สนามเด็ก

ชวนมาเก็บ MQ ให้ลูกใน สนามเด็กเล่น กันเถอะ!!

ความฉลาดทางจริยธรรม(MQ)หนึ่งในหลาย Q ที่พ่อแม่ควรพัฒนาให้ลูก แล้วจะเริ่มต้นที่ตรงไหนในยุคที่ชีวิตประจำวันเด็กห่างไกลวัด บางที สนามเด็กเล่น อาจช่วยคุณได้

ชวนมาเก็บ MQ ให้ลูกใน สนามเด็กเล่น กันเถอะ!!

การพัฒนาความฉลาดของลูกให้รอบด้านนั้น ในปัจจุบันเริ่มมีความฉลาดด้านต่าง ๆ ให้พ่อแม่อย่างเรา ๆ ต้องหามาพัฒนาให้แก่ลูกน้อยเพิ่มขึ้นอีกหลากหลายด้าน แต่ขึ้นชื่อว่า “ลูก” แล้วนั้น จะมีสักกี่ด้าน กี่ Q เราก็พร้อมยอมศึกษาเพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาความฉลาดในแต่ละด้านให้ลูกน้อยอย่างแน่นอน ทาง ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมนำความฉลาดแต่ละด้าน หรือ Quotient มาฝากให้ได้ทำความรุ้จักกันในเบื้องต้นเสียก่อนว่ามีอะไรกันบ้าง

10 Q ที่พ่อแม่ควรพัฒนาให้แก่ลูกน้อย เพิ่มความฉลาดในด้านต่าง ๆ 

10 ความฉลาดในด้านต่าง ๆ
10 ความฉลาดในด้านต่าง ๆ
  1. ความฉลาดทางสติปัญญา IQ
  2. ความฉลาดทางอารมณ์ EQ
  3. ความฉลาดทางจริยธรรม MQ
  4. ความฉลาดทางสังคม SQ
  5. ความฉลาดด้านความคิดสร้างสรรค์ CQ
  6. ความฉลาดจากการเล่น PQ
  7. ความฉลาดด้านการจัดการปัญหา AQ
  8. ความฉลาดในการดูแลสุขภาพตนเอง HQ
  9. ความฉลาดทางการคิด TQ
  10. ความฉลาดทางการมองโลก OQ

MQ ความฉลาดทางจริยธรรม ที่ควรสร้างก่อนสายไป

จริยธรรม คำ ๆ นี้ฟังดูเหมือนเป็นคำที่ยากต่อความเข้าใจของเด็กเล็ก แต่คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่า การปลูกฝังให้ลูกมี ความฉลาดทางจริยธรรมนั้น ต้องเริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่วัยเด็กถึงจะเห็นผลที่ดี

คำนิยามจำกัดความของ MQ

MQ (Moral Quotient) คือระดับจริยธรรมศีลธรรมบุคคล ซึ่งสามารถการควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีความกตัญญู เป็นคนดี มีระเบียบวินัย มีสำนึกผิดชอบชั่วดี และเคารพนับถือผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคมและมนุษยชาติ 

MQ ต่างจาก EQ อย่างไร

บางคนเข้าใจว่า EQ กับ MQ นั้นคือ สิ่งเดียวกันแต่จิตแพทย์ จาก ม.ฮาร์วาด ดร.โรเบิร์ต โคลส์  ได้แยกเอาระดับความคิดด้านจริยธรมมและศีลธรรม(MQ) นี้ออกมาจากความฉลาดทางอารมณ์(EQ) เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญเฉพาะขึ้นไปอีก ดร.โรเบิร์ต โคลส์ กล่าวว่า MQ นั้นไม่สามารถฝึกฝนหรือขัดเกลาได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่บุคคลเจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า MQ เป็นคำที่มีความหมายลึกกว่า หรือเป็นรากฐานของความฉลาดทางด้านอารมณ์ EQ เพราะบุคคลนั้นจะมีความฉลาดด้านอารมณ์ต้องเข้าใจ และยอมรับในกติกา กฎระเบียบร่วมกันของสังคมได้ก่อนว่า สิ่งไหนที่ควรทำ หรือไม่ควรทำในสังคมที่เขาอยู่ เมื่อเข้าใจ และยอมรับในสิ่งที่ตกลงร่วมกันได้แล้ว ก็ย่อมยอมรับ และกระทำพฤติกรรมในแบบที่สังคมต้องการได้ง่ายขึ้น

play&learn สนามเด็กเล่น
play&learn สนามเด็กเล่น

ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายด้วยสนามเด็กเล่น

ก่อนจะเริ่มสอนลูกเกี่ยวกับความฉลาดทางจริยธรรมนั้น คุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจถึงธรรมชาติ การรับรู้ในเรื่องจริยธรรมของเด็ก ๆ ในแต่ละช่วงวัยกันก่อนว่า ขอบเขตที่เราควรจะสอนลูกนั้นมีแค่ไหน เขารับรู้เรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด และการที่เราเข้าใจในธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัยก่อน ทำให้เราเข้าใจและไม่ตำหนิเขาในสิ่งที่ลูกก็ไม่ได้ตั้งใจ หรือเจตนากระทำ แต่ลูกทำไปเนื่องจากข้อจำกัดทางการรับรู้จริยธรรมของเขาต่างหาก และถ้าหากเราไปตำหนิเขาเสียก่อนแล้วก็จะเสียความตั้งใจดีของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการสอนให้ลูกเป็นคนดีไปเสีย

ทฤษฎีพัฒนาการทางด้านจริยธรรมของ Piaget
Jean Piaget (1965) นักจิตวิทยา และปรัชญาพัฒนาการเด็กชาวสวิส กล่าวว่าขั้นตอนของการพัฒนาทางด้านจริยธรรมมีความคล้ายคลึงกับขั้นตอนการพัฒนาทางด้านสติปัญญา โดยเชื่อว่าพัฒนาการทางจริยธรรมของเด็กมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม การที่เด็กได้คบเพื่อนหรือเล่นกับเพื่อน (peer interaction) ก็มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาจริยธรรม โดยแบ่งพัฒนาการทางจริยธรรมของเด็ก ออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้

  • เด็กเล็กอายุก่อน 4 ขวบ เรียกว่า ขั้นก่อนจริยธรรม (pre-moral stage)

ธรรมชาติของการรับรู้จริยธรรมในวัยนี้  เด็กยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฏระเบียบของสังคม และไม่รู้ว่าระเบียบหรือกฎต่างๆ มีไว้เพื่ออะไร หรือรู้ก็น้อยมาก เด็กวัยนี้จะเล่นโดยไม่คำนึงถึงกฎกติกาใด ๆ

  • เด็ก 5-7 ขวบ เรียกว่า ขั้นรู้ความหมายของจริยธรรม (moral realism)

ธรรมชาติของการรับรู้จริยธรรมในวัยนี้  เด็กจะตัดสินใจว่าอไรผิดหรือถูก จะถือเอาขนาดของความเสียหายที่เด็กได้ทำไป คือ ทำของเสียหายมากก็ผิดมาก ทำของเสียหายน้อยก็ผิดน้อย ส่วนในเรื่องของเจตนาจะทำผิดหรือไม่ได้เจตนานั้นเด็กไม่คำนึงถึงในวัยนี้

  • เด็ก 7-9 ขวบ ขั้นระยะช่วงรอยต่อ (transitional stage)

ธรรมชาติของการรับรู้จริยธรรมในวัยนี้  เด็กในวัยนี้จะมีการเล่นกับเพื่อน คบเพื่อนและผูกความสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้นใกล้ชิดกับเพื่อนมากขึ้น เด็กเริ่มมีการให้ และรับระหว่างกันและกัน เด็กในวัยนี้จะรู้ว่าการกระทำผิดจะต้องได้รับโทษ

  • เด็ก 10-11 ขวบ ขั้นพิจารณาจริยธรรมจากความเชื่อมโยง (stage of moral relativism)

ธรรมชาติของการรับรู้จริยธรรมในวัยนี้  เป็นระยะที่เด็กเริ่มพัฒนาจริยธรรมขึ้นสู่ระดับมีความคิดว่าอะไรผิดอะไรถูกโดยใช้เหตุผล โดยคำนึงถึงความยุติธรรมในความคิดอ่านของเขา เด็กมีเพื่อนมากขึ้นและสังคมกับเพื่อนมากขึ้น เด็กเริ่มมีกฏเกณฑ์ มีความคิดของตัวเอง หรือยึดหลักแห่งตน (autonomous moral thinking) เชื่อว่า กฎระเบียบต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ตามแต่สถานการณ์และการยอมรับ หรือการตกลงกันในกลุ่มกับเพื่อน

ออกมาเล่นกันเถอะ

เด็กในยุคนี้มีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากเด็กในยุคก่อน ๆ คือ การออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะความทันสมัย เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทำให้กิจกรรมการเล่นของเด็กสมัยนี้เปลี่ยนไป การนั่งอยู่หน้าจอแต่ในบ้านจึงเป็นสิ่งที่เด็กสมัยนี้เรียกว่าการเล่น แต่การเล่นนอกบ้าน การเล่นในสนามเด็กเล่นนั้น มีสิ่งมีประโยชน์แฝงอยู่ให้พวกเขาได้เรียนรู้หลากหลายด้าน รวมถึงการเรียนรู้ในด้านความฉลาดทางจริยธรรมด้วยเช่นกัน

ดร.โรเบิร์ต โคลส์ จิตแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้แยกเรื่องคุณธรรมออกมาจากเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อเน้นและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ชัด ๆ เพราะเขาพบว่าถ้าเด็กขาดคุณธรรมแล้วจะทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัว และไม่มีความสุขในชีวิต

โคลส์บอกว่า การเลี้ยงลูกให้มีคุณธรรมไม่สามารถฝึกฝนหรือขัดเกลาได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกมาแต่เด็ก อย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถพัฒนาพื้นฐาน MQ ของตัวเองขึ้นมาให้ฝังลึกลงไปในจิตใจของเขา และรอเวลาที่จะได้รับการกระตุ้นอีกครั้ง โดยการอบรมสั่งสอน การฟังธรรม และวิธีอื่นๆ แต่ถ้าคนนั้นไม่มี MQ อยู่ในจิตสำนึกดั้งเดิมแล้ว ไม่ว่าโตขึ้นจะได้รับการกระตุ้นอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้คนนั้นกลายเป็นคนดีขึ้นมาได้มากนัก

จากทฤษฎีดังกล่าวจึงสามารถเชื่อมโยงได้ว่า การที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกออกไปเล่นที่สนามเด็กเล่น พร้อมทั้งสอนแนวคิดในด้านการเสริมสร้างคุณธรรม และจริยธรรมตั้งแต่ในวัยเด็ก เป็นการปลูกฝังที่ได้ผลดีกว่าการไปสอนเขาในตอนโตแล้ว และยังสามารถสอนลูกให้เข้าใจในเรื่องยาก ๆ จากเรื่องที่เขาชอบ สนุกจากการเล่นของเล่นในสนามเด็กเล่นได้อีกด้วยนั่นเอง

4 จิตสำนึกเด็กดี MQ ที่พ่อแม่สร้างได้จากสนามเด็กเล่น

สนามเด็กเล่น สร้าง MQ
สนามเด็กเล่น สร้าง MQ
  1. ชี้ชวนให้เห็นใจผู้ที่เดือดร้อน หรืออ่อนแอกว่า
  2. ส่งเสริมให้มีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ตัวเขาทำได้
  3. สอนให้ไม่เอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
  4. สร้างจิตสาธารณะให้ลูกน้อยรู้จักอดทนต่อแถวรอคิว

สไลเดอร์แห่งความเพียร และรอคอย

เครื่องเล่นชิ้นโปรด และเป็นที่นิยมในสนามเด็กเล่น คงหนีไม่พ้น สไลเดอร์ เครื่องเล่นที่สร้างความท้าทายจากที่สูง ได้รับความสนุกจากความเร็ว ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาเด็ก ๆ ทุกวัย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะนำหลักจิตสำนึกของเด็กดี ในเรื่องการสร้างจิตสาธารณะให้ลูกน้อยรู้จักอดทนต่อแถวรอคิวมาสอนให้เด็กรับรู้ และมีความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย เพราะเขาจะรู้ว่าเมื่อเขารู้จักอดทนต่อคิว เดินขึ้นบันไดสไลเดอร์แล้ว เขาจะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นความสนุกสนานตามมา

ข้อพึงระวัง คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามบอกตัวเองว่า ห้ามตามใจลูกเวลาที่เขารอขอให้อุ้มขึ้นไปที่ยอดสไลเดอร์เลย หากลูกสามารถเดินได้แล้วถึงช้าหน่อย แต่เราต้องอดทนรอให้เขาทำสำเร็จได้ด้วยตนเอง และเมื่อลูกร้องไห้โยเยไม่ยอมต่อคิว พ่อแม่ต้องใจแข็งเด็ดขาดในการยึดถือหลักกติกาการเล่นร่วมกันกับผู้อื่น ต้องไม่ยอมตามใจเด็ดขาด

ตาข่ายปีนป่าย ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งต้องช่วยเหลือกัน

การปีนป่ายเชือกตาข่าย นอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับความแข็งแรงทางกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็กแล้ว ข้อดีอีกอย่างของเครื่องเล่นชิ้นนี้ คือ เมื่อเด็กปีนขึ้นไปยิ่งสูงเท่าไหร่ เขาจะได้รับความรู้สึกว่าเขาต้องดูแลตัวเอง เพราะในจุดนั้นมีเพียงตัวเด็กเองเท่านั้น พ่อแม่อยู่ที่พื้นจะช่วยเหลือก็ยากกว่าเดิม เมื่อเขารับรู้ถึงการต้องพึ่งพาตนเอง สิ่งหนึ่งที่เราควรเสริมให้เขาได้เรียนรู้หลักจิตสำนึกเด็กดี คือ การไม่ผลัก ไม่แย่งกันจนทำให้ผู้อื่นเป็นอันตราย นอกจากนั้นลูกก็จะได้เรียนรู้อีกว่า ต้องช่วยเหลือกัน แบ่งปันให้ใครได้ปีนผ่านไปก่อน รอคอยจนถึงคราวของตนเอง เพราะหากไม่ยอมทำเช่นนั้น อาจเป็นอันตรายได้ ลูกก็จะเรียนรู้กติกาของสังคม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้เอง

ข้อพึงระวัง เมื่อลูกเจอปัญหา สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ ให้ความมั่นใจแก่เขาว่าหากทำตามคำแนะนำของพ่อแม่แล้ว จะสามารถปีนผ่านลงมาได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรปีนขึ้นไปอุ้มเขาลงมา เพราะนอกจากลูกจะไม่ได้รับการเรียนรู้ทางจริยธรรมแล้ว เขาจะรู้สึกไม่เห็นถึงความสามารถของตนเองอีกด้วย (ในกรณีที่พ่อแม่ประเมินแล้วว่าไม่อันตรายจนเกินไป)

กระบะทราย สนามเด็กเล่น
กระบะทราย สนามเด็กเล่น

ราชาเม็ดทราย เรียนรู้แบ่งปัน

กระบะทรายเป็นอีกหนึ่งของเล่นชิ้นโปรดของเด็ก ๆ แทบทุกคน ทรายเม็ดเล็ก ๆ  แต่สามารถฝึกจินตนาการแก่เด็กได้กว้างไกล พร้อมทั้งสอนให้เขาเรียนรู้การแบ่งปัน ของเล่นที่จะไว้ใช้ในการเล่นทรายแก่เด็กอื่น รู้จักการแบ่งพื้นที่ในการเล่นให้เพื่อนได้เข้ามาร่วมสร้างจินตนาการบนผืนทราย หากเด็กสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีแล้ว เขายังได้เรียนรู้การแชร์จินตนาการกับเพื่อนโดยไม่หวงไว้เล่นคนเดียวอีกด้วย

ข้อพึงระวัง คำพูด และท่าทีของคุณพ่อคุณแม่ ควรเป็นตัวอย่างที่ดี ให้กับลูกเวลาเขาเจอเพื่อนแย่งของเล่น แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูก มาก่อน แต่เราควรเป็นแบบอย่างทางความคิดให้ลูกในเรื่องการแบ่งปัน ไม่พูดเชิงว่าเพื่อนมาแย่ง มารังแกเขา การเรียนรู้ในเรื่องการแบ่งปันก็คงหมดไป

เครื่องเล่นทุกชิ้นในสนามเด็กเล่นเป็นของส่วนรวม การที่เราได้พาลูกออกไปพบ ไปเล่นกับเพื่อนก็เท่ากับเป็นการสอนให้ลูกรู้จักกฎ กติกาของการอยู่ร่วมกัน ของสังคม เขาจะซึมซับได้เองว่า การกระทำไหนที่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ การกระทำไหนไม่ควรทำ สิ่งสำคัญของคุณพ่อคุณแม่ที่ควรยึดถือหากต้องการสอนลูกในด้านความฉลาดทางจริยธรรม(MQ) คือ การไม่เข้าไปแทรกตัดสิน แก้ปัญหาให้กับลูก หรือเข้ายุ่งในเรื่องของเด็ก ๆ ให้เขาได้เรียนรู้การแก้ปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกัน ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมได้ทั้ง MQ EQ IQ อีกต่างหาก เรามีหน้าที่เพียงแค่ระวังอันตราย ดูแลไม่ให้เกินขอบเขตเท่านั้นเป็นพอ

ข้อมูลอ้างอิงจาก NovaBizz.com  / GotoKnow / Amarin kids

อ่านต่อบทุความดี ๆ คลิก

กิจกรรมจิตอาสา ตามแนวรถไฟฟ้า..อาสาไหมเธอ!

6 เทคนิคดี ๆ สร้าง MQ (Moral Quotient) ให้รู้ผิดชอบชั่วดี โตมาให้เป็นเด็กดีในสังคม

5 ประโยชน์ของการ พาลูกเล่นสนามเด็กเล่น

ปล่อยลูกเล่นอิสระ วิ่ง-ปีนป่าย ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ยิ่งฉลาด สมองดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีบอกรักลูก

วิธีบอกรักลูก ฉบับง่าย! แม้ไม่มีคำว่า “รัก” แต่ลูกรับรู้ได้!!

วิธีบอกรักลูก อยากให้ลูกรู้ว่ารัก พ่อแม่ต้องทำยังไง? ตามมาดูคำแนะนำวิธี แสดงความรักกับลูก แสนง่าย เพื่อให้ลูกรับรู้ได้ถึง “ความรักที่พ่อแม่มอบให้” แม้ไม่พูดคำว่ารัก

4 วิธีบอกรักลูก ให้ลูกรับรู้ได้ แม้ไม่พูดคำว่ารัก

แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่รักลูก แต่ก็ไม่ใช่ลูกทุกคน ที่จะรับรู้ได้ว่าพ่อแม่รักเขา หรือแบบนี้คือ วิธีบอกรักลูก ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่รัก และเป็นห่วงลูกสุดหัวใจ แต่ทำไมความรักและความหวังดีนั้น กลับส่งไปไม่ถึงลูก?? บางครั้งเจตนาจะสอนลูก แต่ลูกกลับต่อต้าน หาว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ หรือบางครั้งที่พ่อแม่หวังดีกับลูก แต่ลูกกลับไม่ชอบใจ หาว่าจุ้นจ้านเกินไป การเป็นห่วงลูก กลับทำให้ลูกรำคาญใจ หาว่าพ่อแม่จู้จี้จุกจิก

ที่เป็นเช่นนั้น…ก็เพราะว่าการสื่อสารของพ่อแม่กับลูก ส่วนใหญ่เน้นการจัดการลูกเรื่องกิจวัตรประจำวัน มากกว่าเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูก

หากตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอนตอนกลางคืน พ่อแม่ให้ความสำคัญลูกแต่เรื่อง กินอิ่ม นอนหลับ ทำวสะอาด การบ้านต้องเสร็จ เล่นปลอดภัยแล้ว ก็เท่ากับว่าเวลาส่วนใหญ่ จะหมดไปกับการสั่ง จัดการ ตรวจตรา ดูแลความเรียบร้อยของลูก ส่วนเวลาในการพูดคุยกันในเรื่องอื่นๆ รวมทั้งการรับฟังความรู้สึก และความต้องการของลูก ก็จะถูกบั่นทอนลดน้อยลงไป จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ว่าทำไมลูกถึงต่อต้าน รำคาญ เครียด และไม่อยากให้ความร่วมมือ

ที่สำคัญ วิธีบอกรักลูก หากพ่อแม่สื่อสารกับลูกที่เต็มไปด้วยคำสั่ง คำบ่น คำขู่ คำต่อว่า หรือว่าการลงโทษด้วยแล้ว ไม่ว่าเราจะรัก หวังดี และห่วงใยลูกขนาดไหน ก็ยากที่ลูกจะเข้าใจถึงความรัก ความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่ … ดังนั้นทีมแม่ ABK จึงมีบทความเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงบวก มาฝาก กับ วิธีบอกรักลูก วิธีการสื่อสารที่สามารถสื่อความรัก ความหวังดี ไปให้ถึงลูกได้ดังนี้ค่ะ

1. เช็คอินด้วยการกอด

การให้ความสำคัญลูกด้วยการกอดลูกในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด ให้การกอดเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น เช้าเมื่อตื่นนอนสิ่งแรกที่ทำคือกอด ก่อนออกจากบ้านก็กอด เมื่อกลับมาเจอกันก็กอด ก่อนเข้านอนก็กอด หรือนั่งอยู่ด้วยกันสักพักก็เดินเข้าไปกอดได้อีกค่ะ

เหมือนกับว่าเวลาเราไปที่ไหนแล้วเรากดเช็คอินคนอื่นก็จะรับรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนเมื่ออยู่กับลูกก็เช่นกันเดินไปเช็คอินกับลูกด้วยการกอดบ้างลูกก็จะรับรู้ว่าทั้งตัวและหัวใจของคุณพ่อคุณแม่กำลังอยู่กับเขา

ทุกครั้งที่กอดลูก นอกจากลูกจะรู้สึกได้ถึงความรักความสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มีให้แล้วความรู้สึกดีๆ นี้ยังถูกสะสมเป็นแรงใจให้ลูกสามารถจัดการความเครียดความคับข้องใจภายในตัวเองได้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ และคุณครูได้ป้องกันพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจที่ไม่เหมาะสมได้กล้าที่จะเรียนรู้ลองผิดลองถูก และกล้าออกเผชิญโลกกว้างได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

2. “หัวเราะ” ก่อนเปลี่ยนกิจกรรม

การช่วยลูกเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปอีกกิจกรรมหนึ่งด้วยการสร้างเสียงหัวเราะ จะทำให้ลูกมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น ในตอนเช้าจากที่เคยปลุกลูกแล้วให้เขาเดินไปอาบน้ำทันที ลองเปลี่ยนเป็นปลุกลูกขึ้นมาแล้วเล่นกับลูกก่อน ให้ได้มองหน้าและได้หัวเราะกันจนคุณพ่อคุณแม่รู้สึกได้ว่าลูกพร้อมที่จะไปอาบน้ำแล้วค่อยพากันไปอาบน้ำหรือแทนการบอกให้ลูกไปกินข้าวด้วยการชวนลูกว่า “ลูกลิงของแม่มาลองดูสิว่าตอนเช้าลิงเค้ากินอะไรกัน” เป็นต้น

การเล่นสนุกกับลูก จะช่วยกระตุ้นสารเอนโดฟินและออกซิโทซินให้ทั้งลูกและตัวคุณพ่อคุณแม่เองซึ่งนอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกกับเราแล้ว ยังช่วยให้ลูกสามารถจัดการกับความเครียดและความเสียใจภายในตัวเองได้อีกด้วยทำให้ลูกมีอารมณ์มั่นคง สามารถควบคุมและยับยั้งอารมณ์ของตัวเองได้และให้ความร่วมมือกับเราอย่างเต็มใจ

ในทางตรงข้ามหากว่าเราไม่เล่นกับลูกความเครียดและความเสียใจของลูกจะถูกสะสมกักเก็บเอาไว้ในใจและจะระบายออกมาเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นความก้าวร้าว การต่อต้าน นิสัยขี้งอแง นิสัยขี้โมโหหรือเก็บกดเก็บตัวนิ่งเงียบ ไม่ชอบสังคมกับใคร

วิธีบอกรักลูก

3. ปิดเครื่องมือสื่อสาร

เพราะการเล่นเครื่องมือสื่อสารไปด้วยพูดกับลูกไปด้วยจะทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าเขานั้นมีความสำคัญกับพ่อแม่น้อยเพียงไรและแน่นอนว่าเมื่อคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ความสนใจกับลูกแล้วลูกก็จะเรียกร้องความสนใจหรือไม่ก็มองหาความสนใจอย่างอื่น และไม่สนใจคุณพ่อคุณแม่ด้วยเช่นกัน เราจึงมักเห็นภาพที่ลูกมองจอแท็ปเล็ตไม่วางตาและไม่ค่อยสนใจฟังสิ่งในที่คุณพ่อคุณแม่พูด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แต่การประสานตากัน การมองหน้าลูก แล้วพูดจะทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าเขามีตัวตนและมีความสำคัญกับพ่อแม่และที่สำคัญวิธีนี้ยังสามารถป้องกันการติดเกมและสังคมออนไลน์ของลูกได้อีกด้วย เพราะหากว่าคุณพ่อคุณแม่สนใจพูดคุยมองตากับลูกแล้วลูกก็จะสนใจอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากฟังเสียงพูดคุยสนทนากับคุณพ่อคุณแม่จริงไหมคะ

4. ช่วงเวลาพิเศษ 15 นาที

คือการใช้เวลากับลูกสองต่อสอง 15 นาทีทุกๆวัน และให้ในช่วงเวลาเป็นเวลาพิเศษที่อนุญาตให้ลูกได้ทำอะไรก็ได้ที่ลูกอยากจะทำด้วยกันกับคุณพ่อหรือคุณแม่ เช่น เดินเล่นด้วยกันเล่นเกมด้วยกัน เต้นด้วยกัน อ่านนิทานด้วยกัน หรือต่อจิ๊กซอว์ด้วยกันเป็นต้น

และให้เป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ลูกได้เป็นคนนำกิจกรรมและคุณพ่อคุณแม่เป็นคนทำตาม วิธีการนี้นอกจากจะช่วยให้ลูกได้ผ่อนคลายอารมณ์จากการที่เขาได้รับคำสั่งมาแล้วทั้งวันแล้วยังช่วยส่งเสริมทักษะการสื่อสารการทำงานร่วมกับผู้อื่นและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้อีกด้วย

ความรักของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อลูกแม้ว่าจะมากอย่างไม่มีเงื่อนไขแต่ใช่ว่าจะล้นออกมาจนลูกสามารถรับรู้ได้เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารนิดหน่อยกระชับความสัมพันธ์กับลูกวันละน้อยผลลัพธ์ที่ได้ก็จะงอกเงยเป็นความรักความผูกพันในครอบครัวที่มีคุณค่ามหาศาลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้…

ขอบคุณบทความจาก : ผศ.ดร. ปนัดดา ธนเศรษฐกร  อาจารย์สาขาพัฒนาการมนุษย์
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว  มหาวิทยาลัยมหิดล

วิธีบอกรักลูก

ทั้งนี้สำหรับ วิธีบอกรักลูก วัยทารก 0-1 ปี หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการแสดงความรักให้ลูกน้อย ก็สามารถทำได้ไม่ยากและไม่ต้องซื้อหาให้สิ้นเปลือง เพียงแค่สัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนโยนและตั้งใจจากคุณพ่อคุณแม่ อย่างเช่น การกอดจูบด้วยความรักเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การกอด หอม หรือเพียงแค่บอกรัก “เป็นพลัง” ที่จะช่วยฟื้นฟูอารมณ์สุขภาพ และความมั่นใจของลูกน้อย ทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆให้ดียิ่งขึ้นอีก และเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ทางใจระหว่างคุณกับลูกน้อยให้เกิดความรักความผูกพันมากยิ่งขึ้นด้วย

4 วิธีบอกรักลูก ง่ายนิดเดียว สำหรับ วัยทารก 0-1 ปี

1. บีบ ๆนวด = เพราะไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่ชอบผ่อนคลายด้วยการนวด เบบี๋ก็ชอบเหมือนกันนะคะ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เลือดไหลเวียนดีขึ้นแล้ว สำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดซึ่งน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน การนวดจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่ควบคุมการดูดซึมอาหาร ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มตามพัฒนาการได้เร็วขึ้น และยังช่วยให้เบบี๋หลับง่ายขึ้นด้วย

2. บอกรักบ่อย ๆ = ไม่ต้องเป็นเวลา แต่ต้องทำสม่ำเสมอ อย่างเช่น ระหว่างมื้ออาหาร ขณะขับรถ หรือหลังจากที่เจ้าตัวน้อยทำให้คุณหัวเราะ ตามทฤษฎีของแอริคสันบอกว่า พัฒนาการในช่วงขวบปีแรก หากคุณแม่ให้ความรักและการดูแลเบบี๋อย่างสม่ำเสมอ ตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานทางกายและทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เบบี๋พัฒนาความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจขั้นพื้นฐาน (Basic Trust) ต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านต่างๆค่ะ

3. ฝึกวินัยลูกด้วยความรัก = ในยามที่ลูกทำพฤติกรรมไม่น่ารักสัมผัสที่บอกเขาว่าคุณรักเขาก็ยังใช้ได้ เช่น กอดลูกแม้เวลาที่เขางอแง หรือเกิดเหตุพี่น้องทะเลาะกัน แล้วฝ่ายหนึ่งถูกตีคุณหยุดฝ่ายที่กำลังลงมือได้ด้วยสัมผัส อย่างเข้าไปจับมือให้หยุด ลูบหลังเขาและบอกว่า “เราไม่ตีกัน ตีกันมีแต่เจ็บตัวนะลูก”

4. เล่นด้วยมือเปล่า = ถ้าลูกของคุณไม่ชอบให้กอด ก็นี่เลย ยีผมเจ้าตัวน้อย เล่นจั๊กจี้ อ้อ! ยังไม่นับการเต้นรำและเล่นขยิบตากันด้วยนะ

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา … เรามาเริ่มกระชับความสัมพันธ์กับลูกตั้งแต่วันนี้เลยกันเถอะค่ะ ^^

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่างได้เลย ⇓

[สร้างวินัยเชิงบวก] ชวนพ่อแม่สำรวจ เรา “สั่ง” หรือ “สอน” ลูกอยู่นะ

8 วิธี สร้างวินัยเชิงบวก ง่ายๆ ป้องกันลูกดื้อ เริ่มได้ตั้งแต่ 1 ขวบ

[สร้างวินัยเชิงบวก] ขัดใจทำไม…ตามใจดีกว่า!!

คำพูดเชิงบวก ที่ควรใช้พูดกับลูก 64 คำ

10วิธีฝึกลูก

10 วิธีฝึกลูกให้ “กล้าแสดงออก” อย่างเหมาะสม ไม่ก้าวร้าว

เด็กที่ไม่มีความมั่นใจ มักจะเก็บความรู้สึกนึกคิดที่ตัวเองมีไม่กล้าเอ่ยหรือกล่าวมันออกไป หากปล่อยไว้นานไปอาจกระทบต่อพัฒนาการของลูกได้ มาฝึกให้ลูกเป็นเด็ก กล้าแสดงออก กันเถอะ

10 วิธีฝึกลูกให้ “กล้าแสดงออก” อย่างเหมาะสม ไม่ก้าวร้าว

Assertiveness  หรือ การแสดงออกอย่างเหมาะสม คือ พฤติกรรมหรือการแสดงออกด้วยคำพูด หรือกิริยาอาการว่าเรามีความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่ปิดบังหรือ อ้อมค้อม และเป็นไปตามธรรมชาติ ปราศจากความวิตกกังวลทางอารมณ์ ด้วยความสุภาพตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ ในเวลาที่เหมาะสมโดยไม่ก้าวร้าว สามารถรักษาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้

หากจะพูดถึงเรื่องการแสดงออก การแสดงออกของคนเรามี 3 ระดับ คือ

  1. พฤติกรรมการไม่กล้าแสดงออก (Nonassertive or Passive Behavior)
  2. พฤติกรรมการแสดงออกอย่างเหมาะสม (Assertive Behavior)
  3. พฤติกรรมการแสดงออกแบบก้าวร้าว (Aggressive Behavior)

จะเห็นได้ว่า พฤติกรรรมการแสดงออกอย่างเหมาะสม (Assertive Behavior) จะอยู่กึ่งกลางระหว่างการไม่กล้าแสดงออก และการแสดงออกแบบก้าวร้าว เด็กที่ไม่กล้าแสดงออก สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากลักษณะนิสัย อารมณ์ และจิตใจของตัวเด็กเอง แต่กลับเกิดจากปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การถูกดุว่า ลงโทษที่มากเกินไป การถูกล้อเลียน ความเข้าใจผิดจากการเลี้ยงดูที่ว่า การไม่แสดงออกเป็นความสุภาพ อ่อนโยนและเรียบร้อย เป็นต้น

ในทางกลับกัน เด็กที่ กล้าแสดงออกเป็นสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกมีความกล้าแสดงออก เพื่อให้ลูกมีความมั่นใจ และมีความเคารพและเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) แต่การแสดงออกที่มากเกินไป จนไปรุกรานสิทธิ์ของผู้อื่น ก็อาจทำให้ถูกมองว่าเป็นเด็กที่ก้าวร้าวได้ (Aggressive Behavior) ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ ที่จะฝึกให้ลูกมีความ กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง สามารถแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง

ทำความรู้จัก 12 ลักษณะของเด็กที่กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม

  1. การพูดแสดงความรู้สึก – สามารถแสดงความชอบและความสนใจออกมาได้ว่าตนรู้สึกอย่างไร มีความคิดเช่นไร โดยสามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างเหมาะสม
  2. การพูดเกี่ยวกับตนเอง – เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมหรือกระทำสิ่งที่มีคุณค่า เด็กจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนเองกับคนรอบข้างได้ โดยไม่ผูกขาดการสนทนาไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่พูดจาโอ้อวด และสามารถพูดถึงความสำเร็จของตนได้อย่างเหมาะสม
  3. การพูดจาทักทายปราศรัย – สามารถแสดงความเป็นมิตร และสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นที่ต้องการทำความรู้จักได้ ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายด้วยน้ำเสียงที่แสดงความยินดีที่ได้พบ สามารถสร้างบทสนทนาที่ดีต่อไปได้
  4. การยอมรับคำชมเชย – สามารถยอมรับคำชมเชยได้อย่างจริงใจ และไม่ปฏิเสธคำชมเชยที่ได้รับ
  5. การแสดงสีหน้าอย่างเหมาะสม – สามารถแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงได้ตรงตามความรู้สึกที่แท้จริง สามารถสบตาคู่สนทนาได้อย่างเหมาะสม
  6. การแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพ – สามารถแสดงออกได้อย่างสุภาพโดยไม่เสแสร้ง เมื่อมีความรู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับข้อความในการสนทนานั้น ซึ่งอาจแสดงออกด้วยการเลิกคิ้ว หรี่ตา ส่ายศีรษะ หรือเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา โดยสามารถแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสมและสุภาพ
  7. การขอให้แสดงความกระจ่างชัด – เมื่อมีผู้ให้คำแนะนำ คำสั่งสอน หรือคำอธิบายที่กำกวมไม่ชัดเจน ก็สามารถซักถามเพื่อให้เข้าใจในความหมายของคำแนะนำสั่งสอนได้อย่างชัดเจน หรือขอร้องให้มีการอธิบายใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้
  8. การถามเหตุผล – เมื่อมีผู้มาขอร้องให้ทำในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล สามารถถามเหตุผลที่ชัดเจนของสิ่งที่จะทำได้อย่างตรงไปตรงมา
  9. การแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน – เมื่อมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับผู้อื่น ก็สามารถแสดงความไม่เห็นด้วย โดยสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป บอกความคิดและความรู้สึกของตนได้อย่างชัดเจน
  10. การพูดเพื่อรักษาสิทธิของตน – สามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบตนเอง เมื่อรู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบก็สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เก็บมาคิดว่าเป็นความผิดของตน สามารถเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของตนและขอร้องให้ผู้อื่นแสดงต่อตนเองอย่างยุติธรรมด้วย
  11. การยืนกราน – เมื่อรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม บุคคลสามารถทำการร้องทุกข์และยืนหยัดในวัตถุประสงค์ของตนเองจนกว่าจะได้รับความพอใจ แม้มีผู้คัดค้านก้ไม่เลิกล้มความตั้งใจนั้น
  12. การเลี่ยงการให้คำอธิบายกับทุก ๆ ความคิดเห็น – สามารถโต้เถียงในการสนทนา โดยการยุติการวิจารณ์ เช่น เมื่อมีบุคคลหนึ่งถามเหตุผลว่าทำไม ๆ ตลอดเวลา ก็จะสามารถหยุดคำถามโดยการปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เพิ่มเติม หรือการถามคำถามนั้นกลับไปแก่ผู้ถาม โดยบุคคลอาจมีเหตุผลของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าตนมีความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นอย่างไร

การกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม จะไม่ปิดกั้นพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของลูกน้อย และจะไม่ถูกมองว่าก้าวร้าวอีกด้วย ดังนั้น เรามาฝึกให้ลูกมีความ กล้าแสดงออก อย่างเหมาะสมกันเถอะ

ฝึกลูกให้กล้าแสดงออก
ฝึกลูกให้กล้าแสดงออก

10 วิธีฝึกลูกให้ “กล้าแสดงออก” อย่างเหมาะสม ไม่ก้าวร้าว

  1. รู้จักขอบเขตของการกล้าแสดงออก

ให้ลูกรู้ว่าการแสดงออกเป็นสิ่งที่ดี แต่การแสดงออกที่มากหรือน้อยเกินไปจะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ในทางลบ ในบางครั้ง ลูกไม่รู้ว่าควรแสดงออกมากน้อยแค่ไหน การแสดงออกเท่านี้ ถูกมองว่าเป็นการล้ำเส้นแล้วหรือยัง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะอธิบายเหตุผลหากลูกได้ล้ำเส้นของการแสดงออก โดยอาจยึดหลักการง่าย ๆ คือการแสดงออกที่ไปรุกรานสิทธิ์ของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ได้รับความอับอาย ถือว่าเป็นการแสดงออกที่มากเกินไป เป็นต้น

2. อธิบายให้ลูกรู้ถึงความสำคัญของการแสดงออกอย่างเหมาะสม

การกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม จะทำให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง มีความเคารพและรู้จักคุณค่าในตัวเอง กล้าที่จะทำในสิ่งที่ดี กล้ายอมรับผิดเมื่อทำสิ่งที่ไม่ดี อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ง่าย กล้าขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ และกล้าที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

3. ชมลูกด้วย

เมื่อลูกได้แสดงถึงความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมให้คุณพ่อคุณแม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กน้อย อย่าลืมให้คำชมแก่ลูก และอธิบายว่าทำไมลูกถึงได้รับคำชมนี้ เช่น เมื่อลูกหิว ลูกได้บอกความต้องการของตนเองออกไปโดยไม่โมโหและโวยวาย (ซึ่งในเด็กเล็ก การควบคุมอารมณ์ไม่ให้โมโหตอนหิวนั้นทำได้ยากมาก) คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมกล่าวคำชมว่าลูกได้แสดงออกถึงความต้องการตนเองได้อย่างมีเหตุผลและเหมาะสมด้วยนะคะ

4. เคารพความเป็นส่วนตัวของลูก

สิ่งใดที่เป็นสิ่งของส่วนตัวของลูก ลูกควรได้รับการขออนุญาติก่อนหยิบมาใช้หรือเล่นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง ญาติ หรือแม้แต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็ตาม สิ่งนี้จะสอนให้ลูกรู้จักสิทธิ์ของตนเอง และก็จะเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย เช่น หากของเล่นชิ้นนั้นเป็นของลูก แล้วเพื่อนต้องการจะเล่นของเล่นชิ้นนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะหยิบให้เพื่อนเล่น ด้วยคำพูดที่ว่า “แค่นี้เอง แบ่ง ๆ กันหน่อย ลูกต้องรู้จักแบ่งปัน” แต่คุณแม่ควรพูดขออนุญาตลูกก่อนทุกครั้ง ว่าลูกยินยอมที่จะแบ่งปันหรือไม่ ซึ่งหากลูกไม่ยอม คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรที่จะบังคับให้ลูกยอม เพราะสิ่ง ๆ นั้น เป็นของส่วนตัวของลูก เป็นต้น

5. ส่งเสริมให้ลูกแสดงความรู้สึกของตนเอง

การแสดงความรู้สึกและความต้องการของตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่ผิด คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกได้พูดหรือแสดงออกถึงความรู้สึกและความต้องการของตนเอง ไม่ว่าความต้องการนั้น ๆ จะดูไร้สาระสำหรับคุณพ่อคุณแม่แค่ไหนก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรับฟังค่ะ เพราะนี่เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เปิดใจกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรดูคือ ลักษณะของการแสดงออกความรู้สึกของลูก ต้องไม่ให้เป็นการแสดงออกที่ไม่มีเหตุผลหรือรุนแรงก้าวร้าวจนเกินไป

6. ชวนลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน นอกห้องเรียนบ้าง

การได้พบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ สังคมใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ จะช่วยทำให้ลูกไม่ประหม่าเมื่อเจอคนแปลกหน้า โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันเป็นทีม จะช่วยให้ลูกรู้จักคิด แก้ไขปัญหา และหาทางออกร่วมกันได้

7. ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

วิธีการสอนการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมที่ดีที่สุดคือการทำให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง วิธีนี้ ไม่ต้องใช้คำพูดสั่งสอนมากมาย แต่ลูกจะจดจำและนำไปใช้ได้ดียิ่งกว่าการสอนด้วยคำพูดอีกด้วยซ้ำ

8. ให้ลูกได้ตัดสินใจเองบ้าง

ให้ลูกได้ตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และยอมรับผลของการตัดสินใจนั้น ๆ เองด้วยเช่นกัน วิธีการง่าย ๆ ที่จะผลักดันให้ลูกตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว คือ ลองให้ตัวเลือกกับลูก แล้วให้ลูกติดสินใจเองว่าจะเลือกตัวเลือกไหน และยอมรับกับผลที่ตัวเองเลือก เช่น หากลูกต้องการทานขนมก่อนนอน ลองให้ลูกได้เลือกว่าหากลูกทานขนม ลูกต้องไปแปรงฟันซ้ำอีกครั้ง หรือหากเลือกที่จะไม่ทาน ลูกก็สามารถทานขนมชิ้นนี้ในวันพรุ่งนี้ได้ เป็นต้น นอกจากการให้ลูกได้ตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ จากการกระทำของตนเองแล้ว สำหรับเด็กโต คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของครอบครัวได้ด้วยเช่นกัน เช่น การให้ลูกเลือกร้านอาหารที่อยากทานเอง เป็นต้น

9. สอนให้ลูกรู้จักจัดการอารมณ์ของตนเอง และรับมือกับความผิดหวัง

การควบคุมอารมณ์ตนเองจะช่วยให้ลูกแสดงออกถึงสิ่งที่ไม่ได้อย่างที่ใจตนต้องการได้อย่างเหมาะสม ให้ลูกได้รู้ว่าการแสดงอารมณ์โกรธ การตะโกน เป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม และหากลูกได้พบเจอกับความผิดหวังหรือความล้มเหลว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้โอกาสนี้ในการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง

อ่านต่อ : 10 วิธีสอนลูกให้รับมือกับ “ความล้มเหลว” ในชีวิต

10. สอนลูกให้เชื่อมั่นและทำตามในสิ่งที่ตนเองคิด

ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดในการฝึกลูกให้ กล้าแสดงออก คือ ลูกต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิด พูด แสดง และทำตามสิ่ง ๆ นั่นอย่างมุ่งมั่น สิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีวินัยในตนเอง (Self-Discipline) และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-Esteem) เพราะลูกจะเกิดความภูมิใจในตัวเองที่ได้แสดงออกและทำตามในสิ่งที่ตนเองคิด

ทักษะในการ กล้าแสดงออก นี้ ควรฝึกให้ลูกทำจนเป็นนิสัยติดตัวไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะทักษะนี้ ลูกจะได้ใช้มันไปจนโต และยังเป็นทักษะพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ และพัฒนาทักษะทางสังคมต่อไป

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ลักษณะนิสัยของเด็ก “อารมณ์ดี” มีความมั่นคงทางจิตใจ

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

4 พฤติกรรม “สปอยล์ลูก” สุดเสี่ยงที่พ่อแม่ควรเลี่ยง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : afineparent.com, www.baanjomyut.com, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที

ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที เคล็ดลับคุณแม่นักปั๊ม

รู้ลึกสารอาหารจากนมแม่ ทำไมควรให้ลูกกินนมแม่เป็นประจำ พร้อมไขข้อข้องใจ ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที

ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที

อิ่มอุ่นจากอกแม่ น้ำนมแม่ วัคซีนหยดแรกที่ช่วยให้หนูแข็งแรง

น้ำนมจากแม่ อาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่อร่างกายทารก ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตทารกตั้งแต่แรกเกิดด้วยองค์ประกอบสำคัญด้านโภชนาการ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีวิตามินต่าง ๆ และแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ด้วยเหตุนี้เอง แม่หลังคลอดจึงควรให้ทารกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจวบจนอายุ 2 ปี ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟแนะนำ แต่คุณแม่หลายท่านก็มีหน้าที่กลับไปทำงาน ทำให้ต้องปั๊มนมไว้ให้ทารกน้อย ซึ่งมักจะมีคำแนะนำให้ปั๊มนมรอบละ 30 นาที แม่ ๆ คงสงสัยกันว่า ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ

มีสารอาหารอะไร ซ่อนอยู่ในนมแม่

ก่อนอื่นมารู้จักสารอาหารในน้ำนมแม่กันก่อนว่า มีสารอาหารอะไรสำคัญกับร่างกายของลูกน้อยบ้าง โดยนมแม่มีสารอาหารและสารต่าง ๆ มากกว่า 200 ชนิด เหมาะกับระบบทางเดินอาหารและไตของทารกแรกเกิดที่ยังไม่สมบูรณ์ดี ซึ่งมีสารอาหารสำคัญ ดังนี้

  • โปรตีน ดีต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารก ย่อยง่าย และดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติที่สำคัญ เช่น สารป้องกันเชื้อโรคและสารช่วยการเจริญเติบโต
  • ไขมัน มีกรดไขมันที่จำเป็น ไลโนเลนิคและไลโนเลอิค เช่นเดียวกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายโซ่ยาว อาทิ ดีเอชเอและเอเอ ช่วยพัฒนาระบบสมอง และจอตา สร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แผ่นหุ้มเส้นประสาท ทำให้การรับส่งสัญญาณของเส้นประสาทระหว่างสมองและร่างกายมีประสิทธิภาพ
  • คาร์โบไฮเดรต แลคโตส มีมากที่สุดในน้ำนมของคน เป็นส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาการของสมองและระบบประสาท เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับขนาดของสมอง และมีโอลิโกแซคคาไรด์มากกว่า 130 ชนิด ส่งเสริมสุขภาพและช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำไส้
  • วิตามินในนมแม่ วิตามินละลายในไขมันและละลายในน้ำ ตัวช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี
  • แร่ธาตุในนมแม่ มีปริมาณที่เหมาะสมและดูดซึมได้ดี เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัส
  • ฮอร์โมนและเอ็นไซม์ เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ โปรแลคติน ออกซิโทซิน ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต เผาผลาญสารอาหาร และการทำงานของอวัยวะ เช่น เอ็นไซม์ไลเปสช่วยย่อยไขมันในนมแม่ ทำให้การดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร่างกายของแม่จะผลิตน้ำนมขึ้น 3 ระยะ

ระยะหัวน้ำนม น้ำนมเหลือง โคลอสตรุ้ม (Colostrum) น้ำนมแม่ระยะแรกที่สร้างขึ้น 1-3 วันแรกหลังคลอด น้ำนมแม่ระยะนี้อุดมด้วยสารสร้างภูมิต้านทาน เช่น

  • IgA
  • แลคโตเฟอริน
  • เซลล์เม็ดเลือดขาว
  • โปรตีนที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

น้ำนมเหลืองจะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสไม่สูงมาก มีแร่ธาตุ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม อยู่สูงกว่าน้ำนมระยะอื่น แต่โพแทสเซียมและแคลเซียมต่ำกว่า

น้ำนมระยะที่ 2 น้ำนมในระยะต่อมาหรือที่เรียกกันว่า ระยะน้ำนมปรับเปลี่ยน (Transitional milk) น้ำนมระยะนี้จะไหลหลังจากน้ำนมเหลืองและอาจผลิตจนถึง 2 สัปดาห์ มีส่วนประกอบสำหรับทารกให้เจริญเติบโต มากด้วยไขมันและน้ำตาลที่ดีต่อพัฒนาการของทารก

น้ำนมระยะที่ 3 (Mature Milk) หลัง 2 สัปดาห์ ร่างกายแม่หลังคลอดจะผลิตน้ำนมที่มีสารอาหารหลักจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูก อาทิ

  1. โปรตีน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด เพิ่มภูมิต้านทาน และเอนไซม์ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียได้
  2. ไขมัน กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ DHA (Docosahexaenoic Acid) และ AA (Arachidonic Acid) ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น
  3. วิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่ A, B1, B2, B6, B12, C, D, E และ K ส่วนแร่ธาตุสำคัญ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม และไอโอดีน
  4. น้ำตาลแลคโตส สารคาร์โบไฮเดรตหลักให้พลังงานต่อร่างกายทารก ช่วยให้เจ้าตัวน้อยเติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งน้ำตาลแลคโตสนั้นไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ เพราะเชื้อ Streptococcus mutans แบคทีเรียสำคัญที่เป็นตัวก่อปฏิกิริยาฟันผุ ชอบน้ำตาลซูโครสมากกว่า น้ำตาลแลคโตส

ประโยชน์นมแม่มากมาย ต้องปั๊มเก็บไว้ให้ลูกดื่มกิน

สำหรับคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงาน อยากปั๊มนมเก็บไว้ให้กับลูก ต้องเตรียมตัวปั๊มนมไปเก็บเป็นนมสต๊อก และต้องหมั่นปั๊มนมเป็นประจำเพื่อให้มีน้ำนมอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการปั๊มนมคือ ช่วงเวลาตี 5 ถึง 7 โมงเช้า นอกจากนี้ ยังต้องใส่ใจในการเลือกเครื่องปั๊มนม ให้มีจังหวะการปั๊มเลียนแบบการดูดของทารก ช่วยให้ปั๊มนมได้เกลี้ยงเต้า ใช้งานง่าย ปรับรอบดูดแรงดูดได้ และเมื่อตั้งใจที่จะปั๊มนมแล้ว ก็เริ่มต้นให้เร็วที่สุด แต่อย่าเพิ่งปั๊มแรงเพราะหัวนมอาจแตกได้ โดยปั๊ม 8-10 ครั้งต่อวัน เลียนแบบลูกดูด โดยเลือกใช้เครื่องปั๊มนมที่ปั๊มได้พร้อมกัน 2 ข้าง หรือเครื่องปั๊มนมปั๊มคู่

ทำไมต้องปั๊มนมรอบละ 30 นาที

ในช่วงแรกเริ่มอาจปั๊มไม่นานนัก ราว ๆ 10-15 นาที พอร่างกายแม่เริ่มคุ้นชินก็ค่อย ๆ เพิ่มช่วงเวลาปั๊มให้บ่อยขึ้นและนานขึ้นราว ๆ 20-30 นาที ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ดี และเพื่อให้น้ำนมแม่เกลี้ยงเต้า (สังเกตได้จากเต้านมที่นุ่มขึ้น) เมื่อน้ำนมเกลี้ยงเต้าหลังจากปั๊มนมรอบละ 30 นาทีแล้ว ร่างกายก็จะเข้าใจว่าน้ำนมถูกระบายออกมาหมด พร้อมที่จะผลิตน้ำนมขึ้นมาใหม่ จึงเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมออกมามากขึ้น หากปั๊มนมไม่นานพอ นมค้างเต้า จะทำให้แม่มีอาการเต้านมคัด สัมผัสได้ถึงก้อนแข็ง ๆ ใต้เต้านม จนก่อให้เกิดอาการเต้านมอักเสบในภายหลังได้

การปั๊มนมให้เกลี้ยงเต้ายังทำให้สต็อกนม มีทั้งน้ำนมส่วนหน้าและน้ำนมส่วนหลัง ซึ่งน้ำนมแม่ทั้งสองส่วนนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย

  • น้ำนมส่วนหน้า (Foremilk) ใสกว่าเพราะมีปริมาณน้ำอยู่สูง ให้ไขมันต่ำ มีน้ำตาลแลคโตส ซึ่งมีหน้าที่ช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งยังช่วยดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก น้ำนมส่วนหน้ายังให้พลังงานสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีวิตามิน แร่ธาตุ  กระตุ้นต่อการขับถ่ายของทารก  ทารกจะได้ขับสารเหลืองออกจากร่างกาย
  • น้ำนมส่วนหลัง (Hind Milk)  สีเข้มข้นกว่า  อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันที่สูงกว่าน้ำนมส่วนหน้า  มี  AA ARA OMEGA   และยังมีไขมันดีอีกหลายชนิด    ดีต่อการเจริญเติบโต การปั๊มนมเกลี้ยงเต้ายังช่วยให้น้ำนมแม่ส่วนหลัง มาอยู่ในน้ำนมแม่ส่วนหน้า (เพราะไม่ปล่อยให้นมค้างเต้า) ซึ่งจะมีผลต่อน้ำหนักตัวของทารกให้เติบโตอย่างแข็งแรง

หากคุณแม่ปั๊มนมเกลี้ยงเต้า นอกจากจะดีกับตัวแม่ให้นมแล้ว ยังช่วยให้น้ำนมสต๊อกมีทั้งน้ำนมส่วนหน้าและน้ำนมส่วนหลังในปริมาณที่พอเหมาะ ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของทารกด้วย

อ้างอิงข้อมูล : breastfeedingthai,sikarin และ pharmacy.mahidol

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โครงการส่งนมแม่ฟรี ปี 2563 และวิธีแพ็คนมสำหรับขนส่ง

เมนูหัวปลี ตัวช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ หัวปลีทำอะไรได้บ้าง?

5 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 ใกล้เปิดรับลงทะเบียนแล้ว อายุ 60 ปีขึ้นไปเตรียมตัวเลย

ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64

รัฐบาลไทยเตรียมเปิดให้ผู้สูงอายุ ลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 เพื่อรับเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้ลงทะเบียนต้องเป็นผู้ที่ปีนี้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์/ผู้สูงอายุที่ขณะนี้มีอายุ 59 ปี ก็ต้องลงทะเบียนผู้สูงอายุเพื่อรับสิทธิ์ในปีงบประมาณ 2564 เช่นกัน หรือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่เคยได้รับเบี้ยมาก่อน และกลุ่มอื่น ๆ เช่น ผู้ที่รับเบี้ยผู้สูงอายุเป็นประจำ แต่ย้ายที่อยู่-ย้ายทะเบียนบ้าน

หากมีอายุ 59 ปี และจะมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในปี 2564 จะนับอายุถึงวันที่ 1 กันยายน 2564 เท่านั้น จึงต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน 2504 จึงมีสิทธิ์ลงทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปีงบประมาณ 2564 หากผู้สูงอายุที่ทะเบียนราษฎรระบุเฉพาะปีเกิด แต่ไม่ทราบวันเกิด/เดือนเกิด ให้ถือว่าเกิดวันที่ 1 มกราคม ของปีนั้น

การลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 64 จะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นไป

สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุหรือไม่ ลองเช็คคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ตามนี้

1. สัญชาติไทย

2. มีภูมิลำเนา-มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้านที่ระบุไว้ และไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสากิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

2.1 ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

2.2 ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2.3 ผู้ที่ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนรายได้ประจำหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ประจำ

3. มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เคยลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน 2504 (ถ้าบัตรประชาชนระบุเฉพาะปีเกิด ให้ถือว่าเกิดวันที่ 1 ม.ค.ของปีนั้น)

4.อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่เคยลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแล้ว แต่มีการย้ายทะเบียนบ้าน ต้องลงทะเบียนตามทะเบียนบ้านใหม่

เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ออกวันไหน

เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะโอนให้ทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนในวันทำการ ซึ่งหากวันที่ 10 ของเดือนไหนตรงกับวันหยุด ทางภาครัฐจะดำเนินการโอนให้ก่อนวันที่ 10 ในวันทำการ โดยจะจ่ายตามช่วงอายุแบบขั้นบันได

ช่วงอายุนี้ได้เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเท่าไร

  • ผู้สูงอายุ 60-69 ปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท
  • ผู้สูงอายุ70-79 ปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท
  • ผู้สูงอายุ80-59 ปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาท
  • ผู้สูงอายุ90 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท

ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2564 ได้ที่ไหน

ผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ สามารถติดต่อด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ญาติไปดำเนินการลงทะเบียนแทน ได้ที่ เทศบาล, องค์การบริการส่วนตำบล (อบต.), สำนักงานเขต ในพื้นที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยต้องเตรียมหลักฐานประกอบแบบคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

เอกสารและหลักฐานในการลงทะเบียนผู้สูงอายุ ปี 2564 เพื่อรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

  1. บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานรัฐที่มีรูปถ่าย
  2. ทะเบียนบ้านตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
  3. สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารตัวจริง ประเภทออมทรัพย์ พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

แต่หากผู้สูงอายุไม่สามารถมาลงทะเบียนได้ด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นมายื่นคำขอรับเงินแทนได้ โดยต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้

  • หนังสือมอบอำนาจ (แบบฟอร์มมอบอำนาจขึ้นอยู่กับการดำเนินการของแต่ละพื้นที่ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ อย่างละ 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ อย่างละ 1 ฉบับ
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ( ในกรณีผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขอรับเงินผ่านธนาคาร)

 

หากเช็คสิทธิ์รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และพบว่าเข้าข่ายรับเบี้ยผู้สูงอายุ ประจำปีงบประมาณ 2564 อย่าลืมเตรียมเอกสารให้ดี สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง และเตรียมลงทะเบียนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ได้เลย

อ้างอิงข้อมูล : amarintv.com

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่มีลุ้น! เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า ได้ทุกบ้าน 600 บาทต่อเดือน

โครงการจิตอาสา สอนลูกช่วยสังคมได้ง่าย ๆ แม้อยู่บ้าน

ยาคุมฉุกเฉิน ผู้หญิงรู้ไว้ใช้บ่อยไปผลร้ายตกอยู่กับคุณ!

 

ทำกิ๊ฟ

ทำกิ๊ฟ vs เด็กหลอดแก้ว ทางเลือกของคนมีลูกยาก แตกต่างกันอย่างไร?

การมีลูกนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มชีวิตคู่ให้สมบูรณ์ แต่ก็ใช่ว่าสามีภรรยาทุกคู่จะประสบความสำเร็จในการมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ทั้งนี้อาจเกิดจากข้อจำกัดทางสุขภาพร่างกายของทั้งคู่หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับท่อนำไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก หรืออสุจิไม่แข็งแรง ที่ทำให้ยังไม่สามารถตั้งครรภ์มีลูกได้ ทางเลือกของคนมีลูกยากจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วย วิธี ทำกิ๊ฟ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

ในปัจจุบัน การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ที่ได้รับความนิยม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้มีลูกได้ง่ายขึ้น เช่น การทำกิฟท์ (GIFT ; gamete intra – fallopian transfer) การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF : in vitro fertilization) การคัดเชื้อเพื่อฉีดเข้าโพรงมดลูก (Intrauterine insemination: IUI) หรือทำอิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI) เป็นต้น

ขั้นตอนทำกิ๊ฟ

ทำกิ๊ฟ vs เด็กหลอดแก้ว แตกต่างกันอย่างไร?

วิธีการทำกิ๊ฟและการทำเด็กหลอดแก้ว จะมีขั้นตอนในการทำคล้ายกันในระยะเริ่มต้น คือเริ่มด้วยการฉีดยากระตุ้นให้เกิดการตกไข่ของฝ่ายหญิง และเพื่อให้ได้ไข่จำนวนหลาย ๆ ใบ โดยมักจะฉีดยาต่อเนื่องเป็นประจำ ประมาณ 10 – 12 วัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน และมีการนัดตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดเพื่อดูการตอบสนองของรังไข่ ขนาดและจำนวนของถุงไข่ เมื่อไข่สุกเต็มที่แพทย์จะทำการเจาะเก็บไข่ของแม่ พร้อมทั้งเก็บน้ำเชื้ออสุจิของพ่อในวันเดียวกัน เพื่อเตรียมพร้อมต่อการกระบวนการปฏิสนธิในขั้นตอนต่อไป

การทำกิ๊ฟ : Gamete Intra fallopain Transfer

การทำกิ๊ฟ หรือ GIFT ถือเป็นวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คือการนำเอาไข่และเชื้ออสุจิที่เก็บออกมาฉีดใส่กลับเข้าไปที่ท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกายฝ่ายหญิง โดยใส่ผ่านทางหน้าท้องด้วยวิธีส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง ซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับฝ่ายหญิงที่มีท่อรังไข่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง และฝ่ายชายที่มีเชื้ออสุจิที่ค่อนข้างปกติ หากไข่และอสุจิสามารถปฏิสนธิกันได้แล้ว ตัวอ่อนก็จะเคลื่อนไปตามท่อนำไข่และฝังตัวในโพรงมดลูก และเกิดเป็นการตั้งครรภ์ในที่สุด โดยวิธีการทำกิ๊ฟ 1 ครั้ง อาจใช้ระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์

ขั้นตอนการทำกิ๊ฟ

1.เริ่มต้นที่การให้ยากระตุ้นรังไข่ซึ่งอาจเป็นยาชนิดรับประทาน ฉีด หรือพ่นเข้าจมูก โดยจะเริ่มทำเมื่อมีรอบเดือนมา และตรวจดูการตอบสนองของรังไข่ได้ด้วยการตรวจอัลตร้าซาวด์เป็นหลัก รวมทั้งการตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนร่วมด้วย เมื่อได้ไข่ที่มีขนาดใหญ่จำนวนมากพอแล้วจะกระตุ้นการตกไข่โดยการฉีดฮอร์โมน hCG จนผ่านไปประมาณ 34-36 ชั่วโมงก็จะทำการเจาะไข่

2.หลังจากการเจาะเก็บไข่พร้อมทั้งเก็บอสุจิ ก็จะทำการย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง โดยไข่ที่ถูกเลือกไว้จะถูกดูดเข้ามาในสายยางที่ใช้สำหรับการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าท่อนำไข่รวมกับเชื้ออสุจิที่เตรียมไว้ ซึ่งกระบวนการช่วงนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้ว

3.หลังการทำแพทย์จะให้ฮอร์โมนช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน และมีการตรวจระดับ hCG ในกระแสเลือดประมาณ 12 วันหลังจากการทำ เพื่อทดสอบว่าเกิดการตั้งครรภ์หรือไม่

ผู้ที่จะเข้ารับการทำกิฟส่วนใหญ่จะเป็นคู่แต่งงานที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากหลังจากวางแผนมีลูก หรือจากสาเหตุทางสุขภาพจากฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย เช่น ฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีปัญหาการตกไข่ มีโรคเกี่ยวกับระบบและอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ หรือฝ่ายชายมีจำนวนอสุจิน้อยหรืออสุจิไม่แข็งแรง รวมทั้งภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ ทั้งนี้อาจรวมถึงคู่แต่งงานที่ไม่ประสบความสำเร็จการทำเด็กหลอดแก้วได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามการประสบความสำเร็จในการทำกิ๊ฟนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของร่างกายหรืออายุ ซึ่งเมื่อเทียบอัตราความสำเร็จต่อรอบแล้ว ผู้หญิงที่อายุ 38 ปี หรือต่ำกว่านั้นมีโอกาสที่ตั้งครรภ์ด้วยวิธีนี้ประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ต่อรอบ ส่วนผู้หญิงที่อายุ 39 ปีขึ้นไป อัตราความสำเร็จอาจอยู่ที่ประมาณ 29 เปอร์เซ็นต์ต่อรอบ ซึ่งค่าเฉลี่ยจากทุกกลุ่มอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จจนคลอดทารกจะอยู่ที่ ประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้อัตราความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยของแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ พญ.พิมพกา ชวนะเวสน์ สูติ-นรีแพทย์ทางด้านการเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้กล่าวว่า “การทำกิ๊ฟ (GIFT) โดยนำไข่ที่เจาะออกมาผสมกับเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย แล้วใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง ในปัจจุบันไม่นิยมทำแล้ว เนื่องจากมีเทคโนโลยีของเด็กหลอดแก้วที่ให้ความสำเร็จมากกว่าและปลอดภัยกว่า” (อ้างอิง : www.vichaiyut.com)

ข้อจำกัดและความเสี่ยงในการทำกิ๊ฟ

  • การเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ด้วยวิธีการทำกิ๊ฟฝ่ายหญิงจะต้องมีท่อนำไข่อย่างน้อยหนึ่งข้างที่ไม่อุดตัน
  • ฝ่ายชายต้องมีจำนวนอสุจิไม่อยู่ในระดับต่ำมากจนเกินไป
  • การผ่าตัดทางหน้าท้องเพื่อนำท่อนำไข่ขึ้นมาฉีดไข่และอสุจิที่เตรียมไว้เข้าท่อนำไข่โดยตรงไม่เป็นที่นิยมมากนักในปัจจุบัน เนื่องจากมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ใหม่กว่า
  • การทำกิ๊ฟเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง อาทิ ค่ายา ค่าแพทย์ และค่าผ่าตัด เป็นต้น
  • การผ่าตัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวด มีแผลผ่าตัด และมีเลือดไหล
  • มีความเสี่ยงต่อการตั้งท้องนอกมดลูกและการตั้งท้องแฝดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะแท้งบุตรหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นระหว่างตั้งครรภ์ได้สูงกว่าปกติได้

ทำเด็กหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว : In-vitro Fertilization

การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF คือ การนำไข่และอสุจิที่ได้ไปผสมกับในหลอดทดลอง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันภายนอกร่างกายขึ้น พร้อมกับการฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ จากนั้นก็คัดเลือกตัวอ่อนที่คุณภาพดีที่สุดจากการปฏิสนธิฉีดเข้าไปในมดลูกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 4-6 สัปดาห์จึงจะสมบูรณ์ และในแต่ละขั้นตอนจะใช้เวลาในการทำและนอนพักประมาณ 2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ โดยไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องอาศัยท่อนำรังไข่ ต่างจากการทำกิฟท์ซึ่งต้องใช้กระบวนการผ่าตัดเข้าช่วยและจะต้องนอนพักฟื้นร่างกายในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วัน

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

1.แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการเลือกเก็บไข่ที่สมบูรณ์จากรังไข่ โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด กระบวนการเก็บไข่นี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังการเก็บไข่ฝ่ายหญิงจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนชนิดสอดช่องคลอดหรือฉีดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะแก่การฝังตัว เตรียมพร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก

2.ไข่และอสุจิที่ได้จะถูกนำมาปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ และทำการเพาะเลี้ยงและควบคุมคุณภาพตัวอ่อน ติดตามดูไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิหลังจากนั้น 48 ชั่วโมง โดยคัดเลือกตัวอ่อนที่คุณภาพดีและทำการตรวจเช็กโครโมโซมก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูกและเติบโตเป็นตัวอ่อนในครรภ์ต่อไป

3.ฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูกภายในวันที่ 3-5 หลังวันเก็บไข่ และหลังจากใส่ตัวอ่อนประมาณ 12 วัน แพทย์จะนัดมาเจาะเลือดตรวจดูว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่

การทำเด็กหลอดแก้วเป็นที่ได้รับความสนใจจากคู่แต่งงานที่มีลูกยาก และในกรณีที่ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงมีปัญหาสุขภาพ อาทิเช่น

  • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือท่อนำไข่ถูกทำลาย มีความผิดปกติเกี่ยวกับการตกไข่ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • ฝายชายมีปัญหาเกี่ยวกับร่างกายผลิตเชื้ออสุจิได้จำนวนน้อยกว่าปกติ อสุจิไม่แข็งแรง อสุจิเคลื่อนไหวได้ช้าหรือเคลื่อนไหวอยู่กับที่ทำให้เข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ยากขึ้น หรืออสุจิมีขนาดและรูปร่างผิดปกติอยู่จำนวนมาก
  • มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • ปัญหาภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้
  • มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่สามารถมีลูกได้หรือมีโอกาสที่จะมีลูกน้อยมาก
  • ภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้และพยายามมีบุตรแบบไม่ป้องกันอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี
  • ได้ใช้วิธีกระตุ้นการตกไข่และการผสมเทียมโดยการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรงมาแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์

ทํากิ๊ฟลูก

ในช่วงแรกหรือเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ของการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางการแพทย์รักษาภาวะผู้มีบุตรยากนั้น วิธีการทำกิฟมักเป็นที่นิยม แต่ในปัจจุบันเมื่อห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนและน้ำยาต่าง ๆ มีการพัฒนามากขึ้น และอัตราการตั้งครรภ์ของทั้งสองวิธีใกล้เคียงกัน การทำเด็กหลอดแก้วจึงได้รับความสนใจจากว่าที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกยาก เนื่องจากในขั้นตอนไม่ต้องเสี่ยงต่อการดมยาผ่าตัดและใช้เวลาพักในโรงพยาบาลเหมือนวิธีการทำกิ๊ฟท์ ถึงแม้จะมีค่ารักษาในการทำที่สูงทั้งคู่แต่ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลงได้

ทั้งนี้ในการตัดสินใจเข้ารับการรักษาสำหรับผู้มีบุตรยากนั้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยปัจจัยต่าง ๆ โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติการรักษาที่ผ่านมา แนะนำวิธีการและหลักการทั้งหมด ข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง โอกาสประสบความสำเร็จ และค่าใช้จ่ายในการทำของแต่ละวิธี ถ้าทั้งคู่ยินยอมที่จะรับการรักษาดังกล่าวแพทย์จึงจะนัดตรวจตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองวิธีที่กล่าวมาเป็นเพียงวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์เท่านั้น ซึ่งยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การดูแลสุขภาพ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการรักษาโรคประจำตัวที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาภาวะมีบุตรยาก รวมถึงการร่วมมือและให้กำลังใจกันและกันของสามีภรรยาในการเข้ารับการรักษาตามขั้นตอน เพื่อจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์ ให้มีลูกน้อยมาเป็นโซ่ทองได้ดั่งใจกันนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.bangkokhospital.comwww.ivfthaicenter.comwww.pobpad.com

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก!

รู้แล้วรีบแก้ไข! พ่อแม่ยุคใหม่ ทำไมจึง มีลูกยาก ?

มีลูกยากต้องลองใช้เทคโนโลยี…ฉีดเชื้อ!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม่ต้องรู้เท่าทัน!

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Baby blue อาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลังคลอดเกือบทุกคน มักมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ สับสน เบื่อหน่าย ท้อแท้ บางคนอาจถึงกับร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Baby Blue ทำพิษ!
แม่ใบเตย “ร้องไห้ไร้สาเหตุ”

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ถือเป็นเรื่องปกติที่แม่มือใหม่ต้องเจอหลังคลอดลูก เป็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ซึ่งสาเหตุยังไม่มีใครทราบแน่ชัด เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ร้องไห้ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด สามารถหายเองได้จึงเกิดผลกระทบน้อย แต่หากเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรได้รับการดูแลโดยจิตแพทย์ เพราะมีผลกระทบกับกายใจของแม่

อย่างไรก็ตามอาการซึมเศร้าหลังคลอดบางครั้งคนเป็นแม่อาจจะไม่รู้ตัว ต้องอาศัยคนรอบข้างคอยบอกคอยเตือน แนะนำว่าคุณแม่ควรบอกคนรอบข้างไว้ไม่ว่าจะสามี พ่อแม่ ตายาย หรือเพื่อนพี่น้อง จะได้มีคนช่วยเตือนสติ หรือถ้ารู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ที่แปลกไป เช่น ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล หลังจากคลอดลูก คุณแม่อาจจะเข้าข่ายมีอาการของโรคซึมเศร้าอยู่ก็เป็นได้

เช่นเดียวกับ คุณแม่ป้ายแดง “ใบเตย อาร์สยาม” ที่มี ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เกิดขึ้น .. โดยเหตุการณ์นี้เกิดหลังคุณแม่ใบเตยคลอด “น้องเวทมนต์” ได้ 10 กว่าวัน ซึ่งทาง “ลุกซ์ ชาญวิทย์” น้องชายของ “คุณแม่ใบเตย” ได้ออกมาเผยคลิปวิดิโอในอินสตาแกรมสตอรี่ luxx.c.t_ เป็นจังหวะที่คุณแม่ใบเตยกำลังนั่งอุ้มลูกสาวอย่างทะนุถนอม ก่อนที่จะค่อยๆ ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทำเอาทั้งเจ้าตัวและสามี “ดีเจแมน” ต่างพากันงง ต้องรีบถามว่าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ขอบคุณภาพและเรื่องราวจาก : IG bitoeyrsiam

ทางด้านคุณแม่ใบเตยที่กำลังใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลออกมา ก็ได้ให้อธิบายคร่าวๆ ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นเพราะอาการเบบี้บลู ที่ทำให้อยู่ดีๆ น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว นั่นเอง!

ลุกซ์ – อยู่ดีๆ คุณแม่ก็ร้องไห้ค่ะคุณพ่อ?
ดีเจแมน – ซึ้งในความดีของสามี
ใบเตย – (เช็ดน้ำตา) เบบี้บลู
ดีเจแมน – แม่คิดอะไรอยู่เหรอ?
ใบเตย – ไม่ได้คิดอะไรเลย น้ำตามันอยากไหลก็คือไหล เห็นหน้าลูก มันเหมือนแบบ…ยังงงๆ สับสน (สะอื้น)

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก  ww.sanook.com

หลังจากที่คลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ตัวคุณแม่ใบเตยเองก็ได้ออกมาโพสต์ความในใจผ่าน เฟสบุ๊ค แฟนเพจ ใบเตย อาร์สยาม ถึง “ความเป็นแม่” ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย .. โดยมีใจความดังนี้

เป็นแม่ไม่ง่าย
ไม่มีตอนไหนเลยที่ง่าย
นับตั้งแต่รู้เลยว่ามีอีกชีวิตนึงอยู่ในท้อง สิ่งที่เคยทำที่เคยชอบก็ทำไม่ได้ แค่อยากจะนอนหลับสนิทสบายๆยังทำไม่ได้เลย ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำคืนละ 3-4 ครั้ง เมื่อยขาปวดหลังเพราะต้องแบกรับน้ำหนักเกือบ 3 กิโลไว้ จะขยับตัวทำอะไรก็กังวลไปหมด
จนตอนคลอด..เจ็บสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้
ไม่ว่าจะคลอดเองเจ็บก่อน หรือผ่าคลอดเจ็บทีหลัง แต่เชื่อไหมทันทีที่ได้ยินเสียงลูกร้องเราลืมความเจ็บปวดแสนสาหัสของเราไปเลยชั่วขณะ
เพราะคำถามแรกที่เราถามกลับเป็น
“ลูกแข็งแรงสมบูรณ์ดีไหม ปลอดภัยครบ 32 รึเปล่า?”
ยิ่งพอหลังคลอดนี่แหละ..ของจริง
ความกังวลถาโถมประดังเข้ามาใส่
ทำไมน้ำนมยังไม่มา จะจับลูกเข้าเต้าแต่ละทีก็ไม่ถนัด ต้องอดหลับอดนอนตื่นมาปั๊มนมทุก 3 ชั่วโมงเพื่อให้ลูกมีน้ำนมกินถึงนมคัดเต้าระบมแม่ก็อดทนกัดฟันสู้จนบางทีถึงกับเป็นไข้
จะจับลูกเรอยังไง เช็ดสะดือ เช็ดอึ๊แต่ละทีก็ต้องหมั่นดูว่าปกติไหม
ไหนจะต้องปั๊มนม ไหนจะต้องอุ้มโอ๋เวลาลูกร้อง ไหนจะต้องกังวลว่าลูกเป็นอะไรหรือเปล่า
หันไปมองอีกทีขวดนมยังไม่ได้ล้าง ผ้าอ้อมก็ยังไม่ได้ซัก การใช้ชีวิต กิจวัตรทุกอย่างของเราเปลี่ยนไปหมด
ทุกเวลาเป็นของลูก คิดถึงแต่ลูกจนเราลืมนึกถึงตัวเอง ลืมแม้กระทั่งกินข้าว น้ำไม่ค่อยได้อาบ ผมไม่ได้สระ เหนื่อยสารพัดแต่เราก็ยังเผลอคิดว่าเราบกพร่อง ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ
พอลูกโตขึ้นมาหน่อยคิดว่าจะง่าย..แต่ก็ไม่
ข้าวมื้อแรกต้องทำยังไง จับลูกนั่ง ลุ้นลูกคลาน พาลูกเดิน เลิกมื้อดึก ฝึกลูกกินข้าวเอง สอนเลิกแพมเพิส ต้องทำงานไปเลี้ยงลูกไป ที่ทำอยู่ในแต่ละวันว่าเหนื่อยแล้วแต่เรายังคิดไกลวางแผนอนาคตไว้เผื่อลูกด้วย จะเข้าโรงเรียนอะไร จะสอนลูกให้มีวินัย เป็นคนดีอยู่รอดในสังคมได้ยังไง แต่ละพัฒนาการทุกย่างก้าวของลูกแม่ล้วนทุ่มเทแรงกายแรงใจให้หมดหน้าตัก นี่ยังไม่นับความเหนื่อยใจจากแรงกดดัน คำพูดดูถูกจากคนรอบข้างที่คนเป็นแม่ต้องเจอนะ
แต่ถึงต่อให้ยากให้เหนื่อยยังไงแม่ก็ยินดีและพร้อมจะทำให้ได้เพราะแม่รู้ว่าแม่ทำไปเพื่อใคร.. ก็เพื่อลูกผู้เป็นความสุขของแม่
ถ้าวันใดที่เราเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจ หรือเจอปัญหาอุปสรรคอะไรก็ตามเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกอยากให้เราก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ เพราะเรารู้ดีอยู่แก่ใจเป็นแม่ไม่ง่าย..ไม่เคยมีอะไรง่าย
แต่เราก็เลี้ยงลูกให้เติบโตมาจนทุกวันนี้ได้เพราะฉะนั้นภูมิใจในความเป็นแม่ของเรานะ
ตบบ่าบอกตัวเองได้เลยจ้ะ
“เก่งเหมือนกันนะเราเนี่ย” 😉

อย่างไรก็ตามทีมแม่ ABK ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่ใบเตยและคุณแม่ทุกคนที่กำลังเจอ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ ภาวะซึมเศร้า จะพบได้มากที่สุดในช่วง 3 ถึง 6 เดือนหลังคลอด คุณแม่จะรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน สับสน เบื่อหน่าย ท้อแท้ บางคนอาจถึงกับร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล นอนไม่หลับ ได้ยินเสียงร้องกวนก็หงุดหงิดหรือร้องไห้ กินอาหารไม่ลงหรือกินมากกว่าปกติ น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากไปมาก บางคนมีความคิดที่ไม่ดีเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ต้องการทอดทิ้ง หรือถึงขนาดมีความคิดทำร้ายลูกขึ้นมาได้ ซึ่งมักจะตามมาด้วยความรู้สึกผิดและทำให้อาการของโรคซึมเศร้าหนักมากขึ้นไปอีก

Must read 
เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น สุดง่าย เห็นผลใน 5 วัน
ผมร่วงหลังคลอด แม่มือใหม่รับได้มั้ย 6 เคล็ดลับป้องกันผมร่วงให้ลูกจำหน้าแม่ได้แบบสวยๆ
9 ผลไม้เพิ่มน้ำนม แม่หลังคลอดน้ำนมน้อย ต้องกิน!

 

การป้องกันภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

แม้ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด จะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีร่วมกับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ เช่น อย่าเคร่งเครียดกับการเตรียมตัว บอกให้คู่ชีวิตหรือคนในครอบครัวรู้ถึงความรู้สึกของคุณขณะตั้งครรภ์ และหลังคลอด จัดการกับอารมณ์ตึงเครียด อย่าปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิด ค้างคาอยู่ในใจ ควรหยุดพักจากกิจกรรมที่ทำ หาเวลาพักผ่อนให้มากขึ้น และไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

ที่สำคัญหากความรู้สึกเศร้านั้นเป็นนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป คุณแม่ไม่ควรรีรอที่จะไปพบจิตแพทย์ เพื่อรับการประเมินเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหลังคลอด เพราะจิตแพทย์จะช่วยปรับทัศนคติและแนวทางในการดำเนินชีวิตเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้คุณแม่ค่อยๆ สามารถปรับตัวไปกับการเลี้ยงดูลูกอย่างมีความสุขได้ในที่สุด


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.samitivejhospitals.comwww.dmh.go.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจคลิกที่ภาพได้เลย 

ตรวจหลังคลอด..เจ็บไหม? ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เป็น โรคซึมเศร้า ตั้งครรภ์ ได้ไหม?

ซึมเศร้าหลังคลอด อาการ ที่แม่หลังคลอดควรรู้ !

แวร์ โซว ป่วยหนักซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตายพร้อมลูกสาว

โรคซึมเศร้าในเด็ก ต้นเหตุเพราะพ่อแม่มีส่วน

วิธีสอนลูกรับมือความล้มเหลว

10 วิธีสอนลูกให้รับมือกับ “ความล้มเหลว” ในชีวิต

ความล้มเหลว จะเป็นบทเรียนชีวิตให้ลูกได้เรียนรู้ แก้ไขข้อผิดพลาด และแข็งแกร่งขึ้น จนพร้อมที่จะพยายามที่จะเปลี่ยนความล้มเหลวให้กลายเป็นความสำเร็จ

10 วิธีสอนลูกให้รับมือกับ “ความล้มเหลว” ในชีวิต

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็นเด็กที่เข้มแข็งทั้งทางอารมณ์และความคิด 1 ในวิธีฝึกให้ลูกเป็นเด็กที่เข้มแข็งนั้น ก็คือปล่อยให้ลูกได้พบกับ ความล้มเหลว บ้าง เพราะในชีวิตของมนุษย์ทุกคน แน่นอนว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเจอเรื่องราวที่น่าผิดหวังหรือเรื่องราวที่ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการได้ ความผิดพลาด ความพ่ายแพ้ ความผิดหวังเหล่านี้จะเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จ ความล้มเหลวเหล่านี้จะเป็นโอกาสให้ลูก ๆ ได้เรียนรู้ แก้ไขข้อผิดพลาด ระวังและวางแผนอนาคตให้รัดกุมมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 การรับมือกับความล้มเหลว จึงเป็นทักษะที่มีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตในอนาคตของลูกได้

10 วิธีสอนลูกให้รับมือกับความล้มเหลวในชีวิต

  1. ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับถ้วยรางวัล

“การแพ้มีความสำคัญต่อการเติบโตของมนุษย์เช่นเดียวกับการชนะ” หากมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้ การเป็นผู้แพ้ไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย หากเรากล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ ยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู๋กับมัน ปรับปรุงข้อผิดพลาดให้ดีขึ้นหรือมีความพยายามมากขึ้น ในสักวันหนึ่ง เราก็อาจจะได้เป็นผู้ชนะบ้างก็เป็นได้

2. เด็กแต่ละคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดมาแล้วร้องเพลงเก่ง เล่นกีฬาเก่ง หรือเรียนเก่ง เด็กแต่ละคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการที่ลูกไม่สามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดี ไม่ได้หมายความว่าลูกไม่เก่ง แต่อาจจะเป็นเพราะลูกมีพรสวรรค์ในด้านอื่นก็เป็นได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่คุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยแนะนำหรือช่วยเหลือลูกในการค้นหาพรสวรรค์ของตอนเองให้พบ และเมื่อลูกพบกับสิ่งที่ตนเองถนัด และชอบที่จะทำสิ่ง ๆ นั้น คุณพ่อคุณแม่ก็ควรสนับสนุนให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ

3. ล้มเหลวอย่างมีชั้นเชิง

ความล้มเหลว ไม่ใช่ความน่าอับอาย เมื่อเราล้มเหลว เราควรยอมรับและเคารพความล้มเหลวนั้น ๆ และอยู่กับมัน เพื่อมองหาทางออกไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้น  คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนลูกให้ไม่อายที่จะพบกับความล้มเหลว และมองความล้มเหลวนั้นเป็นบทเรียน เพื่อความพยายามสู่ความสำเร็จ

บทความที่เกี่ยวข้อง : แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้

4. เรียนรู้จากข้อผิดพลาด

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “I think and think for months. For years. Ninety-nine times the conclusion is false. The hundredth time I am right.” ซึ่งหมายความว่า ความพยายามและความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็ประสบความสำเร็จจากการพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดครั้งที่ 100 เห็นไหมคะ ว่าขนาดอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังเคยล้มเหลว และความล้มเหลวที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เจอนั้น อาจมีมากกว่าที่เรา ๆ เคยพบเจอด้วยซ้ำ ความผิดพลาดจะทำให้คุณอ่อนน้อมถ่อมตน ระมัดระวังมากขึ้น แม้มันจะทำให้เราเจ็บ เราท้อ แต่มันจะทำให้เราไม่หยุดนิ่งที่จะพยายาม ดังนั้น ความผิดพลาดจะเป็นเหมือนบันไดให้คุณได้ก้าวเดินสู่ความสำเร็จ

5. สอนผู้อื่น

เมื่อเราล้ม เราจะมีประสบการณ์เพิ่ม เราควรแบ่งปันประสบการณ์นั้นให้ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้ถึงความรับผิดชอบในการแบ่งปันประสบการณ์ที่ทำให้เจอกับความล้มเหลวให้เพื่อน ๆ ฟัง เพื่อให้ผู้อื่นไม่ต้องมาพบกับความล้มเหลวแบบเดียวกัน

6. ทิ้งทุกอย่างไว้บนเวที!!

คือเมื่อเราพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ทำทุกวิถีทางแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป Joe Frazier นักมวยในตำนานเคยกล่าวไว้ว่า “If I lose, I’ll walk away and never feel bad because I did all I could. There was nothing more to do.” หมายความว่า “ถ้าฉันแพ้ ฉันจะเดินออกมาและไม่รู้สึกแย่ เพราะฉันได้พยายามทุกอย่างอย่างเต็มที่แล้ว” ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกไม่ให้โกงความพยายามของตนเอง ให้ทำมันอย่างเต็มที่ และความพยายามนั่นแหละจะเป็นประโยชน์กับตัวลูกเอง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ความผิดหวัง
ความผิดหวัง

7. อย่ายอมแพ้!!

แม้วันนี้เราจะพบกับความล้มเหลว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ สอนให้ลูกมีปณิธานต่อความสำเร็จ อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง เช่น เมื่อลูกสอบตกในวิชาคณิตศาสตร์ ลูกจะคิดว่าตัวเองไม่เก่งในด้านนี้ และจะไม่มีวันทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีหรอก ให้คุณพ่อคุณแม่คอยให้กำลังใจลูก มาช่วยกันคิดว่าลูกไม่เข้าใจในจุดไหน ช่วยกันแก้ไขข้อผิดพลาด และให้ลองใหม่อีกครั้ง ความวิริยะอุตสาหะนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างแน่นอน

8. ต้องรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ!

ในที่นี้ หมายถึงการวางแผนก่อนเริ่มลงมือทำ ในเมื่อเราเรียนรู้จากข้อผิดพลาด และความล้มเหลวได้แล้ว ในครั้งต่อไป เราก็ควรจะวางแผนก่อนที่จะเริ่มลงมือทำ เพื่อไม่ให้เจอกับความล้มเหลวแบบเดิมอีกนั่นเอง โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยผลักดันให้ลูกคิด วิเคราะห์ ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำก่อน ว่าควรจะทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ

9. ให้คำนิยามของความสำเร็จ

คือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าต้องการสำเร็จอยู่ในจุดไหน ความสำเร็จของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรนิยามให้แน่ชัดว่าคำว่าความสำเร็จของลูก หมายถึงสิ่งใด แล้วค่อยผลักดันลูกให้บรรลุตามจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ ซึ่งผลแห่งความสำเร็จนั้นอาจจะไม่สมบูรณ์ 100% แต่หากความสำเร็จนั้นอยู่ในจุดที่ลูกพอใจแล้ว (ซึ่งลูกต้องรู้ว่าความพอใจของลูกอยู่ที่จุดไหน) สิ่งนั้นแหละที่เรียกว่า ประสบความสำเร็จ

10. มีอารมณ์ขัน

บางทีคนเราก็ต้องเคยทำเรื่องที่หน้าอายบ้าง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่กับเรื่อง ๆ นั้น เด็กบางคนอาจจะรู้สึกอายเมื่อทำสิ่งใดผิดพลาด ไม่ว่าจะกลัวโดนหัวเราะเยาะ หรือโดนล้อ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกว่ามันเป็นเรื่องปกติ อย่าอายที่จะทำผิดพลาด จงหัวเราะไปกับมัน คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง เช่นเมือคุณพ่อคุณแม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดพลาด ก็อย่าหัวเสียไปกับมัน ให้หัวเราะ ยอมรับ และแก้ไขมัน

ทุกคนล้มกันได้ คนเก่งล้มแล้วต้องลุกให้ไว และให้ ความล้มเหลว เป็นครูสอนเรา เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันเราให้ก้าวไปข้างหน้า

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ลักษณะนิสัยของเด็ก “อารมณ์ดี” มีความมั่นคงทางจิตใจ

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก ข้อคิดสะกิดใจจากคุณหมอ!!

เทคนิคสร้างSelf-efficacyช่วยลูก แก้ปัญหา ได้ด้วยตัวเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.allprodad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สมาธิสั้น

งานวิจัยชี้ ลูกไม่คลานอาจเสี่ยงเป็นโรค สมาธิสั้น

ลูกไม่คลานแต่เดินเลย เริ่มเป็นค่านิยมความภูมิใจเล็ก ๆ ของพ่อแม่ แต่ระวังสักนิด งานวิจัยชี้ว่า การไม่คลานมีผลสัมพันธ์กับภาวะ สมาธิสั้น และอีกหลายทักษะเมื่อโต

งานวิจัยชี้ ลูกไม่คลานอาจเสี่ยงเป็นโรค สมาธิสั้น

วันนี้ทาง ทีมแม่ABK ขอหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง ที่ได้ไปพบจากเพจของนักกิจกรรมบำบัดเด็ก ที่มาให้ความรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง ว่าการที่เด็กข้ามพัฒนาการด้านการคลานไป ไม่คลานแต่ข้ามไปยืน หรือเดินได้เลยนั้น ดูจากภายนอกทั่วไปแล้วก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาใด แถมยังเป็นเรื่องที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จะชอบ และดูภูมิใจเล็ก ๆ ด้วยซ้ำไปว่าลูกเก่ง แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

นักกิจกรรมบำบัดเด็กได้ให้ความรู้จากประสบการณ์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงงานวิจัยที่นำมาสนับสนุนกับแนวคิดที่ว่า ลูกไม่คลานแต่เดินเร็วอย่าชะล่าใจ เพราะมักจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการเด็ก อาจทำให้เกิดพัฒนาการที่ล่าช้า กระทบทักษะที่สำคัญหลายอย่าง รวมไปถึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นในเด็กได้

ภาวะสมาธิสั้นเป็นอย่างไร อันตรายแค่ไหน?

โรคสมาธิสั้น (ADHD-Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสมาธิสั้นกว่าปกติ ขาดการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้มีลักษณะอาการซุกซน วอกแวกง่าย ไม่เคยอยู่นิ่ง เวลาที่พูดด้วยจะไม่ตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดไม่ค่อยได้ ขาดความรับผิดชอบ พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็กที่มีช่วงอายุระหว่าง 3 – 7 ปี แต่ในรายที่เป็นไม่มาก อาการจะแสดงออกชัดเจนกว่าในช่วงหลัง 7 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่ต้องเข้าโรงเรียนมีงานและการบ้านต้องรับผิดชอบหลาย ๆ ชิ้นในเวลาเดียวกัน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคุณครู รวมไปถึงการที่จะต้องรู้จักปรับตัวในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นและการเข้าสังคม

โดยสาเหตุแท้จริงนั้นไม่สามารถทราบได้ชัดเจน แต่หนึ่งในนั้นเชื่อกันว่า คือการที่สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจทำงานน้อยกว่าปกติ แล้วพ่อแม่อย่างเรา ๆ จะป้องกันกันอย่างไรหากไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง

เด็กไม่อยู่นิ่ง สมาธิสั้น
เด็กไม่อยู่นิ่ง สมาธิสั้น

ส่องงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะสมาธิสั้น

เมื่อในปัจจุบัน การแพทย์ยังไม่สามารถหาเหตุแห่งการเกิดภาวะสมาธิสั้นได้ สิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้เราสามารถหาทางป้องกันการเกิดภาวะดังกล่าวกับลูกน้อยของเรา ด้วยความเชื่อที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นั้น ทางที่ดีที่สุดทางหนึ่ง ก็คือ การดูผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับเรื่องภาวะสมาธิสั้น เพราะถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถสรุปผลงานวิจัยที่ได้มาเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนได้ แต่เพียงแค่ผลสรุปที่พอจะเป็นแนวทางการเลี้ยงดูให้พวกเรา เหล่าบรรดาพ่อแม่ ใช้เป็นแนวทางยึดถือปฎิบัติ หรือหลีกเลี่ยงได้ โดยมีความสมเหตุสมผลเพียงพอนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็พร้อมที่จะลงมือทำตามเพื่ออนาคตลูกของเราถูกต้องไหม

CRAWLING TO A CURE งานวิจัยที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ของการคลานในวัยทารก กับการเกิดภาวะสมาธิสั้น
นักวิชาการมหาลัยชาวอินเดีย 2ท่าน ชื่อ O’Dell และ Cook
กล่าวไว้ว่า ถ้าเด็กๆไม่ได้คลานมากพอตอนที่เป็นทารก
อาจมีปัญหาการเรียนรู้หรือภาวะสมาธิสั้น
สองท่านกล่าวว่า วิธีการที่ช่วยแก้ไขในปัญหานี้ง่ายๆ
“เพียงแค่กลับไปที่พื้นและเรียนรู้วิธีการคลานใหม่อีกครั้ง”
เมื่อเด็กๆเรียนรู้ที่จะรวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้องและคลานนานมากพอ พวกเขาจะเขียนได้อย่างบรรจง เล่นกีฬาดีขึ้น และทำการบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนใหญ่เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นหรือปัญหาการเรียนรู้
ไม่ได้คลานในระยะเวลามากพอตอนเป็นทารก
อาจจะคลานช่วงสั้นๆและเดินไว
ถ้าเด็กที่ไม่ได้รับการคลานเพียงพอ ทำให้เกิดreflex
ชื่อว่า STNR ยังคงค้างอยู่ ซึ่งปกติจะหายไปเมื่อตอนโต(9-10 เดือน) หมายความว่า ส่วนครึ่งบนของร่างกายทำงานร่วมกับครึ่งล่างของร่างกายได้ไม่ดี ไม่สัมพันธ์กัน
เจ้ารีเฟล็กซ์ตัวนี้ส่งผลในการทรงตัวท่านั่ง
นั่งได้ไม่นาน ยุกยิก , การเขียนและการอ่าน เป็นต้น
ข้อมูลอ้างอิงงานวิจัยจาก chicagotribune.com 

จากงานวิจัยดังกล่าว ชี้ให้เห็นแล้วว่า ผลของการที่เด็กในวัยทารกไม่ได้รับการเรียนรู้ทางร่างกายจากการคลานที่เพียงพอ จะทำให้ปฎิกิริยา Reflex 1 ใน 6 ปฎิกิริยาของทารกไม่หายไป ซึ่งทั้ง 6 ปฎิกิริยานั้น เป็นปฎิกิริยาที่พบได้ในทารกปกติ เพราะการเจริญเติบโตของสมองยังไม่เต็มที่ แต่จะค่อย ๆ หายไปเมื่อเริ่มโตขึ้น แต่การที่ปฏิกิริยานั้นไม่หายไป จึงส่งผลต่อพัฒนาการของลูกได้

STNR กับผลทางพฤติกรรม

การไม่ได้รับการคลานที่เพียงพอในวัยทารกนั้น ในงานวิจัยกล่าวว่าจะไปทำให้ปฏิกิริยา Tonic neck reflex ยังคงค้างอยู่ แล้วเจ้า STNR คืออะไร

symmetric tonic neck reflex (STNR) ปกติจะปรากฏราว ๆ อายุ 6-9 เดือน และหายไปราว ๆ 12 เดือน คือเมื่อศีรษะเด็กก้มลงข้างหน้า ซึ่งยืดส่วนหลังของคอ แขนก็จะงอขึ้นและขายืดออก ในนัยตรงข้าม ถ้าศีรษะน้อมไปทางข้างหลัง ซึ่งหดส่วนหลังของคอ แขนก็จะยืดออกและขาก็จะงอเข้า รีเฟล็กซ์นี้สำคัญเพราะช่วยให้เด็กดันตัวขึ้นให้น้ำหนักลงที่มือและเข่า (เพื่อจะคลาน) แต่อาจเป็นอุปสรรคในการคลานไปข้างหน้าถ้ายับยั้งรีเฟล็กซ์นี้ไม่ได้ ถ้ายังเกิดรีเฟล็กซ์นี้อยู่หลังอายุเกิน 2-3 ขวบ ร่างกายหรือประสาทอาจล่าช้าทางพัฒนาการ

ข้อมูลอ้างอิงจาก wikipedia.org

จากข้อมูลข้างต้นสามารถขยายความจากงานวิจัยที่ทาง นักกิจกรรมบำบัดได้นำเสนอชี้แจงในประเด็นที่ว่า การที่ลูกข้ามพัฒนาการด้านการคลานไปยืน หรือเดินเลยนั้น อาจส่งผลให้มีรีเฟล็กซ์ดั้งเดิมบางอย่างเหลืออยู่ในตอนที่ลูกโต ซึ่งรีเฟล็กซ์ดังกล่าวควรหายไปตอนที่ลูกยังเล็ก ๆ ทำให้เมื่อเขาโตพ่อแม่มักจะเจออาการผิดปกติทางพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การนั่งนิ่งได้ไม่นาน ยุกยิก ซึ่งเป็นอาการหนึ่งในเด็กไม่นิ่ง สมาธิสั้น เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ จึงสามารถพอจะสรุปความได้จากข้อมูลของงานวิจัย และประสบการณ์ของการเป็นนักกิจกรรมบำบัดว่า การไม่คลาน สัมพันธ์กับการเกิดอาการสมาธิสั้นในเด็ก 

แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้ว่า ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ไม่เคยคลานจะมีอาการสมาธิสั้นทุกคนไป แต่บางคนที่ไม่คลาน แล้วเดินเลยไม่มีปัญหาอะไรเลยก็มี เพราะอาจได้รับการกระตุ้นในส่วนอื่นเมื่อโตขึ้นทดแทนไป เช่น การปีนป่าย การปั่นจักรยาน

สมาธิสั้น กับการคลาน
สมาธิสั้น กับการคลาน

ทักษะอื่น ๆ ที่อาจขาดไปถ้าลูกไม่คลานแล้วเดินเลย

  • ส่งผลต่อกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การเดิน เคลื่อนไหว ทั้งแขนขาสหสัมพันธ์ทำงานไม่ดี การทำงานของ 2 ซีกร่างกายไม่สัมพันธ์กัน สังเกตได้จาก เด็กมักเดินล้มง่าย ซุ่มซ่าม วิ่งตลอดเวลาแต่ล้มบ่อย
  • กล้ามเนื้อมัดเล็ก ถ้ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานได้ไม่ดี เท่ากับพื้นฐานไม่ดีแล้วย่อมส่งผลกับกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ดีตาม เพราะเด็กไม่ได้ลงน้ำหนักที่มือ อาจทำให้มีปัญหาในการเขียนหนังสือ การจับดินสอ เป็นต้น
  • เด็กุบางคนมีความยากลำบากในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งตัว การล้างมือ ทำให้ความมั่นใจ หรือรู้สึกมีคุณค่าในตนเองลดลง ส่งผลต่อพัฒนาการด้านจิตใจอีกด้วย

ส่องงานวิจัยที่สนับสนุน การไม่คลานทำให้ขาดทักษะด้านอื่น ๆ

งานวิจัยในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างการข้ามคลานกับการจับดินสอและการควบคุมดินสอ ในเด็กอายุ 5 และ 6 ปี

งานชิ้นนี้กล่าวว่า นำเด็กที่เข้ารับการฝึกกิจกรรมบำบัดที่มีปัญหาเกี่ยวกับท่าทางการหยิบจับ การควบคุมดินสอ พ่อแม่มักรายงานว่า เด็กมักข้ามขั้นพัฒนาการคลาน  โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 30 คน ที่ข้ามคลาน เปรียบเทียบกับเด็กกลุ่มคลานปกติ โดยใช้แบบประเมินการรับรู้สายตา DTVP-2 และแบบสังเกตการหยิบจับดินสอ ที่ใช้ในการประเมินการจับและควบคุมดินสอ
พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างเด็กที่พัฒนาการคลานปกติและเด็กที่ข้ามคลาน ในการจับดินสอ และการรับรู้ทางด้านสายตาแต่ไม่พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการควบคุมดินสอ
ผลสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า การเชื่อมโยงของการจับดินสอที่สัมพันธ์กับเด็กที่ข้ามคลานมีประสิทธิภาพอย่างนัยสำคัญมากกว่ากลุ่มที่ไม่คลาน แต่ไม่พบความแตกต่างในการทดสอบ cooridination test จากการสังเกตการควบคุมดินสอ
ข้อมูลอ้างอิงงานวิจัย งานวิจัยแปลไทยฉบับเต็มจาก Mind Brain & Body

จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนต่อแนวคิดที่ว่า การที่ลูกไม่คลาน หรือคลานไม่เพียงพอทำให้ส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างทักษะการทำงานประสานกันระหว่างตา กับมือ(Hand Eye Coordinate)

วิธีกระตุ้นลูกน้อยคลาน

วิธีกระตุ้นคลานเลี่ยง สมาธิสั้น
วิธีกระตุ้นคลานเลี่ยง สมาธิสั้น

สาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่สมัยนี้มักให้ลูกข้ามขั้นตอนพัฒนาการคลานไปเลย ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรให้ลูกอยากที่จะคลาน หรือ ไม่รู้วิธีกระตุ้นให้ลูกคลาน เคยชินกับการตอบสนองลูกโดยทันที ไม่ปล่อยให้เขาเรียนรู้ที่จะพยายามไปหาสิ่งที่ต้องการด้วยดัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกในการที่จะช่วยกระตุ้นในลูกคลานนั้น ควรเริ่มที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งในการตอบสนองต่อสิ่งที่ลูกวัยทารกต้องการเสียก่อน จากนั้นจึงหาสิ่งที่จะมาช่วยกระตุ้นให้เขาสนใจอยากคลาน ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. เล่นอุโมงค์ อุปกรณ์ยอดฮิตที่ช่วยให้ลูกจำเป็นต้องคลาน เพราะขนาดของอุโมงค์ที่ทำให้เขาจำใจต้องคลานไปที่ปลายทาง สิ่งเร้าสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากไปถึงปลายอุโมงค์ นั่นคือ ตัวคุณพ่อคุณแม่เองนั่นแหละที่ลูกน้อยอยากได้มากที่สุด
  2. พ่อแม่คลานให้ดู ใช้ของเล่นชักจูง ร่วมเล่นกับลูก เวลาเล่นกับลูกที่อยู่ในช่วงวัยกำลังคลาน เวลาเราเคลื่อนไหวก็ควรเปลี่ยนจากการลุกเดิน เป็นการคลานไป ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเขาได้
  3. จัดเด็กอยู่ท่าตั้งคลาน เล่นของเล่น ชวนเอื้อมมือไปหยิบของเล่น ในระหว่างท่าตั้งคลาน เราอาจจะต้องจัดท่าทางการคลานให้ลูกในครั้งแรก ๆ เมื่อเขารู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้มาซึ่งของเล่น ในครั้งต่อ ๆ ไปลูกก็สามารถทำได้เอง
ข้อมูลอ้างอิงจาก Bangkokhospital.com / FB: ครูน้ำฝน นักกิจกรรมบำบัดเด็ก

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไม่อยากให้ลูกเป็น “โรคสมาธิสั้น ADHD” หยุดหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้

เทคนิคดูแลเรื่องเรียน เมื่อลูกน้อย สมาธิสั้น

ช่วยฝึกลูกนั่ง คลาน ยืน เดิน อย่างถูกวิธี และไม่เร่งลูก

ปล่อยลูกเล่นอิสระ วิ่ง-ปีนป่าย ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ยิ่งฉลาด สมองดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65

เชื้อโรคบุกรอบตัวแล้วแม่!รวม โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65 ที่ควรระวัง

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65 รวมโรคเด็ก ที่พ่อแม่ควรระวัง กับสถานการณ์โลกยุคนี้ที่มีข่าวโรคใหม่ ๆเกิดขึ้นมากมาย ให้กังวล โอ๊ย!ไหนจะโรคเก่าก็น่ากลัวอย่าประมาทเชียว

เชื้อโรคบุกรอบตัวแล้วแม่! รวม โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65 ที่ควรระวัง

สถานการณ์โรคระบาดส่อแววให้น่ากังวลมาตั้งแต่ต้นปี เมื่อโรคระบาดไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ยังไม่จางหาย แถมเกิดกลายพันธุ์เชื้อใหม่ ๆ ให้พ่อแม่อย่างเรา ๆ ได้หวั่นไหวกันต่อเนื่องมาจากปีก่อนยังไม่พอ ฝีดาษลิง โรคมือเท้าปาก สายพันธ์ุรุนแรงก็จ่อเข้ามากันอย่างไม่ขาดสาย เรียกได้ว่า เป็นปีแห่งการระมัดระวังสุขภาพกันจริง ๆ

คนเป็นพ่อเป็นแม่ แม้จะภาวนาขออย่าให้ลูกน้อยได้รับเชื้อ จนต้องเจ็บป่วยไข้ ให้ทรมานทั้งเจ้าตัวน้อย และทรมานพ่อแม่ไม่แพ้กัน สักแค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าลูกจะรอดพ้นจากเชื้อโรครายล้อม แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อให้พวกเขาปลอดภัยให้ได้มากที่สุด นั่นคือ การที่เราศึกษา และหมั่นเรียนรู้วิธีป้องกันเชื้อโรค คอยสังเกตอาการของลูกรัก หากพบความผิดปกติ หรือสัญญาณอันตราย ไม่ควรชะล่าใจ ก็จะช่วยให้ลูกห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ หรือหากเป็นก็จะช่วยบรรเทาเบาบางให้จากหนัก เป็นเบาได้อยู่พอสมควร

คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวล หากกำลังคิดว่าแล้วจะไปศึกษาหาข้อมูล โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65 นี้กันอย่างไรดีละมากมายก่ายกอง ครั้งนี้เราได้รวบรวมโรคเด็ก มาไว้ให้แล้ว เพื่อให้พ่อแม่ได้เข้าใจ และคอยสังเกต ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ จะได้ปฎิบัติตัวได้ถูก ไปดูกันเลย

อย่ารอให้สาย รวม โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65
อย่ารอให้สาย รวม โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65

โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65 รวมมาให้แล้ว!!

1.ไข้หวัดใหญ่ โรคร้ายที่ลูกเสี่ยงเจ็บป่วย

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โรคที่ผู้ใหญ่ก็เป็นได้ เด็กยิ่งต้องระวัง เพราะไข้หวัดใหญ่นั้นมักจะมีโรคแทรกซ้อน ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ทั้งยังมีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งโรคนี้เจอได้เกือบทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะหน้าฝน วิธีป้องกันคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งทารก 6 เดือนขึ้นไปก็สามารถฉีดได้ สำหรับคำถามที่ว่าไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร ก็มีทั้งอาการของไข้สูงและนานกว่า 3-4 วัน ประกอบกับไอหนัก อ่อนเพลียมากกว่า

อ่านต่อ>> ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรง และอันตรายกว่าทุกสายพันธ์ุ

อาการไข้หวัดใหญ่

  • เด็ก ๆ มักเกิดไข้สูง 39-40 องศา
  • มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดแขนขา ปวดข้อ หรือปวดกระบอกตา
  • เจ็บคอ ไอแห้ง มีน้ำมูกข้น
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

2. มือเท้าปาก โรคร้ายที่ลูกเสี่ยงเจ็บป่วย

โรคยอดฮิตของเด็กเล็ก การระบาดของโรคมักเกิดขึ้นที่สถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาล โรคมือเท้าปาก เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enteroviruses การติดเชื้อมักจะเกิดได้กับเด็กเล็กและทารก (Hand Foot Mouth) โรค HFMD ที่อันตรายมักเกิดจากไวรัส EV71 เพราะอาจมีอาการทางสมองร่วมด้วย แต่ที่เกิดจากไวรัส coxsackie A16 มักจะหายภายใน 7-10 วัน เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปีจึงต้องระวัง

อ่านต่อ >>enterovirus คือ เชื้อโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรง ข่าวดีมีวัคซีนป้องกันแล้ว

อาการมือเท้าปาก

  • มีไข้
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย
  • คลื่นไส้ มีผื่น
  • เกิดตุ่มเล็ก ๆ ที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก
  • หากมีอาการรุนแรง มักจะอาเจียน ถ่ายเหลว หอบเหนื่อย ชัก หรือมีอาการซึมได้

    โรคมือเท้าปาก โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65
    โรคมือเท้าปาก โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65

3.RSV โรคร้ายที่ลูกเสี่ยงเจ็บป่วย

เด็กเล็กมักมีความเสี่ยงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า เด็กทั่วโลกเสียชีวิตจาก RSV ถึงปีละ 160,000 ราย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัส RSV มากถึง 33.8 ล้านคน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค จึงดูแลสุขภาพได้ด้วยการล้างมือด้วยสบู่ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และอยู่ให้ห่างจากควันบุหรี่

อ่านต่อ>> RSV ระบาดคร่าชีวิตเด็กแล้ว 1 ราย หมอแนะควรเลี่ยงยาลดน้ำมูก

อาการโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

  • ทั่วไปมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ
  • หากมีอาการรุนแรงจะสังเกตได้ว่า หายใจหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ เสียงหายใจดังวี้ด รับประทานอาหารได้น้อย และซึมลง
  • อาการจำเพาะของเชื้อนี้ที่มักพบในเด็กเล็กคือ หลอดลมฝอยอักเสบ

4.ท้องเสีย  โรคร้ายที่ลูกเสี่ยงเจ็บป่วย

ท้องเสียเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักมีเจ้าไวรัสร้ายอยู่ 2 ตัว ที่ส่งผลให้ท้องเสียบ่อย ๆ ได้แก่ Rotavirus และ Norovirus

อ่านต่อ>> ลูกท้องเสียหลายวัน อย่าวางใจความเชื่อ”เด็กยืดตัว” มีจริงหรือ

อาการท้องเสียจากโรต้าไวรัส

  • พบมากในเด็กเล็ก ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี พบบ่อยช่วงอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
  • มักมีอาการไข้
  • อาเจียนและท้องเสีย
  • อาจมีอาการขาดน้ำร่วมด้วย สำหรับเด็กเล็ก จึงต้องระวัง

อาการท้องเสียจากโนโรไวรัส

  • พบได้ทุกวัย แต่พบบ่อยในวัยเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล
  • อาการคล้ายอาหารเป็นพิษ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ไม่ค่อยมีอาการไข้

อ่านต่อ>> โรคเสี่ยงลูกป่วย ปี 65 ที่พ่อแม่ควรระวัง คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สายสะดือพันคอทารก 6 รอบ

สายสะดือพันคอทารกในครรภ์ 6 รอบ ยาวถึง 90 ซม. หมอช็อคเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก

ราวกับปาฏิหาริย์ ทารกรอดชีวิตมาได้ทั้งที่ สายสะดือพันคอทารกในครรภ์ 6 รอบ แม้แต่คุณหมอยังแปลกใจ เพิ่งเคยเจอครั้งแรกตั้งแต่ทำงานมา 23 ปี

สายสะดือพันคอทารกในครรภ์ 6 รอบ แต่ก็รอดมาได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองอี้ชาง มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทารกน้อยเพศชาย ได้ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยน้ำหนักแรกเกิดกว่า 3 กิโลกรัม แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ คือสายสะดือที่พันคอทารกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พันรอบคอมากถึง 6 รอบ

แม้แต่แพทย์ผู้ทำคลอดยังต้องแปลกใจ เพราะแม้ว่าสายสะดือพันคอจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทารกในครรภ์ แต่มีโอกาสแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น และไม่เคยเห็นทารกคนไหนถูกสายสะดือพันคอมากถึง 6 รอบ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกตลอดชีวิตการทำงาน 23 ปี ที่คุณหมอได้เจอ

สายสะดือพันคอทารก 6 รอบ
สายสะดือพันคอทารกในครรภ์ 6 รอบ

คุณหมอผู้ทำคลอดทารกน้อยในวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังบอกด้วยว่า 2 สัปดาห์ก่อนคลอด แม่ของเด็กได้มาตรวจร่างกาย คุณหมอจึงพบว่า สายสะดือพันคอทารกน้อยอยู่ 1 รอบ จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ต่อมา สายสะดือก็พันคอทารกเพิ่มเป็น 2 รอบ แต่ทุกอย่างยังปกติ ไม่เป็นอันตรายจึงไม่ได้ผ่าคลอดฉุกเฉิน เมื่อถึงกำหนดคลอดก็พบว่า ขณะนี้สายสะดือพันคอทารกในครรภ์ 6 รอบแล้ว

ในวันคลอด ชีพจรของแม่ผู้ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ยังเป็นปกติดี คุณหมอจึงให้คลอดธรรมชาติ ซึ่งทารกน้อยเพศชายก็คลอดออกมาได้แข็งแรง ปลอดภัย ส่วนสายสะดือที่พันคอถึง 6 รอบนั้นมีความยาวถึง 90 ซม. ถือว่ายาวกว่าสายสะดือปกติ ขณะนี้พร้อมที่จะกลับบ้านแล้ว

ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่และทารกน้อยที่รอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ และขอให้สุขภาพของทั้งคู่แข็งแรงขึ้นเร็ว ๆ นะคะ

ความยาวของสายสะดือส่งผลต่อความปลอดภัยทารกในครรภ์

บางคนเรียกว่ารกพันคอ บางคนเรียกว่าสายสะดือพันคอ แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่พันคอทารกในครรภ์คือสายสะดือ ที่มีด้านหนึ่งติดกับรก ส่วนอีกด้านติดกับสะดือของทารก โดยปกติแล้วสายสะดือจะมีความยาวราว ๆ 55 ซม. หากสายสะดือยาวเกินหรือสั้นไปก็อาจเป็นปัญหาได้

  • สายสะดือสั้น มีปัญหาการเคลื่อนไหวของทารก อาจเกิดรกลอกตัวก่อนกำหนด อาจเกิดปัญหาในการคลอดปกติ
  • สายสะดือยาว ทำให้เกิดปัญหาสายสะดือพันกันจนเป็นปม ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดอุดตัน ทารกจึงขาดเลือด สายสะดือยาวยังพันรอบตัวหรืออวัยวะทารกในครรภ์ หรือพันรอบคอทารก จนเกิดอันตรายได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทําไมสายสะดือถึงพันคอทารก

สาเหตุที่ทำให้เกิดสายสะดือพันคอทารก เนื่องจากปริมาณน้ำคร่ำมาก หรือทารกเคลื่อนไหวมากไป หรือในช่วงลูกดิ้น ส่งผลให้สายสะดือพันคอทารกได้ หากดิ้นแล้วสายสะดือพันยิ่งแน่น เลือดก็ไม่ไหลเวียน

ในเมืองไทย พบสภาวะสายสะดือพันคอทารกได้ร้อยละ 25-35 ของการคลอด เมื่อสายสะดือพันคอทารกอาจทำให้เกิดภาวะทารกขาดออกซิเจน หากสายสะดือพันคอแน่นมาก ทารกมีโอกาสเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม หากแพทย์พิจารณาแล้วว่า มีโอกาสเกิดอันตรายได้ ก็อาจเปลี่ยนวิธีการคลอด จากการคลอดธรรมชาติเป็นการผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกในท้อง

ความสำคัญของการนับลูกดิ้น

เนื่องจากการพันของสายสะดือนั้น แม่ท้องมักจะไม่รู้ตัวว่าทารกในครรภ์มีสายสะดือพันอยู่รอบคอบ กว่าจะรู้ตัวอีกทีคือลูกไม่ดิ้นแล้ว การนับลูกดิ้นเป็นประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคุณแม่ที่เคยผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว อาจรู้สึกถึงลูกดิ้นได้ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นคุณแม่มือใหม่เพิ่งตั้งครรภ์ครั้งแรก อาจสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของลูกดิ้นตอนอายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ สำหรับวิธีนับลูกดิ้นมีอยู่หลายวิธี เช่น

บันทึกลูกดิ้นทุกครั้งหลังทานอาหาร เพราะน้ำตาลในเลือดจะสูง ลูกได้รับพลังงานไปเต็ม ๆ ซึ่งวิธีนับลูกดิ้นหลังมื้ออาหาร ใน 1 ชั่วโมง ลูกควรดิ้นไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง เฉลี่ยแล้ว 1 วัน ลูกควรดิ้นไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ถ้าลูกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 ชั่วโมง นับต่ออีกชั่วโมง ถ้ายังน้อยกว่า 3 ครั้ง ควรพบแพทย์ หรือใช้วิธีนับลูกดิ้น 4 ครั้งต่อมื้อ หากลูกดิ้นน้อยกว่า 4 ครั้งในมื้อใดมื้อหนึ่ง ให้นับต่อจน 6 ชั่วโมง หากยังน้อยกว่า 4 ครั้งใน 6 ชั่วโมง ทั้งวันน้อยกว่า 12 ครั้งก็ควรไปพบแพทย์ นอกจากนี้ ยังสามารถนับลูกดิ้นได้ตลอดทั้งวัน ถ้าคุณแม่สะดวก ซึ่งในแต่ละวันลูกควรดิ้นรวมกัน 10-12 ครั้งต่อวัน แต่ถ้าอยู่ในช่วง 36-40 สัปดาห์ ลูกอาจจะดิ้นน้อยลงได้ เพราะลูกตัวใหญ่ขึ้น

หากคุณแม่หมั่นนับลูกดิ้นเป็นประจำ พบแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก็จะลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าตั้งครรภ์จึงต้องรีบฝากครรภ์ ดูแลตัวเองด้วยอาหารสุขภาพ และหลีกเลี่ยงอันตรายที่ไปเพิ่มความเสี่ยงแก่ร่างกายของแม่ท้องและทารกในครรภ์

ข้อมูลอ้างอิง : amarintv.com, mahidol และ RAMA CHANNEL

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจก ตารางจดบันทึกลูกดิ้น พร้อมวิธีนับลูกดิ้น เพื่อความปลอดภัยของลูกในท้อง

อุทาหรณ์แม่ท้อง! สายสะดือบิดเป็นเกลียว ต้องคลอดลูกที่ไม่มีลมหายใจ [เรื่องจริงจากหมอสูติฯ]

สายสะดือพันคอทารก ในครรภ์แม่จะรู้ได้อย่างไร?

เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง

เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง เพลงเด็กอนุบาล รวมหลายเวอร์ชั่น ให้ลูกได้ร้องเต้น สนุก ได้ทักษะ

“ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีหอย ปลา ปู” เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง เพลงเด็กในตำนานที่เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก และได้นำมาร้องให้ลูกฟังกันเป็นรุ่นต่อรุ่น ซึ่งในปัจจุบันเพลง “เป็ดอาบน้ำในคลอง” ได้มีหลายเว่อร์ชั่นมากมายที่พร้อมจะให้เจ้าตัวเล็กร้องเล่นเต้นตาม ฝึกทักษะ และแจกความสดใสให้คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย ได้เอ็นดูหนู ๆ กันค่ะ

มาฝึกให้เจ้าตัวเล็กได้ร้อง “เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง” แล้วขยับแขนขาโยกร่างกายไปพร้อม ๆ กันค่ะ

“ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีหอย ปลา ปู

ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคู ตาก็จ้องแลดู เพราะในคูมีหอย ปู ปลา”

9 เพลงเป็ดอาบน้ำในคลอง รวมหลายเวอร์ชั่น

1.เพลงเป็ดอาบน้ำในคลองเวอร์ชั่นดั้งเดิม

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : kids song

2.เพลงเป็ดก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง
ขยับจังหวะขึ้นมาให้โยกย้ายขยับแข้งขยับขากันอีกนิด

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : kids song

3.เพลงเป็ดอาบน้ำในคลองจังหวะแร๊พ

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : kids song

4.ขยับจังหวะขึ้นมาอีกหน่อยกับเพลงเป็ดอาบน้ำในคลองเวอร์ชันนี้

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Future Kids Song

5.เพลงเป็ดอาบน้ำในคลองแดนซ์ เปิดเต้น มันสุด ๆ

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : หมูน้อยมิวสิค ซุมเฮา เรคคอร์ด

6.เพลงเป็ดอาบน้ำในคลองเวอร์ชั่นนี้ก็น่ารัก

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Happy Channel Kids Song

7.เวอร์ชั่นนี้เป็นภาพลูกเป็ดตัวเป็น ๆ ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักกันค่ะ

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Yummy Yum

8. เพลงเป็ดอาบน้ำในคลองที่เพิ่มเติมเนื้อร้องที่สอดแทรกสาระสอนเด็ก ๆ ที่มีจังหวะสนุกเหมือนเดิม

ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ  เป็ดอาบน้ำในคลอง ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีหอย ปู ปลา

อย่าทิ้งขยะนะเออ ลูกเป็ดเค้าเจอ เดี๋ยวเค้าดูเอา

อย่าทิ้งขยะนะเรา ลูกเป็ดเห็นเข้า บ่นกันพึมพำ

ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ ก้าบ

 

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : แคนทีวี

9.เพลงเป็ดอาบน้ำกับลูกช้างในคลอง

ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีหอย ปลา ปู
ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคู ตาก็จ้องแลดู เพราะในคูมีหอย ปู ปลา

ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำเร็วไว เจ้าเป็ดค่อย ๆ เดินไป บ้าย บาย พี่หอย ปุ ปลา
ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดน้อยเจอช้างตัวใหญ่ พี่ช้างเดินมาเร็วไว ทักทายสวัสดีกัน
แปร๊น ๆ ๆ พี่ช้างเสียงดังทันใด เราจะไปอาบน้ำ ลงเล่นน้ำในคลอง
ก้าบ ก้าบ ก้าบ เจ้าเป็ดชวนพลันทันใด พี่ช้างชูงวงแกว่งไกว เราเดินด้วยกัน

ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง ตาก็จ้องแลมอง เพราะในคลองมีช้างชูงา
ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำในคู ตาก็จ้องแลดู ช้างในคูอาบน้ำเพลิน ๆ เย่ เย้.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Indysong Kids

เสริมพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง

เลี้ยงลูกด้วยดนตรีให้ลูกได้ร้องเต้น ฝึกทักษะ เสริมพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง

การให้ลูกได้ฟังเพลงตั้งแต่เล็ก นอกจากจะส่งผลทางด้านอารมณ์ให้เจ้าตัวเล็กอารมณ์ดีมีความสุข เกิดความสนุกสนาน ช่วยผ่อนคลายความเครียด ดนตรียังมีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการและทักษะหลายด้านให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • พัฒนาการด้านสติปัญญา สมองของเด็ก ๆ จะมีความตื่นตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก ซึ่งดนตรีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะประสิทธิภาพที่เกี่ยวกับการจดจำ การวิเคราะห์ ฯลฯ ที่ส่งผลให้เรียนรู้ได้ดี ความจำดี
  • พัฒนาทักษะด้านภาษา เด็กในช่วงวัยเล็กมักจะมีการเลียนแบบเป็นส่วนใหญ่ การได้ฟังดนตรีที่มีเนื้อร้องง่าย ๆ มีความคล้องจอง และฟังซ้ำไปซ้ำมา รวมทั้งการใช้จังหวะที่สนุกสนาน จะทำให้เด็ก ๆ จดจำคำศัพท์ได้ง่าย เกิดการเลียนเสียง และเข้าใจความหมายของเสียง ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานพัฒนาการด้านภาษาในระดับต่อ ๆ ไปได้ดีขึ้นด้วย
  • พัฒนาการด้านอารมณ์ ดนตรีเป็นสื่อที่มีผลต่อการทำงานของสมองส่วนอารมณ์และจิตใจได้โดยตรง เนื้อร้องและท่วงทำนองที่สนุกสนาน จะส่งผลให้อารมณ์เด็ก ๆ อารมณ์ดี สดใส และมีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบาน ส่วนทำนองจังหวะช้า ๆ มีเมโลดี้ที่ฟังแล้วสบายใจจะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกสงบ มีสมาธิ รู้สึกผ่อนคลาน และมีจิตใจที่อ่อนโยน
  • พัฒนาการด้านร่างกาย ธรรมชาติของเด็กเล็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง เมื่อได้ยินเสียงดนตรีก็มักจะเคลื่อนไหวขยับแข้งขยับขาโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลง กิจกรรมดนตรีจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถตอบสนองธรรมชาติของเด็ก ๆ ได้ ที่นอกจากจะได้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน การเต้นไปตามเสียงเพลงยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัวที่ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
  • พัฒนาการด้านสังคม การได้ร้องเพลง เล่นดนตรี หรือเต้นตามจังหวะ ของเด็ก ๆ ร่วมกับเพื่อน ๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ดี รู้จักการได้เป็นผู้นำผู้ตาม ช่วยให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการเข้าสังคม สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นและเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเป็นการช่วยฝึกทักษะให้ลูกได้มีความกล้าแสดงออกและมีความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความชื่นชอบและฉายแววความถนัดในด้านดนตรีก็จะเป็นการต่อยอดความสามารถในอนาคตต่อไปได้

ขอบคุณอ้างอิงจาก : www.rajanukul.go.th

จะเห็นได้ว่าการเปิดเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่เล็ก ๆ นั้นเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ส่งผลต่อพัฒนาการเจ้าตัวเล็กได้อย่างดี และเป็นกิจกรรมที่ไม่น่าเบื่ออีกด้วย ทั้งนี้นอกจากเสียงเพลงจากยูทูปหรือวิทยุแล้ว คุณพ่อคุณแม่ลองร้องเพลงด้วยเสียงตัวเองให้เจ้าตัวเล็กร้องฟังดู เพราะเมื่อฟังเสียงที่คุ้นเคยก็จะทำให้ลูกได้รู้สึกมีความสุข อบอุ่น และผ่อนคลายได้มากขึ้นด้วยค่ะ.

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

เพลงเบบี้ชาร์ค กับ 4 ประโยชน์ช่วยพัฒนา IQ ให้ลูกน้อย

รวมเพลงเด็กภาษาอังกฤษ ร้องง่าย ฟังติดหู ลูกได้ฝึกคำศัพท์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เพลงเด็กน้อย

9 เพลงเด็กน้อย เพลงเด็กอนุบาลที่เต้นได้ร้องตาม กระตุ้นพัฒนาการ ฉลาดและอารมณ์ดี

เพลงของเด็กเล็กในช่วงวัยอนุบาลมักจะมีเนื้อร้องที่เข้าใจความหมายได้ง่าย มีท่วงทำนองจังหวะที่สนุกสนาน เสียงดนตรีมีประโยชน์มาก ๆ สำหรับเด็ก ที่มีส่วนช่วยให้ลูกน้อยอารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส กระตุ้นพัฒนาการและทักษะด้านต่าง ๆ ให้ลูกน้อยเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวอย่างเดียว นี่คือ เพลงเด็กน้อย ที่เหมาะสำหรับเจ้าตัวเล็กวัยอนุบาล คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดให้เด็ก ๆ ได้ร้องเล่นเต้นขยับแข้งขาตามจังหวะ และโชว์สเต็ปร้องเสียงแจ๋ว ๆ ให้ได้ฟังกันค่า

9 เพลงเด็กน้อย เพลงเด็กอนุบาล ที่เต้นได้ร้องตามได้ กระตุ้นพัฒนาการ 

1.เพลง กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ

กำมือขึ้นแล้วหมุน ๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา

กำมือขึ้นแล้วหมุน ๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา

กางแขนขึ้นแหละลง พับแขนมือแตะไหล่

กางแขนขึ้นแหละลง พับแขนมือแตะไหล่

ชูมือขึ้นหมุนไปรอบตัว

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : KidGenius

2.เพลง ฉันคือเมฆ

ฉันคือเมฆ ๆ   ลอยไปลอยมา

อยู่บนฟากฟ้า  ลอยไปลอยมา   ลอยมาลอยไป

ฉันเกิดขึ้นจากไอน้ำน้อย ที่ลอยขึ้นบนนภา

แล้วเจออากาศที่เย็นๆ ฉันเย็นฉันจึงเข้ามา

 เข้ามารวมตัวกัน   มาผูกสัมพันธ์คือเมฆ

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Happy Channel Kids Song

3.เพลง The Wheels on The Bus

The wheels on the bus go round and round,
round and round, round and round.
The wheels on the bus go round and round,
all through the town.

The people on the bus go up and down;
up and down; up and down.
The people on the bus go up and down;
all through the town.

The horn on the bus goes Beep, beep, beep;
Beep, beep, beep; Beep, beep, beep.
The horn on the bus goes Beep, beep, beep,
all through the town.

The wipers on the bus go Swish, swish, swish;
Swish, swish, swish; Swish, swish, swish.
The wipers on the bus go Swish, swish, swish,
all through the town.

The doors on the bus go open and shut;
Open and shut; Open and shut.
The doors on the bus go open and shut;
all through the town.

The Signals on the bus go Blink, blink blink;
Blink, blink blink; Blink, blink blink;
The Signals on the bus go Blink, blink blink;
all through the town.

The babies on the bus says “Wah, wah, wah;
Wah, wah, wah; Wah, wah, wah”.
The babies on the bus says “Wah, wah, wah”,
all through the town.

The mommies on the bus says “Shush, shush, shush;
Shush, shush, shush; Shush, shush, shush.”
The mommies on the bus says “Shush, shush, shush”
all through the town.

The wheels on the bus go round and round,
round and round, round and round.
The wheels on the bus go round and round,
all through the town.

all through the town.

all through the town.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : kids song

4.เพลง พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง

โผล่มาจากขอบฟ้า เค้ามาในยามเช้า ส่องแสงให้เรา อบอุ่นสบาย
เค้าลอยข้ามเราไป จมหายไปในยามเย็น พรุ่งนี้เราก็จะเห็น เค้าโผล่อีกที ที่เดิม
พระอาทิตย์ ยิ้มแฉ่ง แก้มแด๊ง แดง
แต่งตัว ทาแป้งโผล่มา ยามเช้าตรู่  ฮู๊ ฮู
พระอาทิตย์ ยิ้มแฉ่ง แก้มแด๊ง แดง
แต่งตัว ทาแป้งโผล่มา ส่งยิ้มให้คุณหนู
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : kids song

5.เพลง นกเขา บินข้ามเขา

นกเขาบินข้ามเขา ไม่ใช่นกเรา เฝ้าแต่แลมอง

ตัวเมียตีปีกพั่บ พั่บ ตัวผู้ขานรับ จุ๊กกรู จุ๊กกรู

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Happy Channel Kids Song

6.เพลง ส้ม

Orange ชื่อนี้คือส้ม

ส้มผลไม้ มีวิตามินซี

ส้มนั่นมีประโยชน์ ผิวของเราจะดี

ระบบขับถ่ายก็ดี เลือดไม่ออก ตามไรฟัน

ส้มเช้ง ส้มจี๊ด ส้มเกลี้ยง หรือส้มเขียวหวาน

ส้มจีน และส้มนานา อร่อยและมีประโยชน์ ต่อร่างกาย.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : indysong kids

7.เพลง ฝนเทลงมา เทลงมา 

ฝนเทลงมา เทลงมา เทลงมา
ให้นาข่อยฮง นาข่อยฮ่ง นาข่อยฮ่ง
ให้ซงข่อยเปียก ซงข่อยปียก ซงข่อยเปียก
ให้เสื้อข่อยเปียก เสื้อข่อยเปียก เสื้อข่อยเปียก
แมงตับเต่า ออกลูกข้างหลัง  จักแมงอีหยัง
โอ้ะ แมงจีนูน แมงจีนูน แมงจีนูน
ใต้ต้นบักเขียบ ต้นบักเขียบ ต้นบักเขียบ
เจ้าเป็ดตัวน้อย เป็ดตัวน้อย เป็ดตัวน้อย
มาเต้นกับข่อย เต้นกับข่อย เต้นกับข่อย

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Happy Channel Kids Song

8.เพลง Head Shoulders Knees & Toes

Head shoulders, knees and toes, knees and toes.
Head shoulders, knees and toes, knees and toes.
and eyes and ears and mouth and nose.
Head shoulders, knees and toes, knees and toes.

One more times.

Head shoulders, knees and toes, knees and toes.
Head shoulders, knees and toes, knees and toes.
and eyes and ears and mouth and nose.
Head shoulders, knees and toes, knees and toes.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Super Simple Songs – Kids Songs

9.เพลง หากพวกเรากำลังสบาย

หากว่าเรากำลังสบาย จงตบมือพลัน
หากว่าเรากำลังสบาย จงตบมือพลัน
หากว่าเรากำลังมีสุข หมดเรื่องทุกข์ใด ๆ ทุกสิ่ง
มัวประวิงอะไรกันเล่า จงตบมือพลัน

หากว่าเรากำลังสบาย มาตบเท้ากัน
หากว่าเรากำลังสบาย มาตบเท้ากัน
หากว่าเรากำลังมีสุข หมดเรื่องทุกข์ใด ๆ ทุกสิ่ง
มัวประวิงอะไรกันเล่า มาตบเท้ากัน

หากว่าเรากำลังสบาย ขยิบตากัน
หากว่าเรากำลังสบาย ขยิบตากัน
หากว่าเรากำลังมีสุข หมดเรื่องทุกข์ใด ๆ ทุกสิ่ง
มัวประวิงอะไรกันเล่า ขยิบตากัน

หากว่าเรากำลังสบาย หมุนรอบตัวกัน
หากว่าเรากำลังสบาย หมุนรอบตัวกัน
หากว่าเรากำลังมีสุข หมดเรื่องทุกข์ใด ๆ ทุกสิ่ง
มัวประวิงอะไรกันเล่า หมุนรอบตัวกัน

หากว่าเรากำลังสบาย ส่งเสียงฮูล่า (ฮูเร่)
หากว่าเรากำลังสบาย ส่งเสียงฮูล่า (ฮูเร่)
หากว่าเรากำลังมีสุข หมดเรื่องทุกข์ใด ๆ ทุกสิ่ง
มัวประวิงอะไรกันเล่า ส่งเสียงฮูล่า (ฮูเร่)

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Didi & Friends

สำหรับเด็กวัยก่อนอนุบาลหรือในวัยอนุบาล การใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยทำให้มีความจำที่ดี สมองมีระบบการเรียบเรียงเรื่องราว ช่วยเสริมสร้างความฉลาด และมีความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเด็ก ๆ ได้เต้นตาม ตบมือตามจังหวะ จะช่วยให้ลูกได้เคลื่อนไหว เสริมพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ ที่จะช่วยผ่อนคลายทำให้เด็ก ๆ อารมณ์ดี ร่าเริงมีพื้นฐานจิตใจที่ดี อ่อนโยน พร้อมต่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างมีคุณภาพ.

อ่านต่อบทความดี ๆ น่าสนใจ คลิก!

รวมเพลงเด็กภาษาอังกฤษ ร้องง่าย ฟังติดหู ลูกได้ฝึกคำศัพท์

รวม 9 เพลงเด็ก แบบภาษาอังกฤษ สำหรับเต้นสนุก ฝึกทักษะ เสริมพัฒนาการ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ค่านิยม

ค่านิยมทาง “ศีลธรรม” 10 ประการที่พ่อแม่ควรสอนลูก

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเติบโตไปเป็นคนดี ศีลธรรม ความประพฤติดีประพฤติชอบ อยู่ในศีลในธรรม จึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาสอนลูก เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในจิตใจของลูกเมื่อเติบโตขึ้น

ค่านิยมทาง “ศีลธรรม” 10 ประการที่พ่อแม่ควรสอนลูก

พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิดว่าการสอนให้ลูกรู้จัก ศีลธรรม จริยธรรม ต้องให้ลูกโตก่อน หรือให้ไปเรียนรู้จากที่โรงเรียน จริง ๆ แล้ว การสอนลูกเรื่อง ศีลธรรมและจริยธรรมนั้น สามารถสร้างให้เกิดเป็นค่านิยมติดตัวลูกได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก การสอนศีลธรรมให้เด็กเล็ก ไม่จำเป็นต้องมาพูดหรือสอนเป็นประโยคยาว ๆ คุณพ่อคุณแม่เพียงปลูกฝัง ทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่มีหลักศีลธรรม จริยธรรมเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ลูกน้อยจะได้เรียนรู้และทำตาม มาดูกันว่า ค่านิยมทางศีลธรรม 10 ประการที่ลูกควรมีเพื่อนำไปสู่ความสุขในชีวิต มีข้อไหนบ้าง

ค่านิยมทางศีลธรรม 10 ประการที่พ่อแม่ควรสอนลูก

  1. รู้จักให้ความเคารพ

พ่อแม่หลายคนสั่งสอนลูกให้เคารพผู้ใหญ่ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ผิดค่ะ คนทุกคนสมควรจะได้รับความเคารพไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีสถานะทางสังคมอย่างไร การให้ความเคารพต่อผู้อื่นเป็นค่านิยมทางศีลธรรมที่ลูกควรเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็ก เพราะสิ่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมของลูกที่แสดงต่อคนแปลกหน้าหรือผู้ใหญ่ เด็กที่เรียนรู้ถึงการแสดงการให้ความเคารพต่อผู้อื่น เมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้น มักจะมีความระมัดระวังต่อการปฏิบัติตนต่อผู้อื่น

2. มีความเป็นครอบครัว

ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต ครอบครัวหล่อหลอมและหล่อเลี้ยงเด็กเล็กให้เป็นเติบโตผู้ใหญ่ที่ดีได้ คำว่าครอบครัว ไม่จำเป็นต้องมีทั้งพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พร้อมหน้า แต่คำว่าครอบครัวในที่นี้ หมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดและมีความผูกพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ลูกมีความรู้สึกถึงความเป็นครอบครัว และให้ลูก ๆ เข้าใจถึงความสำคัญของครอบครัว สิ่งนี้จะทำให้ลูกเติบโตขึ้นมาด้วยความเคารพและรักครอบครัวของตัวเองไม่ว่าจะมีทุกข์หรือสุข คำว่าครอบครัวก็จะปรากฏขึ้นในความคิดของลูกเป็นสิ่งแรก

3. รู้จักปรับตัวและประนีประนอม

ลูกควรจะได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปตามที่ลูกต้องการ การให้ลูกรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ๆ และการประนีประนอมเพื่อลดความขัดแย้ง จะช่วยให้ลูกเป็นที่รักของคนในสังคมได้ไม่ยาก แน่นอนว่าการสอนให้ลูกรู้จักปรับตัวและประนีประนอม นั้นยากสำหรับเด็กเล็ก เพราะเด็กเล็กมักจะยังมีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง และการประนีประนอมที่มากเกินไปอาจทำให้ลูกสูญเสียความมั่นใจได้ ดังนั้นการประนีประนอมในเด็กเล็ก จึงไม่ควรให้ลูกยอมคนอื่น ๆ ในทุก ๆ อย่าง สิ่งใดที่เป็นสิทธิ์ของลูก ก็ควรที่จะให้ลูกได้เป็นคนตัดสินใจว่าจะยอมให้หรือแบ่งสิ่ง ๆ นั้นให้กับเพื่อนหรือไม่ เช่น การแบ่งของเล่น หากของเล่นชิ้นนั้นเป็นของ ๆ ลูก เมื่อเพื่อนต้องการจะเล่นบ้าง คุณพ่อคุณแม่ควรถามความยินยอมของลูกก่อน ว่าจะแบ่งให้เพื่อนเล่นหรือไม่ หากลูกไม่ต้องการแบ่ง ก็ไม่ควรบังคับให้ลูกแบ่ง เป็นต้น

4. มีจิตอาสา

สอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น โดยช่วยทุก ๆ คนที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่จำเป็นว่าคน ๆ นั้นจะต้องเป็นคนยากไร้ หรือไร้โอกาสมากกว่าเรา ก็สามารถช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอนลูกต่อได้ว่าสิ่งที่ได้รับหลังจากช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ไม่ใช่สิ่งของหรือสิ่งต่าง ๆ ตอบแทน แต่คือความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเอง การปลูกฝังการมีจิตอาสาในตัวลูกนั้น จะช่วยให้ลูกเติบโตมามีความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจผู้อื่นได้ดี

บทความที่น่าสนใจ : กิจกรรมจิตอาสา ตามแนวรถไฟฟ้า..อาสาไหมเธอ!

  โครงการจิตอาสา สอนลูกช่วยสังคมได้ง่าย ๆ แม้อยู่บ้าน

สอนลูกให้มีศีลธรรม
สอนลูกให้มีศีลธรรม

5. มีความเคารพต่อศาสนาของตนเองและศาสนาอื่น ๆ

ความเคารพต่อศาสนาของตนเอง คือ การปฏิบัติตามหลักคำสอนในศาสนาที่ตนเองนับถือ นอกจากนี้ยังควรสอนให้ลูกเข้าใจว่าทุก ๆ คนมีสิทธิ์ที่จะเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ การมีเพื่อนต่างศาสนา ไม่ใช่เรื่องแปลก

6. มีความเที่ยงธรรม

ความเที่ยงธรรม คือ การปฏิบัติได้ถูกต้องตามจารีต ประเพณี กฎหมายและศีลธรรม มีความยุติธรรม กล้าที่จะแย้งเมื่อเห็นสิ่งที่ผิด และกล้าที่จะยอมรับผิดเมื่อตนทำผิด เพื่อประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ต่อผู้อื่น

7. มีความซื่อสัตย์

ความซื่อสัตย์ หมายถึง มีความซื่อตรง มั่นคงอยู่ในศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีความสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งความซือสัตย์นี้จะไม่ทำให้บุคคลรอบข้างของเราเดือดร้อน ความซื่อสัตย์ เป็นศีลธรรมข้อสำคัญที่ควรสอนลูกตั้งแต่ยังเล็ก โดยการสอนให้ลูกพูดความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะเกิดจากความผิดพลาดของตนก็ตาม เช่น เมื่อลูกทำผิด และกล้ายอมรับว่าสิ่งที่ทำไปเป็นสิ่งที่ผิด คุณพ่อคุณแม่ควรว่ากล่าวตักเตือนในเรื่องที่ลูกทำผิดได้ แต่ก็อย่าลืมที่จะกล่าวชื่นชมที่ลูกมีความซื่อสัตย์ กล้ายอมรับความจริงด้วย เป็นต้น

8. ไม่ทำร้ายผู้อื่น

การทำร้ายผู้อื่นในที่นี่ ไม่ได้หมายถึงการทำร้ายทางกายเพียงอย่างเดียว การทำร้ายทางจิตใจและอารมณ์ผู้อื่นก็ถือเป็นการทำร้ายเช่นกัน ดังนั้น จึงควรสอนลูกไม่ให้ทำร้าย ไม่ว่าร้ายหรือกล่าวโจมตีใคร ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และอย่าลืมที่จะสอนลูกให้รู้จักขอโทษทันทีที่ลูกไปทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกายหรือวาจา และไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

9. ไม่นำของของคนอื่นมาเป็นของตนเองโดยผู้อื่นไม่ยินยอม

เมื่อต้องการยืมหรือใช้ของของผู้อื่น ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่สนิทกันเพียงไร ก็ต้องขออนุญาติก่อนทุกครั้ง โดยคุณพ่อคุณแม่ควรใช้กฏเกณฑ์นี้กันเองในครอบครัวด้วย ควรสอนให้ลูก ๆ รู้ว่าของชิ้นไหนเป็นส่วนตัว ของชิ้นไหนเป็นของส่วนรวม และก่อนที่จะใช้ของส่วนตัวของพ่อหรือแม่ ควรขออนุญาติก่อนใช้ทุกครั้ง สิ่งนี้จะทำให้ลูก ๆ รู้จักเคารพสิทธิ์ของผู้อื่นและสิทธิ์ของตนเอง

10. ปลูกฝังให้รักการศึกษา

การศึกษาทุกชนิด เป็นอาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราจะมีได้ และเป็นสิ่งที่จะอยู่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต ดังนั้นการปลูกฝังให้ลูกรักการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจากที่โรงเรียน หรือการศึกษาสิ่งต่าง ๆ นอกห้องเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนให้ลูกรู้ถึงความสำคัญของการศึกษา ที่สำคัญควรเน้นไปที่ลูกจะได้เรียนรู้อะไรจากการศึกษานั้น ๆ ไม่ใช่ลูกจะได้คะแนนเท่าไหร่

ควรเริ่มปลูกฝัง ศีลธรรม ให้ลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก เพราะยิ่งสอนเร็วเท่าไหร่ ลูกก็จะทำจนติดเป็นนิสัยได้เร็วเท่านั้น เมื่อ ศีลธรรม เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของลูก ลูกก็จะสามารถกำหนดรูปแบบชีวิตของตนเองให้ไปในทางที่ถูกต้องได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ท่องศีล5 ลูกได้แค่จำ ลองวิธีใหม่ช่วยเข้าถึงแก่นธรรมง่ายๆ

แพ้ ภูมิคุ้มกันความผิดหวังที่แม่สร้างให้ลูกได้

5 นิทานคุณธรรม ปลูกฝังให้ลูกทำดีได้ตั้งแต่เล็ก!

สอนลูกให้เป็นคนดี มีจริยธรรมตั้งแต่แรกเกิด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : parenting.firstcry.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เทคนิค

เทคนิคสร้างSelf-efficacyช่วยลูก แก้ปัญหา ได้ด้วยตัวเอง

แก้ปัญหา ได้เองเป็นทักษะที่พ่อแม่อยากให้ลูกมี นักจิตวิทยาแนะจะเพิ่มพูนทักษะนี้ต้องสร้าง Self-efficacyการรับรู้ความสามารถของตนเองก่อน สร้างอย่างไรเรามีเทคนิค

เทคนิคสร้างSelf-efficacyช่วยลูก แก้ปัญหา ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อโลกไม่หยุดนิ่ง การเรียนรู้ของมนุษย์ก็ไม่หยุดตาม ความเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงต้องพัฒนาให้ทันสมัยอยู่เสมอด้วยเช่นกัน ทฤษฎีทางจิตวิทยาหลากหลายเริ่มเข้าสู่กระบวนการเลี้ยงลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่พ่อแม่อย่างเรา ๆ สามารถเข้าใจถึงหลักความคิดของมนุษย์ อันเป็นหลักที่ซับซ้อน ประกอบด้วยหลายปัจจัย แต่ถ้าเราทราบถึงแนวทางทฤษฎีทางด้านจิตใจของมนุษย์ไว้บ้างแล้วละก็ การอบรมเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่นั้น ก็คงจะเดินไปในทางที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา เพราะชีวิตลูกของเรานั้นคงไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่อยากให้เขาประสบแต่ความสุข ความสำเร็จในชีวิตเป็นแน่

ทำความรู้จักกับ Self-efficacy กันก่อน

Self Efficacy Theory ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง ของนักจิตวิทยาชาวแคนนาดา อัลเบิร์ต แบนดูร่า ซึ่งเป็นแนวคิดหนึ่งในทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม

คุณพ่อคุณแม่ในยุคปัจจุบันคงเคยคุ้นหูคุ้นตากับคำว่า Self-esteem หรือความภาคภูมิใจในตนเอง กันมามากแล้ว ส่วน Self-Efficacy หรือการรับรู้ความสามารถตนเองนั้น จะเป็นรากฐานของการเกิด Self-esteem หรือความภาคภูมิใจในตนเองต่อไป จึงนับได้ว่าทั้งสองสิ่งนี้มักมาคู่กันเสมอ

นั่นคือ ถ้าบุคคลมีความเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ(Self-efficacy)อย่างไร ก็จะแสดงออกถึงความสามารถนั้นออกมาตามนั้น   คนที่มีความเชื่อในตนเองว่ามีความสามารถพอ ก็จะมีความอดทนอุตสาหะ ไม่ท้อถอย กล้า เผชิญหน้ากับอุปสรรค จัดการปัญหาในชีวิตที่เกิดขึ้นได้ และจะพยายามจนประสบความสำร็จ เมื่อคนนั้นสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเองแล้วก็จะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem)ตามมา

แก้ปัญหา ด้วยself-efficacy
แก้ปัญหา ด้วยself-efficacy

องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการสร้าง Self-efficacy การรับรู้ความสามารถของตนเอง

  1. ประสบการณ์ที่ตนเองสามารถประสบความสำเร็จด้วยตนเอง(Enactive mastery experience)เป็นสิ่งที่ส่งผลมากที่สุดในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เนื่องจากการที่บุคคลกระทำและประสบความสำเร็จด้วยตนเองจะส่งผลให้บุคคลเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มมากขึ้น จนทำให้มีความพยายามในการปฏิบัติพฤติกรรมต่าง ๆ แม้ว่าจะพบเจอกับอุปสรรค หรือพบกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังก็ไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากบุคคลจะไม่ได้มองว่าความล้มเหลวนั้นมาจากการที่ตนขาดความสามารถ แต่เป็นผลจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ยังพยายามไม่พอ สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้เกิดความสำเร็จได้โดยพยายาม และฝึกทักษะมากขึ้นเพื่อให้บรรลุผลตามที่คาดหวังไว้
  2. การได้เห็นแบบอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จ(Vicarious experience หรือ modeling) การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตนกระทำพฤติกรรมใดๆ แล้วประสบความสำเร็จ จะทำให้ผู้สังเกตรับรู้ว่าตนเองนั้นก็สามารถที่จะกระทำหรือประสบความสำเร็จได้เช่นกัน หากมีความพยายามจริงและไม่ย่อท้อ ซึ่งตัวแบบนั้นมีสองประเภท คือ ตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง คือ ตัวแบบที่บุคคลได้มีโอกาสสังเกตและมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง และตัวแบบสัญลักษณ์ คือ ตัวแบบที่ได้รับผ่านสื่อต่างๆ หรือนิทาน
  3. การมีคำพูดชักจูง (Verbal persuasion) การได้รับคำพูดโน้มน้าวให้บุคคลเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถที่จะกระทำพฤติกรรมได้สำเร็จ อาจเป็นคำพูดในลักษณะชักจูง แนะนำ อธิบาย ชื่นชม ทำให้เกิดกำลังใจและความมั่นใจ อย่างไรก็ตามปัจจัยนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก อาจช่วยได้ในระยะสั้น ถ้าจะให้ได้ผลต้องเกิดควบคู่กับปัจจัยแรก เช่น คำคมสร้างแรงบันดาลใจ
  4. สภาวะด้านร่างกายและอารมณ์ (Physiological and affective states) การมีสภาวะร่างกายแข็งแรง มีภาวะสุขภาพที่ดีจะทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากบุคคลมีสภาวะร่างกายอ่อนแอ หรือมีอาการเจ็บป่วย ย่อมจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เช่นกันกับสภาวะด้านอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์บวก เช่น รู้สึกมีความสุข รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความพอใจ จะส่งผลให้มีความเชื่อในความสามารถแห่งตนเพิ่มขึ้น แต่หากสภาวะด้านอารมณ์เป็นลบ เช่น เครียด วิตกกังวล กลัว จะส่งผลให้ความเชื่อในความสามารถแห่งตนของบุคคลลดลง และอาจหลีกเลี่ยงการกระทำพฤติกรรมนั้นๆ ได้

เทคนิคเสริมสร้าง Self-efficacy ตั้งแต่วัยเด็ก

  • ชื่นชมความสำเร็จของลูกในหลากหลายเรื่อง

พ่อแม่หลาย ๆ คนมักจะคิดแค่ว่า วัยเด็กนั้นหน้าที่สำคัญก็คือ “การเรียน” แต่ถ้าเราไปโฟกัสเฉพาะแค่เรื่องเดียว ก็เท่ากับเราทำให้ลูกพลาดโอกาสที่จะรับรู้ว่าตัวเขาเองมีความสามารถอะไรบ้าง เพราะคนเราทุกคนคงไม่ได้มีความสามารถเฉพาะแค่เรื่องเรียนเท่านั้นที่สมควรแก่การได้รับการชื่นชม และถ้าบังเอิญลูกไม่สามารถทำผลการเรียนได้ดีเท่าที่คุณพ่อคุณแม่หวัง ก็จะกลายเป็นการทำลาย Self-efficacy ของเขาไป

แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วเดี๋ยวลูกจะกลายเป็นเด็กไม่สนใจเรียน เรียนไม่เก่ง เพราะเมื่อคุณชื่นชมในตัวลูกให้เขารับรู้ได้ถึงความสามารถในตัวเองแล้ว เท่ากับเราไปสร้าง Self-efficacy ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ความพยายาม บากบั่นให้กับเขาในทุก ๆ เรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องยาก ๆ เช่น การเรียนในวิชาที่ไม่ชอบ ลูกก็จะมี Mindset ที่ว่าเขามีความสามารถทำให้มันดีได้ แต่อาจจะพยายามไม่มากพอ เมื่อเขาพยายามความสำเร็จก็รอเขาอยู่แน่นอน

ชื่นชมลูกเพิ่มทักษะ แก้ปัญหา
ชื่นชมลูกเพิ่มทักษะ แก้ปัญหา
  • งานบ้าน เรียนรู้ความสำเร็จจากเรื่องเล็ก ๆ สร้าง Self-efficacy ได้ง่ายกว่า

งานวิจัยทางจิตวิทยาจาก Harvard Grant Study พบว่า การสอนให้ลูกทำงานบ้านนั้น มีประโยชน์หลายอย่างในระยะยาว เพราะลูกของเราจะมีการเตรียมตัวให้พร้อมต่อการทำงานในอนาคตได้ฝึกการวางแผน ฝึกการจัดลำดับความสำคัญ ฝึกการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ฝึกระเบียบ และที่สำคัญทำให้ลูกของเรามี Self-efficacy และมี Self-esteem ตามมา

การเลือกงานบ้านใด ๆ ให้ลูกได้รับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ต้องระวังสำหรับคุณพ่อคุณแม่สักหน่อย เพราะควรเลือกงานที่เหมาะสมกับวัยของลูก ประเมินดูว่าเขาโตพอที่จะสามารถทำงานบ้านงานนั้นได้สำเร็จลงด้วยตนเองไหม ในช่วงแรกคุณแม่อาจจะให้ลูกเป็นลูกมือก่อน ลงมือทำเป็นตัวอย่างให้เขาได้เห็นก่อนสักพัก จึงค่อยปล่อยให้เขาได้ลงมือทำเอง สิ่งสำคัญคือ เมื่อเราคิดว่าเขาสามารถทำได้เองแล้ว เราควรปล่อยให้เขาได้ลองทำด้วยตนเองจริง ๆ ทำผิดบ้างถูกบ้าง ก็ต้องปล่อยให้เขาทำจนสำเร็จ เพราะลูกจะได้รู้สึกว่าผลงานนั้นเป็นของเขาเองจริง ๆ และลูกจะภูมิใจในตัวเอง และรับรู้ถึงความสามารถที่ตนเองมีแน่นอน

  • ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ช่วยสร้าง Self-efficacyได้

งานวิจัยทางจิตวิทยาจาก Harvard Grant Study พบว่า ความสุขในชีวิต   แปรผันตรงกับการได้รับความรัก นั่นก็คือ ยิ่งลูกของเราได้รับความรักมากเท่าไร เขาก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความรักที่ได้ต้องเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ สังคมไทยเรามักจะอายเวลาที่จะแสดงความรักให้ลูกเห็น ยิ่งโตการแสดงความรักยิ่งน้อยลง แต่เรามักจะแสดงความรัก ความภูมิใจในตัวลูกก็ต่อเมื่อเขาทำตามความคาดหวังของเราสำเร็จเท่านั้น สิ่งนี้คือเงื่อนไขที่เราอาจสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น อยากให้พ่อแม่รักต้องทำตามที่ท่านบอกเท่านั้น ความคิดเช่นนี้จะนำพาความเครียด โรคซึมเศร้า หรือพฤติกรรมการต่อต้านพ่อแม่ตามมาหากเขารู้สึกว่าพ่อแม่เป็นตัวกดดัน ไม่ใช่คนที่คอยให้กำลังใจ

งานบ้านสอน แก้ปัญหา
งานบ้านสอน แก้ปัญหา
  • พ่อแม่เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ช่วยมิใช่ผู้ควบคุม

อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้นว่า Self-efficacy นั้นเกิดจากการที่คน ๆ นั้น ผ่านประสบการณ์การประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง สิ่งสำคัญคือ คำว่าด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าลูกจะได้รับรางวัลมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่รู้สึกว่ามันมาจากตัวเองก็เปล่าประโยชน์ในการสร้าง Self-efficacy เพราะลูกจะรู้สึกแค่ว่าเขาได้ทำตามคำสั่งสำเร็จเท่านั้น มิใช่ประสบความสำเร็จ ความภาคภูมิใจที่ได้รับต่างกัน ดังนั้นเราควรปรับบทบาทจากผู้ควบคุมให้ลูกทำอะไร มาเป็นคนคอยให้คำปรึกษา หรือชี้แนะแนวทางช่วยเหลือเขาจะดีกว่า

  • เน้นใส่ใจที่วิธีการมากกว่าผลลัพธ์

เลือกใส่ใจให้ถูกจุด หากคุณพ่อคุณแม่มัวแต่ใส่ใจ ชื่นชมในผลลัพธ์ หากมันออกมาไม่ได้ดั่งใจ อาจทำให้ลูกเสียกำลังใจ และคิดว่าเขาไม่เก่งพอ ความกล้า ความเชื่อมั่นในการ แก้ปัญหา ของลูกคงไม่พัฒนาไปในทางที่ดีแน่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนการใส่ใจเป็นการใส่ใจที่วิธีการที่จะได้มาซึ่งเป้าหมาย จะทำให้ลูกเข้าใจว่าแม้อาจจะพลาดเป้าไปบ้าง แต่ถ้าพยายาม รู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการก็สามารถนำพาตนเองไปถึงเป้าหมายได้ การรับรู้ในความสามารถของตนเองของลูกก็ยังคงอยู่ และได้เรียนรู้เพิ่มว่าจะทำตัวยังไงให้ประสบผลสำเร็จ ก็ต้องพัฒนาตนเองยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้าง Self-efficacy การรับรู้ความสามารถของตนเอง จนเกิด Self-esteem ความภูมิใจในตนเองให้แก่ลูกได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นลูกก็จะเกิดความรู้สึกหนึ่งในใจ I Can ฉันสามารถทำได้ แล้วจะตามมาด้วย I will ฉันจะทำให้มันสำเร็จ และเชื่อเถิดว่าถ้ารากฐานทางความคิดของลูกดีพอแล้ว ทักษะทางการแก้ปัญหาของเขาที่ได้รับจากคุณ จะทำให้ลูกได้รับผลสำเร็จจากความพยายามแก้ปัญหาในชีวิตของเขาเองได้อย่างแน่นอน นั่นคือ I Success

   ข้อมูลอ้างอิงจาก FB:Phychology CU / iStrong Mental Health

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 นิทานคุณธรรม ปลูกฝังให้ลูกทำดีได้ตั้งแต่เล็ก!

วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว! 10 ปัจจัยนี้ทำให้ลูกฉลาดได้

เลี้ยงลูกแบบไม่ดุ 5 วิธีง่ายๆ ทำแบบนี้ลูกก็เชื่อฟังได้

8 วิธีสอนลูกเมื่อลูกทําผิด พร้อมหลัก 4 ข้อเพื่อฝึกวินัยให้ได้ผล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น

รวมไอเดีย ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น 262 ชื่อ แบบพยางค์เดียว ก็เท่ได้

รวมไอเดีย ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น 262 ชื่อเล่นลูกชาย พยางค์เดียว ก็เท่ได้ไม่เหมือนใคร แถมฟังดูดี ทันสมัย รับรองไม่เชยและไม่ตกเทรนด์แน่นอน จะมีชื่อเล่นลูกชายพยางค์เดียว อะไรบ้าง มาดูกัน

ไอเดีย ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น 262 ชื่อ
แบบพยางค์เดียว
ก็เท่ได้

สมัยนี้เรามักได้ยินชื่อเด็กแบบสองพยางค์ เยอะมาก ซึ่งชื่อสองพยางค์อาจฟังดูเก๋ เท่ทันสมัย แต่การตั้งชื่อแบบพยางค์เดียวก็เท่ได้ หากคุณพ่อคุณแม่ กำลังมองหา ไอเดีย ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น พยางค์เดียว โดยเฉพาะ!! ต้องห้ามพลาดบทความนี้เลย!!

ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมไอเดีย คิดและหา ชื่อเล่นลูกชาย พยางค์เดียว มาฝาก เอาไว้สำหรับ ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่นเท่ๆ จะมีชื่ออะไรบ้างตามมาดูกันเลย >> ขอบอกเลยว่าแต่ละชื่อไม่เชย แถมเรียกง่าย ติดหู ฟังดูดี เท่ไม่เหมือนใครแน่นอน!!

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย
ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อมงคล ชื่อเล่นลูกชาย

ชื่อเล่นลูกชาย ก

กราฟ  กลาส  การ์ด  กลัฟ  กัฟฟ์  กัซ
กิลล์  กี่  เกรฟ  กั๊ก  เกียร์  กั้ง  กุมภ์  กรุ๊ป

ชื่อเล่นลูกชาย ข

ขุน  เขื่อน  เขตต์  เขม  เข้ม

ชื่อเล่นลูกชาย ค

คลื่น  คราม  โค้ช  คอปป์  คูณ  คลิ๊ก
คีย์  คุณ  ค่าย  แคมป์  ควินซ์  คิม

 

 

ชื่อเล่นลูกชาย จ

เจ็ท  จัส  เจย์  จอม  เจฟ  จิณณ์  จั๊มพ์  จ้าว

ชื่อเล่นลูกชาย ช

ชาร์จ  แชป  แชน  ชิวล์  แชมป์  ชาร์ป  ชิณ  แชร์

ชื่อเล่นลูกชาย ซ

ซอฟท์  เซ่  เซย์  แซ็ค  ซายน์  ซ้ง  โซน  ซีล
ซิกส์  ซ่าส์  ซิม  โซ่  ซันน์  เซิร์ท  เซฟ  ไซน์
เซปป์  เซ้นต์  เซฟ  ซุย  ซัพพ์  แซม

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ฌ , ฑ

ฌอณ  ฌอห์ช  ฌาณ

เฑีย เฑียณ

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น

ชื่อเล่นลูกชาย ด

ดรีม  ดราฟ  ดั๊ม  เดย์  ดิม  เดฟ  ดีน  ดิน
ไดร์  ไดรฟ์  ดริ๊งก์  ดิ๊ฟ

ชื่อเล่นลูกชาย ต

ตอล  แต๊งค์  ต๊าด  เต้นท์  เติร์ด  เติร์ก  เตนท์
ตุลย์  ติณณ์  ตฤณ

ชื่อเล่นลูกชาย ท

ไทย  ทาม  เทียน  ทอยส์  ทั่น  ทัพพ์ เท่ห์
ไทป์  เทมป์  ทอท  เทย์  ทิม  ไทม์  ทาม
ทิวส์  ทัช  ทาวน์  แท็ป  ทัน

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ธ

ธูป  ธันว์  ธีม  ธรรม  เธียร

ชื่อเล่นลูกชาย น

นอร์ท  เนย์   ไนล์  ไนท์  นายน์  แน็ก  นะ

ชื่อเล่นลูกชาย บ

เบย์  เบรฟ  บลอนด์  บุ๊ค  บุ๋น  บิ้วท์

ชื่อเล่นลูกชาย ป

เป๊ป  โป๊ป  ปรัชญ์  ปริญญ์  ปลูก  ปุณณ์  ปาร์ค
ปืน  ไปป์  โปม  ปุ่น  เปย์  ปั๊บ  ปราปต์  ปริ๊นซ์

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ผ , ฝ

ไผ่  ผา  เผ่า

ฝุ่น

ชื่อเล่นลูกชาย

พายน์  ไพน์  พ้อยท์  พฤก  พาร์ท  พลัส  เพลิง
โพสต์  พลัช  โพลล์  แพลน  แพ็กซ์  เพื่อน  พอร์ช

ชื่อเล่นลูกชาย ฟ

แฟร์  ฟร้อนท์  แฟรงก์  ฟิวส์  ฟิกซ์  ฟอร์ด
ฟิล์ม  ฟอร์ต  ฟรอยด์  ฟลินท์  ไฟว์  ฟรานซ์
ฟอร์ม  ฟาร์ม  ฟร้อง   ฟรังค์   เฟรนด์  โฟล์ค
โฟม  เฟย  โฟน

 

ชื่อเล่นลูกชาย ภ

ภาม  ภีม  ภิชญ์  ภู่

ชื่อเล่นลูกชาย ม

ไมล์  มาร์ช  มิกซ์  เม่น  เมฆ  ไม้ มอล์ต

ชื่อเล่นลูกชาย ย

ยิม  ยอร์ช  ยิว  ยุค  ยักษ์

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ร , ล

ริว  เรียว  เรย์  ราม  ราล์ฟ

ไลค์  ลิงก์  เลิฟ  เลย์  ลีฟ   ลิฟต์

ชื่อเล่นลูกชาย ว

ไวน์  เวิร์ค  วอร์  เวียร์  เว็บ  เวฟ  วาย  วอยซ์
วีค  วินส์  วอร์ม  เวิลด์  ไวท์  เวย์  วุ่น  เวลล์  วาร์ป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ศ , ส

ศีล  ศิลป์

เสิร์ช  สิณฑ์  เสือ  สิงห์  แสบ

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ห , ฬ

หลุยส์   เหม  หยิ่น  หยิ่น  หมอก

โฬม

ชื่อเล่นลูกชาย อ

แอล  อิฐ  อัฟ  อุล  โอห์ม

ชื่อเล่นลูกชาย ฮ

ฮั่น  ฮัท  ฮีล  ฮาร์ฟ  ฮอร์น  แฮงค์  โฮป  โฮล์ต
โฮล์ม  ฮิม  ฮั้ว  ฮอลล์  ฮาร์ท

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจคลิกที่ภาพได้เลย 

รวมหลักเกณฑ์ ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร และวันเกิด จากคัมภีร์ทักษาฯ

100 ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อเกาหลี ตามไอดอล นักแสดง และตัวละครซีรีย์ดัง!

ไม่ต้องรอคลอด! 9 วิธีกระตุ้นพัฒนาการ ทารกในครรภ์ สร้างลูกฉลาด อารมณ์ดีได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง

อยากมีลูก ทำไงดี? 10 เคล็ด(ไม่)ลับทำให้ท้อง เพิ่มโอกาสมีลูกสมใจ

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

รีวิว ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่พิเศษ ใช้ดีจริงไหม ?

คุณแม่ใช้อะไรเช็ดผิวลูกคะ ?

ไม่ค่ะ ไม่เช็ดผิวลูกทารกด้วยผ้าขนหนูแบบนั้น !!

ลูกอึ ทำความสะอาดผิวก้น ผิวบริเวณจุดซ่อนเร้น  ใช้สำลีแผ่น ดีกว่าไหมคะ ?

ดวงตาจุดบอบบาง ผ้าเปียกก็ยังไม่แนะนำกับลูกวัยแรกคลอด  

มาค่ะ แม่ขอแชร์จากประสบการณ์จริงที่ผ่านการใช้งานอุปกรณ์สำคัญที่เรียกว่า “สำลี” พอบอกสำลี ก็มีให้เลือกใช้ได้ทั้ง  สำลีก้อน สำลีแผ่น เอาจริงๆ นะคะ ถ้าให้แนะนำ แม่ๆ มือใหม่  กับผิวบางๆ ของลูก ผิวรอบดวงตา ใบหู รอบสะดือ ผิวก้น ผิวบริเวณจุดซ่อนเร้น ใช้เป็น “สำลีแผ่น” ดีสุดค่ะ

ถามว่าเด็กวัยไหนที่เหมาะกับการใช้สำลีแผ่น การใช้สำลีแผ่นคุณแม่ใช้ได้ตั้งแต่ลูกแรกคลอด ไปจนถึง 1 ขวบค่ะ หลังจาก นั้นจะยังใช้สำลีแผ่นเช็ดผิวลูก ก็ตามแต่สะดวกเลยค่ะ ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ ว่าไม่ให้ใช้

วันนี้แม่บ้านนี้กับลูกวัยน่าหอม น่าฟัด น่าทะนุถนอม จะมารีวิวหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ใช้เช็ดผิวลูกมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก นี่  เลยจ้า “ดีนี่ สำลีแผ่น” เป็นสำลีแผ่นใหญ่ เรียนว่า Jumbo Size เพราะ 1 แผ่นจะมีขนาด 3X4 นิ้ว หมดปัญหาสำลีแผ่นเล็กจับใช้ไม่ถนัดมือไปเลยค่ะ

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

แม่นี่แอบกรี๊ดเบาๆ เพราะที่ผ่านมามีแต่สำลีแผ่นมินิกระทัดรัดให้ใช้ เช็ดผิวลูกที สองที ก็ต้องเปลี่ยนใหม่หลายแผ่นมากๆ  แต่ “ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่” ใช้เช็ดผิวลูกจุใจมาก 1 แผ่นก็เกลี้ยงเลย ถ้าผิวลูกไม่ได้เลอะมาก ส่วนถ้าเช็ดก้นตอนลูกอึเสร็จ จบที่ 2 แผ่นเอาอยู่จ้ะ ประหยัดเงินซื้อสำลีไปได้เยอะเลย

 

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่ เขามีดีกว่าอะไรบ้างนะ ?

เพราะไม่ใช่แค่แม่บ้านนี้ใช้ แต่เพื่อนๆ และคนรู้จักก็ชอบใช้กันมาก เดี๋ยวจะหาว่าอวย แต่ดีนี่ เขาดีจริงแหละ ไม่งั้น แม่ไม่ รีวิว แต่นี่แม่ใช้จริง ใช้มาตั้งแต่ลูกแรกเกิดนะจ๊ะ

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

1. สำลีแผ่นใหญ่พิเศษขนาด 3X4 นิ้ว/แผ่น

2. ใช้แรงดันน้ำในการอัดติดเส้นใยสำลี

3. ไม่เป็นขุยติดผิว เพราะใช้แรงดันน้ำ Aqua Knitting Technology อันนี้แม่ปลื้มมาก

4. ปราศจากกาวและสารเคมี 100% อันนี้แม่ให้คะแนนเต็ม 10 เพราะแม่กลัวมากเรื่องการใช้สำลีกับผิวลูก เพราะเคยได้ยินมาว่าสำลีแผ่นมักมีการใช้สารเคมีในการฟอกขาว หรือที่เรียกว่าสารเรืองแสง เพื่อทำให้สำลีขาวขึ้น แต่สำหรับสำลีแผ่นของดีนี่ มั่นใจมากค่ะ เพราะปราศจากสารเคมีต่างๆ ใช้เช็ดผิวลูก นี่ไม่แพ้ ไม่ระคายเคืองเลยค่ะ

5. เป็นสำลี Cotton 100% นุ่ม ไม่ระคายเคื่องผิวลูก ดี๊ดี แม่ชอบ ลูกก็แฮปปี้

6. สำลีผ่านการฆ่าเชื้อด้วยระบบความร้อน

สำลีคุณสมบัติดีแบบไม่มีอะไรกั้นแบบนี้ แล้วจะไม่ให้แม่ใช้ แล้วมารีวิวได้ไง ของดีก็ต้องบอกต่อ ผิวลูกเล็กๆ ต้องการการทะนุถนอมอย่างมาก อุปกรณ์ของใช้ลูก แม่ต้องเลือกที่ดีมีคุณภาพ และปลอดภัยกับผิวลูกมาเป็นอันดับหนึ่งนะคะ

ทีนี้มาดูว่าแม่ใช้สำลีเช็ดผิวส่วนไหนของลูกกันบ้าง เริ่มกันที่

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

  • ผิวรอบดวงตา

เป็นบริเวณผิวที่บอบบาง อ่อนโยนมาก แม่มือใหม่ต้องให้ความระมัดระวังในการดูแลผิวส่วนนี้กันนะคะ สำหรับการเช็ดผิว รอบดวงตา ง่ายๆ ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยากค่ะ

– ใช้สำลีแผ่น ชุบน้ำต้มสุก (พักน้ำให้เย็นในภาชนะที่สะอาด)

– เริ่มเช็ดจากหัวตา ไปหางตา (เช็ดทีเดียว ไม่เช็ดย้อนกลับไป-มา)

–  สำลี 1 แผ่นต่อการเช็ดผิวดวงตา 1 ข้าง

การใช้สำลีแผ่นเช็ดผิวบริเวณรอบดวงตา ยังเป็นการนวดหัวตาเบาๆ กระตุ้นให้ท่อน้ำตาไม่ตีบตันด้วยค่ะ

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่พิเศษ

  • ผิวก้น

ถ้าลูก 1-3 เดือน แม่ส่วนใหญ่ยังไม่พาออกนอกบ้านกันมากนัก ทีนี้เวลาลูกอึ ก็ง่ายในการดูแลทำความสะอาดผิวก้นค่ะ

– ล้างผิวก้นลูกจากคราบอุจจาระ ปัสสาวะ แม่บ้านนี้จะเช็ดก้นลูก และบริเวณจุดซ่อนเร้นด้วยสำลีแผ่น (ให้นำสำลีแผ่นแช่น้ำต้มสุกเล็กน้อย) เพื่อทำให้สำลีเปียก จะช่วยให้คราบอุจจาระ ปัสสาวะเช็ดออกได้สะอาดง่ายขึ้นค่ะ

ข้อควรระวังคือ ไม่เช็ดผิวก้นลูก ในลักษณะเช็ดย้อนขึ้นไปที่จุดซ่อนเร้นนะคะ  เช็ดแบบนี้อาจทำให้เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในคราบสกปรกที่มากับอุจจาระ ปัสสาวะได้ค่ะ  สำหรับผิวบริเวณจุดซ่อนเร้น ให้เช็ดลง ไม่เช็ดย้อนขึ้นไปมานะคะ

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

เอาเป็นว่าถ้าจะใช้สำลีสำหรับผิวทารก ลูกเล็กๆ แม่บ้านนี้ขอแนะนำ ให้ได้ลองไปใช้กัน รับรองแม่ๆ จะต้องชอบ นี่อย่าว่าแต่เอามาเช็ดผิวลูก แม่ก็ใช้สำลีแผ่นของดีนี่ เช็ดผิว เช็ดเครื่องสำอาง ด้วยนะจ๊ะ นี่หน้าใสกิ๊ก ไม่แพ้ผิวลูกเลยค่ะ

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

ไปจ้ะ ไปซื้อกัน ดีนี่ สำลีแผ่น สำลีที่ออกแบบมาเพื่อผิวเด็กโดยเฉพาะ หาซื้อได้ที่นี่ Robinson, Lazada, Shopee, JD Central , The Mall , Konvy  และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ 

#ดีนี่พิสูจน์แล้วว่าดี

                                ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่ ไม่เป็นขุยปราศจากกาวและสารเคมี100%

ดีนี่ สำลีแผ่นใหญ่

 

แสดงแบบ: แม่พิมพลอย วงศ์ใหญ่  , ด.ญ.พิชามญชุ์ วงศ์ใหญ่ น้องอั่งเปา

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส

รู้หรือไม่ “ดวงตา” และ “สมอง” มีความสำคัญมากต่อพัฒนาการของเจ้าตัว

ครั้งแรกที่ลูกลืมตา และจดจำใบหน้าของแม่

ครั้งแรกที่ลูกเห็น แล้วชี้นิ้วถาม “มาม๊าว่านั้นคือตัวอะไร?”

ครั้งแรกที่ลูกอ่านตัวอักษรต่างๆ และกลายมาเป็น จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในช่วงวัยต่างๆ

คุณแม่สังเกตไหมคะว่าครั้งแรกของเด็กๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือ “สายตา และการมองเห็น” ไงล่ะคะ

เมื่อลูกได้เห็นก็นำมาสู่การคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม จดจำสิ่งต่างๆ
และการมองเห็นนี่เองส่งผลต่อการเรียนรู้มากถึง 80%

สงสัยใช่ไหมล่ะคะว่า ดวงตา (Eye) หรือการมองเห็นถึงส่งผลต่อการเรียนรู้ และสมอง (Brain) ได้มากขนาดนี้ มาดูความมหัศจรรย์ของอวัยวะทั้งสอง ที่มีผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ กันค่ะ

ดวงตามีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกโดยตรง  “ดวงตา” กับ “สมอง” เป็นอวัยวะที่มีส่วนเชื่อมต่อกันนั่นเอง   ค่ะ 1 ใน 3 ของเซลล์ประสาทบนสมองส่วนคอร์เท็กซ์ (Cortex brain) ถูกเชื่อมโยงด้วยเส้นประสาทที่มาจากดวงตา ซึ่ง  สมองส่วนคอร์เท็กซ์จะทำหน้าที่ในการคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ คำนวณ อ่านเขียน ตัดสินใจ ความมีเหตุและผล เป็นต้น

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส

การมองเห็น เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ?  

กว่า 1 ใน 3 ของเซลล์สมองถูกเชื่อมโยงเข้ากับดวงตา มีงานวิจัยพบว่าการเรียนรู้ของเด็กกว่า 80% เกิดขึ้นจากการ  มองเห็น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เรียกว่า Eye-Brain Sync (อาย-เบรน-ซิงค์ เชื่อมโยงสายตาสู่สมอง) ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็เช่น  การเรียนรู้เรื่องสีตามธรรมชาติ เด็กมองเห็น ดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้ สิ่งที่มองเห็นตรงหน้า ข้อมูลถูกส่งไปที่ สมอง สมองจะทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ ประมวนผลในสิ่งที่ได้รับ แยกเป็นสีต่างๆ ออกมา ชนิดของดอกไม้ ต้นไม้ เด็กๆ เกิดการเรียนรู้ จดจำได้แม่นยำจากสิ่งที่เห็น สีอะไร ดอกไม้อะไร เป็นต้น

ซึ่งนอกจากการดูแล “ตา” ให้มีสุขภาพดีแล้ว ก็ต้องบำรุง “สมอง” ไปพร้อมด้วยกันค่ะ สำหรับสารอาหารที่มีประโยชน์ และดีต่อ ดวงตา , สมอง ก็คือสารอาหารในกลุ่มของ “Omega 3,6,9” ที่เป็นกรดไขมันดี จำเป็นต่อร่างกายมากๆ ค่ะ

โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร Omega 3 มีอยู่ในอาหารทะเลและปลา ถั่วเหลือง วอลนัท เป็นต้น

โอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ จำเป็นต้องต้องได้รับจากการอาหาร Omega 6 มีอยู่ในน้ำมันจากถั่วชนิดต่างๆ ที่นำมาปรุงอาหารนั่นเองค่ะ

โอเมก้า 9 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้ แต่ก็ต้องได้รับจากอาหารด้วยเช่นกัน Omega 9 มีอยู่ในน้ำมันมะกอก งา อะโวคาโด อัลมอล์ด น้ำมันเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น 

เด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยกำลังเรียนรู้ นอกจากอาหารที่มีประโยชน์แล้ว คุณแม่ยังจะส่งเสริมให้ลูกได้ดื่มเป็น นมเสริมพัฒนาการ ที่ช่วยให้ทั้ง ตา และ สมอง ทำงานได้ดีมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วิคิวพลัส นมดีขวัญใจคุณแม่

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส นมดีขวัญใจคุณแม่!!

พร้อมโปรแกรมสมาชิกสะสมแต้มผ่าน Line แลกของรางวัลมากมาย

คุณแม่อยากให้ลูกน้อยมีพัฒนาการการเติบโตที่ดี  สิ่งสำคัญ คือ ต้องส่งเสริมให้ลูกๆ ได้รับประทานอาหารบำรุงสายตาและพัฒนาการทางสมองกันค่ะ โดยเฉพาะเด็กๆ  ที่กำลังอยู่ในวัยเรียน จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มาบำรุงอย่างหลากหลายครบถ้วน และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ มีการเรียนรู้แบบ Eye-Brain Sync ได้ทั้งพัฒนาสายตาและสมอง ต้องเสริมด้วยนมดีขวัญใจคุณแม่ นั่นคือ ดัช มิลล์ เจ็นไอ ที่มี 5 สารอาหารสำคัญช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมโยงสายตาสู่สมอง

  1. ลูทีนธรรมชาติ จากผงกีวี่สกัด มีส่วนช่วยปกป้องจอประสาทตาจากรังสียูวี แสงแดด และแสงสีฟ้าจากจอภาพ
  2. วิตามินเอสูง มีส่วนช่วยให้การบำรุงจอประสาทตา และการรับรู้สี
  3. โอเมก้า 3-6-9 กรดไขมันดี 3 ชนิด มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โอเมก้า เป็นกรดไขมันดีที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทตา และสมองโดยตรง
  4. วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการสร้างสื่อประสาทในสมอง และความจำ
  5. ไอโอดีนสูง มีส่วนในการสร้างฮฮร์โมนไทรอยด์ สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง

การมองเห็น ที่มีประสิทธิภาพ จะส่งต่อให้สมองเกิดการเรียนรู้ที่มีศักยภาพ คุณแม่อย่ารอช้าที่จะส่งเสริมให้ลูกๆ มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีกันนะคะ ลูกๆ วัยกำลังเรียนรู้แบบนี้ ขอส่งต่อด้วย ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส นมเสริมสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ และพัฒนาการด้านอื่นๆ คุณภาพเต็มๆ กับราคาที่คุ้มค่า ให้ประโยชน์ที่ครบถ้วน

คุ้มประโยชน์ครบคูณ 2 แจกของรางวัลสุดปังอีกเพียบ แค่สมัครสมาชิกสะสมแต้ม เริ่มแล้ววันนี้

แลกรับของรางวัลสุดพิเศษจาก ดัชมิลล์ เจ็นไอ อาทิ ตุ๊กตาพี่อีเกิ้ลสุดฮอต ชุดจานชามสำหรับคุณหนู บัตรเงินสดเทสโก้โลตัส เพียงสะสมแต้มด้วยขั้นตอนง่ายๆ สแกนคิวอาร์จากแพ็คนม แล้วกรอกรหัสหลังสติกเกอร์บนแพ็ค ก็รับคะแนนง่ายๆ เลย มีขั้นตอนยังไงมาดูกัน

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส

 

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส นมดีขวัญใจคุณแม่

มาเลยค่ะ ไม่สมัครไม่ได้แล้ว~ คลิกลิงก์เพื่อแอดไลน์ https://lin.ee/w9MXZdc

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส นมดีขวัญใจคุณแม่