สฟิงโกไมอีลิน

ไขความลับ พัฒนาสมองลูกรักด้วย “สฟิงโกไมอีลิน”

สฟิงโกไมอีลิน คืออะไร  นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ โรคระบบประสาท มีคำอธิบายมาให้ทราบกันค่ะ

  • “สฟิงโกไมอีลิน” สารอาหารที่พบมากในนมแม่ นม ผลิตภัณฑ์นม ช่วยในการสร้างปลอกไมอีลิน ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมอง
  • การเชื่อมโยงการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองแต่ละส่วน (brain connection) ซึ่งคือกลไกที่สำคัญที่สุดในการทำงานของสมอง ซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำงานของสมองจึงจะมีประสิทธิภาพ หรือเปรียบเสมือนกับการใช้อินเทอร์เน็ต 5G
  • การเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณของสมองต้องอาศัยการสร้างปลอกไมอีลิน เริ่มสร้างตั้งแต่อยู่ในครรภ์และสร้างอย่างต่อเนื่องอย่างรวดเร็วภายใน 2 ปีแรกหลังคลอด และถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

คุณพ่อคุณแม่รู้มั้ยว่า…..ความสามารถของลูกรักของคุณนั้นไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ การควบคุมการเคลื่อนไหว หรือการคิดวิเคราะห์และการวางแผนเมื่อเติบโตขึ้นไปนั้นล้วนเกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง แต่สมองเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัย การเชื่อมโยงการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองแต่ละส่วน (brain connection) ซึ่งคือกลไกที่สำคัญที่สุดในการทำงานของสมอง ซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำงานของสมองจึงจะมีประสิทธิภาพ หรือเปรียบเสมือนกับการใช้อินเทอร์เน็ต 5G เพราะสามารถส่งสัญญาณได้เร็วกว่า จึงมีประสิทธิภาพมากกว่านั่นเอง และนี่คือความลับของสมองที่สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการคลาน เดิน การพูด การวิ่งเล่น หรือหัวเราะ ร้องไห้ของลูกรัก นั้น

เป็นเพราะการส่งสัญญาณหากันด้วยความรวดเร็วของสมองแต่ละส่วนนั่นเอง โดยการเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณของสมองต้องอาศัยการสร้างไมอีลิน (myelin) ซึ่งพบมากในช่วง 2 ปีแรกของชีวิตและมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้ที่จะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยวัตถุดิบในการสร้างไมอีลินจะเป็นสารอาหารกลุ่มไขมัน และไขมันที่มีความจำเพาะต่อไมอีลินโดยเฉพาะ นั่นคือ “sphingomyelin” นั่นเอง

สฟิงโกไมอีลีน

“สฟิงโกไมอีลิน” หนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน การได้รับ สฟิงโกไมอีลิน sphingomyelinในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการสร้างไมอีลินในสมอง ซึ่งช่วยให้การทำงานของสมองเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยสฟิงโกไมอีลินจะพบได้มากในนมแม่ และผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม ชีส ดังนั้นทารกจึงควรได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ เพราะนมแม่เป็นแหล่งของไขมันชั้นดี ซึ่งรวมถึงสฟิงโกไมอีลินด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนจะมีปริมาณไมอีลินในสมองเพิ่มขึ้นและมีความสัมพันธ์กับผลการประเมินการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

สฟิงโกไมอีลีน

โดยสรุป การพัฒนาของสมองเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึง2 ปีแรก การส่งเสริมการพัฒนาของสมองสามารถกระทำได้โดยการให้สารอาหารอย่างครบถ้วน และให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของสมองยังต้องอาศัยการเชื่อมต่อสัญญาณประสาทที่มีความรวดเร็ว ซึ่งการสร้างจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณประสาท เปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนให้กับสมอง โดยสารอาหารในกลุ่มไขมัน โดยเฉพาะ “สฟิงโกไมอีลิน” จะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างไมอีลินในสมอง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่านอกเหนือจากพันธุกรรมและการเลี้ยงดูแล้ว จึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงโภชนาการสำหรับลูกรัก เพื่อพัฒนาการทั้งทางร่ายกาย และสมอง ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงวัย

สฟิงโกไมอีลีน

#สฟิงโกไมอีลิน #โคลีน #ดีเอชเอ #สารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมอง #ช่วยสร้างไมอีลิน

 

 

ดาราคลอดลูกปี 2019

รวม 6 ดาราคลอดลูกปี 2019 ต้อนรับสงกรานต์

รวม ดาราคลอดลูกปี 2019 ดาราคลอดลูกปี 62 ต้อนรับสงกรานต์ ปีใหม่ไทย จะดีใครบ้าง และเหล่าทายาทเบบี๋จะน่ารักน่าชังขนาดไหน ตาม มาดูกันเลยค่ะ

รวม 6 ดาราคลอดลูกปี 2019 ต้อนรับสงกรานต์

อาจเรียกได้ว่า พร้อมใจกันมาเกิดเพื่อ ต้อนรับสงกรานต์ ปีใหม่ไทย 2562 ก็ว่าได้ กับเหล่ากองทัพ ลูกดาราเกิดปี 2562 ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงครึ่งปี ก็พากันลืมตาออกมาดูโลกแบบติดๆ กันแล้ว ว่าแต่ ดาราคลอดลูกปี 2019 จะมีครอบครัวใดบ้าง และทายาทซุปตาร์ตัวน้อยจะน่ารักน่าชังขนาดไหน ตามมาดูกันเล้ย แต่งานนี้แอบเตือนไว้ก่อนว่าควรระวังหัวใจกันไว้ให้ดีนะคะ เพราะคุณอาจจะโดนขโมยเข้าให้ไม่รู้ตัว ♥

 

น้องเรน

มากันที่คนแรกกับสาวน้อยสุดน่ารักน่าชังคนแรก น้องเรน ลูกสาวของคุณพ่อ เนม ปราการ นักร้องหนุ่มวง Getsunova และคุณแม่ ป้อ สารชา ซึ่งได้ผ่าคลอดไปเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2562 พร้อมเป็นนางสงกรานต์ที่อายุน้อยที่สุด

ดาราคลอดลูกปี 2019 ดาราคลอดลูกปี 2019 ดาราคลอดลูกปี 2019ขอบคุณภาพจาก IG @nameraiva , @pohsarasha

 

น้องเมดา หรือ น้องอันโดรเมด

ตามมาติดๆ กับนางสงกรานต์ที่อายุน้อยที่สุด น้องเมดา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ลูกสาวคนแรกของคุณพ่อ เจมส์ เรืองศักดิ์ และคุณแม่ก้อย นัชชา อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังน้องเรน เพียงแค่ 6 วัน

ดาราคลอดลูกปี 2019 ดาราคลอดลูกปี 2019

ดาราคลอดลูกปี 2019

ขอบคุณภาพจาก IG @natcha_loychusak

 

Must read : ห้ามพลาด! ฤกษ์คลอดบุตร 2562 ฤกษ์ดี ๆ มีให้เลือกตลอดทั้งปี

น้องบุญ

หนูน้อยทายาทหมื่นล้านแห่งใบหยก น้องบุญ ลูกชายคนแรก ของคุณพ่อ เวฟ สาริน และคุณแม่บุ้ง สะธี เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ซึ่งได้ฤกษ์เกิดมาเพื่อต้อนรับเดือนแห่งวันสงกรานต์เลยทีเดียว

ดาราคลอดลูกปี 2019 ดาราคลอดลูกปี 2019 ดาราคลอดลูกปี 2019

ขอบคุณภาพจาก IG @bungbaiyoke

 

คลิกดูอีก 3 ดาราคลอดลูกปี 62 ต่อหน้า 2

ซีไลฟ์ แบงคอก 2019

ตามน้องปีใหม่ตะลุย “ซีไลฟ์ แบงคอก” กับ 3 การผจญภัยใหม่ล่าสุด!

ซีไลฟ์ แบงคอก เนรมิตโลกใต้ทะเลให้กลายเป็นดินแดนน้ำแข็ง เปิดตัวโซนเพนกวินใหม่ล่าสุด “Penguin Ice Playground Challenge…มหัศจรรย์เพนกวินน้อยผจญภัยในดินแดนน้ำแข็ง” ที่จะทำให้ซัมเมอร์นี้เป็นซัมเมอร์ที่หนาวที่สุดของเมืองไทย

พร้อมเปิดโลกเรียนรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับชีวิตเพนกวินแบบ 360 องศาผ่านกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟคุณภาพสูง พร้อมพบกับความตื่นเต้นและสนุกครั้งใหม่ด้วยภาพยนตร์ 4 มิติเรื่อง “SpongeBob SquarePants 4-D” และ Instagram Spot ใหม่ล่าสุดของอควาเรียม “NEW Shark Mission” ที่จัดแสงสีของโลกใต้ทะเลอย่างทันสมัยและลงตัว

โดยงานนี้ Amarin Baby & Kids จะพาไปตะลุยทั้งสามการผจญภัย ไปพร้อมๆ กับคุณน้าสุดหล่อ พุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน ที่พา “คุณปี” น้องปีใหม่ ด.ญ. เอวาริณ เตชะณรงค์ หลานสาวสุดน่ารัก

NEW Shark Mission
NEW Shark Mission

พร้อมแล้วไปตะลุยโซนแรกกันเลย เริ่มที่ Instagram Spot โซนใหม่ล่าสุดของอควาเรียม “NEW Shark Mission” ที่จัดแสงสีของโลกใต้ทะเลอย่างทันสมัยและลงตัวให้ผู้เยี่ยมชมได้ถ่ายรูปลงโซเชียลกันอย่างจุใจ

Instagram Spot
Instagram Spot ใหม่ล่าสุด ที่ใครๆ ก็อดใจไม่ไหว

เดินไปตามเส้นทางจนถึงไฮไลท์ของวันนี้ นั่นคือ “Penguin Ice Playground Challenge…มหัศจรรย์เพนกวินน้อยผจญภัยในดินแดนน้ำแข็ง” เป็นโซนต่อขยายที่สร้างขึ้นใหม่ จากโซนเจนทูเพนกวิน (Gentoo Penguin) ที่มีอยู่เดิม โดยการขยายอาณาจักรเพนกวินครั้งนี้มุ่งสร้างประสบการณ์แบบ 360 องศา เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของเพนกวินอย่างรอบด้าน

เริ่มจาก Danger on Ice การใช้เทคโนโลยี Floor Projecting จำลองพื้นน้ำแข็งที่เพนกวินต้องเดินผ่านและเอาชีวิตรอดจากผู้ล่า อาทิ วาฬนักล่าและแมวน้ำ

Danger on Ice
Danger on Ice จำลองพื้นน้ำแข็งที่เพนกวินต้องเดินผ่านและเอาชีวิตรอดจากผู้ล่า

 

Danger on Ice

 

การจำลอง Snow Globe โดมหิมะ จำลองบรรยากาศขั้วโลกใต้ให้ซัมเมอร์นี้เป็นฤดูที่หนาวที่สุด

Snow Globe โดมหิมะ
Snow Globe โดมหิมะ สนุกกับปุยหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาที่ ซีไลฟ์ แบงคอก

 

ต่อด้วย Forage For Food เกมอินเตอร์แอคทีฟจำลองการหาอาหารของเพนกวินที่เล่นพร้อมกันได้ถึง 4 คน เพื่อแข่งกันว่าใครจับปลาได้มากที่สุด

และปิดท้ายด้วย The Great Penguin Swim Race เกมอินเตอร์แอคทีฟทดสอบความเร็วในการว่ายน้ำ ที่ทั้งเพลิดเพลิน เล่นพร้อมเพื่อนได้ถึง 4 คน และยังให้ความรู้เกี่ยวกับความเร็วของเพนกวินแต่ละประเภทด้วย โดยผู้เล่นจะต้องปั๊มสูบลมเพื่อแข่งความเร็วกัน แบ่งเป็น 4 ระดับ เริ่มต้นที่ระดับความเร็วแบบนักประดาน้ำทั่วไป ต่อด้วยระดับเร็วปกติ หรือระดับ Little Fairy Penguin มีความเร็วอยู่ที่ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระดับเร็ว หรือระดับ African Penguin มีความเร็วอยู่ที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระดับเร็วมาก หรือก็คือความเร็วของ Gentoo Penguin นั้นมีความเร็วอยู่ที่สูงกว่า 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเพนกวินสายพันธุ์ที่ว่ายน้ำเร็วที่สุดในโลก

The Great Penguin Swim Race
สนุกกับ The Great Penguin Swim Race เกมอินเตอร์แอคทีฟทดสอบความเร็วในการว่ายน้ำ

น้องปีใหม่และน้าพุฒยังไม่เหนื่อย พาไปสนุกต่อที่โรงภาพยนตร์ 4 มิติ ที่มาในลุคใหม่ ภายใต้ธีม “SpongeBob SquarePants 4-D” จัดแสดงเรื่องราวการผจญภัยใต้ทะเลของ SpongeBob และผองเพื่อนให้ได้รับชมกันแบบครบมิติ

SpongeBob SquarePants 4-D
ชมภาพยนตร์ 4 มิติ ที่มาในลุคใหม่ ภายใต้ธีม “SpongeBob SquarePants 4-D” ที่ ซีไลฟ์ แบงคอก

คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนน้องๆ มาสัมผัสกับซัมเมอร์ที่หนาวที่สุดด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ ที่ ซีไลฟ์ แบงคอก สยามพารากอน สำหรับภาพยนตร์ “SpongeBob SquarePants 4-D” เริ่มฉายตั้งแต่ 10:30 น. เป็นต้นไป (มีรอบฉายทุกครึ่งชั่วโมง) ราคาค่าเข้าชม (ไม่รวมค่าเข้าอควาเรียม) 350 บาท หากเลือกซื้อเป็นแพ็คเกจ COMBO A (รวมค่าเข้าชมอควาเรียม guidebook และภาพยนตร์ 4D) ผู้ใหญ่ 790 บาท จากปกติ 1190 บาท เด็กอายุ 3-11 ปี 690 บาทจากราคาปกติ 1090 บาท

ซีไลฟ์ แบงคอก อควาเรี่ยมมาตรฐานระดับโลก ตั้งอยู่ชั้น บี 1-2 สยามพารากอน (บีทีเอส สถานีสยาม)

บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ปกติ ราคา 590 บาท และ สำหรับเด็กอายุ 3-11 ปี ราคา 490 บาท

สอบถามข้อมูลและติดต่อได้ที่ http://www.sealifebangkok.com/ โทร. 02-687-2000

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/SEALIFEBangkokOceanWorld

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การพัฒนาสมองลูก

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเผยเคล็ดลับใหม่ ! ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ ยิ่งสมองลูกเชื่อมโยงไวลูกยิ่งฉลาด

คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีความเชื่อเดิมๆ เรื่องการพัฒนาสมองลูกว่าต้องเป็นเด็กหัวโต หรือมีรอยหยักในสมองมากถึงจะเป็นเด็กฉลาด แต่ด้วยความรู้ใหม่จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองพบว่าจริงๆแล้วนั้น การติดต่อเชื่อมโยงของสมองแต่ละส่วนที่รวดเร็วหรือ Brain Connection ต่างหาก คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาสติปัญญาให้ลูกน้อยฉลาดและมีการเรียนรู้ที่ดีเพื่อประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ว่า Brain Connection มันคืออะไรกันนะ…เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปไขความลับกันค่ะ

 

เจาะลึกการเชื่อมโยงสมองแต่ละส่วน (Brain Connection) กลไกสำคัญของสมองลูกน้อยสู่ความฉลาด

ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ โรคระบบประสาท อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความรู้ใหม่ถึงเคล็ดลับการทำงานของสมอง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยส่งเสริมลูกน้อยได้ถูกต้อง โดยอธิบายว่า การที่ลูกน้อยเติบโตเป็นเด็กที่ฉลาด มีสติปัญญาหรือการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่การมีสมองที่โตเร็ว มีสมองขนาดใหญ่ หรือมีรอยหยักในสมองมากเพียงอย่างเดียว แต่กลไกสำคัญที่สุด เพื่อให้สมองทำงานได้ดี คือการที่สมองแต่ละส่วนสามารถติดต่อสื่อสารพูดคุยเชื่อมโยงกัน หรือมี Brain Connection กันได้ดีและรวดเร็วต่างหาก  ซึ่งหากสมองลูกน้อยสามารถส่งสัญญาณในวงจรประสาทได้รวดเร็ว มากเท่าไร ลูกน้อยก็จะยิ่งใช้สติปัญญาได้มีประสิทธิภาพ ฉลาดคิด เรียนรู้ได้ดี และมีพัฒนาการที่ดีในทุกด้านได้นั่นเอง…แล้วสมองลูกน้อยจะเชื่อมโยงสื่อสารได้ดีต้องทำอย่างไรค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเริ่มสงสัยกันแล้ว

การพัฒนาสมองลูก

“สฟิงโกไมอีลิน” หนึ่งในสารอาหารสำคัญช่วยสมองให้เชื่อมโยงได้ไว

และตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ Brain Connection ของลูกจะวิ่งฉิวคือต้องมีไมอีลิน (Myelin) ค่ะ เจ้าไมอีลินนี้จะช่วยส่งกระแสสัญญาณผ่านเส้นใยประสาทให้เร็วได้แบบก้าวกระโดด  โดยไมอีลินสามารถสร้างได้มากตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนถึงช่วง 2 ปีแรกของชีวิต ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมลูกน้อยวัย 1-2 ปีจึงมีพัฒนาการที่รวดเร็ว เดินวิ่งได้เก่ง ชอบสำรวจ จดจำ และช่างซักถาม  เพราะเจ้าไมอีลินที่มีมากในสมองจะช่วยทำให้สื่อสารได้รวดเร็ว และหนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลินคืออาหารกลุ่มไขมัน โดยเฉพาะไขมันชนิด สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin) นั่นเอง

 

 สฟิงโกไมอีลินพบมากในนมแม่ ดีแน่ต่อสมองลูก

คุณพ่อคุณแม่คงอยากทราบแล้วว่าลูกน้อยจะได้รับสฟิงโกไมอีลินได้อย่างไร สฟิงโกไมอีลินนั้น พบมากในนมแม่ ลูกน้อยควรได้รับน้ำนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน  เนื่องจากในน้ำนมแม่เป็นแหล่งของไขมันชั้นดีที่เสริมสร้างสมอง และมีสฟิงโกไมอีลินในปริมาณมาก นอกจากนี้สฟิงโกไมอีลินยังมีมากในอาหารต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์นม ครีม ชีส โดยมีรายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าลูกน้อยที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 3 เดือน  จะมีปริมาณไมอีลินในสมองเพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับผลการประเมินการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

 

ชวนทึ่ง กับภาพสแกนสมองเห็นการเชื่อมโยงกันได้จริง!

 

การพัฒนาสมองลูก

หลังจากได้รู้กันแล้วว่าลูกน้อยของเราจะมีสติปัญญาดี อยู่ที่  Brain Connection คราวนี้จึงชวนคุณแม่มาดูกันว่าสมองทำงานเชื่อมโยงติดต่อกันอย่างไร ด้วยเทคโนโลยี Functional MRI ที่เห็นได้ชัดเจนจริงค่ะ ดร.นพ.วิทยา สังขรัตน์  อาจารย์ประจำภาควิชารังสีวิทยาและศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (AIMC) ได้เผยภาพการตรวจสมองขั้นสูงด้วยเครื่องสร้างภาพสนามแม่เหล็ก ที่ก้าวหน้ามากถึงขั้นเห็นการทำงานของสมองที่มีการเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารได้จริง โดยภาพสแกนสมองที่ล้ำหน้าถึง 4-5 มิติ บอกให้รู้ว่าแม้คนที่นอนอยู่เฉยๆ ดูมือคนอื่นฉีกกระดาษ สมองยังมีภาพการทำงานสื่อสารร่วมกัน หลายส่วนมาก และสมองส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ก็ยังทำงานไปด้วย หรือแม้แค่เพียงการกระดิกนิ้วซ้ายนิ้วเดียว  แต่สมองก็เชื่อมโยงกันหลายส่วน ไม่ใช่ใช้แค่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างที่เข้าใจกันมาตลอด  นอกจากนี้ความทันสมัยของการทำ MRI ยังสามารถวัด ค่าความสมบูรณ์ของใยสมอง (Brain Fiber Integrity) สร้างรูปความน่าจะเป็นของโยงใยเครือข่ายสมอง แม้แต่ไมอีลินที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยประสาทในสมองก็ยังวัดปริมาตรได้อีกด้วย

การพัฒนาสมองลูก

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ทั้งความรู้และความลับอันน่าทึ่ง ในการพัฒนาสมองลูกให้เชื่อมโยงสื่อสาร เพื่อความเก่งฉลาดของลูกกันแล้ว อย่าลืมเลือกโภชนาการที่เสริมสร้างไมอีลินให้ลูก พร้อมกับหมั่นส่งเสริมพัฒนาการในทุกด้าน เท่านี้ก็เชื่อว่าลูกน้อยจะมีสมองที่พร้อมเรียนรู้ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอนาคต และประสบความสำเร็จแน่นอนค่ะ

#สฟิงโกไมอีลิน

 

การเลือกขวดนม

แนะวิธี การเลือกขวดนม จุกนม ให้ลูกแรกเกิดที่ดีและปลอดภัย

Super Nanny Ep. นี้แนะนำวิธี การเลือกขวดนม และ จุกนม ให้ลูกแรกเกิด เพราะขวดนมและจุกนมในท้องตลาดมีมากมายหลายแบบ และราคาก็มีตั้งแต่หลักไม่กี่สิบบาทไปจนถึงหลักหลายร้อยบาท จะเลือกแบบไหนดี หรือ ต้องดูที่เรื่องใดบ้าง #SuperNanny มีวิธี การเลือกขวดนม มาฝากค่ะ

แนะวิธี การเลือกขวดนม จุกนม ให้ลูกแรกเกิดที่ดีและปลอดภัย

หากพูดถึงาพูดถึง ของใช้เด็กอ่อน สำหรับลูกน้อย มีหลายสิ่งที่คุณแม่หลายคนมักมองข้ามความสำคัญนั่นก็คือ ขวดนม และ จุกนม เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การป้อนนมไม่ว่าจะเป็นทั้งนมแม่ หรือนมผสม ซึ่ง การเลือกขวดนม หรือ จุกนม ที่ดีและปลอดภัยกับลูกน้อย คือต้องเป็นแบบ BPA Free หรือ BPA 0% (อ่านต่อ “BPA free สำคัญต่อลูกน้อยอย่างไร?)

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาจากวัสดุที่นำมาผลิตด้วย ซึ่งในปัจจุบันขวดนมส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก แต่ขวดพลาสติกก็มีหลายแบบทั้งขวดใส ขวดขาวขุ่น ขวดสีชา ขวดสีน้ำผึ้ง และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจก่อนว่า การที่เด็กดูดนมจากน้ำนมจะไหลออกก็ต่อเมื่อ ปากของเด็กทำการกระตุ้นแต่การดูดจากขวดนั้น น้ำนมจะไหลอยู่ตลอดเวลา จึงอาจจะทำให้เด็กเกิดสำลักน้ำนมได้ ดังนั้น จะต้องมีการฝึกให้เด็กดูดนมจากขวดให้ชินเสียก่อน เพราะเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เด็กจะสามารถใช้เหงือกกัดไม่ให้น้ำนมไหลออกจากจุกได้

โดยควรเริ่มจากการเลือกลักษณะของจุกนมที่มีมาตรฐาน จะต้องเลือกขนาดของจุกนมให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย ซึ่งในเด็กแรกเกิดอาจจะเลือกที่ไซต์ s ก็ถือว่าเพียงพอ เพราะหากเลือกขนาดที่ไม่เหมาะสม จะทำให้น้ำนมไหลเข้าปากเด็กเร็วเกินไป ทั้งนี้ขวดนมเด็ก แต่ละประเภท ต่างก็มีลักษณะการใช้งาน และมีอายุการใช้งานที่ต่างกัน โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถดูรายละเอียดเทคนิค การเลือกขวดนม และ จุกนม ให้ลูกแรกเกิด จาก Super Nanny ได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลยค่ะ

คลิปวีดีโอจาก : Amarin Baby & Kids

การเลือกขวดนม 

1. ขวดนมประเภทพลาสติก PP ผลิตจากวัสดุ Polypropylene

เนื้อพลาสติกจะมีสีกึ่งโปร่งใส หรือสีขาวขุ่น สามารถทนอุณหภูมิ -20 – 110 ˚C และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 6 เดือน ขึ้นกับการดูแลรักษา และและอาจเหลือ 3 เดือนถ้านึ่งหรือต้มบ่อยเกินไปความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

2. ขวดนมประเภทพลาสติก PES ผลิตจากวัสดุ Polyethersulfone

เนื้อพลาสติกออกสีน้ำผึ้ง หรือสีชา สามารถทนอุณหภูมิ -50 – 180 ˚C และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษา และความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

3. ขวดนม PPSU ผลิตจากวัสดุ polyphenylsulfone

ขวดสีน้ำตาลอ่อน เช่น ขวดนมสีชา สามารถทนอุณหภูมิ -50 – 180 ˚C และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 8 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษา และความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

4. ขวดนมแก้ว

สุดคุ้มมีความนิยมน้อย แต่มีอายุการใช้งานไม่จำกัด จนกว่าจะแตกหรือมีรอยขูดข่วน ทั้งยังลดความเสี่ยงจากสาร BPA ในพลาสติกเมื่อถูกความร้อน ซึ่งมีข้อเสียคือ มีน้ำหนักมากกว่า ตกแตกได้ง่าย ราคาแพงกว่า และมีไม่กี่ยี่ห้อให้เลือก

วิธีการดูแลรักษาทำความสะอาดขวดนมและจุกนม

การทำความสะอาดขวดนมและจุกนม สิ่งสำคัญคือเลือกใช้ชนิดที่แปรงทำความสะอาดได้ทั่วถึง ขจัดคราบนมที่ติดค้างในขวดได้หมด ขวดแก้วนั้นเหมาะกับทารกวัยอ่อนที่คุณแม่ยังถือขวดนมให้ดูด เพราะทำความสะอาดง่าย ทนทาน แต่มีน้ำหนักมาก เด็กยังดูดนมไม่มาก เลือกเป็นขวดแก้วขนาดไม่เกิน 4 ออนซ์ก็พอ ถ้าหากทารกโตขึ้นประมาณ 4-5 เดือนและถือขวดนมเองได้แล้วควรเลือกขวดนมพลาสติกคุณภาพดีขนาดใหญ่ขึ้น คือ 8 ออนซ์ จำนวนที่ควรหาซื้อไว้คือ 3-4 ขวด เพื่อให้พอใช้ใน 1 วัน แต่ต้องล้างขวดไปทุกมื้อหลังใช้งาน

การดูแลรักษาทำความสะอาดขวดนมและจุกนม

การล้างขวดนม เติมน้ำเปล่าลงในขวดแล้วใช้แปรงถู แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า มองดูว่าหมดคราบหรือยัง จากนั้นนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค อย่าเอาไปต้มโดยไม่ได้ล้าง เพราะอาจทำให้การฆ่าเชื้อโรคไม่ดีพอ และเกิดคราบสกปรกที่ขวดนม มองดูไม่สะอาด ไม่น่าดู เมื่อคว่ำขวดนมที่ผ่านการต้ม รอจนขวดนมแห้งจึงนำมาผสมนมสำหรับให้ลูกดื่ม

ไม่ว่าจะใช้ขวดนมและจุกนมที่มีราคาถูกหรือแพง ควรดูแลรักษาให้ถูกวิธี หากเลือกขวดราคาแพง ควรถนอม ด้วยการล้างขวดนมด้วยแปรงขนนิ่ม ฟองน้ำ หรือแปรงซิลิโคน เพื่อให้การใช้งานได้นานขึ้น

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม

ไขข้อสงสัย! ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม?

ถึงแม้ลูกจะไม่สบาย แต่พลังยังเยอะอยู่ วิ่งเล่นซะหัวเปียก เหนียวเนื้อตัวไปหมด จนอยากจะอาบน้ำทำความสะอาด แต่ติดที่ไม่สบายอยู่นี่สิ ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม? ที่นี่มีคำตอบค่ะ

ไขข้อสงสัย! ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม?

ผู้ใหญ่มักจะสอนกันมาว่าเมื่อลูกมีไข้ ไม่ควรอาบน้ำ เดี๋ยวไข้จะกลับ! แต่สำหรับเด็กที่ป่วยหลาย ๆ วัน หรือรู้สึกเหนียวเนื้อตัวเมื่อไม่สบาย เชื่อว่าคนเป็นแม่อย่างเรา ๆ ก็อยากจะอาบน้ำสระผมให้ลูกเป็นธรรมดา แต่ก็กลัวไข้จะขึ้นสูงอีก ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำบทความจากคุณหมอ มาไขข้อสงสัยกันว่า ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม?

เป็นหวัดอาบน้ำได้ไหม
เมื่อลูกมีไข้ พ่อแม่ควรสังเกตอาการว่ามีอาการอื่น ๆ ร่วมกับไข้หรือไม่

วิธีการดูแลเด็กเป็นไข้

ก่อนอื่นต้องแยกประเภทของไข้กันก่อนว่าลูกเป็นไข้ธรรมดา  หรือ ไข้รุนแรง (รักษายากต้องให้แพทย์ดูแล เช่น อาเจียนมาก ซึม มีผื่นจ้ำตามตัวมาก ชัก ไอหอบ เจ็บคอ เจ็บหู อุจจาระร่วง ปวดศีรษะมาก) ซึ่งหากลูกเป็นมีอาการที่คล้ายกับไข้รุนแรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน แต่สำหรับไข้ธรรมดา ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอันตรายอะไร สามารถดูแลและบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้เองที่บ้าน สามารถหายได้ภายใน 2-3 วัน (แต่หากไม่หายภายใน 3 วัน หรือมีอาการที่บ่งบอกว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนจะทำให้เป็นไข้รุนแรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เช่นกัน) โดยอาการเป็นไข้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค และเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของร่างกายตามธรรมชาติ และเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นเพื่อเตือนว่าได้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นต่อร่างกาย ดังนั้น หากลูกเป็นไข้ธรรมดา มีวิธีการดูแลเด็กเป็นไข้ ดังนี้

  • ควรให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการขาดน้ำที่เสียไปจากการมีไข้ เมื่อมีไข้ อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้น ทำให้ร่างกายขับคาร์บอนไดออกไซด์และรับเอาออกซิเจนเข้ามาในร่างกายมากขึ้น ทำให้หายใจเร็วขึ้น และทุกครั้งที่หายใจ ร่างกายก็จะปล่อยความชื้นออกมา ทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้นนั่นเอง
  • ไม่ควรสวมเสื้อผ้าและห่มผ้าหนาจนเกินไป เพราะความร้อนจะระบายออกจากตัวลูกไม่ได้ ไข้จะยิ่งสูงขึ้น
  • นอนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าอากาศร้อนมากจะเปิดพัดลมหรือเปิดเครื่องปรับอากาศก็ได้ แต่ไม่ควรเปิดพัดลมจ่อที่ตัวและอย่าเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจนเกินไป
  • การใช้ยาลดไข้ ในกรณีที่ไข้สูงเกิน 37.8°C ควรให้รับประทานยาลดไข้ ได้แก่ พาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาลดไข้ติดต่อกันเกิน 3 วัน  หากมีไข้เกินกว่า 3 วัน ควรพามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุไข้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ลูกเป็นหวัด เป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม? 

ตามผัวกลับบ้าน

แชร์วิธีใช้ “ไลน์แมน” ตามผัวกลับบ้าน ฉบับเมีย 2019

เรื่องจริงจากผู้ใช้เฟสบุ๊ค Pattaraporn Ple Namnoun ที่ใช้ ไลน์แมน ตามผัวกลับบ้าน ยืนยันใช้จริง จ่ายจริง ไลน์แมนได้ไปตามจริง แต่สามีกลับมาถึงบ้านก่อน

แชร์วิธีใช้ “ไลน์แมน” ตามผัวกลับบ้าน ฉบับเมีย 2019

เมื่อสามียังไม่กลับบ้าน โทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่อ่าน คุณ Pattaraporn Ple Namnoun จึงได้ใช้แอพ ไลน์แมน ให้ไป ตามผัวกลับบ้าน และเมื่อไม่ถึง 5 นาทีสามีก็กลับมาถึงบ้านทันที คุณแม่จึงมาโพสแชร์เรื่องราวว่าใช้ไลน์แมน ตามผัวกลับบ้าน นั้นได้ผลจริง ดังนี้

ใช่คะเมื่อผัวยังไม่กลับบ้าน โทรไปไม่รับ ไลน์ไปไม่อ่าน😡😡😡

ใช้LINEMANตามสิคะ รูปพรรณสัณฐานชันเจน เหมือนตามจับโจร

คุยเสร็จเรียบร้อย ผ่านไป5นาที ได้ยินเสียงรถมันมาแต่ไกล ใช่คะมันกลับมาแล้ว ดงทอง😆😆

200บาท บริการประทับใจ🤣🤣

#ไลน์แมนตามหาผัว

โดยหลังจากแชร์เรื่องราวดังกล่าว ก็เป็นที่ถกเถียงกันว่าได้มีการเตี๊ยมกันมาก่อนหรือไม่ คุณ Pattaraporn Ple Namnoun จึงได้โพสรีวิวการใช้แอพพลิเคชั่น ไลน์แมน ดังนี้

📣มาคะโพสนี้ แม่จะมาเขียนรีวิว การเรียกไลน์แมน เพราะคนถามเข้ามาเยอะมาก ว่ามีจริงไหม เรียกจริงไหม บางคนนี่ว่าเตี๊ยมกันมั้ง อะไรมั้ง โอ้ยเห็นหลายโพสเลย มาเข้าเรื่องค่ะ (ไม่เคยเขียนรีวิวอะไรเลยทนอ่านให้เข้าใจนะคะ🤣)

  1. เราก็กดเข้า App LINE MAN ปกติ
  2. กดเลือกตรงคำว่า “แมสเซ็นเจอร์”
  3. แอพก็จะขึ้นหน้าตามรูป ก็จะมีข้อมูลให้เรากรอก
ไลน์แมน
วิธีใชัแอพพลิเคชั่นไลน์แมนตามหาสามี

‼️คำว่าผู้ส่ง (ตอนแม่ใช้เรียกให้ไปหาผัว ก็กดไปที่สถานที่ ที่ผัวบอกว่าจะไป คือโต๊ะสนุ๊ก)

ปล. อันนี้คือเราต้องรู้นะว่าผัวไปไหน ไม่ใช่ไม่รู้ ถ้าไม่รู้ไลน์แมนเขาก็ไปตามให้ไม่ได้จ๊ะ👌👌

👍อะก็กดใส่ไป สถานที่ ชื่อเรา เบอร์โทรเรา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แชร์วิธีใช้ “ไลน์แมน” ตามผัวกลับบ้าน ฉบับเมีย 2019

คำนวณวันคลอด

วิธี “คำนวณวันคลอด” ด้วยตัวเอง คำนวณง่ายและแม่นยำ

แม่ท้องหลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าคุณหมอทราบได้อย่างไรว่าลูกจะคลอดออกมาวันไหน และการคำนวณนี้จะแม่นยำแค่ไหน ทีมงานขอแจงรายละเอียดการ คำนวณวันคลอด ให้คุณแม่ได้อ่านกันค่ะ

วิธี “คำนวณวันคลอด” ด้วยตัวเอง คำนวณง่ายและแม่นยำ

การทราบกำหนดคลอดนั้นมีความสำคัญมาก เพราะข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ทราบถึงพัฒนาการของลูกในท้องที่ควรจะเป็นในแต่ละสัปดาห์ ช่วยให้แพทย์กำหนดการตรวจสุขภาพต่าง ๆ ของแม่ท้องและลูกในท้องได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยให้แม่ท้องเตรียมตัวในช่วงใกล้คลอดได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

วิธีนับอายุครรภ์

ก่อนจะทราบกำหนดคลอดแม่ท้องต้องทราบอายุครรภ์ก่อน การตั้งครรภ์สำหรับมนุษย์นั้นใช้เวลาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงวันคลอดทั้งสิ้น 40 สัปดาห์ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเป็นสัปดาห์ที่ 1 เหตุผลที่ไม่นับอายุครรภ์เป็นเดือนหรือเป็นวันเพราะว่าในแต่ละเดือนจะมีจำนวนวันไม่เท่ากัน บางเดือนมี 30 วัน บางเดือนมี 31 วัน และในเดือนกุมภาพันธ์มีจำนวนวันเพียง 27-28 วัน ทำให้การ คำนวณวันคลอด นั้นทำได้ยากนั่นเอง

วิธี คำนวณวันคลอด

การคำนวณวันคลอด ข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการใช้คำนวณคือ วันแรกที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยส่วนมากเราจะเคยชินกับการจำว่าประจำเดือนหมดวันสุดท้ายเมื่อไหร่ ทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อน แต่จริง ๆ แล้วข้อมูลที่ใช้นับนั้นคือวันแรกของการมีประจำเดือนต่างหาก เช่น คุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 1-3 มกราคม ข้อมูลที่จะนำมานับคือวันที่ 1 มกราคม และหากประจำเดือนมาไม่ตรงตามกำหนด ก็ไม่ควรนำมานับ เช่น ในช่วงเดือนมกราคม ประจำเดือนควรจะมาในวันที่ 1 มกราคม แต่กลับเลื่อนไปวันที่ 5-8 มกราคม ข้อมูลที่จำนำมานับในการ คำนวณวันคลอด คือวันที่ 5 มกราคม นั่นเอง

สูตร คำนวณวันคลอด

มีสูตรในการคำนวณวันคลอดแบบง่าย ๆ  อยู่ 2 วิธี ดังนี้

  1. นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายบวกไปอีก 9 เดือน และนับบวกต่อไปอีก 7 วัน ก็จะได้วันกำหนดคลอด สมมติว่า วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายของคุณแม่คือวันที่ 1 มกราคม ก็ให้บวกไปอีก 9 เดือน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม แล้วให้นับบวกต่อไปอีก 7 วัน ดังนั้น กำหนดคลอดของคุณแม่ก็จะตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม
  2. นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายย้อนหลังไป 3 เดือนและนับบวกต่อไปอีก 7 วัน ก็จะได้วันกำหนดคลอด สมมติว่า วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายของคุณแม่คือวันที่ 1 มกราคม ก็ให้นับย้อนหลังไปอีก 3 เดือน คือ ธันวาคม พฤศจิกายน และตุลาคม และนับบวกไปอีก 7 วัน ดังนั้น กำหนดวันคลอดของคุณแม่จะตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม
คำนวณกำหนดคลอด
ภาพจาก : https://medthai.com

จากตารางด้านบนนี้ แถวบน คือ วันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย / แถวล่าง คือ กำหนดวันคลอด โดยสูตรการนับทั้ง 2 วิธีนี้ จะให้ผลเหมือนกัน (แล้วแต่ว่าจะสะดวกนับแบบไหน) เป็นสูตรที่สูติแพทย์และผดุงครรภ์ใช้กันทั่วโลก ซึ่งอาศัยการสังเกตจากประสบการณ์และการทำสถิติการคลอดของคนทั่วโลก แต่จะให้ผลอย่างแม่นยำในกรณีที่คุณแม่จำวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายได้เท่านั้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คลอดไม่ตรงกำหนดคลอด ลูกจะปลอดภัยไหม?

คำศัพท์อาการป่วย

ถึงจะป่วยก็ยังสนุกได้ กับ คำศัพท์อาการป่วย น่ารู้

เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กๆที่พ่อแม่ทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะลูกวัยซนที่ไปโรงเรียนแล้ว มีโอกาสจะเจ็บป่วยได้มากกกว่าตอนที่พวกเขายังเป็นเบบี้ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกป่วย แต่เมื่อถึงวันที่ลูกป่วยและต้องพักฟื้นอยู่ที่บ้าน ลูกร็สึกเบื่อหน่ายเพราะเล่นสนุกเหมือนเดิม  ลองเปลี่ยนบรรยากาศวันป่วยๆ ให้ร่าเริงขึ้นด้วยการเล่นบทบาทสมมุติ “คุณหมอกับคนไข้” พร้อมสอดแทรกบทสนทนากับ คำศัพท์อาการป่วย เข้าไปด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์รอบด้านแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวได้เลย

คำศัพท์อาการป่วย รู้ไว้ใช้คล่อง บอกแล้วรู้เลยว่าหนูป่วยเป็นอะไร

เช่นเดียวกับครอบครัวตระกูลไรท์ ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่พอน้องวิน วินสตันป่วยขึ้นมา กราฟความสนุกก็ลดลงฮวบฮาบทีเดียว อ.คริสแปลงช่วงเวลาที่ลูกชายคนเก่งต้องพักฟื้นอยู่บ้านตลอดทั้งวันให้มีสีสันขึ้นด้วย การเพิ่มพูน คำศัพท์อาการป่วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เด็กๆต้องพบเจอ

เด็กๆทุกคนต้องรู้จักว่าอาการป่วยที่ตัวเองเป็นอยู่เรียกว่าอะไร เพราะเมื่อป่วยขึ้นมาลูกจะสามารถบอกให้พ่อแม่ คุณครู หรือคนรอบตัวทราบได้ เพื่อจะได้รับการช่วยเหลือ ดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที

จริงๆ เด็กๆไม่จำเป็นต้องรู้ลึกขนาดว่า “ตัวเองเป็นโรคอะไร” แต่ควรสังเกตว่าร่างกายเกิดผิดปกติตรงไหน เจ็บปวดตรงไหนเป็นพิเศษหรือไม่ และสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าตัวเองป่วยหนักแค่ไหน คำศัพท์อาการป่วย จึงเป็นเรื่องสำคัญ

โดยปกติแล้ว หากเป็นอาการป่วยเล็กน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจอาการ และรักษาเบื้องต้นได้ เช่นหากลูกมีไข้หลังจากวัดอุณหภูมิแล้วพบว่า สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต้องให้กินยาลดไข้ พร้อมกับเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ระหว่างที่พ่อแม่ดูแลลูกน้อย อาจสอนลูกให้พูด คำศัพท์อาการป่วย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปพร้อมๆกันได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งช่วยให้เด็กจำวิธีพูดได้ง่ายขึ้น

คำศัพท์อาการป่วย ของลูกน้อยมีหลายแบบไล่เลียงได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยทีเดียว ทั้งปวดหัว ปวดหู ตาแดง มีน้ำมูก จาม ไอ เป็นไข้ ปวดฟัน ปวดหลัง รวมทั้งยังมีคำศัพท์เกี่ยวกับยาและอุปกรณ์สำหรับดูแลรักษายามป่วยน่าเรียนรู้มากมาย มีประโยคและคำศัพท์หลายคำที่คนไทยยังสับสนและใช้กันผิดๆ ซึ่งทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไป เช่น

I am cold  หมายถึง ฉันหนาว ไม่ใช่ เป็นหวัด ประโยคที่ถูกต้องคือ I have a cold

I have a flu หมายถึง ฉันเป็นไข้หวัด ไม่ใช่ เป็นไข้ ประโยคที่ถูกต้องคือ  I have a fever

ทุกครั้งก่อนที่จะสอนประโยคหรือ คำศัพท์อาการป่วย ให้ลูกน้อย พ่อแม่จำเป็นต้องเช็กถูกต้องให้ดีด้วย เพราะหากสอนคำผิดๆไปลูกก็จะนำไปใช้ต่อไม่ถูกด้วย นอกจากนี้คำศัพท์ในหมวดนี้ค่อนข้างยากและยาว ดังนั้นการสอนในครั้งแรกลูกอาจจะยังจำไม่ได้ทั้งหมด พ่อแม่อาจต้องหมั่นฝึกฝน หรือเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น มีนัดคุณหมอที่โรงพยาบาล หรือไปเยี่ยมคนป่วยสามารถสอนเรื่องนี้เพิ่มเติมได้

สำหรับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks กับหนุ่มๆตระกูลไรท์ในอีพีนี้จะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับประโยคที่ใช้สอบถามอาการป่วย คำศัพท์อาการป่วย และวิธีออกเสียงแต่ละทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง พร้อมกับลุ้นกันว่าคุณพ่อคริสจะสามารถเป็นเล่นบทบาทเป็น “คุณหมอคนเก่ง” ตรวจน้องวินรู้ไหมว่า ป่วยเป็นโรคอะไร หรือจริงๆแล้วจะ “ป่วยการเมือง” กันแน่

มาติดตามความสนุกกับ คำศัพท์อาการป่วย กันในตอน 50 คำศัพท์เมื่อลูกป่วย กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

มาทบทวนประโยคและ คำศัพท์อาการป่วย กันอีกครั้งนะคะ

doctor      คุณหมอ

patient    คนไข้

thermometer    เครื่องวัดอุณหภูมิ

influenza    ไข้หวัดใหญ่

snot            ขี้มูกแข็งๆ

booger       ขี้มูก

headache  ปวดหัว

mucus       น้ำมูก

toothache    ปวดฟัน

eackache    ปวดหลัง

earache    ปวดหู

bad stomache / diarrhea  ท้องเสีย

constipation  ท้องผูก

cough   ไอ

sneeze  จาม

medicine    ยา

pill        ยาเม็ด

syringe    กระบอกฉีดยา

Are you sick?/Are you ill?/ Are you ok?    ลูกไม่สบายหรือเปล่า

I am a little bit sick   หนูไม่สบายนิดหน่อย

I am sick/ I am ill    หนูไม่สบาย 

I have to check you   พ่อขอตรวจอาการป่วยหน่อย

measure temperature     วัดอุณหภูมิ

You temperature is  36 C  อุณหภูมิของลูกคือ 36 องศาเซลเซียส

You don’t have a fever   ลูกไม่มีไข้

have a fever   เป็นไข้

have a high temperature  ตัวร้อน

have a flu  เป็นไข้หวัดใหญ่

have a cold  เป็นหวัด

You don’t have a stuffy  nose ลูกไม่คัดจมูก

blow your nose   สั่งน้ำมูก

open your mouth   อ้าปาก

Do you have soar throat  ลูกเจ็บคอหรือเปล่า

Do you have a stomache?  ลูกปวดท้องหรือเปล่า

talke medicine/ pill  กินยา

look after/ take care of your health   ดูแลสุขภาพให้ดี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ คำศัพท์อาการป่วย ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

Tags

ขั้นตอนการฝากครรภ์

แจงละเอียด! ขั้นตอนการฝากครรภ์ เตรียมตัวอย่างไร? ทำอะไรบ้าง?

สำหรับแม่มือใหม่ที่เมื่อรู้ว่ากำลังมีลูกน้อยมาอยู่ในท้องแล้ว ก็มักจะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องไปฝากครรภ์ที่ไหน? เมื่อไหร่? ทำอย่างไร? ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง? ที่นี่มี ขั้นตอนการฝากครรภ์ อย่างละเอียดมาฝากค่ะ

แจงละเอียด! ขั้นตอนการฝากครรภ์ เตรียมตัวอย่างไร? ทำอะไรบ้าง?

ฝากครรภ์ คืออะไร?

การฝากครรภ์ คือ การดูแลสุขภาพของลูกในท้องตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอดโดยแพทย์ผู้รับฝากครรภ์ เพื่อให้ลูกในท้องมีสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดภัย โดยแพทย์จะให้คำแนะนำและตรวจสุขภาพครรภ์ของแม่ท้อง รวมถึงการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของแม่ท้องและลูกในท้อง และรักษาอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การจ่ายวิตามินเพื่อบำรุงครรภ์ จ่ายยารักษาอาการแพ้ท้องหรืออาการอื่น ๆ เป็นต้น การฝากครรภ์ถือว่าสำคัญมาก แม่ท้องที่ไม่ได้ฝากครรภ์ เสี่ยงต่อการให้กำเนิดบุตรที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าผู้ที่ฝากครรภ์มากถึง 3 เท่า อีกทั้งเด็กที่คลอดออกมานั้นก็เสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าทารกที่มารดาเข้ารับการฝากครรภ์มากถึง 5 เท่า หากผู้ตั้งครรภ์เข้ารับการฝากครรภ์และไปตรวจตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กปลอดภัยได้ กล่าวคือ แพทย์สามารถตรวจเจอความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กและรักษาหรือป้องกันได้ทัน

ฝากครรภ์เมื่อไรดี?

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ทันที อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเป็นอันขาด เพราะตลอดช่วงของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่สำคัญ แม่ท้องจะต้องไปฝากครรภ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยแพทย์จะนัดเป็นระยะตามความเหมาะสมจนกระทั่งคลอด โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจครรภ์อย่างน้อย 5 ครั้ง ตลอดระยะการตั้งครรภ์

ฝากครรภ์
ขั้นตอนการฝากครรภ์ ในครั้งแรก คุณหมอจะสอบถามประวัติของคุณพ่อและคุณแม่โดยละเอียด

ฝากครรภ์ที่ไหนดี?

คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่ คุณหมอจะเริ่มนัดให้มาตรวจดูครรภ์บ่อยขึ้น ทำให้อาจจะมีปัญหาในการเดินทางได้

Tips : ควรเลือกสถานที่ฝากครรภ์ที่เดินทางได้สะดวกที่สุด เผื่อในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินใด ๆ คุณแม่ก็จะสามารถไปถึงมือคุณหมอได้ทัน และไม่ต้องกังวลว่าหากฝากครรภ์ที่นี่จะต้องคลอดที่นี่ เพราะสถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้ค่ะ

การเตรียมตัวและการเตรียมเอกสารเมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรก

  • บัตรประชาชนของคุณแม่ และคุณพ่อ
  • ประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยา การคลอดลูก โรคประจำตัว การแท้งบุตร ประวัติความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรม
  • ข้อมูลการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย

 

อ่านต่อ ขั้นตอนการฝากครรภ์ ในแต่ละครั้ง

ทำความเข้าใจ เด็กไม่กินผัก และวิธีฝึกลูกกินผักที่ได้ผลดี ไม่ต้องบังคับ

เด็กไม่กินผัก เพราะธรรมชาติของเด็กที่ชอบรสชาติหวานมากกว่ารสชาติขม ผัก (บางชนิด) ซึ่งมีรสขม แต่กลับมีประโยชน์มหาศาล พ่อแม่อย่างเราจะทำอย่างไรดีให้ลูกหันมาทานผัก

ทำความเข้าใจ เด็กไม่กินผัก และวิธีฝึกลูกกินผักที่ได้ผลดี ไม่ต้องบังคับ

ปัญหาเรื่องเด็กไม่กินผักเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กไทยจำนวนมาก โดยทางสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเปิดเผยว่า เด็กไทยกว่า 90% กินผักผลไม้น้อย จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้านโภชนากา พบว่าผู้หญิงไทย 18.5% หรือ 4 ล้านกว่าคนจากทั้งหมดกว่า 21 ล้านคน ที่กินผักผลไม้ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด คือ 400-600 กรัมต่อวัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี พบว่า มีเพียง 6.8% หรือ 3 แสนคนเท่านั้น ที่กินผักผลไม้ได้ตามเกณฑ์ และนั่นหมายความว่า เด็กยิ่งเล็กยิ่งบริโภคผักน้อยลงไปอีก

และหากประเทศไทยไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ จะต้องแบกรับภาระจากปัญหาสุขภาพในระยะยาว มีรายงานว่า 19% ของโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร, 31% ของโรคหัวใจขาดเลือด และ 11% ของโรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตุมาจากการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ แต่เนื่องจากปัจจุบัน พบว่า ผู้เป็นแม่ก็มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมการกินผักและผลไม้เช่นกัน ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวเองและครอบครัวให้ได้ก่อน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ในการปลูกฝังและฝึกฝนให้ลูกได้กินผักและผลไม้ที่หลากหลายตั้งแต่วัยทารก ก็จะส่งผลให้ลูกสามารถกินผักและผลไม้ได้หลากหลายเมื่อโตขึ้น

ลูกไม่กินผัก
ปัญหา เด็กไม่กินผัก เกิดจากพ่อแม่

ทำความเข้าใจ เด็กไม่กินผัก

ลักษณะของ เด็กไม่กินผัก สามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

  • พฤติกรรมเลือกกินแบบปกติ (Normal Picky Eating) มักเริ่มปรากฏในเด็กอายุระหว่าง 18 เดือนถึง 3 ปี โดยเหตุผลที่เด็กเลือกรับประทานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยความชอบของเป็นหลัก ซึ่งในทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าหนักใจ เพราะเป็นอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการเจริญเติบโตของเด็ก นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งของพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารแบบปกติ อาจเกิดจากอาการกลัวสิ่งใหม่ (Neophobia) ซึ่งส่งผลให้เด็กไม่กล้ารับประทานสิ่งที่ตนไม่คุ้นเคย
  • พฤติกรรมเลือกกินแบบผิดปกติ (Selective Eating Disorder) เด็กจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 4 ปี และอาจมีอาการเรื่อยไปจนโต ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เด็กจึงต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ สำหรับเหตุผลที่เด็กเลือกรับประทานอาหารนั้นเกิดจากความไม่ชอบที่เนื้อผิว รสชาติ รวมทั้งกลิ่น และที่สำคัญ เด็กจะไม่ยอมรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือไม่คุ้นเคยเด็ดขาด แม้จะหิวก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ลูกไม่ยอมกินผัก เช่น พฤติกรรมการเลียนแบบของลูก ที่เห็นพ่อแม่ไม่ทานผัก จึงไม่ชอบที่จะทานผักตาม และอีกสาเหตุคือ ผักมีรสชาติขม เด็กไม่ชอบทานรสขม จึงไม่ยอมทานผัก เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เด็กไม่กินผัก อันตรายแค่ไหน? แก้ปัญหาได้อย่างไร?

วิตามินคนท้อง

10 วิตามินคนท้อง ที่ควรกินเพื่อบำรุงแม่และลูกในท้อง

วิตามินคนท้อง เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การทานวิตามิน ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม่ท้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกในท้องและตัวแม่ท้องเอง

10 วิตามินคนท้อง ที่ควรกินเพื่อบำรุงแม่และลูกในท้อง

ในช่วงเวลาที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ร่างกายของแม่ท้องต้องการสารอาหารที่มากขึ้น ในแม่ท้องบางคน ที่อาจแพ้ท้องจนทานได้ไม่เยอะ หรืออาจจทานอาหารได้ไม่หลากหลาย จนทำให้ได้รับสารอหาารไม่เพียงพอกับที่ร่างกายของแม่ท้องและลูกในท้องต้องการ การทาน วิตามินคนท้อง จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้แม่ท้องมั่นใจว่าได้รับสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของลูกในท้อง มาดูกันค่ะ ว่ามีวิตามินอะไรบ้างที่แม่ท้องควรกิน

  1. กรดโฟลิก

กรดโฟลิก ถือเป็นวิตามินที่สำคัญที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ เนื่องจากกรดโฟลิกจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในทารกในครรภ์ ซึ่งหากเกิดภาวะนี้ จะทำให้การพัฒนากระดูกหลังหรือไขสันหลังในทารกไม่สมบูร๕์ และยังทำให้การพัฒนาของสมองส่วนสำคัญของทารกไม่สมบูรณ์อีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทารกที่คลอดออกมาพิการหรือมีชีวิตไม่ยืนยาวได้

ปริมาณของกรดโฟลิกที่หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับต่อวันคือ 400 ไมโครกรัมในช่วงก่อนการตั้งครรภ์ตลอดไปจนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และ 600 ไมโครกรัมในช่วงเดือนที่ 4-9 ของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังควรทานกรดโฟลิกตลอดไปจนถึงช่วงของการให้นมบุตร โดยควรทาน 500 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินสำหรับคนท้อง
วิตามินคนท้อง มีส่วนช่วยให้แม่ท้องได้รับสารอาหารที่่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

2. ธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจาง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยโรคโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์นั้นมักเกิดจากการที่ร่างกายขาดธาตุเหล็กนั่นเอง หากแม่ท้องขาดธาตุเหล็กระหว่างตั้งครรภ์ จะส่งผลกระทบหลายอย่างต่อลูกในท้อง ดังนี้  เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย ลูกในครรภ์มีโลหิตจาง หากโลหิตจางมาก อาจทำให้เกิดน้ำคร่ำน้อย ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนั้นยังอาจเกิดอันตรายกับมารดาในช่วงคลอด เพราะอาจตกเลือดจนเสียชีวิตได้ค่ะ

การตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของโรคโลหิตจางได้ เนื่องจากในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ น้ำเหลือง (พลาสม่า) จะเพิ่มมากกว่าเม็ดเลือดแดง ทำให้เสมือนว่าเม็ดเลือดแดงซึ่งอยู่ในน้ำเหลืองมีจำนวนน้อยลง อีกทั้งธาตุเหล็กจากการรับประทานอาหารมักไม่เพียงพอ เนื่องจากแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กมากกว่าคนปกติ เพื่อเสริมสร้างส่วนของทารกและส่วนของมารดา โดยแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์จำนวน 1,000 มิลลิกรัม โดยจำนวน 300 มิลลิกรัม ไปสร้างส่วนที่เป็นรกและทารก จำนวน 500 มิลลิกรัม ไปเพิ่มส่วนที่เป็นโลหิตของแม่ และจำนวน 200 มิลลิกรัม ถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ ดังนั้นคนท้องทุกคน จึงต้องเสริมธาตุเหล็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 10 วิตามินคนท้อง ที่ควรกินเพื่อบำรุงแม่และลูกในท้อง

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม ส่งผลอะไรกับลูกหรือไม่!

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม แม่ท้องกินทุเรียน ได้หรือเปล่าสำหรับแม่ท้อง หากคุณกำลังสงสัยว่า กินทุเรียนตอนท้องได้ไหม กินแล้วจะอันตรายต่อลูกในท้อง หรือแม่ท้องเองจะเป็นอะไรไหม Amarin Baby & Kids มีคำตอบของเรื่องนี้ค่ะ!

ไขข้อสงสัย? คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

จากคำถามที่ว่า… คนท้องกินทุเรียนได้ไหม กินทุเรียนตอนท้องได้ไหม เพราะเมื่อตั้งครรภ์ คุณแม่หลายๆ คนก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ต้องศึกษาดูดีๆว่าอะไรที่มีผลต่อลูกน้อยในท้องบ้าง ยิ่งในช่วงแพ้ท้องยิ่งอยากกินนู่นกินนี่เป็นพิเศษ แล้วถ้าเกิด แม่ท้องอยากกินทุเรียน ล่ะ … จะกินได้ไหม คนท้องกินทุเรียนได้ตอนไหน หรือ กินทุเรียนตอนท้อง แล้วจะส่งผลกระทบอะไรต่อลูกน้อยหรือไม่

บ้างก็ว่า “กินได้” เพราะทุเรียนมีวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อลูกน้อยมากมาย แต่บ้างก็ว่า “ไม่ควรกิน” เพราะจะส่งผลเสียต่อเด็กมากกว่า … มาค่ะหาก แม่ท้องอยากกินทุเรียน ตามมาทำความเข้าใจกันก่อน ว่าที่จริงแล้ว “ทุเรียน” มีฤทธิ์อย่างไร และจะส่งผลอะไรต่อร่างกายแม่และลูกในครรภ์ได้บ้างคนท้องกินทุเรียนได้ไหมมีอะไรใน “ทุเรียน”
ทุเรียน ผลไม้ที่เหลืองนวล รสชาติหวานและมาพร้อมกับกลิ่นเฉพาะ ซึ่งจากการวิจัยผลบอกว่า… ทุเรียน เป็นราชาแห่งผลไม้ ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น คาร์โบไฮเดรต ที่ให้พลังงาน โพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกาย ฟอสฟอรัส ไขมัน ใยอาหารช่วยดักจับไขมันในร่างกาย วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเล็บ ผมและผิวหนัง การสังเคราะห์และพัฒนาสารพันธุกรรม (DNA และ RNA) รวมไปถึงมีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และโฟเลต

โฟเลต วิตามินวิเศษสำหรับแม่ท้อง

ซึ่ง โฟเลต ที่มีอยู่ในทุเรียน ก็ถือเป็นวิตามินวิเศษที่จะช่วยทำให้เซลล์ตัวอ่อนเจริญเติบโตอย่างเป็นปกติ ป้องกันความพิการแต่กำเนิดของทารก ลดภาวะอาการดาวน์ซินโดรม หลอดประสาทไม่ปิด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ แขนขาพิการแต่กำเนิด

อ่าน >> “ประโยชน์และข้อควรระวังในการกินทุเรียน” คลิกหน้า 2

แจกฟรี! ไฟล์ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากลากเส้นจนเขียนเป็นคำได้

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งทักษะที่เด็กวัยเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจะต้องฝึกฝน เพราะเป็นหนึ่งในทักษะจำเป็นสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องมีทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับตัวอักษร A-Z ก่อนจะต่อยอดสู่การจดจำและเขียนคำศัพท์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง

แจกฟรีไฟล์ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับวัยอนุบาล ดาวน์โหลดได้เลย

การที่เราจะผลักดันให้ลูกโตขึ้นเป็นเด็กเก่งและดีได้ จะต้องผ่านแบบฝึกหัดหลากหลายแบบทั้งในชีวิตประจำวันและโรงเรียน ซึ่งนอกจากบทเรียนต่างๆที่ลูกจะได้เรียนรู้จากคุณครูในห้องแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรหาแบบฝึกหัดต่างๆให้ลูกได้ลองทำจนเกิดความชำนาญและนำสิ่งที่ฝึกฝนไปใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เช่นเมื่อลูกได้ ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ ก็จะจดคำศัพท์ได้แม่นยำขึ้น เมื่อลูกพบเจอคำศัพท์นั้นในหนังสือจะรู้ความหมายได้ทันที เป็นต้น

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ

ลูกทำแบบฝึกหัดดีอย่างไร

การจัดแบบฝึกหัดสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นหนึ่งในวิธีเตรียมความพร้อมให้เด็กมีพัฒนากรและทักษะต่างๆตามวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย (อนุบาล) พุทธศักราช 2546 ข้อหนึ่งกำหนดให้ต้องสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้คล่องแคล่ว พร้อมทำงานประสานกับสมองและประสาทสัมผัสกัน

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ

เมื่อลูก ฝึกเขียนภาษาอังกฤษหรือทำแบบฝึกหัดในแต่ละครั้งจะช่วยพัฒนาความพร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาได้ดี เพราะการทำแบบฝึกหัดเป็นประจำและต่อเนื่องช่วยฝึกความมีวินัย ความรับผิดชอบ และรู้จักควบคุมตัวเองจนสำเร็จ  ที่สำคัญยังช่วยให้ลูกสามารถเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียนมาปรับใช้ได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกแบบฝึกหัดต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยและพัฒนาของเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กที่ทำแบบฝึกหัดที่ยากเกินความสามารถมีแนวโน้มที่จะเบื่อการเรียน และทำให้ผลคะแนนต่ำกว่าเด็กที่ฝึกทำแบบฝึกหัดตามวัย แม้จะขัดกับความรู้สึกของผู้ปกครองที่อยากให้บุตรหลานเก่งไวๆ แต่การอดทนรอให้ลูกค่อยๆพัฒนาตัวเองนั้นได้ผลดีมากขึ้นเมื่อลูกเรียนในชั้นสูงขึ้นไป

อ่านต่อวิธีเลือกแบบฝึกหัดให้ลูก พร้อมไฟล์ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ หน้า2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รับของทดลองใช้ฟรี

รวมลิงก์เว็บไซต์สำหรับลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี! เพื่อคุณแม่และลูกน้อยโดยเฉพาะ

รับของทดลองใช้ฟรี เมื่อลงทะเบียน ! โดยให้ คุณแม่สมัคร เพื่อรับตัวอย่างสินค้าทดลองต่างๆ ของลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง มาลองใช้ฟรี สิทธิประโยชน์พิเศษแบบนี้ เป็นเรื่องที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรพลาด เพราะเมื่อคลอดออกมาแล้วมีข้าวของเครื่องใช้ของคุณแม่และลูกน้อยจำนวนมากที่คุณแม่ต้องหาซื้อ หากได้สินค้านั้น ๆ มาทดลองใช้ก่อนก็จะช่วยให้คุณแม่พิจารณาตัดสินใจการเลือกซื้อของมาใช้จริงให้กับตัวเองและลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

เว็บไซต์ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี เพื่อคุณแม่และลูกน้อย

รับของทดลองใช้ฟรี

ถือเป็นการดีอยู่แล้ว ที่คุณพ่อคุณแม่จะจัดเตรียมเสื้อผ้าหรือของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อยก่อนคลอดเผื่อไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครบถ้วนในคราวเดียว เพราะอาจจะเป็นการเร่งตัวเองให้เครียดได้โดยไม่รู้ตัว หรือถ้าซื้อมาไว้มากจนใช้ไม่หมดก็จะเป็นการเปลืองเงินเปล่า ๆ เช่น เสื้อผ้าเด็กอ่อน ซึ่งจะใช้ได้ไม่นานเพราะลูกน้อยนั้นโตเร็วมาก ควรซื้อมาแค่พอใช้ ส่วนเตียงหรือเปลก็ควรเลือกซื้อที่มีขนาดใหญ่หน่อยเพื่อจะใช้ได้หลายปี

ซึ่งทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ต้องนึกถึงความปลอดภัยของลูกมาเป็นอันดับแรก และต้องแน่ใจว่าเหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของลูกน้อยด้วย หากคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาก่อน การปรึกษากับผู้ที่มีลูกมาแล้วว่าควรซื้ออะไรหรือไม่ซื้ออะไร หรือการได้รับของทดลองมาใช้ก่อน ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น

♥ บทความแนะนำให้อ่าน : 10 วิธีประหยัดงบเสื้อผ้าลูก
♥ บทความแนะนำให้อ่าน : วิธีเลือกเสื้อผ้าให้ทารกวัย 3 เดือนขึ้นไป

 

ทั้งนี้เนื่องจากตามท้องตลาดทั่วไปก็มีผลิตภัณฑ์ของใช้เพื่อแม่และลูกมากมาย และเพื่อเป็นแนวทางเพื่อให้คุณแม่ได้รู้จักกับสินค้าต่างๆ ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้ทำการรวบรวมเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการเปิดลงทะเบียน หรือสมัครสมาชิก เพื่อ รับของทดลองใช้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีมากถึง 10 กว่าลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่คุณแม่ๆ จะสามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับของทดลองใช้ฟรี!! ไปดูกันเลย

เตรียมของให้ลูกน้อย
เตรียมของให้ลูกน้อย

1. Enfa : คุณแม่สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club *ลุ้นรับ สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท มูลค่า 29,050 บาท จำนวน 2 รางวัล (1 เดือน/ 1 รางวัล) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 – 28 ก.พ. 2565 สำหรับคุณแม่ที่สมัครสมาชิกผ่านทาง www.enfababy.com หรือ แอป A+Genius Baby หรือ ช่องทางออนไลน์ของ Enfa Smart Club โดยจะได้รับ SMS แจ้งตามเบอร์ที่ลงทะเบียนไว้  นอกจากของรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมาย เอนฟายังมีเคล็ดลับและเกร็ดความรู้ในการดูแลลูกน้อย จากผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำกับทุกข้อสงสัย และช่วยคลายทุกความกังวลให้คุณแม่ได้ทันทีอีกด้วย

สมัครเลย คลิกลิงก์ ⇓

https://bit.ly/3kjkoLC

enfa สมัครลุ้นรับทองฟรี
enfa สมัครลุ้นรับทองฟรี

 

2.Ensure : ผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการที่หลากหลาย ช่วยให้ด็กเจริญเติบโต มีร่างกายที่แข็งแรง และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างออกไปเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้ใหญ่ และผู้สูงวัยด้วย หากคุณแม่สนใจสามารถลงทะเบียนรับฟรี ผลิตภัณฑ์เอนชัวร์ขนาดทดลอง 53.8 กรัม ส่งตรงถึงบ้านกันเลย

สนใจลงทะเบียน คลิกลิงก์ ⇓

https://ensure.co.th/freesamples

ensure ลงทะบียนรับสินค้าฟรี
ensure ลงทะบียนรับสินค้าฟรี

3. Dumex : ให้คุณแม่สมัครสมาชิกดูเม็กซ์ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ รับฟรี! ชุดของขวัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และของขวัญวันเกิดสำหรับลูกน้อยอายุ 1 ขวบปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย และบริการจากดูเม็กซ์แคร์ไลน์ ที่อยู่เคียงข้าง ตอบทุกข้อสงสัยของคุณแม่ตลอด 24 ชั่วโมง สมัครเลย! (จำนวน 1 ชิ้นต่อครอบครัว ตลอดรายการ)

รับสิทธิพิเศษ เพียงสมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓

https://www.dumex.co.th/Pages/Registration.aspx

4. Huggies : สิทธิพิเศษเพื่อคุณแม่คนพิเศษ สมัครเป็นสมาชิกกับฮักกี้คลับวันนี้ รับฟรีตัวอย่างผ้าอ้อมฮักกี้ และโค้ดส่วนลดเพิ่มเมื่อสมัครครั้งแรก พร้อมทั้งได้รับข้อมูลสำหรับคุณแม่ตลอดทุกที่ทุกเวลา และได้ทราบโปรโมชั่นก่อนใคร

สมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓
www.huggies.co.th/th-th/Auth/register?fs=1

รับของทดลองใช้ฟรี
รับของทดลองใช้ฟรี

5. MamyPoko : ผ้าอ้อมยอดฮิตสำหรับคุณแม่ ใช้ดีแห้งสบายสำหรับลูกน้อย จะมีกิจกรรมดี ๆ พร้อมของแจกของแถม และสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่ครอบครัวMamyPoko ยังไงลองอัพเดทติดตามข่าวสารได้เลย

ขอรับสินค้าตัวอย่าง คลิกลิงก์ ⇓
www1.unicharm.co.jp/app/tha/tha/member/mamypoko/simple_entry

***ในส่วนของสินค้าตัวอย่างที่จะแจกทางออนไลน์ของ MamyPoko จะมีกิจกรรมแจกเป็นระยะ ๆ ไม่ได้เปิดตลอด จึงขอให้คุณแม่ๆ สามารถติดตามได้ทางเว้บไซต์ของ MamyPoko ได้โดยตรง

 

6. Nestlé Baby :

เพราะพัฒนาการดี เริ่มต้นที่ 1,000 วันแรก คุณแม่จึงต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องลงทะเบียน รับฟรี! ของขวัญวันเกิดขวบปีแรก โค้ดส่วนลดในการซื้อนม สมาชิกคลับที่มีลูกน้อยวัย 1 ขวบปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน จะได้รับผลิตภัณฑ์นมผงตราหมี โพรเท็กชัน สูตร 3 รสจืด ขนาด 130 กรัม (ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์ขนาดทดลอง”) มูลค่า 49 บาทต่อหนึ่งท่านสมาชิก และของขวัญจะถูกจัดส่งถึงบ้านตามที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ สำหรับสมาชิกคลับที่มีลูกอายุครบ 1 ปีในเดือน ที่มีการลงทะเบียน

สมัครวันนี้เพื่อรับชุดของขวัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ฟรี คลิกลิงก์ ⇓

https://www.nestlebaby.in.th/user/register

ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี
ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี

7. baby love : คุณแม่ต้องลงทะเบียน กรอกข้อมูลเพื่อรับข่าวสารโปรโมชั่นกับเบบี้เลิฟ และสำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อยแรกเกิด และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้รับสินค้าตัวอย่างของเบบี้เลิฟ อีซี่เทป จำนวน 2 ชิ้น หรือ เบบี้เลิฟ เพลย์แพ้นท์ พรีเมี่ยม จำนวน 2 ชิ้น

รับของทดลองใช้ฟรี ลงทะเบียน คลิกลิงก์ ⇓
https://babylove.co.th/member

 

8. Anmum : คุณแม่สมัครสมาชิกแอนมัมคลับ เพื่อรับสิทธิพิเศษมากมาย พร้อมรับฟรี! ชุด Welcome Set  และถุงเก็บน้ำนมสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

สมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓
http://www.anmumthwelcomemom.com

รับของทดลองใช้ฟรี

9. S-26 : สมัครสมาชิก S-Mom Club คุณแม่สมารถรับคำปรึกษาจากทีมพยาบาลวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชม. และรับทันที Welcome Gift Set  1 ชุด

อ่านรายละเอียดและสมัครสมาชิก คลิกลิงก์ ⇓

www.s-momclub.com/th/register

10. Amarin Baby & Kids

♥♥♥ และสุดท้ายขอแถมอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่มีของดีๆ มาแจกให้กับคุณแม่ๆ ทุกปีกับ Amarin Baby & Kids นั่นเอง ซึ่งนอกจาก Amarin Baby & Kidsจะมีเพจเฟซบุ๊กที่คอยจัดกิจกรรมลุ้นของรางวัลฟรีอยู่ตลอดแล้ว
(ติดตามกิจกรรมแจกของฟรีทาง เพจ Amarin Baby & Kids คลิกที่นี่!! >> ก็ยังมีงาน Amarin Baby & Kids Fair ที่จัดอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 4 ครั้ง

และทุกครั้งคุณแม่ทั้งสมาชิกเก่าที่เคยไปร่วมงานแล้ว และสมาชิกใหม่ ก็สามารถลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และแม่ลูกเล็ก รับของทดลองใช้ฟรีของที่ระลึกฟรี ได้ที่หน้างาน และพิเศษลงทะเบียนเข้างานก่อนใครได้

ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี ก่อนตัดสินใจซื้อ
ลงทะเบียน รับของทดลองใช้ฟรี ก่อนตัดสินใจซื้อ

จากลิงก์ รับของทดลองใช้ฟรี ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ทางทีมงานค้นหามาได้ ทั้งนี้หากคุณแม่ๆ ท่านใดมีผลิตภัณฑ์ของเว็บไซต์ใดที่ไปลงทะเบียนรับของมาแล้ว อยากจะแชร์แบ่งปันให้คุณแม่ๆ ท่านอื่นได้ลองใช้กันบ้าง ก็สามารถใส่ภาพหรือข้อมูลลงในช่องแสดงความคิดเห็น หรือ ช่อง comment หน้าเฟสบุ๊คแฟนเพจ Amarin Baby & Kids กันมาได้เลย

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : Poon Pattamaporn

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

ชี้เป้า! รวมลิงก์ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และแม่ลูกเล็ก โดยเฉพาะ

ของใช้ทารกแรกเกิด 11 อย่างที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

หมอแนะ! 5 การเตรียมตัว เมื่อคุณพ่อ ตั้งใจเข้าห้องคลอด

แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกกินขนมโซเดียมเยอะจน ไตรั่ว!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กล่องนม UHT

ชวนบริจาค กล่องนม UHT กับ โครงการหลังคาเขียว

แม่ ๆ จ๋า… กล่องนม UHT มีค่า ลูกกินหมดแล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง! นำไปบริจาคกับ โครงการหลังคาเขียว เพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก โครงการดี ๆ ของพระองค์ภาฯ

โครงการดีๆ ของพระองค์ภาฯ
เปลี่ยน กล่องนม UHT
ให้กลายเป็นหลังคา

บ้านไหนที่ลูกน้อยครบ 1 ขวบ และคุณแม่เริ่มหาซื้อ นมกล่อง UHT มาให้กินแล้ว หากลูกกินหมด อย่าทิ้ง กล่องนม นั้นนะคะ เพราะ กล่องนม UHT หรือ กล่องเครื่องดื่ม UHT  อื่นๆ มีค่าสามารถเอาไปรีไซเคิล เปลี่ยนเป็นหลังคา และนำไปช่วยเหลือชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้สอนลูกน้อยให้หัดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาท แถมยังเป็นการช่วยฝึกวินัย ฝึกให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และให้ลูกรู้จักใช้ทรัพยาการโลกอย่างคุ้มค่าอีกด้วย

กล่องนม UHT

ซึ่งที่มาของการรับบริจาค กล่องนม UHT มาจาก โครงการหลังคาเขียว หรือ Greenroof เกิดจากการร่วมมือกันของ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทชั้นนำด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกับ บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์รีไซเคิล กล่องเครื่องดื่ม โดย บริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด และ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งมั่นในการดำเนินโครงการรณรงค์เพื่อสนับสนุนการคัดแยกจัดเก็บและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วให้ประสบความสำเร็จสูงสุด 

ซึ่งกระทำโดยการรวบรวม กล่องนม UHT หรือ กล่องเครื่องดื่ม ที่ใช้แล้วนำไปรีไซเคิลเป็นแผ่นหลังคา เพื่อมอบให้กับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ให้นำไปใช้ประโยชน์ และมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลนต่อไป

ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2553 และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 ได้จัดตั้งโครงการพิเศษ ภายใต้ชื่อ “หลังคาเขียว เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เทิดพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

อ่านรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> www.tetrapak.com
กล่องนม UHT
ขอบคุณภาพจาก : นิตยสาร แพรว ปีที่ 28 ฉบับที่ 654

กว่าจะมาเป็น “หลังคาสีเขียว”

โดย หลังคาเขียว เป็นหลังคาที่ผลิตจากกล่องรีไซเคิลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดย 1 แผ่น มีขนาด 1 x 2.40 เมตร และใช้กล่องเครื่องดื่มประมาณ 2,000 กล่อง ในการผลิต

กล่องนม UHT
กว่าจะมาเป็น “..หลังคาสีเขียว..”

ขอบคุณภาพจาก เพจ greenroof

คุณสมบัติของหลังคาสีเขียว

คุณสมบัติหลังคาจากกล่องนม คือ ทนทาน ไม่แตกหักง่าย ไม่ต้องใช้โครงสร้างหนัก ซึ่งเคยทดสอบโดยผู้ใหญ่ 20 คนขึ้นไปยืนก็ไม่มีปัญหา เพราะหลังคามีความยืดหยุ่น ไม่แตกง่าย และนอกจากนี้ยังทนไฟได้ด้วย

กล่องนม UHT
คุณสมบัติของหลังคาสีเขียว จาก กล่องนม UHT

ขอบคุณภาพจาก เพจ greenroof

 

อ่านต่อ >> “วิธีและขั้นตอนการจัดเก็บกล่องเครื่องดื่มและสถานที่จัดส่ง” คลิกหน้า 2

 

มาร์กี้แอดมิทเตรียมคลอดก่อนกำหนด! เหตุเสี่ยง “ภาวะครรภ์เป็นพิษ”

ภาวะครรภ์เป็นพิษ พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์แฝด โดยว่าที่คุณแม่น้องแฝด มาร์กี้ ราศรี และว่าที่คุณพ่อป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ กำลังพบกับภาวะนี้อยู่ จึงต้องแอดมิทเพื่อเตรียมคลอดโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

มาร์กี้แอดมิทเตรียมคลอดก่อนกำหนด! เหตุเสี่ยง “ภาวะครรภ์เป็นพิษ”

ใกล้คลอดเข้าไปทุกที สำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ อย่าง ป๊อก ภัสสรกรณ์ และ มาร์กี้ ราศรี ที่อีกไม่กี่วันก็จะได้พบหน้าลูกแฝด น้องมีก้า และ น้องมีย่า กันแล้ว ซึ่งกำหนดผ่าคลอดในวันที่ 8 เมษายน 2562 ที่จะถึงนี้ แต่ก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด กลับมีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น เมื่อว่าที่คุณแม่มาร์กี้มีอาการปวดเท้ามาก และมีอาการเท้าบวม ว่าที่คุณพ่อป๊อก จึงพา มาร์กี้ ไปหาคุณหมอเพื่อตรวจอย่างละเอียด จึงพบว่า มาร์กี้มีความเสี่ยงต่อ ภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยคุณหมอได้อธิบายว่า แม่ท้องที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษจะมีอาการอยู่ 3 อย่างคือ

  1. ปวดเท้า เท้าบวมมาก
  2. มีโปรตีนในปัสสาวะ
  3. และความดันขึ้น
เท้าบวม
อาการอย่างหนึ่งของภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ อาการเท้าบวม ปวดเท้ามาก

แต่มาร์กี้มีอาการเพียง 2 อย่างคือ เท้าบวมและตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ส่วนความดันยังปกติดี จึงยังไม่นับว่าอยู่ในภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่เพื่อความปลอดภัย คุณหมอจึงได้แนะนำให้มาร์กี้และป๊อก แอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวัดความดันทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง และควบคุมอาหารการกิน โดยหากตรวจแล้วเข้าข่ายภาวะครรภ์เป็นพิษเมื่อไหร่ อาจจะต้องพิจารณาผ่าคลอดก่อนกำหนดทันท ซึ่งคุณหมอได้เปิดเผยอีกว่า ครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในเคสท้องแฝด คุณหมอมีความเห็นว่ามีโอกาส 60% ที่จะต้องคลอดก่อนกำหนดเดิมคือวันที่ 8 เมษายน ซึ่ง หนุ่มป๊อก ไปดูฤกษ์มาแล้วสามารถผ่าคลอดตั้งแต่วันที่ 1 3 4 5 6 7 8 9 10 วันไหนก็ได้ตามคุณหมอเห็นสมควรและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่มาร์กี้และน้องมีก้า น้องมีย่า แข็งแรงปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากรายการ ป๊อกกี้ on the run

ภาวะครรภ์เป็นพิษ คืออะไร?

ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ และอาจมีความเสี่ยงทำให้เสียชีวิตได้ โดยสามารถพบได้ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดี ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ตั้งครรภ์ในขณะอายุน้อยกว่า 20 ปี หรือมากกว่า 35 ปี เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ตั้งครรภ์แฝด เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษหรือโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัว มีการตั้งครรภ์โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีภาวะเลือดแข็งตัวง่าย และมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไต เบาหวาน โรคแพ้ภูมิตนเอง (SLE) ข้ออักเสบรูมาตอยด์

ภาวะครรภ์เป็นพิษมีอาการอย่างไร?

สาเหตุของภาวะครรภ์เป็นพิษยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการพัฒนาของรกที่ผิดปกติ โดยทั่วไปภาวะครรภ์เป็นพิษมักเกิดหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์จนถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด ส่วนใหญ่จะพบภาวะนี้หลังอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ โดยจะมีรอาการบวมน้ำ อาการบวมตามมือและเท้า ความดันโลหิตสูง ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัมทุกสัปดาห์ อาการจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาจมีอาการสั่นหรือสับสน สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง คลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว เมื่อยล้า ปวดท้อง หรือหายใจถี่ ๆ

ผลกระทบต่อแม่ท้องและลูกในท้อง

แม่ท้องส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมี ภาวะครรภ์เป็นพิษ จึงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์เสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดในคุณแม่ตั้งครรภ์ ได้แก่ ชัก การทำงานของไตผิดปกติหรือไตวาย ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด มีเลือดออกในระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะเลือดออกในสมอง น้ำท่วมปอด ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับทารก ได้แก่ ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ทารกแรกคลอดน้ำหนักตัวน้อย ทารกคลอดก่อนกำหนด และทารกเสียชีวิตในครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษ
การพบหมอตามนัดทุกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษที่รุนแรง

มีวิธีรักษาอย่างไร?

วิธีเดียวที่จะแก้ภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ ทำการคลอดทารก แพทย์จะต้องประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของแม่กับสภาพของลูกในท้อง ในบางกรณีแพทย์อาจสามารถควบคุมดูแลพฤติกรรมของแม่ก่อน เช่น การเพิ่มปริมาณน้ำโดยลดการบริโภคเกลือ หรือจัดตารางการนอนพักผ่อน และอาจต้องพบแพทย์บ่อยขึ้นเพื่อตรวจสอบความดันโลหิตและระดับโปรตีนในปัสสาวะ

 

แม่ท้องทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ โดยเฉพาะแม่ท้องที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น การดูแลตัวเองตอนท้อง รวมถึงการทานอาหารที่เหมาะสม ตลอดการตั้งครรภ์ จะช่วยรักษาน้ำหนักให้ขึ้นตามที่ต้องการ จะสามารถเลี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษได้ไม่มากก็น้อย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ท้องแข็งใกล้คลอด เป็นแบบไหน? ท้องแข็งแบบไหนอันตราย

อาการ ท้องลด เป็นแบบไหน? ท้องลดตอนกี่สัปดาห์กันนะ

น้ำหนักตัวของแม่ท้อง ต้องแบบนี้!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : honestdocs.co, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, รายการป๊อกกี้ on the run, IG Pokmindset

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

แม่ท้องน้ำหนักเยอะ เสี่ยง ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ลูกตายไม่รู้ตัว!

ของขวัญที่แม่ท้องปรารถนาที่สุด คือการได้เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรกและรู้ว่าลูกแข็งแรงสมบูรณ์ แต่บางครั้งโชคชะตากลับเล่นตลกพรากลูกไปจากอกเสียดื้อๆ เหมือนกับคุณแม่ท่านนี้ต้องมาพบกับความผิดหวังครั้งใหญ่ ที่ทำให้เธอจนต้องเสียลูก ก่อนกำหนดคลอดเพียง 15 วัน เพราะปล่อยให้น้ำหนักเกินจนทำให้เกิด ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด แบบไม่รู้ตัว!!

แม่น้ำหนักเกิน จนเจอ ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด จนลูกเสียชีวิตในครรภ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจของเว็บไซต์ www.thairath.co.th นำเสนอข่าวของคุณแม่วัย 28 ปีชาวเชียงใหม่ ที่พบกับโชคร้ายจากภาวะเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับแม่ท้องทุกคน เธอเล่าถึงการสูญเสียครั้งใหญนี้ว่าเธอมีลูกสาวมาแล้ว 1 คนอายุ 3 ขวบเศษ และเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง เธอและสามีดีใจมาก ดูแลครรภ์อย่างดี รีบไปฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์และพบแพทย์ตามนัดตลอดมา

รกลอกตัวก่อนกำหนด

สภาพร่างกายของคุณแม่ท่านนี้แข็งแรงสมบูรณ์ดี จนเมื่อเข้าสู่ช่วง 26 สัปดาห์ น้ำหนักตัวกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 6 กิโลกรัมในเดือนเดียว และค่อยๆขึ้นเรื่อยมา แต่ผลการตรวจน้ำตาลและสุขภาพทั่วไปยังเป็นปกติ แต่น้ำหนักช่วง 33 สัปดาห์เพิ่มขึ้นมาถึง 26 กิโลกรัม แล้วเรื่องราวน่าเศร้าก็เกิดขึ้นตอนกลางดึกคืนหนึ่งขณะที่อายุครรภ์ได้ 35 สัปดาห์

“รู้สึกเจ็บหน่วงตรงหัวหน่าวเป็นระยะ คล้ายๆ เหมือนอาการเจ็บระดู ไม่เจ็บถี่ ไม่เจ็บบ่อย เจ็บธรรมดาเหมือนทุกครั้งที่เจ็บ พอเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ออกไปกินข้าวก็ยังรู้สึกเจ็บหน่วงๆ แบบแข็งแค่คลาย ไม่เจ็บเหมือนจะคลอดก็เข้านอนแล้วรู้สึกมีอาการ เหมือนลูกโป่งแตกในท้อง ดัง ตุ๊บ แล้วก็มีลิ่มเลือดสีแดงสดเป็นก้อนๆ ไหลออกมา แล้วท้องเริ่มโตมากขึ้นๆ จนหายใจไม่ค่อยออก ตรงใต้ราวนมบวมออกมา เลือดไหลออกมาเยอะมากจนตัวซีด”

เสี้ยววินาทีต้องเสียลูกไปเพราะ ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

เธอไปถึงโรงพยาบาลภายใน 15 นาที ในใจก็คิดว่าหมอคงช่วยได้ทันเวลาและได้เห็นหน้าลูกแน่นอน แม้จะต้องคลอดก่อนกำหนดก็ยังดี แต่คำจากปากหมอทำเธอแทบช็อก คือ “หัวใจลูกไม่เต้นแล้ว จับหาชีพกรไม่เจอ และลูกเสียชีวิตในท้องเพราะขาดอากาศหายใจ” ส่วนความดันโลหิตของเธอเองสูงมาก บวกกับภาวะตกเลือด เลือดคั่งในมดลูก จนต้องเข้ารับการผ่าตัดเร่งด่วน เพื่อรักษาชีวิตแม่ไว้”

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดจากภาวะเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ซึ่ง พบได้น้อยมาก แต่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เรียกว่า ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด  ตามธรรมชาติ รกที่ห่อหุ้มตัวทารกไว้ระหว่างอยู่ในครรภ์จะลอกตัวออกจากโพรงมดลูกเมื่อคลอดจากท้องแม่แล้ว หรือที่เราเรียกว่า “คลอดรก” สำหรับคนคลอดธรรมชาตินั่นเอง

รกลอกตัวก่อนกำหนด

หากรกเกิดลอกหลุดออกระหว่างที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยส่งผลให้ลูกในท้องและตัวแม่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น เพราะรกเป็นช่องทางการติดต่อของแม่และทารกในครรภ์ เมื่อเกิด ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด  ทำให้ทารกขาดสารอาหารหรืออ๊อกซิเจนจนเสียชีวิต และทำให้มารดาเสียเลือดมากได้

รกลอกตัวก่อนกำหนด พบได้ 3 ลักษณะ คือ แบบเปิดเผย หมายถึง รกจะค่อยๆหลุดออกจากโพรงมดลูก ทำให้รู้สึกปวดท้องเตือน ท้องแข็งบ่อย มีมูกเลือดซึม หากมาพบแพทย์ทันที มีโอกาสที่ลูกจะรอดชีวิตสูง แต่ถ้ารกเกิดลอกตัวแบบไม่ปิดเผย จะไม่แสดงอาการผิดปกติแบบชัดเจน ไม่มีเลือดออก อาจรู้สึกเพียงแค่เจ็บหัวหน่าวเท่านั้น  ส่วนแบบสุดท้ายคือ การที่รกลอกตัวแบบผสมเป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยจากการลอกไม่เปิดเผย เลือดที่ออกจะแทรกอยู่ระหว่างรกกับผนังมดลูก เมื่อเลือดออกมามากขึ้นจึงสามารถเซาะแทรกถุงน้ำคร่ำกับผนังมดลูกแล้วผ่านออกมาทางปากมดลูกได้

อ่านต่อ แม่ท้องแบบไหนเสี่ยงรกลอกตัวก่อนกำหนดมากที่สุด หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่