นักมวยเด็ก

บทเรียน นักมวยเด็ก ! สมองบวม IQต่ำ เลือดคั่งในสมองตาย

จากข่าวร้ายช็อกสังคมของ นักมวยเด็ก วัย 13 ปี ที่ถูกต่อยจนน็อกคาเวทีและเสียชีวิตเพราะเลือดคั่งในสมอง ทำให้พ่อแม่อย่างเราสุดเศร้าใจ เหตุบาดเจ็บรุนแรงแบบนี้ป้องกันได้ และไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็ก ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำเสนอผลวิจัยเกี่ยวกับสมองนักมวยเด็ก มาฝากให้ผู้ใหญ่ช่วยกันดูแลป้องกัน และถ้าช่วยกันได้ก็ขอให้อย่าเกิดอีกเลยค่ะ

นักมวยเด็ก ถูกต่อย สมองบาดเจ็บเฉียบพลัน เพิ่มความดัน หลอดเลือดฉีกขาด

ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าโครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากคลิปวิดีโอก่อนที่นักมวยอายุ 13 ปีคนนี้จะล้มลงหมดสติ เห็นได้ชัดว่าเด็กถูกต่อยจนศีรษะและใบหน้าได้รับกระแทกจากหมัดคู่ต่อสู้ โดยไม่มีเครื่องป้องกัน ทำให้มีอาการบาดเจ็บรุนแรงเฉียบพลันที่สมอง แรงกระแทกไปเพิ่มความดันของก้านในสมอง ทำให้หลอดเลือดฉีกขาด มีเลือดออกและคั่งในสมองจนทำให้เสียชีวิต ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอันตรายที่ทำให้เสียชีวิตได้แบบเฉียบพลันทั้งผู้ใหญ่และเด็ก  

โดยการทำวิจัยสมองของนักมวยเด็กมาตลอด  8 ปี  ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ ระบุว่าการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันนี้อาจจะเกิดขึ้นได้น้อย  แต่สิ่งที่สำคัญและเป็นปัญหามากที่สุดของนักมวยเด็ก คืออาการบาดเจ็บสะสมที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างสมอง สติปัญญา  ส่งผลต่อการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต

ผลวิจัยย้ำ เด็กชกมวย สมองถูกทำลาย ไอคิวต่ำ ไปจนโต

เพราะสมองของเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่า  นักมวยเด็กจะต้องรับแรงหมัดที่ชกไปที่ศีรษะประมาณ 20-30 ครั้งต่อยก ส่งผลทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางสมองสะสม
ซึ่งผลการศึกษาวิจัยสมองนักมวยเด็ก อายุไม่เกิน 15 ปี ด้วยการใช้เครื่องมือ MRI ทางการแพทย์เปรียบเทียบกับเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชกมวย (มีสถานะทางบ้านและสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน)  พิสูจน์แล้วพบว่า นักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

  1. มีเลือดออกในสมองจากการถูกชกศีรษะ ทำให้มีธาตุเหล็กสะสม ซึ่งเป็นสารพิษต่อเนื้อสมอง
  2. เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาด และถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ (เซลล์สมองสร้างสัญญาณที่เดินทางผ่านใยประสาทเพื่อส่งไปสั่งการส่วนต่างๆ ของร่างกาย เปรียบเสมือนกับเครื่องกระจายเสียง)
  3. การทำงานของสมองด้านความจำลดลง นำไปสู่อาการบกพร่องทางสติปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้
  4. ระดับสติปัญญา หรือ IQ ของเด็กที่ชกมวยต่ำกว่าเด็กทั่วไป และยังลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาการชก ซึ่งนักมวยเด็กที่ชกมากกว่า 5 ปี จะมีไอคิว 84 คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง 80-89 จะสามารถเรียนจบระดับมัธยมปลายเท่านั้น ในขณะที่เด็กทั่วไปในประเทศไทยมีไอคิวอยู่ระหว่าง 90-110  ซึ่งสามารถเรียนจบระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรีได้

อ่านต่อ มวยเด็กเสี่ยงอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แม็กเย็บแผล

แม็กเย็บแผล ทางเลือกใหม่สำหรับแม่ผ่าคลอด

ปกติแล้วการเย็บแผลผ่าคลอด มักจะใช้ไหมทั้งแบบละลายและไม่ละลายในการเย็บ โดยแผลจะถูกเย็บปิดสนิทอยู่ใต้สะดือยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร แต่ในปัจจุบันนี้ มีวิธีการเย็บแผลหลากหลายแบบด้วยกัน รวมถึงการใช้ แม็กเย็บแผล

แม็กเย็บแผล ทางเลือกใหม่สำหรับแม่ผ่าคลอด

โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดศัลยกรรมจะทำให้เกิดรอยแผลแก่ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัด เช่นเดียวกับแม่ท้องส่วนใหญ่ที่ผ่าคลอด โดยมักปรากฏรอยเย็บแผลยาว 4-6 นิ้ว เป็นแนวนอนตามแนวขอบกางเกงชั้นในหรือแนวตั้งใต้สะดือ ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีเทคนิคในการเย็บปิดแผลผ่าตัดอยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเย็บด้วยไหมละลาย ไหมดำ การใช้ลวดเย็บ (staples หรือ แม็กเย็บแผล) หรือการใช้กาวผิวหนัง skin glue ซึ่งวัสดุต่าง ๆ ที่ว่ามานี้ ล้วนทำด้วยวัสดุที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อน้อย โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันแผลผ่าตัดจากการติดเชื้อ ความถนัดและความสะดวกของแพทย์ในการเย็บแผลเป็นหลัก

การเย็บแผลแบบแม็ก
ผู้หญิงทุกคนต้องการให้มีร่องรอยจากแผลผ่าคลอดให้น้อยที่สุด ดังนั้นวิธีการเย็บแผลที่มีผลต่อแผลเป็นนั้นสำคัญ

การเย็บแผลแบบแม็ก แม้จะดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ด้วยวัสดุในการเย็บแผลที่แข็งแรง มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อน้อย แต่สามารถเย็บได้เร็ว สะดวกกว่าการเย็บแผลแบบไหม ไม่เจ็บตอนถอด มีความแข็งแรงทนทาน ไม่หลุดง่าย ทำให้แผลสวย ก็ทำให้ทางเลือกในการเย็บแผลนี้ น่าสนใจขึ้นมาไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ มาดูข้อดีข้อเสียของการเย็บแผลแบบต่าง ๆ กันดีกว่าค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ตารางเปรียบเทียบการเย็บแผล แม็กเย็บแผล ไหมเย็บแผล และแบบอื่น ๆ 

ผักแคลเซียมสูง

แนะ 8 ผักแคลเซียมสูง อีกหนึ่งวิธีเพิ่มความสูงให้ลูกได้

หากคุณพ่อคุณแม่ อยากให้ลูกตัวสูง และกำลังมองหา วิธีเพิ่มความสูงให้ลูก อยู่ Amarin Baby & Kids มี 8 ผักแคลเซียมสูง มาแนะนำ สามารถกินแทนนมวัวได้ และรับรองว่าลูกกินแล้วช่วยเร่งความสูง ได้แน่นอน

8 ผักแคลเซียมสูง อีก 1 วิธีเพิ่มความสูงให้ลูก

อยากให้ลูกสูง ต้องทำอย่างไร ?

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนต่างก็เฝ้ามองพัฒนาการของลูกน้อยมาโดยตลอด และพยายามสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก ทั้งในเรื่องพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และทางสมอง ซึ่งการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายในเรื่องของ “ความสูง” ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเมื่อลูกน้อยตัวโตขึ้นและมีร่างกายที่ สูงยาวเข่าดี หรือดูสมส่วนกับร่างกาย ก็จะช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้น่ามองยิ่งขึ้น

ซึ่ง น.พ. วรวัฒน์ เอี่ยวสินพานิช แพทย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ได้ให้คำแนะนำว่า… เด็กจะมีการเพิ่มความสูงใน 2 ช่วงอายุ คือ ช่วงแรกเกิดจนถึง 2 ปีแรก กับช่วงที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งผู้หญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงอายุ 11.5 ปี จนถึง 16 ปี ส่วนผู้ชายตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึง 20 ปี

โดยจะเห็นได้ว่า ผู้ชายเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นช้ากว่า และจะมีช่วงอายุที่นานกว่า ดังนั้นใครที่มีลูกสาวจึงควรเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ และ ที่สำคัญ…เด็กผู้หญิงควรจะต้องดูว่าได้รับฮอร์โมนที่ทำให้เป็นสาวเร็วกว่า ปกติหรือไม่ ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะอยู่กับอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ได้รับการฉีดฮอร์โมน เข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารพวกฟาสต์ฟู้ด ทำให้เด็กผู้หญิงมีโอกาสเป็นสาวได้เร็วกว่าปกติ เช่น เด็กบางคนอายุแค่ 8 ขวบ ก็มีหน้าอกหรือมีประจำเดือนแล้ว ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจและฉีดยาที่จะทำให้เป็นสาวได้ ช้าลง มิฉะนั้นจะมีผลต่อความสูงของเด็กได้ … ทั้งนี้สำหรับปัจจัยที่จะช่วย เพิ่มความสูงให้กับเด็กวัยรุ่นได้มี 4 ประการด้วยกัน

1. กรรมพันธุ์

กรรมพันธุ์มีผลต่อความสูงของเด็กถึง 60-80% นั่นคือ ถ้าพ่อแม่สูง ลูกเกิดมาก็จะมีความสูงอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน หรือบางทีก็จะสูงกว่าพ่อแม่  และถ้าพ่อหรือแม่ที่คนใดคนหนึ่งสูงแต่อีกคนไม่สูง เมื่อลูกเกิดมาก็จะมีความสูงอยู่ในระดับกลางๆ คือ ไม่เตี้ย ไม่สูง

โดยเฉลี่ยแล้วความสูงของลูกนั้นมีสูตรคำนวณ คือ

เด็กชาย = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น + 8
เด็กหญิง = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ – 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น + 6

 

อ่านต่อ >> “ปัจจัยที่จะช่วย เพิ่มความสูงให้ลูก” คลิกหน้า 2

แพ้แป้งสาลี

คุกกี้คุณหนู สูตรไร้กลูเต็น เติมความสุขให้เด็ก แพ้แป้งสาลี

แพ้แป้งสาลี เป็นหนึ่งอาการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อย ที่มีความรุนแรงไม่แพ้โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ถ้าลูกพร้อมเผลอไปกินอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้อาจก่อให้อาการแพ้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เด็กขี้แพ้ (แป้งสาลี) จึงแทบไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสขนมหวานอร่อยๆ อย่าง โดนัท เค้ก ขนมปัง หรือแม้แต่ขนมห่อ เหมือนกับเด็กคนอื่น

คุณแม่คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารลูก แถมยังต้องกังวลว่าลูกจะเผลอใจไปหยิบขนมของเพื่อนมากินตอนไปโรงเรียนหรือไม่ จะดีกว่าไหม ถ้าคุณแม่สามารถทำเบเกอรี่สุดโปรด แบบปราศจากแป้งสาลี ให้ลูกกินอร่อยได้ด้วยตัวเอง  เชฟพี่หมีอาสาคิดสูตรขนมสำหรับเด็ก แพ้แป้งสาลี มาฝากในเมนู คุกกี้คุณหนู  จะอร่อยแค่ไหน มาลองทำกันดูค่ะ

คุกกี้คุณหนู เมนูขนมหวานเอาใจเด็ก แพ้แป้งสาลี

 

แพ้แป้งสาลี

จากการสำรวจเด็กทั่วโลกพบว่า เด็กที่อายุนร้อยกว่า 5 ขวบ 1 ใน 20 คนจะแพ้อาหารอย่างน้อย 1 ชนิดซึ่งอาจหายไปเองเมื่อโตขึ้น ส่วนเด็กไทยมีอาการแพ้อาหารถึงร้อยละ 6 จากจำนวนเด็กทั้งหมดในประเทศ เนื่องจากระบบย่อยและทางเดินอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ภูมิคุ้มกันก็ยังไม่แข็งแรงพอ

สาเหตุของการแพ้แป้งสาลี แพ้อาหาร

อาการแพ้อาหารส่วนใหญ่เกิดได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม หากพ่อแม่มีประวัติแพ้อาการ ลูกจะเป็นเหมือนกันมาถึง 60 %  แต่ถ้าแม่ท้องดื่มนมวัว นมถั่วเหลือง หรือกินอาหารทะเลปริมาณมาณ ลูกก็มีสิทธิ์แพ้อาหารชนิดนั้นได้เช่นกัน

เมื่อลูกแพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่จำเป็นว่าจะต้องกินอาการเข้าไปเท่านั้น บางคนที่มีอาการแพ้หนักแค่สัมผัสหรือสูดละอองอาหารเข้าไป ก็แสดงอาการแพ้ออกมาเห็นแล้ว ซึ่งจะมีทั้งแพ้แบบเฉียบพลัน เช่น หายใจไม่ออก เพราะหลอดลมหดเกร็งจากคอและหลอดลมบวม  หรือแพ้แบบสะสม เด็กมักแสดงอาการเมื่อกินอาการเข้าไปติดกันราว 7 – 10 วัน

อ่านต่อ ทำไมเด็กถึงแพ้แป้งสาลี คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Tags

โรค 4S

ลูกหนังลอกแสบทั้งตัวจาก “โรค 4S” แม่เตือน! อย่าให้ใครหอม

แม่แชร์ประสบการณ์จริงจาก โรค 4S โรคที่โหดร้าย ต้องทนดูลูกร้องดิ้นทุรนทุราย ปวดแสบปวดร้อนแสบไหม้ด้วยความเจ็บปวด เตือน! การดูแลความสะอาดในเด็กเล็กสำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้ใครมาหอม – อุ้ม

ลูกหนังลอกแสบทั้งตัวจาก “โรค 4S” แม่เตือน! อย่าให้ใครหอม

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำประสบการณ์จากคุณ ฉัตรเพชร ก่อสร้าง ที่ได้แชร์เรื่องราวของลูกวัย 5 เดือนที่ป่วยเป็น โรค 4S ภัยมืดที่มองไม่เห็น ภัยมืดที่ถูกมองข้าม ลงในเฟสบุ๊ค โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

อ่านให้จบ ดูรูปให้หมดนะค่ะ (โรค 4S) โรคที่ไม่เคยได้ยิน โรคที่ไม่คุ้นหู โรคที่โหดร้ายมากๆ ภัยมืดที่ถูกมองข้าม

ประสบการณ์จริง เลยอยากแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เพื่อนๆ หรือคุณแม่มือใหม่ได้อ่านกันนะค่ะ

บอกเลยมันเป็นโรคร้ายแรงมากที่สุดที่เคยพบเจอมามันทำร้ายจิตใจของคนเป็นแม่มากเมื่อลูกร้องดิ้นทุรนทุราย ปวดแสบปวดร้อนแสบไหม้ด้วยความเจ็บปวด

นู่ชื่อน้องไพลินอายุ 5 เดือน 5 วัน นู๋ป่วยเข้านอนรพ.เป็นวันที่ 3 แล้วค่ะ นู๋อยู่กับความเจ็บปวดนี้มา 4 วัน 5 คืนแล้วค่ะ อาการของนู๋เริ่มด้วย

  • อาการแดงที่เบ้าตา 2 ข้าง รอบปาก
  • ร้องงอแง ไม่ยอมนอนร้องกวนทั้งคืน
  • หลังจากนั้นไม่นานตาบวมจนเกือบจะมิด

แม่เลยพาไปหาหมอที่คลีนิค หมอบอกว่าไม่มีอะไรน่าจะแพ้สารเคมี เช่น แป้ง ผงซักฟอก ให้ยาแก้ผื่นคันมาทานที่บ้าน คืนนั้นนู๋ร้องกวนหนักกว่าเดิม งอแงร้องดิ้นเหมือนคนถูกน้ำร้อนลวก จับตัวไม่ได้ อุ้มก็ไม่ได้ ตัวแดง หนังแดงบวมเป่งทั้งตัว รุ่งเช้าแม่เลยพานู๋ไปหาหมออีกครั้ง นู๋ร้องเจ็บปวดเหมือนรพ.จะแตก แม่สังเกตุเห็นนู๋หนังที่แดงเริ่มปริออก เหมือนคนถูกน้ำร้อนลวกแล้วหนังหลุดลอก จากที่หูก่อน ระหว่างนั้นก็สังเกตดูที่คอนู๋ หนังที่แดงก็เริ่มมีจุดเล็กๆเหลืองเต็มไปหมด หลังจากนั้นไม่นานมันแตกหนังหลุดลอกติดมากับผ้า นู่ร้องดิ้นปานจะขาดใจร้องโวยวาย แม่ก็หัวใจจะขาดเมื่อเห็นลูกร้อง สักพักหมอตรวจก็บอกว่าให้แอทมิด น้องติดเชื้อทางผิวหนังอย่างรุนแรง ต้องให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าไม่ทันน้องอาจติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ถึงชีวิตได้นะค่ะ และหนังน้องจะหลุดลอกทั้งตัว แม่นู่ยืนงง ทำตัวไม่ถูก หลังจากนั้นไม่กี่ชม. หนังนู๋ก็หลุดลอกเรื่อยๆเหมือนดักแด้ โดยเฉพาะที่ใบหน้า หู คอ รักแร้ รอบตา รอบปาก และอวัยวะเพศ และวันนี้ก็ยังหลุดลอกอยู่ แต่ก็อาการดีขึ้น แต่ต้องระวังแผลติดเชื้อทางผิวหนัง ต้องทำความสะอาดผิวหนังที่หลุดลอกด้วยน้ำเกลือราด และเช็ดทำความสะอาด 3 เวลา แต่นู่ใจสู้มากค่ะ หมอบอกว่าถ้าเชื้อหมดนู่จะกลับมาสวยใสเหมือนเดิม แต่ต้องรอระยะเวลาเชื้อของมันครบอายุ หมอบอกว่านู๋เป็น “โรค ssss” จะเป็นกับเด็กทารก ถึง5ขวบ ลองอ่านดูนะค่ะจากลิงค์ข้างล่าง มันสอนให้เรารู้ว่าเรื่องเล็กๆอย่ามองข้าม ความสะอาดของลูกน้อยสำคัญที่สุด อย่าให้ใครอุ้ม อย่าให้ใครหอม บอกเลยวันนี้จำจนวันตาย “โรค4S” โรคอุบาทว์ ลองอ่านดูนะค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ลูกหนังลอกแสบทั้งตัวจาก “โรค 4S” แม่เตือน! อย่าให้ใครหอม

ขั้นตอนการตรวจภายใน

เผย! ขั้นตอนการตรวจภายใน ตรวจเลย! ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุมากกว่า 21 ปีขึ้นไป ควรจะได้รับการตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อหาความผิดปกติต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตในมดลูก ปากมดลูก ฯลฯ แต่ผู้หญิงหลายคนกลับไม่ยอมไปตรวจเพราะอายหรือกลัวเจ็บ ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเผย ขั้นตอนการตรวจภายใน อย่างละเอียด ให้สาว ๆ แม่ ๆ ทุกคนรู้ว่าการตรวจภายในนั้น นอกจากจะมีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ แล้ว ยังไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ

เผย! ขั้นตอนการตรวจภายใน ตรวจเลย! ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

การตรวจภายใน (Per Vaginal Examination / Pelvic Examination) เป็นการตรวจดูอวัยวะภายในบริเวณอุ้งเชิงกรานของผู้หญิง โดยแพทย์จะมีการตรวจอวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ท่อนำรังไข่ รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ทวารหนัก เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณของความเจ็บป่วยหรือโรค

ตรวจภายใน
วิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือ การตรวจภายในเป็นประจำ

ตรวจภายในสำคัญอย่างไร? ไม่ได้เป็นโรคอะไรทำไมต้องตรวจ?

เพราะอวัยวะภายในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงมีความซับซ้อน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติได้ด้วยตาเปล่า แต่จะพบได้จากการตรวจภายในเท่านั้น การตรวจภายใน ไม่เพียงแต่ดูความปกติของปากมดลูก แต่สามารถดูความผิดปกติของอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ได้ด้วย ได้แก่ รังไข่ ท่อนำไข่ มดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก ปากมดลูก ช่องคลอด และอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนนอก โดยอวัยวะเหล่านี้สามารถติดเชื้อหรือเกิดโรคได้ทุกส่วนโดยที่ไม่แสดงอาการให้เห็น เช่น โรคช็อกโกแลตซีสต์ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มะเร็งปากมดลูก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างหนองใน เริม เอชพีวี (HPV) ดังนั้นการตรวจภายในก็จะช่วยให้ค้นพบสาเหตุ รวมทั้งป้องกันหรือรักษาโรคนั้นได้ก่อนที่จะลุกลามหรือมีอาการร้ายแรง การตรวจภายในสามารถใช้ได้ในหลายกรณี ดังนี้

  • เป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปภายในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง
  • ตรวจหาการติดเชื้อในช่องคลอด เช่น การติดเชื้อราหรือแบคทีเรียในช่องคลอด
  • หาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในแท้ โรคหนองในเทียม โรคเริม โรคพยาธิในช่องคลอดจากการติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) หรือโรคติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV)
  • ตรวจและหาสาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก เช่น ตกขาวผิดปกติ เนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ ภาวะมดลูกหย่อน อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือบริเวณหลัง
  • ตรวจเพื่อวินิจฉัยการคุมกำเนิด โดยเพื่อช่วยให้แน่ใจว่าอุปกรณ์มีความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น การใส่ฝาครอบปากมดลูก การใส่ห่วงอนามัย
  • ตรวจหาร่องรอยในกรณีการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ตรวจเมื่อเริ่มตั้งครรภ์
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็ง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ใครต้องตรวจภายในบ้าง? ขั้นตอนการตรวจภายใน อย่างละเอียด

เห็บเข้าหู

อุทาหรณ์! แม่ช๊อคเจอ เห็บเข้าหู วางไข่ในหูลูกเป็นสัปดาห์!

อุทาหรณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกชายวัย 4 ขวบบ่นปวดหูได้ 3 วัน จนนำไฟฉายมาส่องเข้าไปที่หูเจอ เห็บเข้าหู จึงรีบพาไปพบแพทย์ แพทย์แจ้งเห็บได้ไปวางไข่อยู่ในหูแล้วจนมองไม่เห็นแก้วหู ทั้ง ๆ ที่ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงหมาหรือเลี้ยงแมวเลย

อุทาหรณ์! แม่ช๊อคเจอ เห็บเข้าหู วางไข่ในหูลูกเป็นสัปดาห์!

หู เป็นอวัยวะที่หน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งรับคลื่นเสียงที่มาจากภายนอกและแปลงเป็นสัญญาณส่งต่อไปยังสมอง อีกทั้งยังช่วยควบคุมการทรงตัวในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว ซึ่งถ้าหากมีอะไรแปลกปลอมเข้าไปในหูก็อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเกิดการทำงานที่ผิดปกติ เช่น เสียการทรงตัว หรือหูอื้อ และหาก เห็บเข้าหู ก็อาจจะนำเอาเชื้อโรคเข้าไปด้วย ทำให้เกิดติดเชื้อตามมาในภายหลังได้ ทีมงานจึงขอนำอุทาหรณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่งที่ได้แชร์เรื่องราวตนเองลงในเฟสบุ๊ค Kwang Airada Preewan ดังนี้

#เห็บ #อุทาหรณ์เตือนใจ #อันตรายที่มองไม่เห็น #ไม่รุ้ว่าเข้าเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าไปเข้ามาจากที่ไหน #ลูกชายบ่นปวดหูถามบอกว่าเล่นหูกระแทกประตูเลยปวดเลยไม่นึกเอะใจ #ปวดได้ 3 วัน เมื่อคืน 3 ทุ่มบอกเจ็บในหูมดกันหูหนูขอดูไม่ยอมให้ดู #4 ทุ่มเลยลองจับดูไฟฉายส่องเห็บคะเห็บตัวเบ้อเริ่ม รีบมาโรงพยาบาลตาคลี หมอคีบออกได้แต่ออกไม่หมด #หมอบอกอยู่นานเกินอาทิตย์แน่นอนเพราะเห็บวางไข่แล้ว ส่องดูมองไม่เห็นแก้วหูแล้ว #หมอส่งตัวมาโรงบาลสวรรค์ประชารักษ์ #หมอนัดวางยาสลบพรุ่งนี้เช้า8.30น. #หลังเที่ยงคืนงดน้ำงดอาหารรอเจาะเลือด #ตอนนี้งอแงมาก #ยังไม่รุ้ว่าหมอจะทำยังไงเอาออก #ฝากเตือนแม่ ๆ ทุกคนหรือคนโตก็ดีระวังกันด้วยนะคะ #อันตรายมากจริงๆ……. 8/10/61. ปล. #ภาพเห็บเป็นเพียงภาพที่ก็อปมาเพื่อประกอบในโพสเท่านั้น #ที่บ้านไม่เลี้ยงหมาไม่เลี้ยงแมวมีแต่หมาที่อยุ่อาศัยระแวกบ้านเท่านั้น

เห็บในหู
อุทาหรณ์ เด็ก 4 ขวบ เจอเห็บเข้าไปวางไข่ในหูนานนับสัปดาห์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เห็บเข้าหู อันตรายหรือไม่? เห็บเข้าหู อาการเป็นอย่างไร?

ฟังเสวนา ฟรี คนไทยกินผัก

ฟังเสวนา ฟรี! “คนไทยยุคนี้กินผักนะจ๊ะ” 18 พ.ย.นี้ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว

ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่เข้าร่วม ฟังเสวนา ฟรี พร้อมรับของที่ระลึกในกิจกรรมเสวนา “คนไทยยุคนี้กินผักนะจ๊ะ by สาระ-ดี Today” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชวนมาล้อมวงนั่งสนทนากันในเรื่องของโภชนาการและสุขภาพในยุคคนไทยดิจิทัล

โดยเป็นการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างบริษัท GM Interfoods จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ GM Multimedia Group และร้านหนังสือชั้นนำ B2S ที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องของโภชนาการและสุขภาพ จึงได้จัดกิจกรรมคืนกำไรสู่สังคมนี้ขึ้น โดยมีคุณเอก อัคคี เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยวิทยากรและแขกรับเชิญ อาทิ คุณพศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารและวิทยากรเครือข่ายคนไทยไร้พุง และคุณจริยาภรณ์ วงศ์สวัสดิ์ หรือแม่แอร์ เจ้าของเพจ Thelovelyair.com ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ Mother&Care มาร่วมสนทนาให้สาระความรู้กับผู้เข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งนี้ด้วย

งานเสวนาจะจัดขึ้นในวันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 12.00 – 15.00 น. ณ ร้านหนังสือ B2S สาขาเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท GM Interfoods จำกัด

โทร. 09 8026 6636  หรือ Facebook / Line@ : @DeedyVeggies หรือ Facebook : @SaradeeToday

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ 

ลูกไม่กินผัก ป่วยบ่อย แถมเสี่ยงเจอ 8 อาการนี้

คลิป วิธีทำเฟรนฟราย แสนง่าย ของว่างสำหรับเด็กไม่กินผัก

ผัก 8 ชนิด แก้ท้องผูก ลดปัญหาอุจจาระตกค้าง!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

กลัวผี

ทำไมลูกกลัวผี สอนลูกไม่ให้ กลัวผี ทำอย่างไร โดย พ่อเอก

ปูนปั้นเป็นเด็กไม่ กลัวผี เพราะเราไม่เคยหลอกเขาในเรื่องผีเลย วันหยุดสุดสัปดาห์ตอนเย็นๆ จะเป็นเวลาเราแวะไปหาคุณย่า ตามปกติ (จริงๆ คือไปหาอากงด้วย แต่ตอนนี้อากงท่านไม่อยู่แล้ว) เวลาจะเดินไปห้องน้ำ จะต้องเดินผ่านบริเวณเตียงที่อากงเคยนอนตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งฝั่งนั้นเราไม่ได้เปิดไฟ เวลาไปห้องน้ำพี่ปูนปั้นก็เดินไปห้องน้ำเอง ตามปกติ มีเย็นวันหนึ่งแล้วพี่ปูนปั้นมาเล่าให้ฟัง ว่า

“ตอนเดินผ่านเตียงอากง ปูนปั้นก็ยกมือไหว้”

แล้วพี่ปูนปั้นก็พูดว่า

“ปูนปั้นคิดว่า อากงจะกลับมา”

ปะป๊าบอกขอบคุณที่พี่ปูนปั้นยังคิดถึงอากงและพูดถึงอากง เพราะตอนอากงเสียปูนปั้นน่าจะเพิ่ง 3 ขวบ

ผมจำตอนที่ตัวเองกระเปี๊ยกเท่าพี่ปูนปั้น เวลาไปที่บ้านอากู๋ แล้วต้องเดินผ่านรูปอาม่าที่แขวนไว้บนผนังก็จะรู้สึกกลัว

ยิ่งให้อยู่คนเดียวแถวนั้น ไม่ได้แน่ๆ แต่พี่ปูนปั้นไม่ค่อยมีปัญหากลัวผี อย่างน้อยก็ถึงตอนนี้

เหตุหนึ่งที่พี่ปูนปั้นไม่เคยกลัวผี เพราะเราไม่เคยหลอกเขาในเรื่องผีเลย ปูนปั้นเคยถามว่าผีมีจริงมั้ย เราบอกเป็นความเชื่อ แต่ไม่มีจริงหรอก แต่พี่ปูนปั้นบอกว่า เพื่อนปูนปั้นบอกว่ามีจริง เราก็ถามว่า เพื่อนปูนปั้นเคยเห็นมั้ย แล้วพี่ปูนปั้นหละเคยเห็นมั้ย คำตอบคือ ไม่เคย เราจึงสอนต่อว่า ในทีวี ในนิทาน ในการ์ตูน จะมีเรื่องผี แต่จริงๆไม่มีหรอก เป็นความคิดเป็นความเชื่อของคนเราเอง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ผีมีจริงไหม?

พี่ปูนปั้นเคยถามต่อว่าแล้วทำไมถึงบอกว่า มีผี เราอธิบายว่า มันเป็นวิธีการในการสอนให้คนทำดี ไม่ทำสิ่งไม่ดี เพราะทำไม่ดีจะไปเกิดเป็นผี หรือ เป็นการสอนให้อย่ากลับดึก อย่านอนดึก เดี๋ยวจะเจอผี แต่ไม่มีหรอก แล้วปะป๊าหม่ามี้ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการสอนให้กลัว พี่ปูนปั้นจึงไม่เคยได้ยิน ปะป๊าหม่ามี๊บอกว่า ‘เดี๋ยวเจอผีหลอก’ พอปะป๊าหม่ามี๊ ไม่พูดแบบนั้น ปูนปั้นกลัวผีมั้ย “ไม่กลัวครับ”

นอกจากนั้น ตั้งแต่เด็กเราจะไม่ใช้การขู่อะไรที่ไม่เป็นจริงเลย ไม่ว่าจะคำขู่ลูกยอดฮิตอย่าง

  • เดี๋ยวตำรวจมาจับ
  • ตุ๊กแกมากินตับ
  • ถ้าดื้อจะโดนคุณหมอจับฉีดยา เป็นต้น
ปูนปั้นและปั้นแป้ง ผู้ไม่เคยกลัวผี
ปูนปั้นและปั้นแป้ง ผู้ไม่เคยถูกหลอกให้กลัวผี

สอนลูกอย่างไร ไม่ให้ กลัวผี ?

เราจะสอนแต่ความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผลว่า ‘ถ้าทำแบบนี้จะเกิดผลอะไร และให้เขาตัดสินใจเอง’

ให้เขาได้เลือกเอง โดยให้เขารู้ว่าผลดีผลเสียคืออะไร และถ้าอยากจะรับผลนั้นก็เลือกเอา

เช่น ถ้าไม่ยอมนอน เราจะไม่บอกเรื่องผี

แต่เราจะบอกว่า พรุ่งนี้จะง่วง ตื่นสาย ก็อดเล่นโน่นนี่นั่น

แต่ถ้านอนเร็ว ตื่นเร็วก็จะสดชื่น ได้ไปเล่นกัน

แล้วเขาก็เลือกเอง

 

คุณพ่อคุณแม่ได้หลอกอะไรลูกมั้ยครับ

เด็กเขาไม่ กลัวผี หลอกนะฮะ

ถ้าเราไม่ไปเป็นผีหลอกเขาซะเอง

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

หมุนรอบลูก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ลูกไม่เป็นอะไร ทำไมต้องไปหา “หมอพัฒนาการเด็ก”!?

4 ประโยชน์ที่ลูกจะได้จากการเล่น “พับกระดาษ”

เทคนิค ฝึกลูกเริ่มดื่ม นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คำศัพท์ห้องกินข้าว

สอนลูกให้เก่งภาษาอังกฤษระหว่างกินข้าว กับ คำศัพท์ห้องกินข้าว

ภาษาอังกฤษเรียนรู้ได้ทุกที่ แม้แต่การจำ คำศัพท์ห้องกินข้าว เด็กๆจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง และกลายเป็นเด็กสองภาษาไม่ใช่เพราะท่องจำ หรือต้องเรียนคอร์สเรียนเสริมราคาแพง แต่เพราะพ่อแม่เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา สถานที่ช่วยให้เด็กเพิ่มพูนความรู้ได้มากที่สุด คือ  “บ้าน” ของตัวเอง

รายการ DADDY TALKS ช่วง KIDSTALK  กับ อ. คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ และน้องวิน ยังคงเป็นการแนะนำเทคนิคสอนภาษาอังกฤษจากสิ่งของในบ้าน จากตอนก่อน เด็กไปทำความรู้จักกับในคำศัพท์ห้องรับแขกไปแล้ว  ใน EP นี้ จะขยับมาเป็นมุมโปรดของหนูน้อยอีกแห่ง นั่นคือ “ห้องกินข้าว” เพราะไม่ว่าเมื่อไรที่เด็กรู้สึกหิว ในห้องนี้ก็มีของอร่อยให้กินได้ตลอดเวลา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้เด็กๆรู้จักชื่อเรียกสิ่งของ ซึ่งเป็น คำศัพท์ห้องกินข้าว ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษพร้อมกันได้ในคราวเดียว

รวม18คำศัพท์ห้องกินข้าว พร้อมประโยคสุดเจ๋งให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

เด็กหลายคนรู้ว่าห้องครัวมีไว้สำหรับทำเมนูแสนอร่อย แต่ยังมีอีกห้องในบ้านที่ทุกคนในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันในแต่ละวันมากไม่แพ้กัน นั่นคือ ห้องรับประทานอาหาร หรือห้องกินข้าว ก็มีเครื่องมือเครื่องใช้ และสิ่งของมากมายให้ได้ทำความรู้จักกับ คำศัพท์ห้องกินข้าว  เพิ่มเติมจากคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารหรือขนม ที่คุณครูเคยสอนจากโรงเรียน

นอกจากนี้ ในห้องกินข้าว ยังมีบทสนทนาใหม่ๆที่คุณพ่อคุณแม่ใช้พูดคุยกับลูกน้อยเพื่อฝึกการโต้ตอบด้วยภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถของลูกให้เก่งขึ้นอีกขั้น จากเดิมแค่จำคำศัพท์เพียงอย่างเดียว

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ อ.คริส แนะนำเสมอสำหรับวิธีเรียนภาษาอังกฤษ จาก คำศัพท์ห้องกินข้าว อย่างถูกต้อง นั่นก็คือ เด็กจะจำคำศัพท์จากเสียงที่ได้ยินและภาพที่เห็น ไม่ใช่การจำเป็นตัวอักษรหรือพูดตามไวยากรณ์ ดังนั้นก่อนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้วิธีอ่านออกเสียงของศัพท์แต่ละคำก่อน เพื่อให้ลูกฟังสำเนียงที่ถูกต้อง และใช้วิธีสอนคำศัพท์ทั้งภาษาไทยกับภาษาอังกฤษให้ลูกจดจำภาพ ความหมาย และการออกเสียงไปพร้อมกัน

ลูกอาจยังจำไม่ได้ในครั้งแรก เมื่อคุณพ่อคุณแม่พูดด้วยบ่อยๆ เด็กจะซึมซับคำศัพท์เหล่านี้ไปเองโดยธรรมชาติ ทำให้พวกเขากล้าพูด กล้าใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีก่อนเข้าสู่การเรียนภาษาอังกฤษแบบสะกดคำ หรือไวยากรณ์ในโรงเรียน

ตามมาดู อ. คริส กับน้องวิน พาไปรู้จักกับ คำศัพท์ห้องกินข้าว กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอน 18 คำศัพท์ในห้องกินข้าว กันเลยค่า

ชมคลิปรวมคำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้คุยกับลูก เกี่ยวกับ คำศัพท์ห้องกินข้าว ได้ด้านล่างนี้เลย

เรามาทบทวนประโยคและ คำศัพท์ห้องกินข้าว น่ารู้กันอีกครั้งนะคะ

table                        โต๊ะ

desk                         โต๊ะทำงาน

dining table          โต๊ะรับประทานอาหาร

dine                       รับประทานอาหาร

dining room         ห้องรับประทานอาหาร

cupboard               ตู้เก็บของ

definition               ความหมาย

pronunciation        การออกเสียง

imagination           จินตนาการ

spelling                 สะกดคำ

chicken                 ไก่

kitchen                  ห้องครัว

chicken in the kitchen     ไก่ในห้องครัว

pantry                             พื้นที่เตรียมอาหาร

panties                  กางเกงใน

stew                      สตูว์

stool                      เก้าอี้สตูลบาร์

mug                      ถ้วยใหญ่

cup                       ถ้วยเล็ก

microwave oven    เตาไมโครเวฟ

water boiler           กระติกน้ำร้อน

rice cooker            หม้อหุงข้าว

fridge/refrigerator  ตู้เย็น

ประโยคน่าจำในห้องกินข้าว

I want to stand on the table      ผมอยากยืนโต๊ะ

Do you want to stand on the table or the desk? ลูกอยากยืนบนโต๊ะหรือโต๊ะทำงาน

Whose desk is it?   โต๊ะทำงานของใคร

It’s my mom desk  โต๊ะทำงานของแม่

What kind of table is this?                  นี่เป็นโต๊ะแบบไหน

Are you getting hungry?                      ลูกๆเริ่มหิวหรือยัง

I’m starving                                            หิวมากๆ แล้ว

It’s seem like getting hungry     ดูเหมือนว่าลูกๆ เริ่มหิวแล้ว

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและ คำศัพท์ห้องกินข้าว ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้ลูกน้อยของเรา และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

ช่วง Chinese talk

ช่วง Exclusive Interview

ดื่มกาแฟ ทำหน้าอกเล็ก

ดื่มกาแฟ ทำหน้าอกเล็ก จริงหรือไม่ ?

ดื่มกาแฟ ทำหน้าอกเล็ก จะเป็นไปได้ยังไงนี่ก็ดื่มมาตั้งนาน ถ้าหน้าอกหน้าใจจะเล็กลงเป็นเพราะกรรมพันธุ์ หรือความอ้วน  ความผอมมากกว่านะ!! ตอนแรกก็คิดไว้แบบนี้แหละค่ะ แต่พอเห็นมีผลวิจัยออกมายืนยัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ากาแฟที่สาวๆ และแม่ๆ ดื่มกันอยู่เกือบทุกวันจะมีผลทำให้หน้าอกเล็กลงได้เหมือนกันค่ะ

 

ดื่มกาแฟ ทำหน้าอกเล็ก จริงหรือไม่ ?

เป็นที่ค้างคาใจมากค่ะว่าการ ดื่มกาแฟ ทำหน้าอกเล็ก หน้าใจของคุณแม่และสาวๆ เล็กลงได้อย่างไร เพราะส่วนมากเรามักจะได้ ยินกันว่าการดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วยให้คลายเครียด ช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ โดยเฉพาะ ช่วงเช้าๆ ของคุณแม่ และสาวๆ ที่ต้องตื่นเช้าไปทำงานออฟฟิศ ถ้าได้ดื่มกาแฟสักแก้วพร้อมอาหารเช้า หรือขนมปังสักชิ้น ก็ จะตื่นเต็มตาสมองโปร่งขึ้นมาทันที

เดี๋ยวจะเกิดคำถามขึ้นมาว่าอ่าวแล้วแม่ท้อง หรือคนที่มีลูกจะดื่มกาแฟได้หรือเปล่า จากประสบการณ์ของตัวเองคุณหมอเคยแนะนำว่าถ้าเป็นคนที่ติดการดื่มกาแฟมาก่อนที่จะท้อง คุณหมอให้ลดปริมาณการดื่มลง เช่นถ้าปกติดื่มกาแฟ 2 แก้วหรือ 1 แก้วใหญ่ต่อวัน ก็ให้ลดลงมาเหลือ 1 แก้วเล็กๆ อย่าใส่น้ำตาลหวานมากเกินไป แต่เพื่อให้ครรภ์มีสุขภาพดีสมบูรณ์คนท้องไม่ควรได้รับคาเฟอีนมากเกินไป แต่จะดีมากๆ ถ้าแม่ท้องสามารถเลิกดื่มกาแฟช่วงท้องได้ค่ะ

สำหรับแม่ที่ให้นมลูก โดยมากจะเลี่ยงไม่ดื่มกาแฟกันอยู่แล้วค่ะ แต่จะเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อการบำรุงน้ำนมแม่ซะมากกว่า เพราะเชื่อกันว่าอาหาร หรือเครื่องดื่มที่เข้าสู่ร่างกายแม่ ส่วนหนึ่งจะถูกส่งผ่านมาทางน้ำนมแม่ด้วยค่ะ

แม่ที่ลูกหย่านมแล้วจะกลับมาดื่มกาแฟ อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ เพราะเราก็ดื่มเหมือนกัน แต่จะไม่ดื่มเยอะเหมือนก่อนยังไม่มีลูกนะคะ คือร่างกายจะปรับตัวได้อย่างอัตโนมัติ คือไม่ดื่มก็ไม่เป็นไร ไม่ง่วง ไม่ปวดหัวเลยค่ะ

มาต่อกันที่ว่าดื่มกาแฟ ทำหน้าอกเล็กลงจะใช่เหรอ จะจริงไหม? สงสัยจะจริงอย่างเขาบอกมาหละค่ะ เพราะที่ประสวีเดน เขามีการศึกษาในเรื่องนี้ ด้วยเริ่มแรกเป็นทดลองเพื่อศึกษาเกี่ยวมะเร็งเต้านม ว่าดื่มกาแฟแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้ไหม ปรากฏว่าจากการทดลองในครั้งนี้กับผู้หญิงจำนวน 269 คน ผลทดลองที่ได้ก็คือผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งเต้านมได้ แต่จากการทดลองในครั้งนี้กลับพบว่ากาแฟก็ทำให้ขนาดหน้าอกของผู้หญิงกลุ่มนี้เล็กลงนิดหน่อยด้วยเช่นกัน

จากการทดลองนี้ไม่ได้บอกว่าให้ดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล หรือเป็นกาแฟยอดนิยมที่ดื่มกันอย่าง กาแฟเย็นใส่นม ใส่น้ำตาล คาปูชิโน เอสเปรสโซ เป็นต้น

การทดลองนี้เป็นการศึกษาด้านสุขภาพค่ะ สำหรับใครที่ดื่มกาแฟมาอย่างยาวนาน และไม่พบการเปลี่ยนแปลงว่ามีขนาดนมเล็กลงถือว่าดีค่ะ แต่ถ้าใครสังเกตได้ว่าเอ๊ะทำไมขนาดหน้าอกของฉันเล็กลงอย่างไม่รู้สาเหตุ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มกาแฟอาจเป็นไปได้ว่านมเล็กลงจากการดื่มกาแฟก็ได้นะคะ

 

อ่านต่อท่าออกกายบริหารหน้าสวยกระชับ (มีคลิป) คลิกหน้า 2 


ข้อมูลจาก : thairath , NBI

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นมผงผสมนมแม่

ให้ลูกกิน นมผงผสมนมแม่ ในขวดเดียวกันได้หรือไม่?

ไขข้อสงสัยแม่ ๆ ที่ต้องการให้ลูกทานนมผงเพื่อให้น้ำหนักลูกขึ้นเร็ว หรือเพราะกลัวว่าน้ำนมแม่จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกใน 1 มื้อ หรือเพราะต้องการให้ลูกคุ้นชินกับการทานนมผง ว่าสามารถให้ลูกกิน นมผงผสมนมแม่ ในขวดเดียวกันได้หรือไม่? มาฟังคำตามจากป้าหมอกันค่ะ

ให้ลูกกิน นมผงผสมนมแม่ ในขวดเดียวกันได้หรือไม่?

เพราะแม่แต่ละคน มีปัจจัยต่าง ๆ ในการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน คุณแม่บางท่านจะต้องกลับไปทำงาน ไม่สะดวกที่จะให้ลูกทานนมจากเต้า และอาจปั๊มนมออกมาได้แม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก หรือในเด็กบางคน อาจมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ ทำให้มีความต้องการที่จะเสริมนมผงให้ลูกน้อย แต่ลูกกลับไม่ชอบรสชาติของนมผง (ก็ติดรสชาตินมแม่ไปแล้วนี่นา) จึงมีคำถามว่าเราจะสามารถผสมนมแม่ลงในนมผงลงในขวดเดียวกัน เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับรสชาติได้หรือไม่? จะมีผลเสียอย่างไรบ้าง? ทีมงานจึงขอนำคำอธิบายจากป้าหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ในเรื่องนี้มาให้ได้อ่านกันค่ะ

นมแม่ผสมนมผง
ป้าหมอไขข้อข้องใจ ผสมนมแม่ในนมผงได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ เพราะ

1.มีงานวิจัยว่าชงนมผงตามสัดส่วน แล้วเทผสมกับนมแม่ พบว่าทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคลดลง และ สารบางอย่างในนมผงจะไปขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุจากนมแม่ ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เต็มที่

2.การชงนมผง ให้ใช้น้ำเปล่าเท่านั้น ห้ามใช้ของเหลวอื่น แม้แต่นมแม่ เพราะจะทำให้ความเข้มข้นนมที่ได้มากกว่าปกติ ลำไส้และไตของทารกมีความสามารถจำกัดในการย่อยและกำจัดของเสีย

3.นมแม่ทุกหยดมีคุณค่า ถ้าผสมกับนมผง แล้วลูกกินไม่หมด เก็บไว้กินมื้อถัดไปก็ไม่ได้ เพราะนมผงถ้ากินแล้ว อยู่ได้อีกแค่ 1 ชม.ก็ต้องทิ้งไป แต่ถ้าเป็นนมแม่จะอยู่ได้นานถึง 4 ชม.ในห้องแอร์ แต่ถ้าไปผสมกับนมผงแล้ว ก็จะมีอายุในการเก็บสั้นลงเหมือนนมผง ต้องทิ้งไป น่าเสียดายมาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แนะต่อ นมผงผสมนมแม่ ไม่ได้ แต่นมผง “สลับ” นมแม่ได้

ลดหย่อนภาษีลูกคนที่ 2

ได้เพิ่มอีก 60,000! ลดหย่อนภาษีลูกคนที่ 2 มีผลบังคับใช้แล้ว!

ข่าวดีสำหรับทุกครอบครัว! ในวันที่ 12 พ.ย. ได้มีการประกาศการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร โดยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้มีเงินได้ โดยสามารถหัก ลดหย่อนภาษีลูกคนที่ 2 ได้สูงถึง 60,000 บาทต่อคน เริ่มมีผลบังคับใช้ในปีภาษี 2561 นี้

ได้เพิ่มอีก 60,000! ลดหย่อนภาษีลูกคนที่ 2 มีผลบังคับใช้แล้ว!

เนื่องจากคณะรัฐมนตรีเล็งเห็นถึงการลดลงของอัตราการเกิดของประชากรในประเทศไทย ทำให้มีประชากรวัยแรงงานลดลง และอัตราส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้มีเงินได้มีบุตรมากกว่าหนึ่งคน อันจะส่งผลให้โครงสร้างประชากรของประเทศมีความเหมาะสมกับการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต จึงได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร และ ร่างกฎกระทรวงออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยในการแก้ไขครั้งนี้ ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการหักลดหย่อนภาษีสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีลูกคนที่ 2 โดยมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

ลดหย่อนภาษี ลูกคนที่ 2
บุตรที่เกิดหลังพ.ศ. 2561 และเป็นบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป สามารถหัก ลดหย่อนภาษีลูกคนที่ 2 ได้
  • บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้ ที่เกิดก่อน ปีพ.ศ. 2561 (ไม่ว่าจะเป็นบุตรคนที่เท่าไร) สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ คนละ 30,000 บาท
  • บุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คนที่ 2 เป็นต้นไป หากเป็นบุตรที่เกิดในหรือหลังปี 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 30,000 บาท รวมเป็น 60,000 บาท
  • ในการนับลำดับบุตร ให้นับลำดับของบุตรทุกคน ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม
  • ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2561 ที่จะต้องยื่นรายการในปี 2562 ในเดือน มกราคม – มีนาคม
  • สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ทุกคน ไม่จำกัดจำนวนบุตร (จากเดิมกำหนดให้หักลดหย่อนบุตรได้ไม่เกิน 3 คน)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อ ลุ้นต่อ! ลดหย่อนภาษีลูกคนที่ 2 แก้ไขกฏหมายเพิ่ม หนุนค่าคลอดและค่าฝากท้อง

เจ็บคอบ่อย

เจ็บคอบ่อย ๆ ภัยร้ายจากความอร่อย เพราะหมูปิ้งกับชาเย็น!

ทีมงานขอแชร์เรื่องราวจากสมาชิกท่านหนึ่งใน Pantip.com ที่ เจ็บคอบ่อย ๆ อย่างไม่รู้สาเหตุจนเกือบจะต้องผ่าตัดเพื่อเอาต่อมทอนซิลออก จนได้เลิกทานหมูปิ้งและชาเย็นโดยบังเอิญ แต่อาการเจ็บคอกลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จึงได้ไปสืบค้นความจริง และในที่สุดก็เจอสาเหตุสุดตกใจ ดังนี้

เจ็บคอบ่อย ๆ ภัยร้ายจากความอร่อย เพราะหมูปิ้งกับชาเย็น!

ตามที่สมาชิกท่านหนึ่งใน Pantip.com ได้เล่าว่ามีปัญหาสุขภาพ คือ เจ็บคอบ่อย เจ็บคอทุกเดือน โดยเป็นหนองที่ต่อมทอนซิล จนได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ตัดต่อมทอนซิลออก และในตอนนั้นอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะทำการผ่าตัดหรือไม่ จนวันหนึ่งโดยบังเอิญ ร้านขายหมูปิ้งเจ้าประจำได้หยุดขายไป 2 เดือน สมาชิกท่านนี้จึงได้หยุดทานหมูปิ้ง แต่ก็ได้พบกับสิ่งที่น่าแปลกใจว่าอาการเจ็บคอหายไปเกือบ 80% ทั้ง ๆ ที่ใช้ชีวิตประจำวันแบบเดิม เพียงแค่หยุดทานหมูปิ้งไปเท่านั้น ทำให้มั่นใจว่า “หมูปิ้ง” เป็นสาเหตุของอาการเจ็บคอ จึงได้สืบค้นต่อว่าทำไมทานหมูปิ้งจึง เจ็บคอบ่อย ๆ ได้ โดยการตามไปดูสถานที่เก็บรถเข็นหมูปิ้งในตอนกลางคืน ก็ได้พบกับ “หนู” จำนวนมากมาแทะกินเศษอาหารที่ตะแกรงปิ้งหมูนั่นเอง! ต่อมา สมาชิกท่านนี้ก็ได้หาสาเหตุของอาการเจ็บคอเพิ่มเติม โดยการหยุดทานชาเย็นที่ใส่น้ำแข็งที่ไม่สะอาด ทำให้อาการ เจ็บคอบ่อย ๆ ไม่กลับมาเป็นอีก

สุขภาพของผมดีขึ้น เพียงแค่ผมเลิกกินหมูปิ้ง และ ชาเย็น 

กระทู้นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับตัวของผมเอง และเรื่องนี้อาจจะสั่นสะเทือนวงการแพทย์ และกลายเป็นกรณีศึกษาในตำราเรียนวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยในอนาคต

เริ่มจากผมมีปัญหาสุขภาพ นั่นคือผมเจ็บคอบ่อยมาก ผมเจ็บคอทุกเดือน โดยจะเป็นหนองที่ต่อมทอนซิน จนผมคิดว่ามันกลายเป็นโรคประจำตัวของผมไปแล้ว ผมได้ไปหาหมอที่บำรุงราษ และหมอได้บอกผมว่า ถ้าผมเป็นหนองที่ต่อมทอนซิลมากกว่าปีละ4ครั้ง เขาแนะนำให้ผมผ่าตัดด้วยเลเซอร์ โดยการตัดต่อมทอนซินออก  ผมอยู่กับอาการเจ็บคอทุกเดือนแบบนี้มาร่วม10ปี ผมอายุสามสิบกว่า และผมไม่เคยเจ็บป่วยจากโรคชนิดอื่นเลย

ผมเข้าใจมาตลอดว่าร่างกายผมอ่อนแอกว่าคนปกติทั่วไป ผมได้ปรึกษากับทางบ้านว่าผมควรจะผ่าตัดไหม ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แต่ผมกลัวการผ่าตัดมาก ผมไม่เคยผ่าตัดอะไรมาก่อน ผมจึงชะลอการรักษาออกไป โดยทนอยู่กับการเจ็บคอที่วนเวียนมาหาผมทุกเดือน บางครั้งผมเจ็บคอจนเป็นไข้ ไปหาหมอคลีนิคแถวบ้าน ก็จะต้องกินยาอ็อกเมนติน ถ้าผมไม่เจ็บคอจนถึงขั้นเป็นไข้ ผมก็ซื้อฟ้าทะลายโจรมากินเอง

ชีวิตผมวนเวียนอยู่แบบนี้ ตลอดสิบปี ในหนึ่งปี ผมจะเจ็บคอ ประมาณ 9-10 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 1-2 สัปดาห์กว่าจะหาย

หมูปิ้ง

ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสาเหตุทั้งหมด มันมาจากอาหารที่ผมกิน ผมไม่เคยสังเกตถึงความสัมพันธ์ ระหว่างการกินหมูปิ้ง ชาเย็น และอาการเจ็บคอมาก่อน  จนกระทั่ง…

รถเข็นหมูปิ้งแถวบ้านผม2ร้าน ได้หยุดขายพร้อมกันไปเกือบสองเดือน ผมอยากกินหมูปิ้งมาก แต่ผมก็ขี้เกียจที่จะขับรถไปตลาดอื่นเพียงเพื่อซื้อหมูปิ้ง ปกติผมจะกินหมูปิ้ง หรือ ไก่ย่าง สัปดาห์ละประมาณ1ครั้ง  ช่วงนั้นผมไม่มีอาการเจ็บคอเลย แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดจากการหยุดกินหมูปิ้ง ผมรู้สึกเหมือนเกิดใหม่ ผมไม่เจ็บคอตลอดช่วงเวลาที่ผมหยุดกินหมูปิ้ง  ผมรู้สึกเหมือนตัวเองแข็งแรงขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ ทั้งๆที่ผมดำรงชีวิตด้วยพฤติกรรมเดิมตลอด  จนร้านหมูปิ้งกลับมาขายอีกครั้ง และผมก็กลับมาเจ็บคออีกครั้งนั่นเอง   ผมจึงเริ่มมาคิดทบทวนหาสาเหตุว่าทำไมช่วงที่ผมแข็งแรง ผมได้ทำอะไรต่างไปจากเดิม  ผมยังคงนอนดึก ตื่นเช้า ทำงานทุกวัน ผมกินอาหารเหมือนเดิม มีเพียงจุดเดียวที่ต่างกันคือผมไม่ได้กินหมูปิ้ง  ผมเริ่มคิดถึงความสัมพันธ์ของหมูปิ้งกับอาการเจ็บคอ   มันดูไร้สาระมากๆในช่วงนั้น หมูปิ้งมันจะเกี่ยวกับการเจ็บคอได้ยังไง  ผมจึงทำการทดลองหาความสัมพันธ์นี้ดู  ผลการทดลองคือ เมื่อผมหยุดกินหมูปิ้งอาการเจ็บคอผมหายไป 80% จากที่เคยเจ็บคอเกือบทุกเดือน กลายเป็นเจ็บคอเพียง1-2ครั้งในรอบหลายๆเดือน  และผมได้ทดลองซ้ำโดยกลับมากินหมูปิ้งอีกครั้ง แล้วผมก็กลับมาเจ็บคอทุกครั้งที่กิน  ผมมั่นใจแล้วว่า หมูปิ้งคือสาเหตุแน่นอน ผมจึงต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ว่าเพราะอะไรหมูปิ้ง ถึงทำให้ผมเจ็บคอ แต่ผัดกระเพราหมูไม่ทำให้ผมเจ็บคอ ผมไม่สามารถเข้าไปในบ้านของคนขายหมูปิ้งเพื่อดูว่าเขาใส่อะไรในหมูได้   แต่ผมสามารถไปดูสภาพรถเข็นที่เขาจอดแล้วผูกโซ่ในตลาดได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เจ็บคอบ่อย ๆ ภัยร้ายจากความอร่อย เพราะหมูปิ้งกับชาเย็น!

ซุปแครอท เบบี๋

ซุปแครอท Super soup เพิ่มพลังเบบี๋ ให้โตไวไม่ป่วย

ซุปแครอท อาจไม่ใช่รสชาติที่คุ้นเคยสำหรับผู้ใหญ่ คุณแม่รู้สึกอร่อยกับซุปข้าวโพด ซุปเห็ด หรือซุปมะกะโรนีมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่า ซุปแครอท เป็นเมนูซูเปอร์ซุปที่เหมาะทำให้ลูกน้อยวัยเริ่มหม่ำได้ลิ้มลอง เพราะนอกจากสีส้มสวยๆจะช่วยให้ดูน่ากินแล้ว  แครอทยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารชั้นเลิศทั้งวิตามิน เกลือแร่ และสารไฟโตนิวเทรียนส์อีกด้วย

เชฟพี่หมีตั้งใจครีเอทสูตร ซุปแครอท เบบี๋ มาฝากคุณแม่ทุกคนที่มีลูกวัย 8 เดือนขึ้นไป ซึ่งพร้อมจะเรียนรู้รสชาติอาหารใหม่ๆ และเริ่มกินเนื้อสัตว์ได้แล้ว ด้วยการผสมผสานรสชาติตามธรรมชาติของแครอทเบบี๋หัวเล็กจิ๋ว เนื้อไก่ และนมแม่เข้าด้วยกัน แม่จึงไม่ต้องกลัวว่า ลูกจะไม่ยอมกิน เพราะรสและกลิ่นจากนมแม่ช่วยให้หนูน้อยคุ้นเคยกับเมนูนี้เร็วขึ้นแน่นอน

สูตรซุปดีๆ ซุปแครอท เบบี๋ ลูกหัดหม่ำกินดี มีประโยชน์

 

ลูกน้อยวัย 8 เดือนขึ้นไปที่เริ่มคุ้นเคยกับอาหารเสริมยอดฮิตอย่าง ข้าวตุ๋น หรือผลไม้บด มาบ้างแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่คุณแม่จะให้ลูกได้ลิ้มรสอาหารใหม่ๆเพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกินอาหารหลากหลายเมื่อโตขึ้น นอกจากการให้อาหารเสริมเพียงชนิดเดียวต่อมื้อ ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนของเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อได้

 

ทารกวัยหัดหม่ำ

เนื้อสัตว์ที่เหมาะสำหรับลูกวัยก่อนขวบปี คุณแม่ควรเลือกชนิดที่ย่อยง่ายและไม่เสี่ยงต่อการแพ้อาหาร เพราะระบบภูมิต้านทานและย่อยอาหารของลูกยังทำงานไม่เต็มที่ เช่น เนื้อไก่  ซึ่งนำมาปรุงอาหารได้สารพัดชนิด แถมยังมีรสหวานอร่อยตามธรรมชาติ เด็กๆจึงกินได้ไม่ยากด้วย

คุณค่าจากแครอท แค่กินก็ได้ประโยชน์

แครอทเป็นหนึ่งในผักชนิดหัว ที่นิยมนำมาทำอาหารแทบทุกสัญชาติ และกินได้ทุกเพศวัย นอกจากความกรุบกรอบ หวานอ่อนๆ เข้ากับรสชาติของเนื้อสัตว์ได้ดีแล้ว ยังเป็นผักที่อุดมด้วยสารอาหารมีประโยชน์มากมายแก่ร่างกาย เหมาะนำมาทำเป็นเมนู ซุปแครอท ให้ลูกน้อย ดังต่อไปนี้

แครอท

  1. มีวิตามินอีสูง ช่วยบำรุงผิวพรรณลูกน้อยให้มีสุขภาพดี
  2. มีสารเบต้าแคโรทีนที่อยู่ในผักผลไม้สีส้ม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างร่างกายให้เติบโตสมวัย
  3. มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น
  4. มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา และพัฒนาการการมองเห็นของลูก
  5. เป็นผลไม้เนื้อแข็งจึงมีกากใยสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบขับถ่าย
  6. วิตามินบี1และบี2 ช่วยพิ่มประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนของเลือด ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน เหงือก เล็บให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

อ่านต่อ จริงหรือไม่ กินแครอทเยอะทำให้ลูกตัวส้ม หน้า 2

วิตามินเค

รู้หรือไม่? ทารกที่ขาด “วิตามินเค” เสี่ยงตายจากโรคเลือดออก

วิตามินเค เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามินเค จะทำให้เกิดภาวะมีเลือดออกในเด็กแรกเกิดได้ เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิต

รู้หรือไม่? ทารกที่ขาด “วิตามินเค” เสี่ยงตายจากโรคเลือดออก

วิตามินเค คืออะไร?

วิตามินเค เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน ร่างกายมนุษย์สามารถ สังเคราะห์วิตามินเคได้จากแบคทีเรียภายในลำไส้ และยังได้รับจากการทานอาหารประเภทผักใบสีเขียว เนื้อสัตว์ นม และ ไข่ โดยหน้าที่หลักของวิตามินเค คือ ช่วยในกระบวนการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นกลไกป้องกันการเสียชีวิตจากการสูญเสียเลือด ลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคเลือดออก เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตเช่นกัน

โดยกลุ่มเสี่ยงที่มักจะมีภาวะขาดวิตามินเค ได้แก่ เด็กทารกแรกเกิด ดังนั้นจะมีการฉีดวิตามินเคให้กับทารกแรกเกิดทุกคน

โรคเลือดออก
ทารกแรกเกิดทุกคนจะได้รับวิตามินเค โดยการฉีด

ความต้องการวิตามินเค “จากอาหาร” ของเด็ก

เนื่องจากลำไส้ของเด็กยังเจริญไม่เต็มที่ จึงอาจสร้างวิตามินเคได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ดังนั้นเด็กทารกแรกเกิด – 18 ปี ควรได้รับวิตามินเคต่อวัน ดังนี้

  • ทารกแรกคลอด – 6 เดือนควรได้รับวิตามินเค 2 ไมโครกรัม/วัน
  • ทารกอายุ 7- 12 เดือนควรได้รับวิตามินเค 2.5 ไมโครกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 1- 3 ปีควรได้รับวิตามินเค 30 ไมโครกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 4 – 8 ปีควรได้รับวิตามินเค 55 ไมโครกรัม/วัน
  • อายุ 9 – 13 ปีควรได้รับวิตามินเค 60 ไมโครกรัม/วัน
  • วัยรุ่นอายุ 14 – 18 ปีควรได้รับวิตามินเค 75 ไมโครกรัม/วัน

ในเด็กแรกเกิด – 12 เดือน อาหารหลักที่ควรทานคือ นมแม่ แล้วทำไมยังต้องฉีดวิตามินเคให้กับทารกอีก? มาดูเหตุผลกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทำไมเด็กแรกเกิดถึงต้องเสริม วิตามินเค?

ว้าว ว้าว !!! มีดีลพิเศษจาก Shopee 11.11 Big Sale มาบอกค่าาา

ว้าว ว้าว !!! มีดีลพิเศษจาก Shopee 11.11 Big Sale มาบอกค่าาา
วันเดียวเท่านั้นกับ MamyPoko Pants Lovely Day & Night ลดสูงถึง 40% เหลือลังละ 777 บาท (มี 3 ห่อ) ปกติ 1,275 บาท
มีให้เลือกทุกไซส์ตั้งแต่ S-XXL ดีลดีขนาดนี้ แม่ๆ ไปช้อปตุนกันไว้เลย ส่งฟรีทั่วไทยด้วยยย
คำศัพท์ห้องรับแขก

เก่งภาษาอังกฤษได้ที่บ้าน กับ16 คำศัพท์ห้องรับแขก น่ารู้ ไม่ควรพลาด

คำถามที่มักได้ยิน คือ “ให้ลูกเริ่มเรียนเสริมภาษาอังกฤษตอนไหนดี ”  จริงๆแล้วการเรียนภาษาอังกฤษเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และอาจเริ่มต้นได้ที่บ้านของตัวเอง คำศัพท์ห้องรับแขก เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณพ่อคุณแม่ใช้สอนเด็กได้บ่อยๆ เพราะเป็นห้องที่ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด แถมยังมีสิ่งของที่หยิบมาใช้ฝึกฝนได้หลายอย่าง

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ใน  EP นี้ อ.คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ ชวนน้องวิน ลูกชายคนเก่ง ขออาสาเป็นพี่เลี้ยงวัยซน มาแนะนำเทคนิคการสอน คำศัพท์ห้องรับแขก ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นไกด์สำหรับฝึกฝนลูกน้อยให้เก่งภาษาอังกฤษ และสร้างฐานสำหรับการเป็นเด็กสองภาษาเมื่อถึงวัยเข้าเรียน

เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งด้วย คำศัพท์ห้องรับแขก

เมื่อลูกน้อยอยู่ที่บ้านมาตั้งแต่เกิดจนกลายเป็นสถานที่ที่เขารู้สึกคุ้นเคยและไว้วางใจมากที่สุด จึงเป็นเรื่องง่ายในการช่วยให้ลูกน้อยสามารถจดจำคำศัพท์ต่างๆ ได้ดีขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ทุกคนในครอบครัวได้พักผ่อนและกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักใช้เวลาตลอดทั้งวันนั่งดูทีวี อ่านหนังสือ เล่นของเล่น หรือกินขนมกันอยู่ที่ห้องรับแขก ระหว่างนี้คุณแม่อาจสอดแทรก คำศัพท์ห้องรับแขก หรือประโยคง่ายๆเกี่ยวกับสิ่งของในห้องรับแขกให้ลูกเริ่มพูดตามได้

สำหรับลูกน้อยวัยเรียน คุณแม่สามารถเสริมความรู้เกี่ยวกับวัสดุที่นำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ด้วย คำศัพท์ห้องรับแขก อย่าง made of, made from and made in ซึ่งใช้ในความหมายแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังสามารถคำศัพท์ที่ลูกอาจสับสนบ่อยๆ เช่น cushion กับ pillow ซึ่งเป็นหมอนเหมือนกัน แต่ใช้กันคนละแบบ นี่เป็นอีกวิธีที่ส่งเสริมให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องและเข้าใจให้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาด้วย

ก่อนจะไปชมคลิปอ.คริส กับความน่ารักแสนซน ของน้องวิน เรามาเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการเรียนภาษาอังกฤษจากประโยคอื่นๆ และ คำศัพท์ห้องรับแขก น่าสนใจ เป็นการอุ่นเครื่องสักหน่อยดีกว่าค่ะ

คำศัพท์ห้องรับแขก น่ารู้

living room                         ห้องรับแขก

television                            โทรทัศน์

speaker                                 ลำโพง

shelf                                      ชั้นวางของ

shelves                                 ชั้นวางของหลายชั้น

wife                                       ภรรยา

wives                                    ภรรยาหลายคน

drawer                                 ลิ้กชัก

couch potato                     ขี้เกียจสันหลังยาว

coffee table                       โต๊ะกาแฟ

cushion                             หมอนอิง

pillow                                 หมอนหนุน

carpet                                 พรม

curtain                               ผ้าม่าน

leather                                หนังวัว

ceiling fan                          พัดลมติดเพดาน

stool                                    เก้าอี้หรือที่นั่งไม่มีพนัก

bean bag                             เก้าอี้บีนแบ็ก

 

ตามมาดูอ.คริส กับน้องวิน เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ์ง่ายๆกับคำศัพท์ห้องรับแขก กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอน 16 คำศัพท์ในห้องรับแขก กันเลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและ คำศัพท์ห้องรับแขก ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

 ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

ช่วง Chinese talk

ช่วง Exclusive Interview