รีวิวแอพ วัดค่าฝุ่นละออง pm2.5

รีวิวแอพ วัดค่าฝุ่นละออง pm2.5 เช็กให้รู้ ที่ไหนอันตราย

  • วัดค่าฝุ่นละออง pm2.5 เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณแม่รู้สภาพอากาศในแต่ละวันว่ามีมลพิษและฝุ่นละอองมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ค่าดัชนีคุณภาพอากาศบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑลสูงกว่าปกติ และเริ่มส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อย่าง แม่ท้อง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

 วัดค่าฝุ่นละออง pm2.5 ด้วยตัวเองง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นในมือคุณ

ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย ร่วมออกแถลงการณ์เรื่องมลพิษ PM 2.5 ต่อสุขภาพเด็กและทารกในครรภ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภัยจากฝุ่นพิษนี้โดยตรง  พร้อมแนะนำคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กและหญิงตั้งครรภ์ไว้ดังต่อไปนี้

วัดค่าฝุ่นละออง

โดยปกติ กรมควบคุมมลพิษจะรายงานค่าดัชนีคุณภาพอากาศเป็นรายวันโดรวบรวมข้อมูลจากสถานีวัดคุณภาพอากาศตามจุดต่างๆทั่วเมือง  ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ  Air Quality Index : AQI ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่

1.ฝุ่น PM2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่เกิดจากการเผาไหม้ของยานพาหนะ เผาไม้กลางแจ้ง และอุตสาหกรรม ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและปอดโดยตรง เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และหอบหืด

2.ฝุ่น PM10 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง และการก่อสร้าง หากสะสมปริมาณมากจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ

3.ก๊าซ O3 หรือโอโซนเกิดจากปฏิกิริยาก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย กลายเป็นก๊าชไร้สี กลิ่นฉุน ทำให้ระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ

4.ก๊าซ CO  หรือ คาร์บอนมอนอกไซด์ เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆลดลง เกิดอาการอ่อนเพลีย หัวใจทำงานหนัก

5.ก๊าซ NO2 หรือ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติและจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้นเหตุของโรคหอบหืด และกระทบต่อการมองเห็น

6.ก๊าซ SO2 หรือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกิดจากการเผาไหม้กำมะถัน จึงมีควาวมเข้มข้นสูงและรวมตัวกับสารพิษตัวอื่นด้วย เป็นอันตรายต่อเยื่อบุตา ผิวหน้า และระบบทางเดินหายใจ

การ วัดค่าฝุ่นละออง และมลพิษ ได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ทั้งหมด 5 ระดับ ตั้งแต่ค่า 0 – 201 AQI โดยแบ่งเป็นช่วงๆ  สำหรับประเทศไทยได้กำหนดค่ามาตรฐานไว้ที่ 100 AQI  หาก วัดค่าฝุ่นละออง และมลพิษได้สูงกว่านั้น แสดงว่าความเข้มข้นของมลพิษสูงจนกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เกณฑ์แต่ละช่วงจะแบ่งด้วยสีต่างๆ ดังต่อไปนี้

วัดค่าฝุ่นละออง

Must Read: ฝุ่นละออง PM2.5 เด็กต่ำกว่า 5 ขวบสูด เสี่ยงอันตรายกว่าผู้ใหญ่

 

ก่อนจะออกจากบ้านคุณแม่ควรตรวจเช็กค่าดัชนีคุณภาพอากาศก่อนว่าอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ เพื่อหาทางป้องกันให้กับตัวเองและลูกน้อย เช่น การใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง ก่อนที่มลพิษเหล่านี้จะขัดขวางพัฒนาการของถุงลมในปอด ซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจในอนาคต นอกจากนี้คุณแม่เองหากกำลังตั้งครรภ์ก็ควรระมัดระวังหากอยู่ในพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองมากด้วย เนื่องจากกระทบต่อลูกในครรภ์ได้เช่นกัน

 

อ่านต่อ แอปวัดค่าฝุ่นละอองมีอะไรบ้าง ใช้งานอย่างไร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตรวจโรคทางพันธุกรรม

ตรวจโรคทางพันธุกรรม ก่อนตั้งครรภ์ จำเป็นไหม?

เมื่อตัดสินใจที่จะมีลูกแล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ การตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมตัวตั้งครรภ์ การ ตรวจโรคทางพันธุกรรม ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องตรวจเพื่อให้การตั้งครรภ์มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของลูกได้

ตรวจโรคทางพันธุกรรม ก่อนตั้งครรภ์ จำเป็นไหม?

โรคทางพันธุกรรมคืออะไร?

โรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorders) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการและติดตามผลเป็นระยะเท่านั้น โรคทางพันธุกรรม คือการผิดปกติของ ยีน โครโมโซม และดีเอ็นเอ ซึ่ง 3 ตัวนี้ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งหรือขั้นตอนที่บอกร่างกายของเราว่าต้องทำงานอย่างไร เซลล์แต่ละเซลล์ทำหน้าที่อะไร ต้องผลิตอะไร เป็นส่วนหนึ่งของระบบ หรืออวัยวะไหน โดยหน่วยที่เล็กที่สุดทางพันธุกรรม คือ ยีน (Gene) เมื่อมียีนหลาย ๆ ยีนรวมกัน ก็จะกลายเป็นสายดีเอ็นเอที่มีลักษณะเป็นแท่งเกลียว และเมื่อสายดีเอ็นเออยู่รวมกันมาก ๆ ก็จะกลายเป็นโครโมโซม

โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม เกิดขึ้นจากยีนที่เป็นพาหะของพ่อหรือแม่ ส่งผลให้เกิดโรคกับลูกได้

โครโมโซม เป็นสารพันธุกรรมที่อยู่ภายในนิวเคลียสของเซลล์ในแต่ละเซลล์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยในแต่ละนิวเคลียสจะมีโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่ หรือทั้งหมด 46 แท่ง โครโมโซม 22 คู่แรกจะทำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆ ในร่างกายยกเว้นเรื่องเพศ ส่วนโครโมโซมคู่ที่ 23 จะควบคุมลักษณะความแตกต่างกันในเรื่องเพศ ทำให้เกิดเป็นเพศชายและหญิง หากเป็นเพศหญิง จะมีโครโมโซม X 2 ตัว ส่วนเพศชายจะมีโครโมโซม X และ Y อย่างละ 1 ตัว ทั้งนี้การถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะถูกส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นผ่านการปฏิสนธิ ซึ่งโครโมโซมจะถูกถ่ายทอดมาจากทางอสุจิของเพศชาย 23 แท่ง และทางไข่ของเพศหญิง 23 แท่ง รวมกันเป็น 46 แท่ง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ตรวจโรคทางพันธุกรรม ก่อนตั้งครรภ์ ควรตรวจหาโรคอะไรบ้าง?

ไข้หวัดใหญ่ ระบาด

ไข้หวัดใหญ่ ระบาด แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ฟรี 11 จุดทั่วกรุง

ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ทุกปี เปลี่ยนสายพันธุ์บ่อย หมอแนะฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ช่วยได้ รีบพา 7 กลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการได้ฟรี สะดวกมี 11 จุดฉีดทั่วกรุงเทพฯ

ไข้หวัดใหญ่ ระบาด แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ฟรี 11 จุดทั่วกรุง

ไข้หวัดใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่มีการจับตาเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ไข้หวัดใหญ่ ระบาด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพของคนทุกเพศวัย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กเล็ก เด็กวัยเรียน ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และผู้สูงอายุ ยิ่งในช่วงหน้าฝน และเปิดเทอม การกระจายของโรคยิ่งมากขึ้น เพราะเด็กติดโรคจากโรงเรียนและแพร่สู่คนอื่น ๆ ในครอบครัว ฉะนั้นพ่อแม่ควรรีบพาลูกเข้ารับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อปกป้องสุขภาพของลูกรวมถึงคนในครอบครัวแต่เนิ่น ๆ ด้วย

ไข้หวัดใหญ่ระบาด

อย่างไรก็ตาม มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีผลต่อการระบาด และยับยั้งโรค ด้าน ศาสตรจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า

คนมักเข้าใจว่าโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่ร้ายแรงและสามารถหายได้เอง แต่จริง ๆ แล้ว แม้จะเป็นเชื้อตัวเดียวกัน แต่ละคนมีความรุนแรงแตกต่างกัน หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ต้องรับเข้ารับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคสู่ผู้อื่น โดยเฉพาะคนในครอบครัว อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความรุนแรงของโรคที่อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

หากมีไข้สูงนาน 24 – 48 ชั่วโมงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองในทันที เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไร จะยิ่งลดความรุนแรง อาการแทรกซ้อน และโอกาสที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมากขึ้นเช่นกัน

ไข้หวัดใหญ่คืออะไร? มีอาการอย่างไร? วิธีรับมือ ไข้หวัดใหญ่ ระบาด

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza หรือ flu) เป็นโรคที่มีการติดเชื้อจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ อาการของโรคจะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการที่รุนแรง โดยเชื้อชนิดนี้มีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด เป็นโรคที่พบได้บ่อย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ โดยจะพบในวัยเด็กมากที่สุด และยังเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เป็นการติดเชื้อในทางเดินหายใจ ได้แก่ จมูก คอ หลอดลม และปอด เหมือนการติดเชื้อไข้หวัดธรรมดา แต่เชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีความรุนแรงมากกว่า โดยเชื้ออาจจะมีการลามเข้าไปที่ปอด จนทำให้เกิดอาการปอดบวม และเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเนื้อเมื่อยตัว และปวดตามกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก โรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่อัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคไต และโรคหัวใจ เป็นต้น

ไข้หวัดใหญ่ มีกี่สายพันธุ์

ไข้หวัดใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ๆ โดยในแต่ละสายพันธุ์จะแบ่งตระกูลย่อยได้ออกมาอีกเป็น 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น H1N1 และ H3N2 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง มีการแพร่ระบาดที่ควบคุมได้ยากกว่าชนิดอื่น ๆ เชื้อที่ตรวจพบในร่างกาย ยังสามารถเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ได้สูง ซึ่งสามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนและติดเชื้อขึ้นมาได้
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B แบ่งออกเป็นตระกูล Victoria และ Yamagata เป็นไวรัสที่จะพบเชื้อได้ในคนเท่านั้น อาการไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A ส่วนมากจะเกิดการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพแวดล้อมที่เชื้อไวรัสชนิดนี้ชอบคืออากาศเย็นและแห้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคมที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนในฤดูฝน จะมีไวรัสสายพันธุ์นี้ได้บ้าง กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการรับเอาเชื้อไวรัสเข้าไป ตามมาด้วยอาการที่รุนแรง คือ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี คนท้อง และผู้สูงอายุ
  • สำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C  มีความรุนแรงน้อย และไม่ทำให้เกิดการระบาด จึงไม่นับรวมอยู่ในกลุ่มของไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ อาการ

โรคไข้หวัดใหญ่ มีอาการอย่างไร?

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่

  • ระยะฟักตัว 1-4 วัน จะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดร้อนบริเวณรอบดวงตา ปวดแขนปวดขา มีอาการเจ็บคอ คอแดง มีน้ำมูกใส ตัวร้อนแดง ตาแดง มีไข้สูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และมักมีอาการอาเจียนหรือท้องเดิน โดยจะเป็นไข้ประมาณ 2-4 วัน แล้วไข้จึงค่อย ๆ ลดลง แต่อาการคัดจมูก และอาการแสบคอยังคงอยู่ซึ่งอาจจะหายในช่วงเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
  • ระยะที่มีอาการรุนแรงและอาจเกิดโรคแรกซ้อน อาจพบการอักเสบของเยื้อหุ้มหัวใจ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บที่หน้าอก หรือบางครั้งมีอาการหัวใจวาย ในส่วนของระบบประสาทจะมีการพบเยื้อหุ้มสมองเกิดการอักเสบ รวมทั้งสมองก็มีการอักเสบด้วยเช่นกัน

โดยอาการนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะอย่างมาก และมีอาการซึมลงตามมา ในส่วนของระบบหายใจก็จะมีอาการอักเสบเกิดขึ้นกับหลอดลม และทำให้มีอาการปอดบวม โดยผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่าย ส่วนระยะเวลาของการเป็นไข้หวัดนั้นจะหายในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายจะมีอาการไอ และปวดตามเนื้อตัวนานถึง 2 สัปดาห์ อีกทั้งในกรณีผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่จนถึงขั้นเสียชีวิต นั่นเป็นเพราะเกิดจากโรคแทรกซ้อนอย่างโรคปอดบวม และโรคหัวใจ หรือบางครั้งก็เกิดจากโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

ไข้หวัดใหญ่ ติดต่อกันได้อย่างไร?

เชื้อไข้หวัดใหญ่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นโดยการ ไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก และตา เช่น การแคะจมูก ขยี้ตา ซึ่งระยะฟักตัวจะอยู่ประมาณ 1-4 วัน โดยที่เชื้อของไข้หวัดใหญ่นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิดที่เรียกว่า ชนิด A ชนิด B และชนิด C ซึ่งแต่ละชนิดของเชื้อจะมีการแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อย ๆ อีกมากมาย

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ป้องกันได้อย่างไร?

ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ มีวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคได้ดังนี้

  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ในที่สาธารณะ ในกรณีเด็กเล็ก ควรสอนลูกให้ล้างมือบ่อย ๆ
  • หลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้ป่วย
  • หากป่วยควรพักผ่อนอยู่บ้าน ควรใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ
  • ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วทิ้งขยะทันที เพื่อไม่ให้เชื้อโรคสัมผัสกับมือหรือแพร่กระจายในอากาศ

โรคไข้หวัดใหญ่นั้น มีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาอยู่มาก หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ก็อาจมีอันตรายจากอาการแทรกซ้อน จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้้นในช่วงที่ ไข้หวัดใหญ่ ระบาด คุณพ่อคุณแม่ควรจะสอนลูกให้รู้จักหลีกเลี่ยงและป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่น และสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรระวังการแพร่เชื้อ เพื่อไม่ให้มีการระบาดหนักมากขึ้นไปอีก

ในช่วง ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ควรหลีกเลี่ยงการพาลูกน้อยไปตามสถานที่ผู้คนพลุกพล่าน แออัด ที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้ง่าย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรหัดให้ลูกสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการหยิบจับและใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หมั่นล้างมือให้เป็นนิสัย และเมื่อพบว่าลูกป่วยมีไข้ ไอ จาม ควรให้หยุดโรงเรียนทันที

ระหว่างพักฟืนที่บ้านหรือโรงพยาบาล ผู้ปกครอง รวมถึงคนมาเยี่ยมจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยป้องกันไว้เสมอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเด็กป่วยโดยตรง เพื่อป้องกันการแพร่จายโรคสู่คนอื่นในครอบครัว ส่วนเด็กที่ได้รับการรักษาไข้หวัดใหญ่จนหายแล้ว ควรพักฟื้นอยู่ที่บ้านตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดไว้ก่อน เพราะแม้ลูกจะไม่มีไข้แล้วแต่ยังมีเชื้อโรคในร่างกาย ซึ่งสามารถแพร่สู่เด็กคนอื่นได้

ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ช่วยได้!!

แพทย์แนะนำให้พ่อแม่มีลูกเล็กวัยก่อนขวบ จนถึงวัยอนุบาลเร่งพาลูกไปรับวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันและรับมือ ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อเด็กได้รับวัคซีนแล้ว  จะสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 60-70  % นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าเมื่อฉีดวัคซีนแล้วหากป่วยจะช่วยลดระยะเวลาการป่วยจาก 7 วัน เหลือเพียง 1-2 วันเท่านั้น  ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปรับวัคซีนได้ตามสถานพยาบาลใกล้บ้าน โรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สะดวก

เช็กจุดฉีดฟรี วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 11 จุดฉีดทั่วกรุง

สำหรับ ประชาชนกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม สามารถรับบริการ “ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่” ฟรี ประกอบด้วย

  • หญิงตั้งครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  • เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งระหว่างรับยาเคมีบำบัด และเบาหวาน)
  • ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  • ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย และภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  • โรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กก. หรือ ดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กก./ตรม.)

    ไข้หวัดใหญ่ ระบาด รีบพาลูกไปฉีดวัคซีน
    ไข้หวัดใหญ่ ระบาด รีบพาลูกไปฉีดวัคซีน

โดย 11 จุดรายชื่อโรงพยาบาลในสังกัด กทม.

  1. โรงพยาบาลกลาง
  2. โรงพยาบาลตากสิน
  3. โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์
  4. โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ
  5. โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์
  6. โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร
  7. โรงพยาบาลราชพิพัฒน์
  8. โรงพยาบาลสิรินธร
  9. โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน
  10. โรงพยาบาลคลองสามวา
  11. โรงพยาบาลบางนากรุงเทพมหานคร 

นอกจากนี้ยังสามารถจองวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ด้วยการลงทะเบียนผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

1.ลงทะเบียนผ่าน Application “เป๋าตัง”

2. จองสิทธิ์ด้วยตนเอง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ทั้ง 69 แห่ง

หรือกรณีไม่สะดวกลงทะเบียนผ่าน Application และสามารถเข้ารับบริการรูปแบบ Walk in ได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนหรือสูติบัตร (กรณีเด็ก) มาด้วยในวันรับบริการวัคซีน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ส.ค.2565 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีกี่ชนิด?

ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ของเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ตลอด เพราะเป็นเชื่อโรคที่กลายพันธุ์ได้ง่าย  เพื่อนำข้อมูลมา สร้างวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันโรคในปีต่อ ๆ ไป ในแต่ละปีเชื้อที่ระบาดจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องพาลูกน้อยเข้ารับวัคซีนทุกปี

การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2565 มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ จากสายพันธุ์ Northern Strain เป็นสายพันธุ์ Southern strain และมีการเปลี่ยนเชื้อไวรัสที่นำมาผลิตวัคซีนจาก 2 ใน 4 สายพันธุ์ ดังนี้

2021-2022 Northern Strain 2022 Southern Strain
– ไวรัสชนิด A สายพันธุ์ Victoria(H1N1) – ไวรัสชนิด A สายพันธุ์ Victoria(H1N1)
– ไวรัสชนิด A สายพันธุ์ Cambodia(H3N2) – ไวรัสชนิด A สายพันธุ์ Darwin(H3N2)
– ไวรัสชนิด B สายพันธุ์ Washington – ไวรัสชนิด B สายพันธุ์ Austria
– ไวรัสชนิด B สายพันธุ์ Phuket – ไวรัสชนิด B สายพันธุ์ Phuket

ในประเทศไทย พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งปี แต่จะพบมากขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนทุกปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยสามารถฉีดซ้ำได้ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม หากลูกได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่จากสายพันธุ์ที่วัคซีนไม่ครอบคลุมก็มีโอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้  รวมถึงโรคหวัด หรือไข้หวัดธรรมดาด้วย แต่การได้รับวัคซีนสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ร่างกายเสียหายน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว จึงลดโอกาสการนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิตให้น้อยลง อีกทั้งช่วยสกัดกั้นไม่ให้ ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ได้อีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา : www.phyathai.com
ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, honestdocs www.thairath.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เคล็ด(ไม่)ลับ ลูกเป็นหวัดคัดจมูก วิธีแก้แบบไม่ใช้ยา

เปิด 5 สูตร ฉีดวัคซีนโควิด19 ในเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี

อันตรายหากลูกมีอาการ ภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรงในเด็ก

ลูกกล้ามเนื้อกระตุกไม่มีเหตุผล ระวังเป็น ลมชักในเด็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก ไม่ให้ลูกป่วยช่วงหน้าหนาวนี้!!

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก ที่ตอนนี้ก็มีอยู่หลายวิธีให้แม่ๆ อย่างเราได้เลือกมาใช้ในการป้องกันยุงไม่ให้มากัดลูกๆ และทุกคนในครอบครัว และเราก็เป็นแม่คนหนึ่งที่ชอบใช้ตัวช่วยในการป้องกันยุง ไม่ว่าจะเป็นยาจุดกันยุง สเปรย์พ่นตามผิวกันยุง แล้วก็ทันสมัยสุดๆ กับเครื่องไล่ยุงไฟฟ้า วันนี้จึงอยากมาแชร์หลังจากที่ใช้ตัวช่วยป้องกันยุงเหล่านี้ เพื่อเป็นไอเดียก่อนไปหามาใช้กันค่ะ

 

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก ที่แม่ถูกใจ และชอบใช้

ก่อนที่จะพาไปดูว่าเรามี วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก จากตัวช่วยแบบไหน ขออธิบายสักนิดถึงความอันตรายจากไข้เลือดออกก่อนค่ะว่า ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนค่ะ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ป่วยไข้เลือดออกได้ตลอดทั้งปี แถมยังจะทวีความรุนแรงของโรคจนอันตรายถึงชีวิตได้เลยค่ะ

ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกน้อย และทุกคนที่รักในครอบครัวเจ็บป่วยเป็นไข้เลือดออกเราต้องมี วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก ไล่ยุงได้อย่างดีเยี่ยมที่สำคัญต้องไม่ทำให้สุขภาพแย่จากการป้องกันยุงด้วยค่ะ

ครั้งนี้จึงขอมาแชร์ประสบการณ์จากการใช้ตัวช่วยป้องกันยุง ที่หลังจากไปเดินเลือกซื้อมาก็ได้มาทั้งแบบที่ใช้อยู่ดังเดิม และของใหม่ เริ่มที่…

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

 

เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าชนิดน้ำ

จากยาจุดกันยุงที่มีควันที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ ก็เปลี่ยนมาเป็นแบบไฟฟ้า เรื่องของเรื่องคือพอลูกๆ เริ่ม เข้าสู่วัยคืบ คลาน เตาะเตาะ หยิบ จับ เอามือคว้าทุกอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้า เราก็กลัวว่าไฟจากยาจุดกันยุงจะไปถูกตัวลูก แล้วที่อันตรายคือถ้าไฟจากยาจุดกันยุงไปโดนผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ ก็อาจจะเกิดไฟไหม้ได้ค่ะ ฉะนั้นขอปลอดภัยไว้ก่อน

สำหรับเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าที่เริ่มใช้มาแรกๆ เลยก็จะเป็นสองยี่ห้อนี้ค่ะ ซึ่งสามารถใช้ได้นานประมาณ 30 -60 วัน เครื่องป้องกันยุงไฟฟ้าก็จะมีทั้งแบบที่มีกลิ่นหอม และไม่มีกลิ่นหอม แต่ไม่มีควันนะคะ

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

 

เริ่มที่เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าของไบกอน สามารถเสียบป้องกันยุงได้คืนละ 8 ชั่วโมง ใช้ได้นาน 30 คืน อันนี้คำแนะนำในการใช้งานนะคะ คือ ให้เสียบวางเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าไว้เหนือลม ขณะใช้งานไม่ควรมีสิ่งของกีดขวางตัวเครื่องไล่ยุง ถามว่าประสิทธิภาพการไล่ยุงได้ดีไหม ดีค่ะ ของไบกอนจะมีกลิ่นไพน์อ่อนๆ ขณะใช้ด้วยค่ะ

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

 

มาต่อที่เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าอาท โนแมท พลัส 60 ซึ่งเป็นเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าที่ใช้ได้วันละ 8 ชั่วโมง แล้วก็ใช้ได้นาน 60 วันเลยค่ะ การใช้งานก็แค่นำขวดที่มีน้ำยากันยุงใส่เข้ากับแป้นเสียบปลั๊กไฟที่มีมาให้ในกล่อง แล้วกดสวิตซ์เปิด-ปิด ก็ใช้งานได้แล้วค่ะ สำหรับอาท โนแมท พลัส60 ขณะใช้งานจะไม่มีกลิ่นใดๆ เลยค่ะ ถามว่าประสิทธิภาพการไล่ยุงได้ดีไหม ใช้ได้ดีเช่นกันค่ะ

เดี๋ยวหลายคนสงสัยว่าใช้แล้วประสิทธิภาพกันป้องกันยุงที่ว่าดีเป็นแบบไหน คือ จากประสบการณ์การใช้งานเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าชนิดน้ำ เราจะสังเกตดูว่าก่อนใช้กับขณะใช้งานเป็นยังไง ง่ายๆ คือถ้าไม่มีเสียงยุงบินร้องวีวี๊ข้างหนู แล้วก็ไม่คันผิวเพราะยุงกัน อันนี้ถือว่าประสิทธิภาพการป้องกันยุงดีค่ะ  แต่!!! ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้เครื่องไฟฟ้าไล่ยุงแล้วจะเปิดบ้าน เปิดหน้าต่างให้ยุงเข้าบ้านกันนะคะ อย่างน้อยก็ควรติดมุ้งลวดกันไว้ด้วยที่หน้าต่าง โดยเฉพาะบ้านไหนมีเด็กๆ เพื่อป้องกันยุงลายมากัดไม่ให้ป่วยไข้เลือดออกกันค่ะ

แต่แม่ช่างเลือกอย่างเราหลังจากใช้เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าไปได้สักพัก ก็อยากได้ที่สามารถเปิดเสียบในห้องที่มีลูกเล็กที่ใช้งานได้นาน 8 ชั่วโมงในช่วงที่ลูกนอนหลับ แต่สองยี่ห้อที่ใช้อยู่เขามีคำเตือนว่า *อย่าใช้ในห้องที่มีเด็กอ่อน หรือผู้ป่วย หรือในห้องที่อับไม่มีอากาศถ่ายเท คือที่เราใช้อยู่เราจะเสียบไว้ในห้องนั่งเล่น แล้วอากาศก็ถ่ายเทดี ที่สำคัญตอนเริ่มใช้ลูกคนโตอยู่ในวัย 2-3 ขวบแล้วด้วย  ในเรื่องการใช้งานก็ใช้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยตามที่ข้างกล่องผลิตภัณฑ์ระบุไว้  ทีนี้พอมาลูกคนเล็กแม่ก็ต้องเลือกหามาใช้ที่ต้องอ่อนโยนเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด

แล้วหลังจากที่เดินเลือกหาซื้อเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าตามคุณสมบัติที่อยากได้อยู่นาน ก็มาสะดุดตาเข้าให้กับ คินดี้ เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า แม่ไปเจอที่งาน Amarin Baby & Kids  Fair  ราคา 275 บาทเท่านั้น คือจากที่อ่านดูประโยชน์การใช้งาน คุณค่ะ!! คือใช่อย่างที่อยากได้เลย เอาเป็นว่าแม่ขอเห่อของใหม่ใช้แล้วดีจึงอยากมาแชร์ให้หลายๆ ครอบครัวได้ลองใช้กันค่ะ

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

 

คินดี้ เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า

คือต้องว่าแพคเกจจิ้งคินดี้น่ารักมากค่ะ ด้านหน้ากล่องเขาบอกไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสูตรที่ปราศจากสารเคมีอันตราย แล้วก็ใช้กลิ่นจากสารสกัดธรรมชาติที่ได้จากตะไคร้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วยค่ะ ปราศจาก DEET ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและตา สำหรับคินดี้เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าสามารถใช้ได้นาน 30 วันค่ะ  ที่ข้างกล่องระบุไว้ว่า กรณีเปิดวันละ 8 ชั่วโมงนะคะ ฉะนั้นแม่ๆ มั่นใจได้เลยเวลาลูกนอนหลับยุงจะไม่มากวนค่ะ

มาดูการใช้งานกันต่อเลย เขามีวิธีการใช้งานก็เหมือนกับเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าที่เคยใช้อยู่ก่อนค่ะ แต่สำหรับบ้านไหนยังไม่เคยลองใช้เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า ขอแนะนำวิธีการใช้ของคินดี้เลยก็แล้วกันค่ะ

วิธีใช้

  1. เปิดฝาขวดผลิตภัณฑ์กันยุงชนิดน้ำ จากนั้นหมุนเกลียวเข้ากับเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าจนเกลียวแน่น
  2. เสียบปลั๊กไฟของเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าเข้ากับเต้าเสียบ แล้วเปิดสวิตซ์
  3. ปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กทุกครั้งหลังการใช้งาน

ขอบอกว่าถึงจะเป็นสูตรธรรมชาติก็ไม่แนะนำให้เอาน้ำยากันยุงในขวดมาทาผิว เพราะสูตรนี้เขาทำมาเฉพาะการใช้งานแบบไฟฟ้า ไม่ใช่แบบเดียวกับสเปรย์กันยุงที่พ่นตามผิวหนังได้ อันนี้แม่ๆ ต้องอ่านวิธีการใช้งานให้ดีและต้องใช้อย่างถูกต้องกันด้วย

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

 

สำหรับคินดี้ เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องไล่ยุงที่มีสายปลั๊กยาว 1 เมตร คือสามารถใช้งานได้สะดวกเพราะนำไปวางตามจุดต่างๆ ของห้องได้ค่ะ ส่วนขณะใช้งานก็ได้กลิ่นอ่อนๆ ของส่วนผสมธรรมชาติจากตะไคร้ด้วยค่ะ ถามว่าประสิทธิภาพการไล่ยุ่งได้ผลดีไหม ขอบอกว่าใช้ไล่ยุงได้ดีมากค่ะ

เรามาสรุปการใช้งานตัวช่วยป้องกันและได้ไล่ยุงของทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ตัวช่วยที่แม่ใช้งานอยู่จริงให้ดูกันชัดๆ อีกครั้งตามนี้เลยค่ะ

1. เครื่องไล่ยุงชนิดน้ำ (แบบเติม) ไบกอน

  • ใช้ได้นานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • อายุการใช้งาน 30 วัน
  • มีกลิ่นไพน์อ่อนๆ
  • ไร้ควันรบกวน
  • ประสิทธิภาพการไล่ยุง “ดี”
  • ไม่ควรใช้ในห้องที่มีเด็กอ่อน หรือผู้ป่วย

2. เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าชนิดน้ำ (แบบเติม) อาท โนแมท พลัส60

  • ใช้ได้นานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • อายุการใช้งานนาน 60 วัน
  • ไม่มีกลิ่น
  • ไร้ควันรบกวน
  • ประสิทธิภาพการไล่ยุง “ดี”
  • ไม่ควรใช้ในห้องที่มีเด็กอ่อน หรือผู้ป่วย

 

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

3. คินดี้ เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า ชนิดน้ำแบบเติม

  • สูตรธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี
  • มีกลิ่นอ่อนๆ สารสกัดธรรมชาติที่ได้จากตระไคร้หอม
  • เป็น Citronella oil น้ำมันตระไคร้หอมที่เป็นธรรมชาติ และมีฤทธิ์ในการไล่ยุง
  • ไร้ควัน
  • ใช้ได้นานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • อายุการใช้งาน 70 วัน
  • ประสิทธิภาพการไล่ยุง “ดี”
  • เหมาะกับการป้องกันยุงให้กับเด็กเล็ก

สำหรับน้ำยาชนิดเติมของคินดี้เขามีขายรีฟิวแยกต่างหากด้วยนะคะ ราคา 130 บาทค่ะ เห็นแอดมินเพจแจ้งว่าจะมีวางจำหน่ายตาม Tesco Lotus, Tops, Central, Robinson, The Mall ด้วยนะคะ หาซื้อได้ง่ายเลยค่ะ

สำหรับเราในฐานะที่ก็เป็นแม่คนหนึ่งที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกเรื่องของลูก ยิ่งโดยเฉพาะสุขภาพการเจ็บป่วย สิ่งที่ดีที่สุดคือการดูแลป้องกันไม่ให้ลูกป่วยค่ะ อย่างการใช้เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า หรือยากันยุงไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม ความสำคัญคือแม่ต้องเลือกให้เหมาะ และปลอดภัยที่สุดกับลูก ถ้าเป็นสูตรธรรมชาติ 100% ได้ยิ่งดี ที่สำคัญไม่ว่าจะทั้งยาจุดกันยุง สเปรย์ฉีดกันยุง หรือเครื่องไล่ยุงไฟฟ้า ฯลฯ จะสูตรธรรมชาติ หรือสูตรไม่ธรรมชาติ ก่อนการใช้งานแนะนำควรต้องอ่านวิธีการใช้งานให้ละเอียดรอบคอบก่อน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของลูกน้อย และก็ทุกคนในครอบครัวด้วยค่ะ

สำหรับตัวช่วยกันยุงที่นำมาแชร์ คือเราได้ลองใช้ทั้งหมดแล้ว สามารถช่วยป้องกันยุงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าจะให้เหมาะและอ่อนโยนกับลูกเล็กควรเลือกใช้ที่เป็นสูตรธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีค่ะ

ครอบครัวไหนที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะลองเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.kindeekids.com ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของเด็กๆ ค่ะ

วิธีป้องกัน ไข้เลือดออก

 

แสดงแบบ : คุณแม่บอมเบย์ และน้องฮันน่า

อาหารต้านภูมิแพ้

6 อาหารต้านภูมิแพ้ ลูกแข็งแรงห่างภูมิแพ้ง่าย ๆ ด้วยอาหาร

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคยอดฮิตที่เด็กสมัยนี้มักจะป่วยกัน โรคนี้ สร้างความเจ็บปวดและทรมานกับผู้ที่เป็นไม่น้อย แต่รู้หรือไม่ว่า แค่เลือกกินอาหารให้ดี ก็ทำให้เราห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ได้ง่าย ๆ กับ 6 อาหารต้านภูมิแพ้

6 อาหารต้านภูมิแพ้ ลูกแข็งแรงห่างภูมิแพ้ง่าย ๆ ด้วยอาหาร

โรคภูมิแพ้คืออะไร?

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบเห็นได้บ่อยในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพแวดล้าม อาหารการกิน มลภาวะต่าง ๆ ที่ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบภูมิคุ้มกันภายในของร่างกายให้ต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง จนเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งโรคนี้ จะแสดงอาการแตกต่างกันไป เช่น ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองทั่วใบหน้า มีผดผื่นคันแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เป็นต้น โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย ซึ่งสารที่ก่อภูมิแพ้นี้ เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายคนส่วนใหญ่ แต่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่อผู้ที่แพ้เท่านั้น

โรคภูมิแพ้
1 ในอาการของโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยคือ เป็นหวัดบ่อย เป็นหวัดเรื้อรัง

ดูอย่างไรว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้

เด็กแต่ละคนจะแสดงอาการของโรคภูมิแพ้แตกต่างกันไป แต่จะสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่  ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งหากลูกเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีอาการเหล่านี้

  • มีผื่นคัน ผิวหนังแห้งมาก โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ข้อศอก ข้อพับ เข่า ซอกคอ และตามลำตัว
  • ผื่นลมพิษบ่อย ๆ เป็น ๆ หาย ๆ
  • เป็นหวัดบ่อย หรือเป็นบางช่วงเวลาของวัน เช่น จามน้ำมูกไหลในตอนเช้า แต่ไม่มีอาการในเวลาอื่น
  • เป็นหวัดเรื้อรัง หรือเป็นไซนัสอักเสบ
  • มีอาการไอโดยเฉพาะในบางเวลา เช่น วิ่งเล่นแล้วไอ อากาศเปลี่ยนแล้วไอ ไอเวลากลางคืน ไอหลังหายจากเป็นหวัดเป็นเวลานาน
  • ริมฝีปากบวม มีผื่นคันรอบปาก
  • คลื่นไส้ อาเจียน แหวะนมบ่อยในเด็กทารก
  • ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 6 อาหารต้านภูมิแพ้ ลูกแข็งแรงห่างภูมิแพ้ง่าย ๆ ด้วยอาหาร

แบบฝึกหัด ป.1

รวม แบบฝึกหัด ป.1 ดาวน์โหลดฟรี! กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

แจกฟรี!! ดาวน์โหลดกันไว้เลย…เอาไว้ให้ลูกน้อยหัดทำ กับ แบบฝึกหัด ป.1 แบบทดสอบความรู้ มีทั้งวิชาภาษาไทย วิทย์ คณิต และอังกฤษ รวมกว่า 90 ชุด

รวม แบบฝึกหัด ป.1 กว่า 90 ชุด (ไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ)

การให้ลูกทำ แบบฝึกหัด ถือเป็นการช่วยติวเพื่อให้ลูกเรียนรู้ ฝึกฝน และทำสามารถทำข้อสอบได้ดีขึ้นนั่นเอง ซึ่งเมื่อลูกน้อยขึ้นชั้นประถมก็จะมีการเรียนที่อยากขึ้น การทำ แบบฝึกหัด ป.1 จึงเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้ลูกเก่งขึ้นได้ (โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ) โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้เหมือนกับการทำการบ้าน ซึ่งก็เป็นการฝึกวินัยและความรับผิดชอบที่ดีให้กับลูกได้ตั้งแต่เล็กๆ ลูกจะได้เริ่มเรียนรู้ว่า นี่คือหน้าที่ที่ลูกต้องทำโดยไม่มีข้ออ้าง

แต่ก็มีคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจคิดว่า ทำไมลูกตัวแค่นี้จะต้องจับมานั่งทำการบ้าน หรือทำ แบบฝึกหัด ป.1 ด้วย ทำไมไม่ให้ไปเล่นอย่างอิสระ ทำไมไม่ปล่อยให้เด็กเป็นเด็ก ฯลฯ … ซึ่งความจริงแล้ว ทุกอย่างคือการฝึกฝนและเรียนรู้ของเด็ก สิ่งแต่สำคัญขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่จะจัดสรรเวลาให้ลูกได้เรียนรู้แบบไหน เพราะเด็กต้องคู่กับความสนุก ถ้าได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะทำอะไร ลูกก็จะทำได้ดี และทุกอย่างก็จะแลดูเป็นเรื่องง่ายค่ะ

ดังนั้นเพื่อช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีความสุขสนุกไปกับ การทำแบบฝึกหัด ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวม แบบฝึกหัด ป.1 ซึ่งเป็นแบบที่ทำแล้วสนุก ๆ ไม่จำเจ มาฝากน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.1 ได้ลองฝึกทำ ซึ่งมีทั้งวิชาภาษาไทย วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิต และวิชาภาษาอังกฤษ >> โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถ ดาวน์โหลด แบบฝึกหัด ป.1 ทั้ง 4 วิชา แบ่งเป็นบทและชุดได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ ⇓

แบบฝึกหัด ป.1 วิชาภาษาไทย

***แบบฝึกหัด ภาษาไทย ป.1 – สระในภาษาไทย ชุดที่ 1***

บทที่ 1 สระอา บทที่ 2 สระอู บทที่ 3 สระอี บทที่ 4 สระไอ
(ไม้ม้วน)
บทที่ 5 สระไอ
(ไม้มลาย)
บทที่ 6 สระโอ บทที่ 7 สระอุ บทที่ 8 สระอำ บทที่ 9 สระอะ บทที่ 10 สระอิ
บทที่ 11 สระเอ บทที่ 12 สระอัว บทที่ 13 สระออ บทที่ 14 สระเออ บทที่ 15 สระเอา
บทที่ 16 สระอือ บทที่ 17 สระแอะ บทที่ 18 สระแอ บทที่ 19 สระเออะ บทที่ 20 สระเอือ
ตัวอย่างแบบฝึกหัด สระเออ
ตัวอย่าง แบบฝึกหัด ป.1 ภาษาไทย 

ดาวน์โหลดต่อ >> แบบฝึกหัดป.1 วิชาภาษาไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ คลิกหน้า 2

 

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ครั้งแรกของไทย

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ครั้งแรกของไทย ตีพิมพ์ใน  วรสารการแพทย์ระดับโลก ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พบช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมแม่ได้สูงเกือบ 5 เท่า โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

 

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่

นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ายินดี สำหรับวงการสมุนไพรไทย ที่ช่วยให้คุณแม่หลังคลอด มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ ทีมวิจัยจากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้ทำการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของตำรับสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ลูกซัด ขิง และขมิ้น ภายใต้สิทธิบัตรแบรนด์ “ฟีนูแคปพลัส” จากบริษัท สมุนไพรบ้านอาจารย์ จำกัด

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่

โดยได้ทำการทดสอบในกลุ่มแม่ให้นมบุตร รูปแบบเป็นการวิจัยแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมและปกปิดทั้งสองทาง ซึ่งถือเป็นการวิจัยที่ดี และศึกษาในกลุ่มมารดาที่ให้นมบุตรมาแล้ว 1 เดือน น้ำนมจึงค่อนข้างคงที่ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับสมุนไพรฯ ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก ทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งทางทีมวิจัย ได้มีการตรวจประเมินร่างกาย วิเคราะห์เลือดทางชีวเคมี และมีการเก็บตัวอย่างน้ำนมทั้งก่อนและหลังการรับประทาน ตลอดจนมีการบันทึกอาหารที่แม่ทานในแต่ละวัน เพื่อศึกษาปัจจัยด้านอาหารร่วมด้วย

พบว่า ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำนมมารดาก่อนการทดลอง ในกลุ่มที่ได้รับสมุนไพร อยู่ที่ 710 มล. /วัน และในกลุ่มยาหลอกอยู่ที่ 736 มล./วัน ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติ  แต่หลังจากการทดลองในสัปดาห์ที่ 2 พบว่า ปริมาณน้ำนมในกลุ่มมารดาที่ทานสมุนไพรฯ เพิ่มขึ้น 49% และเพิ่มสูงขึ้นถึง 103 % ในสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ สูงขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ที่เพิ่มขึ้นเพียง 11% และ 24% ในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 ตามลำดับ

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่

นอกจากนี้ ยังพบเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของวิตามินเอในน้ำนมแม่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีปริมาณวิตามินเอลดลง  รวมถึง การทำงานของตับและไตทั้งก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน และไม่พบรายงานใดๆ ถึงผลข้างเคียงในทารก

โดยผลงานวิจัยตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้มีการตีพิมพ์ในวรสาร การแพทย์ระดับโลก “Breastfeeding Medicine” นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มหิดล วิจัยและทดสอบตำรับสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่

นมถั่วเหลือง มีประโยชน์

นมถั่วเหลือง มีประโยชน์ เด็กๆ ดื่มแล้วเจริญเติบโตสมวัย

นมถั่วเหลือง มีประโยชน์ …มีคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกกำลังอยู่ในวัย 1 ขวบขึ้นไป ถามมาว่าถ้าให้ลูกดื่มนมถั่วเหลืองแล้วจะได้สารอาหารเพื่อพัฒนาสมองและร่างกายเจริญเติบโตสมวัยเหมือนดื่มนมวัวหรือเปล่า เพื่อให้คลายข้อสงสัยเราจะไปหาคำตอบในเรื่องนี้พร้อมกันค่ะ

สารอาหารเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่สำคัญของเด็ก การเจริญเติบโตของเด็กจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ซึ่งนมก็เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในพัฒนาการของเด็ก สมัยนี้จะให้เด็กดื่มแค่นมวัวอย่างเดียวคงไม่พอแล้วค่ะ อย่าง “นมถั่วเหลือง” ก็เป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญ อุดมไปด้วยสารอาหารจากธรรมชาติที่จำเป็นไม่แพ้นมวัว

 

นมถั่วเหลือง มีประโยชน์ ?

อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า นมถั่วเหลือง มีประโยชน์ ต่อพัฒนาการสมองและการเจริญเติบโตของเด็กๆ ได้อย่างไร  สำหรับในนมถั่วเหลืองนั้นอุดมไปด้วยคุณสารอาหารอยู่หลากหลายชนิดที่ดื่มแล้วนอกจากจะช่วยให้สุขภาพ แข็งแรง เด็กๆ ดื่มแล้วยังช่วยในเรื่องพัฒนาการการเจริญเติบโต พัฒนาการสมองด้วยนะคะ เอาเป็นว่าลูกๆ บ้านไหนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน วัยกำลังเติบโตดื่มนมถั่วเหลืองสำหรับเด็กรับรองว่าได้มากกว่าความอร่อยแน่นอน…

รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล กลุ่มสาขาวิชาโภชนศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายว่าร่างกายของเด็กจะเจริญเติบโตได้อย่างสมวัยจำเป็นต้องได้รับสารอาหารทั้ง 6 กลุ่มอย่างเพียงพอ ที่ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารกลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมองของเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ นั่นคือ “โคลีน” มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์พบว่าการเสริมโคลีนจะมีผลที่ดีต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก การที่ร่างกายมีระดับของโคลีนอย่างเพียงพอจะส่งผลดีต่อพัฒนาการของสมองและความจำ2

 

แหล่งอาหารที่อุดมด้วย “โคลีน”

อาหารที่อุดมด้วยโคลีนจะมีมากในอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว รวมถึงร่างกายสร้างขึ้นเองจากตับ ที่สำคัญยังมีโคลีนจาก “ฟอสฟาติดิลโคลีน (phosphatidylcholine)” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเลซิติน เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย ฟอสฟาติดิลโคลีนพบมากในถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง ตับ และไข่แดง

สำหรับฟอสฟาติดิลโคลีน จากถั่วเหลืองมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมายรวมทั้งผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารและอาหารสุขภาพด้วย 3-5

 

นมถั่วเหลืองให้โคลีนในฟอสฟาติดิลโคลีนจากธรรมชาติที่ดีต่อร่างกายของลูกน้อย

สารอาหารชั้นดีที่มีอยู่ในนมถั่วเหลือง เรียกว่าโคลีน (Choline)ในฟอสฟาติดิลโคลีน เป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาสมองของวัยเด็ก ช่วยสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท ส่งผลให้สมองทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีโปรตีนเท่ากับนมวัว แต่ให้ไขมันที่น้อยกว่า มากไปกว่านั้นยังเป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่แพ้แลคโตสในนมวัว ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด พร้อมทั้งมีโอเมก้า 3,6,9 พร้อมโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นสารอาหารที่ครบถ้วนต่อพัฒนาของเด็ก  นอกจากนี้เด็กควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย

ให้ลูกรักได้รับสารอาหารที่หลากหลายจาก ‘Vitamilk CHAMP’ ที่สกัดจากเมล็ดถั่วเหลืองคุณภาพนำเข้าเมื่อดื่มเป็นประจำนอกจากจะช่วยพัฒนาสมองแล้วความจำจะดีขึ้นด้วย นับว่านมถั่วเหลืองเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ลูกรักมีพัฒนาการสมวัย ดูแลลูกรักได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ เติมเต็มสารอาหารที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย

และนี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าให้ลูกดื่มนมถั่วเหลือง มีประโยชน์ต่อสมองและร่างกายอย่างไร แต่สิ่งสำคัญนอกจากการดื่มนมถั่วเหลือง คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลให้ลูกๆ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน 5 หมู่เป็นสำคัญกันด้วยนะคะ

 

อ้างอิงข้อมูล
2.Caudill MA, Strupp BJ, Muscalu L, Nevins JEH, Canfield RL. Maternal choline supplementation during
the third trimester of pregnancy improves infant information processing speed: a randomized, doubleblind,
controlled feeding study. FASEB, 2018; https://doi.org/10.1096/fj.201700692RR
3.Blusztajn JK, Slack BE, Mellott TJ. Neuroprotective actions of dietary choline. Nutrients 2017,9,815;
doi:10.3390/nu9080815
4.Biasi E. The effects of dietary choline. Neurosci Bull 2011; 27: 330–42.
5.Kim I, Garcia HS, Hill CG Jr. Synthesis of structured phosphatidylcholine containing n-3 PUFA residues
via acidolysis mediated by immobilized phospholipase A1. J of Am Oil Chem Soc 2010; 87: 1293-9.

นมถั่วเหลือง มีประโยชน์

 

 

 

ที่อยู่อาศัย

ให้ที่อยู่อาศัย ต่อยอดพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกน้อย

ที่อยู่อาศัย ถ้ามีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี ได้ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีคุณภาพ และมีความสุขกับครอบครัว ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีใช่ไหมคะ?

 

ที่อยู่อาศัย ในเมืองสภาพแวดล้อมแบบไหนที่เหมาะกับครอบครัวที่มีลูก

การตัดสินใจในเรื่องการเลือก ที่อยู่อาศัย ในเมืองสำหรับครอบครัวที่มีลูก สภาพแวดล้อมที่จะส่งผลดีต่อตัวของเด็ก ๆ เป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ เริ่มกันที่…

  1. ทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัย ต้องเดินทางสะดวก และปลอดภัยจากอาชญากรรม
  2. บริเวณโดยรอบที่พักอาศัย ต้องสะอาด สดชื่น ร่มรื่น
  3. มีพื้นที่ให้ลูก ๆ ได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
  4. อยู่ในแหล่งชุมชนคุณภาพ ใกล้สถานศึกษา

ที่อยู่อาศัย

อย่างการมีที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง(กรุงเทพมหานคร) ก็มีข้อดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันหลายสาย  ใกล้แหล่งห้างสรรพสินค้าที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคให้เลือกมากมาย ใกล้สถานพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัยและมีแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ช่วยพัฒนาและเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ และการที่พ่อแม่ได้อาศัยอยู่ใกล้ที่ทำงาน ก็ยังลดระยะเวลาในการเดินทางในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวได้มากขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลาย ๆ บ้านย้ายเข้ามาอยู่ในใจกลางเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • พื้นที่กว้างขวาง

บริเวณโดยรอบของที่พักอาศัยควรมีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมสนุก เช่น มีบริเวณโดยรอบกว้างขวางให้เดิน วิ่งเล่น มี Playground มีสระว่ายน้ำให้ออกกำลังกาย ที่ทั้งสนุกและปลอดภัย มีพื้นดินให้เด็กๆ ได้สัมผัส อาจเป็นสวนเล็กๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้การเติบโตของธรรมชาติ เป็นต้น พื้นที่อยู่อาศัยที่เต็มไปด้วยกิจกรรมให้ทำหลายรูปแบบดีต่อตัวเด็กมากค่ะ เพราะเด็กๆ จะมีสมาธิแน่วแน่มากขึ้น สมองเกิดการเรียนรู้ ได้คิดวิเคราะห์ คำนวณเป็น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียนของเด็กด้วย นอกจากนี้สมองที่ผ่อนคลายจะหลั่งสารความสุข หรือเอ็นดอร์ฟิน (Endophins) ออกมา ทำให้ลูกมีความสุข และมีความมั่นคงทางอารมณ์ค่ะ

  • ธรรมชาติบริสุทธิ์

ที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อการให้ลูกได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เด็กๆ ที่ได้อยู่กับธรรมชาตินอกจากร่างกายจะรับอากาศที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์แล้ว ก็ยังส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด มีการสำรวจ เรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสายลม แสงแดด แมลงเล็กๆ นก กระรอก เป็นต้น

เด็กที่เติบโตมากับที่อยู่อาศัยภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความงามของธรรมชาติล้อมรอบ มักจะเป็นคนอารมณ์ดี มีความมั่นคงทางความคิดและจิตใจด้วยค่ะ

 

ที่อยู่อาศัย

อโศกในปัจจุบันไม่ใช่แค่ย่านที่เต็มไปด้วย ตึกสำนักงานเท่านั้น แต่ยังรายล้อมไปด้วยความสะดวกสบายอย่างครบครัน อยู่ใกล้จุด Interchange รถไฟฟ้า(BTS) รถไฟใต้ดิน(MRT) และ แอร์พอร์ตลิ้งค์ (Airport Link)  ใกล้โรงพยาบาล มีทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่รวบรวมวัตถุดิบอาหารชั้นดีจากหลากหลายชาติ ไปจนถึง Street Food ยอดนิยม มีร้านอาหารใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเพื่อสุขภาพและสตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่มากมายจากทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่า อโศกในปี 2019 นี้พัฒนาไปไกลมากจริง ๆ ค่ะ

หากมองในแง่ไลฟ์สไตล์ครอบครัวก็ถือว่ามีแหล่งเรียนรู้มากมาย ที่ครอบครัวสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นที่…

  • ท้องฟ้าจำลอง
  • คิดส์ซาเนีย (Kidzania)
  • อุทยานการเรียนรู้ TK park
  • สยามโอเชียนเวิลด์ (Siam Ocean World)
  • พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ต่าง ๆ รวมถึงวัดวาอารามต่าง ๆ
  • อีกทั้งยังใกล้สถานศึกษาชั้นนำ มหาวิทยาลัย / โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และโรงเรียนอินเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย

และอีกสถานที่นึงที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ สวนเบญจกิติ สวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางอโศก ที่มีพื้นที่ให้ครอบครัวได้มาออกกำลังกายร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือจะสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจสูดออกซิเจนบริสุทธิ์ก็ยังได้ ในอนาคตกรุงเทพมหานครจะขยายส่วนนี้เพิ่มอีก 3 เท่า โดยจะมีพื้นที่โดยรวมถึง​ 450 ไร่ และยังมีเส้นทางจักรยาน (Bike Route) ที่เชื่อมสวนเบญจกิติและสวนลุมพินีอีกด้วย

เป็นความโชคดีของคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้จริงๆ ค่ะ ที่ได้อยู่ทั้งใจกลางเมืองได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ Active Living ของครอบครัวสมัยใหม่เลยค่ะ

ที่อยู่อาศัย

การเลือกที่อยู่อาศัยในเมืองที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างครบครันไม่ใช่แค่คุณภาพชีวิตโดยรวมของทุกคนในครอบครัวจะดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดมีกิจกรรมหลากหลายที่สามารถทำร่วมกัน ส่งผลให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาในการเลือกที่อยู่อาศัยเพื่อสนับสนุนการต่อยอดพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ดีขึ้นค่ะ

ที่อยู่อาศัย

FYNN Asoke คอนโดมิเนียมใหม่ใจกลางเมือง ตอบโจทย์ได้ครบทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัว เพียง 550 เมตร จาก BTS อโศก และ 200 เมตรเข้าสู่สวนเบญจกิติ ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ http://bit.ly/2Bw9FqV
หรือ 092-201-9999

 

คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ

Chin กับ Cheek เป็น คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ ส่วนไหนกัน

คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ เป็นหมวดที่คุณพ่อคุณแม่ใช้สอนลูกได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน  เพราะการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีควรเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเด็ก อวัยวะต่างๆที่ลูกใช้งานและมองเห็นอยู่ตลอดเวลา เมื่อรู้คำศัพท์แล้วสามารถจดจำพร้อมนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อต่อยอดเป็นเด็กสองภาษาในอนาคต

อ.คริส ชวนหนูๆและคุณพ่อคุณแม่มารู้จักกับ คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ แบบง่ายๆ ที่สามารถจดจำได้พร้อมกันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รายการ Kids Talk ช่วง Daddy Talks จาก Amarin Baby and kids ใน ep นี้จะได้เห็นความน่ารัก และความสามารถด้านภาษาของทั้งน้องวิน พี่ชายสุดเท่ห์ กับน้องวิลเบิร์ต น้องชายสุดหล่อ ซึ่งจดจำคำศัพท์ได้มากมาย ออกเสียงอย่างถูกต้อง แม้จะยังเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก มาดูกันว่าอ.คริสมีเทคนิคสอนภาษาอังกฤษอย่างไร ที่ทำให้ลูกทั้งสองคนเป็นเด็กสองภาษาที่เก่งแบบนี้ ตามกันมาเลย

คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ จำไว้สอนลูกได้ ใช้เป็น ตั้งแต่ยังไม่ไปโรงเรียน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจยังเข้าใจว่า การเรียนภาษาอังกฤษเริ่มเรียนได้เมื่อลูกเข้าโรงเรียน แต่ความจริง “ภาษา” ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาใดๆที่ใช้สื่อสารบนโลก มนุษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่เดือน เหมือนที่เด็กทารกวัย  7 – 10 เดือนเริ่มส่งเสียง “แม๊ะ แม๊ะ” “หม่ำ หม่ำ” จากนั้นจะเริ่มพูดเป็นคำตอนอายุได้ 12 – 18 เดือน

ในช่วงเวลานี้ สมองของลูกกำลังจดจำวิธีออกเสียงและคำศัพท์ต่างๆจากคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกน้อยซึมซับความสามารถด้านภาษาได้ดีที่สุด แม้เขาจะยังพูดให้เรารู้เรื่องไม่ได้ แต่เขาจะเก็บสะสมคำศัพท์ต่างๆ อย่าง คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ เอาไว้ในคลังสมอง เมื่อถึงวัยที่พร้อมลูกน้อยจึงนำมาใช้อย่างคล่องแคล่ว

ฉะนั้น หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา และเก่งภาษาอังกฤษ ควรฝึกให้ลูกได้ฟังและรู้จักคำศัพท์ตั้งแต่ยังเล็ก เช่นเดียวกับที่อ.คริสใช้วิธีนี้ในการสอนลูกๆทั้งสองคน เรื่องที่นำมาใช้ง่ายที่สุด คือ คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหมวดที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่ลูกสามารถจับต้องได้จริง รู้ว่า hands  หรือ มือ /feet   หรือ เท้า /  Cheek หรือ แก้ม / Chin หรือ คาง อยู่ตรงไหน ช่วยให้เรียนรู้คำใหม่ๆได้ง่ายขึ้น

วิธีที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้ภาษาได้เร็ว คุณแม่ต้องหมั่นฝึกฝนเป็นประจำ อาจเลือกช่วงเวลาสบายๆ ของวันที่ไม่ต้องเร่งรีบ เช่นช่วงก่อนอาบน้ำ หรือระหว่างอาบน้ำ มาเรียนรู้ คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ วันละคำ สองคำ แล้วเพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ ทั้งสนุกและได้ความรู้แบบนี้ เด็กคนไหนก็ชอบจริงไหมคะ แถมยังได้ใช้”ช่วงเวลาคุณภาพ” กับลูกได้อย่างเต็มที่ด้วย

มาติดตามอ.คริส กับน้องวิน พ่อลูกคนเก่ง เรียนรู้ คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ ตอนร่างกายของฉัน คำศัพท์เพียบ ในรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

 

มาทบทวนประโยคและ คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ กันอีกครั้งนะคะ

head                       ศีรษะ

forehead               หน้าผาก

eyebrows              คิ้ว

eye                         ตา

nose                       จมูก

ear                         หู

cheek                    แก้ม

mouth                  ปาก

chin                       คาง

neck                     คอ

shoulder             ไหล่

armpit                รักแร้

arm                     แขน

wrist                   ข้อมือ

elbow                  ข้อศอก

belly button        สะดือ

leg                         ขา

knee                     เข่า

ankle                    ข้อเท้า

foot                      เท้าข้างเดียว

feet                       เท้าสองข้าง

let’s point to your body parts  เรามาชี้ส่วนต่างๆของร่างกายกัน

Where is your forehead?      หน้าผากอยู่ไหน

Where are your eyebrows?  คิ้วอยู่ไหน

Where are your eyes?           ตาอยู่ไหน

Where is Daddy’s nose?       จมูกของพ่ออยู่ไหน

Where are your ears?            หูอยู่ไหน

Where are your cheeks?       แก้มอยู่ไหน

Where is your chin?              คางอยู่ไหน

Where are your shoulders?  ไหล่อยู่ไหน

Is this a belly?                       นี่พุงใช่ไหม

Where are your knees?         หัวเข่าอยู่ไหน

Where are your feet?            เท้าอยู่ไหน

Clap your hands                    ปรบมือ

take a bath / take a shower  อาบน้ำ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและ คำศัพท์ร่างกาย ภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

การสอนแบบญี่ปุ่น

การสอนแบบญี่ปุ่น กับกฎ 18 ข้อ ที่เด็กๆต้องทำได้ก่อนเข้า ป.1

อยากให้ลูกเป็นเด็กเก่ง มีวินัย นิสัยดี อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ต้องดู! นี่คือ การสอนแบบญี่ปุ่น กับ ข้อปฏิบัติ 18 อย่าง ที่เด็กๆ ต้องทำได้ก่อนขึ้น ป.1 (ขนาดผู้ใหญ่ยังทำยากเลย)

การสอนแบบญี่ปุ่น 18 ข้อปฏิบัติ ของเด็กญี่ปุ่น ก่อนเข้า ป.1

เพราะการสอนให้ลูกรู้จักเคารพกติกาในสังคม หรือรู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น จะช่วยให้ลูกสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งมารยาททางสังคมของประเทศญี่ปุ่นก็จะมีความเข้มงวดมากและจำเป็นต้องสอนกันตั้งแต่ยังเล็กๆ นั่นก็เพื่อปลูกฝังให้ลูกหลานของเขาเติบโตขึ้นมาสามารถเอาตัวรอดและทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างเป็นปกติสุข

ซึ่งเมื่อ เด็กญี่ปุ่น เข้าสู่ช่วงวัยประถมศึกษา คุณแม่ชาวญี่ปุ่นหลายคนก็มักจะมีความกังวลและเป็นห่วงลูกจำนวนไม่น้อย เพราะ การสอนแบบญี่ปุ่น ของโรงเรียนในประเทศนี้นั้นมีความเคร่งครัดในระเบียบวินัยมาก ที่หลายคนก็อาจเคยได้ยิน

 

Must read : รู้แล้วทำไมเด็กญี่ปุ่น ถึงได้เก่งขนาดนี้ เพราะหลักสูตรนี้นี่เอง! (มีคลิป)

Must read : เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น อย่างไร? ให้พึ่งพาตัวเองได้ มีวินัย ไม่งอแง

การสอนแบบญี่ปุ่น
เด็กญี่ปุ่น

ซึ่งนั่นก็เป็นกฎระเบียบของนักเรียนในระดับชั้นทั่วๆ ไป … แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้มาเจอกับกฎกติกาและข้อตกลงของโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น สำหรับเด็กตัวน้อยชั้นปฐมวัย หรือวัยก่อนที่จะเข้าเรียนชั้น ป.1 เชื่อว่าคุณจะต้องไม่เคยเห็นที่ไหนอย่างแน่นอน

โดยเรื่องราวนี้เป็นของคุณแม่นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ที่ใช้ขื่อใน Twitter ว่า Mandaring ซึ่งคุณแม่ท่านนี้ได้รับเอกสารการปฐมนิเทศของโรงเรียน ที่ทางโรงเรียนได้ส่งมาให้ผู้ปกครองรับทราบ และเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับนักเรียน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นข้อปฏิบัติที่หากจะให้ทำตามครบทุกข้อล่ะก็ขนาดผู้ใหญ่ยังทำได้ยากเลย จะมีอะไรบ้าง..ตามไปดูกันเลยค่ะ

 

อ่านต่อ >> 18 ข้อปฏิบัติของเด็กญี่ปุ่น ก่อนเข้า ป.1” คลิกหน้า 2

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดซ้ำ!!

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดซ้ำทุกปี อีกหนึ่งข้อสงสัยที่แม่ๆมันถามกัน เพราะวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมจะมีระยะห่างทุก 4 เดือน หรือ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่วัคซีนไข้หวัดใหญ่กลับฉีดไม่เหมือนอย่างอื่นเพราะอะไร ถ้าไม่ฉีดต่อเนื่องจะมีผลอย่างไร

 

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดทุกปี ที่นี่มีคำตอบ

ไข้หวัดใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ระบาดหนักถึง 2 ช่วง คือในช่วงฤดูหนาว (ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม) และช่วงฤดูฝน (ระหว่างเดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน) ของทุกปี ทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ซึ่งรับเชื้อได้ง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลง “พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพที่สำคัญ พ.ศ.2562” ถึงโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นมีทั้งหมด 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก หัด และไข้หวัดใหญ่ จากการคาดการณ์พบว่า ในปี 2562 จะมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สูงถึง  1.77 แสนคน และคาดว่าเป็นเชื้อชนิด H1N1 หรือสายพันธุ์  A ซึ่งมักระบาดตามฤดูกาล

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เครดิตภาพจากเว็บไซต์ https://oryor.com/

 

คุณแม่ควรให้ ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วัยทารกอายุ 6 เดือน จนถึงวันเด็กเล็ก 2 ขวบ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่รับเชื้อได้ง่าย รวมถึงคุณแม่ท้อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้พิการทางสมอง และคนที่มีภาวะอ้วน โดยสามารถเข้ารับวัคซีนได้ฟรี ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน หรือตามโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวก ตามราคาโปรโมชั่นของแต่ละแห่ง เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตอย่างทันท่วงที

เพราะไข้หวัดใหญ่ร้ายแรง ควรฉีดซ้ำทุกปี

“ปีก่อนลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมต้องฉีดซ้ำอีก” คุณแม่หลายคนรู้สึกว่า ในเมื่อเคยพาลูกฉีดแล้ว วัคซีนน่าจะช่วยป้องกันลูกให้ห่างไกลจากโรคได้นาน ไม่ใช่แค่ ปีเดียว แต่ความจริงแล้ว เชื้อไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากโรคชนิดอื่นๆ เพราะไข้หวัดใหญ่สามารถกลายพันธุ์ได้ง่ายจาก 3 สายพันธุ์หลักได้แก่  A B  และ C กลายเป็นไวรัสชนิดใหม่

องค์การอนามัยโลก  (WHO) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงมีการกำหนดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของแต่ละปีล่วงหน้า ซึ่งใช้เวลาผลิตวัคซีนประมาณ 1 ปีเต็ม  ดังนั้นวัคซีนที่เคยฉีดในปีก่อนหน้า อาจไม่ครอบคลุมสายพันธ์ที่ระบาดในปีนี้ การให้ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

อ่านต่อ ฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว ทำไมลูกยังเป็นไข้หวัดใหญ่อีก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝุ่น PM2.5 อันตรายต่อเด็กเล็ก

ฝุ่นละออง PM2.5 เด็กต่ำกว่า 5 ขวบสูด เสี่ยงสมองช้า สมาธิสั้น

ฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพกับคนทุกเพศ ทุกวัย ที่สูดดมเข้าไป แต่ในเด็กเล็กที่อยู่ช่วงวัยที่ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ฝุ่นละออง PM2.5 กลับทำอันตรายต่อสุขภาพได้มากกว่าผู้ใหญ่!!

ฝุ่นละออง PM2.5 เด็กต่ำกว่า 5 ขวบสูดเสี่ยงสมองช้า สมาธิสั้น

หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล กำลังเผชิญปัญหามลพิษในอากาศ เนื่องจากฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพกับคนทุกเพศ ทุกวัย ที่สูดดมเข้าไป แต่ในเด็กเล็กที่อยู่ช่วงวัยที่ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปถึงปอดส่วนลึกได้โดยตรง เร็ว และง่ายกว่าผู้ใหญ่ พญ.ปองทอง ปูรานิธี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ. รามาธิบดี ได้เปิดเผยถึงข้อมูลผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีผลต่อเด็กเล็ก ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือนักเรียนชั้นอนุบาล ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ดังนี้

  1. แสบตา แสบจมูก เป็นไข้

เป็นอาการในระยะเฉียบพลัน โดยจะทำให้มีอาการแสบจมูก แน่นจมูก แสบตา ตาแดง เป็นไข้ได้ โดยเฉพาะในเด็กมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น หอบหืด หรือภูมิแพ้ อาจอาการกำเริบได้มาก เช่น ภูมิแพ้กำเริบ หรือหายใจเร็วเฉียบพลัน แน่นหน้าอก

ฝุ่น pm 2.5
ฝุ่น pm 2.5 สามารถเข้าสู่ร่างกายและทำลายสมองเด็กเล็กได้ในระยะยาว

2. สมองพัฒนาการช้า หรือเสียหายถาวร, IQ หรือสมาธิสั้น

การที่ร่างกายของเด็กสะสมฝุ่นพิษอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง สติปัญญาหรือสมาธิได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ไปสู่ระบบประสาทและสมอง โดยฝุ่นที่เข้าไปนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเซลล์ต่างๆ ทำให้สารเคมีหรือการทำงานของเซลล์ประสาทผิดปกติได้ ทำให้มีผลต่อพัฒนาการทางสมองหรือสมาธิของเด็กได้

>> ดูคลิปจาก UNICEF อธิบายถึงอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบสมองในเด็ก<<

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ฝุ่นละออง PM2.5 เด็กต่ำกว่า 5 ขวบสูด เสี่ยงอันตรายกว่าผู้ใหญ่

ทารกปากแห้ง

ทารกปากแห้ง ผิดปกติหรือไม่? จำเป็นต้องกินน้ำไหม?

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังกังวลว่า ริมฝีปากของลูกมักจะมีเม็ดตุ่มพองบริเวณขอบริมฝีปากบน หรือขอบริมฝีปากล่าง นั้นเป็นอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ การที่ ทารกปากแห้ง นั้นเป็นเพราะไม่ได้ทานน้ำหรือเปล่า

ทารกปากแห้ง ผิดปกติหรือไม่? จำเป็นต้องกินน้ำไหม?

ทารกปากแห้ง ริมฝีปากลอก ผิดปกติหรือไม่?

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำคำตอบจากป้าหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ที่ได้ตอบคำถามแฟนเพจว่า “เลี้ยงนมแม่ 100% คุณยายของลูก บอกลูกปากแห้ง จะให้กินน้ำ ดิฉันห้ามไว้ อยากสอบถามว่า ลักษณะบริเวณปากรูปขวา คือ ปากแห้ง ไหมค่ะ รูปซ้าย เป็นรูปถ่าย เกิดได้ 1 วัน รูปขวา 9 วันค่ะ” มาไขข้อสงสัยแม่ ๆ กันนะคะ

คำตอบคือ เป็นอาการปกติในเด็กแรกเกิดค่ะ ไม่ได้มีอันตรายแต่ประการใด การที่ทารกมีเม็ดพอง หรือ ตุ่มพองขนาดประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ขึ้นที่ขอบริมฝีปากด้านบน หรือขอบริมฝีปากด้านล่าง โดยพบบ่อยที่กลางริมฝีปากด้านบนนั้น เป็นเพราะ ทารกมีการดูดนมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการดูดนมแม่ หรือ นมขวด ทำให้ขวดนมหรือนมแม่มีการเสียดสีกับริมฝีปาก โดยตุ่มพองนี้ทารกจะไม่รู้สึกเจ็บค่ะ สามารถดูดนมไม่ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องทายาหรือทำอะไร โดยตุ่มพองนี้เรียกว่า Milk Blister หรือ Sucking Blister มักจะเป็นในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอด และหลังจากตุ่มพอง พองแล้วก็อาจจะหลุดลอกเป็นแผ่น แล้วก็จะพองใหม่อีก 3-4 รอบ และจะหายไปได้เองในที่สุด ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรค่ะ

ลูกริมฝีปากลอก
ลูกริมฝีปากลอก ปากดูแห้ง หรือมีตุ่มพองบริเวณริมฝีปาก เป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้ในทารก

ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าลูกจะปากแห้ง จะต้องป้อนน้ำลูกนะคะ อาการ Milk Blister หรือ Sucking Blister นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับภาวะขาดน้ำแต่ประการใดค่ะ สำหรับวิธีการสังเกตว่าลูกมีภาวะขาดน้ำจากน้ำนมไม่พอนั้น มีวิธีสังเกตดังนี้ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทารกปากแห้ง จนเกิดภาวะขาดน้ำ เพราะกินนมไม่พอ มีวิธีสังเกตอย่างไร?

อยากให้ลูกสูง

อุทาหรณ์! อยากให้ลูกสูง แม่ให้กินแคลเซียมเสริม สุดท้ายลูกไตพัง

อุทาหรณ์จากเรื่องจริง! แม่ อยากให้ลูกสูง จึงให้ลูกกินแคลเซียมเสริมทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นทารก สุดท้าย ลูกป่วยหนัก ไตพังทำงานผิดปกติ

อุทาหรณ์! อยากให้ลูกสูง แม่ให้ลูกกินแคลเซียมเสริม สุดท้ายลูกไตพัง

เชื่อว่ามีพ่อแม่ยุคใหม่หลายคน อยากให้ลูกสูง จึงใส่ใจเรื่องความสูงของลูกเป็นพิเศษ เพราะรูปร่างที่สูงสง่าช่วยเสริมให้มีบุคลิกภาพที่ดีมากขึ้น อะไรที่ดีต่อความสูงก็สรรหามาบำรุงให้ลูก และความคิดแรกของตัวช่วยที่นึกขึ้นได้ก็คงเป็นการ เสริมแคลเซียมให้ลูก

อย่างที่ทราบกันว่า แคลเซียม เป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน แต่ที่หลายคนรู้จักประโยชน์ของแคลเซียมกันมากที่สุด ก็คือ การช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง … ดังนั้นจึงไม่แปลกหากคุณพ่อคุณแม่ที่ อยากให้ลูกสูง จะอัดแคลเซียมให้ลูก แต่ที่น่าตกใจคือคุณพ่อคุณแม่บางรายให้ ลูกกินแคลเซียมเสริม ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 6 เดือน ด้วยซ้ำ โดยหารู้ไม่ว่าอันตรายต่อลูกน้อยเป็นอย่างมาก

เพราะการให้ลูกกินแคลเซียมเสริมมากเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็น ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน เช่นเดียวกันเหตุการณ์นี้ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงอันตรายจากการที่ลูกน้อยรับอาหารเสริมที่ไม่จำเป็นในปริมาณมาก รวมถึงผลเสียอันเกิดจากการให้ลูกที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน กินอาหารอื่นนอกจากน้ำนมแม่

โดยเว็บไซต์เวิลด์ออฟบัซ ได้รายงานข่าวว่า มีเด็กหญิงชาวจีนตัวน้อย วัย 1 ขวบ 10 เดือน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากครอบครัวพบว่า หนูน้อยมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด ทางกุมารแพทย์ประจำแผนกเด็กจึงได้รีบตรวจร่างกายของหนูน้อยทันที จึงพบว่าหนูน้อยมีนิ่วในไตทั้งสองข้าง ซึ่งก้อนใหญ่สุดมีขนาด 2 ซม. ทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็นอย่างมาก

อยากให้ลูกสูง
ภาพเอ็กซ์เรย์ไต พบก้อนนิ่ว

ขอบคุณภาพจาก เว็บ guangming.com.my

 

อ่านต่อ >> อุทาหรณ์! แม่ให้ลูกกินแคลเซียมเสริม สุดท้ายลูกไตพัง” คลิกหน้า 2

วิจัยเตือนพ่อ! พิษจากควันบุหรี่อันตรายกว่า ฝุ่น PM 2.5

ในช่วงนี้ที่ ฝุ่น PM 2.5 มีค่าเกินมาตรฐานในกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนที่สูดดมเข้าไป โดยเฉพาะในคนท้อง ผู้ป่วย และเด็กเล็ก ทำให้ผู้คนต่างแตกตื่นหาซื้อหน้ากากกันฝุ่นมาสวมใส่ แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งที่อันตรายใกล้ตัวกว่านั้น กลับไม่ใช่ฝุ่นแต่เป็นพิษจากควันบุหรี่ที่พ่อสูบนั่นเอง

วิจัยเตือนพ่อ! พิษจากควันบุหรี่อันตรายกว่า ฝุ่น PM 2.5

ในขณะนี้ที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าเกินมาตรฐาน ซึ่งเริ่มจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกับผู้คนที่สูดดม ทางกรมควบคุมมลพิษจึงได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน หากมีความจำเป็นก็ควรใส่หน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้

โดยค่าที่ทางกรมควบคุมมลพิษกำหนดว่าเริ่มมีผลต่อสุขภาพนั้น จะต้องมีค่ามากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในกรุงเทพฯ ที่ได้รับรายงานนั้น มีค่าสูงสุดอยู่ที่ 163 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อ่านแล้วดูน่ากลัวใช่ไหมล่ะคะ แต่ทราบหรือไม่ ว่า ฝุ่น PM 2.5 ที่ว่าร้ายนั้น ดูอันตรายน้อยไปเลยเมื่อนำมาเทียบกับพิษจากควันบุหรี่!!

การสูบบุหรี่ 1 มวนจะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า ฝุ่น PM 2.5 = 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลองคำนวณแบบง่าย ๆ ดูนะคะว่าหากสูบบุหรี่วันละ 10 มวน จะทำให้ผู้สูบและคนรอบข้าง ซึ่งอาจจะเป็น ผู้ใหญ่ ผู้ป่วย ลูกน้อยตัวเล็ก ๆ ได้รับมลพิษเทียบเท่ากับการสูดดม ฝุ่น PM 2.5 ถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร 

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำผลวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัย California, Berkeley มาให้ได้อ่านกัน ดังนี้ค่ะ

pm 2.5
พิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีค่าเกินมาตรฐานอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

นักวิจัยชี้สูบบุหรี่ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่น่ากลัวเท่าพิษจากควันบุหรี่ สูบบุหรี่ 1 มวนจะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM 2.5 = 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เผยมีนักวิจัยในสหรัฐอเมริกา Dr. Richard Muller จากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัย California, Berkeley ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า การสูบบุหรี่ 1 มวนจะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM 2.5 = 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมายทั้งโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

ปัจจุบันที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ล่าสุดมีรายงานค่า PM 2.5 สูงถึง 163 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในกรุงเทพ ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการสูบบุหรี่จะเทียบเท่ากับคนกรุงเทพที่ได้รับพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในปริมาณดังกล่าวสูบบุหรี่หรือรับควันพิษจากบุหรี่คนละ 7.4 มวนต่อวัน

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่าคนไทยสูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบคนละ 10 มวนต่อวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าผู้สูบบุหรี่รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่จะได้รับมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 สูงถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือการได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านจากคนใกล้ชิดที่สูบบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันพบคนไทย 18 ล้านคน (32.7%) ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน และในจำนวนนี้กว่า 13 ล้านคน (73.8%) ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านทุกวัน

ขอบคุณข่าวจาก : https://www.hfocus.org/content/2019/01/16746

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อันตรายจากควันบุหรี่มือสอง

เปลือกไม้นมนาง

เปลือกไม้นมนาง ดีจริง! สมุนไพรเพิ่มน้ำนม บำรุงนมแม่ (มีสูตรวิธีทำ)

คุณแม่ลูกอ่อน หรือ คุณแม่ที่ให้นมลูก ห้ามพลาด! เปลือกไม้นมนาง ดีจริง! ถือเป็นอีกหนึ่งใน สมุนไพรเพิ่มน้ำนม ช่วยกระตุ้นและบำรุงน้ำนมแม่ได้

เปลือกไม้นมนาง ดีจริง! สมุนไพรเพิ่มน้ำนม บำรุงนมแม่

สำหรับคุณแม่ทีมีปัญหาเรื่องน้ำนมน้อย สมุนไพรเพิ่มน้ำนม เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถ เร่งบำรุงนมแม่ ให้ไหลมาเทมา เพียงพอที่จะให้ลูกน้อยกินได้ตามต้องการ ซึ่ง ต้นนมนาง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยบำรุงน้ำนม ที่คุณแม่ควรหามารับประทาน

สมุนไพรไม้นมนาง เป็นตำรับยาสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณ (ปัจจุบันหายากแล้ว) โดยส่วนที่นำมาใช้ทำยา เพื่อเป็นตัวช่วยเพิ่มน้ำนม คือ ต้น และ เปลือกไม้นมนาง นำไปต้มให้คุณแม่ที่คลอดลูกแล้ว และคุณแม่ที่มีน้ำนมน้อย ใช้ดื่มเพื่อขับน้ำนม

ทั้งนี้เพราะ ไม้นมนาง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ทำให้ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำนมและเพิ่มน้ำหนักต่อมน้ำนม เมื่อคุณแม่กินไปสักระยะหนึ่ง จะสังเกตเห็นเต้านมโตขึ้นและมีน้ำนมผลิตออกมาให้ลูกน้อยกินได้ ซึ่งสามารถต้มทานกระตุ้นได้ตามต้องการ หากน้ำนมมาแล้วหยุดทานได้โดยไม่ทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง

ลักษณะของ ต้นนมนาง/นมสาว

เป็นไม้ยืนต้น และเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน พบมากในภาคเหนือ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ pouteria cambodiana (Pierre ex Dubard) Baehni โดยต้นนมนางนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ในพม่า ไทย จีนตอนใต้ ลาว และประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ในไทยพบแพร่กระจายในทุกจังหวัดของภาคเหนือ

เปลือกไม้นมนาง
ลักษณะต้นนมนาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น ของต้นนมนาง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้นสูงประมาณ 10 – 15 เมตร เปลือกลำต้นหนา มีสีน้ำตาลอมแดง แตกเป็นร่องตามแนวยาวของลำต้น หากเฉือนหรือผ่าเปลือกจะมีน้ำยางสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลออกมา

 

อ่านต่อ >> ประโยชน์ของต้นนมนาง
พร้อมดูสูตรและวิธีต้มเปลือกไม้นมนาง บำรุงน้ำนมแม่” คลิกหน้า 2

อัญชัน ทาคิ้ว

หมอแจง! อัญชัน ทาคิ้ว ช่วยทำให้คิ้วดกดำจริงหรือ?

ตามความเชื่อของคนไทยที่ว่าหากนำ อัญชัน ทาคิ้ว เด็กทารกจะทำให้เด็กคนนั้นโตมามีคิ้วที่ดกดำ เรียงเป็นเส้นสวยงามนั้น จะได้ผลจริงหรือไม่? มาฟังคำตอบของคุณหมอกันค่ะ

หมอแจง! อัญชัน ทาคิ้ว ช่วยทำให้คิ้วดกดำจริงหรือ?

ทำไมเด็กทารกถึงคิ้วบาง?

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักมีความกังวลว่าทำไมลูกเราถึงคิ้วบางจังเลย หากโตขึ้นมาจะทำให้หน้าดูไม่เข้มเพราะไม่มีคิ้ว ทราบไหมคะว่า กรรมพันธุ์นั้นมีส่วนที่ทำให้คิ้วบางได้ และในเด็กบางคนเมื่อครั้งที่ยังเป็นทารกอยู่ คิ้วบางมาก แต่เมื่อโตขึ้น คิ้วก็จะค่อย ๆ เข้มขึ้นไปเอง โดยภาวะคิ้วบาง ผมบางในเด็กนั้น อาจมาจากสาเหตุต่อไปนี้ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

  • การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
  • กระบวนการสร้างเส้นขน ผิดปกติ
  • การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรากผมไม่ดี
  • อนุมูลอิสระทำลายเซลล์ขน

อัญชัน ทาคิ้ว ช่วยทำให้คิ้วดกดำหรือผมหนาจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่จริงค่ะ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่า อัญชัน เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มของคิ้ว แต่ปัจจัยหลักที่มีผลจริง ๆ แล้วคือ กรรมพันธุ์และเชื้อชาติ ของตัวเด็กเอง ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับฮอร์โมน โดยปกติแล้วในทารกจะมีขนคิ้วขึ้นเต็มที่ภายใน 3-4 เดือน ดังนั้น ขอให้คุณพ่อคุณแม่เฝ้ารอให้ขนคิ้วของทารกขึ้นให้เต็มที่ก่อน

อัญชัน ทาคิ้ว ทารก
ทารกแต่ละคน เมื่อแรกเกิดจะมีคิ้วที่บางและหนาไม่เท่ากัน แต่เมื่อโตขึ้น คิ้วจะบางและหนาตามกรรมพันธุ์

สารในดอกอัญชันมีส่วนช่วยให้คิ้วดกดำจริงหรือ?

ในดอกอัญชัน มีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)” ซึ่งสารตัวนี้ เชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริเวณรากผม หรือบริเวณเส้นขนบริเวณต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา ช่วยแก้อาการเหน็บชา ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน ป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้อีกด้วย แต่สำหรับความเชื่อที่ว่าดอก อัญชัน ทาคิ้ว แล้วจะช่วยทำให้คิ้วดกดำนั้น ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทำไมพ่อแม่คิ้วบาง แต่ลูกคิ้วหนา?