2 ภัยใกล้ตัว เกิดในบ้าน แค่แม่เผลอ ทำลูกถึงตาย

เพราะ ภัยใกล้ตัว เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากไม่ระมัดระวังให้ดีอาจทำให้ลูกเป็นอันตรายจนถึงชีวิต เพียง “แค่แม่เผลอไม่กี่นาที” เหมือน 2 อุบัติเหตุไม่คาดฝันที่คร่าชีวิตลูกน้อยไปตลอดกาล

ภัยใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องเล็กแค่แม่เผลอเพียงเสี้ยวนาที อันตรายถึงชีวิต

เว็บไซต์ข่าวสดรายงานข่าว คุณแม่ลูกกสองวัย 30 ปีอุ้มร่างของเด็กหญิงวัย 1 ขวบที่หมดสติไปขอความช่วยเหลือหลังประสบเหตุจมน้ำอยู่ในถังน้ำความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ซึ่งมีน้ำอยู่เต็มถังและมีฟองแชมพูกับแก้วน้ำลอยอยู่ คุณแม่เปิดเผยว่า “วันนี้ตนเลี้ยงลูกคนเดียวแล้วเผลอหลับไปพอตื่นขึ้น กลับพบว่าลูก 2 คนอยู่ในห้องน้ำ แต่ลูกสาวคนเล่นหัวจมอยู่ในถัง จึงรีบคว้าตัวลูกแล้วร้องให้คนช่วย”

ภันใกล้ตัว
เครดิตภาพ social.tvpoolonline.com

เมื่อหน่วยกู้ภัยและแพทย์ชำนาญการมาช่วยปั๊มหัวใจได้เร่งทำ CPR ปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตอยู่ราว 20 นาที ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ภายหลังมีรายงานข่าวว่าไม่สามารถยื้อชีวิตของหนูน้อยเอาไว้ได้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวมาณ.ที่นี้

ขอให้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่ถึง ภัยใกล้ตัว ที่เกิดขึ้นกับลูกวัย 1 ขวบปีขึ้นไปได้ตลอดเวลา เพราะเด็กวัยนี้มีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากคลานมาเป็นเดิน จึงสนุกกับการสำรวจสิ่งรอบตัว ชอบรื้อ ค้น หยิบจับ กัด ชิม ดมสิ่งของต่างๆ จึงเป็นอันตรายได้ง่าย โดยเฉพาะเหตุ “จมน้ำในภาชนะเก็บน้ำ” ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย เพราะเด็กอาจเผลอเอาหัวจุ่มลงไปในถังน้ำ หรือเดินสะดุดแล้วลงกะละมังที่มีน้ำรองอยู่ แล้วไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องน่าสลดใจดังกล่าว

การดูเอาใจใส่ของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ในจุดที่ดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย หากเผลอไผลเพียงไม่กี่นาที ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยไหนก็อาจเป็นอันตราย เหมือนกับเหตุการณ์คาดไม่ถึงทีจากในเพจอปพร.เขตบางบอน เมื่อได้รับแจ้งจากผู้ปกครองเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หลังลูกชายวัย 12 ปี ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งใส่อยู่ในขวดเครื่องดื่มทั่วไป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำหวาน

ภัยใกล้ตัว
เครดิตภาพ www.mgronline.com

โดยมีเนื้อความระบุว่า “เตือนภัยสำหรับผู้ปกครอง อย่าเอาน้ำยาทุกชนิดใส่ขวดน้ำไว้ที่บ้านเด็ดขาด เพราะเด็กไม่รู้ว่าเป็นน้ำยาอะไรจึงได้ยกขึ้นมาดื่มกิน” ด้านแม่ของเด็กชายเปิดเผยว่า ลูกชายกลับมาจากโรงเรียนแล้วหยิบขวดน้ำในตู้เย็นมาดื่ม ไป 1 ครั้งแล้วรู้สึกแสบคอ จึงโทรบอกแม่ก่อนจะถูกส่งไปล้างท้องและฉีดยาเคลือบกระเพาะไว้ อาการปลอดภัยดี

ภายหลังสอบถามคนในครอบครัวจึงทราบว่า พ่อกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำไว้ในขวดเครื่องดื่ม แต่แม่ไม่ทราบจึงนำไปแช่ตู้เย็น เมื่อลูกชายกลับมาโรงเรียนและกระหายน้ำจัด จึงหยิบมาดื่มทันที โชคดีที่ดื่มไปในปริมาณไม่มากจึงช่วยเหลือไว้ทัน

น้ำยาล้างห้องน้ำเป็นอีกหนึ่ง ภัยใกล้ตัว ที่ต้องระวัง เพราะมีส่วนประกอบของสาร  Anionic surfactant  เมื่อดื่มเข้าไปจะมีอาการปวดแสบท้องและอาเจียน นอกจากนี้อาจจะทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไป มีอาการปวดแสบท้อง อาเจียน และเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก

การเปลี่ยนภาชนะของน้ำยาทำความสะอาดในบ้านไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาล้างห้องน้ำไปใส่ภาชนะชนิดอื่นหรือขวดน้ำ โดยไม่มีฉลากระบุให้ขัดเจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายเหมือนเหตุการณ์ข้างต้นได้

อ่านต่อ 9 ภัยอันตรายในบ้านเกิดขึ้นได้เมื่อแม่เผลอ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

สำหรับแม่ตั้งครรรภ์ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่กำลังกังวลว่าจะทำอย่างไรเมื่อลูกคลอดออกมา โดยเฉพาะการ แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อในสูติบัตรได้หรือไม่ และจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่? ที่นี่มีคำตอบค่ะ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

การเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพบุคคล และเป็นจุดเริ่มต้นที่กฎหมายเข้ามามีบทบาท เมื่อลูกคลอดออกจากท้องแม่แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นั่นก็คือการแจ้งเกิดนั่นเอง โดยการแจ้งเกิดนั้น มีขั้นตอนต่อไปนี้

แจ้งเกิดลูก ทำอย่างไร?

  1. ผู้ที่ทำคลอดจะต้องออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑) ให้ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปใช้ในการแจ้งเกิดที่เทศบาล สำนักงานเขต หรือ อำเภอ (ในกรณีที่เกิดในสถานพยาบาล)
  2. ถ้าเกิดที่บ้าน เช่น บ้านพ่อแม่ ถ้าอยู่ในเขตท้องที่ของที่ว่าการอำเภอ ให้แจ้งผู้ใหญ่บ้านประจำหมู่บ้านที่เด็กเกิด ผู้ใหญ่บ้านจะต้องรับแจ้ง และออกเอกสารเป็นใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร ๑ ตอนหน้า) ให้ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน
  3. เมื่อได้รับหนังสือรับรองการเกิดแล้ว ให้เตรียมเอกสารหลักฐานอื่น ๆ เพื่อไปประกอบ ดังนี้
    • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ไปแจ้ง
    • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑ หรือ ท.ร. ๑ ตอนหน้า)
    • และสำเนาทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อลูกน้อยเข้าไป
  4. เมื่อรวบรวมเอกสารมาครบแล้ว ให้เจ้าบ้าน คุณพ่อ หรือคุณแม่ นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาแจ้งต่อนายอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ หรือ เทศบาล หรือเขต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกใบสูติบัตรให้
  5. ระยะเวลาในการแจ้งเกิด ภายในเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกน้อยเกิด
  6. สถานที่แจ้งเกิด ถ้าสถานที่ที่ลูกน้อยเกิดตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้แจ้งเกิดที่เขตนั้น แต่ถ้าอยู่นอกเขต ให้ไปแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนที่ว่าการอำเภอที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่นั้น
แจ้งเกิด ไม่มีพ่อ
แจ้งเกิด ไม่มีพ่อ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ ทำได้ไหม?

ตามกฎหมายแล้ว เด็กที่เกิดแต่หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของหญิงมารดาเท่านั้น ตามป.พ.พ.มาตรา 1546 ดังนั้น การที่ชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก จะมีระบุในสูติบัตรคนเกิดหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของมารดาเด็กที่จะแจ้งหรือไม่ก็ได้

 

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ จะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่?

การไม่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด จะทำให้มีปัญหาตอนสมัครเรียนหรือไม่?

ตอบ – ไม่มีปัญหาในการสมัครเรียน การที่ชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก จะมีระบุในสูติบัตรคนเกิดหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของมารดาเด็กที่จะแจ้งหรือไม่ก็ได้ โรงเรียนย่อมไม่มีสิทธิมาบังคับให้มารดาเด็กแจ้งชื่อบิดาของเด็ก เนื่องจากถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ข้อดีและข้อเสียของการ แจ้งเกิดลูก โดยระบุชื่อพ่อ

  • ในกรณีที่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด ลูกสามารถใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่ก็ได้
  • และหากใช้นามสกุลพ่อ ลูกถือเป็นบุตรที่ชอบโดยกฎหมายของพ่อด้วยเช่นกัน ทำให้ลูกมีสิทธิได้รับมรดกจากพ่อ
  • แต่หากระบุชื่อพ่อ แต่ไม่สามารถตามตัวได้ จะมีความยุ่งยากในการทำเอกสารที่ต้องมีการลงลายมือชื่อบิดา ทั้งตอนเข้าเรียน เรื่องเกี่ยวกับทะเบียนบ้าน การทำพาสปอร์ต ในกรณีที่เด็กอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์
  • หากต้องการลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของบุตร คุณแม่ควรไปทำใบ ปค.14 เพื่อให้อำนาจในการปกครองบุตรอยู่ที่แม่ฝ่ายเดียว (โดยการทำใบ ปค.14 มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้)
    • ยื่นคำร้องที่ฝ่ายทะเบียน : สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่แม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ไม่ดูลูก)
    • เอกสาร ตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด ได้แก่ 1) สูติบัตรของลูก 2) ทะเบียนบ้านลูก แม่ และพยาน 2 คน 3) บัตรประจำตัวประชาชน ลูก(ถ้ามี) แม่ และพยาน 2 คน 4) ใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อนามสกุล(ถ้ามี)
    • คุณสมบัติของพยาน 1) อายุ 20 ปีขึ้นไป 2) ใครก็ได้ แต่ควรเป็นญาติกับแม่เด็ก เนื่องจากนายทะเบียนอาจจะสอบสวนเพิ่มเติม
    • หมายเหตุ 1) เด็กไม่ต้องไปด้วยก็ได้ 2)ทำวันเดียวเสร็จ ก่อนออกหนังสือ นายทะเบียนจะทำเรื่องไปขอตรวจสอบการจดทะเบียนรับรองบุตรก่อน 3) เอกสารตัวจริงเก็บไว้ เวลาใช้ให้ใช้สำเนา โดยจะใช้ไปตลอดจนกว่าเด็กจะอายุ 20 ปี

แจ้งเกิด ไม่มีชื่อพ่อ

ข้อดีและข้อเสียของการ แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ

  • การไม่ระบุชื่อบิดา คุณแม่มีสิทธิในการปกครองเด็กแต่เพียงผู้เดียว
  • เมื่อลูกโตขึ้น จะไม่ยุ่งยากในการยื่นเอกสาร เช่น การเข้าเรียน การทำงาน การรับราชการ หรือการเป็นทหาร ไม่ต้องตามตัวพ่อให้วุ่นวาย
  • หากต้องการเพิ่มชื่อพ่อในสูติบัตรในภายหลัง ต้องระบุชื่อพ่อจริง ๆ เท่านั้น ไม่สามารถระบุชื่อคนอื่นได้ ต้องมีหลักฐานการตรวจ DNA แสดงความเป็นพ่อ แม่ และลูก แนบไปกับคำขอเพิ่มชื่อในสูติบัตร โดยเขตจะพิมพ์สูติบัตรใบใหม่ที่มีชื่อบิดาด้วย

แม้ว่าการไม่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด จะทำให้แม่เป็นผู้มีสิทธิในการปกครองแต่เพียงผู้เดียว แต่หากต้องการให้พ่อของลูกกลับมามีสิทธิในการปกครองด้วยในภายหลัง ก็สามารถทำได้โดยการจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็กในภายหลัง หรือจดทะเบียนรับรองว่าเด็กเป็นบุตรของตน หรือให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ได้เช่นกัน

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.decha.com, เพจพูดคุยภาษากฎหมาย, www.thanulegal.com, www.thailaws.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาม่วง

เพจหมอเด็กเตือน! ใช้ยาม่วงกับลูก..เสี่ยงเป็นมะเร็ง*

เพจหมอเด็ก ออกมาโพสต์เตือน ยาม่วง ที่ใช้ป้ายปาก รักษาแผลในปาก อันตราย!!! เพราะมีงานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้

เพจหมอเด็กเตือน! ใช้ ยาม่วง กับลูก…เสี่ยงเป็นมะเร็!!

ยาม่วง หรือ  เจนเชียนไวโอเลต (Gentian violet)  เป็นยาที่หลายคนคุ้นเคย และอาจเคยผ่านการใช้กันมาแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ซึ่งสรรพคุณของยาม่วง หรือ เจนเชียนไวโอเลต ถูกค้นพบในตอนแรกคือมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ ซึ่งต่อมาในปัจจุบันก็ได้พัฒนามาเป็นยาน้ำประเภทสารละลายสีม่วง ใช้ทารักษาการติดเชื้อทางผิวหนัง รักษาการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย เชื้อราในช่องปากและ ตามผิวหนังของร่างกาย

ยาม่วง เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?

แต่ล่าสุดทางเฟซบุ๊กเพจ หมอเด็ก ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า มีงานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ โดยใจความที่โพสต์ มีดังนี้…

ใครที่ชอบใช้ยาม่วงมาทาแผลในสมัยก่อน บอกเลยว่าตอนนี้ไม่ควรใช้ เพราะมันอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้
ยาม่วงที่ว่านี้คือ Gentian violet (เจนเชียนไวโอเลต) ที่พ่อๆแม่ๆหลายคนชอบเอามากวาดลิ้น กวาดช่องปากในเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อรานั่นแหละ จะบอกว่าตอนนี้งานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ด้วย
ถามว่าแล้วในเมื่อมันอันตรายทำไมเพิ่งจะมาบอก คือในทางการแพทย์เนี่ยปกติแล้วมันไม่มีอะไร 100% หรอก ความรู้ต่างๆ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามแต่ข้อมูลใหม่ๆมาสนับสนุน ตัวยาก็เช่นกัน ถ้ามีการทดลองด้วยตัวแปรใหม่ๆตามยุคสมัย การใช้ยาก็อาจจะเจอผลลัพธ์ข้างเคียงที่เปลี่ยนไปจากอดีตก็ได้ ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนาน ยาบางตัวเพิ่งส่งผลเคียงข้างหลังจากใช้ไปแล้วหลายสิบปีก็มี เหมือนกับข่าวการห้ามยาพาราเกินขนาดนั่นแหละ ที่แต่ก่อนเอะอะไรผู้ใหญ่ก็กิน 2 เม็ด แต่เดี๋ยวนี้ให้เปลี่ยนไปกินตามน้ำหนักตัวแทน
เจ้ายาม่วงนี่ก็เหมือนกัน แต่ก่อนมันอาจไม่เห็นผลข้างเคียง แต่ล่าสุดมีงานวิจัยในสัตว์พบว่า หลังจากใช้ยาม่วงไประยะนึงแล้ว ยานี้ส่งผลให้สัตว์เป็นมะเร็งได้ ฉะนั้นหลายๆ ประเทศเค้าเลยยกเลิกห้ามใช้เด็ดขาดถาวรแล้วนั่นเอง อย่างที่อเมริกา กับแคนาดา ก็เพิ่งถอนยานี้ออกจากตลาดไปในปีนี้หมาดๆเลย
แต่ทว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่บ่งชี้ชัดว่ายานี้เป็นอันตรายกับมนุษย์ขนาดไหน แต่พี่เล่นเตือนว่าห้ามใช้กับแมวกับหมาเด็ดขาด ใครจะกล้าเอาไปใช้กับลูกได้อีกหล่ะถูกไหม

ทีนี้ถ้าห้ามใช้ยาม่วง แล้วควรใช้อะไรแทนดี ?

เวลาแม่ๆ สงสัยว่าคราบขาวๆ ในปากน้อง เกิดจากน้ำนมหรือติดเชื้อราเนี่ย ต้องดูให้ดีเพราะถ้าเราเช็ดคราบน้ำนมที่ลิ้นแล้ว ลิ้นแเดง แสดงว่าอักเสบ เป็นเชื้อรา ก็ต้องพาน้องมาให้คุณหมอดูอีกที เพราะบางครั้งน้องอาจไม่มีอาการอะไรให้เห็น หรือถ้ามีก็อาจแค่ไม่ค่อยดูดนมเพราะมีเจ็บจากอาการอักเสบของเยื่อบุในช่องปาก ซึ่งถ้าคุณหมอดูแล้วเห็นว่าเป็นเชื้อรา สมัยนี้ก็จะให้ยา Nystatin oral suspension มาแทน โดยหยอดกระพุ้งแก้มวันละ 4 ครั้ง 5-10 วัน ก็โอเคแล้วล่ะ

เพื่อนใคร หรือบ้านไหนที่ยังใช้ยาม่วงกันอยู่ ก็ฝากเตือนฝากบอกพวกเค้ากันด้วยนะ อันนี้ซีเรียสเลย

Ref อ้างอิงผลวิจัยจาก: oehha.ca.gov และขอขอบคุณอาจารย์หมอแผนกเด็กประจำ โรงพยาบาลรามคำแหง Ramkhamhaeng Hospital

อ่านต่อหน้า 2 >> ไขข้อสงสัย..!
แท้จริงในไทย ยาม่วงยังปลอดภัยใช้ได้จริงหรือ?

อ่านต่อบาความอื่นน่าสนใจ คลิก:

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

แม่รู้ไหม! ทิชชู่เปียก ย่อยสลายไม่เหมือนกระดาษ ยิ่งใช้เยอะยิ่งสร้างขยะล้นโลก

ทิชชู่เปียก แก็ดเจ็ตประจำตัวคุณแม่ที่ขาดไม่ได้ สามารถใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกของลูกน้อยได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะลูกน้อยวัยทารกที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมอยู่บ่อยๆ แต่แม่ๆทราบหรือไม่ว่า ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ไม่เหมือนกระดาษหรือทิชชู่ทั่วไป เพราะมีส่วนผสมหลายชนิด รวมถึงใยพลาสติกขนาดเล็ก จึงไม่สลายเองตามธรรมชาติกลายเป็นขยะล้นโลก

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย นานถึง 100 ปี ยิ่งใช้มากยิ่งสร้างขยะเพิ่ม 

เพราะการดูแลลูกน้อยที่มีเรื่องวุ่นวายต้องทำตลอดวัน ทิชชู่เปียกกลายเป็นตัวช่วยคุณแม่ให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆออกจากตัวลูกน้อยได้อย่างดี บางบ้านใช้ทิชชู่เปียกตั้งแต่ลูกแรกเกิดจนโต แถมพกไว้ใช้จนติดเป็นนิสัย เปื้อนเมื่อไรก็หยิบมาเช็ดแล้วทิ้ง สะดวกทันใจได้ทันที

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

ด้วยรูปลักษณ์เป็นแผ่นบางมีน้ำชุ่ม ๆ ทำให้แม่หลายคนเข้าใจผิดว่า ทิชชู่เปียกทำจากกระดาษเหมือนกระดาษชำระทั่วไป ความจริงแล้วทิชชู่เปียกจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ทำมาจากโพลีเอสเตอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของใยพลาสติกและผ่านกระบวนการทางเคมี จึงมีโอกาสเกิดการระคายเคืองบนผิวลูกน้อย อีกทั้ง ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ยากจึงกลายเป็นขยะสะสมเช่นเดียวกับพลาสติก ดังนั้นคุณแม่ควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

เว็บไซต์กรีนพีซ เปิดเผยข้อมูลจากสถาบัน EarthWatch เกี่ยวกับขยะพลาสติกด โดยระบุว่า คนทั่วโลกใช้ทิชชู่เปียกมากกว่า 9.3 ล้านแผ่นต่อวัน เพื่อเช็ดทำความร่างกายแทนการล้างด้วยน้ำ เมื่อใช้แล้วทิ้ง ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ยากเหล่านี้กลายเป็นตัวการที่ทำให้ระบบท่อน้ำเสียอุดตัน อีกทั้งต้องใช้เวลายาวนานกว่า 100 ปี พอ ๆ กับ ขยะพลาสติกเลยทีเดียว

แม้บนซองทิชชู่เปียกจะมีคำว่า “flushable” หมายถึงสามารถกดลงชักโครกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะย่อยสลายเองตามธรรมชาติ จึงกลายเป็นขยะตกค้าง ร้านค้าในประเทศอังกฤษไอซแลนด์ราว 800 ร้านค้ายกเลิกการขายทิชชู่เปียกถึง 34 ยี่ห้อที่ถูกระบุว่าเป็นตัวการของขยะอุดท่อ และหากหลุดรอดไปเป็นขยะในแหล่งน้ำหรือทะเล กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

ทิชชู่เปียก ย่อยสลายได้ดีจริงไหม

ปัจจุบันเจ้าของสินค้าหลายแบรนด์ได้ผลิตทิชชู่เปียกที่ระบุว่าสามารถ “ย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ(Biodegradable) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าพลาสติกชีวภาพ ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือชีวมวลต่างๆ เช่น น้ำตาอ้อยหรือข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง โปรตีนถั่ว เป็นต้น

แม้จะเป็น ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ได้เองด้วยน้ำและแสงแดด แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า จะเป็นการสลายตัวได้สมบูรณ์ เพราะสุดท้ายก็ยังเหลือเป็นใยพลาสติกชนิดเล็ก ๆ ที่ดูดซับสารเคมีอันตราย เช่นดีดีทีและโลหะหนักเอาไว้ กลายเป็นสิ่งตกค้างในผืนดินและแหล่งน้ำต่างๆ

อ่าน ใช้ทิชชู่เกินความจำเป็นส่งผลเสียอย่างไร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

PLAYMOBIL THE MOVIE

รู้จักของเล่นยอดฮิตของโลก PLAYMOBIL ก่อนออกผจญภัยใน PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่

PLAYMOBIL THE MOVIE : “PLAYMOBIL” (เพลย์โมบิล) ของเล่นสัญชาติเยอรมันชื่อดังที่เริ่มก่อตั้งในปี 1974 และสร้างยอดขายในแต่ละปีชนิดพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ของเล่นยอดฮิตรายยักษ์ที่สุดของโลกด้วยจำนวนกว่า 3,000 ล้านชิ้น

PLAYMOBIL THE MOVIE

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เด็กๆ ทั่วทั้งโลกต่างมีความสุขไปกับของเล่นแบรนด์นี้ด้วยขนาดชิ้นความสูง 7.5 เซนติเมตร (3 นิ้ว) และฟังก์ชั่นพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้แทบทุกชิ้น ตั้งแต่หัวจรดเท้า มีอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ให้เลือกเสริมได้เพียบ เรียกได้ว่าเด็กๆ ที่เล่นสามารถเปลี่ยนรูปแบบของตัวคาแรคเตอร์ออกมาให้ต่างกันได้แบบนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

PLAYMOBIL THE MOVIE

ในขณะที่ของเล่นอย่าง LEGO เน้นไปที่การสร้างให้เป็นรูปเป็นร่าง PLAYMOBIL จะเน้นไปที่การให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการในการเล่น รวมทั้งยังมีการออกจำหน่ายคอลเลคชั่นของเล่นธีมใหม่ๆ ชวนเล่นอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัศวิน, ตำรวจ, โรงพยาบาล, สวนสัตว์ ฯลฯ

PLAYMOBIL THE MOVIEรู้จักของเล่นยอดฮิตของโลก PLAYMOBIL ก่อนออกผจญภัยใน PLAYMOBIL THE MOVIE รวมไปถึงการได้จับมือกับค่ายภาพยนตร์รายใหญ่เพื่อออกคอลเลคชั่นสุดพิเศษจากหนังดังมากมายให้เด็กๆ ได้เข้าถึงในวงกว้างขึ้น อาทิ How To Train Your Dragon, Ghostbusters หรือ Spirit ทำให้เกิดความหลากหลาย ไม่ว่าจะนำไปเล่นหรือเก็บสะสม จนเกิดการขยายฐานแฟนเพลย์โมบิลไปทั่วโลก

 

 

และ ปีนี้ เจ้าของเล่นยอดฮิตนี้ได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นขึ้นฉายบนจอยักษ์ที่เป็นเรื่องราวของเพลย์โมบิลโดยตรงเป็นครั้งแรกในชื่อ “PLAYMOBIL THE MOVIE” / PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่” ที่มาพร้อมมอบประสบการณ์การผจญภัยหยุดยั้งศัตรูลึกลับในดินแดนมหัศจรรย์ต่างๆ อาทิ ดินแดนเทพนิยาย, โลกของสายลับ, เมืองคาวบอย หรืออาณาจักรโรมัน พร้อมไปกับการเรียนรู้ความหมายของการเป็น ‘ฮีโร่ที่แท้จริง’ ผ่านการผจญภัยของตัวละคร ตัวโปรดที่ได้นักแสดงและศิลปินชั้นนำมาร่วมพากย์เสียงกันคับคั่ง

PLAYMOBIL THE MOVIE

นำโดย เร็กซ์ (ให้เสียงโดย แดเนียล แรดคลิฟฟ์) สายลับอัจฉริยะมีพาหนะคู่ใจเป็นรถพอร์ชสีขาวสุดเท่และอุปกรณ์ไฮเทคเพียบ มาร์ลา (ให้เสียงโดย อันยา เทย์เลอร์-จอย) พี่สาวสุดมั่นที่ต้องตามหาน้องชายของเธอ ชาร์ลี หนุ่มน้อยที่หายตัวไปในโลกของเล่น PLAYMOBIL เดล หนุ่มขับรถฟู้ดทรั๊คสายฮา นางฟ้าทูนหัว (ให้เสียงโดยเมแกน เทรนเนอร์) นางฟ้าใจดีผู้ดูแลอาณาจักร ราชาแม็กซิมัส (ให้เสียงโดย อดัม แลมเบิร์ต) ตัวร้ายผู้เต็มไปด้วยความเพี้ยน และ โรโบไตรตอน หุ่นยนต์เพื่อนซี้ที่มาร่วมผจญภัย

PLAYMOBIL THE MOVIE

มาร่วมแปลงร่างเป็นเพลย์โมบิล ออกทะยานจัดเต็มการผจญภัยแสนสนุกหรรษาไปพร้อมกันใน “PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่” : 29 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งเสียงภาษาไทยและเสียงภาษาอังกฤษ

Cr. คลิป Playmobil เดอะ มูฟวี่ จาก Mongkol Major Mongkol Cinema

PLAYMOBIL THE MOVIE : เรื่องเกิดขึ้น เมื่อ ชาร์ลี น้องชายของเธอหายตัวไปในดินแดนเวทย์มนต์เกินจินตนาการของ Playmobil , มาร์ทา ต้องออกผจญภัยเพื่อหาทางพาเขากลับมาให้ได้ เธอต้องเดินทางผ่านโลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ระหว่างทางเธอได้กับเพื่อนใหม่ไม่ว่าจะเป็น เดล คนขับรถบรรทุกอาหารปากหวาน เจ้าหน้าที่หน่วยลับ เร็กซ์ แดชเชอร์ หุ่นยนตร์สมองเพี้ยน ภูติวิเศษและอีกมากมาย
ผ่านการผจญภัยสุดแสนอัศจรรย์นี้ มาร์ลาและชาร์ลีได้ตระหนักว่า ไม่ว่าชีวิตจะพาไปทางไหน เราจะทำฝันให้สำเร็จได้ตราบใดที่ยังคงเชื่อในตัวเอง!

อ่านบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม นั้นฟังดูน่ากลัวสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะเราไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้เลย แต่การตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้ลูกหายขาดจากโรคได้

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ซึ่งบางครั้งความผิดปกตินี้ก็ส่งผ่านทางพ่อแม่ที่เป็นพาหะสู่รุ่นลูก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์มารดา ที่สำคัญคือ โรคทางพันธุกรรมนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จะตรวจพบรวมทั้งหาทางรักษาได้ก็ต่อเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว การวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีจะช่วยให้ทารกน้อยมีโอกาสเติบโตได้อย่างปกติ แต่หากล่าช้า ผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมามีตั้งแต่ความพิการ ไปจนถึงการเสียชีวิตได้

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

  1. ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

กระทรวงสาธารณสุข เผยประเทศไทยพบเด็กเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ปีละกว่า 4,000 ราย มีประชาชนมียีนโรคนี้แฝงในตัวกว่า 22 ล้านคน หรือพบได้ทุก 1 ใน 3 คน พร้อมถ่ายทอดความผิดปกติให้ลูก โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเกิดจากความผิดปกติของยีน ซึ่งยีนตัวนี้มีหน้าที่สร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน ประกอบไปด้วยกลุ่มโปรตีน 2 ชนิด คือ แอลฟาโกลบินและเบตาโกลบิน เมื่อใดที่ยีนผิดปกติ จะส่งผลต่อการสร้างฮีโมโกลบิน เกิดเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

เนื่องจากธาลัสซีเมียเป็น โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงหมายความว่า พ่อหรือแม่ของผู้ป่วยอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับพันธุกรรมหรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียแฝงจะไม่เกิดอาการใด ๆ แต่สามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงนั้น ต้องได้รับการรักษาไปตลอดชีวิตด้วยการถ่ายเลือดและขับเหล็ก

การวินิจฉัยธาลัสซีเมียสามารถทำได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ เพื่อหาว่าเด็กป่วยเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่และรุนแรงแค่ไหน การทดสอบเพื่อวินิจฉัยสำหรับทารกในครรภ์นั้นประกอบด้วย

  • การตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมจากรกเด็ก (Chorionic Villus Sampling: CVS) แพทย์จะนำรกเด็กมาตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม โดยจะทำการทดสอบเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ของการตั้งครรภ์
  • การเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจสภาวะทารกในครรภ์ (Amniocentesis) แพทย์จะนำตัวอย่างน้ำคร่ำซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวทารกไปตรวจ โดยจะทำการทดสอบนี้เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 16
  • การสกรีนระหว่างเด็กอยู่ในครรภ์ เพื่อตรวจดูว่าเด็กในท้องเสี่ยงที่จะเกิดมาและป่วยเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่โดยการสกรีนนั้นจะทำการตวรจก่อนที่จะมีอายุครรภ์ครบ 10 สัปดาห์ เพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่มีเวลาตัดสินใจว่าจะทำการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ในกรณีที่เด็กจะป่วยเป็นธาลัสซีเมียเมื่อเกิดมา
โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม

2. ภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกส์พีดี (G6PD: glucose-6 phosphate dehydrogenase)

หรือเรียกกันว่าโรคแพ้ถั่วปากอ้า โรคนี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้เป็นปกติ จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง หายใจไม่อิ่ม เป็นต้น โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังมีภาวะติดเชื้อ รวมทั้งเมื่อได้รับอาหารหรือยาบางชนิด หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงนักก็มักหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์หลังได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สารกระตุ้นที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกที่พบกันบ่อย ได้แก่ ยาบางชนิด เช่น ยาซัลฟา ยารักษาโรคมาลาเรีย คลอแรมเฟนิคอล รวมทั้งการบูร ลูกเหม็น และถั่วปากอ้า เป็นต้น

เพราะโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม x คนไข้ส่วนใหญ่จึงเป็นเพศชาย โดยมีสถิติการเกิดโรคและพาหะแฝงในเพศชายอยู่ที่ 11-13 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมากเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และจากสถิติรวมทั้งประเทศพบว่านี่คือโรคทางพันธุกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากธาลัสซีเมีย ซึ่งมีพาหะแฝงรวมทั้งหมดราว 30 เปอร์เซ็นต์ และมีอีก 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรค

โรคนี้ไม่สามารถป้องกันการส่งผ่านจากพ่อแม่ได้ แต่ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมทั้งทำจิตใจให้เบิกบาน ผ่อนคลาย และไม่เครียด
  • ห้ามรับประทานอาหารหรือใช้ยาบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้เกิดการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาหรืออาหารเสริมมาใช้เอง และต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าตนเองป่วยด้วยภาวะนี้
  • ห้ามใช้ลูกเหม็นหรือสารเคมีบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัว
  • รีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง หายใจไม่อิ่ม หรือปัสสาวะมีสีเข้ม เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย 

นิทานหมอประเสริฐ

รวม นิทานหมอประเสริฐแนะนำ พ่อแม่อ่านให้ฟัง เสริมพัฒนาการลูกทุกวัย

ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการดีรอบด้าน เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการอ่านนิทานให้ลูกฟัง แต่จะเลือกหนังสือนิทานให้ลูกอย่างไร หมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ แนะนำไว้เป็นหนังสือนิทานที่พ่อแม่หลายคนชื่นชอบและใช้เป็นไกด์สำหรับเลือกนิทานให้ลูก

นิทานหมอประเสริฐ

หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าอ่านนิทานให้ลูกเล็กๆที่ยังพูดไม่ได้ อ่านไม่ออกจะมีประโยชน์อะไร หรือควรรอถึงวัยเข้าเรียนก่อนจะดีกว่า ความจริงแล้ว การอ่านหนังสือให้ลูกฟังไม่ได้ทำเพื่อให้ลูกอ่านหนังสือเป็นเร็ว หรือฉลาดกว่าคนอื่น แต่มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวจะได้ใช้ร่วมกัน ที่สำคัญ ยังช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้เพื่อโตขึ้นด้วย

รวมหนังสือ นิทานหมอประเสริฐ อ่านให้ลูกฟัง ช่วยเสริมพัฒนาการ

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หรือที่พ่อแม่เรียกว่า “หมอประเสริฐ” จิตแพทย์ชื่อดังประจำโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อธิบายถึงการอ่านนิทานเพื่อกระตุ้นสมองไว้ในหนังสือ เลี้ยงลูกด้วยนิทาน ว่า “ระหว่างให้ลูกนั่งบนตักแล้วอ่านหนังสือไปพร้อมกัน เด็กเล็กที่อ่านไม่ออก แต่ดูภาพตรงหน้า ฟังเสียงจากปากแม่ ระหว่างภาพกับเสียงมีช่องว่าง ใจเด็กจะเติมอะไรบางอย่างในช่องว่างนั้น ผลที่ได้คือแขนมของเส้นประสาทที่ยืดยาวไปแตะกันและกันเป็นร่างแห  ซึ่งมีประโยชน์เชิงพัฒนาการของเด็ก”

นิทานหมอประเสริฐ
เครดิตภาพ: www.mascoops.com

นิทานหมอประเสริฐ ที่แนะนำไว้ในแฟนเพจส่วนตัวตั้งแต่ปี 2559 เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือกับลูก ขณะเดียวกันเป็นเหมือนเข็มทิศที่คอยชี้นำว่า นิทานแต่ละเล่มให้ประโยชน์อะไร เหมาะกับวัยไหน จนถึงปัจจุบันมี นิทานหมอประเสริฐ เขียนแนะนำไว้มากมาย Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมนิทานดีชวนอ่านสำหรับเด็กทุกวัยมาไว้ ดังต่อไปนี้

นิทานหมอประเสริฐ

ห้องนอนกลางดึก สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

นิทานเรื่องนี้ช่วยพัฒนาความสามารถ้านอุปมาอุปไมย หรือการสร้างโลกในจินตนาการของเด็กขึ้นมา เล่าเรื่องราวของเด็กที่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนด้วยตัวเอง ภาพและเนื้อหาทำให้เด็กคิดตามไปว่า ในห้องน้ำกลางคืนมีอะไร รู้จักกับความมืด ความเงียบวังเวง สอนให้ลูกรู้ว่าการเข้าห้องน้ำกลางคืนไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และกล้าทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

นิทานหมอประเสริฐ

ยีราฟจ๋าขอจุ๊บหน่อย สำนักพิมพ์นิทานเพื่อนรัก

เป็นนิทานที่ไม่พยายามสอนหรือเพิ่มทักษะอะไรซับซ้อน นำเสนอเรื่องราวน่ารักของยีราฟที่อยากขอจุ๊บหมูน้อย  ที่ถอดแบบพฤติกรรมของเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งมักไปขอจุ๊บเพื่อน เพราะเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ที่มักจุ๊บลูกๆ อยู่ตลอดเวลา

นิทานหมอประเสริฐ

ม้าน้ำพรางตัว สำนักพิมพ์เก้าแต้ม

เล่าเรื่องม้าน้ำตัวหนึ่งที่ชอบแกล้งคน และชอบพรางตัว เหมือนกับทารกเกิดใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีตัวตนอยู่จริง จึงมักทำอะไรตามใจชอบ หรือที่เรียกว่า “เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง” แต่เมื่อลูกโตขึ้น รู้ว่าตัวเองมีอยู่บนโลกใบนี้จริง จึงพลางตัวไม่ได้ และไม่สามารถ ทำอะไรตามใจตัวไม่ได้อีกแล้ว

นิทานหมอประเสริฐ

 เอ๊ะ! ไม่ได้ไม่เดี๋ยวต้องตั้งใจ สำนักพิมพ์ I.S Practical

นิทานกลอนสี่เล่าเรื่องราวของข้าวตังที่ต้องไปส่งขนมให้กับคุณป้า แต่ข้าวตังมีคำพูดติดปากว่า “เดี๋ยวก่อน” แต่เมื่อออกเดินทางข้าวตังได้เจอเรื่องราวสนุกมากมาย คล้ายหนูน้อยหมวกแดง เด็กๆจะได้เรียนรู้ “การควบคุมตนเอง” ไม่ให้ “ว่อกแว่ก” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดกับเด็กทุกคน

นิทานหมอประเสริฐ

 ใครกินพายแอ๊ปเปิ้ลของฉันไป สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

เรื่องน่าอ่านตั้งแต่หน้าปก ตัวสัตว์น่ารัก เล่าเรื่องราวของสัตว์  3 ตัว หนู แม่น และมด ที่ไม่น่ามาเกี่ยวข้องกันได้ กับหางของสัตว์ปริศนาของเจ้าหัวขโมย ชวนให้เด็กๆติดตามไปด้วยกันว่าใครคือเจ้าของหางที่แท้จริง ท้ายที่สุดจะสอนให้เด็กเข้าใจความทุกข์ยากของคนอื่น มีจิตเมตตา และให้อภัยคนอื่น

นิทานหมอประเสริฐ

ถ้วยฟูกลัวจังเลย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ คิดดี

นิทานเล่าผ่านเรื่องราวของกระต่ายน้อยขี้กลัวตัวหนึ่ง สอนให้เด็ก ๆ รู้ว่าความกลัวไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องผิด เพราะแต่ละคนมีความกลัวไม่เหมือนกัน สามารถเล่าสู่กันฟังได้ ลูกจำเป็นต้องกล้าหาญเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ พ่อแม่จะคอยอยู่เคียงข้างให้ลูกก้าวข้ามความกลัวนี้ให้สำเร็จ

นิทานหมอประเสริฐ

หนูอยากเป็นหมอฟัน  สำนักพิมพ์แปลนฟอร์คิดส์

นิทานดี ๆ จากประเทศเบลเยี่ยม ขนาดกะทัดรัด ไม่มีมุมแหลมแทงมือลูก เหมาะกับเด็กเล็กวัย 0-3 ขวบ เล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดอาชีพ เล่าเรื่องราวของหมอฟันเริ่มจากอุปกรณ์ในห้องหมอฟัน การแต่งตัวของหมอฟัน และวิธีไปหาหมอฟัน ช่วยเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมไปเจอหมอฟันครั้งแรกอย่างมั่นใจ ไร้ความกังวล

นิทานหมอประเสริฐ

ท้องร้องจ๊อกๆ สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

นิทานหมอประเสริฐ แนะนำไว้เป็นภาพวาดแนวขำๆ เล่าเรื่องราวคาดไม่ถึงของหมาป่าหิวโซตัวหนึ่งกับลูกแมวห้าตัวที่พยายามหลอกลูกแม่เข้าป่าไปกินเป็นอาหาร แต่กลับเกิดเรื่องราวผกผันหลายตลบ จนเดาไม่ถูกว่าจะจบอย่างไร ให้ข้อคิดเรื่องการแบ่งปันที่ไม่อยู่ในกรอบวิชาศีลธรรม แต่แบ่งปันเพราะความจำเป็นทางสังคม

อ่านต่อ รวมนิทานหมอประเสริฐแนะนำ (ต่อ) หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แม่เตรียมจดเช็คลิสต์ รายการอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารก

รวม อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต เมื่อลูกได้ทานอาหารเหล่านี้แล้ว รับรองว่าจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตแน่นอน

อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กและทารก

แม้ว่าเด็กทารกวัยแรกเกิด – 6 เดือน ควรจะทานนมแม่เพียงอย่างเดียว และเริ่มทานอาหารเสริมควบคู่กับนมแม่เมื่อถึงวัย 6 – 12 เดือน แต่เมื่ออยู่ในวัย 12 เดือนขึ้นไป อาหารจะมีหน้าที่หลักในการเสริมสร้างร่ายกายลูกน้อยให้เจริญเติบโต ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงรวบรวม อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยมาให้แม่ ๆ ได้เลือกให้ลูกทานกันค่ะ

สารอาหารอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาของลูกน้อย?

  1. ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่พบมากในเนื้อสัตว์ ถั่ว และผลไม้แห้ง ธาตุเหล็กจะช่วยเสริมการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของทารก ทารกที่ขาดธาตุเหล็กอาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยได้ ในทารกแรกเกิดทุกคน จะมีธาตุเหล็กที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ หลังจาก 6 เดือน ธาตุเหล็กในร่างกายจะเริ่มลดน้อยลง และเนื่องจากน้ำนมแม่ยังมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย การให้ลูกน้อยได้ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ควบคู่ไปกับการทานนมแม่จึงมีความจำเป็นอย่างมาก

รวมอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก

  • เนื้อสัตว์ และเนื้อปลามัน เช่นปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน
  • ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม
  • ถั่ว
  • ผลไม้แห้ง

เคล็ดลับ วิตามินซีสามารถช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากพืชซึ่งรายกายดูดซึมได้ยาก ดังนั้น แม่ ๆ จึงควรทำอาหารที่มีสารอาหาร 2 อย่างนี้อยู่ในมื้อเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้รับประโยชน์สูงสุดในการทานอาหารมื้อนั้น เช่น ให้ลูกทานโจ๊ก แล้วเสริมด้วยผลไม้เล็ก ๆ ตุ๋น เป็นต้น

อ่าน สูตรโจ๊กหมู อย่างง่าย เมนูเพิ่มธาตุเหล็กให้ลูกรัก (มีคลิป)

วิตามินสำหรับเด็ก
วิตามินสำหรับเด็ก

 2. สังกะสี

สังกะสีมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกเป็นอย่างมาก มีหน้าที่ในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่าง ๆ มากกว่า 300 ชนิดในร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุชนิดนี้อย่างเพียงพอ จะช่วยรักษาร่างกายให้ทำงานได้อย่างสมดุล นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในการรักษาและซ่อมแซมรอยขีดข่วนหรือบาดแผล และเช่นเดียวกับธาตุเหล็ก ปริมาณสังกะสีของน้ำนมแม่นั้นยังมีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทารก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทารกจะต้องได้รับสังกะสีจากอาหาร

อาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี

  • เนื้อสัตวฺ์
  • นมและชีส
  • ขนมปัง
  • ธัญพืช

อ่าน เผยสูตร! ชีสสติ๊ก อาหารว่างสุดอร่อย ช่วยเพิ่มน้ำหนักลูกรัก (มีคลิป)

3. แคลเซียม

แคลเซียมจำเป็นต่อการพัฒนากระดูกและฟันของทารก สารอาหารที่สำคัญนี้ช่วยในการสร้างโครงกระดูกของลูกน้อยเมื่อโตขึ้น การได้รับแคลเซียมส่วนใหญ่ของทารกมาจากนมไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่หรือนมผง แต่คุณแม่ก็สามารถเสริมแคลเซียมที่มีในอาหารให้แก่ลูกน้อยได้ด้วยเช่นกัน

แหล่งแคลเซียมในอาหาร

  • นม ชีส และผลิตภัณฑ์นมอื่น ๆ
  • ผักใบเขียว เช่น บรอคโคลี่ กะหล่ำปลี
  • ถั่วเหลืองและเต้าหู้
  • ถั่ว
  • ปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก

อ่าน รีวิวนมวัว 100% (รสจืด) ห้ามพลาด!! สำหรับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป

เศษแก้ว-พลาสติก สารเคมี สิ่งแปลกปลอมเข้าตา รักษาให้ถูก ช่วยป้องกันลูกตาบอด

อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กวัยซน มักเล่นสนุก ปีนป่าย หรือนำของอันตรายมาเล่นอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ทันระวังตัว หนึ่งในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆและเสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะ เมื่อเศษแก้ว เศษพลาสติก หรือสารเคมี สิ่งแปลกปลอมเข้าตา ลูก หากไม่รู้จักวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง หรือทำผิดวิธี มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นไปตลอดชีวิต

ส่ิงแปลกปลอมเข้าตา ต้องรักษาอย่างไรให้ลูกปลอดภัย ไม่เสี่ยงตาบอด

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

ปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้อยู่บ้านอย่างอิสระ มีเวลาให้ทำกิจกรรมต่างๆได้เต็มที่  แต่ก็เป็นเวลาเดียวกับที่พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ บ่อยที่สุด หากเป็นอุบัติเหตุไม่รุนแรงแค่หกล้ม เป็นแผลถลอกคงไม่น่าห่วง แต่บางครั้งเกิดมีเศษแก้ว เศษพลาสติก สารเคมี หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ลูกน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว คุณพ่อคุณแม่ควรรู้วิธีดูแลเบื้องต้นให้ลูกปลอดภัยก่อนไปถึงมือแพทย์ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ ถ้าสูญเสียไปแล้วไม่อาจกลับมาแก้ไขได้

ประเภทของอุบัติเหตุทางตา

สาเหตุที่ทำให้ดวงตาบาดเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อมี สิ่งแปลกปลอมเข้าตา เท่านั้น แต่อุบัติเหตุที่ไม่ตั้งใจอาจเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความผิดปกติสามารถแบ่งออกเป็น  3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • โดนกระแทกที่ดวงตา

เวลาลูกวิ่งซน หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง อาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา จากการกระแทกหรือกระเด็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น โดนชกที่เบ้าตา ลูกบอลกระแทกตา มีเศษหิน ฝุ่น หรือใบไม้ลอยเข้าตา ซึ่งทำให้เกิดอาการจากเบาไปถึงหนักดังต่อไปนี้

               หนังตาฟกช้ำ จากการกระแทกที่ไม่รุนแรง ทำให้หนังตาบนบวมช้ำเขียวเพราะมีเลือดออกใต้หนังตาบน-ล่าง หากบวมมากจะทำให้ตาปิด

วิธีปฐมพยาบาล : ใช้ประคบเย็นด้วยผ้าชุบน้ำหรือผ้าห่อน้ำแข็งบนหนังตาใน  24 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าไม่มีรอยแตกหรือฉีกขาดที่ดวงตา

               ตาขาวเลือดออก มักเกิดขึ้นหลังโดนกระแทกหรือไอจามแรงๆ ทำให้มีเลือดออกที่ตาขาว หากไม่มีอาการร่วม เช่น เจ็บหรือระคายเคือง ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ รอยเลือดจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

               สิ่งแปลกปลอมเข้าตา หากลูกออกไปเล่นในวันที่ลมแรง หรือนั่งรถต้านลมโดยไม่ต้องอาจ อาจมีเศษไม้ เศษฝุ่น แมลงตัวเล็กๆ หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้าตา โดยเฉพาะตาขาว ทำให้ระคายเคืองตา เจ็บตา หรือน้ำตาลไหล แต่ถ้าสิ่งแปลกลมนั้นขูดบนกระจกตาจนถลอกจะยิ่งรู้สึกเคืองตามากขึ้น

วิธีปฐมพยาบาล: ล้างตาลูกด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าเยื่อบุตามีบาดแผล ไม่ควรล้างตาด้วยตัวเอง และควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์

               กระจกตาถลอก เป็นแผลจากการขีดข่วนหรือมีวัตถุติดด้านในหนังตาบน ทำให้ระคายเคืองและเจ็บมาก

วิธีปฐมพยาบาล : หยอดยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและปิดตาไว้ 24 ชั่วโมงรอให้แผลถลอกหายไปเอง ทั้งนี้ควรพาไปพบจักษุแพทย์จะดีที่สุด

เศษโลหะหรือแก้วติดกระจกตา วัตถุเหล่านี้มีความคมและแข็งมาก มักทำให้ระคายเคือง น้ำตาไหล และล้างออกยาก

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

             วิธีปฐมพยาบาล : ไม่ควรล้างตาหรือหยิบเศษโลหะหรือแก้วออกเอง เพราะบางครั้งสิ่งที่เห็นว่าเป็นเศษสีดำอาจไม่ใช่ฝุ่นหรือสิ่งสกปรก แต่เป็น “เนื้อเยื่อลูกตา” ที่หลุดออกมาเมื่อกระจกตาฉีกขาด หากดึงออกมาทำให้สูญเสียการมองเห็นทันที

            ดังนั้นควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ด้วยการหยอดยาชา ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำค่อยๆเชี่ยออก หากมีสนิมเกาะด้วย ต้องหยอดยาป้องกันเชื้อแบคทีเรียแล้วรอ 24 ชั่วโมงจนกระจกตานิ่มลงจึงค่อยเอาสนิทออก

             เลือดออกในลูกตา มักเกิดจากโดนลูกบอลกระแทก หรือกระสุนปืนอัดล ทำให้ม่านตาเลือกออกและขังอยู่ในช่องด้านหน้าลูกตา ทำให้มองเห็นภาพเหมือนมีระดับน้ำในแก้ว

วิธีปฐมพยาบาล: หากไม่มีบาดแผลไม่จำเป็นต้องพบแพทยญ์ แต่ควรนอนพักนิ่งๆประมาณ 5 วันเพื่อให้เลือดแห้งสนิทและไม่เกิดภาวะเลือดออกซ้ำ

อ่านต่อ สารเคมีเข้าตาลูกต้องดูแลอย่างไรดี หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป

วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้เหมาะกับวัยและน้ำหนักของลูกน้อย

ผ้าอ้อมสําเร็จรูป ในท้องตลาดมีหลากยี่ห้อ หลายแบบ มากไซส์ ถ้าจะเลือกให้เหมาะกับลูกน้อยแต่ละวัย หรือหากต้องการ
เลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกแรกเกิดครั้งแรก จะมี วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป อย่างไรบ้าง บอมเบย์มีคำตอบค่ะ

Super Nanny แนะ วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป
ให้เหมาะกับวัยและน้ำหนักของลูก

คลิปนี้เพื่อพ่อแม่มือใหม่โดยเฉพาะ! เปิดทางสว่าง กับ วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้ลูกแรกเกิดครั้งแรก!!! ต้องดูอะไรบ้าง เทียบไซส์ตรงไหน หรือต้องเลือกอย่างไร? ให้เหมาะกับวัยและการใช้งาน ทั้งลูกสาวและลูกชาย … ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์มี วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป (ให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด – 6 ขวบ) มาฝาก >> รับรองข้อมูลแน่น..ซื้อผ้าอ้อมได้ถูกต้องเหมาะกับลูกน้อยแน่นอน

Must read : รีวิว ผ้าอ้อมสาลู ผ้าฝ้าย และผ้าสำลี เลือกแบบไหนให้ลูกดี!

ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

โดย ขนาดผ้าอ้อม ก็จะมีตั้งแต่

  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปไซส์ NewBorn เหมาะสำหรับลูกน้อยที่มีน้ำหนักตั้งแต่ แรกเกิด – 5 กิโลกรัม
  • ไซส์ S ก็ใช้กับเด็กน้ำหนักประมาณ 4-8 กิโลกรัม >> ซึ่งผ้าอ้อมไซน์ NewBorn กับ ไซน์ S ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเทปกาวแบบนี้ค่ะ
  • ผ้าอ้อม ไซส์ M ก็จะใช้กับเด็กที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 7-12 กิโลกรัม
  • ไซส์ L เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 9-14 กิโลกรัม
  • ไซส์ XL เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 12-17 กิโลกรัม
  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปไซส์ XXL เหมาะกับเด็กน้ำหนักประมาณ 15-25 กิโลกรัม
  • และสุดท้ายผ้าอ้อมสำเร็จรูป บางยี่ห้อก็มีถึงไซส์ XXXL เหมาะกับเด็กน้ำหนักประมาณ 18-35 กิโลกรัม หรือ 6 ขวบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจาก วิธีเลือกซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่บอมเบย์แนะนำนั้น ก่อนซื้อหากคุณแม่ไม่มั่นใจกับขนาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่อาจมีความเหลื่อมล้ำ ให้ซื้อไซส์ที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุดแบบแพ็คเล็กมาลองดูก่อน  และต้องคอยระวังตรงง่ามขาไม่ให้รัดจดเกิดเพราะจะทำให้คันระคายเคือง เจ็บ เป็นรอยแดง เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ หรือไม่ให้หลวมจนเกิดไปเพราะฉี่ลูกก็อาจจะทะลักออกมาได้ค่ะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny 

ดวงแม่ 12 ราศี

เปิดชะตา! ดวงแม่ 12 ราศี พร้อมวิธีเลี้ยงลูกให้เหมาะกับราศีแม่

ดวงแม่ 12 ราศี … ความเป็นแม่ของแต่ละราศี จะเป็นอย่างไร เมื่อผู้หญิงธรรมดากลายมาเป็น “แม่” จะมีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบไหน ตรงเหมือนกับที่คุณเป็นอยู่หรือไม่ มาเช็กกัน

เผย! ดวงแม่ 12 ราศี พร้อมวิธีการเลี้ยงลูกให้เหมาะกับราศีนั้น!

ดวงแม่ 12 ราศี ว่าด้วยเรื่องของดวงชะตา เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่คุณผู้หญิงมักให้ความสนใจกัน และเพื่อให้คุณแม่รู้จักตัวเองมากขึ้น จากผู้หญิงธรรมดาที่ต้องกลายมาเป็นแม่ ดวงชะตา สไตล์ ความเป็นแม่ ของแต่ละราศีเกิด หรือ ดวงแม่ 12 ราศี จะยังเป็นอย่างไร … จะเหมือนก่อนหน้าที่ยังไม่ได้เป็นคุณแม่หรือไม่?? และถ้าทราบถึงความเป็นแม่ในราศีของตัวเองแล้ว จะมีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไร ให้เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย สอดคล้องไปกับดวงชะตาราศีเกิด

ตามมาดู ดวงแม่ 12 ราศี ซึ่งทางทีมงาน Amarin Baby & Kids คำแนะนำจาก อาจารย์ดาริณ ปักธง จากแอป a ดวง  www.aduang.co นักโหราศาสตร์ อาจารย์เจ้าของสถาบันบ้านเด็กปลื้ม และสุดยอดคุณแม่ลูกสอง เกี่ยวกับ สไตล์คุณแม่แต่ละราศี เกิดราศีนี้จะเป็นคุณแม่แบบไหน และจะมีวิธีการเลี้ยงดูลูกสไตล์เป็นอย่างไร เพื่อให้คุณแม่จะได้เข้าใจตัวเอง พร้อมมีแนวทางในการเลี้ยงลูกที่ชัดเจนขึ้น เช็กกันตรงนี้ได้เลยค่า…

ดวงแม่ 12 ราศี

ความเป็นแม่ ของสาว “ราศีเมษ”

คุณแม่ราศีเมษ เป็นคุณแม่สุดเปรี้ยว ทันสมัย แถมยังแอคทีฟสุดๆ ดังนั้น คุณจึงเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสดใส ร่าเริง ส่งเสริมให้ลูกรู้จักรักการผจญภัย โลดโผน ทำให้ลูกเป็นเด็กที่มุ่งมั่น มีความกล้าหาญ และเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ๆ

วิธีการเลี้ยงดูลูกสไตล์คุณแม่ราศีเมษ จะเป็นการเลี้ยงลูกแบบค่อนข้างให้อิสระ ไม่บงการ สั่งลูกให้หันซ้ายขวาหน้าหลัง คุณแม่ราศีเมษมักจะทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกดู ผสมกับเทคนิคในการเลี้ยงดูแบบสมัยใหม่ เช่น การท้าทาย และใช้เทคนิคการให้รางวัล เพื่อให้คุณลูกรู้สึกสนุกและพยายามทำสิ่งนั้นๆ ให้สำเร็จ

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีพฤษภ”

คุณแม่ราศีพฤษภ เป็นคุณแม่ที่รักความสนุกสนาน รักสวยรักงาม  ชอบแต่งตัวสวยๆ น่ารักๆ ให้ลูก นอกจากนั้น คุณแม่ราศีพฤษภ ยังเป็นชอบพูดจาไพเราะอ่อนหวานกับลูก จึงไม่แปลกที่คุณลูกเป็นเด็กช่างเจรจา น่ารัก ขี้อ้อน

วิธีการเลี้ยงลูกสไตล์คุณแม่ราศีพฤษภคือ การพูดคำหวาน นุ่มนวล ในการตะล่อมคุณลูก ทำให้คุณลูกเชื่อฟังและปฏิบัติตามคุณแม่อย่างดี  ถือว่าเป็นคู่แม่ลูกที่น่ารักมุ้งมิ้งราศีหนึ่งเลยทีเดียว

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีเมถุน”

คุณแม่ราศีเมถุนค่อนข้างชอบพูด ทั้งการพูดเชิงวิชาการ พูดสอน เตือน ไปจนถึงการบ่นเลยทีเดียว แต่โชคดีที่คุณแม่ราศีเมถุนนั้นเป็นอีกราศีหนึ่งที่เข้ากับลูกได้ดี … ดังนั้น ลูกจึงรักและเชื่อฟังคุณแม่มาก เขาชอบจะรับฟังคำสอน คำเตือน และปฏิบัติตามได้ดี

ดวงแม่ 12 ราศี

ดวงแม่ ของชาว “ราศีกรกฎ”

คุณแม่ราศีกรกฎเป็นคุณแม่ที่อ่อนหวาน ค่อนข้างเซนซิทีฟ ในขณะที่ลูกของคุณแม่กรกฎกลับเป็นเด็กที่กล้าหาญ กล้าพูดมากๆ จนบางครั้งอาจทำให้คุณแม่ช็อกกับการกระทำหรือคำพูดของลูกได้เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม คุณแม่กรกฎก็มักจะแพ้ลูกอ้อนของลูกเสมอ

วิธีการเลี้ยงลูกที่เหมาะกับคุณแม่กรกฎคือ การพูดจาดีๆ อ่อนหวาน ถ้าลูกอ้อนมา แม่ก็ต้องอ้อนกลับ เพราะลูกของชาวกรกฎนั้นไม่ชอบการบังคับ ข่มขู่ หรือการสั่งให้ลูกทำตาม  แต่หากพูดจาดีๆ กับลูก ลูกก็จะรับฟังและเชื่อฟังคุณแม่อย่างดี

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีสิงห์”

คุณแม่ราศีสิงห์เป็นสาวมั่นสุดๆ  หากเธอเชื่อมั่นในเรื่องอะไรแล้ว เธอก็จะไม่ฟังใครและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความคิดไปได้ แม่ราศีสิงห์จึงค่อนข้างเผด็จการมากๆ เรียกว่าเมื่อสั่งอะไรแล้ว ลูกต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แต่อย่างไรก็ตาม คุณแม่ราศีสิงห์ก็ค่อนข้างโชคดี เพราะในดวงชะตาแล้ว ลูกของราศีสิงห์จะเป็นเด็กที่เชื่อฟังคุณแม่ พร้อมฟังคำสอนของผู้ใหญ่ เป็นเด็กดี มีสติปัญญา แต่ก็จะมีความไม่มั่นใจในตัวเอง ขี้กลัว ไม่กล้าคิดตัดสินใจ และค่อนข้างกังวลง่าย ซึ่งก็เกิดจากการที่มีคุณแม่คอยสั่ง คอยกำกับอยู่เสมอนั่นเอง … คำแนะนำคือ คุณแม่ควรจะเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดตัดสินใจด้วยตัวเอง จะทำให้ลูกกล้าคิดและกล้าหาญยิ่งขึ้น

 

ดวงแม่ ของชาว “ราศีกันย์”

คุณแม่ราศีกันย์เป็นคุณแม่ที่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ ชอบพูด ชอบสอน และชอบบ่นคล้ายๆ กับคุณแม่ราศีเมถุน แต่ต่างกันตรงที่ลูกของชาวราศีกันย์ค่อนข้างเป็นเด็กจริงจัง มุ่งมั่น ซึ่งหากคุณมัวแต่ไปตำหนิ หรือบ่นลูก จะทำให้เขารู้สึกอึดอัด คับข้องใจ และเครียดได้ในระยะยาว

วิธีการเลี้ยงลูกที่อยากแนะนำคือ การพูดในเชิงบวก คอยสนับสนุนลูก เพื่อให้คำพูด คำสอนของแม่กลายเป็นแรงผลักดันให้ลูกมีมานะ อดทน ทำให้ลูกมีกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคและอยากจะสำเร็จ

คลิกอ่านต่อหน้า 2 เพื่อเช็กสไตล์แม่แต่ละราศี (ตุลย์ – มีน)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินอุดหนุนบุตร 2562

อัพเดท! เงินอุดหนุนบุตร 2562 รวมทุกคำถาม ตอบทุกข้อสงสัย ที่นี่

อัพเดททุกข้อมูลเกี่ยวกับ เงินอุดหนุนบุตร 2562 สมัครอย่างไร? ลงทะเบียนที่ไหน? ทำไมเงินถึงไม่เข้า? ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อลงทะเบียน ดูได้ที่นี่!!

อัพเดท! เงินอุดหนุนบุตร 2562 รวมทุกคำถาม ตอบทุกข้อสงสัย ที่นี่

เงินอุดหนุนบุตร 2562 คืออะไร?

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายเพื่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งเป็นการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) โดยจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน รวมทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นการประกันสิทธิให้เด็กได้รับสิทธิโดยตรง ทั้งด้านการอยู่รอด แล้วยังเป็นการสร้างช่องทางให้เด็กเข้าถึงสิทธิในเรื่องอื่น ๆ ตามมา เป็นมาตรการให้พ่อแม่นำเด็กเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด สามารถนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ทั้งทางด้านสุขภาพ โภชนาการ เครื่องนุ่มห่ม และอุปกรณ์เครื่องมือในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก โดยเงินอุดหนุนฯ จะเป็นเงินที่รัฐจ่ายให้กับผู้เลี้ยงดูเด็กอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายเดือน โดยผู้รับไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ

สถานที่รับลงทะเบียน

  • ผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนได้ที่ สำนักงานเขต
  • ผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่ส่วนภูมิภาพ ให้ลงทะเบียนได้ที่ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาล
  • และผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่ที่เมืองพัทยา ให้ลงทะเบียนได้ที่ ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • กรณีมาทำงานต่างจังหวัด ให้ลงทะเบียนตามที่อยู่ปัจจุบันของเด็ก เด็กอาศัยอยู่ที่ไหนให้ลงทะเบียนที่นั่น

คุณสมบัติของผู้ได้สิทธิ์รับ เงินอุดหนุนบุตร 2562

เด็กแรกเกิด ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาค 2558 เป็นต้นไป จนอายุครบ 6 ปี
  • ต้องอาศัยอยู่กับบิดา มารดา ผู้ปกครองที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
  • ต้องไม่เป็นผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตร จากหน่อยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรืออยู่ในความอุปการะของหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน
  • เด็กที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นครั้งคราว หรือเบี้ยความพิการ หรือเงินสงเคราะห์บุตรจากกองทุนประกันสังคม มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนได้

ผู้ปกครอง ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะเพื่อเลี้ยงดูอย่างบุตร
  • เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย
  • อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย คือ รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี

คุณเข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุนหรือไม่?

ตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่นี่ >>https://csg.dcy.go.th/th/eligibility-test<<

การได้รับสิทธิ์ เงินอุดหนุนบุตร 2562

  • เด็กที่รับสิทธิ์ในปีงบประมาณ 2559 – 2561 (เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561) ได้สิทธิ์อย่างต่อเนื่องเดือนละ 600 บาท จนอายุครบ 6 ปี โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
  • เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561 แต่ไม่มีคุณสมบัติตามระเบียบ คือ มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 36,000 บาท ต่อคน ต่อปี (ตามประกาศเก่าทำให้ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงิน) ซึ่งปัจจุบันได้ขยายเป็นรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 เดือนละ 600 บาท จนอายุครบ 6 ปี
  • สำหรับเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562 และผู้ปกครองได้มายื่นขอรับสิทธิ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2562 จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนที่เกิด จนอายุครบ 6 ปี
  • เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562 และผู้ปกครองได้มายื่นขอรับสิทธิ์ภายหลังวันที่ 30 กันยายน 2562 จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียน จนอายุครบ 6 ปี
  • เด็กแรกเกิดที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปให้ได้รับเงินเดือนละ 600 บาท นับตั้งแต่เดือนที่ยื่นขอรับสิทธิ์ จนอายุครบ 6 ปี

ขั้นตอนการลงทะเบียนรับ เงินอุดหนุนบุตร 2562

เงินอุดหนุนบุตร 62
เงินอุดหนุนบุตร 62

เอกสารประกอบการ ลงทะเบียน เงินอุดหนุนบุตร 2562

  1. แบบคำร้องขอลงะเบียน (ดร.01)
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  3. บัตรประจำตัวประชาชนของหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ปกครอง
  4. สำเนาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  5. สำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก(เฉพาะหน้าที่มีชื่อหญิงตั้งครรภ์)
  6. สำเนาสูติบัตตรเด็กแรกเกิด
  7. สำเนาหน้าาสมุดบัญชีเงินฝาก ของผู้ที่ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

หมายเหตุ

  • ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้ง 2 คน หรือ แม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนเดียว ไม่ปรากฎพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย หรือ พ่อเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนเดียว ไม่ปรากฎแม่ที่ชอบด้วยกฏหมาย ไม่ต้องมีผํู้รับรองสถานะของครัวเรือน
  • ในกรณีที่ พ่อและแม่เป็นผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิด แต่ไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้ง 2 คน หรือ ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียง 1 คน หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ ผู้ปกครองที่ไม่ใช่พ่อหรือแม่ เป็นผู้ที่เลี้ยงดูและอาศัยอยู่กับเด็กแรกเกิดไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องมีผู้รับรองสถานะของครัวเรือน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ รวมคำถามคำตอบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับ เงินอุดหนุนบุตร 2562

ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ

ชวนลูกขายขนมกับ ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ แสนสนุก

คุณพ่อคุณแม่ต้องการสอนให้ลูกเห็นคุณค่าของเงิน และฝึกความอดทนตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากการหัดลูกหยอดกระปุกแล้ว  การสอนให้ลูกหารายได้ด้วยตัวเอง เช่น ของเล่นมือสองหรือชวนลูกทำขนมขาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกสนุกกับการหาเงิน และสามารถสอดแทรก ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ ให้ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงได้ด้วย

ชวนลูกขายขนม เสริมทักษะภาษาด้วย ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ

การสร้างพื้นฐานที่ดีด้านการเงินให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกฝนให้ลูกรู้จักการใช้เงินตั้งแต่เด็ก อาจเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ด้วยการหยอดกระปุก และทำบัญชีรายจ่าย-เงินออม เพื่อให้พวกเขารู้จักอดออมและใช้เงินเฉพาะที่จำเป็น

เมื่อลูกทำสำเร็จแล้ว ต้องไม่ลืมหยิบยื่นโอกาสให้ได้ “หาเงินด้วยตัวเอง” แม้ครอบครัวจะมีฐานะการเงินดี ไม่จำเป็นต้องให้ลูกออกไปหาเงินเอง ทราบหรือไม่ว่า การฝึกให้ลูกหาเงินด้วยตัวเองเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ลูกเห็นคุณค่าของเงินอย่างชัดเจน เพราะเขาต้องทำทุกกระบวนการด้วยตัวเอง จึงจะทราบดีว่า กว่าที่พ่อแม่จะหาเงินมาเลี้ยงดูลูกได้นั้นยากลำบากเพียงใด ที่สำคัญยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเล็กๆ ที่ลูกนำไปต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้ด้วย

อ.คริส และสองพี่น้องตระกูลไรต์ ช่วยกันทำภารกิจ “ขายมัฟฟินหาเงินไปซื้อของเล่น” พร้อมกับเรียนรู้ ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้ฝึกฝนทักษะภาษาให้ลูกๆที่บ้านเป็นเด็กเก่งรอบด้านด้วย มาติดตามกันเลยดีกว่า รายการ KidsTalk ในช่วง DaddyTalks ใน EP นี้จะมีประโยคและคำศัพท์สนุกๆ อะไรบ้าง พร้อมลุ้นไปด้วยกันน้องวินจะขายมัฟฟินสำเร็จหรือไม่ ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

 

มาทบทวนคำศัพท์และ ประโยคซ้ื้อขายภาษาอังกฤษ กันเลยค่ะ

piggy bank          กระปุกออมสิน

entrepreneur    ผู้ประกอบการ

partner/ shareholder   หุ้นส่วนธุรกิจ

vendor/seller    พ่อค้า

sour cream         ซาวร์ครีม

muffin                  มัฟฟิน

baking soda        เบกกิ้งโซดา

oven                      เตาอบ

change                 เศษตังค์

cash                       เงินสด

praise/compliment         คำชม

overpaid              ให้เงินเกิน

rip off                    ขูดรีด

sold out                ขายหมด

save money       เก็บเงิน

earn money       หาเงิน

invest                    ลงทุน

fake bank note แบงก์ปลอม

return money    เงินทอน

ประโยคซื้อขาย ภาษาอังกฤษ

Do you have money?     ลูกมีเงินไหม

we are going to invest in a business         เราจะลงทุนทำธุรกิจกัน

I would like to sell muffin             ลูกอยากขายมัฟฟิน

Make some money                         หาเงิน

Do you have any cash?                  ลูกมีเงินสดไหม

twenty baht for  a piece                                ชิ้นละ 20 บาท

Which one would you like            รับชิ้นไหนดีครับ

I’ll give you special deal                 ผมมีข้อตกลงพิเศษให้

Thank you for buying                     ขอบคุณที่อุดหนุน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับกิจกรรมขายมัฟฟินของน้องวินสตันที่สอนทั้งคำศัพท์และ ประโยคซื้อขายภาษาอังกฤษ ให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แม่เตรียมเฮ! ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินอุดหนุนบุตรเพิ่ม 300!

จากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562 ครม.เศรษฐกิจ ได้เห็นชอบให้แจกเงินแก่ผู้ที่ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตร 300 บาท มีเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างไรบ้าง มาดูกัน

แม่เตรียมเฮ! ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินอุดหนุนบุตรเพิ่ม 300!

วันที่ 16 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมานี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณา สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกระทบจีด​ีพีไตรมาส 2 ชะลอตัวต่ำต่อเนื่องจากไตรมาสแรกของปี ประกอบกับ ความผันผวนในตลาดเงิน และตลาดทุน หลังผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้น และระยะยาวติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ กว่า 10 ปี สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมทั้ง ปัญหาภัยแล้งกระทบรายได้เกษตรกร กระทบเศรษฐกิจฐานราก

ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบกรอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังเสนอ 3 ด้าน ได้แก่

  1. มาตรการบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง
  2. มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ กระทรวงการคลังมีแผนจะเติมเงินไปยังบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเติมจากวงเงินเดิมโดยจะเพิ่มเงินในบัตรสำหรับใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือ กดเป็นเงินสดคนละ 200 – 300 บาท รวมวงเงินจับจ่าย 500 บาท สำหรับผูัถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน ตามเงื่อนไขและกรอบเวลาที่กำหนด
  3. มาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ

ทั้งนี้ ผลประชุมนี้จะนำเสนอใน ครม.ชุดใหญ่ สัปดาห์หน้า เพื่อขอใช้งบประมาณ 50,000 ล้านบาท แต่หากรวมวงเงินสนับสนุนสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 100,000 ล้านบาท และเม็ดเงินรวมจากทุกมาตรการไม่น้อยกว่า 316,000 ล้านบาท

ขอบคุณข่าวจาก : https://news.thaipbs.or.th/content/282990
เงินอุดหนุนบุตร
เงินอุดหนุนบุตร

โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ แม่ ๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนบุตรอยู่ ก็อาจจะเข้าข่ายได้รับเงินเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวน 300 บาท ด้วยเช่นกัน แต่จะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง และได้รับเงินจำนวนเท่าไร เป็นเวลากี่เดือน อ่านต่อได้ที่หน้า 2 ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนบุตรเพิ่มจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ

ฝันว่าตั้งท้อง

6 เรื่องจริงของความฝัน ฝันว่าตั้งท้อง หมายความว่าอย่างไร?

คนทุกคนเคยฝัน ไม่ว่าจะเป็นฝันดีหรือฝันร้าย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะ ฝันว่าตั้งท้อง อยากรู้ไหมคะว่าฝันแบบนี้ หมายถึงอะไร? แสดงว่าจะมีลูกจริงหรือไม่?

6 เรื่องจริงของความฝัน ฝันว่าตั้งท้อง หมายความว่าอย่างไร?

6 เรื่องจริงเกี่ยวกับความฝัน

1. ความฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ความฝันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของคนเราขณะนอนหลับ โดยความฝันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ผู้ฝันเคยพบเจอมาก่อนในชีวิตจริง ความฝันอาจเกิดจากจินตนาการของผู้ฝันได้ ดังนั้น ความฝันในบางเรื่องจึงดูแปลกตาและห่างไกลจากความเป็นจริง เรื่องราวในความฝันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไม่แน่นอน ไม่ต่อเนื่อง คาดเดาไม่ได้ และไม่มีเหตุผล อย่างไรก็ตาม ความฝันมักส่งผลต่อความรู้สึกเมื่อตื่นขึ้น ทั้งฝันดีและฝันร้าย ความฝันจึงอาจเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?

จากคำถามนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์หาคำตอบกันว่าความฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร จนมีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ออกมามากมายแตกต่างกันไป เช่น ความฝันนั้นเป็นกระบวนการจัดการความจำของสมอง ความฝันเป็นผลกระทบจากความคิด ความเครียด อารมณ์ หรือสิ่งที่เคยพบเห็น ความฝันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและกระแสไฟฟ้าภายในสมอง รวมถึงความฝันยังอาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยของร่างกายได้อีกด้วย เป็นต้น ความฝันสามารถเกิดขึ้นขณะใดก็ได้ในระหว่างนอนหลับ แต่มักเกิดขึ้นในช่วง REM หรือช่วงมีการเคลื่อนไหวดวงตาอย่างรวดเร็วขณะนอนหลับซึ่งเป็นช่วงที่สมองจะมีการตื่นตัวมากที่สุด ในอีกด้านหนึ่ง

2. ความฝันคืออะไร?

ความฝัน คือการสะสมของมโนภาพ ความประทับใจ เหตุการณ์ต่างๆ และอารมณ์ที่เรารู้สึกขณะหลับ บางครั้งความฝันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องราวในชีวิตจริง แต่หลายครั้งความฝันก็ออกมาในรูปแบบนามธรรมที่เต็มไปด้วยอารมณ์และภาพในจินตนาการ

3. ทำไมเราจึงจำเรื่องที่ฝันไม่ได้?

การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายช่วงกลางคืนอาจมีผลต่อการจดจำความฝันได้เช่นกัน ช่วงหลับ REM Sleep ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูงขี้น และอาจเกิดจากการแทรกแซงการสื่อสารระหว่างพื้นที่สมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมความทรงจำได้

4. ความฝันมีกี่ประเภท?

  • ฝันแบบรู้ตัว เป็นความฝันที่ผู้ฝันทราบว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝัน บางคนสามารถควบคุมเรื่องราวในความฝันได้
  • ฝันซ้ำ ฝันซ้ำมักมีรูปแบบความฝันที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดหรือล้มเหลว อย่างการถูกทำร้าย ถูกไล่ล่า ถูกขัง ล้ม สอบตก หรือพลาดงานสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าฝันซ้ำอาจสะท้อนถึงปัญหาในชีวิตจริงที่ยังหาทางออกไม่ได้ ซึ่งอาจหายไปเองเมื่อปัญหานั้นคลี่คลายหรือผู้ฝันมีแนวทางที่จะรับมือกับปัญหานั้น
  • ฝันร้าย เป็นการนิยามลักษณะของความฝันที่น่าหวาดกลัวหรือสร้างความรู้ในด้านลบกับผู้ที่ฝัน ฝันร้ายสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและฝันร้ายอาจสะท้อนหรือบ่งบอกถึงสิ่งที่น่ากังวลได้หลายอย่างในชีวิตจริง

5. ความฝันที่พบมากที่สุดคืออะไร?

ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับความฝันเกิดจากการรวบรวมรายงานต่าง ๆ และการทำแบบสอบถาม ทำให้พบว่ามีบางเรื่องที่คนต่างวัยและต่างวัฒนธรรมฝันถึงเหมือน ๆ กัน นั่นก็คือความฝันเกี่ยวกับการเรียน (หน้าที่การงาน หรือภารกิจที่ได้รับมอบหมาย), ถูกไล่ล่า , ความฝันเรื่องเพศ, ตกจากที่สูง, ไปทำงานหรือไปเรียนสาย, บินได้, ถูกทำร้ายร่างกาย และฝันถึงคนที่ตายไปแล้ว หรือฝันว่าคนรู้จักตาย

ฝันว่าท้อง
ฝันว่าท้อง

6.ความฝันที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นได้มากแค่ไหน?

การใช้ชีวิตของเราส่งผลถึงความฝันอย่างใหญ่หลวง ผู้คนที่อยู่ในความฝันส่วนมากจะเป็นคนที่เรารู้จัก มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้ฝันรู้จักชื่อของคนที่ปรากฏในความฝันถึงร้อยละ 48 อีกร้อยละ 35 คือคนที่มีความคุ้นเคยหรือมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ฝัน เช่น เพื่อน ส่วนที่เหลือน้อยกว่าร้อยละ 16 คือคนแปลกหน้า

เรื่องราวความฝันส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตเราเอง เช่น แม่ท้องมักจะฝันเรื่องเกี่ยวกับการตั้งท้องและการคลอดลูก คนดูแลเด็กและคนแก่มักจะฝันถึงเรื่องคนที่เคยอยู่ในความดูแล นักดนตรีจะฝันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า

อย่างที่ได้กล่าวกันไว้ว่าความฝันเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น แม่ ๆ หรือผู้หญิงที่มีคู่แล้วจึงมักจะ ฝันว่าตั้งท้อง ทำให้เกิดความสงสัยว่าฝันอย่างนี้มีความหมายว่าอย่างไร และหมายความว่าจะมีลูกจริงหรือไม่ อ่านต่อได้ที่หน้า 2 ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ฝันว่าตั้งท้อง แปลว่าจะท้องจริงหรือ?

Eye Gym Eye Genius

คุณแม่ต้องไม่พลาด “เลี้ยงลูกให้ตาดีสู่อัจฉริยะ” กับครั้งแรกของประเทศไทย!! ที่งาน Eye Gym Eye Genius

ลานสนุกเสริมสร้างพัฒนาการสายตาและสมอง ที่มาพร้อมของรางวัลมากมายที่คุณแม่ต้องพาลูกมา!! ครั้งแรกของประเทศไทย กับงาน Eye Gym Eye Geniusภายใต้คอนเซ็ปต์  “ตาดีสู่อัจฉริยะ” ที่เต็มไปด้วยความรู้และความสนุกสนานจากกิจกรรมต่างๆ บอกเลยว่างานนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาด!!

 

Eye Gym Eye Genius เลี้ยงลูกให้ตาดีสู่อัจฉริยะ

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส ชวนคุณแม่และน้องๆมาร่วมงาน Eye Gym Eye Genius ในวันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม 62 ที่เมกะบางนา โซน Food walk ตั้งแต่เวลา 10.00น – 19.30น.

📌งานดีอย่างไร ? ทำไมคุณแม่ต้องพาลูกมา

  • พาลูกมา…เสริมศักยภาพการเรียนรู้ ผ่านการรับฟังเทคนิค “เลี้ยงลูกให้ตาดีสู่อัจฉริยะ” โดยพญ.มัณฑนา ชลานันต์กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม จากโรงพยาบาลกรุงเทพ และ พญ.ประกายรัตน์ ทองผิว จักษุแพทย์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

Eye Gym Eye Genius

  • พาลูกมา..ตรวจวัดระดับพัฒนาการสายตาสู่สมอง โดยเครื่องมือทดสอบทักษะการรับรู้ด้วยสายตา พัฒนาโดย Academic Therapy Publication Assessments จากประเทศสหรัฐอเมริกา
  • พาลูกมา..ลานเล่นสนุกและฐานกิจกรรมเสริมสร้างกระตุ้นการเรียนรู้จากตาสู่สมอง พร้อมรับของรางวัลมากมาย
  • พาลูกมา…Meet & Greet กับคุณเมย์ น้องมายู และเหล่าเซเลป Blogger และ YouTuber ขวัญใจน้องๆ

Eye Gym Eye Genius

  • และยังมีโอกาสแจ้งเกิดสำหรับน้องๆ มาโชว์ความสามารถ รับการคัดเลือกไปร่วมรายการ Davinci เด็กถอดรหัส ในงานบริเวณ Eye Talent Zone

Eye Gym Eye Genius

พิเศษ!! สำหรับแม่ๆ ที่กดเข้าร่วมงาน 50 ท่านแรก ที่ลิงค์นี้ http://bit.ly/AmarinEvent

รับไปเลย ชุดเครื่องเขียนพรีเมี่ยม ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส มูลค่า 99 บาท จำนวน 50 รางวัล (รับของรางวัล ณ จุดลงทะเบียนในงานEye Gym Eye Genius)

ซึมเศร้าหลังคลอด Baby Blue

ซึมเศร้าหลังคลอด Baby Blue อยากตาย ทำไงดี?

ซึมเศร้าหลังคลอด Baby Blue รู้ไหมผู้หญิงหลังคลอดลูกทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้นะ !!  ดังนั้นเพื่อให้คุณแม่ได้คลายความกังวล ใจ และมีความสุขกับการเลี้ยงลูก เรามาทำความเข้าใจ เพื่อจะได้รับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดกันได้อย่างถูกวิธีค่ะ

 

ซึมเศร้าหลังคลอด Baby Blue  มีอาการอย่างไร ?

ชีวิตใหม่หลังคลอดลูกของคุณแม่ อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับอาการ ซึมเศร้าหลังคลอด Baby Blue แน่นอนว่าอาการนี้จะรบกวนการใช้ชีวิต และการทำหน้าที่แม่ของคุณด้วย สำหรับคุณแม่ที่ใกล้คลอด หรือคุณแม่คลอดลูกมาใหม่ๆ ลองมาเช็กตัวเองกันสักนิดค่ะว่า มีอาการซึมเศร้าหลังคลอดลูกกันไหม

  • รู้สึกเศร้า เสียใจ หมดหวัง
  • อารมณ์สวิงขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิด โกรธง่าย หรืออยู่ไม่สุข
  • มีความวิตกกังวล
  • นอนไม่ค่อยหลับ
  • ร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล
  • ไม่ค่อยมีสมาธิ
  • ไม่อยากให้นมลูก ไม่อยากกอดลูก
  • มีความรู้สึกว่าไม่ใช่ลูกของตัวเอง ไม่รู้สึกผูกพันกับลูก
  • รับประทานอาหารน้อยลง
  • มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก เป็นต้น

แค่เห็นอาการเบื้องต้นแล้ว ก็น่ากังวลใจอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ แต่เรื่องนี้คุณแม่สามารถรับมือกันได้นะคะ เพื่อไม่ให้ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดรุนแรง จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ลองมาดูคำแนะนำจาก Mom Pro คุณแม่มือโปรโชว์เหนือกันค่ะ

อยากรู้เทคนิครับมือภาวะ ซึมเศร้าหลังคลอด Baby Blue
จาก Mom Pro คุณแม่มือโปรโชว์เหนือ คลิกเลยค่ะ⇓

 

คลิปรายการ Mom Pro Mom Pro คุณแม่มือโปรโชว์เหนือ จาก Youtube : Amarin Baby & Kids

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

5 วิธีการดูแลตัวเองหลังคลอด ร่างกายฟื้นฟู ฟิตเร็ว
คลอดรก เรื่องสำคัญหลังคลอด ที่คุณแม่ควรรู้
5 วิธีเอาชนะ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ซึมเศร้าหลังคลอด อาการ ที่แม่หลังคลอดควรรู้ !
แนะนำเมนูสำหรับคุณแม่หลังคลอด ลดอาการเจ็บปวด+ฟื้นฟูร่างกาย+กระตุ้นน้ำนม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลี้ยงลูกนอกบ้าน

8 เทคนิคดีๆ เริ่มต้นวางแผนเพื่อ 60 นาทีเลี้ยงลูกนอกบ้าน

“เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กันค่ะ อยากให้พ่อแม่ครอบครัวสมัยใหม่หันมาเลี้ยงลูกนอกบ้านให้มากขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าเด็กอายุระหว่าง 1-4 ปีขึ้นไปควรเรียนรู้ เล่นนอกบ้าน เพื่อลดพฤติกรรมการติดหน้าจอ การนั่งนิ่งๆ ที่แทบไม่ค่อยได้ขยับ เคลื่อนไหวร่างกายใดๆ เลย เด็กๆ ควรได้ใช้เวลาอยู่นอกบ้านมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 60 นาที เพื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และพัฒนาการตามวัยค่ะ

 

เลี้ยงลูกนอกบ้าน

เลี้ยงลูกนอกบ้าน ได้ประโยชน์ หรือทักษะอะไรบ้าง ?

ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประการณ์ค่ะ เล่นสนุกนอกบ้านผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย ได้อะไรหลายๆ อย่างทั้ง ในเรื่องของพัฒนาการการเรียนรู้ จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญยังเป็นการกระตุ้นพัฒนาทักษะนอกบ้านในเรื่องเหล่านี้ด้วยค่ะ

– พัฒนาความคิด การไตร่ตรอง พร้อมกับวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์จริง

– ส่งเสริมพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็ก

– พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกัน การเข้าสังคม และการสื่อสารกับคนรอบข้าง

– ให้ประโยชน์เชิงบวกต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฯลฯ

ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นทีมเวิร์คที่ดีในการเตรียมความพร้อมให้ลูกออกไปเรียนรู้ เล่นนอกบ้าน เพื่อทำให้ 60 นาทีที่อยู่นอก  บ้านในทุกวัน เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกๆ ค่ะ ลองเริ่มต้นไปด้วยกันกับ 8 เทคนิคง่ายๆ ตามนี้ค่ะ

เลี้ยงลูกนอกบ้าน

1.เตรียมพร้อมพ่อแม่ เทคนิคหลักสร้างผลสำเร็จ

การเลี้ยงลูกนอกบ้านวันละ 60 นาที จะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวลูกเลยค่ะ การจัดการตารางงานให้เสร็จก่อนที่จะใช้เวลา คุณภาพร่วมกับลูกเป็นสิ่งสำคัญ การเตรียมพร้อมทางสภาพจิตใจและอารมณ์ เพื่อให้เกิดความราบรื่นระหว่างกิจกรรม ที่ สำคัญ การลดใช้โทรศัพท์ของพ่อแม่ระหว่างกิจกรรมก็เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนเช่นกันค่ะ

2. ค่อยๆ ลดเวลาหน้าจอ

การหักดิบลูกไม่ให้เล่นมือถือก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ ครอบครัว ลองค่อยๆ ลดเวลาที่ลูกจะอยู่กับหน้าจอลงค่ะ  จากนั้นให้คุณพ่อคุณแม่แทรกตัวเองเข้าไปแทนที่มือถือ แล้วชวนลูกเล่น พูดคุย สร้างบทสนทนาในหัวข้อที่ลูกสนใจที่สำคัญพ่อแม่ต้องการจัดตัวเองด้วยการไม่หยิบยื่นมือถือให้ลูกหรือลดการใช้มือถือเวลาอยู่กับลูกนะคะ

3. หลากหลายบรรยากาศพ่อแม่สร้างได้

ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ชอบออกไปสนุกนอกบ้านฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องซ้อมเปลี่ยนบรรยากาศให้ลูกค่ะ เริ่มต้นจากพื้นที่รอบ บ้าน ลองพากันกางเต้นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ชวนกันดูดาวบนท้องฟ้า หรือปิ้งบาบีคิวกินกันในครอบครัว เมื่อลูกเริ่มสนุกและคุ้นเคยกับบรรยากาศการได้อยู่นอกบ้าน ก็ลองเปลี่ยนทุกวันหยุดสุดสัปดาห์สิ้นเดือน พาลูกออกไปกางเต้นนอนดูดาวที่ เขาใหญ่ หรือต่างจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยๆ กันค่ะ

4. แทคทีมกับเพื่อน เติมความสนุก

เพื่อนวัยเดียวกันจะทำให้การเลี้ยงลูกนอกบ้านง่าย และสนุกขึ้นค่ะ เพราะเมื่อเด็กๆ เขาได้ออกไปทำกิจกรรมที่ชอบด้วยกัน ไม่ว่าจะเล่นกีฬา เที่ยวสวนสัตว์ ไปท้องฟ้าจำลอง หรือเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ ฯลฯ เด็กจะรู้สึกว่ามีคนที่สนใจในแบบเดียวกัน มาเล่นและเรียนรู้ไปด้วยกันและสนุกกับการอยู่นอกบ้านมากขึ้นค่ะ

เลี้ยงลูกนอกบ้าน

5. สังเกตและช่วยลูกเลือกกิจกรรมที่ลูกชอบ

คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มสังเกตุและช่วยลูกเริ่มต้นเลือกหรือทำกิจกรรมที่ลูกสนใจแล้วเพิ่มเติมรายละเอียดหรือทักษะที่อยากให้ลูกมีผ่านกิจกรรม บางครั้งกิจกรรมที่เด็กเลือกอาจมีคราบเลอะเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ค่ะ เพราะคราบเลอะสกปรกสามารถซักล้างออกไปได้ แต่ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลูกได้จากสิ่งที่เขาชอบได้ลงมือทำจริงนั้นมีคุณค่ามากกว่า สามารถนำไปต่อยอดการเรียนรู้ในอนาคตให้กับเด็กๆ ได้ค่ะ

6. เช็กสภาพอากาศ และร่างกายลูกต้องพร้อม

การเช็กสภาพอากาศก่อนพาลูกออกบ้านเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ เพราะถ้าออกไปในวันที่ฝนตก อาจจะต้องเตรียมร่มเพิ่ม หรืออากาศร้อนจะได้เตรียมน้ำเพิ่มเคล็บลับง่ายๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทีนี่ไม่ว่าจะร้อน ฝน หนาวสุขภาพของลูกก็จะแข็งแรง ไม่เป็นอุปสรรคในการพาลูกออกเรียนรู้ เที่ยว เล่นสนุกนอกบ้านแล้วค่ะ

7. เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง

การวางแผนการเดินทางมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดอาการหงุดหงิดของเด็ก ที่ต้องเจอสภาพรถติดเป็นเวลานาน หากลูกต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือ รถสาธารณะ อาจต้องเตรียมรองเท้าที่ใส่สบาย หรือเพิ่มการสื่อสารให้เข้าใจว่าลูกจะต้องเจออะไรที่คาดเดาได้ ก่อนออกเดินทางจะช่วยทำให้ลูกเข้าใจและลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้

8. ค่อยๆ เพิ่มเวลาวันละ 60 นาที

การเลี้ยงลูกนอกบ้านสำหรับครอบครัวที่ลูกเพิ่งเริ่มวัย 1 ขวบขึ้นไป การพาออกไปอยู่นอกบ้านควรเริ่มจาก 30 นาที 45 นาที 60 นาที เป็นต้น ค่อยๆ เพิ่มเวลาทีละนิดจนลูกคุ้นชินกับการอยู่บ้าน เขาก็จะไม่งอแงอยากกลับบ้านตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าลูกออกไปทานข้าวนอกบ้าน ที่ร้านอาหาร ฯลฯ เขาก็จะอยู่ในนานขึ้นไม่ป่วนให้เสียบรรยากาศค่ะ

เลี้ยงลูกนอกบ้านวันละ 60 นาที ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ แต่จะยากที่การเริ่มต้นเอาทฤษฎีไปปรับใช้ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกออกไปเล่นสนุก เรียนรู้นอกบ้าน ลองนำเอา เทคนิคที่แนะนำให้ทั้งหมดนี้ลองไปปรับใช้กับลูกๆ กันนะคะ เพราะการพาลูกออกนอกบ้านเร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับเป็นการเปิดโลกกว้าง เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ลูกได้เร็วเท่านั้น ที่สำคัญยังเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการ กระตุ้นทักษะรอบด้านให้กับ ลูก ได้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและศักยภาพค่ะ

สนับสนุนเรื่องยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ให้ลูก คลิก บรีสoutdoorlearning  

เลี้ยงลูกนอกบ้าน

 

เครดิต :  https://www.thaipost.net/main/detail/37941

www.thaihealth.or.th  , www.who.int  , aboutmom.co 

www.independentschoolparent.com