ผิวแพ้ง่าย

เด็กทารก ผิวแพ้ง่าย อาบน้ำใช้สบู่แบบไหน ?

ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่นาทีของการอาบน้ำลูก คือช่วงเวลาแสนพิเศษที่ช่วยเพิ่มสายใยรักแม่ลูกให้มีขึ้นอย่างทวีคูณ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีไอเทมอาบน้ำ 2 in 1 ที่จะช่วยเพิ่มความสุข เติมเสียงหัวเราะให้คุณแม่คุณลูกได้ในทุกวันของการอาบน้ำ ขอแนะนำ แชมพูสบู่หลว โคโดโม โอกานิคุ คุณแม่สามารถใช้อาบน้ำ สระผมครบจบในขวดเดียว เหมาะกับเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิด เด็กเล็ก ถนอมผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย ให้แลดูมีสุขภาพผิวดี

 ผิวแพ้ง่าย

ทำไมเด็กทารกมี… ผิวแพ้ง่าย

เบบี๋น้อยแรกเกิด เห็นผิวนุ๊มนุ่ม น่ากอด น่าหอม แต่จริง ๆ แล้วโครงสร้างผิวยังไม่แข็งแรง ผิวทารกจะมีความบอบบาง และไวต่อการระคายเคือง และก็แพ้ง่ายมาก ถ้าสังเกตดูผิวใกล้ ๆ จะเห็นว่าผิวแห้ง ลอกเป็นขุยขาว ๆ ทั้งผิวหน้า และผิวกาย คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่มีลูกอยู่ในวัยทารก เด็กเล็ก ควรต้องดูแลทะนุถนอมผิวลูกน้อยให้อ่อนโยนที่สุดกันนะคะ

ผิวแพ้ง่าย ของลูกน้อยยังมีสาเหตุมาจากปัจจัยแวดล้อมอย่าง สภาพอากาศ , การอาบน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้กับผิวลูก ก็สามารถทำให้ผิวมีปัญหาได้เช่นกันค่ะ

วิธีดูแลผิวลูกน้อยให้แลดูสุขภาพดี ตั้งแต่อาบน้ำ

ช่วงเวลาการอาบน้ำให้ลูกน้อยถือเป็นขั้นตอนแรกของการดูแลถนอมผิว อย่างที่บอกคุณพ่อคุณแม่ไปว่าผิวทารกบอบบาง ผิวมีความไวต่อการระคายเคือง ผิวแพ้ง่าย ซึ่งการอาบน้ำที่ถูกวิธีจะช่วยให้ผิวของลูกน้อยนุ่ม ชุ่มชื้น ผิวแข็งแรงแลดูสุขภาพดีขึ้นได้ค่ะ

1. อาบน้ำวันละครั้ง

ในเด็กทารกช่วงเดือนแรก คุณแม่ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำให้ลูกทุกวัน อาจจะอาบน้ำให้วันเว้นวันก็ได้ และก็อาบน้ำให้ลูกแค่วันละครั้งก็พอแล้วค่ะ

2. อุณหภูมิน้ำอาบที่เหมาะสม

การเตรียมน้ำอาบให้ลูก อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มึนงงกันได้ค่ะ เพราะถ้าน้ำร้อนไป หรือน้ำเย็นไป ก็จะทำให้ผิวลูกน้อยแห้งได้ง่าย น้ำอาบสำหรับเด็กทารก เด็กเล็ก ควรให้อุ่นกำลังดีอยู่ที่อุณหภูมิ 27-28 องศาเซลเซียส

3. อาบน้ำแค่ 5 นาทีก็พอ

ไม่ใช่แค่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สงสัยว่าจะอาบน้ำให้ลูกนานแค่ไหน อาบกี่นาที เราก็เคยสงสัยมาก่อนตอนที่มีลูกคนแรก คุณหมอ คุณพยาบาลแนะนำว่าเด็กทารกอาบน้ำแค่ 5 นาทีก็พอแล้วค่ะ

4. หยดเบบี้ออยล์ลงในน้ำอาบ

เทคนิคนี้ได้มาจากเพื่อน ๆ คุณแม่ด้วยกันแนะนำมา แค่ใช้เบบี้ออยล์ 1-2 หยดผสมลงในน้ำอาบ ก็ช่วยให้ผิวลูกน้อยชุ่มชื่น ผิวไม่แห้งตึงหลังอาบน้ำได้ดีมาก ๆ ค่ะ

5. สบู่เหลวอาบน้ำ

ถ้าน้ำอาบเป็นนางเอก สบู่เหลวอาบน้ำคือพระเอก สองอย่างนี้ต้องคู่กันค่ะ ผิวลูกจึงจะไม่ถูกทำร้ายจากการอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์สบู่เหลวอาบน้ำต้องใช้ของเด็กเท่านั้นนะคะ ไม่แนะนำให้ใช้สบู่เหลวผู้ใหญ่มาอาบน้ำให้ลูก สบู่เหลวอาบน้ำสำหรับเด็กที่ดีต้องอ่อนโยนต่อ ผิวแพ้ง่าย ของทารก

แชมพูสบู่เหลว โคโดโม โอกานิคุ

แชมพูสบู่เหลว โคโดโม โอกานิคุ ความอ่อนโยนที่แม่ใช้ดูแลผิวลูกน้อยตอนอาบน้ำ

ไอเทมอาบน้ำขวดนี้อยากให้ทุกครอบครัวที่มีลูกตั้งแต่แรกเกิดได้ใช้กันค่ะ เพราะด้วยความที่เป็น 2in1 Head To Toe ตอบโจทย์คุณแม่มือใหม่ที่สุด ใช้สะดวก สระผม อาบน้ำลูกก็ครบจบในขวดเดียว ที่สำคัญคือมีความอ่อนโยนเป็นธรรมชาติ ดีต่อเส้นผมและผิวของลูกน้อย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา และผิว มาดูคุณสมบัติที่แม่ ๆ เลิฟกันมาก ของแชมพูสบู่เหลว โคโดโม โอกานิคุ ในขวดสีสวยสบายตาขวดนี้กันต่อค่ะ

  • มีสารสกัด Organic Olive Oil คุณค่าออร์แกนิคจากธรรมชาติ ที่ผ่านการรับรองจากสถาบันโลก ECOCERT COSMOS Organic ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวและผมของลูกน้อย
  • ปราศจากสารสบู่ SLS พาราเบน ซิลิโคน สี และแอลกอฮอล์
  • No Tears formula ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา
  • Hypoallergenic Tested ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้และการระคายเคืองต่อผิว

(โดย Dermscan Asia Co.,Ltd. ในกลุ่มตัวอย่าง 53 คน ในช่วงพ.ย.-ธ.ค.2562 การแพ้และระคายเคืองเป็นปัจจัยเฉพาะบุคคล)

  • หลังอาบน้ำเสร็จ เส้นผม ผิวลูกน้อยจะชุ่มชื่น มีกลิ่นหอมละมุน น่าหอม น่ากอดทั้งวัน
  • รางวัลแชมพูสบู่เหลวสูตรออร์แกนิคอันดับ 1 ในใจแม่*

(*ผลิตภัณฑ์แชมพูสบู่เหลว โคโดโม เป็นผลิตภัณฑ์อันดับ 1 ในใจคุณแม่ เมื่อกล่าวถึงผลิตภัณฑ์แชมพูสบู่เหลวสำหรับเด็ก สูตรออร์แกนิค ภายใต้การเก็บข้อมูลโดย บริษัท เอคอร์น มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ รีเสิร์ช คอนซัลแทนส์ จำกัด ซึ่งจัดทำโครงการนี้ในช่วงวันที่ 30 ม.ค. 64 – 27 ก.พ. 64)

แชมพูสบู่เหลว โคโดโม โอกานิคุ ขวดนี้คุ้มมากนะคะ เพราะใช้สระผม ทำความสะอาดผิวลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด แล้วยังจะใช้ได้ดีกับผู้ใหญ่ที่มีผิวแพ้ง่ายด้วยนะคะ ที่บ้านเราก็ใช้กันค่ะ ใช้ดีจึงอยากส่งมอบไอเทมอาบน้ำสุดเริ่ดขวดนี้ให้กับว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ให้ทุกครอบครัวที่มีลูกได้ใช้กันค่ะ

มาสร้างช่วงเวลาแสนพิเศษของการอาบน้ำให้กับลูกน้อยด้วยความอ่อนโยนที่ได้จาก “แชมพูสบู่เหลว โคโดโม โอกานิคุ” กันนะคะ

KODOMO Ogniku Head To Toe Wash

KODOMO Ogniku Head To Toe Wash มีให้คุณแม่เลือกใช้มากถึง 5 ขนาด…

1. ขนาดพกพา 100 มล.

2. ขนาดมาตรฐาน 200 มล. ฝา cap เปิดปิด ใช้งานง่าย 

3. ขนาดถุงเติม สุดประหยัด 380 มล.

4. ขนาดใหญ่ ฝาปั๊ม ใช้งานสะดวก 400 มล.

5. ขนาดใหญ่พิเศษ ฝาปั๊ม คุ้มสุด ๆ 800 มล.

 ช้อปผลิตภัณฑ์แชมพูสบู่เหลวโคโดโม โอกานิคุ คลิก LionShopOnline

 

 

 

Tags

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หมอเผย!! เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข ทำอย่างไร?

หมออร จากเพจเลี้ยงลูกโตไปด้วยกันกับหมออร และ คุณสุภาพร เรียงหา พยาบาลนมแม่และเด็ก แนะวิธี เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข ต้องทำอย่างไร?

หมอเผย!! เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข ต้องทำอย่างไร?

ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 22 Presented By Lazada นอกจากสินค้าดี ๆ มากมายแล้ว ยังได้มีโอกาสได้ฟังเสวนาเรื่อง “เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข” ร่วมกับ พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล จากเพจ เลี้ยงลูกโตไปด้วยกันกับหมออร และ คุณสุภาพร เรียงหา พยาบาลนมแม่และเด็ก เพจแม่โบ พยาบาลนมแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด NurseKids จึงขอนำเนื้อหาที่มีประโยชน์มาถ่ายทอดให้คุณแม่ทั้งหลายได้อ่านกันค่ะ

พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล ร่วมให้ความรู้ในงานสัมนาเรื่อง เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข
พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล ร่วมให้ความรู้ในงานสัมนาเรื่อง เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข

หมอเผย!! เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข ต้องทำอย่างไร?

พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล หรือหมออร ได้ให้ความรู้เรื่องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อฉันเป็นแม่ดังนี้

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์

  • บอกคนใกล้ตัวและเพื่อนร่วมงานก่อน เพื่ออาจมีการปรับเปลี่ยนงานให้เหมาะในช่วงตั้งครรภ์
  • ระวังโรคโควิด-19 ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนเกิน 4 เดือน ควรฉีดเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนชนิด MRNA เพราะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีและยังสามารถส่งผ่านไปยังลูกในครรภ์ได้ด้วย ในช่วง 6 เดือนแรกลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ที่ฉีดวัคซีนกระตุ้น
  • หากติดโควิด-19 ห้ามรับประทานยา ฟ้าทะลายโจร และยาโมนูลพิราเวียร์
  • วัคซีนที่ควรฉีดได้แก่ วัคซีนโควิด-19 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก ซึ่งจะฉีดเมื่ออายุครรภ์ 27 สัปดาห์ขึ้นไป
  • อาหาร คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการสารอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้นจากก่อนตั้งครรภ์ วันละ 300 กิโลแคลอรี่ เป็นปริมาณที่ไม่มากนัก ควรระวังการรับประทานหวาน คุณแม่บางคนรู้สึกหิวบ่อย อยากรับประทานของหวาน กินจุบกินจิบ ทำให้ได้น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเครตมากเกินไป ควรระวังโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาจรับประทานผลไม้ ถั่ว ขนมปังธัญพืช ทดแทนขนมหวานต่างๆ
  • เน้นรับประทานโปรตีนที่มีคุณภาพดี เช่น ปลา ไข่ นม รับประทานปลาที่มี DHA สูง เช่น ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาจาระเม็ด เป็นต้น สลับสับเปลี่ยนกันไป ไม่ควรรับประทานอาหารซ้ำๆ รับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง
  • ไม่ควรรับประทานแอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง
  • หากคุณแม่ติดดื่มชา กาแฟ สามารถดื่มได้ในปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือวันละแก้ว อาจหันมาดื่มชาหรือโกโก้ ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่า
  • อาหารเสริม วิตามิน คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการวิตามินมากขึ้น ควรรับประทานโฟลิคก่อนการตั้งครรภ์ 3 เดือนและระหว่างตั้งครรภ์ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียมสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มนม และวิตามินดี ทั้งนี้มีผลการวิจัยว่า คุณแม่ที่ปกติไม่ดื่มนมแต่มาดื่มช่วงตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงมากขึ้นที่ลูกจะแพ้นมวัว หากคุณแม่เคยดื่มนมเท่าไรก่อนตั้งครรภ์ ก็ควรดื่มนมในปริมาณปกติที่เคยดื่มนั้นในช่วงตั้งครรภ์ และหากคุณแม่ปกติไม่ดื่มนมก็สามารถรับประทานแคลเซียมเสริมร่วมกับวิตามินดีได้

แนะนำคุณแม่การเตรียมตัวไปคลอด

  • เตรียมตัวล่วงหน้า 2 อาทิตย์ คุณแม่ที่ทำงานก็เตรียมส่งต่องานให้ผู้อื่น
  • หากมีลูกคนโด ต้องเตรียมวางแผนว่าจะนำลูกคนโตไปด้วยหรือฝากให้ใครดูแล
  • เตรียมเอกสารต่างๆ เอกสารฝากครรภ์ เอกสารการทำสูติบัตรลูก สำเนาบัตรประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่
  • ของใช้ส่วนตัวของคุณแม่ ชุดให้นมลูก ชุดแต่งหน้า ครีมทาผิว กล้อง สายชาร์จแบตเตอรี่ต่างๆ และ car seat
  • การฝากครรภ์ ควรเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน ในกรณีเหตุฉุกเฉินจะได้ไปได้ในทันที และดูราคาค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับเรา
  • ตรวจเช็คว่าโรงพยาบาลที่จะไปคลอดมีพยาบาลนมแม่ ดูแลหลังคลอด คลีนิคนมแม่ หรือระบบสนับสนุนการให้นมแม่หรือไม่ เพราะการให้นมแม่หลังคลอด ยิ่งเริ่มเร็ว เริ่มถูกจะยิ่งดี หากทางโรงพยาบาลมีระบบในการช่วยเหลือให้คำแนะนำ จะเป็นผลดีกับคุณแม่ที่เพิ่งคลอด เพราะหลังคลอดร่างกายคุณแม่ยังไม่ฟื้นดี การมีระบบช่วยเหลือจะช่วยคุณแม่ได้มาก

การดูแลตัวเองหลังคลอด

  • การให้นมแม่ควรให้ดูดเร็วที่สุด ดูดบ่อย และดูดถูก หากช่วงแรกน้ำนมยังไม่มาไม่เป็นไร ให้ลูกดูดกระตุ้นไปก่อน บางคนน้ำนมอาจมาวันที่ 3-4 หรือบางคนอาจมาในช่วงปลายสัปดาห์
  • ควรเอาเข้าเต้าก่อนเริ่มปั๊มนม ลูกจะกระตุ้นน้ำนมคุณแม่ได้ดีที่สุด
  • คุณแม่หลังคลอดสามารถรับประทานได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารใดๆ สามารถรับประทานได้เพิ่มจากปกติ(ก่อนตั้งครรภ์)อีกวันละ 500 กิโลแคลอรี่
  • การให้นมแม่สามารถช่วยคุณแม่ลดน้ำหนักได้ โดยเฉพาะ 3-6 เดือนแรก

แม่ป่วย สามารถให้นมได้หรือไม่

คุณแม่สามารถรับประทานยาได้ตามปกติ แต่อาจมียาบางชนิดที่อาจส่งผลถึงทารกได้ สามารถปรึกษาคุณหมอหรือเช็คตามเวบไซด์ได้

วัคซีนที่ลูกน้อยควรได้รับ

หลังคลอดทารกควรได้รับวัคซีนตับอักเสบบี และวัคซีนวัณโรคหรือวัคซีนBCG จากนั้นควรเช็คดูตามสมุดวัคซีนที่ได้รับและนำลูกไปฉีดตามเวลา

 

อ่านต่อ….หมอเผย!! เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ ให้มีความสุข ทำอย่างไร? คลิกหน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผ่าคลอดลูก สำลักน้ำคร่ำ

ลูกสำลักน้ำคร่ำตายเหตุคลอดยากแม่ร้องขอ ผ่าคลอดลูก รพ.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์

ผ่าคลอดลูก สำหรับแม่ท้องที่ไม่สามารถคลอดแบบปกติได้ รู้ทันภาวะสำลักน้ำคร่ำ ภาวะอันตรายต่อทารกที่อาจเกิดได้สำหรับแม่ท้องใกล้คลอดที่มีข้อบ่งชี้ว่าคลอดยาก

ลูกสำลักน้ำคร่ำตาย!! เหตุคลอดยากแม่ร้องขอ ผ่าคลอดลูก รพ.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2565 เพจสายไหมต้องรอด ได้แชร์ภาพเด็กทารกเสียชีวิต โดยมีข้อความว่า #โรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานี แม่ใจสลาย ทารกน้อยสำลักน้ำคร่ำเสียชีวิต หลังไปคลอดลูกที่ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง ใน จ.ปทุมธานี เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยคุณหมอใช้วิธีการวีดีโอคอล มาอธิบายวิธีการทำคลอด ให้พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลช่วยกันทำคลอดอย่างทุลักทุเล ใช้เวลาทำคลอดนานกว่า 3 ช.ม. ตั้งแต่ 12.00 – 15.30 น. แม่พยายามร้องขอให้ผ่าคลอด เนื่องจากแบ่งจนสุดแรงแล้วแต่หัวของทารกก็ยังไม่ออกมา

ขอขอบคุณภาพจาก เพจสายไหมต้องรอด
ขอขอบคุณภาพจาก เพจสายไหมต้องรอด

สุดท้ายผ่านไป 3 ชม. จนแม่หายใจรวยริน คุณหมอที่วีดีโอคอลจึงตัดสินใจให้พยาบาลใช้เครื่องดูดทารกออกมาจากช่องคลอด แต่ไม่ทันการ ทารกสำลักน้ำคร่ำ จนนอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัว ต้องส่งไปรักษาตัวที่ รพ.ปทุมธานี ผ่านไป 2 สัปดาห์ รพ.แจ้งว่าสุดยื้อชีวิต ต้องปล่อยลูกน้อยจากไป พ่อ-แม่ ประสาน #เพจสายไหมต้องรอด ส่งรถรับศพทารกน้อยไปประกอบพิธีทางศาสนาทั้งน้ำตา   #แอดขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ #เรื่องนี้ใครควรรับผิดชอบคะ  กระทรวงสาธารณสุข กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข??

ที่มา : https://www.facebook.com/saimaitongrot

คลอดยาก…ฝันร้ายแม่ท้อง!!

ภาวะคลอดยาก หรือ คลอดบุตรยาก หรือ คลอดลูกยาก (Fetal dystocia หรือ Dystocia หรือ Obstructed labor) เป็นคำกล่าวรวมๆ หมายถึง การคลอดบุตรที่ไม่ได้ดำเนินไปตามปกติ มีความยากลำบากในการคลอดบุตรทางช่องคลอด ระยะเวลาในการดำเนินไปสู่การคลอดยาวนานกว่าปกติ ซึ่งต้องนำไปสู่การทำหัตถการต่างๆ เพื่อช่วยในการคลอด เช่น ใช้เครื่องดูดสุญญากาศ(Vacuum extraction) การใช้คีมช่วยคลอด(Forcep extraction delivery) และการผ่าตัดคลอด ทำให้มีโอกาสเกิด ผลข้างเคียงหรือผลเสียต่อทั้งมารดา และทารกในภาวะที่มีการคลอดยากเพิ่มมากขึ้นด้วย

อนึ่ง ภาวะคลอดบุตรยากพบได้ในอัตราที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยทั่วไปพบได้ประมาณ 0.3-1%ของการคลอดปกติทางช่องคลอด

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีภาวะคลอดบุตรยาก ได้แก่

1. อายุมารดามากหรือน้อยเกินไป ในสตรีที่อายุมากเกินไปนั้น การขยายตัวของเอ็นยึดกระดูกต่างๆ ไม่ดี ทำให้การยืดขยายไม่ดี ส่วนสตรีที่อายุน้อยเกินไป การพัฒนาของกระดูกเชิงกรานยังโตไม่เต็มที่

2. มารดาตัวเตี้ย ช่องเชิงกราน มักจึงมักจะแคบ

3. มารดาอ้วนมากเกินไป

4. มารดามีพยาธิสภาพอย่างอื่นในอุ้งเชิงกราน เช่น เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน เช่น เนื้องอกรังไข่

5. มารดาเคยได้รับการผ่าตัดกระดูกเชิงกรานจึงทำให้ช่องเชิงกรานผิดรูป

6. มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทำให้ทารกมีขนาดโตกว่าทารกทั่วไปได้

7. เคยคลอดบุตรตัวโต

8. เคยมีภาวะคลอดบุตรยาก ต้องใช้เครื่องมือหรือหัตถการช่วยคลอดในครรภ์ก่อนๆ

9. มีความผิดปกติของมดลูก เช่น รูปร่างมดลูกผิดปกติแต่กำเนิด รวมทั้งการมีเนื้องอกมดลูกด้วย

คลอดยาก ผ่าคลอดลูก เสี่ยงไหม
คลอดยาก ผ่าคลอดลูก เสี่ยงไหม

เมื่อคุณแม่คลอดยาก การรักษาจะเป็นอย่างไร??

ในกรณีที่แพทย์คาดว่าสามารถให้คลอดทางช่องคลอดโดยไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมารดาและทารก เช่น ทารกตัวขนาดไม่โตแต่นอนตะแคง แพทย์อาจใช้นิ้วมือหมุนให้ศีรษะทารกกลับมาอยู่ในท่าก้มศีรษะ หรือใช้เครื่องดูดสุญญากาศในการช่วยคลอดศีรษะ ซึ่งสามารถหมุนศีรษะทารกได้ หรือในกรณีทารกนอนหงายอาจใช้เครื่องดูดสุญญากาศ หรือคีมช่วยคลอดศีรษะ ในรายที่การหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี แพทย์จะให้ยากระตุ้นการหดตัวของมดลูก ส่วนกรณีที่มีการผิดสัดส่วนชัดเจน แพทย์จะทำการผ่าตัดคลอด

ส่วนมากปัญหาเกิดจากแพทย์วินิจฉัยไม่ได้ว่าจะเกิดภาวะคลอดยากหรือไม่ เพราะบางครั้งเป็นภาวะที่ก้ำกึ่งมาก ทำให้แพทย์ตัดสินใจลำบาก จึงปล่อยให้การคลอดดำเนินต่อไปและเกิดภาวะคลอดยาก หรือจนกระทั่งมีการหยุดชะงักของการคลอด ก็จะพิจารณานำไปผ่าตัดคลอด

การผ่าคลอด นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ที่ปรึกษาราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์และประธานคณะกรรมการเรื่องการผ่าท้องคลอดขององค์การอนามัยโลก อธิบายว่า การผ่าท้องคลอดเป็นหัตถการสำคัญในกรณีที่ไม่สามารถคลอดเองได้ตามปกติ การผ่าคลอดจะใช้ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถมีภาวะครรภ์ที่ปกติ หรือไม่สามารถคลอดเองได้ จำเป็นต้องผ่าคลอดด้วยข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์ เช่น เด็กท่าก้น หรือเด็กไม่กลับหัว เด็กตัวโต อุ้งเชิงกรานมารดาแคบ ทารกมีความพิการที่ไม่สามารถคลอดเองได้ ปากมดลูกไม่เปิด หรือเปิดช้า หรือทารกมีภาวะหัวใจเต้นช้า เป็นต้น

ที่มา : https://haamor.com

อ่านต่อ >>ทารกสำลักน้ำคร่ำ สาเหตุทำให้ลูกเสียชีวิตจริงหรือ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ให้ลูกเข้าเต้า

ไขข้อข้องใจ ลูกหลับยาวควรปลุก ให้ลูกเข้าเต้า หรือไม่?

ให้ลูกเข้าเต้า – ยามที่เจ้าตัวน้อยอายุไม่กี่สัปดาห์ของคุณกำลังนอนหลับสบายอยู่บนเปลอันแสนอบอุ่น เชื่อว่าไม่มีคุณแม่คนไหนอยากจะปลุกหรืออุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาแม้จะถึงเวลาให้นมก็ตาม บางครั้งคุณแม่อาจไปอ่านเจอคำแนะนำในตำราเลี้ยงลูกเล่มหนา ที่กล่าไว้ว่า “อย่าปลุกทารกที่กำลังหลับ” ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นคำแนะนำที่ดี  อย่างไรก็ตามมีบางสถานการณ์ที่การปลุกลูกน้อยของคุณให้ตื่นขึ้น เช่น ปลุกให้กินนมหรือเข้าเต้าย่อมดีต่อการเจริญเติบโตของลูก ดังนั้นวันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับเวลาที่คุณต้องปลุกทารกแรกเกิดเพื่อให้พวกเขาท้องไม่ว่าง ตลอดจนระยะเวลาที่คุณสามารถปล่อยให้ทารกแรกเกิดนอนหลับโดยไม่กินอะไรได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการปลุกทารกแรกเกิดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ไขข้อข้องใจ ลูกหลับยาวควรปลุก ให้ลูกเข้าเต้า หรือไม่?

กุมารแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้คุณปลุกลูกน้อยของคุณหากถึงกำหนดเวลาต้องให้อาหารทั้งกลางวันและกลางคืน ทารกไม่ควรนอนหลับยาวโดยไม่ได้รับสารอาหารเกิน 3-4 ชั่วโมง ดังนั้น แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว ลูกน้อยของคุณจะส่งสัญญาณความหิวต่างๆ ให้คุณทราบเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะทาน แต่คุณสามารถปลุกพวกเขาได้หากผ่านไปเกิน 4 ชั่วโมง

ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหารในช่วงกลางคืนเป็นระยะเวลาหนึ่งหลังคลอด แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นและนอนหลับสบายตลอดทั้งคืนคุณจะต้องแน่ใจว่าพวกเขาได้รับอาหารเพียงพอในระหว่างวัน ดังนั้นคุณจึงสามารถปลุกพวกเขาจากการงีบหลับตอนกลางวันได้หากเกินเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณจะไม่พลาดแคลอรี่ที่ร่างกายของลูกต้องการเพื่อใช้สร้างการเจริญเติบโตในแต่วัน

การปลุกทารกแรกเกิดของคุณเป็นเรื่องปกติสำหรับพ่อแม่มือใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับอาหารเพียงพอ นอกจากนี้ยังแนะนำสำหรับแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเพื่อให้ทารกอยู่ที่เต้านมบ่อยเพียงพอที่ร่างกายของแม่จะรู้ว่าต้องผลิตน้ำนมให้มากขึ้น  ต่อไปเรามาดูเหตุผลสำคัญที่คุณควรปลุกให้ลูกเข้าเต้าหรือป้อนนมค่ะ

1.ท้องของลูกน้อยว่างเปล่าได้ง่าย

ระบบย่อยอาหารของทารกย่อยนมแม่ได้ง่ายและรวดเร็ว การย่อยอาหารที่รวดเร็ว ประกอบกับท้องเล็กๆ ของลูกน้อยของคุณที่ใหญ่กว่าลูกปิงปองเพียงเล็กน้อยเหมายความว่าลูกน้อยของคุณมีความต้องการทางสรีรวิทยาในการดูดนมทุกๆ สองถึงสามชั่วโมง ทารกที่กินนมสูตรหรือนมผงสามารถใช้เวลาสามถึงสี่ชั่วโมงระหว่างการให้อาหารในช่วงเดือนแรก เนื่องจากนมผงใช้เวลาในการย่อยนานกว่า

2. ลูกของคุณอาจจะงีบหลับด้วยความหิว

ส่วนใหญ่แล้ว ลูกน้อยของคุณจะส่งสัญญาณความหิวให้รู้ เช่น การจับริมฝีปาก และการดูดนิ้ว หรือส่งเสียงร้องไห้จ้าเมื่อท้องของเขาว่างเปล่า ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าได้เวลาที่คุณต้องเตรียมอาหารของลูกให้พร้อมไม่เช่นนั้นเขาอาจหลับไปจนถึงขั้นหลับลึกได้

3. ลูกของคุณต้องการเพิ่มน้ำหนัก

การกินไม่เพียงพอจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นช้าในทารกแรกเกิด ทารกแรกเกิดมักจะสูญเสียน้ำหนักตัวระหว่าง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับวิธีการคลอดในวันหลังคลอด พวกเขาต้องใช้เวลาสองสามสัปดาห์แรกเพื่อให้ได้น้ำหนักที่หายไปนั้นกลับคืนมา ซึ่งได้รับสารอาหารไม่เพียงพอในช่วงสองสามวันแรกอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่เชื่อมโยงกับโรคดีซ่านหรืออาการตัวเหลือง และ น้ำตาลในเลือดต่ำได้

4. ร่างกายแม่ให้นมต้องเพิ่มปริมาณน้ำนม

การให้ลูกเข้าเต้าไม่เพียงพออาจทำให้การผลิตน้ำนมของคุณช้าลง คุณต้องสร้างวงจรอุปสงค์และอุปทานที่คอยสูบฉีดน้ำนมในปริมาณที่สมบูรณ์แบบเพื่อตอบสนองความต้องการของทารก หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีการถ่ายออก อาจทำให้จำนวนน้ำนมที่ร่างกายคุณผลิตได้ลดลง ด้วยเหตุผลต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้ คุณแม่ควรพยายามปลุกทารกที่กำลังหลับอย่างนุ่มนวลเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

วิธีปลุก ให้ลูกเข้าเต้า

ทารกแรกเกิดเป็นมนุษย์ตัวน้อยที่ดูเหมือนจะง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าอาจไม่ง่ายนักที่จะปลุกพวกเขาเมื่อถึงเวลา (โดยเฉพาะตอนกลางดึก) นอกจากนี้ การดูดนมเป็นตัวกระตุ้นการนอนหลับชั้นดี ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยของคุณไม่หลับไปในระหว่างการให้นม

ประมาณสัปดาห์ที่ 6 คุณและลูกจะเข้าสู่จังหวะการกินและนอนตามปกติ แม้ว่าบางครั้งอาจขึ้นความต้องการเฉพาะตัวของลูกน้อยก็ตาม เช่น เด็กบางคนต้องการดูดนมทุก ๆ สองชั่วโมงเหมือนเครื่องจักร ในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ จะใช้เวลาสามถึงสี่ชั่วโมงอย่างมีความสุขระหว่างมื้ออาหาร ทารกที่เลี้ยงด้วยนมผงอาจแตกต่างกันไปตามตารางการให้อาหารและการนอนหลับของพวกเขา

ช่วงเวลาในการต้องปลุกลูกเพื่อให้นมจะค่อยๆ ลดลงได้ เมื่อลูกของคุณโตขึ้น เมื่ออายุได้ 6 เดือน ลูกน้อยของคุณพร้อมที่จะเริ่มนอนหลับตลอดทั้งคืนโดยไม่ต้องให้อาหาร  การจัดตารางการให้อาหารสำหรับทารกที่ต้องกินนมแม่อย่างเดียวเป็นประจำตลอดทั้งวันและคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 6 สัปดาห์แรกมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มของน้ำหนัก ดังนั้นเมื่อลูกน้อยของคุณแสดงความหิวให้รู้ ควรให้ลูกเข้าเต้าเลย

ข้อสำคัญคือคุณไม่ควรปล่อยให้ทารกแรกเกิดของคุณนอนหลับยาวเกิน 3 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าหากลูกน้อยของคุณนอนหลับเกินเวลา คุณจะต้องปลุกพวกเขา  เคล็ดลับสำคัญในการปลุกให้ลูกเข้าเต้า คือ การปลุกเมื่อลูกน้อยของคุณอยู่ในช่วงการนอนหลับแบบ REM หรือการนอนหลับในช่วงหลับฝันหรือการนอนที่มีการเคลื่อนไหวตาไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะหลับไปแล้วแต่สมองก็ยังทำงานอยู่เหมือนในขณะตื่น เพราะถ้าหากลูกน้อยของคุณนอนหลับสนิท ความพยายามในการป้อนนมอาจไร้ประโยชน์

ดังนั้นการจะรับรู้ได้ว่าช่วงไหนที่ลูกของคุณกำลังหลับในช่วง REM ต้องดูสัญญาณบ่งบอกต่างๆ เช่น ลูกน้อยขยับแขนและขา เปลี่ยนการแสดงออกทางสีหน้า และกระพือเปลือกตา หากคุณเห็นเปลือกตาของลูกน้อยเคลื่อนไหวไปมา (แม้เพียงเล็กน้อย) เป็นเวลาที่ดีที่จะพยายามกระตุ้นพวกเขาให้กินอาหารเมื่อถึงเวลาเข้าเต้า  ต่อไปเป็นเคล็ดลับบางประการในการปลุกลูกน้อยให้เข้าเต้าอย่างนิ่มนวล

  • เปลี่ยนผ้าอ้อมไปพร้อมกับร้องเพลงหรือลูบมือและฝ่าเท้าของลูก
  • เปิดไฟสลัวๆ เนื่องจากดวงตาของทารกไวต่อแสง ไฟสลัวๆ อาจช่วยให้ลูกของคุณตื่นตัวได้
  • อุ้มลูกให้ตัวตั้งตรง วิธีนี้มักจะทำให้ทารกลืมตาได้
  • เมื่อลูกลืมตาแล้ว ให้สบตาพวกเขา หรือพูดและร้องเพลงกับลูกน้อยของคุณ
  • นวดมือ เท้า แขน หลัง และไหล่ของลูก หรือลูบแก้ม การสัมผัสของคุณสามารถช่วยปลุกลูกน้อยที่ง่วงนอนได้
  • ถอดชุกพวกเขาลงไปที่ผ้าอ้อม อากาศที่เย็นขึ้นมักจะช่วยกระตุ้นทารกให้กินอาหารได้ คุณสามารถห่มผ้าห่มให้ลูกอุ่นขึ้นได้เมื่อเริ่มป้อนนม
  • ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นเช็ดใบหน้าหรือลำตัว ความเย็นสบายของผ้าชุบน้ำหมาดๆ ช่วยให้ตื่นขึ้นได้เล็กน้อย
  • ปลุกลูกน้อยของคุณเมื่อพวกเขานอนหลับสบาย
  • พูดคุยกับลูกน้อยของคุณในขณะที่คุณให้อาหารเพื่อให้พวกเขาตื่นตัว แค่เสียงเพียงเล็กน้อยก็อาจช่วยให้ตื่นได้
  • ถูหัวนมของคุณ (หรือจุกนมขวด) กับปากของทารก วิธีนี้จะเตือนลูกน้อยของคุณว่าถึงเวลาทานอาหารแล้ว (ลองหยดน้ำนมเหลืองหรือนมสักสองสามหยดให้สัมผัสริมฝีปากของลูก
  • สลับข้างหรือขยับลูกน้อยของคุณหากพวกเขาพยักหน้า หากคุณเห็นว่าลูกน้อยของคุณเริ่มหลับ ให้หยุดพักและทำให้พวกเขาตื่นขึ้นเล็กน้อย จากนั้นคุณสามารถให้อาหารต่อไปได้อีกครั้ง

อ่านต่อ…ไขข้อข้องใจ ลูกหลับยาวควรปลุก ให้ลูกเข้าเต้า หรือไม่? ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดูแลเด็ก

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ร่วมกับ ม.มหิดล เดินหน้า ดูแลเด็ก ในกรุงเทพฯ ทุกมิติ

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ เชิญ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ร่วมคณะ เดินหน้า ดูแลเด็ก และเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ทุกมิติ

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ร่วมกับ ม.มหิดล เดินหน้า ดูแลเด็ก ในกรุงเทพฯ ทุกมิติ

(6 ก.ย. 65) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หารือร่วมกับ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อานวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อรายงานผลการดำเนินโครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร และ โครงการเฝ้าระวังภาวะประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยและการแทรกแซงเพื่อฟื้นฟูสุขภาวะเด็กและครอบครัวในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจจากโรคระบาด COVID-19และหลังวิกฤต ณ ห้องรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันนโยบายของ กทม. มุ่งเน้นในเรื่องของเด็กเล็ก โดยจะพัฒนาให้มีจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร (ศพด.) อย่างทั่วถึง ดูแลเด็กเล็กให้ได้มากขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีคุณภาพทั้งในมิติกายภาพ และมิติของหลักสูตรและคุณครู โดยจะมีการเพิ่มสวัสดิการอาหาร/ครุภัณฑ์ เพิ่มสวัสดิการให้คุณครู หาแนวทางเพิ่มความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) เป็นต้น

การดูแลเด็ก
การดูแลเด็ก

“ก็มีข้อเสนอเรื่องการพัฒนาครู สวัสดิการค่าตอบแทน โครงสร้างการอบรมที่ชัดเจน เช่น อบรมครบกี่ชั่วโมงจะได้ใบรับรอง (certificate) ซึ่งอาจารย์อดิศักดิ์ ก็มีหลายหลักสูตรให้ได้ศึกษาอบรม เรื่องการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร (ศพด.) การคัดกรองและการเยี่ยมบ้านเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการกับสำนักพัฒนาสังคมในเรื่องของการลงพื้นที่ต่อไป” รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวในตอนท้าย
สำหรับการหารือในวันนี้ รองผู้ว่าฯ กทม. ได้รับฟังรายงานการดาเนินโครงการจาก ผอ.สถาบันฯ ว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สถาบันฯ ได้ดำเนินโครงการร่วมกับทางสำนักพัฒนาสังคม สำนักการศึกษาและสำนักอื่น ๆ ของกรุงเทพมหานครใน 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ

  1. ความปลอดภัยของเด็ก โดยพบว่าเด็กในกรุงเทพฯ เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุและความรุนแรงเป็นส่วนใหญ่ ในปัจจุบันกรณีเด็กเสียชีวิตกรุงเทพมหานครได้ตั้งคณะอนุกรรมการพิเคราะห์เหตุการตายในเด็กติดตามหาสาเหตุและวิธีการป้องกัน พบว่าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นจากการจมน้ำ อุบัติเหตุทางถนน อุบัติเหตุในบ้าน หรืออื่น ๆ มักอยู่ในกลุ่มเด็กยากจนและกลุ่มเด็กที่ได้รับการดูแลไม่เหมาะสม
  2. โครงการลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในโครงการการลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทางกรุงเทพมหานครได้เริ่มในปี 2563 โดยสำนักพัฒนาสังคม ได้ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนากระบวนการสนับสนุนกลุ่มเด็กปฐมวัยที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบากทั้งจากความยากจน จากภาวะครอบครัวบกพร่อง หรือจากการได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสมให้เข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเก็บตกเด็กที่อยู่นอกระบบนำเข้าสู่ในระบบ ต่อเนื่องปี 2564 ได้ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)ได้พัฒนากระบวนการช่วยเหลือและฟื้นฟูกลุ่มเด็กเหล่านี้จากผลกระทบของการระบาด covid19 ในการดำเนินงานดังกล่าวได้พัฒนาเครื่องมือใหม่ในการค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังเรียกว่า เครื่องมือประเมินคะแนนภาวะชีวิตไม่พึงประสงค์ ACE (ACE: Adverse Childhood Experiences) หมายถึง กลุ่มเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีภาวะบกพร่องได้แก่ครอบครัวที่มีปัญหาแตกแยก ติดยา ใช้ความรุนแรง ก่ออาชญากรรม สุขภาพจิตไม่สมบูรณ์และให้การเลี้ยงดูไม่เหมาะสมทั้งทางกาย ทางเพศ และอารมณ์ รวม 10 คะแนน ซึ่งในช่วงสองปีของการระบาดของโรค covid19 เด็กกลุ่มนี้ที่มีคะแนนชีวิตไม่พึงประสงค์มากกว่าหรือเท่ากับ 2 ได้รับผลกระทบอย่างมาก ต้องการการฟื้นฟูทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน
กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานคร

ภาวะเครียดเรื้อรัง (Toxic Stress) ส่งผลอย่างไร?

ในการศึกษาของต่างประเทศพบว่ากลุ่มเด็กที่ได้รับ ACE หลายด้านจะนำไปสู่ภาวะเครียดเรื้อรัง (toxic stress) ตั้งแต่วัยเด็กส่งผลต่อการพัฒนาของสมองและร่างกาย จิตใจ พฤติกรรม ระยะยาว เป็นเหตุของความเสื่อมทั้งสุขภาพและศักยภาพตลอดชีวิตตั้งแต่พัฒนาการล่าช้าในวัยเด็กเล็ก การเรียนล้มเหลวในวัยเรียน พฤติกรรมเบี่บงเบนในวัยรุ่น การทางานไม่ประสบความสาเร็จในวัยแรงงาน และเสียชีวิตก่อนวัยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อ

ในการนี้ รองผู้ว่าฯ กทม.ได้ให้ความสำคัญกับการทางานต่อเนื่องในโครงการนี้ เพื่อพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร (ศพด.) ให้มีขีดความสามารถในการดูแล ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ยากจนและมีภาวะยากลำบากให้ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และสนับสนุนให้ขยายผลการใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อสารวจ ค้นหา คัดกรอง และให้ความช่วยเหลือกลุ่มเด็กในภาวะยากลำบากเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการเข้ารับบริการใน ศพด. ของครอบครัวยากจน ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของผู้ดูแลเด็ก รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ ศพด. เช่น จัดการฝึกอบรมและให้คาปรึกษาแก่ครูและผู้ดูแลเด็กของ ศพด. เยี่ยมบ้านร่วมกับทีมบูรณาการด้านสุขภาพและการคุ้มครองเด็ก เป็นต้น

ความปลอดภัยของเด็ก
ความปลอดภัยของเด็ก

นอกจากนั้น รองผู้ว่าฯ กทม. ได้เรียนเชิญ ผอ.สถาบันฯ ให้ร่วมเป็นคณะกรรมการอานวยการที่ดูแลภาพรวมเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะประกอบด้วย คณะกรรมการจากหน่วยงานภายในกรุงเทพมหานคร อาทิ สานักพัฒนาสังคม สานักการศึกษา สานักการแพทย์ สานักอนามัย รวมไปถึงหน่วยงานภาคีเครือข่ายภายนอก เพื่อบูรณาการการดูแลกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานครให้เข้าสู่ระบบและได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมในทุกด้าน

ดูแลไปถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนในเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพฯ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อันตรายจากรถหัดเดิน…ลูกถูกสิบล้อทับเพราะรถหัดเดินไหลลงถนน

CPR คือ อะไร? เรียนรู้ไว้ กู้ภัยให้ลูกรักปลอดภัยเมื่อสำลัก

สีของชุดว่ายน้ำสำคัญ! ช่วยลูกรอดจากการ จมน้ำ ได้

ผู้เชี่ยวชาญแชร์!! วิธีช่วยเหลือ+ป้องกัน เมื่อ “เด็กจมน้ำ”

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล โทร 081 6828772

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็กสมาธิสั้น

ผู้เชี่ยวชาญกังวล!!ภาวะ “TikTok Brain” ทำ เด็กสมาธิสั้น

เด็กสมาธิสั้น พบสถิติมากขึ้น สาเหตุเกิดจากอะไร สื่อโซเซียลที่ใช้กันตั้งแต่เด็กเล็กยันผู้ใหญ่จะมีส่วนเกี่ยวข้องไหม และ TikTok Brain ภาวะที่ผู้เชี่ยวชาญกังวล

ผู้เชี่ยวชาญกังวล!!ภาวะ “TikTok Brain” ทำ เด็กสมาธิสั้น

เคยสังเกตลูกกันบ้างไหมว่า…เด็กไม่สามารถดูภาพยนตร์ที่มีความยาวได้จนจบ มีปัญหากับการจดจ่อกับการบ้าน การอ่านหนังสือ กันบ้างหรือไม่ หากคำตอบเป็นว่าใช่แล้วละก็ ลองมาสำรวจชีวิตประจำวันของลูกกันดูดีไหมว่า กิจวัตรประจำวันของลูกนั้นเป็นสาเหตุทำให้ลูกเป็น เด็กสมาธิสั้น หรือเปล่า

โรคสมาธิสั้น

ผลสำรวจล่าสุดของกรมสุขภาพจิตในปี 2559 พบว่า เด็กอายุ 6 – 15 ปีทั่วประเทศเป็นโรคนี้ถึงประมาณ 420,000 คน พบในเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 4 – 6 เท่า และในห้องเรียนที่มีจำนวนเด็กเฉลี่ย 40 – 50 คน พบเด็กที่เป็นโรคนี้แล้ว 2 – 3 คน ดังนั้นหากรู้เท่าทันและรักษาได้ทันท่วงทีย่อมช่วยให้อาการของเจ้าตัวเล็กดีขึ้นและเติบโตได้อย่างมีความสุข

โรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสมาธิสั้นกว่าปกติ ขาดการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้มีลักษณะอาการซุกซน วอกแวกง่าย ไม่เคยอยู่นิ่ง เวลาที่พูดด้วยจะไม่ตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดไม่ค่อยได้ ขาดความรับผิดชอบ พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็กที่มีช่วงอายุระหว่าง 3 – 7 ปี แต่ในรายที่เป็นไม่มาก อาการจะแสดงออกชัดเจนกว่าในช่วงหลัง 7 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่ต้องเข้าโรงเรียน มีงานและการบ้านต้องรับผิดชอบหลาย ๆ ชิ้นในเวลาเดียวกัน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคุณครู รวมไปถึงการที่จะต้องรู้จักปรับตัวในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นและการเข้าสังคม โดยสาเหตุแท้จริงนั้นไม่สามารถทราบได้ชัดเจน แต่หนึ่งในนั้นคือการที่สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจทำงานน้อยกว่าปกติ

เด็กสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมได้นาน
เด็กสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมได้นาน

สมาธิสั้นเทียม

ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป เด็กบางคนหมกมุ่นแต่เกม เวลาไปเรียนก็จะนึกถึงแต่เรื่องเกม จนขาดสมาธิในการเรียน บางคนถึงขั้นเอาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนไปเล่นใต้โต๊ะเรียน หากพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจ และปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู เด็กก็จะมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา เช่น วางระเบียบวินัยในการทำกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กๆ รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร หรือจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้มีสิ่งเร้าเยอะ เช่น เมื่อกลับถึงบ้านห้ามเปิดโทรทัศน์ทันที เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อเด็กๆ จะได้ไม่วอกแวกหรือเล่นของเล่นก่อนทำการบ้าน

“พ่อแม่ ผู้ปกครองควรฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆ เพื่อเขาจะได้เชื่อฟัง แต่สำหรับเด็กที่ต่อต้านไม่เชื่อฟังจนถึงขั้นอาละวาด พ่อแม่ต้องมีความหนักแน่น ถ้าสิ่งที่ลูกเรียกร้องไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราต้องปล่อยให้เขาอาละวาดไป พอถึงจุดหนึ่งเขาจะเลิกอาละวาดไปเอง เมื่อรู้ว่าวิธีการที่ทำไม่ได้ผลในการเรียกร้องความสนใจเหมือนเดิม”

สมาธิ กับ สมอง

ในปี ค.ศ. 1960 มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ได้ทำการวิจัยโดยการวัดคลื่นสมองของคนขณะทำกิจกรรม 3 อย่างหลักๆ คือ ตอนตื่น ตอนหลับ และ ระหว่างทำสมาธิ ผลที่ได้คือเวลาที่เราทำงาน หรือ เรียนหนังสือปกติ มนุษย์จะปล่อยคลื่นสมองที่เรียกว่าเบต้า (Beta) ออกมา ซึ่งอยู่ในช่วงความถี่อยู่ที่ 12.5 ถึง 30 เอิรทซ์ ความถี่ขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงความถี่ที่สูงมาก สมองในช่วงนี้จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าและทำงานได้เร็วมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราสามารถนึกคิด แก้โจทย์ต่างๆ ดึงความจำในอดีตมาใช้ได้

ส่วนในขณะที่เราทำสมาธิระดับต้นนั้น สมองจะปล่อยคลื่นที่เรียกว่าอัลฟ่า (Alpha) ออกมา และเมื่อเราสามารถพัฒนาในการทำสมาธิขั้นสูงขึ้นได้สมองจะปล่อยคลื่นเธต้า (Theta) โดยจะมีความถี่ที่ 4-12 เฮิรทซ์ ซึ่งในขั้นนี้สมองจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าน้อยลง เรียบเรียงข้อมูลได้เป็นระบบขึ้น จึงส่งผลให้จิตใจผ่อนคลายและสงบมากขึ้น และในกิจกรรมสุดท้ายคือขณะหลับสนิท สมองนั้นจะปล่อยคลื่น เดลต้า (Delta) โดยอยู่ในช่วงความถี่ที่ต่ำสุด มีช่วงความถี่ที่ 0.5-4 เฮิรทซ์ ในกรณีของผู้ปฎิบัติธรรมสมาธิขั้นสูง เมื่อเราทำการวัดค่าคลื่นสมอง คลื่นสมองที่วัดค่าได้จะเปลี่ยนเป็นเดลต้า เหมือนขณะที่เราหลับอยู่ แต่ทว่าผู้ที่ทำสมาธิคนนั้นยังตื่นรู้และมีสติอยู่ ในทางวิจัยค้นพบว่าหากใครสามารถทำได้จะสามารถทำให้สามารถตัดสินใจเฉียบคมขึ้น ระบบการจัดเรียงความคิดจะมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลในด้านดีกับตัวผู้ทำสมาธิได้

ที่มา : https://neurobalanceasia.com
สมอง กับสมาธิ
สมอง กับสมาธิ

อ้างอิงจากผลการทดลองระหว่างสมาธิ กับสมองที่มีความเกี่ยวโยงกัน และสมาธิยังช่วยส่งเสริมให้สมองสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้พ่อแม่อย่างเรา ๆ คงต้องกลับมานั่งคิดทบทวนกันเสียแล้วละว่า ความกังวลของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อผลกระทบของสื่อโซเซียล เทคโนโลยีที่ส่งผลถึงภาวะสมาธิสั้นในเด็กนั้น เป็นเรื่องที่เราควรต้องกังวล ที่แม้ว่าผลดังกล่าวอาจยังไม่สามารถให้ผลสรุปที่แน่นอน ชัดเจนได้ก็ตามที แต่การที่พ่อแม่ไม่ควบคุม ดูแล และจัดการกับการเข้าถึงของสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ของลูกให้ดีพอ จะทำให้เกิดผลเสียต่อลูกของเราได้ อย่างมหาศาล

อ่านต่อ >>TikTok Brain ส่งผลเสียต่อลูกอย่างไร และจะหยุดภาวะนี้ได้อย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีทำความสะอาด ของเล่นเด็ก

วิธีทำความสะอาด ของเล่นเด็ก ให้ปลอดภัยห่างไกลโรค

ของเล่นเด็ก ของใช้ลูกน้อย ของใกล้ตัวที่ลูกหยิบจับอยู่ตลอดเวลา ความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ มาดูวิธีทำความสะอาดง่าย ๆ ที่ทำให้ลูกปลอดภัยห่างไกลโรคกันเถอะ

 วิธีทำความสะอาด ของเล่นเด็ก ให้ปลอดภัยห่างไกลโรค

เมื่อลูกป่วยบ่อย พ่อแม่หลายคนอาจมุ่งสงสัยไปที่ อาหารการกิน สภาพแวดล้อมที่แออัด หรือเชื้อโรคที่ลอยอยู่ในอากาศ และรอบ ๆ ตัว เชื้อโรคที่คิดกันเอาเองว่ายากแก่การป้องกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื้อโรคส่วนมากมักไม่มีความสามารถในการเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้โดยตรง จะต้องผ่านการหยิบจับ หรือการนำพาเข้าสู่ร่างกายของเรา เช่น จากมือที่ไม่สะอาด ข้าวของเครื่องใช้ที่ลูกหยิบเข้าปาก เป็นต้น

การทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้เด็กนั้น เป็นเรื่องที่ทุกบ้านให้ความสำคัญ แต่ ของเล่นเด็ก ของที่เป็นสิ่งที่ดูเหมือนไม่จำเป็น แต่กลับติดตัวลูกน้อยของเราอยู่ตลอดเวลา เรากลับนำพวกมันมาทำความสะอาดกันบ่อยแค่ไหนกันนะ

ของเล่นเด็ก ของที่ลูกหยิบจับประจำ
ของเล่นเด็ก ของที่ลูกหยิบจับประจำ

ของเล่นเด็ก ทำความสะอาดบ่อยแค่ไหนถึงจะดี??

ความถี่ในการทำความสะอาดของเล่นของลูกนั้น พ่อแม่ควรใส่ใจ และควรทำความสะอาดทุกวัน สำหรับบ้านที่มีเด็กวัย 0-3 ขวบ ที่มักหยิบจับของเข้าปากตัวเอง หรือไม่ได้ล้างมือให้สะอาดแล้วนำมือมาหยิบอาหารเข้าปาก เชื้อโรคก็อาจเข้าสู่ร่างกายเด็กได้โดยง่าย ส่วนเด็กอายุมากกว่า 3 ขวบ และไม่ได้มีนิสัยประจำวัย ที่มักจะเอาของเล่นใส่ปากแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน แนะนำให้ทำความสะอาดทุก 1-2 สัปดาห์ ยกเว้นกรณีจำเป็นที่ต้องทำความสะอาดของเล่นหรือฆ่าเชื้อโรคทันที เช่นในกรณีดังต่อไปนี้

  1. หลังลูกหายจากการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด โรคมือเท้าปาก โรคท้องเสีย
  2. ทำความสะอาดทันทีหลังจากมีเด็กคนอื่นมาเล่นของเล่นในบ้าน เพราะเราไม่ทราบว่าเด็กคนอื่นอาจมีเชื้อโรคแฝงอยู่
  3. ของเล่นเลอะคราบสกปรก คราบอาหาร คราบอาเจียน คราบอุจจาระปัสสาวะ คราบน้ำมูกน้ำลายเสมหะ เพราะเชื้อโรคจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนภายใต้คราบเหล่านี้
  4. ลูกมีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่าเด็กปกติ

เชื้อไวรัส อยู่ได้นานกี่วัน??

“กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค” เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการดำรงอยู่ “เชื้อไวรัส” ที่มีโอกาสดำรงชีวิตอยู่บนพื้นผิวต่างๆ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก นพ.พิเชษฐ บัญญัติ แทพย์เวชศาสตร์ป้องกัน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า

– เชื้อไวรัสที่อยู่ในละอองฝอยน้ำมูก น้ำเสมหะ น้ำลาย และน้ำตา จะอยู่รอดในอากาศได้เพียง 5 นาที

– เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นาน 4 วัน

– เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่บนวัสดุ เช่น พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู ได้นาน7-8 ชั่วโมง

– เชื้อไวรัสอยู่ในผ้าหรือกระดาษทิชชู่ได้นาน 8-12 ชั่วโมง

– เชื้อไวรัสอยู่บนวัสดุพื้นเรียบได้นาน 24-48 ชั่วโมง

– ในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส เชื้อไวรัสอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือน

ทั้งนี้ประเมินจากลักษณะเชื้อไวรัสอื่นๆ ด้วย เช่น เชื้อไวรัสโรค SARS และโรค MERSไม่ใช่เฉพาะไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 เท่านั้น

เด็กวัยหัดเดิน วัยคลาน ต้องหมั่นล้างทำความสะอาด ของเล่นเด็ก
เด็กวัยหัดเดิน วัยคลาน ต้องหมั่นล้างทำความสะอาด ของเล่นเด็ก

วิธีทำความสะอาด ของเล่นเด็ก แบบแยกประเภท

ของเล่นเด็กที่ทำจากไม้

การทำความสะอาดของเล่นไม้ต้องใช้ความใส่ใจและระวังมากกว่าของเล่นชนิดอื่นเล็กน้อย ซึ่งเคล็ดลับสำคัญ คือ อย่าทำให้ของเล่นเปียกชุ่มมากเกินไป ไม่งั้นอาจทำลายโครงสร้างได้ นอกจากนี้อย่าปล่อยผึ่งลมไว้เป็นเวลานาน ควรรีบทำให้แห้งเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียหายลงนั่นเอง ของเล่นเด็กที่ทำจากไม้ เช่น กล่องดนตรี รถลาก กล่องหยอดรูปทรงเรขาคณิต ม้าโยก เป็นต้น

  • นำผ้าสะอาดชุบน้ํา หรือเลือกใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน บิดให้หมาดก่อนนำไปเช็ดของเล่นไม้
  • ไม่ควรใช้ผ้าเปียกๆ เช็ดของเล่น หรือนำของเล่นไปล้างน้ำ เพราะน้ําจะซึมเข้าไปในเนื้อไม้ และก่อให้เกิดเชื้อรา เป็นอันตรายต่อเด็กได้
  • เมื่อเช็ดเสร็จให้นําของเล่นไปตากแดดหรือให้ลมโกรกจนแห้ง แล้วค่อยเก็บของเล่นให้เข้าที่

ของเล่นพลาสติก 

ส่วนใหญ่แล้วของเล่นเด็กมักจะทำจากพลาสติก เพราะนอกจากจะแข็งแรง ทนทาน ยังทำความสะอาดง่ายมาก ของเล่นที่ทำจากพลาสติก เช่น ของเล่นเขย่า ลูกบอล เป็นต้น
  • ล้างด้วยน้ําสบู่ น้ำผสมน้ำยาล้างจาน หรือเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด
  • สะบัดน้ำออกให้หมดก่อนที่จะนำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท
  • นำสำลีชุบแอลกอฮอล์ หรือทิชชู่เปียก มาเช็ดคราบฝังแน่น หรือแช่ของเล่นด้วยน้ำผสมสบู่เด็ก ก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด
  • ใช้ผ้าสะอาดเช็ดของเล่น และผึ่งลมให้แห้ง การตากแดดนานๆ อาจทำให้วัสดุเสื่อมสภาพ

ถ้าหากอยากฆ่าเชื้อให้หมดเกลี้ยงจริง ๆ สามารถใช้ผ้าเปียกที่ผสมน้ำยาซักผ้าขาว Clorox หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ Lysol มาเช็ดจนพื้นผิวเปียกชุ่มสักประมาณ 10 วินาทีก็ได้ หรือจะใช้ผ้าจุ่มสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% หรือผสมสารฟอกขาว ½ ถ้วย เข้ากับน้ำ 1 แกลลอน แล้วนำไปเช็ดให้ทั่วของเล่นเป็นเวลา 5 นาที ซึ่งวิธีทั้งหมดนี้ เมื่อทำเสร็จแล้วอย่าลืมรอให้แห้ง ค่อยล้างน้ำสะอาดออกอีกครั้งเพื่อกำจัดสารตกค้าง จากนั้นตากให้แห้งอีกที เท่านี้ก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

อ่านต่อ>> วิธีทำความสะอาด ของเล่นเด็ก ที่ทำจากยาง ผ้า และวิธีฆ่าเชื้อด้วยน้ำยา คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Melody Chubby

เครื่องปั๊มนมไร้สาย Melody Chubby มือไม่ต้องจับ ตัวช่วยสำคัญของคุณแม่ working women ที่ต้องมี!!

ต้องบอกเลยว่ามาแรงและผลตอบรับดีจริง ๆ สำหรับเครื่องปั๊มนมไร้สาย Melody Chubby (เมโลดี้ ชับบี้) และคุณแม่หลาย ๆ ท่านน่าจะเคยเห็นและเคยซื้อผ่านทางหน้า TIKTOK และ FACEBOOK ไปแล้วก็ว่าได้ เพราะนวัตกรรมใหม่ป้ายแดงชิ้นนี้ถือเป็นไอเทมที่มาแรงที่สุดใรช่วงนี้เลยค่ะ

นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่ใช่มีดีที่แค่คำว่า “ใหม่” แต่ใช้งานได้ดี ตัวช่วยคุณแม่ยุคใหม่ ในการปั๊มนม และมีประสิทธิภาพในการปั๊มนม ทำให้ไม่เมื่อยมือไม่ต้องถือกรวยปั๊มนมอีกต่อไป

มีรีวิว จากคุณแม่หลาย ๆ ท่านที่ชื่นชอบ เพราะว่าสะดวกมากๆ เป็นเครื่องปั๊มนมที่ปั๊มได้เกลี้ยงและนุ่มสุด ๆ อีกต่างหาก เพราะกรวยซิลิโคน 100% ที่แนบสนิทและสามารถเอนปั๊มได้ 45 องศา สบายสุด ๆ เลย

เครื่องปั๊มนมไร้สาย Melody Chubby

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่นวัตกรรมนี้ Melody Chubby จะครองใจคุณแม่นักปั๊มทั่วไทย ให้หลงรัก หยิบมาใช้ตลอดเมื่อถึงเวลาปั๊มทุก ๆ  3 ชั่วโมง 8 รอบในแต่ละวัน

นวัตกรรมชิ้นนี้เค้าคิดมาเพื่อแก้ปัญหาที่คุณแม่ทั้งโลกที่ต้องเหนื่อยจากการถือกรวยปั๊มนมและมีสายระโยงระยางเกะกะไม่สะดวกในการปั๊มนม  นั่นคือสามารถปั๊มนมขณะขับรถได้ นั่งทำงานหน้าเค้าเตอร์ได้ เสียงเงียบไม่รบกวนเพื่อนร่วมงานขณะปั๊มนม พกพาสะดวก ลดอุปกรณ์ที่ต้องแบกไปที่ทำงานได้เยอะเลย

เครื่องปั๊มนมไร้สาย

ซึ่งโดยปกติหลักการปั๊มนม ต้องนำตัวเครื่องปั๊มมาต่อสาย และต่อเข้ากรวยปั๊มนมแล้วถือ 20-30 นาทีต่อรอบ ทั้งสองข้างใช่มั้ยคะ แต่คุณแม่ที่เคยมีประสบการณ์นี้คงทราบดีว่ามันไม่ง่ายเลย แถมเมื่อยมาก ๆ ในการจะแบกเครื่องปั๊มนมและอุปกรณ์ปั๊มนมทั้งสองข้าง ไปไหนมาไหน ตลอดระยะเวลาในการให้นมอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปีหรือนานกว่านั้น

แต่ถ้ามี “เครื่องปั๊มนม Melody Chubby (เมโลดี้ ชับบี้) เครื่องปั๊มนมไร้สาย สบายมือ ” ติดไว้ตลอดการให้นม เมื่อถึงเวลาปั๊มนม ก็เพียงนำเครื่องปั๊มสอดกรวยเข้าไปให้ตรงกับหัวนม เมื่อครบ 30 นาที เครื่องก็จะดับเอง สามารถใช้ได้กับเสื้อชั้นในทุกแบบได้แล้วแถมยังมีประสิทธิภาพมาก ๆ ด้วย3 โหมดทำจี๊ด กระตุ้น ดูด และกระตุ้นน้ำนมสลับดูดไปด้วย ที่สุดของความเกลี้ยง และสบายเต้าเลยค่ะ
ต้องบอกเลยว่ากว่าจะได้นวัตกรรมจะวิจัยและพัฒนาจนสำเร็จนั้นไม่ง่ายเลย “เครื่องปั๊มนม Melody Chubby (เมโลดี้ ชับบี้) เครื่องปั๊มนมไร้สาย สบายมือ” ต้องใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 2 ปี ในการออกแบบและขึ้นรูปซิลิโคนให้นุ่ม และแรงดูดที่ดี ค้นคว้าวิจัยโหมดต่าง ๆ ให้คุณแม่ปั๊มนมได้เกลี้ยง ไม่เจ็บ และสบายที่สุด

เครื่องปั๊มนม Melody Chubby

ถามว่าทำไม่ถึงมีประสิทธิภาพของในการปั๊มนมได้ดีขนาดนี้เพราะว่า Melody Chubby (เมโลดี้ ชับบี้) เครื่องปั๊มนมไร้สาย

✅ ระดับแรงดูด : ปรับได้สูงสุด 9 ระดับ

✅ โหมดการใช้งาน : 3 โหมด กระตุ้น ดูด กระตุ้นสลับดูด

✅ ความจุที่เก็บน้ำนม : 150 ml. หรือ 6 oz.

✅ ขนาดหน้าซิลิโคนรองเต้า : 28 มิล. พร้อมกับตัวสอดลดขนาด 21 มิล และ 24 มิล แถมให้ฟรีนะคะ

✅ แบตเตอรี่ : 1,200 mAh. (150 นาที)

✅ แรงดูด : 300 mmHg.

✅ น้ำหนัก : 320 g

✅ หน้าจอขนาดใหญ่ คมชัด แสดงสถานะแบตเตอรี่ และเวลา

✅ สั่งการ : ระบบสัมผัส

✅ วัสดุตัวเครื่อง : PP

✅ วัสดุกรวย : Silicone

➡️ ตัวเครื่องรับประกัน 1 ปี

เครื่องปั๊มนมไร้สาย

ต้องขอปรบมือดัง ๆ อีกครั้งให้กับนวัตกรรมดีดีเครื่องปั๊มนมไร้สาย สบายมือ เพราะฉนั้นบ้านไหนที่คุณแม่ต้องปั๊มนม บอกเลยต้องซื้อติดบ้านกันไว้นะคะ เพราะทำให้การปั๊มนมเป็นเรื่องง่ายๆ จริง ๆ ค่ะ  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/Melodybabythailand  

หรือสนใจสั่งซื้อได้เลยที่ Shopee, Lazada หรือ โทร 064-5642414
Line ID : @melodybabythailand
FB fanpage : Melodybabythailand
Shopee: Melodybabythailand

เครื่องปั๊มนม Melody Chubby (เมโลดี้ ชับบี้)

ประจาน ให้จำ เมื่อ ลูกทำผิดซ้ำ ๆ

รับมืออย่างไรเมื่อลูกทำผิดซ้ำๆ ประจาน ให้จำหรือซ้ำแผลใจลูก

ประจาน วิธีที่ผู้ใหญ่มักใช้ให้เด็กกลัวและจำ เมื่อเขาทำผิด เป็นวิธีที่ส่งผลดีจริงหรือ บาดแผลที่ทำผิดพลาดว่าใหญ่แล้วหากถูกทำให้อับอาย บาดแผลในใจลูกจะขนาดไหนนะ

รับมืออย่างไรเมื่อลูกทำผิดซ้ำๆ ประจาน ให้จำหรือซ้ำแผลใจลูก?

เด็กกับการทำผิด คงเป็นเรื่องปกติ ก็เพราะว่าเด็ก คือ วัยแห่งการเรียนรู้ การทำผิดของเด็กจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่หากเป็นการเรียนรู้ของพวกเขานั่นเอง แต่การเรียนรู้นั้นจะเป็นการต่อยอดความคิด ให้เขาได้ศึกษา และเปลี่ยนแนวทางการกระทำ เรียนรู้จากความผิดพลาด หรือความผิดพลาดนั้น จะเป็นการเรียนรู้ให้เด็กเข้าใจว่า การทำผิดเป็นเรื่องไม่ดี และไปลดทอนการเห็นคุณค่าในตัวเอง จนเกิดความกลัว และกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความกล้าแสดงออก ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา ผลลัพธ์จะออกมาแบบไหนนั้น นั่นอยู่ที่เราพ่อแม่ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตของเด็กว่าจะทำให้ออกมาเป็นแบบใด

ทฤษฎีการลองผิดลองถูก ของธอร์นไดค์ : ทำผิด = เรียนรู้

Thorndike ธอร์นไดค์ ได้กล่าวว่า การเรียนรู้ คือ การที่ผู้เรียนสามารถสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยง ระหว่างสิ่งเร้า การตอบสนอง และการได้รับความพึงพอใจจะทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยทฤษฎีของเขาเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด ในการทดลอง เอาแมวที่หิวใส่ในกรง ข้างนอกกรงมีอาหารทิ้งไว้ให้ แมวเห็นในกรงมีเชือกที่ปลายข้างหนึ่งผูกกับบานประตูไว้ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่ง เมื่อถูกดึงจะทำให้ประตูเปิด ธอร์นไดค์ได้สังเกตเห็นว่าในระยะแรก ๆ แมวจะวิ่งไปมา ข่วนโน่นกันนี่ เผอิญไปถูกเชือกทำให้ประตูเปิด ออกไปกินอาหารได้ เมื่อจับแมวใส่กรงในครั้งต่อไป แมวจะดึงเชือกได้เร็วขึ้นจนกระทั่งในที่สุดแมวสามารถดึงเชือกได้ในทันที

ธอร์นไดค์ ได้สรุปว่า การลองผิดลองถูกจะนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนอง การเรียนรู้ ก็คือการที่มีการเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างสิ่งเร้า (Stimuli) และการตอบสนอง (Responses)

เด็กกับการ ลองผิดลองถูก
เด็กกับการ ลองผิดลองถูก

Trial and Error

การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกมีใจความที่สำคัญว่า เมื่ออินทรีย์กระทบสิ่งเร้า อินทรีย์จะลองใช้วิธีตอบสนองต่อสิ่งเร้าหลาย ๆ วิธี จนพบกับวิธีที่เหมาะสม และถูกต้องกับเหตุการณ์ และสถานการณ์ เมื่อได้รับการตอบสนองที่ถูกต้องก็จะนำไปต่อเนื่องเข้ากับสิ่งเร้านั้น ๆ มีผลให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น

ที่มา : จิตวิทยาสำหรับครู รศ.มัณฑรา ธรรมบุศย์

การตอบสนองของพ่อแม่…เมื่อลูกทำผิดซ้ำ ๆ 

เป็นความจริงที่ว่า เมื่อเด็กทำผิดนั่นเพราะเขาได้ลงมือทำ การได้ลงมือทำก็ย่อมเกิดการเรียนรู้ แต่ผู้ใหญ่จะมีวิธีการสอน หรือตอบสนองอย่างไรเมื่อเด็กทำผิด เพื่อให้การลองผิดลองถูกของเขาเป็นไปอย่างมีทิศทาง ไม่สะเปะสะปะกันไปเสีย ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องมาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า เด็กไม่ได้อยากทำผิดซ้ำ ๆ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรหาสาเหตุของการที่ลูกทำผิดบ่อย ๆนั้นก่อน เพราะบางครั้งพฤติกรรมที่ผิดปกติของลูก อาจเป็นการสื่อถึงปัญหาบางอย่างที่ลูกกำลังประสบ

สาเหตุที่ลูกทำผิดซ้ำ ๆ 

  1. เด็กอาจมีปัญหาทางด้านพัฒนาการของเขา เช่น ปัญหาสมาธิสั้น เด็กบางคนมีพัฒนาการที่ล่าช้าทางด้านร่างกาย ภาษา สติปัญญา เด็กเป็นแอลดี (Learning disorder) หรือ ภาวะบกพร่องทางการเรียนเฉพาะด้าน(อ่าน/เขียน/คำนวน) เป็นต้น จึงเป็นสาเหตุให้ลูกทำผิดซ้ำ ๆ สิ่งสำคัญ คือ เมื่อเด็กมีปัญหา พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ต้องหาสาเหตุ ไม่มองว่าเป็นความผิดของเด็ก หากเรามองเด็กในแง่ลบ ตำหนิเด็ก และยิ่งใช้อารมณ์กับลูก จะยิ่งทำให้เขาต่อต้าน หรืออาจเกิดปัญหาทางด้านจิตใจด้านอื่นได้ เด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ เขาอาจจะควบคุมตัวเองได้ยากลำบากกว่าเด็กคนอื่น พ่อแม่ควรให้ความช่วยเหลือ พาลูกไปพบจิตแพทย์ หรือแพทย์พัฒนาการ เพื่อประเมิน และบำบัดในแนวทางที่เหมาะสม ก็จะสามารถทำให้ลูกกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และไม่เกิดบาดแผลทางใจอีกด้วย
  2. ลูกอาจกำลังเรียกร้องความสนใจ การที่เด็กเลือกทำผิดเพราะเมื่อเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผู้ใหญ่มักมองไม่เห็นในสิ่งที่เขาทำ แต่เมื่อเขาทำผิด มักจะได้รับความสนใจจากพ่อแม่มากกว่า เด็กจึงทำผิดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่การเรียกร้องความสนใจของลูกมันยังแสดงให้เห็นถึงสัญญาณเตือนที่ลูกส่งผ่านมายังพ่อแม่ ว่าเขากำลังประสบกับปัญหาอะไรบางอย่าง และต้องการความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น
    • ต้องการเวลาจากพ่อแม่บ้าง ในยุคปัจจุบันที่ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ต้องออกไปทำงาน จนบางครั้งเรามัวแต่ทำตามหน้าที่จนอาจละเลยเวลาร่วมกันของครอบครัว เด็กอาจทำเพื่อเรียกร้องให้พ่อแม่จัดสรรเวลาให้แก่เขาบ้าง เวลาที่จะมอบให้แก่ลูกไม่จำเป็นแต่มากมาย ขอแค่เป็นเวลาคุณภาพสำหรับพวกเขา เช่น อ่านนิทานด้วยกันก่อนนอน เล่น ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำงานบ้านด้วยกัน เป็นต้น เป็นช่วงเวลาที่เรามอบให้แก่ลูก ด้วยความใส่ใจจริง ๆ
    • ลูกกำลังประสบปัญหาที่โรงเรียน หรือกับเพื่อน การทำผิดอาจเป็นสัญญาณที่กำลังบอกพ่อแม่ว่าเขากำลังถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน ซึ่งลูกอาจไม่สามารถบอกเล่าได้ตรง ๆ พ่อแม่ควรมีเวลานั่งฟัง พูดคุยให้ลูกได้ระบายออกมา หรือหากลูกไม่ยอมบอก อาจต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ให้ช่วยได้
    • เกิดเหตุการณ์ หรือสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ที่ลูกยังไม่คุ้นเคย จึงทำให้เขายังไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้อย่างลงตัว เช่น มีสมาชิกใหม่ในบ้าน พ่อแม่มีน้องใหม่ รับปู่ย่าตายายมาอยู่ด้วย เป็นต้น
    • ถูกคาดหวังมากเกินไป บางครั้งพ่อแม่ก็อาจพูด หรือแสดงความคาดหวังกับลูกในเรื่องที่เกินวัย หรือความสามารถของเขา การเปรียบเทียบคนอื่นกับลูก หรือการกล่าวชื่นชมคนอื่น อาจเป็นการกดดันให้ลูกรู้สึกว่ากำลังแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่อยู่ ทำให้เขายิ่งทำยิ่งผิด ไม่เป็นไปดั่งที่พ่อแม่หวังเสียที
ปรับพฤติกรรมด้วยการลงโทษ หรือ ประจาน ดีจริงหรือ
ปรับพฤติกรรมด้วยการลงโทษ หรือ ประจาน ดีจริงหรือ

ดังนั้น พ่อแม่ควรมองให้ลึกไปกว่าแค่ลูกทำผิด แต่การทำผิดซ้ำๆ มักบ่งบอกปัญหาอะไรบางอย่างที่เด็กไม่สามารถบอกเราได้ตรงๆ ในบางครั้ง สาเหตุของการเรียกร้องความสนใจของลูกจากพ่อแม่ อาจแตกต่างกันไปตามแต่ลักษณะของครอบครัว พ่อแม่มีหน้าที่คอยสังเกตพฤติกรรมของลูกว่าผิดปกติหรือไม่ และควรทำตัวให้เด็กรู้สึกว่า เราเป็นพื้นที่ safe zone ของเขาได้ นั่นจะทำให้เราสามารถเข้าไปรับรู้ และช่วยลูกแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาของลูกได้

วิธีการตอบสนองเมื่อลูกทำผิดซ้ำ ๆ 

  1. ลงมือทำไปพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าลูกทำผิดซ้ำ ๆ นั่นแสดงว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ พ่อแม่ควรชวนลูกมาลงมือทำไปพร้อม ๆ กัน ทีละขั้นตอน ให้เขาได้เรียนรู้ และรู้สึกอุ่นใจว่าไม่ได้โดนจับผิดอยู่ เมื่อเราทำไปด้วยกัน
  2. ไม่พูดจาตำหนิ พ่อแม่บางคนแม้ว่าในใจจะหวังดีกับลูก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาเชิงตำหนิ ให้ลูกอับอาย เพราะคิดว่าจะช่วยให้ลูกจำ เข็ดหลาบ และจะได้ไม่ทำอีก แต่นั่นกลับเป็นการผลักไส และฝากรอยบาดแผลไว้ในใจลูก ในใจเด็กมากเสียกว่า ควรใช้คำพูดสั้น เป็นกลาง ไม่ใส่คำตัดสิน และบอกสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทำชัดเจน เช่น ทำไมสอนไม่รู้จักจำ เปลี่ยนเป็น ลูกกำลังทำอะไรอยู่? แม่อยากให้ลูกเอาของไปเก็บเข้าที่หลังเล่นเสร็จแล้ว เป็นต้น
  3. บอกว่าพ่อแม่รักลูกเสมอ  เด็กจะอยากทำสิ่งที่ถูกต้องเพราะพ่อแม่ก็รักเขาและเขาก็รักพ่อแม่เช่นกัน ไม่ใช่เพราะเขากลัวพ่อแม่ตำหนิ
  4. งานบ้านช่วยได้ เด็กที่ทำผิด คือ เด็กที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ การแก้ปัญหาที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือ การให้เด็กทำงานที่ต้องควบคุมตัวเอง งานบ้านจึงเป็นงานที่เหมาะสมให้เด็กทำเพื่อฝึกฝนตัวเอง
  5. เปลี่ยนสภาพแวดล้อม บ้านที่ขาดวินัย ไม่เป็นระเบียบ อาจส่งผลต่อการทำผิดซ้ำ ๆ ของลูก  พ่อแม่ควรทำให้บ้านมีกติกาที่ชัดเจน และจัดตารางเวลาที่แน่นอน ช่วยให้ลูกจัดระเบียบชีวิตของตัวเองได้ง่ายขึ้น เช่น ลูกชอบลืมทำการบ้าน หากเขามีตารางเวลาที่แน่นอน จะช่วยลดปัญหาตรงนี้ไปได้ เป็นต้น

อ่านต่อ>> ผลเสียของการ ประจาน ให้อับอายร้ายแรงกว่าที่คิด คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการตัวเหลือง

ทำความเข้าใจ Jaundice อาการตัวเหลือง ในทารก สาเหตุ และวิธีรับมือ

อาการตัวเหลือง – หรือโรคดีซ่านในทารกแรกเกิด เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อทารกมีระดับบิลิรูบินซึ่งเป็นเม็ดสีเหลืองที่ผลิตขึ้นในระหว่างการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงตามปกติซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย อย่างไรก็ตามทารกบางรายอาจตัวเหลืองนานผิดปกติ  หากคุณพ่อคุณแม่รู้เท่าทันภาวะตัวเหลือง ย่อมช่วยให้สังเกตอาการและความผิดปกติต่างๆ  ได้อย่างทันท่วงทีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของลูกน้อยในระยะยาว

ทำความเข้าใจ Jaundice อาการตัวเหลือง ในทารก สาเหตุและวิธีรับมือ

อาการตัวเหลืองของทารก คือ การเปลี่ยนสีของผิวหนังและดวงตาของทารกแรกเกิด ภาวะตัวเหลืองในทารกเกิดขึ้นเนื่องจากเลือดของทารกมีบิลิรูบิน (bil-ih-ROO-bin) มากเกินไป ซึ่งเป็นเม็ดสีเหลืองของเซลล์เม็ดเลือดแดง อาการตัวเหลืองในทารกเป็นอาการทั่วไป โดยเฉพาะในทารกที่เกิดก่อนตั้งครรภ์ 38 สัปดาห์ (ทารกคลอดก่อนกำหนด) และทารกที่กินนมแม่บางส่วน ภาวะตัวเหลืองในทารกมักเกิดขึ้นเนื่องจากตับของทารกยังทำหน้าที่ได้ดีพอที่จะกำจัดบิลิรูบินในกระแสเลือด

การผลิตบิลิรูบิน (bil-ih-ROO-bin)ในทารกแรกเกิด

บิลิรูบิน เป็นสารประกอบสีเหลืองที่เกิดขึ้นในกระบวนการขั้นสุดท้ายของการสลายตัว  (Catabolism) ของเซลล์เม็ดเลือดแดง ทารกแรกเกิดผลิตบิลิรูบินในอัตราประมาณ 6 ถึง 8 มก. ต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราการผลิตที่มากกว่าผู้ใหญ่ถึงสองเท่า สาเหตุหลักมาจากภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกินไป และการหมุนเวียนของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้นในทารกแรกเกิด ซึ่งโดยปกติแล้วการผลิตบิลิรูบินจะลดลงถึงระดับผู้ใหญ่ภายใน 10 ถึง 14 วันหลังคลอด

สาเหตุหลักของ อาการตัวเหลือง ในเด็กแรกเกิด

ทารกที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการตัวเหลือง ได้แก่

  • ทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อน 37 สัปดาห์)
  • ทารกที่ได้รับนมแม่หรือนมผงไม่เพียงพอ
  • ทารกที่กรุ๊ปเลือดไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือดของแม่

ทารกที่มีกรุ๊ปเลือดไม่เข้ากันกับของมารดาสามารถพัฒนาแอนติบอดีสะสมที่สามารถทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและทำให้ระดับบิลิรูบินเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันได้

สาเหตุอื่นๆ ของ อาการตัวเหลือง ในเด็กแรกเกิด ได้แก่:

  • มีเลือดออกภายในร่างกาย
  • ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของตับ
  • การขาดเอนไซม์บางชนิด
  • ความผิดปกติในเซลล์เม็ดเลือดแดงของทารก
  • โรคท่อน้ำดีตีบ ทารกจะมีอาการตัวเหลืองร่วมกับอุจจาระสีซีด
  • ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด

ประเภทต่างๆ ของ อาการตัวเหลือง ในทารกแรกเกิดสามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

1. อาการตัวเหลือง ทางสรีรวิทยา (Physiological jaundice)

เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด อาการตัวเหลืองชนิดนี้เป็นเรื่องปกติของทารกแรกเกิด เนื่องจากอาการดีซ่านทางสรีรวิทยานั้นเกิดขึ้นในทารกแรกเกิดส่วนใหญ่ภายในวันที่สองหรือสามหลังคลอด หลังจากที่ตับของทารกพัฒนาจะเริ่มกำจัดบิลิรูบินส่วนเกิน ซึ่งอาการดีซ่านทางสรีรวิทยามักไม่ร้ายแรงและสามารถหายไปเองได้ภายในสองสัปดาห์

2. อาการตัวเหลือง ทางพยาธิวิทยา (๋Jaundice pathological)

ภาวะตัวเหลืองทางพยาธิวิทยา เป็นประเภทที่ร้ายแรงที่สุด มักเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง หลังคลอด และระดับบิลิรูบินของทารก จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การเกิดภาวะเลือดแม่และเลือดลูกไม่เข้ากันในระบบหมู่เลือด ABO หรือโรคตับ ซึ่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์ทันที และอาจจำเป็นต้องถ่ายเลือด ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระหว่างการรักษา

3. อาการตัวเหลือง จากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีปัญหา

ในช่วงสองสามวันแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เมื่อปริมาณน้ำนมของแม่เหลือน้อยและทารกมีปัญหาในการดูดนม ทารกอาจเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากบิลิรูบินถูกขับออกในปัสสาวะและอุจจาระ ส่งผลให้ปัสสาวะลดลงและอุจจาระไม่บ่อย จึงเกิดการสะสมของบิลิรูบิน แม้ว่าอาจพบได้ในทารกที่คลอดครบกำหนดแต่ก็พบได้น้อยกว่าในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาในการดูดนมแต่เมื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีประสิทธิภาพปัญหานี้จะหมดไป

ทารกแรกเกิดตัวเหลือง
ทารกแรกเกิดตัวเหลือง

4. ตัวเหลือง จากน้ำนมแม่

บางครั้ง สารในน้ำนมแม่อาจส่งผลต่อการที่ตับของทารกสลายบิลิรูบิน ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมของบิลิรูบิน อาการตัวเหลืองจากน้ำนมแม่อาจปรากฏขึ้นหลังจากทารกอายุได้ 1 สัปดาห์ และอาจใช้เวลาหนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้นจึงจะหายไป

ทารกที่กินนมแม่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ จะมีภาวะตัวเหลืองหลังจากสัปดาห์แรก สูงสุดประมาณสองสัปดาห์ และสามารถคงอยู่ได้นานถึงสามถึงสิบสองสัปดาห์ โรคดีซ่านของน้ำนมแม่เกิดจากสารในน้ำนมแม่ที่เพิ่มการดูดซึมของบิลิรูบินผ่านทางเดินลำไส้ การให้นมแม่มักจะดำเนินต่อไปหรือถูกขัดจังหวะเพียงช่วงสั้นๆ

5 . ตัวเหลืองจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

โรคดีซ่านอาจเกิดขึ้นได้หากมีการสลายเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น (ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก) เช่น ที่เห็นได้เมื่อมีกลุ่มเลือดของมารดาและทารกในครรภ์ไม่ตรงกัน ส่งผลให้เกิดความไม่ลงรอยกันของ ABO หรือโรคที่ทำให้เม็ดเลือดแตกในทารกแรกเกิด (โรค Rh) ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดขึ้นได้หากทารกมีรอยฟกช้ำหรือมีเลือดออกในระหว่างคลอด

อ่านต่อ….ทำความเข้าใจ Jaundice อาการตัวเหลือง ในทารก สาเหตุ และวิธีรับมือ ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก ใช้ต่างกันอย่างไร

หมอแนะ ยาแก้แพ้ ยาคัดจมูก ยาลดน้ำมูกใช้ต่างกันอย่างไร

ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก ยาสำหรับเด็กทั้งสามชนิดรักษาอาการใกล้เคียงกัน แต่จะมีข้อบ่งใช้ต่างกันหรือไม่ สิ่งไหนควรระวัง มาพบคำตอบได้จากคุณหมอกันดีกว่า

หมอแนะ!! ยาแก้แพ้ ยาคัดจมูก ยาลดน้ำมูกใช้ต่างกันอย่างไร

หน้าฝน ดูแลสุขภาพดีอย่างไร ก็ไม่พ้นเด็ก ๆ ต้องมีอาการป่วยกันได้ ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ต่างพากันป่วยบ่อย สารพัดโรค แต่ที่พบกันมากเห็นจะเป็นหวัด คัดจมูก มีน้ำมูก แม้จะเป็นโรคทั่วไปที่พบกันได้บ่อย แต่อาการของโรคหวัดนี้ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวไปตาม ๆ กัน นอกจากการดูแลรักษาลูกน้อยตามอาการเมื่อป่วยแล้ว ยาก็เป็นอีกตัวช่วยที่ดีตัวหนึ่งที่ทำให้ลูกลดอาการทรมานลงได้ แต่การใช้ยาในกลุ่มโรคหวัดนั้น อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดการสับสนได้ เพราะจะมียาที่คล้ายคลึงกัน มีสรรพคุณในการลดอาการไม่พึงประสงค์ใกล้เคียงกันมาก เช่น การใช้ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้คัดจมูก เราควรใช้ตัวไหนกับอาการแบบไหนกัน

โรคที่มากับหน้าฝน
โรคที่มากับหน้าฝน

น้ำมูก เกิดจากอะไร??

เมื่อลูกเป็นหวัด อาการหนึ่งที่มักพบควบคู่กันเสมอ คือ น้ำมูก ทำให้เกิดอาการหายใจได้ไม่สะดวก โดยอาการมีน้ำมูกที่พบได้บ่อยในเด็ก เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ โรคภูมิแพ้ และเจ็บป่วยเป็นไข้หวัด ทำให้มีน้ำมูก

โรคภูมิแพ้ 

ภูมิแพ้ เป็นโรคที่แสดงอาการได้หลายระบบในร่างกาย ได้แก่

  • โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เกิดโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรือทำให้เกิดโรคหืด มีอาการไอ แน่นหน้าอก เหนื่อย หอบ หายใจมีเสียงหวีด
  • ภูมิแพ้อาหารและยา ทำให้เกิดผื่นคันแบบลมพิษ หน้าบวม ปากบวม แน่นคอ แน่นหน้าอก เป็นลมหมดสติ ความดันโลหิตต่ำ และมีโอกาสเสียชีวิตได้
  • โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดงคันเรื้อรัง ผิวแห้งลอก ส่วนใหญ่มักเป็นตามข้อพับแขนขาและลำคอ
  • ภูมิแพ้ตา ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบ มีอาการคันตา เคืองตา ตาแดง ขยี้ตาเยอะผิดปกติ ตาบวม

ทำความรู้จักกับ “โรคภูมิแพ้”

โรคภูมิแพ้ เกิดจากภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) ทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ไรฝุ่น ละอองเกสร ซึ่งในคนทั่วไปจะไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านี้ อาการของโรคอาจเกิดขึ้นกับระบบใดระบบหนึ่งของร่างกาย หรือเกิดขึ้นพร้อมกันหลายระบบ มักจะเป็นเรื้อรัง ความรุนแรงมีตั้งแต่รบกวนชีวิตประจำวันเล็กน้อยไปจนถึงขั้นที่อันตรายถึงแก่ชีวิต

ภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดน้ำมูกนั้น จะเป็นอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ หรือภูมิแพ้ที่จมูก เรียก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งจะมีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เมื่อเกิดปฏิกิริยาอักเสบจากภูมิแพ้ ร่างกายจะหลั่งสาร ชื่อ ฮีสตามีน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการต่างๆ ของโรคภูมิแพ้ มีหลายวิธีในการรักษาโรคภูมิแพ้ เช่น การหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการแพ้ การใช้ยาบรรเทาอาการ การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นต้น

ไข้หวัด มีอาการไอ น้ำมูกไหล ใช้ ยาแก้แพ้ อย่างไรดี
ไข้หวัด มีอาการไอ น้ำมูกไหล ใช้ ยาแก้แพ้ อย่างไรดี

ไข้หวัด

เด็กป่วยเป็นไข้หวัดได้บ่อย มีการศึกษาระบุว่าสามารถป่วยได้ถึงปีละ 10 -12 ครั้ง ไข้หวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ อาการของโรคหวัดทั่วไปก็ได้แก่ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ มีเสมหะ เจ็บคอ ไอ จาม เสียงแหบ อาจมีอาการไข้และปวดศีรษะเล็กน้อย การรักษาก็จะเป็นไปในลักษณะประคับประคองอาการ การให้ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอ-เจ็บคอ ร่วมกับการดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำมากๆ ไม่ดื่มน้ำเย็น รักษาร่างกายให้อบอุ่น ก็จะทำให้เด็กส่วนใหญ่หายเป็นปกติในไม่กี่วัน ในเด็กเล็กและคนสูงอายุ อาจติดไข้หวัดได้ง่าย และมีอาการรุนแรงกว่าในช่วงอายุอื่นๆ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อลูกเป็นหวัด

โดยทั่วไปเมื่อลูกเป็นหวัด ควรให้ความอบอุ่นให้เพียงพอ และดูแลรักษาตามอาการ ดังนี้

  • มีอาการไอให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ หากมีไข้ต่ำควรลดไข้ โดยเช็ดตัวลูกด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้อง หากไข้ยังไม่ลด ให้เช็ดตัวร่วมกับการรับประทานยาลดไข้ ตามน้ำหนักตัว เช่น Paracetamol ให้ขนาด 10 มิลลิกรัม/น้ำหนัก 1 กก. ทุก 4 – 6 ชม. เวลามีไข้
  • หากมีอาการน้ำมูกถ้ามีไม่มาก ใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือเช็ดในรูจมูก หรือถ้ามีน้ำมูกมากให้ใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออก หรือการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (0.9% NSS) ในเด็กโต

การใช้ยา ในกรณีที่การรักษาเบื้องต้นไม่ดีขึ้น 

ถ้าลูกยังมีอาการน้ำมูกแน่น หรือคัดจมูกมาก คุณพ่อคุณแม่สามาถให้ลูกรับประทานยาแก้หวัดได้ โดยต้องคำนึงถึงน้ำหนักตัวของลูก ยารักษาอาการน้ำมูกไหล หรือยาลดน้ำมูก มี 2 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มของยาแอนติฮีสตามีน ไม่นิยมให้ในเด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดรับประทาน ยากลุ่มนี้จะทำให้น้ำมูกแห้ง และจามน้อยลง
  • ยาลดการคั่งของน้ำมูก ไม่นิยมในเด็กเล็กเช่นกัน ในกรณีแน่นจมูกมาก หายใจไม่ออก อาจให้ยาเช็ดจมูกช่วยยุบบวมในจมูกได้ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็วช่วยให้โล่งจมูกทันที แต่ไม่ควรจะใช้นานเกิน 3 วัน ถ้าใช้แล้ว 3 วัน จะต้องหยุดยาก่อน ถ้าเป็นใหม่ครั้งต่อไปสามารถนำมาใช้อีกได้ ยานี้ถ้าใช้ติดกันนานจะเกิดผลข้างเคียงต่อจมูกทำให้เยื่อบุจมูกเกิดการอักเสบ และบวมเพิ่มขึ้นได้

ส่วนยาปฏิชีวนะที่เรียกกันทั่วไปว่ายาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบนั้นไม่ควรให้ผู้ป่วยหวัดทั่วไป เนื่องจากโรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จะนำมาใช้ในกรณีมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องภูมิต้านทานอยู่เดิมเท่านั้น ยาฆ่าเชื้อไวรัส ยังไม่มียาที่นำมาใช้เฉพาะสำหรับโรคนี้ เนื่องจากอาการไม่รุนแรงและอาจมีผลข้างเคียงด้วย ยกเว้นในกรณีไข้หวัดใหญ่ มีการใช้ยา Oseltamivir ในการรักษา

ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก ต่างกันอย่างไร
ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก ต่างกันอย่างไร

ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก ใช้ต่างกันอย่างไร??

ยาแก้แพ้ หรือยาแอนติฮีสตามีน หรือยาต้านฮีสตามีน ยาจะไปป้องกันไม่ให้ฮิสตามีนจับกับตัวรับฮิสตามีนที่อวัยวะต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันยาต้านฮีสตามีน แบ่งเป็น 3 รุ่น 

  • ยารุ่นที่ 1 เช่นยา chlorpheniramine, diphenhydramine, cyproheptadine, hydroxyzine ยากลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง  ทำให้ง่วงซึม ทำให้เกิดอาการปากแห้ง  คอแห้ง  เสมหะและน้ำมูกเหนียวข้นได้ ยาออกฤทธิ์สั้น ต้องทานวันละ 3-4 ครั้ง
  • รุ่นที่ 2 เช่น loratadine, cetirizine ยากลุ่มนี้มีข้อดี คือ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ออกฤทธิ์ได้นาน และไม่ค่อยง่วงซึม
  • ตัวยารุ่นที่ 3 เช่น fexofenadine,  desloratadine, levocetirizine ยากลุ่มนี้มีข้อดี คือ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ออกฤทธิ์ได้นาน รับประทานเพียงวันละครั้ง  และไม่ง่วงซึม

อ่านต่อ >>หมอแนะ การใช้ยากลุ่มลดน้ำมูก คัดจมูก แก้แพ้ ใช้ต่างกันอย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝีกหัด อนุบาล

แจกฟรี!!! แบบฝึกหัด อนุบาล หลากหลายหมวดหมู่

แบบฝึกหัด อนุบาล แจกฟรี เตรียมความพร้อมสำหรับเด็กอนุบาล พัฒนาการเขียน เสริมเชาว์ปัญญา ฝึกคัดลายมือ ฝึกอ่าน ฝึกเขียน ฝึกนับเลข ฝึกระบายสี

แจกฟรี!!! แบบฝึกหัด อนุบาล หลากหลายหมวดหมู่

การขีด เขียน ระบายสี วาดรูป ช่วยเสริม พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก ของเด็กวัยอนุบาล หรือปฐมวัย และการทำ แบบฝึกหัด ก็ยังช่วยเสริมพัฒนาการด้านสมอง และสติปัญญาอีกด้วย ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้รวบรวมแบบฝึกหัด เด็กอนุบาล ในหมวดต่าง ๆ มาฝากคุณแม่ เพื่อนำไปให้ลูก ๆ ได้ฝึกทำกันค่ะ

ใบงาน อนุบาล
ใบงาน อนุบาล

แจกฟรี!!! แบบฝึกหัด อนุบาล หลากหลายหมวดหมู่

วัยอนุบาล หรือปฐมวัย วัยนี้จะมีพัฒนาการที่รวดเร็ว เป็นเวลาทองแห่งการพัฒนาทางสมอง ภาษา สังคม อารมณ์ และาการเคลื่อนไหว เป็นวัยแห่งการสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตต่อไป เริ่มต้นเรียนรู้การใช้ชีวิตนอกบ้าน การมีสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น โดยพัฒนาการของเด็กวัยอนุบาล เริ่มจากอายุ 2-5 ปี ระยะนี้เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพมากที่สุด เช่น ต้องการเป็นตัวของ ตัวเองค่อนข้างดื้อ ซุกซนมาก ในบางครั้งความคิดและการกระทำของเด็กจะไม่ตรงกับความเป็นจริง

แบบฝึกหัดเสริมเชาวน์ปัญญา

การจำแนกและจัดกลุ่ม

การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 1                         การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 6

การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 2                         การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 7

การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 3                         การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 8

การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 4                         การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 9

การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 5                         การจำแนกและจัดกลุ่ม ชุดที่ 10

การเรียงลำดับ

การเรียงลำดับ ชุดที่ 1                                        การเรียงลำดับ ชุดที่ 6

การเรียงลำดับ ชุดที่ 2                                        การเรียงลำดับ ชุดที่ 7

การเรียงลำดับ ชุดที่ 3                                        การเรียงลำดับ ชุดที่ 8

การเรียงลำดับ ชุดที่ 4                                        การเรียงลำดับ ชุดที่ 9

การเรียงลำดับ ชุดที่ 5                                        การเรียงลำดับ ชุดที่ 10

การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่

การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 1            การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 6

การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 2           การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 7

การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 3           การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 8

การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 4           การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 9

การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 5           การเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ ชุดที่ 10

การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว

การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 1               การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 6

การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 2               การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 7

การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 3               การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 8

การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 4               การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว ชุดที่ 9

การสังเกตรูปทรง

การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 1                                    การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 6

การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 2                                   การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 7

การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 3                                   การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 8

การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 4                                   การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 9

การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 5                                   การสังเกตรูปทรง ชุดที่ 10

แบบฝึกหัดพัฒนาการเขียน

ตัวอักษรภาษาไทย

ชุด:   ก-ซ                                                           ชุด:   ท-ม 

ชุด:   ฌ-ถ                                                           ชุด:   ย-ฮ 

ตัวอักษรภาษาอังกฤษ

ชุด:   A-F                                                            ชุด:    M-S 

ชุด:   G-L                                                            ชุด:    T-Z 

ลากเส้นลีลามือ

ชุดที่:   1                                                              ชุดที่:   6 

ชุดที่:   2                                                              ชุดที่:   7 

ชุดที่:   3                                                              ชุดที่:   8 

ชุดที่:   4                                                              ชุดที่:   9 

ชุดที่:   5                                                              ชุดที่:  10 

หัดเขียนภาษาไทยชุด มานี-มานะ

ชุดที่:   1                                                               ชุดที่:   6 

ชุดที่:   2                                                               ชุดที่:   7 

ชุดที่:   3                                                               ชุดที่:   8 

ชุดที่:   4                                                               ชุดที่:   9 

ชุดที่:   5                                                               ชุดที่:   10 

 

อ่านต่อ…แจกฟรี!!! แบบฝึกหัด อนุบาล หลากหลายหมวดหมู่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ร้านชุดคู่แม่ลูก

10 ร้านชุดคู่แม่ลูก ชวนลูกมาแต่งตัวคู่กัน

คุณผู้หญิงหลาย ๆ ท่าน หรือคุณแม่ที่มีลูกน้อยคงเคยรู้สึกว่าเวลาไปเที่ยว โอกาสพิเศษ งานเทศกาลต่าง ๆ หรือมีกิจกรรมที่ต้องทำเป็นครอบครัว หากเราใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน หรือใส่เสื้อธีมเดียวกัน จะรู้สึกอบอุ่นน่ารัก มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เวลาถ่ายรูปออกมาก็คุมโทน รูปดูสวยงาม สำหรับคนเป็นคุณแม่เองก็อยากมีโมเมนต์ดี ๆ กับลูกน้อย เพราะอีกหน่อยโอกาสที่ลูกจะอยู่กับพ่อแม่แล้วทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้ก็จะยิ่งน้อยลงเมื่อลูกโตขึ้น วันนี้ทีมกองบรรณาธิการจึงรวบรวม ร้านชุดคู่แม่ลูก มาฝากคุณแม่กันค่ะ จะมีร้านไหน เพจใด น่าสนใจบ้าง ตามไปกดสั่งซื้อกันได้เลยค่ะ

10 ร้านชุดคู่แม่ลูก ชวนลูกมาแต่งตัวคู่กัน

ร้านชุดคู่แม่ลูก

  1. little_tigers_byboo

ร้านนี้เป็นเสื้อผ้าชุดคู่แม่ลูกที่ออกแบบและตัดเย็บเอง เป็นงานตัดเกรดบูติกการันตีคัตติ้งเนี้ยบ ใช้ผ้าคอตตอน 100% โดยสินค้าเป็นรูปแบบพรีออเดอร์ใช้เวลา 20 วัน มีรูปแบบให้เลือกมากมายที่สำคัญสามารถสั่งตัดเป็นชุดครอบครัวได้อีกด้วย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://instagram.com/little_tigers_byboo?igshid=YmMyMTA2M2Y

ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่

ขอขอบคุณภาพจาก https://instagram.com/little_tigers_byboo?igshid=YmMyMTA2M2Y

 

  1. adverb_shop

ทางร้านนี้จะเป็นเสื้อผ้าแนวชุดคู่รักหรือชุดครอบครัว สามารถสั่งตัดเลือกผ้าเลือกแบบชุดได้ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ หรือสามารถเลือกรูปแบบชุดได้จากหน้าร้านมีสินค้าพร้อมส่งให้กับลูกค้าได้เลย เสื้อผ้าจะเป็นสไตล์ชุดครอบครัวใส่สบาย เหมาะกับการไปเที่ยวพักผ่อนวัดหยุด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.instagram.com/adverb_shop/

ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่ ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.instagram.com/adverb_shop/

 

  1. สวยเหมือนแม่ จำหน่ายชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว

เป็นร้านชุดคู่แม่ลูกสุดน่ารัก มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ มีหลากหลายคอลเลคชั่น ทั้งชุดเดรสใส่สบาย รวมถึงเซ็ทเสื้อ กางเกง ที่ให้ลุคทะมัดทะแมง ให้เป็น everyday ลุคกับคุณลูก มีทั้งชุดใส่ไปเที่ยวรวมทั้งชุดออกงาน

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th-th.facebook.com/likemotherlikedaughter2021/

ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่

ขอขอบคุณภาพจาก https://th-th.facebook.com/likemotherlikedaughter2021/

 

  1. Cuddie

เป็นร้านที่นอกจากจะรวมชุดเด็กและสินค้าเด็กอ่อนแล้ว ชุดคู่แม่ลูกก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรส ชุดแนวครอบครัว ก็สามารถหยิบมาใช้ในทุกโอกาสเพื่อจะได้พร้อมเที่ยวกันแบบชิค ๆ ได้ทั้งครอบครัว

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/cuddie?categoryId=100633&itemId=9712472693

ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่

ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/cuddie?categoryId=100633&itemId=9712472693

 

  1. ชุดคู่แม่ลูก เสื้อผ้าเด็กน่ารัก by MaePan

เป็นร้านชุดคู่แม่ลูกที่มีสินค้าพร้อมส่ง ไม่ต้องรอคิวนาน ไซส์ชุดวัดจากสินค้าจริงทุกแบบ งานสวยตรงปกแน่นอน ส่วนใหญ่งานของทางร้านจะเน้นชุดคู่คุณแม่กับลูกสาวก็จะออกแนวชุดเดรสน่ารัก ๆ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK เพจ ชุดคู่แม่ลูก เสื้อผ้าเด็กน่ารัก by MaePan

ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่

ชุดเด็ก ชุดคุณแม่ เสื้อคู่

ขอขอบคุณภาพจาก FACEBOOK เพจ ชุดคู่แม่ลูก เสื้อผ้าเด็กน่ารัก by MaePan

 

อ่านต่อ… 10 ร้านชุดคู่แม่ลูก ชวนลูกมาแต่งตัวคู่กัน ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คุณหมอเด็ก

แนะนำ 10 คุณหมอเด็ก กุมารแพทย์คนเก่งที่คุณแม่วางใจ

คงเป็นเรื่องปกติของคุณพ่อคุณแม่ที่จะพาลูก ๆ ไปตรวจสุขภาพตามกำหนด หรือพาไปหา คุณหมอเด็ก หรือ กุมารแพทย์เวลาที่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งคุณหมอแต่ละคนก็มีความชำนาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน และอาจมีวิธีที่จะเข้าหาเด็กแตกต่างกันด้วย เนื่องจากคงเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กจะกลัวคุณหมอ หรือกลัวการไปโรงพยาบาลในช่วงแรก เพราะอาจติดภาพจำตอนที่ตัวเองที่ป่วยหนัก หรือบาดเจ็บจึงต้องมายังที่แห่งนี้ ซึ่งถ้าหากพูดถึงคุณหมอแต่ละคนที่มีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันและมีสามารถเฉพาะที่แตกต่างกัน ทำให้การเลือกกุมารแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งความสามารถเฉพาะทางและความสามารถในการเข้ากับลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

ไม่เพียงแค่เท่านั้น การเลือกคุณหมอที่มีความเหมาะสมกับตัวของเด็ก จะทำให้เด็กมีแนวคิด และทัศนคติที่ดีเวลาที่ต้องมาคลินิก หรือโรงพยาบาล และความกดดันที่ต้องเข้าหาหมอก็สามารถลดลงได้ ส่งผลต่อในอนาคตด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่คุ้นชินกับการมาโรงพยาบาลตั้งแต่เด็กจนโต บางคนอาจกลัวการมาโรงพยาบาลเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการเลือกกุมารแพทย์ที่มีความเหมาะสมกับเด็กจะสามารถช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ด้วย

แนะนำ 10 คุณหมอเด็ก กุมารแพทย์คนเก่งที่คุณแม่วางใจ

คุณหมอเด็ก

เรื่องสุขภาพของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนต่างตระหนัก และคำนึงถึงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยามที่ลูกมีอาการป่วย และต้องไปหาหมอ แน่นอนว่าก็ต้องอยากเลือกคุณหมอเฉพาะด้านที่มีความชำนาญ และสามารถเข้ากับเด็กได้เป็นอย่างดี วันนี้ทีมแม่ ABK จึงจะมาแนะนำ กุมารแพทย์เก่ง ๆ ที่เราคัดเลือกมาให้ถึง 10 คน รับรองว่าต้องถูกใจครอบครัวสายสุขภาพอย่างแน่นอน

  1. พญ. กนกแก้ว วีรวรรณ

แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ทั่วไป อเมริกันบอร์ดกุมารเวชศาสตร์ General Pediatrition สำเร็จการศึกษา แพทยศาสตร์บัณฑิตจาก Medical University of South Carolina, SC, USA ตำแหน่งปัจจุบันกุมารแพทย์  โรงพยาบาลอินทรารัตน์

สอบถามข้อมูลตารางออกตรวจ https://www.intrarathospital.co.th/

กุมารแพทย์

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.intrarathospital.co.th/doctor-profile/kanokkaew-viravan/

 

  1. พญ. มธุรส ดีสวัสดิ์มงคล

แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ สำเร็จการศึกษากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ, โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตำแหน่งปัจจุบันกุมารแพทย์  โรงพยาบาลกรุงเทพ

สอบถามข้อมูลตารางออกตรวจ https://www.bangkokhospital.com/doctor/dr-maturos-deeswasmongkol

กุมารแพทย์

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bangkokhospital.com/doctor/dr-maturos-deeswasmongkol

 

  1. นพ. วิชาญ บุญสวรรค์ส่ง

กุมารแพทย์เฉพาะทาง ด้านโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืดและวิทยาภูมิคุ้มกัน จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งปัจจุบันกุมารแพทย์ โรงพยาบาลวิภาราม

สอบถามข้อมูลตารางออกตรวจ https://vibharam.com/doctor-detail.php?list_id=54

คุณหมอเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://vibharam.com/doctor-detail.php?list_id=54

 

  1. นพ. ปรีชา เลาหคุณากร

กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจเด็ก จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉพาะทางด้าน Cardiac Arrhythmia, Syncope and Invasive Electrophysiology ตำแหน่งปัจจุบันกุมารแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

สอบถามข้อมูลตารางออกตรวจ https://www.bumrungrad.com/doctors/Preecha-Laohakunakorn?lang=th

กุมารแพทย์

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bumrungrad.com/doctors/Preecha-Laohakunakorn?lang=th

 

  1. นพ. ชัยยศ คงคติธรรม

กุมารเวชศาสตร์สาขาประสาทวิทยา จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1), โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะโรคลมชัก โรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาท โรค myasthenia โรคการอักเสบของสมองและไขสันหลังจากภูมิคุ้มกัน รวมถึงการผ่าตัดรักษาโรคลมชัก ตำแหน่งปัจจุบันกุมารแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และหัวหน้าสาขาวิชาประสาทวิทยาคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล

สอบถามข้อมูลตารางออกตรวจ https://www.bumrungrad.com/th/doctors/Chaiyos-Khongkhatithum

กุมารแพทย์

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bumrungrad.com/th/doctors/Chaiyos-Khongkhatithum

 

อ่านต่อ… แนะนำ 10 คุณหมอเด็ก กุมารแพทย์คนเก่งที่คุณแม่วางใจ ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Continue reading “แนะนำ 10 คุณหมอเด็ก กุมารแพทย์คนเก่งที่คุณแม่วางใจ”

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน บำรุงครรภ์ ไตรมาสแรก

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอะไร อาหารชนิดไหนดีต่อสุขภาพทั้งคุณแม่และคุณลูก บำรุงครรภ์ไตรมาสแรก อาหารชนิดไหนควรหลีกเลี่ยง

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน บำรุงครรภ์ ไตรมาสแรก

คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรได้รับโภชนาการที่ดีและครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อคุณแม่และลูกในครรภ์ อาหารประเภทไหนที่ช่วยบำรุงครรรภ์ อาหารประเภทไหนที่ไม่ควรรับประทาน ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูล เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน มาฝากคุณแม่ตั้งครรภ์ รายละเอียดมีดังนี้

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน
เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน บำรุงครรภ์ ไตรมาสแรก

นายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่าหญิงตั้งครรภ์ควรกินอาหารให้ครบ 5 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวแป้ง กลุ่มเนื้อสัตว์ กลุ่มผัก กลุ่มผลไม้ และกลุ่มนมเพื่อให้ได้รับสารอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอ สำหรับการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ในแต่ละไตรมาสต้องการสารอาหารแตกต่างกันไป ช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 0-3 เดือน) เป็นช่วงที่ทารกมีการสร้างอวัยวะ ยังไม่มีการขยายขนาดของร่างกายมากนัก น้ำหนักตัวคุณแม่อาจเพิ่มขึ้นเพียง 1-2 กิโลกรัม แต่ถ้ามีอาการแพ้ท้อง ก็อาจทำให้น้ำหนักตัวลดลงไปบ้าง พลังงานสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในระยะนี้ใกล้เคียงกับก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกอาการที่แสดงออกคือ การแพ้ท้อง หากแพ้ท้องมากทำให้กินอาหารได้น้อย ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อย ๆ กินให้บ่อยขึ้น ซึ่งช่วงไตรมาสนี้แนะนำอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด เน้นกลุ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์และเกลือแร่ เช่น ผัดผักใส่หมูสับ ต้มจืดตำลึง เป็นต้น กินอาหารให้ครบ 5 กลุ่ม ควบคู่กับการดื่มนมรสจืด 2-3 แก้วทุกวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอ สำหรับการเจริญเติบโตของลูกใน

ความต้องการพลังงานและสารอาหารของหญิงตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีพลังงาน และสารอาหารสูงกว่าคนปกติคือ

  • พลังงาน ในช่วงไตรมาสแรก หญิงตั้งครรภ์มีความต้องการพลังงานเท่าเดิม

แหล่งอาหาร : ร่างกายได้รับพลังงานส่วนใหญ่จากอาหารกลุ่มข้าวแป้ง เช่น ข้าว เผือก มัน ธัญพืช
ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น ซึ่งให้คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก และกลุ่มไขมันจากพืชและสัตว์เช่น น้ำมันพืช กะทิเนย เป็นต้น

  • โปรตีน มารดาและทารกในครรภ์ต้องการโปรตีนคุณภาพในปริมาณสูง เพื่อสร้างเซลล์และอวัยวะ ทั้งของทารกและของมารดา เช่น การขยายตัวของผนังมดลูก การสร้างรกและสายสะดือ จึงควรได้รับโปรตีนเพิ่มขึ้นจากก่อนตั้งครรภ์ตั้งแต่มีการปฏิสนธิ

แหล่งอาหาร : โปรตีนได้จาก เนื้อสัตว์นม ไข่ ถั่วต่างๆ เต้าหู้ น้ำเต้าหู้

  • แคลเซียม มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และการรักษาปริมาณมวลกระดูกของมารดา
    นอกจากนั้นยังช่วยการพัฒนาระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ หลอดเลือดและช่วยในการแข็งตัวของเลือดควบคุมการหลั่งฮอร์โมนบางชนิด

แหล่งอาหาร : อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นม เป็นแหล่งอาหารที่ดีของแคลเซียมทั้งในด้านปริมาณ
และคุณภาพ แคลเซียมจากน้ำนมถูกดูดซึมได้ดีนอกจากนม ยังมีจากอาหารอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์นม ปลาเล็กปลาน้อย
ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งฝอย กุ้งแห้ง คะน้า ใบยอ ผักกวางตุ้ง เป็นต้น

  • เหล็ก ความต้องการธาตุเหล็กในระยะตั้งครรภ์เพิ่มมากในช่วงปลายไตรมาสที่1 เนื่องจากมีความต้องการสูงเกินกว่าธาตุเหล็กที่ได้จากอาหารประจำวัน จึงจำเป็นต้องได้รับการเสริมธาตุเหล็กในรูปของยาเม็ดธาตุเหล็กเสริมวันละ 60 มิลลิกรัม นอกจากนั้น หญิงตั้งครรภ์ ที่มีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรกๆของการตั้งครรภ์

แหล่งอาหาร : อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และดูดซึมได้ดีได้แก่ ตับ เลือด เนื้อสัตว์สีแดงเช่น เนื้อหมู
เนื้อวัว เป็นต้น และควรกินร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม เป็นต้น จะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี

  • ไอโอดีน การขาดไอโอดีนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน เป็นผลให้ทารกในครรภ์
    เกิดความผิดปกติของระดับสติปัญญา การเจริญเติบโตของเซลล์สมองไม่สมบูรณ์ และการพัฒนาระบบประสาทและกล้ามเนื้อบกพร่อง ร่างกายผิดปกติตัวเตี้ย พิการ เป็นใบ้หูหนวก กล้ามเนื้อเกร็ง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “โรคเอ๋อ” (Endemic cretinism) ซึ่งเป็นความผิดปกติอย่างถาวรและไม่สามารถแก้ไขได้ถ้าขาดไอโอดีนไม่รุนแรง จะมีผลต่อระดับสติปัญญา และลดความสามารถในการใช้มือและตาของเด็ก ฉะนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารทะเลเป็นประจำ และใช้เกลือเสริมไอโอดีน (iodized Salt) รวมทั้งเครื่องปรุงรสเค็มที่เสริมไอโอดีนเช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊วในการปรุงอาหาร ก็จะเป็นการแน่นอนว่าไม่ขาดไอโอดีน

แหล่งอาหาร : อาหารที่มีสารไอโอดีนตามธรรมชาติได้แก่ พืชและสัตว์ทะเล

ปลาทะเล 100 กรัม มีสารไอโอดีนประมาณ 25-70 ไมโครกรัม

สาหร่ายทะเลแห้ง 100 กรัม มีสารไอโอดีนประมาณ 200-400 ไมโครกรัม

  • วิตามินเอ มีความสำคัญต่อการมองเห็น การเจริญเติบโตของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันการสร้างเม็ดเลือด การเจริญพันธุ์ฯลฯ ถ้าขาดจะทำให้ทารกตายในครรภ์แท้งบุตรได้

แหล่งอาหาร : อาหารที่มีวิตามินเอสูงเป็นอาหารที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ ตับของสัตว์ต่างๆ แหล่งของวิตามินเอจากพืชที่ดีคือพืชผักที่มีสีเขียวเข้ม และสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะเขือเทศ มะม่วงสุก มะละกอสุก เป็นต้น

  • วิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน) ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์(coenzyme) ของเอนไซม์หลายชนิด ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ทำให้ร่างกายเติบโตและพัฒนาอย่างเหมาะสม ช่วยส่งเสริมระบบประสาท ผิวหนังและตา ช่วยป้องกันเซลล์ถูกทำลาย

แหล่งอาหาร : อาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ตับไก่ ตับหมูไข่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อ ปลา นม ผักหวาน เห็ดหอมสด เป็นต้น

  • วิตามินบี6 (ไพริดอกซีน) มีความสำคัญโดยทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในปฏิริยาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์และการเผาผลาญกรดอะมิโน การสลายไกลโคเจนในกล้ามเนื้อและการสังเคราะห์กลูโคสจากกรดอะมิโนใน กล้ามเนื้อการสังเคราะห์ฮีม (heme)ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงการสังเคราะห์ไนอาซิน (niacin) จากกรดอะมิโนทริปโตเฟน รวมทั้งการสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เช่น ซีโรโทนิน (serotonin) ทอรีน (taurine) โดปามีน (dopamine) นอร์เอพิเนฟฟริน (norepinephrine) และกรดแกมมาอะมิโนบิวไทริก(GABA)

แหล่งอาหาร : อาหารที่มีวิตามินบี6 เช่น เนื้อสัตว์กล้วย ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่แดง เป็นต้น

  • วิตามินบี12 ร่างกายต้องการวิตามินบี12 สำหรับเผาผลาญสารอาหาร การสังเคราะห์ RNA และ DNA รวมทั้งการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดแดง วิตามิน บี12 มีผลต่อการดูดซึมและการใช้โฟเลตในร่างกายด้วย

แหล่งอาหาร : วิตามินบี12 มีมากในอาหารพวกเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ต่างๆ หอยนางรม น้ำนมสด ไข่สาหร่าย ถั่วหมัก และซีอิ๊ว เป็นต้น

 

อ่านต่อ…เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน บำรุงครรภ์ ไตรมาสแรก คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อารมณ์คนท้อง

อารมณ์คนท้อง สวิงไปมาเป็นเพราะอะไร คลอดแล้วจะหายหรือเปล่า?

อารมณ์คนท้อง – อารมณ์แปรปรวนระหว่างตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย รวมถึงฮอร์โมนคนท้องที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อตั้งครรภ์ อีกทั้งความรู้สึกไม่สบายตัวและความกังวลโดยทั่วไปเมื่อต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิต หากคุณพบว่ามีความผิดปกติของอารมณ์เกิดขึ้น เช่น เดี๋ยวก็รู้สึกมีความสุขแต่สักพักก็รู้สึกอยากร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ แสดงว่าคุณได้เข้าสู่โหมดของอารมณ์ที่แปรปรวนในระหว่างตั้งครรภ์แล้วค่ะ วันนี้เราจะมาดูถึงสาเหตุที่ทำให้คุณอาจประสบกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างตั้งครรภ์ พร้อมวิธีรับมือที่จะช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาหม่นหมองเหล่านี้ไปได้ค่ะ

อารมณ์คนท้อง สวิงไปมาเป็นเพราะอะไร คลอดแล้วจะหายหรือเปล่า?

หากคุณเคยสับสนระหว่างความสุขที่แท้จริงและความหดหู่สิ้นหวัง แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับอารมณ์แปรปรวนระหว่างตั้งครรภ์ แน่นอนสำหรับคุณแม่ที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว คงรู้ดีว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่ท้วมท้นไปด้วยความสุขและความเศร้า แต่บรรดาว่าที่คุณแม่ที่ต้องเผชิญกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จากความสุข ไปสู่ความเศร้า ความกลัว หรือความโกรธ จะต้องเรียนรู้ที่จะก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้ค่ะ

ข่าวดีสำหรับคุณแม่ที่ต้องรับมือกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยทั่วไปแล้วอารมณ์แปรปรวนระหว่างตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ในที่สุดคุณจะรู้สึกว่าตัวเองกลับมามีอารมณ์ที่สงบอีกครั้งหลังคลอด ในระหว่างนี้ หากคุณอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงรู้สึกหงุดหงิด เกรี้ยวกราด หรือเย็นชาในช่วงเวลาใดๆ ก็ตาม เรามีคำตอบพร้อมเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณจัดการกับสิ่งที่ต้องพบเจอได้ค่ะ

อารมณ์แปรปรวนระหว่างตั้งครรภ์เกิดจากอะไร?

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้คุณอารมณ์แปรปรวนในระหว่างตั้งครรภ์ ทั้ง ฮอร์โมน การอดนอน และความกลัว ความวิตกกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีคำอธิบายที่แท้จริงทางร่างกาย สรีรวิทยาและจิตใจ สำหรับพฤติกรรมที่ดูเหมือนเอาแน่เอานอนไม่ได้ คุ้มดีคุ้มร้ายต่างๆ ดังนี้ค่ะ

  • การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน

แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนในการตั้งครรภ์ คือ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของคุณ โดยเฉพาะ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และสามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 100 เท่า จากระดับปกติ

ฮอร์โมนเอสโตรเจนเกี่ยวข้องกับการสร้างสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin)  หรือ สารแห่งความสุขสงบ คุณอาจรู้ว่าเซโรโทนินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยทำให้คุณรู้สึก “มีความสุข” อย่างไรก็ตาม เซโรโทนิน ไม่ได้เชื่อมโยงกับความสุขโดยตรง แต่ความไม่สมดุลและความผันผวนของสารสื่อประสาทนี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ได้

เอสโตรเจนและเซโรโทนินมีปฏิกิริยาต่อกันอย่างไร ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะชัดเจนที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกค้นพบ คือ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดความไม่สมดุลทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความวิตกกังวลและความหงุดหงิด มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระหว่างตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ในขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนมักจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกมีพลัง ในทางกลับกัน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเกี่ยวข้องกับความรู้สึกผ่อนคลาย

สิ่งที่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ส่งผลกระทบต่อร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ คือ มันจะบอกให้กล้ามเนื้อบางส่วนของคุณคลายตัว เพื่อป้องกันการหดตัวของมดลูกก่อนเวลาที่เหมาะสม การผ่อนคลายของกล้ามเนื้อยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิงมีอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากโปรเจสเตอโรนไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในกล้ามเนื้อมดลูกเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อระบบลำไส้ด้วย และเมื่อลำไส้ของคุณทำงานได้ช้าลง อาจส่งผลให้คุณมีอาการท้องผูกได้

คนท้องอารมณ์แปรปรวน
คนท้องอารมณ์แปรปรวน

สำหรับผู้หญิงบางคน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำให้รู้สึก “ผ่อนคลาย” มากเกินไป นี่อาจหมายถึงความรู้สึกเซื่องซึมเหนื่อยล้าและรู้สึกหดหู่ ที่สำคัญโปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนที่ทำให้คุณร้องไห้ฟูมฟายได้กับเรื่องสะเทือนใจแม้เพียงเล็กน้อย

  • ความเหนื่อยล้าและการอดนอน

ในช่วงไตรมาสแรกและโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ การอดนอนสามารถเพิ่มเชื้อเพลิงให้กับอารมณ์ที่ไม่แน่นอนและทำให้ทุกอย่างระเบิดอารมณ์ออกมาได้ ในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์คุณจะรู้สึกเหนื่อยและเพลียมากกว่าปกติ แม้ว่าจะนอนเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกเพลีย ผลกระทบของการพักผ่อนไม่เพียงพอ สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง ร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณพยายามจัดการภาระผูกพันในชีวิตที่ต้องเจอทั้งหลาย

  • แพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง ทำให้เกิดอาการทางร่างกายที่รุนแรง แต่ก็สามารถส่งผลทางจิตใจได้เช่นกัน  การวิ่งหาห้องน้ำหรือถุงเปล่าไม่ใช่เรื่องน่าสนุก และความกังวลที่คุณอาจต้องอาเจียนอย่างกะทันหันในที่ที่มีผู้คนอยู่มากมาย หรือระหว่างการเดินทาง อาจส่งผลต่ออารมณ์ของคุณได้เมื่อมันเกิดขึ้นซ้ำๆ ความเครียดจากความกังวลว่าอาการคลื่นไส้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่สามารถขัดขวางความคิดที่สงบสุขของคุณและทำให้ความเครียดและความเศร้าเพิ่มขึ้นได้

  • การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

ร่างกายที่เปลี่ยนไปของคุณอาจทำให้คุณน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกยินดีหรือโกรธ แม้บางคนจะชอบดูพุงที่ขยายออกและโตขึ้นอย่างมีความสุขในแต่ละไตรมาส แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อาจรู้สึกท้อแท้เมื่อมองดูร่างกายของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปมากจนบางครั้งคิดกังวลไปต่างๆ นาๆ ว่าหุ่นสวยๆ ของตัวเองจะกลับมาเหมือนเดิมได้อีกไหม

  • ความวิตกกังวลและความเครียด

คุณอาจกำลังประสบกับความวิตกกังวลโดยทั่วไปเกี่ยวกับการต้องเป็นแม่คน ความเครียดเกี่ยวกับการปรับชีวิตและเรื่องเงินๆ ทองๆ  ตลอดจนคำพูดของคนรอบข้างที่มากระทบจิตใจ  เช่นทำไมท้องเล็กจัง โอยผมร่วงเยอะเลยนะเธอ อาจทำให้คุณรู้สึกกังวล หรือหงุดหงิดใจได้เช่นกัน ที่สำคัญความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการคลอดอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเครียดได้ ความกลัวเกี่ยวกับการคลอดบุตรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและมีเหตุผล แต่ก็อาจบานปลายจนเป็นเรื่องใหญ่โตได้ เป็นเรื่องปกติที่คุณจะรู้สึกว่าตัวเองคุ้มดีคุ้มร้าย ในขณะที่ต้องกังวลเกี่ยวกับความเจ็บปวดจากการหดตัวหรืออนาคตของแผลฝีเย็บของคุณตลอดไป  บ้างก็คิดว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นให้กังวลใจได้ไม่รู้จบ โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรกที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการตั้งครรภ์มาก่อน

นอกจากนี้ หากคุณเคยประสบกับภาวะแทรกซ้อนหรือการแท้งบุตรในอดีต ความวิตกกังวลของคุณไม่เพียงเป็นที่เข้าใจได้เท่านั้น แต่ยังต้องเสียภาษีทางอารมณ์อีกด้วย การพูดคุยกับ OB ของคุณเมื่อมีข้อกังวลปรากฏขึ้นจะช่วยบรรเทาความกระวนกระวายใจเหล่านี้ได้

ปกติหรือไม่ที่จะรู้สึกเกรี้ยวกราด ระหว่างตั้งครรภ์?

ผู้หญิงบางคนรู้สึกหงุดหงิดและถึงกับระเบิดอารมณ์ได้อย่างรุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างที่ทราบกันว่าการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อารมณ์แปรปรวน เช่นเดียวกับที่ผู้หญิงบางคนรู้สึกหงุดหงิดก่อนมีประจำเดือนทุกเดือน ซึ่งผู้หญิงคนเดียวกันนี้อาจต้องต่อสู้กับความรู้สึกหงุดหงิดและโมโหและฉุนเฉียวระหว่างตั้งครรภ์

นอกจากนี้ เมื่อคุณรู้สึกไม่สบาย ความสามารถในการสงบสติอารมณ์ก็จะลดลง ผลที่ตามมาคือ ความเหนื่อยล้าของการตั้งครรภ์และความรู้สึกไม่สบายทางร่างกายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความโกรธขณะตั้งครรภ์ การต้องคอยควบคุมอารมณ์เมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ท้าทายเสมอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความรู้สึกหงุดหงิดเป็นครั้งคราวอาจเป็นเรื่องปกติของคนท้อง แต่อย่าเพิกเฉยต่อความโกรธเหล่านี้หากว่ามันเกิดขึ้นบ่อยเกินไปจนรบกวนความสามารถในการรับมือกับชีวิตประจำวันของคุณ ที่สำคัญมีงานวิจัยบางชิ้นพบว่าความโกรธระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าอารมณ์เครียดและอารมณ์โกรธก่อนคลอดมีความเชื่อมโยงกับอัตราการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ที่ลดลง นั่นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการที่ใครๆ ก็ตามบอกคุณตอนตั้งครรภ์ว่าพยายามอย่าเครียดกับชีวิตให้มากนักนั่นเองค่ะ

อ่านต่อ…อารมณ์คนท้อง สวิงไปมาเป็นเพราะอะไร คลอดแล้วจะหายหรือเปล่า? ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565

ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565 โรงเรียนไหน ค่าเทอมเท่าไหร่ รวมไว้ให้ครบ

อัปเดต ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565 โรงเรียนเด็กประถม คือ สถานที่ให้ความรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับลูกหลานของเหล่าผู้ปกครอง ซึ่งเมื่อกฎหมายกำหนดอายุเข้าศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นค่าเทอมโรงเรียนประถมจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทุกครอบครัว ยกเว้นแต่ว่าครอบครัวจะวางแผนการศึกษาแบบทางเลือกอย่างโฮมสคูลที่เน้นการเรียนรู้จากที่บ้านไว้ให้แก่ลูกหลาน

ปัจจุบัน หลักสูตรสำหรับการศึกษามีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากโรงเรียนที่มีการสอนแบบไทย ๆ มีวิชาบังคับที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกชื่อวิชาคุ้น ๆ และมีเนื้อหาสาระที่ตนเคยได้ผ่านการเรียนรู้มาก่อนแล้ว ยังมีหลักสูตรนานาชาติ หรือหลักสูตรทางเลือกที่เน้นการเล่นหรือการทดลอง เพื่อมาเป็นตัวเลือกให้ในการฝากฝังบุตรหลานเพื่อการเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นที่ดี

ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565 โรงเรียนไหน ค่าเทอมเท่าไหร่ รวมไว้ให้ครบ

ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565

ทำไมต้องทราบค่าเทอมก่อน

ค่าเทอมสำหรับบุตรหลานเป็นค่าใช้จ่ายประเภทหนึ่ง ซึ่งหากไม่มีการวางแผนที่ดีอาจจะทำให้สภาพคล่องในการหมุนเวียนเงินของผู้ปกครองมีปัญหาได้ และทำให้ความสุขในครอบครัวลดลงจากความกดดันและความเครียดที่เกิดกับผู้ปกครองที่ต้องพยายามหาเงินมาชำระค่าเทอม

ค่าเทอมจัดเป็นค่าใช้จายจำเป็น ซึ่งควรคำนวณแล้วอยู่ในมูลค่าใช้จ่าย 50% ต่อเดือนสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นทั้งหมด ปกติแล้วค่าเทอมจะมีเงื่อนไขให้ชำระ 2-3 ครั้งต่อปี และเป็นไปได้ที่ทางโรงเรียนอาจมีการประกาศปรับเพิ่มในภายหลัง การวางแผนค่าเทอมจึงอาจทำจากรายได้ประมาณการณ์ต่อปี แล้วเทียบกับค่าเทอมที่ชำระรายปี

ตั้งแต่ก่อนมีลูก หรือลูกยังเป็นทารก หลาย ๆ คนมองข้ามการตรวจสอบตัวเลขค่าเทอมโรงเรียนเด็กประถม แต่จริง ๆ แล้วควรทำไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะช่วยในการเตรียมเงินเก็บตามงบประมาณไว้ล่วงหน้า รวมไปถึงเข้าใจรายละเอียดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจมีมาพร้อมกับค่าเทอม เช่น ค่าเดินทาง ค่าเรียนพิเศษ ค่าอาหารกลางวัน ซึ่งบางโรงเรียนบังคับเก็บ

 

ปัจจัยสำคัญในการเลือกโรงเรียนเด็กประถม

  • คุณภาพการศึกษา

โรงเรียนต้องได้รับการรับรองหลักสูตรอย่างถูกต้อง คุณครูผ่านการอบรมในสาขาวิชาที่สอน อาจมีรายละเอียดข้อมูลคะแนนสอบต่าง ๆ หรือการสอบเข้าศึกษาต่อในเว็บไซด์หรือตามสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบได้ถึงผลสัมฤทธิ์ในการสอนทางด้านวิชาการที่เป็นผลมาจากการดูแลของโรงเรียน นอกจากนี้ อาจมองหาผลงานนักเรียนในลักษณะวัตถุ เช่น งานประดิษฐ์ หรืองานศิลปะ ที่แสดงถึงการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

  • ความปลอดภัย

ภายในโรงเรียนหรือพื้นที่บริเวณรอบโรงเรียนไม่ควรมีจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เช่น สระว่ายน้ำที่ไม่มีคนดูแลหรือประตูที่กั้นคนเข้าออกตอนไม่มีเรียน บันไดที่สูงชันเกินไป ถังเก็บน้ำที่สามารถเข้าถึงได้ เครื่องเล่นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ในการผ่านเข้าออก หรือรับส่งลูก ควรจะต้องมีมาตรการที่ทำให้เด็กปลอดภัยจากบุคคลแปลกหน้า หรือการหลงออกไปจากโรงเรียนเสียเฉย ๆ โดยไม่มีคนรับรู้ แต่ละชั้นเรียนควรมีบุคคลติดต่อประสานงานหรือระบบข้อมูลที่ทำให้ตามตัวเด็กในโรงเรียนหรือรู้ว่าออกจากโรงเรียนแล้ว

  • การส่งเสริมกิจกรรม

กิจกรรมแสดงถึงการพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ นอกจากความรู้ทางวิชาการ ทั้งทักษะงานฝีมือ ทักษะการเข้าสังคม ทักษะการทำงานเป็นทีม กิจกรรมทำให้เด็กสามารถค้นหาตัวเองเจอได้เร็ว มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเอง และทำให้ผู้ปกครองเห็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาเด็กต่อไปตามแต่ทักษะที่เขามี  

  • การเดินทาง

เด็กประถมในช่วงวัยเริ่มต้นเข้าเรียนในโรงเรียนประถม มักจะง่วงนอนตอนกลางวันอยู่บ้าง และเหนื่อยง่ายในช่วงเช้าหรือเย็นหากชั่วโมงเรียนนาน หรือมีการเรียนพิเศษในตอนท้าย เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี อีกทั้งช่วยให้ควบคุมหรือดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ดี ควรเลือกโรงเรียนที่สามารถไปกลับได้สะดวก โดยปัจจุบันการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถเลือกเดินทางได้ด้วยรถไฟฟ้าที่ทำให้หลบเลี่ยงรถติดได้ดี และปลอดภัยสำหรับเด็กบางคนที่ผู้ปกครองจะฝึกให้ไปกลับระหว่างบ้านและโรงเรียนเองในอนาคต

  • สภาพแวดล้อม

ตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก ต้องทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีการบูรณะให้ดูดีและอุปกรณ์ทุกอย่างใช้งานได้ ห้องน้ำสะอาด โต๊ะและเก้าอี้มีขนาดและทำจากวัสดุที่เหมาะสม มีการระบายอากาศที่ดีในห้องเรียน มีเส้นทางที่ใช้หนีไฟในกรณีเกิดเหตุไฟไหม้ มีความร่มรื่นและพื้นที่สำหรับให้เด็กทำกิจกรรม รวมไปถึงอาจมีสถานที่จอดรถ หรือจุดจอดรถเพื่อรับส่งที่เข้าถึงได้อย่างสะดวก

 

10 โรงเรียนประถมยอดนิยมของผู้ปกครอง

บทความนี้ขอนำเสนอโรงเรียนยอดนิยม และมีผลการสอบวัดระดับประเทศอยู่ในระดับแนวหน้า โดยมีทั้งโรงเรียนที่รับนักเรียนเข้าแบบสห (ทั้งหญิงและชาย) โรงเรียนหญิงล้วน และโรงเรียนชายล้วน

  • เซนต์โยเซฟคอนแวนต์

โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่มีประวัติยาวนานกว่าร้อยปี ในระดับชั้นประถมศึกษาได้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น สังคมเพื่อน ๆ ในโรงเรียนอบอุ่น คุณครูดูแลนักเรียนดี กฎระเบียบมีความเข้มงวด เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ในระดับประถมผลิตเด็กดีและเก่ง ค่าเล่าเรียนรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ประมาณ 80,000 บาทต่อปีตอนเข้าชั้น ป. 1 และชำระประมาณ 70,000 บาทต่อปีเมื่อศึกษาระดับชั้น ป.2-6

เว็บไซต์โรงเรียน: http://www.sjc.ac.th/

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 02-631-0085

ค่าเทอมประถม

ที่มารูปภาพ: http://sjc.ac.th/

 

  • ราชินี

อีกหนึ่งโรงเรียนเก่าแก่สำหรับเด็กผู้หญิง เป็นโรงเรียนที่บ่มเพาะลักษณะนิสัยและมารยาทที่ดี มีกิจกรรมเสริมสร้างความมั่นใจและสนับสนุนการลงมือปฏิบัติงานต่าง ๆ ให้สำเร็จอย่างหลากหลายตลอดทั้งปี ค่าเทอมประมาณ 30,000 บาทต่อเทอม หรือ 60,000 บาทต่อปี

เว็บไซต์โรงเรียน: www.rajini.ac.th

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 02-221-1501

ค่าเทอมประถม

ที่มารูปภาพ: https://th.wikipedia.org/

 

  • สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม)

โรงเรียนสหที่มีศิษย์เก่าชื่อดังหลายแขนง สร้างคนอย่างต่อเนื่องให้มีความพร้อมทางวิชาการและคุณธรรม ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจิปาถะประมาณปีละ 30,000 – 40,000 บาท 

เว็บไซต์โรงเรียน: https://satite.chula.ac.th/

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 02-2182746

ค่าเทอมประถม

ที่มารูปภาพ: https://satite.chula.ac.th/

 

อ่านต่อ… ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565 โรงเรียนไหน ค่าเทอมเท่าไหร่ รวมไว้ให้ครบ ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Continue reading “ค่าเทอมโรงเรียนประถม 2565 โรงเรียนไหน ค่าเทอมเท่าไหร่ รวมไว้ให้ครบ”

วิตามินซีสำหรับเด็ก

10 วิตามินซีสำหรับเด็ก เสริมภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหวัด

ร่างกายของคนเราสามารถรับสารอาหารและวิตามินได้จากการรับประทานอาหาร แต่ในช่วงวัยเด็ก การได้รับสารอาหารในแต่ละมื้ออาหารนั้น อาจไม่เพียงพอหรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เพราะเด็กแต่ละคนอาจรับประทานอาหารมากน้อยแตกต่างกัน จึงทำให้การได้รับวิตามินและเกลือแร่ไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ร่างกายของเด็กขาดสารอาหารที่จำเป็นได้ ดังนั้นตัวเลือกวิตามินเสริมจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มเติมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเกราะป้องกันโรคหวัด ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในช่วงฤดูฝนนี้ โดย วิตามินซีสำหรับเด็ก เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย

10 วิตามินซีสำหรับเด็ก เสริมภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหวัด

วิตามินซีสำหรับเด็ก

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างกระดูกและฟัน นอกจากนี้ หากเด็กได้รับวิตามินซีไม่เพียงพออาจส่งผลต่อพัฒนาการ เจ็บป่วยง่าย เป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดวิตามินซี มีเลือดออกตามไรฟัน และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ๆ ซึ่งแต่ละวัน เด็กควรได้รับวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 50-100 มิลลิกรัม ถ้าเด็กที่บ้านเลือกกิน กินยาก ไม่ชอบกินผักผลไม้ คุณพ่อคุณแม่ก็คงกังวลกลัวว่าลูกจะขาดสารอาหาร เพราะฉะนั้นการเลือก วิตามินซีสำหรับเด็ก ถือเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่จะปกป้องเขาไม่ให้เกิดภาวะขาดวิตามินซี

 

  1. Biopharm vitamin C gummy

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรสส้มและรสสตรอเบอร์รี่  ป้องกันหวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมวิตามินซี กลิ่นหอมผลไม้อร่อยมีประโยชน์ รับประทานง่าย 1 เม็ดมีวิตามินซี 30 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับเด็กและทุกคนในครอบครัวที่ไม่ชอบรับประทานอาหารเสริมชนิดเม็ด เพราะมาในรูปแบบเม็ดเคี้ยว การรับประทานเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้ง และควรทานแต่พอดี ไม่ควรทานเกินวันละ 4 ชิ้น เนื่องจากมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม

วิตามินซีสำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://biopharm.co.th/product/gummy-vit-c/

 

  1. HICEE 100

เป็นวิตามินซีชนิดเม็ด มีรสเปรี้ยวอมหวานรับประทานง่าย ในแต่ละเม็ดประกอบด้วยวิตามินซี 100 มิลลิกรัม ในเด็กรับประทานวันละ 1 เม็ด ใช้ในคนที่มีภาวะขาดวิตามินซี โรคเลือดออกตามไรฟันและโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดวิตามินซี

วิตามินซีสำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.hicee.co.th/product2.php

 

  1. Nature care (Bio C)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร superfruit ตระกูลเบอร์รี่ เอลเดอร์เบอร์รี่ อะเซโรล่า เซอร์รี่ รวมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง Beta Glucan สกัดจากยีสต์ ช่วยลดการเกิดภูมิแพ้ อาการหวัด ปรับสมดุลของระดับอินซูลินและคอเลสเตอรอล Citrus Bioflavonoid พืชตระกูลส้มช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตให้ผิวสุขภาพดี เปล่งปลั่ง Vitamin B1 B6 B12 เสริมสร้างการเจริญเติบโต การย่อยอาหาร และเสริมสร้างการรู้สึกอยากอาหาร  มาในรูปแบบเม็ดเคี้ยวรับประทานง่าย

วิตามินซีสำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://bscnaturecare.com/

 

  1. Mega (NAT C yummy gummy)

ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินซี มาในรูปแบบเจลาตินเคลือบน้ำตาลเคี้ยวหนึบกลิ่นส้ม ใช้เคี้ยวและกลืน เพื่อเสริมวิตามินซี วันละ 2 ชิ้น ใน 1 ชิ้นมีวิตามินซี 30 มิลลิกรัม รับประทาน 2 ชิ้นต่อวัน

วิตามินซีสำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.megawecare.co.th/product/23439-22029/nat-c-yummy-gummyz

 

อ่านต่อ… 10 วิตามินซีสำหรับเด็ก เสริมภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหวัด ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Continue reading “10 วิตามินซีสำหรับเด็ก เสริมภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหวัด”