2 ปี สลากออมสินดอกเบี้ย 0.125 บาทต่อหน่วย Digital Salak On MyMo 0.25 บาทต่อหน่วย
  • ฝากครบ 2 ปี ไม่ครบ 3 ปี สลากออมสินดอกเบี้ย 0.25 บาทต่อหน่วย Digital Salak On MyMo 0.50 บาทต่อหน่วย
  • ฝากครบ 3 ปีตามกำหนด สลากออมสินดอกเบี้ย 0.60 บาทต่อหน่วย Digital Salak On MyMo 1.00 บาทต่อหน่วย

เงินรางวัลและรายละเอียดเพิ่มเติม :

1.สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี หน่วยละ 20 บาท สิทธิการถูกรางวัล 12 ครั้ง การออกรางวัล ทุกวันที่ 16 ของเดือน

  • การซื้อสลาก 10,000 หน่วย จำนวนเงิน 200,000 บาท จะการันตีถูกรางวัลเลขท้าย 4 ตัว เงินรางวัล 25 บาท ทุกงวด (ไม่มีรางวัลเลขท้าย 3 ตัว)
  • ฝากครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย จำนวนเงินฝาก 200,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.30% ต่อปี

2.สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี หน่วยละ 100 บาท สิทธิการถูกรางวัล 24 ครั้ง การออกรางวัล ทุกวันที่ 1 ของเดือน

  • การซื้อสลาก 1,000 หน่วย จำนวนเงิน 100,000 บาท จะการันตีถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เงินรางวัล 25 บาท ทุกงวด
  • ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย 0.20 บาทต่อหน่วย (ร้อยละ 0.10 ต่อปี) จำนวนเงินฝาก 100,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.40% ต่อปี จำนวนเงินฝาก 1,000,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.472% ต่อปี

3.สลากออมสินพิเศษ 2 ปี หน่วยละ 100 บาท (สิทธิการถูกรางวัล 24 ครั้ง) การออกรางวัล ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หยุดรับฝากชั่วคราว เปิดรับฝากในวันที่ 2 กันยายน 2563 เป็นต้นไป หรือตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง)

  • การซื้อสลาก 1,000 หน่วย จำนวนเงิน 100,000 บาท จะการันตีถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เงินรางวัล 25 บาท ทุกงวดค่ะ
  • ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย 0.20 บาทต่อหน่วย (ร้อยละ 0.10 ต่อปี), จำนวนเงินฝาก 100,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.40% ต่อปี, จำนวนเงินฝาก 1,000,000 บาทขึ้นไป ผลตอบแทน 0.472% ต่อปี

ซื้อสลากออมสินพิเศษ 3 ปี กับสลากดิจิทัล ของธนาคารออมสิน อย่างไร

  1. สลากออมสินซื้อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ตู้ ATM และ Internet Banking หากมีความสนใจสลากออมสินพิเศษ นำบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านติดต่อเปิดบัญชีสลากออมสินได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
  2. Digital Salak On MyMo ซื้อผ่าน App MyMo เท่านั้น หากสนใจสลากออมสินพิเศษดิจิทัล สามารถเปิดบัญชีสลากดิจิดัลได้ที่แอพพลิเคชั่น MyMo

ปัจจุบันธนาคารเปิดรับฝาก สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี และสลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี เท่านั้น ส่วนสลากออมสินพิเศษ 2 ปี ต้องรอประกาศอีกครั้งว่ายังรับฝากในวันที่ 2 กันยายน 2563 หรือไม่

ทั้ง 3 ธนาคาร ก็มีจุดเด่นเหมาะกับการออมเงินให้ลูก การซื้อสลากออมทรัพย์เหมาะกับคนที่มีเงินเย็น อยากได้ดอกเบี้ยซึ่งจำเป็นที่จะต้องฝากในระยะยาว แต่ก็ถือว่าเป็นการฝากเงินที่คุ้มค่าแก่การลงทุน เพราะได้ทั้งดอกเบี้ย และลุ้นโชครางวัลใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน

เครดิต : gsb.or.th, cm.ghbank.co.th และ baac.or.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 ใกล้เปิดรับลงทะเบียนแล้ว อายุ 60 ปีขึ้นไปเตรียมตัวเลย

วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง การเตรียมพี่ให้พร้อม ก่อนมีน้องอีกคน

เพลงเป็ด5ตัว

เพลงเป็ด5ตัว เวอร์ชันไทย-อังกฤษ ชวนลูกร้อง เก่งสองภาษา ด้วยเสียงเพลง

ให้ลูกน้อยได้ฟังเพลงสองภาษา เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการเสริมทักษะทางด้านภาษาให้ลูกตั้งแต่เด็ก เพลงเป็ด5ตัว หรือ Five little ducks หนึ่งในเพลงเด็กที่เด็ก ๆ ชื่นชอบมากที่สุด คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดผ่านคลิปวิดีโอให้ลูกได้ฝึกร้อง ฝึกอ่านเนื้อเพลงตาม ฟังเพลงนี้ซ้ำหลาย ๆ รอบ พร้อมร้องออกมาดัง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะการฟังการออกเสียง และสามารถเรียนรู้ภาษาได้ดีขึ้น รวมทั้งการสังเกตว่าทำไมเจ้าลูกเป็ดทั้ง 5 ถึงหายไปทีละตัว ๆ พร้อมสนุกกับการนับเลขอีกด้วย มาเปิดดูการเดินทางของลูกเป็ดทั้ง 5 ตัวที่มีทั้งเสียงร้องในเวอร์ชันภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มาชวนลูกได้ฝึกร้อง ฝึกภาษาไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เพลงเป็ด5ตัว ภาษาไทย-อังกฤษ ชวนลูกร้องเต้น เก่งสองภาษา ด้วยเสียงเพลง

เพลงเป็ด 5 ตัว เวอร์ชั่นภาษาไทย

1.เพลงลูกเป็ด 5 ตัว

หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า

ลูกเป็ดห้าตัวลอยน้ำในบึงใหญ่
ลอย ลอย ลอย ไปไกลแสนไกล
แม่เป็ดส่งเสียงร้อง “แก้วก แก้วก แก้วก”
แต่มีลูกเป็ดกลับมาสี่ตัว

“สี่”

ลูกเป็ดสี่ตัวลอยน้ำในบึงใหญ่
ลอย ลอย ลอย ไปไกลแสนไกล
แม่เป็ดส่งเสียงร้อง “แก้วก แก้วก แก้วก”
แต่มีลูกเป็ดกลับมาสามตัว

 “สาม”

ลูกเป็ดสามตัวลอยน้ำในบึงใหญ่
ลอย ลอย ลอย ไปไกลแสนไกล
แม่เป็ดส่งเสียงร้อง “แก้วก แก้วก แก้วก”
แต่มีลูกเป็ดกลับมาสองตัว

“สอง”

ลูกเป็ดสองตัวลอยน้ำในบึงใหญ่
ลอย ลอย ลอย ไปไกลแสนไกล
แม่เป็ดส่งเสียงร้อง “แก้วก แก้วก แก้วก”
แต่มีลูกเป็ดกลับมาหนึ่งตัว

“หนึ่ง”

ลูกเป็ดหนึ่งตัวลอยน้ำในบึงใหญ่
ลอย ลอย ลอย ไปไกลแสนไกล
แม่เป็ดส่งเสียงร้อง “แก้วก แก้วก แก้วก”
แต่มีลูกเป็ดกลับมาห้าตัว

1-2-3-4-5

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก :KidsMeSong

2.เพลงลูกเป็ดห้าตัว

ลูกเป็ดห้าตัวออกไปเดินเล่น
เดินข้ามขุนเขาและไกลออกไป
แม่เป็ดจึงร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่เจ้าลูกเป็ดกลับมาแค่สี่ตัว

ลูกเป็ดสี่ตัวออกไปเดินเล่น
เดินข้ามขุนเขาและไกลออกไป
แม่เป็ดจึงร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่เจ้าลูกเป็ดกลับมาแค่สามตัว

ลูกเป็ดสามตัวออกไปเดินเล่น
เดินข้ามขุนเขาและไกลออกไป
แม่เป็ดจึงร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่เจ้าลูกเป็ดกลับมาแค่สองตัว

ลูกเป็ดสองตัวออกไปเดินเล่น
เดินข้ามขุนเขาและไกลออกไป
แม่เป็ดจึงร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่เจ้าลูกเป็ดกลับมาแค่หนึ่งตัว

ลูกเป็ดตัวหนึ่งออกไปเดินเล่น
เดินข้ามขุนเขาและไกลออกไป
แม่เป็ดจึงร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่ไม่มีเจ้าลูกเป็ดกลับมา

แม่เป็ดแสนเศร้าออกไปเดินเล่น
เดินข้ามขุนเขาและไกลออกไป
แม่เป็ดจึงร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
และเจ้าลูกเป็ดกลับมาทั้งห้าตัว

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : KidsOnCloud

3.เพลง ลูกเป็ด 5 ตัว กับเล็นและมินิ

ลูกเป็ดห้าตัวไปเที่ยววันหนึ่ง
ข้ามยอดขุนเขาแสนไกลไปถึง
แม่เป็ดก็เรียก “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่มีมาแค่สี่ตัวกลับคืนมา

ลูกเป็ดสี่ตัวไปเที่ยววันหนึ่ง
ท่ามกลางแมกไม้แสนไกลไปถึง
แม่เป็ดก็เรียก “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่มีมาแค่สามตัวกลับคืนมา

ลูกเป็ดสามตัวไปเที่ยววันหนึ่ง
ที่ในหุบเขาแสนไกลไปถึง
แม่เป็ดก็เรียก “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่มีมาแค่สองตัวกลับคืนมา

ลูกเป็ดสองตัวไปเที่ยววันหนึ่ง
ที่ในตัวเมืองแสนไกลไปถึง
แม่เป็ดก็เรียก “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่มีมาแค่หนึ่งตัวกลับคืนมา

ลูกเป็ดหนึ่งตัวไปเที่ยววันหนึ่ง
ที่ในบึงแสนไกลไปถึง
แม่เป็ดก็เรียก “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
แต่ไม่มีซักตัวตัวกลับคืนมา

ลูกเป็ดห้าตัวไปเที่ยววันหนึ่ง
ข้ามยอดขุนเขา ท่ามกลางแมกไม้ ที่ในหุบเขา ที่ในตัวเมือง ที่ในบึงแสนไกลไปถึง
พ่อเป็ดเรียก “ก้าบ ก้าบ ก้าบ”
เป็ดน้อยทั้งหมดก็กลับคืนมา

ลูกเป็ดทั้งหมดไปเที่ยววันหนึ่ง
ที่ที่ให้เท้าแสนไกลไปถึง
ชอบร้อง “ก้าบ ก้าบ ก้าบ” ชอบเล่นนักหนา
ที่ที่ให้เท้าอยู่กันเรื่อยมา

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : เมือง Teehee

4.เพลงเป็ด ลูกเป็ด 5 ตัว

ก้าบ ๆ ๆ พี่น้องเป็ดน้อยมีอยู่ 5 ตัว

พวกมันมัวเพลินเที่ยวเดินเล่นพัลวัน

พี่น้องเป็ดน้อยเล่นน้ำด้วยกัน

พี่น้องเป็ดน้อยเล่นน้ำด้วยกัน

แสนสุขสันต์  สบาย ๆ  แสนสุขสันต์  สบาย ๆ

โยกซ้าย โยกขวา หน้าหลัง

สะบัดตัวไปมาน่ารักเสียจริง

แสนสุขสันต์  สบาย ๆ  แสนสุขสันต์  สบาย ๆ

https://www.youtube.com/watch?v=kcMjofSazWg

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Indysong Kids

หัดร้องเพลงลูกเป็ดห้าตัวฉบับภาษาไทยมาแล้ว มาลองหัดร้องเพลง Five Little Ducks เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดูกันบ้าง ร้องตามง่าย ๆ ด้วยทำนองที่คุ้นหูกันเหมือนเดิม

เพลงเป็ด 5 ตัว เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

5.เพลง Five Little Ducks Song

Five little ducks went swimming one day,

Over the hills and far away.

Mommy duck said: “Quack, quack, quack, quack.”

But only four little ducks came back.

Four little ducks went swimming one day,

Over the hills and far away.

Mommy duck said: “Quack, quack, quack, quack.”

But only three little ducks came back.

 

Three little ducks went swimming one day,

Over the hills and far away.

Mommy duck said: “Quack, quack, quack, quack.”

But only two little ducks came back.

Two little ducks went swimming one day,

Over the hills and far away.

Mommy duck said: “Quack, quack, quack, quack.”

But only one little duck came back.

 

One little duck went swimming one day,

Over the hills and far away.

Mommy duck said: “Quack, quack, quack, quack.”

But no little ducks came back.

No little ducks went swimming one day,

Over the hills and far away.

Daddy duck said: “Quack, quack, quack, quack.”

And all the five little ducks came back.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Indysong Kids

6.เพลง Five Little Ducks 

Five little ducks Went out one day

Over the hill and far away

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only four little ducks came back.

one two three four…

Four little ducks Went out one day

Over the hill and far away

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only three little ducks came back.

one two three…

Three little ducks Went out one day

Over the hill and far away

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only two little ducks came back.

 one two…

 

Two little ducks Went out one day

Over the hill and far away

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only one little duck came back.

One…

One little duck Went out one day

Over the hill and far away

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But none of the five little ducks came back.

 

Sad mother duck Went out one day

Over the hill and far away

The sad mother duck said “Quack, quack, quack.”

And all of the five little ducks came back.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : kids song

7.เพลง Five Little Ducks

“One Two Three Four Five”

Five little ducks went swim one day.

Over the hill and far away.

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only four little ducks came back.

“Four”

Four little ducks went swim one day.

 Over the hill and far away.

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only three little ducks came back.

“Three”

 

Three little ducks went swim one day.

Over the hill and far away.

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only two little ducks came back.

 “Two”

Two little ducks went swim one day.

Over the hill and far away.

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But only one little duck came back.

“One”

One little duck went swim one day.

Over the hill and far away.

Mother duck said “Quack, quack, quack, quack.”

But none of the five little ducks came back.

“No”

No little duck went swim one day.

Over the hill and far away.

The sad mother duck said “Quack, quack, quack.”

And all of the five little ducks came back.

“One Two Three Four Five”

มีหลายวิธีในการส่งเสริมให้ลูกได้เก่งภาษา การฟังเพลงก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดี ที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กจดจำคำศัพท์ การออกเสียง ไปพร้อมกับความสนุกเพลิดเพลิน ให้ลูกได้เก่งสองภาษาทั้งฟังและพูดเข้าใจทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้จากการฟังเพลงกันนะคะ.

อ่านต่อ บทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

รวมเพลงเด็กภาษาอังกฤษ ร้องง่าย ฟังติดหู ลูกได้ฝึกคำศัพท์

รวม 9 เพลงเด็ก แบบภาษาอังกฤษ สำหรับเต้นสนุก ฝึกทักษะ เสริมพัฒนาการ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชวนลูกเล่นนอกบ้าน

ชวนลูกทำ กิจกรรมนอกบ้าน เสริมทักษะการแก้ปัญหา!!

กิจกรรมนอกบ้าน คือ การเล่นนอกบ้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมทางวิชาการ ก็สามารถเพิ่มทักษะให้ลูกได้อย่างมหาศาล รวมถึงทักษะการแก้ปัญหาด้วย

ชวนลูกทำ กิจกรรมนอกบ้าน เสริมทักษะการแก้ปัญหา!!

การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีประสบการณ์ และการเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเท่านั้น การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าการเรียนรู้ที่จะกิน เดิน พูด เล่น เที่ยว ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้กับลูกน้อยได้ ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ และธรรมชาติที่อยู่รอบตัวลูก ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญหรือไม่สำคัญ ก็สามารถสร้างประสบการณ์ให้ลูกได้หมด โดยเฉพาะทักษะในการแก้ปัญหา ซึ่งทักษะนี้จะเป็นทักษะที่สำคัญต่อลูกน้อยในอนาคต

Adversity Quotient (AQ) – คือ ความสามารถในการอดทน ทั้งในด้าน ความยากลำบากทางกาย ความอดกลั้นทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ ที่สามารถเผชิญและเอาชนะเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็วและไม่มีความแน่นอน ซึ่งจะเป็นรูปแบบพฤติกรรมการตอบสนองต่อปัญหา อุปสรรคในชีวิต

เล่นนอกบ้าน
เล่นนอกบ้าน

ในยุคนี้ ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน รวมถึงฝุ่นและโรคภัยต่าง ๆ ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้นอกบ้านได้น้อยลง จริงอยู่ว่าเด็กสามารถเรียนรู้หรือศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่านจอได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ซึ่งทำให้เด็กขาดความต้องการที่จะออกไปหาความรู้หรือประสบการณ์นอกบ้าน เพราะการออกไปหาประสบการณ์นอกบ้าน ต้องอดทน รอคอย กว่าที่จะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ ดูเหมือนเทคโนโลยีเหล่านี้จะดีใช่ไหมคะ ใช่ค่ะ ในยุคสมัยที่ข้อมูลมหาศาลหาได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้วนั้นสะดวกค่ะ แต่สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ ให้กับเด็กไม่ได้คือ Adversity Quotient หรือ ทักษะในการแก้ปัญหา การเอาตัวรอด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความอดทนต่อความยากลำบากต่าง ๆ ค่ะ

จากการเฝ้าสังเกตุการณ์ของนักวิจัยเกี่ยวกับการเรียนและกิจกรรมในโรงเรียนอนุบาล พบว่าเด็กอนุบาลที่ขาดทักษะการแก้ปัญหา และทักษะในการอดทนต่อปัญหา มักจะไม่ยอมห่างจากพ่อแม่ ร้องไห้หรือไม่พอใจเมื่อต้องเข้าแถว ขอความช่วยเหลือจากคุณครูเมื่อมีปัญหาเสมอไม่ว่าปัญหานั้น ๆ จะเล็กหรือใหญ่ และเมื่อตนเองแพ้หรือผิดหวัง ก็มักจะร้องไห้หรือแสดงกิริยาไม่เหมาะสมออกมา ดังนั้น วิธีแก้สำหรับเด็กที่ขาด Adversity Quotient คือการเล่นนอกบ้านนั่นเอง การเล่นนอกบ้านก็เป็นเหมือนเกมที่มีทั้งความตื่นเต้น อุปสรรค และความสนุกสนาน ให้เด็ก ๆ ได้ฟันฝ่า ซึ่งนอกจากความสนุกสนานแล้ว เด็ก ๆ จะมีพัฒนาการในทักษะด้านการแก้ปัญหา และการอดทนต่อปัญหาอีกด้วย โดยมีผลการวิจัยจาก Advances in Social Science, Education and Humanities Research (ASSEHR) ซึ่งได้วิจัยอาสาสมัครเด็กที่มีอายุ 5-6 ขวบ จำนวน  16 คน เป็นเด็กผู้ชาย 10 คน และเด็กผู้หญิง 6 คน โดยได้วัดทักษะ Adversity Quotient (AQ) ก่อนการทำ กิจกรรมนอกบ้าน และได้วัดทักษะ Adversity Quotient (AQ) อีกครั้งหลังจากที่ทดลองให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมนอกบ้านแล้ว พบว่าเด็กทั้ง 16 คน มีทักษะในการอดทนต่อปัญหา และมีทักษะในการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ซึ่งกราฟด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นว่าเด็กทั้ง 16 คน มีทักษะ Adversity Quotient (AQ) ที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้ออกไปทำ กิจกรรมนอกบ้าน และเล่นนอกบ้าน

Adversity Quotient
Adversity Quotient
  • AA-AP แทนชื่อเด็กทั้ง 16 คน
  • Pre-cycle – ค่า Adversity Quotient ของเด็กแต่ละคนก่อนเริ่มทำ กิจกรรมนอกบ้าน
  • Cycle 1 – ค่า Adversity Quotient ของเด็กแต่ละคนหลังเล่นนอกบ้าน

จากงานวิจัยชิ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าการเล่นนอกบ้าน ช่วยเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหา และการอดทนต่อปัญหาได้จริง และนอกจากทักษะการแก้ปัญหา และอดทนต่อปัญหา จะเพิ่มขึ้นหลังการพาลูกเล่นนอกบ้านและทำกิจกรรมนอกบ้านแล้ว การเล่นนอกบ้านยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังต่อไปนี้

6 ประโยชน์จากการพาลูกไปเล่นนอกบ้าน

    1. การเล่นนอกบ้าน ช่วยเรื่องสมาธิ เกม การ์ตูน และแอพต่าง ๆ ในมือถือและแท็ปเลต ทำให้เด็กมีความอดทนน้อยลง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้ง่ายและรวดเร็ว หากลูกต้องการเปลี่ยนคลิปการ์ตูนที่ต้องการดู ลูกเพียงแค่ใช้นิ้วกดเพียง 1 ครั้ง ก็สามารถดูการ์ตูนที่ตนเองต้องการได้แล้ว การดูหรือทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ๆ แบบนี้ จะทำให้เด็กไม่มีสมาธิ ถูกรบกวนได้ง่าย สมาธิหลุดบ่อย ๆ ไม่สามารถทำงานบางอย่างจนเสร็จได้ ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปเล่นนอกบ้าน หากลูกต้องการที่จะร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ลูกจะต้องรู้จักรอคอยเพื่อให้ถึงคราวของตนเองถึงจะเล่นได้ และหากลูกไม่ได้เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าสมองจะรับได้ จะทำให้ลูกมีสมาธิและสามารถทำสิ่งที่ตนเองต้องการจะทำให้สำเร็จได้
    2. เพิ่มทักษะการเข้าสังคม การออกนอกบ้าน แน่นอนว่าจะต้องได้พบเจอกับผู้คนหลากหลาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้หญิงและผู้ชาย ลูกจะได้เรียนรู้ถึงความต่างทั้งทางความคิด การแสดงออก จิตใจ และลักษณะทางกายภาพ เมื่อลูกได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างของแต่ละคนแล้ว ลูกก็จะได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว เพื่อให้อยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้ การปรับตัว การระมัดระวังในกิริยาและวาจา เมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นนั้ จะช่่วยเพิ่มทักษะในการเข้าสังคมให้ลูกได้เป็นอย่างดี เมื่อลูกโตขึ้น ลูกจะรู้จักที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
    3. เพิ่มวิตามินดีให้ร่างกาย การออกนอกบ้าน ทำให้เราได้เจอกับแสงแดด รังสียูวีบีจากแสงแดดจะทำปฏิกิริยากับคอเลสเตอรอลในเซลล์ผิว ซึ่งทำให้เกิดวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกบาง โดยเวลาที่เหมาะสมในการให้เด็กๆ ไปเล่นนอกบ้านเพื่อให้รับวิตามินดีจากแสงแดด ก็คือ ช่วงเช้าถึง 9.00 น. และช่วงเย็นตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาอื่น โดยเฉพาะช่วงเที่ยงและบ่าย เพราะแสงแดดอาจทำร้ายผิวของเด็ก ๆ ได้
    4. ลดโอกาสการเกิดสายตาสั้น เพราะการใช้สายตาในการเพ่งมองจอ หรือมองสิ่งต่าง ๆ ในระยะใกล้ไม่เกินระยะแขนเอื้อมถึง จะทำให้สายตาทำงานหนัก และทำให้เกิดสายตาสั้นได้ แต่การออกไปเล่นนอกบ้าน จะทำให้ลูกสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว จนไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาหนัก จึงทำให้ลดโอกาสการเกิดสายตาสั้นได้นั่นเอง
    5. รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตนเอง การออกไปปั่นจักรยาน ไปเล่นที่สนามเด็กเล่น หรือวิ่งเล่นนอกบ้านจะทำให้ลูกเจอปัญหาบางอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน เช่น จักรยานโซ่หลุด อุปสรรคเวลาเล่นเครื่องเล่น สุนัขข้างบ้านเห่าใส่ ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้จะฝึกทักษะการตัดสินใจของลูก ทำให้เขารู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับลูกในอนาคต เพราะว่าเราไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา และไม่สามารถแก้ปัญหาทุก ๆ เรื่องให้ลูกได้ ดังนั้นการให้เขาออกไปเล่นนอกบ้านก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะตัดสินใจและแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
    6. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เวลาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน แน่นอนว่าเขาต้องเลอะ ตัวเปรอะ เปื้อนดินเปื้อนทราย และได้แบคทีเรียเป็นของแถมมาด้วย ซึ่งข้อดีของการเจอแบคทีเรียก็คือ จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของลูก ให้ลูกแข็งแรงขึ้นเพื่อต่อสู้กับแบคทีเรียเหล่านี้ ทำให้ลูกไม่ป่วยง่าย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกว่าการเลี้ยงลูกในสภาพแวดล้อมที่สะอาดมากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด เป็นต้น

คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นประโยชน์อย่างมหาศาลจากการพาลูกออกไปเล่นนอกบ้านกันแล้ว สุดสัปดาห์นี้ ลองชวนลูกให้ออกไปทำ กิจกรรมนอกบ้าน กันเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่อยู่เพียงหน้าบ้าน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ตามสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ก็สามารถสร้างประสบการณ์ชีวิตดี ๆ ให้กับลูกได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : Advances in Social Science, Education and Humanities Research (ASSEHR), volume 58, 3rd International Conference on Early Childhood Education (ICECE-16), hellokhunmor.com

สอนลูกใฝ่เรียนรู้

6 ข้อสอนลูกเป็น คนดี มีภูมิคุ้มกัน ชีวิตพบแต่ความสุข

ทุกคนอยากเห็นลูกเป็นคนเก่ง คนดี วิธีสร้างเด็กเก่งนั้นไม่ยาก แต่ทักษะความดีที่เด็กมีศักยภาพมาตั้งแต่เกิดนั้น เราจะดึงมันออกมาให้เขามีพร้อมทั้งสองด้านอย่างไร

6 ข้อสอนลูกเป็น คนดี มีภูมิคุ้มกัน ชีวิตพบแต่ความสุข

ในชีวิตคนเราเป้าหมายสูงสุดในการดำรงชีวิต คือ การทำชีวิตของตนให้มีความสุข แต่หนทางที่จะนำพาเราไปสู่ความสูขในชีวิตนั้นได้ ต้องมีทักษะในการดำรงชีพที่พร้อมเสียก่อน การจะได้มาซึ่งปัจจัยนำพาความสุขมาให้ในสังคมปัจจุบันนั้น เราคงต้องเริ่มต้นจากการทำตัวให้พร้อมเป็น “คนเก่ง” เพื่อที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถนั้นมาทำประโยชน์ให้เกิดแก่ตน

นิยามคำว่า “คนเก่ง”

คนที่มีความสามารถสูงในการดำเนินชีวิต โดยมีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งหรือรอบด้าน อาจมีความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ความสามารถทางคณิตศาสตร์ ความสามารถด้านภาษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา การทำอาหาร การดีไซน์ เป็นต้น

การเป็นคนเก่งมักจะมาพร้อมกับการมีภาวะผู้นำ รู้จักตนเอง ควบคุมตนเองได้ มีทักษะในการแก้ปัญหาดี มีวิสัยทัศน์ สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

เก่งอย่างเดียวเดินถึงเป้าหมาย แต่อาจขาดความสุข

คุณพ่อคุณแม่คงเคยเห็นตัวอย่าง บุคคลในชีวิตจริงมากมายที่เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีอาชีพที่ดี ตำแหน่งใหญ่โต ฐานะร่ำรวย แต่บางคนอาจล้มเหลวในชีวิตครอบครัว ลูกไม่สามารถเจริญรอยตามความสามารถทางหน้าที่การงานของพ่อแม่ได้ เพราะว่าลูกไม่เคยได้รับเวลา คำสั่งสอน ความใกล้ชิด และมีความสัมพันธ์ที่ดีจากพ่อแม่ที่เอาแต่ทำงาน จึงไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่า เขาเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นเพียงคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่านั้น

ดังนั้นคนมีความสุข จึงหมายถึง คนที่มีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ เป็นคนร่าเริงแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง มีมนุษยสัมพันธ์ มีความรอบรู้ต่อทุกสรรพสิ่ง มีอิสระภาพรอดพ้นจากการตกเป็นทาสของอบายมุข และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงแก่อัตภาพ

จากคำนิยามความสุข คุณพ่อคุณแม่ก็จะเห็นได้แล้วว่า นอกจากการที่เราต้องช่วยลูกพัฒนาทักษะด้านความรู้ ความสามารถ เพื่อนำไปใช้หาเลี้ยงชีพในอนาคตแล้ว ยังมีอีกทักษะหนึ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันในการที่ต้องเสริมเพิ่มให้แก่ลูก เพื่อให้เขามีชีวิตที่มีความสุขอีกด้วย นั่นคือ การพัฒนาให้ลูกเป็นคนจิตใจดี มองโลกในแง่ดี มีหลักธรรมะในการดำเนินชีวิต หลักธรรมที่มุ่งสอนให้คนเรามีความรักต่อกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง

ครอบครัวมีสุข
ครอบครัวมีสุข

ศักยภาพของคนดี มีอยู่ในตัวเด็กทุกคน

นิยามคำว่า “คนดี” 

ก่อนอื่นเราต้องมาให้คำจำกัดความของคำว่าคนดีกันเสียก่อน เพื่อความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็หมายถึง คนที่ดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านจิตใจและพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น มีวินัย มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล รู้หน้าที่ ซื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ประหยัด มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่น มีความเสียสละ รักษาสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นอย่างสันติสุข

สิ่งต่าง ๆ ที่มาประกอบกันจนทำให้คนที่มีทักษะต่าง ๆ เหล่านั้นถูกเรียกว่า คนดี คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่าลูกของเราทุกคนต่างเกิดมาพร้อมกับทักษะแห่งความดีเหล่านั้นอยู่แล้ว จะเห็นได้จากคำพูดที่ว่า “เด็กเป็นผ้าขาว” จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่อย่างเราต่างหากที่จะสามารถดึงศักยภาพความดีของลูกออกมาได้มากน้อยแค่ไหน การที่เราดึงศักยภาพออกมาได้เต็ม 100% ลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่มีแต่ความสุขได้อย่างแน่นอน

6 ข้อง่าย ๆ ดึงศักยภาพความเป็นคนดีให้ลูกพร้อมมีความสุข

นักจิตวิทยา และงานวิจัยมากมายที่ได้กล่าวไว้ว่า การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับคน ๆ หนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อลูกได้รับการเรียนรู้ถึงการฝึกจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรมที่ดีงาม เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมแล้ว การเป็นคนดีของลูกก็ย่อมเป็นภูมิคุ้มกันชั้นเยี่ยมให้แก่เขาในอนาคต

เป็น คนดี มีความสุข
เป็น คนดี มีความสุข

ข้อที่ 1 ยิ่งให้ยิ่งได้รับ (ความสุข)

การรู้จักให้ หรือทาน เป็นหลักธรรมเบื้องต้น เป็นหลักธรรมแรกเริ่มของความดีทั้งหมด ช่วยให้เราไม่คิดจะเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว ชีวิตที่คิดแต่จะเป็นฝ่ายได้รับเป็นชีวิตที่ไม่สมดุล เป็นจิตที่คับแคบ เห็นแก่ตัว ทำให้เป็นคนไม่น่ารัก และมีความสุขยาก

เด็ก ๆ เติบโตขึ้นมาได้เพราะเป็นฝ่ายรับจากผู้อื่นมาตั้งแต่เกิด ทั้งน้ำนม อาหาร ความอบอุ่น ตลอดจนความรู้ อาจทำให้เขาเกิดความเข้าใจที่ผิด เคยชินว่าเขาต้องเป็นฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ เป็นผู้รับฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งความคิดเช่นนี้ถ้าติดมาจนโต อาจเป็นปัญหาได้ ดังจะเห็นได้จาก เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเข้าโรงเรียน เด็กบางคนที่ไม่ได้รับการสั่งสอนในเรื่องนี้มักมีปัญหาในการเข้าสังคมกับเพื่อน เพื่อนไม่รักเพราะไม่เคยมีน้ำใจต่อผู้อื่น

การสอนเด็กให้รู้จักให้ คือการสอนบทเรียนชีวิตข้อแรกว่า เมื่อรับแล้วต้องรู้จักให้ ต้นไม้ทุกต้นเติบโตเพราะได้รับน้ำ และอาหารจากพื้นดิน แต่เวลาเดียวกัน เขาก็รู้จักคายน้ำและทิ้งกิ่งใบให้เป็นปุ๋ยคืนแก่ดินด้วย เป็นการตอบแทนผืนดินที่หล่อเลี้ยงเขามา อีกทั้งยังให้อาหารและที่พักพิงแก่เพื่อนร่วมโลก เช่น นก กระรอก รวมทั้งมนุษย์

แต่การให้มิได้หมายถึงการตอบแทน หรือเป็นเพียงหน้าที่เท่านั้น พ่อแม่ควรสอนลูกถึงการให้ให้ลึกลงไปถึง การให้ที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนอีกด้วย เราให้ผู้อื่น เพียงเพราะว่าเรารู้สึกมีความสุขที่เห็นเขาได้รับ จึงกล่าวได้ว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้ความสุข” นั่นเอง

ตัวอย่างแนวทางการสอน

  • พาลูกไปใส่บาตรในตอนเช้า เริ่มจากการให้เขาได้เห็นแบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่
  • ให้เขาเลือกของเล่นของตนเองนำไปบริจาคแก่เด็กผู้ยากไร้
  • พาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่น ได้เจอเพื่อน เด็กคนอื่นการเล่นร่วมกันเป็นการสอนให้เขารู้จักให้ และแบ่งปันได้ดี

ข้อที่ 2 น้ำใจทำให้โลกน่าอยู่

คำว่า “น้ำใจ” อาจกล่าวได้ว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดพร้อม ๆ กับการให้ เมื่อเรามีน้ำใจเราจึงให้ทาน เมื่อเราให้ทาน คนรับจึงเกิดความรู้สึกว่าเรามีน้ำใจต่อเขา เพียงแต่ว่าคำว่าน้ำใจจะมีความหมายกว้างกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ จะให้อะไร ราคาเท่าไหร่ ไม่สำคัญ บางทีแค่เพียงความช่วยเหลือ การลงแรงเก็บขยะ งานอาสาก็เท่ากับมีน้ำใจที่คิดจะให้

ดังนั้นการแสดงน้ำใจต่อผู้อื่นจึงเป็นการง่ายสำหรับเด็กในการปฎิบัติได้จริง หากเขามีน้ำใจคุณค่าของคนเรามิได้อยู่ที่วัยหรือชื่อเสียงเงินทอง แต่อยู่ที่คุณภาพของใจต่างหาก ถึงจะไม่มีเงินให้ แต่ถ้ามีน้ำใจเสียแล้ว ก็สามารถให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเงิน

ตัวอย่างแนวทางการสอน

  • ปลูกฝังได้ด้วยการสอนให้ลูกรู้จักช่วยงานบ้าน แม้จะมีคนใช้ก็ตาม สอนการช่วยแบ่งเบาภาระงานของเขาในส่วนที่เป็นของตนเอง เช่น หลังกินข้าว ช่วยรวบจาน เทเศษอาหารในจานตนก่อนไปวางไว้ที่ล้างจาน เป็นต้น
  • หางานจิตอาสามาร่วมทำกับลูก เช่น อาสาเก็บขยะในชุมชน
ธรรมะสอนให้เป็น คนดี
ธรรมะสอนให้เป็น คนดี

ข้อที่ 3 รักษาศีล อยู่อย่างไม่เบียดเบียน

การช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นไปได้ ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการรู้จักรักษาตนไม่ให้ก่อความเดือนร้อนแก่ใคร หรือเอาเปรียบส่วนรวม เช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย ฉ้อโกง ล่วงละเมิดของรักของสงวนของผู้อื่น โกหก หรือเข้าหาสิ่งเสพติด หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคือการปฎิบัติตามหลัก “ศีล”นั่นเอง

พ่อแม่ที่สอนลูกไม่ให้เบียดเบียนใคร ไม่ว่าบุคคลหรือส่วนรวม เท่ากับสร้างรั้วป้องกันไม่ให้ความเดือดเนื้อร้อนใจเข้ามาใกล้ตัว ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรนิ่งดูดายหากลูกขโมยปากกาของเพื่อน ลอกการบ้าน ทุจริตในห้องสอบ หรือรังแก ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพราะเมื่อเราเมินเฉยจนลูกเคยชินจนเป็นนิสัย เมื่อโตขึ้นเขาก็จะเห็นพฤติกรรมไม่ดีเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดา เมื่อเราทำผิดกฎของการอยู่ร่วมกัน ความเดือดเนื้อร้อนใจ การถูกลงโทษก็จะตามมา ทำให้ชีวิตของลูกย่อมไม่ได้รับความสุข ความเจริญเป็นแน่แท้

ตัวอย่างแนวทางการสอน

  • การสอนลูกยับยั้งชั่งใจ เมื่อลูกอยากได้ของเล่นพ่อแม่ควรวางกฎกติกาในการได้มาซึ่งของเล่นนั้น ไม่ใช่ตามใจซื้อให้ทุกครั้งที่ลูกร้องขอ เมื่อวันใดที่เขาอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของเขา ก็อาจเกิดปัญหาการขโมยได้ ในเด็กเล็กอาจไม่เข้าใจความหมายของคำว่าขโมย เราจึงไม่ทำโทษลูกเมื่อลูกมีพฤติกรรมดังกล่าว แต่เราจสอนให้เขาเห็นถึงใจเขาใจเรา ถ้าของเราหายไปเราก็ไม่ชอบเช่นกัน
  • การให้ลูกได้มีโอกาสดูแลสัตว์เลี้ยง มอบหน้าที่ให้เขาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแล เพื่อให้ลูกเข้าใจถึงความแตกต่างของแต่ละคน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ พึ่งพากันและกัน เมื่อเขาเห็นถึงข้อนี้ ลูกก็จะไม่อยากไปรังแกใคร หรือสัตว์ตัวใด

ข้อที่ 4 สอนให้ลูกชื่นชม ยินดีผู้อื่นด้วยใจคือการสร้างนิสัยใฝ่ดี

การทำดี การทำบุญ ทำทาน หรือการมีน้ำใจ นอกจากจะสอนลูกให้มีพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเห็นถึงเจตนาที่ดีในการทำมากกว่าการตัดสินจากวัตถุที่ให้ หรือจะเรียกให้ง่ายก็คือ การทำบุญด้วยใจ เราทำสิ่งที่ดี ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เพราะหวังผลตอบแทน แต่เป็นการทำด้วยใจ และเมื่อลูกเข้าใจหลักการข้อนี้ เวลาเขาเห็นคนอื่นทำดี หรือแบ่งปันเขาจะรู้สึกชื่นชม ยินดีในเจตนาที่ดีของเขา มิใช่ตัดสินที่มูลค่าสิ่งของ และจะเลยไปถึงการยินดี ชื่นชมเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีด้วย

การทำบุญด้วยใจ ทำให้เป็นกุศล และมีความสุข ตรงกันข้าม การอิจฉาคนอื่นที่ทำดีกว่าตน หรือถือตัวถือตน ทำให้จิตใจเร่าร้อนและเครียดง่าย แต่ถ้าอยากให้ลูกมีสุขภาพใจที่สมบูรณ์ พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักฝึกจิตใจให้มีภูมิคุ้มกันความทุกข์ ฉลาดในการจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบใจด้วย

ตัวอย่างแนวทางการสอน

  • สอนลูกให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัวถือตนหรือดูถูกผู้อื่น เพราะเห็นว่าเขามีอายุน้อยกว่าเรียนมาน้อยกว่า หรือมีฐานะต่ำกว่า แม้กับคนงานหรือคนรับใช้ในบ้านก็ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่กับเขา ข้อนี้รวมถึงการไม่ดูถูกคนที่นับถือศาสนาอื่นด้วย
  • เป็นตัวอย่างที่ดีในการพูดถึงคนอื่นในแง่ดี ไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่น
เล่นดนตรี ฝึกสมาธิ
เล่นดนตรี ฝึกสมาธิ

ข้อที่ 5 สมาธิ..ฝึกใจให้สงบเบาสบาย

การฝึกสมาธิช่วยให้ใจสงบง่าย ดับความโกรธความเร่าร้อนได้ดี เวลาลูกโมโห ควรแนะให้ลูกหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สัก 4-5 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่สมาธิจะได้ผลดี ต้องฝึกเป็นประจำแม้ในยามปกติ วิธีฝึกสมาธิสำหรับเด็ก ไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่ง ๆ เหมือนผู้ใหญ่เสมอไป การให้เขารับรู้ความรู้สึกของตนเอง ณ ขณะนั้น การนั่งนับตัวเลข 1-10 จนครบเพื่อให้จิตใจสงบก็เป็นเสมือนการฝึกสมาธิสำหรับเด็กแล้ว

ตัวอย่างแนวทางในการสอน

  • พ่อแม่อาจใช้เกมช่วยให้เด็กมีสมาธิได้ เช่น ให้เด็กเคลื่อนไหวช้าๆ โดยเคลื่อนอวัยวะทีละส่วน เหมือนกับเป็นตุ๊กตาหุ่นยนต์ โดยมีกติกาให้เด็กสังเกตความรู้สึกทุกส่วนที่เคลื่อนไหววิธีนี้จะทำให้เด็กสนุกกับการจดจ่อทำให้เกิดสมาธิ
  • ไม่อนุญาตให้ลูกทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นการสร้างนิสัยจับจด ไม่มีสมาธิ เป็นนิสัยที่ไม่ทำให้ลูกสร้างจิตที่สงบได้ เวลาเกิดปัญหาเขาจะทำอะไรไม่ถูก แก้ปัญหาไม่ได้ ความสุขในชีวิตก็ไม่บังเกิด

ข้อที่ 6 ไม่ยึดถือตัวตน ใช้ปัญญาแก้ปัญหา

ปัญญาไม่ใช่เพียงแค่การเรียนเก่งเท่านั้น แต่เป็นการสร้างปัญญาให้ตนเอง ด้วยการคิดถูกคิดชอบ ไม่ยึดเอาความถูกใจของตนเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งก่อนที่เราจะเกิดปัญญาได้ ต้องเริ่มจากการไม่ยึดถือตัวตน ความคิดของตนเท่านั้นที่ถูกต้อง หากเรายอมรับในเรื่องนี้ได้แล้ว เมื่อประสบกับปัญหาใดก็ตาม ลูกก็จะเอาความถูกต้องเป็นหลัก ยอมรับฟังคำตักเตือน เพื่อมาใคร่ครวญว่าที่เขาพูดนั้นถูกต้องไหม ท่าทีแบบนี้นอกจากจะทำให้ไม่ทุกข์เวลาถูกตักเตือนแล้ว ยังจะได้ประโยชน์ ช่วยพัฒนาตนเองอีกด้วย

ตัวอย่างแนวทางในการสอน

  • ฝึกให้ลูกทานอาหารในจานให้หมด ไม่เลือกรับประทานแต่ที่ชอบ เพราะทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เทคนิคง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้เตรียมพร้อม สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกได้พบแต่สิ่งที่ดีงาม เพราะว่าไม่มีสิ่งใดจะทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราดีใจไปกว่าการที่ได้เห็นลูกมีความสุข ความเจริญในชีวิต

ข้อมูลอ้างอิงจาก kroobannok.com / wsc.ac.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

“สอนลูกทำบุญ” อย่างฉลาด! ด้วย 6 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก

10 วิธีฝึกลูกให้ “กล้าแสดงออก” อย่างเหมาะสม ไม่ก้าวร้าว

10 ทักษะสอนลูกให้เป็นคนดี มีศีลธรรม!

เลี้ยงลูกอย่างไร? ให้ลูกมี พัฒนาการด้านอารมณ์ ที่ดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จิตอาสา

ทำไมต้องช่วยเหลือผู้อื่น? จิตอาสา พาชีวิตดีขึ้นอย่างไร?

ฝึกลูกให้มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่น มี จิตอาสา ตั้งแต่เด็ก จะสร้างผลประโยชน์มหาศาลทั้งกับตัวลูกเอง และผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี มาดูกันว่าการช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยให้ชีวิตลูกดีขึ้นได้อย่างไร

ทำไมต้องช่วยเหลือผู้อื่น? จิตอาสา พาชีวิตดีขึ้นอย่างไร?

ถ้าเราต้องการความสุขเพียงชั่วยาม…ให้งีบหลับ

ถ้าเราต้องการความสุขทั้งวัน…ให้ไปตกปลา

หากเราต้องการความสุขทั้งชีวิต…ให้ช่วยเหลือผู้อื่น

จะเห็นได้ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นทำให้เราเกิดสุข เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม สัตว์สังคม คือ สัตว์ที่โดยธรรมชาติแล้วต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีความสัมพันธ์ อาศัยพึ่งพากัน นอกจากความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว การมี จิตอาสา สามารถช่วยพัฒนาตัวเราให้มีความคิดในด้านบวก และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้ หากสังคมเต็มไปด้วยการช่วยเหลือกันและกัน ทุกคนก็จะมีความสุขมากขึ้น เพราะทุกคนจะได้พบความสุขจากการช่วยเหลือกันและกัน สุขใจที่ได้ให้และสุขใจที่ได้รับ มาดูเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรช่วยเหลือผู้อื่นกันค่ะ แล้วเราจะเห็นได้ว่าการช่วยเหลือซึ่งการมีประโยชน์มากแค่ไหน

5 ประโยชน์ของการช่วยเหลือผู้อื่น

  1. ทำให้เกิดความสุข

อย่างที่เคยกล่าวไปข้างต้นว่า หากเราต้องการความสุขทั้งชีวิต…ให้ช่วยเหลือผู้อื่น ใช่ค่ะ การช่วยเหลือผู้อื่นทำให้เกิดความสุขได้จริง นี่ไม่ใช่การกล่าวลอย ๆ เคยมีงานวิจัยซึ่งได้ผลว่าการทำกิจกรรม จิตอาสา ช่วยเพิ่มความสุขให้แก่ อาสาสมัครคนนั้น และในอีก 1 วิจัยได้กล่าวไว้ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นโดยการให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เงิน หรือให้สิ่งของ ก็ทำให้ผู้ให้ได้พบกับความสุขที่เพิ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “helper’s high” เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดฟีน สารที่ทำให้เกิดความสุขได้นั่นเอง

2. เชื่อมความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีขึ้น

เมื่อคุณช่วยเหลือผู้อื่น จะทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กันและกัน และจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทำให้เกิดความสนิทสนมกันได้ง่ายขึ้น และผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ ได้ช่วยเหลือเรากลับ เราก็จะเกิดความรู้สึกดีกับคน ๆ นั้นเช่นกัน จนเกิดการแบ่งปันกันในสังคม

3. สามารถปรับตัวและรับมือกับความเครียดและปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ทำให้เราเกิดความเครียดมากขึ้น แถมยังสอนให้เราปรับตัวและรับมือกับความเครียดและปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย เพราะการได้รับรู้ปัญหาของผู้อื่น และเราได้ช่วยลงมือแก้ไขปัญหานั้น ๆ จะเป็นบทเรียนให้ตัวเรารู้จักรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ในอนาคตนั่นเอง

5. ทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น

หากอยากมีชีวิตยืนยาว ให้เป็นผู้ให้ การช่วยเหลือผู้อื่นช่วยให้:

  • ลดความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น
  • การไม่มีความเครียดจะลดอัตราเสี่ยงที่จะเสียชีวิตลง 22%
  • การช่วยเหลือผู้อื่นดีต่อสุขภาพจิต

ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการกอด การประสานสายตา การยิ้ม จะช่วยให้เราหลังฮอร์โมนที่ชื่อว่า Oxytocin (ออกซิโทซิน) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฮอร์โมนแห่งความรัก ฮอร์โมนนี้จะช่วยให้เราจัดการกับความเครียดได้ดี เมื่อเราไม่มีความเครียด ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น

5. ช่วยให้รู้จักความหมายของชีวิต

ความหมายในชีวิต คือ การรับรู้ของคนเราถึงเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของตนเอง เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจดำรงชีวิตอยู่อย่างมั่นคงเมื่อเผชิญกับอุปสรรคหรือวิกฤตของชีวิต ความหมายในชีวิตเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในลักษณะของการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตอย่างมุ่งมั่น และมีทัศนะต่อชีวิตที่เข้มแข็งเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อได้ การช่วยเหลือผู้อื่นจึงทำให้เรามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตมากขึ้นนั่นเอง

ช่วยเหลือผู้อื่น
ช่วยเหลือผู้อื่น

วิธีปลูกฝังให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น

สังคมในยุคสมัยนี้ ที่มีสังคมออนไลน์มาเป็นฉากกั้นให้เราได้พูดคุยกันนอกจอน้อยลง ติดต่อกันน้อยลง สัมผัสถึงอารมณ์และความรู้สึกกันได้น้อยลง การช่วยเหลือกันและกันจึงทำได้น้อยลง จึงทำให้การปลูกฝัง จิตอาสา ให้ลูกทำได้ยากขึ้น ทีมแม่ ABK ขอนำบทความจาก Rama Chanel ที่ได้กล่าวถึงวิธีปลูกฝังลูกให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ดังนี้

  1. การช่วยเหลือทางกาย

การช่วยเหลือทางกาย คือการช่วยเหลือเมื่อบุคคลอื่นกำลังประสบกับปัญหาทางกาย เช่น

    • ให้ความช่วยเหลือ หากพบว่า มีคนเอื้อมมือหยิบของบนที่สูงไม่ถึง (ถ้าคุณตัวสูงพอ)
    • หากกำลังจะเปิดประตูเข้าอาคารห้างร้าน แล้วพบว่า มีคนเดินตามาข้างหลัง แค่เปิดประตูค้างไว้นานอีกนิด เผื่อให้คนที่ตามมาข้างหลังได้เข้ามาด้วยก็จะเป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อต่อเขาด้วยเช่นกัน
    • ให้ความช่วยเหลือกับเด็ก คนอ่อนแอ หรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกกระทำรุนแรง
    • หากทราบว่า เพื่อนบ้าน คนรู้จักป่วย ลองให้ความช่วยเหลือแก่เขาเหล่านั้น เช่น ส่งอาหารอร่อย ๆ ไปให้ ไปเยี่ยมเป็นเพื่อนพูดคุยคลายเหงา จะช่วยให้คนป่วยรู้สึกดีขึ้น
    • ทำขนมอร่อย ๆ และแบ่งให้เพื่อนบ้านลองชิม
    • หากคุณพบว่ามีคนประสบปัญหาทางการเงิน หรือประสบภัยพิบัติ ลองให้ความช่วยเหลือโดยการซื้อของใช้จำเป็นไปมอบให้
    • ให้ความช่วยเหลือกับเด็ก คนชรา ที่กำลังรอข้ามถนน หรือต้องขึ้นลงรถโดยสารประจำทาง

2. การช่วยเหลือทางวาจาและจิตใจ

การพูด การให้กำลังใจ หรือการใช้อวัจนภาษา เพื่อให้บุคคลอื่นรู้สึกดีขึ้น มองเห็นทางสว่างหรือทางออกของปัญหาได้ ก็ถือเป็นการช่วยเหลือได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

    • ยิ้มและทักทายคนรู้จักด้วยไมตรีจิต
    • กรณีที่คุณได้รับบริการพิเศษ หรือเกิดเรื่องประทับใจใด ๆ ขึ้นกับหน่วยงานที่คุณเข้าไปติดต่อ เช่น ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อย่างดี ไม่ตะคอกใส่ ไม่เพิกเฉยต่อคำร้องเรียนของคุณ ลองเขียนจดหมายบอกเล่าถึงความดีของเจ้าหน้าที่คนนั้นส่งไปให้องค์กรของเขาได้รับทราบ
    • เมื่อมีคนพยายามจะเปิดวงนินทา แล้วคุณบังเอิญอยู่ในวงนั้นพอดี ขอให้ลองชวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หรือไม่ก็หางานอย่างอื่นทำ
    • ให้กำลังใจเพื่อน หรือคนรู้จัก หากทราบว่า เขาเจอเรื่องแย่ ๆ มา
    • หากคุณมีหนังสือดี ๆ และต้องการมอบมันให้กับใครสักคนที่ต้องการกำลังใจ ลองวางในที่ที่คาดว่า จะมีคนมาพบ และหยิบมันขึ้นดูแน่ ๆ เช่น บนเก้าอี้รถเมล ในสวนสาธารณะ จะดียิ่งขึ้น หากคุณเขียนโน้ตบอกผู้ที่มาหยิบหนังสือนี้ว่า ขอให้ผู้ที่หยิบขึ้นมาอ่านรู้สึกดี ๆ กับหนังสือเล่มนี้เหมือนที่คุณรู้สึก และแบ่งปันให้กับคนอื่น ๆ ต่อไป
    • ลองชวนลูกเขียนจดหมาย -ส่งข้อความดี ๆ หาเพื่อน หาคุณตาคุณยาย คนรู้จัก

สิ่งต่าง ๆ ที่เขียนมานี้ ในบางข้อลูกจะยังไม่สามารถทำได้เองหรอกค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดี โดยการทำให้ลูกเห็นเป็นประจำ เพื่อปลูกฝังนิสัยดี ๆ เหล่านี้ให้ลูกได้นำไปใช้เมื่อโตขึ้น เพราะหากพ่อแม่ไม่ทำให้ลูก ๆ ดูก่อน เด็กก็คงไม่ยอมทำตาม ดังนั้น หากต้องการให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เราต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้ลูกเห็นก่อนค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โครงการจิตอาสา สอนลูกช่วยสังคมได้ง่าย ๆ แม้อยู่บ้าน

ท่องศีล5 ลูกได้แค่จำ ลองวิธีใหม่ช่วยเข้าถึงแก่นธรรมง่ายๆ

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

5 ลักษณะนิสัยของเด็ก “อารมณ์ดี” มีความมั่นคงทางจิตใจ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : dosomethingcool.net, www.rama.mahidol.ac.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เกมฝึกทักษะ

เกมฝึกทักษะ การแก้ปัญหา ฝึกลูกก่อนเผชิญของจริง

ทักษะ การแก้ปัญหา ของเด็กหายไปไหน ข้อกังวลของแม่ๆที่ได้มาปรับทุกข์กันเมื่อลูกชอบทิ้งปัญหาไม่ยอมแก้ ก่อนที่จะสายไปเรามาฝึกทักษะนี้ให้ลูกด้วยเกมสนุกๆกันดีกว่า

เกมฝึกทักษะ การแก้ปัญหา ฝึกลูกก่อนเผชิญของจริง

เด็กที่ขาดความอดทน ไม่ยอมลำบาก กลัวแพ้ และไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องให้พ่อแม่เป็นผู้ช่วยเหลือ คงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกน้อยของเรากันอย่างแน่นอน แต่เพราะเหตุใดที่จะนำพาให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นเช่นนี้ ตัวลูกเองคงไม่อยากมีลักษณะนิสัยเช่นนี้เป็นแน่ เด็กทุกคนก็คงอยากเป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่ของตนเอง เราเชื่อว่าลูกก็คงทุกข์ใจไม่แพ้คุณพ่อคุณแม่เช่นกัน

เรื่องทักษะการแก้ปัญหาเป็นเรื่องจำเป็นของสังคมมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญปัญหาและอุปสรรคในชีวิตทั้งนั้น แตกต่างกันตรงที่จะมีวิธีรับมือ หรือจัดการกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างไรต่างหาก

ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการปลูกฝัง หรือการเลี้ยงดูที่เหมาะสมจากพ่อแม่ด้วยว่าได้เลี้ยงดูลูกอย่างไร เราเข้าไปจัดการปัญหาแทนลูกจนเกินไปไหม หรือปล่อยให้ลูกได้เผชิญปัญหา หรือช่วยเหลือตัวเองบ้างหรือไม่

 

ลูกหนีปัญหา
ลูกหนีปัญหา

 

กันไว้ดีกว่าแก้!!

ความสามารถในการแก้ไขปัญหา เป็นความฉลาดด้านหนึ่งของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า AQ (Adversity Quotient ) หมายถึง การมีความสามารถในการเอาชนะฝ่าฟันอุปสรรค ความอดทนต่อความยากลำบากโดยไม่ย่อท้อ มีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ความสามารถในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน

เมื่อการเลี้ยงดูเป็นส่วนสำคัญในการสอนให้ลูกรู้จัก การแก้ปัญหา ด้วยตัวเอง  มีคำแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกได้เผชิญกับปัญหา และแก้ไขปัญหานั้นด้วยตนเอง แต่ความเป็นห่วงของพ่อแม่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ทาง ทีมแม่ ABK ตระหนักรู้ถึงสัจจะธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี เราจึงได้นำ เกมฝึกทักษะการแก้ปัญหา มาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังต้องการตัวช่วยในเรื่องนี้กัน เพราะเกมเป็นเสมือนการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เล่นจะต้องเผชิญปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ผ่านพ้น จึงจะสามารถผ่านด่านต่าง ๆ ไปได้จนพบกับผลลัพธ์ ผลสำเร็จ เป็นรางวัลตามมา

ดังนั้นเกมจึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้ลูกได้ฝึกการแก้ปัญหา ก่อนที่จะไปเผชิญกับปัญหาในชีวิตจริง เป็นการให้เขาได้ซ้อม ได้เตรียมตัว ไม่ตื่นตระหนก เมื่อเขาทำได้ก็เป็นการเพิ่มความมั่นใจ การรับรู้ความสามารถในตัวเอง และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็จะได้ไม่ต้องห่วง หรือกังวลกลัวลูกแก้ปัญหาไม่ได้มากเกินไป เพราะเป็นเพียงเหตุการณ์สมมติเท่านั้น

เกมฝึกทักษะการแก้ปัญหา เกมนี้แสนสนุก ท้าทายจัง

เกมฝึกทักษะการแก้ปัญหา เป็นอีกวิธีการหนึ่งเพื่อให้เด็กรู้จักปัญหา ไม่ตื่นตระหนก หรือหวั่นวิตก พร้อมกันนั้นยังช่วยฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวของเขาเอง คุณพ่อคุณแม่สามารถแนะนำแนวทางการแก้ปัญหาแก่ลูกน้อยได้บ้าง แต่มิใช่เป็นการลงมือทำให้ลูกเอง โดยที่เขาไม่ได้ลองทำด้วยตัวเอง จงท่องไว้ว่า เราไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ หรือรางวัลจากเกมนั้น ๆ วิธีการที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จต่างหากที่เราต้องการไว้ฝึกลูกให้เขาสามารถค้นหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านไหวพริบ ความมีเหตุมีผล และความคิดที่ยืดหยุ่นของเด็กได้เป็นอย่างดี

 


เกมฝึกทักษะ การแก้ปัญหา

 

เกมจับคู่ หนูทำได้

เป็นเกมที่เหมาะสำหรับทุกวัย เพราะเป็นเกมที่ไม่ซับซ้อน เกมจับคู่ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้เราใช้ทักษะเพียงแค่ความจำในการเล่นเกม แต่แท้จริงแล้ว ผู้เล่นจะต้องทำการจัดกลุ่มความคิด ความจำของแต่ละการ์ดเป็นชุด ๆ จะได้ทำให้จำได้ง่ายขึ้นเวลาที่จะจับคู่ และใช้ความเชื่อมโยงของภาพนั้น ๆ กับตำแหน่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งก็เป็นทักษะในการจัดการปัญหาอย่างหนึ่ง เมื่อเราพบปัญหา สิ่งแรกที่ต้องทำในการแก้ปัญหา นั่นคือ การแยกประเด็นของปัญหานั้น ๆ สิ่งใดควรได้รับการแก้ไขก่อน สิ่งใดต้องรอ ซึ่งก็เหมือนกับการจัดกลุ่มของความจำ และใช้การเชื่อมโยงปัญหาในการเล่นเกมจับคู่นั่นเอง

วิธีการเล่น

ใช้การ์ดภาพที่เหมือนกันภาพละ 2 ใบ ในหนึ่งสำรับมีหลายคู่ วางคว่ำหน้า และปะปนคละกระจายกันไป สลับกันเปิดการ์ดทีละคน หากสามารถเปิดการ์ดที่มีภาพเหมือนกันได้ ก็สามารถเปิดต่อไปจนกว่าจะได้ภาพที่ไม่เหมือนกัน ผู้เล่นลำดับถัดไปจึงเล่นต่อได้ คุณพ่อคุณแม่อาจเพิ่มความยากด้วยการหาภาพที่สัมพันธ์กันมาใช้สำหรับจับคู่ อาทิ แมวกับปลา หมากับกระดูก แทนการใช้ภาพที่เหมือนกัน เพื่อให้เขาเข้าใจความสัมพันธ์ของภาพนั้น ๆ เป็นการสอนความรู้ให้เด็ก ๆ ไปด้วยได้อีกทางหนึ่ง

เกมเรียงลำดับเหตุการณ์ การ์ดไหนเกิดก่อนกัน

เพื่อให้เด็กเข้าใจและเชื่อมโยงสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้การเรียงลำดับภาพมาเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกลูกได้ โดยเราอาจจำลองสถานการณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการสอนลูกเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ลูกควรแก้ปัญหาด้วยวิธีใด อย่างไร เป็นการสอนการปฎิบัติตัวเวลาเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ดีกว่าการพร่ำสอนด้วยปากเปล่า เพราะเด็กจะเห็นภาพเหตุการณ์นั้นได้ชัดเจนกว่า เช่น อยากสอนลูกในสถานการณ์หากเขาถูกลืมทิ้งไว้ในรถ ก็อาจจะวาดภาพออกมาเป็นลำดับ ภาพแรกตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวในรถที่ล็อคอยู่ ภาพที่สอง ทุบกระจกร้องเรียกให้ช่วย ภาพที่สาม บีบแตรรถตรงที่นั่งคนขับ เป็นต้น

วิธีการเล่น

โดยการให้ลูกลองเรียงลำดับสถานการณ์ตามความเข้าใจของตัวเอง โดยมีพ่อแม่คอยแนะนำอยู่ข้าง ๆ หรือถ้าลูกยังเล็กอาจเรียงลำดับสถานการณ์ไว้ให้ตามลำดับ แล้วเว้นช่วงใดช่วงหนึ่งเพื่อให้เด็กวิเคราะห์และเติมสถานการณ์ที่เว้นว่างไว้ให้ถูกต้อง

 

การแก้ปัญหา เพิ่มความมั่นใจ
การแก้ปัญหา เพิ่มความมั่นใจ

 

เกมหาตัวเลข (คำศัพท์) ฉันอยู่ไหนเอ่ย??

เกมนี้เป็นเกมที่ฝึกพัฒนาการของเด็กหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความจำ การสังเกต การแก้ปัญหา และไหวพริบ เพราะการหาคำศัพท์หรือตัวเลขที่อยู่กระจัดกระจายเต็มหน้ากระดาษต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก หากต้องการเพิ่มความยากก็แค่กำหนดเวลาในการหาคำศํพท์หรือตัวเลขของลูก เท่านี้เขาก็จะเห็นว่าเกมนี้เป็นเกมที่ท้าทายขึ้น หรือหากคุณพ่อคุณแม่ร่วมเล่นกับลูกด้วย เมื่อมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาก็จะเป็นการช่วยเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของลูกได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญไม่ควรอ่อนข้อให้กับลูกมากจะเกินไป เพราะเขาจะไม่ได้รับการจำลองเหตุการณ์ความกดดันเวลาต้องแข่งขัน การแข่งขันจะนำมาซึ่งการเรียนรู้ในการจัดการอารมณ์ และวางแผนในการเล่นเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่ดีในการแก้ปัญหา

วิธีการเล่น

ใช้เพียงกระดาษว่าง ๆ แล้วเขียนตัวเลข 1-100 หรือ จะเป็นเป็นคำศัพท์ใด ๆ ก็ขึ้นอยู่กับวัยของลูก โดยเขียนกระจัดกระจายไปให้ทั่วแผ่นกระดาษ เริ่มเล่นด้วยการหาตัวเลขเรียงลำดับไปเรื่อย ๆ เมื่อหาเจอแล้ววงกลมล้อมรอบไว้ หากมีผู้เล่นหลายคนให้แยกสีปากกาที่ใช้วง (ถ้าหากเป็นคำศัพท์ต้องมีผู้ที่คอยบอกคำที่เป็นโจทย์ให้หา)

เกมเติมคำ ช่วยคนถูกแขวนคอ

เกมที่เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงเคยเล่นกันในสมัยเด็ก ถ้ายังจำกันได้ คือเกมหาคำเติมคำศัพท์ ช่วยคนถูกแขวนคอ เกมคำศัพท์แต่เพิ่มภารกิจอันแสนลุ้นว่าจะช่วยคนได้หรือไม่ เป็นการเพิ่มความท้าทายให้กับเกม และนอกเหนือจากนั้นยังเป็นการปลูกฝังความเป็นผู้นำ ความอยากช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้อีกด้วย เป็นการท้าทายความสามารถในการจัดการปัญหาของลูกว่า เขาจะเดาตัวอักษรมาเติมคำศัพท์นั้นอย่างไร หากลูกใช้วิธีการเดาสุ่ม เดามั่ว จำนวนในการคาดเดาก็มีผลต่อการแขวนคอของคนด้วย ดังนั้นจึงต้องจัดการการเดาตัวอักษรให้ดี มีหลักการความน่าจะเป็นไม่พูดมั่ว ๆ ไป เกมนี้จึงเป็นการช่วยฝึกให้ลูกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ทั้งยังช่วยลูกทบทวนคำศัพท์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

วิธีการเล่น

กำหนดคำศัพท์ขึ้นมาหนึ่งคำ แต่เว้นช่องตัวอักษรในคำไว้บางตัว เพื่อให้ผู้เล่นหาตัวอักษรมาเติมคำ ให้คำ ๆ นั้นสมบูรณ์ หากตัวอักษรที่เลือกมาไม่ถูกต้อง ก็จะทำการวาดเติม เสา เชือก หัวคน ส่วนตัว แขน ขา ทีละอย่างจนกระทั่งครบ เท่ากับว่าไม่สามารถช่วยคนถูกแขวนคอได้

 

ร่วมเล่นเกม การแก้ปัญหา
ร่วมเล่นเกม การแก้ปัญหา

 

เกมใบ้คำขำกระจาย

ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกมาเล่นเกมใบ้คำด้วยท่าทาง ผลัดกันเป็นคนใบ้ เป็นคนทาย จากคำที่กำหนด เราอาจได้เห็นกระบวนการคิดของลูกว่าเขาจะจัดการปัญหาในการใบ้คำอย่างไร จะใบ้คำด้วยท่าทางตามความหมายของคำนั้นตรง ๆ หรือจะแยกคำใบ้เพื่อให้ง่ายขึ้น และอีกหลายต่อหลายทักษะที่ลูกต้องงัดขึ้นมาใช้ในการใบ้คำ ทายคำเพื่อที่จะสามารถเก็บชัยชนะมาเป็นของตนให้ได้ นอกจากได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาแล้ว การเล่นเกมภายในครอบครัวยังสร้างเสียงหัวเราะ ความสนุก และเพิ่มความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่กับลูก ๆ ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

วิธีการเล่น

ทำบัตรคำศัพท์ที่จะให้ทายมาเป็นชุด หลาย ๆ ชุด แบ่งเป็นคู่ที่จะเป็นคนใบ้ และคนทายคำ การใบ้คำอาจจะให้ใช้คำพูด หรือห้ามพูดเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ประเมินว่าลูกอยู่ในวัยที่สามารถเล่นแบบไหนได้

คงพอเห็นตัวอย่างการใช้เกม ที่เป็นเรื่องสนุก ท้าทายมาช่วยในการฝึกเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาให้ลูกกันบ้างแล้ว ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเกมที่ยกตัวอย่างมาให้คุณพ่อคุณแม่เท่านั้น เราสามารถปรับเปลี่ยนเกมใด ๆ ก็ได้ที่ลูกชอบมาร่วมเล่นกันภายในครอบครัว เพราะจุดสำคัญของการเล่นเกมเพื่อฝึกทักษะใด ๆ นั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณพ่อคุณแม่เองที่จะช่วยแนะนำ ชี้แนะให้ลูกได้เห็นแนวทางการแก้ปัญหา หรืออาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการเลือกวิธีจัดการปัญหาให้ลูกเห็น และเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองผิดลองถูกเสียบ้าง นั่นคือใจความสำคัญในการฝึกทักษะให้แก่ลูกน้อยเพื่อเขาจะได้เดินหน้าสู้กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเขาได้อย่างมีแนวทาง และไม่เป็นกังวล

ข้อมูลอ้างอิงจาก trueplookpanya.com/ MGR online
พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก

พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก อย่าหลอกเด็ก โตขึ้นลูกจะกลายเป็น เด็กเลี้ยงแกะ

การโกหกโดยไม่ตั้งใจ อาจส่งผลให้ลูกกลายเป็นเด็กพูดปด มาดูสาเหตุที่ พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก พร้อมกับเทคนิคการเลี้ยงลูกสไตล์ดีเจเพชรจ้า

พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก เทคนิคเลี้ยงลูกไม่ให้เป็นเด็กขี้โกหก

คุณพ่อลูกหนึ่งที่หลายคนติดตาม ดีเจเพชรจ้า วิเชียร กุศลมโนมัย คุณพ่อสุดเท่ที่ชอบโพสต์ภาพความน่ารักของน้องไทก้าอยู่เสมอ พร้อมกับแชร์ความคิด ไอเดียการเลี้ยงลูกที่น่าสนใจ และหนึ่งในเทคนิกการเลี้ยงลูกของคุณพ่อเพชรจ้าก็คือ การไม่โกหกลูก โดยคุณพ่อเพชรจ้า ได้โพสต์ภาพตัวเองกับลูกชาย ทั้งยังแชร์เทคนิคของการเลี้ยงลูกไว้ว่า

“เทคนิค 1 อย่างของการเลี้ยงลูก คือ ไม่โกหก ไม่โกหกว่า ทำนี่ก่อน ทำนี่ก่อน แล้วเดี๋ยวให้ของเล่น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีของเล่น
กินข้าวก่อน แล้วจะพาไปเที่ยว แต่กินเสร็จไม่พาไป

เช้าวันหนึ่ง เฮียหาแว่นไม่เจอ เลยถามไทก้าว่า เห็นแว่นปะป๊ามั้ย ไทก้าบอกแบบไม่คิดเลย อยู่ในรถป๊า แล้วมันก็อยู่จริง ๆ เด็กมันรู้ เด็กมันจำได้ ความจำมันดีกว่าเราเยอะ

อย่าไปโกหกเด็กเลย สงสารเค้า เค้าก็คาดหวัง เรื่องโกหก จริง ๆ ใช้ได้กับทุกคนด้วย รักกัน ไม่โกหกกัน น่ารักที่สุดนะคับ ปะป๊ายังไม่เคยโกหกไทก้าเลยเนอะ เคยแค่จับลูกเข้ามุมร้องไห้โฮ 555555 i love my family”

เทคนิคการเลี้ยงลูกด้วยการไม่พูดโกหกสไตล์ดีเจเพชรจ้านั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเลี้ยงลูก หากพ่อแม่ซึ่งเป็นต้นแบบยังโกหก พูดเรื่องไม่จริง ลูกจะซึมซับและกลายเป็นเด็กพูดโกหกได้

พ่อแม่ไม่ควรโกหกลูก อย่าโป้ปดเพื่อหลอกลูกให้ทำตามสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ

การไม่โกหกลูก เป็นพื้นฐานสำคัญในการเลี้ยงลูก เช่นเดียวกับเรื่องหลอกเด็ก หรือการพูดปดเพื่อให้เด็กทำตามสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ จะยิ่งบ่มเพาะนิสัยการโกหกให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้ยืนยันได้จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสาร “จิตวิทยาเด็กเชิงทดลอง” (Journal of Experimental Child Psychology) โดยทีมนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์และจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) ที่ระบุว่า การโกหกของพ่อแม่ยิ่งบ่อยมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ลูกมีนิสัยขี้โกหก เมื่อเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนโป้ปด

จากกลุ่มตัวอย่างที่ถูกหลอกด้วยเรื่องโกหกในวัยเด็ก เพิ่มแนวโน้มที่จะพูดโกหกมากขึ้น หรือพูดจาเกินจริงตอนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แม้แต่การโกหกเพื่อรักษาน้ำใจหรือโกหกเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้อื่น ล้วนส่งผลเช่นกัน

กลุ่มตัวอย่างที่โกหกบ่อย ๆ ยังมีปัญหาด้านการปรับตัวทางจิต-สังคม (Psychosocial adjustment) ส่วนพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว มีความเห็นแก่ตัว รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า และชอบข่มขู่ผู้อื่น

เมื่อพ่อแม่โกหกลูก สร้างเรื่องหลอกเด็ก แต่กลับสอนลูกเรื่องความซื่อสัตย์ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันของคำสอนให้เป็นคนซื่อสัตย์และพฤติกรรมการโกหกของพ่อแม่ จนกลายเป็นว่าลูกหมดความเชื่อใจในตัวพ่อแม่ได้

ลูกพูดปดเลียนแบบพ่อแม่

หนึ่งในสาเหตุที่ลูกโกหกนั้น เกิดจากการเลียนแบบผู้ใหญ่ เลียนแบบพ่อแม่ การพูดเรื่องไม่จริงหรือหลอกลูก ทำให้เด็กรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องโกหก และเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ

สำหรับสาเหตุที่ลูกโกหกนั้น มีหลายเหตุผลด้วยกัน โดยหมอมินบานเย็น พญ.เบญจพร ตันตสูติ เจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา ได้บอกถึงสาเหตุว่า พ่อแม่ที่พูดโกหกเป็นประจำจะทำให้มันไม่เห็นเสียหายที่จะพูดปดเพื่อผลประโยชน์ เด็กบางคนใช้การโกหกเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือต้องการคำชื่นชม และแม้แต่ความรู้สึกกลัวการลงโทษ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กโกหกเพราะต้องการปกป้องตัวเอง กลัวว่าพูดความจริงไปแล้วจะถูกลงโทษ

ถ้าลูกโกหกต้องแก้อย่างไร

ก่อนจะตีตราว่าลูกโกหก พ่อแม่ต้องรู้ก่อนว่า การโกหกนั้นมีเรื่องพัฒนาการของแต่ละช่วงวัยด้วย โดยเด็กเล็กที่เพิ่งพูดได้ ช่วงอายุ 2-3 ขวบยังไม่สามารถแยกแยะความจริงกับเรื่องในจินตนาการได้ หากลูกวัยนี้พูดสิ่งที่ไม่เป็นความจริง พ่อแม่ควรบอกว่า เรื่องนี้ไม่จริง พร้อมกับอธิบายความจริงให้ลูกได้รู้

หากเป็นเด็กโตอายุเกิน 7 ปีขึ้นไปพูดโกหก พ่อแม่ก็พูดความจริงกับลูกด้วยเหตุผล เช่น ที่แม่รู้มาไม่ใช่อย่างนั้นนะ พร้อมกับพยายามทำความเข้าใจว่า เหตุใดลูกถึงโกหก เพราะลูกอาจโกหกเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ หรือกลัวพ่อแม่เสียใจก็เป็นได้

แต่ถ้าลูกโกหกซ้ำ ๆ จนติดเป็นนิสัย หรือมีพฤติกรรมด้านลบอื่นร่วมด้วย พ่อแม่ควรลงโทษตามสมควร ใช้เหตุผลในการลงโทษไม่ใช่อารมณ์ ควรหลีกเลี่ยงการตี ไม่ควรใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เด็กได้รู้ถึงผลของการกระทำ ส่วนกรณีที่ลูกทำผิดแล้วมาสารภาพภายหลัง ให้กล่าวชื่นชมลูกก่อนที่ทำผิดแล้วมาสารภาพ แต่ก็ต้องลงโทษตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตัวพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสำรวจตัวเอง ไม่ควรแสดงท่าทีผิดหวัง โกรธเกรี้ยว ด่าทอ หรือลงโทษลูกรุนแรง เพราะเด็กจะยิ่งปกปิดความจริงในอนาคต ควรแสดงให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่ยอมรับสิ่งนี้ได้ แต่ลูกต้องรับผิดชอบจากสิ่งที่ทำลงไป

เลี้ยงลูกอย่างไรโตไปไม่โกหก

  • ป้อนความรัก ดูแลด้วยความใส่ใจ พ่อแม่ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก จนลูกรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ มั่นใจได้ว่าไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็จะรัก จนกล้าที่จะปรึกษาหรือบอกความจริง
  • ลูกพลาด ลูกผิด ไม่ควรตำหนิรุนแรง ควรจัดการตามพฤติกรรมที่ผิดนั้น ให้เหตุผลลูกว่า ทำไมถึงถูกลงโทษ หรือเวลาที่ลูกทำผิดแล้วมาสารภาพ ควรชื่นชมก่อนที่ลูกกล้าบอกความจริง พร้อมกับแนะนำลูกว่าต้องทำอย่างไร
  • เชื่อใจในตัวลูก บางครั้งลูกเลือกที่จะโกหกเพื่อตัดความรำคาญ หรือขี้เกียจตอบคำถาม พ่อแม่จึงควรชวนลูกคุยตามธรรมชาติ ไม่ควรคาดคั้นหรือซักไซ้ เพราะระแวงว่าลูกจะไม่พูดความจริง

สิ่งสำคัญอย่างสุดท้าย พ่อแม่ต้องไม่โกหกลูก เพราะถ้าลูกรู้สึกว่า การโกหกนั้นพ่อแม่ยังทำได้ จะกลายเป็นว่า ลูกมองเรื่องการโกหกหรือปกปิดความจริงเป็นเรื่องปกติ จากคำหลอกลวงเล็ก ๆ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ลุกลาม ที่มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากแค่การโกหก

อ้างอิงข้อมูล : bbc, facebook.com/kendekthai, rajanukul และ cumentalhealth

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

วิธีบอกรักลูก ฉบับง่าย! แม้ไม่มีคำว่า “รัก” แต่ลูกรับรู้ได้!!

10 วิธีฝึกลูกให้ “กล้าแสดงออก” อย่างเหมาะสม ไม่ก้าวร้าว

บทสนทนาภาษาอังกฤษ

5 บทสนทนาภาษาอังกฤษ ปั้นลูกอนุบาลเก่งภาษา ให้พูดคล่อง สำเนียงเป๊ะ

บทสนทนาภาษาอังกฤษ ที่คุณแม่พูดคุยกับลูกน้อยในชีวิตประจำวัน เป็นอีกหนึ่งทางลัดช่วยลูกน้อยให้เก่งภาษาได้โดยไม่ต้อง “ท่องจำ” เพราะระหว่างพูดคุยลูกจะได้เรียนรู้ทั้งคำศัพท์ ความหมาย การออกเสียง และสำเนียงการพูดไปด้วยกัน  แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยเรื่องอะไร ทีมแม่abk ได้รวบรวมบทสนทนาง่ายๆ ในสถานการณ์แตกต่างกันที่ใช้พูดคุยกับลูกได้ทุกวัน จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลยค่ะ

ปั้นลูกเก่งภาษา กล้าพูดกล้าคุยง่ายๆผ่าน บทสนทนาภาษาอังกฤษ ภายในบ้าน

งานวิจัยของ Stephen Krashen จากมหาวิทยาลัย University of Southern California ซึ่งระบุว่าผู้ใหญ่อาจเรียนรู้ภาษาด้วยสติสัมปชัญญะผ่านบทเรียน คำศัพท์ ไวยาการณ์ และโครงสร้างอื่นๆ ในขณะที่เด็กเล็กตั้งแต่วัยเริ่มพูดสามารถเรียนรู้ภาษาต่างๆได้พร้อมกัน ทั้งภาษาแม่ ภาษาที่สองและสามขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ว่ามีการใช้ภาษาหลากหลายแค่ไหน สังเกตได้ว่า เด็กๆจะใช้วิธีซึมซับและทำความรู้จักกับภาษานั้นๆผ่านการพูดคุยเป็นหลัก ซึ่งเป็นสื่อสารตามธรรมชาติของมนุษย์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องท่องคำศัพท์ หรือเรียนไวยากรณ์ แต่กลับเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่และโต้ตอบโดยไม่ต้องสอน

 

บทสนทนาภาษาอังกฤษ

ไม่ว่าบ้านไหนก็อยากให้ลูกน้อยเก่งภาษาอังกฤษ สามารถฟัง พูดคุย อ่าน เขียนได้เข้าใจเพื่อเป็นอาวุธสำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เปิดกว้างมากขึ้น ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษากลางที่สามารถใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกได้ แต่การจะให้เด็กวัยอนุบาลท่องจำตัวอักษร คำศัพท์ หรือดูคลิปสอนภาษาจากสื่อออนไลน์อาจเพียงพอที่จะช่วยให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษได้ เพราะสื่อการเรียนแบบนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กเป็นผู้รับฟังแต่ไม่ได้หัดโต้ตอบ พูดคุย หรือตั้งคำถามกลับไป ฉะนั้นการปล่อยให้ลูกดูคลิป หรือเคี่ยวเข็ญให้ลูกอ่านจากหนังสืออาจไม่ใช้วิธีเรียนภาษาของเด็กๆ

อยากเก่งภาษา บทสนทนาภาษาอังกฤษ ช่วยได้อย่างไร

จริงๆแล้วการเรียนภาษาอังกฤษเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากสิ่งรอบตัว เพียงคุณพ่อคุณแม่ลองหาเปิดโอกาส ชวนลูกมาพูดคุยเป็น บทสนทนาภาษาอังกฤษ ผ่านกิจวัตรประจำวันหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่พบเจออยู่แล้ว โดยไม่ต้องกังวลว่าภาษาอังกฤษของคุณพ่อคุณแม่จะต้องเป๊ะเว่อร์ เพียงแค่รู้สึกมั่นใจในการพูด หากไม่แน่ใจอาจต้องทำการบ้านเพิ่มเติมว่า ควรใช้คำศัพท์ว่าอะไร ออกเสียงอย่างไรจากคลิปเจ้าของภาษาก่อน เพียงเท่านั้นการเริ่มพูดคุยภาษาอังกฤษกับลูกก็ไม่ใช่เรื่องยาก

คุณแม่อาจเล่นบทบาทสมมุติไปตามสถานการณ์ต่างๆ เช่น เล่นเป็นคุณครูกับลูกศิษย์, เล่นเป็นเพื่อนวัยเดียวกัน เปลี่ยนบทบาทเป็นคุณตาคุณยาย หรือแม่ค้า และเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าสามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและเรียนรู้วิธีพูดกับคนที่แตกต่างกันด้วย

ในระยะแรกๆ ลูกจะยังฟังไม่เข้าใจ หรือพูดโต้ตอบไมได้ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งหงุดหงิดหรือท้อใจเสียก่อน ขอให้พยายามพูดต่อไปอาจเปลี่ยนการเล่าเรื่องง่ายๆ อ่านนิทานภาษาอังกฤษ ระหว่างนี้ลูกจะค่อยๆจดจำวิธีพูดและน้ำเสียงไว้ พอเห็นว่าการพูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องธรรมดา ลูกจะรู้สึกว่าการพูดอีกภาษาก็เป็นเรื่องที่สนุกและยังได้รับคำชม ลูกก็พร้อมจะคุยด้วย

 MUST READ : กระโปรงรถ เรียก skirt ได้ไหมกับ คำศัพท์ล้างรถ ไว้สอนลูกน้อย

MUST READ : ชวนลูกเรียนผ่านการเล่นเป็นภาษาอังกฤษ

 5 บทสนทนาภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ชวนลูกคุยได้ทุกวัน

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยกับลูกด้วยเรื่องอะไร ทีมแม่ abk ขอยกตัวอย่าง บทสนทนาภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอนุบาลที่พบเห็นและได้ใช้บ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่อาจปัดฝุ่นทักษะภาษาอังกฤษหรือเริ่มฝึกฝนไปพร้อมลูกและชวนพูดคุยกันด้วยบรรยากาศสนุกสนานก็จะช่วยให้ลูกมีทักษะภาษาอังกฤษได้ไม่ยากค่ะ

 

บทสนนทนาภาษาอังกฤษ ฝึกลูกพูดกับคุณครู

Teacher:    “Good morning. How are you?” (กูด-มอร์นิง, ฮาว-อาร์-ยู)   

                    [สวัสดีจ้ะ สบายดีไหม]

Child:    “Good morning teacher. I am fine, thank you. And you?” (กูด-มอร์นิง-ทิชเชอร์. ไอ-แอม-ฟาย, แทง-คิว. แอนด์-ยู)         

                   [สวัสดีค่ะคุณครู หนูสบายดี ขอบคุณค่ะ แล้วคุณครูล่ะคะ]

Teacher:   “I am good. Thanks. What did you do over the weekend?” (ไอ-แอม-กูด. แต๊งส์. ว้อท-ดิด-ยู-ดู-โอเวอร์-เดอะ-วีคเอนด์)

                      [ครูสบายดีค่ะ วันหยุดนี้หนูทำอะไรมาคะ]

Child:         “I went to the zoo.” (ไอ-เวนท์-ทู-เดอะ-ซู)

                    [หนูไปสวนสัตว์มาค่ะ]

Teacher:     “Oh, that was great. Did you enjoy it?” (โอ-แดด-วอส-เกรท. ดิด-ยู-เอ็นจอย-อิท)

                      [โอ้โห ดีจัง สนุกมั้ยคะ]

Child:     “Yes, it was so much fun.” (เยส, อิท-วอส-โซ-มัช-ฟัน)

                  [สนุกค่ะ สนุกมากๆเลย]

Teacher:   “Nice. Now, let’s take a look at your homework.” (ไนซ์. นาว, เล็ตส์-เทค-อะ-ลุค-แอด-ยัวร์-โฮมเวิร์ค)

                   [เยี่ยมเลย เอาละ ไหนครูขอดูการบ้านหน่อยสิคะ]

 

บทสนทนาภาษาอังกฤษ

บทสนนทนาภาษาอังกฤษ ฝึกลูกพูดกับเพื่อน

Child:                         “Hi, Lily” (ไฮ, ลิลี่)

                                       [สวัสดี ลิลี่]

Lily:                           “Hi, Tim. What are you doing?” (ไฮ, ทิม. ว้อท-อาร์-ยู-ดูอิง)

                                      [สวัสดี ทิม เธอทำอะไรอยู่น่ะ]

Child:                        “I am playing with building blocks.” (ไอ-แอม-เพลอิง-วิท-บิลดิง-บล็อกส์)

                                       [เล่นต่อบล็อก]

Lily:                          “That sounds nice. Can I join?” (แดด-ซาวส์-ไนซ์. แคน-ไอ-จอยน์)

                                     [น่าสนุกแฮะ เล่นด้วยได้ไหม]

Child:                    “Yes, sure. And what is in your hand?” (เยส-ชัวร์. แอนด์-ว้อท-อิส-อิน-ยัวร์-แฮนด์)

                               [ได้สิ เอาเลย ว่าแต่ในมือเธอนั่นอะไรน่ะ]

Lily:                       “My new princess storybook. Do you want to read?” (มาย-นิว-พรินเซส-สตอร์รีบุ๊ค. ดู-ยู-ว้อนท์-ทู-รีด)

                               [หนังสือนิทานเจ้าหญิงเล่มใหม่ของฉันน่ะ เธออยากอ่านมั้ย]

Child:                    “No, thanks.” (โน-แทงคิว.)

                               [ไม่ละ ขอบใจ]

 

บทสนนทนาภาษาอังกฤษ ฝึกลูกพูดกับญาติผู้ใหญ่

Grandpa:    “Long time no see, Tim. I miss you so much.” (ลอง-ไทม์-โน-ซี, ทิม. ไอ-มิส-ยู-โซ-มัช)

                      [ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ทิม ตาคิดถึงหลานจังเลย]

Child:   “I miss you too, Grandpa.” (ไอ-มิส-ยู-ทู, แกรนด์ปา)

                    [ผมก็คิดถึงตาครับ]

Grandma:  “You are very tall.” (ยู-อาร์-เวรี-ทอล) 

                        [หลานตัวสูงจัง]

Child:  “I drink milk every day.” (ไอ-ดริงค์-มิลค์-เอฟรี่-เดย์)

               [ผมดื่มนมทุกวันเลย]

Grandma:    “Very good. I have a gift for you.” (เวรี-กูด. ไอ-แฮฟ-อะ-กิฟท์-ฟอร์-ยู)

                          [เยี่ยมมาก ยายมีของขวัญมาให้หลานด้วยนะ]

Child:  “Thank you, granny. What is it?” (แทงคิว, แกรนนี. วอท-อิส-อิท)

               [ขอบคุณครับยาย อะไรเหรอครับ]

Grandpa:  “It’s your favorite toy. Robot.” (อิท’ส-ยัวร์-เฟเวอริท-ทอย. โรบอท)

                       [ของเล่นโปรดของหลาน หุ่นยนต์ไง]

Child:   “Wow, I like that!” (ว้าว, ไอ-ไลค์-แดด)

                   [โอ้โห ถูกใจเลยครับ]

บทสนนทนาภาษาอังกฤษ ฝึกลูกพูดกับพ่อค้า/แม่ค้า

Seller:     “Hello, what do you want for today?” (ฮัลโหล, วอท-ดู-ยู-วอนท์)

                                   [สวัสดีค่ะ วันนี้รับอะไรดีคะ]

Child:  “Can I have a stick of ice-cream please?” (แคน-ไอ-แฮฟ- อะ-สติก-ออฟ-ไอศกรีม-พลีส)

                                 [ขอไอศกรีมแท่งหนึ่งครับ]

Seller:    “What flavor do you want?” (วอท-เฟลเวอร์-ดู-ยู-วอนท์)

                                   [รับรสอะไรดีคะ]

Child:     “Chocolate please.” (ช็อกโกแลต-พลีส)

                                  [รสช็อคโกแลตครับ]

Seller:   “Alright, here you are. It’s 10 baht.” (ออลไรท์, เฮียร์-ยู-อาร์. อิทส์-เทน-บาท)

                                  [ได้เลย นี่ค่ะ 10 บาทค่ะ]

Child:   “Here you are.” (เฮียร์-ยู-อาร์)

                                 [นี่เงินครับ]

Seller: “Thank you. Please come again.” (แทงคิว-พลีส-คัม-อะเกน)

                [ขอบคุณค่ะ ไว้มาอุดหนุนอีกนะคะ]

บทสนนทนาภาษาอังกฤษ ฝึกลูกพูดก่อนเข้านอน

Mom:      “How was today? Did you have fun?”  (ฮาว-วอส-ทูเดย์. ดิด-ยู-แฮฟ-ฟัน)

                    [วันนี้เป็นยังไงบ้างลูก สนุกไหม]

Child:        “Yes, I was playing all day.” (เยส, ไอ-วอส-เพลอิง-ออลล์-เดย์)

                     [สนุกครับ เล่นทั้งวันเลย]

Dad:           “What did you play?” (วอท-ดิด-ยู-เพล)

                     [เล่นอะไรเหรอ]

Child:      “Many things. I played swing, games and toy cars.” (แมนี-ติงส์. ไอ-เพลด์-สวิง, เกมส์-แอนด์-ทอย-คาส์)

                     [หลายอย่างครับ เล่นชิงช้า เกม แล้วก็รถของเล่น]

Mom:       “You must be so tired.” (ยู-มัส-บี-โซ-ไทร์เอ็ด)

                     [ลูกต้องเพลียมากแน่เลย]

Dad:          “So you need to get some rest. Let’s sleep.” (โซ-ยู-นีด-ทู-เก็ท-ซัม-เรสต์. เล็ต’ส์-สลีพ)

                             [งั้นลูกพักผ่อนเถอะนะ นอนกันดีกว่า]

Child:          “I feel not tired.” (ไอ-ฟีล-น็อท-ไทร์เอ็ด)

                      [ผมไม่เหนื่อยเลย]

Mom:         “So, mommy will sing lullabies for you.” (โซ-มัมมี-วิว-ซิง-ลัลลาบายส์-ฟอร์-ยู)

                     [เดี๋ยวแม่ร้องเพลงกล่อมนอนนะจ๊ะ]

Child:          “That is nice. I love your songs.” (แดด-อิส-ไนซ์. ไอ-เลิฟ-ยัวร์-ซองส์)

                         [เอาสิครับ ผมชอบให้แม่ร้องเพลง]

Mom/Dad:       “Have a good night.” (แฮฟ-อะ-กูด-ไนท์)

                              [ราตรีสวัสดิ์นะลูก]

 

ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนบทสนทนาภาษาอังกฤษเหล่านี้ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ ในระยะแรกลูกอาจไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พูดด้วย หรือว่าเข้าใจแต่ยังไม่พูดตอบ แต่หากพยายามพูดคุยภาษาอังกฤษกับลูกบ่อยๆ ลูกจะเข้าใจโดยธรรมชาติและสื่อสารออกมาได้แน่นอนค่ะ


แหล่งข้อมูล  www.learnenglishkids.britishcouncil.org      www.sk.com.br

 

บทความน่าอ่าน

 

แม่ไม่เก่งภาษา ฝึกภาษาลูกให้สำเร็จ ได้อย่างไร?

 

เทคนิคดี! หนิง ศรัยฉัตร สอนลูกสองภาษา ไม่ใช่แค่เรียนอินเตอร์

วาดรูปง่ายๆ

สอนลูก วาดรูปง่ายๆ รูปสัตว์น่ารักกว่า 20 แบบ ฝึกวาดเส้นเสริมจินตนาการ

การวาดรูป ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมศิลปะที่มีประโยชน์และดีต่อพัฒนาการสำหรับเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก แค่ยื่นกระดาษและดินสอให้ลูกได้วาด เด็ก ๆ ก็สามารถสร้างจินตนาการเป็นรูปต่าง ๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูก วาดรูปง่ายๆ อย่างวาดรูปสัตว์น่ารัก อาทิเช่น ไก่ หมา เสือ เพนกวิน ฯลฯ ด้วยขั้นตอนที่ง่าย ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนุกสนานแล้ว ยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เช่น เสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรง ช่วยฝึกการประสานสัมพันธ์ของมือกับตาให้ทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว และช่วยทำให้ลูกได้มีสมาธิอีกด้วย

สอนลูก วาดรูปง่ายๆ วาดรูปสัตว์น่ารัก ฝึกวาดเส้นเสริมจินตนาการ

คุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่าตัวเองวาดรูปไม่เป็นหรือวาดไม่เก่ง ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ แม้ไม่มีพื้นฐานก็สามารถที่จะสอนให้เจ้าตัวเล็กวาดรูปได้ เพราะการวาดรูปสำหรับเด็ก ๆ เริ่มจากการปูพื้นฐานให้ลูกได้ลองวาดเส้นพื้นฐานและรูปทรงต่าง ๆ เมื่อเห็นว่าลูกวาดเส้นแนวนอน แนวตั้ง หรือวาดรูปวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ฯลฯ ได้แล้ว ก็ฝึกวาดเติมโครง เติมตา หู จมูก ปาก ของสัตว์ต่างๆ ได้ มาดูรูปแล้ววาดตามขั้นตอนกันเลย

ชุดสัตว์เลี้ยง

1.รูปปลาน้อย

drawing fish

2.รูปกระต่าย

bunny
bunny

3.รูปหมาน้อย

dog

4.รูปแมว

cat

5.รูปนกน้อย

bird

ชุดแมลง

6.รูปแมลงเต่าทอง

lady-bug

 

7.รูปตะขาบ

centipede

8.รูปแมงมุม

spider

9.รูปผึ้งน้อย

bee

10.รูปผีเสื้อ

butterfly

11.รูปมด

ant

12.รูปหนอนน้อย

worm

ชุดสัตว์ต่าง ๆ

13.รูปลิง

monkey

14.รูปสิงโต

lion

15.รูปหอยทาก

snail

16.รูปยีราฟ

giraff

17.รูปฮิปโป

hippo

18.รูปเสือ

tiger

19.รูปหมี

bear

20.รูปวาฬ

whale

21.รูปค้างคาว

bat

22.รูปม้าลาย

zebra

23.รูปนกฮูก

owl

เว็บไซต์เพื่อการศึกษาตั้งแต่ช่วงอายุ 2 – 6 ปี www.youngciety.com ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกวาดเส้นพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัยที่น่าสนใจว่า กระบวนการทางความคิดในการวาดรูปของเด็ก เกิดจาก

  • เรียนรู้จากการจดจำรูปร่างและรูปภาพซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ถูกใช้ในการวาดรูปต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นรูปร่างได้
  • เรียนรู้การสร้างรูปร่างและรูปภาพจากรูปทรง ซึ่งรูปทรงพื้นฐานอย่างสี่เหลี่ยม วงกลม และเส้นต่าง ๆ จะนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในการวาดรูปง่าย ๆ ได้ เมื่อเด็กมีพัฒนาการมากขึ้นและอยู่ในวัยที่พร้อม เด็กก็จะสามารถใส่รายละเอียดเพิ่มเติมจากโครงร่างที่วาดได้ดียิ่งขึ้น
  • เรียนรู้การสร้างรูปร่างและรูปภาพที่สมบูรณ์แบบเมื่อเด็กมีพัฒนาการมากขึ้น เด็กจะรู้จักวิเคราะห์และวาดรูปได้อย่างสร้างสรรค์ มีขั้นตอนและการใส่รายละเอียดที่ทำให้เริ่มวาดรูปได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

สอนลูกวาดรูปพ่อแม่ไม่เก่งศิลป์ก็ช่วยส่งเสริมศิลปะให้ลูกได้

สำหรับเด็ก ๆ แล้วไม่ว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็กไปถึงโต “ศิลปะ” ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเด็ก ๆ เมื่อได้ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป ระบายสี หาทำศิลปะประดิษฐ์จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งช่วยทำให้เกิดพัฒนาการทั้งภายในและภายนอกของเด็กไปพร้อม ๆ กัน คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกได้ใช้เวลาว่างในการวาดรูปส่งเสริมพัฒนาการได้ อาทิเช่น

  • ให้ลูกได้ลองวาดสิ่งที่ตัวเองสนใจ ปล่อยให้จินตนาการของเด็กเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เช่น การวาดรูปวิว ดอกไม้ รูปสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น
  • เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของลูก เด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น ดินสอ กระดาษ สีเทียน สีไม้ สีเมจิก ฯลฯ และเลือกอุปกรณ์ให้ใช้อย่างเหมาะสมตามช่วงอายุ เช่น ในวัยเด็กเล็กสามารถใช้ดินสอสีไม้หรือสีเทียนขนาดที่จับพอเหมาะกับมือ ในเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไปสามารถให้ลูกได้ลองใช้สีเมจิกที่มีความโดดเด่นเรื่องสีสัน เพิ่มจินตนาการให้ลูกได้มากขึ้น และเมื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือแข็งแรงแล้ว ก็สามารถหาสีประเภทอื่น ๆ เช่น สีน้ำ สีชอลก์ เพื่อฝึกให้ลูกเรียนรู้เทคนิคการใช้สีวาดรูปชนิดอื่น ๆ
  • การวาดรูปศิลปะของลูกอาจจะเริ่มต้นจากเส้น รูปทรงพื้นฐาน จากนั้นก็พัฒนาการเป็นรูปทรงอื่น ๆ วาดออกมาเป็นภาพด้วยการสังเกตจากสิ่งรอบตัว เกิดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เช่น รูปคน รูปสัตว์ ที่ใบหน้ามีหู ตา จมูก ปาก เริ่มมีแขน ขา และเริ่มใส่รายละเอียดตามพัฒนาการขึ้นในแต่ละวัย
  • สำหรับเด็กเล็กในช่วงแรก ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนให้วาดเส้น วาดรูปทรงซ้ำ ๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยและมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น จากนั้นก็ลองให้ลูกได้ขีด ๆ เขียน ๆ ภาพวาดในจิตนาการ และหลังจากวาดเสร็จแล้วลองชวนกันมาเล่าเรื่องจากภาพวาด ที่จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกได้อีกทางหนึ่งด้วยนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.youngciety.com

ภาพจาก : Shutter.com

อ่านต่อบทความเรื่องอื่นที่น่าสนใจ คลิก

ชวนลูกเล่น วาดรูปสอนเขียนเลข แบบสนุกได้ประโยชน์

สอนลูกวาดรูป สัตว์ ไม่ใช่เรื่องยาก!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไข้หัดแมว

ระวัง ไข้หัดแมว ระบาด! อีกหนึ่งภัยร้าย..บ้านไหนเลี้ยงแมวควรรู้

ไข้หัดแมว ระบาด บ้านไหนเลี้ยงแมวต้องระวัง ในช่วงรอยต่อฤดู โรคไข้หัดแมว ทำแมวเสียชีวิตกว่า 40+ แล้ว คนเลี้ยงต้องสังเกตอาการให้ดี และอย่าลืมพาไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน

เตือน ไข้หัดแมว ระบาด!
บ้านไหนเลี้ยงแมวต้องสังเกตอาการให้ดี

ในช่วงรอยต่อของฤดูแบบนี้ มีข่าวจากโซเชียลแชร์ว่า ไข้หัดแมว กำลังระบาดหนัก ทำแมวเสียชีวิต 45 ตัว ใน จ.เพชรบูรณ์ จึงสร้างความหวั่นวิตกว่าอาจจะเกิดการระบาดครั้งใหญ่หรือไม่? สำหรับเรื่องนี้ รศ.สพ.ญ.ดร.รสมา ภู่สุนทรธรรม หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาเปิดเผยถึงการระบาดของ ไข้หัดแมว ว่า … โรคนี้เป็นการติดเชื้อไวรัสไข้หัดแมว FPV หรือกลุ่มพาร์โวไวรัส ซึ่งเป็นโรคประจำถิ่นของไทย และเป็นเชื้อดั้งเดิมที่มีอยู่มานาน 40-50 ปี

โดยเชื้อไวรัสไข้หัดแมว เป็นเชื้อที่รุนแรง มีอัตราตายสูงถึง 90% เกิดขึ้นได้กับแมวและสุนัข แต่ในสุนัขจะเรียกว่าโรคลำไส้อักเสบ พบประปรายใทุกพื้นที่โดยเฉพาะช่วงรอยต่อฤดู เช่นจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนการระบาดใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ 2-3 ปี/ครั้ง

โรคไข้หัดแมว จะมีระยะการฟักตัวของโรค 2-7 วัน น้องแมวที่อายุน้อยส่วนใหญ่ตายอย่างรวดเร็ว อัตราการตายอยู่ระหว่าง 25-90% แมวป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย ร่างกายขาดน้ำ เป็นโรคที่มีอัตราการตายสูง โดยเฉพาะในกลุ่มแมวที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน

ไข้หัดแมว

ซึ่ง รศ.สพ.ญ.ดร.รสมา ยังแนะนำว่าให้เจ้าของฉีดวัคซีนให้กับแมว เพราะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด สำหรับลูกแมวอาจต้องฉีด 2-3 เข็ม โดยเข็มแรกฉีดเมื่อลูกแมวมีอายุ 8 สัปดาห์ และฉีดซ้ำเข็มที่ 2 ห่างออกมา 2-4 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 ฉีดเมื่อแมวอายุครบ 4 เดือน เพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันจากแม่แมวรบกวนการทำวัคซีน ส่วนแมวใหญ่หรือแมวที่โตแล้ว ต้องฉีดวัคซีนปีละ 1 เข็ม”

อย่างไรก็ตามหากแมวสุขภาพดี เจ้าของก็มีความสุข ที่สำคัญเจ้าของต้องควบคุมประชากรแมวให้ได้ เลี้ยงแมวให้น้อยตัวแต่แมวมีคุณภาพชีวิตดี มีความสุขกว่าเยอะ และถ้าฉีดวัคซีนให้แมวเป็นประจำ โรคระบาดก็จะไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ไข้หัดแมว เป็นโรคเฉพาะสัตว์ในตระกูลแมวเท่านั้น ไม่มีรายงานติดถึงคนและสัตว์เลี้ยงอื่น บ้านไหนที่เลี้ยงแมวจึงไม่ต้องกังวลว่าโรคนี้จะติดมายังตัวเองหรือลูกน้อย แต่ ไข้หัดแมว ก็อาจเป็นสาเหตุของการคร่าชีวิตน้องแมวแสนรักของเด็กๆ ไปได้

บอกลูกอย่างไรเมื่อสัตว์เลี้ยงตาย​​​

สำหรับเด็กแล้วความใกล้ชิดทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและพัฒนาการด้านอารมณ์ ความรู้สึก เมื่อถึงเวลาที่สัตว์เลี้ยงต้องจากไป ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่พ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกน้อยเหล่าทาสแมวให้ดี โดยเปลี่ยนการสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักเป็นโอกาสให้ลูก ได้เรียนรู้วิถีของธรรมชาติที่ไม่จีรังแทน

นักจิตวิทยาเด็กแนะนำว่า … ควรบอกตอนที่ลูกอยู่ในอารมณ์สงบ ชวนไปนั่งคุยสองต่อสองในที่เงียบ และต้องให้ลูกรู้สึกว่าปลอดภัย ส่วนตัวพ่อแม่เองไม่ควรฟูมฟายจนเกินเหตุ หรือตำหนิใครในข้อบกพร่องหรือเป็นสาเหตุให้สัตว์เลี้ยงตาย ที่สำคัญที่สุด คือ “ต้องไม่โกหก” การบอกว่า “มันหนีไปไหนไม่รู้ แม่ตามหาไม่เจอ” หรือ “มันไปเที่ยว เดี๋ยวก็กลับ”

ไข้หัดแมว

เพราะนั่นไม่ใช่การแนะนำถึงความตายที่ถูกต้องสำหรับเด็ก ซึ่งนอกจากจะเป็นการโกหกแล้วยังทำให้เด็กสับสนและรอคอย ควรบอกเด็กว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างตามความจริง แต่ต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะตามอายุของลูกด้วย ควรคิดให้ดีก่อนว่าควรใช้คำพูดอย่างไรให้ตรงความจริง แต่ไม่โหดร้ายรุนแรงเกินไป

ทั้งนี้หากถูกถามว่า “ทำไมสัตว์ป่วยแล้วต้องตาย” ควรอธิบายบอกลูกว่า ความตาย คือเรื่องธรรมชาติ เช่น “ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตอะไร หากป่วยและไม่แข็งแรงก็อาจจะถึงตายได้” อาจสอดแทรกว่า ดังนั้นลูกต้องกินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย รักษาความสะอาด ถ้าลูกป่วยเราจะเป็นห่วงและเสียใจมากเช่นกัน หรือจะตอบไปว่า “แม่ก็ไม่รู้ ไม่ว่าคนหรือสัตว์บางทีก็ตายไปเฉยๆ ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร” ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ก็อาจเป็นทางออกที่ดี

เพราะนักจิตวิทยาแนะนำว่า การปล่อยให้ความตายเป็นเรื่อง “ลึกลับ ไม่สามารถคาดเดา หรือเรื่องที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า” ก็อาจเป็นคำตอบที่ดีสำหรับเด็ก

สุดท้าย … พ่อแม่ไม่ควร “ซ่อนความเสียใจ” แต่ก็ไม่ควรแสดงออกจนเด็กตกใจ ควรชวนเด็กพูดคุยเพื่อให้เรียนรู้ว่าอารมณ์ของเค้าในตอนนี้คือ “ความเศร้า” และมันทำให้คนเราไม่สบายใจต้องทำให้เบาบางไปตามเวลา ด้วยการแชร์ว่าพ่อแม่เองก็เสียใจเช่นกัน แล้วชวนลูกอธิบายว่าหนูเองเสียใจมากแค่ไหน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า “ความเศร้าเป็นเรื่องเปิดเผยได้” และลูกจะไม่ต้องเศร้า หรือเก็บเรื่องที่ตนเองเสียใจอยู่คนเดียว พ่อแม่จะมีส่วนรับรู้และเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ กับอารมณ์เศร้าของเค้าด้วย ในทุกๆ เรื่อง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.dailynews.co.th , news.ch7.com , mgronline.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจคลิกที่ภาพได้เลย ⇓

10 ข้อดีของการ ให้ลูกเลี้ยงสัตว์ ส่งผลทั้งร่างกายและจิตใจ

คลิปน่ารัก เบบี๋ดีใจสุดๆ ไปเลยเมื่อเจอเจ้าแมวตัวโปรด

Kid safety รักน้องแมวรักน้องหมา…ต้องพาไปฉีด วัคซีนพิษสุนัขบ้า

Kid safety รักน้องแมวรักน้องหมา…ต้องพาไปฉีด วัคซีนพิษสุนัขบ้า

ไวรัสเห็บ ระบาด! ทำความรู้จัก โรค SFTS โรคร้ายใกล้ตัวจาก “เห็บ”

นั่งสมาธิ

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

นั่งสมาธิ กิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ใช้ฝึกจิตให้สงบ คลายเครียด แต่รู้ไหมว่าเด็กก็ทำสมาธิได้ เมื่อจิตจดจ่อการเรียนรู้ก็มีประสิทธิภาพ วิธีเปลี่ยนลูกดื้อให้เชื่อฟัง

ลูกเก่งรอบด้าน แค่เพียงแม่ชวนลูก “นั่งสมาธิ”

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะชวนลูกมาร่วมกันนั่งสมาธินั้น ก่อนอื่นเราคงต้องทำความเข้าใจกับคำ ๆ นี้เสียก่อนว่าเป็นอย่างไร มีประโยชน์แค่ไหน และต้องใช้วิธีอะไรให้เหมาะกับวัยเด็กอย่างลูกน้อยของเรา เพราะคำว่า “สมาธิ” นั้น คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของผู้ทรงศีลเท่านั้น แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ทาง ทีมแม่ ABK ได้นำข้อมูลดี ๆ จากคุณหมอ ผศ.พญ. วิลาวัณย์ เชิดเกียรติกำจาย ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มาฝากกัน

ขอขอบคุณคลิปจากรายการ Happy Parenting  EP.19/ วิธีฝึกให้ลูกมีสมาธิ RAMA CHANNEL

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเก่งรอบด้าน คงต้องเริ่มจากที่ตัวลูกเสียก่อน ด้วยการพัฒนาศักยภาพของลูกให้มีพื้นฐานที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ วิธีหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ หากเราสามารถมีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีแล้วนั้น ก็จะสามารถเรียนรู้สิ่งนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าการเรียน การงานก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่การ นั่งสมาธิ ในเด็กจะสามารถทำได้ด้วยหรือ เราจะมีวิธีการอย่างไรให้เด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้นาน ๆ มาฝึกนั่งสมาธิเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับรุ้ให้เขาเก่งฉลาดรอบด้านกัน

สมาธิคืออะไร ฝึกจิตไปเพื่อสิ่งใด

นั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิ คือการฝึกปฏิบัติที่ใช้ความตั้งมั่น จดจ่อ และแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติเกิดความสงบ เกิดความรู้สึกตัวหรือมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น

นั่งสมาธิ ฝึกจิต
นั่งสมาธิ ฝึกจิต

ประโยชน์ของการมีสมาธิที่ดี

  • ช่วยให้มีทัศนคติใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด
  • เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียด
  • ช่วยให้เกิดการรู้จักตนเอง เมื่อมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมเพียงพอ จนสามารถเรียนรู้กิจกรรมนั้น ๆ จนกระจ่างแจ้งแล้วว่าเขาชอบ หรือไม่ชอบมัน แต่ถ้าเขาเป็นคนไม่มีสมาธิก็จะทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้เพียงผิวเผินจึงทำให้ไม่สามารถตอบได้ว่าชอบหรือไม่
  • ช่วยฝึกให้ลูกมุ่งความสนใจให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่วอกแวก
  • ลดอารมณ์หรือความคิดในแง่ลบ เมื่อจิตใจสงบ
  • ช่วยเพิ่มจินตนาการและความคิดที่สร้างสรรค์ เมื่อเขาพร้อมเรียนรู้ด้วยใจที่สงบพร้อมเรียน ทักษะที่ดีรอบด้านก็จะได้รับเต็มประสิทธิภาพ
  • เพิ่มความอดทนอดกลั้น จากการรอคอยในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราเคยฝึกให้ เพราะลูกได้เรียนรู้แล้วว่าการรอคอยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงาน

ดูอย่างไรว่าลูกเรามีสมาธิดีตามวัย

คุณหมอได้กล่าวว่า สมาธิในเด็กเล็กโดยฉพาะเด็กเล็ก 2-3 ปีนั้น เป็นกลุ่มที่ยากต่อการประเมินมาตราฐานว่าควรมีระยะเวลาในการมีสมาธิต่อสิ่งหนึ่งนานเท่าไหร่ เพราะความซน ไม่อยู่นิ่งของเขา แต่ก็มีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่บ้างที่พอจะกล่าวได้ว่า เด็กจะมีสมาธิในระยะเวลาได้ประมาณเป็นอัตราส่วน 1 ขวบ : 3 นาที  เช่น ถ้าลูกอายุ 3 ขวบ จะสามารถทำกิจกรรมได้นานเกิน 10 นาที แบบนี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าต้องการฝึกให้ลูกมีสมาธิต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานกว่านี้ ก็อาจจะทำการแบ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นช่วง ๆ ใช้เวลาสั้น ๆ ย่อย  ๆ ลงมาในแต่ละกิจกรรม เปลี่ยนกิจกรรมให้เด็กไม่เบื่อหน่าย หรือมีการพักเบรกให้เขาได้พัก ก็สามารถทำให้เด็กเล็กมีสมาธิได้เป็นชั่วโมง ๆ เหมือนกัน แต่ถ้าหากต้องการให้ลูกมีสมาธิที่ดี สามารถฝึกจิตให้นิ่งต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเป็นนิสัยก็มีวิธีที่สามารถส่งเสริมให้เขาได้พัฒนาได้เช่นกัน

วิธีการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิเพิ่มขึ้น

  • ฝึกทำอะไรทีละอย่าง ไม่ทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เด็กมีสมาธิในสิ่งที่ตนเองทำอยู่ เช่น การให้ลูกดูทีวีไปพร้อมกับทานข้าว หรือ การระบายสีพร้อมกับดูทีวีไปด้วย เป็นต้น แบบนี้จะทำให้ลูกไม่มีสมาธิจดจ่อต่อสิ่ง ๆ เดียว ทำสิ่งนี้ทีสิ่งนั้นที สมาธิต่อกิจกรรมสิ่งหนึ่งกำลังจะเกิด ก็ต้องถูกทำลายลงด้วยความสนใจต่อกิจกรรมอีกสิ่งหนึ่ง ถ้าติดเป็นนิสัยไปก็จะกลายเป็นว่าลูกจะมีพฤติกรรมจับจด ไม่สามารถทำสิ่งใดสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ให้ลูกทำอะไรทีละอย่าง
ให้ลูกทำอะไรทีละอย่าง

ข้อแนะนำของคุณหมอที่พ่อแม่ควรกังวล โทรทัศน์เป็นสิ่งเร้าที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งภาพและเสียงที่ถูกฉายจะเปลี่ยนไวมาก เด็กก็จะจดจ่อไปกับโทรทัศน์ทำให้ไม่มีสมาธิไปกับกิจกรรมอื่น การที่ให้เด็กเล็กนั่งดูทีวีนาน ๆ ดูเหมือนจะเป็นการมีสมาธิต่อโทรทัศน์ที่ดี แต่นั่นเป็นเพราะว่ามันเปลี่ยนเร็ว เมื่อเด็กไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การดูโทรทัศน์ ก็จะพบว่ากลายเป็นเด็กที่ขาดสมาธิไป

  • ฝึกระเบียบวินัย ฝึกเก็บของ จัดบ้านให้เป็นระเบียบ เช่น ตั้งกฎกติกากับลูกว่าให้เล่นของเล่นได้ทีละชิ้น ทีละอย่าง เมื่ออยากเล่นของเล่นชิ้นต่อไป ต้องทำการเก็บของเล่นอีกชิ้นให้เรียบร้อยก่อน นอกจากจะได้ฝึกลูกในเรื่องระเบียบวินัยแล้ว ยังสามารถฝึกให้เขามีสมาธิอีกด้วย เพราะการที่เทของเล่นกระจัดกระจายเต็มบ้าน เขาจะใช้เวลาเล่นของเล่นแต่ละชิ้นไม่มากพอสำหรับการฝึกสมาธิ เพราะมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้ผละไปหาสิ่งใหม่
  • ฝึกให้รู้จักการวางแผนง่าย ๆ และทำตามตารางเวลาที่ได้วางไว้ ถึงแม้ว่าในเด็กเล็กการเข้าใจในเรื่องเวลาอาจมีไม่มาก แต่เขาก็สามารถเข้าใจช่วงเวลาคร่าว ๆ ได้ เช่น เช้า กลางวัน กลางคืน พ่อแม่สามารถฝึกให้ลูกรู้จักการจัดตารางเวลาชีวิตประจำวันของเขา เช่น ตื่นนอนกี่โมง เล่นได้ถึงเวลาใด เข้านอนกี่โมง แล้วให้เขาทำตามนั้น ถ้าเราทำให้เขาเป็นกิจวัตร ลูกก็จะสามารถเรียนรู้การปฎิบัติตามตารางเวลาได้

ถ้าลูกขาดสมาธิจะกลายเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่

สมองลูกเมื่อเติบโตขึ้นก็จะมีการพัฒนาไปตามวัย รวมทั้งความสามารถในการเรียนรุ้ และสมองในส่วนของสมาธิก็พัฒนาขึ้นด้วยเช่นกัน ในวัยเด็ก ลูกที่ซน สมาธิไม่ดีพอ ก็ไม่ได้หมายความว่าโตขึ้นจะกลายเป็นโรคสมาธิสั้นเสมอไป เพราะโรคสมาธิสั้นเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่การที่ลูกมีสมาธิไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู ที่ไม่ได้ฝึกมาให้กับเขาดีพอ

นั่งสมาธิ แนวใหม่ดึงความสนใจเจ้าตัวเล็ก

สมาธิสำหรับเด็ก ไม่ได้หมายความว่าให้คุณพ่อคุณแม่จับเจ้าตัวเล็กมานั่งนิ่ง ๆ ไม่ให้กระดุกกระดิกไปไหน แต่สมาธิสำหรับเด็ก คือ การฝึกเด็กให้มีความสนใจ หรือจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแน่วแน่และตั้งใจในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นการสนใจในระยะเวลาสั้นหรือเป็นระยะเวลานานก็ได้ โดยจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาการ และความเพลิดเพลินควบคู่กันไป

เพลงนี้ที่หนูชอบ

การใช้เพลง เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้เด็กหยุดความสนใจในสิ่งอื่นได้ง่าย ยิ่งหากเป็นเพลงที่เขาชอบ การจะชวนให้ลูกมานั่งฟัง หรือร้องตามจนจบเพลง ก็เป็นการช่วยให้ลูกได้ฝึกการนั่งนิ่ง สงบใจ สยบพฤติกรรมที่ซุกซนลงไปได้บ้าง เด็กบางคนอาจสงบด้วยเพลงการ์ตูนเรื่องโปรด บางคนชอบเพลงคลาสสิค บางคนอาจเป็นเพลงทำนองฟังสบาย หรือบางคนอาจจะเหมาะกับเสียงธรรมชาติมากกว่าเสียงเพลง คุณพ่อคุณแม่ก็ลองเลือกหากันดูได้ค่ะ

โยคะพาเพลิน

การเล่นโยคะ เป็นวิธีที่ผู้ใหญ่อย่างเรานิยมใช้ในการออกกำลังกายและฝึกสมาธิ แต่รู้ไหมว่า การเล่นโยคะ ก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ในการฝึกสมาธิและสงบจิตใจให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย โดยการใส่เรื่องราวหรือเสียงประกอบเข้าไป ก็จะยิ่งทำให้เกิดความน่าสนใจ ที่สำคัญการได้ทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งที่เด็กทุกคนชื่นชอบ การได้เลียนแบบทำตามพ่อแม่เป็นวิธีจูงใจให้ลูกหันมาฝึกโยคะ สงบจิตใจได้ไม่ยากเลย

นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งๆ
นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งๆ

ของเล่นที่ต้องใช้ความพยายาม
ของเล่นสำหรับเด็กช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และเป็นตัวช่วยที่ดีในการฝึกให้ลูกมีสมาธิ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มความใส่ใจในการเลือกซื้อของเล่นเสียหน่อย เช่น ของเล่นแนวตัวต่อ ของเล่นชุดสวนสัตว์แนวบทบาทสมมติ เพราะของเล่นเหล่านี้เป็นของเล่นที่ต้องใช้เวลาในการประกอบ หรือจัดวางให้เป็นเรื่องเป็นราว การเล่นแบบนี้ก็จะเป็นการเสริมสมาธิให้ลูกได้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากทักษะอื่น ๆ เช่น การฝึกจินตนาการ การฝึกใช้กล้ามเนื้อ และการประสานสายตามือเท้า ซึ่งเป็นทักษะที่ลูกจะได้รับพร้อมกันไป

นิทานก่อนนนอน
ก็เป็นอีกตัวช่วยที่ดีในการฝึกให้ลูกมีสมาธิ นอกเหนือจากการนั่งสมาธินิ่ง ๆ เพียงอย่างเดียว นิทานที่ถูกเล่าโดยเสียงของคุณพ่อคุณแม่นั้น เป็นนิทานที่ดึงความสนใจของลูกเราได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อต้องลองพิสูจน์ดู เวลาที่คุณพ่อคุณแม่เรียกมาล้อมวงนั่งฟังนิทาน ลูกจะสามารถหยุดทุกกิจกรรมแล้วรีบวิ่งมานั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจได้อยู่นานจนจบเรื่องเลยทีเดียว

เสริมกิจกรรม
คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมตามวัย เช่น ว่ายน้ำ เรียนดนตรี หรือกิจกรรมทางศิลปะต่าง ๆ ให้หลากหลาย เพราะการที่คุณพ่อคุณแม่ให้ลูกน้อยได้รู้จักทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น จะเป็นการปลูกฝังความสนใจและสมาธิได้เป็นอย่างดี

อยู่กับธรรมชาติ
ลักษณะพิเศษของธรรมชาติ คือ ความสงบนิ่ง การให้เด็กได้คุ้นเคยกับธรรมชาติ จะช่วยให้เขาสงบนิ่งมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะเริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะแล้วให้ชี้ชวนให้เขาสังเกตในสิ่งต่าง ๆ ได้สัมผัส ได้เรียนรู้ และฝึกจิตให้สงบนิ่ง อีกกิจกรรมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบมากกับเรื่องธรรมชาติ นั่นคือ การให้ลูกได้ทดลองปลูกพืช ปลูกผักด้วยตัวเขาเอง แล้วให้ดูแล สังเกตุ และรอคอยการเจริญเติบโตของมัน นอกจากลูกจะได้เรียนรู้วงจรธรรมชาติของต้นไม้แล้ว เขายังเข้าใจได้ถึงผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจหากเขารู้จักรอคอย ใส่ใจต่อสิ่งนั้น

การฝึกลูก นั่งสมาธิหรือทำสมาธิจากกิจกรรมอื่น ๆ นั้น นอกจากจะช่วยเขาในเรื่องพื้นฐานความพร้อมต่อการเรียนรู้ทักษะรอบด้านให้มีประสิทธิภาพแล้ว การที่พ่อแม่ชวนลูกมานั่งสมาธินั้น ก็เป็นการเปิดประตูสู่การสอนสั่งลูกในเรื่องหลักธรรมะ ที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของเขาต่อไปในอนาคตอีกด้วย คนทุกคนเกิดมาล้วนแต่มีความตั้งใจที่จะเป็นคนดี แต่ความว่า “คนดี” ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน หากเราสร้างบรรทัดฐานการประพฤติปฎิบัติดี แก่ลูกตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ความคิดอ่านของเขาเมื่อโตขึ้นก็ย่อมเป็นไปในทางที่ถูกที่ควรอย่างแน่นอน

การสอนลูกให้นั่งสมาธิตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ เท่ากับเป็นการฝึกให้ลูกคุ้นกับความสงบใจตั้งแต่เด็ก แล้วลูกจะเป็นคนดีตลอดชีวิต เพราะเขาสามารถควบคุมจิตใจให้เป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่เย้ายวนใจ และมั่นคงอยู่ในความดีที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังไว้ให้แก่เขานั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง จาก RAMA CHANNEL / pobpad

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ท่องศีล5 ลูกได้แค่จำ ลองวิธีใหม่ช่วยเข้าถึงแก่นธรรมง่ายๆ

3 เทคนิค สอนลูก เข้าใจธรรมะ

ค่านิยมทาง “ศีลธรรม” 10 ประการที่พ่อแม่ควรสอนลูก

แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด 200 ชื่อดี เน้นเสริมเดช ศรี บารมี ครบทั้ง 7 วัน!

รวมชื่อดี! ไอเดียสำหรับ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ครบทั้ง 7 วัน เน้นเสริมดวงเดช ศรี บารมี ถูกโฉลก เพิ่มโชค เป็นสิริมงคลให้ลูกน้อย หากคุณกำลังมองหาชื่อลูกพร้อมความหมายดีๆ คลิกเลย!

รวม 200 ชื่อมงคล
สำหรับ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ครบทั้ง 7
วัน

ตำราการตั้งชื่อ ตามหลักทักษาศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับ วันเกิด ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญของการตั้งชื่อจริง ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด โดยต้องเลือกตัวอักษรมงคล ใช้อักษรที่มีพลังตามเพศ และมีความหมายมงคล

ซึ่งหากจะ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด สำหรับลูกชาย นิยมเลือกทักษาอักษรที่มี “เดช” นำหน้า เสริมดวงด้านการคิด การทำ มีผู้คนยำเกรงเชื่อฟัง เป็นที่เคารพนับถือ ซึ่งจะช่วยส่งผลในภาพรวมถึงเรื่องอำนาจ วาสนาบารมี ความยิ่งใหญ่ ความเป็นผู้นำ และช่วยเสริมความเป็นมงคลด้านความสำเร็จต่างๆ ในชีวิตของลูกน้อยได้ … ส่วนลูกสาว มักจะนิยมเลือกทักษาอักษรที่มี “ศรี” นำหน้า เพื่อช่วยเสริมดวงเรื่องการอุปถัมภ์ มีผู้ใหญ่เอ็นดูให้การสนับสนุนเก็บเงินเก็บทองได้เก่ง

และสำหรับทักษาอักษร หมวด “บริวาร” จะช่วยเสริมดวงด้านอำนาจ วาสนาดี บารมีแผ่ไพศาล มีบริวารล้อมรอบ เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่ค้องการให้ลูกน้อย โตขึ้นไปเป็นคนที่มีความเจริญรุ่งเรืองในยศ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน รวมทั้งมีคนคอยอุปการะและสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ตลอด ทั้งนี้หากจะ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ทักษาอักษร หมวด เดช ศรี และบริวาร จึงเป็นตัวแรกๆ ที่ควรเลือกมาใส่ในการตั้งชื่อลูก แต่ก็สามารถใช้ทักษาอักษรวรรคอื่นๆ มาใส่ได้หากต้องการเสริมเรื่องมงคลนั้นๆให้กับลูกน้อย

ดังนั้นเพื่อเป็นไอเดียให้คุณพ่อคุณแม่สำหรับ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ทีมแม่ ABK จึงมีชื่อเพราะๆ ความหมายดีๆ ครบทั้ง 7 วัน มาฝาก โดยเน้นเฉพาะทักษาอักษรเสริมดวงด้านเดช ศรี บารมี ถูกโฉลก เพิ่มโชค เพื่อเป็นสิริมงคลให้ลูกน้อย จะมีชื่อใดบ้างตามมาดูกันเลย

ชื่อคนเกิดวันอาทิตย์
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อคนเกิดวันอาทิตย์ ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันอาทิตย์ ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันอาทิตย์

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันอาทิตย์

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันอาทิตย์ ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ จ ฉ ช ฌ ญ ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ อ และหมวดสระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
จิตริน ช จิด-ตริน ศิลปิน
จิรเมธ ช จิ-ระ-เมด มีความฉลาดนาน, มีความรู้ตลอดกาล
ชยุดา ญ ชะ-ยุ-ดา รุ่งเรือง
ญารัจฉรา ญ ยา-นัด-ฉะ-รา มีความรู้ดุจนางฟ้า
ญาตาวี ญ ยา-ตา-วี ผู้มีความรู้

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ฐิติกร ช ถิ-ติ-กอน ผู้สร้างความมั่นคง
ฐานิดา ญ ถา-นิ-ดา ผู้มีความตั้งมั่น
ฑิมพิกา ญ ทิม-พิ-กา ไพลน้ำ, ฟองน้ำ
ณัฐ ช นัด นักปราชญ์, ผู้ตั้งอยู่ในความรู้
ณัฐกิตติ์ ช นัด-ถะ-กิด ผู้รุ่งเรืองด้วยความรู้

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
อธิชนม์ ช อะ-ทิ-ชน ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ มีค่ามาก
อนิวรรตน์ ช อะ-นิ-วัด ไม่ท้อถอย
อมราวดี ญ อะ-มะ-รา-วะ-ดี สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
อรรณพ ช อัน-นบ ทะเล , มหาสมุทร
อริยา ญ อะ-ริ-ยา ผู้ประเสริฐ , ผู้เจริญ
อัคคพล ช อัก-คะ-พน ผู้มีกำลังเป็นเลิศ
อาภัสรา ญ อา-พัด-สะ-รา สว่าง สุกใส เปล่งปลั่ง
อารยา ญ อา-ระ-ยา เจริญ , ศิวิไลซ์
อิงค์ ช/ญ อิง อัศจรรย์ , น้ำหมึก
อิทธยา ญ อิด-ทะ-ยา อำนาจ , ความเจริญ , ความสำเร็จ
อินทิมา ญ อิน-ทิ-มา นางผู้เป็นยอด
อินทิรา ญ อิน-ทิ-รา นางผู้ยิ่งใหญ่
ไอริณ ญ ไอ-ริน เกลือสินเธาว์
ไอศูรย์ ช ไอ-สูน ความเป็นเจ้า เป็นใหญ่
ไอศิรา ญ ไอ-สิ-รา นางผู้เป็นใหญ่

 

ชื่อคนเกิดวันจันทร์
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อคนเกิดวันจันทร์ ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันจันทร์ ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันจันทร์

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันจันทร์

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันจันทร์ ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ ด ต ถ ท ธ น และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ ก ข ค ฆ ง

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ฐากูร ช ถา-กูน เทพเจ้าที่นับถือ
ณกัญญา ญ นะ-กัน-ยา หญิงงามด้วยความรู้
ณัฏฐนิช ญ นัด-ถะ-นิด ฉลาดและเป็นตัวของตัวเอง
ณิชมน ญ นิด-ชะ-มน หญิงผู้มีใจที่บริสุทธิ์

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ดรณ์ ช ดอน พ้นทุกข์
ดารินทร์ ญ ดา-ริน ดวงดาวอันยิ่งใหญ่
เตชิต ช เต-ชิด ฉลาดเฉียบแหลม
ธนกฤต ช ทะ-นะ-กริด ผู้สร้างทรัพย์สิน
ธนัท ช ทะ-นัด ผู้ร่ำรวย
ธัญจิรา ญ ทัน-จิ-รา มีสิริมงคลยั่งยืน
ธาม ช ทาม ยศศักดิ์
นนท์ปวิธ ช นน-ปะ-วิด ผู้สร้างความสุข ความบันเทิง
นัทธ์ชนัน ญ นัด-ชะ-นัน ผูกพันกับผู้ให้กำเนิด

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
กนกพร ญ กะ-หนก-พอน ทองคำที่ดี
กรภัทร์ ช กอ-ระ-พัด การกระทำอันเป็นมงคล
กฤตยา ญ กริด-ตะ-ยา มีเกียรติ
กฤษดา ช กริด-สะ-ดา ความดีที่ทำไว้แล้ว
กฤษฎาภา ญ กริด-สะ-ดา-พา รัศมีแห่งความดีที่ทำไว้แล้ว
กอบบุญ ช กอบ-บุน ถือเอาบุญ
กัญญาพัชร ญ กัน-ยา-พัด หญิงผู้มีค่าดุจเพชร
เขมจิรา ญ เขม-จิ-รา มีความปลอดภัยตลอดกาล
เขมทัต ช เข-มะ-ทัด ผู้ให้ความเกษม
เขมิกา ญ เข-มิ-กา ผู้ยินดีในความสุข
คณิน ช คะ-นิน ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย
ฆริกา ญ คะ-ริ-กา เจ้าของบ้าน

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันอังคาร

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันอังคาร ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ ด ต ถ ท ธ น ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ จ ฉ ช ฌ ญ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ดลลชา ญ ดน-ละ-ชา ความสุข , ความยอดเยี่ยม
เตชัส ช เต-ชัด เดชและอำนาจ
ทานต์ ช ทาน ผู้ใจดี , ใจเย็น
ธนวินท์ ช ทะ-นะ-วิน ได้ทรัพย์ , มีทรัพย์
ธนัสถา ญ ทะ-นัด-ถา มีทรัพย์มั่งคั่ง
ธยานีย์ ญ ทะ-ยา-นี ผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ
นพรุจ ช นบ-พะ-รุด มีความรุ่งเรืองเสมอ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
บุณณดา ญ บุน-นะ-ดา ความบริสุทธ์ , ความสำเร็จ
บุรัสกร ญ บุ-รัด-สะ-กอน ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์
เบญญา ญ เบน-ยา ฉลาดรอบรู้
ปกิตตา ญ ปะ-กิด-ตา ผู้ได้รับยกย่องชมเชย
ปภาวิชญ์ ช ปะ-พา-วิด นักปราชญ์ผู้รุ่งเรือง
ปรเมศวร์ ช ปะ-ระ-เมด ผู้เป็นใหญ่ยิ่ง คือ พระอิศวร
ปวีร์ ช ปะ-วี ผู้กล้าหาญ
ปารมี ญ ปา-ระ-มี มีบารมี
ผลบุญ ช ผล-บุน ผู้ได้รับผลจากบุญกุศล
พรสุภัค ญ พอน-สุ-พัก ผู้มีโชคอันประเสริฐ
พัณณิตา ญ พัน-นิ-ตา ผู้ได้รับการสรรเสริญ
พิชยะ ช พิด-ชะ-ยะ ชัยชนะ
มรรษกร ช/ญ มัด-สะ-กร ผู้มีความเพียร
เมธาวี ญ เม-ทา-วี ผู้มีปัญญา

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
จงจินตน์ ช/ญ จง-จิน ตั้งใจทำ
จรณ์ ช จอน ความประพฤติดี
จารุพิชญา ญ จา-รุ-พิด-ชะ-ยา นักปราชญ์ผู้งดงาม
จิณณ์ ช จิน ผู้ที่ประพฤติดีแล้ว
ชยานิศ ญ ชะ-ยา-นิด เจ้าแห่งความรู้ , ยอดผู้รู้
ชนัญชิดา ญ ชะ-นัน-ชิ-ดา ผู้ชนะคนอื่น
ชนาธิป ช ชะ-นา-ทิบ ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย
ญาณิศา ญ ยา-นิ-สา เป็นใหญ่ด้วยความรู้
ญาดา ญ ยา-ดา ผู้รู้ , นักปราชญ์

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันพุธ กลางวัน

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันพุธ กลางวัน ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ ย ร ล ว และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
บัญญพนต์ ช บัน-ยะ-พน ผู้มีปัญญา
ปณาลี ญ ปะ-นา-ลี สายน้ำ
ปุญญิศา ญ ปุน-ยิ-สา ผู้มีบุญยิ่งใหญ่
ไผท ช ผะ-ไท แผ่นดิน
ภัทรดารา ญ พัด-ทระ-ดา-รา ผู้เจริญยิ่งกว่า
มนนัทธ์ ญ มน-นัด ผูกพันด้วยใจ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ยศวร ช ยด-สะ-วอน มียศอันประเสริฐ
รสริน ญ รด-สะ-ริน มีเสน่ห์น่ารื่นรมย์
ลลิตา ญ ละ-ลิ-ตา น่ารัก , น่าเอ็นดู
ลาภิณ ช ลา-พิน ผู้มีลาภ
วิกรานต์ ช วิ-กราน กล้าหาญ
วีริสา ญ วี-ริ-สา เป็นใหญ่เหนือวีรบุรุษ
วิมลิน ญ วิ-มะ-ลิน ผู้ปราศจากมลทินใดๆ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ฐิดายุ ช/ญ ถิ-ดา-ยุ ผู้มีอายุยืนยาว
ฐิติชญา ญ ถิ-ติ-ชะ-ยา ผู้มีความมั่นคง
ณภัทร ช นะ-พัด ผู้ดีงามด้วยความรู้ ความฉลาด
ณัชชา ญ นัด-ชา เกิดจากความรู้ ความฉลาด
ณัฏฐา ญ นัด-ถา ฉลาด
ณัฐธัญ ช นัด-ทัน ปราชญ์ผู้โชคดี
ณัท ช นัด ให้ซึ่งความรู้
ณิชารีย์ ญ นิ-ชา-รี ผู้บริสุทธุ์และประเสริฐ
ณิชกานต์ ญ นิด-ชะ-กาน บริสุทธุ์และเป็นที่รัก

 

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันพุธกลางคืน

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันพุธ กลางคืน ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ อ และหมวดสระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ ก ข ค ฆ ง และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ ย ร ล ว

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
อภิณห์พร ญ อะ-พิน-พอน มีพรอยู่เสมอๆ
อรรจยา ญ อัด-จะ-ยา เป็นที่รักใคร่นับถือ
อัจฉริยา ญ อัด-ฉะ-ริ-ยา มีความรู้ความสามารถเยี่ยม
อัฑฒ์ ช อัด ผู้ร่ำรวย

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
กนกพิชญ์ ญ ก-หนก-พิด นักปราชญ์ผู้เทียบค่าได้ดั่งทอง
กวิสรา ญ กะ-วิ-สะ-รา จอมกวี , ยอดผู้ฉลาด
กันติศา ญ กัน-ติ-สา เจ้าแห่งความรัก
กิตติกวิน ช กิด-ติ-กะ-วิน งามด้วยเกียรติ
คณิต ช คะ-นิด การนับ
คิรินทร ช คิ-ริน-ทอน เจ้าแห่งภูเขา

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ยศวดี ญ ยด-สะ-วะ-ดี (หญิง) ผู้มียศ
ยศวิชญ์ ช ยด-สะ-วิด มีชื่อเสียงเพราะฉลาด
รมิตา ญ ระ-มิ-ตา ผู้มีความสุข
ฤชุดา ญ รึ-ชุ-ดา ความซื่อตรง
ลลนา ญ ละ-ละ-นา ผู้หญิงที่น่าเอ็นดู
วรินทร ญ วะ-ริน-ทอน ประเสริฐและเป็นใหญ่
วทัญญู ช วะ-ทัน-ยู ใจดี ใจบุญ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่
วิญญ์ ช วิน ผู้รู้แจ้ง , นักปราชญ์
วิทิต ช วิ-ทิด ผู้รู้ , ผู้คงแก่เรียน

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

ตั้งชื่อตามวันเกิด วันพฤหัสบดี

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันพฤหัสบดี ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ ศ ส ษ ห ฬ ฮ ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ อ และหมวดสระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ศมนันท์ ช/ญ สะ-มะ-นัน ความสุขสงบ
ศุทธา ช สุด-ทา ความบริสุทธิ์
สุชัญญา ญ สุ-ชัน-ยา ประเสริฐยิ่ง

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
อกนิษฐ์ ช อะ-กะ-นิด ใหญ่สุด , สุงสุด
อดิรุจ ช อะ-ดิ-รุด สง่ามงามยิ่ง
อนุภัทร์ ช อะ-นุ-พัด ดีวามเสมอ
อรอินทุ์ ญ ออน-อิน งามดั่งดวงจันทร์
อาชวิน ช อาด-ชะ-วิน มีความซื่อสัตย์
อิษฏ์ ช อิด การบูชา

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
บัณฑิตา ญ บัน-ดิ-ตา ผู้ทรงความรู้ , ผู้มีปัญญา
บุญนิธย์ ญ บุน-ยะ-นิด ขุมทรัพย์คือบุญ
บุณฤทธิ์ ช บุน-ยะ-ริด ผู้มีอำนาจด้วยบุญ
บุณยวีร์ ญ บุน-ยะ-วี ดีและกล้าหาญ
ปกรณ์ ช ปะ-กอน คัมภีร์ , ตำรา
ปภาวี ญ ปะ-พา-วี ผู้มีอำนาจ
ใฝ่ธรรม ช ไฝ่-ทำ สนใจในทางธรรม
พิชชาภา ญ พิด-ชา-พา รุ่งเรืองด้วยความรู้
พีรดา ญ พี-ระ-ดา ความกล้าหาญ
พุฒิธาดา ญ พุด-ทิ-ทา-ดา ผู้รวยสมบัติ
ภัคทีมา ญ พัก-ที-มา ผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นมงคล
มนัสวี ญ มะ-นัด-สะ-วี มีความตั้งใจมุ่งมั่น

ชื่อคนเกิดวันศุกร์
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อคนเกิดวันศุกร์ ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันศุกร์ ตั้งชื่อลูกชายเกิดวันศุกร์

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันศุกร์

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันศุกร์ ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ ก ข ค ฆ ง ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ จ ฉ ช ฌ ญ และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ ศ ส ษ ห ฬ ฮ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
กรวีร์ ช กอ-ระ-วี ผู้กล้าหาญในที่ทำงาน
กฤตภาส ช กริด-ตะ-พาด ผู้ทำให้เกิดแสงสว่าง ความรุ่งเรือง
เขมิสรา ญ เข-มิด-สะ-รา ยอดแห่งความปลอดภัย
คณิศร ช คะ-นิ-สอน ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหมลาย
คริษฐา ญ คะ-ริด-ถา ผู้ที่น่าบูชา
คุณัชญ์ ช คุ-นัด ผู้รู้คุณธรรม , ผู้รู้ความดี
ครองสุข ช/ญ ครอง-สุก ผู้รักษาไว้ซึ่งความสุข

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
จรณินท์ ช จะ-ระ-นิน เป็นใหญ่เพราะความประพฤติดี
จารุตน์ ช จา-รุด ผู้เป็นที่รักที่สุด
จิตตินี ญ จิด-ติ-นี หญิงผู้ฉลาดเฉลียว
ฉันท์ทัต ช ฉัน-ทัด ให้ความพอใจ
ฉันทนัทธ์ ญ ฉัน-ทะ-นัด ความรักและผูกพัน
ชฎาพร ญ ชะ-ดา-พอน เครื่องสวมศีรษะอันประเสริบ
ชนกันต์ ช ชะ-นะ-กัน เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ชนิตพล ช ชะ-นิด-ตะ-พน ให้เกิดพลัง
ชนิปรียา ญ ชะ-นิ-ปรี-ยา ลูกสาวอันเป็นที่รักของมารดา
ชวินนุช ญ ชะ-วิน-นุด หญิงผู้มีเชาว์ปัญญาดี
ชุติมดี ญ ชุ-ติ-มะ-ดี มีแสงสว่าง รุงโรจน์
ญาณวุฒิ ช ยา-นะ-วุด เจริญด้วยความรู้

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ศตพร ช/ญ สะ-ตะ-พอน มีพรประเสริฐมากมาย
ศรัณย์ ช สะ-รัน เป็นที่พึ่ง
ศรัณยา ญ สะ-รัน-ยา ผู้เป็นที่พึ่ง
ศีลวัต ช สี-ละ-วัด มีความประพฤติดี
ศุจินทรา ญ สุ-จิน-ทรา ยอดแห่งความบริสุทธิ์
สมิทธิ์ ช สะ-มิด สำเร็จ , พร้อม , สมบูรณ์
สิรวิชญ์ ช สิ-ระ-วิด นักปราชญ์ผู้เป็นยอด
สุชาดา ญ สุ-ชา-ดา ผู้เกิดมาดี
สุตภาวี ญ สุด-ตะ-พา-วี ผู้เจริญเพราะการเรียน-การอ่าน
สุรางคนา ญ สุ-ราง-คะ-นา นางฟ้า

 

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด วันเสาร์

สำหรับชื่อคนที่เกิดวันพุธ กลางวัน ตัวอักษรมงคลวรรค “เดช” คือ ย ร ล ว ส่วนตัวอักษรมงคลวรรค “ศรี” คือ ศ ส ษ ห ฬ ฮ และตัวอักษรมงคลวรรค “บริวาร” คือ ด ต ถ ท ธ น

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “เดช”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ยลรดี ญ ยน-ระ-ดี มองแล้วเกิดความยินดี
ยศัสวิน ช ยะ-สัด-สะ-วิน มีชื่อเสียงในทางเก่งกล้า
รุจิรา ญ รุ-จิ-รา งาม , สว่าง , รุ่งเรือง
ลีนมน ญ ลี-นะ-มน ผู้มีใจผูกพันและภักดี
วัชริศ ช วัด-ชะ-ริด เจ้าสายฟ้า
วิรัญชนา ญ วิ-รัน-ชะ-นา เป็นที่ยินดียิ่ง
วีธรา ช/ญ วี-ทะ-รา บริสุทธิ์ , หมดจด

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “ศรี”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ศัจกร ช สัด-จะ-กอน ผู้สร้างความเข้มแข็ง
ศรีธรา ญ สี-ทะ-รา ทรงไว้ซึ่งโชคและศรี
สลิลลา ญ สะข-ลิน-ลา น้ำฝน
สิรวิชญ์ ญ สิ-ระ-วิด นักปราชญ์ผู้เป็นยอด
สุทัตดา ญ สุ-ทัด-ดา เกิดมาดีแล้ว
โสภนัฐ ญ โส-พะ-นัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
หาญชนะ ช หาน-ชะ-นะ กล้าหาญในการได้ชัยชนะ

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด เสริมดวง วรรค “บริวาร”

ชื่อ เพศ คำอ่าน คำแปล / ความหมาย
ดาณิมา ญ ดา-นิ-มา ผู้มีที่พึ่ง , ผู้เข้าถึงธรรมชาติสูงสุด
ดิลกฤทธิ์ ช ดิ-หลก-ริด มีฤทธิ์เป็นเลิศ
ดุลยุตม์ ช ดุน-ละ-ยุด ผู้รักความยุติธรรม
ตมิศา ญ ตะ-มิ-สา พระจันทร์
ถิรายุส์ ช ถิ-รา-ยุ มีอายุยืน
ทรรศนีย์ , ทัศนีย์ ญ ทัด-สะ-นี หญิงผู้มีความงามน่ามอง
ทักษวดี ญ ทัก-สะ-วะ-ดี หญิงผู้มีความสามารถ มีความชำนาญ
ทัตพิชา ญ ทัด-พิ-ชา ผู้ได้รับประสาทวิชาความรู้
ธนวิชญ์ ช ทะ-นะ-วิด มีความรู้เป็นทรัพย์
ธรรศ ช ทัด ความกล้าหาญ
ธัญจิรา ญ ทัน-จิ-รา มีสิริมงคลยั่งยืน
ธาดา ญ ทา-ดา ผู้สร้าง
ธิตยา ญ ทิด-ตะ-ยา หญิงผู้ลาด มีความเพียร
นิรัชพร ญ นิ-รัด-ชะ-พอน บริสุทธิ์และประเสริฐยิ่ง
นุชวรา ญ นุด-ชะ-วะ-รา หญิงสาวผู้ประเสริฐ

จากรายชื่อมงคลทั้ง 200 ชื่อข้างต้น หากมีชื่อไหนถูกใจ
คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเลือกไป ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ได้เลยนะคะ


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ “คู่มือ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด และวันที่เกิด เปลี่ยนนามทักษามงคล”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจคลิกที่ภาพได้เลย ⇓

858 ชื่อเล่น ลูกสาว-ลูกชาย สุดฮิตติดเทรนด์ ปี 2020

100 ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อเกาหลี ตามไอดอล นักแสดง และตัวละครซีรีย์ดัง!

222 ชื่อภาษาอังกฤษ ชื่อเล่นลูกสาว ยอดฮิตและเทรนด์ใหม่ ใช้ตั้งได้ทุกปี!

500+ ชื่อเท่ๆ ผู้ชาย ผู้หญิง สำหรับตั้งให้ลูกแบบฮิปๆ คูลๆ

แบบฝึกหัดภาษาไทย

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

ในช่วงวัยอนุบาล เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าเด็กจะมีพัฒนาการด้านภาษา การจดจำ และการเรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น นี่คือ แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านภาษา ให้ลูกวัยอนุบาลได้ฝึกอ่าน เขียน รู้จักความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ สร้างการเรียนรู้และจดจำคำศัพท์ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง นอกจากบทเรียนที่โรงเรียนแล้ว การให้ลูกได้ฝึกทำใบงานหรือแบบฝึกหัดเป็นประจำและต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยให้ลูกเก่งภาษาได้ดีขึ้น

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อม

ฝึกการอ่านภาษาไทยคำศัพท์ที่เด็กควรได้อ่าน

  • ฝึกอ่านคำ สระอะ คลิก
  • ฝึกอ่านคำ สระอา คลิก
  • ฝึกอ่านคำ สระอิ, สระเอ คลิก
  • ฝึกอ่านคำ สระอี, สระใอ คลิก
  • ฝึกอ่านคำ สระอุ, สระอำ คลิก
  • ฝึกอ่านคำ สระอู คลิก

ฝึกการเขียนภาษาไทย

ฝึกการเขียนภาษาไทย

  • แบบฝึกหัดลีลามืออนุบาล คลิก
  • ฝึกคัดลายมือ คำพื้นฐานอนุบาล คลิก
  • ฝึกคัดลายมือ คำพื้นฐาน ป.1 คลิก
  • แบบฝึกหัดคัดลายมือพยัญชนะไทย คลิก
  • ฝึกคัดลายมือตามรอยประ (ระดับประถมต้น)
    ชุดที่ 1
    ชุดที่ 2
  • แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.1 สระเอีย เอือ ไอ ใอ คลิก
  • แบบฝึกหัดวรรณยุกต์ 4 รูป เขียนวรรณยุกต์ลงในคำศัพท์ให้ถูกต้อง คลิก
  • แบบฝึกหัดอักษรสามหมู่ สูง กลาง ต่ำ คลิก

อยากให้ลูกเก่งภาษา

อยากให้ลูกเก่งภาษา ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาให้ลูก พ่อแม่ช่วยได้

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ช่วยให้ลูกได้เก่งภาษามากขึ้น การกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาให้ลูกตั้งแต่เล็กทำได้ด้วย

1.ส่งเสริมลูกด้วยการอ่าน

การอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เล็ก ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการรักการอ่านของเด็ก และเป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีมากวิธีหนึ่ง การเล่านิทานของคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนลูกได้เรียนภาษาไปในตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ที่จะช่วยให้เด็กรู้จักชุดคำศัพท์ใหม่ ๆ มากขึ้น เรียนรู้ความหมายของคำ โครงสร้างประโยค ได้จากหนังสือที่คุณแม่อ่านให้ฟังได้อย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยภาษาที่สั้น ๆ เข้าใจง่าย และอ่านซ้ำไปซ้ำมาบ่อยครั้งที่จะทำให้ลูกสามารถจดจำคำศัพท์ต่าง ๆ ได้ฝึกเชื่อมโยงคำศัพท์กับรูปภาพ รวมทั้งการกระตุ้นในการถาม-ตอบ เกี่ยวกับหนังสือที่อ่านอยู่เป็นระยะจะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิดวิเคราะห์อีกด้วย

2.พ่อแม่คือตัวอย่างของการพูด

คำพูดจากพ่อแม่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เด็ก ๆ จะจดจำและนำไปใช้ คุณพ่อคุณแม่ควรใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย ความหมายดี พูดกระชับ และออกเสียงชัดเจน

3.เสียงเพลง

ดนตรีจากเสียงเพลงหลากหลายประเภท และมีเนื้อร้องที่สั้นกระชับ ใช้ถ้อยคำง่าย ๆ มีคำคล้องจอง เมื่อเปิดให้เด็ก ๆ ได้ฟังซ้ำ ๆ ก็จะเกิดการจดจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น เช่น เพลงเด็ก เพลงกล่อมเด็ก ฯลฯ ซึ่งเพลงเหล่านี้ลูกสามารถร้องตามได้ง่าย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาได้ดี แถมยังส่งผลให้อารมณ์ดี สนุกสนานอีกด้วย

4.ฝึกทำแบบฝึกหัดหรือใบงาน

นอกจากบทเรียนที่โรงเรียนสอนมาแล้ว การให้ลูกได้ฝึกทำแบบฝึกหัดวันละหน้า 2 หน้าโดยทำทุกวันเพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่ลูกได้เรียนมา และเป็นการฝึกฝนให้เด็กเกิดทักษะเพื่อเติมเต็มศักยภาพ ทั้งนี้การจัดหาแบบฝึกหัดควรเป็นเนื้อหาที่เหมาะสมตามวัย และต้องคำนึงถึงความพร้อม ความต้องการและความสนใจของลูกด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด ที่ส่งผลต่อพัฒนาการและทำให้เด็กไม่สนใจที่จะเรียนรู้ต่อไปได้

ขอบคุณแบบฝึกหัดจาก : www.รักครู.com , www.karn.tv, www.kruupdate.com, www.trainkru.com, www.krupatom.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 

แจกฟรี! แบบฝึกหัดอนุบาล 3 กว่า 100+ แผ่น เน้นพัฒนาทักษะการคิด

รวม แบบฝึกหัด ป.1 ดาวน์โหลดฟรี! กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

‘ฟรีสแลนด์คัมพิน่า’ สานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม เข้ารับประกาศนียบัตร โครงการนำร่องซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฯ

กรุงเทพ – บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม “โฟร์โมสต์” พร้อมขับเคลื่อนพันธกิจระดับโลกในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเข้าร่วมในโครงการนำร่องทดสอบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โครงการฯ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้ริเริ่มดำเนินโครงการนำร่องทดสอบระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมหากภาครัฐมีการขับเคลื่อนให้นำระบบดังกล่าวมาใช้ในอนาคต โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายสันติชัย ศิลป์งามเลิศ และ นายสงกรานต์ ปิยะวงศ์รุ่งเรือง ฝ่ายความปลอดภัยชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ได้เข้ารับประกาศนียบัตรจากประธานในพิธีฯ ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ณ ห้องอินฟินิตี้ โรงแรม พลูแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ 

นายสันติชัย ศิลป์งามเลิศ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ มีนโนบายและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลดีต่ประเทศไทยโดยองค์รวม เราดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas : GHG) จากกิจกรรมต่างๆของบริษัทฯ ทั้งโดยทางตรงได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิง และการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และทางอ้อมได้แก่ การจัดการน้ำนมโคสดที่รับจากสหกรณ์โคนม ทั้งนี้เพื่อควบคุม และลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา 2562 ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG ได้ถึง 6.59% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวโน้มที่ดีทั้งในเรื่องการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” 

Tags

วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง

วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง การเตรียมพี่ให้พร้อม ก่อนมีน้องอีกคน

แม่แอน อลิชา ยอมรับว่า เคยกังวลกับลูกคนโตว่าจะอิจฉาน้องตัวเอง พร้อมเผย วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง แม่แอนกับพ่อภูริต้องช่วยกันอธิบาย พร้อมกับให้พี่สาวคนโตมีส่วนร่วมในการช่วยเลี้ยงน้องสาว

วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง การเตรียมพี่ให้พร้อม ก่อนมีน้องอีกคน

เรื่องน่าหนักใจ ก่อนตัดสินใจมีลูกอีกคน มาดูเคล็ดลับ วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง และการเตรียมพี่ให้พร้อมก่อนมีน้อง เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเข้าใจถึงการมีสมาชิกครอบครัวคนใหม่เพิ่มขึ้นมา

วิธีเลี้ยงลูกคนโต เมื่อมีน้อง

ปัญหาพี่น้องอิจฉากัน โดยเฉพาะคนพี่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในหลายครอบครัว แม้ว่าจะพยายามให้ลูกเข้าใจมากแค่ไหนว่า พ่อแม่รักลูกเท่ากัน แต่ด้วยความเป็นเด็ก ต้องอาศัยเวลากว่าจะเรียนรู้ในเรื่องนี้ ไม่เว้นแม้แต่ แม่แอน อลิชา ที่แอบกังวลเหมือนกันว่าพี่ริชาอิจฉาน้องตัวเอง

คุณแม่คนสวย แอน-อลิชา หิรัญพฤกษ์ เล่าถึงน้องริชา ลูกสาวคนโต ที่แอบอิจฉาน้องลิษา สมาชิกใหม่ของบ้าน โดยยอมรับว่า แม่แอนเองก็กังวลหลังมีลูกคนที่สอง กลัวว่าพี่สาวคนโตอย่างน้องริชาจะไม่เข้าใจ

แม่แอนยอมรับว่า ก่อนหน้านี้กลัวว่าลูกสาวคนโตจะเข้ากับน้องไม่ได้ มีความรู้สึกกังวลมาก ซึ่งน้องริชาก็มีอิจฉาน้องลิษาอยู่นิดหน่อย เพราะเคยเป็นที่หนึ่ง ตอนนี้ลูกสาวคนโตจะเกาะพ่อมาก รู้สึกหวงพ่อ โดยเฉพาะเวลาที่พ่อจะเล่นกับน้องก็จะมานัวเนีย ไม่เป็นกับแม่เพราะลูกเข้าใจว่า แม่ต้องดูแลน้องและต้องให้นมน้อง

ส่วนวิธีเลี้ยงลูกสาวคนโต หลังจากที่มีน้องเพิ่มอีกคน คุณแม่แอน เล่าว่า ต้องอธิบายให้ลูกฟัง เช่น บอกลูกคนโตว่า ที่น้องทำแบบนี้ ที่แม่ทำแบบนี้ เพราะอะไร

“น้องเป็นแบบนี้นะ ถ้าหนูอยากให้น้องเก่ง หนูต้องช่วยแม่” วิธีนี้ทำให้พี่สาวรู้สึกภูมิใจที่มีหน้าที่ช่วยเหลือแม่และไม่ถูกแม่กันออกไป ส่วนการวางแผนสำหรับลูกคนที่สามนั้น ขอพักก่อน เพราะตอนนี้สองคนกำลังพอดี

การเลี้ยงลูกแบบแม่แอน จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เหมาะสม ด้วยการให้คนพี่มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูน้อง ช่วยให้พี่รู้สึกภูมิใจ ทั้งยังเสริมสร้างความผูกพันในครอบครัวอีกด้วย

การเตรียมพี่ให้พร้อม ก่อนมีน้องอีกคน

หากคุณพ่อคุณแม่วางแผนอยากมีลูกอีกสักคน ควรทำให้ลูกคนโตคุ้นเคยกับคำว่า พี่น้องเสียก่อน ด้วยการเล่านิทานที่เกี่ยวกับพี่น้องให้ฟัง บอกลูกว่าการมีพี่น้องนั้นดีอย่างไร ถ้าลูกอยู่ในวัยที่โตพอจะรู้เรื่องแล้ว ลองชวนลูกคุยเรื่องการมีน้องเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ลูกอาจจะแสดงความรู้สึก หรือพูดความคิด ความต้องการออกมา ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจได้ว่า ลูกคิดอย่างไรกับการมีน้อง ถ้าลูกกังวลว่า น้องจะมาแย่งความรักไป ก็ให้ค่อย ๆ อธิบายเพื่อเรียกความมั่นใจของลูกให้มากขึ้นว่า ถึงแม้แม่จะมีน้องก็ยังรักลูกเท่าเดิมอยู่ดี

รู้ตัวว่าท้องจะเริ่มบอกลูกอย่างไร

  1. เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว ให้ค่อย ๆ บอกลูกว่า ลูกกำลังจะมีน้องแล้วนะ อาจหาภาพทารกให้ดู หรือเล่าเรื่องครอบครัวอื่น ๆ ว่าการมีพี่น้องดีอย่างไร ทำให้พี่มีเพื่อนเล่น น้องมาช่วยสร้างความสุขให้กับครอบครัว
  2. เปิดโอกาสให้ลูกได้ใกล้ชิดกับน้องในท้อง ให้ลูกสัมผัส ลูบท้องของแม่ ฟังเสียงของน้อง และคุยกับน้องในท้องแม่
  3. ระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์อยู่ จำเป็นต้องซื้อของเข้าบ้าน ก็ควรให้พี่มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อของด้วย ตอนพาคนพี่ไปซื้อของให้น้อง ลองถามพี่ว่า อยากให้น้องใช้สีอะไร ถ้าเป็นของเล่นก็ซื้อให้พี่ด้วยเหมือนกัน ให้ลูกคนโตช่วยเลือกว่าจะซื้อสีอะไรให้น้อง และเลือกว่าคนพี่อยากได้สีอะไร
  4. ในช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์จนคลอดน้องออกมา อาจมีหลายอย่างที่คนเป็นพี่ต้องปรับตัว หรือมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน ให้พูดคุยกับลูกเสมอ บอกให้รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เช่น ตอนที่แม่คลอดน้อง จะให้คุณย่ามาอยู่กับพี่ ช่วยเลี้ยงพี่ระหว่างนั้น หรือหากจำเป็นต้องย้ายห้องนอนหรือมีการเปลี่ยนแปลงใดที่เกี่ยวข้องกับลูกคนโต ไม่ควรเปลี่ยนปุบปับ ควรบอกให้ลูกรู้ล่วงหน้า เด็กจะได้ไม่รู้สึกว่า น้องเข้ามาทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง
  5. ปัจจุบันนี้ การติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงให้ครอบครัวอยู่ใกล้กันมากขึ้น ถ้าลูกคนโตจำเป็นต้องห่างจากพ่อแม่ ควรติดต่อลูกบ่อย ๆ โทรศัพท์หาลูก หรือวิดีโอคอลคุยกัน ย้ำกับลูกเสมอว่าพ่อแม่รักและอยากอยู่ใกล้

ยิ่งมีน้อง ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับลูกคนโต

  • หลังจากที่แม่คลอดน้องออกมา ควรให้ลูกคนโตได้ไปรับน้องกลับบ้านด้วย หรือตอนที่กลับบ้าน ควรให้คนอื่นช่วยอุ้มน้อง แล้วแม่ก็เข้าไปหาลูกคนโต พูดคุย สัมผัส สอบถามความรู้สึกต่าง ๆ เพื่อย้ำเสมอว่าเขามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าน้องเลย
  • พี่ควรมีส่วนร่วมเสมอในการเลี้ยงน้อง ควรสอนพี่ด้วยว่าต้องเล่นกับน้องอย่างไร เพราะน้องตัวเล็กยังไม่แข็งแรง เช่น พี่ต้องล้างมือก่อนเล่นกับน้องนะ หรือลูบน้องเบา ๆ โดยที่พ่อแม่คอยจับมือพี่ ค่อย ๆ ลูบน้องอย่างเบามือ
  • พ่อแม่ คนในครอบครัว ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อพี่เล่นกับน้อง เพราะเด็กอาจหมั่นเขี้ยวกัน หรือเผลอเล่นรุนแรง ถ้าเกิดพี่เล่นแรงจนน้องร้องไห้ อย่าเพิ่งโมโหหรือดุว่าพี่นะคะ จะยิ่งทำให้คนพี่รู้สึกอิจฉาน้องมากขึ้นได้
  • หมั่นเตือนคนในครอบครัวและคนรอบข้าง ให้ระวังคำพูดกับพี่คนโต ไม่ควรพูดเรื่องน้องมาแย่งความรักหรือพี่จะกลายเป็นหมาหัวเน่า เพราะเรื่องขำ ๆ ของผู้ใหญ่ เด็กไม่ขำด้วย ซ้ำยังฝังใจ จนทำให้รู้สึกอิจฉาน้องขึ้นมาได้
  • หากมีของขวัญหรือของฝากสำหรับเจ้าตัวเล็ก ควรเตรียมของขวัญสำหรับพี่คนโตด้วยเช่นกัน

ทำไงดี! คนพี่อิจฉาน้อง

แม้ว่าพ่อแม่จะพยายามมากแค่ไหนในการเลี้ยงดูลูกคนโต เมื่อมีน้อง แต่ก็ห้ามความรู้สึกของเด็กได้ยาก จากลูกคนโตที่เคยได้รับความรักเต็ม ๆ ก็ถูกสมาชิกใหม่ในครอบครัวดึงความสนใจไปจากพ่อแม่และญาติพี่น้อง ความรัก ความสนใจ ที่เคยมีให้แค่พี่คนเดียว ก็ถูกแบ่งปัน แต่ทุกปัญหามีวิธีแก้ไขเสมอ

  • เมื่อรับรู้ได้ว่า พี่อิจฉาน้อง พ่อแม่ควรทำความเข้าใจ สอบถามลูก พร้อมกับแสดงความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น
  • เด็กอาจแสดงพฤติกรรมเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดี พ่อแม่จึงต้องตั้งสติ ชวนลูกมาพูดคุย เปิดเผยความรู้สึก ให้ลูกคนโตได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องไปตัดสิน เพียงแค่รับฟัง โอบกอด และทำให้ลูกมั่นใจว่า ทุกคนยังรักลูกเหมือนเดิม
  • ถ้าลูกคนโตรู้สึกว่าน้องได้รับความสนใจมากกว่า พ่อแม่ควรสลับมาให้เวลากับลูกคนโตมากขึ้น หากแม่อยู่กับน้องตลอดเวลา ก็สลับให้คุณพ่อช่วยดูแลน้องบ้าง หรือตัวคุณพ่อเองอาจดึงความสนใจจากลูกคนโตด้วยการพาไปเจอเพื่อน
  • ลูกคนโตอาจรู้สึกว่า ทุกคนใส่ใจน้องมากกว่า พ่อแม่จึงมีหน้าที่ต้องอธิบายว่า สิ่งที่ทำไปนั้น ก็เคยทำกับลูกคนโตเช่นกัน พร้อมกับชวนให้ลูกคนโตมีหน้าที่ช่วยพ่อแม่ในการเลี้ยงน้องจนกว่าจะเติบโตแข็งแรงและช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อลูกคนโตช่วยเลี้ยงน้อง ก็ต้องขอบคุณ พร้อมกับชื่นชมในน้ำใจของลูกด้วย
  • หากิจกรรมที่ลูกทั้งสองคนทำร่วมกันได้ โดยมีพ่อแม่ร่วมทำกิจกรรมไปด้วย เช่น วาดรูปร่วมกัน หรือเล่นเกมด้วยกัน
  • อย่าลืมแสดงความรักต่อพี่น้องพร้อม ๆ กัน ด้วยการหอมลูกคนโต แล้วมาหอมลูกคนเล็ก แม่อุ้มลูกคนเล็ก ให้พ่ออุ้มลูกคนโต

คุณแม่อาจจะรู้สึกเหนื่อยหน่อยที่ต้องดูแลลูกสองคนพร้อมกัน จึงอยากแนะนำให้คุณพ่อหรือคนในครอบครัวคนอื่น อยู่ด้วยบ่อย ๆ ช่วยกันดูแลทั้งพี่ทั้งน้องสลับกัน เพื่อให้พี่น้องสนิทสนมกัน และไว้วางใจว่าทุกคนรักพวกเขาเท่า ๆ กัน

อ้างอิงข้อมูล : dmh.go.th, Smallworld Doctor และ sanook

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวมไอเดีย ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น 262 ชื่อ แบบพยางค์เดียว ก็เท่ได้

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม่ต้องรู้เท่าทัน!

5 วิธีฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด ให้กลับมาแข็งแรง สุขภาพดี

 

เงินเยียวยา มาตรา 33

เงินเยียวยา มาตรา 33 เตรียมจ่ายคนตกงาน ถูกเลิกจ้าง 15,000 บาท

แม่ ๆ รู้ยัง! สำนักงานประกันสังคมจะจ่าย เงินเยียวยา มาตรา 33 จำนวน 15,000 บาท งวดวันที่ 31 ส.ค.63 นี้แล้วนะ

เงินเยียวยา มาตรา 33 15,000 บาท รอรับได้เลย

คุณพ่อคุณแม่ที่ยังไม่แน่ใจว่า ประกันสังคมมาตรา 33 คืออะไร ใช่ตัวที่เรามีอยู่หรือไม่ ขออธิบาย ดังนี้

ประกันสังคมมาตรา 33 คือ ประกันสังคมภาคบังคับที่ตามกฎหมายกำหนดให้บริษัทและพนักงานจ่ายประกันสังคมร่วมกัน โดยลูกจ้างหรือพนักงานเอกชนจะจ่ายสมทบที่ 5% ของเงินเดือน สูงสุดที่ 750 บาท ถ้าคุณพ่อคุณแม่จ่ายสมทบตามนี้ และเข้าเงื่อนไขของการจ่ายเงินเยียวยา 15,000 บาท ก็เตรียมตัวรอรับเงินได้เลยค่ะ

ความแตกต่างของประกันสังคมมาตรา 33, มาตรา 39 และมาตรา 40

  • ประกันสังคม มาตรา 33 มีไว้สำหรับพนักงานเอกชนทั่วไป คุ้มครอง 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ตาย ว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ และชราภาพ ส่วนฐานเงินที่ไว้คำนวณ คือเงินเดือนจริงที่ได้รับหรือ 15,000 โดยดูว่าจำนวนใดน้อยกว่า หากมีเงินเดือน 10,000 บาท จะถูกนำส่งประกันสังคม 500 บาท แต่ถ้าเงินเดือน 15,000 ขึ้นไปจะถูกนำส่งประกันสังคม 750 บาท
  • ประกันสังคม มาตรา 39 สำหรับผู้ที่เคยเป็นพนักงานเอกชนแล้วลาออก ต้องเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือน ลาออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลาออกจากงาน ให้ความคุ้มครอง 6 กรณี ดังนี้ เจ็บป่วย ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ การส่งเงินสมทบ เงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ คือ เดือนละ 4,800 บาท เท่ากันทุกคน โดยคิดจากอัตราเงินสมทบ 9% (4,800 x 9% = 432 บาทต่อเดือน)
  • ตัวสุดท้าย ประกันสังคม มาตรา 40 ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระทุกอาชีพ ให้ความคุ้มครอง 3-4-5 กรณี ขึ้นอยู่กับทางเลือกในการสมทบ ต้องมีอายุ15 ปีเป็นต้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ทำงานแบบไม่มีนายจ้าง โดยมีทางเลือกในการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 40 3 ทางเลือก ดังนี้

1.จ่ายเงินสมทบ 70 บาท/เดือน สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 3 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย 2.จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 4 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีชราภาพ 3.จ่ายเงินสมทบ 300 บาท/เดือน สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 5 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีชราภาพ และกรณีสงเคราะห์บุตร

ข่าวดีสำหรับคนตกงาน หรือถูกเลิกจ้าง ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.มีมติเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ตกงานหรือถูกเลิกจ้าง ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ไม่ได้เงินทดแทน เนื่องจากส่งเงินไม่ครบ 6 เดือนตามเงื่อนไข ขณะนี้มีความคืบหน้าล่าสุดถึงเงินงวดแรกที่จะได้รับแล้ว

มีรายงานว่า สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ผ่านเกณฑ์ครั้งแรกใน งวดวันที่ 31 ส.ค.63 โดยโอนรวดเดียวจำนวน 15,000 บาท

เงื่อนไขแบบไหน อดเงิน 15,000 บาท

เงินเยียวยา 15,000 บาท ตามมาตรา 33 นี้ มีเงื่อนไขอยู่บางข้อ หากคุณพ่อคุณแม่ติดเงื่อนไข แม้ว่าจะเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ทางประกันสังคมก็จะไม่จ่ายเยียวยาให้ในกรณีตกงานหรือถูกเลิกจ้าง

เงื่อนไขนั้นคือ ผู้ประกันตนต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิการช่วยเหลือเยียวยาจากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม)

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหน ได้ยื่นเรื่องไปเรียบร้อยแล้วและผ่านเกณฑ์ ทางประกันสังคมก็จะโอนเงินให้เลยในสิ้นเดือนนี้

เครดิต : amarintv และ bangkokbiznews

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธี เช็คสิทธิ์ประกันสังคม ง่ายๆ แต่ละมาตรา 33 39 40 ต่างกันอย่างไร?

ตรวจรักษาโควิด ด้วยสิทธิบัตรทองและประกันสังคม

แม่หมดห่วง 5 โรคหน้าฝน ใช้สิทธิประกันสังคม ป่วยรักษาฟรี

ลูกขโมยเงินแม่

ลูกขโมยเงินแม่ แม่เลยพามามอบตัวกับตำรวจให้ช่วยสั่งสอน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้ทราบว่า ลูกขโมยเงินแม่ จึงตัดสินใจจูงลูกมาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ลูกขโมยเงินแม่ เลยพามาเจอตำรวจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่านหรงหลง ได้เล่าถึงเหตุการณ์คุณแม่พาตัวลูกชายเข้ามอบตัวกับตำรวจ ฐานกระทำความผิดภายในบ้านว่า เมื่อได้สอบถามตัวเด็กชาย จึงทราบว่าขโมยเงินสดของที่บ้าน พอซักเพิ่มว่า หนูขโมยเงินสดของแม่ไปจริงไหม เอาไปทำอะไร เด็กน้อยจึงรับสารภาพว่า ขโมยเงินจากแม่ไปจริง ต้องการเอาไปซื้อของเล่น

ขณะที่หนูน้อยพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สะอึกสะอื้นร้องไห้ ทั้งยังหันไปขอโทษคุณแม่ด้วย

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเห็นว่าหนูน้อยสำนึกผิดแล้ว จึงบอกให้เด็กชายนำเงินที่เหลือไปคืนคุณแม่ พร้อมกับบอกหนูน้อยว่า “ลุงจะลงโทษหนูนะ”

สำหรับบทลงโทษของหนูน้อยคือการช่วยเหลืองานบ้าน ด้วยการช่วยแม่ล้างจาน 1 เดือน

การลงโทษที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมอบให้หนูน้อยนั้น สร้างความประทับใจให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก คนต่างชื่นชมในการใช้วิธีละมุนละม่อม แต่ก็มีบทลงโทษแก่ความผิดที่เกิดขึ้น ด้วยการให้ช่วยคุณแม่ล้างจาน เป็นวิธีลงโทษที่เหมาะสม ไม่เกินกว่าเหตุ เรื่องนี้จึงจบลงได้ด้วยดี

เครดิต : xinhuathai

จากกรณีนี้ มองในมุมหนึ่งลูกก็ได้รับบทเรียน และเรียนรู้ว่า ถ้าขโมยเงินหรือขโมยของจะถูกตำรวจจับ เมื่อโตขึ้นติดนิสัยลักขโมยก็จะติดคุกได้ แต่อีกแง่หนึ่งนั้น เราไม่แนะนำให้เลียนแบบ เพราะนี่เป็นวิธีลงโทษตามความคิดของคุณแม่บ้านนี้เท่านั้น เราไม่สนับสนุนให้แม่ ๆ พาลูกเข้าโรงพักนะคะ เพราะการข่มขู่เด็กให้กลัวตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการขู่ให้กลัวตำรวจ หรือขู่ให้กลัวคุณหมอ แบบที่เราคุ้นเคย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อตัวเด็กอย่างยิ่ง

การทำให้ลูกรู้สึกลบกับตัวเองมีส่วนทำให้เด็ก ๆ มีปัญหาในการพัฒนาตัวเอง ซ้ำร้ายการข่มขู่ลูกยังสร้างความรู้สึกไม่ไว้วางใจต่อตัวพ่อแม่ เพราะคำขู่ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเรื่องโกหก ยิ่งข่มขู่ลูก ยิ่งทำให้ความเชื่อใจต่อพ่อแม่นั้นจางลง หากพ่อแม่ข่มขู่ลูกบ่อยครั้ง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด กังวล และระแวง จนเกิดเป็นปัญหาพฤติกรรมการเอาตัวรอด ทั้งการสู้ ซึ่งแสดงออกด้วยอารมณ์ที่ก้าวร้าว การหนี ด้วยการโกหก ปกปิด ไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหา และการยอม ยอมจำนน ทำให้ลูกหมดความนับถือในตัวเอง สร้างความรู้สึกไร้ตัวตน

ส่วนวิธีการลงโทษให้พิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งเรามีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันค่ะ

หากจับได้ว่า ลูกขโมยเงินแม่

หลาย ๆ ครอบครัว อาจจะเจอกับปัญหาลูกขโมยของ ลูกขโมยเงิน และไม่รู้จะจัดการอย่างไร ไม่รู้ว่าวิธีลงโทษแบบไหนดี หรือจะเผลอลงโทษรุนแรงเกินไปไหม วันนี้ทีมแม่ ABK มีคำมาฝากแนะนำ

  1. พ่อแม่ควรตั้งสติเพื่อคิดหาวิธีสอนลูก ให้เริ่มด้วยการเรียกลูกมาสอบถามตามลำพัง ไม่ควรต่อว่า ตำหนิลูก ต่อหน้าคนอื่น
  2. การสอบถามควรทำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ควรตะคอกหรือคาดคั้น มองเข้าไปในดวงตาของลูกแล้วถามว่า ลูกหยิบเงินของแม่ไปหรือเปล่า พูดคุยกับลูกด้วยความจริงใจ เปิดเผย เพื่อให้ลูกไว้วางใจจนยอมพูดความจริงออกมา
  3. หากพูดคุยไปเรื่อย ๆ แล้วลูกรับสารภาพว่า นำเงินไปใช้จริง ก็ค่อย ๆ ถามคำถามเพิ่มเติม เช่น ลูกต้องการใช้เงินไปทำอะไร หรือมีความจำเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินหรือเปล่า เพราะเด็กมักจะมีเหตุผลของตัวเอง ลูกอาจมีของเล่นที่อยากได้มากจนรอไม่ไหว หรือต้องการนำเงินไปใช้ด้วยเหตุผลจำเป็นอื่น ๆ
  4. หลังจากลูกเล่าความจริงออกมาแล้ว ควรพูดชื่นชมหรือขอบคุณที่ลูกเล่าความจริงออกมา และช่วยเหลือลูกในการแก้ปัญหานั้น เช่น ลูกทำของสำคัญของเพื่อนเสียหาย ต้องการใช้เงินเพื่อไปซื้อของชิ้นใหม่ให้เพื่อน พ่อแม่ก็ควรพูดคุยว่า จะให้ลูกนำเงินไปซื้อของได้แต่ต้องหักเงินจากค่าขนมของลูก
  5. หากลูกไม่ยอมบอกถึงสาเหตุว่า นำเงินไปใช้อะไร ให้สอนลูกว่า การหยิบเงินหรือสิ่งของไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ไม่ควรใช้คำพูดรุนแรง ด่าทอ หรือหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ขโมยเงินกับลูก
  6. สอนลูกว่า การหยิบของคนอื่นโดยเจ้าของไม่อนุญาต การขโมยเงินหรือการขโมยของ เป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างไร เป็นเรื่องผิดกฎหมายจะต้องถูกลงโทษอย่างไรบ้าง บอกให้ลูกรู้ถึงผลที่จะได้รับ
  7. ให้ลูกนำเงิน หรือสิ่งของที่ใช้เงินซื้อ มาให้กับพ่อแม่ ถ้าลูกไม่ยอมคืนเงินให้ ก็อาจหักค่าขนมของลูกทีละน้อย เช่น ถ้าเป็นเงิน 100 บาท อาจจะหักค่าขนมสัปดาห์ละ 25 บาท จนครบ 100 บาท
  8. ลงโทษด้วยการให้ลูกงดทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ไม่ให้เล่นเกม ไม่ให้ไปเล่นกับเพื่อนหลังเลิกเรียน หรือไม่ได้ออกไปเที่ยวในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พร้อมกับบอกสาเหตุว่า ทำไมลูกถึงต้องรับโทษ

ป้องกันก่อนเกิดเหตุซ้ำ

  • ทุกคนในครอบครัวไม่ควรวางเงินไว้ล่อตา เพราะถ้าเด็กหยิบได้ง่าย อาจจะคิดว่า ยืมแป๊บเดียวเดี๋ยวเอามาคืน ก็จะก่อเกิดเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ในอนาคต
  • ไม่ควรตั้งใจวางเงินไว้ วางเงินล่อลูก เพื่อเช็คพฤติกรรมลูกว่า ยังทำอีกหรือไม่
  • ไม่ควรตอกย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ลูกเรียนรู้แล้ว และได้รับบทลงโทษไปแล้ว
  • หากมีเหตุการณ์คล้ายเดิม อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าลูกเป็นคนทำ ให้ค่อย ๆ สืบหาข้อมูลเสียก่อน
  • พยายามใกล้ชิดกับลูกให้มากขึ้น วิเคราะห์ว่า สาเหตุใดลูกถึงขโมย เพราะอยากมีของเล่นแบบเพื่อนหรือไม่ ถ้าใช่ก็ต้องสอนลูกเรื่องการใช้เงิน
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เติมความรัก เพิ่มความอบอุ่น เพื่อให้ลูกรู้สึกไว้วางใจ กล้าที่จะเล่าทุกเรื่องให้ฟัง

วิเคราะห์ให้ลึก เพราะเหตุใดลูกถึงขโมย

นอกจากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว พ่อแม่ควรหาสาเหตุด้วยว่า ทำไมลูกถึงขโมย ซึ่งผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลไว้ในส่วนหนึ่งของบทความการพูดปดและลักขโมย ว่า พฤติกรรมทั้งสองมีโอกาสเกิดร่วมกันได้สูง เช่น เมื่อลักขโมย เด็กก็มักต้องปดเพื่อปิดบัง เรื่องนี้ต้องพิจารณาตามพัฒนาการของเด็ก

ในวัยอนุบาลอาจใช้คำว่า หยิบของคนอื่นโดยไม่ได้ขอ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเรื่องของความเป็นเจ้าของ แต่หากขโมยเพื่อหวังประโยชน์นั้น อาจมีสาเหตุดังนี้

  • ขโมยเพื่อฐานะทางสังคม เช่น ขโมยเพื่อนำเงินหรือสิ่งของไปให้กับเพื่อนเพื่อเข้าแก๊ง ลูกอาจถูกข่มขู่จึงต้องเอาของไปให้ หรือมีของบางอย่างเพื่อไม่ให้ถูกคนอื่นล้อ
  • อยากได้ของชิ้นนั้นมาเป็นของตัวเอง อาจจะเป็นของมีค่าหรือไม่มีราคาเลยก็ได้
  • ต้องการแก้แค้น กลั่นแกล้ง ทำให้เจ้าของเดือดร้อน เป็นส่วนหนึ่งของความต้องการให้หันมาสนใจตัวเด็กเอง หรือเป็นรูปแบบของการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่ง
  • กระทำเพื่อหวังมูลค่าสินทรัพย์

วิธีป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมการขโมย

หากเจาะให้ลึกลงไปกว่านั้น การลักขโมยของเด็กอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีก โดยชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า อาจเกิดจากการขาดความตระหนักถึงสิทธิส่วนตัวของตนเองและผู้อื่น การควบคุมตัวเองต่ำ ความอิจฉา หรือปัญหาทางอารมณ์ สำหรับวิธีป้องกันและแก้ไข ทำได้ดังนี้

  • พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือคนใกล้ตัวต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน ไม่ควรหยิบของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แม้แต่ของคนในครอบครัว ก็ควรบอกกล่าวกันก่อนนำมาใช้ เพราะพ่อแม่คือต้นแบบของลูก ถ้าลูกเห็นว่า พ่อแม่ยังทำได้เลย ลูกก็จะเลียนแบบ
  • การปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต สามารถทำได้ตั้งแต่เล็ก ๆ ผ่านการอ่านนิทาน หรือพูดคุยจากตัวอย่างที่เห็น หรือปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น พร้อมกับสอนลูกว่า ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้
  • ให้แนวคิดเรื่องสิทธิส่วนตัวและสิทธิของผู้อื่นตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล ให้เด็กมีที่เก็บของส่วนตัว ให้เด็กนำของไปคืนหากหยิบมาโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของ
  • ลูกอาจขาดความมั่นใจ ก่อให้เกิดพฤติกรรมการขโมย ลองส่งเสริมและสนับสนุนข้อดีของลูก เช่น ขาดความมั่นใจ : หาข้อดีของเด็กและส่งเสริม แก้ไขจุดที่เด็กบกพร่อง เช่น การสอนทักษะทางสังคม การสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนและคนรอบข้าง
  • อีกหนึ่งในปัญหาสำคัญ ลูกอาจรู้สึกว่า ขาดความรัก พ่อแม่จึงต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น เข้าใจในความรู้สึกของลูก เพื่อทำให้ลูกรู้สึกไว้วางใจ

หากลูกยังมีพฤติกรรมขโมยของซ้ำ ๆ ลองพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็กรับการประเมิน แก้ไขปัญหาลักขโมยในระยะยาวจะดีที่สุด

อ้างอิงข้อมูล : mgronline.com, https://med.mahidol.ac.th และ facebook.com/thaichildpsy

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

จิตแพทย์เด็กแนะ พ่อแม่ควรทำอย่างไรถ้า ลูกขโมยเงิน

เลี้ยงลูกแบบไม่ดุ 5 วิธีง่ายๆ ทำแบบนี้ลูกก็เชื่อฟังได้

พ่อลูกผูกพัน 7 ข้อดีของการให้พ่อเลี้ยงลูก เปลี่ยนชีวิตลูกให้ดีขึ้นได้

มีบุตรยาก

มีบุตรยาก ชี้เป้า 15 ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ช่วยสานฝันโอกาสให้ได้เป็นพ่อแม่สมปรารถนา

ภาวะ มีบุตรยาก เป็นปัญหาสำหรับคู่แต่งงานที่ต้องการมีลูกน้อยมาเติมเต็มชีวิต แต่ด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในปัจจุบันที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ทำให้วิธีการรักษาการมีลูกยากเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ตั้งครรภ์นั้นมีด้วยกันหลายวิธี อาทิเช่น

  • การคัดเชื้อเพื่อฉีดเข้าโพรงมดลูก (Intrauterine insemination: IUI) เป็นการรักษาภาวะมีบุตรยากที่สะดวกและประหยัด เหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องผิดปกติของน้ำเชื้อแค่เล็กน้อย แต่ฝ่ายหญิงมีมดลูกที่ดี ตรวจไม่พบปัญหาทางร่างกายที่ชัดเจน โดยจะทำการกระตุ้นไข่ คัดเชื้ออสุจิ และนำเชื้ออสุจิที่แข็งแรงมาฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก
  • การทำกิ๊ฟ (Gamete Intrafallopian Transfer, GIFT) ทำโดยการกระตุ้นรังไข่ด้วยฮอร์โมน แล้วส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง เพื่อเก็บไข่แล้วนำไข่มาผสมกับเชื้ออสุจิฝ่ายชายที่เตรียมไว้ และฉีดกลับเข้าไปในท่อนำไข่ของผู้หญิง โดยเจาะผ่านผนังหน้าท้อง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกายของฝ่ายหญิง
  • การทำเด็กหลอดแก้ว (In-vitro Fertilization, IVF) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ทำโดยการเก็บไข่เพื่อนำมาผสมกับอสุจิในหลอดทดลองภายในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันภายนอกร่างกายขึ้น และเลี้ยงตัวอ่อน 3-5 วัน จากนั้นใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกให้เกิดการฝังตัวและเติบโตเป็นตัวอ่อนในครรภ์ต่อไป วิธีนี้เป็นการรักษาที่สะดวกโดยไม่ต้องผ่านการเจาะหน้าท้อง และให้อัตราการตั้งครรภ์สูง
  • การทำอิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Infection, ICSI) เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำเด็กหลอดแก้ว แต่แตกต่างตรงที่มีการคัดอสุจิที่ดีที่สุด และฉีดเข้าไปที่เซลล์ไข่โดยตรงให้เกิดการปฏิสนธิ เลี้ยงตัวอ่อนไว้ 3 – 5 วัน แล้วใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูก วิธีนี้เหมาะสำหรับฝ่ายชายที่มีอสุจิน้อยมากจนไม่สามารถปฎิสนธิไข่ได้เอง หรือไม่มีเชื้ออสุจิ แต่อัณฑะยังคงมีการผลิตอสุจิอยู่

ปัจจุบันมีศูนย์การรักษามีบุตรยากอยู่หลายที่ทั้งโรงพยาบาลและคลินิกที่พร้อมจะให้คำแนะนำ และเป็นผู้ช่วยในการพิจารณาว่าควรเลือกใช้วิธีใดรักษา เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์ให้เป็นพ่อแม่สมใจ และคุ้มค่ากับเวลา และค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด มีที่ไหนบ้างมาดูกันเลยค่ะ

มีบุตรยาก หาหมอที่ไหนดี

มีบุตรยาก ชี้เป้า 15 ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ช่วยสานฝันคนมีลูกยากให้สดใสขึ้น

1.คลิกนิกมีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และหน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ (Chula IVF)

โรงพยาบาลของรัฐบาลที่ขึ้นด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ จากผลงานที่สร้างเด็กหลอดแก้วเป็นรายแรกของไทยได้สำเร็จ ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายที่จ่ายน้อยกว่าเอกชน ช่วยสานฝันให้คู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากได้เป็นอย่างดี

สถานที่ตั้ง
คลินิกมีบุตรยากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (ตึก ภปร.) ชั้น 8 ถนนพระราม 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เวลาทำการ : วันธรรมดา 08.00-16.00 น. วันหยุด 08.00-12.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2256 5282

หน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ ตึกนวมินทราชูทิศ ชั้น 11 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ : 02 256 4826
www.facebook.com/Chula-IVF

2.คลินิกผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

คลินิกผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นสถานที่รวมบุคลาการทางการแพทย์ที่มีฝีมือมากมาย ที่ช่วยให้คู่สมรสที่อยากมีลูกได้เป็นคุณพ่อคุณแม่สมหวัง ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายซึ่งถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน แต่ข้อจำกัดคือ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ทำให้มีขั้นตอนต่าง ๆ และมีคนใช้บริการจำนวนมาก สำหรับผู้ป่วยนอกใหม่ที่ไม่อยากเสียเวลารอคิว สามารถลงทะเบียนออนไลน์ด้วยตัวเองก่อนเข้ารับการรักษาได้ที่เว็บไซต์ของโรงพยาบาล คลิก และสำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจจะปรึกษาเรื่องวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก สามารถใช้บริการถามตอบปัญหาสุขภาพผ่านเว็บไซต์ www.sirirajonline.net คุยกับคุณหมอก่อนได้ไม่ต้องรอนาน

สถานที่ตั้ง
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
เลขที่ 2 ถนนวังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700
เวลาทำการ : 06.30-15.00 น.
โทรศัพท์ : ประชาสัมพันธ์ ตึกผู้ป่วยนอก 0 2 419 7000
www.si.mahidol.ac.th

3.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ให้บริการตรวจรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกายและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง โดยอาจารย์แพทย์และนักวิทยาศาสตร์สาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ด้วยห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ที่ทันสมัย เป็นอีกหนึ่งที่ที่ช่วยตอบโจทย์ให้กับว่าที่พ่อแม่ที่มีบุตรยากได้เช่นกัน

สถานที่ตั้ง
ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์
ชั้น 3 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
เวลาทำการ : 08.00-20.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2200 3000
www.med.mahidol.ac.th

4.ศูนย์ผู้มีบุตรยากเจ้าพระยา-จินตบุตร โรงพยาบาลเจ้าพระยา

ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา-จินตบุตรในเครือโรงพยาบาลเจ้าพระยา ก่อตั้งโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากซึ่งผ่านการอบรมศึกษามาจากต่างประเทศ พร้อมทั้งมีอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำที่สุดในระดับสากล พร้อมด้วยนวัตกรรม EmbryoScope ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่ใช้ในการดูแลรักษาผู้ที่ประสบปัญหามีบุตรยาก มีศักยภาพสูงในการช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ เพื่อนำตัวอ่อนนั้นใส่กลับไปยังผู้รับการรักษา ช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนของการรักษาให้มีความง่ายและดียิ่งขึ้น และทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำห้องปฏิบัติการที่มีความชำนาญด้านการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนกระทั่งใส่ตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าการคัดเลือกตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยีนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ จากวิธีการทำเด็กหลอดแก้วตามปกติ รวมทั้งยังคอยเอาใจใส่ ดูแล ให้คำแนะนำ และตอบข้อสงสัยต่างๆ ในทุกช่วงระยะของการรักษา

สถานที่ตั้ง
ศูนย์ผู้มีบุตรยากเจ้าพระยา-จินตบุตร โรงพยาบาลเจ้าพระยา
ชั้น 2 โรงพยาบาลเจ้าพระยา เลขที่ 113/44 ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700
เวลาทำการ : 08.00-17.00 น.
โทรศัพท์ : โทร. 0-2433-8222, 0-2433-5666
www.chaophya.com

5.ศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 2

ศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 2 มีทีมแพทย์ พยาบาล และนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบวงจร รวมถึงห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนและห้องผ่าตัดซึ่งได้รับการติดตั้งด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างครบถ้วนในการช่วยให้การรักษาภาวะมีบุตรยากนั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยเทคนิคการช่วยเจริญพันธุ์ ซึ่งมีทั้งวิธีธรรมชาติและการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น การฉีดเขื้อผสมเทียม,IVF , ICSI, Blastocyst culture, การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวด้วย เทคนิค NGS (Next Generation Sequencing) และ CGH (Array Comparative Genomic Hybridization)และการแช่แข็งไข่ เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

โปรแกรมทำเด็กหลอดแก้ว ICSI (รวมการกระตุ้นไข้+การเก็บไข่+ย้ายตัวอ่อน) : ราคา 167,000 บาท (ราคานี้สามารถเข้ารับบริการ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น)

สถานที่ตั้ง
ศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 2 อาคาร B ชั้น 10
เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา  07.00-17.00น.
โทรศัพท์ : กรุณาทำนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับการตรวจทุกครั้งได้ที่ 1772 หรือโทร 02-617-2444 ต่อ 1057, 1058
รายละเอียดเพิ่มเติม : www.phyathai.com

6.ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH)

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลบีเอ็นเอช มีทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งเปี่ยมด้วยประสบการณ์อันยาวนานในศาสตร์การแพทย์แขนงนี้และพร้อมให้บริการที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยาก ทั้งคู่จะได้รับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับประวัติทางการแพทย์ ซึ่งอาจประกอบไปด้วยวิธีการเหล่านี้ :

  • การตรวจเชื้ออสุจิ
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด
  • การตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด
  • การส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อการวินิจฉัย
  • การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก

ภายหลังจากการตรวจวินิจฉัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจเสนอทางเลือกในการรักษาที่ทางศูนย์แห่งนี้มีให้บริการเช่น

  • การผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อของสามี
  • IVF, ICSI & ET (การปฏิสนธินอกร่างกาย, การฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่และการถ่ายฝากตัวอ่อน)
  • PESA หรือ TESE (การใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในท่อพักน้ำเชื้อแล้วดูดตัวอสุจิ
  • ออกมาหรือการดูดตัวอสุจิจากอัณฑะ)
  • PGD (การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก

สถานที่ตั้ง 
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH)
เลขที่ 9/1 ถนนคอนแวนต์ สีลม กรุงเทพมหานคร 10500
เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ 08.00-16.00 น. / วันอาทิตย์ 09.00-12.00 น.
โทรศัพท์ : 02 868 2700 ต่อ 2885, 2886
รายละเอียดเพิ่มเติม : www.bnhhospital.com

7.ศูนย์ผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลสมิติเวช

ศูนย์ผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลสมิติเวช เป็นศูนย์เฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology: ART) มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก พร้อมพยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์โดยเฉพาะ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการมีบุตรเพื่อให้ชีวิตคู่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ ทำให้ได้การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น อัตราการประสบผลสำเร็จสูงขึ้น

ให้บริการรักษาผู้มีบุตรยาก ได้แก่

  • ตรวจวินิจฉัย ตรวจอวัยวะในอุ้งเชิงกรานด้วยอัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด การฉีดสีเอกซเรย์ การวิเคราะห์น้ำอสุจิ การคัดเชื้อตัวอสุจิ การตรวจวิเคราะห์ระดับฮอร์โมนในร่างกาย,
  • การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ : IVM, IVF, E.T., ICSI, GIFT, PGD
  • การผ่าตัดต่อท่อนำไข่ (ผ่าตัดแก้หมันหญิง)
  • การผ่าตัดเนื้ออัณฑะเพื่อดูดตัวอสุจิออกมา (Sperm Retriveal) : TESE
  • การตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรม PGD, PCR
  • การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

สถานที่ตั้ง
สาขาสุขุมวิท : สุขุมวิท วิง ( อาคาร2) ชั้น 1 สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
เวลาทำการ : ทุกวัน 07.00-22.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2022 2555-6

สาขาศรีนครินทร์ : ศูนย์ผู้มีบุตรยาก ชั้น 4 ถนนศรีนครินทร์ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250
เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00-17.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2378 9129-30

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.samitivejhospitals.com

8.ศูนย์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ศูนย์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พร้อมช่วยให้คู่สามีภรรยาสามารถเอาชนะอุปสรรคอันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการมีบุตรยาก โดยทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของศูนย์กว่า 20 ท่านพร้อมจะให้คำแนะนำและการรักษา โดยพิจารณาวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ประสบปัญหาการมีบุตรยากแต่ละราย และเน้นการให้คู่สมรสมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการรักษา

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
โปรแกรมการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยใช้การปฏิสนธิภายนอกร่างกายหรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) : ราคา 350,000 บาท (ราคานี้สงวนสิทธ์เฉพาะผู้มารับบริการ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น)

โปรแกรมการแช่แข็งเก็บรักษาเซลล์ไข่ (Egg Freezing) : ราคา 200,000 บาท (ราคานี้สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้มารับบริการ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น)

สถานที่ตั้ง
ศูนย์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
เลขที่ 33 สุขุมวิท ซอย 3 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
อาคารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชั้น 2 ฝั่งทิศเหนือ
เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ 07.00-20.00 น. วันอาทิตย์ 07.00-17.00 น.
โทรศัพท์ : 090 972 2608/ 02 066 8888 และ 1378
รายละเอียดเพิ่มเติม : www.bumrungrad.com

ปรึกษามีบุตรยาก

9.ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 ไอ.วี.เอฟ เซ็นเตอร์

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก จุฬารัตน์ 11 ไอ.วี.เอฟ เซ็นเตอร์ให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมให้บริการโดยมีแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ แล ทีมพยาบาลที่คอยดูแล เพื่อประสิทธิภาพในการดูแลผู้รับบริการให้ดีที่สุด

ให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ได้แก่

  • การแช่แข็งไข่และตัวอ่อน
  • การเจาะเก็บอสุจิโดยตรงจากอัณฑะ
  • การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมระยะก่อนฝังตัว (PGD) Preimplantation Genetic Diagnosis
  • การเปิดเปลือกตัวอ่อน เพื่อช่วยในการฝังตัว (LAH) Laser Assisted Hatching
  • การทำอิ๊กซี่ (ICSI)
  • การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) In vitro Fertilization
  • การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก (IUI) Intrauterine insemination
  • การกระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation)

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

  • IUI Intrauterine insemination การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (คัดเลือกน้ำเชื้ออสุจิ+ฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก) ราคา 11,900   บาท
  • แพคเกจการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) (กระตุ้นไข่+เก็บไข่+อิ๊กซี่+ย้ายตัวอ่อน) ราคา 149,000 บาท

สถานที่ตั้ง
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก – โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์
185/1 หมู่ 1 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 24130
โทรศัพท์ : 038-500-300-99
www.chularativf.com

10.ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุภาวะมีบุตรยาก และรักษาตามสาเหตุ อาทิ การให้ยากระตุ้นการตกไข่ การส่องกล้องผ่าตัด หรือคัดเชื้อฉีดเข้าโพรงมดลูก เมื่อรักษาเต็มที่แล้วยังไม่เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม อาทิ เด็กหลอดแก้ว ในลำดับต่อไป

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

  • การกระตุ้นรังไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว ราคา 100,000 บาท
  • การเจาะเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอด ราคา 110,000 บาท
  • การตรวจโครโมโซมและแช่แข็งตัวอ่อน (3 Embryo) ราคา 75,000 บาท
  • การย้ายกลับตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ราคา 38,000 บาท
  • การย้ายกลับตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก รอบละลายตัวอ่อนและยาหลังการย้ายกลับตัวอ่อน ราคา 57,000 บาท

(ราคานี้สามารถใช้บริการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น)
**โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า**

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.bangkokhospital.com

สถานที่ตั้ง
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ
2 ซ.ศูนย์วิจัย 7 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 ประเทศไทย
โทรศัพท์ : 02 3100 3014-15

11.ศูนย์การแพทย์นวบุตร

ศูนย์การแพทย์นวบุตร ได้ก่อตั้งขึ้นและเปิดดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การช่วยเหลือคู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ให้สามารถมีบุตรได้สมความปรารถนา โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งได้ผ่านการศึกษาอบรมจากต่างประเทศจากสถาบันที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์มาเป็นเวลายาวนาน และบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์ที่มีความทันสมัย มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ให้บริการตรวจรักษา อาทิเช่น การให้การปรึกษา หาสาเหตุ ตรวจรักษาภาวะมีบุตรยาก การคัดแยกเชื้ออสุจิเพื่อฉีดเข้าโพรงมดลูก(IUI) การรักษาด้วยเทคนิคของเด็กหลอดแก้ว(IVF/ICSI) การเก็บรักษาตัวอ่อน และ เซลล์สืบพันธุ์ โดยวิธีการแช่แข็ง (EMBRYOS , OOCYTES AND SPERM CRYOPRESERVATION) และการเก็บอสุจิจากอัณฑะ (PESA/TESA/TESE)

สถานที่ตั้ง
ศูนย์การแพทย์นวบุตร
อาคารวิทยกิตติ์ ชั้น19 (อาคารศูนย์หนังสือจุฬาฯ ภายในสยามสแควร์)
เวลาทำการ : -9.00-20.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2 252 5226-9
www.nawabutr.com

12.ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนิน

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนิน ก่อตั้งขึ้นโดยวัตถุประสงค์เพื่อบริการให้ความช่วยเหลือเพื่อการมีบุตรสำหรับสามีภรรยาที่ประสบปัญหามีลูกยาก ด้วยทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงในการรักษาภาวะการมีบุตรยากและทีมงานนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวอ่อนและพันธุศาสตร์ ให้การดูแลรักษาด้วยวิธีการทันสมัย และให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คู่สมรสสามารถมีบุตรเพื่อเติมเต็มครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ ที่นี่มีห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองสากลทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย และใช้เทคโนโลยีที่นำสมัยในทุกขั้นตอนของการรักษาตั้งแต่การเลือกอสุจิ การเลี้ยงตัวอ่อน และการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน ให้บริการตรวจรักษาภาวะมีบุตรยาก อาทิเช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) / อิ๊กซี่ (ICSI),  การตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัวของตัวอ่อน (PGT), การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือ IUI และการเลือกอสุจิก่อนการผสมไข่กับอสุจิ ด้วยวิธี IMSI (Intracytoplasmic Morphologically Selected Sperm Injection) เป็นต้น

สถานที่ตั้ง
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนิน
เลขที่ 5 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เวลาทำการ : วันธรรมดา 08.00-20.00 น. วันหยุด 08.00-17.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2655 5300
www.jetanin.com

13.ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอัครบุตร

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอัครบุตรมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิทยาศาสตร์ชำนาญการคอยให้คำปรึกษาและดูแลผู้อยู่ในภาวะมีบุตรยากด้วยความเข้าใจ พร้อมด้วยขั้นตอนการรักษาและดูแลผู้มีบุตรยากอย่างครบวงจรที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล รวมทั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัย ภายใต้ระบบปลอดเชื้อตามมาตรฐานสากล และให้บริการรักษา อาทิเช่น บริการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI), บริการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และบริการทำอิ๊กซี่ โดยฉีดตัวอสุจิเข้าผสมกับไข่โดยตรง (ICSI ) เป็นต้น ด้วยราคาที่ยุติธรรม

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

  • แพ็คเกจฉีดนำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก IUI ราคา 15,000 บาท (ราคานี้สามารถเข้ารับบริการ ตั้งแต่นี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น) รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
  • แพ็คเกจอิ๊กซี่ ราคา 150,000 บาท (ราคานี้สามารถเข้ารับบริการ ตั้งแต่นี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น) รายละเอียดเพิ่มเคิม คลิก
  • แพ็คเกจอิ๊กซี่พร้อมตรวจโครโมโซม ราคา 250,000 บาท (ราคานี้สามารถเข้ารับบริการ ตั้งแต่นี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น) รายละเอียดเพิ่มเคิม คลิก

สถานที่ตั้ง
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอัครบุตร
ชั้น 5 อาคารพรีเมี่ยม รพ.วิชัยเวช แยกไฟฉาย 240, 2-4 ถนน จรัญสนิทวงศ์ แขวง บ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700
โทรศัพท์ : 02-409-5191 หรือ 097-008-2949
เวลาทำการ : ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.
www.akarabut.com

14. คลินิกเอไอวีเอฟ (Advanced IVF Clinic)

คลินิก ADVANCED IVF ให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มากกว่า 20 ปีจากสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้บริการหาสาเหตุของการมีบุตรยากและรักษาให้ตรงจุดด้วยวิธีการที่เหมาะสม ประหยัด และคุ้มค่าการรักษามากที่สุด

สถานที่ตั้ง
Advanced IVF Clinic
อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ ชั้น 17 เลขที่ 942/155-156 ถนนพระราม 4 แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
เวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ 16.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 09.00-17.00 น.
โทรศัพท์ : 0 2632 8889 และ 08 4676 8151
www.aivfclinic.com

15.ศูนย์การแพทย์เพื่อการมีบุตร เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ เซ็นเตอร์ (SFC)

SAFE Fertility Center ศูนย์ผู้มีบุตรยากแห่งแรกในไทย และแห่งที่ 2 ในอาเซียน ที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากล และการรับรองมาตรฐานคลินิกเด็กหลอดแก้ว RTAC จากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์ ประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ มีแพทย์และทีมงานที่มีประสบการณ์ ทำให้อัตราความสำเร็จสูงถึง 70% รวมทั้งเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และมีด้วยกันถึง 4 สาขา ทั้งในกรุงเทพ 2 สาขา คือสาขาอัมรินทร์พลาซ่าและสาขารามอินทรา สาขาภูเก็ต และสาขาขอนแก่น ถือเป็นการการันตีความสำเร็จในการรักษาเลยทีเดียว ให้บริการรักษา อาทิเช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF), การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก IUI และการย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer) เป็นต้น

สถานที่ตั้ง
SAFE Fertility Center สำนักงานใหญ่ อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า ชั้น 17 เลขที่ 496-502 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เวลาทำการ : วันธรรมดา 07.30-19.00 น. วันหยุด 07.30-18.00 น.
โทรศัพท์ : 07 6510 874-5 สายด่วน 08 1102 1000
www.safefertilitycenter.com

แม้ว่าการอยากมีลูกของคู่แต่งงานที่ประสบภาวะมีบุตรยากอาจเป็นเรื่องที่ยาก แต่ด้วยเทคโนโลยีช่วยให้ตั้งครรภ์ในปัจจุบันก็มีส่วนช่วยเหลือให้การเป็นคุณพ่อคุณแม่ไม่ไกลเกินความฝัน ทั้งนี้ทุกการรักษาในแต่ละสถานที่อาจมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิเช่น เทคนิคและความยากง่าย สุขภาพ อายุ ของผู้ที่เข้ารับการรักษา เป็นต้น  สำหรับผู้มีประสบปัญหาภาวะผู้มีบุตรยากสนใจจะเข้ารับการรักษาควรสอบถามข้อมูล หาสาเหตุ และเมื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ผล แพทย์ที่ดูแลรักษาจะช่วยพิจารณาเลือกวิธีการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยหลักคือ อัตราความสำเร็จ ค่าใช้จ่าย ผลแทรกซ้อน และการเจ็บตัวที่น้อยที่สุด ให้เป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจเข้ารับการรักษานะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.tmbbank.com, www.vichaiyut.com

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก!

8 สถานที่ขอพร ผู้มีบุตรยาก และขอให้ลูกแข็งแรง

วิจัยเผย! ผู้ชายกินยาแก้แพ้เป็นประจำส่งผลให้ มีบุตรยาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่