เริ่มอ่านอย่างไรดี

เริ่มอ่านอย่างไรดี เรามีเคล็ดลับมาบอก

เริ่มอ่านอย่างไรดี เป็นคำถามที่หลายๆ ครอบครัวต้องการคำตอบ เพราะต้องการที่จะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับลูกตั้งแต่เล็กๆ เราลองไปดูกันว่าพ่อแม่จะเริ่มต้นส่งเสริมให้ลูกอ่านหนังสือกันได้ยังบ้าง

 

เริ่มอ่านอย่างไรดี

  • แรกเกิด- 3 เดือน อ่านอะไรก็ได้ให้ลูกฟัง

ไม่ว่าจะเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ บทความในนิตยสาร นวนิยายสนุกๆ  นิทานเล่มโปรด หรือแม้กระทั่ง สูตรอาหารน่ากิน เคล็ดลับคือ อ่านเวลาที่คุณกับลูกสะดวกและพร้อม จะเป็นตอนเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ โดยใช้เวลาแค่ 2-3 นาที พยายามอ่านให้ลูกน้อยฟังทุกวัน

เริ่มอ่านอย่างไรดี

  • 4-6 เดือน

ก่อนหน้านี้ลูกน้อยจะสนใจสีสันในหนังสือ แต่พอเข้าสู่ช่วงนี้ ลูกจะชอบการสัมผัสมากเป็นพิเศษ จึงควรหาหนังสือที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของลูก อย่างหนังสือที่มีพื้นผิวสัมผัสต่างๆ เช่น หนังสือฟองน้ํา หนังสือผ้า และ หากหนังสือนั้นมีเสียงด้วย ลูกน้อยจะยิ่งสนใจมากเป็นพิเศษ

  • 7-9 เดือน

วัยนี้จะเดิน นั่ง หรือ คลานได้บ้างแล้ว คุณแม่สามารถอุ้มเขานั่งตักแล้วให้ลูกถือหนังสือ ช่วงนี้ลูกมักชอบเอาหนังสือเข้าปาก ก็ถือเป็นเรื่องปกติของทารกที่เรียนรู้ทุกอย่างด้วยประสาทสัมผัสทุกทาง ดังนั้นควรเลือกหนังสือประเภทบอร์ดบุ๊ก หรือ หนังสือพลาสติกนุ่มนิ่มที่ลูกสามารถเคี้ยวได้ นอกจากนี้ลูกน้อยยังชอบหนังสือที่มีลูกเล่นพิเศษด้วยเช่นกัน อย่างหนังสือป็อปอัพ หรือ มีเสียงเพลง เป็นต้น

  • 10-12 เดือน

ลูกน้อยเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ยังเข้าใจไม่มากนัก ลูกน้อยจึงอาจจะขอให้คุณแม่มาอ่านนิทานให้ฟังบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ถ้าระหว่างวันคุณไม่พร้อมที่จะอ่าน ก็อาศัยช่วงเวลาการอ่านก่อนนอนก็ได้แต่ทั้งนี้คุณแม่ควรอ่านด้วยกันไปกับลูกเพราะเป็นวิธีที่จะช่วยให้ลูกสงบและเข้านอนได้ง่ายขึ้น สำหรับหนังสือที่เหมาะกับลูกวัยนี้คือ หนังสือนิทานภาพที่มีเนื้อเรื่องสั้นๆ ตัวอักษรไม่มาก เป็นคํากลอนที่เมื่อพ่อแม่อ่านออกเสียงแล้วรู้สึกสนุกไปด้วย

เริ่มอ่านอย่างไรดี

อ่านหนังสือ ….ส่งความรู้ สร้างความสุขให้ลูกไปจนโต

เมื่อผ่านขวบปีแรกไปแล้ว ก็อย่าลืมส่งเสริมเรื่องการอ่านอย่างต่อเนื่องไปจนโต โดยคุณแม่ยังคงชวนกันอ่านหนังสือได้ไปจนโต หรือเมื่อลูกเข้าโรงเรียนแล้วอาจชักชวนลูกเข้าชมรมรักการอ่านที่มีในโรงเรียนของเขาได้ยิ่งดีค่ะ

ซึ่งปัจจุบันนี้มีโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข “ เป็นโครงการที่บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ผู้ใหญ่ใจดีที่ร่วมกันสรรรค์สร้างกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กๆ ทั่วประเทศได้มีโอกาสอ่านหนังสือดีๆ มีคุณภาพ โดยเริ่มจากการลงพื้นที่มอบหนังสือจำนวน 1,000 เล่ม พร้อมชั้นวาง 3 ชุดตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรม “อ่านกันวันละ 15 นาที” และมีการจัดตั้ง “ชมรมรักการอ่าน” ขึ้น โดยมีคุณครูแจกบันทึกรักการอ่าน หรือให้นักเรียนเข้ามาให้คะแนนและแสดงความคิดเห็นได้ผ่าน  www.TheHappyRead.com โดยเริ่มต้นจากโรงเรียนเป้าหมายจำนวน 52 โรงเรียน และตั้งเป้าดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัดภายในระยะเวลา 3 ปี และคณะกรรมการของโครงการจะคัดเลือก 10 บันทึกการอ่านที่น่าสนใจและนักเรียนที่มีผลการเรียนดีขึ้น มารับรางวัลพิเศษในงาน  Amarin Baby&Kids Fair 2019 พร้อมจัดแสดงนิทรรศการ “อ่าน 15 นาทีทุกวัน สร้างมหัศจรรย์แห่งชีวิต”

คุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่สนใจโครงการ อย่าลืมชวนลูกรักเข้าชมรมรักการอ่าน แล้วร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www.TheHappyRead.com และ TheHappyRead

นักเก็ตไก่ เมนูโปรดเด็ก 3-5 ขวบ

นักเก็ตไก่ ถอดสูตรอร่อยไร้สาร ไม่ง้อร้านดัง (แถมคลิปทุกขั้นตอน)

นักเก็ตไก่ เมนู finger food สำหรับหนูน้อยวัยเริ่มเข้าเรียน แค่หยิบเดียวก็ครบทั้งรสชาติ และโปรตีนแบบเต็มคำจากเนื้อไก่ล้วนๆ เหมาะเป็นตัวช่วยในเช้าวันเร่งรีบ ที่อาจไม่มีเวลาพอให้ลูกนั่งกินบนโต๊ะอาหาร ให้เปลี่ยนมาพกไปกินระหว่างเดินทางแทนแบบง่ายๆ ไม่เลอะเทอะ และมั่นใจได้ว่าลูกได้รับสารอาหารเต็มที่พร้อมเริ่มเรียนรู้แน่นอน

                แจกสูตร นักเก็ตไก่ อร่อยกับโปรตีนเต็มคำ ปลอดภัย ไร้สาร

เด็กๆ หลายคนชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะได้ลองกินอะไรแปลกใหม่ และสนุกกับบรรยากาศในร้านมากกว่านั่งกินข้าวที่บ้าน แม้คุณแม่จะมีความสุขกับการเห็นลูกกินได้เยอะ แต่การปล่อยให้ลูกกินฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ จนเคยชินกลับเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ

นักเก็ตไก่ เมนูยอดฮิตของเด็กๆ
เด็กคนไหนก็ชอบกินฟาสต์ฟู้ด

ฟาสต์ฟู้ดกินบ่อย อร่อยแต่ไม่ดี

ขึ้นชื่อว่าฟาสต์ฟู้ด ก็บอกชัดเจนว่าเป็นอาหารจานด่วน เหมาะสำหรับการกินแบบเร่งด่วน จึงไม่ค่อยใช้ส่วนใหญ่ที่ปรุงเยอะ ปรุงยาก  อย่างผักหรือธัญพืชต่างๆ เน้นหนักไปด้วยแป้ง น้ำตาล ไขมัน และเกลือ  นอกจากนี้เมนูฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่ไม่ใช่อาหารสดใหม่ แต่มักผ่านกระบวนการปรุงแต่งอาหาร เช่น ใส่วัตถุกันเสีย หรือแต่งสีอาหาร เป็นต้น การปล่อยให้ลูกกินฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพของทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังต่อไปนี้

  1. เค็มเยอะ ไตพังเสี่ยงความดันสูง

ฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มีโซเดียมสูง เพราะรสเค็มช่วยให้อาหารอร่อยขึ้น แต่การกินเค็มเป็นประจำ การรับรู้รสชาติของเด็กจึงผิดเพี้ยนไป และกลายเป็นคนติดเค็ม นอกจากนี้ปริมาณโซเดียมที่สะสมในร่างกาย ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการโรคไตเสื่อมตอนโต รวมถึงโรคความดันโลหิตสูงด้วย

2. โตเป็นเด็กอ้วน

ส่วนผสมหลักของเมนูจานด่วนมักเป็นแป้งและไขมัน ซึ่งเป็นอาหารให้พลังงานสูง น้ำหนักตัวจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนโตมากลายเป็นเด็กอ้วน ทำให้อืดอาดขาดความคล่องตัว ไม่กระฉับกระเฉสมวัย แล้ว เด็กอ้วนมักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือเป็นหอบหืด

  1. กากใยน้อย เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

กากใยอาหารจากผักผลไม้ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น แต่ในฟาสต์ฟู้ดแทบไม่มีสารอาหารเหล่านี้อยู่เลย ส่งผลให้ลูกมีอุจจาระแข็งและขับถ่ายลำบาก อันเป็นสาเหตุของอาการริดสีดวงทวาร ลำไส้โป่งพอง ของเสียเหล่านี้จะหมักหมมอยู่ในร่างกายจนเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้

อ่านต่อ เปลี่ยนฟาสต์ฟู้ดให้เป็นกู๊ดฟู้ดด้วยฝีมือแม่ คลิกอ่านหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปลูกฝังรากฐานการเรียนรู้ให้เด็ก

เข้าชมรมรักการอ่าน ปลูกฝังรากฐานการเรียนรู้ให้เด็ก

การอ่านถือเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต แต่หลายๆ คน  อาจไม่ได้ให้ความสนใจและมองข้ามไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รพินทร(ณ ถลาง) คงสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจึงจะมาอธิบายให้รู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นพื้นฐานสำคัญและมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงไม่ควรมองข้ามและควรส่งเสริม ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กๆ

ปลูกฝังรากฐานการเรียนรู้ให้เด็ก

 

 

ปลูกฝังรากฐานการเรียนรู้ให้เด็ก

  • เทคนิคส่งเสริมเด็กให้รักการอ่าน

ผู้ใหญ่คือคนที่ใกล้ชิดเด็กที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำจึงมีอิทธิพลกับเด็กมากทั้งพ่อแม่ และครูโดยการส่งเสริมการอ่านที่ควรทำคือ

  1. จัดหาหนังสือให้เพียงพอต่อความต้องการและความสนใจของเด็ก
  2. ผู้ใหญ่ควรสร้างบรรยากาศให้เกิดการรักการอ่านโดยไม่ได้บีบบังคับทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เช่น มีตู้หนังสือที่ใส่หนังสือสนุกๆ เหมาะสมกับเด็ก ทำเป็นมุมการอ่านมีเบาะ โต๊ะเล็ก ๆ ตุ๊กตาหรือของที่เด็กชอบ ดึงดูดให้เด็กสนใจและเข้าไปอ่านหนังสือเอง หรือชวนเขาอ่านหนังสือร่วมกัน
  3. สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กโดยคุณพ่อคุณแม่ซื้อหนังสือมาแล้วพูดถึง เล่าให้เด็กฟังว่าเล่มนี้สนุก ธรรมชาติของเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นเขาก็จะตามไปอ่านหรือหยิบมาให้เล่าให้ฟัง แล้วครูก็ต้องสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงจูงใจให้เด็กรู้สึกว่าหนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นเพื่อนที่บอกเล่าเราโดยที่ไม่ต้องใช้เสียงอะไร เข้าใจเรื่องราวในนั้น เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา ถ้าเราสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กได้ เด็กก็จะมีความรักความผูกพันกับหนังสือและเขาจะโตขึ้นไปเป็นคนที่รักการอ่าน

ปลูกฝังรากฐานการเรียนรู้ให้เด็ก

 

  • ชมรมรักการอ่านเหมือนการปลูกต้นไม้

ชมรมรักการอ่านมีประโยชน์มาก เป็นแบบอย่างของการอ่านแบบเชิงรุกให้เด็กเห็นความสำคัญแล้วลงมือทำจริง และอาจจะเป็นการจุดประกายให้สังคมรับรู้และตื่นตัวถึงความสำคัญของการอ่านมากขึ้น โดยตอนนี้ครูจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ คือ ครูต้องทำด้วยความตั้งใจ ทำด้วยความทุ่มเท และมีวิธีการให้เด็กเห็นความสำคัญและเข้าร่วมให้มากที่สุด แต่อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าเราจะใจร้อนไม่ได้ เหมือนเราปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง จะไปเร่งให้ออกดอกออกผลภายในวันสองวันหรือในเดือนสองเดือนเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นวิธีการที่จะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เด็กชอบอ่านหนังสือไม่ควรทำเพียงแค่เดือนสองเดือนหรือปีสองปี ต้องปลูกรากฐานให้มั่นคงแล้วทำให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญคือระยะเวลาและความต่อเนื่อง ต้องใช้ให้สม่ำเสมอเพื่อที่จะทำให้นิสัยรักการอ่านของเด็กปลูกฝังหยั่งรากลึกแล้วเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รักการอ่านต่อไป

ปลูกฝังรากฐานการเรียนรู้ให้เด็ก

มารักการอ่านกันเถอะ!

เด็กๆ คนไหนยังไม่ได้เข้าชมรมรักการอ่าน อย่าช้านะคะ! เพราะตอนนี้มีโครงการ“ส่งความรู้ สร้างความสุข “ เป็นโครงการที่บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ส่งเสริมให้เด็กๆ รักการอ่าน โดยมอบหนังสือจำนวน 1,000 เล่ม พร้อมชั้นวาง 3 ชุดตามโรงเรียนต่างๆ พร้อมมีการจัดตั้ง “ชมรมรักการอ่าน” ให้คุณครูแจกบันทึกรักการอ่าน หรือให้นักเรียนเข้ามาให้คะแนนและแสดงความคิดเห็นได้ผ่าน www.TheHappyRead.com  เมื่อเด็กๆ ได้อ่านหนังสือเข้าชมรม และเขียนบันทึกก็จะได้รับการคัดเลือกส่งเข้ามาประกวดเพื่อรับรางวัลกันอีกด้วย

ใครสนใจเข้าร่วมโครงการ และชมรมรักการอ่านของโรงเรียนติดตามได้ที่ www.TheHappyRead.com และ

 Facebook :  TheHappyRead

 

 

ตารางจดบันทึกลูกดิ้น

แจก ตารางจดบันทึกลูกดิ้น พร้อมวิธีนับลูกดิ้น เพื่อความปลอดภัยของลูกในท้อง

แจกฟรี! แบบฟอร์ม ตารางจดบันทึกลูกดิ้น ..หากคุณแม่ท้องอยากรู้ว่าลูกในท้องยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ ต้องรู้ วิธีนับลูกดิ้น พร้อมจดบันทึก การดิ้นของลูก ทุกครั้ง เพื่อจะได้รู้ว่าลูกในท้องยังปลอดภัยดี!

ตารางจดบันทึกลูกดิ้น พร้อมวิธีนับลูกดิ้น
เพื่อความปลอดภัยของลูกในท้อง

ลูกดิ้นดี…มีชัยไปกว่าครึ่ง!

ทารกสามารถดิ้นได้ตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ หรือเทียบเท่าผลองุ่น 1 ลูก แต่กว่าคุณแม่จะรู้สึกว่า ลูกดิ้น นั้นก็เป็นช่วงไตรมาสที่ 2 แล้ว โดยในท้องแรกอาจจะรู้สึกถึงการดิ้นของลูกน้อยในท้องได้ เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 18 – 20 สัปดาห์ แต่ถ้าในการตั้งครรภ์ท้องต่อๆ มาจะรู้สึกได้เร็วกว่า คือตั้งแต่อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ เพราะคุณแม่มีประสบการณ์เคยสัมผัสลูกดิ้นมาก่อนนั่นเอง หรืออาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น คุณแม่หน้าท้องหนา เป็นต้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ 25 สัปดาห์แล้วยังสัมผัสไม่ได้ว่าลูกดิ้น แนะนำให้คุณแม่ไปพบสูติแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดค่ะ

ตารางจดบันทึกลูกดิ้น
ลูกน้อยขณะอยู่ในท้อง

ซึ่งทางการแพทย์ก็ได้มีงานวิจัยโดยการทำอัลตราซาวน์พบว่า… การดิ้นของลูกน้อยในครรภ์ เกิดจากหลายอิริยาบถ เช่น ก้ม โค้ง สะอึก หมุนตัว หายใจ กำมือ ยืดแขน ยืดขา เตะ กระตุก พยักหน้า หาว ดูดนิ้ว แลบลิ้น ฯลฯ แต่การตอดต่อเนื่องยาวๆ ไม่นับว่าเป็นการดิ้น  ซึ่งการดิ้นที่คุณแม่มักรู้สึกได้คือ การเคลื่อนไหวของแขนขา และลำตัวของลูกน้อย โดยหากลูกกำลังเคลื่อนไหวแขนขา คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้น ร้อยละ 50 ของการดิ้นจริง แต่หากลูกเคลื่อนไหวแขนขาและลำตัวพร้อมกัน คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้น ร้อยละ 38-80 ของการดิ้นจริง ซึ่งลูกจะเคลื่อนไหวทั้งวันในช่วงที่ตื่นและจะเคลื่อนไหวมากที่สุดในช่วงกลางคืน

ทำไมลูกถึงดิ้น

เมื่อเวลาผ่านไปลูกก็จะเจริญเติบโตขึ้น มีการงอ และยืดแขนขาทำให้คุณแม่รู้สึกว่า ลูกถีบ ศอก หรือพลิกตัว เมื่อคุณแม่ตกใจลูกก็จะดิ้นตามอารมณ์หรือเสียงที่ดัง เมื่อคุณขยับ และลูกอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สบายลูกก็จะขยับตัว การรับประทานอาหารบางประเภทจะทำให้ลูกดิ้นมากขึ้น เมื่อคุณหลับคุณก็จะรู้สึกว่าลูกหลับด้วย

Good to know : ลูกน้อยในครรภ์จะมีช่วงหลับและตื่นไม่ตรงกันกับคุณแม่ ช่วงระยะเวลานอนหลับของลูกน้อยในครรภ์ ต่อรอบนาน 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้แล้วลูกน้อยในครรภ์ยังมีการดิ้นในแต่ละช่วงเวลาของวันไม่เท่ากัน โดยพบว่าจะดิ้นมากระหว่าง เวลา 21.00-01.00 น. และจะดิ้นมากเมื่อมารดารับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ

 อ่านต่อ >> วิธีการนับลูกดิ้นเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในท้อง” คลิกหน้า 2

 

อะโพไครน์ในนมแพะ คืออะไร

อะโพไครน์ในนมแพะ คืออะไร ? ดีกว่านมวัวจริงหรือ!!

อะโพไครน์ในนมแพะ คืออะไร เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้กันมากๆ ค่ะ บ้างก็ว่าเป็นสารอาหารสำคัญที่มีอยู่ในนมแพะ ว่าแต่จะใช่อย่างที่คิดกันหรือเปล่า เราจะไปหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วอะโพไครน์ คืออะไร….

นมแพะดื่มง่ายจึงไม่แปลกใจว่าทำไมครอบครัวส่วนใหญ่จึงเลือกดื่มกัน สำหรับนมแพะดื่มได้ทั้งครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็ดื่มได้ประโยชน์กันทุกคน ประโยชน์ของนมแพะมีมากมายเลยค่ะ แต่ที่น่าสนใจและหลายคนยังไม่รู้ว่าคืออะไร นั่นก็คือ “อะโพไครน์”

 

อะโพไครน์ในนมแพะ คืออะไร ?

ครอบครัวไหนที่ดื่มนมแพะมาทางนี้ค่ะเพราะเราจะไปหาคำตอบกันว่า อะโพไครน์ในนมแพะ คืออะไร มีประโยชน์และดีกว่ายังไง!!อะโพไครน์ (Apocrine) คือ ระบบการสร้างน้ำนมค่ะ ซึ่งแพะจะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับการนมแม่ในคน ซึ่งเรียกระบบอะ โพไครน์ ซึ่งจะแตกต่างจากนมวัว จึงทำให้นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณสูงเรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) อยากรู้กันต่อแล้วใช่ไหมคะว่า สารอาหารจากธรรมชาติมีอะไรบ้าง ขอบอกว่าดีต่อสุขภาพ และพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็กเล็กๆ มากค่ะ

นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่พบเฉพาะในน้ำนมที่ได้มาจากระบบอะ โพไคน์ (Apocrine) โดยที่ไม่ต้องสังเคราะห์แล้วเติมลงไป ซึ่งสารอาหารที่สำคัญมีอยู่ 4 ชนิด คือ

  • นิวคลีโอไทด์

จะเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย

  • ทอรีน

จะช่วยให้การทำงานของสมองและจอประสาทตาลูกดีขึ้น

  • โพลีเอมีนส์

จะช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์

  • โกรทแฟคเตอร์

จะช่วยในเรื่องการเสริมสร้างการเจริญเติบโต

เห็นสารอาหารจากธรรมชาติที่มีในนมแพะแล้ว ครอบครัวไหนที่ยังไม่เคยดื่มนมแพะต้องลองหามาดื่มกันนะคะ  แต่ ประโยชน์ยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ เพราะนมแพะยังเป็นนมที่มีโปรตีนที่ย่อยง่าย สามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเหมาะกับเด็กเล็กๆ ที่ระบบย่อยยังไม่แข็งแรงค่ะ

ในนมแพะจะมีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อยกว่านมวัวค่ะ *นมแพะจะมีปริมาณโปรตีนก่อแพ้ที่เรียกว่าเบต้า แลคโต กลอบบูลินน้อยกว่านมวัว 3 เท่า จึงทำให้โอกาสเกิดการแพ้น้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมวัว (เบต้าแลคโตกลอบบูลิน คือ โปรตีน ก่อแพ้ที่มีขนาดใหญ่ ร่างกายย่อยยาก ทำให้เหลือตกค้างในลำไส้เล็ก จนกลายเป็นสารก่อแพ้ที่กระตุ้นร่างกายให้แสดงอาการ แพ้ออก เช่น อาเจียน ท้องเสีย น้ำมูกไหล ไอ ผื่นคัน เป็นต้น)

*Goat milk as sole protein source (Dairy Goat Co-operative (NZ) Ltd.) Based on defatted milk and demineralised whey protein concentrate from cow milk (Wyeth, New Zealand)

พอจะได้คำตอบกันแล้วนะคะว่าดดื่มนมแพะแล้วสุขภาพดีกว่านมวัวยังไง แต่ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดแนะนำว่าต้องดื่มนมแม่เท่านั้น เพราะนมแม่ดีที่สุดค่ะ

แต่สำหรับครอบครัวไหนที่ยังคิดว่าจะให้ลูกดื่มนมแพะดีไหม ลองดูข้อดีใน 3 เรื่องนี้ค่ะ

  1. นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะมีสารอาหารจากธรรม 4 ชนิด
  2. โปรตีนในนมแพะย่อยง่าย และดูดซึมง่าย ทำให้สบายท้อง ท้องไม่อืด
  3. ไขมันในนมแพะย่อยง่ายช่วยให้เด็กเล็กๆ มีน้ำหนักตัวดี

หวังว่าทุกครอบครัวจะดื่มอร่อยได้ประโยชน์ไปกับนมแพะกันนะคะ!!

อาหารช่วงตั้งครรภ์

อาหารช่วงตั้งครรภ์ ต้องรับประทานอะไรบ้าง ?

อาหารช่วงตั้งครรภ์ สำหรับคนท้องควรต้องเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมีสารอาหารครบถ้วน สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหากได้รับอย่างสมดุลกันจะช่วยให้สุขภาพคุณแม่ท้องแข็งแรง และยังช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโตให้กับทารกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการที่สมบูรณ์อีกด้วย

 

อาหารช่วงตั้งครรภ์ ที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับอย่างเพียงพอ

มีคุณแม่ท้องหลายคนที่มักพูดว่า อาหารช่วงตั้งครรภ์ แค่กินอาหารให้อิ่มก็น่าจะพอแล้ว “ไม่พอค่ะ” คุณแม่จะรับประทานแค่ให้ร่างกายอิ่มอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงคุณค่าสารอาหารไม่ได้เด็ดขาดนะคะ เพราะอาหารที่ดีจะช่วยให้ร่างกายของทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์มีความแข็งแรงสมบูรณ์ไปพร้อมกัน ที่สำคัญยังป้องกัน ภาวะร่างกายขาดสารอาหาร ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ เป็นต้น

ถามว่าแล้วอาหารช่วงตั้งครรภ์แม่ท้องต้องกินอะไรบ้างร่างกายถึงจะได้สารอาหารอย่างหลากหลายครบถ้วน และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หลักการรับประทานอาหารง่ายๆ ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมานั่งกังวลคิดว่ามื้อนี้ วันนี้จะรับประทานอะไรดี นั่นก็คือหนึ่งวันของคุณแม่ขอให้มีวัตถุดิบหลักเหล่านี้ในการนำมาปรุงอาหาร นั่นก็คือ ข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืช แล้วจะเสริมระหว่างวันด้วย นม เครื่องดื่มสุขภาพ วิตามินบำรุงครรภ์ที่คุณหมอให้มารับประทาน ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันอาการท้องผูก และร่างกายขาดน้ำ เป็นต้น

 

อาหารที่ดีจะให้อะไรกับร่างกายแม่ท้อง

อาหารที่รับประทานในทุกวันมีทั้ง ข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ นม ถั่ว ธัญพืช ฯลฯ จะให้สารอาหารเหล่านี้กับร่างกายค่ะ

  • พลังงาน

ในผู้หญิงตั้งครรภ์ร่างกายจะมีความต้องการพลังงานเพิ่มมากขึ้นที่จากเดิมแค่ประมาณวันละ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ก็จะเพิ่มเป็นประมาณ 2,000 – 2,300 กิโลแคลอรี

  • โปรตีน

เป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายของคนท้องอย่างมาก โปรตีนดีที่ได้จากอาหาร อย่างเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว นม จะช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์สมบูรณ์ ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย และพัฒนาการสมอง

อย่างในนมแพะก็เป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพ ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต โดยเฉพาะในระหว่างการตั้งครรภ์ที่คุณแม่ต้องการโปรตีนมากกว่าปกติ คือประมาณ 75-100 กรัมต่อวัน โปรตีนในนมแพะเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนสูง  และที่สำคัญในนมแพะยังมี โปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณแม่ได้รับสารอาหารจากโปรตีนที่ดี ย่อมส่งผลให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตแข็งแรง สุขภาพดีค่ะ

  • แร่ธาตุเหล็ก

อาหารประเภทเนื้อแดง ตับ และไข่ จะมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งคุณแม่สามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานได้ในแต่ละวัน  สำหรับธาตุเหล็กจะช่วยให้ระบบการหมุนวียนเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาวะการเกิดโลหิตจาง ขณะตั้งครรภ์ ซึ่งหากเกิดโลหิตจางขึ้น เสี่ยงกระทบต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ได้

  • แคลเซียม

มีมากในนมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียวต่างๆ ฯลฯ มีความจำเป็นอย่างมากที่ทั้งก่อน และขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องต้องได้รับแคลเซียมอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ทารกจะดูดเอาแคลเซียมจากคุณแม่เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างร่างกายทั้งหมดให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตลอด 9 เดือนที่อยู่ในครรภ์

  • วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ

อาหารที่รับประทานในทุกวันร่างกายจะได้รับวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายชนิด แต่ที่ขาดไม่ได้ในแม่ท้องโดยเฉพาะช่วงก่อนท้อง และช่วงท้องไตรมาสแรกก็คือโฟลิก ที่มีมากในผักใบเขียว ตับ นมฯลฯ โฟลิกมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์สมองของทารกในครรภ์ให้สมบูรณ์มากที่สุด แนะนำว่าก่อนท้องอย่างน้อย 3 เดือนแรกควรบำรุงร่างกายด้วยโฟลิก ที่สามารถหารับประทานได้ในรูปแบบวิตามินก็ได้เช่นกันค่ะ

อาหารที่มีประโยชน์นอกจากจะให้ในเรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้แล้ว ก็ยังจะช่วยให้สุขภาพร่างกายของคุณแม่ท้องแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยระหว่างตั้งครรภ์  ร่างกายที่ดีพร้อมย่อมส่งผลให้ทารกในครรภ์มีสุขภาพที่ดี และมีพัฒนาการต่างๆ สมบูรณ์ด้วยค่ะ ฉะนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยอาหารดีมีประโยชน์คุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่กันด้วยนะคะ

เชื้อ Enterovirus D68

ระบาดที่ญี่ปุ่น! เชื้อ Enterovirus D68 เป็นแล้วอ่อนแรงคล้ายโปลิโอ

มีข่าวด่วนที่น่าเป็นห่วงมาบอกค่ะ!! ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาการระบาดของโรค ๆ หนึ่งในเด็ก ซึ่งก็คือการติด เชื้อ Enterovirus D68 โรคที่เป็นแล้วจะมีอาการแขนขาอ่อนแรงเหมือนเป็นโปลิโอ และที่สำคัญ ยังไม่มีวิธีรักษา!! ติดต่อกันได้ง่าย!! และขณะนี้การระบาดได้แพร่มาถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว!! ใครที่วางแผนจะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ควรระวังกันไว้

ระบาดที่ญี่ปุ่น! เชื้อ Enterovirus D68 เป็นแล้วอ่อนแรงคล้ายโปลิโอ

ตามที่เพจจ่า Drama-Addict ได้แชร์ข่าวจากคุณ Rujirat Gift Arthy เกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของ เชื้อ Enterovirus D68 ในประเทศญี่ปุ่น ไว้ดังนี้

วันนี้ (6 พ.ย.) มีข่าวเตือนเรื่องอาการชา/อ่อนแรงตามมือเท้าในเด็กว่า “อาจ” เกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัสD-68 โดยเด็กจะมีอาการคล้ายหวัด แต่มักมีอาการชา (อัมพาต/ กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ตามมือเท้าร่วมด้วย ถ้าบุตรหลานท่านไหนมีอาการหวัด + ชาตามมือเท้าควรรีบพาไปพบแพทย์นะคะ News warning about Enterovirus D-68 may cause paralysis of hand & foot in kids (after reports of paralysis symptoms in kids increased last month) 子どもの手足にまひ、増加 風邪に似た症状、注意必要

Enterovirus 68
ขณะนี้ได้มีรายงานการติดเชื้อ ที่ทำให้เด็กมีอาการแขนขาอ่อนแรงในญี่ปุ่น

เมื่อสัปดาห์ 22-28 ตุลาที่ผ่านมา มีรายงานอาการชาตามมือเท้าเข้ามา 9 ราย // หลังมีรายงานมาแล้ว 10 รายเมื่ออาทิตย์ก่อนหน้านั้น // รวมแล้ว 86 รายตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
แบ่งเป็น เฮียวโกะ กิฟุ (8 ราย) โตเกียว ไอจิ (6 ราย) ฟุกุโอกะ (5 ราย) ไซตามะ ชิบะ คานากาว่า โอซาก้า (4 ราย)
兵庫、岐阜で8例、東京、愛知で6例、福岡5例、埼玉、千葉、神奈川、大阪で4例と続く。

🔴เนื่องจากตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการตรวจเชื้อ จึงยังไม่แน่ชัดว่าทุกรายใช่เชื้อเอ็นเทอโรไวรัส D-68 หรือไม่ แต่บางส่วนใช่

🏥รักษาได้ตามอาการเท่านั้น ไม่มีวัคซีน ติดต่อทางการสัมผัสกับไอหรือจามของผู้ป่วย ล้างมือ/กลั้วคอช่วยลดความเสี่ยงได้

“ส่วนใหญ่แล้ว อาการป่วยจะคล้ายๆ กับอาการหวัดหรือเป็นไข้ แต่ในเด็กนั้นจะมีปัญหาในการหายใจและอาจมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น หน้าเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเป็นอัมพาต ซึ่งเรื่องนี้ทำให้แพทย์แปลกใจมากที่พบว่า เชื้อ Enterovirus D68 มีส่วนที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวเพราะไม่เคยมีมาก่อน”

Source: https://headlines.yahoo.co.jp/hl…

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เชื้อ Enterovirus D68 คืออะไร? มีอาการอย่างไร? ป้องกันได้อย่างไร?

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

4 เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ได้นานในตู้เย็น คุณค่าสารอาหารครบ ไม่เหม็นหืน

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ได้นานในตู้เย็น ไม่เหม็นหืนที่สำคัญคุณค่าสารอาหารยังอยู่ครบไม่ลดน้อยลงไป คุณแม่อยากรู้ไหมคะว่าต้องทำยังไงบ้าง วันนี้เรามีมาแนะนำกันค่ะ รับรองว่าคุณแม่จะมีสต๊อกนมแม่ไว้ให้ลูกทานไปได้นานเลยค่ะ

 

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ได้นานในตู้เย็น ไม่เหม็นหืน

อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า 4 เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ได้นานในตู้เย็น คุณค่าสารอาหารไม่ลดน้อยลงไป เราจะไปทำความเข้าใจกันก่อนว่าเพราะอะไร ”น้ำนมแม่” ถึงได้ “มีกลิ่นเหม็นหืน!!”

น้ำนมแม่ที่ปั๊มเก็บไว้นานๆ อาจมีกลิ่นเหม็นหืนขึ้นมาได้ค่ะ ซึ่งสาเหตุเกิดจากเอนไซน์ไลเปส (lipase) ที่อยู่ในน้ำนมแม่ หากนมแม่มีเอนไซน์ไลเปสปริมาณมากก็จะไปย่อยไขมันในนมแม่ให้แตกตัวมากกว่าปกติ การที่ไขมันในนมแม่แตกตัวมากไปก็จะกระตุ้นให้น้ำนมมีกลิ่นหืน

สำหรับเอนไซน์ไลเสปที่เกิดขึ้นในน้ำนมแม่ เป็นเอนไซน์ตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นมา ซึ่งร่างกายของแต่ละคนจะมีการผลิตมากน้อยไม่เท่ากัน แต่เพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นหืนในนมแม่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม แนะนำว่าควรจัดการตั้งแต่เริ่มแรกในขั้นตอนกระบวนการปั๊มเก็บนมแม่ที่ต้องเก็บให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้น้ำนมแม่มีกลิ่นหืน และยังคงคุณค่าสารอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อย ที่สำคัญลูกจะได้ทานนมแม่ไปนานๆ ค่ะ

ถามว่าน้ำนมแม่ที่มีกลิ่นหืนลูกยังกินได้อยู่ไหม? “ได้ค่ะ” แต่เจ้าตัวเล็กคงจะไม่รู้สึกอร่อยไปกับนมแม่อย่างแน่นอน เพราะกลิ่นหืนของน้ำนมมากวนจมูก แล้วก็อาจทำให้เจ้าตัวเล็กร้องยี้ไม่ยอมกินนมต่อค่ะ

4 เคล็ดลับเก็บนมแม่ได้นานในตู้เย็น คุณค่าสารอาหารไม่เสีย

“น้ำนมแม่” คืออาหารชนิดแรกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ เพราะอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหาร ครบถ้วน มีทั้งโปรตีน พลังงาน ไขมันดี น้ำ แคลเซียม สารภูมิคุ้มกัน แร่ธาตุวิตามินต่างๆ ฯลฯ ซึ่งจะดีกว่าไหมถ้าคุณแม่สามารถเก็บรักษาน้ำนมแม่ให้ยังคงคุณค่าสารอาหารไม่ให้ถูกทำลายเสียไปตั้งแต่กระบวบการปั๊มเก็บสต๊อกจนนำไปแช่ฟรีสในตู้เย็น แล้วเมื่อนำออกมาให้ลูกกินยังคงเป็นนมแม่ที่เต็มไปด้วยสารอาหารครบถ้วน ที่สำคัญไม่มีกลิ่นหืนมากวนจมูกลูกด้วยค่ะ

 

การเก็บน้ำนมแม่ถูกวิธีในตู้เย็นกลิ่นหืนก็ไม่มากวนใจ

1. ความสะอาด

เครื่องปั๊มนมควรทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคก่อนใช้ทุกครั้ง วิธีง่ายๆ คือการนำไปต้ม เสร็จแล้วก็เช็ดให้แห้งก่อนใช้งานค่ะ

2. ถุงเก็บน้ำนมต้องมีคุณภาพ

น้ำนมที่ปั๊มสต๊อกควรเก็บใส่ในถุงเก็บนมที่ได้คุณภาพ ซิปล็อกแน่นสนิท เพื่อป้องกันอากาศ และเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำลายคุณภาพน้ำนม

3. เก็บสต๊อกน้ำนมแช่เย็นทันที

น้ำนมที่เก็บในถุงเก็บน้ำนมแล้วนั้นให้เขียนวันเดือนปีที่เก็บไว้ด้วยนะคะ เพื่อจะได้ทราบว่าควรนำสต๊อกนมถุงไหนออกมาให้ลูกกินก่อน-หลัง จากนั้นก็ให้เก็บแช่เย็นในตู้เย็น หรือตู้แช่นมทันที

4. ไม่เก็บน้ำนมปนกับอาหารที่มีกลิ่น

คุณแม่ส่วนใหญ่เลยค่ะบอกว่าไม่มีตู้แช่นมแม่ แต่จะเก็บน้ำนมแม่ไว้ในตู้เย็นปกติได้ไหม “ได้ค่ะ” แต่เพื่อให้น้ำนมแม่ยังคงคุณค่าสารอาหาร ไม่มีกลิ่นหืน แนะนำว่าให้เก็บนมแม่ในตู้เย็นที่มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องคงความสดให้กับอาหารแม้ต้องเก็บไว้นาน

อย่างตู้เย็น Samsung Twin Cooling Plus™ เป็นหนึ่งในตู้เย็นที่หลายครอบครัวเลือกใช้กันค่ะ โดยเฉพาะกับแม่ที่ให้นมลูกขอบอกว่า Samsung Twin Cooling Plus™ ตอบโจทย์ได้ดีมากๆ เนื่องจากมีพื้นที่ให้เก็บนมแม่ได้ในปริมาณมาก เพราะพื้นที่ภายในตู้เย็นกว้างสามารถเก็บแช่อาหารได้หลากหลายประเภท และหมดปัญหาเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์จากอาหาร แบบนี้คุณแม่สบายใจได้ว่าน้ำนมแม่ที่แช่ไว้จะยังคงคุณค่าสารอาหาร และไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นหืนที่อาจเกิดจากอุณหภูมิที่ไม่สม่ำเสมอ หรือกลิ่นรบกวนจาก  อาหารอื่นๆ ค่ะ

ความยอดเยี่ยมคุ้มค่าของ ตู้เย็น Twin Cooling Plus™ จากซัมซุง ต้องบอกว่าแค่คุณแม่มีตู้เย็นเครื่องเดียว ก็สามารถช่วยให้คุณแม่สบายใจเรื่องเก็บสต็อกน้ำนมแม่ และเก็บอาหารสดต่างๆ ให้คงความสดคุณค่าสารอาหารไม่ถูกทำลายได้แล้วค่ะ เพราะตู้เย็นซัมซุงตอบโจทย์คุณสมบัติที่แม่อยากได้ไว้ให้แล้วค่ะ

  • ตู้เย็น 2 ประตู RT46K6750DX/ST พร้อมด้วย Twin Cooling Plus, 466L

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

  • ตู้เย็น 2 ประตู RT29K5511S8/ST พร้อมด้วย Twin Cooling, 302 L

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

แค่เห็นดีไซน์ด้านนอกก็น่าใช้แล้วค่ะ เพราะมาในขนาดใหญ่กำลังดี และภายในก็สามารถแช่อาหาร เครื่องดื่มได้สารพัดค่ะ ไปเปิดดูด้านในกันค่ะ

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

ภายในตู้เย็นกว้างขวาง และช่องเก็บอาหารก็แบ่งไว้เป็นสัดส่วน มีความจุมาก แล้วก็หยิบ-เก็บอาหารได้สะดวกด้วยค่ะ

สำหรับคุณสมบัตของตู้เย็น 2 ประตู ซัมซุง Twin Cooling Plus™

  1. ตู้เย็น 2 ประตู ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ แม้จะเปิดประตูบน หรือล่าง ก็ไม่กระทบกับอุณหภูมิความเย็นภายในทั้งหมด
  2. มีพื้นที่จัดเก็บที่สามารถปรับช่องแช่แข็งให้กลายเป็นช่องแช่เย็นได้ เพื่อเก็บรักษาอาหารสด
  3. สุดยอดเทคโนโลยีของ Twin Cooling Plus™ ที่ทำความเย็นให้กับช่องแช่เย็นและช่องแช่แข็งโดยแยกเป็นอิสระจากกัน ทำให้ช่วยรักษาระดับความชื้นสูงสุด 70% ทั่วทุกพื้นที่ในช่องแช่เย็น และป้องกันไม่ให้กลิ่นอาหารปะปนกัน
  4. ช่วยคงความสดและใหม่ให้กับอาหารทุกประเภทได้ยาวนานกว่า
  5. ภายในออกแบบแสงสว่างด้วยไฟ LED ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้สูง
  6. ช่องแช่ของกว้างขวาง มีความจุในการแช่อาหารมาก และมีความเป็นสัดส่วน ทำให้อาหารบางประเภทไม่ถูกรบกวน จึงเหมาะที่จะฟรีสเก็บสต๊อกน้ำนมแม่
  7. ทำงานได้นานขึ้น เสียงรบกวนและการใช้พลังงานที่ลดลง ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลอินเวอร์เตอร์ปรับความเร็วของคอมเพรสเซอร์โดยอัตโนมัติ ตามความต้องการในการทำความเย็น 7 ระดับ จึงใช้พลังงานน้อยกว่า ลดเสียงรบกวน และลดการสึกหรอ ตู้เย็นจึงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ยาวนานกว่า
  • ตู้เย็น Side by Side RS62K60A7SL/ST พร้อมด้วย Twin Cooling, 674 L

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

ตอนเห็นตู้เย็นซัมซุงรุ่นนี้ แบบว่าถูกใจมากค่ะ เพราะเป็นการลงทุนซื้อตู้เย็นที่คุ้มค่ามากๆ รุ่นนี้เป็นแบบ 2 ประตูเหมือนกัน แต่แตกต่างตรงที่ดีไซน์ให้ประตูเปิด-ปิด ทั้ง 2 ด้านอยู่ข้างหน้า คุณแม่จะเปิดแค่ด้านใดด้านหนึ่งเพื่อแชร์ หยิบ เก็บอาหารก็ได้ หรือจะเปิดสองด้านพร้อมกันได้เช่นกันค่ะ

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

รุ่นนี้ภายในกว้าง สามารถจุของได้เยอะ ช่องแบ่งแชร์อาหารก็เป็นสัดส่วน และมีพื้นที่แชร์แต่ละช่องเก็บอาหารขอบอกว่าใหญ่มากค่ะ  สำหรับคุณสมบัติของตู้เย็น 2 ประตู ซัมซุง Twin Cooling Plus™ รุ่นนี้ก็ดีไม่แพ้ 2 รุ่นที่แนะนำไปค่ะ

เคล็ดลับเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน

  1. ดูแลความชื้นที่เหมาะสมสำหรับอาหาร Twin Cooling Plus™ ทำความเย็นให้กับช่องแช่เย็นและช่องแช่แข็งโดยแยกออกจากกัน เครื่องระเหยและระบบทำความเย็นมอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ด้วยระดับความชื้นสูงและไม่มีกลิ่นเหม็นอับ ดังนั้นอาหารจึงคงความสดใหม่ยาวนานกว่า
  2. พื้นที่ภายในกว้างขวาง ด้วยความจุ 620 ลิตร มีพื้นที่มากมายสำหรับการจัดเก็บของชำที่คุณซื้อมาในแต่ละสัปดาห์ และเก็บทุกสิ่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น คุณจึงสามารถค้นหาสิ่งที่คุณต้องการได้อย่างรวดเร็ว
  3. มีเทคโนโลยี Precise Chef Cooling ที่ช่วยเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ได้ยาวนานกว่า โดยจะลดความผันผวนของอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง ±5°C* ด้วยการตรวจจับความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง แล้วควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์

นี่เป็นเพียงคุณสมบัติส่วนหนึ่งของตู้เย็น Samsung Twin Cooling Plus™ ที่คุ้มค่ากับการใช้งานมากๆ เพราะนอกจากจะเก็บอาหารได้หลากหลายแล้ว คุณแม่ก็ยังเก็บนมแม่ให้ยังคงคุณค่าสารอาหารไว้ให้ลูกน้อยทานได้นานเท่าที่ต้องการค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/2qv8ItG

ภูมิคุ้มกันต่ำ

ป่วยบ่อยเพราะ “ภูมิคุ้มกันต่ำ” ระวังลุกลามจนเป็น “มะเร็ง”

หลาย ๆ คนที่ป่วยบ่อย ๆ มีอาการคัดจมูกทุกเช้าหลังตื่นนอน หรือจามทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยหาสาเหตุของการป่วยไม่ได้ รู้หรือไม่ว่า คุณกำลังเสี่ยงกับภาวะ “ภูมิคุ้มกันต่ำ” ภาวะที่หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจลุกลามถึงขึ้นเป็นมะเร็งได้

ป่วยบ่อยเพราะ “ภูมิคุ้มกันต่ำ” ระวังลุกลามจนเป็น “มะเร็ง”

ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system) เป็นระบบในร่างกายที่มีหน้าที่คอยต้านทานและกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกาย โดยเซลล์ที่ทำหน้าที่นี้คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว โดยเซลล์นี้จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและตามอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย แต่ในปัจจุบันที่ สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว และลักษณะการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจนำร่างกายให้เข้าไปสู่ภาวะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ได้โดยไม่รู้ตัว และหากเกิดภาวะนี้ เชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทำให้เราป่วยบ่อย ๆ ได้นั่นเอง และหากยังปล่อยให้ลุกลามจนเรื้อรังแล้ว ก็อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้โดยง่าย

ภูมิต้านทานต่ำ
หากร่างกายอยุ่ในภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้ป่วยบ่อย ป่วยง่าย ป่วยนาน

คุณกำลังอยู่ภาวะ ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือไม่

สังเกตได้ง่าย ๆ คือ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จะป่วยได้ง่ายกว่าคนปกติ ป่วยบ่อย ๆ ป่วยกระเสาะกระแสะ ป่วยแล้วหายช้า โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จะอ่อนไหวก็โรคพวกนี้เป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น

  • เป็นไข้หวัดบ่อย ๆ
  • ท้องเสียง่าย หรือบางครั้งท้องเสียเรื้อรัง
  • เป็นโรคติดเชื้อราบนผิวหนังบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ เช่น กลาก เกลื้อน
  • เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อจุลชีพที่ไม่ก่อโรคในคนปกติ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ ภูมิคุ้มกันต่ำ

ลักษณะลิ้นบอกโรค

18 ลักษณะลิ้นบอกโรค เพียงแค่ดูลิ้นลูก ก็รู้ได้ว่าป่วยหรือไม่?

ลักษณะลิ้นบอกโรค …แม่อ่านด่วน! หากคุณสังเกตเห็น ลิ้นลูกเป็นดวง ลิ้นลูกเป็นฝ้า หรือเป็นลายเหมือนแผนที่ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าลูกกำลังป่วย! ซึ่งลิ้นจะบอกโรคได้อย่างไรบ้าง มาดูกันเลย

ลักษณะลิ้นบอกโรค เพียงแค่ดูลิ้นลูก ก็รู้ได้ว่าป่วยหรือไม่?

ลูกจ๋าๆ..แลบลิ้นให้แม่ดูหน่อย!

เชื่อหรือไม่? สี และ ลักษณะลิ้นบอกโรค ได้! .. หากคุณแม่สงสัยหรืออยากรู้ว่าลูกของคุณกำลังป่วยอยู่หรือเปล่า แท้จริงแล้วก็สามารถเช็กได้จาก “ลิ้น” เช่นกัน เพราะ “ลิ้น” นอกจากจะเป็นอวัยวะที่ว่ากันว่าแข็งแรงที่สุดในร่างกายอันประกอบด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่กว่า 60 มัดรวมกันแล้ว ก็ยังทำหน้าที่รับรู้รสชาติอาหารที่เรากินเข้าไป และช่วยในการออกเสียงพูด แต่รู้กันหรือไม่ว่า ลักษณะลิ้น ยังสามารถบ่งบอกโรค ได้อีกด้วย

ลักษณะลิ้นบอกโรค
ลูกจ๋าๆ..แลบลิ้นให้แม่ดูหน่อย! แม่ๆ เชื่อหรือไม่? สี และ ลักษณะลิ้นบอกโรค ได้!

ทั้งนี้การดูลิ้น เป็นศาสตร์ที่ลึกล้ำของชาวจีน โดยศาสตร์การตรวจลิ้นเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของการวินิจฉัยโรคตามศาสตร์แพทย์จีน ซึ่งมองเห็นได้ชัด เป็นรูปธรรม ใกล้ตัวที่สุด โดยศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้กล่าวไว้ว่า… เส้นลมปราณของอวัยวะภายในร่างกายล้วนแล้วเดินผ่านบริเวณลิ้นกันทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ “ลิ้น” จึงสะท้อนถึงสภาวะภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี จากการดูลิ้นสามารถรู้ได้ถึงความสมดุลภายในร่างกาย

จึงอาจเปรียบได้ว่า ลิ้น เป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนถึงภาวะสมดุลและไม่สมดุลในร่างกาย ว่าในร่างกายมีสิ่งใดผิดปกติอย่างไร โดยลักษณะของตัวลิ้นสามารถสะท้อนถึงอวัยวะภายในทั้ง 5 (ปอด หัวใจ ม้าม ตับ ไต) ส่วนฝ้าบนลิ้น สามารถสะท้อนถึงอวัยวะกลวงทั้ง 6 (กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ ถุงน้ำดี และซานเจียว)

ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตที่ลิ้นของลูก หากมีความผิดปกติของลิ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยหรือโรคบางชนิดที่ควรรีบรับการรักษาก่อนที่จะสายเกินแก้ แล้ว ลักษณะลิ้นบอกโรค จะมีอาการแบบไหน ขนาด รูปร่าง หรือ สีลิ้น จะแสดงออกมาอย่างไร หรือบ่งบอกสัญญาณสุขภาพได้ได้ยังไง มาเช็กกันเลยค่ะ

 

อ่านต่อ >> 18 ลักษณะของ ลิ้นบอกโรค” คลิกหน้า 2

แม่ตั้งครรภ์ดื่มนมให้ถูก สร้างลูกคุณภาพ

แต่ทราบหรือไม่ว่า !….นมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มเป็นอย่างไร? เพราะแค่คำบอกเล่าหรือรู้จากโฆษณาไม่น่าจะถูกต้อง เราจึงขอแนะนำความรู้เกี่ยวกับการเลือกดื่มนมของคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝาก เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีของลูกน้อย

ดื่มนมให้ถูก ลูกในท้องสุขภาพดี

ดื่มนมวันละ 1-2 แก้วหรือมากกว่า เพราะในช่วงตลอดการตั้งครรภ์ อาหารที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ อาหาร 5 หมู่ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย ซึ่ง “นม” ก็มีความสำคัญต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะนมมีโปรตีนสูงและมีแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี   โดยมีคำแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มนมประมาณวันละ 1-2 แก้วหรือมากกว่า (1 แก้ว=240 มิลลิลิตร)1

ดื่มนมให้พอดีไม่มากเกินไปจนดื่มแทนน้ำ เพราะมีคำแนะนำจากกุมารแพทย์ด้านภูมิแพ้กล่าวว่า การดื่มนมที่มากกว่าช่วงเวลาปกติจะทำให้ได้รับโปรตีนจากนมวัวมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้ลูกที่กินนมแม่มีอาการแพ้นมวัว

เนื่องจากปัจจุบันพบว่าการดื่มนมวัวจำนวนมากขณะตั้งครรภ์ จะทำให้คุณแม่ได้รับโปรตีนจากนมวัวซึ่งมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากโปรตีนในร่างกายมนุษย์ และโปรตีนแปลกหน้านี้จะถูกส่งผ่านไปยังลูกน้อยในท้อง แต่ระบบย่อยของลูกยังไม่รู้จักและไม่พร้อมที่จะต้อนรับโปรตีนแปลกหน้านี้ดังนั้นร่างกายลูกจึงสร้างภูมิต่อต้านจนทำให้ลูกเกิดอาการแพ้นมวัวหลังคลอดได้²

เลือกนมที่มีสารอาหารจำเป็น ยุคนี้แม่ตั้งครรภ์มีนมให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนั้นเพียงอ่านฉลากแล้วเลือกนมที่มีสารอาหารจำเป็นครบถ้วนสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ อาทิ มีโฟเลตสูง  แคลเซียมสูง มีฟอสฟอรัส วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมถึง ดีเอชเอ ธาตุเหล็ก และอื่นๆ

ดื่มนมดี แม่ท้องมีภูมิคุ้มกัน  ในช่วงตั้งครรภ์ภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณแม่อาจลดลง จนส่งผลทำให้               

ติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ  รวมถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงขณะตั้งครรภ์ ทำให้ลำไส้คุณแม่เคลื่อนไหวน้อย จึงมักเกิดอาการท้องผูกดังนั้นเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันระหว่างตั้งครรภ์ อาจเลือกนมที่มีของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี ช่วยลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูกของคุณแม่ และส่งต่อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์นี้ในทางเดินอาหารของลูกน้อยด้วยค่ะ

 

ข้อมูลอ้างอิง :
1. โภชนาการหญิงตั้งครรภ์ เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช
2. หนังสือรวมความรู้เรื่องแพ้นมวัว รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์
3. Kabeerdoss J,et al.Nutr J, 2011
4. Nishida S, Milk Science, 2004
5. Guiemonde M, IPGN , 2006

Tags

หัดในเด็ก

หมอแนะ! หนาวนี้…หัดในเด็ก ระบาดหนัก พร้อมวิธีสังเกตอาการ

แม้ว่าจะหมดหน้าฝนแล้ว ใช่ว่าโรคภัยต่าง ๆ จะหมดไปพร้อมกับฝนนะคะ ในช่วงหน้าหนาวก็มีโรคที่ต้องระวังให้ดีเหมือนกันดังเช่น หัดในเด็ก ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

หมอแนะ! หนาวนี้…หัดในเด็ก ระบาดหนัก พร้อมวิธีสังเกตอาการ

ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลจากคุณหมอ ผศ. นพ. ชนเมศ เตชะแสนสิริ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ออกมาเตือนให้ระวังโรคหัดระบาดในหน้าหนาว พร้อมทั้งให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า “โรคหัด” เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมีอายุน้อยกว่า 10 ปี มาดูกันค่ะว่าเราจะมีวิธีสังเกตอาการ และ ป้องกัน หัดในเด็ก ได้อย่างไรกันบ้าง

หัดในเด็ก คืออะไร?

หัด เป็นโรคไข้ออกผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหัด (Measles virus) นับว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่ง เพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ ส่วนผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต และโรคนี้มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงเกือบ 100%

การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม รดกัน ช่วงเวลาเสี่ยงโรคนี้คือ “ฤดูหนาว” โดยเฉพาะในเดือนมกราคม จะมียอดของผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี สามารถพบได้ในคนทุกวัย แต่มักพบในเด็กอายุ 2-14 ปี และพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักไม่พบในทารกอายุต่ำกว่า 6-8 เดือน เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ส่วนโอกาสในการเกิดโรคในผู้หญิงและผู้ชายมีใกล้เคียงกัน โรคนี้สามารถติดต่อแพร่กระจายได้ง่าย จึงอาจพบการระบาดตามชุมชน โรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

โรคหัดระบาด
โรคหัด โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

ในประเทศไทยเริ่มมีการให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเมื่อปี พ.ศ. 2527 จึงทำให้อุบัติการณ์ของโรคหัดลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ก็ยังพบโรคนี้ได้บ้างประปรายและมีการระบาดบ้างเป็นครั้งคราวในชนบท ซึ่งผู้ป่วยที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนและเป็นเด็กอายุเกิน 5 ปี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อาการของโรค หัดในเด็ก และวิธีป้องกันที่ได้ผลเกือบ 100%

หัดเยอรมัน

สธ. เตือน “หัดเยอรมัน” ระบาดในญี่ปุ่น คนท้องควรหลีกเลี่ยง

แม่ท้องที่วางแผนว่าจะเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้ ต้องระวังโรค “หัดเยอรมัน” ระบาด โดยล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ออกเอกสารแจ้งเตือนประชาชนที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีโรคหัดเยอรมันระบาด ดังนี้

สธ. เตือน “หัดเยอรมัน” ระบาดในญี่ปุ่น คนท้องควรหลีกเลี่ยง

ตามที่กรมควบคุมโรค สำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ออกเอกสารแจ้งเตือนประชาชนที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ว่าหลายพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่น มีโรคหัดเยอรมันระบาด โดยได้รายงานสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้

  • จากข้อมูลวันที่ 19 กันยายน 2561 มีผู้ป่วยรายใหม่ที่เมือง Tokyo จำนวน 32 ราย เมือง Chiba จำนวน 27 ราย เมือง Kanagawa จำนวน 19 ราย เมือง Saitama และ Aichi เมืองละ 11 ราย
  • ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึง 24 ตุลาคม 2561 มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดเยอรมัน 914 ราย ตั้งแต่ 1 มกราคม – 24 ตุลาคม 2561 พบผู้ป่วยหัดเยอรมันในญี่ปุ่นแล้วเป็นจำนวน 1,289 คน
  • โดยพบในภูมิภาค Kanto ประกอบไปด้วยเมือง Tokyo, Kanagawa, Chiba, and Saitama
  • ในปี 2558 – 2560 มีจำนวนผู้ป่วยหัดเยอรมันในแต่ละปีเพียง 163, 126 และ 93 ราย ตามลำดับ

โดยล่าสุด กระทรวงสาธารณะสุขได้ยกระดับการประกาศเตือน สถานการณ์การระบาดของโรคหัดเยอรมันในญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับ 2 Travel Alert แต่ไม่ห้ามเดินทาง แต่จะมีคำแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค สำหรับคนท้องและเด็กเล็กควรหลีกเลี่ยง โดยมีรายละเอียดการประกาศเตือนดังนี้

โรคหัดเยอรมัน
โรคหัดเยอรมันระบาดในญี่ปุ่น

สธ.ชี้ หัดเยอรมัน ระบาด ญี่ปุ่น ยกระดับ แต่ไม่ห้ามเดินทาง หญิงท้อง-เด็กเล็กเสี่ยง!

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 1 พ.ย. ที่กรมควบคุมโรค (คร.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวเตือนการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ภายหลังสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค (คร.) ออกเอกสารแจ้งเตือนประชาชนที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีโรคหัดเยอรมันระบาด

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคหัดเยอรมันในประเทศญี่ปุ่น หลายประเทศจะมีการติดตาม เฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 Travel watch ระดับจับตา ซึ่งไม่ห้ามการเดินทาง ระดับที่ 2 Travel Alert ระดับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ซึ่งไม่ได้ห้ามเดินทางเช่นกัน แต่จะมีคำแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค และระดับที่ 3 Travel Warning เป็นระดับเตือนภัย คือการห้ามเข้าไปยังพื้นที่ระบาด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ สธ. เตือน “หัดเยอรมัน” ระบาดในญี่ปุ่น คนท้องควรหลีกเลี่ยง

สีกระเป๋าตามวันเกิด

ใช้แล้วเฮงแน่! สีกระเป๋าตามวันเกิด ช่วยเสริมดวง รับทรัพย์ตลอดปี

เลือก สีกระเป๋าตามวันเกิด ผิด…เงินไหลออกไม่รู้ตัว! เปิดตำรา! สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2562  เกิดวันไหนไม่ควรใช้สีใด? และ กระเป๋าสตางค์สีใดช่วยเสริมดวงตามวันเกิด ดูดเงินดูดทองเข้ากระเป๋า ตามมาดูกันเลย

ใช้แล้วเฮงแน่! สีกระเป๋าตามวันเกิด
ช่วยเสริมดวง รับทรัพย์ตลอดปี

แม่ๆ จ๋า ไหนดูสิ สีกระเป๋าสตางค์ ที่คุณใช้อยู่สีอะไร? เป็นสีที่ชอบใช่หรือไม่…ถ้าใช่! แล้วเป็นสีที่ถูกโฉลกหรือเปล่า! ใช้แล้วเงินทองไหลมาเทมาหรือไม่? ถ้าไม่!…รีบดูด่วน…เพราะการใช้ สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด ที่ถูกสี ถูกโฉลก ก็สามารถช่วยเสริมดวงการเงิน เรียกทรัพย์ มีโชค มีลาภ ให้กับคุณแม่ๆ ได้

สีกระเป๋าตามวันเกิด
เลือก สีกระเป๋าตามวันเกิด ผิด…เงินไหลออกไม่รู้ตัว!

ซึ่งสำหรับคุณแม่ หรือคุณพ่อคนไหนที่ไม่ค่อยมีเงินใช้ เงินไหลเข้าแล้วก็ไหลออกตลอดเวลา ชีวิตติดๆขัดๆ ฝืดเคืองขัดสนตลอดทั้งปี เมื่อที่ปีหน้าฟ้าใหม่ พ.ศ.2562 มาถึง รีบเปลี่ยน สีกระเป๋าสตางค์ ที่ถูกโฉลกกันให้ไวเลยนะคะ … จะได้มีโชคชะตาการเงินที่ดีขึ้น มีเงินไว้เปย์ลูก ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ หล่อๆ ให้ลูก แถมการใช้ สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2562 ยังช่วยเสริมดวงให้คุณแม่เฮงๆรวยๆ  เงินทองไหลมาเทมา จนใส่กระเป๋าสตางค์ใบเดียวแทบไม่พอ

 

Must read : สีกระเป๋าตังตามวันเกิด 2563 เลือกสีไหนดี? เสริมดวงสุดปัง เงินเข้าไม่ขาดมือ

 

โดยทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้เปิดตำราดูโพย สีกระเป๋าตามวันเกิด ซึ่งเป็น สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2562 สำหรับคุณผู้หญิง เพื่อให้คุณแม่ได้อ่านดู พร้อมไปเลือกซื้อ สีกระเป๋าสตางค์เสริมดวง มาใช้กัน ใครเกิดวันไหนไม่ควรใช้สีใด? และ กระเป๋าสตางค์สีใดช่วยเสริมดวงตามวันเกิด ดูดเงินดูดทองเข้ากระเป๋า ตามมาดูกันเลย

 

สีกระเป๋าตามวันเกิด
สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์

√ สีกระเป๋าตามวันเกิด สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์

สำหรับสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด ช่วยเสริมดวงคนเกิดวันอาทิตย์ มีสีถูกโฉลก คือ สีดำและสีม่วง ช่วยเพิ่มพูนโชคลาภ เงินทอง – สีชมพู ช่วยเสริมดวงอำนาจ บารมี วาสนา และ สีแดง ช่วยเสริมดวงบริวาร

⊗ สีกระเป๋าห้ามใช้ สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์

สีกระเป๋าที่ห้ามใช้สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ คือ สีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เพราะจะทำให้พลังการทำงานหดหาย ไม่กระตือรือร้น อับโชค

 

สีกระเป๋าตามวันเกิด
สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด สำหรับคนเกิดวันจันทร์

√ สีกระเป๋าตามวันเกิด สำหรับคนเกิดวันจันทร์

สำหรับสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด ช่วยเสริมดวงคนเกิดวันจันทร์ สีถูกโฉลก คือ สีขาว สีทอง สีเงิน สีครีม จะช่วยเสริมดวงโชคลาภ – สีฟ้า มีคนคอยช่วยเหลือ อุปถัมภ์ ดูแล – สีม่วงหรือสีดำ เสริมเสน่ห์ มีคนนับหน้าถือตา

⊗ สีกระเป๋าห้ามใช้ สำหรับคนเกิดวันจันทร์

สีกระเป๋าที่ห้ามใช้สำหรับคนเกิดวันจันทร์ คือ สีแดง และ สีชมพู เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ไม่น่ามอง ไม่น่าคบหา

 

อ่านต่อ >> สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2562 วันอังคาร – วันเสาร์” คลิกหน้า 2

แบไต๋ ซีอิ๊วขาว กับซอสปรุงรส

ซีอิ๊วขาว กับซอสปรุงรส เลือกแบบไหนทำอาหารอร่อย เค็มน้อย ลูกปลอดภัย

ซีอิ๊วขาว กับ ซอสปรุงรส คุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่าต่างกันอย่างไร เลือกปรุงกับอาหารชนิดใด แบบไหนอร่อยกว่ากัน  Amarin Baby & Kids จะคลายทุกข้อสงสัย พร้อมแบไต๋ให้แม่รู้จักกับเครื่องปรุงยอดฮิตทั้งสองอย่างนี้ให้มากขึ้น พร้อมเทคนิคการเลือกใช้ให้ปลอดภัย ไม่เค็ม และเหมาะกับเจ้าตัวน้อย

ซีอิ๊วขาว กับ ซอสปรุง ต่างกันยังไง แบบไหนอร่อยและดีต่อสุขภาพลูกน้อย

หากคุณแม่ลองสำรวจในครัวที่บ้านมักพบว่ามีเครื่องปรุงรสวางอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่มักเป็นเครื่องปรุงรสเค็ม ทั้ง น้ำปลา เกลือ น้ำมันหอย ซอสผัด ซอสหมัก ซีอิ๊วขาว และซอสปรุงรส เครื่องปรุงรสที่แม่ๆเลือกใช้ทำอาหารให้ลูกน้อยก็หนีไม่พ้นซีอิ๊วขาว กับซอสปรุงรส เพราะดูเหมือนจะไม่เค็มน้อยกว่าน้ำปลา กับเกลือ

เครืองปรุงรสเค็ม ซีอิ๊วขาว
ลองสำรวจในครัว มีเครื่องปรุงรสเค็มเยอะแค่ไหน

การปรุงอาหารสำหรับคนในครอบครัวโดยทั่วไป สามารถเลือกใช้เครื่องปรุงรสเค็มได้หลากหลายตามต้องการ อย่าง เมนูแกงจืดอาจใช้เกลือคู่กับซีอิ๊วขาว เมนูผัดอาจใช้ทั้งน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และซอสปรุงรสเพื่อความอร่อยกลมกล่อม แต่สำหรับลูกน้อย การปรุงรสอาหารยังไม่ใช่สิ่งจำเป็น และไม่ควรปรุงรสอาหารให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ

ทำไมไม่ควรปรุงรสอาหารให้ลูกก่อน 1 ขวบ

แม้ทารกวัย 6 เดือนขึ้นไปจะเริ่มกินอาหารเสริมอย่าง ข้าว เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ได้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ แต่การปรุงอาหารให้ลูกในวัยนี้อาจยังไม่เหมาะสมนัก เพราะเด็กกำลังอยู่ในวัยที่พร้อมเรียนรู้รสชาติของอาหารตามธรรมชาติ รสจืดๆของผัก รสหวานอ่อนของข้าวโพด หรือรสเปรี้ยวของน้ำส้ม การปรุงรสมากเกินไปอาจรบกวนประสาทสัมผัสดังกล่าว นอกจากนี้ยังส่งผลเสียด้านอื่นๆ ดังต่อไปนี้

  1. ไตของทารกยังทำงานไม่เต็มที่

อวัยวะภายในและระบบต่างๆของทารกช่วงขวบปีแรก จะยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากได้รับโซเดียมจากรสเค็มมากเกินไป กลายเป็นภาระให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับโซเดียมส่วนออก หากกินเค็มจัดเป็นเวลานานจะทำให้ไตเป็นพิษ จนลูกอาจมีอาการเซื่องซึม ชัก และสมองบวมได้

  1. ติดอาหารรสจัดเมื่อโตขึ้น

เวลาลูกกินน้อย ผู้ใหญ่มักกังวลว่าเป็นเพราะ “อาหารไม่อร่อย” จึงพยายามปรุงแต่ง เติมรสสารพัดให้ดูน่ากิน หากกินรสหวานหรือเค็มจนเคยชิน ทำให้กลายเป็นคนติดรสจัด กินอะไรก็ต้องเหยาะน้ำปลา เติมน้ำตาล ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต จากโรคภัยที่ตามมาเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคเบาหวาน เป็นต้น

แผนกซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว
เยอะขนาดนี้ แล้วคุณแม่จะเลือกใช้ยังไงดี
  1. กินผักน้อยหรือไม่กินเพราะความจืด

วิตามิน เกลือแร่ และกากใยอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยการทำงานของระบบขับถ่ายมีอยู่ในผักต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรสชาติ หากลูกติดอาหารปรุงรส จะไม่อยากกินผักเพราะรู้สึกว่าไม่อร่อย ทำให้บดบังโอกาสที่ลูกจะได้รับสารอาหารที่ดีไปด้วย

  1. ติดขนมกรุบกรอบ

ขนมกรุบกรอบที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่มีรสค่อนข้างเค็ม เด็กที่กินอาหารเค็มจนเคยชินมักจะชอบกินขนมพวกนี้ จึงได้รับสารอาหารปรุงแต่งไม่พึงประสงค์เข้าไปด้วย เช่น ผงชูรส สารกันปูด วัตถุแต่งสีและกลิ่นต่างๆ

หากลูกวัยทารกกินน้อย หรือไม่ยอมกินข้าว ขอให้คุณแม่ลองใช้วิธีอื่นในการกระตุ้นให้ลูกอยากอาหารแทน เช่น ให้ลูกลองกินอาหารทีละอย่าง ครั้งละน้อยจนเจอรสชาติโปรด สร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้มีความสุข และหัดให้ลูกกินข้าวเป็นเวลา เพื่อให้ลูกค่อยๆเรียนรู้สิ่งเหล่านี้และกินอาหารได้มากขึ้นเองก่อนจะมุ่งแก้ด้วยการปรุงรสอาหารเพียงอย่างเดียว

อ่านต่อ ซีอิ๊วขาวกับซอสปรุงรสเหมือนหรือต่างกันอย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ศัพท์รอบบ้าน แสนสนุก

รู้ไหม Door กับ Gate ต่างกันยังไง !! กับ 25 ศัพท์รอบบ้าน น่ารู้

อีกหนึ่งเทคนิคสอนให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ และพัฒนาสู่การเป็นเด็กสองภาษาได้แต่ยังเล็ก คือ การให้อยู่ในสถานการณ์แวดล้อมด้วยภาษาอังกฤษ หลายคนอาจเข้าใจว่า ต้องพาลูกไปเที่ยวประเทศ หรือพาไปคุยกับฝรั่ง เท่านั้น ความจริงแล้ว ลูกสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ที่เวลา แม้แต่การเรียนรู้จาก ศัพท์รอบบ้าน ของตัวเอง

เพียงคุณพ่อคุณแม่ทำตัวเป็นโค้ช พาลูกออกมานั่งในสวนหน้าบ้าน หรือเดินรอบบ้าน ก็มีคำศัพท์มากมายให้พร้อมหยิบมาพูดคุยกับลูกได้ตลอดเวลา เหมือนกับอ.คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ ชวนน้องวิน ลูกชายคนเก่งมาทบทวบคำ ศัพท์รอบบ้าน ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อยากจะรู้ว่ามีคำอะไรบ้าง มาติดตามรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ใน  EP นี้ไปพร้อมๆกันค่ะ

รวบคำ ศัพท์รอบบ้าน พร้อมคำศัพท์ที่คนมักเข้าใจผิดน่ารู้

ศัพท์รอบบ้าน ส่วนใหญ่เป็นคำศัพท์ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และลูกสามารถนำไปใช้ได้ทุกวัน และในบรรดาคำศัพท์เหล่านี้มีหลายคำที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจความหมายผิด และอาจนำไปสอนลูกผิดๆ ได้ ตัวอย่างเช่น

door      =             ประตู                                      gate       =             ประตูรั้ว

wall        =             กำแพง                                    fence    =             รั้ว

car park                =             ลานจอดรถ            garage  =             โรงรถ

tree       =             ต้นไม้                                      plant      =             ต้นไม้เล็ก

stone    =             หินก้อนเล็ก                            rock       =             หินก้อนใหญ่

pond     =             บ่อน้ำ                                      lake        =             ทะเลสาบ

sunset  =             พระอาทิตย์ตก                       sunrise =             พระอาทิตย์ขึ้น

คำเหล่านี้มีความหมายใกล้เคียงกัน ดังนั้นการที่เราจะสอนศัพท์ให้ลูก ควรเช็กความหมายและการออกเสียงก่อนจะดีที่สุดเพื่อให้ลูกน้อยสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ศัพท์รอบบ้าน หลายคำที่ใช้คำเดียวกันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า   remote  = รีโมต ก็ควรให้เด็กได้ฝึกออกเสียงทั้งสองสำนวน พร้อมกับให้เขาเลือกใช้อย่างถูกต้องด้วย

หากลูกกับฝรั่งควรออกเสียงอย่างไร คนไทยออกเสียงอย่างไร เพื่อให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่เป็นเด็กสองภาษาที่ไม่ได้เก่งเฉพาะภาษาเท่านั้น แต่ยังเข้าใจวัฒนธรรมของทั้งสองชาติ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีในการดำเนินชีวิตในอนาคตด้วย

ก่อนจะไปชมคลิปอ.คริส กับความน่ารักแสนซน ของน้องวิน เรามาเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการเรียนภาษาอังกฤษจากประโยคอื่นๆ และ ศัพท์รอบบ้าน น่าสนใจ เป็นการอุ่นเครื่องสักหน่อยดีกว่า

We can’t get in the house                                            เราเข้าบ้านไม่ได้

Can you open the gate please                                    กรุณาเปิดประตูรั้วให้หน่อยได้ไหม

It’s getting dark                                                            ใกล้มืดแล้ว

Who comes out when it gets dark?                          ใครจะออกมาตอนมืด

The mosquitos are coming out                                  ยุงเริ่มจะออกมาแล้ว

mosquito                                                                        ยุง

bush                                                                                พุ่มไม้

 

ตามมาดูอ.คริส กับน้องวิน ในตอน 25 ศัพท์ง่ายๆ รอบรั้วบ้าน กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและคำ ศัพท์รอบบ้าน ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่กสามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

⇒ ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

ช่วง Chinese talk

ช่วง Exclusive Interview

 

ปีชง 2562

พ่อแม่ลูก เช็กด่วน! ปีชง 2562 พร้อมวิธีแก้ ผ่อนหนักเป็นเบา

ปีชง 2562 มาแล้ว! พ่อแม่ลูก..เตรียมสะเดาะเคราะห์ ผ่อนหนักให้เป็นเบา แล้ว ปีชง 2562 จะมีปีนักษัตรใดบ้างที่ ชงตรง และ ชงร่วม ตามมาดูกันเลย พร้อมวิธีแก้ชง เตรียมพาคนในครอบครัวที่ดวงชงไปทำบุญกันเลย

ปีชง 2562 มาแล้ว! พ่อแม่ลูกเช็กเลยนักษัตรไหน ชงตรง-ชงร่วม

*บทความนี้เป็นเรื่องราวความเชื่อส่วนบุคคลเกี่ยวกับ ปีชง 2562 ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน*

เมื่อถึงช่วงสิ้นปี มีสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับปีใหม่ในทุกๆ ปี และหลายบ้าน หลายคน หรือหลายครอบครัว โดยเฉพาะเชื้อสายจีน ที่มีความสนใจในเรื่องของดวงชะตา ฟ้าใหม่ ก็มักจะมีความเชื่อกันว่า… เมื่อปีเปลี่ยนดวงคนเราก็เปลี่ยนตาม  เคลื่อนย้ายไปในทิศทางอื่นไม่ประจำอยู่ที่เดิม

พร้อมกันนั้นเราก็จะได้ยินคำว่า “ปีชง” อยู่ตลอดเวลา สำหรับคำว่า “ชง” ในภาษาจีนนั้นหมายถึง “การปะทะ” ฉะนั้น คำว่า ปีชง จึงหมายถึงปีที่อาจมีการปะทะเกิดขึ้น ซึ่งความเชื่อเรื่องปีชงนี้มาจากความเชื่อทางโหราศาสตร์ของจีนที่เกี่ยวข้องกับ “องค์เทพไท้ส่วย” หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม “เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา” เป็นที่เทพทรงอิทธิฤทธิ์และยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปีอีกด้วย

ปีชง 2562
ปีกุน ปีนักษัตร 2562

ซึ่งในปี 2562 ตรงกับปีนักษัตรกุน หรือ ปีหมู จะมีปีนักษัตรใดที่ชง 100% แบบเต็มๆ และชงร่วม ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจ เรื่อง ปีชง 2562 ค่ะ ตามมาดูกันเลย

ปี 2562 ปี อะไร ชง ?

ชงตรง

สำหรับ ปีชง 2562 ที่ชงตรง 100% คือ ปีมะเส็ง (งูเล็ก) โดยจะเกิดผลกระทบมากที่สุด สำหรับคนที่เกิดใน พ.ศ.2472, 2484, 2496, 2520, 2532, 2544 และ 2556

ปีชง 2562
ปีชง 2562 ปีมะเส็ง (งูเล็ก) ชงตรง 100%

 

อ่านต่อ >> ปีชง ที่ชงร่วม ในปี 2562” คลิกหน้า 2

bambini

ท้องนี้ ผิวสวย ไม่แตกลาย ด้วย Super Oil 9 ชนิด จาก Bambini

ปัญหา “ท้องลายในคุณแม่ตั้งครรภ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 7-9 เดือน) เป็นการฉีกขาดของผิวหนังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไปบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากการขยายขนาดของท้องทำให้เห็นเส้นเลือดที่อยู่ในชั้นลึกลงไป จึงเห็นเป็นลายเข้ม ต่อมาเส้นเลือดหดตัวจึงเห็นพื้นที่ขาวมากขึ้น …ซึ่งการมีผิวที่เเตกลายนั้นทำให้เราขาดความมั่นใจ ทำให้เราถูกจำกัดกรอบไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิต การเเต่งตัว ทำให้เราไม่สามารถเเสดงความเป็นตัวเราได้อย่างเต็มที่ Bambini จะช่วยคืนความชุ่มชื้น เเละเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ป้องกันผิวเเตกลาย เพื่อคืนความมั่นใจให้กับคุณเเม่ตั้งครรภ์

 

จุดเด่นของ Bambini

Bambini คือ Super Oil สุดยอดออยล์ทาท้องคุณแม่ ป้องกันท้องลาย ที่เกิดจากการนำออยล์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพ เเละมีประสิทธิภาพในการดูเเลผิวที่เเตกต่างกันถึง 9 ชนิด มาผสมผสานกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม เเละออยล์เเต่ละตัวทำหน้าที่ส่งเสริมกัน ทำให้เป็น Super Oil เป็นออยล์ที่สมบูรณ์เเบบ ในทุกๆ ด้าน ทั้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ปกป้องผิวจากความแห้งกร้าน ผิวคงความเนียนนุ่ม ทำให้ผิวสุขภาพดี

Bambini
Bambinibrand  ผลิตภัณฑ์ออยล์ทาท้องเเม่ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันถึง 9 ชนิด

Bambinibrand ผลิตภัณฑ์ออยล์ทาท้องเเม่ มีส่วนผสมของน้ำมันถึง 9 ชนิด พร้อมสรรพคุณ ได้แก่

1. น้ำมันอาร์เก้นออยล์ออร์กานิค : ช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิว และทำให้ผิวอิ่มเอิบและเนียนนุ่ม

2. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จากธรรมชาติ100% : น้ำมันที่มีมวลขนาดเล็ก จึงสามารถซึมสู่ผิวได้ดี ไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้ที่ผิว

3. น้ำมันจากผลมะกอก : ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการปกป้องผิว ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นชุ่มชื้น

4. น้ำมันจากรำข้าว : ช่วยในการปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการแก่ก่อนวัย

5. น้ำมันสวีทอัลมอนด์ : ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวไม่แห้ง หรือระคายเคือง ฟื้นฟูผิวที่แห้ง กร้าน หยาบกระด้าง ลดรอยหมองคล้ำ ลดริ้วรอย รอยแผลเป็น จุดด่างดำ ทำให้ผิวกระชับ สวยเปล่งปลั่ง

6. น้ำมันที่ได้จากการสกัดเย็น เมล็ดของผลเบาบับ : ให้ออยล์มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากผลเบาบับ มีคุณสมบัติบำรุงผิวที่ดี เนื่องจากประกอบด้วย Vitamin A, E, F และ sterols เหมาะสำหรับบำรุงผิวที่แห้งเสีย

7น้ำมันไฟล์ลาเวนเดอร์ : ช่วยให้ออยล์มีกลิ่นที่ดีขึ้น ช่วยให้ผ่อนคลาย เเละลดการอักเสบของผิวหนัง ช่วยในการฆ่าเชื้อ ช่วยรักษาเเผลพุพอง

8. น้ำมันสกัดเย็นจากเมล็ดชา : ช่วยรักษาอาการอักเสบ เเต่มีความอ่อนโยน ต่อผิวบอบบาง ใช้ได้เเม้กระทั่งผิวของเด็กทารก ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น

9น้ำมันโรสฮิปออย : ซ่อมแซม และดูแลผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ความชุ่มชื้น และฟื้นฟูความสมดุลของผิวที่แห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย ลดการอักเสบของผิว ช่วยให้ผิวหนังที่แตกลาย และขรุขระ เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้รอยแผลเป็นนุ่ม และจางลง

พิเศษ! ฉลองเปิดตัว! ลุ้นรับฟรี! ออยล์ทาท้องคุณแม่ ป้องกันท้องลาย Bambinibrand จำนวน 20 รางวัล มูลค่ากว่า 17,800 บาท

♥ เพียง “เลือกสรรพคุณของ Bambini ที่ถูกใจคุณแม่มากที่สุด” โดยแสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook :  Amarin Baby & Kids ได้ที่ลิงก์นี้ >> https://www.facebook.com/526536550709768/posts/2290189967677742/ 

ตั้งแต่วันนี้ – 7 พ.ย. 2561 (ประกาศผลผู้โชคดีวันที่ 8 พ.ย. หน้าเพจ Facebook :  Amarin Baby & Kids เวลา 09.20 น.)

รายละเอียดเพิ่มเติม

  • LINE@ : @bambinibrand
  • Facebook : Bambinibrand ผลิตภัณฑ์ออยล์ทาท้องเเม่
  • Instagram : bambinibrand

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่