นิทานอีสป

12 นิทานอีสป เน้นข้อคิด! “สอนลูกให้ฉลาดทันคน รู้จักเอาตัวรอด”

รวม นิทานอีสป 12 เรื่อง คัดมาให้แล้ว! รวมคลิป นิทานอีสป พร้อมข้อคิด นิทานอีสปสั้นๆ เน้นสอนใจเด็กๆ ให้ฉลาดทันคน และเอาตัวรอดใช้ชีวิตได้ในยุค 4G

12 นิทานอีสป เน้นสอนลูกให้ฉลาดทันคน รู้จักเอาตัวรอด

การจะปลูกฝังและบ่มเพาะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้น จะต้องทำกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ ซึ่งต้องช่วยกันอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูให้ลูกมีคุณธรรมในด้านต่าง ๆ และพ่อแม่ก็ต้องปฏิบัติตามนั้นพร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย

Must read : อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง ดีอย่างไร?

Must read : อ่าน นิทานก่อนนอน เสริมพัฒนาการลูกน้อยตามวัย เริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด

ทั้งนี้ นิทาน ก็ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่พ่อแม่มักใช้ในการเล่าเรื่องให้กับเด็ก ๆ ฟัง โดยนิทานส่วนใหญ่จะมีการสอดแทรกข้อคิดดี ๆ เข้าไปในเนื้อเรื่อง เพราะสำหรับเด็กเล็ก ๆ แล้วการสอนในเรื่องต่าง ๆ ผ่านเรื่องเล่าโดยเฉพาะถ้ามีภาพเป็นการ์ตูนสีสันสวยงามอย่างนิทาน จะยิ่งทำให้เด็ก ๆ ชอบฟัง ถือเป็นการดึงดูดความสนใจให้ลูกพร้อมที่จะรับในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการสอน ผ่านสื่อที่ให้ความสนุกสนาน โดยที่สื่อนั้นควรสอดแทรกคติสอนใจเข้าไปด้วย เพราะจะทำให้ลูกได้รับทั้งความสนุกและได้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ที่ค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในสมองน้อย ๆ ของเขา อย่างนิทานที่เด็กชอบฟังกันเพราะเป็นเรื่องที่มีสัตว์เป็นตัวละคร ก็คือ นิทานอีสป

Must read : กรมอนามัยชี้! อ่านนิทานให้ลูกฟัง ช่วยเสริมพัฒนาการและสติปัญญา

นิทานอีสป คือ?

เป็นหนึ่งในนิทานชื่อดัง ที่แต่งโดยทาสชาวกรีก ชื่อ อีสป ถือเป็นนักเล่านิทานอัจฉริยะของโลก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้คนที่ได้ฟัง โดยจะเป็นเรื่องสั้นที่ให้คติคำสอน สอดแทรกศีลธรรมและสอนบทเรียนให้กับเด็กๆ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ซึ่งเนื้อเรื่องมักจะมีอารมณ์ดี สนุกสนาน เป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมาเป็นตำนาน และตอนจบที่เป็นบทสรุปของเรื่องก็จะมีคำว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า” เด็กที่อ่านหรือฟังนิทานอีสปบ่อย ๆ ก็จะจำกันได้

ทั้งนี้ลักษณะเด่นของ หนังสือนิทานอีสป มักจะใช้สัตว์เป็นตัวนำเรื่อง โดยสัตว์ต่างๆ จะกระทำและพูดคุยเหมือนคน แต่ว่าจะรักษาลักษณะของสัตว์ชนิดนั้นๆไว้ เช่น เสือดุร้าย ลาโง่เขลาเชื่องช้า หมาป่าเจ้าเล่ห์ นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบของตัวละครที่เป็นสัตว์กับนิสัยต่างๆ ของมนุษย์ เช่น หมาจิ้งจอก มักจะหมายถึงคนเจ้าเล่ห์ สิงโตหรือราชสีห์ มักจะหมายถึงหรือเป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจ หนู หมายถึงผู้ต่ำต้อย ลา มักจะหมายถึงผู้ที่ด้อยสติปัญญา เป็นต้น

Must read : อยากให้ลูกฝันดีต้อง เล่านิทานให้ลูกฟัง

ทั้งนี้ นิทานอีสป ก็มีหลายเรื่องที่ให้ข้อคิดแตกต่างกันออกไปมากมาย แม่ฮันน่าห์ ผู้เขียนบทความเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงได้คัดตัวอย่างของนิทานอีสปที่มีข้อคิดสอนใจเด็ก ๆ เกี่ยวกับ การให้รู้จักฉลาดทันคน เอาตัวรอดในสังคมยุคนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข จะมีเรื่องใดบ้าง ตามมาดูกันเลย

ข้อคิดสอนใจ “อย่าประมาท” จากเรื่อง มดกับตั๊กแตน

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : MISbook Channel

 

ข้อคิดเตือนว่า อย่าหาเหตุผลจากคนพาล จากเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Chon Chonlawit

คติ “ไม้นวมดีกว่าไม้แข็ง” จากเรื่อง ลมกับพระอาทิตย์

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : ตัวกะเปี๊ยก TV

 

ข้อคิดเรื่องเมื่อมีภัยควรตั้งสติแล้วใช้ปัญญาแก้ไข จากเรื่อง ไก่ฟ้ากับหมาจิ้งจอก

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : KnocKnacK Chanel

 

ดูต่อ “7 นิทานอีสปสอนใจลูกให้รู้จักเอาตัวรอด ฉลาดทันคน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ซาลโมเนลลา

ลูกติดเชื้อ “ซาลโมเนลลา” เตือนอย่าเอามือเข้าปาก กินอาหารไม่สุก

แม่แชร์อุทาหรณ์ ลูกสาววัย 11 เดือน ติดเชื้อ ซาลโมเนลลา มีไข้สูง ถ่ายเหลว จนต้องแอดมิท เตือนอย่าทานอาหารที่ไม่สุกและน้ำที่ไม่ได้ต้มสุก

ลูกติดเชื้อ “ซาลโมเนลลา” เตือนอย่าเอามือเข้าปาก กินอาหารไม่สุก

เด็กที่อยู่ในวัยหยิบจับสิ่งของเข้าปาก เอามือเข้าปาก มักจะเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้ รวมถึงเชื้ออุจจาระร่วง ซาลโมมเนลลา เช่นกัน เชื้อนี้เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงและมีไข้ แต่เมื่อเกิดกับเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันน้อยแล้วล่ะก็ อาการต่าง ๆ ก็จะรุนแรงขึ้น ดังเช่นอุทาหรณ์จากคุณแม่จากเพจแม่มาเม้าท์ ที่ได้เล่าเรื่องราวการติดเชื้อ ซาลโมเนลลา ที่เกิดกับลูกสาววัย 11 เดือน ดังนี้

Hi Salmonella
บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับลูกสาวแม่ กับโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อซานโมเนลลา หรือจะอ่านว่าซัลโมเนลลาก็ได้ โดยเชื้อโรคนี้จะเกิดกับเด็กเล็กตั้งแต่ 0-15 ปี ใช่ค่ะน้องเจอแปนโดนแจ็คพอตนี้เข้าไปเต็มๆ น้องถูกเลือกให้ติดเชื้อนี้ตั้งแต่อายุ 11 เดือน ไม่สิ แม่หยิบยื่นเชื้อไวรัสนี้ให้น้องเอง เดี๋ยวแม่จะบอกนะว่าน้องนี้ได้รับเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมาน้องแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย และนี่เป็นครั้งแรกหนักหนาเหลือเกิน จนต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลถึง 4 วัน 3 คืน

อาการเริ่มต้น (วันศุกร์)
เริ่มตัวร้อนมีไข้ ไข้จะขึ้นๆ ลงๆ แต่ยังเล่นได้ กินได้ปกติ แค่ซึมๆ นิดหน่อย และติดแม่มาก ไม่ค่อยเอาใคร วันแรกที่มีไข้ เมื่อแม่พาน้องไปหาหมอ หมอวัดไข้ได้ 39.6 องศา ตัวร้อนมาก น้องซึมๆ พยาบาลพาไปเช็ดตัว เช็ดๆ ถูๆ แรงมาก มันเป็นวิธีที่จะทำให้ไข้ลด ขยี้หัว ขยี้หลัง ทั้งตัว จนไข้ลดเหลือ 37 องศากว่า หลังจากนั้นเข้าพบหมอเพื่อประเมิณอาการเบื้องต้น หมอให้ยาลดไข้ และให้เช็ดตัวบ่อยๆ และกลับมาดูอาการที่บ้าน

อาการคืนแรก (คืนวันศุกร์-เช้าวันเสาร์)
มีไข้ขึ้นๆ ลงๆ แต่เมื่อประมาณตีสาม ไข้ขึ้นสูงมาก แม่เช็ดตัวให้แทบจะทุกชั่วโมงเลย อาการเริ่มออก น้องท้องเสียถ่ายประมาณ 3 รอบ อุจจาระมีกากอาหารมีน้ำเยอะมาก 2 รอบแรกเต็มแผ่นผ้าอ้อมสำเร็จรูป ส่วนรอบ 3 เริ่มมีน้ำจนน่ากังวล จึงตัดสินใจพาโรงพยาบาลอีกครั้ง น้องร้องไห้หนักมาก เริ่มงอแงไม่ค่อยเอาใคร วัดไข้ วัดชีพจรก็ร้องไห้ วันนั้นจึงตัดสินใจแอดมิท

วันแรกที่แอดมิท (เช้าวันเสาร์-คืนวันเสาร์)
วัดไข้ วัดชีพจร เจาะเลือดพร้อมกับดูดเลือดออกไปตรวจถึง 3 หลอด แล้วเปลี่ยนเป็นสายให้น้ำเกลือ น้ำเกลือขวดแรกเริ่มขึ้น น้องซึมๆ อยู่ เล่นแฟลชการ์ดได้ แต่กินข้าวได้น้อยมาก หลังจากนั้นก็แปะที่เก็บปัสสาวะ และตักอุจจาระไปตรวจ วันนี้ยังมีไข้ตัวร้อนอยู่ตลอด พยาบาลเข้ามาวัดไข้แทบจะทุกชั่วโมง เพราะไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศากว่า เช็ดตัว ให้ยาลดไข้ ดีขึ้นมาหน่อย เป็นแบบนี้จนถึงเช้า น้องไม่ค่อยงอแงจะมีร้องไห้ โวยวายตอนมาวัดไข้ และก็เช็ดตัว (มียาหลังอาหาร 3 มื้อ เป็นยากลุ่มฆ่าเชื้อประมาณ 4 ตัว)

โรคติดเชื้อซาลโมเนลลา
โรคติดเชื้อซาลโมเนลลา

วันรุ่งขึ้น (เช้าวันอาทิตย์-คืนวันอาทิตย์)
อาการยังทรงๆ หมดน้ำเกลืขวดแรกไปเติมขวดที่สองต่อ วันนี้ถ่ายประมาณ 6 ครั้ง (อุจจาระมีสีเขียวเข้มๆ มีมูกด้วย มูกใสๆ ยืดๆ บางรายมีมูกและมีเหลือ นี่ถือว่าเบาหน่อย) น้องทานอาหารในแต่ล่ะมื้อได้น้อย มื้อล่ะ 5 คำ ทานนมได้ 3 มื้อ มื้อล่ะ 3-4 ออนซ์เป็นนมสูตรใหม่ที่ทางโรงพยาบาลปรับให้สำหรับน้องที่ยังท้องเสียอยู่ วันนี้ก็เช่นกันที่มีไข้สูง 39-40 องศา แม่รู้ว่าเค้าปวดท้อง เพราะแม่เอาเค้ามานอนบนตัวเค้าจะอ้อนๆ หน่อย คือเค้าจะเกร็งท้อง เหมือนกันคนที่แขม่วพุงขึ้นลงอยู่แบบนั้น แค่ตด อุจจาระก็เล็ดออกมาแล้ว ผลการเพาะเชื้อออกแล้ว หมอว่าน้องติดเชื้อในลำไส้ และกระเพาะอาหาร เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ซาลโมเนลลา หมออธิบายตัวเชื้อและสาเหตุไปเบื้องต้น เดี๋ยวแม่จะอธิบายอีกทีว่ามาได้อย่างไร

วันถัดมา วันแม่แห่งชาติ เช็คอินโรงพยาบาลช่วงเวลาดีๆ ที่วันนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว (เช้าวันจันทร์-คืนวันจันทร์)
อาการเริ่มดีขึ้นแล้วค่ะ ไข้ลงมา 36 37 ร่าเริงแล้ว แต่ก็ยังท้องเสียอยู่ ถ่ายมา 5-6 ครั้ง วันนี้น้องทานได้เยอะขึ้น อาหารยังอ่อนอยู่

วันนี้หนูพร้อมกลับบ้านแล้ว พอแล้วโรงพยาบาล (เช้าวันอังคาร)
ก่อนกลับบ้านวันนี้ มีหมอมาตรวจประเมิณอาการดูว่ากลับบ้านได้แล้ว แต่ยังคงต้องกินยาฆ่าเชื้ออยู่ เพราะเชื้อจะอยู่ในร่างกายราวๆ 1 สัปดาห์ วันนี้มีการเก็บอุจจาระอีกครั้งเพื่อไปเพาะเชื้อ แต่ช่วงที่เก็บน้องยังไม่ถ่ายท้อง พยาบาลใช้ไม้ที่หุ้มสำลี คัตเติลบัตนั่นแหละแต่ไม้จะยาวๆ และหัวใหญ่อยู่ แหย่เข้าไปในรูทวารน้อง น้องนอนนิ่งไม่ร้องเลย ทำเอาแม่

สาเหตุ
ด้วยความที่แม่อยู่กับน้องแทบจะ 24 ชั่วโมง เลยรู้กิจวัตรประจำวัน ทำไรมา กินอะไรเข้าไป โดยวันก่อนที่จะมีไข้ แม่พาน้องไปทานอาหารนอกบ้าน แล้วด้วยความเสียดายเงินสิบบาทยี่สิบบาท แม่หยิบน้ำขวดหลังรถให้น้องทาน จริงๆ น้องมีน้ำขวดต้มสุกส่วนตัวแต่แม่ไม่ได้หยิบลงไป ตอนหยิบก็เอะใจ ไม่เป็นไรหรอก เพราะปกติก็เคยทานได้อยู่ แจ็คพอตแตกเลย นั้นแหละเป็นสาเหตุ เพราะน้ำที่อยู่ในรถและตากแดดเป็นเวลานาน เป็นแหล่งเพาะเชื้อดีๆ นี่เองซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ในรถนานแค่ไหนแล้ว ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็มาจากน้ำดิบ น้ำที่ไม่ได้ต้มสุก น้ำแข็ง การหยิบจับของเล่นเข้าปาก เอามือเข้าไป ตัวนี้ก็มีส่วนเช่นกัน อาหารไม่สุกก็ด้วยนะ ที่หมอเค้าบอกมาค่ะ

อ่านต่อ ใช้ขวดน้ำซ้ำ ถูกวิธี ลูกน้อยห่างไกลจากการติดเชื้อ

อ่านต่อ หมอเตือน! ระวัง 2 ตัวการ ลูกท้องเสีย ท้องร่วง

การป้องกัน และการรักษาอย่างต่อเนื่อง เชื้อจะอยู่ราวๆ 1 สัปดาห์
การป้องกันก็ต้องดูแลความสะอาดมือเป็นพิเศษหน่อย หมั่นล้างมือบ่อยๆ เช็ดข้าวของ ของเล่นด้วยแอลกอฮอล์ลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ  ตอนนี้ก็เลี่ยงการดื่มน้ำจากขวด ให้กินน้ำต้มสุกแล้ว แม่พลาดเองจริงๆ ช่วงกลับมาจากโรงพยาบาลก็กินยากลุ่มฆ่าเชื้อวันละ 5 ครั้ง กินต่อเนื่องจนยาหมด ประมาณ 10 วันนับจากวันที่เป็น น้องมีเรียนว่ายน้ำก็ต้องหยุดไปก่อน เพราะยังท้องเสียอยู่ ไม่ควรนำเชื้อโรคไม่แพร่ไปสระ อันนี้กาดอกจันทน์ไว้เลยนะ ถ้าเด็กท้องเสียอย่าพาลงสระ เพราะจะแพร่เชื้อโรคให้คนอื่นได้ แม่ต้องให้น้องหยุดไปเทมอนึงก่อน แล้วค่อยไปเรียนใหม่ กลับมาบ้านครั้งนี้ก็ดูแลรักษาความสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม น้องเริ่มทานอาหารได้เยอะเหมือนเดิม แต่ยังคงงดผักผลไม้ ขับถ่ายดีขึ้นไม่มีมูกแล้ว เริ่มมีชื้นเนื้อๆ บ้าง แต่ยังไม่ปกติ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ เรื่องราวของหนูจะเป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มากก็น้อยนะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ซาลโมเนลลา คืออะไร? พบเชื้อได้ที่ไหนและอาการแบบไหนคือสัญญาณอันตราย?

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก โดย พ่อเอก

คุณพ่อคุณแม่เชื่อว่าเด็ก 3-4 ขวบ มีความรับผิดชอบได้มากแค่ไหน? ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า ‘อย่าเพิ่งไป serious อะไรกับเด็ก เด็กก็คือเด็ก’ ถูกเลยฮะ เด็กก็คือเด็ก … แต่ทำไมคิดว่า ‘เด็กยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เลยไม่ สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ ’ หรือจริงๆ แล้ว ‘เราเองที่ไม่เชื่อ จึงไม่ใช้เวลากับเรื่องนี้มากพอ’

เพราะการสอนให้เด็กรู้จักความรับผิดชอบ ใช้เวลามากกว่าสอนเด็กโตเยอะนัก … แต่ไม่ใช่ว่า เขาสอนไม่ได้ และถ้าเลือกไม่สอนตอนนี้ เมื่อเขาโตพอ ที่จะสอนได้ มันก็ไม่ง่ายที่เขาจะทำตาม

ผมเริ่มสอนให้ปูนปั้นเรียนรู้คำว่า responsibility ตั้งแต่ 2-3 ขวบ ซึ่งดูท่าเขาจะชอบใจมาก เมื่อรู้คำอธิบายและยิ่งดีใจเมื่อได้รับคำชมว่าเขามี responsibility ผมยกตัวอย่างให้ฟัง 3 เรื่องครับ

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ เรื่องแรก : ผมชงน้ำแดงให้ปูนปั้นดื่มแล้วผมก็งีบไป พอตื่นขึ้นมา ปูนปั้นก็เดินมาบอกว่า “ปูนปั้นทำน้ำแดงหก” แล้วจูงมือผมไปดูที่ครัวว่า น้ำหกตรงนี้ แต่ “ปูนปั้นไปเอาผ้ามาเช็ดแล้วครับ” ผมชมเขา แล้วแตะๆ พื้น มันยังเหนียวอยู่ ปะป๊าเอื้อมไปเอาทิชชู่เปียกจะมาเช็ด ปูนปั้นขอเช็ดเอง พร้อมคำพูดว่า“ทำหกเองก็ต้องเช็ดเองใช่มั้ยครับ

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ เรื่องที่ 2 : ปูนปั้นออกไปช่วยผมเล็มต้นไม้ เรียกว่าไปป่วนดีกว่าแต่เขาก็สนุกกับทุกอย่างที่เป็นเรื่องใหม่ๆ พอเล็มเสร็จ ปกติผมก็จะกองๆ ไว้ที่พื้น แล้วว่างๆ จะมาเก็บอีกที ปูนปั้นถามผมว่า “Is it good?” (ที่จะทิ้งมันไว้อย่างนี้) แล้วก็ตอบเองว่า “It’s not good na krub Papa” ผมเลยต้องไปหยิบถุงมาแล้วเจ้าตัวป่วนก็ช่วยเก็บ

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ เรื่องที่ 3 : เราไม่สนับสนุนให้ปูนปั้นดูจอ แต่ตอนนั้นปูนปั้นใกล้ 4 ขวบแล้ว เราก็จะยอมบ้างเป็นกรณี ถ้าเป็นเรื่องราวที่ดี เช่น สัตว์ อวกาศ รถไฟ เป็นต้น แต่ไม่มีเด็ดขาด พวกยอดมนุษย์หรือการ์ตูนรุนแรงทั้งหลาย ช่วงนั้นที่ปูนปั้นชอบมากเลยก็จะพวก ยานอวกาศ, ดาวเทียม , จรวด, ดาวเคราะห์ต่างๆ ไปจนถึงแรงโน้มถ่วง (โอ้ยยย อธิบายแทบจะไม่ถูก เวลามีคำถาม) วันหนึ่งปูนปั้นขอดู clip การปล่อยยานอวกาศ ผมโอเคว่าให้ดูแค่ 2 คลิปนะ (คลิปนึงประมาณ 5-8 นาที) แล้วผมก็ยื่นมือถือให้ แล้วก็ทำไม่สนใจ สักพัก ปูนปั้น หยิบมาคืน “Papa krub, I watched 2 clips already

เด็กสอนได้ เด็กรู้จักความรับผิดชอบ เราพร้อมจะเหนื่อยอธิบายหรือป่าว? เพราะความเหนื่อยไม่ได้อยู่ที่การอธิบาย แต่อยู่ที่อธิบายจนเขาสามารถอธิบายกลับให้เรารู้ว่าเขาเข้าใจอย่างไร เพราะการส่งเสริม ไม่ได้อยู่ที่การพยายามบีบบังคับ แต่อยู่ที่พยายามให้กำลังใจเขาทุกครั้ง ชมลูกทุกครั้งที่เขาทำดี

อ้อ เรื่องอันตรายทิ้งท้ายอีกนิดครับ ยุคนี้เป็นยุคที่เด็กน่าสงสารเพราะต้องโดยติวๆๆๆ จนแทบไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กๆ แต่จะมีผู้ปกครองอีกสายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนั้นและอยากให้ลูกใช้ชีวิตแบบเด็ก ซึ่งตรงนี้เราเห็นด้วยและเราก็มาสายนี้ แต่ก็ทำให้เกิดคำเรียกประมาณว่า พ่อแม่สายชิล ซึ่งความอันตรายมันไปอยู่ที่การตีความคำว่าชิลแบบผิดๆ บางอย่างมันไม่ใช่ชิลแต่มันคือการสอนให้ลูกไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ และนั้นจะปลูกฝังความเข้าใจผิดไปในตัวเด็ก เช่น การไปโรงเรียนสาย, การไม่ทำการบ้าน, การโวยวายวิ่งในร้านอาหารและพ่อแม่มองว่าไม่เป็นไรเด็กๆ ก็ต้องซน, การที่เห็นเด็กทิ้งของ ทำของหก ในที่สาธารณะและคุณพ่อคุณพ่อปล่อยผ่าน เป็นต้น เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องชิลนะครับ

เด็กก็คือเด็ก ถ้าคุณสอนถูกต้อง เขาก็จะทำถูกต้อง แต่ถ้าสอนผิดเขาก็เป็นอย่างที่คุณสอน

ต่อให้เขาเคยทำดี แต่เด็กก็คือเด็ก อาจจะทำแค่ครั้ง สองครั้ง แล้วเขาเลิกทำ ถ้าคุณหมดกำลังใจ มันก็จบ แต่หากคุณพูดคุยกับเขาต่อ คุณทำให้เขารู้ว่า ‘ภูมิใจและชื่นชม’ เดี๋ยวเขาเขาจะกลับมาทำต่อ

เคล็ดลับ สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ มันอยู่ตรงนี้ครับ

  • ยอมเหนื่อยที่จะอธิบายซ้ำ บนรอยยิ้ม
  • คุณหมอพัฒนาการท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า เด็กทำดี ไม่ใช่เรื่องคุณธรรม ศีลธรรม เพราะเขาอาจจะยังไม่เขาใจ เขาทำเพราะอยากได้รับคำชม ดังนั้น อยากให้เขาทำดี ต้องชมเขา เมื่อเขาทำดี และเมื่อทำดีบ่อยๆ เขาเติบโตเรียนรู้ เรื่องคุณธรรมศีลธรรม มันก็จะส่งเสริมต่อไปเอง

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

แนะนำ 4 “บอร์ดเกม” ฝึกลูกสมองไว ไหวพริบดี

“ลูกช่างถาม” รับมืออย่างไร ไม่ขัดพัฒนาการลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รวมสูตรบำรุงสมองลูก เมนูเด็ก3ขวบ ใน 1 วันกินอะไรดี

เมนูเด็ก3ขวบ เป็นหนึ่งในคำถามที่พ่อแม่อยากรู้และใช้ค้นหาในอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยๆจนน่าแปลกใจ เพราะจริง ๆ แล้วเด็กวัยนี้น่าจะคุ้นเคยกับอาหารหลายชนิด และสามารถกินอาหารเองได้แล้ว แต่กลับพบว่าหลายบ้านที่ลูกยังมีปัญหาเรื่องการกินอยู่ เช่น กินอาหารซ้ำๆ เลือกกิน กินน้อย และไม่กินผัก เป็นต้น

เมนูเด็ก3ขวบ แสนอร่อยตลอดวัน ช่วยบำรุงสมองให้พร้อมเรียนรู้

เด็กอายุ 3 ขวบเป็นวัยที่เริ่มไปโรงเรียน และออกไปพบเจอประสบการณ์ใหม่นอกบ้าน ร่างกายเติบโตจากวัย 1-2 ขวบอย่างชัดเจน สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เช่นวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่ายได้อย่างคล่องแคล่ว และอยากลองทำกิจกรรมที่ท้าทายมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ดี  และมักต่อต้าน ขัดขืนคำสั่งพ่อแม่อยู่เนืองๆ

เมนูเด็ก3ขวบ

ฤทธิ์ความดื้อนี้สร้างปัญหาต่อพฤติกรรมการกินด้วย เด็กวัยนี้หลายคนมักเลือกกิน ไม่เหมือนวัย 1-2 ขวบที่ไม่ว่าแม่จะทำเมนูไหนลูกก็ยอมกินแค่โดยดี  ถึงจะกินปริมาณน้อยแต่อาจไม่ปฏิเสธ แต่เด็ก3 ขวบเขารู้แล้วว่าตัวเองชอบกินอะไร ไม่ชอบอะไร ถ้าเจอเมนูที่ไม่ถูกใจก็สามารถบอกได้ชัดเจนทันทีว่า ไม่ชอบผัก ไม่ชอบปลา ถ้าปฏิเสธอาหารจานนั้นไม่ได้ก็ใช้วิธี “อมข้าว” แทน เมนูเด็ก3ขวบ จึงต้องแตกต่างไปจากเดิม

นอกจากแม่ต้องทำจานโปรดของลูกแล้ว ต้องสรรหา เมนูเด็ก3ขวบ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทำให้ลูกได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ยิ่งดีไปกว่านั้นอาหารยังช่วยบำรุงสมองลูก มีคุณค่าสูง ดีต่อสุขภาพเพื่อให้ลูกเจริญเติบโต มีความพร้อมทั้งร่างกาย สมองและจิตใจ พร้อมกับการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและนอกบ้านได้อย่างเต็มที่

เคล็ดลับ เมนูเด็ก3ขวบ ลูกกินง่าย

  • สร้างบรรยากาศการกินอาหารให้สนุกสนาน แม้ลูกจะไม่ยอมกินข้าว หรือกินน้อยจนทำให้แม่รู้สึกหงุดหงิด แต่ไม่ควรใช้วิธีบังคับ ดุด่า เพราะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และทำให้เวลากินข้าวกลายเป็นช่วงเวลาที่ลูกหวาดกลัว การปรับพฤติกรรมการกินยิ่งยากขึ้นไปอีก

 

  • พลิกแพลงเมนูหลากหลายจากอาหารที่ลูกชอบ เด็กวัยนี้มักกินอาหารซ้ำๆ แต่คุณแม่ไม่จำเป็นต้องทำเมนูเดียวเท่านั้น อย่างเช่น ลูกชอบกินไก่ทอด ลองปรับเป็นเมนูไก่น้ำแดง เพื่อให้มีรสชาติต่างจากเดิมและใส่ผักชิ้นเล็กให้ลูกคุ้นเคยด้วย

 

  • แต่งตัวให้จานโปรด นอกจากรสอร่อยแล้ว หน้าตาอาหารสีสันน่ากินช่วยกระตุ้นให้ลูกกินอาหารได้ง่ายขึ้น เช่นจัดเป็นเบนโต๊ะตัวการ์ตูนที่ลูกชอบ หรือใช้พิมพ์คุกกี้มากดผัก เนื้อสัตว์มีเป็นของเล่นชิ้นโปรด วิธีนี้ช่วยให้ เมนูเด็ก3ขวบ น่ากินมากขึ้น

มื้อเช้าสำหรับ เมนูเด็ก3ขวบ

เมนูเด็ก3ขวบ

ข้าวโอ๊ตนมสดผลไม้แห้ง

ข้าวโอ๊ต                  2             ช้อนโต๊ะ

ผลไม้อบแห้ง เช่น ลูกเกด สตรอว์เบอร์รี่                2             ช้อนโต๊ะ

นมสดรสจืด            ½            ถ้วย

น้ำตาลทราย (ไม่ขัดสี)          1             ช้อนชา

วิธีทำ

ต้มน้ำตาลในนมสดให้ละลายหมด คนให้เข้ากัน แล้วใส่ข้าวโอ๊ตกับผลไม้อบแห้งลงไปตุ๋นให้สุก ตักใส่ถ้วยรอให้เย็นลงสักหน่อยก่อนให้ลูกกิน

เคล็ดลับความอร่อย:  ลองชิมผลไม้อบแห้งก่อน หากหวานพอแล้วไม่ต้องเติมน้ำตาลอีก

 

เมนูเด็ก3ขวบ

โจ๊กหมูข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง                               ¼             ถ้วย

หมูสับ                                     ¼             ถ้วย

ใบตำลึงลวกสับ                     2             ช้อนโต๊ะ

แครอทสับ                               1             ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว                                  2             ช้อนโต๊ะ

น้ำเปล่า                                  1              ถ้วย

วิธีทำ

1.ต้มข้าวกับน้ำครึ่งถ้วยนาน 15 นาที พอเมล็ดข้าวบาน แล้วเติมน้ำที่เหลือแล้วต้มต่ออีก 10 นาทีจนข้าวสุกนิ่ม จากนันบดผ่านกระชอนให้ละเอียดเป็นโจ๊ก

2.เทข้าวลงหม้อใบเดิมแล้วต้มให้เดือด (ถ้าแห้งไปให้เติมน้ำ) ระหว่างนี้ ผสมเนื้อหมู ตำลึง แครอท และซีอิ๊วขาวครึ่งช้อนโต๊ะให้เข้กัน ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วต้มกับข้าวจนสุกดี ปรุงรสด้วยซีอิ๊วที่เหลือ ปิดเตา ตักใส่ถ้วย ตามด้วยไข่ลวก

เคล็ดลับความอร่อย: เติมความอิ่มด้วย นมจืด 1 แก้ว กับมะละกอสุก 4-5 ชิ้น

มื้อเที่ยงสำหรับ เมนูเด็ก3ขวบ

เมนูเด็ก3ขวบ

ราดหน้าเส้นหมี่กุ้ง

เส้นหมี่ขาวหรือข้าวกล้องลวกสุกหั่นเป็นท่อน                     ½             ถ้วย

กุ้งสดหั่นชิ้นเล็ก                     2              ตัว

แครอทหั่น ถั่วลันเตา และเมล็ดข้าวโพด                2              ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด (ละลายน้ำ  2 ช้อนโต๊ะ)  2  ช้อนชา

น้ำมันงา                                 1             ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว                                  1              ช้อนชา

น้ำตาลทราย                          1             ช้อนชา

น้ำซุปผัก                                 ½             ถ้วย

น้ำมันพืช                                 1              ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผัดกุ้งกับน้ำมันในกระทะให้สุก ตามด้วยผักทั้งหมด พอสุแล้วเติมน้ำซุป ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลลงผัดให้เดือด เติมแป้งละลายน้ำ คนให้เข้ากันเหยาะน้ำมันงา ปิดเตา ตักราดบนเส้นหมี่ให้ทั่ว

เมนูเด็ก3ขวบ

สปาเกตตีผัดแฮม

เส้นสปาเกตตีต้มสุก                              ½             ถ้วย

แฮมหั่นชิ้น                                              2              ช้อนโต๊ะ

แครอท ถั่วลันเตา และเมล็ดข้าวโพด  1             ช้อนโต๊ะ

บรอกโคลีหั่นลวก                                  1              ช้อนโต๊ะ

ซอสมะเขือเทศ                                       2-3          ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส                                             2             ช้อนชา

เกลือป่น                                                  1/8         ช้อนชา

เนยเค็ม                                                   1              ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผัดแฮมกับเนยให้ร้อน ใส่เส้นสปาเกตตี ซอสมะเขือเทศ ซอสปรุงรส และเกลือผัดให้เข้ากันดี (ถ้าเส้นแห้งไปเติมน้ำ 1-2 ช้อนโต๊ะ) แล้วใส่ผักทั้งหมดลงเคล้าให้เข้าทั่ว ปิดเตา ตักใส่จาน

อ่าน มื้อเย็นกับมื้อว่างสำหรับเด็ก3ขวบ หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย ทำอย่างไรดี ?

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย เป็นหนึ่งในปัญหาหนักใจที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเจอกันอยู่บ่อยๆ การขับถ่ายที่เป็นปกติควรมีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน อาการที่แสดงว่า ลูกท้องผูก ให้สังเกตง่ายๆ คือ ท้องแข็ง ท้องอืด ขับถ่ายยากและอุจจาระมีลักษณะคลายกระสุน เป็นต้น ฉะนั้นเพื่อให้ลูกน้อยมีระบบขับถ่ายที่เป็นปกติ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ

 

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย ทำอย่างไร ?

จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส (Lactobacillus) เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะเพศ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีจุดเด่นในการบรรเทาหรือป้องกันต่างกัน และจุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี เป็นหนึ่งในสายพันธุ์นั้น ปัจจุบันมีการนำจุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส หลากหลายสายพันธุ์มาเสริมในอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ละสายพันธุ์ให้ผลด้านสุขภาพแตกต่างกันไป จุลินทรีย์โดยเฉพาะสายพันธุ์ จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี เป็นสายพันธุ์หนึ่งมีการนำมาใช้และมีการวิจัยสนับสนุนผลด้านสุขภาพดังนี้

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี หรือ แอล รียูเทอรี (Lactobacillus reuteri, L. reuteri)

  • เป็นจุลินทรีย์ที่มักพบในน้ำนมแม่
  • เป็นจุลินทรีย์ที่มีผลวิจัยรับรอง ในการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในทางเดินอาหาร เมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่น
  • กระตุ้นการขับถ่าย ลดอาการสำรอกนม ลดท้องผูก ปวดท้องและลดระยะเวลาร้องไห้ในทารกที่มีภาวะร้องโคลิค
  • เป็นจุลินทรีย์ที่ถูกใช้ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกและนำมาใช้อุตสาหกรรมนมผงทารกในยุโรปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005
  • ได้รับการรับรองความปลอดภัยโดยองค์กรความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากล

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ แอล รียูเทอรี ช่วยให้สุขภาพทางเดินอาหารแข็งแรงด้วย 3 กลไกหลัก คือ

  1. แย่งอาหารจุลินทรีย์ตัวไม่ดี ทำให้มีอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
  2. แย่งจับพื้นที่จุลินทรีย์ตัวไม่ดี ป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ตัวร้ายเข้าจับกับผนังลำไส้
  3. ปล่อยสาร “Reuteri (รียูเทอรี)” ฆ่าจุลินทรีย์ตัวที่ไม่ดีและผลิต Lactic acid ซึ่งยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ตัวที่ไม่ดี

โภชนาการที่เหมาะสม รวมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ถือเป็นตัวช่วยกระตุ้นทำให้ระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรง ดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำหรับลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นคุณแม่ควรดูแลเรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกให้ดี เพื่อให้มีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรงและพัฒนาการทางอารมณ์อย่างเหมาะสมนะคะ

#จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเด็ก #แอลรียูเทอรี #ท้องแฮปปี้  #ลูกน้อยเติบโตแฮ้ปปี้ทุกวันลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

ทำความรู้จัก “แอล รียูเทอรี” เพิ่มเติม คลิก จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ 

ตรวจทานโดย ศ.พญ.วันดี วราวิทย์

 

อ้างอิง

  • Sinkiewicz G, et al. Microbial Ecology in Health and Disease. 2008; 20: 122_126
  • Coccorullo P, et al. J Pediatr. 2010 Oct;157(4):598-602.
  • Savino F, et al. Pediatrics. 2010 Sep;126(3):e526-33.
  • Szajewska H, et al. J Pediatr. 2013 Feb;162(2):257-62
  • Indrio F et al. Euro J Clin Invest 2011;41(4): 417-22.
  • Romano C, Ferrau V et al. J Pediatr Child Health, 2010. Epub.
  • European Food Safety Authority (EFSA). 2007a. Introduction of a qualified presumption of safety (QPS) approach for assessment of selected microorganisms referred to EFSA: opinion of the scientific committee. EFSA J 587:8-16
  • GRAS Notice No GRN 000254
  • Scientific Committee on Food (SCF). 2003. Report of the Scientific Committee on Food on the Revision of Essential Requirements of Infant Formulae and Follow-on Formulae
  • ESPGHAN Committee on Nutrition. 2004. Probiotic Bacteria in Dietetic Products for Infants: A Commentary by the ESPGHAN Committee on Nutrition.

2 ภัยใกล้ตัว เกิดในบ้าน แค่แม่เผลอ ทำลูกถึงตาย

เพราะ ภัยใกล้ตัว เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากไม่ระมัดระวังให้ดีอาจทำให้ลูกเป็นอันตรายจนถึงชีวิต เพียง “แค่แม่เผลอไม่กี่นาที” เหมือน 2 อุบัติเหตุไม่คาดฝันที่คร่าชีวิตลูกน้อยไปตลอดกาล

ภัยใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องเล็กแค่แม่เผลอเพียงเสี้ยวนาที อันตรายถึงชีวิต

เว็บไซต์ข่าวสดรายงานข่าว คุณแม่ลูกกสองวัย 30 ปีอุ้มร่างของเด็กหญิงวัย 1 ขวบที่หมดสติไปขอความช่วยเหลือหลังประสบเหตุจมน้ำอยู่ในถังน้ำความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ซึ่งมีน้ำอยู่เต็มถังและมีฟองแชมพูกับแก้วน้ำลอยอยู่ คุณแม่เปิดเผยว่า “วันนี้ตนเลี้ยงลูกคนเดียวแล้วเผลอหลับไปพอตื่นขึ้น กลับพบว่าลูก 2 คนอยู่ในห้องน้ำ แต่ลูกสาวคนเล่นหัวจมอยู่ในถัง จึงรีบคว้าตัวลูกแล้วร้องให้คนช่วย”

ภันใกล้ตัว
เครดิตภาพ social.tvpoolonline.com

เมื่อหน่วยกู้ภัยและแพทย์ชำนาญการมาช่วยปั๊มหัวใจได้เร่งทำ CPR ปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตอยู่ราว 20 นาที ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ภายหลังมีรายงานข่าวว่าไม่สามารถยื้อชีวิตของหนูน้อยเอาไว้ได้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวมาณ.ที่นี้

ขอให้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่ถึง ภัยใกล้ตัว ที่เกิดขึ้นกับลูกวัย 1 ขวบปีขึ้นไปได้ตลอดเวลา เพราะเด็กวัยนี้มีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากคลานมาเป็นเดิน จึงสนุกกับการสำรวจสิ่งรอบตัว ชอบรื้อ ค้น หยิบจับ กัด ชิม ดมสิ่งของต่างๆ จึงเป็นอันตรายได้ง่าย โดยเฉพาะเหตุ “จมน้ำในภาชนะเก็บน้ำ” ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย เพราะเด็กอาจเผลอเอาหัวจุ่มลงไปในถังน้ำ หรือเดินสะดุดแล้วลงกะละมังที่มีน้ำรองอยู่ แล้วไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องน่าสลดใจดังกล่าว

การดูเอาใจใส่ของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ในจุดที่ดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย หากเผลอไผลเพียงไม่กี่นาที ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยไหนก็อาจเป็นอันตราย เหมือนกับเหตุการณ์คาดไม่ถึงทีจากในเพจอปพร.เขตบางบอน เมื่อได้รับแจ้งจากผู้ปกครองเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หลังลูกชายวัย 12 ปี ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งใส่อยู่ในขวดเครื่องดื่มทั่วไป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำหวาน

ภัยใกล้ตัว
เครดิตภาพ www.mgronline.com

โดยมีเนื้อความระบุว่า “เตือนภัยสำหรับผู้ปกครอง อย่าเอาน้ำยาทุกชนิดใส่ขวดน้ำไว้ที่บ้านเด็ดขาด เพราะเด็กไม่รู้ว่าเป็นน้ำยาอะไรจึงได้ยกขึ้นมาดื่มกิน” ด้านแม่ของเด็กชายเปิดเผยว่า ลูกชายกลับมาจากโรงเรียนแล้วหยิบขวดน้ำในตู้เย็นมาดื่ม ไป 1 ครั้งแล้วรู้สึกแสบคอ จึงโทรบอกแม่ก่อนจะถูกส่งไปล้างท้องและฉีดยาเคลือบกระเพาะไว้ อาการปลอดภัยดี

ภายหลังสอบถามคนในครอบครัวจึงทราบว่า พ่อกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำไว้ในขวดเครื่องดื่ม แต่แม่ไม่ทราบจึงนำไปแช่ตู้เย็น เมื่อลูกชายกลับมาโรงเรียนและกระหายน้ำจัด จึงหยิบมาดื่มทันที โชคดีที่ดื่มไปในปริมาณไม่มากจึงช่วยเหลือไว้ทัน

น้ำยาล้างห้องน้ำเป็นอีกหนึ่ง ภัยใกล้ตัว ที่ต้องระวัง เพราะมีส่วนประกอบของสาร  Anionic surfactant  เมื่อดื่มเข้าไปจะมีอาการปวดแสบท้องและอาเจียน นอกจากนี้อาจจะทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไป มีอาการปวดแสบท้อง อาเจียน และเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก

การเปลี่ยนภาชนะของน้ำยาทำความสะอาดในบ้านไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาล้างห้องน้ำไปใส่ภาชนะชนิดอื่นหรือขวดน้ำ โดยไม่มีฉลากระบุให้ขัดเจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายเหมือนเหตุการณ์ข้างต้นได้

อ่านต่อ 9 ภัยอันตรายในบ้านเกิดขึ้นได้เมื่อแม่เผลอ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

สำหรับแม่ตั้งครรรภ์ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่กำลังกังวลว่าจะทำอย่างไรเมื่อลูกคลอดออกมา โดยเฉพาะการ แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อในสูติบัตรได้หรือไม่ และจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่? ที่นี่มีคำตอบค่ะ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

การเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพบุคคล และเป็นจุดเริ่มต้นที่กฎหมายเข้ามามีบทบาท เมื่อลูกคลอดออกจากท้องแม่แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นั่นก็คือการแจ้งเกิดนั่นเอง โดยการแจ้งเกิดนั้น มีขั้นตอนต่อไปนี้

แจ้งเกิดลูก ทำอย่างไร?

  1. ผู้ที่ทำคลอดจะต้องออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑) ให้ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปใช้ในการแจ้งเกิดที่เทศบาล สำนักงานเขต หรือ อำเภอ (ในกรณีที่เกิดในสถานพยาบาล)
  2. ถ้าเกิดที่บ้าน เช่น บ้านพ่อแม่ ถ้าอยู่ในเขตท้องที่ของที่ว่าการอำเภอ ให้แจ้งผู้ใหญ่บ้านประจำหมู่บ้านที่เด็กเกิด ผู้ใหญ่บ้านจะต้องรับแจ้ง และออกเอกสารเป็นใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร ๑ ตอนหน้า) ให้ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน
  3. เมื่อได้รับหนังสือรับรองการเกิดแล้ว ให้เตรียมเอกสารหลักฐานอื่น ๆ เพื่อไปประกอบ ดังนี้
    • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ไปแจ้ง
    • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑ หรือ ท.ร. ๑ ตอนหน้า)
    • และสำเนาทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อลูกน้อยเข้าไป
  4. เมื่อรวบรวมเอกสารมาครบแล้ว ให้เจ้าบ้าน คุณพ่อ หรือคุณแม่ นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาแจ้งต่อนายอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ หรือ เทศบาล หรือเขต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกใบสูติบัตรให้
  5. ระยะเวลาในการแจ้งเกิด ภายในเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกน้อยเกิด
  6. สถานที่แจ้งเกิด ถ้าสถานที่ที่ลูกน้อยเกิดตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้แจ้งเกิดที่เขตนั้น แต่ถ้าอยู่นอกเขต ให้ไปแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนที่ว่าการอำเภอที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่นั้น
แจ้งเกิด ไม่มีพ่อ
แจ้งเกิด ไม่มีพ่อ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ ทำได้ไหม?

ตามกฎหมายแล้ว เด็กที่เกิดแต่หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของหญิงมารดาเท่านั้น ตามป.พ.พ.มาตรา 1546 ดังนั้น การที่ชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก จะมีระบุในสูติบัตรคนเกิดหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของมารดาเด็กที่จะแจ้งหรือไม่ก็ได้

 

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ จะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่?

การไม่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด จะทำให้มีปัญหาตอนสมัครเรียนหรือไม่?

ตอบ – ไม่มีปัญหาในการสมัครเรียน การที่ชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก จะมีระบุในสูติบัตรคนเกิดหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของมารดาเด็กที่จะแจ้งหรือไม่ก็ได้ โรงเรียนย่อมไม่มีสิทธิมาบังคับให้มารดาเด็กแจ้งชื่อบิดาของเด็ก เนื่องจากถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ข้อดีและข้อเสียของการ แจ้งเกิดลูก โดยระบุชื่อพ่อ

  • ในกรณีที่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด ลูกสามารถใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่ก็ได้
  • และหากใช้นามสกุลพ่อ ลูกถือเป็นบุตรที่ชอบโดยกฎหมายของพ่อด้วยเช่นกัน ทำให้ลูกมีสิทธิได้รับมรดกจากพ่อ
  • แต่หากระบุชื่อพ่อ แต่ไม่สามารถตามตัวได้ จะมีความยุ่งยากในการทำเอกสารที่ต้องมีการลงลายมือชื่อบิดา ทั้งตอนเข้าเรียน เรื่องเกี่ยวกับทะเบียนบ้าน การทำพาสปอร์ต ในกรณีที่เด็กอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์
  • หากต้องการลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของบุตร คุณแม่ควรไปทำใบ ปค.14 เพื่อให้อำนาจในการปกครองบุตรอยู่ที่แม่ฝ่ายเดียว (โดยการทำใบ ปค.14 มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้)
    • ยื่นคำร้องที่ฝ่ายทะเบียน : สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่แม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ไม่ดูลูก)
    • เอกสาร ตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด ได้แก่ 1) สูติบัตรของลูก 2) ทะเบียนบ้านลูก แม่ และพยาน 2 คน 3) บัตรประจำตัวประชาชน ลูก(ถ้ามี) แม่ และพยาน 2 คน 4) ใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อนามสกุล(ถ้ามี)
    • คุณสมบัติของพยาน 1) อายุ 20 ปีขึ้นไป 2) ใครก็ได้ แต่ควรเป็นญาติกับแม่เด็ก เนื่องจากนายทะเบียนอาจจะสอบสวนเพิ่มเติม
    • หมายเหตุ 1) เด็กไม่ต้องไปด้วยก็ได้ 2)ทำวันเดียวเสร็จ ก่อนออกหนังสือ นายทะเบียนจะทำเรื่องไปขอตรวจสอบการจดทะเบียนรับรองบุตรก่อน 3) เอกสารตัวจริงเก็บไว้ เวลาใช้ให้ใช้สำเนา โดยจะใช้ไปตลอดจนกว่าเด็กจะอายุ 20 ปี

แจ้งเกิด ไม่มีชื่อพ่อ

ข้อดีและข้อเสียของการ แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ

  • การไม่ระบุชื่อบิดา คุณแม่มีสิทธิในการปกครองเด็กแต่เพียงผู้เดียว
  • เมื่อลูกโตขึ้น จะไม่ยุ่งยากในการยื่นเอกสาร เช่น การเข้าเรียน การทำงาน การรับราชการ หรือการเป็นทหาร ไม่ต้องตามตัวพ่อให้วุ่นวาย
  • หากต้องการเพิ่มชื่อพ่อในสูติบัตรในภายหลัง ต้องระบุชื่อพ่อจริง ๆ เท่านั้น ไม่สามารถระบุชื่อคนอื่นได้ ต้องมีหลักฐานการตรวจ DNA แสดงความเป็นพ่อ แม่ และลูก แนบไปกับคำขอเพิ่มชื่อในสูติบัตร โดยเขตจะพิมพ์สูติบัตรใบใหม่ที่มีชื่อบิดาด้วย

แม้ว่าการไม่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด จะทำให้แม่เป็นผู้มีสิทธิในการปกครองแต่เพียงผู้เดียว แต่หากต้องการให้พ่อของลูกกลับมามีสิทธิในการปกครองด้วยในภายหลัง ก็สามารถทำได้โดยการจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็กในภายหลัง หรือจดทะเบียนรับรองว่าเด็กเป็นบุตรของตน หรือให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ได้เช่นกัน

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.decha.com, เพจพูดคุยภาษากฎหมาย, www.thanulegal.com, www.thailaws.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาม่วง

เพจหมอเด็กเตือน! ใช้ยาม่วงกับลูก..เสี่ยงเป็นมะเร็ง*

เพจหมอเด็ก ออกมาโพสต์เตือน ยาม่วง ที่ใช้ป้ายปาก รักษาแผลในปาก อันตราย!!! เพราะมีงานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้

เพจหมอเด็กเตือน! ใช้ ยาม่วง กับลูก…เสี่ยงเป็นมะเร็!!

ยาม่วง หรือ  เจนเชียนไวโอเลต (Gentian violet)  เป็นยาที่หลายคนคุ้นเคย และอาจเคยผ่านการใช้กันมาแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ซึ่งสรรพคุณของยาม่วง หรือ เจนเชียนไวโอเลต ถูกค้นพบในตอนแรกคือมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ ซึ่งต่อมาในปัจจุบันก็ได้พัฒนามาเป็นยาน้ำประเภทสารละลายสีม่วง ใช้ทารักษาการติดเชื้อทางผิวหนัง รักษาการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย เชื้อราในช่องปากและ ตามผิวหนังของร่างกาย

ยาม่วง เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?

แต่ล่าสุดทางเฟซบุ๊กเพจ หมอเด็ก ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า มีงานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ โดยใจความที่โพสต์ มีดังนี้…

ใครที่ชอบใช้ยาม่วงมาทาแผลในสมัยก่อน บอกเลยว่าตอนนี้ไม่ควรใช้ เพราะมันอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้
ยาม่วงที่ว่านี้คือ Gentian violet (เจนเชียนไวโอเลต) ที่พ่อๆแม่ๆหลายคนชอบเอามากวาดลิ้น กวาดช่องปากในเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อรานั่นแหละ จะบอกว่าตอนนี้งานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ด้วย
ถามว่าแล้วในเมื่อมันอันตรายทำไมเพิ่งจะมาบอก คือในทางการแพทย์เนี่ยปกติแล้วมันไม่มีอะไร 100% หรอก ความรู้ต่างๆ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามแต่ข้อมูลใหม่ๆมาสนับสนุน ตัวยาก็เช่นกัน ถ้ามีการทดลองด้วยตัวแปรใหม่ๆตามยุคสมัย การใช้ยาก็อาจจะเจอผลลัพธ์ข้างเคียงที่เปลี่ยนไปจากอดีตก็ได้ ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนาน ยาบางตัวเพิ่งส่งผลเคียงข้างหลังจากใช้ไปแล้วหลายสิบปีก็มี เหมือนกับข่าวการห้ามยาพาราเกินขนาดนั่นแหละ ที่แต่ก่อนเอะอะไรผู้ใหญ่ก็กิน 2 เม็ด แต่เดี๋ยวนี้ให้เปลี่ยนไปกินตามน้ำหนักตัวแทน
เจ้ายาม่วงนี่ก็เหมือนกัน แต่ก่อนมันอาจไม่เห็นผลข้างเคียง แต่ล่าสุดมีงานวิจัยในสัตว์พบว่า หลังจากใช้ยาม่วงไประยะนึงแล้ว ยานี้ส่งผลให้สัตว์เป็นมะเร็งได้ ฉะนั้นหลายๆ ประเทศเค้าเลยยกเลิกห้ามใช้เด็ดขาดถาวรแล้วนั่นเอง อย่างที่อเมริกา กับแคนาดา ก็เพิ่งถอนยานี้ออกจากตลาดไปในปีนี้หมาดๆเลย
แต่ทว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่บ่งชี้ชัดว่ายานี้เป็นอันตรายกับมนุษย์ขนาดไหน แต่พี่เล่นเตือนว่าห้ามใช้กับแมวกับหมาเด็ดขาด ใครจะกล้าเอาไปใช้กับลูกได้อีกหล่ะถูกไหม

ทีนี้ถ้าห้ามใช้ยาม่วง แล้วควรใช้อะไรแทนดี ?

เวลาแม่ๆ สงสัยว่าคราบขาวๆ ในปากน้อง เกิดจากน้ำนมหรือติดเชื้อราเนี่ย ต้องดูให้ดีเพราะถ้าเราเช็ดคราบน้ำนมที่ลิ้นแล้ว ลิ้นแเดง แสดงว่าอักเสบ เป็นเชื้อรา ก็ต้องพาน้องมาให้คุณหมอดูอีกที เพราะบางครั้งน้องอาจไม่มีอาการอะไรให้เห็น หรือถ้ามีก็อาจแค่ไม่ค่อยดูดนมเพราะมีเจ็บจากอาการอักเสบของเยื่อบุในช่องปาก ซึ่งถ้าคุณหมอดูแล้วเห็นว่าเป็นเชื้อรา สมัยนี้ก็จะให้ยา Nystatin oral suspension มาแทน โดยหยอดกระพุ้งแก้มวันละ 4 ครั้ง 5-10 วัน ก็โอเคแล้วล่ะ

เพื่อนใคร หรือบ้านไหนที่ยังใช้ยาม่วงกันอยู่ ก็ฝากเตือนฝากบอกพวกเค้ากันด้วยนะ อันนี้ซีเรียสเลย

Ref อ้างอิงผลวิจัยจาก: oehha.ca.gov และขอขอบคุณอาจารย์หมอแผนกเด็กประจำ โรงพยาบาลรามคำแหง Ramkhamhaeng Hospital

อ่านต่อหน้า 2 >> ไขข้อสงสัย..!
แท้จริงในไทย ยาม่วงยังปลอดภัยใช้ได้จริงหรือ?

อ่านต่อบาความอื่นน่าสนใจ คลิก:

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

แม่รู้ไหม! ทิชชู่เปียก ย่อยสลายไม่เหมือนกระดาษ ยิ่งใช้เยอะยิ่งสร้างขยะล้นโลก

ทิชชู่เปียก แก็ดเจ็ตประจำตัวคุณแม่ที่ขาดไม่ได้ สามารถใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกของลูกน้อยได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะลูกน้อยวัยทารกที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมอยู่บ่อยๆ แต่แม่ๆทราบหรือไม่ว่า ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ไม่เหมือนกระดาษหรือทิชชู่ทั่วไป เพราะมีส่วนผสมหลายชนิด รวมถึงใยพลาสติกขนาดเล็ก จึงไม่สลายเองตามธรรมชาติกลายเป็นขยะล้นโลก

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย นานถึง 100 ปี ยิ่งใช้มากยิ่งสร้างขยะเพิ่ม 

เพราะการดูแลลูกน้อยที่มีเรื่องวุ่นวายต้องทำตลอดวัน ทิชชู่เปียกกลายเป็นตัวช่วยคุณแม่ให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆออกจากตัวลูกน้อยได้อย่างดี บางบ้านใช้ทิชชู่เปียกตั้งแต่ลูกแรกเกิดจนโต แถมพกไว้ใช้จนติดเป็นนิสัย เปื้อนเมื่อไรก็หยิบมาเช็ดแล้วทิ้ง สะดวกทันใจได้ทันที

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

ด้วยรูปลักษณ์เป็นแผ่นบางมีน้ำชุ่ม ๆ ทำให้แม่หลายคนเข้าใจผิดว่า ทิชชู่เปียกทำจากกระดาษเหมือนกระดาษชำระทั่วไป ความจริงแล้วทิชชู่เปียกจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ทำมาจากโพลีเอสเตอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของใยพลาสติกและผ่านกระบวนการทางเคมี จึงมีโอกาสเกิดการระคายเคืองบนผิวลูกน้อย อีกทั้ง ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ยากจึงกลายเป็นขยะสะสมเช่นเดียวกับพลาสติก ดังนั้นคุณแม่ควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

เว็บไซต์กรีนพีซ เปิดเผยข้อมูลจากสถาบัน EarthWatch เกี่ยวกับขยะพลาสติกด โดยระบุว่า คนทั่วโลกใช้ทิชชู่เปียกมากกว่า 9.3 ล้านแผ่นต่อวัน เพื่อเช็ดทำความร่างกายแทนการล้างด้วยน้ำ เมื่อใช้แล้วทิ้ง ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ยากเหล่านี้กลายเป็นตัวการที่ทำให้ระบบท่อน้ำเสียอุดตัน อีกทั้งต้องใช้เวลายาวนานกว่า 100 ปี พอ ๆ กับ ขยะพลาสติกเลยทีเดียว

แม้บนซองทิชชู่เปียกจะมีคำว่า “flushable” หมายถึงสามารถกดลงชักโครกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะย่อยสลายเองตามธรรมชาติ จึงกลายเป็นขยะตกค้าง ร้านค้าในประเทศอังกฤษไอซแลนด์ราว 800 ร้านค้ายกเลิกการขายทิชชู่เปียกถึง 34 ยี่ห้อที่ถูกระบุว่าเป็นตัวการของขยะอุดท่อ และหากหลุดรอดไปเป็นขยะในแหล่งน้ำหรือทะเล กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

ทิชชู่เปียก ย่อยสลายได้ดีจริงไหม

ปัจจุบันเจ้าของสินค้าหลายแบรนด์ได้ผลิตทิชชู่เปียกที่ระบุว่าสามารถ “ย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ(Biodegradable) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าพลาสติกชีวภาพ ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือชีวมวลต่างๆ เช่น น้ำตาอ้อยหรือข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง โปรตีนถั่ว เป็นต้น

แม้จะเป็น ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ได้เองด้วยน้ำและแสงแดด แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า จะเป็นการสลายตัวได้สมบูรณ์ เพราะสุดท้ายก็ยังเหลือเป็นใยพลาสติกชนิดเล็ก ๆ ที่ดูดซับสารเคมีอันตราย เช่นดีดีทีและโลหะหนักเอาไว้ กลายเป็นสิ่งตกค้างในผืนดินและแหล่งน้ำต่างๆ

อ่าน ใช้ทิชชู่เกินความจำเป็นส่งผลเสียอย่างไร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

PLAYMOBIL THE MOVIE

รู้จักของเล่นยอดฮิตของโลก PLAYMOBIL ก่อนออกผจญภัยใน PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่

PLAYMOBIL THE MOVIE : “PLAYMOBIL” (เพลย์โมบิล) ของเล่นสัญชาติเยอรมันชื่อดังที่เริ่มก่อตั้งในปี 1974 และสร้างยอดขายในแต่ละปีชนิดพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ของเล่นยอดฮิตรายยักษ์ที่สุดของโลกด้วยจำนวนกว่า 3,000 ล้านชิ้น

PLAYMOBIL THE MOVIE

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เด็กๆ ทั่วทั้งโลกต่างมีความสุขไปกับของเล่นแบรนด์นี้ด้วยขนาดชิ้นความสูง 7.5 เซนติเมตร (3 นิ้ว) และฟังก์ชั่นพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้แทบทุกชิ้น ตั้งแต่หัวจรดเท้า มีอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ให้เลือกเสริมได้เพียบ เรียกได้ว่าเด็กๆ ที่เล่นสามารถเปลี่ยนรูปแบบของตัวคาแรคเตอร์ออกมาให้ต่างกันได้แบบนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

PLAYMOBIL THE MOVIE

ในขณะที่ของเล่นอย่าง LEGO เน้นไปที่การสร้างให้เป็นรูปเป็นร่าง PLAYMOBIL จะเน้นไปที่การให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการในการเล่น รวมทั้งยังมีการออกจำหน่ายคอลเลคชั่นของเล่นธีมใหม่ๆ ชวนเล่นอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัศวิน, ตำรวจ, โรงพยาบาล, สวนสัตว์ ฯลฯ

PLAYMOBIL THE MOVIEรู้จักของเล่นยอดฮิตของโลก PLAYMOBIL ก่อนออกผจญภัยใน PLAYMOBIL THE MOVIE รวมไปถึงการได้จับมือกับค่ายภาพยนตร์รายใหญ่เพื่อออกคอลเลคชั่นสุดพิเศษจากหนังดังมากมายให้เด็กๆ ได้เข้าถึงในวงกว้างขึ้น อาทิ How To Train Your Dragon, Ghostbusters หรือ Spirit ทำให้เกิดความหลากหลาย ไม่ว่าจะนำไปเล่นหรือเก็บสะสม จนเกิดการขยายฐานแฟนเพลย์โมบิลไปทั่วโลก

 

 

และ ปีนี้ เจ้าของเล่นยอดฮิตนี้ได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นขึ้นฉายบนจอยักษ์ที่เป็นเรื่องราวของเพลย์โมบิลโดยตรงเป็นครั้งแรกในชื่อ “PLAYMOBIL THE MOVIE” / PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่” ที่มาพร้อมมอบประสบการณ์การผจญภัยหยุดยั้งศัตรูลึกลับในดินแดนมหัศจรรย์ต่างๆ อาทิ ดินแดนเทพนิยาย, โลกของสายลับ, เมืองคาวบอย หรืออาณาจักรโรมัน พร้อมไปกับการเรียนรู้ความหมายของการเป็น ‘ฮีโร่ที่แท้จริง’ ผ่านการผจญภัยของตัวละคร ตัวโปรดที่ได้นักแสดงและศิลปินชั้นนำมาร่วมพากย์เสียงกันคับคั่ง

PLAYMOBIL THE MOVIE

นำโดย เร็กซ์ (ให้เสียงโดย แดเนียล แรดคลิฟฟ์) สายลับอัจฉริยะมีพาหนะคู่ใจเป็นรถพอร์ชสีขาวสุดเท่และอุปกรณ์ไฮเทคเพียบ มาร์ลา (ให้เสียงโดย อันยา เทย์เลอร์-จอย) พี่สาวสุดมั่นที่ต้องตามหาน้องชายของเธอ ชาร์ลี หนุ่มน้อยที่หายตัวไปในโลกของเล่น PLAYMOBIL เดล หนุ่มขับรถฟู้ดทรั๊คสายฮา นางฟ้าทูนหัว (ให้เสียงโดยเมแกน เทรนเนอร์) นางฟ้าใจดีผู้ดูแลอาณาจักร ราชาแม็กซิมัส (ให้เสียงโดย อดัม แลมเบิร์ต) ตัวร้ายผู้เต็มไปด้วยความเพี้ยน และ โรโบไตรตอน หุ่นยนต์เพื่อนซี้ที่มาร่วมผจญภัย

PLAYMOBIL THE MOVIE

มาร่วมแปลงร่างเป็นเพลย์โมบิล ออกทะยานจัดเต็มการผจญภัยแสนสนุกหรรษาไปพร้อมกันใน “PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่” : 29 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งเสียงภาษาไทยและเสียงภาษาอังกฤษ

Cr. คลิป Playmobil เดอะ มูฟวี่ จาก Mongkol Major Mongkol Cinema

PLAYMOBIL THE MOVIE : เรื่องเกิดขึ้น เมื่อ ชาร์ลี น้องชายของเธอหายตัวไปในดินแดนเวทย์มนต์เกินจินตนาการของ Playmobil , มาร์ทา ต้องออกผจญภัยเพื่อหาทางพาเขากลับมาให้ได้ เธอต้องเดินทางผ่านโลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ระหว่างทางเธอได้กับเพื่อนใหม่ไม่ว่าจะเป็น เดล คนขับรถบรรทุกอาหารปากหวาน เจ้าหน้าที่หน่วยลับ เร็กซ์ แดชเชอร์ หุ่นยนตร์สมองเพี้ยน ภูติวิเศษและอีกมากมาย
ผ่านการผจญภัยสุดแสนอัศจรรย์นี้ มาร์ลาและชาร์ลีได้ตระหนักว่า ไม่ว่าชีวิตจะพาไปทางไหน เราจะทำฝันให้สำเร็จได้ตราบใดที่ยังคงเชื่อในตัวเอง!

อ่านบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม นั้นฟังดูน่ากลัวสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะเราไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้เลย แต่การตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้ลูกหายขาดจากโรคได้

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ซึ่งบางครั้งความผิดปกตินี้ก็ส่งผ่านทางพ่อแม่ที่เป็นพาหะสู่รุ่นลูก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์มารดา ที่สำคัญคือ โรคทางพันธุกรรมนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จะตรวจพบรวมทั้งหาทางรักษาได้ก็ต่อเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว การวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีจะช่วยให้ทารกน้อยมีโอกาสเติบโตได้อย่างปกติ แต่หากล่าช้า ผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมามีตั้งแต่ความพิการ ไปจนถึงการเสียชีวิตได้

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

  1. ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

กระทรวงสาธารณสุข เผยประเทศไทยพบเด็กเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ปีละกว่า 4,000 ราย มีประชาชนมียีนโรคนี้แฝงในตัวกว่า 22 ล้านคน หรือพบได้ทุก 1 ใน 3 คน พร้อมถ่ายทอดความผิดปกติให้ลูก โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเกิดจากความผิดปกติของยีน ซึ่งยีนตัวนี้มีหน้าที่สร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน ประกอบไปด้วยกลุ่มโปรตีน 2 ชนิด คือ แอลฟาโกลบินและเบตาโกลบิน เมื่อใดที่ยีนผิดปกติ จะส่งผลต่อการสร้างฮีโมโกลบิน เกิดเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

เนื่องจากธาลัสซีเมียเป็น โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงหมายความว่า พ่อหรือแม่ของผู้ป่วยอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับพันธุกรรมหรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียแฝงจะไม่เกิดอาการใด ๆ แต่สามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงนั้น ต้องได้รับการรักษาไปตลอดชีวิตด้วยการถ่ายเลือดและขับเหล็ก

การวินิจฉัยธาลัสซีเมียสามารถทำได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ เพื่อหาว่าเด็กป่วยเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่และรุนแรงแค่ไหน การทดสอบเพื่อวินิจฉัยสำหรับทารกในครรภ์นั้นประกอบด้วย

  • การตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมจากรกเด็ก (Chorionic Villus Sampling: CVS) แพทย์จะนำรกเด็กมาตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม โดยจะทำการทดสอบเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ของการตั้งครรภ์
  • การเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจสภาวะทารกในครรภ์ (Amniocentesis) แพทย์จะนำตัวอย่างน้ำคร่ำซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวทารกไปตรวจ โดยจะทำการทดสอบนี้เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 16
  • การสกรีนระหว่างเด็กอยู่ในครรภ์ เพื่อตรวจดูว่าเด็กในท้องเสี่ยงที่จะเกิดมาและป่วยเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่โดยการสกรีนนั้นจะทำการตวรจก่อนที่จะมีอายุครรภ์ครบ 10 สัปดาห์ เพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่มีเวลาตัดสินใจว่าจะทำการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ในกรณีที่เด็กจะป่วยเป็นธาลัสซีเมียเมื่อเกิดมา
โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม

2. ภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกส์พีดี (G6PD: glucose-6 phosphate dehydrogenase)

หรือเรียกกันว่าโรคแพ้ถั่วปากอ้า โรคนี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้เป็นปกติ จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง หายใจไม่อิ่ม เป็นต้น โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังมีภาวะติดเชื้อ รวมทั้งเมื่อได้รับอาหารหรือยาบางชนิด หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงนักก็มักหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์หลังได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สารกระตุ้นที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกที่พบกันบ่อย ได้แก่ ยาบางชนิด เช่น ยาซัลฟา ยารักษาโรคมาลาเรีย คลอแรมเฟนิคอล รวมทั้งการบูร ลูกเหม็น และถั่วปากอ้า เป็นต้น

เพราะโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม x คนไข้ส่วนใหญ่จึงเป็นเพศชาย โดยมีสถิติการเกิดโรคและพาหะแฝงในเพศชายอยู่ที่ 11-13 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมากเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และจากสถิติรวมทั้งประเทศพบว่านี่คือโรคทางพันธุกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากธาลัสซีเมีย ซึ่งมีพาหะแฝงรวมทั้งหมดราว 30 เปอร์เซ็นต์ และมีอีก 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรค

โรคนี้ไม่สามารถป้องกันการส่งผ่านจากพ่อแม่ได้ แต่ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมทั้งทำจิตใจให้เบิกบาน ผ่อนคลาย และไม่เครียด
  • ห้ามรับประทานอาหารหรือใช้ยาบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้เกิดการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาหรืออาหารเสริมมาใช้เอง และต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าตนเองป่วยด้วยภาวะนี้
  • ห้ามใช้ลูกเหม็นหรือสารเคมีบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัว
  • รีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง หายใจไม่อิ่ม หรือปัสสาวะมีสีเข้ม เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย 

นิทานหมอประเสริฐ

รวม นิทานหมอประเสริฐแนะนำ พ่อแม่อ่านให้ฟัง เสริมพัฒนาการลูกทุกวัย

ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการดีรอบด้าน เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการอ่านนิทานให้ลูกฟัง แต่จะเลือกหนังสือนิทานให้ลูกอย่างไร หมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ แนะนำไว้เป็นหนังสือนิทานที่พ่อแม่หลายคนชื่นชอบและใช้เป็นไกด์สำหรับเลือกนิทานให้ลูก

นิทานหมอประเสริฐ

หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าอ่านนิทานให้ลูกเล็กๆที่ยังพูดไม่ได้ อ่านไม่ออกจะมีประโยชน์อะไร หรือควรรอถึงวัยเข้าเรียนก่อนจะดีกว่า ความจริงแล้ว การอ่านหนังสือให้ลูกฟังไม่ได้ทำเพื่อให้ลูกอ่านหนังสือเป็นเร็ว หรือฉลาดกว่าคนอื่น แต่มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวจะได้ใช้ร่วมกัน ที่สำคัญ ยังช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้เพื่อโตขึ้นด้วย

รวมหนังสือ นิทานหมอประเสริฐ อ่านให้ลูกฟัง ช่วยเสริมพัฒนาการ

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หรือที่พ่อแม่เรียกว่า “หมอประเสริฐ” จิตแพทย์ชื่อดังประจำโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อธิบายถึงการอ่านนิทานเพื่อกระตุ้นสมองไว้ในหนังสือ เลี้ยงลูกด้วยนิทาน ว่า “ระหว่างให้ลูกนั่งบนตักแล้วอ่านหนังสือไปพร้อมกัน เด็กเล็กที่อ่านไม่ออก แต่ดูภาพตรงหน้า ฟังเสียงจากปากแม่ ระหว่างภาพกับเสียงมีช่องว่าง ใจเด็กจะเติมอะไรบางอย่างในช่องว่างนั้น ผลที่ได้คือแขนมของเส้นประสาทที่ยืดยาวไปแตะกันและกันเป็นร่างแห  ซึ่งมีประโยชน์เชิงพัฒนาการของเด็ก”

นิทานหมอประเสริฐ
เครดิตภาพ: www.mascoops.com

นิทานหมอประเสริฐ ที่แนะนำไว้ในแฟนเพจส่วนตัวตั้งแต่ปี 2559 เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือกับลูก ขณะเดียวกันเป็นเหมือนเข็มทิศที่คอยชี้นำว่า นิทานแต่ละเล่มให้ประโยชน์อะไร เหมาะกับวัยไหน จนถึงปัจจุบันมี นิทานหมอประเสริฐ เขียนแนะนำไว้มากมาย Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมนิทานดีชวนอ่านสำหรับเด็กทุกวัยมาไว้ ดังต่อไปนี้

นิทานหมอประเสริฐ

ห้องนอนกลางดึก สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

นิทานเรื่องนี้ช่วยพัฒนาความสามารถ้านอุปมาอุปไมย หรือการสร้างโลกในจินตนาการของเด็กขึ้นมา เล่าเรื่องราวของเด็กที่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนด้วยตัวเอง ภาพและเนื้อหาทำให้เด็กคิดตามไปว่า ในห้องน้ำกลางคืนมีอะไร รู้จักกับความมืด ความเงียบวังเวง สอนให้ลูกรู้ว่าการเข้าห้องน้ำกลางคืนไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และกล้าทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

นิทานหมอประเสริฐ

ยีราฟจ๋าขอจุ๊บหน่อย สำนักพิมพ์นิทานเพื่อนรัก

เป็นนิทานที่ไม่พยายามสอนหรือเพิ่มทักษะอะไรซับซ้อน นำเสนอเรื่องราวน่ารักของยีราฟที่อยากขอจุ๊บหมูน้อย  ที่ถอดแบบพฤติกรรมของเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งมักไปขอจุ๊บเพื่อน เพราะเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ที่มักจุ๊บลูกๆ อยู่ตลอดเวลา

นิทานหมอประเสริฐ

ม้าน้ำพรางตัว สำนักพิมพ์เก้าแต้ม

เล่าเรื่องม้าน้ำตัวหนึ่งที่ชอบแกล้งคน และชอบพรางตัว เหมือนกับทารกเกิดใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีตัวตนอยู่จริง จึงมักทำอะไรตามใจชอบ หรือที่เรียกว่า “เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง” แต่เมื่อลูกโตขึ้น รู้ว่าตัวเองมีอยู่บนโลกใบนี้จริง จึงพลางตัวไม่ได้ และไม่สามารถ ทำอะไรตามใจตัวไม่ได้อีกแล้ว

นิทานหมอประเสริฐ

 เอ๊ะ! ไม่ได้ไม่เดี๋ยวต้องตั้งใจ สำนักพิมพ์ I.S Practical

นิทานกลอนสี่เล่าเรื่องราวของข้าวตังที่ต้องไปส่งขนมให้กับคุณป้า แต่ข้าวตังมีคำพูดติดปากว่า “เดี๋ยวก่อน” แต่เมื่อออกเดินทางข้าวตังได้เจอเรื่องราวสนุกมากมาย คล้ายหนูน้อยหมวกแดง เด็กๆจะได้เรียนรู้ “การควบคุมตนเอง” ไม่ให้ “ว่อกแว่ก” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดกับเด็กทุกคน

นิทานหมอประเสริฐ

 ใครกินพายแอ๊ปเปิ้ลของฉันไป สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

เรื่องน่าอ่านตั้งแต่หน้าปก ตัวสัตว์น่ารัก เล่าเรื่องราวของสัตว์  3 ตัว หนู แม่น และมด ที่ไม่น่ามาเกี่ยวข้องกันได้ กับหางของสัตว์ปริศนาของเจ้าหัวขโมย ชวนให้เด็กๆติดตามไปด้วยกันว่าใครคือเจ้าของหางที่แท้จริง ท้ายที่สุดจะสอนให้เด็กเข้าใจความทุกข์ยากของคนอื่น มีจิตเมตตา และให้อภัยคนอื่น

นิทานหมอประเสริฐ

ถ้วยฟูกลัวจังเลย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ คิดดี

นิทานเล่าผ่านเรื่องราวของกระต่ายน้อยขี้กลัวตัวหนึ่ง สอนให้เด็ก ๆ รู้ว่าความกลัวไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องผิด เพราะแต่ละคนมีความกลัวไม่เหมือนกัน สามารถเล่าสู่กันฟังได้ ลูกจำเป็นต้องกล้าหาญเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ พ่อแม่จะคอยอยู่เคียงข้างให้ลูกก้าวข้ามความกลัวนี้ให้สำเร็จ

นิทานหมอประเสริฐ

หนูอยากเป็นหมอฟัน  สำนักพิมพ์แปลนฟอร์คิดส์

นิทานดี ๆ จากประเทศเบลเยี่ยม ขนาดกะทัดรัด ไม่มีมุมแหลมแทงมือลูก เหมาะกับเด็กเล็กวัย 0-3 ขวบ เล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดอาชีพ เล่าเรื่องราวของหมอฟันเริ่มจากอุปกรณ์ในห้องหมอฟัน การแต่งตัวของหมอฟัน และวิธีไปหาหมอฟัน ช่วยเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมไปเจอหมอฟันครั้งแรกอย่างมั่นใจ ไร้ความกังวล

นิทานหมอประเสริฐ

ท้องร้องจ๊อกๆ สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

นิทานหมอประเสริฐ แนะนำไว้เป็นภาพวาดแนวขำๆ เล่าเรื่องราวคาดไม่ถึงของหมาป่าหิวโซตัวหนึ่งกับลูกแมวห้าตัวที่พยายามหลอกลูกแม่เข้าป่าไปกินเป็นอาหาร แต่กลับเกิดเรื่องราวผกผันหลายตลบ จนเดาไม่ถูกว่าจะจบอย่างไร ให้ข้อคิดเรื่องการแบ่งปันที่ไม่อยู่ในกรอบวิชาศีลธรรม แต่แบ่งปันเพราะความจำเป็นทางสังคม

อ่านต่อ รวมนิทานหมอประเสริฐแนะนำ (ต่อ) หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แม่เตรียมจดเช็คลิสต์ รายการอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารก

รวม อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต เมื่อลูกได้ทานอาหารเหล่านี้แล้ว รับรองว่าจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตแน่นอน

อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารก

แม้ว่าเด็กทารกวัยแรกเกิด – 6 เดือน ควรจะทานนมแม่เพียงอย่างเดียว และเริ่มทานอาหารเสริมควบคู่กับนมแม่เมื่อถึงวัย 6 – 12 เดือน แต่เมื่ออยู่ในวัย 12 เดือนขึ้นไป อาหารจะมีหน้าที่หลักในการเสริมสร้างร่ายกายลูกน้อยให้เจริญเติบโต ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงรวบรวม อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยมาให้แม่ ๆ ได้เลือกให้ลูกทานกันค่ะ

สารอาหารอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาของลูกน้อย?

  1. ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่พบมากในเนื้อสัตว์ ถั่ว และผลไม้แห้ง ธาตุเหล็กจะช่วยเสริมการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของทารก ทารกที่ขาดธาตุเหล็กอาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยได้ ในทารกแรกเกิดทุกคน จะมีธาตุเหล็กที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ หลังจาก 6 เดือน ธาตุเหล็กในร่างกายจะเริ่มลดน้อยลง และเนื่องจากน้ำนมแม่ยังมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย การให้ลูกน้อยได้ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ควบคู่ไปกับการทานนมแม่จึงมีความจำเป็นอย่างมาก

รวมอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก

  • เนื้อสัตว์ และเนื้อปลามัน เช่นปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน
  • ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม
  • ถั่ว
  • ผลไม้แห้ง

เคล็ดลับ วิตามินซีสามารถช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากพืชซึ่งรายกายดูดซึมได้ยาก ดังนั้น แม่ ๆ จึงควรทำอาหารที่มีสารอาหาร 2 อย่างนี้อยู่ในมื้อเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้รับประโยชน์สูงสุดในการทานอาหารมื้อนั้น เช่น ให้ลูกทานโจ๊ก แล้วเสริมด้วยผลไม้เล็ก ๆ ตุ๋น เป็นต้น

อ่าน สูตรโจ๊กหมู อย่างง่าย เมนูเพิ่มธาตุเหล็กให้ลูกรัก (มีคลิป)

วิตามินสำหรับเด็ก
วิตามินสำหรับเด็ก

 2. สังกะสี

สังกะสีมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกเป็นอย่างมาก มีหน้าที่ในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่าง ๆ มากกว่า 300 ชนิดในร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุชนิดนี้อย่างเพียงพอ จะช่วยรักษาร่างกายให้ทำงานได้อย่างสมดุล นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในการรักษาและซ่อมแซมรอยขีดข่วนหรือบาดแผล และเช่นเดียวกับธาตุเหล็ก ปริมาณสังกะสีของน้ำนมแม่นั้นยังมีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทารก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทารกจะต้องได้รับสังกะสีจากอาหาร

อาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี

  • เนื้อสัตวฺ์
  • นมและชีส
  • ขนมปัง
  • ธัญพืช

อ่าน เผยสูตร! ชีสสติ๊ก อาหารว่างสุดอร่อย ช่วยเพิ่มน้ำหนักลูกรัก (มีคลิป)

3. แคลเซียม

แคลเซียมจำเป็นต่อการพัฒนากระดูกและฟันของทารก สารอาหารที่สำคัญนี้ช่วยในการสร้างโครงกระดูกของลูกน้อยเมื่อโตขึ้น การได้รับแคลเซียมส่วนใหญ่ของทารกมาจากนมไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่หรือนมผง แต่คุณแม่ก็สามารถเสริมแคลเซียมที่มีในอาหารให้แก่ลูกน้อยได้ด้วยเช่นกัน

แหล่งแคลเซียมในอาหาร

  • นม ชีส และผลิตภัณฑ์นมอื่น ๆ
  • ผักใบเขียว เช่น บรอคโคลี่ กะหล่ำปลี
  • ถั่วเหลืองและเต้าหู้
  • ถั่ว
  • ปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก

อ่าน รีวิวนมวัว 100% (รสจืด) ห้ามพลาด!! สำหรับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป

เศษแก้ว-พลาสติก สารเคมี สิ่งแปลกปลอมเข้าตา รักษาให้ถูก ช่วยป้องกันลูกตาบอด

อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กวัยซน มักเล่นสนุก ปีนป่าย หรือนำของอันตรายมาเล่นอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ทันระวังตัว หนึ่งในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆและเสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะ เมื่อเศษแก้ว เศษพลาสติก หรือสารเคมี สิ่งแปลกปลอมเข้าตา ลูก หากไม่รู้จักวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง หรือทำผิดวิธี มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นไปตลอดชีวิต

ส่ิงแปลกปลอมเข้าตา ต้องรักษาอย่างไรให้ลูกปลอดภัย ไม่เสี่ยงตาบอด

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

ปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้อยู่บ้านอย่างอิสระ มีเวลาให้ทำกิจกรรมต่างๆได้เต็มที่  แต่ก็เป็นเวลาเดียวกับที่พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ บ่อยที่สุด หากเป็นอุบัติเหตุไม่รุนแรงแค่หกล้ม เป็นแผลถลอกคงไม่น่าห่วง แต่บางครั้งเกิดมีเศษแก้ว เศษพลาสติก สารเคมี หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ลูกน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว คุณพ่อคุณแม่ควรรู้วิธีดูแลเบื้องต้นให้ลูกปลอดภัยก่อนไปถึงมือแพทย์ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ ถ้าสูญเสียไปแล้วไม่อาจกลับมาแก้ไขได้

ประเภทของอุบัติเหตุทางตา

สาเหตุที่ทำให้ดวงตาบาดเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อมี สิ่งแปลกปลอมเข้าตา เท่านั้น แต่อุบัติเหตุที่ไม่ตั้งใจอาจเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความผิดปกติสามารถแบ่งออกเป็น  3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • โดนกระแทกที่ดวงตา

เวลาลูกวิ่งซน หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง อาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา จากการกระแทกหรือกระเด็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น โดนชกที่เบ้าตา ลูกบอลกระแทกตา มีเศษหิน ฝุ่น หรือใบไม้ลอยเข้าตา ซึ่งทำให้เกิดอาการจากเบาไปถึงหนักดังต่อไปนี้

               หนังตาฟกช้ำ จากการกระแทกที่ไม่รุนแรง ทำให้หนังตาบนบวมช้ำเขียวเพราะมีเลือดออกใต้หนังตาบน-ล่าง หากบวมมากจะทำให้ตาปิด

วิธีปฐมพยาบาล : ใช้ประคบเย็นด้วยผ้าชุบน้ำหรือผ้าห่อน้ำแข็งบนหนังตาใน  24 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าไม่มีรอยแตกหรือฉีกขาดที่ดวงตา

               ตาขาวเลือดออก มักเกิดขึ้นหลังโดนกระแทกหรือไอจามแรงๆ ทำให้มีเลือดออกที่ตาขาว หากไม่มีอาการร่วม เช่น เจ็บหรือระคายเคือง ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ รอยเลือดจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

               สิ่งแปลกปลอมเข้าตา หากลูกออกไปเล่นในวันที่ลมแรง หรือนั่งรถต้านลมโดยไม่ต้องอาจ อาจมีเศษไม้ เศษฝุ่น แมลงตัวเล็กๆ หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้าตา โดยเฉพาะตาขาว ทำให้ระคายเคืองตา เจ็บตา หรือน้ำตาลไหล แต่ถ้าสิ่งแปลกลมนั้นขูดบนกระจกตาจนถลอกจะยิ่งรู้สึกเคืองตามากขึ้น

วิธีปฐมพยาบาล: ล้างตาลูกด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าเยื่อบุตามีบาดแผล ไม่ควรล้างตาด้วยตัวเอง และควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์

               กระจกตาถลอก เป็นแผลจากการขีดข่วนหรือมีวัตถุติดด้านในหนังตาบน ทำให้ระคายเคืองและเจ็บมาก

วิธีปฐมพยาบาล : หยอดยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและปิดตาไว้ 24 ชั่วโมงรอให้แผลถลอกหายไปเอง ทั้งนี้ควรพาไปพบจักษุแพทย์จะดีที่สุด

เศษโลหะหรือแก้วติดกระจกตา วัตถุเหล่านี้มีความคมและแข็งมาก มักทำให้ระคายเคือง น้ำตาไหล และล้างออกยาก

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

             วิธีปฐมพยาบาล : ไม่ควรล้างตาหรือหยิบเศษโลหะหรือแก้วออกเอง เพราะบางครั้งสิ่งที่เห็นว่าเป็นเศษสีดำอาจไม่ใช่ฝุ่นหรือสิ่งสกปรก แต่เป็น “เนื้อเยื่อลูกตา” ที่หลุดออกมาเมื่อกระจกตาฉีกขาด หากดึงออกมาทำให้สูญเสียการมองเห็นทันที

            ดังนั้นควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ด้วยการหยอดยาชา ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำค่อยๆเชี่ยออก หากมีสนิมเกาะด้วย ต้องหยอดยาป้องกันเชื้อแบคทีเรียแล้วรอ 24 ชั่วโมงจนกระจกตานิ่มลงจึงค่อยเอาสนิทออก

             เลือดออกในลูกตา มักเกิดจากโดนลูกบอลกระแทก หรือกระสุนปืนอัดล ทำให้ม่านตาเลือกออกและขังอยู่ในช่องด้านหน้าลูกตา ทำให้มองเห็นภาพเหมือนมีระดับน้ำในแก้ว

วิธีปฐมพยาบาล: หากไม่มีบาดแผลไม่จำเป็นต้องพบแพทยญ์ แต่ควรนอนพักนิ่งๆประมาณ 5 วันเพื่อให้เลือดแห้งสนิทและไม่เกิดภาวะเลือดออกซ้ำ

อ่านต่อ สารเคมีเข้าตาลูกต้องดูแลอย่างไรดี หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป

วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้เหมาะกับวัยและน้ำหนักของลูกน้อย

ผ้าอ้อมสําเร็จรูป ในท้องตลาดมีหลากยี่ห้อ หลายแบบ มากไซส์ ถ้าจะเลือกให้เหมาะกับลูกน้อยแต่ละวัย หรือหากต้องการ
เลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกแรกเกิดครั้งแรก จะมี วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป อย่างไรบ้าง บอมเบย์มีคำตอบค่ะ

Super Nanny แนะ วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป
ให้เหมาะกับวัยและน้ำหนักของลูก

คลิปนี้เพื่อพ่อแม่มือใหม่โดยเฉพาะ! เปิดทางสว่าง กับ วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้ลูกแรกเกิดครั้งแรก!!! ต้องดูอะไรบ้าง เทียบไซส์ตรงไหน หรือต้องเลือกอย่างไร? ให้เหมาะกับวัยและการใช้งาน ทั้งลูกสาวและลูกชาย … ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์มี วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป (ให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด – 6 ขวบ) มาฝาก >> รับรองข้อมูลแน่น..ซื้อผ้าอ้อมได้ถูกต้องเหมาะกับลูกน้อยแน่นอน

Must read : รีวิว ผ้าอ้อมสาลู ผ้าฝ้าย และผ้าสำลี เลือกแบบไหนให้ลูกดี!

ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

โดย ขนาดผ้าอ้อม ก็จะมีตั้งแต่

  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปไซส์ NewBorn เหมาะสำหรับลูกน้อยที่มีน้ำหนักตั้งแต่ แรกเกิด – 5 กิโลกรัม
  • ไซส์ S ก็ใช้กับเด็กน้ำหนักประมาณ 4-8 กิโลกรัม >> ซึ่งผ้าอ้อมไซน์ NewBorn กับ ไซน์ S ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเทปกาวแบบนี้ค่ะ
  • ผ้าอ้อม ไซส์ M ก็จะใช้กับเด็กที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 7-12 กิโลกรัม
  • ไซส์ L เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 9-14 กิโลกรัม
  • ไซส์ XL เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 12-17 กิโลกรัม
  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปไซส์ XXL เหมาะกับเด็กน้ำหนักประมาณ 15-25 กิโลกรัม
  • และสุดท้ายผ้าอ้อมสำเร็จรูป บางยี่ห้อก็มีถึงไซส์ XXXL เหมาะกับเด็กน้ำหนักประมาณ 18-35 กิโลกรัม หรือ 6 ขวบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจาก วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่บอมเบย์แนะนำนั้น ก่อนซื้อหากคุณแม่ไม่มั่นใจกับขนาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่อาจมีความเหลื่อมล้ำ ให้ซื้อไซส์ที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุดแบบแพ็คเล็กมาลองดูก่อน  และต้องคอยระวังตรงง่ามขาไม่ให้รัดจดเกิดเพราะจะทำให้คันระคายเคือง เจ็บ เป็นรอยแดง เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ หรือไม่ให้หลวมจนเกิดไปเพราะฉี่ลูกก็อาจจะทะลักออกมาได้ค่ะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny 

ดวงแม่ 12 ราศี

เปิดชะตา! ดวงแม่ 12 ราศี พร้อมวิธีเลี้ยงลูกให้เหมาะกับราศีแม่

ดวงแม่ 12 ราศี … ความเป็นแม่ของแต่ละราศี จะเป็นอย่างไร เมื่อผู้หญิงธรรมดากลายมาเป็น “แม่” จะมีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบไหน ตรงเหมือนกับที่คุณเป็นอยู่หรือไม่ มาเช็กกัน

เผย! ดวงแม่ 12 ราศี พร้อมวิธีการเลี้ยงลูกให้เหมาะกับราศีนั้น!

ดวงแม่ 12 ราศี ว่าด้วยเรื่องของดวงชะตา เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่คุณผู้หญิงมักให้ความสนใจกัน และเพื่อให้คุณแม่รู้จักตัวเองมากขึ้น จากผู้หญิงธรรมดาที่ต้องกลายมาเป็นแม่ ดวงชะตา สไตล์ ความเป็นแม่ ของแต่ละราศีเกิด หรือ ดวงแม่ 12 ราศี จะยังเป็นอย่างไร … จะเหมือนก่อนหน้าที่ยังไม่ได้เป็นคุณแม่หรือไม่?? และถ้าทราบถึงความเป็นแม่ในราศีของตัวเองแล้ว จะมีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไร ให้เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย สอดคล้องไปกับดวงชะตาราศีเกิด

ตามมาดู ดวงแม่ 12 ราศี ซึ่งทางทีมงาน Amarin Baby & Kids คำแนะนำจาก อาจารย์ดาริณ ปักธง จากแอป a ดวง  www.aduang.co นักโหราศาสตร์ อาจารย์เจ้าของสถาบันบ้านเด็กปลื้ม และสุดยอดคุณแม่ลูกสอง เกี่ยวกับ สไตล์คุณแม่แต่ละราศี เกิดราศีนี้จะเป็นคุณแม่แบบไหน และจะมีวิธีการเลี้ยงดูลูกสไตล์เป็นอย่างไร เพื่อให้คุณแม่จะได้เข้าใจตัวเอง พร้อมมีแนวทางในการเลี้ยงลูกที่ชัดเจนขึ้น เช็กกันตรงนี้ได้เลยค่า…

ดวงแม่ 12 ราศี

ความเป็นแม่ ของสาว “ราศีเมษ”

คุณแม่ราศีเมษ เป็นคุณแม่สุดเปรี้ยว ทันสมัย แถมยังแอคทีฟสุดๆ ดังนั้น คุณจึงเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสดใส ร่าเริง ส่งเสริมให้ลูกรู้จักรักการผจญภัย โลดโผน ทำให้ลูกเป็นเด็กที่มุ่งมั่น มีความกล้าหาญ และเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ๆ

วิธีการเลี้ยงดูลูกสไตล์คุณแม่ราศีเมษ จะเป็นการเลี้ยงลูกแบบค่อนข้างให้อิสระ ไม่บงการ สั่งลูกให้หันซ้ายขวาหน้าหลัง คุณแม่ราศีเมษมักจะทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกดู ผสมกับเทคนิคในการเลี้ยงดูแบบสมัยใหม่ เช่น การท้าทาย และใช้เทคนิคการให้รางวัล เพื่อให้คุณลูกรู้สึกสนุกและพยายามทำสิ่งนั้นๆ ให้สำเร็จ

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีพฤษภ”

คุณแม่ราศีพฤษภ เป็นคุณแม่ที่รักความสนุกสนาน รักสวยรักงาม  ชอบแต่งตัวสวยๆ น่ารักๆ ให้ลูก นอกจากนั้น คุณแม่ราศีพฤษภ ยังเป็นชอบพูดจาไพเราะอ่อนหวานกับลูก จึงไม่แปลกที่คุณลูกเป็นเด็กช่างเจรจา น่ารัก ขี้อ้อน

วิธีการเลี้ยงลูกสไตล์คุณแม่ราศีพฤษภคือ การพูดคำหวาน นุ่มนวล ในการตะล่อมคุณลูก ทำให้คุณลูกเชื่อฟังและปฏิบัติตามคุณแม่อย่างดี  ถือว่าเป็นคู่แม่ลูกที่น่ารักมุ้งมิ้งราศีหนึ่งเลยทีเดียว

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีเมถุน”

คุณแม่ราศีเมถุนค่อนข้างชอบพูด ทั้งการพูดเชิงวิชาการ พูดสอน เตือน ไปจนถึงการบ่นเลยทีเดียว แต่โชคดีที่คุณแม่ราศีเมถุนนั้นเป็นอีกราศีหนึ่งที่เข้ากับลูกได้ดี … ดังนั้น ลูกจึงรักและเชื่อฟังคุณแม่มาก เขาชอบจะรับฟังคำสอน คำเตือน และปฏิบัติตามได้ดี

ดวงแม่ 12 ราศี

ดวงแม่ ของชาว “ราศีกรกฎ”

คุณแม่ราศีกรกฎเป็นคุณแม่ที่อ่อนหวาน ค่อนข้างเซนซิทีฟ ในขณะที่ลูกของคุณแม่กรกฎกลับเป็นเด็กที่กล้าหาญ กล้าพูดมากๆ จนบางครั้งอาจทำให้คุณแม่ช็อกกับการกระทำหรือคำพูดของลูกได้เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม คุณแม่กรกฎก็มักจะแพ้ลูกอ้อนของลูกเสมอ

วิธีการเลี้ยงลูกที่เหมาะกับคุณแม่กรกฎคือ การพูดจาดีๆ อ่อนหวาน ถ้าลูกอ้อนมา แม่ก็ต้องอ้อนกลับ เพราะลูกของชาวกรกฎนั้นไม่ชอบการบังคับ ข่มขู่ หรือการสั่งให้ลูกทำตาม  แต่หากพูดจาดีๆ กับลูก ลูกก็จะรับฟังและเชื่อฟังคุณแม่อย่างดี

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีสิงห์”

คุณแม่ราศีสิงห์เป็นสาวมั่นสุดๆ  หากเธอเชื่อมั่นในเรื่องอะไรแล้ว เธอก็จะไม่ฟังใครและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความคิดไปได้ แม่ราศีสิงห์จึงค่อนข้างเผด็จการมากๆ เรียกว่าเมื่อสั่งอะไรแล้ว ลูกต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แต่อย่างไรก็ตาม คุณแม่ราศีสิงห์ก็ค่อนข้างโชคดี เพราะในดวงชะตาแล้ว ลูกของราศีสิงห์จะเป็นเด็กที่เชื่อฟังคุณแม่ พร้อมฟังคำสอนของผู้ใหญ่ เป็นเด็กดี มีสติปัญญา แต่ก็จะมีความไม่มั่นใจในตัวเอง ขี้กลัว ไม่กล้าคิดตัดสินใจ และค่อนข้างกังวลง่าย ซึ่งก็เกิดจากการที่มีคุณแม่คอยสั่ง คอยกำกับอยู่เสมอนั่นเอง … คำแนะนำคือ คุณแม่ควรจะเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดตัดสินใจด้วยตัวเอง จะทำให้ลูกกล้าคิดและกล้าหาญยิ่งขึ้น

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีกันย์”

คุณแม่ราศีกันย์เป็นคุณแม่ที่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ ชอบพูด ชอบสอน และชอบบ่นคล้ายๆ กับคุณแม่ราศีเมถุน แต่ต่างกันตรงที่ลูกของชาวราศีกันย์ค่อนข้างเป็นเด็กจริงจัง มุ่งมั่น ซึ่งหากคุณมัวแต่ไปตำหนิ หรือบ่นลูก จะทำให้เขารู้สึกอึดอัด คับข้องใจ และเครียดได้ในระยะยาว

วิธีการเลี้ยงลูกที่อยากแนะนำคือ การพูดในเชิงบวก คอยสนับสนุนลูก เพื่อให้คำพูด คำสอนของแม่กลายเป็นแรงผลักดันให้ลูกมีมานะ อดทน ทำให้ลูกมีกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคและอยากจะสำเร็จ

คลิกอ่านต่อหน้า 2 เพื่อเช็กสไตล์แม่แต่ละราศี (ตุลย์ – มีน)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินอุดหนุนบุตร 2562

อัพเดท! เงินอุดหนุนบุตร 2562 รวมทุกคำถาม ตอบทุกข้อสงสัย ที่นี่

อัพเดททุกข้อมูลเกี่ยวกับ เงินอุดหนุนบุตร 2562 สมัครอย่างไร? ลงทะเบียนที่ไหน? ทำไมเงินถึงไม่เข้า? ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อลงทะเบียน ดูได้ที่นี่!!

อัพเดท! เงินอุดหนุนบุตร 2562 รวมทุกคำถาม ตอบทุกข้อสงสัย ที่นี่

เงินอุดหนุนบุตร 2562 คืออะไร?

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายเพื่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งเป็นการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) โดยจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน รวมทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นการประกันสิทธิให้เด็กได้รับสิทธิโดยตรง ทั้งด้านการอยู่รอด แล้วยังเป็นการสร้างช่องทางให้เด็กเข้าถึงสิทธิในเรื่องอื่น ๆ ตามมา เป็นมาตรการให้พ่อแม่นำเด็กเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด สามารถนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ทั้งทางด้านสุขภาพ โภชนาการ เครื่องนุ่มห่ม และอุปกรณ์เครื่องมือในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก โดยเงินอุดหนุนฯ จะเป็นเงินที่รัฐจ่ายให้กับผู้เลี้ยงดูเด็กอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายเดือน โดยผู้รับไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ

สถานที่รับลงทะเบียน

  • ผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนได้ที่ สำนักงานเขต
  • ผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่ส่วนภูมิภาพ ให้ลงทะเบียนได้ที่ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาล
  • และผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่ที่เมืองพัทยา ให้ลงทะเบียนได้ที่ ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • กรณีมาทำงานต่างจังหวัด ให้ลงทะเบียนตามที่อยู่ปัจจุบันของเด็ก เด็กอาศัยอยู่ที่ไหนให้ลงทะเบียนที่นั่น

คุณสมบัติของผู้ได้สิทธิ์รับ เงินอุดหนุนบุตร 2562

เด็กแรกเกิด ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาค 2558 เป็นต้นไป จนอายุครบ 6 ปี
  • ต้องอาศัยอยู่กับบิดา มารดา ผู้ปกครองที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
  • ต้องไม่เป็นผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตร จากหน่อยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรืออยู่ในความอุปการะของหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน
  • เด็กที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นครั้งคราว หรือเบี้ยความพิการ หรือเงินสงเคราะห์บุตรจากกองทุนประกันสังคม มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนได้

ผู้ปกครอง ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะเพื่อเลี้ยงดูอย่างบุตร
  • เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย
  • อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย คือ รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี

คุณเข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุนหรือไม่?

ตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่นี่ >>https://csg.dcy.go.th/th/eligibility-test<<

การได้รับสิทธิ์ เงินอุดหนุนบุตร 2562

  • เด็กที่รับสิทธิ์ในปีงบประมาณ 2559 – 2561 (เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561) ได้สิทธิ์อย่างต่อเนื่องเดือนละ 600 บาท จนอายุครบ 6 ปี โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
  • เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561 แต่ไม่มีคุณสมบัติตามระเบียบ คือ มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 36,000 บาท ต่อคน ต่อปี (ตามประกาศเก่าทำให้ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงิน) ซึ่งปัจจุบันได้ขยายเป็นรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 เดือนละ 600 บาท จนอายุครบ 6 ปี
  • สำหรับเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562 และผู้ปกครองได้มายื่นขอรับสิทธิ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2562 จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนที่เกิด จนอายุครบ 6 ปี
  • เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562 และผู้ปกครองได้มายื่นขอรับสิทธิ์ภายหลังวันที่ 30 กันยายน 2562 จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียน จนอายุครบ 6 ปี
  • เด็กแรกเกิดที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปให้ได้รับเงินเดือนละ 600 บาท นับตั้งแต่เดือนที่ยื่นขอรับสิทธิ์ จนอายุครบ 6 ปี

ขั้นตอนการลงทะเบียนรับ เงินอุดหนุนบุตร 2562

เงินอุดหนุนบุตร 62
เงินอุดหนุนบุตร 62

เอกสารประกอบการ ลงทะเบียน เงินอุดหนุนบุตร 2562

  1. แบบคำร้องขอลงะเบียน (ดร.01)
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  3. บัตรประจำตัวประชาชนของหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ปกครอง
  4. สำเนาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  5. สำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก(เฉพาะหน้าที่มีชื่อหญิงตั้งครรภ์)
  6. สำเนาสูติบัตตรเด็กแรกเกิด
  7. สำเนาหน้าาสมุดบัญชีเงินฝาก ของผู้ที่ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

หมายเหตุ

  • ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้ง 2 คน หรือ แม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนเดียว ไม่ปรากฎพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย หรือ พ่อเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนเดียว ไม่ปรากฎแม่ที่ชอบด้วยกฏหมาย ไม่ต้องมีผํู้รับรองสถานะของครัวเรือน
  • ในกรณีที่ พ่อและแม่เป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิด แต่ไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้ง 2 คน หรือ ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียง 1 คน หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ ผู้ปกครองที่ไม่ใช่พ่อหรือแม่ เป็นผู้ที่เลี้ยงดูและอาศัยอยู่กับเด็กแรกเกิดไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องมีผู้รับรองสถานะของครัวเรือน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ รวมคำถามคำตอบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับ เงินอุดหนุนบุตร 2562

ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ

ชวนลูกขายขนมกับ ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ แสนสนุก

คุณพ่อคุณแม่ต้องการสอนให้ลูกเห็นคุณค่าของเงิน และฝึกความอดทนตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากการหัดลูกหยอดกระปุกแล้ว  การสอนให้ลูกหารายได้ด้วยตัวเอง เช่น ของเล่นมือสองหรือชวนลูกทำขนมขาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกสนุกกับการหาเงิน และสามารถสอดแทรก ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ ให้ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงได้ด้วย

ชวนลูกขายขนม เสริมทักษะภาษาด้วย ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ

การสร้างพื้นฐานที่ดีด้านการเงินให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกฝนให้ลูกรู้จักการใช้เงินตั้งแต่เด็ก อาจเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ด้วยการหยอดกระปุก และทำบัญชีรายจ่าย-เงินออม เพื่อให้พวกเขารู้จักอดออมและใช้เงินเฉพาะที่จำเป็น

เมื่อลูกทำสำเร็จแล้ว ต้องไม่ลืมหยิบยื่นโอกาสให้ได้ “หาเงินด้วยตัวเอง” แม้ครอบครัวจะมีฐานะการเงินดี ไม่จำเป็นต้องให้ลูกออกไปหาเงินเอง ทราบหรือไม่ว่า การฝึกให้ลูกหาเงินด้วยตัวเองเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ลูกเห็นคุณค่าของเงินอย่างชัดเจน เพราะเขาต้องทำทุกกระบวนการด้วยตัวเอง จึงจะทราบดีว่า กว่าที่พ่อแม่จะหาเงินมาเลี้ยงดูลูกได้นั้นยากลำบากเพียงใด ที่สำคัญยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเล็กๆ ที่ลูกนำไปต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้ด้วย

อ.คริส และสองพี่น้องตระกูลไรต์ ช่วยกันทำภารกิจ “ขายมัฟฟินหาเงินไปซื้อของเล่น” พร้อมกับเรียนรู้ ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้ฝึกฝนทักษะภาษาให้ลูกๆที่บ้านเป็นเด็กเก่งรอบด้านด้วย มาติดตามกันเลยดีกว่า รายการ KidsTalk ในช่วง DaddyTalks ใน EP นี้จะมีประโยคและคำศัพท์สนุกๆ อะไรบ้าง พร้อมลุ้นไปด้วยกันน้องวินจะขายมัฟฟินสำเร็จหรือไม่ ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

 

มาทบทวนคำศัพท์และ ประโยคซ้ื้อขายภาษาอังกฤษ กันเลยค่ะ

piggy bank          กระปุกออมสิน

entrepreneur    ผู้ประกอบการ

partner/ shareholder   หุ้นส่วนธุรกิจ

vendor/seller    พ่อค้า

sour cream         ซาวร์ครีม

muffin                  มัฟฟิน

baking soda        เบกกิ้งโซดา

oven                      เตาอบ

change                 เศษตังค์

cash                       เงินสด

praise/compliment         คำชม

overpaid              ให้เงินเกิน

rip off                    ขูดรีด

sold out                ขายหมด

save money       เก็บเงิน

earn money       หาเงิน

invest                    ลงทุน

fake bank note แบงก์ปลอม

return money    เงินทอน

ประโยคซื้อขาย ภาษาอังกฤษ

Do you have money?     ลูกมีเงินไหม

we are going to invest in a business         เราจะลงทุนทำธุรกิจกัน

I would like to sell muffin             ลูกอยากขายมัฟฟิน

Make some money                         หาเงิน

Do you have any cash?                  ลูกมีเงินสดไหม

twenty baht for  a piece                                ชิ้นละ 20 บาท

Which one would you like            รับชิ้นไหนดีครับ

I’ll give you special deal                 ผมมีข้อตกลงพิเศษให้

Thank you for buying                     ขอบคุณที่อุดหนุน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับกิจกรรมขายมัฟฟินของน้องวินสตันที่สอนทั้งคำศัพท์และ ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ ให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ