วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่

ท้องหรือไม่ท้อง วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่ ดูยังไง? พร้อมวิธีใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์

มีว่าที่คุณแม่จำนวนไม่น้อยที่อาจไม่รู้ตัวว่า “กำลังตั้งครรภ์” จนไม่ทันได้ดูแลใส่ใจตัวเองตั้งแต่เริ่มท้อง และอาจทำให้เกิดภาวะแท้งลูก เมื่อรู้สึกว่าร่างกายมีอาการแปลก ๆ หรือยังไม่แน่ใจว่าท้อง วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่ ลองดูจากวิธีเหล่านี้กันค่ะ

สัญญาณเตือนว่ากำลังตั้งท้อง

ท้องหรือไม่ท้อง วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่ ดูยังไง?

เมื่อภายในร่างกายมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ว่าที่คุณแม่อาจจะสังเกตอาการบางอย่างที่ร่างกายส่งสัญญาณออกมาตั้งแต่ภายในสัปดาห์แรกให้รู้ตัวได้ว่าอาจมีการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามร่างกายของผู้หญิงแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมีอาการคนท้องเกิดขึ้นแทบทุกอย่าง แต่บางคนอาจไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาเลย หรือมีบางอาการ ถ้าหากกำลังคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือไม่ ลองเช็กดูกันค่ะ

1.สังเกตดูจากประจำเดือน

ถ้าหากประจำเดือนที่เคยมาทุกรอบเดือนไม่มาตามปกติเกิน 1 สัปดาห์ หรือขาดหายไปนานเกินกว่า 10 วัน นั่นอาจเป็นสัญญาณได้ว่าท้องแล้วก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามประจำเดือนไม่มาก็อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นได้ เช่น ความเครียด การกินยาคุมชนิดที่มีโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว โรคบางอย่างที่มีผลต่อประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป เป็นต้น หรือบางคนอาจจะตั้งครรภ์จริงแต่มีเลือดออกมาเล็กน้อยในช่วงที่ประจำเดือนควรจะมา และเป็นตะคริวร่วม จึงอาจทำให้คิดว่าเป็นเลือดประจำเดือนปกติ และไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้เช่นกัน

2.สังเกตดูจากร่างกาย

ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงระยะแรกจะมีอาการผิดปกติบางอย่างที่แสดงออกมาจนรู้สึกได้ เช่น

  • รู้สึกไม่สบายหรือกำลังป่วย ในช่วงสัปดาห์แรกของการเริ่มตั้งครรภ์ คุณอาจจะรู้สึกร่างกาย เมื่อยล้า อ่อนเพลียง่าย มีแรงน้อยลง และเหนื่อยง่ายมากขึ้นกว่าปกติแม้ว่ากิจกรรมที่เคยทำเป็นปกติก่อนหน้าที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือตัวเองอ่อนแอง่ายแบบนี้มาก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากระดับโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น และร่างกายมีการสูบฉีดเลือดที่มากกว่าปกติเพื่อหล่อเลี้ยงสารอาหารไปยังทารกในครรภ์ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ และอาการนี้จะค่อย ๆ หายและรู้สึกดีขึ้นเป็นปกติเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง
  • หน้าอกขยายใหญ่ขึ้นหรือมีคัดเต้านม เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์แรก ๆ จะทำให้คุณสังเกตเห็นว่าหน้าอกตัวเองขยายใหญ่ขึ้น หนักขึ้นเล็กน้อย และรู้สึกเจ็บตึงบริเวณเต้านมและหัวนม รู้สึกเสียวได้ง่ายไวเมื่อสัมผัส รวมทั้งสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ปรากฏขึ้นบริเวณหัวนมและเต้านม หรือหัวนมจะมีสีคล้ำขึ้น
  • มีตกขาวมากกว่าปกติ ตกขาวที่ออกมามีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม ไม่มีอาการระคายเคืองหรืออาการรุนแรงใด ๆ ก็ถือว่าเป็นสภาวะปกติของคนกำลังตั้งครรภ์
  • มีอาการท้องผูก รู้สึกถ่ายยากไม่สบายท้องเหมือนเดิม
  • ฉี่บ่อยขึ้น คุณอาจจะสังเกตว่าตัวเองลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำปัสสาวะในตอนกลางคืนบ่อยขึ้น ซึ่งอาการนี้จะเกิดในช่วง ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ หรือในช่วง 3 เดือนแรก
  • วิงเวียนศีรษะ อีกหนึ่งสัญญาณที่สังเกตได้ว่ากำลังท้องอ่อน ๆ ในช่วงแรก ๆ ของการตั้งครรภ์ คืออาการปวดหัว วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนภายในร่างกายและการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกายขณะตั้งครรภ์นั่นเอง
  • มีรอยเลือดเป็นดวง ๆ ซึมออกที่บริเวณช่องคลอดนั่นอาจจะไม่ใช่เลือดประจำเดือน ที่มักจะเกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หรือ11-12 วันหลังการปฏิสนธิ เนื่องจากร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปฏิสนธิภายในมดลูก กระบวนการของไข่ที่เพิ่งได้รับการปฏิสนธิใหม่ ๆ จะฝังตัวเข้าไปในผนังมดลูก จึงส่งผลให้ร่างกายที่กำลังตั้งครรภ์มีเลือดสีแดงที่สีจางกว่าประจำเดือน ปริมาณไม่มากไหลออกมาจากช่องคลอดได้ และเลือดนี้จะหยุดไหลไปเองภายใน 1-2 วัน
  • อาการปวดเกร็งบริเวณหน้าท้อง ในช่วงตั้งครรภ์แรก ๆ คุณอาจจะรู้สึกปวดเกร็งท้องคล้ายกับเวลาที่มีประจำเดือน อย่างไรก็ตาม แม่ท้องควรสังเกตอาการ ถ้ารู้สึกปวดมากหรือสังเกตว่าปวดข้างใดข้างหนึ่งในร่างกายเป็นพิเศษ หรือมีเลือดไหลไม่หยุดและมีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะเลือดที่ไหลออกมานั้นจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ และเกิดการแท้งได้

3.สังเกตจากอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องมักจะเริ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์ โดยอาการหลักของการแพ้ท้องคือ รู้สึกคลื่นไส้อาเจียนออกมา ส่วนใหญ่จะเป็นตอนตื่นนอนตอนเช้าหรือเป็นหนักตอนที่ท้องว่าง โดยมักเกิดจาก

รู้ได้ไงว่าท้อง

  • เหม็นกลิ่นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ อาการที่จมูกไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษมักจะเกิดขึ้นได้กับคนท้อง ถ้าหากสังเกตว่าจู่ ๆ ตัวเองก็ไม่ชอบกลิ่นอะไรบางอย่างขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน เช่น กลิ่นน้ำหอมที่ใช้เป็นประจำอาหาร กลิ่นตัวสามี เป็นต้น แล้วชวนทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้
  • รู้สึกอยากอาหารเป็นพิเศษ มีความต้องการอาหารบางอย่างโดยไม่มีสาเหตุ ของที่ไม่เคยชอบกินก็อยากกิน หรืออยากกินอาหารแปลก ๆ โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงอยากกิน เช่นเดียวกับแม่ท้องบางคนที่รู้สึกเบื่ออาหาร ไม่อยากกินอะไรเลยก็มี ซึ่งความรู้สึกอยากอาหารที่เกิดจากการตั้งครรภ์นั้นมักจะรุนแรงกว่าความกินในช่วงปกติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น

4.สังเกตอารมณ์

ฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์นั้นส่งผลกระทบต่ออารมณ์คนท้องได้มากมายเช่นเดียวกับอารมณ์ที่คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิด อ่อนไหวง่ายมากเป็นพิเศษในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์ และอารมณ์จะกลับเข้าสู้ภาวะปกติเมื่อผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว

5.สังเกตว่าหิวเก่งขึ้น

ความรู้สึกนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อคุณกำลังตั้งครรภ์ที่จะสังเกตได้ว่าตัวเองรู้สึกหิวอีกทั้ง ๆ ที่รับประทานอาหารผ่านไปแล้ว แต่ถ้าหากตามใจปากมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นและสุขภาพในขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นในช่วงตั้งครรภ์ที่รู้สึกว่าตัวเองหิวเก่ง คุณแม่ท้องอาจจะแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อ ทั้งมื้อหลักที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลตหรือกรดโฟลิก เช่น ผักใบเขียวต่าง ๆ โปรตีน ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เป็นต้น และมื้อว่างที่อาจจะเป็นผลไม้ โยเกิร์ต ธัญพืชอบแห้ง ฯลฯ ในปริมาณที่พอดี และดื่มน้ำเพื่อช่วยให้คลายหิวได้โดยเฉพาะในช่วงดึก

ท้องหรือไม่ท้องลองตรวจด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์

หากสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ ทั้งนี้อาการที่เกิดขึ้นกับแม่ท้องแต่ละคนจะแตกต่างกันไปด้วย ว่าที่คุณแม่อาจจะเช็กเพื่อความชัวร์ได้ด้วยตนเองจาก ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่จำหน่ายอยู่ในร้านขายยาหรือร้านค้าทั่วไป วิธีนี้จะเป็นการตรวจหาฮอร์โมน Human chorionic gonadotropin หรือ HCG ในปัสสาวะ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดขึ้นมาเฉพาะในผู้หญิงตั้งครรภ์ ที่หลั่งออกมาจากรกหลังจากปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน และจะขึ้นสูงสุดในช่วง 8-12 สัปดาห์หลังการมีเพศสัมพันธ์ วิธีนี้จะมีความแม่นยำมากถึง 90% ที่จะรู้ได้แน่ชัดขึ้นกว่าเดิมว่าท้องหรือไม่ท้อง โดยอุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์นี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1.แบบแถบจุ่ม ชุดอุปกรณ์จะประกอบไปด้วยแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์และถ้วยตวง วิธีตรวจคือเก็บปัสสาวะลงในถ้วยตวง จากนั้นนำแผ่นทดสอบจุ่มลงในถ้วยตวงประมาณ 3 วินาที แล้วนำออกมาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีเพื่อรออ่านผลตรวจครรภ์

2.แบบปัสสาวะผ่าน วิธีนี้ใช้เพียงแท่งตรวจครรภ์ที่ใช้ในการทดสอบเท่านั้น ตรวจโดยถอดฝาครอบออกแล้วถือแท่งให้หัวลูกศรชี้ลงพื้น แล้วปัสสาวะผ่านบริเวณที่ต่ำกว่าลูกศรให้ชุ่มประมาณ 30 วินาที จากนั้นรออ่านผลประมาณ 3-5 นาที

3.แบบหยดหรือแบบตลับ ชุดอุปกรณ์จะประกอบไปด้วยหลอดหยด ตลับตรวจครรภ์ และถ้วยตวงปัสสาวะ ขั้นตอนการตรวจ คือ เก็บปัสสาวะลงในถ้วยตวง จากนั้นนำหลอดหยดดูดน้ำปัสสาวะแล้วหยดลงในตลับตรวจครรภ์ประมาณ 3-4 หยด วางทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วอ่านผลการตรวจ

คำแนะนำในการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง

  • การใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ควรรออย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์นับจากมีเพศสัมพันธ์หรือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7 วัน
  • ก่อนใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ควรอ่านขั้นตอนการใช้อย่างละเอียดข้างกล่องและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อผลทดสอบที่ถูกต้องแม่นยำ และเมื่อเปิดใช้ชุดอุปกรณ์แล้วควรรีบตรวจภายใน 1 ชั่วโมงทันที เพราะหากทิ้งไว้นานจะทำให้ประสิทธิภาพในการตรวจลดลง
  • ควรเก็บปัสสาวะในช่วงเช้าเพื่อใช้กับชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์แม่นยำกว่า เนื่องจากระดับฮอร์โมน HCG จะสูงในช่วงเวลานี้ หรือก่อนรับประทานอาหารเพราะจะไม่มีสารเจือปนในปัสสาวะที่อาจจะส่งผลให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนทำการตรวจครรภ์ เนื่องจากะทำให้ระดับฮอร์โทน HCGในปัสสาวะลดลง หลังจุ่มแท่งทดสอบลงไปในปัสสาวะ
  • เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า ควรทำการตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยเว้นระยะทดสอบประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากปริมาณฮอร์โมน HCG จะมีระดับที่แตกต่างกัน

วิธีใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์

การอ่านค่าผลตรวจ

โดยปกติแล้วค่าผลการตรวจครรภ์ด้วยตัวเองจะขึ้นมาภายใน 5 นาที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกินไปเพราะอาจจะไม่มีขีดใดขึ้นมาเลย ซึ่งบนหน้าแสดงผลการตรวจจะมีตัวอักษร 2 ตัวคือ C (Control Line) และ T (Test Line) สามารถอ่านค่าได้ ดังนี้

  • ถ้าขึ้น 1 ขีดที่ขีด C เพียงอย่างเดียวแสดงว่าได้ผลลบ คือ ไม่มีการตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์แล้วแต่ยังตรวจไม่พบ หรือทำทดสอบที่เร็วเกินไป
  • ถ้าขึ้น 2 ขีดขีด C และ T แสดงว่าได้ผลบวก คือ มีการตั้งครรภ์ ในกรณีขึ้นที่ขีด T จาง ๆ ควรรออีก 2-3 วันเพื่อตรวจใหม่อีกครั้ง
  • ถ้าไม่มีขีดใดขึ้นเลยแสดงว่าที่ตรวจครรภ์เสีย หมดอายุ หรือเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการเก็บปัสสาวะ ควรตรวจใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามแม้วิธีการตรวจครรภ์นี้จะเป็นที่นิยมใช้ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่สามารถให้ผลได้ 100 % การกินยาบางชนิดก็อาจจะแสดงผลบวกได้แม้ว่าไม่มีการตั้งครรภ์ ดังนั้นนอกจากสังเกตอาการที่เริ่มตั้งครรภ์และตรวจครรภ์ด้วยวิธีดังกล่าวแล้ว หากผลปรากฏมาว่าตั้งท้องหรือยังไม่แน่ใจในอาการ คุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อสามารถเช็กการตั้งครรภ์ที่แม่นยำมากขึ้นและฝากครรภ์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองในช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างถูกต้องนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.th.wikihow.comwww.bestreview.asiawww.petcharavejhospital.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัคซีนสำหรับคนท้อง จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ?

อาการคนท้อง เริ่มเมื่อไหร่? อาการไหนแปลว่า ท้องชัวร์!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประจำเดือนไม่มา กินยาอะไรดี

ประจำเดือนไม่มา กินยาอะไรดี ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

“ประจำเดือน” เป็นเรื่องของผู้หญิงล้วน ๆ ที่ละเลยไม่ได้ ปัญหาประจำเดือนไม่มาตามปกติหรือภาวะประจำเดือนขาด มาไม่สม่ำเสมอ หรือมาช้า ที่อาจไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์เสมอไป ประจำเดือนไม่มา กินยาอะไรดี และควรดูแลตัวเองอย่างไร มาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันค่ะ

ประจำเดือนไม่มา ปัญหาของสตรีที่ควรรู้!

การมีประจำเดือน ถือเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงที่เกิดเป็นรอบประจำเดือนตามปกติ ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีประจำเดือนมาประมาณ 11-13 ครั้งต่อปี โดยรอบเดือนปกติจะประมาณ 28 วัน (อยู่ในช่วง 21- 35วัน) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ระยะห่างรอบเดือนมาไม่ปกติ มีประจำเดือนขาดหายไปนาน 3 เดือนถึงมาครั้ง เรียกได้ว่า “ภาวะประจำเดือนขาด” ซึ่งลักษณะของอาการประจำเดือนไม่มาเกิดขึ้นได้ 2 กรณี ได้แก่

1.ภาวะขาดประจำเดือนปฐมภูมิ คือ กรณีนี้เกิดขึ้นได้กับคนที่อายุถึงเกณฑ์ แต่รอบเดือนครั้งแรกยังไม่มา ซึ่งโดยปกติวัยที่เริ่มมีรอบเดือนคือในช่วงอายุระหว่าง 9-18 ปี

2.ภาวะขาดประจำเดือนทุติยภูมิ คือ ภาวะที่ประจำเดือนขาดไปอย่างน้อย 3 เดือน กรณีเกิดขึ้นกับคนที่เคยมีประจำเดือน แต่รอบเดือนขาดหรือไม่มาตามปกติ และเป็นภาวะที่พบได้บ่อย

คลิปวิดีโอ “รู้จริง..เรื่องประจำเดือน” จาก ผศ.พญ.ชลธิชา สถิระพจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล

 

สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มาปกติ

อาการประจำเดือนไม่มาหรือภาวะขาดประจำเดือนอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายอย่าง โดยแบ่งสาเหตุได้จาก ความเปลี่ยนแปลงจากฮอร์โมนผิดปกติหรือความผิดปกติจากสุขภาพ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุที่พบได้ทั่วไป อาทิเช่น

สาเหตุประจําเดือนไม่มา
สาเหตุประจําเดือนไม่มา
  • ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล รังไข่ที่สร้างฮอร์โมนไม่ว่าจะผลิตฮอร์โมนมากหรือน้อย เช่น ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ หรือระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูง ก็เป็นสาเหตุให้ประจำเดือนไม่มาได้
  • ความเครียด เป็นปัญหาที่ส่งผลให้ประจำเดือนมาผิดปกติ ทั้งประจำเดือนมามาก มาน้อย หรือประจำเดือนไม่มา หรือขาดหายไปคราวละหลาย ๆ เดือนได้ เนื่องจากความเครียดมีผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์และการมีประจำเดือน รวมถึงโรควิตกกังวลและอารมณ์ที่แปรปรวนก็ส่งให้ผลประจำเดือนขาดได้
  • น้ำหนักตัวน้อยเกินไปหรือมากเกินไป ผู้ที่น้ำหนักตัวลดลงมากอย่างรวดเร็ว รับประทานอาหารน้อย ทำให้ไม่มีสารอาหารไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนที่มีความจำเป็นในกระบวนการตกไข่ ส่วนคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรืออ้วนมากก็จะทำให้ร่างกายผลิตเอสโตรเจนมากเกินไป ส่งผลต่อรอบเดือน ทำให้เกิดอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอได้
  • การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากเกินไป จะส่งผลต่อระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับรอบเดือน เนื่องจากร่างกายสูญเสียไขมันมากเกินไปจากการออกแรงหักโหม
  • มีภาวะถุงน้ำรังไข่เป็นจำนวนมาก เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่มักพบได้ในผู้หญิงช่วงอายุ 18-45 ปี โดยถุงน้ำเหล่านี้จะไม่ปล่อยไข่ให้ตกออกมา
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น การกินยาคุมกำเนิด การคุมกำเนิดโดยกินยาคุมกำเนิดชนิดที่มีโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว ยาคุมแบบฉีด หรือห่วงอนามัยชนิดที่มีฮอร์โมนอาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาได้ ยารักษาความดันโลหิตสูง หรือยาเสพติดอื่น ๆ เป็นต้น
  • มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ เนื้องอกต่อมใต้สมอง โรคเกี่ยวกับมดลูก โรคของตับอ่อน หรือโรคของต่อมหมวกไต เป็นต้น ที่อาจทำให้ประจำเดือนขาดหายไปชั่วคราวได้
  • เข้าสู่วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยประจำเดือนจะเริ่มขาดเมื่อเข้าสู่อายุระหว่าง 45-55 ปี หรือวัยทอง เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนเริ่มลดลง ทำให้ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ และเมื่อเลยวัยทองแล้วรอบเดือนจะหยุดมา
  • การตั้งครรภ์ ประจำเดือนไม่มาอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะตั้งครรภ์ที่เป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด ซึ่งหากไม่แน่ใจว่าที่ประจำเดือนไม่มาจะเป็นเพราะตั้งครรภ์หรือไม่ ก็สามารถทดสอบได้ด้วยตัวเองโดยใช้ชุดตรวจครรภ์เช็กหรือพบคุณหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจ

ถ้าสังเกตเห็นว่ามีประจำเดือนขาดหาย มีสัญญานเตือนของอาการที่เป็นไปได้จากสาเหตุเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับตรวจวินิจฉัย เพราะหากตรวจพบว่าเป็นอาการของโรคจะได้รักษาอาการได้ทันก่อนลุกลาม หรือพบว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลก็จะได้รับการรักษาให้หายและกลับมามีประจำเดือนตามปกติได้

ประจําเดือนไม่มา แต่ไม่ท้อง กินยาอะไรดี

ประจำเดือนไม่มา กินยาอะไรดี ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

การรักษาอาการประจำเดือนไม่มาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิดภาวะประจำเดือนขาด ซึ่งจะได้รับการรักษาที่แตกต่างกัน และการปรับพฤติกรรมก็มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาประจำเดือนที่มาไม่ปกติได้ เช่น

  • กินยาฮอร์โมนเสริม สำหรับคนที่มีอาการประจำเดือนขาดสาเหตุจากระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุล ผอมเกินไป อ้วนเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไม่ใช่ความผิดปกติที่เกี่ยวกับโรคอื่น ๆ เมื่อไปตรวจอาการแล้วในเบื้องต้นเพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ คุณหมออาจจ่ายยาฮอร์โมนเสริมหรือฮอร์โมนสังเคราะห์ เพื่อปรับระดับฮอร์โมนให้เป็นปกติ โดยอาจให้กินยาเป็นประจำในช่วงเดียวกันของทุก ๆ เดือน ประมาณ 6 เดือน และหลังจากนั้นให้ดูว่าประจำเดือนมาได้ปกติโดยไม่จำเป็นต้องกินยาหรือไม่
  • กินยาคุมกำเนิด หากมีความผิดปกติ เช่น กรณีเกิดภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ แพทย์อาจจ่ายยาคุมกำเนิดแบบเม็ด หรือยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยรักษาอาการ หรือภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดผู้ที่ประจำเดือนไม่มาจากสาเหตุนี้ อาจได้รับการรักษาด้วยยาคุมกำเนิดแบบเม็ดหรือกลุ่มยาฮอร์โมนทดแทน ทั้งนี้การวิธีนี้ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์และทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากในบางรายอาจมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงจากยาคุมกำเนิดได้
  • กินอาหารให้ครบถ้วนและสมดุล สำหรับผู้ที่มีภาวะประจำเดือนขาด ควรเน้นอาหารที่มีธาตเหล็กและแคลเซียม ไขมันประเภทไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน ทูน่า อาหารเสริมที่มีกรดโฟลิก และโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดมัน ควบคู่กับการกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ผลไม้ที่มีวิตามิน c และมีแคโรทีน เช่น มะละกอ แครอท สับปะรด มะม่วง ที่มีปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนมาก น้ำขิง เป็นต้น หากรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ก็จะได้รับสารอาหารครบถ้วน เพราะการขาดสารอาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้
  • ออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป จะทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายปกติขึ้น และจะทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ เนื่องจากการออกกำลังกายที่หักโหมหรือใช้แรงหนักมากเกินไปจะทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง จนเป็นสาเหตุของการมีประจำเดือนที่มักมาไม่ปกติ ไม่สม่ำเสมอหรือขาดประจำเดือน
  • ดูแลน้ำหนักให้ในอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลกระทบต่อการมีประจำเดือนได้ การควบคุมน้ำหนักในอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี และ ไม่อดอาหารเพื่อให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยแก้ปัญหาเพื่อให้ประจำเดือนมาเป็นปกติได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อช่วยแนะนำหลักการกินที่ถูกต้อง เพื่อที่จะดูแลตัวเองให้มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • หากิจกรรมทำเพื่อช่วยลดภาวะเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะประจำเดือนขาด ทุกครั้งที่เกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนบางชนิด เช่น อะดรีนาลีน ออกมามาก ซึ่งส่งผลทำให้ประจำเดือนแปรปรวน ฉะนั้นควรหาเวลาเพื่อผ่อนคลายและไม่ทำให้ตัวเองเครียดมาก เช่น ท่องเที่ยว อ่านหนังสือ ดูหนัง แช่น้ำอุ่น ทำงานอดิเรก นั่งสมาธิ ใช้เวลากับเพื่อนหรือครอบครัว หรือทำกิจกรรมตามที่ชื่นชอบ แต่ถ้าหากมีความเครียดมากจนไม่รู้สึกดีขึ้น อาจจำเป็นต้องปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยแก้ปัญหาอาการเครียด
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนดึกหรือมีชั่วโมงการนอนที่น้อยเกินไปต่อวันจะส่งผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้ เพราะฉะนั้นควรให้ความสำคัญกับการนอนเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกาย
  • สังเกตความผิดปกติร่างกาย เมื่อพบว่าเดือนนั้นประจำเดือนไม่มา ควรเริ่มจดบันทึกเพื่อดูว่าประจำเดือนเริ่มขาดหายไปหรือมาช้ากว่าวันที่เคยมา และคอยสังเกตความผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีอาการปวดท้องผิดปกติ มีน้ำนมไหลออกมาทั้งที่ไม่ตั้งครรภ์ มีขน มีหนวดขึ้นผิดปกติหรือไม่ เป็นต้น

การมีประจำเดือนนั้นเป็นส่วนหนึ่งตามธรรมชาติของร่างกายเพศหญิง ผู้หญิงที่ถึงวัยมีประจำเดือนจึงควรสังเกตในทุกรอบเดือน ทั้งระยะห่างในแต่ละรอบ จำนวนวัน สีของประจำเดือน ปริมาณ และอาการอื่น ๆ ซึ่งภาวะประจำเดือนไม่มาอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุที่ไม่รุนแรงไปจนถึงร้ายแรงมากได้ เมื่อรู้สึกว่าประจำเดือนไม่มาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อย่านิ่งนอนใจ ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจภายในและหาสาเหตุแก้ไขและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.gedgoodlife.comwww.paolohospital.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ คลิก :

ประจำเดือนผิดปกติ แบบไหนเสี่ยงเป็น “เนื้องอกมดลูก”

5 ขั้นตอน นวดมดลูก ด้วยตัวเอง ลดปวดประจำเดือน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีเลิกผ้าอ้อม

วิธีเลิกผ้าอ้อม ฝึกลูกใน 5 ขั้นตอน ได้ผลจริง! โดย พ่อเอก

ประโยคธรรมดาๆ ประโยคนึง ที่เป็นหลักไมล์สำหรับการเลิกผ้าอ้อม หรือเลิกแพมเพิร์ส ก็คือ  “ปะป๊า ฉี่ ฉี่”  (สามารถเปลี่ยนประธาน/กริยาได้ เป็น หม่ามี๊/พ่อ/แม่/อึ๊ อึ๊) เพราะนั่นคือ สัญญาณว่าเจ้าตัวเล็กพร้อมที่จะเริ่มลดการใช้ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้แล้ว เพราะเขาบอกเราได้แล้วว่า ปวดฉี่ ปวดอึ ถึงเวลาเลิกผ้าอ้อมแบบนี้ ตามมาดู วิธีเลิกผ้าอ้อม ที่บ้านเราใช้แล้วได้ผลกัน

แชร์ วิธีเลิกผ้าอ้อม ฝึกลูกง่ายๆ ใน 5 ขั้นตอน

ประสบการณ์ครั้งแรกตอนที่ลูกเดินมาบอกว่า “อึ๊ อึ๊ เหม็นๆ เปลี่ยนเพิร์ส” แล้วก็เดินไปหยิบผ้าอ้อมสำเร็จรูปและห่อทิชชู่เปียกมาให้เรา เสร็จแล้วก็จัดการล้มตัวลงนอนเสร็จสรรพ ตอนนั้นเราแอบอมยิ้มได้แล้วว่า เราไม่ต้องใช้จมูกเป็น sensor คอยจับกลิ่นแปลกปลอมกันเองแล้ว ซึ่งก็จะเป็นช่วงตั้งแต่เจ้าตัวเล็กเพิ่งจะขวบต้นๆ ไปถึงช่วงกำลังจะครบ 2 ขวบ แล้วเราก็ต้องขยับไปอีกขั้น โดยเริ่มจากการหัดไม่ให้ลูกใส่ผ้าอ้อมในตอนกลางวันที่อยู่บ้าน

วิธีเลิกผ้าอ้อม ขั้นตอนแรก

ในการจะเลิกผ้าอ้อม เราจะต้องกำหนดเวลาคร่าวๆ ที่จะคอยพาเขาไปทำกิจธุระ ซึ่งช่วงเริ่มต้น เราจะใช้ประมาณครึ่งชั่วโมง คือ ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงเราจะพาเจ้าตัวป่วนไปฉี่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ร้องขอ

ฝึกลูกเลิกผ้าอ้อม ขั้นที่ 2

ควรให้เขาฉี่ในที่ ที่ถูกต้อง นั่งกระโถน โถฉี่ ชักโครก ได้หมด ถ้ามีของเด็กก็ดี เขาจะได้เรียนรู้การใช้ของจริง

ฝึกลูกเลิกผ้าอ้อม ขั้นที่ 3

สุด classic คือ ขณะที่เจ้าตัวป่วนกำลังเบ่ง คุณพ่อคุณแม่ อย่าลุ้นเฉยๆ ให้ส่งเสียง ‘ฉี่……..’ ลากยาวสั้น ใส่จังหวะอย่างไร ต้องคอยสังเกตเอง ว่าลูกชอบแบบไหน แบบยอดนิยมคือ ลากเสียงยาวจนกว่าจะไหล

ฝึกลูกเลิกผ้าอ้อม ขั้นที่ 4

ผ่านไปสักพักถ้าเราเริ่มมั่นใจ เราอาจจะไม่ต้องพาไปบ่อยๆ ทุกครึ่งชั่วโมงแบบเดิม แต่เปลี่ยนมาสอนเขาว่า “ถ้าปวดฉี่ ปวดอึ ให้บอก หม่าม๊า ปะป๊า นะ” แล้วจะพาไปห้องน้ำ

ฝึกลูกเลิกผ้าอ้อม ขั้นที่ 5

ถ้าเขาลืม เขาพลาด ฉี่ราด เพราะอาจจะเล่นเพลิน อย่าไปดุ พูดดีๆ ถามดีๆ สอนดีๆ ว่า “หนูลืมหรอครับ ถ้าปวดอีก บอกปะป๊า หม่าม๊านะครับ” เพราะแม้ว่าลูกจะบอกได้แล้วเวลาจะฉี่ แต่เด็กก็คือเด็ก ก็มีเพลิน ฉี่ออกมาเลย เวลากำลังเล่นติดพัน ซึ่งเรารู้สึกได้ว่าเขาก็รู้สึกผิด ดังนั้น การดุไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแต่การพูดคุยกับเขาจะเป็นกำลังใจที่ดี

บางครั้งเจ้าตัวป่วน ก็แสบใช่ย่อย เพราะชอบกดชักโครกเล่น ชอบเวลาน้ำไหลเสียงดังๆ ดังนั้น บางทีแม้ไม่ได้ปวดจริงก็บอก ฉี่ฉี่ พอพาไปนั่ง ก็ไม่มีฉี่ เจ้าตัวแสบก็จะถามว่า “ฉี่มีมั้ยกั๊บ” หรือ “ฉี่ออกยังกั๊บ” พอตอบไปว่า ไม่มี เจ้าตัวป่วนก็ตอบ “ไม่มีแระ” เพื่อจะกดน้ำ แต่ก็เอาเถอะ ความสนุก ขำขำ เพราะการที่ทำให้เขาหัดเข้าห้องน้ำคนเดียวเป็น จะทำให้เราสบาย แล้วตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ให้ลูกช่วยงานบ้าน ฝึกทักษะ EF ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต โดยพ่อเอก

แชร์วิธีรับมือ ลูกกินยายาก โดย พ่อเอก

ลูกทำชามแตก แต่อย่าให้ลูกใจ “แหลก” ด้วยคำพูดพ่อแม่ โดย พ่อเอก

ปล่อยลูกเล่นอิสระ วิ่ง-ปีนป่าย ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ยิ่งฉลาด สมองดี

ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ –มัดเล็กของลูกน้อยเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่แพ้พัฒนาการด้านอื่น เพื่อไปสู่ทักษะด้านต่างๆในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การเขียนหนังสือ ขี่จักรยาน แพทย์ดังแนะ อยากให้ลูกมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก “แค่ปล่อยให้ลูกได้เล่นมากๆ” จริงหรือ มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

ปล่อยลูกเล่น ฝึกกลัามเนื้อมัดใหญ่ ยิ่งฉลาด สมองดี 

รู้กันดีว่า เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน จะเป็นเวลาไหน สถานที่ใด ลูกก็พร้อมเล่นสนุกได้ตลอดเวลา หลังลืมตาตื่นขึ้นมาลูกน้อยก็พร้อมเล่นในทันที และดูเหมือนการเล่นจะสำคัญกว่ากิจวัตรประจำวันอย่างกินข้าว อาบน้ำ ด้วยซ้ำไป หากมองผิวเผินการเล่นของเด็กๆดูเหมือนจะเป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสุข ความสนุก ซึ่งจับต้องไม่ได้ แตกต่างจากการสอนให้ลูกท่องก.ไก่-ฮ.นกฮูก หรือนับเลช 1 – 10 ได้ ความจริงแล้วมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่

เพราะ “เล่นเป็นงานของเด็กทุกคน” 

เด็กทุกคนเต็มใจจะทำงาน “เล่น” ของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่มีใคร “สอน” หรือ “บังคับใจ”  เพราะการเล่นเป็นหนึ่งในพัฒนการที่เด็กๆต้องเรียนรู้โดยในช่วงอายุ 2-3 ขวบ เป็นวัยพัฒนาตัวเอง  (Autonomy) ให้แข็งแรงขึ้นทีละน้อยโดยอัตโนมัติ  จากลูกแบเบาะที่นอนนิ่งๆ เริ่ม ยกแขนขา ชันคอ คว่ำ คลาน ยืน เดิน และวิ่ง พัฒนาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการ ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ให้แข็งแรง  ยิ่งคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกได้ลองลุกเดิน วิ่ง ปีนป่าย หรือกระโดดด้วยตัวเองมากเท่าไหร กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็จะแข็งแรงขึ้นเท่านั้น

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการเล่นของเด็กๆไว้ตอนหนึ่งในเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า “การวิ่งเล่นปีนป่ายเป็นการเล่นพื้นฐาน ที่เด็กวัยอนุบาลอยากทำและทำได้เอง ช่วยให้มีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำงานประสานกันของมือและสายตา (Hand-Eye Coordination) สายตาจับจ้องเป้าหมาย มือข้างออกไปให้ถูกเป้าแม่นยำ หากไม่ ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ให้ดี เด็กจะเล่นโยนรับลูกบอลไม่ได้ ปาเป้าไม่โดน เมื่อโตขึ้นเวลาขับรถก็จะเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน หรือเหยียบเบรกแรงเกินไปจนรถคว่ำ เหตุการณ์เหล่านี้สัมพันธ์กับการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งสิ้น”

ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่

เมื่อถึงวัย 4-5 ขวบจะสนใจการเล่นแบบใช้กำลังน้อยลง แล้วหันมาทำกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมากขึ้น  เพราะเป็นวัยริ่เริ่มสิ่งใหม่ (Initiation) จะพัฒนากล้ามเนื้อส่วนที่ไม่ใช่แกนกลางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อมือและนิ้วมือที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างละเอียด  หยิบจับของชิ้นเล็กๆ ร้อยลูกปัด ปะติด คีบตะเกียบได้

อวัยวะส่วนนี้มีกล้ามเนื้อมัดเล็กรวมกันมากถึง 100 มัด นอกจากนี้ปลายนิ้วทุกนิ้วยังเป็นศูนย์รวมของปลายประสาท ทุกครั้งที่ลูกได้ปั้นดินน้ำมัน เล่นทราย หรือขยำกระดาษ ทำให้สมองพัฒนาการมากขึ้น ความจำดี ฉลาดเฉียบคมไปพร้อมๆกับเติมต่อความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการไร้ข้อจำกัดในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างการเรียนรู้บนโต๊ะเรียนเพียงอย่างเดียว

 

ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่

สนามเด็กเล่น ช่วย ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แบบไม่ต้องสอน

การเล่นที่เด็กชื่นชอบและสามารถพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่พร้อมกันแบบง่ายๆโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องลงทุน คือการพาลูกไปสนามเด็กเล่น เป็นพื้นที่โล่ง ปลอดภัยจากรถยนต์ สิ่งกีดขวางๆต่าง  มีหญ้า มีทราย กับเครื่องเล่น ให้เด็กได้วิ่งเล่นกันอย่างอิสระ ปล่อยให้ลูกวิ่งล้มและเรียนรู้วิธีลุกขึ้นเอง คิดหาวิธีเล่นในแบบที่ชอบ และแบ่งปันกับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือเพื่อนต่างวัย  พวกเขาจะได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างเต็มที่ แถมยังได้ฝึกฝน สติปัญหา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รู้วิธีเข้าสังคมแบบเด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการมีน้ำใจ ให้อภัย การเคารพกฎกติกาของสังคม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพื้นฐานที่ดีเมื่อลูกถึงวัยเรียนและโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

เช็กเลย พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่แรกเกิด- 3 ขวบ

เช็กเลย พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กแรกเกิด- 3 ขวบ

 

ชวนลูก ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เล่นอะไรดี

ปกติเด็กๆควรมีเวลาได้วิ่งเล่น ออกกำลังกาย ปีนป่ายอย่างน้อย 60 นาทีทุกวันสำหรับการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งแขน ขา และแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ร่างกายเติบโตสมวัยทั้งน้ำหนักและส่วนสูง  แต่เด็กยุคใหม่เล่นนอกบ้านกันน้อยลง กลับไปนั่งจุ้มปุ๊กกับหน้าจอมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วง 4 – 9 ขวบถดถอย คุณพ่อคุณแม่จึงควรหาเวลาว่างชวนลูกห่างจอแล้วมาเล่นกลางแจ้งด้วย

เพราะกิจกรรมที่เหมาะกับการ ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มักเน้นการเพิ่มความแข็งแรงทนทานของร่างกาย ทักษะการทรงตัว ความยืดหยุ่น การคิดวางแผน แก้ปัญหาเฉพาะ และการทำงานร่วมกันของอวัยวะหลายส่วนทั้งมือเท้า แขนขา สายตา และการเคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากเด็กๆจะสนุกสนานขณะที่ได้กระโดดโลดเต้นแล้ว ร่างกายยังได้ประโยชน์อีกหลายด้านทั้งกระตุ้นสารสื่อประสาทในสมอง เพิ่มความแข็งแรงของสะพานเชื่อมระหว่างสมองซีกซ้าย-ขวา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดและหัวใจ ลดความตึงเครียดระหว่างวัน แถมยังช่วยปรับอุปนิสัยเด็กเฉื่อยช้าให้กระฉับกระเฉงมากขึ้น จริงๆ

 

ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่

สำหรับกิจกรรมเสริมพลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆได้แก่

  • กิจกรรมเล่นคนเดียวได้ ส่วนใหญ่มักเป็นกีฬาต่างๆ เช่น ปั่นจักรยาน ปีนเชือก เล่นสไลเดอร์ กระโดด เทปทรงตัว เต้นตามเพลง
  • กิจกรรมเล่นเป็นคู่ เช่น เล่นต่อสู้ ปาเป้า ขนน้ำลงถัง แบดมินตัน
  • กิจกรรมเล่นเป็นกลุ่ม เหมาะกับการเล่นกับเพื่อนบ้าน หรือคนในครอบครัว เช่น ตั้งเต หนีฉลาม กระโดดยาง ฟุตบอล ลิงชิงบอล ล้างรถ เดินตามรอยเท้า

 MUST READ :40 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่

 

ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบ “เล่น” เพราะการเล่นหรือของเล่นเปรียบเสมือนเพื่อนมหัศจรรย์ที่พาพวกเขาโบยบินไปสู่โลกอันเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ที่สำคัญการเล่นยังเป็นวิธีให้เด็กได้ระบายความรู้สึกคับข้องใจ หรือความรู้แย่ต่างๆออกมาในเชิงบวก แทนการใช้กำลัง หรือทะเลาะเบาะแว้ง ขณะเดียวกันทุกวินาทีของการเล่น ยังช่วยให้พวกเขาเอาชนะความกลัว เช่น กลัวความสูง กลัวคนแปลกหน้า กลัวเจ็บ เมื่อเด็กเล่นอะไรอย่างหนึ่งได้ เท่ากับเขาผ่านด่านไปทีละขั้น เสริมความมั่นใจให้ตัวเองได้มากขึ้นด้วย
การปล่อยให้ลูกได้วิ่งเล่น ปีนป่าย หรือกระโดดจากที่สูงสักหน่อย แม้อาจมีความเสี่ยงบ้างเล็กน้อย แต่นี่เป็นวิธีช่วยกระตุ้นพัฒนาการร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็กได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังเป็นการวางพื้นฐานทักษะกีฬา ซึ่งสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงและห่างไกลโรคไปตลอดชีวิต


แหล่งที่มาข้อมูล  เพจนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, http://www.csip.org/ www.youngciety.com

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ

เคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้เก่ง ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เริ่ม 1 – 7 ขวบ

 

ตาราง น้ำหนักส่วนสูงทารก ตามเกณฑ์ ตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี

 

5 ไอเดีย…กิจกรรมเล่นกับลูกที่บ้าน สนุก ไม่น่าเบื่อ

แม่ท้องไม่สบาย กินยาได้ไหม? หมอแนะ “ยาที่คนท้องกินได้” และ “ยาต้องห้าม”

คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง !? คนท้องกินยาอะไรไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ และถ้าคนท้องไม่สบายต้องทำอย่างไร ตามมาดูคำแนะนำจากคุณหมอนิวัฒน์กันค่ะ

คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง?

คนท้อง หรือหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อภาวะเจ็บไข้ ได้ป่วย มิหนำซ้ำถ้าเป็นโรคในกลุ่มของโรคติดเชื้อ อาการจะรุนแรงกว่าคนปกติที่ไม่ได้ตั้งครรภ์  เช่น การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นอาการปอดบวมได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของหญิงตั้งครรภ์มีแนวโน้มต่ำลงกว่าคนทั่วไป ดังนั้นเมื่อหญิงตั้งครรภ์ท่านใดพบว่าตัวเองไม่สบาย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้อง ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา

วันนี้หมอขอให้ความรู้เกี่ยวกับยาต่างๆ ที่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้ทราบว่า … คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง ยาตัวไหนห้ามใช้สำหรับคนท้อง ยาตัวไหนใช้ได้อย่างปลอดภัย และตัวไหนที่จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยทั่วไป ยาที่เราใช้กันในปัจจุบัน สามารถแบ่งแยกตามหลักวิชาการได้ 5 หมู่ คือ A, B, C, D และ X  ดังนี้ (แบ่งตาม Food and Drug Administration of America หรือ FDA)

คนท้องกินยาพาราได้ไหม

กลุ่ม การศึกษา ตัวอย่างยา
A มีการศึกษาแบบควบคุมในมนุษย์ ไม่พบความเสี่ยง วิตามิน บี 6

Folic acid

B ไม่มีการศึกษาแบบควบคุมในมนุษย์

แต่ไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง

Paracetamol

Azithromycin

Amoxicillin

Erythromycin

C ไม่มีการศึกษาแบบควบคุมใน มนุษย์ และสัตว์ทดลอง Ciprofloxacin

corticosteroids

D มีข้อมูลก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ Tetracycline

Doxycycline

X มีการศึกษาแบบควบคุมในมนุษย์และสัตว์ทดลอง

ทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์

Misoprostol

Methotrexate

 

จากคำถาม คนท้องกินยาพาราได้ไหม สรุปง่ายๆ ก็คือ ยาที่สามารถใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย คือ กลุ่ม A และ B ในกลุ่ม  C แพทย์จะเลือกใช้เมื่อมีความจำเป็นและเปรียบเทียบความเสี่ยงต่อยาและต่อโรคที่เป็นแล้ว เห็นว่าคุ้มค่าต่อการใช้ยา  ส่วนยา ในกลุ่ม D และ X เป็นกลุ่มที่ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

มาถึงคำถามที่ว่า ยาที่คนท้องห้ามกิน คำตอบก็คือ ยาที่อยู่ในกลุ่ม D และ X ซึ่งยาเหล่านี้ไม่สามารถหาซื้อได้เองตามท้องตลาดทั่วไป  มักจะเป็นยาที่แพทย์สั่งและใช้ในโรคเฉพาะ เช่น ยา Thalidomide  ซึ่งสมัยก่อนใช้ในการรักษาอาการแพ้ท้อง ต่อมาพบว่ายานี้ทำให้เด็กเกิดมาแขนขาพิการผิดรูปได้ ปัจจุบันยานี้จึงถูกยกเลิกการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ แต่ยากลุ่มนี้ที่ยังใช้อยู่ในในปัจจุบัน และใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในวัยรุ่น คือ  ยารักษาสิวที่ชื่อ Accutane หรือ Roaccutane หรือ  Isotretinoin  เป็นยาที่ทำให้เกิดความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า ใบหู และหัวใจทารกในครรภ์ ได้ถึงร้อยละ 50 ถ้าใช้ในช่วงไตรมาสแรก หรือ ช่วง 3 เดือนแรก (12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์) ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังสร้างอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่รักษาด้วยยาตัวนี้ หมอแนะนำให้คุมกำเนิดให้ดี ไม่ควรตั้งครรภ์ในช่วงที่ใช้ยานี้อย่างเด็ดขาด ส่วนยาในกลุ่ม D  เช่น ยาปฎิชีวนะ ชื่อ เตตระไซคลิน ( Tetracycline)  ทำให้เกิดฟันสีเหลืองในเด็กอย่างถาวร มักพบเมื่อมีการใช้ยาในอายุครรภ์ประมาณ 5-6  เดือนขี้นไป ซึ่งเป็นระยะการสร้างฟันของตัวอ่อน ปัจจุบัน แทบไม่มีใช้แล้ว

จะเห็นว่าในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์ไม่แนะนำให้กินนยาใดๆ เลย นอกจาก กรดโฟลิก เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเป็นช่วงสร้างอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ สารบางชนิดถ้าได้รับมากจนเกินไป อาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ เช่น ธาตุเหล็ก มักจะมีส่วนผสมของวิตามินอีกหลายๆ ชนิด

การได้วิตามินบางชนิดที่มากเกินไป โดยเฉพาะในส่วนวิตามินเอ (A) อาจส่งผลต่อการสร้างอวัยวะ และความพิการของทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่มีอาการพะอืดพะอม หรืออาการแพ้ท้อง การรับประทานธาตุเหล็ก หรือ แคลเซียมอาจทำให้อาการแพ้เป็นมากขึ้นก็ได้ จึงควรกินยาเหล่านี้หลังจากอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปจะเหมาะสมกว่า

ในช่วงของการตั้งครรภ์ ถ้ามีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆ น้อยๆ คนท้องกินยาพาราได้ไหม คำตอบก็คือสามารถหายากินเองได้ เพื่อบรรเทาอาการไปก่อน นอกจากถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์ อาการดังกล่าว  เช่น  ⇓

คนท้องกินยาพาราได้ไหม ถ้าคนท้องไม่สบายต้องทำอย่างไร?

อาการปวดศีรษะ ถ้าเป็นปวดศีรษะแบบธรรมดาที่เรียกว่า Tension headache  อาการปวดศีรษะจะปวดตึงๆเหมือนเข็มขัดรัดรอบศีรษะ ปวดบริเวณต้นคอหนังศีรษะ อาการปวดศีรษะจะมากเมื่อมีความเครียด เสียงดัง อดนอนสามารถหายากินนเองได้ สำหรับอาการนี้ คนท้องกินยาพาราได้ไหม ซึ่งยาที่หมอแนะนำคือ พาราเซตตามอล (Acetaminophen) เป็นยาในกลุ่ม B ที่สามารถกินได้ โดยมีชื่อการค้า เช่น ซีมอล (Cemol), พานาดอล (Panadol), พาราแคพ (Paracap), ซาร่า (Sara), เทมปร้า (Tempra), ไทลินอล (Tylenol) ยาชนิดนี้กินตามน้ำหนักตัว 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น หนัก 50 กิโลกรัม ก็กินเม็ด 500 มิลลิกรัม ถ้าน้ำหนักตัว 75 กิโลกรัม ก็ให้กินเม็ด 500 มิลลิกรัม  2 เม็ด (หรือจะหักกิน 1 เม็ดครึ่งก็ได้) กินได้ทุก 4-6 ชั่วโมง วันละไม่ควรเกิน 8 เม็ด (4,000 มิลลิกรัม) ระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับ

⇒ แต่ถ้าเป็นอาการปวดศีรษะไมเกรน คนท้องกินยาพาราได้ไหม ซึ่งจะปวดศีรษะแบบตุ้บๆ ตามชีพจร ส่วนมากจะเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว แต่ในบางรายก็พบว่าเกิดอาการปวดทั้ง 2 ข้างได้ บริเวณที่ปวดจะเป็นด้านหน้าและด้านข้างของศีรษะ ความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลางถึงมาก ยาที่ใช้ในการรักษาไมเกรนที่ได้ผลดี คือ คาเฟอร์กอท (Cafergot =  Ergotamine+Caffeine) เป็นยาในกลุ่ม X ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ การใช้ยาในขนาดสูงจะขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปสู่ทารก ทําให้เกิดความผิดปกติระบบลำไส้ สมอง และปราสาทไขสันหลังได้

ดังนั้นถ้าหญิงตั้งครรภ์เป็นไมเกรนแล้วกินยาแก้ปวดในกลุ่ม พาราเซตตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรมาปรึกษาแพทย์อายุรกรรมระบบประสาท (Neurology Medicine) เพื่อปรับยา  แต่ถ้ามีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ และวัดความดันพบว่าความดันโลหิตสูง (มากกว่า 149/90 มิลลิเมตรปรอท) แสดงถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งมักเกิดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ถ้ามีอาการดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากอาจทำให้หญิงตั้งครรภ์มีอาการชักได้ อันตรายทั้งต่อทารกในครรภ์และตัวหญิงตั้งครรภ์เองเป็นอย่างมาก

คนท้องกินยาพาราได้ไหม

หวัด (Common Cold) หมายถึง การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน โดยมีอาการ มีน้ำมูกใสๆ ไหล จาม คัดจมูก บางคนครั่นเนื้อครั่นตัว ต่อมาน้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียวเนื่องจาก เม็ดเลือดขาว (PMN) หลั่งสารออกมากำจัดเชื้อโรค การมีน้ำมูกสีเขียวหรือเหลืองจีงไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเสมอไป อาจมีอาการไอตามมาทีหลังได้ อาการไข้มักจะไม่สูงมากและเป็นอยู่ไม่เกิน 3 วัน อาการหวัดมักจะหายไปเองใน 3 – 4 วัน หรือไม่เกิน 7 วัน ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส  (Rhinovirus) แนะนำให้นอนพักผ่อนให้มากๆ กินน้ำอุ่นเยอะ และให้การรักษาตามอาการที่เป็น เช่น มีไข้ คนท้องกินยาพาราได้ไหม คำตอบก็คือสามารถใช้ยากลุ่ม พาราเซทตามอล ได้ แต่ไม่ควรใช้ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยเฉพาะในรายที่สงสัยโรคไข้เลือดออก)

  • อาการคัดจมูก มีน้ำมูก ก็ให้ยาลดน้ำมูกในกลุ่มต้านภูมิแพ้ หรือ แอนตี้ฮีสตามิน (Antihistamine) เช่น คลอร์เฟนนิรามีน (Chlorphenniramine : CPM) เป็นยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์ แต่ทำให้มีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับรถขณะใช้ยานี้ ยาอม ยาพ่นคอต่างๆ ที่ช่วยลดอาการระคายคอสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย
  • ส่วนยาแก้ไอ ถ้ามีอาการไอแบบมีเสมหะ ใช้ยาในกลุ่มอะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine: Class B) และ บรอมเฮกซีน (Bromhexine: Class B) ใช้ได้อย่างปลอดภัย
  • ถ้าเป็นไอแห้งๆ ยาในกลุ่ม เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan: Class C) ก็สามารถใช้ได้เช่นกันเนื่องจากที่ผ่านมายังไม่พบรายงานการใช้ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ยาที่ควรหลีกเลี่ยง คือยาแก้ไอชนิดน้ำดำต่างๆ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • แต่ถ้าเป็นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หมอจะตรวจดูคอถ้าพบว่า มีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล มีฝ้าสีเทาที่ลิ้น และมักจะคลึงพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้ขากรรไกรโต หรือ ถ้ามีอาการหวัดนานเกิน 2 สัปดาห์ให้สงสัยว่าอาจมีภาวะไซนัสอักเสบ หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย แพทย์มักจะให้การรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะที่คนไข้ไม่แพ้ และปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ (ส่วนใหญ่เป็นยาในกลุ่ม B เช่น เพนนิซิลิน)

แต่บางรายอาจมีไข้สูง บางรายมีอาการไข้หนาวสั่น และปวดเมื่อยเนื้อตัว แนะนำไปพบแพทย์เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาการในหญิงตั้งครรภ์อาจรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนปกติทั่วไป หมอจึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในช่วงอายุครรภ์ ตั้งแต่ 16 สัปดาห์เป็นต้นไป

อาการท้องเสีย คือ อาการที่ถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายเป็นมูกเลือดตั้งแต่ 1 ครั้ง ขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง มีโอกาสที่เมื่อรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด สุกๆ ดิบๆ จะเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป การรักษาถ้าเป็นอาการท้องเสียทั่วไป (Watery Diarrhea) มีอาการถ่ายเป็นน้ำ ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ยังกินอาหารได้ปกติ แนะนำให้กินน้ำเกลือผงละลายน้ำ (ORS) กินบ่อยๆ แทนน้ำ

แต่ถ้าเป็นท้องเสียจากการติดเชื้อ มักจะมีอาการถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือด อุจจาระมีกลิ่นเหม็นหรือคาวมาก ปวดบิดท้องเป็นพักๆ บางรายอาจมีไข้ หรือคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย ถ้ากินอาหารหรือน้ำไม่ได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือทดแทนการเสียน้ำจากการถ่ายหลายๆ ครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายเชื้อในทางเดินอาหาร

อาการปวดท้อง จุกแน่นท้อง เป็นอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือโรคกรดไหลย้อน ที่คนท้องมักจะเป็นกันเยอะ เนื่องจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ ทำให้ลำไส้ทำงานช้าลง อาหารจึงค้างอยู่ในทางเดินอาหารนาน ทำให้เกิดอาการอืดแน่นท้องได้บ่อย ร่วมกับฝาปิดหลอดอาหารในคนท้องปิดไม่สนิท ทำให้กรดต่างๆเกิดการไหลย้อนกลับเข้ามาในหลอดอาหาร คนไข้จะมีอาการจุกแสบลิ้นปี่ (Heart Burn) มีอาการเป็นพักๆ ตามจังหวะการบีบตัวของลำไส้ บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เรอเปรี้ยว ร่วมด้วย ยาในกลุ่มยาเคลือบกระเพาะ เช่น ยาธาตุน้ำขาว (Alum milk) ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์สามารถใช้ได้ดี  หรือ กาวิสคอน (Garviscon : ประกอบด้วย โซเดียมอัลจิเนต+โซเดียมไบคาร์บอเนต) ใช้สูตรธรรมดาที่ ไม่ใช่ Dual action (มีแคลเซี่ยม คาร์บอเนต : Class C) ตัวยาโซเดียมอัลจิเนตเมื่อสัมผัสกับกรดจะพองตัวเป็นชั้นเจล และลอยตัวอยู่เหนือกรดในกระเพาะ ป้องกันการไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ส่วนโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นยาลดกรดที่ออกฤทธิ์ได้เร็ว ไม่ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดจึงมีความปลอดภัยสูง และสามารถใช้กับหญิงตั้งครรภ์ได้ ร่วมกับการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น การรับประทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ และลดปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่นอนหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มอัดแก๊สอัดลมต่างๆ  รวมถึงอาหารที่มีรสจัดมากๆ เช่น เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด

อาการผื่นคัน ก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่คนไข้มาหาแพทย์ การมีผื่นคันส่วนใหญ่เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดผื่นที่เรียกว่า ผื่นฮอร์โมนในคนท้อง Pruritic urticarial papules and plaques of pregnancy (PUPP) สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าเกิดจากผนังท้องขยายมากขึ้น  อาการผื่นนูนแดงขนาดประมาณ 1-2 มม. พบมากบริเวณหน้าท้อง แล้วจึงกระจายไปที่ ต้นขา ก้น หน้าอก และแขน โดยทั่วไปมีอาการคันมาก หายได้เองหลังคลอดภายใน 1-2 สัปดาห์ ไม่มีอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์แต่อย่างใด

การรักษาโดยการใช้ยาคาลาไมน์ หรือยาทาที่เป็น กลุ่มของยาสเตียรอยด์หรืออาจจะเป็นโลชั่นที่ช่วยทำให้ผิวหนังของคุณแม่ชุ่มชื้นขึ้น ส่วนอีกชนิดหนี่งคือ Atopic eruption of pregnancy หรือ ผื่นแพ้ ซึ่งสัมพันธ์กับผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ พบในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของการตั้งครรภ์ ผื่นพบได้ 2 แบบคือชนิด eczematous เป็นผื่นแดง คัน บริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก และข้อพับแขนขาอีกชนิดหนึ่งคือชนิด papular eruption ซึ่งเป็นตุ่มแดง คัน กระจายทั่ว เป็นบริเวณด้านนอกของแขนขา  การรักษาก็จะเป็นยาในกลุ่มสเตอรอยด์ครีม เช่นกัน นอกจากนี้ยาที่ใช้ภายนอกทั้งหลาย รวมถึงยาที่ใช้ทาลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่น ไดโคลฟิแนค  Diclofenac Gel  หรือ Balm สำหรับถูนวดสามารถใช้ได้ และเครื่องสำอางที่ใช้ทาตามตัวหรือใบหน้าก็สามารถใช้ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ (มักจะพบในเครื่องสำอางหรือครีมรักษาสิว)

การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์อาจเกิดปัญหากับทารกในครรภ์ได้  จึงพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาทุกชนิด ยกเว้นเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น  หรือเป็นการใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ จะปลอดภัยต่อทารกในครรภ์มากที่สุดครับ

บทความโดย : นายแพทย์นิวัฒน์ อรัญญาเกษมสุข (สูตินรีแพทย์)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ พันธุศาสตร์การแพทย์
มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกิ้น สหรัฐอเมริกา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพได้เลย 

วัคซีนสำหรับคนท้อง จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ?

ทำไมต้องผ่าคลอด ข้อบ่งชี้ที่แม่เลือกคลอดเองตามธรรมชาติไม่ได้!

ตั้งชื่อลูกพร้อมความหมาย 200 ชื่อมงคล ความหมายดี ถูกต้องตามหลักโหราศาสตร์

ผมร่วงหลังคลอด แม่มือใหม่รับได้มั้ย 6 เคล็ดลับป้องกันผมร่วงให้ลูกจำหน้าแม่ได้แบบสวยๆ

ไอเดีย ชื่อลูก 1,000 ชื่อ รวมฮิตชื่อเล่น ชื่อลูกสาว-ลูกชาย หลายภาษา

ล้างจมูก ในวัยเด็ก

15 คำถามข้องใจกับการ ล้างจมูก ให้ปลอดภัยในวัยเด็ก

ล้างจมูก แล้วแก้วหูจะทะลุไหม ทำไมลูกสำลักเวลาล้าง น้ำเกลือแบบไหนเหมาะแก่การล้างจมูกลูก สารพัดสารพันปัญหาที่คุณแม่อยากรู้ วันนี้คุณหมอจะมาเฉลยวิธีให้ทราบกัน

15 คำถามข้องใจกับการ ล้างจมูก ให้ปลอดภัยในวัยเด็ก

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ สามารถชะล้างสิ่งสกปรกออกจากโพรงจมูก และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะในวัยเด็กที่มักติดเชื้อง่าย อีกทั้งในปัจจุบันที่โลกเราเต็มไปด้วยมลภาวะเป็นพิษ ทั้งปัญหาจากฝุ่นควัน ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5  ที่เมื่อลูกเราหายใจเข้าไปแล้วไปสะสมภายในจมูกมาก ๆ ก็ก่อให้เกิดการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่สามารถบอกอาการกับเราได้ การล้างจมูกจึงเป็นวิธีที่ดีในการช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่หากไม่รู้วิธี หรือไม่ระมัดระวังมากพอ การล้างจมูกในวัยเด็ก ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่มีคำถามเกิดขึ้นในใจมากมายที่ต้องการทราบจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความสบายใจ และปลอดภัยต่อลูกน้อยของเรา วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK จึงได้นำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการล้างจมูกของคุณหมอ ศ.พญ. อรุณวรรณ พฤทธิพันธ์ุ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และ ภญ.นรินทร อาศิรพรพงศ์ เภสัชกรคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากกัน พร้อมทั้งรวบรวมคำถาม และคำตอบของคุณหมอมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้คลายข้อสงสัยกันด้วย

คำถามที่ 1 การล้างจมูก คืออะไร?

คือ การล้างสิ่งที่สกปรกในจมูกให้ออกมา เรียกว่าเป็นการล้างจมูกแบบธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค โดยเฉพาะการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ มีบรรจุอยู่ในแนวทางการรักษาโรคได้ด้วย เช่น โรคไข้หวัด โรคไซนัสอักเสบ โรคภูมิแพ้ เพราะยอมรับกันแล้วว่าสามารถช่วยให้อาการของโรคเหล่านี้ดีขึ้นจนสามารถลดการใช้ยาลงได้

คำถามที่ 2 ใครที่ต้องได้รับการล้างจมูก?

การล้างจมูกสามารถทำได้ในทุกเพศ ทุกวัย ทุกคนไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วยเท่านั้น แต่อาจจะมีวิธีการที่ต่างกันในแต่ละวัย ต้องศึกษา และทำความเข้าใจก่อน เพราะอาจเกิดอันตรายยิ่งโดยเฉพาะในวัยเด็ก ที่ยังไม่สามารถกลั้นหายใจได้ หรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืน ภาวะเลือดกำเดาไหล อาจจะสำลักน้ำเกลือได้

คำถามที่ 3 การล้างจมูกในเด็กอย่างไร? ให้มีประสิทธิภาพ และไร้ซึ่งภาวะแทรกซ้อน

ต้องได้รับความร่วมมือในการล้างจมูกจากลูก อาจใช้วิธีทางจิตวิทยาช่วยให้เด็กร่วมมือ เช่น การเปิดคลิปวิดีโอการล้างจมูกของเด็กคนอื่น เมื่อเห็นตัวอย่างก็จะช่วยลดความกลัวของลูกลงไปได้

ล้างจมูก ป้องกันหวัด
ล้างจมูก ป้องกันหวัด

คำถามที่ 4 หากบังคับให้ลูกล้างจมูกโดยที่เขายังไม่ยินยอมจะเป็นอย่างไร?

การล้างจมูกแบบผิดวิธี หรือการที่ลูกยังไม่ให้ความร่วมมือนั้น เป็นสิ่งที่อันตราย อาจจะได้รับผลเสียมากกว่าประโยชน์ของการล้างจมูกด้วยซ้ำไป เพราะการที่เด็กไม่ให้ความร่วมมือนั้น เขาอาจจะเกิดการสำลักน้ำเกลือได้ และทำให้เชื่้อโรค หรือสิ่งสกปรกที่ต้องการล้างออกนั้น เข้าไปสู่หู หรือส่วนอื่น ๆ ทำให้ไปกระทบกระเทือนต่อหู อาจทำให้ปวดหู หูอักเสบ หรือมีอาการเดินเซ เวียนหัวได้

คำถามที่ 5 การล้างจมูกเริ่มได้ตั้งแต่วัยไหน?

สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่เลย แต่การล้างจมูกในเด็กแรกเกิดต้องมีอุปกรณ์เฉพาะเรียกว่า เครื่อง SUCTION เครื่องดูดเสมหะเด็ก ร่วมกับอุปกรณ์อีกชิ้นที่ทางรพ.รามาธิบดีได้คิดและผลิตเป็นเวชภัณฑ์สำหรับดูดน้ำมูกเด็ก ชื่อว่า MU-TIP จะนิ่มเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด สามารถใส่น้ำเกลือข้างหนึ่ง และดูดน้ำมูกอีกข้างหนึ่งได้เลย แต่ถึงมีอุปกรณ์แล้วก็ต้องมีวิธีการทำ และต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการล้างจมูกเด็กแรกเกิดเพื่อความปลอดภัย

คำถามที่ 6 ทำไมต้องล้างจมูก? และควรล้างบ่อยแค่ไหน?

แนะนำให้ล้างจมูก เพราะการล้างจมูกเป็นการล้างทำความสะอาดชะล้างสิ่งสกปรกที่ยังคงค้างอยู่ในโพรงจมูกที่เป็นทั้งน้ำมูก น้ำหนอง เลือดในโพรงจมูกให้เคลียร์ และโล่งขึ้น

โดยทั่วไปจำนวนครั้งในการล้างจมูกขั้นต่ำประมาณ 2 ครั้งต่อวัน คือ ช่วงเช้า และก่อนนอน หรือตอนที่มีอาการคัดจมูก แน่นจมูก ก็สามารถทำได้บ่อยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

คำถามที่ 7 ใช้น้ำอะไรในการล้างจมูก?

น้ำที่นำมาใช้ในการล้างจมูกควรเป็นน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น 0.9% เพราะมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับน้ำในเซลล์ร่างกาย ความเข้มข้นเดียวกับเลือด ไม่ควรใช้น้ำเปล่าหรือน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 0.9 % มาล้างจมูก เพราะจะทำให้ระคายเคืองจมูกเพิ่มขึ้นและอาจมีการอักเสบ แสบจมูก และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย

คำถามที่ 8 ใช้เกลือที่บ้านมาละลายน้ำใช้ล้างจมูกได้ไหม?

สามารถทำได้ แต่ต้องใช้เกลือสะอาด 4.5 กรัม และน้ำสะอาด 750 cc. ผสมรวมกัน และข้อสำคัญคือต้องเน้นเรื่องความสะอาด จึงต้องมีวิธีขั้นตอนในการผสม เพราะหากไม่สะอาดพออาจทำให้ติดเชื้อได้ ควรใช้ภายใน 24 ชั่วโมง และต้องใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่สามารถเก็บได้ ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพราะไม่มีสารกันเสีย

คำถามที่ 9 น้ำเกลือสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไป สามารถเก็บไว้ใช้ครั้งต่อไปได้ไหม?

น้ำเกลือขวดสำเร็จรูปถ้าเวลาใช้ ถ้าเทถ่ายใส่ภาชนะอื่นก่อนใช้ ก็สามารถเก็บน้ำเกลือขวดไว้ใช้ต่อได้ หรือถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นก็สามารถยืดประสิทธิภาพของน้ำเกลือให้เก็บไว้ใช้ได้นานขึ้น

ล้างจมูก แล้วปวดหู
ล้างจมูก แล้วปวดหู

คำถามที่ 10 วิธีทำน้ำเกลือไว้ใช้เองอย่างถูกวิธี ทำอย่างไร?

ต้มน้ำให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อ 750 ซีซี ผสมเกลือป่น 1ช้อนชาปาดหรือ ประมาณ 4.5 กรัม คนให้ละลาย ต้มให้เดือดแล้วปิดไฟ ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่นก่อนใช้ เก็บไว้ใช้ได้เพียง 1 วัน ที่เหลือควรทิ้งไป เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค

คำถามที่ 11 ต้องเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการล้างจมูกอะไรบ้าง?

  1. น้ำเกลือเข้มข้น 0.9%สำหรับล้างจมูก(0.9%Normal Saline)
  2. Syringe (กระบอกฉีดยา)ขนาด 10-20 cc.
  3. จุกล้างจมูก (ถ้ามี)
  4. ภาชนะสำหรับใส่น้ำเกลือ เทน้ำเกลือจากขวดออกมาก่อนจะได้เก็บน้ำเกลือที่เหลือไว้ใช้ต่อได้

คำถาที่ 12 ขั้นตอนการล้างจมูกสำหรับเด็กทั่วไปเป็นอย่างไร?

  1. ล้างมือ และอุปกรณ์ทุกอย่างให้สะอาด
  2. เทน้ำเกลือ หรือดูดน้ำเกลือเข้ากระบอกฉีดยา
  3. สวมจุกล้างจมูกที่ปลายกระบอกฉีด
  4. กลั้นหายใจ ก้มหน้า อ้าปาก ค่อย ๆ ฉีดน้ำเกลือเข้ารูจมูก น้ำเกลือจะไหลเข้าไปในโพรงจมูก และไหลออกทางรูจมูกอีกด้าน หรืออาจลงลำคอ
  5. สั่งน้ำมูก และทำซ้ำอีกจนสังเกตได้ว่าหายใจสะดวกขึ้น

คำถาที่ 13 การล้างจมูกช่วยเรื่องโรคภูมิแพ้จริงไหม?

ประโยชน์ของการล้างจมูก คือ การช่วยลดความเหนียวข้นของน้ำมูก ก็เป็นการช่วยลดอาการคัดแน่นในโพรงจมูก ที่เป็นอาการหนึ่งของโรคภูมิแพ้ ก็นับว่าเป็นการช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้

 

คำถามที่ 14 ข้อควรระวังในการล้างจมูกมีอะไรบ้าง?

สิ่งที่ควรระวังในการล้างจมูกอย่างเดียวเลย คือ ระวังการสำลัก อาจเริ่มจากการกลั้นหายใจก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณของน้ำเกลือทีละน้อย และอาจจะดูเรื่องอุณหภูมิของน้ำเกลือ ยิ่งโดยเฉพาะบ้านไหนที่เก็บน้ำเกลือไว้ในตู้เย็น อาจจะต้องอุ่นน้ำเกลือให้มีอุณหภูมิปกติ อุณหภูมิห้องก่อน เพราะเด็กอาจจะตกใจความเย็นแล้วด้วยสัญชาตญาณจะหายใจเข้าไปก็อาจจะเกิดการสำลักได้ และการใช้น้ำเกลือที่ไม่ได้อุ่นล้างจมูก อาจทำให้เกิดการคัดจมูกหลังการล้างได้

คำถามข้อที่ 15 ทำไมลูกล้างจมูกแล้วมีอาการปวดหู?

เวลาล้างจมูก เมื่อฉีดน้ำเกลือเข้าจมูกแล้ว ต้องทำการสั่งน้ำมูกออกมา ในขั้นตอนนี้ ให้ลูกสั่งน้ำมูกออกมาจากจมูกทั้งซ้ายขวาพร้อมกันโดยไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้าง เพราะจะทำให้มีอาการปวดหูได้ ให้ลูกบ้วนน้ำเกลือ น้ำมูกและเสมหะออกมา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กบ้วนไม่เป็น ก็จะกลืนลงหลอดอาหาร แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเชื้อโรคจะถูกกำจัดในกระเพาะอาหารเอง

ขอขอบคุณคลิปวิดีโอ และข้อมูลอ้างอิง จาก RAMA CHANNAL/ FB:สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

“ภูมิแพ้ผิวหนัง” โรคที่พบบ่อยในเด็ก เป็นแล้วรักษาไม่หาย

ล้างจมูกลูก อย่างไรให้ปลอดภัย ถูกต้องแต่ละช่วงวัย

ลมพิษในเด็ก เกิดจากอะไร? และ 3 วิธีรักษาด้วยสมุนไพร

เตือนแม่ ของติดจมูกลูก ห้ามล้างจมูกเด็ดขาด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร

รวมหลักเกณฑ์ ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร และวันเกิด จากคัมภีร์ทักษาฯ

พ่อแม่ควรรู้..ก่อนตั้งชื่อลูก! ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ลูกเกิดวันนี้..? จะใช้ตัวอักษรมงคลตัวไหนดี เพื่อช่วยเสริมดวง เสริมบุญบารมีให้ลูก ตามมาดูหลักเกณฑ์การตั้งชื่อลูกจากตำราทักษาปรกณ์กันเลย

หลักเกณฑ์ ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร – ตามวันเกิด
จากคัมภีร์ทักษาฯ

การเตรียมตัวเพื่อต้อนรับลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก สำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่แล้วนอกจากข้าวของเครื่องใช้ของลูกน้อย “ชื่อลูก” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียม ทั้งนี้สิ่งสำคัญของการตั้งชื่อที่คนไทยมีความเชื่อและนับถือกันมาตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้ คือ การตั้งชื่อที่ดีจะต้องมีความหมายที่เป็นสิริมงคล มีความไพเราะ และถูกต้องตามหลักภาไทย และตามหลักวิชาโหราศาสตร์นั้นๆ

สำหรับหลักเกณฑ์การตั้งชื่อจริงลูก ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ส่วนมากนิยมใช้หลักทักษาปกรณ์ ซึ่งเป็นที่นิยมกันแพร่หลายมากที่สุด “ตำราทักษาปกรณ์” เรียกอีกอย่างว่า “อัฏฐเคราะห์” มาจากอินเดียเข้ามากับพุทธศาสนา โดยแต่เดิมนิยมใช้ตำรานี้ตั้งฉายาพระสงฆ์เมื่อบวช ทั้งนี้หลักการ ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ของตำราทักษาปกรณ์ มีอยู่ว่า ตั้งชื่อคนควรให้สอดคล้องกับสิริมงคล 7 อย่าง คือ “อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี บริวาร” และหลีกเลี่ยงข้อไม่ดี 1 อย่าง คือ “กาลกิณี”

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ความหมายของทักษา

การตั้งชื่อเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับลูกน้อย ตามวันเกิด ถ้าเป็นเด็กชายมักนิยมเอาตัวอักษรที่เป็น เดช นำหน้า เพื่อให้มีเดชเกรียงไกร มีอำนาจเกียรติยศยิ่งใหญ่ แล้วใช้ตัวอักษรอื่นๆ รองลงมาตามความหมายที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็น รวมถึงตัวอักษรประกอบอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองตามความหมายที่มี ส่วนเด็กผู้หญิง หากจะ ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ตามวันเกิด นิยมใช้ตัวอักษรที่เป็น ศรี นำหน้า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลสวยสง่างามเหมาะกับลูกสาว และให้ใช้ตัวอักษร เดช หรือ ตัวอื่นๆที่เป็นมงคล ประกอบรองลงมา ตามความหมายที่พ่อแม่ต้องการ

แต่ที่สำคัญการตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ตามวันเกิดนี้ ทั้งลูกชายและลูกสาว คุณพ่อคุณแม่ห้ามเอาอักษรที่เป็นกาลกิณีมารวมอยู่ในชื่อด้วย เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี อาจเกิดความอัปมงคลได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นความหมายของทักษาต่างๆ มีดังนี้ ..

บริวาร ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง บุตร สามี ภรรยา ลูกน้อง คนในปกครอง คนในบ้าน รวมไปจนถึงเพื่อนและมิตรสหายให้ความเคารพ การเกื้อหนุนจุนเจือไม่ขาด บารมี ผู้ใต้บังคับบัญชา
อายุ ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง วิถีความเป็นอยู่ สุขภาพดี แข็งแรง อายุยืนยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงเบียดเบียน ไม่เครียด กายเป็นสุข ใจเป็นสุข
เดช ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง บารมี เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ ให้คนเคารพยำเกรง การควบคุมบังคับบัญชาคนได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟัง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยวจริงจังหนักแน่น เข้มแข็ง
ศรี ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง สิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลักทรัพย์สิน บ้าน เรือกสวนไร่นา อสังหาริมทรัพย์ โชคลาภ เสน่ห์ที่ทำให้คนรักใคร่เมตตา มีสิริมงคล
มูละ ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง ทรัพย์ ทรัพย์สินเงินทอง ทุนทรัพย์ผล ประโยชน์ หรือมรดก หลักฐานความมั่นคง ทำมาค้าขึ้น มีกำไร ประสบความสำเร็จในเรื่องเงินๆทองๆ
อุตสาหะ ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง ความขยันหมั่นเพียร ให้เกิดผลสำเร็จ มีมานะอุตสาหะ มีความพยายามของตนเอง มีความรับผิดชอบ หัวคิดริเริ่มพยายาม  แรงจูงใจ ทิฐิมานะ
มนตรี ส่งเสริม แก้ไขเรื่อง การอุปถัมภ์ค้ำชู ส่งเสริม อุปการะ สงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ครูอาจารย์ เจ้านาย และมีผู้ให้การช่วยเหลือ การดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน
กาลกิณี โชคร้าย อัปมงคล ศัตรูคู่แข่ง คู่อาฆาต อุปสรรค ความยุ่งยาก ติดขัด เสียหาย วุ่นวายในการดำเนินชีวิต ความเหน็ดเหนื่อย  ห้ามนำอักษรในวรรคกาลกิณี นี้มาตั้งชื่อ

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร

หลักเกณฑ์การตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

  • บริวาร = อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • อายุ = ก ข ค ฆ ง
  • เดช = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • ศรี = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • มูละ = ด ต ถ ท ธ น
  • อุตสาหะ = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • มนตรี = ย ร ล ว
  • กาลกิณี = ศ ส ษ ห ฬ ฮ

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันจันทร์

  • บริวาร = ก ข ค ฆ ง
  • อายุ = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • เดช = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • ศรี = ด ต ถ ท ธ น
  • มูละ = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • อุตสาหะ = ย ร ล ว
  • มนตรี = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • กาลกิณี = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันอังคาร

  • บริวาร = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • อายุ = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • เดช = ด ต ถ ท ธ น
  • ศรี = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • มูละ = ย ร ล ว
  • อุตสาหะ = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • มนตรี = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • กาลกิณี = ก ข ค ฆ ง

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน

  • บริวาร = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • อายุ = ด ต ถ ท ธ น
  • เดช = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • ศรี = ย ร ล ว
  • มูละ = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • อุตสาหะ = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • มนตรี = ก ข ค ฆ ง
  • กาลกิณี = จ ฉ ช ซ ฌ ญ

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน

  • บริวาร = ย ร ล ว
  • อายุ = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • เดช = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • ศรี= ก ข ค ฆ ง
  • มูละ = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • อุตสาหะ= ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • มนตรี = ด ต ถ ท ธ น
  • กาลกิณี = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

  • บริวาร = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • อายุ = ย ร ล ว
  • เดช = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • ศรี = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • มูละ = ก ข ค ฆ ง
  • อุตสาหะ = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • มนตรี = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • กาลกิณี = ด ต ถ ท ธ น

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันศุกร์

  • บริวาร = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • อายุ = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • เดช = ก ข ค ฆ ง
  • ศรี = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • มูละ = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
  • อุตสาหะ = ด ต ถ ท ธ น
  • มนตรี = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • กาลกิณี = ย ร ล ว

ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร ผู้ที่เกิดวันเสาร์

  • บริวาร = ด ต ถ ท ธ น
  • อายุ = บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • เดช = ย ร ล ว
  • ศรี = ศ ส ษ ห ฬ ฮ
  • มูละ = สระ -ะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
  • อุตสาหะ = ก ข ค ฆ ง
  • มนตรี = จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • กาลกิณี = ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตารางไอเดียรายชื่อมงคล สำหรับตั้งชื่อลูก
ชื่อมงคลตามวันเกิด จันทร์ – อาทิตย์

ตั้งชื่อลูก ตามวันเกิดวันจันทร์ สำหรับตั้งชื่อลูกชาย ตั้งชื่อลูกตามวันเกิดวันจันทร์ สำหรับตั้งชื่อลูกสาว
ตั้งชื่อลูก ตามวันเกิดวันอังคาร สำหรับตั้งชื่อลูกสาว-ลูกชาย
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด สำหรับคนเกิดวันพุธกลางวัน ตั้งชื่อลูกตามวันเกิดสำหรับคนเกิดวันพุธกลางคืน
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับตั้งชื่อลูกสาว-ลูกชาย
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิดวันศุกร์ สำหรับ ตั้งชื่อลูกสาว-ลูกชาย
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิดวันเสาร์ สำหรับ ตั้งชื่อลูกสาว-ลูกชาย
ตั้งชื่อลูกตามวันเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ตั้งชื่อลูกสาว-ลูกชาย

อย่างไรก็ดี การตั้งชื่อจริงลูกตามวันเกิด ตั้งชื่อลูกตามตัวอักษร คุณพ่อคุณแม่สามารถหาชื่อที่เป็นมงคลได้จากหนังสือพจนานุกรม และให้เลือกความหมายของชื่อที่เป็นมงคล และมีหลักเพิ่มเติมอีกว่าชื่อของ เทวดา พระพรหม นางฟ้า เทพเจ้า หรือหัวใจคาถา ต่างๆ จะไม่นิยมมาตั้งเป็นชื่อ เพราะถือว่าเป็นชื่อที่ต้องห้าม ใช้ได้เฉพาะตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เข้าใจ แต่เปรียบเสมือนว่าชื่อนั้นๆ ถูกจดลิขสิทธิ์เอาไว้แล้วห้ามใช้ซ้ำนั่นเอง


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.horasadthai.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพได้เลย 

สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563 สีไหนดี? เสริมดวงสุดปัง เงินเข้าไม่ขาดมือ

858 ชื่อเล่น ลูกสาว-ลูกชาย สุดฮิตติดเทรนด์ ปี 2020

500+ ชื่อเท่ๆ ผู้ชาย ผู้หญิง สำหรับตั้งให้ลูกแบบฮิปๆ คูลๆ

นิทานก่อนนอน

นิทานก่อนนอน เล่าให้ลูกฟังทุกคืน ปูพื้นฐานภาษา ฉลาดทั้งไอคิว อีคิว

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…” กิจกรรมเล่า นิทานก่อนนอน นอกจากจะเป็นการสร้างความผูกพันที่ดีระหว่างครอบครัวแล้ว ยังดีต่อพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเจ้าตัวเล็กเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงสร้างความสนุกเพลิดเพลินใจ และยังเป็นตัวกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ เชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาสมองและสติปัญญาที่ดีได้อีกด้วย มาดูประโยชน์ของการเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน พร้อมตัวอย่างหนังสือนิทานที่น่าอ่านให้ลูกฟังกันค่ะ

7 ประโยชน์ของการเล่า นิทานก่อนนอน ให้ลูกฟัง

1.ช่วยให้เกิดจินตนาการ ในขณะที่ลูกได้ฟังนิทานจะช่วยกระตุ้นจินตนาการเป็นภาพตามเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่เล่า ซึ่งจินตนาการวัยเด็กเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สมองเกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงเรื่องราว และจัดระบบเรื่องราวได้ยิ่งขึ้น และถึงแม้จะเป็นหนังสือนิทานเล่มเดิมที่มีเรื่องราวเดิม ๆ แต่การคิด การตีความ หรือการวาดภาพในสมองของเด็กจะต่างกันออกไปได้ ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มกระบวนการทำงานของสมอง และต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

2.ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา การเล่านิทานของคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนลูกได้เรียนภาษาไปในตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ลูกจะรู้จักชุดคำศัพท์ใหม่ ๆ ความหมายของคำ โครงสร้างประโยค ได้อย่างรวดเร็วขึ้น และต่อยอดไปสู่การรักการอ่านและมีทัศนคติที่ต่อการเรียนภาษา

3.ช่วยเพิ่มความจำที่ดีมากขึ้น การได้ฟังนิทานนอกจากจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ เกิดทักษะในการจับประเด็นวิเคราะห์เรื่องราว และสรุปเรื่องย่อในเรื่องได้ โดยเฉพาะนิทานเรื่องโปรดที่ให้คุณพ่อคุณแม่อ่านซ้ำไปซ้ำมาก็จะทำให้ลูกเกิดกระบวนการจดจำ จนคุณแม่อาจจะได้ยินลูกเล่านิทานเรื่องนี้ได้เป็นฉาก ๆ ถือว่าเป็นการช่วยพัฒนาการความจำและฝึกสมองของลูกน้อยได้อีกวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

4.ช่วยพัฒนาทั้ง IQ EQ และ EF การเล่านิทานจะมีส่วนกระตุ้นให้ลูกเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ช่างซักถาม ที่จะต่อยอดให้มีความมั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็น เกิดกระบวนการคิดแก้ปัญหา รู้จักวางแผน และเกิดการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้เกิดความฉลาดทางปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะสำคัญต่อการดำเนินชีวิตได้

5.ช่วยฝึกสมาธิให้ลูก เวลาก่อนนอนควรเป็นเวลาที่ลูกจะได้อยู่นิ่ง ๆ เตรียมพร้อมก่อนที่จะพักผ่อน การเล่านิทานในช่วงเวลาเดียวกันในทุก ๆ วัน จะทำให้ลูกน้อยรู้ว่านี่คือเวลาเข้านอน และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่เล่า ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังวินัยการตรงต่อเวลาที่ดีให้กับเจ้าตัวเล็กด้วย

6.ช่วยปลูกฝังนิสัยที่ดีให้ลูกน้อย ในหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาดีจะสอดแทรกไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีข้อคิดสอนใจ เช่น มารยาทต่าง ๆ ความมีน้ำใจ การฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน ระเบียบวินัย ฯลฯ การเลือกนิทานที่เหมาะสมกับวัยของลูกน้อยจึงมีส่วนสำคัญ เมื่อเด็กได้ฟังเรื่องเล่าจากนิทานก็จะซึมซับและสร้างพฤติกรรมที่ดีอันเป็นการปลูกฝังสิ่งดี ๆ ให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

7.ช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นให้ลูกน้อย การเล่านิทานก่อนนอนจัดว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยทำให้ลูกได้นอนหลับฝันดี พักผ่อนอย่างมีความสุข การได้อยู่ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ก่อนนอนจะทำให้ลูกได้รับรู้ถึงความรัก รู้สึกปลอดภัย นำไปสู่ความรู้สึกเชื่อมั่นที่จะเรียนรู้ต่อไป

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ นักจิตเวช พัฒนาการวัยเด็กและวัยรุ่น ได้พูดถึงกิจกรรมการอ่านนิทานก่อนนอนว่า เวลาส่งลูกเข้านอนในช่วง 20.30 น. ไม่เกิน 21.00 น. การทำกิจกรรมร่วมกันถือเป็นเวลาคุณภาพ “หากทำติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 3 ปี จะเกิดประโยชน์มากมาย เด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาด รักการอ่าน เป็นเด็กดี เชื่อฟัง ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของสมองส่วนหน้า (EF)” – (ข้อมูลจาก www.thaihealth.or.th)

ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวหลายประเภทและลักษณะแตกต่างกันที่ให้เหมาะสมกับวัยของลูกได้ เช่น นิทานที่สอดแทรกเนื้อหาในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ส่งเสริม EF จินตนาการ นิทานพื้นบ้าน นิทานอีสป หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่บางเรื่องเป็นจินตนาการหรือบางเรื่องเกี่ยวกับใกล้ตัวเด็ก เพื่อให้ลูกได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย และไม่ต้องกังวลไปหากลูกจะมีความชอบฟังนิทานเล่มเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

แนะนำ 10 ตัวอย่างหนังสือนิทานก่อนนอนสำหรับลูกตั้งแต่ 0-7 ปี

คุณฟองฟันหลอ

1.คุณฟองฟันหลอ
ผู้แต่ง-ภาพประกอบ : ชีวัน วิสาสะ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๓๒ หน้า

คุณฟองฟันหลอ เพราะเด็กๆทุกคนจะต้องมาถึงวันที่ฟันน้ำนมหลุดไป เช่นเดียวกันกับคุณฟอง ที่เมื่อฟันน้ำนมหลุดแล้วก็กลายเป็นคนฟันหลอ ไม่กล้าออกจากบ้าน ไปแปรงฟันให้เพื่อนเหมือนเคยหมือนกับเด็กๆ ที่ฟันหลอแล้วมักเขินอาย ตกใจหรือเป็นกังวล  ส่วนเพื่อน ๆ ก็รออยู่ด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่า คุณฟองหายไป ไม่มาแปรงฟันให้เพื่อน ๆ เหมือนเดิม จึงเดินทางมาหาคุณฟองที่บ้าน เมื่อรู้ว่าเพื่อนมาหา คุณฟองดีใจแต่ก็ยังรู้สึกอายอยู่ดี ส่วนเพื่อน ๆ พอรู้ปัญหาของคุณฟองเพื่อนๆ ก็พยายามหาฟันมาใส่ให้คุณฟองเป็นการทดแทน เมื่อคุณช้างเสนอให้คุณฟองใช้งาคู่ใหญ่ คุณฮิปโปใจดีเสนอใช้ยืมฟันซี่โต และคุณจระเข้ก็ยินดีใช้คุณฟองยืมฟันแหลม ๆ เต็มปาก แต่คุณฟองปฏิเสธไปและขอบใจเพื่อน ๆ เพราะคุณฟองรู้ดีว่าฟันที่หลุดไปนั้นเป็นฟันน้ำนม อีกไม่นานฟันแท้ก็จะงอกขึ้นมาแท้ที่นั่นเอง.

คุณตาหนวดยาว

2.คุณตาหนวดยาว
ผู้แต่ง-ภาพประกอบ : ชีวัน วิสาสะ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๓๒ หน้า

เรื่องของคุณตาหนวดยาวคนหนึ่งที่อยู่คนเดียว คุณตาแก่ลงทุกวันแต่หนวดของคุณตากลับยาวขึ้นเรื่อยๆ คุณตาไม่มีความสุขกับหนวดที่ยาวขึ้นเพราะบางวันก็เดินสะดุด บางวันก็ล้มเพราะหนวดยาวเกินไป คุณตาจึงพยายามคิดหาวิธีที่จะอยู่กับหนวด จนในที่สุดคุณตาก็ค้นพบวิธีที่จะอยู่กับหนวดได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือ คุณตาลองใช้หนวดทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ กวาดบ้าน ถูบ้าน สีหนวดเป็นเพลงเพราะๆ และทำอะไรๆ ได้อีกหลายอย่างตามแต่เด็กๆ จะช่วยกันจินตนาการ

หนังสือเล่มนี้จะทำให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการต่อยอดไปว่าหนวดของคุณตาสามารถทำอะไรได้อีกบ้างกันนะ แถมยังเป็นหนังสือที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างเด็ก ๆ กับผู้สูงอายุด้วย

อ่านคุณตาหนวดยาวเพิ่มเติม คลิก

มากินข้าวด้วยกันนะ

3.มากินข้าวด้วยกันนะ
ผู้แต่ง-ภาพประกอบ : วชิราวรรณ ทับเสือ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๒๔ หน้า

มากินข้าวด้วยกันนะ มากินข้าวด้วยกันนะ  เป็นหนังสือที่อยากให้เด็ก ๆ มีความสุข และรู้สึกสนุกกับการกินข้าว ตัวเด็กที่เป็นตัวละครหลักในเล่มได้ชักชวนให้เพื่อนสัตว์ต่าง ๆ มาร่วมกินอาหารด้วย หมายถึงการแบ่งปัน มีนํ้าใจเอื้อเฟื้อ และได้เสริมความรู้ด้วยว่าสัตว์แต่ละตัวชอบกินอาหารชนิดใด เช่น แมวกินปลา หมากินกระดูก หมีกินน้ำผึ้ง กระต่ายกินแครอท เด็กกินข้าว ฯลฯ หนังสือภาพเล่มนี้จะช่วยให้เพิ่มเติมจินตนาการให้กับเด็ก ๆ เมื่อเด็กหลายคนได้อ่านและเห็นภาพก็พอถึงภาพที่ตัวละครนั่งกินอาหารร่วมกันกับเพื่อน ๆ เขาจะหยิบอาหารแต่ละชนิดของทุกตัวเข้าปาก ทำท่าเคี้ยว และจินตนาการว่า ได้ลองชิมอาหารของเพื่อนจริง ๆ แล้วพูดออกมาว่า “อร่อยจังเลย” อยากให้หนังสือภาพ “มากินข้าวด้วยกันนะ” เล่มนี้ สร้างความเพลิดเพลิน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้กินข้าวร่วมกันอย่างมีความสุข.

อ่านมากินข้าวด้วยกันนะเพิ่มเติม คลิก

อาบน้ำด้วยกันนะ

4.อาบน้ำด้วยกันนะ
ผู้แต่ง-ภาพประกอบ : วชิราวรรณ ทับเสือ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือภาพที่มีพื้นที่ขาวโล่ง สะอาดตา ไม่มีฉากหลังที่รกรุงรัง ใช้ภาพน้อย คำน้อย บอกเล่าเรื่องราวที่ชวนให้เด็ก ๆ ชื่นชอบการอาบน้ำ และอยากจะให้เด็กๆได้มีความสุข และสนุกกับการอาบนํ้า โดยเด็กชายที่เป็นตัวละครหลักในเล่มจะชวนเพื่อน ๆ ตุ๊กตาของเขาไปอาบน้ำด้วยกัน ให้เด็ก ๆ ได้จินตนาการจากเสียงที่คุณพ่อคุณแม่อ่านให้ฟัง สร้างความเพลิดเพลินไปด้วยกันจากการได้อ่านหนังสือภาพร่วมกันอย่างมีความสุข

อ่านอาบน้ำด้วยกันนะเพิ่มเติม คลิก

อาบน้ำสนุกจัง

5.อาบน้ำสนุกจัง
เรื่อง : เคียวโกะ มัตษุโอกะ ภาพ : อาคิโกะ ฮายาชิ แปล : พรอนงค์ นิยมค้าและมารินา โฮริคาวา สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

มาโกะจังตัวเอกในเรื่องกำลังจะอาบน้ำ ได้ยินเสียงแม่ถามเข้ามาว่า “น้ำอุ่นพอดีหรือยัง” นี่คือสัญญาณเริ่มต้นจินตนาการ จากนั้นก็เริ่มมีเพื่อนๆสัตว์เข้ามาอาบน้ำด้วยกัน เล่นสนุกด้วยกันในห้องน้ำชักชวนกันนับเลขต่อจำนวนด้วยกัน เริ่มจากตุ๊กตาเป็ดตัวเล็กๆของเด็กชาย ก็เริ่มมีเต่า เพนกวินฝาแฝด แมวน้ำ ฮิปโป จนถึงปลาวาฬ ภาพในหนังสือเล่มนี้ สวยงามและใหญ่โตเต็มตา ดูได้อย่างเต็มอิ่ม ในตอนท้ายของเรื่อง เมื่อเสียงแม่แว่วมาอีกครั้งว่า “อาบน้ำเสร็จหรือยัง” นี่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ต้องกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้แล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ใหญ่เป็นตัวแทนของโลกความจริงนั่นเอง การอาบน้ำของมาโกะจัง เป็นการนำเสนอทั้งความจริงในขั้นตอนของการอาบน้ำอย่างละเอียด และความฝันในจินตนาการของมาโกะจัง ที่มีเต่า นกเพนกวิน แมวน้ำ และฮิปโปมาร่วมอาบน้ำด้วย ทำให้การอาบน้ำของมาโกะจังเป็นเรื่องที่น่าสนุก

นิทานเรื่องนี้สอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องอาบน้ำและตื่นเต้นไปกับเนื้อเรื่องที่จะต้องพบสัตว์แต่ละตัวในอ่างอาบน้ำ ช่วยกระตุ้นจินตนาการได้ดี เป็นการสื่อสารทางตรงที่สอนวิธีการอาบน้ำอย่างละเอียดอย่างเป็นขั้นตอน และการสื่อสารทางอ้อม คือ สอนเรื่องการนับและคุณธรรม จริยธรรม ในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ แม้เนื้อเรื่องจะยาว แต่นำเสนอให้เด็กได้ติดตามและคาดเดาเป็นระยะ ทำให้เด็กสนุกไปกับการอาบน้ำของมาโกะจังพร้อมกับภาพประกอบที่มีสีสันสวยงาม

คุณกลมๆเล็กๆ

6.คุณกลม ๆ เล็ก ๆ
ผู้แต่ง-ภาพประกอบ : ปรีดา ปัญญาจันทร์ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๒๔ หน้า

หนังสือเล่มนี้ได้นำจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของผู้แต่ง ที่สามารถหยิบเอารูปทรงง่าย ๆ ใกล้ตัวเด็ก มาสร้างสรรค์เป็นเรื่องราวที่น่ารัก ประกอบกับการมีคำซ้ำในนิทานที่เด็ก ๆ สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสนุกสนาน เช่น “คุณกลม ๆ เล็ก ๆ อาศัยอยู่ในบ้านหลังกลม ๆ เล็ก ๆ ที่มีหน้าต่างกลม ๆ เล็ก ๆ นอนบนเตียงกลม ๆ เล็ก ๆ คุณกลม ๆ เล็ก ๆ เลี้ยงหมาเอาไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งคุณกลม ๆ เล็ก ๆ พาหมากลม ๆ เล็ก ๆ ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ พบไข่นกฟองกลม ๆ เล็ก ๆ อยู่ในรังที่กลมๆ เล็ก ๆ คุณกลม ๆ เล็ก ๆ จึงเอาไข่นกกลับมาบ้าน”

กุริกับกุระ

7.กุริ กับ กุระ
ผู้แต่ง : ริเอโกะ นาคางาวะ โกะ โอมูระสํานักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็กปีที่พิมพ์ : 2541 จํานวน : 28 หน้า

กุริกับกุระสองหนูนา ที่ชอบการทำอาหาร ขณะที่พวกมันออกไปเดินเล่นก็ได้เจอกับไข่ใบยักษ์ในป่า และคิดเมนูและอุปกรณ์มาทำอาหารกันมากมาย แต่สองหนูตัวเล็กจะนำไข่ใบใหญ่กลับบ้านอย่างไร พวกมันจึงตัดสินใจขนอุปกรณ์มาจากบ้าน และทำเค้กไข่หอมฟูก็ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว กุริกับกุระ ได้แบ่งเพื่อน ๆ กินกันอย่างมีความสุข หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของเด็กทั่วโลก  พัฒนาทักษะทางภาษาของลูกรัก

อ่านกุริกับกุระเพิ่มเติม คลิก

งานแรกของมี้จัง

8.งานแรกของมี้จัง
ผู้แต่ง : โยริโกะ ษุษุอิ ผู้แปล : พรอนงค์ นิยมค้า ภาพประกอบ : อาคิโกะ ฮายาชิ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๓๒ หน้า

งานแรกของมี้จัง เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงวัย 5   ขวบ ที่ได้รับมอบหมายให้ออกจากบ้านไปซื้อของคนเดียวเป็นครั้งแรก มี้จังทั้งตื่นเต้น ดีใจและตกใจเพราะยังไม่เคยออกจากไปไหนคนเดียวมาก่อนเลย ระหว่างทางมี้จังก็ได้พบเพื่อนและเผชิญกับเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่แสนจะยิ่งใหญ่ในโลกของเด็ก ซึ่งกว่าจะซื้อนมกลับมาให้น้องได้ มี้จังต้องใช้ความพยายามและอดทนอย่างมากที่สุด เท่าที่เด็กอายุ 5 ขวบจะทำได้ หนังสือเล่มนี้เป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากเรื่องจะน่าประทับใจแล้ว ภาพวาดยังมีเสน่ห์ เนื่องจากภาพให้รายละเอียดอย่างครบถ้วน สามารถฉายให้เห็นความเป็นชุมชนเล็ก ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

อ่านงานแรกของมี้จังเพิ่มเติม คลิก

ปลาก็คือปลา

9.ปลา ก็ คือ ปลา
เรื่องและภาพ : ลีโอ ลิออนนี แปล: อริยา ไพฑูรย์ มูลนิธิเอสซีจี

ลูกปลากับลูกอ๊อดเป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งลูกอ๊อดโตขึ้นกลายเป็นกบ กระโดดออกจากบึงน้ำไปท่องโลกกว้าง ปลาได้แต่รอคอยด้วยความสงสัยว่าเพื่อนกบหายไปไหน วันหนึ่งกบกลับมาเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้ไปพบ นับแต่นั้นมา ปลาผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังจินตนาการก็เฝ้าแต่คิดถึงฝันถึงสิ่งวิเศษต่าง ๆ ที่กบเล่า จนกระทั่งวันหนึ่งปลาตัดสินใจแน่วแน่กระโจนขึ้นจากผืนน้ำ หวังจะไปดูสิ่งต่างๆ ด้วยตาของมันเอง

น้องหนูอยู่ไหน
น้องหนูอยู่ไหน

10.น้องหนูอยู่ไหน
ผู้แต่ง : โยริโกะ ษุษูอิ ผู้แปล : พรอนงค์ นิยมค้า ภาพประกอบ : อาคิโกะ ฮายาชิ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๓๒ หน้า

เมื่อคุณแม่ต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน และได้ฝากให้อาซาเอะจังคอยดูแลน้องสาวตัวน้อยเพียงลำพัง แต่แล้วน้องก็หายไป เด็กหญิงตกใจ และออกตามหาน้องไปทั่ว เสียงเด็กร้อง เสียงรถเบรก ทำเอาใจเด็กหญิงสั่นทุกครั้ง และดูเหมือนว่าอาซาเอะจะได้พบน้องสาวแต่ก็กลับไม่ใช่น้องของตัวเองทุกครั้งไป จนในที่สุดเด็กหญิงก็เจอน้องสาวตัวน้อยที่กำลังเล่นอยู่ในกระบะทรายตรงสนามเด็กเล่นแถวบ้านนั่นเอง

หนังสือเล่มนี้ แสดงให้ถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบของเด็กเล็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน อาจจะถือได้ว่าเป็นการบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ในการสอนให้เด็กเล็ก ๆ รู้จักการระมัดระวัง แม้จะเป็นเวลาเพียงช่วงเสี้ยววินาทีก็ตาม และทำให้เห็นมุมมองของเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ใหญ่ ที่อะไรก็ดูเหมือนจะใหญ่โต น่าตื่นตระหนกไปเสียทั้งหมด แต่เมื่อเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติก็กลับกลายเป็นภาพจบที่ดูแสนอบอุ่นและปลอดภัย

นิทาน คือหนังสือที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากจินตนาการ หนังนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น เนื้อหาควรประกอบไปด้วยคำศัพท์ที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่ซ้ำซ้อน ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ มีภาพประกอบที่ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง มีสีสันดึงดูดสายตาน่าสนใจ มีเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่าย สั้นกระชับ และสนุกสนาน พร้อมแฝงไปด้วยแง่คิดคติสอนใจ คุณธรรม จริยธรรม เกี่ยวกับตัวเด็ก และใกล้ชิดตัวเด็ก หรือเกี่ยวกับธรรมชาติแวดล้อม

คุณพ่อคุณแม่สามารถหยิบจับหนังสือนิทานอ่านให้ลูกฟังได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 10 ขวบโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่จะชอบการฟังนิทานก่อนนอนจากคุณพ่อคุณแม่เป็นที่สุด ซึ่งเวลาเพียงแค่ 15-20 นาทีในการอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน จัดเป็นเวลาทองของลูกน้อยที่ลูกจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีมากมาย ยิ่งคุณพ่อคุณแม่เริ่มต้นอ่านนิทานให้ลูกฟังแต่เล็ก ก็จะเป็นการช่วยปูพื้นฐานการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความสามารถในการพัฒนาสมองและทักษะทุกด้านกว่า 80% ของชีวิต ทั้งยังมีส่วนเสริมพัฒนาการให้ลูกได้เติบโตมาเป็นเด็กรักการอ่าน ชอบเขียน และฉลาด รวมถึงอารมณ์ดี จิตใจดี ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยกล่อมเกลานิสัยให้ลูกรักได้ดีทีเดียว เพียงสละเวลาแค่วันละนิด แล้วหยิบนิทานมาอ่านให้ลูกฟังใกล้ ๆ ก่อนนอนคืนนี้กันนะคะ.

ขอบคุณเนื้อหานิทานและภาพประกอบจาก: www.taiwisdom.orgwww.naiin.com

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.healthandtrend.comwww.edtechbooks.com

อ่านต่อบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจคลิก

5 เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก ปลุกสมองลูก

ปู่ย่าตายาย “อ่านนิทาน” ให้หลานได้อะไรมากกว่าที่คิด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โหวตสุดยอด “แบรนด์สินค้าในดวงใจ”แม่ตัวจริง เพื่อรับรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020

กลับมาอีกครั้ง กับรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020 การโหวตแบรนด์ “สินค้าแม่และเด็ก” ที่เปิดโอกาสให้คุณแม่ทั่วประเทศ เป็นผู้ตัดสินใจว่าใครควรได้รับ “สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ” ในปีนี้  ทุกการโหวตมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล Magic Box  100 รางวัล ส่งให้ใช้ฟรีๆถึงบ้าน

ร่วมโหวตสุดยอด “แบรนด์สินค้าในดวงใจ”แม่ตัวจริง เพื่อรับรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020 

Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ที่เป็นผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ได้อย่างครบครันรอบด้านที่สุด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 15 ปี Amarin Baby & Kids เข้าถึงคุณแม่ทั่วประเทศไทย ด้วยการเป็น OMNI Media ทั้งรูปแบบ Online ผ่าน www.AmarinBabyAndKids.com และเฟซบุ๊คแฟนเพจที่มีเนื้อหาตรงใจ ทันสถานการณ์ โดยมียอดผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 Followers รวมถึง รูปแบบ On ground งานแฟร์แม่ลูก Amarin Baby & Kids Fair ที่จัดมาแล้ว 18 ครั้ง

เว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ในฐานะเครือข่ายแม่ลูกออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งยอดเข้าถึงกว่า 20.5 ล้านคนต่อเดือน และมียอดติดตามทางเฟซบุ๊กกว่า 1 ล้าน Follower จัดการมอบรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2020 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ให้กับแบรนด์สินค้าสำหรับ “แม่และเด็ก” ในดวงใจคุณแม่ตัวจริง หลังจากได้รับผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในปีที่ผ่านมา

 

ผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019

สำหรับผู้ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมา Amarin Baby & Kids Awards 2019  ซึ่งมาจากคะแนนโหวตของคุณแม่ทั่วประเทศกว่า 10,000 คน ผ่าน www.AmarinBabyAndKids.com ด้วยหวังเป็นสื่อกลางข้อมูลคุณภาพจากแม่สู่แม่ Mom to Mom Sharing ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหา “สินค้าใช้ดี ที่ได้รับการยืนยันจากคุณแม่ตัวจริงทั่วประเทศ”  มีดังต่อไปนี้

– รางวัล Mommy’s Choice มอบให้กับแบรนด์สินค้า ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากการลงคะแนนของคุณแม่ทั่วประเทศ ที่มีประสบการณ์ใช้สินค้าจริงด้วยตัวเอง ทั้งหมด 23 รางวัล

– รางวัล Editor’s Choice ซึ่งมอบให้กับ “สินค้าใช้ดี และมีจุดเด่นน่าสนใจ” คัดเลือกโดย กองบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ทั้งหมด 17 รางวัล

**ดูผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 ได้ที่ www.amarinbabyandkids.com/awards/**

 

สำหรับ Amarin Baby & Kids Awards ปีนี้แบ่งออกเป็น 2 รางวัลหลักเช่นเคย ได้แก่ รางวัล Mommy’s Choice ซึ่งจะมอบให้กับสินค้าแม่และเด็กแต่ละประเภทที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากการลงคะแนนของคุณแม่ทั่วประเทศ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ใช้สินค้าจริงด้วยตัวเอง โดยแบรนด์ต่างๆผ่านการเสนอชื่อทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com  เมื่อวันที่ 13-31 กรกฎาคม 2563 รวมทั้งหมด 40 จำนวน 9 หมวดรางวัล เพื่อลุ้นผู้ชนะรางวัล Mommy’s Choice “สินค้ามีประโยชน์จริง”ที่ถูกใจคุณแม่ตัวจริง ดังต่อไปนี้

  • หมวดผลิตภัณฑ์อาบน้ำ แต่งตัว

  • หมวดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

  • หมวดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเด็ก

  • หมวดอุปกรณ์การดูแลเด็ก

  • หมวดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำหรับเด็ก

  • หมวดเสริมพัฒนาการเด็ก

  • หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับครอบครัว

  • หมวดผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่

  • หมวดแฟนเพจในดวงใจ

นอกจากนี้ยังมี รางวัล Editor’s Choice ซึ่งมอบให้กับ “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง” ที่ได้รับการคัดเลือกจากกองบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids  ทั้งนี้คุณแม่ทุกคนที่ร่วมโหวตมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล Magic Box กล่องสุ่มสุดว้าว มากถึง 100 รางวัล ที่คัดสรรมาให้เฉพาะแม่ๆ เดาสนุกๆ กันว่าในกล่องมีสินค้าน่าใช้อะไรบ้าง

ระยะเวลาการโหวต 

ตั้งแต่วันที่ 10  – 31 สิงหาคม 2563

การประกาศผล

ประกาศแบรนด์ที่ได้รับรางวัล Mommy’s Choice Amarin Baby & Kids Awards 2020  วันที่ 1ตุลาคม 2563

ประกาศผลผู้โชคดีได้รับ Magic Box  วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563

ทางเว็บไซต์ www.amarinbabyandkids.com 

Facebook: Amarin Baby & Kids

Line : @amarinbabyandkids

เชิญชวนคุณแม่ตัวจริงมาร่วมค้นหา “สินค้าแม่และเด็ก” ที่ใช้ดี มีประโยชน์ ถูกใจแม่ >>> คลิกตรงนี้เลย https://bit.ly/3ac8MVw

 

 

 

ชิคุนกุนยา

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 5 จังหวัดนี้ คนป่วยเยอะสุด!

กรมควบคุมโรคออกเตือน เฝ้าระวังอีกหนึ่งโรคระบาดหน้าฝน โรคร้ายจากยุง ชิคุนกุนยา หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 5 จังหวัดนี้ คนป่วยเยอะสุด!

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 5 จังหวัดนี้ คนป่วยเยอะสุด

เมื่อเข้าสู่หน้าฝนก็ถือเป็นอีกหนึ่งฤดูที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มาพร้อมกับสภาพอากาศและความชื้นที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออกที่เป็นโรคประจำถิ่น แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ โดยนายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย  อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์ ฉบับที่ 274 ประจำสัปดาห์ที่ 32 (วันที่ 9 – 15 ส.ค. 63) ว่า …

“จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือ ชิคุนกุนยา ในปี 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 5,728 ราย จาก 65 จังหวัด แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ 25-34 ปี (ร้อยละ 51) , 35-44 ปี (ร้อยละ 20) และ 45-54 ปี (ร้อยละ50) ตามลำดับ

ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ รับจ้างร้อยละ 7, เกษตรร้อยละ 7 และ นักเรียนร้อยละ 3 ส่วนภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ

  • ภาคกลาง
  • รองลงมาคือ ภาคเหนือ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • และภาคใต้ ตามลำดับ

โดยจากระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ จันทบุรี รองลงมาคือ อุทัยธานี ลำพูน เลย และตราด ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามจากการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าช่วงนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือ ชิคุนกุนยา เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงเดือนสิงหาคมในปีนี้เป็นฤดูฝนที่เพิ่งเริ่มตกหนัก และตกชุกต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้  โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา เป็นโรคติดต่อนำโดยมียุงลายเป็นพาหะ ทั้งยุงลายสวน และยุงลายบ้าน

ชิคุนกุนยา

อาการโรคชิคุนกุนยา

ชิคุนกุนย่า อาการ เริ่มแรกคล้ายไข้เดงกี่ หรือไข้เลือดออก ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีการช็อก เหมือนโรคไข้เลือดออกโดยทั่วไป สำหรับผู้ที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง ปวดข้อ ข้อบวมหรือข้ออักเสบร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นหรืออ่อนเพลีย

วิธีรักษาโรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยาจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างโรคไข้เลือดออก แต่ยังไม่มีการรักษาเฉพาะ คุณหมอจะใช้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพรินลดไข้เป็นอันขาดเนื่องจากจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น)ยาบรรเทาอาการปวดข้อ  เช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเพื่อช่วยลดไข้ ดื่มน้ำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมป้องกันภาวะแทรกซ้อน และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ไปสู่ผู้อื่น

การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและนอกบ้าน และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ด้วยมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค คือ

  • เก็บบ้าน ให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  • เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  • เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำจะต้องปิดฝาให้มิดชิด หรือหมั่นทำความสะอาด เปลี่ยนถ่ายน้ำ ใส่ทรายหรือแบคทีเรียกำจัดลูกน้ำป้องกันไม่ให้ยุงลายมาวางไข่

ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ถึง 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือ ชิคุนกุนยา รวมถึงการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดด้วยการทายากันยุง กำจัดยุงในบ้าน และนอนกางมุ้ง ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยควรดูแลรักษาสุขภาพและรับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและมีอนามัยที่ดีอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามหากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป … ทั้งนี้หากคุรพ่อคุณแม่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ชมคลิปเพิ่มเติมความรู้เรื่อง “โรคชิคุนกุนยา” จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์


ข้อมูลจาก : ทีม SAT / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค ddc.moph.go.thwww.samitivejhospitals.com และ www.rajavithi.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิกที่ภาพด้านล่าง ⇓

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

5 แมลงมีพิษ และสัตว์ร้ายที่มากับหน้าฝน อันตรายใกล้ตัวลูก ที่พ่อแม่ต้องระวัง!

ลูกตัวร้อน ไข้ไม่ลด อยากให้ลูกหายไข้ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร?

หมอเตือน!! ส่าไข้ ระบาดหนักในเด็กเล็ก ระวังชักจากไข้สูง

โครงการจิตอาสา

โครงการจิตอาสา สอนลูกช่วยสังคมได้ง่าย ๆ แม้อยู่บ้าน

New Normal หลังโควิดยังไม่ยอมจางไป แต่การปลูกฝังจิตสำนึกต่อสังคมให้แก่ลูกคงจางไม่ได้ มาเติมความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โครงการจิตอาสา ที่อยู่บ้านก็ทำความดีได้

โครงการจิตอาสา สอนลูกช่วยสังคมได้ง่าย ๆ แม้อยู่บ้าน

“การทำงานจิตอาสาเป็นสิ่งที่ช่วยปลูกฝังให้เด็กมีทักษะชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ การเสียสละ การมีน้ำใจ ความขยัน อดทน ความรับผิดชอบ การเข้าสังคม อ่อนน้อมถ่อมตน ลดความเห็นแก่ตัว มีเมตตาต่อกันทำให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการเห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น” คำกล่าวของแพทย์หญิงถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์  ที่ได้แนะนำถึงว่าทำไมควรให้ลูกได้ทำงานจิตอาสา

ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เด็กติดหน้าจอ และรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ มากมาย ทำให้กิจกรรมพบปะปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันก็น้อยลง ส่งผลให้เด็กขาดทักษะชีวิตที่สำคัญไปหลายอย่าง เช่น ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นต่อลูกเมื่อเขาโตขึ้นไป และเข้าสู่วัยทำงาน ดังนั้นการช่วยให้เขาได้เพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ จากสถานการณ์จำลองการทำงานร่วมกับผู้อื่นจาก โครงการจิตอาสา ต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แถมยังได้บุญอีกด้วย

งานอาสาที่เหมาะแต่ละช่วงวัย

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอันดับแรก คือเรื่องความปลอดภัย พัฒนาการ ทักษะของเด็กและความพร้อมให้เหมาะสมกับกิจกรรม

  • วัยอนุบาล: กิจกรรมส่วนใหญ่มักเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ เป็นกิจกรรมที่ทำง่ายๆไม่ต้องใช้ทักษะมาก แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือส่วนรวม และผู้อื่น

ตัวอย่างงานอาสาในวัยนี้ 

  1. ช่วยเก็บของหรือจัดเรียงของ หรืออาจให้ลูกช่วยเก็บรวบช้อนส้อม เขี่ยข้าวที่กินเหลือกระจัดกระจายในจานตนเองให้มารวมกันเพื่อง่ายต่อการเก็บจาน ในระหว่างที่ไปทานข้าวนอกบ้าน เพื่อเป็นการช่วย แบ่งเบาภาระแก่ผู้ที่มีหน้าที่เก็บล้าง เหมือนดั่งวิธีการเลี้ยงลูกแบบชาวญี่ปุ่น นอกจากจะช่วยเรื่องความมีระเบียบวินัยแล้วยังช่วยลูกให้มีนิสัยรับผิดชอบหน้าที่ของตน และไม่ไปสร้างภาระแก่ผู้อื่น
  2. ทำความสะอาดง่าย ๆ การช่วยทำงานบ้านก็เป็นจิตอาสารูปแบบหนึ่ง
  3. แบ่งของเล่นหรือเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วให้ผู้อื่น เป็นการปลูกฝังความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน
พัฒนาทักษะทางสังคม
พัฒนาทักษะทางสังคม
  • วัยประถม: เริ่มทำกิจกรรมด้วยตนเองได้มากขึ้น จึงสามารถเพิ่มภาระงานให้แก่ลูกให้ยากท้าท้ายขึ้นอีกหน่อย เพื่อเป็นแรงดึงดูดให้เขาหันมาสนใจ และไม่เบื่อที่จะทำ แต่ต้องเป็นงานที่เห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาอันสั้น

ตัวอย่างงานอาสาในวัยนี้

  1. ทำขนมทำอาหาร ไปบริจาค หรือแจกจ่ายแก่ผู้อื่น
  2. เก็บขยะ จัดหรือตกแต่งสถานที่ ให้พื้นที่ในบ้านให้ลูกได้รับผิดชอบว่าส่วนนี้เขาต้องเป็นคนดูแล เช่น ห้องนอน หรือตู้เก็บของเล่นของเขาเอง โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องปล่อยให้เขาจัดการเองอย่างจริงจัง ทำดีได้รับคำชม ถ้าขาดเหลือส่วนไหน จับมือลูกไปทำด้วยกัน ไม่ทำให้ลูกทั้งหมด ท่องไว้ว่าเพื่อการเรียนรู้ของลูกเรา
  3. อ่านหนังสือให้ผู้พิการทางสายตา
  • วัยมัธยม: กิจกรรมที่ทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น เพราะลูกเริ่มมีศักยภาพในตนเองมากขึ้น และในวัยนี้เขาต้องการการยอมรับ การเป็นส่วนหนึ่ง การทำงานจิตอาสาจะช่วยให้ลูกวัยนี้ เห็นคุณค่าของตนเอง หลังจากที่หลุดมาจากวัยเด็กที่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง หากเขาไม่มีความรู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง อาจจะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่เฉื่อยช้า หรือขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบในสายตาคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง แต่แท้ที่จริงแล้วเขาแค่ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร หรือสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง เพราะวัยรุ่น นับว่าจะเป็นเด็กก็ไม่ใช่ รับรู้ รับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ก็ยังได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยให้เขาได้เห็นว่า เขาก็สามารถทำตัวมีประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ ซึ่งการพาเขาไปทำงานจิตอาสาจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์เด็กในวัยนี้มากที่สุด

ตัวอย่างงานอาสาในวัยนี้

  1.  ออกค่ายอาสาพัฒนาชุมชน
  2. สอนหนังสือให้เด็กๆ
  3. ดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดกิจกรรมช่วยบำบัดผู้ป่วย
  4. งานแสดงดนตรีการกุศล

ชีวิต New Normal 2020 กับ โครงการจิตอาสา

ถึงแม้จะรู้ว่า การให้ลูกได้มีโอกาสช่วยงานจิตอาสา จะส่งผลดีทั้งต่อตัวลูกเอง และสังคมอย่างไร แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีโรคระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วทั้งโลกก็ยังไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าโรคจะหยุดระบาดไหม และจะหยุดเมื่อใด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดแนววิถึชีวิตแบบใหม่ (New Normal) ขึ้นมาในยุค 2020 นี้ นั่นคือ การต้องใช้ชีวิตแบบเว้นระยะห่าง (Social Distancing) ทำให้การทำกิจกรรมแบบรวมกลุ่มกันของงานจิตอาสา จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น แต่ในเมื่อลูกของคุณพ่อคุณแม่ก็ยังคงต้องการการเรียนรู้ทักษะชีวิตอยู่ ทาง ทีมแม่ ABK จึงได้หาวิธีและรวบรวม โครงการจิตอาสา ที่สามารถทำได้ที่บ้านมาฝากกัน 

อาสาอ่านหนังสือให้คนตาบอด

โครงการจิตอาสา อ่านหนังสือเพื่อคนตาบอด
โครงการจิตอาสา อ่านหนังสือเพื่อคนตาบอด

Read for the Blind อ่านหนังสือเพื่อคนตาบอด เป็นแอพพลิเคชั่นแรกที่คิดค้นมาเพื่อทุกคน ได้มีโอกาสร่วมกันสร้างหนังสือเสียงให้คนตาบอด ด้วยการอ่านหนังสือหรือบทความสั้นๆ จาก เวบไซต์ แมกาซีน หนังสือพิมพ์ หรือคอลัมน์ที่น่าสนใจ Read for the Blind แอพพลิเคชั่น รองรับการอ่านหนังสือจากหลายๆคนรวมกันเป็นหนึ่งเล่ม หนึ่งคนอาจจะอ่านเพียงแค่บทเดียว และจากหลายๆบทจะรวมเป็นหนึ่งเล่ม หนังสือเสียงหรือบทความที่สมบูรณ์แล้วเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นไฟล์เสียงที่เหมาะสมสำหรับคนตาบอดและส่งไปยัง สายด่วนข่าวสารความรู้ ที่เบอร์ 1414 ซึ่งเป็นการให้การบริการฟรีเพื่อฟังหนังสือเสียงผ่านทางโทรศัพท์

เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Read for the Blind แล้วทำตามขั้นตอนในแอพ ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา อ่านหนังสือเพื่อคนตาบอดได้แล้ว

"<yoastmark

 

Read for the Blind ระบบ Android

Read for the Blind ระบบ IOS

นอกจากนี้สำหรับมือใหม่ยังสามารถเข้ารับการอบรมฝึกการอ่านหนังสือเสียงได้ฟรี และเข้าร่วมกิจกรรมอาสานี้ผ่านทางระบบออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Zoom ได้อีกด้วย โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB:Daisy Thailand Project
โครงการจิตอาสา หนังสือเสียง
โครงการจิตอาสา หนังสือเสียง

อาสาส่งพลาสติกกลับบ้าน

 

ส่งพลาสติกกลับบ้าน
ส่งพลาสติกกลับบ้าน

TRBN ร่วมกับภาคีโครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” รับมือวิกฤตขยะจากสถานการณ์โควิด-19 ฝึกวินัยจาก “ต้นทาง” ในบ้านเรา: แยกพลาสติกใช้ครั้งเดียว และขยะอันตราย ออกจากขยะทั่วไป ง่ายๆ และทำได้ทันทีช่วยลดความเสี่ยงให้พี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ส่งพลาสติกและวัสดุอื่นๆ เข้าสู่ระบบ recycle หรือ upcycle ลดภาระบ่อฝังกลบ และทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นไปได้จริง เพื่อความยั่งยืน

เป้าหมายและจุดประสงค์หลักของโครงการอาสาส่งพลาสติกกลับบ้านนี้ หากคุณพ่อคุณแม่สนใจ และมีแนวคิดร่วมด้วยกับกิจกรรมอาสานี้ สามารถพาลูก ๆ เข้าร่วมกับโครงการได้ไม่ยากเลย โดยเริ่มได้ที่บ้าน จากชีวิตประจำวัน ช่วยกันแยกขยะ ทำความสะอาด และรวบรวมทิ้งตามจุดที่ทางโครงการอาสากำหนดไว้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: ส่งพลาสติกกลับบ้าน

Paper Ranger จิตอาสาสมุดเพื่อน้อง

 

โครงการจิดอาสา paper ranger
โครงการจิดอาสา paper ranger
Paper Ranger จิตอาสาสมุดเพื่อน้อง” มีหลักคิดเพื่อสร้างและกระตุ้นให้คนในสังคมมาร่วมกันทำงานด้านจิตอาสาผ่านกระบวนการง่ายๆและเริ่มต้นทำได้จากเรื่องใกล้ๆตัว ด้วยการรับบริจาคกระดาษเอสี่รีไซเคิล (ใช้ด้านเดียว) แล้วจัดกิจกรรมสอนอาสาสมัครให้นำมาทำเป็นสมุดทำมือที่น่าใช้และเหมือนใหม่ (จะไม่เห็นด้านที่ใช้แล้วหลังจากทำเสร็จ) เพื่อนำไปบริจาคต่อให้กับน้องๆที่ขาดแคลนตามถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ (ปัจจุบัน ส่งถึงมือน้องแล้วกว่า 250,000 เล่ม)
โครงการนี้เกิดขึ้นมาในปี พ.ศ. 2550 โดยปัจจุบันเป็นโครงการหนึ่งที่ดำเนินการภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
สำหรับโครงการอาสานี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูก ๆ เข้าร่วมกิจกรรมที่บ้าน ได้สองแบบ คือ
กระดาษนี้เพื่อน้อง
กระดาษนี้เพื่อน้อง
  1. ร่วมบริจาคกระดาษที่ใช้แล้ว เป็นกระดาษเอสี่ที่ผ่านการใช้งานมาหนึ่งหน้าและยังมีอีกหน้าที่ว่างอยู่ (ได้ทุกแบบ ทุกสี ผ่านการเข้าเล่มเจาะรูแล้วก็ได้เช่นกัน) สามารถจัดส่งมาที่ บ้านจิตอาสา (โครงการ Paper Ranger) 2044/21 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. 10310 (กรุณาส่งมาเป็นแบบธรรมดาก็เพียงพอครับ ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือ EMS) หรือสามารถนำมาให้ด้วยตนเองก็ได้
  2. ช่วยกันกดไลท์ กดแชร์ เพื่อส่งต่อเรื่องราวของโครงการของเราไปยังคนอื่น ๆ  เพื่อที่ว่าทุกคนจะได้รับรู้และมาช่วยกันคนละไม้คนละมือในรูปแบบที่ทุกคนสามารถช่วยได้

นอกจากวิธีร่วมงานอาสาทั้งสองแบบแล้วทางโครงการยังมีกิจกรรมให้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ แก่สังคมอีกมาก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: Paper Ranger จิตอาสาสมุดเพื่อน้อง

เคล็ดลับสอนลูก กับกิจกรรมจิตอาสา

  • งานจิตอาสาที่เลือกควรมีทั้งแบบทำร่วมกับเด็กอื่น และทำร่วมกันกับครอบครัว ข้อดีของการทำร่วมกับพ่อแม่ คือ เขาจะได้เห็นตัวอย่างที่ดี มีต้นแบบ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก คือ การได้เห็นตัวอย่างและได้ลงมือทำ
  • สร้างบรรยากาศที่ดีเวลาร่วมกันทำกิจกรรม ข้อควรระวังสำหรับคุณพ่อคุณแม่ คือ อย่าดุลูก เพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน ให้เขาได้รู้สึกว่างานอาสาเป็นเรื่องสนุก อยากทำด้วยใจไม่ใช่การบังคับ
  • พยายามให้ลูกได้ทำด้วยตัวเอง หากคุณพ่อคุณแม่ไปทำทุกอย่างให้ลูกเสียหมด เขาจะไม่รู้สึกภาคภูมิใจในงาน และตนเอง ให้ลูกได้เผชิญปัญหา และรู้จักแก้ไขปัญหานั้นด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยแนะนำพอ เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงศักยภาพออกมา
  • หลังจากได้ร่วมทำกิจกรรมอาสาแล้ว ควรมีการนั่งพูดคุยถึงสิ่งที่ได้ทำมาว่า ตรงตามจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ไหม เกิดอุปสรรคอะไรบ้าง แล้วแก้ปัญหากันอย่างไร ดีพอไหม คราวหน้าจะวางแผนอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก เป็นต้น
ข้อมูลอ้างอิงจาก ปิดเทอมสร้างสรรค์

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ไอเดีย…กิจกรรมเล่นกับลูกที่บ้าน สนุก ไม่น่าเบื่อ

Apple แนะนำ 30 กิจกรรมสร้างสรรค์ ให้ลูกทำบน iPhone, iPad (ดาวน์โหลดฟรี)

12 กิจกรรมจิตอาสา ปลูกฝังให้ลูกมีน้ำใจ สร้างจิตสาธารณะตั้งแต่เล็ก

5 เทคนิค สอนลูกเก็บของ ฝึกวินัยแบบไม่ต้องบังคับ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรงเรียนอนุบาล

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

การเตรียมความพร้อมให้ลูกก่อนลูกเข้าเรียนที่ โรงเรียนอนุบาล จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกเมื่อลูกต้องไปเจอกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่มีพ่อแม่คอยอยู่ใกล้ ๆ ทีมแม่ ABK ขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาเพิ่มทักษะให้ลูกก่อนเข้าเรียนอนุบาลกันค่ะ

13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล

ทารกน้อยที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของแม่ ยังทำหลายสิ่งหลายอย่างเองไม่ได้ ได้เรียนรู้ที่จะนั่ง กิน ยืน คลาน เดิน และค่อย ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ ได้เองในวัย 2-3 ขวบ….ในวันนี้ ถึงวัยที่เด็กน้อยคนนั้นจะต้องออกไปเรียนรู้โลกกว้างที่อยู่นอกบ้าน โดยที่ไม่มีแม่ที่แสนใจรู้ใจลูกมาคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แล้ว แน่นอนว่าแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงว่าลูกจะปรับตัวกับ โรงเรียนอนุบาล ได้หรือไม่? ลูกมีความพร้อมมากพอหรือยังที่จะอยู่นอกบ้านกับคุณครูและเพื่อนใหม่? ลูกยังกินข้าวแล้วหกเลอะเทอะอยู่เลย ใส่เสื้อเองก็ยังไม่เป็นเลย ไปโรงเรียนแล้วจะทำเองได้หรือไม่? เพื่อลดความกังวลเหล่านี้ การเตรียมความพร้อม การฝึกทักษะต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูก จะช่วยให้ลูกมีความพร้อมและคลายความกังวล ลูกจะรู้สึกสนุกที่ได้ไปโรงเรียน ไปเจอเพื่อนใหม่ คุณครูคนใหม่ ได้นั่นเอง

13 เช็คลิสต์ที่ลูกน้อยต้องมีก่อนเข้าเรียนอนุบาล

เมื่อถึงวัยที่ลูกจะต้องเข้าเรียนที่ โรงเรียนอนุบาล แล้ว ลูกพร้อมหรือยัง? คำถามนี้ตอบได้ยากมากค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนมีความพร้อมที่ไม่เท่ากัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมแล้วหรือยังไม่พร้อม? ให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตสัญญาณดังนี้

  • ลูกสามารถที่จะแยกจากคุณพ่อคุณแม่ได้ (ในที่ที่ปลอดภัย) ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • ลูกมีความสนใจในของเล่นอื่น ๆ โดยไม่ต้องมีพ่อหรือแม่มาอยู่ใกล้ ๆ และเล่นของเล่นชิ้นนั้นได้เองบ้าง
  • ลูกรู้สึกสบายใจที่จะเล่นกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ หรือผู้ใหญ่คนอื่น ๆ

หากลูกแสดง 3 สัญญาณนี้ให้คุณพ่อคุณแม่เห็น แสดงว่าลูกมีความพร้อมที่จะได้ไปเจอโลกกว้างแล้ว ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องหา โรงเรียนอนุบาล ให้ลูกกันแล้ว

must read:

อัพเดทล่าสุด! ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล 2563 ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

เผยเหตุผล..ทำไมพ่อแม่ควร เลือกโรงเรียนอนุบาล ที่วันๆ เอาแต่เล่นให้กับลูก?

หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้

และเมื่อได้ โรงเรียนอนุบาล กันแล้ว ก่อนที่จะส่งลูกเข้าเรียนวันแรก มาฝึกทักษะให้ลูกเพื่อให้ลูกได้รู้สึกมั่นใจ พร้อม และสนุกที่จะได้ไปโรงเรียน กับ 13 ทักษะที่ลูกควรมีก่อนเข้า โรงเรียนอนุบาล กันค่ะ

  1. สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามเวลาได้
  2. สามารถสลับหรือผลัดกันเล่นหรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้ รู้จักการรอคอยเมื่อยังไม่ถึงคิวตัวเอง
  3. รู้จักระงับอารมณ์ตนเองได้เมื่อผิดหวัง
  4. สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
  5. รู้จักสี (บางสี) ตัวอักษร (ก-ฮ, A-Z) และตัวเลข
  6. สามารถนั่งฟังนิทานได้นิ่ง ๆ เป็นเวลา 10 นาที
  7. สามารถเล่นบทบาทสมมุติได้
  8. ต่อบล๊อคหรือเล่นของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ได้ ซึ่งหมายถึงการมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ดี
  9. สามารถกระโดด ขว้างและรับลูกบอล เดินขึ้นลงบันไดแบบสลับขาได้
  10. สามารถแต่งตัวได้เอง (โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เล็กน้อย)
  11. พูดได้เป็นประโยค ร้องเพลงได้
  12. นั่งบนเก้าอี้ได้ และสามารถดื่มน้ำจากถ้วยได้เอง
  13. สามารถบอกว่าต้องการอึ/ฉี่ ได้ (ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน)
เตรียมลูกเข้าอนุบาล
เตรียมลูกเข้าอนุบาล

ฝึกลูกอย่างไร ให้พร้อมเข้าเรียนอนุบาล?

ทักษะที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ ในบางข้ออาจจะดูยากเกินไป เพราะลูกยังเล็กอยู่ เราจึงมีเทคนิคการฝึกทักษะสำหรับการเตรียมพร้อมเข้าเรียนอนุบาล ดังนี้

  • เมื่อลูกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเจอกับความโกรธ ความผิดหวัง ลองสอนทริคในการควบคุมอารมณ์ เช่น หายใจเข้าลึก ๆ การนับ 1-10 หรือการเป่าลมเข้าออกให้เหมือนการเป่าเทียน เป็นต้น เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน ทั้งของเล่น และหลายสิ่งหลายอย่างอาจจะต้องแบ่งปันกันเล่น แบ่งปันกันใช้ ลูกอาจจะต้องเจอกับความผิดหวังบ้าง การฝึกให้ลูกรู้จักรับมือกับความโกรธ จะช่วยให้ลูกปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ดีขึ้น
  • ตั้งกฎเกณฑ์และข้อจำกัดในบ้านอย่างชัดเจน และ ทำตามอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตั้งกฏให้ลูกดูการ์ตูนได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ก็ไม่ควรให้ลูกดูเกินกำหนดเวลาที่คุยกันไว้ เป็นต้น การทำเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกรู้จักการปฏิบัติตามกฏของโรงเรียนได้ง่ายขึ้น
  • กำหนดเวลาในการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น เวลาในการกินนม ทานข้าวเที่ยง เพื่อให้ลูกได้ทำตามกิจวัตรที่โรงเรียนได้ดี
  • ให้ลูกได้ใช้เวลากับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ นอกจากพ่อแม่บ้าง เพื่อให้ลูกได้คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับคุณครู
  • อ่านนิทานต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ่อย ๆ และพูดคุยเกี่ยวกับนิทานเรื่องนั้น ๆ เพื่อฝึกลูกให้คิด วิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ
  • ทำงานศิลปะร่วมกัน เพื่อให้ลูกฝึกการใช้ดินสอ ดินสอสี ในการวาดเขียน
  • ลองหาชุดจากการ์ตูนที่ลูกชอบมาให้ลูกลองใส่เอง เพื่อฝึกให้ลูกแต่งตัวเอง และฝึกการเล่นบทบาทสมมุติ
  • พาลูกเล่นนอกบ้านให้มากเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับสถานที่อื่น ๆ นอกเหนือจากบ้าน
  • เล่นกับลูก โดยการให้ลูกเป็นผู้นำในการเล่น เพื่อฝึกลูกให้เป็นผู้นำและมีความมั่นใจในตัวเอง
  • พาลูกเที่ยวพิพิธภัณฑ์ (อ่านต่อ พาลูกเที่ยว พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ 5 มิวเซียมเข้าฟรี มีแต่คุ้มกับคุ้ม!!)
  • ลดเวลาการดูมือถือ สมาร์ทโฟน การ์ตูนต่าง ๆ ของลูกให้น้อยลง

เมื่อลูกมีทักษะเหล่านี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะคลายกังวลได้ระดับหนึ่งว่าลูกจะสามารถออกสู่อ้อมอกแม่ไปเรียนได้อย่างมั่นใจและมีความสุข

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

9 วิธีสอนลูกไม่ให้แกล้งเพื่อน หรือไปทำร้ายคนอื่น

11 ประโยค ปลอบใจลูก ที่พ่อแม่ควรพูดยามลูกร้องไห้

9 การ์ตูนดิสนีย์ มาใหม่!! ที่เด็กควรดู ฉบับล่าสุดปี 2021

8 เทคนิคดีๆ เริ่มต้นวางแผนเพื่อ 60 นาทีเลี้ยงลูกนอกบ้าน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thebump.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ท่องศีล5

ท่องศีล5 ลูกได้แค่จำ ลองวิธีใหม่ช่วยเข้าถึงแก่นธรรมง่ายๆ

ศีลหลักธรรมพื้นฐานการดำรงชีวิตมนุษย์ ที่เราให้เด็ก ๆ ท่องศีล5 กันจนขึ้นใจ แต่เขาจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงไหม คงต้องขึ้นอยู่กับวิธีการสอนของคุณ

ท่องศีล5 ลูกได้แค่จำ ลองวิธีใหม่ช่วยเข้าถึงแก่นธรรมง่ายๆ

ประเทศไทย มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จึงมิใช่เรื่องแปลกที่เราจะได้เห็นเด็กไทย ท่องศีล5 กันได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าในสมัยวัยเด็กของพ่อแม่อย่างเรา ๆ ก็คงคุ้นเคยกันดีกับวิชาพระพุทธศาสนา ที่ได้ถูกบรรจุลงในหลักสูตร และมีชั่วโมงเรียนในตารางสอน แต่ในปัจจุบันนั้นก็ไม่ทราบได้ว่าชื่อวิชาจะถูกเปลี่ยนไปหรือยัง แต่ก็ยังคงเห็นเด็ก ๆ ได้เล่าเรียนหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนากันอยู่

ศีล 5 ใคร ๆ ก็ท่องได้

ก่อนที่เราจะท่องศีลทั้ง 5 ข้อ นั้น เรามาทำความรู้จักกับความหมายของศีลกันดีกว่า

ศีล คือ เจตนา ความตั้งใจที่จะงดเว้นกายทุจริต 3 วจีทุจริต4 และมโนทุจริต 3 คือการสำรวมระวัง ปิดกั้นความชั่ว และไม่ล่วงละเมิดข้อห้าม

  • กายทุจริต 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
  • วจีทุจริต4 คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ
  • มโนทุจริต 3  คือ ความโลภอยากได้ของผู้อื่น การมีจิตคิดพยาบาท และมีความเห็นผิด

ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้ศีล 5 นั้นมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับมนุษยธรรม อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่มนุษย์นั้นบัญญัติขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  เมื่อใดที่มนุษย์ขาดศีล 5 ไป ความเป็นมนุษย์ก็ลดลง

เบญจศีล หรือ ศีล 5 ได้แก่

  1. ปาณาติปาตาเวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์
  2. อทินนาทานาเวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ การละเว้นจากการลักทรัพย์ที่เจ้าของไม่ยินยอม
  3. กาเมสุมิสฉาจาราเวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ การละเว้นจาการประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมียคนอื่น
  4. มุสาวาทาเวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ การละเว้นจากการพูดปด พูดจาโกหก
  5. สุราเมรยมัฌชปะมาทัตถานาเวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ การละเว้นจากการดื่มสุราเมรัย และเครื่องดองของมึนเมาทุกชนิด

จากทั้งความหมาย และข้อกำหนดของศีล 5 นั้น เราจะเห็นได้ว่าเป็นคำภาษาบาลี สันสกฤต และภาษาต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็น่าแปลกใจไหมว่าทำไมเรากลับจำคำยาก ๆ เหล่านั้นได้อย่างขึ้นใจ และคงไม่ใช่เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่เท่านั้นที่สามารถท่องคำเหล่านี้ได้ ลองไปถามลูก ๆ เราดูสิว่า เด็ก ๆ ก็สามารถท่องศีล5 ข้อนี้ได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่จะเข้าใจถึงความหมายแท้จริงที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง คงน่าเสียดายที่ข้อคิด หลักปฎิบัติดี ๆ เหล่านี้จะอยู่ได้เพียงแค่ในตำรา และความจำ

สอนศีลลูก ไม่ใช่แค่ ท่องศีล5
สอนศีลลูก ไม่ใช่แค่ ท่องศีล5

ศีล 5 ฉบับเข้าใจง่าย ด้วยภาษาสำหรับเด็ก

การสอนในแบบเก่า ผู้ใหญ่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการขู่ให้กลัว เพราะเป็นวิธีที่เห็นผลได้เร็ว ดังจะเห็นได้จากคำโบราณที่คุณพ่อคุณแม่อาจเคยได้ยินมาในสมัยเด็กว่า “อย่าทำผิดศีล อย่าฆ่าสัตว์นะ เดี๋ยวตายไปจะตกนรกลงกระทะทองแดง” แต่ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับ และเกิดคำแนะนำจากคุณหมอเด็กมากมายที่ได้เตือนว่า การใช้วิธีการขู่เด็กให้กลัวจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูก ทำให้เด็กเกิดอารมณ์ด้านลบซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาต่อพฤติกรรมในอนาคต เช่น ลูกจะกลายเป็นเด็กขี้กลัว ไม่ไว้ใจโลก เก็บตัว เป็นต้น

ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราเปลี่ยนการสอนเรื่องศีล5 มาเป็นคำสอนที่ใช้คำที่เข้าใจได้ง่าย และแสดงให้เห็นถึงเหตุและผลของแต่ละข้อว่า ทำแล้วจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามมาอย่างไร เพื่อให้ลูกสามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเขาจะได้นำไปปฎิบัติด้วยใจ ไม่ต้องบังคับ หรือขู่เข็ญ

     1. ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ แต่ต้องรู้วิธีหลีกเลี่ยง และระวังสัตว์มีพิษ

เป็นการสอนให้ลูกรู้จักถึงคุณค่าของชีวิตทุกชีวิตบนโลก หากเขาตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่แล้ว เขาย่อมไม่อยากฆ่า หรือทำร้ายใคร รวมถึงการที่เขาต้องรู้จักการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสงบ เย็น เป็นสุข และไม่เบียดเบียนกันด้วย วิธีง่าย ๆ อาจเริ่มจากการให้ลูกได้มีสัตว์เลี้ยง เช่น หมา แมว เด็กจะเข้าใจถึงความแตกต่างของชีวิตแต่ละสายพันธุ์ว่ามีวิถึชีวิตที่ไม่เหมือนกันแต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แถมยังเป็นการฝึกความรับผิดชอบให้ลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

ลองมาอ่านบทความดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการสอนลูกเรื่องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกัน สอนลูกรัก เข้าหาสัตว์อย่างถูกวิธี

โลกมีสองด้าน สัตว์ก็เช่นกัน นอกจากพ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักเมตตาต่อสัตว์แล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรสอนให้ลูกได้เรียนรู้ไว้ นั่นคือ การระมัดระวังอันตรายจากสัตว์มีพิษ แม้สัตว์เหล่านั้นจะเป็นอันตรายแต่ถ้าเรารู้จักหลีกเลี่ยงให้ห่าง ระวังอย่าเข้าใกล้ ก็สามารถหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนชีวิตเขาได้

     2. ไม่ลักทรัพย์ ไม่ขโมยของผู้อื่น

หากฟังดูคำเหล่านี้ อาจฟังดูเป็นคำพูดที่ไกลตัวต่อเด็ก เพราะเด็กไม่น่าจะเข้าใจในทรัพย์สินมีค่าเงินทอง แต่การสอนศีลข้อนี้แก่เด็กนั้น เราต้องนึกกว้างไปถึงกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคมกับผู้อื่น นั่นคือ การไม่หยิบของผู้อื่นมาเป็นของตน หากต้องการก็ให้ขอจากเจ้าของก่อนเสมอ และรวมไปถึงสอนให้ลูกจักการแบ่งปัน

เด็กขโมยเป็นจริงหรือ

เนื่องจากหัวข้อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณหมอบอกว่า เป็นปัญหาที่พ่อแม่มาปรึกษาด้วยมาก ดังนั้นเรามาลองฟังความคิดเห็นของคุณหมอ ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  เกี่ยวกับเด็ก และการขโมยใน บทความการพูดปดและลักขโมย ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลกัน

การขโมย

เนื่องจากต้องพิจารณาตามพัฒนาการของเด็ก โดยในเด็กวัยอนุบาล เราอาจใช้คำว่า “หยิบของคนอื่นโดยไม่ได้ขอ” ซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่าการว่าเด็กขโมย เนื่องจาก เด็กยังไม่เข้าใจเรื่องของความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะหากโตมาในบ้านที่ทุกคนในบ้านต่างหยิบของของกันและกันใช้ได้เป็นเรื่องธรรมดา
แต่หากเป็นการขโมยเพื่อหวังประโยชน์นั้น อาจมีสาเหตุจาก
  • ขโมยเพื่อฐานะทางสังคม เช่น เพื่อให้มีไม่ถูกล้อ ไปติดสินบนเพื่อนที่ข่มขู่จะแกล้ง หรือ เพื่อจะได้เข้ากลุ่มเพื่อนที่เขาทำกัน
  • อยากได้ของชิ้นนั้นมาเป็นของตนจริงๆ ทั้งที่อาจไม่ใช่ของมีค่า
  • ทำเพราะต้องการให้เจ้าของเดือดร้อน เป็นการกลั่นแกล้งหรือล้างแค้น ซึ่งอาจมีจุดประสงค์ถึงให้ผู้ปกครองของตนเดือดร้อน และหันมาสนใจตนบ้างด้วยก็มี
  • กระทำเพื่อหวังมูลค่าสินทรัพย์ เหมือนอาชญากรรม

การแก้ไข

ควรสอนการเก็บดูแลรักษาของทั้งของตนและของคนอื่นตั้งแต่เด็ก ในเด็กเล็ก ควรให้เด็กเอาของไปคืนเจ้าของ แต่หากเป็นการกระทำเพื่อหวังประโยชน์ ก็ควรไต่ถาม แกไข ตามสาเหตุ เช่น สร้างสัมพันธภาพกับเด็กให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรให้เด็กมีส่วนรับผิดชอบชดใช้กับการขโมยของตนด้วยตามเหมาะสม
จากบทความคุณหมอได้ชี้ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วว่าบางทีความเคยชินของผู้ใหญ่บางอย่างก็ไปทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์โดยที่ลูกเองอาจไม่ได้ตั้งใจ ส่วนสำคัญในการสอน คือ การขออนุญาตจากเจ้าของก่อนเสมอ

     3. ไม่แย่งของรักของผู้อื่น ไม่รังแกเพื่อน หรือทำให้เพื่อนต้องอับอาย เคารพซึ่งกันและกัน

ไม่แย่งของรักคนอื่น ท่องศีล55
ไม่แย่งของรักคนอื่น ท่องศีล5

ในศีลข้อนี้ ถ้าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ก็คงอธิบายถึงความหมายได้ไม่ยาก แต่ถ้าต้องสอนเด็กแล้วพ่อแม่ต้องรู้จักประยุกต์ ถ้าจะสอนลูกไม่ให้แย่งของรักของคนอื่น พ่อแม่ต้องทำดีกับลูก หรือคู่ชีวิตก่อน เพื่อให้ลูกสัมผัสถึงความรักว่า พ่อรักแม่ เพราะแม่ทำดีกับพ่อ หรือแม่รักพ่อเพราะพ่อทำดีกับแม่ ฉะนั้น ความรักนั้นจึงไม่ใช่ความรักต่างเพศอย่างเดียว แต่ยังเป็นความรักต่อผู้คน มีความเกื้อกูลที่กว้างออกไปกว่าความรักเชิงชู้สาว พ่อแม่ต้องตีความ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น และเข้าใจว่า ความรักเป็นเรื่องสวยงาม โลกจะน่าอยู่ เพราะความรักที่มนุษย์มีให้แก่กัน เคารพซึ่งกันและกัน แล้วลูกจะรู้จักรักเมื่อเขารัก และเคารพผู้อื่น เขาก็จะไม่ไปเบียดเบียนความรัก ความสัมพันธ์ของคนอื่น

     4. ไม่พูดโกหก ไม่พูดปด กล้ายอมรับความจริง ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา

การพูดปด

สำหรับการตัดสินว่า เด็กพูดปดหรือไม่นั้น ผู้ใหญ่มักใช้ความเข้าใจของตนเองเป็นหลัก ว่าเด็กต้องการผลประโยชน์ หรือหลบเลี่ยงสิ่งที่เด็กเองไม่ชอบ แต่หากพบในเด็กวัย 3 ถึง 5 ขวบ แล้ว อาจไม่เรียกว่า เป็นการพูดปดก็ได้เนื่องจาก
  • เด็กยังไม่มีพัฒนาการการเข้าใจ และใช้ภาษาอย่างสมบูรณ์พอ ความหมายของคำที่เด็กพูด อาจไม่ตรงกับที่ผู้ใหญ่เข้าใจ ในทางตรงข้าม เด็กก็อาจตีความคำที่ผู้ใหญ่พูดด้วยผิดไป ทำให้ตอบเหมือนพูดปด
  • เด็กยังแยกไม่ได้ว่า สิ่งที่พูดเป็นสิ่งที่ตนเองคิดขึ้นเองหรือเป็นความจริง เช่น เล่าว่า ไปเห็นไดโนเสาร์ ทั้งที่ไปเห็นกิ้งก่ามา หรือไปเที่ยวขั้วโลกมา เป็นต้น
แต่หากเด็กจงใจปดนั้น มักมีสาเหตุมาจาก
  • ปดเนื่องจากต้องการปกป้องตนเองจากการถูกลงโทษต่างๆ โดยเฉพาะในรายที่ครอบครัวชอบลงโทษรุนแรง เคยบอกเด็กว่า พูดมาตรงๆจะไม่ว่า แต่แล้วก็ลงโทษภายหลัง
  • ปดเลียนแบบที่เคยเห็นตัวอย่าง โดยเฉพาะจากคนในบ้าน ครู เพื่อน และตัวละครในสื่อต่างๆ
  • ปดเพื่อให้คนอื่นหันมาสนใจหรือชมเชยตนบ้าง มักพบในเด็กที่รู้สึกว่า ถูกครอบครัวหรือสังคมทอดทิ้ง ไม่มีความภูมิใจในตนเอง การปดอาจสร้างความตื่นเต้นให้ตนเอง ทำให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจตนบ้าง หรือมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น เช่น บอกว่า สอบได้คะแนนดี ในกรณีนี้ ถือว่า เด็กกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

การแก้ไข

ทั่วไปคือ กำจัดสาเหตุทั้งสามข้อออกไป แต่ไม่ควรให้รางวัลเมื่อเด็กรับความจริง ตัดสินสิ่งที่เขากระทำอย่างยุติธรรมสม่ำเสมอ
โดย..ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
เมื่อลูกพูดโกหก ท่องศีล5
เมื่อลูกพูดโกหก ท่องศีล5

ดังนั้นก่อนจะสอนลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจกับเหตุแห่งการโกหกของลูกก่อน ว่าเกิดจากสาเหตุใด มองในมุมที่เด็กคิดมิใช่เหตุผลของผู้ใหญ่ แล้วการสอนของเราถึงจะส่งไปถึงลูกได้อย่างแท้จริง

     5. ไม่ดื่มของมึนเมา รวมถึงเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ เป็นโทษต่อร่างกาย

ในศีลข้อนี้ พ่อแม่ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ว่า โลกภายนอกมีสิ่งที่จะมอมเมาอยู่มาก แต่ลูกต้องตื่นรู้เท่าทัน แล้วเลือกสรรแต่สิ่งที่ดี เช่น ไม่ดื่มน้ำอัดลม และน้ำสีที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เลือกดื่มแต่น้ำสะอาด ดื่มนม หรือดื่มน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นเมื่อพ่อแม่ปลูกฝังให้เด็กแยกแยะสิ่งดี และสิ่งไม่ดีเป็นแล้ว เด็กจะรู้จักคิด วิเคราะห์แยกแยะ และเลือกสรรน้ำที่เป็นประโยชน์ เมื่อโตขึ้น เด็กก็จะรู้ว่า สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีแต่จะทำลายชีวิต เมื่อเห็นถึงโทษต่อให้เพื่อนชักชวนอย่างไรเขาก็สามารถยับยั้งชั่งใจได้ด้วยตนเอง

การสอนเด็กในเรื่องศีล 5 นั้น ความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็น หากแต่เพียงเราทำความเข้าใจธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กเสียหน่อย คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถสื่อสารข้อความยาก ๆ ไปถึงลูกน้อยได้ด้วยถ้อยคำที่ทำให้เขาเข้าใจได้ดีกว่าการนั่งท่องจำคำแบบผู้ใหญ่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ลูกก็คงจะได้เพียงแค่ความรู้ในตำราเรียน แต่ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และสิ่งสำคัญอีกอย่างกับการสอนลูก นั่นคือ ตัวคุณพ่อคุณแม่เองที่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกในเรื่องนั้น ๆ ที่เราต้องการสอน เพราะคำพูดใด ๆ ก็ไม่สู้ลงมือทำเป็นตัวอย่างให้เขาเห็นเอง

ข้อมูลอ้างอิงจาก RamaMentalhappybabito.comsanook.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ทิศทั้ง 6 มีอะไรบ้าง และมีแนวทางที่ลูกควรปฏิบัติอย่างไร?

เดนมาร์กสอนวิชา “ความเห็นใจผู้อื่น” ในชั้นเรียน

คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก ข้อคิดสะกิดใจจากคุณหมอ!!

ลูกโกหก แค่เพียง 3 ขวบก็โกหกได้แล้วจริงหรือ?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานไทย

7 นิทานไทย นิทานพื้นบ้านสนุก ๆ ให้แง่คิด สอนใจลูกทุกวัย

นิทานไทย หรือนิทานพื้นบ้านนั้น เป็นหนังสืออีกหนึ่งประเภทที่แฝงด้วยคติสอนใจ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้ข้อคิดดี ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาเล่าให้เด็ก ๆ ได้ฟังที่นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้ว ยังสามารถนำมาแง่คิดมาเป็นคำสอนให้ลูกได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยนิทานพื้นบ้านไทยนั้นถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าสู่รุ่นต่อรุ่น และแต่ละท้องถิ่นก็มีนิทานเรื่องเล่าที่แตกต่างกันออกไป

7 นิทานไทย นิทานพื้นบ้าน ให้แง่คิด สอนใจลูก

1.นิทานเรื่องจระเข้สามพัน

ในแม่น้ำสายหนึ่งมีจระเข้ชุกชุมถึงสามสายพันธุ์ด้วยกัน จึงทำให้ไม่มีใครกล้ามาจับปลา มีเพียงตาอยู่คนเดียวเท่านั้นที่คลุกคลีกับจระเข้และจับปลามาขายได้ เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนที่ใช้แม่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ได้ เรื่องนี้จึงร้อนถึงหูพระราชา ตาอยู่จึงได้บอกกับพระราชาไปว่า ได้เลี้ยงจระเข้ตัวหนึ่งตั้งแต่ยังเล็กมันจึงไม่ทำร้าย ส่วนจระเข้ตัวอื่นถ้ามันกินอิ่มมันก็จะไม่ทำร้ายคน

พระราชาจึงได้มีพระราชโองการสั่งให้เสมียนไปนับจำนวนจระเข้เพื่อที่จะได้นำอาหารไปเลี้ยงพวกมันได้อย่างทั่วถึง เสมียนทั้งสามคนก็พยายามนับจระเข้ที่อยู่ทั้งบนบกและในน้ำ สุดท้ายก็นับจระเข้ได้คนละหนึ่งพันตัว รวมทั้งหมดมีจระเข้ถึงสามพันตัว และพระราชาก็ได้สั่งให้เลี้ยงอาหารจระเข้จนอิ่มและไม่ออกมาทำร้ายชาวบ้าน และหากินในแม่น้ำแห่งนี้ได้อย่างมีความสุข นิทานเรื่องนี้เป็นตำนานหรือนิทานพื้นบ้านของจังหวัดสุพรรณบุรี จนกลายมาเป็นชื่อตำบลจระเข้สามพันจนถึงทุกวันนี้

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Skybook Channel

2.นิทานเรื่องเศรษฐีกับยาจก

มีชายสองคนที่มีฐานะต่างกัน ทั้งสองได้เป็นเพื่อนกัน ชายคนแรกมีฐานะร่ำรวย แต่อาศัยอยู่ตามลำพัง ไม่มีญาติพี่น้อง ส่วนชายคนที่สองมีครอบครัวที่อยู่อย่างมีความสุขแต่มีฐานะยากจน ชายคนแรกได้บอกว่า ถึงแม้จะอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่คิดอิจฉา ด้วยความที่มีทรัพย์สินเงินทองให้ใช้มากมาย ส่วนชายคนที่สองก็บอกว่า ไม่เคยคิดอิจฉาเช่นกัน เพราะมีครอบครัวที่ดี มีลูกคอยดูแล ชายทั้งสองต่างก็พยายามพูดให้อิจฉาในชีวิตในแบบของตนโดยไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดชายคนที่สองจึงออกความเห็นให้ต่างฝ่ายต่างมากินข้าวที่บ้านของแต่ละคน เมื่อชายคนที่สองได้ไปกินข้าวที่บ้านชายคนแรกก็พบว่าบ้านของชายคนแรกมีของใช้ของกินมากมาย แต่กลับต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นที่จะต้องทำอะไรคนเดียว และเมื่อชายคนแรกไปกินข้าวที่บ้านของชายคนที่สองก็พบว่า เขาไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะมีลูก ๆ คอยช่วยเหลืองานบ้านต่าง ๆ และกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Arunsin Benz

3.นิทานเรื่องทิศกับโทน

มีชายสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ ชื่อ ทิศกับโทน แต่ก็มีนิสัยที่ต่างกัน ทิศมีนิสัยโลภมาก ส่วนโทนเป็นคนขี้อิจฉา วันหนึ่งทั้งสองมีความทุกข์จึงพากันไปไหว้เจ้าปู่พญานาคที่ชาวบ้านในหมู่บ้านนับถือ เจ้าปู่รู้ว่านิสัยของทั้งสองเป็นอย่างไร จึงปรากฏตัวและบอกว่า “จะให้พรวิเศษแก่คนแรกที่ข้อ ส่วนอีกคนก็ได้ผลเป็นสองเท่าของคนแรก” ทิศผู้โลภมากจึงบอกให้โทนขอก่อน ส่วนโทนขี้อิจฉาก็รู้ทันเลยขอว่า “ขอให้ตัวเองตาบอกข้างหนึ่ง” เจ้าปู่จึงให้พรตามคำขอ ผลก็คือความโลภทำให้เจ้าทิศตาบอดสองข้าง และเจ้าโทนก็ต้องตาบอดข้างหนึ่ง เป็นการสั่งสองให้ทั้งคนโลภและคนขี้อิจฉา นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความโลภและความอิจฉาจะนำความเสียหายมาสู่ตัวเองได้

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : นิทานสอนน้อง

4.นิทานเรื่องพญาคันคาก

พญาแถนเป็นผู้ควบคุมฟ้า คอยปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขชาวบ้านอยู่เสมอ จึงเป็นที่สักการะนับถือของชาวบ้านอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นผู้เปิดประตูให้เหล่าพญานาคมาเล่นน้ำ ทำให้เกิดฝนตกในเมืองมนุษย์ ส่วนพญาคันคากนั้นเมื่อแรกเกิดมีผิวบนร่างกายตะปุ่มตะป่ำเหมือนคางคก แต่เมื่อโตขึ้นก็ได้กลายเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงามและปุ่มตามตัวก็หาไป และได้ปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิศราชธรรม บ้านเมืองมีความสุข แต่ทั้งสองกลับมาต่อสู้กันด้วยอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ เนื่องจากพญาแถนไม่ทำให้ฝนไม่ตกถึง 7 ปี และในที่สุดพญาแถนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงมีการทำข้อตกลงร่วมกัน โดยพญาคันคากได้ขอร้องให้พญาแถนช่วยเปิดปล่องน้ำเพื่อให้พญานาคมาเล่นน้ำเพื่อฝนจะได้ตก โดยทำข้อตกลงในการเปิดปิดปล่องเป็นเวลาเพื่อไม่ให้น้ำไหลมากไป โดยให้สัญญานเป็นการจุดบั้งไฟขึ้นมาในเเดือน 6 ซึ่งเป็นฤดูทำนา เมื่อฝนตกลงมากบก็จะร้องระงม และเมื่อน้ำมากพอก็จะแกว่งโหวดเพื่อให้ฝนหยุด นิทานเรื่องนี้จึงเป็นตำนานของประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อขอฝนเพื่อเป็นการสักการะบูชาถึงพญาแถน.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Skybook Channel

5.นิทานเรื่อง เกาะหนู เกาะแมว

ตำนานของเกาะหนู เกาะแมว สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสงขลา ที่เล่าว่า..เมื่อนานมาแล้วยังไม่มีเกาะหนูเกาะแมวเกิดขึ้นนั้น ที่นี่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการค้าขายมากมาย และพ่อค้าชาวจีนก็ได้นำหมาและแมวคู่หนึ่งขึ้นเรือสำเภามาด้วย พวกมันทั้งคู่ต่างก็อยากกลับบ้าน จนได้ค้นพบความลับว่ามีลูกแก้ววิเศษที่ทำให้ไม่จมน้ำ และให้เจ้าหนูไปขโมยลูกแก้ววิเศษนั้นมา แต่ทว่าเจ้าหนูกลับนำลูกแก้ววิเศษหนีลงทะเลซะเอง การไล่ล่าของเจ้าแมวและหนูกลางทะเลจึงเริ่มต้นขึ้น ส่วนเจ้าหมาตัดสินใจที่จะว่ายไปฝั่งข้างหน้า ในที่สุดเรี่ยวแรงจากการล่าและหนีก็ทำให้พวกมันจมลงสู่ทะเล และได้เกิดความมหัศจรรย์แห่งท้องทะเลขึ้น คือได้เกิดเกาะหนูซึ่งมีลักษณะเหมือนหนู และเกาะแมวที่มีลักษณะเหมือนแมว ส่วนเจ้าหมาขาดใจตายเมื่อว่ายถึงฝังกลายเป็นกลายเป็นเป็นเขาตังกวน และลูกแก้ววิเศษแตกละเอียดและถูกคลื่นซัดกลายเป็นหาดแก้วที่สวยงามในปัจจุบัน.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Skybook Channel

6.นิทานเรื่อง เมขลากับรามสูร

เรื่องราวของพญามังกรที่มีแก้วติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แล้ววันหนึ่งก็แปลงกายเป็นหนุ่มรูปงามขึ้นไปบนสวรรค์ดาวดึงส์และได้พบรักกับนางอัปสร และได้ให้กำเนิดธิดาชื่อว่า เมขลา ที่โตมารักอิสระมีนิสัยซุกซนชอบเหาะไปตามที่ต่าง ๆ และไม่เกรงกลัวผู้ใด พญามังกรเห็นว่าเมขลาควรมีคู่ครองและจะยกเมขลาให้กับพระอินทร์ และมอบดวงแก้ววิเศษให้กับพระอินทร์ ตั้งแต่เมขลาเป็นนางสนมพระอินทร์ก็ได้อยู่แต่ในวิมานไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นซุกซนเหมือนเคย จึงเข้าไปที่ประสาทพระอินทร์และขโมยนำดวงแก้วมาเที่ยวเล่นด้วยความสนุกสนาน ฝ่ายรามสูรที่มีขวานเพชรเป็นอาวุธและมีเพื่อนรักชื่อราหูที่มีเพียงร่างกายครึ่งบน รามสูรจึงคิดจะช่วยเพื่อนด้วยการจับตัวเมขลาที่ขโมยดวงแก้วไปถวายคืนพระอินทร์ แต่ด้วยความว่องไวของเมขลาจึงสามารถหลบได้ทุกครั้งไป และทุกครั้งที่เจอรามสูรก็ได้ขว้างขวานเพชรออกไปโดนก้อนเมฆและเกิดเสียงดัง ฟ้าร้อง ทั่วพสุธา นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องเป็นเพราะเมขลากำลังโยนดวงแก้ววิเศษหลอกล่อรามสูร จึงทำให้เกิดฟ้าร้อง ฟ้าแล่บ ฟ้าผ่านั่นเอง.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Nutkit 2

7.นิทานเรื่อง กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ลูกชายที่ออกไปทำนาวันหนึ่งเขาออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด   รออยู่จนสายไม่เห็นแม่นำข้าวมาส่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเพราะหิวจนแสบท้อง แม่เห็นแม่ถือกล่องข้าวเดินมาแต่ไกล ก็รีบลุกตรงเข้าไปต่อว่าทันที ด้วยความหิวจึงทำให้ลืมตัวว่าคนที่ต่อว่าอยู่นั่นคือแม่ตัวเอง และไม่สนใจเหตุผลที่แม่อธิบาย และทำร้ายแม่เพราะมองเห็นว่าข้าวที่แม่นำมาให้ในกล่องนั่นน้อยนิดเดียว และรีบเปิดกล่องข้าวกินอย่างหิวโหย  เมื่อกินอิ่มแล้วจึงรู้ว่าข้าวในกล่องยังเหลืออีกตั้งมาก และมองเห็นแม่ที่นอนแน่นิ่ง ปรากฏว่าแม่ได้สิ้นใจด้วยน้ำมือลูกไปแล้ว ชายหนุ่มจึงสำนึกตัวได้ว่าตนเองทำรุนแรงกับแม่ กอดศพแม่ร้องไห้รำพัน และได้สร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นมากลางท้องนาเป็นรูปลักษณะคล้ายกล่องข้าว เพื่ออุทิศส่วนกุศลและใส่กระดูกของแม่ ทุกวันนี้ธาตุกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ได้ตั้งอยู่ที่จังหวัดยโสธรนั่นเอง

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : Nutkit 2

ถึงแม้ว่าสังคมในยุคปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงไป การได้เล่านิทานพื้นบ้านไทยให้ลูกได้ฟังบ้าง จะทำให้เด็ก ๆ ได้รู้เรื่องราวในอดีต วิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ความเชื่อที่ส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง ทั้งนิทานไทยนั้นมีโครงเรื่องที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน มีวิธีการเล่าแบบตรงไปตรงมา ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจในแง่คุณธรรม การทำความดี การกตัญญู จากนิทานที่คุณพ่อคุณแม่เล่าได้ง่ายขึ้น.

อ่านบทความน่าสนใจอื่น ๆ คลิก

นิทานอีสป มดกับตั๊กแตน สอนลูกมีวินัย แบ่งเวลาเป็น ตอนไหนเล่น ตอนไหนเรียน

รวม นิทานหมอประเสริฐแนะนำ พ่อแม่อ่านให้ฟัง เสริมพัฒนาการลูกทุกวัย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เพิ่มความสูง

เพิ่มความสูง ด้วยสูตรคำนวณหาความสูงของลูก รู้ก่อนแก้ได้

ทำไมลูกเราดูสูงน้อยกว่าเพื่อนนะ อย่ามัวแต่กังวลมาคำนวณหาความสูงสุดท้ายของลูกจากส่วนสูงของพ่อแม่กันเลยดีกว่าจะได้รีบ เพิ่มความสูง ให้ลูกก่อนสายเกินไป

เพิ่มความสูง ด้วยสูตรคำนวณหาความสูงของลูก รู้ก่อนแก้ได้

ก็แค่ความสูงจะอะไรกันหนักหนา คงไม่ขอเถียงหรอกว่า ก็แค่ความสูง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แค่ความสูงนั้น สามารถบอกอะไรแก่คุณพ่อคุณแม่ได้มากมาย แถมยังทำให้เราเตรียมตั้งรับกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดตามมากับลูกของเราได้ ก่อนที่มันจะสายเกินแก้

ความสูงสุดท้ายของลูก คืออะไร?

โดยปกติแล้ว คุณหมอเด็ก หรือกุมารแพทย์จะคำนวณหาความสูงสุดท้ายของเด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อตรวจดูพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของลูกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะคำนวณกันเมื่อเด็กมีอายุเกิน 4 ปีขึ้นไป โดยมีวิธีการคำนวณอยู่ 2 วิธีใหญ่ ๆ  ด้วยกัน ดังนี้

  • การคำนวณความสูงสุดท้ายจากความสูงของพ่อแม่ (Midparental Height  และ Target Height)

เป็นความสูงสุดท้ายที่เป็นไปตามศักยภาพทางพันธุกรรมของลูกที่ได้มาจากพ่อแม่ ซึ่งมีวิธีการคำนวณแยกเป็นเด็กหญิง และเด็กชาย ดังต่อไปนี้

เด็กผู้ชาย = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) ÷ 2

ยกตัวอย่างเช่น
ส่วนสูงพ่อ = 175 ซม. ส่วนสูงแม่ = 152 ซม.
175 + 152 = 327 ซม.
นำผลลัพธ์ไปบวก 13 จะได้ 327 + 13 = 340
นำผลลัพธ์หารด้วย 2 จะได้ 340 / 2 = 170
170 เซนติเมตร คือความสูงคร่าว ๆ ของลูกชายในอนาคต

และช่วงของความสูงที่เป็นไปได้สูงสุด และต่ำสุด หาได้จาก การนำเอาตัวเลขที่คำนวณได้นั้นมาบวกด้วย 10 และลบด้วย 10 ในเด็กชาย ก็จะได้ช่วงความเป็นไปได้ของความสูงสุดท้ายของเด็กชายเมื่อเป็นผู้ใหญ่ (หยุดโต)

จากตัวอย่างก็จะได้ ช่วงของความสูงสุดท้ายของเด็กหญิง คือ 170±10 = 180 ซม. ถึง  160 ซม. (160-180 ซม.)

เด็กผู้หญิง = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ – 13) ÷ 2

ยกตัวอย่างเช่น
ส่วนสูงพ่อ = 175 ซม. ส่วนสูงแม่ = 152 ซม.
175 + 152 = 327
นำผลลัพธ์ไปลบ 13 จะได้ 327 – 13 = 314
นำผลลัพธ์หารด้วย 2 จะได้ 314/2 = 157
157 เซนติเมตร คือความสูงคร่าว ๆ ของลูกสาวในอนาคต

และช่วงของความสูงที่เป็นไปได้สูงสุด และต่ำสุด หาได้จาก การนำเอาตัวเลขที่คำนวณได้นั้นมาบวกด้วย 9 และลบด้วย 9 ในเด็กหญิง ก็จะได้ช่วงความเป็นไปได้ของความสูงสุดท้ายของเด็กหญิงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ (หยุดโต)

จากตัวอย่างก็จะได้ ช่วงของความสูงสุดท้ายของเด็กหญิง คือ 157±9 = 166 ซม. ถึง  148 ซม. (148-166 ซม.)

  • การคำนวณความสูงสุดท้ายจากภาพถ่ายเอกซเรย์อายุกระดูก (Bone Age และ Predicted Adult Height)

เราสามารถรู้อายุกระดูกได้จากการเอกซเรย์มือซ้าย ตั้งแต่ข้อมือถึงปลายนิ้ว โดยเปรียบเทียบการเจริญของกระดูกทุกชิ้นกับภาพถ่ายเอกซเรย์อายุกระดูกมาตรฐาน ซึ่งอายุกระดูกจะบอกได้ว่า เด็กแต่ละคนสามารถเจริญเติบโตได้อีกมากน้อยเพียงใด เหตุที่เราใช้การเอกซเรย์กระดูกมือ เพราะมือเป็นส่วนที่ทำให้เราเห็นกระดูกข้อต่อได้หลายชิ้น เพื่อความเข้าใจในการคำนวณความสูงสุดท้ายจากภาพถ่ายเอกซเรย์อายุกระดูกวิธีนี้มากยิ่งขึ้น ทาง ทีมแม่ ABK จึงได้นำเอาคลิปความรู้จากคุณหมอ พญ.อนุตรา โพธิกำจร กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต่อมไร้ท่อในเด็ก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในเรื่องนี้มาฝากกัน

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก Bumrungrad International Hospital

ซึ่งตามปกติทั่วไป คุณหมอจะใช้ข้อมูลคำนวณความสูงจากทั้งสองวิธี ทั้งจากพันธุกรรมควบคู่กับภาพถ่ายเอกซเรย์กระดูกเพื่อดูอายุกระดูก  แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความสูงสุดท้ายร่วมกัน โดยที่อายุกระดูกไม่จำเป็นต้องเท่ากับอายุจริง เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ และฮอร์โมนเป็นตัวกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเพศ ซึ่งการคำนวณด้วยวิธีนี้ต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหรือกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ

นอกจากนี้คุณหมอจะติดตามพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กโดยใช้กราฟมาตรฐานการเจริญเติบโตตามเพศและเชื้อชาติ ซึ่งมีทั้งกราฟความสูงและน้ำหนักเมื่อเทียบกับอายุ พ่อแม่สามารถนำน้ำหนักส่วนสูงมาลองจุดเทียบกับค่าปกตินี้ได้ โดยกราฟจะอยุ่ในสมุดคู่มือพัฒนาการเด็กที่คุณหมอจะให้มาเวลาพาลูกไปตรวจร่างกายตามวัย

กราฟมาตราฐาน เพิ่มความสูง ตามวัย
กราฟมาตรฐาน เพิ่มความสูง ตามวัย

จะเห็นได้ว่า การคำนวณความสูงสุดท้ายของลูก ทำให้คุณพ่อคุณแม่ พอมองเห็นได้คร่าว ๆ ว่าลูกน้อยของคุณจะมีความสูงเมื่อโตเต็มวัยได้แค่ไหน ซึ่งได้จากปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสูงของลูกนั่นก็คือ พันธุกรรม แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ค่อยจะพอใจในส่วนสูงของลูกที่ได้จากพันธุกรรมของเรา เพราะรู้หรือไม่ว่าถึงแม้ว่าพ่อแม่จะเตี้ย แต่ลูกก็สามารถสูงกว่าเราได้ด้วยปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่จะมาช่วย เพิ่มความสูง ให้แก่ลูกน้อยของเราให้มีความสูงที่มากกว่าพันธุกรรมของเขา

ปัจจัย 6 ด้าน ที่ส่งผลต่อความสูง

  1. ยีนหรือกรรมพันธุ์ ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสูงมาจากพันธุกรรมของพ่อแม่ หรือในบางรายอาจมีความผิดปกติของยีนบางตัวที่ควบคุมความสูงเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ความสูงเกิดความผิดปกติได้ เช่น สูงเกินไป หรือ เตี้ยเกินไป ซึ่งพบได้น้อยราย
  2. ฮอร์โมน ฮอร์โมนกระตุ้นความสูงในวัยเด็ก คือ ฮอร์โมนเจริญเติบโตที่กระตุ้นกระดูก ทำให้มีการขยายตัวเป็นผลให้กระดูกยาวขึ้น
  3. อาหารการกิน ปัจจัยด้านนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และยังเป็นปัจจัยภายนอกที่เราสามารถดูแล และสร้างได้ ดังนั้นปัจจัยทางด้าน อาหารที่ช่วยเรื่องความสูง นี้จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาไว้เพื่อจะได้ช่วยเสริมสร้างสารอาหารที่จำเป็นต่อความสูงของลูก โดยส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีน ส่วนสารอาหารที่ช่วยเสริมการสร้างกระดูก คือ วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส  หลีกเลี่ยงโซเดียม เนื่องจากการ กินเกลือโซเดียมมากเกินไปจะทำให้มีโซเดียมและแคลเซียมขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้มีระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง (กระดูกบางลง)
  4. การออกกำลังกาย ความเป็นจริงสามารถออกกำลังกายได้ทุกแบบแค่ขอให้มีความสม่ำเสมอ ติดต่อกันต่อครั้งอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง แต่ในเด็กจะไม่แนะนำให้ออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก เพราะการยกหนักเกินไปจะรบกวนการเจริญเติบโตของกระดูกได้
  5. โรคหรือความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย โรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรค โรคเอดส์ ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนไอจีเอฟ-1 (IGF-1) ลดลง การเจริญเติบโตช้าลง และความสูงก็จะไม่สูงเต็มที่ตามศักยภาพทางพันธุกรรม
  6. ยาหรือฮอร์โมนบางชนิด ตัวที่ข้องเกี่ยวกับชีวิตของเรา และใช้กันบ่อย คือ สเตียรอยด์ ซึ่งมีผลกดฮอร์โมนเจริญเติบโต ทั้งวิตามินดี แคลเซียม ยาจึงไปก่อให้เกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกบางลง การเจริญเติบโตก็ช้าลง และความสูงเต็มที่ก็จะต่ำกว่าศักยภาพตามพันธุกรรม

ประโยชน์ของการคำนวณความสูง และจดบันทึกพัฒนาการลูก

คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ช่วยสังเกตถึงความผิดปกติทางร่างกายลูก ควรติดตามชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงของลูกทุกๆ 3-6 เดือน และควรจดบันทึกการเจริญเติบโตของลูกลงในสมุดบันทึกสุขภาพ เพื่อติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของลูกว่าเพิ่มขึ้นตามวัยหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยบอกให้เราได้เตรียมตัว เสริมสร้างศักยภาพในทุกด้านที่เกี่ยวกับความสูงให้แก่เขาแล้ว การคำนวณ และการจดบันทึกสุขภาพยังสามารถเป็นสัญญาณเตือนของภาวะซ่อนเร้นบางอย่างที่ต้องการการรักษาให้ทันท่วงทีอีกด้วย

ภาวะตัวเตี้ย

อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ภาวะตัวเตี้ยตามพันธุกรรม หรือภาวะตัวเตี้ยจากการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวช้า เป็นภาวะที่เป็นปัญหาการเติบโตที่พบบ่อย โดยคุณหมอจะมีเกณฑ์ในการวินิจฉัย โดยดูจากค่าการคำนวณความสูงมาประกอบการพิจารณา โดยทั่วไปการเจริญเติบโตปกติของเด็กจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ

  • ช่วงแรกเกิด (อายุ 0-2 ขวบ) การเจริญเติบโตจะอยู่ระหว่าง 30-35 ซม.
  • ช่วงวัยเด็ก อัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-7 ซม./ปี
  • ช่วงวัยรุ่น/วัยเจริญพันธุ์ อัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ 8-14ซม./ปี

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกตัวเล็กหรือเตี้ย ไม่สูงขึ้นเลยในช่วง 1-2 ปี หรือความสูงเฉลี่ยต่อปีตามอายุข้างต้นน้อยกว่าเกณฑ์โดยเฉลี่ย หรือเมื่อดูกราฟการเจริญเติบโตแล้วความสูงต่ำกว่าเกณฑ์ตามอายุนั้นๆ แนะนำให้พาลูกมาพบคุณหมอ

เด็กโตไวเกินอายุ

สำหรับเด็กที่สูงพรวดพราดนำโด่งเพื่อนวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดให้ระวังอาจเสี่ยงเป็นโรคเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย (Precocious Puberty) ที่จะส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตเร็วในช่วงแรก และมีอายุกระดูกล้ำหน้าไปกว่าอายุจริง จากนั้นหัวกระดูกจะปิดเร็วกว่ากำหนด ทำให้เด็กที่โตเร็วในตอนแรกกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวไม่สูงหรือตัวเล็กในอนาคตได้ หากเด็กเป็นโรคนี้ควรต้องพบคุณหมอเพื่อทำการรักษาชะลอความหนุ่มสาว ซึ่งหมอจะทำการตรวจวัดอายุกระดูก และปัจจัยอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมน พันธุกรรมความสูง ฯลฯ เพื่อวินิจฉัยและประเมินการรักษา รวมถึงให้คำปรึกษาว่า ควรจะฉีดยาเพื่อชะลอการปิดของกระดูกเพื่อเพิ่มความสูงหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภาวะตัวเตี้ย หรือเป็นโรคเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย นอกจากจะส่งผลต่อเรื่องความสูงแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กด้วย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่มักจะมีพัฒนาการของเต้านมก่อนอายุ 8 ขวบ หรือมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 9 ขวบ ทำให้ร่างกายแตกต่างกับเพื่อนวัยเดียวกัน ส่วนเด็กชายสังเกตได้จากขนาดอัณฑะที่มักใหญ่กว่า 4 ซีซี หรือ การที่ลูกมีส่วนสูงผิดแผกแตกต่างจากเพื่อน ก็อาจเป็นปมด้อยในจิตใจของลูกได้

ข้อมูลอ้างอิง และรูปประกอบจาก Rama Channel / bangkokhospital.com / sikarin.com / bumrungrad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โปรแกรมคำนวณภาวะโภชนาการ เช็กน้ำหนักส่วนสูง ความสมส่วนของลูก

แนะ 8 ผักแคลเซียมสูง อีกหนึ่งวิธีเพิ่มความสูงให้ลูกได้

ฮาวทู 5 วิธีเพิ่มความสูง อยากให้ลูกสูง ต้องทำแบบนี้ทุกวัน

3 เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โอรีโอเปิดตัวคุกกี้รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น กับแคมเปญใหม่ล่าสุด! “พูดยังไงให้สนุก” #SayItWithOREOTh พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย

โอรีโอ แบรนด์คุกกี้อันดับหนึ่งของโลก โดยบริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ครองใจแฟนๆ ทุกเพศทุกวัยกว่า 41 ล้านคนทั่วโลก เปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด! “พูดยังไงให้สนุก” กับโอรีโอรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น #SayItWithOREOTh ชวนทุกคนมาส่งต่อความสุขและความสนุก ผ่านคุกกี้โอรีโอพิมพ์ลายตัวอักษรภาษาอังกฤษและลวดลายอีโมจิ (Emoji) ที่มีให้เลือกใช้สื่ออารมณ์รวมกว่า 20 ลาย ทั้งสไตล์น่ารัก ขี้เล่น ทะเล้น หรืออ่อนหวาน โดยไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์ของโอรีโอที่อยากให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตสนุกในทุกวัน (Stay Playful)

นอกจากความน่ารักของเหล่าอีโมจิ (Emoji) แบรนด์โอรีโอยังเอาใจแฟนๆ ให้ได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายอาทิ ไอโฟน 11 กระเป๋าผ้าและเสื้อรุ่น #SayItwithOREO ที่แฟนๆ สามารถเลือกเปลี่ยนชื่อได้ตามความต้องการ พร้อมรางวัลพิเศษอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 670,460 บาท กติกาการร่วมสนุกง่ายๆ เพียง

  1. ซื้อคุกกี้โอรีโอรสชาติใด ขนาดใดก็ได้ ครบ 20 บาท ณ ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ 
  2. พิมพ์ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ร้านค้าที่ซื้อสินค้า และรหัสใบเสร็จส่งผ่านทาง LINE Official Account ของโอรีโอ ประเทศไทย ที่ @OreoThailand 

พิเศษไปกว่านั้นเมื่อซื้อคุกกี้โอรีโอรสชาติใด ขนาดใดก็ได้ ครบ 119 บาท รับทันทีปิ่นโตโอรีโอสุดน่ารัก ร่วมสนุกกับเราได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18 กันยายน 2563 และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญพิเศษนี้ได้ที่  www.OreoThailand.com

Tags

อยากมีลูก

อยากมีลูก ทำไงดี? 10 เคล็ด(ไม่)ลับทำให้ท้อง เพิ่มโอกาสมีลูกสมใจ

สำหรับคู่แต่งงานที่กำลังวางแผนมีลูก อยากมีลูก มาลองดูเคล็ดลับที่จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้นด้วยวิธีตามธรรมชาติกันค่ะ

อยากมีลูก ทำไงดี?

ปัญหาการมีลูกยาก เป็นอีกปัญหาที่พบในชีวิตคู่ในปัจจุบัน ซึ่งการที่คู่แต่งงานจะมีลูกยากหรือง่ายนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิเช่น อาหารการกิน ปัญหาสุขภาพ โรคประจำตัว การใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยที่เกิดจาก

ฝ่ายหญิง

  • อายุที่มากขึ้นของฝ่ายหญิง ยิ่งอายุมากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อการตั้งครรภ์ก็เพิ่มมากขึ้นด้วย
  • ความถี่ในการร่วมเพศ เมื่ออายุมากขึ้นการมีเพศสัมพันธ์น้อยลง โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลงตามไปด้วย
  • การมีเพศสัมพันธ์ไม่ตรงกันวันตกไข่
  • มีโรคหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก ฯลฯ ที่ทำให้มีลูกยากได้และทำให้โอกาสมีลูกเองตามธรรมชาติลดลง

ฝ่ายชาย

  • ความไม่แข็งแรงของอสุจิและการผลิตปริมาณอสุจิจำนวนน้อยของฝ่ายชาย ที่เกิดจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ ซึ่งอาจมีผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายและความผิดปกติของการหลั่งอสุจิได้ หรือผู้ที่เคยเป็นคางทูมหรือลูกอัณฑะอักเสบก็อาจจะมีอสุจิน้อยลง
  • การสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา ที่ทำให้การผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและการสร้างอสุจิน้อยลง ก็จะมีผลต่อปริมาณอสุจิและความแข็งแรงของตัวอสุจิด้วย
  • ความเครียด ที่มีผลต่อฮอร์โมนที่ใช้ผลิตอสุจิในผู้ชายและทำให้อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว
  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะมีปริมาณน้ำเชื้อและจำนวนตัวอสุจิน้อย ทำให้อสุจิเคลื่อนตัวเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ยากขึ้น
  • มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ที่ไม่สามารถมีลูกได้หรือมีโอกาสที่จะมีลูกน้อยมาก

รวมไปถึงความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ สำหรับคู่แต่งงานที่อยู่ในช่วงอายุที่เหมาะสม และไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะมีลูกยาก อยากมีลูก และรอการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ลองดูเคล็ดลับเหล่านี้เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ดูค่ะ

10 เคล็ด(ไม่)ลับทำให้ท้อง เพิ่มโอกาสมีลูกสมใจ

1.วางแผนมีลูกในช่วงอายุ 20-30 ปี

สำหรับคู่แต่งงานที่พร้อมมีลูก ช่วงวัยที่เหมาะสมและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มาก คือช่วงอายุ 20-30 ปี เนื่องจากในช่วงนี้ร่างกายของฝ่ายหญิงมีความสมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่ และการตั้งครรภ์ในช่วงนี้จะทำให้โอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้น้อยกว่าช่วงอายุที่มากขึ้นด้วย

2.ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์

คู่แต่งงานที่วางแผนมีลูกควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์ และขอคำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งท้อง และช่วยให้มีสุขภาพครรภ์ที่ดีเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์คลอดออกมามีสุขภาพและพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง นอกจากนี้การเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนมีลูก ยังช่วยตรวจได้ว่าพ่อหรือแม่มีโรคทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังลูกได้หรือไม่ หากพบความเสี่ยง แพทย์อาจช่วยให้คำแนะนำหรือมีทางเลือกอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

อยากมีลูกทำไงดี

3.นับวันไข่ตก พร้อมร่วมรัก

การร่วมรักในวันที่ฝ่ายหญิงตกไข่นั้น เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งท้องตามธรรมชาติได้มากที่สุดสำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วไข่จะตกในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนรอบใหม่จะมา เช่น ถ้ามีรอบเดือนมาทุก ๆ 28 วันเสมอ วันไข่ตกจะอยู่ในช่วงวันที่ 14   ของรอบเดือน (นับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน) ดังนั้นใช้วีธีการง่าย ๆ ในการหาไข่ตกคือ บันทึกวันที่ประจำเดือนมาวันแรกแล้วนับถอยหลังไปอีก 14 วัน หากกากบาทในปฏิทินดูจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนวันตกไข่ได้ประมาณ 2 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 12 ของรอบเดือน อสุจิจะเข้าไปรอที่รังไข่เพื่อรอให้ไข่ตกลงมาและทำการปฏิสนธิจนเกิดโอกาสการตั้งครรภ์ในที่สุด ซึ่งวิธีนี้อาจจะไม่ได้ประสบผลสำเร็จภายในครั้งเดียว เพราะการตั้งใจในการร่วมรักเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดความเครียด เมื่อสมองเกิดความตึงเครียด สภาพความเป็นกรดด่างในร่างกายเปลี่ยน การตั้งครรภ์ก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น รวมถึงในส่วนของผู้หญิงที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาค่อยตรงเวลา การคำนวณวันไข่ตกก็อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน

4.ไม่เครียดนะจ๊ะ

ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ที่พยายามจะมีลูกจนเกิดความเครียด สมองจะหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสมอง รบกวนการทำงานของระบบสืบพันธุ์ และระบบอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งท้องได้ ในกรณีที่ว่าที่คุณแม่เครียด ความเครียดจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ ทำให้ประจำเดือนขาดหายไปหรือมีประจำเดือนผิดปกติ เกิดภาวะไม่ตกไข่ ทำให้ไข่เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวที่มดลูกได้ยากขึ้น ส่วนความเครียดในว่าที่คุณพ่อจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรนและจำนวนอสุจิลดต่ำลง มีการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ ดังนั้นในช่วงที่หากทั้งคู่มีความเครียดการผลิตอสุจิและการตกไข่จะถูกยับยั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากขึ้น ซึ่งความรู้สึกในเรื่องนี้ควรช่วยกันดูแลทั้งสองฝ่ายเพื่อช่วยกันลดความเครียด หากิจกรรมทำร่วมกันเพื่อผ่อนคลายไม่ให้เกิดความเครียด เช่น การไปดูหนัง ออกกำลังกาย หรือหาสถานที่ท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ ฯลฯ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ท้องได้ง่ายขึ้น

5.เลือกกินให้พร้อมก่อนตั้งครรภ์

สำหรับว่าที่คุณแม่ที่วางแผนในการตั้งท้อง การใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้นก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้ท้องได้ง่ายขึ้น เนื่องจากอาหารและสารอาหารมีผลต่อร่างกายที่มีบทบาทสำคัญในการตั้งครรภ์และกระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ เช่น ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสรรพคุณในการชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย รวมถึงไข่ และอสุจิ สังกะสีและโฟเลตที่มีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งในเพศชายและเพศหญิง อาหารไขมันสูงที่เป็นไขมันดี เช่น อะโวคาโด นม และปลาทะเล ที่ไม่ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนและยังเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน นอกจากนี้การได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ยังมีส่วนช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และยังอาจลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ที่อาจเกิดกับแม่และเด็กได้อีกด้วย ทั้งนี้เมื่อวางแผนจะมีลูกนอกจากจะเลือกกินแล้ว ควรลดการบริโภคน้ำตาลและคาเฟอีนลงด้วย เพราะอาหารเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะมีบุตรยาก

6.ควบคุมน้ำหนัก

ว่าที่คุณแม่ที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ การตกไข่และระดับฮอร์โมนเพศจะสม่ำเสมอ ซึ่งมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้มากกว่าคนที่อ้วนหรือผอมมากเกินไป ส่วนในกลุ่มฝ่ายชายที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปจะมีปริมาณความเข้มข้นน้ำเชื้อและจำนวนตัวอสุจิลดน้อยลง ทำให้อสุจิเคลื่อนตัวเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ยากขึ้น

7.งดการสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์

สารเสพติดทุกชนิดนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย ยังรวมไปถึงระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ด้วย การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะลดโอกาสการมีลูกลงถึงร้อยละ 50 เพราะจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและการสร้างอสุจิน้อยลง ทำให้ปริมาณของอสุจิลดลง อสุจิไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่ดี หรือมีรูปร่างผิดปกติ ทั้งยังเป็นสาเหตุลดการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อความแข็งแรงของอสุจิ รวมทั้งลดการตกไข่ของฝ่ายหญิงด้วย หากว่าที่คุณพ่อและคุณแม่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดเหล่านี้ก็จะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ท้องได้ง่ายขึ้น

8.การออกกำลังกายมีผลต่อระบบสืบพันธุ์

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมที่นอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยให้เลือดภายในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่อยู่ภายในเลือดอย่างเพียงพอ ก็จะส่งผลดีต่อระบบสืบพันธุ์และระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น

9.ไลฟ์สไตล์คุณพ่อส่งผลต่อคุณภาพสเปิร์ม

ว่าที่คุณพ่ออาจจะยังไม่รู้ว่า ไลฟ์สไตล์ของชายหนุ่มบางอย่างอาจส่งผลต่อคุณภาพที่ถดถอยของสเปิร์มได้ เช่น การใส่กางเกงในหรือกางเกงชั้นนอกที่รัดแน่นจนเกินไป การแช่น้ำร้อนที่ทำให้อัณฑะสัมผัสกับอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน ๆ การนั่งมอเตอร์ไซค์ที่ตากแดดนาน ๆ ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้เชื่อกันว่าอาจส่งผลต่อการผลิตอสุจิที่จะสร้างอสุจิได้น้อยลงเมื่ออยู่ในภาวะที่ร้อนอบอ้าว

อยากมีลูกต้องดูแลตัวเองยังไง

10.เรื่องของเพศสัมพันธ์ที่สำคัญต่อการมีลูก

  • ฟีเจอริ่งวันเว้นวันหรือ 2 วันครั้ง เป็นความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มาก เพราะอสุจิที่ปล่อยออกมาจะมีความสมบูรณ์แข็งแรงและเคลื่อนไหวเข้าไปปฏิสนธิในเซลล์ไข่ได้มากกว่าการมีเพศสัมพันธ์บ่อยเกินไป ที่ถึงแม้จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้แต่ก็อาจทำให้เกิดความเครียดและทำให้ปริมาณอสุจิลดลง
  • ท่าเบสิกมิชชั่นนารี ที่เชื่อว่าเป็นท่วงท่าที่ทำให้สามารถมีลูกได้ง่ายขึ้น โดยฝ่ายหญิงนอนหงายอยู่ด้านล่าง ส่วนฝ่ายชายอยู่ด้านบนสามารถสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปได้ลึกและหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปที่ปากมดลูกได้โดยตรง และยังเป็นท่าที่ช่วยให้ฝ่ายหญิงได้พักสบาย ๆ ไม่เกร็งตัว โดยหลังมีเพศสัมพันธ์เมื่อฝ่ายชายหลั่งอสุจิออกมาแล้วอย่าเพิ่งรีบเอาออกให้ค้างไว้สักครู่ จากนั้นให้ฝ่ายหญิงนอนหงายโดยเอาหมอนหนุนสะโพกให้ยกสูงขึ้นแล้วค้างเอาไว้อย่างน้อยประมาณ10-15 นาที เพื่อช่วยให้อสุจิวิ่งไปผสมกับไข่ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยท่าพื้นฐานนี้ก็อาจจะเตรียมเฮรับเบบี๋กันได้ และอีกท่าคือ ท่าด็อกกี้ ฝ่ายหญิงก้มโค้งอยู่ด้านหน้าส่วนฝ่ายชายประกบเข้าด้านหลัง ท่านี้ฝ่ายชายจะสามารถสอดใส่ได้ลึกและอสุจิไม่ไหลย้อนกลับ
  • เล้าโลมเพื่อให้ถึงจุดสุดยอด การถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิงจะมีการหลั่งน้ำเมือกที่ช่วยนำอสุจิให้ไปถึงไข่ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องคลอดมีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อในท้องน้อยหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดแรงดูดน้ำอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้มากขึ้น ซึ่งการถึงจุดถึงไคลแมกซ์นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว
  • งดใช้เจลหล่อลื่นในขณะมีเพศสัมพันธ์ เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่า เนื่องจากการใช้เจลหล่อลื่นในขณะมีเซ็กส์นั้นจะทำลายหรือลดการเคลื่อนไหวของสเปิร์มให้ช้าลงร้อยละ 60-100 ให้ลดโอกาสการตั้งครรภ์ไปโดยที่หลายคู่ไม่รู้ตัว

วิธีเหล่านี้ อาจจะช่วยให้คู่แต่งงานที่อยากมีลูกเพิ่มโอกาสตั้งท้องได้ง่ายขึ้น ได้เป็นคุณพ่อคุณแม่สมใจ แต่อย่างไรก็ตามหากคู่แต่งงานที่มีเพศสัมพันธ์เป็นปกติโดยไม่มีการคุมกำเนิดเป็นระยะเวลา 1-2 ปี แต่ยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล อาจหมายความว่าภาวะร่างกายของทั้งคู่หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังประสบภาวะการมีลูกยาก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติหรือประเมินโอกาสการตั้งครรภ์จากการตรวจสุขภาพ และรับคำแนะนำหรือมีทางเลือกอื่นสำหรับการวางแผนมีลูกต่อไป.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pobpad.comwww.medthai.comwww.sanook.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจ คลิก

อยากมีลูกต้องทำไง ? ลอง 9 วิธีแบบธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ ลูกมาแน่

โอกาสท้องของผู้หญิง ในแต่ละวัย มีลูกอายุเท่าไหร่ดีที่สุด?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีลดไข้

รวม วิธีลดไข้ ช่วยให้ลูกหายตัวร้อนได้เร็ว

ระวัง..หนึ่งใน วิธีลดไข้ แบบผิดๆ หมอเพจดังโพสต์เตือน! อย่าซื้อยาลดไข้สูงให้ลูกกินเอง ในช่วงไข้เลือดออกระบาด เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

หมอเตือน อย่าซื้อยาลดไข้ให้กินเอง ช่วงไข้เลือดออก ระบาด

ช่วงหน้าฝนหนึ่งโรคที่หน้ากลัวและระบาดหนักตอนนี้ คือ ไข้เลือดออก ซึ่งสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออก พบได้ทั้งในทุกวัยและในผู้ใหญ่ มีแนวโน้มพบมากขึ้น โดยอาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าลูกน้อยหรือตนเองป่วยเป็นเพียงโรคไข้หวัด และทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันที ซึ่งโรคไข้เลือดออกมีอาการและความรุนแรงของโรคหลายระดับ ตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงเกิดภาวะช็อค เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจมีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาการเลือดออกผิดปกติอื่นๆ … การใช้ยาลดไข้ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยไข้เลือดออก เช่น แอสไพริน หรือ ไอบูโพรเฟน อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกรุนแรงมากขึ้น โดยเรื่องนี้ทางคุณหมอ ซึ่งเป็นเจ้าของเพจดังชื่อ “Infectious ง่ายนิดเดียว” ก็ได้ออกมาโพสต์เตือนถึงการระบาดของโรคไข้เลือดออกในช่วงนี้ว่าควรไปพบแพทย์และรับคำแนะนำ เพราะหากซื้อยากมากินเองอาจเสี่ยงอันตรายได้ เนื่องจากยาลดไข้บางกลุ่มมีผลข้างเคียงถึงชีวิต ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ซึ่งทางเพจ “Infectious ง่ายนิดเดียว” ได้โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ วิธีลดไข้ การกินยาในช่วงฤดูฝนที่มีไข้เลือดออกระบาด ซึ่งพบว่าผู้ป่วยมักหายารับประทานเองเพื่อลดไข้ ซึ่งเป็น วิธีลดไข้ ที่อันตรายต่อร่างกายและอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้าหากกินไม่ถูกวิธี

โดยระบุข้อความอธิบายว่า “ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาดหนัก จะกินยาอะไรต้องระวัง เตือนภัยอันตรายถึงชีวิต ยาลดไข้สูง ทั้งชนิดน้ำในเด็ก/เม็ดในผู้ใหญ่ ควรหลีกเลี่ยง กรณีมีไข้อย่างเดียวและสงสัยไข้เลือดออก เพราะตัวยาลดไข้สูงกลุ่ม NSAIDs (Nonsteroidal anti-inflammatory drug) อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้ไตวาย และเสียชีวิตได้

แอดมิน เจอประจำ เป็นไข้เลือดออกมาแล้วกินยาตัวนี้ เพิ่มปัจจัยเสี่ยงเลือดออก ตับ ไตวาย ชาวบ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองชอบเข้าใจผิด เวลามีไข้ จะเลือกใช้ยาลดไข้สูงเป็นตัวแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยามักจะระคายเคืองกระเพาะอาหารมีผลข้างเคียงได้ ปวดท้อง เลือดออกในทางเดินอาหาร ไตวาย ได้

วิธีลดไข้

ยาลดไข้สูงในเด็ก ส่วนใหญ่น้ำสีส้ม ในผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่เม็ดสีชมพูเข็ม เวลามีไข้ สำคัญสุด คือ เช็ดตัวระบายความร้อน อาบน้ำอุ่น/น้ำก็อก ก็ได้ ไม่ก็จับแช่ในอ่างอาบน้ำ กะละมัง ชาวบ้านบางคนยังเข้าใจผิด มีไข้ห้ามอาบน้ำ ซึ่งผิด จริงๆสามารถอาบน้ำได้ ไข้จะลงและต้องกินยาพาราเซตามอลร่วมด้วย มีคนถามเยอะเรื่องแผ่นแปะหน้าผากช่วยได้ไหม แอดตอบ ได้ แต่ไม่ดี 100% คิดง่ายๆ เวลากองไฟลุกท่วมหัว แล้วใช้น้ำพรมแล้วไฟจะดับได้ไหม

ดังนั้น ถ้ามีไข้ดีสุดคือ จับเด็กแก้ผ้า เช็ดตัวด้วยผ้าอย่างน้อย 3-4 ผื่น เช็ดเข้าหาหัวใจ อย่างน้อย 10-20 นาที ผ้าที่ไม่ได้เช็ดก็วางไว้ตามซอกคอ ซอกรักแร้ ซอกขาหนีบ บริเวณที่มีเส้นเลือดขนาดใหญ่จะได้ระบายความร้อน แล้วเปลี่ยนบ่อยๆ

ส่วนยาไข้สูง อาจใช้ในบางกรณี แต่ควรสั่งจ่ายโดยแพทย์ เช่น เด็กมีคนไข้สูงทั้งเช็ดตัว กินยาพาราเซตามอล ก็ไม่ลง และไข้ขึ้นมาใหม่ไม่ถึง 4 ชม. ซึ่งยังกินยาพาราเซตามอลไม่ได้ และเด็กมีประวัติไข้แล้วชัก ลมชัก อาจจะให้กินได้ แต่ต้องกินหลังอาหารและทานน้ำมากๆ แต่ถ้ายังสงสัยไข้เลือดออก คุณหมอจะไม่สั่งจ่ายเด็ดขาด เพราะอันตราย มีไข้ อาบน้ำ เช็ดตัว กินพาราเซตามอล ก็พอ”

https://www.facebook.com/Infectious1234/photos/a.133077153789653/1019813501782676/?type=3&theater

ขอบคุณข้อมูลจากเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว

รวมวิธีลดไข้ ช่วยให้ลูกหายตัวร้อนได้เร็ว

ทั้งนี้หากคุณแม่กำลังมองหา วิธีลดไข้ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยหายตัวร้อนได้เร็ว ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม วิธีลดไข้ ที่ได้ผลดี มาฝาก โดยสามารถคลิกที่รูป เพื่ออ่านต่อบทความ วิธีลดไข้ แบบต่างๆ ได้เลย

วิธีการเช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำอุ่นผสมมะนาว

เพจดังยืนยัน! “ลูกตัวร้อน” อาบน้ำลดไข้ ได้ผลจริง!

วิธีลดไข้ลูก! ตามแบบฉบับของชาวเยอรมัน

ลูกตัวร้อน ไข้ไม่ลด อยากให้ลูกหายไข้ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร?

***นอกจากนี้หากลูกน้อยเป็นแค่หวัด ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยาแก้แพ้
โดยคุณแม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวข้างล่างนี้เพื่อรักษาและบรรเทาอาการหวัดของลูกน้อย
ให้ลดลงจนหายได้ คลิกที่ภาพเพื่ออ่านบทความได้เลย***

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

https://www.amarinbabyandkids.com/parenting/nasal-washing/

แม่แชร์วิธีเด็ด! หัวหอมแก้หวัด แก้คัดจมูกให้ลูกได้จริง!

ลูกคัดจมูก แก้ได้ด้วยการนำใบพลู มาทำแบบนี้…!?

ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก 5 วิธีรักษาแบบไม่ต้องพึ่งยา