ตารางวัคซีน 2562

ตารางวัคซีน 2562 แม่เช็กเลย! ลูกอายุเท่าไหร่..ต้องฉีดตัวไหนบ้าง?

อัปเดตล่าสุด! ตารางวัคซีน 2562 ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย ประจำปี 2562 จาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ลูกน้อยอายุเท่าไหร่ ต้องฉีดตัวไหนบ้าง? แม่ ๆ เช็กเลย

อัปเดต ตารางวัคซีน 2562

พ่อจ๋าแม่จ๋า รีบเซฟเก็บไว้ดูเลยค่ะ นี่คือ ตารางวัคซีน 2562 จาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย โดย ตารางวัคซีน 2562 นี้ ทางสำนักโรคติดต่อมีการสนับสนุนให้ฉีดวัคซีนได้ฟรี!! สำหรับเด็กไทย อายุตั้งแต่ แรกเกิด ถึง 12 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องคอยดูอย่าละเลย เพราะการเสริมภูมิคุ้มกันโรคของเด็กด้วยการรับวัคซีน ก็เพื่อป้องกันโรคร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วเป็นอันตรายต่อเด็กได้

โดยวัคซีนในแต่ละชนิดนั้นสร้างมาจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่ถูกทำให้สิ้นฤทธิ์ด้วยกรรมวิธีทางการแพทย์จนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้แล้ว แต่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเด็กเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามา สำหรับป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายได้

กำหนดการฉีดวัคซีน ตารางวัคซีน 2562 ของเด็กในวัยต่างๆ

การฉีดวัคซีนของเด็กนั้นจะต้องให้ตามแบบแผนที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ โดย ตารางวัคซีน 2562 ทางเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว ได้อัปเดตข้อมูล และ สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ตารางวัคซีน 2562 แต่ละตัวที่ลูกน้อยควรได้ในฟรี ไว้ดังนี้…

(1) บรรจุ วัคซีนฮิป ในวัคซีนหลัก ฟรี!! (EPI) ใน ตารางวัคซีน 2562

  • ฉีด 3 เข็มที่อายุ; 2,4,6 เดือน
  • DTP-HB-Hib

(2) วัคซีนผู้ใหญ่ ของ ตารางวัคซีน 2562

  • ให้ dT อายุ 20 ปีขึ้นไป และลงท้ายด้วย 0 ได้แก่ 20,30,40,50,60,70..
  • ให้ไข้หวัดใหญ่ในคนท้องอายุครรภ์ 4 เดือน
  • ให้ MR ในนักศึกษาปี 1 สายสาธารณสุข

(3) ตารางวัคซีน 2562 มี MMR หรือ วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม

  • เข็ม1; ฉีด 9-12 เดือน
  • เข็ม2; ฉีด 2-2 1/2 ปี
  • (WHO แนะนำอายุ 18 เดือน)
    • เข็ม 2 ต้องห่างมากกว่า 3 เดือน
    • และอายุต้องมากกว่า 12 เดือน
ตารางวัคซีน 2562
ตารางวัคซีน 2562

ดูรายละเอียดแต่ละวัคซีน พร้อมเช็กสถานที่ขอรับวัคซีนฟรี คลิกหน้า 2

วิธีทำน้ำซุปผักทารก

แจกสูตรแสนง่าย วิธีทำน้ำซุปผักทารก ให้อร่อยกลมกล่อม

หากคุณแม่กำลังมองหา วิธีทำน้ำซุปผักให้ลูก เชฟแม่หมีมีสูตร วิธีทำน้ำซุปผักทารก มาฝาก ซึ่งรวมผักกว่า 4 ชนิด ได้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ให้คุณแม่เก็บไว้ใช้ทำเมนูเด็กอื่นๆ ทั้งต้มและผัด เหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 9 เดือนขึ้นไป

สูตร วิธีทำน้ำซุปผักทารก อร่อยกลมกล่อม
พร้อมวิธีเก็บน้ำซุปไว้ทำอาหารให้ลูก

วิธีทำน้ำซุปผักทารก

ขึ้นชื่อว่า  “ผัก” เป็นที่รู้จักกันรู้แล้วนะคะว่าอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย ซึ่งสำหรับลูกน้อยในวัยที่เริ่มทานอาหาร น้ำซุป ถือเป็นสิ่งสำคัญมิใช่น้อย เพราะนอกจากคุณค่าทางอาหารที่ลูกได้รับจากผักแล้ว คุณแม่ยังนำน้ำซุป นั้นมาประกอบอาหารในการปรุงเมนูอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ซึ่งตัว น้ำซุป เอง ก็จะช่วยลดความหนืดของอาหารลูก ทำให้กลืนง่าย รสชาติอาหารกลมกล่อม สำหรับคุณแม่ที่มีลูกอ่อน ที่มีเวลาน้อยแต่ อยากปรุงอาหารให้ลูกเอง  โดยไม่อยากพึ่งอาหารสำเร็จรูป …เชฟแม่หมีจึงขอแนะนำ วิธีทำน้ำซุปผักทารก เพื่อเก็บไว้ให้ลูกน้อยได้ทาน มาฝากค่ะ

สำหรับ วิธีทำน้ำซุปผัก เป็นการทำ น้ำซุปผัก ที่สกัดเอาความหวานของผักออกมา สิ่งที่คุณแม่ควรรู้คือ ควรเลือกผักที่รสชาติหวาน นิ่มง่ายมาต้มเคี่ยว เช่น หัวไชเท้า, หอมหัวใหญ่, แครอต, บล็อกโครี หรือมันฝรั่ง เป็นต้น แล้ว น้ำซุปผัก จะมีส่วนผสม หรือ วิธีทำน้ำซุปผักทารก อย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย ⇓

แจกสูตร ไอศกรีมอะโวคาโด ของว่างเย็นๆ บำรุงสมองลูกรัก (มีคลิป)

ถ้าลูกบ้านไหนชอบกินไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ แต่คุณแม่เป็นห่วงว่าลูกจะบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจนกลายเป็นติดหวาน และลูกแทบไม่ได้รับสารอาหารอะไรเลย นอกจากน้ำตาลกับไขมัน เชฟแม่หมี มีสูตร ไอศกรีมอะโวคาโด สไตล์โฮมเมด ให้คุณแม่ทำกินเองที่บ้านมาฝากกัน รับรองว่าอร่อยถูกใจลูก และมีประโยชน์สมใจแน่นอน

มารู้จักอะโวคาโด พร้อมสูตร วิธีทำ ไอศกรีมอะโวคาโด แสนอร่อย ไม่เหมือนใคร

อะโวคาโด เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารมากประโยชน์สำหรับเด็กๆ ที่เริ่มกินได้ตั้งแต่วัยเริ่มหม่ำจนโต แถมยังใช้ทำอาหารได้หลายชนิดจึงได้รับความนิยมจากคุณแม่ทั่วโลก ผลไม้รูปลักษณ์แปลกตานี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลูกเนย เมื่อสุกจัดเปลือกจะมีสีดำ ส่วนเนื้อจะมีสีเขียว อ่อนนุ่ม มีความมันคล้ายกับเนยแท้

 

MUST READ  “ อะโวคาโด ” ผลไม้ที่ทุกคนในครอบครัวคู่ควร”

 

ในอะโวคาโดครึ่งผล น้ำหนักประมาณ 100 กรัม มีไขมันชนิดดีสูงถึง 14.66 กรัม หากเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นจะพบว่าแทบไม่มีไขมันอยู่เลย  ฉะนั้นเมื่อลูกกินอะโวคาโดก็เท่ากับได้รับสารอาหารมากกว่ากินผลไม้ทั่วไปแล้ว บวกกับเนื้อเนียนละเอียด รสจืดและมีความมันตามธรรมชาติ  จึงเหมาะกับอาหารให้ถูกปากลูกน้อยไม่ยาก

แถมคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะย่อยยาก เพราะอะโวคาโดมีโปรตีนชนิดย่อยง่าย จึงเริ่มให้กินได้ตั้งแต่วัย 6 เดือนขึ้นไป และยังอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ร่างกายของลูกเติบโตสมวัย

อะโวคาโดสุก
อะโวคาโด เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารมากประโยชน์สำหรับเด็กๆ ที่เริ่มกินได้ตั้งแต่วัยเริ่มหม่ำจนโต

คุณประโยชน์เกินตัวของอะโวคาโด

จากงานวิจัยทางโภชนาการหลายสำนัก ระบุว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลไม้หลายชนิด จึงจัดว่าเป็น “ผลไม้เพื่อสุขภาพ” ที่มีการแนะนำให้กินอย่างแพร่หลายในประเทศแถบอเมริกาและยุโรป โดยสามารถแบ่งประโยชน์ออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

  1. มีสารกลูตาสโธโอน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยปกป้องเนื้อเผื่อของอวัยวะในร่างกาย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เต็มที่
  2. อุดมด้วยวิตามินสารพัดชนิด ได้แก่ วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินซี ป้องกันหวัด และวิตามินอี ปกป้องเซลล์จากมลพิษรอบตัว
  3. มีโปรตีนย่อยง่าย เส้นใยอาหารสูง ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  4. ไขมันดีสูง ช่วยในการดูดซึมสารแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง
  5. น้ำมันจากผลสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีที่สุดหากเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น

อ่านต่อ วิธีเลือกอะโวคาโดสำหรับลูกน้อย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง

7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง อยากให้ลูกในท้องแข็งแรง ต้องทำสิ่งนี้

เผยเคล็ดลับและ วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง เพื่อให้ลูกคลอดออกมาแข็งแรง มีพัฒนาการทางด้านสมองและอารมณ์ที่ดี เริ่มทำได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง

7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง อยากให้ลูกในท้องแข็งแรง ต้องทำสิ่งนี้

เมื่อมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อย ๆ อยู่ในท้อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ทำ ล้วนส่งผลถึงลูกน้อยในท้องแทบทั้งสิ้น และแน่นอนว่าแม่ท้องทุกคนก็อยากจะให้ลูกในท้องคลอดออกมาแข็งแรง สมบูรณ์ มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ดี และมีภูมิคุ้มกันที่ดี ดังนั้น สิ่งที่แม่ท้องทำได้คือ การดูแลตัวเองให้ดี เพื่อให้ร่างกายของแม่ท้องแข็งแรงและมีสุขภาพดี เพื่อที่จะส่งผลไปยังลูกในท้องที่จะแข็งแรงและสุขภาพดีตามไปด้วย เพียงแค่แม่ ๆ ปฏิบัติตาม 7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง นี้ ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าลูกในท้องจะมีสุขภาพดีตามแม่ท้องไปด้วยแน่นอน

  1. รีบไปฝากครรภ์เมื่อรู้ว่าท้อง และไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง

คุณหมอแนะนำว่า ทันทีที่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันที และควรฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 3 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ลูกในท้องกำลังสร้างอวัยวะต่าง ๆ ข้อดีของการฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ คือ เมื่อฝากครรภ์แล้วคุณหมอจะแนะนำวิธีปฏิบัติตนในช่วง 9 เดือนได้อย่างเหมาะสม คุณหมอจะสามารถตรวจความเจริญเติบโตและความผิดปกติของทารกในครรภ์ทุกระยะของการตั้งครรภ์

และหากแม่ท้องพบอาการผิดปกติระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น มีเลือดออก ปวดท้อง ลูกไม่ดิ้น เป็นต้น ก็จะสามารถไปพบคุณหมอที่ได้ฝากครรภ์ไว้ในทันที และคุณหมอจะสามารถตรวจสอบประวัติและรักษาได้อย่างทันที

>>ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฝากครรภ์<<

ฝากครรภ์ช้า ไม่กินยาบำรุง อันตราย! เสี่ยงลูกพิการ

ฝากครรภ์ฟรี! คลอดบุตรฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

ดูแลตัวเองตอนท้อง
การทานอาหารที่มีประโยชน์ ส่งผลให้ลูกในท้องได้รับสารอาหารครบถ้วน

2. เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสม

ในขณะตั้งครรภ์ ร่างกายของแม่ท้องจะต้องการสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นจากเดิม เนื่องจากจะต้องนำสารอาหารที่ได้รับส่งไปยังลูกในท้องผ่านทางสายรก ซึ่งแม้ว่าแม่ท้องได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายของแม่ท้องก็จะนำสารอาหารที่เคยสะสมอยู่ในร่างกายมาให้กับลูกในท้องได้แทน แต่หากแม่ท้องได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอบ่อยครั้งเข้า ก็จะทำให้ลูกในท้องขาดสารอาหารตามไปด้วย และแน่นอนว่าสำหรับเด็กที่กำลังสร้างอวัยวะต่าง ๆ และกำลังเจริญเติบโต การขาดสารอาหารก็จะทำให้ ลูกในท้องมีการเจริญเติบโตช้าลงทั้งทางร่างกายและสมอง  มีผลทำให้น้ำหนักแรกคลอดน้อยและส่วนสูงน้อยกว่าเกณฑ์  ทำให้สมองมีจำนวนเซลล์สมองน้อยกว่าที่ควรเป็นและขนาดของสมองเล็กส่งผลต่อระดับสติปัญญาของทารก

>>ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาหารขณะตั้งครรภ์<<

อาหารช่วงตั้งครรภ์ ต้องรับประทานอะไรบ้าง ?

10 อาหารที่คนท้องควรกิน พร้อมเมนูอร่อยสำหรับแม่และลูก

เมนูคนท้อง บำรุงคุณแม่ท้อง และลูกน้อยในครรภ์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 7 วิธีดูแลตัวเองตอนท้อง อยากให้ลูกในท้องแข็งแรง ต้องทำสิ่งนี้

ชวนลูกทำอาหาร

ชวนลูกทำอาหาร “สร้างความมั่นใจ” ติดตัวไปจนโต โดย พ่อเอก

ตอนผมเรียนอยู่ประถมป๊ากับแม่ของผม ยังต้องเทียวไปเทียวมาในการซ่อมตึกแถวที่แอบผ่อนไว้เพื่อหาคนมาเช่า ทำให้ในช่วงปิดเทอมตอนกลางวัน ผมและพี่ชายพี่สาว จะต้องหาอะไรทำกินเอง ก็เริ่มจากง่ายๆ อย่างหั่นหมูเป็นชิ้นแล้วหมักกับน้ำปลา พริกไทย นม จากนั้นก็นำลงไปทอด เป็นหมูทอดกระเทียมพริกไทย แล้วก็พัฒนามาทำข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าอะไรไปเรื่อยๆ กินได้บ้าง กินไม่ค่อยได้บ้าง แต่ผมรู้ว่าประสบการณ์เหล่านั้นให้อะไรผมติดตัวมากมายจนโต ในขณะเดียวกันภรรยาผมเอง ก็โตมาแบบหัดทำโน่นนี่กินเองมาบ้างแม้จะไม่เท่าผม แต่ก็พอมีอะไรติดตัว เมื่อเรามีลูก เราก็เลยพยายามทำอะไรให้ลูกกินเอง เพื่อลดสิ่งแปลกปลอมที่จะไปสะสมในร่างกายลูก เพราะในชีวิตประจำวันที่ต้องกินข้างนอกเขาก็ได้รับมากอยู่แล้ว พอกินที่บ้านเราก็เลือกใช้เครื่องปรุงที่โซเดียมต่ำ ทำอาหารปรุงสุกแล้วกินใหม่ๆ วัตถุดิบก็สดใหม่สะอาดตามที่เราซื้อหามา ดังนั้น ที่บ้านเราทำอาหารเองในทุกโอกาสเท่าที่เป็นไปได้ รวมไปถึงเริ่ม ชวนลูกทำอาหาร กินเองด้วย

บทความแนะนำ ซีอิ๊วขาว กับซอสปรุงรส เลือกแบบไหนทำอาหารอร่อย เค็มน้อย ลูกปลอดภัย

การเป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งพ่อและแม่ ทำให้การซื้ออาหารปรุงสำเร็จมากินเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นในทุกวันหยุดหรือวันที่เราถึงบ้านเร็วพอจะทำกับข้าวอะไรเองได้ทัน เราก็จะทำอาหารให้ลูกกินมื้อเย็นหรือเตรียมสำหรับมื้อเช้าก่อนไปโรงเรียน เพื่อให้ลูกๆ ได้เห็นและคุ้นเคยกับการทำอาหารกินกันเองที่บ้าน จากนั้นเมื่อเราเห็นว่าเขาโตพอจะช่วยทำอะไรได้ ก็เริ่ม ชวนลูกทำอาหาร ให้เขาช่วยเล็กๆ น้อยๆ

ชวนลูกทำอาหาร ง่ายๆ

พี่ปูนปั้นเริ่มจากตอกไข่ตีไข่ น่าจะประมาณ 3 ขวบ (ตอนนี้ปั้นแป้ง 2 ขวบกว่าเริ่มตอกไข่ตีไข่แล้ว) จากนั้นเราก็สอนเขาเด็ดผัก ล้างวัตถุดิบ หั่นลูกชิ้น เป็นต้น เมื่อทำได้ก็ให้ก้าวมาลองทำอาหารง่ายๆ เอง โดยเราช่วยจับมือ อย่างพี่ปูนปั้นเราน่าจะเริ่มจับมือทอดไข่เจียวตอนสัก 4 ขวบ ทำทีละนิดทีละหน่อย จากนั้นเขามั่นใจก็เริ่มให้เขาเทไข่เอง ทอดไข่เอง กลับไข่เอง ไปทีละนิดละน้อย เด็กๆ เขาสนุกกับสิ่งใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องให้โอกาสลอง ต้องเชื่อใจและชมเชย เพราะการตำหนิไม่ช่วยอะไรเลย หรือ ความคิดที่คิดว่าลูกน่าจะยังทำไม่ได้ก็ไม่ช่วยอะไรเลยเช่นกัน

ปัจจุบันพี่ปูนปั้นอายุ 6 ขวบกว่า ทำเมนูอาหารง่ายๆ กินเองและให้ที่บ้านกินได้ เปิดแก๊สเอง ใส่น้ำมันเอง ทอดผัดเอง อย่างทอดไข่เจียว ผัดผัก หรือการใช้เครื่องอบไอร้อนเพื่อย่างปลา ไก่ ไปจนถึงการทำกาแฟด้วยเครื่องทำกาแฟให้ป๊าดื่มได้ (ปั้นแป้งก็ทำได้เช่นกัน)

สอนลูกใช้มีดให้ถูกวิธี

ในส่วนของการใช้มีดหั่น ก็เริ่มจากจับมือเขาหั่น ต่อมาก็หามีดพลาสติกสำหรับเด็ก ที่ใช้หั่นอาหารได้จริงมาให้หัดใช้ จากนั้นเราก็หัดให้พี่ปูนปั้นใช้มีดจริงหั่น รวมถึงใช้กรรไกรจริงตัดสิ่งต่างๆ ด้วย เพราะเราได้อ่านเจอมาว่าเด็กอนุบาลในโรงเรียนที่ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ให้เด็กทุกคนสามารถพกมีด พกกรรไกรจริงๆ มาใช้ทำงานฝีมือและอื่นๆ ที่โรงเรียนตั้งแต่อนุบาลแล้ว ส่วนปัญหาที่เราชาวไทยกังวลว่าเด็กจะเอามาเล่น มาทำร้ายกัน ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเลย แถมเด็กยังเรียนรู้การระวังป้องกันได้ดี เช่นพี่ปูนปั้นเคยสอนปะป๊าถึงการยื่นส่งมีดและกรรไกรให้ผู้อื่นอย่างถูกต้องและปลอดภัย

พอเราสอนและปล่อยให้เขาเรียนรู้อิสระ เขาก็สนุกไปกับมันแล้วในที่สุด เขาก็สามารถทำอาหารง่ายๆ กินเองได้ เพื่อให้ลูกๆ ได้หัด ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจริง ซึ่งเราเชื่อว่า นั่นคือสิ่งเราเชื่อว่าเด็กได้เรียนรู้มากกว่าการติวในห้องสี่เหลี่ยมมาก สิ่งที่เด็กได้รับคือ พัฒนา EF ความมั่นใจ ความภูมิใจ ช่วยเหลือตัวเองได้ และ เด็กชายปูนปั้นที่เริ่มทอดไข่เจียวเองตอน 4 ขวบกว่า ตอนนี้ก็ทำอะไรได้มากขึ้น เช่น ผัดผัก  ใช้ air fryer เพื่อ grill ปลา (โดย on-off ตั้งเวลาเอง อุณหภูมิเอง) ทำแกงจืด และอื่นๆ อีกนิดหน่อย นอกจากนั้นยังคิดอยากลองทำเมนูโน่นนี่นั่นอีกหลายอย่าง

เด็กทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เพียงให้โอกาส ไว้ใจ ปล่อยอิสระ และชมเชย และความคิดว่าอันนี้งานผู้ชาย อันนั้นงานผู้หญิงก็ไม่มีแบ่งในครอบครัวเรา ชวนลูกทำอาหาร กันเถอะครับ

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

4 คาถาเลี้ยงลูกไม่ให้เป็น โรคซึมเศร้า

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา

“สุภาษิตสอนพ่อแม่” รับมือ ลูกต่อต้าน โดย พ่อเอก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บริจาคเสื้อผ้าเก่า

รวม 10 สถานที่รับ “บริจาคเสื้อผ้าเก่า ของเล่น ของใช้เด็ก”

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอแชร์บอกบุญ รวบรวมสถานที่ที่รับ บริจาคเสื้อผ้าเก่า ของเล่น ของใช้เด็ก มาให้แม่ ๆ ที่มีเสื้อผ้า ของเล่นของใช้ล้นตู้ มาแบ่งปันของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ให้เด็ก ๆ ที่ขาดแคลนกันค่ะ

รวม 10 สถานที่รับ “บริจาคเสื้อผ้าเก่า ของเล่น ของใช้เด็ก”

เสื้อผ้าเก่าของลูกที่ใส่ไม่ได้แล้ว ของเล่นเก่าที่เกินวัยที่ลูกจะเล่นแล้ว หรือแม้แต่ของใช้ต่าง ๆ ที่นอนอยู่ที่ตู้เก็บของ รอวันทิ้ง ลองนำสิ่งของที่เราไม่ใช้แล้วเหล่านี้ ไปแบ่งปันให้เจ้าของใหม่ที่เค้าจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้สิ่งของต่าง ๆ ของเราได้ทำหน้าที่ของมันเองต่อไปได้ ทั้งตัวผู้ให้เองก็เป็นสุข ส่วนผู้รับก็มีความสุขเช่นกัน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอรวบรวมสถานที่ที่รับ บริจาคเสื้อผ้าเก่า ของเล่น ของใช้เด็ก เพื่อให้แม่ ๆ ได้นำไปบริจาคในที่ ๆ สะดวกกันค่ะ

  1. โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา

รับรับบริจาคชุดนักเรียน, เสื้อผ้าสภาพดี,เครื่องประดับ, กระเป๋า ,รองเท้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของที่ยังคงสภาพดีทุกประเภท ของส่วนหนึ่งจะนำส่งมอบต่อให้กับผู้ขาดแคลน, ชุมชน, ผู้ประสบภัย ในเมืองและต่างจังหวัด อีกส่วนจะถูกนำมาระดมทุนที่ร้านแบ่งปันภายใน มูลนิธิกระจกเงา โดยรายได้ที่ได้จากการระดมทุน จะนำเข้าสู่ “กองทุนแบ่งปัน” ช่วยสนับสนุนการทำกิจกรรมที่มีต่อสังคมของมูลนิธิต่อไป ช่องทางการบริจาคมีดังนี้

  • นำสิ่งของไปมอบ หรือส่งไปรษณีย์หรือขนส่งเอกชน ได้ที่
    • มูลนิธิกระจกเงา
    • เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี62 (แยก4-7) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม.10210 (จันทร์-ศุกร์ 09.30-18.00น – เสาร์-อาทิตย์ 10.00-16.00น)
  • บริการรับของบริจาคถึงบ้านท่าน โดยมีเงื่อนไขในการออกไปรับถึงบ้าน ดังนี้
    • กรณีเป็นหนังสือขั้นต่ำ 2,000 เล่ม
    • กรณีเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ขั้นต่ำ 10 ชุด
    • กรณีเป็นเสื้อผ้า และของใช้อื่นๆ ขั้นต่ำ 20 กระสอบ
    • กรณีคละกัน รวมกันแล้วขั้นต่ำ 1 รถกะบะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] หรือ โทร 02-973-2236 , 02-973-2237 , 02-973-3533 , 02-973-3833

ข้อมูลจาก : http://www.mirror.or.th/charity.php

บริจาคเสื้อผ้า
มูลนิธิบ้านนกขมิ้น รับบริจาคเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้

2. มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

รับบริจาคสิ่งของเหลือใช้ บริจาคเสื้อผ้าเก่า ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ กระเป๋า รองเท้า สมุด หนังสือเก่า เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าและเสียแล้ว รวมถึงข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องอุปโภค – บริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวันรวมทั้งอุปกรณ์การศึกษาและอุปกรณ์กีฬา เพื่อนำมาคัดแยกให้เด็ก ๆ หรือนำไปช่วยผู้ยากไร้ ส่วนที่ใช้ไม่ได้จะจัดจำหน่ายเป็นทุนอาหารกลางวันแก่เด็ก ๆ ติดต่อสอบถามช่องทางการบริจาคเพิ่มเติมได้ที่

มูลนิธิบ้านนกขมิ้น เลขที่ 89 ซอยเสรีไทย17 ถนนเสรีไทย แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240

โทร.02-375-6497, 02-732-5191, 087-054-0202, 081-889-1501

อีเมล : [email protected]

https://www.facebook.com/baannokkamin/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ รวม 10 สถานที่รับ “บริจาคเสื้อผ้าเก่า ของเล่น ของใช้เด็ก”

ลูกกินเยอะ

ลูกกินเยอะ อย่าดีใจ ป้อนไม่ยั้ง เสี่ยงปอดติดเชื้อ กระเพาะพัง

แม่เปิดใจเล่าเป็นอุทาหรณ์ ลูกกินนมเยอะ กินเก่งมากกว่าวันละ 30 ออนซ์ จนสำลักนมเป็นเลือด สุดท้ายกระเพาะเกือบพัง พบเลือดออกในกระเพาะอาหารมากจนตัวซีด แถมปอดติดเชื้อต้องแอดมิทตั้งแต่ 2 เดือน

เตือนแม่ๆ ลูกกินนมเยอะ  อย่าเผลอใจดีใจ เสี่ยงกระเพาะพังไม่รู้ตัว

เชื่อว่าพ่อแม่คนไหนก็อยากเห็นลูกกินอิ่ม นอนหลับสบาย ยิ่งทารกวัยกำลังกิน กำลังนอน พอเห็น ลูกกินเยอะ ได้เท่าไรก็อยากจะป้อนให้กินต่ออิ่ม หลายบ้านชอบให้ลูกอ้วนท้วนสมบูรณ์ จ้ำม้ำ น่าฟัด น่ากอด แต่แม่ๆทราบหรือไม่ว่า การให้ลูกน้อยกินนมเยอะเกินไป ส่งเสียร้ายต่อสุขภาพตามมาอย่างคาดไม่ถึง เหมือนกับคุณแม่ลูกสามท่านหนึ่ง ที่ต้องทนเห็นลูกน้อยวัยเพียง 2 เดือนเศษต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น

ลูกกินนมเยอะ

คุณแม่จึงออกมาแชร์เรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ไว้เตือนใจพ่อแม่คนอื่นผ่านเฟสบุ๊กชื่อ Lamon Ole ในกลุ่มคนท้องคุยกันได้ทุกเรื่องและปัญหาสุขภาพลูกแชร์ประสบการณ์ โดยมีเนื้อหาว่า

“แชร์เป็นวิทยาทานให้กับแม่ทกคน มาบอกเป็นอุทาหรณ์สำหรับแม่ๆที่มีลูกน้อยกินเยอะ กินเก่ง กินตลอดเวลา เคสของน้อง คือมีเลือดออกในกระเพาะอาหารค่ะ อาการเริ่มแรก กินจนอ้วก ไม่อ้วกไม่เลิกกิน ตามมาด้วยอาการสำลักบ่อยๆ จนอ้วกเป็นเลือด

หาหมอรพ. 1 ให้ยาแก้อ้วกมากิน 1 อาทิตย์ หายอ้วกเป็นเลือดแล้วกลับมาเป็นอีก นอนรพ. 2 กลางคืนไม่อ้วกเป็นเลือด หมเลยให้กลับบ้าน พอหลับมาตอนเย็นก็อ้วกเป็นเลือดดังรูป แม่จึงพากลับมารพ. อีกรอบ ขอใบส่งตัวมารพ. ที่มีแพทย์เฉพาะทาง (หมอเด็ก)

ตอนนี้อาการน้องดีขึ้นมาก ให้เลือด 1 ถุง เพราะมีอาการซีดจากเลือดออกเยะ แม่อย่าคิดว่าลูกไม่เป็นอะไรมาก ตนแรกที่แม่ไม่ขอใบส่งตัว เพราะหมรพ.1 บอกเป็นหลอดลมฝอยอักเสบ ทำให้อ้วกเป็นเลือด

แม่ก็เชื่อหมอคิดว่าลูกไม่เป็นไรมาก…สุดท้ายเป็นหนัก

#แม่ร้องไห้แทบใจจะขาดสงสารลูก”

ลูกกินเยอะ อย่าป้อนไม่ยั้ง เสี่ยงเป็นเช่นนี้

ทางทีม AmarinBaby&Kids ได้พูดคุยกับคุณแม่เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดจึงได้ทราบว่า น้องเป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว ตอนเกิดเรื่องน้องอายุราว 2 เดือนเศษ และเป็นเด็กกินเก่งมาตั้งแต่เกิด ถ้าไม่อิ่มจะร้องกวนจนแม่ปั๊มนมไม่ทันและต้องเสริมด้วยนมชง ในแต่ละครั้งที่กินจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะอ้วกออกมา

ลูกกินนมเยอะ

ในแต่ละวัน น้องจะกินนมประมาณ 30 ออนซ์ต่อวัน หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่กินมากถึงวันละ 20 ออนซ์ ทำให้น้องเริ่มมีอาการสำลักนมออกมา และเป็นถี่ขึ้นทุกครั้งที่กินนมต่อเนื่องอยู่ 2 สัปดาห์เต็มจนเริ่มมีเลือดปนเล็กน้อย ครั้งแรกที่พาไปพบแพทย์ น้องถูกวินิจฉัยว่าคอแดง เส้นเลือดฝอยในคอแตกจึงมีเลือดปนด้วย

หลังกินยาแก้อ้วกอยู่ 1 อาทิตย์แต่ยังกินนมเหมือนเดิม อาการยังไม่ดีขึ้น น้องยังร่าเริงดี กินนมได้ปกติ จนเมื่อคืนของวันที่ 4 หลังกลับจากรพ. น้องอ้วกออกมาเป็นเลือด แม่จึงตัดสินใจส่งตัวน้องไปยังรพ.ที่มีหมอเด็กโดยเฉพาะ ผลการตรวจอย่างละเอียดของแพทย์ พบมีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร ภาวะซีดจากเลือดออกมาก และปอดติดเชื้อ ซึ่งอาการร้ายแรงทั้งหมดนี้เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ หรือ overfeeding นั่นเอง

อ่านต่อ overfeed คืออะไร อันตรายแค่ไหนมาดูกัน หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผดผื่น ผดร้อน

เคล็ด(ไม่)ลับ ช่วยลด “ผดผื่น ผดร้อน” ให้ลูกน้อย

หน้าร้อนทีไรทำลูกน้อยไม่สบายตัวเอาซะเลย เหงื่อที่ซึมออกตามผิวหนังพอมาเจอกับเสื้อผ้า ที่สวมใส่ ยิ่งทำให้ลูกระคายเคือง คันผิวจนเกิด ผดผื่น ผดร้อน แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว มาดูกันซิว่าจะมีวิธีช่วยลดผดร้อนให้ลูกน้อยสบายผิวได้อย่างไรบ้างค่ะ

 

ผดผื่น ผดร้อน ทำลูกน้อยไม่สบายผิว  

ไม่ใช่แต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มักมีอาการของ ผดผื่น ผดร้อน ขึ้นในช่วงหน้าร้อน แต่ในเด็กเล็กๆ ก็มีปัญหาเรื่องผดผื่นคันช่วงหน้าร้อนได้เช่นกันค่ะ  สำหรับอาการของผดผื่น ผดร้อน จะมีอาการที่สังเกตได้คือผิวหนังจะมีปื้นแดง หรือเป็นตุ่มน้ำใสๆ ขนาดเล็ก รวมกันเป็นกระจุก ยิ่งตรงบริเวณข้อพับต่างๆ ที่เสียดสีกับชุดเสื้อผ้า ใต้รักแร้ รวมถึงผิวบริเวณก้นที่ใส่ผ้าอ้อม อาจจะมีอาการผดผื่นคันมากกว่าผิวบริเวณอื่น

ซึ่งการดูแลให้ลูกน้อยสบายตัวช่วงหน้าร้อน เพื่อลดการเกิดผดร้อน คัน ระคายเคืองผิว แนะนำคุณแม่ดังนี้ค่ะ

  1. เสื้อผ้าลูกต้องสวมใส่สบาย ระบายอากาศดี ควรเป็นผ้าฝ้าย
  2. งดทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรืออยู่ในที่ร้อนอบอ้าว
  3. เลือกใช้สบู่อาบน้ำที่เหมาะกับผิวลูก แนะนำว่าอากาศร้อนๆ ควรอาบน้ำให้ลูกวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยให้เหงื่อไม่หมักหมม และทำให้ลูกสบายผิว

สำหรับสบู่อาบน้ำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ว่าไม่ควรใช้แบบสบู่ผู้ใหญ่อาบน้ำให้ลูก เพราะมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือสารเคมีบางตัวที่ไม่อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อยได้ค่ะ

ผดผื่น ผดร้อน

อาบน้ำลูกน้อย ควรใช้สบู่อาบน้ำแบบไหน ?   

ถ้าให้แนะนำควรดูที่มาจากสารสกัดธรรมชาติ สูตรออร์แกนิค เพราะจะอ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวลูกน้อยที่สุดค่ะ ที่สำคัญต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิวลูกน้อย เช่น

  • พาราเบน (Parabens) คือสารกันเสีย ที่มักใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และทำความสะอาดสำหรับทารก อันตรายจากสารพาราเบนเมื่อตกค้างสะสมในร่างกายมากๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
  • สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง จึงมัก นำมาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้แก่ แชมพูสระผม สบู่อาบน้ำ ฯลฯ อันตรายจากสาร SLS อาจทำให้เยื่อบุตาระคายเคือง ผิวแห้ง ผดผื่นคัน และเกิดสิว
  • ซิลิโคน (Silicone) เป็นสารโพลิเมอร์ ใช้เติมลงใน แชมพู ครีมนวดเพื่อให้ผมลื่นหวีง่าย อันตรายจากสารซิลิโคน เมื่อใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดการอุดตันของรูเส้นผม ทำให้เซลล์ผมทำงานผิดปกติ ผมร่วงขาดง่าย
  • กูลเตน (Gluten) คือไกลโคโปรตีนที่พบได้ในข้าวสาลี จมูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด ที่ผสมอยู่ในอาหารต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กด้วย อันตรายจากกูลเตน คือ สามารถก่อให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรง

ซึ่งทั้งพาราเบน สารSLS ซิลิโคน และกูลเตน หากอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจนเกิดการสะสมในร่างกายไม่ว่าจะในระยะสั้น หรือระยะยาว สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ค่ะ

อย่างดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เฮด แอนด์ บอดี้ เบบี้ วอช ที่สามารถใช้ได้ทั้งอาบและสระในขวดเดียว เนื้อเจลใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน Eco-Cert ที่สำคัญยังผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าปราศจากกูลเตน และไม่ทำให้แพ้และระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อยด้วยค่ะ

ผดผื่น ผดร้อน

ทาแป้งเด็ก หลังอาบน้ำ ดียังไง ?

อยากให้ลูกน้อยสบายตัว สบายผิว หมดปัญหาเรื่องผดผื่น หลังจากอาบน้ำเสร็จคุณแม่สามารถทาแป้งเด็กให้ลูกได้ค่ะ แต่แนะนำว่าควรเป็นแป้งเด็กที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคืองต่อผิวเด็ก และที่สำคัญเนื้อแป้งเด็กต้องไม่ฟุ้งกระจายส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยค่ะ

แป้งเด็กดีนี่ สูตรออร์แกนิค อ่อนโยนจากธรรมชาติ เหมาะสำหรับผิวเด็ก เนื้อแป้งเป็นสูตรลดการฟุ้งกระจาย ซึ่งอันตรายจากละอองแป้งที่ฟุ้งกระจายในอากาศขณะทาแป้งให้ลูก หากสูดดมเข้าไปบ่อยๆ จะทำให้เข้าไปสะสมในปอด เสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ภูมิแพ้อากาศ มะเร็งปอด เป็นต้น แป้งเด็กดีนี่เป็นสูตรที่ช่วยลดผดผื่นโดยเฉพาะบริเวณข้อพับแขน ขา และก้น นอกจากนี้ยังปราศจากสารอันตราย นั่นคือ…

  • พาราเบน
  • กูลเตน
  • สีสังเคราะห์

ผดผื่น ผดร้อน

ขอบคุณ : ดช. ฆฤณ ธนะภูมิ คุณแม่ภักดิ์คนางค์ ( ตาล) บุญสม คาชิโนกิ

ปราศจากกูลเตน ดีกว่ายังไง ?

คุณแม่อาจสงสัยว่า “กูลเตน” มีแต่ในอาหารไม่หรือ!! ตอบเลยว่า “ไม่ใช่” เพราะกูลเตนยังมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว อย่างสบู่ก้อน หรือสบู่เหลวอาบน้ำเด็กได้ด้วยค่ะ

กลูเตนคือ ส่วนผสมที่มาจากแป้ง ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งสบู่  โลชั่นบำรุงผิว ก็อาจมีส่วนผสมเหล่านี้อยู่ด้วย ซึ่งคุณแม่ต้องดูข้อมูลส่วนผสมให้ละเอียดด้วยนะคะ ในเด็กที่ปัญหาสุขภาพแพ้กูลเตน จะต้องให้ความระมัดวังมากเป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้รุ่นแรงถึงชีวิตได้ค่ะ

การเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำ และแป้งเด็กที่เหมาะกับผิวลูกน้อย นอกจากจะสร้างสุขให้กับลูกน้อยแล้ว ก็ยังช่วยถนอมบำรุงผิวของลูกให้ชุ่มชื่น สุขภาพดี หมดปัญหาการระคายเคือง ผดผื่นคันในช่วงหน้าร้อนได้อย่างดีเยี่ยมด้วยค่ะ

 

ผดผื่น ผดร้อน

บอกเวลาภาษาอังกฤษ

ฝึกลูกดูนาฬิกา บอกเวลาภาษาอังกฤษ อย่างไรให้เข้าใจง่าย และถูกต้อง

“การดูนาฬิกาและบอกเวลา” เป็นอีกหนึ่งทักษะในชีวิตประจำวันที่เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ และทำเป็น เพราะตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ชีวิตของทุกคนมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ละเลยที่จะสอนลูกให้ดูนาฬิกา และบอก ซึ่งการ บอกเวลาภาษาอังกฤษ มีวิธีเรียกที่ต่างจากภาษาไทย เด็กๆต้องหมั่นเรียนรู้วิธีบอกเวลาทั้งสองภาษาควบคู่กัน เพื่อทำไปใช้อย่างถูกต้อง สื่อสารเข้าใจ และไม่กลายเป็นคนผิดเวลาด้วย

เสริมทักษะเด็กสองภาษา ด้วยการฝึกลูกดูนาฬิกาและ บอกเวลาภาษาอังกฤษ เป็น

แต่การจะสอนให้เด็กๆนาฬิกา บอกเวลาภาษาอังกฤษ จะต้องทำในวัยที่เหมาะสม สัก 4-6 ขวบหรือเข้าโรงเรียนแล้ว เพราะเด็กจะมีความรู้เรื่องตัวเลข สามารถนับเลขสองหลักได้อย่างคล่องแคล่ว ถึงกระนั้น การดูนาฬิกาก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ และยากสำหรับเด็กหลายคน เพราะบนหน้าปัดนาฬิกากลมๆ ที่มีเลขอยู่เพียง 12 ตัว แต่มีวิธีบอกเวลาตั้งมากมายแถมไม่ตรงกับตัวเลขในนาฬิกา

คุณพ่อคุณแม่ควรหาสื่อการสอนเรื่องนาฬิกามาเป็นตัวช่วยให้ลูกเข้าใจได้ง่ายขึ้น เหมือนกับที่อ.คริสใช้สอนน้องวิน เพราะ วิธีเรียนการ บอกเวลาภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ต้องเริ่มจากรู้จักความแตกต่างระหว่างเข็มสั้น กับเข็มยาว ที่บอกเวลาเป็นชั่วโมง เป็นนาที วิธีบอกเวลาที่ต้องเริ่มจากชั่วโมงก่อนนาที จึงต้องสอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยจนสามารถจดจำวิธีบอกเวลาได้เอง

สำหรับการ บอกเวลาภาษาอังกฤษ มีหลักที่ต้องอยู่  4 อย่างคือ

  1. ใช้ o’ clock เฉพาะการนับชั่วโมง หรือเข็มยาวชี้ที่เลข 12 เท่านั้น เช่น 10 o’clock / 11 o’clock

  2. ถ้าเป็นเวลาที่มีเศษนาที ให้บอกเวลาชั่วโมง ตามด้วยนาทีเลยโดยไม่ต้องใส่ and เช่น 10.45 อ่านว่า ten forty-five  เป็นต้น

  3. ถ้าเป็นเวลาตั้งแต่ 00.01  (เที่ยงคืน 1 นาที)– 11.59 (กลางวัน) ให้ลงท้ายด้วยคำว่า a.m. เช่น 9.15 a.m. หมายถึง 9 .15 ตอนเช้า

  4. ถ้าเป็นเวลาตั้งแต่ 00.01 (เที่ยงวัน 1 นาที) – 11.59 (กลางคืน) ให้ลงท้ายด้วยสัญลักษณ์ p.m. เช่น 9.15 p.m. หมายถึง 9.15 (ตอนกลางคืน

  5. เวลา 12.00 ยังมีวิธีบอกเวลาสั้น 2 แบบ ถ้าเป็น กลางวัน เรียกว่า midday/noon แต่ถ้าเป็นกลางคืน เรียกว่า midnight

หากเปรียบเทียบกันระหว่างการดูนาฬิกาแบบเข็ม กับนาฬิกาแบบตัวเลขหรือดิจิตอล ดูเหมือนว่าการ บอกเวลาภาษาอังกฤษ ด้วยนาฬิกาแบบตัวเลขจะง่ายกว่า แต่คุณพ่อแม่จำเป็นต้องสอนให้ลูกดูเวลาเป็นทั้งสองแบบ เพราะตามสถานที่ต่างๆลูกมีโอกาสจะได้เห็นนาฬิกาทั้งสองแบบ หากดูเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันได้ แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยแต่พ่อแม่อย่างเราก็ไม่ควรละเลย

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอนนี้ครอบครัวตระกูลไรท์ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน ด้วยการชวนลูกๆมาเรียนรู้เรื่องเวลา ทำความรู้จักกับนาฬิกา และรู้วิธีบอกเวลา ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยให้คล้่องแคล่วเหมาะกับการเป็นเด็กสองภาษา ที่เข้าใจทั้งสองวัฒนธรรมและเลือกใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งเทคนิคการสอนที่อ.คริสเลือกใช้ เริ่มจากชวนให้ลูกรู้จักกับรูปทรงนาฬิกา โดยสามารถสอดแทรกคำศัพท์เกี่ยวกับรูปทรงต่างๆให้ลูกได้รู้เพิ่มเติมได้

ทั้งนี้ คุณแม่ควรเริ่มจากให้น้องวินรู้จักกับเข็มสั้น เข็มยาวกันก่อน ว่าเข็มสั้นเป็นตัวบอกชั่วโมง เข็มยาวเป็นตัวบอกนาที หลังจา่กนั้นก็เริ่มสอน บอกเวลาภาษาอังกฤษ กันได้เลย โดยปกติเด็กๆจะสามารถบอกเวลาที่เป็นชั่วโมงได้ดี แต่มักเกิดความสับสนเมื่อเข็มยาวชี้บอกจำนวนนาที คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเลือกนาฬิกาที่ใช้สอน ให้มีเส้นรอบวงที่บอกจำนวนของนาทีให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้น และค่อยๆไล่สอนวิธีเรียกนาทีไปตามตัวเลข 1-12 ทีละตัวจนครบก่อน ซึ่งต้องสอนให้ลูกพูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วค่อยลองให้ลูกบอกเวลาด้วยตัวเอง

หากลูกทำไม่ได้ในครั้งแรกๆ หรือไม่อยากทำ อย่าเพิ่งท้อนะคะ เพราะการดูนาฬิกา และบอกเวลาให้ถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กเล็กวัยอนุบาล ขอให้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งยอมแพ้ หรือดุลูก เพราะการเรียนภาษาให้ได้ผลจะต้องอาศัย 3 หลัก คือ review repeat remember (ทำให้ดู ทำซ้ำ จนจำได้) ลูกแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนภาษาแตกต่าง บางคนจำคำยากๆได้ไว แต่บางคนอาจต้องพูดซ้ำๆจนจำได้

มาลุ้นกันว่า คุณครูวินสตันจะสอนวิธี บอกเวลาภาษาอังกฤษ ให้น้องวิลเบิร์ตได้สำเร็จหรือไม่ ตามติดตามความสนุกกันในตอน เวลาและนาฬิกา กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

 

มาทบทวนคำศัพท์เกี่ยวกับเวลาและนาฬิกากันอีกครั้งนะคะ

watch    นาฬิกาข้อมือ

clock      นาฬิกา

telephone   โทรศัพท์

triangle   สามเหลี่ยม

square     สี่เหลี่ยม

diamond  ทรงเพชร

circle      วงกลม

o’ clock    เวลาตรงชั่วโมง

Big hand / Long hand  เข็มยาว

Small hand / Short hand เข็มสั้น

midday/noon  กลางวัน

a.m.  เช้า

p.m.  บ่าย

What shape is the clock?     นาฬิกานี้มีรูปทรงอะไร

What letter in the alphabet look like a circle?   พยัญชนะใดมีรูปร่างเหมือนวงกลม

What time is it now?  ตอนนี้เวลาเท่าไร

See you at ten

I wake up at nine

เป็นอย่างไรกันบ้างกับคำศัพท์ บอกเวลาภาษาอังกฤษ ที่ใช้สอนลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

คุณค่าอาหารในนมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

ล้วงลึก ! คุณค่าอาหารในนมกล่อง UHT สำหรับเด็ก บำรุงสมอง เสริมภูมิคุ้มกัน ยี่ห้อไหนบ้าง ?

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกนมกล่อง UHT ให้ลูกดื่ม คุณค่าสารอาหารในนมกล่อง UHT คุณพ่อคุณแม่จะให้ความสำคัญกับสารอาหารอะไรบ้าง และจะมีนมกล่องสำหรับเด็กยี่ห้อไหนบ้างที่เหมาะกับเด็กที่สมองกำลังเติบโตสูงสุด ลองมาดูไปพร้อมกันค่ะ

 

คุณค่าสารอาหารในนมกล่อง UHT ที่ควรต้องมี !

รู้ไหมคะว่า คุณค่าสารอาหารในนมกล่อง UHT เป็นเรื่องต้องใส่ใจมากๆ เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องเปลี่ยนมาดื่มนมกล่อง คุณแม่หลายคนคงอยากเตรียมความพร้อมให้ลูกอย่างดีที่สุด สมองเด็กอายุ 1-3 ปีจะมีพัฒนาการทางสมองและเติบโตมากที่สุดถึง 85% ซึ่งถ้าคุณแม่เตรียมตัวในการดูแลลูกอย่างถูกวิธีด้วยสารอาหารที่มีคุณภาพ  ก็จะสามารถช่วยบำรุงและกระตุ้นการทำงานของสมองได้เต็มที่ สารอาหารชั้นดีดังกล่าวหาได้ในอาหาร เช่น จำพวกปลา อาหารทะเล เมล็ดวอลนัท  และนมกล่องยูเอชที ซึ่งถือเป็นอาหารสำคัญของเด็กวัยนี้ คำถามหลักของคุณแม่ทุกคนคือควรเลือกนมกล่องยูเอชทีแบบไหนจึงจะเสริมการทำงานของสมอง เพราะเด็กอาจไม่เลือกกินอาหารที่มีสารบำรุงสมองทุกวัน นอกจากนี้คุณแม่บางคนยังมองหานมกล่องที่ช่วยเสริมเรื่องภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโตด้วย เพื่อให้ลูกไอคิวสูง เรียนรู้ได้ไกล และร่างกายมีภูมิคุ้มกันดีเยี่ยม

วันนี้จึงอยากชวนคุณแม่มารู้จักนมกล่องยูเอชที ยอดนิยมในตลาดที่มีการเสริมสารอาหารสมอง ในขนาดกล่อง 180 มล. เท่ากัน มาดูกันซิว่า นมกล่องใดมีสารอาหารสมองมากที่สุด

 

สารอาหารบำรุงสมอง สิ่งสำคัญที่แม่มองหาอันดับแรก คือสารอาหารครบจำเป็นต่อพัฒนาการสมอง

สารอาหารที่บำรุงระบบประสาทและสมองที่จำเป็นสำหรับเด็กวัยนี้ ได้แก่ ดีเอชเอ, วิตามิน บี 12, และ โอเมก้า 3 ซึ่งนมที่มีสารอาหารดังกล่าวในท้องตลาด คือ ดูเม็กซ์ ไฮคิว 1 พลัส, เอนฟาโกร สูตร 3 และ,โฟร์โมสต์โอเมก้า โกลด์ เมื่อลองเปรียบเทียบยี่ห้อดังกล่าวจะพบปริมาณสารอาหารบำรุงสมองที่แตกต่างกัน ดังนี้

คุณค่าอาหารในนมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

จะเห็นได้ว่านมที่มีปริมาณสารอาหารเสริมสมองสูงสุด คือ โฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์ ที่มีดีเอชเอและวิตามินบี12 สูงที่สุดเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ส่วน ดูเม็กซ์ ไฮคิว 1 พลัส และเอนฟาโกรสูตร3 และโฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์ มีโอเมก้า 3 สูงในปริมาณใกล้เคียงกัน

 

สารอาหารที่แม่ให้ความสำคัญรองลงมา คือ ภูมิคุ้มกันที่ดีและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย

นอกจากสารอาหารบำรุงสมองที่แม่มองหาเป็นหลักแล้ว ยังมีสารอาหารตัวรองที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงร่างกายลูกให้แข็งแรง เพื่อให้ลูกมีภูมิคุ้มกัน ห่างไกลโรค ไม่ป่วยบ่อย พัฒนาการไม่สะดุด สารอาหารเหล่านี้มักอยู่ในกลุ่มวิตามินหลากชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย แคลเซียม และ โปรตีน เมื่อเปรียบเทียบและเรียงลำดับสารอาหารดังกล่าวในนมกล่องยูเอชทีทั้ง 3 ชนิดข้างต้น  จะเห็นได้ว่านมที่มีปริมาณสารอาหารเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายและภูมิคุ้มกันที่ดี คือ โฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์ ที่มีวิตามินเอ , วิตามินซี , วิตามินอี สูงที่สุดเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น  ส่วน ดูเม็กซ์ ไฮคิว 1 พลัส และเอนฟาโกรสูตร3 และโฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์ มีแคลเซียม , โปรตีนสูงในปริมาณใกล้เคียงกัน

เมื่อเปรียบเทียบสารอาหารในนมกล่อง UHT ทั้ง โฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์ , เอนฟาโกรสูตร3  และ ดูเม็กซ์ ไฮคิว 1 พลัส จะเห็นได้ว่าในเรื่องของสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นดีเอชเอ วิตามิน A C E  แคลเซียม และโปรตีน เป็นต้น จะมีปริมาณสารอาหารที่มากน้อยแตกต่างกันไป แต่โดยสรุปแล้วนมกล่อง UHT ทั้ง 3 ยี่ห้อนี้ถือเป็นนมกล่องคุณภาพดี เหมาะกับการเลือกเป็น “นมกล่องแรก” ให้ลูกได้ดื่มบำรุงร่างกายกันค่ะ

 

 

แม่เตรียมเฮ! รัฐปรับ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพิ่มเป็น 6 ปี ดูเงื่อนไขและวิธีลงทะเบียนได้ที่นี่

แม่เฮกันไปยาวๆ รัฐเพิ่มสวัสดิการให้ลูกน้อยขยายเวลารับ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จาก 3 ปี ยาวต่อเนื่องเป็น 6 ปีเต็ม แถมปรับเกณฑ์ขยายรายได้พ่อแม่จาก 36,000 บาท เป็น 100,000 บาทต่อปี ผลักดันการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการของเด็กๆเต็มที่ช่วงปฐมวัย

ครม. ผ่านนโยบายขยายสิทธิ์รับ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพิ่มเป็น 6 ปี เริ่มปีงบประมาณ 62 เป็นต้นไป

ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอปรับเกณฑ์การให้สิทธิ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด  2 ประเด็นหลัก คือ ขยายฐานรายได้ของพ่อแม่ และเพิ่มระยะเวลารับสิทธิ์ของลูกให้นานขึ้น ให้สอดคล้องจุดประสงค์ของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรก ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อจัดสวัสดิการพื้นฐานและสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ รวมทั้งยังเป็นมาตรการจูงใจให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง นำเด็กเข้ารับบริการสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

รัฐได้รับปรับเกณฑ์การเข้ารับสิทธิ์ จากเดิมที่กำจัดเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน /ต่อเดือน หรือราว 36,000 บาทต่อคน/ ต่อปี ปรับเพิ่มเป็น 100,000 ต่อคน/ต่อปี  ซึ่งสอดคล้องกับการใช้ฐานเกณฑ์รายได้ของผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ และพื่อเพิ่มโอกาสให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

แถมยังขยายระยะเวลาในการรับสิทธิ์เงินอุดหนุนแรกเกิดของลูกน้อยที่จากเดิม 3 ปี ให้เพิ่มต่อเนื่องเป็น 6 ปีเต็ม โดยเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ที่มีคุณสมบัติตามกำหนดและไม่เคยรับสิทธิมาก่อน จะได้รับสิทธิตั้งแต่ปีนี้จนอายุครบ 6 ปี ส่วนเด็กที่รับสิทธิในปี 2559 – 2561 ให้รับต่อไปจนอายุครบ 6 ปี สำหรับเด็กที่เกิดในปีนี้ (พ.ศ.5262) ให้รับสิทธิจนอายุครบ 6 ปี

ทางกระทรวงฯได้ประมาณการรายจ่ายและค่าเป้าหมายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 –2567 มีแผนการช่วยเหลือตามจำนวนเด็ก ซึ่งคาดว่าจะมีเด็ก 1.4 ล้านคนได้รับสิทธิ์ ดังต่อไปนี้

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

*ปี 2562 คาดว่าจะมีจำนวนเด็ก 1.4 ล้านคนใช้งบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท

*ปีงบประมาณ 2563 มีจำนวนเด็กแรกเกิด 1.75 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.35 หมื่นล้านบาท

*ปีงบประมาณ 2564 จำนวนเด็ก 2 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.45 หมื่นล้านบาท

*ปีงบประมาณ 2565 เด็กแรกเกิด 1.95 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท

*ปีงบประมาณ 2566 จำนวนเด็ก 1.7 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.34 หมื่นล้านบาท

*ปีงบประมาณ 2567 คาดมีเด็กเกิด 1.8 ล้านคน ใช้งบ 1.3 หมื่นล้านบาท

อ่านต่อเงื่อนไขการรับสิทธิ์และวิธีลงทะเบียน หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิจัยชี้! “โรงเรียนดี” มีผลต่อผลการเรียนลูกน้อยกว่า “พ่อแม่ดี”

เพราะลูกยังอยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ การปลูกฝังพื้นฐานทางด้านจิตใจของลูกเป็นเรื่องที่สำคัญ จึงกล่าวได้ว่าอิทธิพลครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเด็กมากกว่า โรงเรียนดี ๆ

วิจัยชี้! “โรงเรียนดี” มีผลต่อผลการเรียนลูกน้อยกว่า “พ่อแม่ดี”

แน่นอนว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อลูกถึงวัยเรียน ก็มักจะเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่ว่าจะเลือกจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนที่เน้นการสอนในด้านวิชาการเพื่อนำไปแข่งขันกับเด็กคนอื่น ๆ ได้ โดยเชื่อว่าโรงเรียนเหล่านี้ จะสามารถรับประกันถึงความสำเร็จของลูกได้ ขอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่คิดผิดค่ะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีผลการวิจัยมายืนยันนะคะ ว่าปัจจัยที่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของพ่อแม่มากกว่า

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทำการทดสอบกับเด็กวัยรุ่น 10,000 กว่าคน จากโรงเรียนประมาณ 1,000 แห่งในรัฐต่าง ๆ พบว่า เด็กนักเรียนวัย 18 ปี ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง และยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร แต่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่ในด้านการเรียนของลูก กลับทำคะแนนสอบได้ดีกว่าเด็กนักเรียนที่เรียน โรงเรียนดี สภาพแวดล้อมดี แต่พ่อแม่ไม่ได้ใส่ใจในด้านการเรียนของลูก

สอนการบ้านลูก
การที่พ่อแม่เอาใจใส่ในการเรียนของลูก จะช่วยให้ลูกมีผลการเรียนที่ดีขึ้น

โดยคำนิยามของความใส่ใจของพ่อแม่ในผลการวิจัยนี้ วัดจากความใส่ใจในด้านความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความเชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวลูกของพ่อแม่ การแสดงความเอาใจใส่ในด้านการเรียนของลูก เช่น การช่วยตรวจทานการบ้านให้ลูก การพูดคุยปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนลูก

และคำนิยามของคุณภาพของ โรงเรียนดี ในผลการวิจัยนี้ วัดจากการดูแลเอาใจใส่นักเรียน คุณภาพของครูผู้สอน (โดยวัดจากคะแนนที่ผู้ปกครองให้กับคุณครู) การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยในการเรียนรู้และกิจกรรมทางด้านกีฬา มีการพูดคุยปรึกษาและแก้ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนกับผู้ปกครองอยู่เสมอ และโรงเรียนไม่มีปัญหาการรังแกหรือทำร้ายกันภายในโรงเรียน เป็นต้น จะสังเกตได้ว่า การวัดมาตรฐานของโรงเรียนในงานวิจัยนี้นั้น ไม่ได้วัดจากผลการเรียนการสอนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับวัดที่การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็กนักเรียนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้กล่าวว่า โรงเรียนดี โรงเรียนที่มีคุณภาพดี สภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ใช่จะไม่มีผลต่อการเรียนลูกเลย เพราะเมื่อลูกโตขึ้น และอยู่ในวัยที่สภาพแวดล้อมภายนอกมีอิทธิพลต่อตัวเขามากกว่าครอบครัว การให้ลูกอยู่ในโรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี จะมีผลต่อความสำเร็จในด้านการเรียนของลูกได้เช่นเดียวกัน

 

6 วิธีสอนการบ้านลูกให้ได้ผลดี ไม่มีดราม่า

1.  กำหนดเวลาที่แน่นอนในการสอน

เพราะเด็กไม่สามารถสนใจในสิ่ง ๆ หนึ่งได้นานเหมือนผู้ใหญ่ การสอนการบ้านลูกจนกว่าจะเสร็จหรือสอนจนกว่าลูกจะเข้าใจ โดยไม่คำนึงถึงเวลานั้น จะทำให้ลูกหมดสมาธิในการเรียนในช่วงหลัง ๆ เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะรับฟังคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้น จึงควรกำหนดเวลาที่แน่นอนและเหมาะสมกับวัยของลูก โดยต้องทำการตกลงกับลูกก่อนว่าจะเริ่มสอนการบ้านในเวลานี้ และหยุดพักกี่นาที

2. ไม่เรียกลูกให้ทำการบ้านในทันที

การเรียกให้ลูกทำการบ้านในทันที ก็เหมือนกับการบังคับลูก จะทำให้ลูกรู้สึกต่อต้านต่อการทำการบ้าน ดังนั้น จึงควรให้เวลาลูกในการเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์ และเตรียมใจ ก่อนที่จะเริ่มทำการสอนการบ้าน ลูกก็จะไม่รู้สึกว่าถูกพ่อแม่บังคับให้ทำการบ้าน แต่เป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องทำ โดยมีพ่อแม่ช่วยสอนหากไม่เข้าใจ

3. ออกแบบการสอนให้สนุก

เคยสังเกตกันไหมคะ ว่าทำไมเด็กถึงตั้งใจฟังนิทานได้ แต่กลับไม่ค่อยตั้งใจเรียน ก็เพราะนิทานเป็นเรื่องที่สนุกน่ะสิ แต่การเรียนนั้นน่าเบื่อสำหรับเด็ก แล้วทำไมไม่ลองเปลี่ยนให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องที่น่าสนุกดูล่ะคะ ลองนำเกมหรือกิจกรรมมาช่วยดึงดูดลูก ๆ แทนการอธิบายเป็นประโยคที่ยาวเหยียด เช่น หากกำลังเรียนเรื่องคำคล้องจอง ลองสลับกันพูดคำคล้องจอง หากใครที่ไม่สามารถต่อคำคล้องจองได้ คนนั้นจะถูกหักคะแนน  เป็นต้น

สอนลูก
ชมเชยลูกทุกครั้งเมื่อลูกทำสำเร็จ จะช่วยให้ลูกมีกำลังใจในการทำการบ้านมากขึ้น

4. ชมเชยทุกครั้งที่ลูกทำสำเร็จ

ไม่มีใครที่ไม่ชอบคำชมเชยหรอกค่ะ โดยเฉพาะคำชมเชยจากพ่อแม่นั้น เป็นยาชั้นดีที่จะทำให้ลูกมีกำลังใจในการเรียนเลยล่ะค่ะ ดังนั้น เมื่อลูกทำการบ้านถูก อย่าลืมพูดคำว่า “เก่งมากจ้ะ” และควรหลีกเลี่ยงคำพูดที่จะตัดสินเด็ก เช่นคำว่า ทำไมลูกไม่เก่งวิชานี้เลย เพราะคำพูดเหล่านี้ จะทำให้ลูกรู้สึกหมดความมั่นใจในการเรียนวิชานั้น ๆ

5. มีช่วงพักบ้าง

ลองเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ที่เมื่อทำงานไปนาน ๆ สมองก็จะล้าเป็นธรรมดา การได้พักสายตาหรือการได้พักสมองสักครู่ ก็จะทำให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เด็กก็เช่นกัน การจะให้ลูกเรียนไปเรื่อย ๆ จนไม่ได้พักเลย นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะเมื่อลูกสมองล้าแล้ว ต่อให้คุณพ่อคุณแม่สอนอะไรไป ลูกก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

6. เมื่ออารมณ์เสีย ให้หยุดสอน

เมื่อลูกหรือแม่เริ่มอารมณ์เสีย หากยังคงเรียนหรือสอนการบ้านต่อ ก็จะยิ่งทำให้บรรยากาศการสอนการบ้านแย่ลง ลองเปลี่ยนมาทำกิจกรรมอื่น ๆ แทนไปก่อน เช่น วาดรูป ระบายสี เป็นต้น จนกว่าอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายจะดีขึ้น แล้วค่อยกลับมาทำการบ้านกันใหม่

 

การที่ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้นำวิจัยนี้มากล่าวถึง ก็เพราะต้องการให้พ่อแม่ตระหนักว่า การดูแลเอาใจใส่ในการเรียนของลูกนั้นเป็นหน้าที่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วยเช่นกัน ไม่ควรผลักหน้าที่นี้ไปให้โรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้นว่าครอบครัวมีอิทธิพลต่อลูกมากกว่า โรงเรียนดี ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก นั่นเองค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

7 คำถามสำคัญ ถามลูกหลังกลับจากโรงเรียน

วิธีสอนลูกเรียนเก่ง เริ่มต้นได้ที่บ้าน

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น อย่างไร? ให้พึ่งพาตัวเองได้ มีวินัย ไม่งอแง

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก : www.telegraph.co.uk, kruupdate

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ว้าวๆ MamyPoko ร่วมฉลองวันเกิด 7 ปี Lazada ลดแรงเพียงลังละ 777 บาท

ว้าวๆ MamyPoko ร่วมฉลองวันเกิด 7 ปี Lazada ลดแรงเพียงลังละ 777 บาท กับ MamyPoko Pants Lovely Day&Night (ไซส์ S-XXL) รีบช้อปเลย เฉพาะวันนี้ (27 มี.ค. 62) เท่านั้น คลิก https://bit.ly/2OggP8s

ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ

หนีได้หนี! ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ วิกฤตหนัก หมอแนะ วิธีสู้และสังเกตอาการอย่างละเอียด

พ่อแม่ทนไม่ไหวแชร์ประสบการณ์ลงโซเชียล ภาวะ ฝุ่นPM2.5ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเข้าขั้นวิกฤตินาน 2 สัปดาห์  จนลูกเล็กป่วยจนเลือดกำเดาไหล และไอเป็นเลือดต่อเนื่อง บางคนอยู่ไม่ไหวต้องย้ายหนี! ด้านแพทย์แนะวิธีสังเกตอาการแบบนี้ ลูกป่วยเพราะฝุ่นแน่ พร้อมวิธีรับมือและใช้ชีวิตถ้าต้องอยู่ในพื้นที่ ต้องทำอย่างไร

แม้คนไทยได้รู้จักและตื่นตัวกับสถานการณ์ฝุ่นpm2.5 บุกกรุงไปเมื่อหลายเดือนก่อนจนสภาพอากาศดีขึ้น จริงๆแล้วฝุ่นพิษเหล่านี้ยังไม่หายไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนทิศไปปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือแทน

หนีหรืออยู่ต่อดี ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ วิกฤตหนัก เด็กเล็กกำเดาไหล-ไอเป็นเลือด

นับแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ค่าฝุ่นpm2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน และลำปาง เพิ่มสูงขึ้นเข้าเขตสีแดง สีม่วง และสีม่วงเข้มจนติดอันดับพื้นที่มีอากาศแย่ที่สุดในโลก และเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงแล้ว

ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ

เด็กเล็กกำเดาไหล –ไอเป็นเลือดเพราะฝุ่น pm2.5

เว็บไซต์ข่าวTHAIPBS เสนอข่าวของนายองอาจ ชาวอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่หลังวิกฤต ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ กระทบลูกชายวัย 4 ขวบป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ เลือดกำเดาไหลไม่หยุด พร้อมให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดภูเขา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศเริ่มไม่ค่อยดี แต่ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะในพื้นที่ก็ไม่ได้มีประกาศเตือน ก็ใช้ชีวิตปกติ

MUST READ:[Baby&Kids Easy Steps] ก้มหรือเงยหน้า? เวลา ลูกเลือดกำเดาไหล

“ผมตรวจสอบตัวเลขค่าฝุ่นพิษอยู่ที่ 400 – 500 ไมโครกรัมต่อวัน ผมตัดสินใจปิดร้านกาแฟและฟาร์มเล็ก ๆ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว และมีแผนอพยพลงมาอยู่ในที่ อ.เมืองเชียงใหม่ เพราะมีค่าฝุ่นน้อยกว่าที่ อ.เชียงดาว ในขณะนั้นลูกชายเริ่มมีไข้และเริ่มไอ หลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายมีเลือดกำเดาไหลทางจมูกไม่หยุดและเป็นลิ่มเลือด เมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล พบว่า ลูกเป็นปอดอักเสบจนต้องแอดมิทนาน 3 วัน ตอนนี้กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว แต่ต้องอยู่แต่ในห้องนอน ที่ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศพร้อมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ
ขอบคุณภาพจากเพจPhu Chiangdao

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ลูกชายไม่เคยมีโรคประจำตัวใดๆเลย ไม่เคยเป็นภูมิแพ้ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และฉีดวัคซีนครบทุกตัว ช่วงที่ ฝุ่นpm2.5ภาคเหนือ ยังหนักหนา ผมตั้งใจจะอพยพออกจากเชียงใหม่ไปอยู่ที่อื่นก่อน เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว ร้านกาแฟที่มีก็เปิดขายไม่ได้ รายได้วันละ 1,000 บาทก็หายไป หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา”

อ่าน เด็กน้อยวัย 2 ขวบ ต้องป่วยเพราะฝุ่น PM2.5 หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาด

หอมแก้มก็ติดได้! โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาด! ป่วยกว่าแสนรายแล้ว

ปีที่แล้วว่ากันว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาด หนักมากแล้ว ในปีนี้หนักยิ่งกว่า!! โดยองค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยถึงการคาดการณ์ในปี 62 นี้ จะพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สูงขึ้น

หอมแก้มก็ติดได้! โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาด! ป่วยกว่าแสนรายแล้ว

สำหรับแม่ท้องและแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ แล้ว โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฝันร้ายของคนเป็นแม่ เพราะเมื่อติดโรคแล้วจะมีอาการที่รุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป โดยในปีที่ผ่านมานี้สถานการณ์การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ A หรือ สายพันธุ์ B นั้นถือว่าหนักและรุนแรงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ใหญ่ ก็พบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่มากขึ้นจากปีก่อน ๆ และข่าวร้ายคือ สถาณการณ์การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้นั้นไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่แล้วเสียอีก ดังเช่นข่าวการแถลงของ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ ที่ได้กล่าวถึงการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก(WHO) ที่พบว่าในปี 2562 สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่น่าจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ไว้ล่วงหน้า ดังเนื้อหาข่าวต่อไปนี้

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 มี.ค. พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 99,087 รายคิดเป็นอัตราป่วย 151.45 รายต่อแสนประชากร และเสียชีวิต 6 ราย ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ของทั่วโลกในแต่ละปีพบว่าอยู่ที่ประมาณ 6 แสนราย โดยในปีนี้สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่จะระบาดในไทยและพบมากน่าจะเป็น สายพันธุ์บี ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 9 เท่า โดยสายพันธุ์บี แบ่งเป็น บีวิกตอเรีย และ บี ยามากาตะ ซึ่งในวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แบบ 3 สายพันธุ์ ก็มีการบรรจุ สายพันธุ์บีรวมด้วย 1 สายพันธุ์ สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ ส่วนในวัคซีน 4 สายพันธุ์ ที่ต้องซื้อหาเองนั้น จะจัดแบ่งเป็น วัคซีนชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 2 สายพันธุ์ ซึ่งก็มีประสิทธิภาพป้องกันได้เช่นกัน หรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย เพราะการฉีดวัคซีนจะสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ร้อยละ 60-70

โรคไข้หวัดใหญ่
อาการไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง อาจมีน้ำมูกหรือไอร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าเมื่อฉีดวัคซีนแล้วหากป่วยจะช่วยลดระยะเวลาการป่วยจาก 7 วัน เหลือเพียง 1-2 วันเท่านั้น และยังช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลอีกด้วย การรับวัคซีนป้องกัน จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ซึ่งปีนี้ สปสช.จะมีการจัดวัคซีนเพิ่มจาก 3.5 ล้านโดส เป็น 4 ล้านโดส ซึ่งถือเป็นอีกมาตรการที่ดี ซึ่งจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงซึ่งประกอบด้วย 7 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป, เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ปอด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย มะเร็ง, ธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และโรคอ้วน แต่กลับพบว่า กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มารับวัคซีนน้อย เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะอ่อนแอ การได้รับวัคซีนจะช่วยให้ร่างกายแม่และเด็กปลอดโรค ซึ่ง WHO ก็มีการยืนยันแล้วว่าการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ไม่มีปัญหา หรือ ส่งผลกระทบต่อเด็ก

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : https://www.brighttv.co.th/latest-news/362770

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาด ควรปฏิบัติตนอย่างไร?

ฮาร์เบอร์แลนด์ บางซื่อ

3 โซนสุดเซอร์ไพรส์ ใน ฮาร์เบอร์แลนด์ บางซื่อ

ปิดเทอมนี้ พาลูกหนีจอมือถือ ไปสนุกกันที่ ฮาร์เบอร์แลนด์ บางซื่อ (HarborLand Gateway At Bangsue) กับ 3 โซนสุดเซอร์ไพรส์ ที่เด็กๆ ห้ามพลาด!

พาลูกหนีจอ สนุกไปกับ 3 โซนสุดเซอร์ไพรส์
ใน ฮาร์เบอร์แลนด์ บางซื่อ

ฮาร์เบอร์แลนด์ ถือเป็นสนามเด็กเล่นในร่มขนาดใหญ่ ที่เปิดในไทยหลายสาขาแล้ว ล่าสุดกับ อยู่ที่ ชั้น 6 ศูนย์การค้า เกตเวย์ แอท บางซื่อ (HarborLand Gateway At Bangsue) ที่ยกลานเครื่องเล่นมาให้ให้เด็กๆ ได้เพลิดเพลิน และเสริมสร้างสุขภาพ และประสบการณ์ และยังมีพื้นที่ความสนุกให้ผู้ใหญ่ได้เล่นอีกด้วย โดยที่ ฮาร์เบอร์แลนด์ บางซื่อ นี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน

1. Harborland

สนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ ที่มาในธีม Sweet Factory หรือ อาณาจักรแห่งขนมหวาน สีสันมุ้งมิ้งๆ ฟรุ้งฟริ้งๆ นั่นเอง ซึ่งภายในมีเครื่องเล่นมากมายที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีโซนเฉพาะเด็กเล็ก (toddler) รวมไปถึงโซนศิลปะ ห้องอ่านหนังสือ และห้องจัดเลี้ยงสำหรับเด็กๆ อีกด้วย

2. Rollerland

ลานโรลเลอร์สเก็ตในร่ม ที่จะช่วยฝึกเรื่องการทรงตัว และยังเล่นได้ทั้งครอบครัว แต่ในส่วนนีจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะคะ
โดยราคาที่คิดนั้นจะรวมค่าอุปกรณ์เซฟตี้ และค่าครูฝึกสอนเบ็ดเสร็จเลยค่ะ

3. Laser Battle

สนามเล่นเกมเลเซอร์แท็กสุดสนุก ที่นี่มีรูปแบบการเล่นถึง 40 โปรแกรม ซึ่งน้องๆ จะต้องมีความสูงเกิน 120 เซนติเมตรขึ้นไป และจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในเรื่องของอุปกรณ์เลเซอร์ โดย 1 รอบจะมีเวลาเล่นอยู่ที่ 12 นาที แบ่งทีมกันเล่น แต่ถ้าคนไม่พอ เค้าก็จะมีพี่ทีมงานมาเล่นเป็นเพื่อนคะ ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สอนให้ลูกๆ มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ ได้อย่างดีเลยละคะ

คลิปวีดีโอจาก : Amarin Baby & Kids

ทั้งนี้ ฮาร์เบอร์ แลนด์ เกตเวย์ บางซื่อ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 21:00 น. หากคุณพ่อคุณแม่สนใจสามารถดูรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่ >> Harbor Land 🙂 ฮาร์เบอร์แลนด์

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

ลูกป่วย มีไข้ ไอ มีเสมหะ ท้องเสีย รักษาหายด้วย ยาสมุนไพร

ใครๆต่างรู้ดีว่า ยาสมุนไพร ใช้รักษาโรคได้ แต่คงมีพ่อแม่ไม่กี่คนที่เลือกมาใช้รักษาโรคให้ลูก บ้างไม่มั่นใจว่าลูกกินยาแล้วจะหายหรือไม่ หายช้าไม่ทันการณ์ ขณะที่อีกหลายคนไม่กล้ารักษาด้วยยาขนานนี้ เพราะกลัวเสี่ยงต่อการแพ้ยา จึงเลือกรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ที่มีราคาสูง และให้ผลเร็วแต่อาจมีสารเคมีสะสมจนเกิดอาการแพ้ได้

ยาสมุนไพรเป็นภูมิปัญญาเกิดจากความรักและหวังดีของบรรพบุรุษที่ต้องการส่งต่อวิธีรักษาอาการป่วยเล็กน้อยๆ ด้วย “ยาจากธรรมชาติ” รอบตัว  หากลองนึกดูดีๆ มียาสมุนไพรหลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของลูกน้อยมาตั้งแต่เกิด เช่น มหาหิงค์ แก้ท้องอืดหรือ ยาเขากุย แก้ร้อนใน เป็นต้น

ยาสมุนไพร ของดีไทยๆรักษาลูกหายป่วยได้แบบไหนบ้าง

แต่ก่อนที่คุณแม่จะใช้ ยาสมุนไพร มารักษาลูก ไม่ใช่ว่าจะใช้สมุนไพรสูตรใดก็ได้ คุณม่ควรเลือกเฉพาะยาสมุนไพรที่ถูกกำหนดให้อยู่ใน ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอาหารและยา ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556 เท่านั้น จึงจะปลอดภัย

ยาสมุนไพร

ระวังไว้ ! 6 อาการห้ามใช้ยาสมุนไพรเด็ดขาด

  • มีไข้สูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

  • ถ่ายอุจจาระบ่อย อ่อนเพลีย มีมูกเลือด มีกลิ่นผิดปกติ

  • ปวดท้องรุนแรงและเป็นต่อเนื่อง

  • เป็นแผลปวด บวมแดง มีหนอง

  • เวียนหัว เห็นภาพซ้อน อาเจียนรุนแรง

  • หมดสติ อาการแขนขาอ่อนแรง

เภสัชกรหญิงดวงแก้ว อังกูรสิทธิ์ เภสัชกรด้านแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลสมุทรสาคร ได้แนะนำวิธีการใช้ ยาสมุนไพร ในเด็ก ว่า “ขนาดยาสมุนไพรที่ใช้จะระบุเป็น “เม็ด”  ตัวยาบางชนิดระบุว่าต้องกิน 2 เม็ดขึ้นไป ซึ่งทำให้คุณแม่กลัวว่าลูกจะได้ยาเกินขนาด ขอทำความเข้าใจว่า ยาสมุนไพร หรือยาลูกกลอน 1 เม็ด ไม่ได้มีแค่ตัวยาอย่างเดียว แต่ยังมีสารเสริม เช่น แป้ง น้ำผึ้ง เพื่อให้ปั้นเป็นเม็ดได้ บวกกับยาสมุนไพรทำจากธรรมชาติจึงมีฤทธิ์อ่อนกว่ายาเคมี

อย่าง ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย จำนวน 1 เม็ด (ลูกกลอน) มีน้ำหนักยารวมเพียง 100 มิลลิกรัมเท่านั้น จึงกำหนดให้กินมากกว่า 1 เม็ด  ซึ่งจะมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอายุและน้ำหนักของเด็กเป็นสำคัญ สิ่งที่พ่อแม่ต้องระวังคือ ต้องไม่ใช้ยาเกินขนาด และเลือกเฉพาะยาที่ใช้สำหรับเด็กเท่านั้น เพราะมีงานวิจัยรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยแล้ว”

ยาสมุนไพร

เตรียมยาสมุนไพรให้ลูกต้องทำอย่างไร

คุณแม่สามารถใช้ ยาสมุนไพร เพื่อรักษาอาการหรือบรรเทาความเจ็บป่วยเบื้องต้น คล้ายยาสามัญประจำบ้านที่สามารถหาซื้อได้เอง แต่ยาส่วนใหญ่มักเป็นผงหรือเป็นเม็ดลูกกลอน ซึ่งทารกและเด็กเล็กยังกินไม่ได้ จึงแนะนำให้ใช้คู่กับ “น้ำกระสายยา” เช่น น้ำต้มสุก หรือน้ำดอกมะลิ เพื่อผสมกับยา ยาแต่ละชนิดใช้น้ำกระสายยาแตกต่างกันไป

หลักการผสมยาสมุนไพรกับน้ำกระสายยา จะต้องผสมในปริมาณพอเหมาะและป้อนให้ลูกทันที ไม่ทิ้งไว้นาน ทั้งนี้มีส่วนผสมบางอย่างที่ไม่สามารถใช้เป็นน้ำกระสายยาได้ นั่นคือ นม หรือน้ำแร่ เพราะดูดซึมตัวยาบางชนิดออกไปได้

อ่านต่อ ลูกท้องเสีย มีไข้ ไอมีเสมหะ กินยาสมุนไพรอะไรดี หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อยากมีลูกต้องกินอะไร

อยากมีลูกต้องกินอะไร? 6 อาหารโด๊ปนี้…ช่วยได้

อยากมีลูกต้องกินอะไร? รู้หรือไม่ว่าการเลือกทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้น เพราะอาหารบางชนิดมีส่วนช่วยในการกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายให้ทำงานได้ดีขึ้น

อยากมีลูกต้องกินอะไร? 6 อาหารโด๊ปนี้…ช่วยได้

การรักษาร่างกายให้แข็งแรงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีลูกได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อไรก็ตามที่ร่างกายเราแข็งแรง ระบบสืบพันธุ์ก็จะแข็งแรงตามไปด้วย และอย่างที่เราทราบกันดีว่าการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่หากเลือกทานอาหารต่อไปนี้ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการตกไข่ที่ปลอดภัยอีกต่างหาก

  1. ไข่

อาหารบ้าน ๆ ที่หาทานได้ง่าย ๆ ราคาไม่แพง แต่กลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าถ้าต้องการโด๊ปร่างกายนั้น ควรจะทานไข่เยอะ ๆ นั่นเป็นเพราะ ไข่มีสารอาหารทุกอย่างที่ร่างกายของมนุษย์ต้องการ ไข่ 1 ฟองประกอบไปด้วย วิตามินเอ โฟเลท วิตามินบี 5 วิตามินบี 12 วิตามินบี 2 ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม รวมไปถึง วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 แคลเซียม และซิงค์

สำหรับผู้หญิงที่ต้องการมีลูก ควรเริ่มทานไข่ก่อนการตั้งครรภ์ เพราะเมื่อตั้งครรภ์แล้ว ร่างกายจะต้องการสารอาหารเพิ่มมากขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ทั้งก่อนและตลอดการตั้งครรภ์ ก็จะมั่นใจได้ว่าลูกในท้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ในไข่ยังมีโคลีนสูงถึง 100 มิลลิกรัม โคลีนเป็นสารอาหารที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ เพราะต้องนำสารอาหารตัวนี้ไปเสริมสร้างสมองให้แก่ลูกน้อย มีคำแนะนำจากกรมอนามัยว่า หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้นมบุุตร ควรทานไข่วันละ 1 ฟอง

อาหารบำรุงก่อนตั้งครรภ์
อยากมีลูกต้องกินอะไร..ถึงท้องเร็ว…ท้องง่าย..เหมือนสั่งได้

2. นม

แนะนำให้ทานเป็นนมสด 100% เพราะจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้เต็ม ๆ อย่างที่ทราบกันดีว่า นมเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม แคลเซียมที่ได้รับจากการดื่มนมนี่แหละค่ะ จะไปช่วยกระตุ้นการตกไข่ของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี และยังสามารถแก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติได้อีกด้วย เพียงแค่ดื่มนมสดเป็นประจำทุกวัน วันละ 1-2 แก้วเท่านั้น โดยเฉพาะก่อนนอนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีสุด ๆ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อยากมีลูกต้องกินอะไร? 6 อาหารโด๊ปนี้…ช่วยได้