เรียนดนตรีที่ไหนดี

เรียนดนตรีที่ไหนดี รวมที่เรียนดนตรีในกรุงเทพสำหรับเจ้าตัวเล็ก

ปัจจุบันนี้มีกิจกรรมหลากหลายที่คุณพ่อคุณแม่เลือกสนับสนุนให้ลูกรักได้ทำตามความถนัดและพร้อมที่จะส่งเสริมลูกอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับการเล่นดนตรี ที่ถือเป็นกิจกรรมสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี โรงเรียนสอนดนตรีก็มีหลายที่ เรียนดนตรีที่ไหนดี Amarin Baby & Kids รวบรวมมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ที่นี้แล้วค่า

เรียนดนตรีที่ไหนดี 9 ที่เรียนดนตรีในกรุงเทพสำหรับเจ้าตัวเล็ก

#1 Kids Music

เรียนดนตรีที่ไหนดี Kids Music
เครดิตภาพ : Kids Music

Kids Music โรงเรียนสอนดนตรีและพัฒนาการสำหรับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี มุ่งเน้นสร้างเสริมการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ผ่านเสียงเพลง เครื่องดนตรีและกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นภาษาอังกฤษและเสริมการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วยหลักสูตร Music and Movement Program จากสถาบัน Kindermusik ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ผ่านการวิจัยและพัฒนามาสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ (Research-based music program) เมื่อเรียนจบคอร์สก็จะมีการประเมินผลด้านพัฒนาการต่าง ๆ ของลูกตามช่วงอายุ เด็กๆ จะสนุกและได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของที่นี้แน่นอน

เรียนดนตรีที่ไหนดี >> Kids Music
ที่ตั้ง : ชั้น 11 Major Tower Thonglor ซอยทองหล่อ 10 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
วันทำการ : พุธ – เสาร์ เวลา 9.30 – 17.00 น. / อาทิตย์ เวลา 9.00 – 17.00 น.
โทร : 062-685-4146 , 062-5936246
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : www.kidsmusic.co.th
www.facebook.com/kidsmusic.bangkok.thailand

#2 Melody Plus School of Dance and Music

เรียนดนตรีที่ไหนดี โรงเรียนดนตรีและสถาบันดนตรีเมโลดี้พลัส
เครดิตภาพ : โรงเรียนดนตรีและสถาบันดนตรีเมโลดี้พลัส

โรงเรียนดนตรีและสถาบันดนตรีเมโลดี้พลัส จะเน้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะการสอนแบบ private สร้างการสอนแบบตัวต่อตัวเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจในเนื้อหาวิชาดนตรีต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดครบถ้วน และมีความสนุกสนาน เพลิดเพลินควบคู่กันไป รวมถึงการสอนเป็นกลุ่มทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยนำหลักสูตร Alfred จากประเทศ สหรัฐอเมริกามาใช้ มีความทันสมัยในรูปแบบการเรียนการสอน ตลอดจนความเข้มข้นของเนื้อหาหลักสูตร และมีการวัดผล ประเมินผลของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาทางด้านดนตรีของลูก เช่น มีการแสดงโชว์ผลงาน งานแสดงมินิคอนเสริต์ การประเมินจากครูผู้สอน มีการสอบวัดผลโดยใช้เกณฑ์  Trinity / Rock School / ABRSM / RAD ซึ่งเป็นที่ยอมรับระดับสากลในการวัดผล

เรียนดนตรีที่ไหนดี >> โรงเรียนดนตรีและสถาบันดนตรีเมโลดี้พลัส
ที่ตั้ง : สาขาเทสโก้โลตัสพระราม 3 ชั้น 3 (ฝั่ง Food Court ) 172 ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. 10120
โทร : 02-2948173, 089-1407559

สาขาโลตัสแคราย 245 อาคารเทสโก้โลตัสรัตนาธิเบศร์ ถ.ติวานนท์ ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
โทร : 02-9508966, 086-6600616

สาขาตลาดโลตัสวัชรพล 5 ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.
โทร : 02-9455660, 086-5302555

สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า 7/129 ห้อง 2202 ชั้น 22 อาคารสำนักงานเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนนี แขวงอรุณอัมรินทร์ บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 (ชั้น 22,16)
โทร :02-8847717-8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : www.melodyplusmusic.com
 https://www.facebook.com/Melodyplusmusicschool/

#3 โรงเรียนดนตรี ศิลปะการแสดงมีภูมิ

เรียนดนตรีที่ไหนดี โรงเรียนดนตรี ศิลปะการแสดงมีภูมิ
เครดิตภาพ : โรงเรียนดนตรี ศิลปะการแสดงมีภูมิ

โรงเรียนมีภูมิ เป็นโรงเรียนสอนดนตรี เรียนเปียโน สอนศิลปะ และศิลปะการแสดง เปิดสอนเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่งไปจนถึงนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เรียนต่อทางด้านดนตรี และด้านศิลปะ ตลอดจนวัยผู้ใหญ่และวัยผู้สูงอายุ เน้นบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน อบอุ่น พร้อมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออกที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้การสอนโดยคุณครูจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและมีประสบการณ์ในการสอนอย่างยาวนาน และมีเวิร์คช็อปและแสดงผลงานกับผู้มีชื่อเสียงและศิลปินในวงการบันเทิง มีการจัดสอบวัดผลผู้เรียนโดย TRINITY ซึ่งเป็นสถาบันจัดสอบดนตรีมาตรฐานสากลจากประเทศอังกฤษ คุณพ่อคุณแม่สนใจสถาบันใกล้บ้านลองแวะเข้าไปดูบรรยากาศการเรียนการสอนดูนะคะ

เรียนดนตรีที่ไหนดี >> โรงเรียนดนตรี ศิลปะการแสดงมีภูมิ
ที่ตั้ง : 265 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
วันทำการ : วันจันทร์ – วันศุกร์ 10:00 – 19:00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ 09:00 น. – 19:00 น.
โทร : 095-553-9224
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : www.mephoomschool.com
 www.facebook.com/mephoomschool

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 9 โรงเรียนสอนดนตรีในกรุงเทพ คลิกหน้า 2

ลูกเป็นภูมิแพ้

ลูกเป็นภูมิแพ้ ไม่ใช่แค่พ่อแม่ที่ทำให้ลูกป่วย แต่สภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภูมิแพ้กับลูก

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อพ่อกับแม่ก็ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ !! เป็นคำถามที่หลายๆ ครอบครัวถามกันเข้ามาอยู่บ่อยๆ  กับเรื่องของภูมิแพ้ในเด็ก ว่าจริงๆ แล้วเกิดขึ้นจากสาเหตุใด เอาเป็นว่าเราจะไปหาคำตอบพร้อมกันค่ะ

ลูกเป็นภูมิแพ้ มีสาเหตุจาก

ภูมิแพ้ในเด็ก มักเกิดจาก 2 สาเหตุหลักนั่นก็คือ

1. การถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ภูมิแพ้ในเด็ก สาเหตุหนึ่งมาจากถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจมาจากพ่อกับแม่ที่ป่วยเป็นภูมิแพ้ซึ่งลูกจะมีโอกาสสูงถึง 40-80%  หากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ และมีโอกาส 20-40%  ถ้าคนใดคนหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ และถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเป็นภูมิแพ้เลยในครอบครัว แต่ลูกก็ยังมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้สูงถึง 15% และนั่นจะส่งผลอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของลูกน้อยในทางลบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

2. สภาพแวดล้อม

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ นั่นก็คือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวลูก ไม่ว่าจะเป็น  ฝุ่น สัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ รวมถึงอาหารบางอย่างก็สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ขึ้นได้ อย่างอาหารทะเล แป้งสาลี ถั่วลิสง หรือกระทั่งการแพ้โปรตีนจากไข่และนม ซึ่งโดยมากเด็กที่แพ้จากการดื่มนม เป็นเพราะโปรตีนในนมทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นเป็นโปรตีนขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งเมื่อลูกน้อยได้รับในปริมาณมากแล้ว อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในจำนวนมาก

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล2  ยังระบุอีกว่า คนเป็นโรคภูมิแพ้สามารถพบได้บ่อยมากขึ้นและสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าทำไมเด็กสมัยนี้จึงเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น แต่ปัจจัยหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนก็คือ สภาพแวดล้อม หรือมลภาวะที่มากขึ้น เห็นได้ชัดเลยก็คือปริมาณของฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ที่มีมากจนเกินค่ามาตรฐาน จนทำให้คุณแม่ต้องรู้จักที่จะป้องกันมากขึ้นนั่นเอง

 

อาการเป็นภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นจะรู้ได้อย่างไร

ลูกเป็นภูมิแพ้ จะมีอาการแสดงให้คุณพ่อคุณแม่ได้สังเกตอยู่ 3 ระบบ คือ…

  • ระบบผิวหนัง

– มีผื่นคัน ผิวหนังแห้ง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ข้อศอก ข้อพับ เข่า ซอกคอ และตามลำตัว

– มีผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ โดยสามารถเป็นได้ทั้งตัว

  • ระบบทางเดินหายใจ

– เป็นหวัดบ่อย หรือมีอาการเป็นบางเวลา เช่น จามน้ำมูกไหลในตอนเช้า

– เป็นหวัดเรื้อรัง หรือเป็นไซนัสอักเสบ

  • ระบบทางเดินอาหาร

– ริมฝีปากบวม มีผื่นคันรอบปาก

– คลื่นไส้ อาเจียน แหวะนมบ่อยในเด็กทารก

– ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ

 

จะป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้ได้อย่างไร ?

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากให้ลูกน้อยเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิแพ้กันอย่างแน่นอน ถึงแม้อาจจะเลี่ยงไม่ได้ที่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากทางพันธุกรรม แต่เราสามารถดูแลสภาพแวดล้อม และป้องกันเบื้องต้นได้ง่ายๆ คือการหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นต่างๆ หรือบริเวณที่มีฝุ่นควันต่างๆ และการทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยแข็งแรง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ การเลือกอาหารที่ลดการกระตุ้นการเกิดการแพ้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง  นมที่มีเวย์โปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน มีโปรตีนขนาดเล็กลงถึง 10 เท่าจากโปรตีนในนมทั่วไป จึงอ่อนโยนต่อระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยและลดโอกาสการเกิดการแพ้

ลูกเป็นภูมิแพ้

โปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน ลดโอกาสการแพ้โปรตีนนมวัว เนื่องจากได้ย่อยโปรตีนที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ที่เรียกว่าเบต้า-แลคโตโกลบูลินออกไป  แล้วยิ่งไปกว่านั้น เวย์โปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน หรือผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ ยังได้รับการแนะนำใน *แนวทางการปฏิบัติในการป้องกันโรคภูมิแพ้ของประเทศไทย ให้เป็นอีกทางเลือกในการลดความเสี่ยงของการเกิดการแพ้ของลูกน้อยได้ ยิ่งไปกว่านั้นโมเลกุล ขนาดเล็กยังย่อยง่าย ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ดีขึ้น อ่อนโยนต่อระบบย่อยอาหารของเด็กๆ ด้วยค่ะ

ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกน้อยเติบโตสมวัย มีพัฒนาการที่ดี ไม่เจ็บป่วยด้วยภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกเวย์โปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน ตามคำแนะนำของแนวทางการปฏิบัติฯ เพื่อเพิ่มการปกป้องลูกน้อยจากภูมิแพ้ต่างๆ ใส่ใจเลือกโปรตีนที่มีคุณภาพมาดูแลให้สุขภาพร่างกายลูกน้อยสมบูรณ์แข็งแรงกันนะคะ เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยตั้งแต่วันนี้ค่ะ

#เพื่อทุกก้าวที่เติบโตของลูก #เวย์โปรตีนที่ย่อยบางส่วน

 

ข้อมูล :
1. ภูมิแพ้.www.doctor.or.th

2. https://www.bbc.com/thai/features-46482406

3. รู้จักภูมิแพ้ในเด็ก.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

 

ลูก 4 ขวบ ท้องผูก

รู้สัญญาณ ลูก 4 ขวบ ท้องผูก เบ่งนาน อึยาก แก้ได้ไม่ยาก

เมื่อลูกบ่นปวดท้อง เบ่งแล้วถ่ายไม่ยอมออก บางรายรุนแรงถึงขนาดร้องไห้ อึดอัด ลูกทรมานกาย แม่ก็ทรมานใจ ลูก 4 ขวบ ท้องผูก ก่อนจะบานปลาย มาเช็กสัญญาณและหาวิธีแก้กันค่ะ

ภาวะท้องผูกในเด็ก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็ก 4-5 ขวบ อาจเป็นเพราะในช่วงวัยอนุบาล เด็กบางคนยังไม่กล้าบอกครูว่าปวดฉี่ปวดอึ ยังถอดกางเกงไม่เป็น จึงมักอั้นเอาไว้ไม่ยอมเข้าห้องน้ำ หรือเป็นเด็กที่เข้าห้องปกติพอทำธุระเองได้ แต่ยังไม่สะอาดดี บางครั้งก็อาจมีอุจจาระเปื้อนปนติดมากับกางเกงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ถูกพ่อแม่ดุ ถูกตีเมื่อเลอะเทอะ จึงอั้นอุจจาระไม่กล้าถ่าย ทำให้อุจจาระแข็ง ถ่ายเจ็บ ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เจ้าตัวเล็กท้องผูก ได้

รู้สัญญาณ ลูก 4 ขวบ ท้องผูก ถ้ามีอาการเหล่านี้

ลูก 4 ขวบ ท้องผูก
อาการลูกท้องผูก
  • ไม่ถ่ายนานกว่า 2 หรือ 3 วัน หรือถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป
  • ลูกแสดงอาการอั้นอุจจาระ เช่น มองเห็นท่าทางลูกบิดขาหรือบิดร่างกายเพื่ออั้น
  • เด็กที่ท้องผูกนาน อาจมีคราบและรอยอุจจาระขนาดเล็กเล็ดออกมาภายนอก ทำให้เปื้อนติดกางเกงและมีกลิ่นเหม็น
  • ถ่ายอุจจาระลำบาก มีอุจจาระแข็งและแห้ง ต้องเบ่งนาน ถ่ายไม่ออก
  • ลักษณะอุจจาระแข็งเป็นก้อนเล็กก้อนน้อยเหมือนขี้แพะ
  • มีอาการปวดท้อง ปวดบริเวณทวารหนัก การเบ่งแรงอาจทําให้มีบาดแผลที่ทวารหนัก บางครั้งมีเลือดปนออกมา เมื่อเวลาลูกถ่ายกลัวเจ็บ จึงไม่กล้าอึและทำให้กลั้นอุจจาระมากขึ้น ซึ่งถ้ากลั้นอุจจาระจนเป็นนิสัย อุจจาระอยู่ในร่างกายนานๆ ก็จะแข็งขึ้น ก้อนใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการท้องผูก และนําไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูกและแนวทางแก้ท้องผูก คลิกหน้า 2

เด็กเล่นมือถือ

วิจัยชี้! เด็กเล่นมือถือ-แท็บเล็ต เสี่ยงเครียด-วิตกกังวล-ซึมเศร้า

มีงานวิจัยออกมาแสดงให้เห็นถึงผลเสียของ เด็กเล่นมือถือ-แท็บเล็ต ว่าอาจทำให้กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ เช่น เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จ

วิจัยชี้! เด็กเล่นมือถือ-แท็บเล็ต เสี่ยงเครียด-วิตกกังวล-ซึมเศร้า

ในยุคนี้ที่มือถือ แท็บเล็ต และเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านมือถือ การติดต่อสื่อสาร รวมถึงการใช้สิ่งเหล่านี้สร้างความบันเทิงแทนโทรทัศน์ เพราะสามารถเลือกได้ว่าจะดูรายการไหน เวลาใดก็ได้ จึงไม่แปลกที่ลูก ๆ มักจะใช้เวลาอยู่กับมือถือ-แท็บเล็ต ได้เป็นเวลานาน

เรารู้กันอยู่แล้วว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรดูมือถือหรือแท็บเล็ตเลย เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการหลาย ๆ ด้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อายุมากกว่า 2 ขวบจะสามารถดูมือถือ แท็ปเล็ตได้ในเวลาไม่จำกัด ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงนำบทความที่ได้วิจัยถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กจำนวน 40,000 คนที่มีอายุ 2-17 ขวบ ที่ใช้เวลากับมือถือ แท็ปเล็ตนานเกินไป ดังนี้

  • 46% ของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่เล่นมือถือนานเกินไป พบว่ามีแนวโน้มที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้และหงุดหงิดอารมณ์เสียได้ง่าย ๆ
  • 42.2% ของเด็กอายุ 14-17 ขวบ ที่เล่นมือถือนานเกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน ไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ
  • 9% ของเด็กอายุ 11-13 ขวบ ที่ใช้เวลาในการเล่นมือถือเพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน พบว่าไม่สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และสิ่งรอบตัว
ปัญหาสุขภาพจิต
เด็กเล่นมือถือ มากเกินไป เสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต

จะเห็นได้ว่าเพียงการใช้เวลากับมือถือ 1 ชั่วโมงต่อวันก็มีผลกระทบกับเด็ก ๆ ได้ แม้ว่าจะมีผลกระทบเป็นจำนวนน้อยก็ตาม ซึ่งผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กที่มีความวิตกกังวลมากจนเกินไปหรือซึมเศร้าได้
  • มีความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็นน้อยลง ซึ่งความอยากรู้อยากเห็นนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่เด็ก ๆ จะต้องมีไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
  • ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
  • ไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จได้

นี่เป็นเพราะสมองของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบอ่อนไหวต่ออุปกรณ์อิเล็คโทรนิกต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากสมองของเด็กกำลังพัฒนาและยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ นักวิจัยจึงแนะนำว่าให้ คุณพ่อคุณแม่จำกัดเวลาในการใช้อุปกรณ์อิเล็คโทรนิกต่าง ๆ โดยเฉพาะในขณะที่เรียน ทานข้าว และทำกิจกรรมอื่น ๆ โดยในเด็กที่มีอายุ 2-5 ขวบ ไม่ควรดูมือถือเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และ ในเด็กวัย 6-17 ขวบ ไม่ควรดูมือถือเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เด็กเล่นมือถือ อันตราย และ 6 ขั้นตอนช่วยลูกไม่ให้ติดมือถือ

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกโตแค่ไหน ต้องส่งเสริมพัฒนาการยังไง?

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกโตขึ้นแล้ว   จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีพัฒนาการปกติ   พ่อแม่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารก 2 เดือน อย่างไรได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกโตขึ้นแค่ไหน
จะต้องส่งเสริมพัฒนาการอย่างไรบ้าง?

สำหรับลูกวัย 2 เดือน ส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาไปกับการนอนเช่นเดียวกับช่วงเดือนแรก จะมีพัฒนาการบางอย่างที่เพิ่มจากช่วงเดือนแรกด้วย ทั้งนี้เรื่อง พัฒนาการทารก 2 เดือน ภายในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลากหลายมาก ทั้งการเจริญเติบโต กล้ามเนื้อ ดวงตา และส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย ก็จะแข็งแรงขึ้นและเริ่มใช้งานได้ดีขึ้น จึงอาจแบ่ง พัฒนาการทารก 2 เดือน ออกเป็นแต่ละด้าน คือ

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ด้านการเจริญเติบโตทางร่างกาย

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ทางด้านร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า ลูกจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง คือเริ่มจากการฝึกกล้ามเนื้อคอ โดยสามารถยกศีรษะขึ้นจากเบาะตามด้วยไหล่ทั้งสองข้าง หน้าอก และหลังส่วนล่าง และจะพัฒนาขาทั้งสองข้างเป็นอันดับสุดท้าย

ทั้งนี้ในเด็กวัย 2 เดือน จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดือนแรก ประมาณ 0.7-0.9 กิโลกรัม และมีความยาวส่วนสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5-3.8 เซนติเมตร

  • โดยเด็กชายอาจมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 6 กิโลกรัม และมีความยาวลำตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าประมาณ 58 เซนติเมตร
  • ส่วนเด็กหญิงจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5 กิโลกรัม และมีความยาวลำตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าประมาณ 57 เซนติเมตร

อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีสุขภาพดีบางคนอาจมีน้ำหนักหรือความยาวไม่ตรงกับเกณฑ์ดังกล่าว เพราะการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วย

Must read : โปรแกรมคำนวณภาวะโภชนาการ เช็กน้ำหนักส่วนสูง ความสมส่วนของลูก

 

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน

เรื่องการกิน : สำหรับ พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกจะหิวและร้องกินนมเฉลี่ยทุก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ก็อาจมีเด็กเล็กๆ บางคนที่ร้องหิวนมเกือบจะทุกชั่วโมง อาการที่สังเกตได้ง่ายๆ อีกอย่างคือ เมื่อลูกร้องเพราะหิว เขาจะผงกศีรษะขึ้น อ้าปาก หรือบางคนก็ดูดปากตัวเอง หรือทำท่าเหมือนกำลังพยายามจะดูดอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในปาก นั่นก็แปลว่าเขาหิวแล้ว

สำหรับการให้นมแม่นั้น ลูกสามารถดูดหมดเต้าในแต่ละข้างภายใน 5-7 นาทีแรก ซึ่งน้ำนมที่ลูกดูดทั้ง 2 เต้านั้น รวมๆ แล้วก็จะมีปริมาณที่พอเพียงสำหรับลูกได้ จะสังเกตได้ว่า ถ้าลูกจะดูดนมทั้ง 2 ข้างจนหมด และเขาจะแสดงท่าทีพอใจและอารมณ์ดีขึ้น มีความสุขหลังจากกินนม นั่นก็แปลว่าเขาอิ่มแล้ว

Must read : แม่ต้องรู้! 9 สัญญาณ บ่งบอกเมื่อ ลูกหิวนม

หากเป็นนมผง พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกอาจให้ลุกดื่มนมจากขวดครั้งละประมาณ 120-150 มิลลิลิตร หรือ 4-5 ออนซ์ ทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง แต่ไม่จำเป็นต้องปลุกให้ตื่นมากินนมหากกำลังหลับอยู่ เพราะลูกจะส่งสัญญาณบอกเองเมื่อหิวนม นอกจากนี้ ไม่ควรให้ลูกดื่มน้ำหรือกินอาหารอย่างอื่น เพราะอาจเป็นอันตรายได้ เว้นแต่เป็นคำแนะนำของคุณหมอ

Must read : ตารางความถี่ในการให้นมลูก คัมภีร์ป้อนนม เพื่อแม่มือใหม่โดยเฉพาะ!

ทั้งนี้อาจพบว่าเด็กบางคน มีอาการร้องไห้เหมือนหิวนม แต่แท้จริงการร้องนั้น เรียกว่า โคลิก คือ การร้องไห้ติดต่อกันนานในช่วงเวลาหนึ่ง มักเกิดขึ้นกับทารกวัย 1-3 เดือน   ซึ่งเมื่อลูกร้องโคลิกจะไม่มีอาการเจ็บป่วยตามมา  (ลูกจะสบายเป็นปกติหลังจากหยุดร้องไห้แล้ว)

Must read : ลูกร้องโคลิค สาเหตุ อาการ และวิธีแก้ไข

 

อ่านต่อ >> “พัฒนาการทักษะอีก 5 ด้านสำคัญ
พร้อมวิธีส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยเป็นไปตามวัย” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พาลูกเที่ยว นครปฐม

พาลูกเที่ยว นครปฐม วันเดียวก็เที่ยวได้ ใกล้ขนาดนี้

เดี๋ยวนี้มองไปไหนก็เจอกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวจูงมือเจ้าตัวเล็กตัวน้อยมาเที่ยวออกหาประสบการณ์กันมากมาย เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ “นครปฐม” ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพ ไปเช้าเย็นกลับสบาย ๆ มาดูที่เที่ยวแบบวันเดย์ทริป ที่ไหนเหมาะที่จะ พาลูกเที่ยว นครปฐม ไปกันค่า

7 จุดชวนเลี้ยว พาลูกเที่ยว นครปฐม

#1 บ้านกลับหัว ศาลายา

พาลูกเที่ยว นครปฐม บ้านกลับหัว
ขอบคุณภาพจาก www.usdthailand.com

ที่เที่ยวมิติใหม่ที่จะชวนเด็ก ๆ มาเปิดประสบการณ์ใหม่ในมุมที่ไม่เคยเห็นและสัมผัสมาก่อน ในรูปแบบการถ่ายภาพกลับหัว ครีเอทท่าทางสนุก ๆ เฮฮากันได้ทั้งครอบครัว  ภายใน “บ้านกลับหัว” หรือ Upside Down World Salaya แบ่งออกทั้งหมดถึง 15 โซน อาทิเช่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ สวนหลังบ้าน โดยมีข้าวของเครื่องใช้จัดวางให้กลับหัว 180 องศา ให้เราเข้าไปถ่ายรูปเสมือนว่าอยู่ในโลกกลับหัวจริง ๆ ชวนให้พิศวงงงงวยกับการถ่ายรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม และสนุกสนานกับการสร้างจินตนาการสุดสร้างสรรค์

บทความแนะนำ upside down กับ inside out เหมือนกันไหม กับสารพัดคำศัพท์ บ้านกลับหัว

พาลูกเที่ยว นครปฐม “บ้านกลับหัว”

พิกัด : ตั้งอยู่ติดกับทางคู่ขนานถนนบรมราชชนนี ตรงแยกพุทธมณฑลสาย 5 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ บางเตย สามพราน
โทร : 090 918 2291
เวลาทำการ:   ทุกวัน 09.00 – 20.00 น.

#2 หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

พาลูกเที่ยว นครปฐม หอภาพยนตร์
ขอบคุณภาพจาก www.fapot.org

ชวนเด็ก ๆ มารู้จักดารารุ่นเก๋าในสมัยคุณปู่คุณย่า และศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ “หอภาพยนต์หรือพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรักหนังและเปิดโลกทัศน์ของลูกให้กว้างขึ้น โดยผ่านนิทรรศการกลางแจ้งให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิเช่น

เมืองมายา ซึ่งจำลองฉากสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์โลก โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา โรงภาพยนตร์ชุมชนแห่งแรก ขนาด 121 ที่นั่ง มีการจัดฉายภาพยนตร์ให้เข้าดูได้ทั้งหนังเก่าที่หอภาพยนตร์สะสมไว้และหนังที่จัดหามาจากทั่วโลก โรงหนังตังค์แดง โรงหนังถาวรแห่งแรกของโลกที่แทรกตัวอยู่ในตึกรามซึ่งดัดแปลงจากห้องแถวหลาย ๆ ห้องทำเป็นโรงมหรสพเก็บค่าเข้าชมในราคาถูก สถานีรถไฟศินิมาที่จำลองความเกี่ยวข้องของภาพยนตร์ไทยกับการรถไฟในอดีต เป็นต้น นอกจากที่นี่จะให้ความรู้ ความบันเทิงแล้ว อาจสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ที่ชื่นชอบภาพยนตร์ด้วยนะ

พาลูกเที่ยว นครปฐม “หอภาพยนตร์” (องค์การมหาชน)

 พิกัด : ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล
โทร : 02-4822013-4
 เวลาทำการ:   พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ โดยมีรอบการเข้าชม (มีวิทยากรนำชมทุกรอบ) ดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00 น. 13.00 น. และ 15.00 น. / วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 น. 11.00 น. 13.00 น. 14.00 น. 15.00 น. และ 16.00 น.
เมืองมายาวันอังคาร-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 10.00 น. – 17.00 น.

#3 พิพิธภัณฑ์รถเก่า เจษฎา เทคนิค มิวเซียม

พาลูกเที่ยว นครปฐม พิพิธภัณฑ์รถเก่า เจษฎา เทคนิค มิวเซียม
ขอบคุณภาพจาก jesada technik museum

มาต่อกันที่ “พิพิธภัณฑ์รถเก่า เจษฎา เทคนิค มิวเซียม” เหมาะมากสำหรับเจ้าตัวน้อยที่มีความชื่นชอบและหลงใหลรถเป็นอย่างมาก เพราะที่นี้ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์รถเก่าที่รวบรวมยานยนต์โบราณหลากหลายประเภทไว้กว่า 500 คัน ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ ยานยนต์ขนาดใหญ่ ได้แก่ เครื่องบินลำใหญ่ที่ตั้งเป็นไฮไลท์อยู่กลางลาน เฮลิคอปเตอร์ รถถัง รถโดยสาร รถเก๋ง รถการ์ตูนน่ารัก ๆ และยานยนต์ขนาดเล็ก เช่น จักรยานยนต์คันเท่ รถสามล้อ และรถจักรยาน ที่เก่า แปลก หายาก จนต้องร้องว้าว โดยคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งพิพิภัณฑ์แห่งนี้ได้สะสมมาเรื่อย ๆ จนเกือบจะครบทุกชาติ และที่สำคัญเปิดให้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยนะคะ รับรองว่าถูกใจเด็ก ๆ ทุกคนรวมถึงคุณพ่อด้วยแน่นอนเลย

พาลูกเที่ยว นครปฐม “พิพิธภัณฑ์รถเก่า เจษฎา เทคนิค มิวเซียม”

พิกัด : ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี
โทร :034 339 468
เวลาทำการ:  อังคาร – อาทิตย์ 09:00 – 17:00 น.

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 7 จุดชวนเลี้ยวเที่ยวนครปฐม เสริม EF วันหยุดให้ลูกรัก คลิกหน้า 2

Lazada Women’s Festival

สไตล์ไหนก็แมทช์ได้กับ “Lazada Women’s Festival” #ทุกสไตล์ได้ตามใจคุณ 10 ตุลาคมนี้

ลาซาด้าเอาใจสายแฟและบิวตี้ ด้วยการกลับมาอีกครั้งของแคมเปญ “Lazada Women’s Festival” ทุกสไตล์ได้ตามใจคุณ ย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางของสาวนักช้อป นำขบวนสินค้าแฟชั่นและความงามจากแบรนด์ดังมาให้เลือกช้อปจุใจทุกสไตล์ ครั้งแรกกับการเปิดตัวแบรนด์แฟชั่นสุดฮอตที่มาจำหน่ายในลาซาด้า การ Collabs ของแบรนด์แฟชั่นและบิวตี้ระดับโลก ลุ้น Mystery box และรับของขวัญพิเศษ เมื่อเป็น Top Spender ทุกชั่วโมง

 

Lazada Women’s Festival

ลาซาด้านำแคมเปญLazada Women’s Festivalกลับมาอีกครั้ง หลังการตอบรับเป็นอย่างดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ครองใจสาวนักช้อปอายุ 18-24 ปี เข้าร่วมแคมเปญจากครั้งที่แล้วอย่างมากมาย อาทิ See-Now-Buy-Now แฟชั่นโชว์” ลูกค้าสามารถ ช้อปสินค้าได้ทันทีในขณะชมไลฟ์สตรีมมิ่งแฟชั่นโชว์ พร้อมยังได้สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งใหม่ด้วยนวัตกรรม “Magic Mirror” ที่เปิดตัวที่กรุงเทพฯ เป็นที่แรก

ส่วนในแคมเปญLazada Women’s Festivalวันที่ 10 ตุลาคม นี้ สาวๆ เตรียมพบกับ

  • การเปิดตัวแบรนด์แฟชั่นและบิวตี้สุดฮอตที่เริ่มจำหน่ายทางลาซาด้าเป็นครั้งแรก อย่าง Keds, O&B, Gentlewoman, Aland, Jung Saem Mool, Jurlique, NYX และ Biotherm เป็นต้น
  • สินค้าคอลเล็คชั่นใหม่จากแฟชั่นแบรนด์ดังจากอินสตาแกรม (Instagram) ที่จะเปิดตัวบนแอปพลิเคชันลาซาด้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟไม่ว่าจะเป็น bkk, Jellyplease, Gotcha, Nipperisdabest และ Endless Holiday x Kanni เป็นต้น
  • การ Collabs กันระหว่างสินค้าแฟชั่นไทยและบิวตี้ระดับโลก เพื่อมอบสินค้าตัวอย่างให้กับสาวนัก ช้อปได้ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ Girlnation x Anessa, Salisa x Jurlique, BNK x Eglips, Loonnystore x NYX และ Missmodern x L’oreal
  • ลุ้นเปิด “Mystery box กล่องสุ่มสุดเซอร์ไพรส์” ไม่ว่าจะเป็นสายช้อปแบรนด์ดัง สายช้อปเบาๆ สายเกาหน้าโกลว์ หรือสายต้องลองของใหม่ ก็สามารถจับจองไอเท็มสุดเซอร์ไพรส์จากกล่องสุ่มได้จากแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง อาทิ Laneige, Yves Rocher, Senka, Srichand, Garnier และอื่นๆ รวมกว่า 40 แบรนด์
  • Top spender ลุ้นรับรางวัลพิเศษทุกชั่วโมง อาทิ Huawei P30 Pro และ Dyson Supersonic™ Hair Dryer และอื่นๆ อีกมากมาย แถมยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเซอร์ไพรซ์ใหญ่จากการเป็นสุดยอดนักช้อปของแคมเปญอีกด้วย

 

เตรียมพบกับแคมเปญ “Lazada Women’s Festival”ทุกสไตล์ได้ตามใจคุณ #LazadaWomensFestivalTH ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา  00.01 – 23.59 น. ที่แอปพลิเคชันลาซาด้าเท่านั้น https://bit.ly/2pygkyp  

 

https://www.facebook.com/LazadaThailand/videos/733488990451088/ 

ความหมายของชื่อ

222 ชื่อจริง + ความหมายของชื่อ เน้นเรื่องฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม

การตั้งชื่อลูก พร้อม ความหมายของชื่อ ที่ดี จะเป็นผลให้เกิดความมงคลต่อชีวิตของลูก หากคุณกำลังมองหาชื่อลูกอยู่ละก็…ห้ามพลาด 222 ชื่อลูกต่อไปนี้! ที่มี ความหมายของชื่อ เน้นเรื่องความฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม โดยเฉพาะ

รวม 222 ชื่อจริง กับ ความหมายของชื่อ
เน้น
เรื่องความฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม

การตั้งชื่อพร้อม ความหมายของชื่อ ที่เป็นมงคล เป็นอีกหนึ่งความเชื่อของคนไทยสืบทอดกันมายาวนาน ซึ่งก็จะมีความเชื่อว่า “ชื่อมงคล” หรือ ความหมายของชื่อ ที่ดีๆ นั้นจะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล ส่งเสริมดวงชะตาให้ดี โดดเด่นตามความหมายของชื่อนั้นๆ ตามหลักโหราศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการหวังผลในทางจิตวิทยาได้

Must read : ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อมงคล ครบทุกวัน จ.- อา.

Must read : การตั้งชื่อลูก คิดให้ดีก่อนส่งผลกระทบต่อจิตใจในอนาคต

Must read : เปลี่ยนชื่อลูก ที่ไหน ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่มีความเชื่อเรื่องนี้ และกำลังมองหาชื่อแสนไพเราะ  มีความหมายที่ดี ทีมงาน Amarin Baby & Kidsได้รวบรวม 222 ชื่อจริง พร้อม ความหมายของชื่อ ที่เน้นเรื่องความฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม มาฝาก ทั้งสำหรับลูกสาวและลูกชาย จะมีชื่อใดบ้าง ตามมาดูกันเลย

โดยจะมีหมวดคำศัพท์ที่ช่วยให้ ความหมายของชื่อ แปลว่า  นักปราชญ์  ผู้มีปัญญา หรือมีความหมายเกี่ยวกับสติปัญญา ดังนี้

  1. ชัญ, ชัญญ์, ชญา (แปลว่า มีความรู้, ผู้รู้)
  2. ฐณัชญ์์ (ความรู้อันมั่นคง)​
  3. ณัฐ
  4. ติณห์ = เก่ง ฉลาด กล้าหาญ แหลมคม
  5. ธิติ
  6. ธีม, ธีมา
  7. ธีร, ธีร์
  8. เธียร
  9. ปริชญ์
  10. ปวีณ์
  11. ปารย์ (แปลว่า ผู้สามารถ)
  12. พาทิศ, พาทิน
  13. พิชชา, พิชา แปลว่า ความรู้
  14. พิชญ์, พิชาญ (ผู้ชำนาญ)
  15. ภิญญา แปลว่า ผู้รู้
  16. มุนินทร์ (แปลว่า นักปราชญ์)
  17. เมธี,  เมธาวี
  18. รัญญา แปลว่า ผู้รู้สิ่งที่ประเสริฐ
  19. วิทย์, วิชญ์
  20. เวธน์
  21. ไวทย์
  22. อลิน (มาจากชื่อ Aline) – นักปราชญ์
baby-name-means-wise
รวม 100 ชื่อจริงลูกชาย กับ ความหมายของชื่อ แปลว่า มีความฉลาด รอบรู้

รวม ชื่อจริงลูกชาย กับ ความหมายของชื่อ แปลว่า มีความฉลาด รอบรู้ จาก 1-25

ชื่อ คำอ่าน ความหมายของชื่อ
กฤชณัท กริด – ชะ – นัด มีความรู้เฉียบคม
กฤตยชญ์ กริด – ตะ – ยด นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน
กฤติน กริด – ติน ผู้คงแก่เรียน
กฤษฎิ์ กริด ฉลาด
จิรเมธ จิ – ระ – เมด มีความรู้ฉลาดตลอดกาล
จิราเจต จิ – รา – เจด มีความคิดเป็นยอด
ชญณิพัฑฒ์ ชน – นิ – พัด มีความรู้และความเจริญรุ่งเรือง
ชญตร์ ชะ – ยด ความฉลาด
ชญตว์ ชะ – ยด ความฉลาด มีสติปัญญา
ชญวงศ์ ชะ – ยะ – วง ผู้มีความรู้ของตระกูล
ชญาณ์ภัทร ชะ – ยา – พัด มีความรู้และความเจริญ
ชญานัท ชะ – ยา – นัด เจริญด้วยความรู้
ชญานิษฏ์ ชะ – ยา – นิด ผู้ปรารถนาในความรู้
ชวิน ชะ – วิน มีความไว มีเชาวน์ปัญญา
ชวิศ ชะ – วิด เจ้าแห่งเชาวน์ปัญญา ผู้ที่มีไหวพริบเป็นยอด
ชัญญาวัชร ชัน – ยา – วัด ปัญญาประดุจเพชร
ชัพวิชญ์ ชับ – พะ – วิด มีความรู้ฉับไว
ญาณเทพ ยา – นา – เทบ เทพแห่งปัญญา
ญาณพัฒน์ ยา – นะ – พัด เจริญด้วยความรู้
ญาณวรุตม์ ยา – นะ – วะ – รุด มีความรู้ประเสริฐสุด
ญาณวัฒน์ ยา – นา – วัด การเจริญในความรู้
ณณณวัตม์ นน – นะ – วัด มีความรู้สูงส่งและใหม่ ๆ
ณวิบูล นะ – วิ – บูน มากด้วยความรู้
ณัชชรงค์ นัด – ชะ – รง มีความรู้และความรักที่ดี
ณัชพล นัด – ชะ – พน พลังที่ก่อเกิดความรู้

 

รวม ชื่อจริงลูกชาย กับ ความหมายของชื่อ แปลว่า มีความฉลาด รอบรู้ จาก 26-50

ชื่อ คำอ่าน ความหมายของชื่อ
ณัฏฐ์ นัด ตั้งในความรู้,ฉลาด
ดนัยณัฐ ดะ – ไน – นัด ลูกชายผู้ฉลาด
ธีรเมธ ที – ระ – เมด ผู้มีปัญญาอย่างนักปราชญ์
ธีรวร ที – ระ – วอน ฉลาดยิ่ง
ธีรวัฌน์ ที – ระ – วัด เจริญเหมือนนักปราชญ์
ธีรวัต ที – ระ – วัด ฉลาด, หลักแหลม
ธีรัช ที – รัด เกิดมาเพื่อเป็นคนฉลาด
ธีรัตม์ ที – รัด ผู้ฉลาดที่สุด
นรศฤงค์ นอ – ระ – สะ – หริง คนที่ฉลาดเฉียบแหลม
นารเมธ นา – ระ – เมด ปัญญาของคน, ผู้มีปัญญา
นิปุณ นิ – ปุน มีฝีมือ ฉลาด ละเอียด
นิพพิชฌน์ นิบ – พิด ปัญญา เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ตรัสรู้
นิพิท นิ – พิด รู้ชัด
นิรพันธ์ นิ – ระ – พัน ความพรากเพียรพยายาม
นิรวิทย์ นิ – ระ – วิด แทงทะลุ, มีปัญญาเจาะลึก
บรรณรต บัน – นะ – รด ผู้ยินดีในหนังสือ หมายถึงคงแก่เรียน
บริคณหน์ บอ – ริ – คน ความเข้าใจ
บริพยัต บอ – ริ – พะ – ยัด รอบรู้
บัญญพนต์ บัน – ยะ – พน มีปัญญา
ปฏิพล ปะ – ติ – พน ผู้มีความรู้ความสามารถสูง
ปฏิเวธ ปะ – ติ – เวด เข้าใจตลอด, ตรัสรู้
ปภินวิช ปะ – พิน – วิด มีความรู้แตกฉาน
ประวัณวิทย์ ประ – วัน – วิด มีความรู้อันประเสริฐ
ประวิทยาภัทร ประ – วิด – ทะ – ยา – พัด ความหมายของชื่อ แปลว่า เจริญด้วยความรู้
ปราชญ์ธนัน ปราด – ทะ – นัน มีปัญญาและมั่งมี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รวม ชื่อจริงลูกชาย กับ ความหมายของชื่อ แปลว่า มีความฉลาด รอบรู้ จาก 51-75

ชื่อ คำอ่าน ความหมายของชื่อ
ปราชญ์ธนา ปราด – ทะ – นา มีปัญญารอบรู้และร่ำรวย
ปริชญ์ ปริด ผู้รอบรู้
ปวีณ ปะ – วีน ฉลาด เชี่ยวชาญ ปราชญ์ผู้ฉลาด
ปัณณ์ชนน ปัน – ชะ – นน มีความรู้
ปัณณทัต ปัน – นะ – ทัด ให้ความรู้
ปุณณวิช ปุน – นะ – วิด มีความรู้เต็มเปี่ยม
พฤทธ์ พะ – รึด ฉลาด,คงแก่เรียน
พาทิศ พา – ทิด ผู้คงแก่เรียน ผู้ฉลาด เจ้าแห่งคารมคมคาย
พิฆเนศ พิก – คะ – เนด เทพเจ้าแห่งวิชาความรู้
พิจักษณ์ พิ – จัก มีปัญญาเห็นประจักษ์ ผู้ฉลาดยิ่ง
พิชชญาณ พิดชะยาน ความรู้, ความเข้าใจ, มีสติปัญญา
พิชชากร พิด – ชา – กอน สร้างความรู้
พิชญุตม์ พิด – ชะ – ยุด ฉลาดและยิ่งใหญ่
พิทย์ฐากร พิด – ถา – กอน มีความรู้และสร้างความมั่นคง
พิทยุตม์ พิด – ทะ – ยุด ผู้มีความรู้สูงสุด
พิทวัส พิด – ทะ – วัด ผู้ฉลาด, ผู้มีปัญญา
พิรญาณ พิ – ระ – ยาน มีความรู้อันกล้าหาญ
พีรวิชญ์ พี – ระ – วิด ทั้งกล้าทั้งฉลาด
พุฒิเมธ พุด – ทิ – เมด เจริญด้วยปัญญา
พุทธิพงศ์ พุด – ทิ – พง เหล่ากอผู้มีปัญญา
โพธกฤต โพ – ทิ – กริด ทำอย่างฉลาด
โพธิกร โพ – ทิ – กอน ผู้สร้างความรู้
ภูพิรัญญ์ พู – พิ – รัน มีปัญญากล้าหาญประดุจขุนเขา
ภูริวัฒน์ พู – ริ – วัด มากด้วยปัญญา
ภูริศลย์ พู – ริ – สน มีปัญญาฉลาดหลักแหลม

 

รวม ชื่อจริงลูกชาย กับ ความหมายของชื่อ แปลว่า มีความฉลาด รอบรู้ จาก 76-100

ชื่อ คำอ่าน ความหมายของชื่อ
มติครรภ มะ – ติ – คับ ฉลาดหลักแหลม
มนนเทพ มะ – นน – เทบ เทพแห่งความคิดสติปัญญา
มนัน มะ – นัน ความเข้าใจ สติปัญญา ความฉลาด
เมธาสิทธิ เม – ทา – สิด สำเร็จด้วยปัญญา
วิทวัส วิ – ทะ – วัด ผู้ฉลาด
วิทิต วิ – ทิต ผู้รู้, ผู้คงแก่เรียน
วิทูร วิ – ทูน ฉลาด,คงแก่เรียน
วิธวิทน์ วิด – ทะ – วิน มีความรู้หลายอย่าง
วีรวิชญ์ วี – ระ – วิด แกล้วกล้าและฉลาด
วุฒิชัย วุด – ทิ – ไช ชัยชนะของความเจริญ
วุฒิพร วุด – ทิ – พอน ผู้มีวิชาความรู้อันประเสริฐ
ไวทย์ปวร ไว – ปะ – วอน ผู้ประเสริฐและมีความรู้
ศาสตรวิท สาด – ตระ – วิด คงแก่เรียน
ศิรวิทย์ สิ – ระ – วิด ความรู้ชั้นยอด, ความรู้ของผู้นำ
ศุภณัฐ สุ – พะ – นัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
สัณห์พิชญ์ สัน – พิด นักปราชญ์ผู้ละเอียดอ่อน
สุตนันท์ สุ – ตะ – นัน ผู้ยินดีในความรู้ที่ได้เรียนมา
สุเธียร สุ – เทียน มีความรู้แตกฉาน
โสภณัฐ โส – พะ – นัด นักปราชญ์ผู้ดีงาม
อติวิชญ์ อะ – ติ – วิด นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่,ฉลาดยิ่ง
อนุวิท อะ – นุ – วิด รู้แจ้ง,รู้ทะลุปรุโปร่ง
อภิยุกต์ อะ – พิ – ยุก ที่ชำนาญ คงแก่เรียนมีชื่อเสียง
อภิวิชญ์ อะ – พิ – วิด ผู้รู้แจ้งอย่างยิ่ง, ผู้ฉลาด
อมิตโพธิ อะ – มิด – ตะ – โพ มีปัญญามาก
อรรจน์วิจิตร อัด – จะ – วิ – จิด รู้แจ้งและน่ายกย่องบูชา

ดูต่อ >> “100ชื่อจริงลูกสาวพร้อมความหมายของชื่อ
แปลว่า มีความรู้ และปัญญาที่เฉียบแหลม” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แม่ที่มีความสุข

เผย 3 เคล็ดลับสู่การเป็น “แม่ที่มีความสุข”

แม่ทุกคนล้วนอยากเป็นแม่ให้ดีที่สุด ซึ่งคำว่า “ดีที่สุด” สำหรับคุณแม่หลายๆ คนคือความตั้งใจ “ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของแม่ที่สมบูรณ์แบบที่ถูกสร้างโดยสื่อต่างๆ ทำให้คุณแม่หลายคนมุ่งมั่นจะเป็น ผู้หญิงสวย หุ่นเป๊ะ เสื้อผ้าหน้าผมเลิศ เป็นแม่ที่มีเวลาให้ลูกตลอดเวลา และทุ่มเททำทุกอย่างให้ลูกอย่างไม่มีข้อแม้ ดังนั้นจากเจตนาดีที่แม่ต้องการตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด กลายเป็นความวิตกกังวลและการเปรียบเทียบตัวเองกับแม่คนอื่นๆ เสมอว่า เราเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบหรือยัง แต่จริงๆ แล้วแม่ที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง แม่ทุกคนล้วนแต่จะทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นสิ่งที่ “ดีที่สุด” สำหรับลูกตัวเองทั้งนั้น ซึ่งเราทุกคนต่างก็มีนิยามของคำว่าดีที่สุดแตกต่างกัน ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าใครผิดใครถูก การเลี้ยงลูกเป็นศิลปะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้น หาแบบฉบับที่เหมาะกับคุณและที่คุณสบายใจ หันมาเป็น แม่ที่มีความสุข กันดีกว่า

เผย 3 เคล็ดลับสู่การเป็น “แม่ที่มีความสุข”

รายการ My Mummy First สัปดาห์นี้ คุณเกลจะพูดคุยถึงวิธีเป็นแม่ที่มีความสุข กับ Galina Kalinina, ICF Certified Live Coach ติดตามชมได้เลยค่ะ

เป็นยังไงบ้างคะ เข้าใจกันแล้วใช่ไหมค่ะว่าวิธีเป็นแม่ที่มีความสุข เริ่มจาก

1) การหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

2)ความเข้าใจว่า ความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

3) อนุญาตให้ตัวเองทำอะไรตามใจบ้าง

เพราะฉะนั้นเพียงเราค้นหาแบบฉบับของการเป็นแม่ที่ “ดีที่สุด” ที่เหมาะกับตัวเราเองที่เราสบายใจ เราก็จะสามารถเป็นแม่ที่มีความสุขยอดเยี่ยมได้แล้วค่ะ

#แม่ที่สมบูรณ์แบบมีอยู่จริงหรือ

#เป็นแม่ที่มีความสุขดีกว่า

#หยุดเปรียบเทียบ

 

คุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ My Mummy First ทาง Facebook  Amarin baby & Kids หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

ตอนโภชนาการ อาหารช่วงให้นมบุตร และผลกระทบต่อน้ำนม

ตอนกลัวเลี้ยงลูกไม่ดี กลัวเป็นแม่เห็นแก่ตัว กับความกลัวของแม่หลังคลอด

ตอนอยากสวยเป๊ะ หุ่นปังแบบถาวร กับวิธีหลุดพ้นจากวงจร ไดเอทหลังคลอด

ตอนแรงจูงใจคือกลลวง กับวิธี ออกกำลังกายหลังคลอด ให้สำเร็จ

ตอนรูปร่างหลังคลอด กับความกังวลใจของคุณแม่

วิธีห่อตัวทารก

แนะ 2 วิธีห่อตัวทารก สุดง่ายด้วยผ้าอ้อม เพื่อพ่อแม่มือใหม่โดยเฉพาะ

Super Nanny เผยเทคนิคเพื่อพ่อแม่มือใหม่! วิธีห่อตัวทารก ด้วยผ้าอ้อม แท้จริงมีกี่แบบ แล้วต้องห่ออย่างไร ให้แน่น ให้ถูกต้อง เพื่อลูกนอนหลับสบายและปลอดภัย มาดูกัน

2 วิธีห่อตัวทารก สุดง่าย เพื่อพ่อแม่มือใหม่

รู้ไหมว่า…การนอนสะดุ้ง ผวา แขนกระตุก ของเด็กแรกเกิด สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการ “ห่อตัว” ที่สำคัญยังทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นคุ้นเคยเหมือนว่ากำลังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่อีกด้วย

เพราะเมื่อหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกน้อยออกมา คุณพยาบาลก็จะมาสอนอาบน้ำ ให้นมลูก รวมไปถึงห่อตัวลูกน้อย แต่พอคุณแม่กลับมาที่บ้านมาห่อตัวให้ลูกเอง กลับไม่เป็นเหมือนที่คุณพยาบาลสอน แล้ว วิธีห่อตัวทารก ที่ถูกต้อง ให้แน่นๆ เพื่อลูกนอนหลับสบาย ปลอดภัยตลอดทั้งคืนจะเป็นอย่างไร?

Must read : 20 อาการปกติของ ทารกแรกเกิด ที่พ่อแม่ควรรู้มีอะไรบ้าง?

>> ตาม Super Nanny มาค่ะ บอมเบย์สาธิตวิธีการห่อตัวลูกทารกแรกเกิดให้ดู ซึ่ง วิธีห่อตัวทารก มี 2 แบบด้วยกัน คือ การห่อตัวแบบคลุมศีรษะ และแบบเปิดศีรษะ ซึ่งวิธีห่อที่ถูกต้องให้แน่น เพื่อให้ลูกน้อยนอนหลับได้อย่างอบอุ่นปลอดภัย จะเนอย่างไร มาดูกันเล้ย

 


ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

 

ส่วนคำถามที่ว่า…แล้วต้องห่อตัวให้ลูกไปนานแค่ไหน ซึ่งแท้จริงแล้วคุณแม่สามารถห่อตัวให้กับลูกน้อยได้ตั้งแต่วันแรกหลังคลอดไปจนถึงลูกอายุได้ประมาณ 1 เดือน โดยให้ห่อช่วงกลางคืนเวลานอน และตอนพาลูกออกไปนอกบ้านหาคุณหมอที่โรงพยาบาล เพื่อป้องกันลม กันแดดนะคะ

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชิมช้อปใช้ ร้านค้า

ชิมช้อปใช้ ร้านค้า ไหนบ้างใช้เงิน 1,000 บาท ซื้อของได้

โครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่รัฐบาลออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับประชาชนที่ผ่านขั้นตอนยืนยันตัวตนและขั้นตอนต่าง ๆ กันแล้ว มาเช็กกันว่า ชิมช้อปใช้ ร้านค้า ไหนที่เข้าร่วมโครงการบ้าง?

ชิมช้อปใช้ ร้านค้า ไหนบ้างใช้เงิน 1,000 บาท ซื้อของได้

โครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่รัฐบาลออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการสนับสนุนให้คนไทยออกไปท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเข้ารับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.62 และกำหนดให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 ล้านคน ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคนต่อวัน ซึ่งพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนครบแล้ว โดยประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จที่ผ่านขั้นตอนการยืนยันตัวตนกับแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง แล้ว ก็จะสามารถใช้เงิน ชิมช้อปใช้ ได้ภายใน 14 วันหลังจากได้รับ SMS ก่อนที่จะไปใช้สิทธ์ มาเช็กกันก่อนค่ะว่ามีห้างไหนบ้างที่เข้าร่วมโครงการ ชิมช้อปใช้ และแต่ละห้างมีการส่งเสริมการขายจากโครงการนี้อย่างไรบ้าง

  1. บิ๊กซี (Big C)

ห้างบิ๊กซีที่รับเงิน 1,000 บาท จากแอพเป๋าตัง มี 9 สาขา ใน 3 จังหวัด ดังนี้

  • จังหวัดสมุทรปราการ : บิ๊กซี สาขาสุขสวัสดิ์, สำโรง 1, เมกาบางนา, บางพลี, สมุทรปราการ, สำโรง 2, ศรีนครินทร์
  • จังหวัดพิษณุโลก : บิ๊กซี สาขาพิษณุโลก
  • จังหวัดขอนแก่น : บิ๊กซี สาขาขอนแก่น 1 (ถนนมิตรภาพ)
บิ๊กซี ชิมช้อปใช้
ชิมช้อปใช้ ร้านค้า-บิ๊กซี

2. โลตัส Tesco Lotus

สำหรับห้างเทสโก้ โลตัส เปิดให้ประชาชนใช้เงิน 1,000 บาทจากแอพเป๋าตังได้ที่ สาขาต่อไปนี้ โดยทั้ง 20 สาขาเป็นสาขาที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น จึงเหมาะกับประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

  • สาขาซีคอนสแควร์
  • สาขาพระราม
  • สาขาพระราม 2
  • สาขาพระราม 3
  • สาขาพระราม 4
  • สาขามีนบุรี
  • สาขาสุขาภิบาล 1
  • สาขาสุขาภิบาล 3
  • สาขาฟอร์จูน
  • สาขารามอินทรา
  • สาขาบางแค
  • สาขาแจ้งวัฒนะ
  • สาขาหลักสี่
  • สาขาประชาชื่น
  • สาขาบางปะกอก
  • สาขาบางกะปิ
  • สาขาลาดพร้าว
  • สาขาจรัญสนิทวงศ์
  • สาขาเมอร์รี่คิง ปิ่นเกล้า
  • สาขาพัฒนาการ
โลตัส ชิมช้อปใช้
ชิมช้อปใช้ ร้านค้า-โลตัส

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ชิมช้อปใช้ ร้านค้า ไหนบ้างใช้เงิน 1,000 บาท ซื้อของได้

ทำแท้ง

ทำแท้ง อันตรายไหม? สธ.เปิดสายด่วนรับปรึกษาทำแท้งถูกกฎหมาย

เมื่อท้องไม่พร้อมการ ทำแท้ง ก็เป็นอีกความคิดหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนคิดจะทำ เด็กผู้หญิงหลายคนก็ตัดสินใจซื้อยาจากร้านที่ขายยายุติการตั้งครรภ์ที่ขายในเน็ตมาทานเพื่อให้แท้ง

ทำแท้ง อันตรายไหม? สธ.เปิดสายด่วนรับปรึกษาทำแท้งถูกกฎหมาย

ทำแท้ง …ผิดกฎหมาย

ตามกฎหมายแล้ว การทำแท้งนั้นไม่ว่าหญิงที่ตั้งครรภ์นั้นจะยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกก็ตาม ผู้ที่ทำให้หญิงนั้นแท้งลูกมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูก

ส่วนตัวผู้หญิง หากทำแท้งเอง หรือยอมให้ผู้อื่นทำแท้งให้ ก็มีความผิดเช่นกัน ที่กฎหมายเขียนอย่างนี้ก็เพื่อคุ้มครองเด็กในท้องนั่นเอง เด็กยังไม่คลอดออกมา ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็จะถูกฆ่าปิดปาก กฎหมายเลยมาช่วยไว้

ทำแท้งเถื่อน อันตรายอย่างไร?

วิธีการทำแท้งเถื่อนมีหลายวิธี มาดูกันค่ะว่าแต่ละวิธีก่อให้เกิดอันตรายอย่างไรได้บ้าง

1. กินยา

โดยทั่วไปเวลาไปซื้อยามากิน มักจะเป็นฮอร์โมน หรือที่เรียกกันว่ายาขับเลือด ยาสตรีต่างๆ ยาขับระดู ยาขับเด็ก แต่ขับไม่ออกถ้าตั้งครรภ์จริง

2. เหน็บยา

การกินยาหรือเหน็บยาในอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ขณะที่รกยังสร้างขึ้นมาไม่เสร็จจะทำให้รกไม่ลอกตัวออกมาเป็นตัวรกทั้งหมดได้ อาจทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอยไม่หยุด จนต้องมาพบแพทย์และจำเป็นต้องขูดมดลูกให้เศษรกหลุดจากผนังมดลูกทั้งหมด เลือดจึงจะหยุดได้

3. ฉีดสารเข้าทางหน้าท้อง

เป็นการฉีดสารเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง (เช่น สารพิษ) มักจะใช้กรณีที่ตั้งครรภ์และอายุครรภ์ระยะไม่เกิน 6 เดือน เป็นการกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวให้ทารกแท้งออกมา ส่วนใหญ่ไม่ต้องขูดมดลูกตามมานอกจากบางรายที่ชิ้นส่วนยังมีติดค้างไม่หลุดออกมาหมด แต่การทำแท้งวิธีนี้เสี่ยงต่อแม่มาก เพราะหลายครั้งผู้ทำแท้งก็ฉีดมั่วจนตายทั้งแม่ทั้งลูก

ทำแท้งเถื่อน
ทำแท้งเถื่อน

4. ใส่อุปกรณ์หรือฉีดสารเข้าทางช่องคลอด

อาจเป็นสายยาง หรือใช้สายสวนปัสสาวะใส่เข้าไปผ่านทางช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และฉีดสารบางอย่างเข้าไปกัดเซาะเนื้อเยื่อทารกและรกในโพรงมดลูก บางรายใช้น้ำยาล้างพื้นที่มีฤทธิ์เป็นด่างชนิดแรงหรือกรดที่กัดทั้งเนื้อเยื่อปกติของร่างกายด้วย เป็นอันตรายอย่างมาก รวมทั้งวิธีการขูดมดลูกซึ่งเป็นวิธีที่เลียนแบบแพทย์ตัวจริงมาใช้

5. การขูดมดลูก

อุปกรณ์ที่ใช้คือตัวขูดเนื้อยาวประมาณ 1 ฟุต ตรงปลายก้านจะมีลักษณะคล้ายที่ขูดมะพร้าว ผู้หญิงนั่งบนขาหยั่ง ผู้ทำแท้งจะเปิดแหวกช่องคลอดด้วยเครื่องถ่าง แล้วใช้เครื่องมือยึดปากมดลูกไว้ จากนั้นเอาที่ขูดแหย่เข้าไปขูดในมดลูก ปัญหาที่ตามมาหลังขูดมดลูกมีหลายอย่าง คือ

  1. มีเนื้อในมดลูกหลงเหลืออยู่ เนื้อพวกนี้ก็จะพยายามหลุดลอกตัวออก แต่คนที่โชคไม่ดี เนื้อเหล่านี้อาจทำให้หลุดไม่ดี หรือไม่หลุดออก ก็จะมีเลือดไหลออกมาเรื่อยๆ ไม่หยุด บางคนไหลเป็นเดือนๆ กว่าจะหลุดออกมาหมด
  2. เกิดภาวะติดเชื้อ
  3. มดลูกทะลุ การทำแท้งเถื่อนมักขูดมดลูกไม่ถูกวิธี ใช้อุปกรณ์ที่อาจจะไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้มีการฆ่าเชื้อโรคที่ถูกวิธี ส่วนใหญ่มักขูดไปเลย และมีไม่น้อยที่ทะลุ โชคดีก็ปิดได้เอง โชคร้ายอาจติดเชื้อในท้องหรือกระเพาะทะลุ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการมาด้วยเรื่องเลือดไหลออกทางช่องคลอด

หลัง ทำแท้ง แล้วมีปัญหา ผู้ที่ ทำแท้ง ก็มักจะปล่อยไว้ ไม่กล้าไปพบแพทย์ กว่าจะตัดสินใจไปพบแพทย์ก็มักจะมาช้ามากจนกระทั่งมีการติดเชื้อที่รุนแรงหรือเสียเลือดไปมาก จนอาจทำให้ระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติไป จนเกิดอันตรายได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทางเลือกในการ “ทำแท้ง” มีอะไรบ้าง?

เมนูอาหารทารก 8-9 เดือน

14 สูตร เมนูอาหารทารก 8-9 เดือน พร้อมวิธีทำสุดง่าย!

แจกสูตร เมนูอาหารทารก 8-9 เดือน เพราะเหงือกของลูกเริ่มแข็งแรงขึ้นและเริ่มมีปุ่มฟันขึ้นบ้างแล้ว คุณแม่จึงควรทำอาหารที่เน้นช่วยลูกฝึกเคี้ยว ซึ่งจะมีเมนูใดบ้าง มาดูกัน

แม่ควรรู้ก่อนป้อน! เมนูอาหารทารกวัย 8-9 เดือน

สำหรับเจ้าตัวเล็กที่อยู่ใน วัย 8-9 เดือน ลูกเริ่มจะอยู่ไม่นิ่ง มีการขยับตัว ซุกซนอยากรู้อยากเห็น และกระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วเด็ก 8 เดือน 9 เดือน นี้ จะมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายที่เป็นก้าวสำคัญ ซึ่งจะสัมพันธ์กับอาหารการกินเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องทำเข้าใจมากขึ้นว่า  เมนูอาหารทารก 8-9 เดือน ควรกินอะไร ความหยาบเท่าไหร่?

ความหยาบละเอียดของ เมนูอาหารทารกวัย 8-9 เดือน

เมื่อลูกอายุได้ 8 เดือน สามารถกินอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหยาบแข็งเป็นก้อนมากขึ้นได้แล้ว และพอเริ่ม 9 เดือน ก็จะสามารถเป็นอาหารที่หยิบกินเล่นได้ ดังนั้นการฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหารเนื้อหยาบ จึงเป็นการฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีให้กับลูก แต่อย่างไรก็ตามกล้ามเนื้อเหงือกของลูกเริ่มแข็งแรงขึ้น ฟันเริ่มโผล่เป็นตอ การบดเคี้ยวอาหารทำได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าฟันของลูกยังไม่แข็งแรงขนาดที่จะฉีกกัดอาหารชิ้นใหญ่ ๆ หรือบดเคี้ยวให้ละเอียดได้ ความหยาบ/ละเอียดของอาหาร จึงควรยังใกล้เคียงกับช่วงวัย 6-8 เดือน แต่อาจเติมส่วนผสมมากขึ้น เช่น เนื้อสัตว์สับละเอียด ผักที่หั่นหรือสับแบบละเอียด

นอกจากนี้นี่เป็นช่วงที่ฟันเริ่มขึ้น ลูกจะมีอาการคันเหงือก อยากขบกัดลับฟัน คุณแม่อาจนำผักมาต้มให้สุกนิ่มแล้ว ให้เขาถือกัดกินเล่น ก็จะเป็นการกระตุ้นทั้งพัฒนาการการเคี้ยวกลืนและกระตุ้นกล้ามเนื้อนิ้วมือในส่วนของการหยิบจับด้วยค่ะ

Must read : แจกสูตร “สปาเก็ตตี้ผักลวก” เมนูเด็ด! ฝึกลูกกินเอง (มีคลิป)

Must read : ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก วัย 6-12 เดือน กินอะไรได้บ้าง?

เมนูอาหารทารก 8-9 เดือน

ลูก 8 เดือน กินข้าวกี่มื้อ

สำหรับ อาหารทารก 8 เดือน และ 9 เดือน ยังจำเป็นทีต้องกินนมอยู่ (นมแม่หรือนมดัดแปลงสำหรับทารก) วันละ 4-5 ครั้ง โดยเฉลี่ย รวมวันละ 25-30 ออนซ์ ส่วนเรื่อง อาหารเสริม อย่างที่บอกไปว่า ลูก 8 เดือน อาหารหยาบ จะเหมาะกับเมนูลักษณะแบบ “สับละเอียด”

*ที่มา- กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณะสุข. กินตามวัยให้พอดี

Must read : 3 สูตร อาหารเด็ก “ข้าวต้ม ข้าวตุ๋น น้ำสต๊อก” เพื่อลูกวัย

โดยมี ตารางอาหารทารก 8 เดือน และ อาหารเด็ก9เดือน คือ ให้คุณแม่ป้อนข้าวได้วันละ 2 มื้อควบคู่กับนมแม่ โดยการให้ลูกกินในมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันก็ได้ ควรให้ข้าวสวยบดหยาบประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะ บวกด้วยโปรตีน จำพวกไข่แดงหรือเนื้อสัตว์ 1-2 ช้อนโต๊ะ และผักต้มสุกแบบสับละเอียดอีก 1-2 ช้อนโต๊ะ ส่วนมื้อว่างช่วงบ่าย ก็สามารถป้อนผลไม้ประมาณ 3-4 ชิ้น ตัดเป็นชิ้นเล็กให้ลูกหยิบกินเองได้

เมนูอาหารทารกวัย 8-9 เดือน
ตารางอาหารทารก 8 เดือน จากกรมอนามัย

 

ทั้งนี้เมื่อรู้ว่าลูกวัย 8-9 เดือนสามารถกินอะไร อย่างไรได้บ้างแล้ว แต่ก็มีแม่ๆ หลายคนที่อาจมีคำถามว่า แล้วจะทำเมนูอะไรให้ลูกกินดี … ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวม เมนูอาหารทารกวัย 8-9 เดือน ทั้งสูตรและวิธีทำสุดง่าย มาฝาก จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

ดูต่อ >> 14 สูตรเมนู อาหารทารก 8-9 เดือน พร้อมวิธีทำสุดง่าย”
คลิกหน้า
2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ ทำไงดี? มาช่วยลูกให้ “อ่านออก” กัน

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ ทำให้คุณแม่บางคนกังวลใจ กลัวลูกจะอ่านหนังสือหรือเรียนไม่ทันเพื่อนในวัยเดียวกัน ลองดูเทคนิคกระตุ้นเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการอ่านให้ลูกกันค่ะ

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ มาช่วยลูกให้ “อ่านออก” กัน

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้
ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ ทำไงดี

#1 อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน

การสอนให้ลูกเป็นนักอยากอ่านเป็นขั้นตอนที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มต้นกับลูกได้ตั้งแต่วัยทารก เป็นพื้นฐานในการทำให้ลูก “คุ้นเคย” และรู้สึกดีกับการอ่านหนังสือ โดยเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังในทุก ๆ วัน อย่างน้อยวันละ 3-4 เล่ม และเมื่อลูกโตพอที่จะนั่งได้นานขึ้น ลองสร้างเป้าหมายการอ่านด้วยกันอย่างน้อย 20 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งในขณะที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของลูก และปลูกฝังให้เจ้าตัวน้อยรักการอ่าน ต่อยอดสู่ทักษะการอ่านหนังสือดีขึ้นได้ในอนาคต

#2 เลือกประเภทหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก

ลูกในวัย 5 ขวบจะสามารถรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมติได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะมองหาหนังสืออ่านแบบง่าย ๆ ที่จะให้ลูกหัดอ่าน อาจจะเป็นหนังสือภาพ หนังสือนิทาน ควรมีตัวหนังสือขนาดใหญ่ เห็นชัด แยกเป็นคำ ฯลฯ การเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของลูก และหลากหลายประเภท ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกอยากอ่านหนังสือได้ สามารถจดจำตัวอักษรจากคำและประโยคในนิทานได้มากขึ้น เมื่อลูกอ่านคล่องก็สามารถที่จะอ่านหนังสือที่มีประโยคติดกันได้ยาวขึ้น

#3 ถามคำถาม

การตั้งคำถามในขณะที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นให้ลูกมีความสนใจในหนังสือ แต่ยังมีประสิทธิภาพอย่างมากในการพัฒนาทักษะการอ่าน ที่จะมองเห็นว่าลูกเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่กำลังอ่านมากน้อยเพียงใด โดยเริ่มถามคำถามก่อน ระหว่าง และหลังจากอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิด และเพิ่มชุดคำศัพท์ให้ลูกรู้จักอีกมากขึ้นสำหรับพัฒนาการด้านภาษาในวัยนี้

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้
ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้ ทำไงดี

#4 พ่อแม่เป็นนักอ่านที่ดีของลูก

แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ใช่นักอ่านตัวยง แต่การหยิบจับหนังสือให้ลูกได้เห็นว่าพวกคุณกำลังอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 2-3 นาที ต่อหน้าลูกในวัยที่กำลังเลียนแบบพฤติกรรม ก็แสดงให้ลูกเห็นได้ว่าการอ่านเป็นสิ่งที่น่าทำ ดังนั้นคว้าหนังสือแล้วอ่านกันเถอะ เพื่อประโยชน์ของลูกแน่นอน!

#5 ชวนลูกอ่านผ่านสิ่งของในชีวิตประจำวัน

มองหาตัวอักษรข้างทาง เช่น จากป้ายบิลบอร์ด ป้ายรถเมล์ ป้ายจราจร หรือตัวอักษรอื่น ๆ จากที่ใกล้ ๆ ตัว หรือเห็นคำไหนที่เคยสอนลูกในหนังสือ เมื่อไปเจอคำนั้นนอกหนังสือ ลองชี้ชวนให้ลูกดูคำ ประโยค ตัวอักษร แล้วออกเสียงให้ลูกฟัง ชวนกันอ่าน ให้ลูกลองเปล่งคำสั้น ๆ (พยัญชนะสระหรือพยัญชนะ) ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ลูกจะเรียนรู้ที่จะสะกดคำท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนาน ผ่อนคลาย ก็จะช่วยลูกจดจำคำศัพท์ อ่านได้คล่องแคล่วขึ้น

#6 ใช้เกมแฟลชการ์ดหรือบัตรภาพ

กระตุ้นการอ่านด้วยการใช้บัตรภาพพยัญชนะเข้าช่วย โดยเริ่มจากคำง่าย ๆ ให้เรียงภาพเป็นคำ จะช่วยให้ลูกสนุกกับการเรียนและจดจำคำศัพท์ที่ดีขึ้น

#7 ฝึกให้ลูกเขียนชื่อตัวเองและคนในครอบครัว

การฝึกเขียนบ่อย ๆ คือเทคนิคที่จะช่วยการอ่านให้ดีขึ้นได้ อาจเริ่มจากชื่อตัวเองแล้วค่อยไปที่ชื่อของพ่อแม่ การเริ่มจากคนที่ใกล้ตัวจะทำให้ลูกสนใจและจดจำวิธีสะกดคำได้ง่ายขึ้น

ลูก 5 ขวบ อ่านหนังสือไม่ได้
การเขียนอ่านหนังสือนั้นเริ่มตอน 5 ขวบก็ยังไม่สาย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่า ลูก 5 ขวบอ่านหนังสือไม่ได้ หรือยังไม่คล่องในวัยที่ควรทำได้ ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ทำกับลูกทุกวัน ฝึกลูกให้ทำซ้ำบ่อย ๆ ก็จะช่วยทำให้ลูกสามารถอ่านหนังสือได้ดีและเร็วขึ้น แต่ถ้าบางวันลูกมีอาการเบื่อ ไม่สนใจ ก็อย่าเพิ่งไปบังคับหรือขัดใจ การเขียนอ่านหนังสือนั้นเริ่มตอน 5 ขวบก็ยังไม่สาย เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและความสามารถแตกต่างกันไปแม้ว่าจะอยู่ในวัยเดียวกันก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าลูกมีความผิดปกติแตกต่างจากเด็กคนอื่นนะคะ

พญ.สาริณี จุฬาลักษณ์ศิริบุญ ได้เขียนแนะนำไว้ในเพจ Dad Mom and Kids ไว้ว่า “การอ่านออก เป็นเรื่องทางสมองของเด็ก เป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของพ่อแม่ ถ้าลูกของท่านยังอ่านไม่ได้ทั้งที่พ่อแม่ฝึกการอ่านให้ลูกอย่างถูกต้องแล้ว ท่านเพียงแค่รอเวลาและทำความเข้าใจว่า สมองของลูกไม่มีใครเร่งได้ แม้แต่ตัวลูกเอง”

แต่ถ้าหากพบว่าเป็นความผิดปกติที่เกิดจากสมอง คุณพ่อคุณแม่หรือครูสังเกตเห็น ควรพาลูกไปพบคุณหมอด้านพัฒนาการเพื่อขอคำปรึกษาได้นะคะ.

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.icanteachmychild.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

รู้ทัน! พัฒนาการ เด็ก 5 ขวบ ลูกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นแล้วนะ

ลูก 3-5 ขวบเล่นไม่เหนื่อย แต่พ่อแม่ไม่ไหว! ทำอย่างไรดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช

สมิติเวช2 สร้างเกราะให้ใจแกร่ง

ในปัจจุบันเมื่อสังคมดูเร่งรีบ ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยน้อยลงการดูเเลเอาใจใส่คนรอบข้างก็ลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อเเม่ผู้ปกครองที่ต้องทำงานหนักในยุคเศรษฐกิจใหม่ การเลี้ยงลูกอย่างไรให้มี “จิตใจเเข็งเเกร่ง” ที่เเท้จริงไปพร้อมๆ กับมีสุขภาพกายที่เเข็งเเรง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ภาวะการพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็กเเต่ละคนช้าเร็วไม่เหมือนกัน บางครั้งเกิดความผิดปกติขึ้นบ้างเเละมีอยู่มากมายหลายรูปแบบ บางครั้งก็เป็นเพียงอาการทางสุขภาพจิตเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นได้เป็นโรคเเละไม่ต้องกินยา เเต่ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมเเละการดูเเลเอาใจใส่จากพ่อเเม่ ซึ่งจำเป็นที่ต้องช่วยเหลือกันทั้งครอบครัวเเละได้รับคำเเนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินคำว่า IQ (Intelligence Quotient) , EQ (Emotional Quotient) , AQ (Adversity Quotient) หรือ  CQ (Creativity Quotient) มามากมายหลายคำนิยามในการพัฒนาจิตใจของเด็กเเละเยาวชน

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์" ผู้อำนวยการศูนย์ Samitivej Parenting Center

วันนี้เราจะมารู้จักกับ RQ คำที่เพิ่งคิดขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันย่อมาจาก Resilience Quotient จาก “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” ผู้อำนวยการศูนย์ Samitivej Parenting Center อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจากสหราชอาณาจักร ในงานเปิด Samitivej Parenting Centerเมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

นพ.ธีระเกียรติ อธิบายว่า RQ  เป็นคำนิยามในช่วงที่เราเจอสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจ เหตุการณ์ร้ายเเรงเเต่เราก็สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ เหมือนคนที่ “ล้มเเล้วลุก” ได้ ซึ่งสะท้อนภาพอะไรได้หลายอย่างว่าเด็กที่จิตใจเเข็งเเกร่งนั้น ข้างในต้องมี “Growth Mindset” กรอบความคิดหรือทัศนคติ แนวคิดแบบยืดหยุ่นและเติบโตพัฒนาต่อไปข้างหน้า ประกอบรวมกับ EF ซึ่งย่อมาจาก Executive Function ความสามารถของสมองและจิตใจที่ใช้ในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ดังนั้นการมี RQ จึงผสมกันทั้งการมี Growth Mindset เเละ EF ซึ่งเด็กทุกคนสามารถมีได้ หากได้รับการดูเเลอบรมที่ดี พ่อเเม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจในเรื่องนี้อย่างมาก

“สุขภาพจิตของเด็กเป็นปัญหาสำคัญ เด็กบางคนเริ่มตั้งแต่ ขี้กลัว อ่อนไหว ดื้อ และลุกลามไปจนถึงการฆ่าตัวตาย แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเด็กในการปรับตัวต่อสภาวะที่ยากลำบาก หรือความยืดหยุ่นในการปรับตัวลดลง  อย่างไรก็ตาม ความเเกร่งในจิตใจไม่ใช่อยู่ดีๆ จะผุดขึ้นมาต้องสะสมมาเรื่อยๆ สภาพเเวดล้อมก็มีส่วน โดยเด็กที่โตในสังคมเมืองมีอัตราการมีปัญหาทางจิตใจมากกว่าเด็กต่างจังหวัด 2 เท่า ไม่ใช่เเค่ในไทยเเต่เป็นกันทั่วโลก”

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า การทำหน้าที่ของพ่อเเม่ ผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตทางจิตใจของบุตรหลาน เปรียบเทียบกับการที่คนเรากว่าจะเชี่ยวชาญในอาชีพใดอาชีพหนึ่ง จะต้องผ่านการเทรนนิ่ง สั่งสมประสบการณ์นานนับ 10 ปี เเต่การได้มาเป็นพ่อเเม่ของคนๆหนึ่ง พอลูกคลอดออกมาเรากลายเป็นพ่อเเม่เลย จึงไม่ค่อยรู้ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรดี ส่วนใหญ่ยังเลี้ยง “ตามความรู้สึก” เลี้ยงตามที่ตัวเองถูกเลี้ยงมา หรือเลี้ยงตามพรรคพวก

“ผมอยากให้มีการดูเเลสุขภาพจิตเด็กอย่างเป็นระบบในเมืองไทย ส่งต่อระบบความรู้ไปให้จิตแพทย์รุ่นน้องเพื่อช่วยเหลือคนในสังคม ถึงเวลาที่ทุกคนต้องมาเรียนรู้ถึงกระบวนการสร้างให้เด็กมีจิตใจที่เเข็งเเกร่งอย่างแท้จริง รู้จักองค์ความรู้ที่จะให้เข้าใจสุขภาพจิตเด็กมากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่น โดยทุกคนต้องร่วมมือกัน พ่อแม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมี EF มากขึ้นตามลูกด้วย ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็สามารถเปลี่ยนได้”

สำหรับโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช มีวิสัยทัศน์ที่จะดูแลเด็กแบบ Total Health Solution หรือการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาต่างๆ กว่า 150 คน จึงได้จัดตั้ง SamitivejParenting Center ขึ้น เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้สุขภาพจิตเด็กเเละการรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

โดยจะดูแลเด็กในขั้น  Advanced   ที่ไม่ใช่เพียงแค่รักษาอาการต่างๆ ของเด็ก แต่เป็นศูนย์ในการรวมพลังของแพทย์และพ่อแม่ผู้ปกครองในการเรียนรู้วิธีรับมือกับลูกอย่างมีแบบแผนถูกต้อง และตรงจุด ตัวอย่างเช่น เด็กต่ำกว่าอายุ 6 ขวบที่มีปัญหาในเรื่องดื้อหรือสมาธิสั้น จะไม่แนะนำให้ใช้ยา  พ่อแม่เป็นยาที่ดีที่สุดในการปรับพฤติกรรมของลูก  เด็กมีความเก่งอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบในยุคนี้แลัว แต่เด็กต้องเติบโตมาด้วยคุณภาพทางอารมณ์ด้วย

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช

ในระยะแรก โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช จะเปิดโปรแกรมสำหรับพ่อแม่และผู้ปกครองเพื่อการรักษาเด็กสมาธิสั้น (ADHD) และเด็กดื้อ(ODD) อายุระหว่าง 2-12 ปี โดยเป็นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีโครงสร้างลักษณะเฉพาะและมีแบบแผนชัดเจนอิงตาแนวทางของ Russell A. Barkley ศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมาธิระดับโลก โดยพ่อแม่และผู้ปกครองจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ เรื่องโรคสมาธิสั้น และพฤติกรรมดื้อต่อต้าน อย่างครบวงจร อาทิ ฝึกสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับลูก ฝึกการออกคำสั่งแบบมีประสิทธิภาพ ฝึกทักษะการปรับพฤติกรรม การเลือกโรงเรียน การรักษาโรคสมาธิสั้น เป็นต้น

“จากผลวิจัยซึ่งทำต่อเนื่องระยะยาวพบว่า เด็กที่มีความสามารถรอได้เมื่อตอน 4 ขวบ เมื่อมีอายุมากขึ้นส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่ดี และมีหน้าที่การงานดี มีรายได้สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการฝึกให้รอเป็นตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงต้องฝึกฝน โดยต้องการเลือกสถานการณ์ให้ถูกต้อง ตามหลักพัฒนา 5 Point of EF intervention ได้แก่ Choose Situation – Change Situation – Choose Attention – Change Thoughts – Change Response พัฒนาไปพร้อมกับลูก เพราะถ้าจะเเก้ปัญหาจิตใจเด็ก เเต่ตราบใดที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวยังไม่ได้เรื่อง เเม้จะมีเทคนิควิเศษสุดก็จะไม่เปลี่ยน ดังนั้นจึงต้องทุ่มเทให้กับการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกก่อน แล้วค่อยไปสอนพ่อเเม่ว่าต้องจัดการกับลูกอย่างไร เเต่หลายครอบครัวมักไม่สนใจขั้นตอนพื้นฐานเหล่านี้ อยากกระโดดไปสเต็ปที่ 4-5 เลย แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา”

นอกจากนี้ นพ.ธีระเกียรติ ได้แชร์ประสบการณ์ที่ได้โอกาสสัมภาษณ์ทีมหมูป่า ผู้รอดชีวิตทั้ง 13 คน โดยเป็นการเข้าไปพูดคุยเรื่องสภาพจิตใจ การเอาตัวรอด การปรับตัว การตัดสินใจเเล้วนำมาวิเคราะห์การก้าวผ่านในปัจจัยต่างๆ แบบไม่อิงเรื่องดราม่าและกระแสสังคมว่า หัวใจสำคัญคือทีมเวิร์ก มนุษย์เราอย่าเเก้ปัญหาคนเดียว เเละความเป็นผู้นำของโค้ชก็มีส่วนช่วยได้มาก เด็กต้องมีตัวอย่างเเละผู้นำที่ดี มีความคิดในเเง่ดีจึงทำให้มีความหวังเเละกำลังใจ เป็นพื้นฐานที่ดีมากของสุขภาพจิตใจเด็ก อีกทั้งการเล่นกีฬาก็มีส่วนในการพัฒนา EF เเละ RQ อย่างมาก ซึ่งถ้ามองถึงสังคมปัจจุบัน เด็กในเมืองกรุง อาจไม่ได้มีความสัมพันธ์เช่นนั้น เนื่องด้วยการอยู่อาศัยเเละการดำรงชีวิตที่เร่งรีบและเป็นปัจเจกกว่า

 

อยากมีลูกต้องทำไง

อยากมีลูกต้องทำไง ? ลอง 9 วิธีแบบธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ ลูกมาแน่

อยากมีลูกต้องทำไง อยากท้องต้องกินอะไร อยากมีลูกต้องทำท่าไหน .. หากคุณมีลูกยากและอยากมีลูก มาดูวิธีทำให้มีลูก ทั้งแบบธรรมชาติและแบบใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ต้องทำอย่างไรไปดูกันเล้ย

อยากมีลูกต้องทำไง กับ “วิธีทำให้มีลูก”
4 วิธี
ธรรมชาติ + 5 เทคโนโลยี ลูกมาแน่!!

เมื่อพูดถึงการมีลูก บางคนโชคดีมีลูกง่ายมาก ซึ่งถ้าเปรียบได้กับพัดลม ก็อยู่ในประเภทเครื่องใหม่ที่เปิดปุ๊บติดปั๊บ ส่วนในบางคนก็อยากมีลูกแทบตาย แต่ทำอย่างไรก็ไม่มีสักที ซึ่งสาเหตุของการมีลูกยาก อาจมาจากปัญหาด้านสุขภาพร่างกาย ทั้งฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ได้ แล้วถ้า อยากมีลูกต้องทำไง หรือหากอยากท้องต้องกินอะไร เพราะความจริงแล้ว การตั้งครรภ์ ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างมาประกอบกันถึงจะทำให้มีลูกได้ง่ายขึ้น อย่าเพิ่งท้อ ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมวิธีทำให้มีลูกมาแนะนำทั้งที่เป็นวิธีแบบธรรมชาติ และการใช้วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

Must read : แล้วรีบแก้ไข! พ่อแม่ยุคใหม่ ทำไมจึง มีลูกยาก ?

อยากมีลูกต้องทำไง บ้าง!?

อย่างไรก็ตามหากคุณคิดจะมีลูก ก่อนอื่นควรมีการวางแผนตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะผู้หญิงที่มีลูกดกส่วนใหญ่แล้วจะแต่งงานเร็ว โดยช่วงวัยที่เหมาะสมและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มาก คือ ช่วงอายุ 20-30 ปี เนื่องจากร่างกายมีความสมบูรณ์เต็มที่ ถ้าตั้งครรภ์ได้ก็จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้น้อยมาก เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้ว อยากมีลูกต้องทำไง ในวิธีแบบธรรมชาติ ให้เริ่มจาก

1. ร่วมรักให้ถูกวัน

การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงไข่ตกจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากที่สุด เพราะหลังจากไข่ตก 24 ชั่วโมงหากไข่ไม่ได้รับการผสมจะฝ่อหายไป โดยรอบเดือนของคุณผู้หญิงจะอยู่ที่ 28 – 30 วัน การตกไข่จะเกิดประมาณวันที่ 12 – 14 นับจากวันที่ประจำเดือนมาวันแรก ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ดังนั้น สำหรับคู่ที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้บ่อยๆ ช่วงเวลาที่ควรมีเพศสัมพันธ์ก็คือ ช่วง 3 วันก่อนไข่ตก ไปจนถึง 3 วันหลังไข่ตก

ส่วนในกรณีที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาค่อยตรงเวลา การคำนวณวันไข่ตกก็อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ แต่เราก็มีวิธีหาวันตกไข่ได้อย่างแม่นยำหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิ, การตรวจมูกที่ปากมดลูก หรือการใช้ชุดตรวจการไข่ เป็นต้น

ข้อด้อยของการมีเพศสัมพันธ์ในวันที่มีการตกไข่ ก็คือเป็นเซ็กช์ตามคำสั่ง ซึ่งทำให้เกิดความเครียดและกังวลใจในการปฏิบัติภารกิจ เมื่อเกิดความเครียดขึ้นจะทำให้สภาพภายในร่างกาย ความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไปจนทำให้การตั้งครรภ์เป็นไปได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้น ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์จึงต้องพยายามปล่อยตัวให้สบาย ๆ และระวังอย่าให้เกิดความเครียด

2. ความถี่ในการร่วมเพศ

มีงานวิจัยพบว่า หากมีเพศสัมพันธ์ทุกวันจะเพิ่มโอกาสติดลูก แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าอาจจะเพิ่มความเครียดและทำให้ปริมาณของอสุจิลดน้อยลงด้วย โดยทั่วไปจึงมีคำแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์วันเว้นวันหรือ 2 วันครั้ง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มากกว่า เพราะอสุจิมีชีวิตอยู่ได้ถึง 72 ชั่วโมง หลังจากการหลั่ง ซึ่งจะมีความสมบูรณ์แข็งแรงและแหวกว่ายเข้าไปได้ถึงปลายทาง

3. ท่วงท่าในการร่วมเพศ

หลายคนที่สงสัยว่า อยากมีลูกต้องทำไง อยากมีลูกต้องทำท่าไหน ซึ่งแม้บางคนไม่เชื่อว่าท่วงท่าจะมีผลต่อการมีลูกง่าย แต่โดยทั่วไปมีความเชื่อว่าท่ามิชชั่นนารี เป็นท่าที่มีลูกง่ายสุด เพราะสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึก และหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปที่ปากมดลูกโดยตรง อีกทั้งยังเป็นท่าที่ทำให้ฝ่ายหญิงได้พักผ่อนนอนสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็งตัว โดยหลังมีเพศสัมพันธ์แนะนำให้ฝ่ายหญิงนอนหงายเอาหมอนหนุนสะโพกให้ยกสูง ค้างน้ำอสุจิไว้อย่างน้อย 10-15 นาที เป็นการช่วยให้อสุจิวิ่งไปผสมกับไข่ได้ดีขึ้น

 

Must read : ทำไงให้ท้อง? 12 ทางลัด ที่คนอยากมีลูกไม่ควรพลาด

Must read : วิธีทำลูกแฝด 5 ท่วงท่า อยากได้ลูกแฝด ต้องทำท่านี้?

ท่า Missionary

4. ให้ฝ่ายหญิงไปถึงจุดสุดยอดก่อน (หรือพร้อม ๆ กับฝ่ายชาย)

เพราะการถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น เพราะเมื่อฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอด จะมีการหลั่งน้ำเมือกที่ช่วยนำอสุจิให้ไปถึงไข่ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องคลอดยังมีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อในท้องน้อยหลายครั้ง จึงมีผลทำให้เกิดแรงดูดน้ำอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้มากขึ้นด้วย

วิธีนี้มีเคล็ดลับอยู่ว่า.. เมื่อฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิออกมาในระยะครึ่งชั่วโมงแรกนั้น น้ำอสุจิจะมีลักษณะเป็นเจลที่ยังไม่ละลาย ซึ่งน้ำอสุจินั้นจะต้องละลายเป็นน้ำก่อน ตัวอสุจิจึงจะเคลื่อนไหวได้ เพราะฉะนั้นแล้วผู้หญิงต้องนอนต่อสัก 30 นาที เป็นอย่างน้อย ถ้าจะให้ดีควรรองบริเวณสะโพกด้วยหมอนและนอนในท่าขาชัน ซึ่งจะทำให้ช่องคลอดสามารถเก็บกักน้ำอสุจินานพอและมากพอ โอกาสเกิดการตั้งครรภ์จึงจะมีมาก

Must read : อาหารเพิ่มสเปิร์ม เพิ่มเติมรสชาติชีวิตคู่

Must read : อาหารทำให้ท้อง สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่อยากมีลูก

 

ทั้งนี้หากยังสงสัยว่า อยากมีลูกต้องทำไง ปัจจัยด้านสุขภาพร่างกายและจิต ร่วมไปถึงไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต ก็มีส่วนสำคัญ ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง งดเหล้า บุหรี่ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมรวมไปถึงต้องกินอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ โดยคุณผู้ชายควรเน้นอาหารที่มีโปรตีน สังกะสี และแมงกานีส เพื่อบำรุงให้อสุจิแข็งแรง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ อาหารทะเล กล้วยหอม เป็นต้น ส่วนคุณผู้หญิงควรกินโฟลิคทุกวันก่อนคิดที่จะมีลูกอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ลูกในท้องพิการ

Must read : 15 อาหารที่มีโฟเลตสูง ที่แม่ท้องและลูกในท้องควรทาน

 

อ่านต่อ >> “วิธีทำให้มีลูกด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยท้อง” คลิกหน้า 2

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :


www.thaihealth.or.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของเล่น เด็ก 4 ขวบ

8 ของเล่น เด็ก 4 ขวบ ฝึกสมอง สร้างสมาธิ เสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยวัยอนุบาลโดยเฉพาะ!

สำหรับเด็กทุกวัย “การเล่น” เป็นเหมือนความสุขอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา การมองหา ของเล่น เด็ก 4 ขวบ ที่อยู่ในช่วงวัยอนุบาล ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเริ่มสนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบด้าน เริ่มเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น “ของเล่น” จึงเป็นอีกตัวช่วยที่ดีต่อการเรียนรู้ของลูก

ของเล่นที่เหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อยเพื่อเสริมพัฒนาการและทักษะของลูกนั้นมีมากมาย ตั้งแต่ของเล่นดนตรีไปจนถึงศิลปะ งานฝีมือ ของเล่นก่อสร้าง กีฬา เกมกระดาน หนังสือ ตุ๊กตาน่ากอดก่อนนอนและอีกมากมาย มาดูกันค่ะว่าของเล่นแตะละอย่างจะช่วยฝึกสมอง สร้างสมาธิ เสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยวัยอนุบาลด้านไหนกันบ้าง

8 ของเล่น เด็ก 4 ขวบ สำหรับลูกน้อยวัยอนุบาลโดยเฉพาะ!

ของเล่นเด็ก 4 ขวบ ฝึกพัฒนาการด้านสติปัญญา

#1 ของเล่นที่มองหาความแตกต่าง เช่น หนังสือเกมส์จับผิดภาพ หรือวงกลมหาภาพที่ซ่อนอยู่ คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกเล่มเกมที่หาความแตกต่างด้วยภาพง่าย ๆ เช่น หาภาพสีของเปลือกหอยที่แตกต่างกัน มองหาผู้ชายใส่หมวกสีแดงในภาพ เป็นต้น เกมลักษณะนี้จะช่วยเสริมประสาทสัมผัสระหว่างตาและสมอง ทักษะการวิเคราะห์ และฝึกสมาธิ

ของเล่น เด็ก 4 ขวบ
ของเล่น เด็ก 4 ขวบ

#2 บล็อกสีและตัวเลข ของเล่นที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกให้นับตัวเลขด้วยบล็อกตัวเลขและสีอย่างสนุก หรือจะเป็นบล็อกของเล่นทั่วไปเพียงแต่เขียนหรือติดสติ๊กเกอร์ตัวเลขลงบนบล็อกก็จะช่วยให้ลูกได้มีของเล่นที่เพิ่มประสิทธิภาพบูสต์ความฉลาดยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการเล่นง่าย ๆ เช่น การเรียงบล็อกตามลำดับตัวเลขที่ถูกต้อง หรือเรียงตามขนาดจากเล็กไปใหญ่ ของเล่นลักษณะนี้จะทำให้ลูกรู้จักตัวเลข เรียนรู้การนับจำนวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักขนาด ชื่อสีต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความฉลาดด้านคณิตศาสตร์ จัดว่าเป็นของเล่นสำหรับวัย 4 ขวบ อีกหนึ่งอย่างที่มีประโยชน์มาก

#3 รถบังคับ รถยนต์บังคับที่ใช้รีโมทคอนโทรลควบคุมระยะไกล เป็นหนึ่งในของเล่นที่ชื่นชอบมากที่สุดสำหรับเด็กวัยอนุบาล ของเล่นลักษณะนี้จะช่วยสร้างความสนใจและจินตนาการ จากการควบคุมรถเพื่อหักเลี้ยวซ้าย ขวา หาที่จอดรถ ซึ่งยังได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า การเล่นรถบังคับช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้เกี่ยวกับการคำนวณทางเรขาคณิตได้ด้วย

#4 Puzzle หรือจิ๊กซอว์ สำหรับเด็กวัยเล็กจิ๊กซอว์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 10-20 ชิ้น การเล่นจิ๊กซอว์จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ลองใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหา และเป็นเกมที่ฝึกความจำได้ดี

ของเล่นเด็ก 4 ขวบ ฝึกพัฒนาการด้านร่างกาย

ของเล่น เด็ก 4 ขวบ
ของเล่น เด็ก 4 ขวบ

 #5 ลูกบอลหรือของเล่นสนาม เด็กวัย 4 ขวบจะมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่คือแขน ขาที่แข็งแรงขึ้น การได้วิ่งเล่น กระโดด ปีนป่าย ให้ลูกได้เล่นด้วยของเล่นสนาม เช่น ลูกบอล เล่นซ่อนแอบ เกมวิ่งไล่จับ ฯลฯ เพื่อช่วยเสริมพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกทักษะการประสานงานของร่างกายในส่วนต่าง ๆ ตา มือ และกล้ามเนื้อ

#6 แป้งโดว์ เป็นของเล่นที่เหมาะสำหรับทุกวัยและให้ประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ ช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์การออกแบบ เสริมจินตนาการ และช่วยฝึกพัฒนากล้ามเนื้อมือ พัฒนากล้ามเนื้อเล็กให้แข็งแรง ทำงานคล่องแคล่วขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเขียนสำหรับเด็ก ๆ ในช่วงอนุบาลและวัย 5-6 ปี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ  ของเล่นลูกน้อยวัย 4 ขวบช่วยเสริมพัฒนาการสังคมและอารมณ์ คลิกหน้า 2

เรียนเปียโน

เรียนเปียโนดียังไง 6 ข้อดีที่ให้ลูก “เรียนเปียโน” แต่เด็ก

เรียนเปียโนดียังไง ทำไมคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านได้สนับสนุนให้ลูกได้เล่นได้เรียนแต่เล็ก ๆ กิจกรรมที่ส่งเสริมลูกยุค 4.0 Amarin Baby&Kids หาคำตอบมาฝากแม่ ๆ แล้วค่า

มีผลวิจัยได้ตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ the Proceedings of the National Academy of Sciences กล่าวว่า “มีหลักฐานว่าการฝึกฝนเล่นเปียโนจะช่วยเพิ่มการทักษะไม่แค่ในด้านดนตรี แต่ยังเป็นทักษะในด้านภาษาด้วย” และจากงานหลายชิ้นก็ระบุว่า คลื่นเสียงเป็นระเบียบอย่างเปียโนนั้นจะช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย สมองส่วนรับรู้เกิดการรับ-ส่ง และเชื่อมโยงเซลล์สมองที่แตกตัวมากขึ้น กระตุ้นสมองเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ดังนั้นไม่เพียงแต่ช่วยให้เรียนรู้ภาษาได้เร็วยิ่งขึ้น แต่การได้เรียนรู้ผ่านเครื่องดนตรีนั้นยังช่วยส่งเสริมทักษะอื่น ๆ อีกหลายด้าน

เรียนเปียโนดียังไง

เรียนเปียโนดียังไง

#1 การเรียนเปียโนช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้

การได้เล่นเปียโนช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสในหลายด้าน เช่น สมองสั่งการ ตามองไปที่ตัวโน้ต มือซ้ายสัมผัสบนคีย์ หูฟัง และเท้าที่ควบคุมความสั้นยาวของเสียง ด้วยวิธีการเล่นของเปียโนเช่นนี้ ทำให้สมองทั้งสองข้างได้พัฒนาไปพร้อมกัน จึงทำให้สมองของเด็กที่เล่นเปียโนแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่โดดเด่นมากขึ้น เด็กที่เรียนเปียโนได้สักระยะหนึ่งจะพัฒนาคลังคำศัพท์และจดจำศัพท์ได้ดีกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนดนตรี รวมถึงยังมีทักษะในการทำงานหลายอย่าง เช่น ทักษะในการแก้ไขปัญหา เป็นต้น

#2 การเรียนเปียโนช่วยลดความเครียดและรักษาอาการซึมเศร้าได้

การเรียนเปียโนตั้งแต่เด็ก ดนตรีและเสียงเพลงเปียโนจะช่วยขัดเกลาและเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ให้ลูกเป็นเด็กที่อารมณ์ดี มีอารมณ์เชิงบวก สดใส ร่าเริงได้ อีกทั้งมีผลทางวิทยาศาสตร์เผยว่า การเล่นเปียโนสามารถรักษาโรคซึมเศร้าและบรรเทาความเครียดได้ เสียงดนตรีจากเปียโนจึงเป็นผลดีอย่างมากตั้งแต่เด็กเล็กไปจนทุกวัยในครอบครัวที่ช่วยบำบัดอารมณ์ส่งผลให้ครอบครัวมีความสุขได้

เรียนเปียโนดียังไง
pixabay.com

#3 การเรียนเปียโนช่วยเพิ่มพัฒนาการกล้ามเนื้อของมือ

ประโยชน์ของการเรียนเปียโนช่วยพัฒนาการเชื่อมต่อการทำงานประสานระหว่างมือ ตา สมอง และสัมพันธ์กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดี เด็กที่เล่นเปียโนเป็นประจำได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีกล้ามเนื้อมือที่แข็งแรงยืดหยุ่นจากการควบคุมมือให้เล่นตรงจังหวะ การทำงานของมือซ้ายที่กดคอร์ด มือขวากดเมโลดี้นั้นทำให้ร่างกายทั้งสองซีกทำงานประสานกัน ทำให้เกิดความคล่องแคล่วมีการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ

#4 การเรียนเปียโนส่งผลต่อการเชื่อมโยงกันของเซลล์ประสาทในสมอง

เปียโน เป็นเครื่องดนตรีที่เรียนรู้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เหมาะสำหรับที่จะเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ภายในไม่กี่นาทีเด็กก็จดจำตัวโนตง่าย ๆ ก่อนที่จะเรียนรู้และเล่นเป็นเพลงในสเต็ปต่อไป การเรียนเปียโนจึงช่วยฝึกทักษะด้านการจำ ส่งผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ที่ต่อยอดไปสู่พัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ได้ดีรอบด้านที่จำเป็นต่อความสำเร็จในอนาคต

เรียนเปียโนดียังไง

#5 การเรียนเปียโนส่งเสริมประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในโรงเรียน

การเรียนเปียโนมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิที่ดีขึ้น มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้เรียนเปียโนตั้งแต่อายุน้อยสามารถช่วยให้สมองประมวลผลเสียงดีขึ้น เนื่องจากเด็กที่ได้ฝึกฝนเล่นเปียโนนั้นจะทำให้ประสาทการได้ยินทำงานได้ดี หูที่ใช้ในการแยกเสียงโน้ตเปียโนที่แตกต่างกันทำให้มีความสามารถในการแยกความแตกต่างของเสียงต่าง ๆ ได้ดี เมื่ออยู่ในห้องเรียนก็จะทำให้มีสมาธิในขณะที่ครูสอน ซึ่งก็ส่งผลต่อความมั่นใจในการเรียนของลูกได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

#6 การเรียนเปียโนส่งผลให้ประสบความสำเร็จ

การเรียนเปียโนจะช่วยสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบ ความพยายามต่อการเรียนรู้ในสเกลหรือเพลงที่ยากขึ้น ท้าทายกับการแก้ปัญหา ความขยันฝึกซ้อม ตั้งเป้าหมาย การยอมรับคำติชมจากครูผู้สอน การกล้าแสดงออก ฯลฯ ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถตอบโจทย์และเป็นคุณสมบติจำเป็นที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคตได้

จะเห็นว่าพลังของเปียโนนั้นเป็นเครื่องดนตรีที่ช่วยพัฒนาเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่าง ๆ ให้เจ้าตัวเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อยทีเดียวเลย คงมีหลายบ้านที่ให้ลูกได้เล่นเปียโนตั้งแต่เล็ก คุณแม่ที่สนับสนุนล้วนมองเห็นว่าการให้ลูก เรียนเปียโนดียังไง อาทิเช่น

เรียนเปียโนดียังไง
น้องลูกแพร

คุณแม่ลูกแพร อายุ 6 ขวบ บอกไว้ว่า “การเรียนเปียโนช่วยทำให้น้องมีสมาธิมากขึ้น อารมณ์เย็นขึ้น มีความคิดความจำดี ได้ฝึกความแข็งแรงของนิ้วมื้อ ได้ฝึกความพยายามอดทนในการตั้งใจเรียน ทำให้ลูกมีความกล้าแสดงออก และมองเห็นว่าลูกสามารถนำทักษะที่ได้เรียนไปประกอบอาชีพเสริมได้”

เรียนเปียโนดียังไง
เรียนเปียโนดียังไง

คุณแม่น้องของขวัญ อายุ 7 ขวบ กล่าวว่า “การให้น้องได้เรียนเปียโนจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจลูกให้เป็นเด็กอ่อนโยน อารมณ์ดี มีสมาธิ และสามารถที่จะนำความรู้ประกอบเป็นอาชีพในอนาคตได้”

สำหรับการเรียนการเล่นผ่านดนตรีนั้น ไม่ว่าเครื่องดนตรีชนิดใดก็สามารถเสริมทักษะต่าง ๆ ให้กับเจ้าตัวเล็กได้ ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบของลูก หากคุณพ่อคุณแม่พร้อมส่งเสริมลูกตั้งแต่ยังเด็กก็จะกลายเป็นเล็กพริกขี้หนูที่มาพร้อมกับพัฒนาการที่ดีรอบด้านและนำมาซึ่งความภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteeming) ของลูกด้วยนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.khaosod.co.thwww.musikalessons.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

คลิปเด็ก 5 ขวบเล่นเปียโน มหัศจรรย์แค่ไหนนั้น ให้ข้ามไปดูนาทีที่ 2.58

5 เทคนิคสอนลูกให้เก่ง พรสวรรค์สร้างได้ด้วยสองมือพ่อแม่

“ยิ่งเล่น ยิ่งฉลาด “ พัฒนา PQ (Play Quotient) สร้างลูกให้ฉลาดแข็งแรงจากการเล่นแสนสนุก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่