ของใช้เด็กแรกเกิด

เช็กลิสต์ ของใช้เด็กแรกเกิด ที่คุณแม่ต้องเตรียม!

ของใช้เด็กแรกเกิด ที่แม่ท้องสามารถเตรียมไว้ก่อนคลอด จะมีอะไรที่ต้องซื้อบ้าง ตาม Super Nanny ไปเช็กลิสต์หมวดหมู่ของใช้ทารกแรกเกิดที่ต้องจำเป็นกันเลย

เช็กลิสต์ ของใช้เด็กแรกเกิด ที่คุณแม่ต้องเตรียม!

Super Nanny เชื่อว่า…ต้องมีว่าที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยว่า ถ้าคุณแม่ท้องใกล้คลอดแล้ว…จะต้องเตรียมของใช้ทารกที่จำเป็นอะไรบ้างซื้อเตรียมรอไว้ เพื่อไม่ให้คุณพ่อคุณแม่ฉุกละหุกหาซื้อของใช้ลูกกันตอนหลังคลอด

Must read :จัดกระเป๋าเตรียมคลอด และเตรียมของใช้เด็กแรกเกิด

Must read : ของใช้ทารกแรกเกิด 11 อย่างที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

บอมเบย์จึงจะช่วยเช็กลิสต์ แนะนำอุปกรณ์ของใช้เด็กที่จำเป็นต้องซื้อจริงๆ พอลูก  คลอดมาก็จะได้มีพร้อมใช้ โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลักๆ สำหรับของใช้เด็กแรกเกิด  ที่ว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรซื้อเตรียมไว้พร้อมใช้ค่ะ  คือ

  1. หมวดเป็นเครื่องแต่งกาย
  2. หมวดทำความสะอาด
  3. หมวดเครื่องนอนเด็ก

และแถมด้วยหมวดเบ็ดเตล็ด ทั้งนี้ทั้งนั้นจำนวน ของใช้เด็กแรกเกิด ทั้งหมดที่ต้องซื้อเตรียมไว้ก่อนคลอดเบื้องต้น คุณพ่อคุณสามารถซื้อเพิ่มได้ในภายหลังอีก รวมทั้งอุปกรณ์ของใช้จำเป็นอื่นๆ ก็หาซื้อได้ตามวัยพัฒนาการของลูกน้อยค่ะ

Must read : ชี้เป้า! รวมลิงก์ ลงทะเบียนรับของฟรี คนท้อง และแม่ลูกเล็ก โดยเฉพาะ

ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท้องนอกมดลูก

แม่แชร์ประสบการณ์! “ท้องนอกมดลูก” วิธีสังเกต รักษา อย่างละเอียด

ประสบการณ์ ท้องนอกมดลูก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สามารถเกิดขึ้นได้กับแม่ท้องอ่อนทุกคน และหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจอันตรายถึงชีวิต

แม่แชร์ประสบการณ์! “ท้องนอกมดลูก” วิธีสังเกต รักษา อย่างละเอียด

ทีมงานขอนำประสบการณ์ ท้องนอกมดลูก ของคุณแม่ท่านหนึ่งในเว็บไซต์ Pantip.com ที่ได้เล่าเรื่องราวที่ตนเองได้พบเจอมา พร้อมทั้งวิธีสังเกตอาการท้องนอกมดลูก และวิธีรักษาอย่างละเอียด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แม่ ๆ หมั่นสังเกตตัวเองว่าหากมีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ แม้จะเป็นเลือดไม่กี่หยด เลือดนั้นอาจจะไม่ใช่เลือดล้างหน้าเด็ก แต่อาจเป็นเพราะ ท้องนอกมดลูก ได้ อีกทั้งการตั้งครรภ์นอกมดลูกนั้น มีความอันตรายต่อชีวิตของแม่ท้องเป็นอย่างมากหากไม่ได้รับการรักษา ดังนี้

สวัสดีค่ะทุกคนอยากแชร์ประสบการณ์ที่เจอมาค่ะ เริ่มเลยนะคะ เรามีการวางแผนจะมีลูกลองปล่อยมาเป็นเวลา 9 เดือนซึ่งยังไม่ติดทำทุกวิธีทาง เช่น วัดอุณภูมิไข่ตกทุก ๆ เช้า นับวันไข่ตก ซื้อยาบำรุงโฟลิก ทำทุกท่าทางยังไม่ติด

ปล. เราเป็นคนที่ประจำเดือนมาตรงทุกเดือนค่ะ ทุก ๆ วันที่ 1-5 มีเคลื่อนบ้าง 1-2 วันแต่ไม่เกินอาทิตย์แรกของเดือนค่ะ ระยะเวลาเป็นประมาณ 5 วัน ต่อค่ะแอบคิดมากว่าเป็นที่อะไร ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมาเลยชวนแฟนไปตรวจน้ำเชื้อดูซิว่าน้ำเชื้ออ่อนไหม ที่สงสัยเนื่องจากแฟนทำงานดึกนอนวันหนึ่งแค่ 4-5 ชม. เองกลัวว่าอาจจะเป็นที่เขาก็เลยพาไปตรวจน้ำเชื้อ ไปตรวจที่สำโรงการแพยท์ ค่าตรวจ 450 บาท รอผล 1 ชม. สรุปผลน้ำเชื้อแฟนแข็งแรงดีค่ะเราบอกแฟนว่างั้นเดี๋ยวเราจะไปตรวจปากมดลูก ให้คุณหมอตรวจความพร้อมของการมีบุตร ตรวจเลือด ตรวจปากมดลูก วันนั้นไม่ได้ตรวจค่ะ ว่าจะมาตรวจอาทิตย์ถัดไป เพราะวันนั้นมีเลือดนึกว่าประจำเดือนน่าจะมามันตรวจไม่ได้ เหตุการณ์เริ่มมาจากวันนี้แหละค่ะในวันเดียวกันคือ วันที่ 2 สิงหาคม มันมีเลือดออกก็เลยคิดว่าประจำเดือนมา แต่มีความผิดปกติค่ะ สีเลือดออกแดงสดส้ม ๆ ปริมาณน้อย ระยะเวลานานถึง 7 วันก็แอบคิดนิดหนึ่งว่าเป็นอะไรหรือเปล่าหรือประจำเดือนมาไม่ปกติ ก็ไม่ได้คิดอะไรก็ปล่อยค่ะ จนมาถึงวันที่ 19 สิงหามีเลือดออกมานิดหนึ่งคือแอบดีใจคิดว่าต้องเป็นเลือดล้างหน้าเด็กแน่ ๆ เลย ไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาค่ะ (อ่านต่อ รีวิวที่ตรวจครรภ์ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ตรวจแม่นสุด!)

ตรวจตอนเช้าวันที่ 20 สิงหาคม จะบอกว่าขึ้นสองขีดคือดีใจมาก แบบคนอยากมีลูกค่ะอารมณ์มันตื่นเต้นมาก แต่ยังมีเลือดออกกระปริกกระปรอยออกมาอยู่ยังคิดว่าเลือดล้างหน้าเด็กมั้ง ตอนเที่ยงไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอีกรอบรอผล สรุปว่าผลชัวค่ะอายุครรภ์ 1 เดือน

วันที่ 20 สิงหาเลือดออกวันที่ 2 ออกมาแค่นิดเดียวยังนึกว่าเลือดล้างน่าเด็กอยู่ไม่คิดอะไรเยอะ แต่เอ๋สงสัยไหมค่ะว่าทำไหมหมอเขาบอกว่า อายุครรภ์ 1 เดือนทั้ง ๆ ที่เมื่อวันที่ 2 สิงหายังมีเลือดออกคล้ายประจำเดือนมาต้อง 7 วันอยู่เลย เราถามคุณหมอกับไปว่าใช่เหรอคะ ต้นเดือนประจำเดือนยังมาอยู่เลย คุณบอกว่า ค่า HCG สูงถึง 4349 อายุครรภ์น่าจะได้เดือนหนึ่งแล้วค่ะ เก็บความสงสัยพร้อมเดินออกจากโรงบาลไปแต่ตอนนั้นยังไม่คิดมากค่ะ ดีใจมากกว่า

ตั้งครรภ์นอกมดลูก
ตั้งครรภ์นอกมดลูก

วันที่ 21 วันที่วันที่ 3 ยังมีเลือดออกอีก วันนี้เยอะกว่าวันที่ 2 ครั้งนี้รู้สึกไม่สบายใจแหละกลัวลูกเป็นอะไรเราไปยกหรือไปทำอะไรกระแทกแรงหรือเปล่าเลิกงานมาไปตรวจที่โรงบาลค่ะ

คุณหมอค่ะเมื่อวานมาตรวจเลือดพบว่าตั้งครรภ์แต่ หนูมีเลือดออกร่วมมา 2 วันแล้วค่ะ คุณหมอส่งไปอัลตร้าซาวด์มดลูก ตอนนั้นใจไม่ดีเลยกลัวลูกจะเป็นอะไร เข้าไปตรวจสรุปข่าวที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อคุณหมอ อัลตร้าซาวด์แล้วไม่เจอถุงการตั้งครรภ์ในมดลูกเลย ว่างเปล่าคุณหมอพูดไปพร้อมกับอัลตร้าซาวด์ไปด้วยชี้ให้คนไข้ดู คนไข้คะ หมอสงสัยว่าคนไข้จะท้องนอกมดลูกนะคะ เราได้ยินเช่นนั้นตัวสั่นใจเต้นแรงคือกลัวไปหมดเลย กลัวน้องจะไม่อยู่กับเรา เลื่อนไปเลือนมาก็ไปเจอถุงดำ ๆ ที่ปีกมดลูกข้างขวาค่ะ คุณหมอบอกเจอแล้วน่าจะใช่แน่เลย แกเลื่อน ๆ ดูรอบเลื่อนไปด้านซ้ายก็ไปเจอก้อนกลม ๆ น้อย ๆ อีก คุณหมอบอกอีกว่าอันนี้น่าจะซีสต์แน่เลยแต่ไม่อันตรายนะ ตรวจเสร็จคุณหมอคุยกับเราเลยค่ะว่ามีสิทธิ์ประกันสังคมที่นี่ไหม ถ้าไม่มีสิทธิ์ค่าผ่าตัดมันแพงมากเลยค่ะ แสนขึ้น โรงพยาบาลเอกชน คุณหมอแนะนำให้ไปรักษาตามสิทธิ์นะคะจะได้ไม่เสียเงินเยอะ หมอแนะนำให้ไปวันนี้เลยนะคะอย่าปล่อยไว้นาน เราไปวันนั้นเลยค่ะคุณหมอเขียนอธิบายผลอัลตร้าซาวด์+ใบตรวจเลือดที่เราตรวจมาใส่ซองในโรงบาลที่เราจะไปใช้สิทธิ์เราไปโรงบาลเปาโลสมุทรปราการค่ะไปวันนั้นเลย เวลาประมาณ 19.30 น. ไปถึงยื่นซองให้คุณพยาบาล คุณพยายาบาลจัดการให้ไปเจอคุณหมอ คุณหมอให้อัลตร้าซาวด์อีกรอบค่ะ เพื่อความชัวร์เพราะคุณหมออีกโรงบาลเขาเขียนว่า สงสัยจะท้องนอกมดลูกเรายังภาวนาให้มันไม่จริงให้เขาตรวจผิดอะไรก็ได้ที่ลูกเราจะไม่เป็นอะไร สรุปความโชคดีมันไม่เข้าข้างค่ะ ข่าวร้ายคือใช่ค่ะท้องนอกมดลูก 100% แล้วให้แอดมิทคืนนั้นเลยค่ะ คุณหมออธิบายว่าคุณไข้ท้องนอกมดลูกค้าต้องผ่าตัดออกมันมีความเสี่ยงกับคุณแม่ถ้าเก็บไว้มันอาจจะแตกและตกเลือดช๊อคได้ นอนตามสิทธิ์ประกันสังคมค่ะ ให้อดข้าวอดน้ำต้องแต่คืนนั้นเลย คืนนั้นนอนร้องให้ทั้งคืน เจาะเลือดตรวจ 3 รอบ ใส่สายน้ำเกลือโดนเจาะเกือบจะ 8 เข็มเพราะว่าเส้นเลือดไม่ขึ้นเจาะไปแล้วเส้นมันหดต้องเปลี่ยนที่เจาะใหม่

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แม่แชร์ประสบการณ์! “ท้องนอกมดลูก” วิธีสังเกต รักษา อย่างละเอียด

สฟิงโกไมอีลิน

เผยผลวิจัย “สฟิงโกไมอีลิน” หนึ่งในสารอาหารสำคัญ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ผลวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านสมองระดับโลกชี้ “สฟิงโกไมอีลิน” หนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน และมีความสัมพันธ์ให้ลูกสมองดี เรียนรู้ไว”

ศาสตราจารย์ฌอน ดิโอนี ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเผยผลการวิจัย เรื่อง สฟิงโกไมอีลิน หนึ่งในสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองลูกโดยเฉพาะช่วง 1000 วันแรกของชีวิต อยากให้ลูกสมองดี เรียนรู้ไว ต้องอ่าน

ศาสตราจารย์ฌอน ดิโอนี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) ในผู้หญิงและทารกของโรงพยาบาล Rhode Island   และศาสตราจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัย Brown University และมีวารสารทางวิชาการตีพิมพ์ถึง 69 ฉบับ และท่านยังได้รับทุนจากสถาบัน National institutes of Health (NIH) แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อการศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาสมองของมนุษย์เพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุด

ในโอกาสที่ศาสตราจารย์ฌอน ดิโอนี ได้มาร่วมประชุมสัมมนาวิชาการ Meet the expert in nutrition for Brain connection- the evidence support from the past to present จัดโดยชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย เราจึงได้นำบทสัมภาษณ์มาให้คุณแม่ได้ลองอ่านกัน โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีลูกวัยทารกค่ะ

พิธีกร: ตอนนี้ท่านศาสตรจารย์ฌอนกำลังให้ความสำคัญในการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดครับ

ศาสตราจารย์ฌอน: มีงานวิจัยที่ได้รับทุนจากองค์กรสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) สิ่งที่ผมกำลังศึกษาค้นคว้าอยู่ก็คือ “เราจะทำอย่างไรให้ทารกเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง และมีสมองที่ชาญฉลาด”  โดยผมจะทำการทดลองเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยในด้านต่างๆ เช่น กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม โภชนาการที่เด็กได้รับ รวมไปถึงการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ กับการพัฒนาการ ความฉลาดของเด็ก ส่วนอีกศึกษาหนึ่งที่สำคัญคือ ศึกษาถึงสารอาหารที่มีผลต่อการพัฒนาการของสมองและความฉลาดของเด็กโดยเฉพาะสารอาหารที่มีในนมแม่

พิธีกร: ศาสตรจารย์ฌอนมีแรงบันดาลใจจากเรื่องใด ที่ทำให้ท่านเริ่มศึกษาในเรื่องของการพัฒนาการสมอง โดยเฉพาะในวัยทารกครับ?

ศาสตรจารย์ฌอน: ผมเชื่อว่า เด็กในวันนี้ จะเป็นอนาคตของสังคมต่อไปในวันข้างหน้า ผมจึงมีความตั้งใจจริงที่อยากจะศึกษาค้นคว้าว่า มีปัจจัยใดบ้างที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของพวกเขาให้ดีขึ้นตั้งแต่วันแรกของชีวิต เปรียบเสมือนการสร้างบ้าน บ้านที่เริ่มสร้างนั้น เราสามารถออกแบบและย้ายสวิตซ์ หรือสายไฟต่างๆ ง่ายกว่าบ้านที่สร้างเสร็จไปแล้ว ซึ่งก็เหมือนสมองเด็ก ผมเชื่อว่าเราสามารถช่วยเสริมสร้างสมองของทารกได้สมบูรณ์กว่าเด็กที่พ้นช่วงทารกไปแล้ว ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมองเด็กตั้งแต่ช่วงที่เขายังเป็นวัยทารกและเด็กเล็กอยู่ครับ

พิธีกร: รบกวนท่านศาสตราจารย์เล่าถึงผลการวิจัยที่ท่านค้นพบ และปัจจัยใดบ้างที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองของทารกครับ

ศาสตราจารย์ฌอน: การวิจัยของผมจะทำการติดตามเด็ก 1,500 คน ซึ่งเด็ก 500 คน มีการเก็บข้อมูลตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์จนกระทั่งเด็กคลอดและติดตามต่อมา ส่วนเด็กอีก 1,000 คนเข้าร่วมการศึกษาตั้งแต่อายุน้อยกว่า 6 เดือนและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และเก็บข้อมูลในเรื่องต่างๆ เช่น กรรมพันธุ์ คุณภาพอากาศ เวลาการนอน โภชนาการ  รวมถึงการสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทำให้เรารู้ว่า โภชนาการที่ดี คือปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กฉลาด โดยเฉพาะนมแม่ เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองเด็กครับ

พิธีกร: สารอาหารใดบ้างในนมแม่ที่มีผลต่อการพัฒนาสมองเด็กครับ

ศาสตราจารย์ฌอน: การสร้างไมอีลินในสมองเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ เพื่อให้มีการเชื่อมต่อของสมองที่ดีและรวดเร็วขึ้น  ซึ่งนมแม่มีสารอาหารมากมาย เช่น สฟิงโกไมอีลิน DHA โคลีน และสารอาหารอื่นๆ ซึ่ง“สฟิงโกไมอีลิน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยสร้างไมอีลินในสมอง  ถ้าสมองมีไมอิลีนสมบูรณ์ ทารกก็จะฉลาด มีพัฒนาการดี และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วครับ

 พิธีกร: สฟิงโกไมอีลิน ช่วยพัฒนาสมองของทารกได้อย่างไรครับ

ศาสตราจารย์ฌอน: สมองทุกส่วนของมนุษย์จะต้องทำงานเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการมองเห็น การขยับตัว การจะฝึกเดินตั้งแต่เด็ก  ซึ่งการเชื่อมต่อกันนั้นจะทำได้เร็วมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับไมอิลีนในสมอง  ในนมแม่มีสารอาหารหลายชนิด และมีสฟิงโกไมอิลีนที่ช่วยสร้างและพัฒนาไมอีลินในสมองทารกให้ดีขึ้น  การเชื่อมโยงของสมองก็รวดเร็วขึ้น  ดังนั้นเด็กที่กินนมแม่จึงมีการเรียนรู้ที่มีศักยภาพกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่นั่นเองครับ

พิธีกร: มีผลการวิจัยใดบ้างที่สามารถยืนยันได้ว่า สฟิงโกไมอีลินช่วยให้ทารกสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วครับ

ศาสตราจารย์ฌอน: ผมทำการศึกษาในนมแม่พบว่า DHA โคลีน และสฟิงโกไมอีลิน เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญการสร้างไมอีลิน ไมอีลินมีโครงสร้างพิเศษที่ทำให้สมองทำงานได้เร็วขึ้นและส่งผลต่อศักยภาพการเรียนรู้และสติปัญญาของเด็ก สมองของเด็กที่มีไมอีลินมากกว่าจะเรียนรู้ได้ไวกว่า โดยเฉพาะเด็กที่กินนมแม่ จะมีการสร้างไมอีลินที่มากกว่า  ส่งผลให้สติปัญญา สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่

พิธีกร: ทำไม 1,000 วันแรกของชีวิต จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากครับ

ศาสตราจารย์ฌอน: 1,000 วันแรกของชีวิต เราจะนับตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ 40 สัปดาห์ และหลังคลอดอีก 2 ปี โดยช่วงเวลานี้สมองของเราจะพัฒนาใกล้เคียงกับสมองของผู้ใหญ่  หรือพูดอีกนัยนึงว่า 1,000 วันแรกจะเป็นช่วงเวลาที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุดก็ว่าได้  ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสทองในการพัฒนาสมองของลูก  และเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การเรียนรู้ต่าง ๆ ในอนาคตนั้นของลูกนั้นดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น

พิธีกร: คุณพ่อคุณแม่จะมีส่วนช่วยเสริมสร้าง พัฒนาการสมองของลูกได้อย่างไรบ้างครับ ?

ศาสตราจารย์ฌอน: คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจโภชนาการและการเลี้ยงดูลูกครับ หมั่นกระตุ้นฝึกฝนทักษะต่างๆ ให้ความรักความผูกพันกับลูกตั้งแต่ยังเป็นทารก รวมไปถึงการดูแลโภชนาการที่ดีครับ  ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมได้ ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากพัฒนาการด้านสมองและสติปัญญาของเด็กต้องมีโภชนาการที่เหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต

 หากเราสามารถสร้างสมดุลทั้งสองเรื่องนี้ได้ ผมเชื่อว่าลูกน้อยของคุณแม่ก็จะมีพัฒนาการที่ดีอย่างแน่นอนครับ

#สฟิงโกไมอีลิน #สารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมอง #ไมอีลิน #สมองดีเรียนรู้ไว

เงินอุดหนุนบุตรเดือนกันยายน 2562

เช็คด่วนเลยแม่! เงินอุดหนุนบุตรเดือนกันยายน 2562 ไม่เข้า ต้องติดต่อที่ไหน?

จากประกาศกรมกิจการเด็กและเยาวชน แจ้งว่า เงินอุดหนุนบุตรเดือนกันยายน 2562 ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้มีสิทธิฯ ได้ ทำให้แม่ ๆ เกิดคำถามว่า เงินอุดหนุนบุตร 2562 เข้าวันไหน? หาคำตอบได้ที่นี่ค่ะ

เช็คด่วนเลยแม่! เงินอุดหนุนบุตรเดือนกันยายน 2562 ไม่เข้า ต้องติดต่อที่ไหน?

ตามที่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน แจ้งให้ทราบว่า เนื่องจากจำนวนผู้ลงทะเบียนและได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเกินกว่าเป้าหมาย ประกอบกับจะมีผู้ลงทะเบียนเพิ่มตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ส่งผลให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในการจ่ายเงินเฉพาะกิจโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด นั้น

กรมกิจการเด็กและเยาวชน ขอแจ้งให้ทราบว่า เงินอุดหนุนบุตรเดือนกันยายน 2562 ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้มมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนฯ ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (งบอุดหนุน) เพิ่มเติม และกรมกิจการเด็กและเยาวชนจะเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนฯ เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณแล้ว ทั้งนี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชนขอความร่วมมือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวของและกลุ่มเป้าหมายทราบด้วย

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

 

นอกจากนี้ทางเพจ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า เงินอุดหนุนเด็กเป็นเงินคนละส่วนกับเงินที่ช่วยเหลือด้านอื่น ๆ  เงินจะโอนมาให้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณโดยเป็นการคาดคะเนจากการเกิดของเด็ก แต่เนื่องด้วยมีการขยายกลุ่มเป้าหมาย เป็นฐาน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี และ มีคนมาลงทะเบียนเกินเป้าหมายที่คาดคะเนไว้ทำให้ไม่เพียงพอต่อการจ่าย ทางโครงการฯ จึงขออภัยในความไม่สะดวกคุณแม่ทุกท่านด้วยค่ะ

จากประกาศนี้ จะเห็นได้ว่าในเดือนกันยายน 2562 นี้ ครอบครัวที่มีสิทธิ์ในการได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จะยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนนี้ และยังไม่มีกำหนดที่แน่นอนว่าจะได้รับเงินอุดหนุนฯ อีกครั้งเมื่อไหร่ สำหรับคุณแม่ที่ต้องการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่า เงินอุดหนุนบุตร 2562 เข้าวันไหน เมื่อไหร่? เรามีเบอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดมาฝากค่ะ

 

อ่านต่อ เช็คด่วนเลยแม่! เงินอุดหนุนบุตรเดือนกันยายน 2562 ไม่เข้า ต้องติดต่อที่ไหน? เบอร์ติดต่อพมจ. แต่ละจังหวัด

บทความที่แนะนำ

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด กับ เงินสงเคราะห์บุตร ต่างกันอย่างไร?

เฮได้! พ่อแม่ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ลูกมีสิทธิได้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

แม่เตรียมเฮ! ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินอุดหนุนบุตรเพิ่ม 300!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝึกลูกกินอาหารเอง

รู้จัก BLW ฝึกลูกกินอาหารเอง หยิบเอง แม่ไม่ต้องป้อนตั้งแต่มื้อแรก

เมื่อลูกถึงวัยเริ่มกินอาหารเสริมเด็ก แม่หลายบ้านสาระวนอยู่กับการคิดเมนู หาวัตถุดิบ ต้มบดขูดหวังให้ลูกได้กินอาหารดีมีประโยชน์ แต่เจ้าตัวน้อยกลับไม่ยอมกินง่าย ๆ ป้อนทิ้งบ้าง ร้องโวยลั่นบ้าน จนกลายเป็นสงครามประจำบ้าน แม่รู้สึกเครียด ลูกไม่แฮปปี้ ถ้า ฝึกลูกกินอาหารเอง  เลือกเองว่าจะกินอะไรตั้งแต่เริ่มกินมื้อแรก จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่

ฝึกลูกกินอาหารเอง ด้วยวิธี Baby Led Weaning ไม่ต้องบด ไม่ต้องป้อน

เป็นเรื่องปกติของลูกน้อยที่กินแต่นมแม่อย่างเดียวมาตลอด 6 เดือนจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่กับการกินอาหารมื้อแรกของลูก การเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้ทำความรู้จักกับสิ่งที่เขาต้องเอาเข้าปากผ่านการหยิบ ดม ชิม ไปจนถึงการ ฝึกลูกกินอาหารเอง น่าจะช่วยให้คุ้นเคยกับการกินได้ง่ายขึ้น การกินอาหารด้วยวิธี Baby Led Weaning  หรือ BLW จึงเป็นอีกทางเลือกที่พ่อแม่รุ่นใหม่กำลังให้ความสนใจ

ฝึกลูกกินอาหารเอง BLW

BLW คืออะไร

เป็นทางเลือกการกินอาหารเสริมของเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป โดยเน้นให้เด็กกินอาหารเองได้ 100 % โดยไม่ต้องป้อน และไม่ใช่การกินอาหารที่ผ่านการบด ครูด หรือปั่นอย่างที่คุ้นเคย แต่เด็ก ๆ จะกินอาหารเหมือนผู้ใหญ่ เพียงแต่ไม่ปรุงรส และหั่นเป็นชิ้นที่เหมาะสมให้หยิบเข้าปากเอง นั่งกินร่วมบนโต๊ะอาหารเดียวกัน

เชื่อว่าคำถามหนึ่งที่เกิดในใจคุณแม่คือ “ลูกจะกินเองได้หรอ” ตามพัฒนาการของเด็กวัย 6 เดือนสามารถนั่งตัวตรงหยิบ จับ ใช้ลิ้นดุด เริ่มเลีย กัด เคี้ยว และกลืนอาหารได้เองตามธรรมชาติ การกินแบบ BLW เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทักษะการกินได้อย่างเต็มที่ โดยให้เด็กเป็นคนนำแทนการป้อนที่พ่อแม่เป็นคนควบคุม

หลักการจำง่าย ทำตามได้ของ BLW

ไม่เริ่มหัดก่อนลูกอายุ 6 เดือน

ไม่ปรุงอาหาร เค็ม หวาน ให้กินรสธรรมชาติ

ไม่ป้อน ไม่บด ไม่หลอกล่อ ไม่กดดัน

หั่นอาหารให้ถูกต้อง ไม่เสี่ยงติดคอ

กินครบ  5 หมู่และหลากหลาย

กินข้าวพร้อมกันทั้งบ้าน

BLW ดีกับลูกได้อย่างไร

การ ฝึกลูกกินอาหารเอง แบบ BLW อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับพ่อแม่คนไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการศึกษาพบว่า เด็กที่กิน BLW มีแนวโน้มแพ้อาหารน้อยลงและป้องกันภาวะน้ำหนักเกินได้ จึงมีการสนับสนุนมากขึ้น การที่เด็กกินอาหารมีประโยชน์ทั้งกับลูกน้อย และคุณพ่อคุณแม่ จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลย

ฝึกลูกกินอาหารเอง

ประโยชน์กับลูกน้อย

* ป้องกันอาหารติดคอ เพราะเด็กได้เรียนรู้วิธีเอาอาหารเข้าปาก และสำรอกอาหารออกมา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญหากเด็กเผลอกินอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือติดคอ ลูกจะต้องหยิบอาหารมากัดเป็นชิ้นที่พอดีกับปาก และควบคุมให้อยู่ในปากเพื่อเคี้ยวเป็นชิ้นก่อนกลืน

หลายคนอาจสงสัยว่า เด็กอายุ 6 เดือนยังไม่มีฟันจะกัดอาหารได้อย่างไร ความจริงแล้วเหงือกของลูกน้อยแข็งแรงมาก (เทียบกับแรงที่ดึงทึ้งเวลาดูดนม) ลูกจึงสามารถใช้เหงือกกัดอาหารให้ขาดเป็นชิ้นพอดีคำได้ ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิ้ลทั้งลูก น่องไก่ เป็นต้น

*ฝึกการใช้งานมือและตาให้สัมพันธ์กัน (Hand-Eye Coordination) ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานประมวลผลจากการเห็นและสัมผัส รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่คล่องแคล่วเมื่อโตขึ้น เพราะทุกครั้งที่ลูกหยิบอาหารเข้าปาก เขาต้องใช้ตามองอาหารและกะระยะให้ตรงกับปากพอดี

*ฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้า ผ่านการมองเห็น สัมผัส ดมกลิ่น รับรสอาหารด้วยตัวเองทุกคำ เช่นรู้ว่าบรอกโคลีต่างจากข้าวโพดอ่อนอย่างไร สิ่งนี้ช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้รวดเร็ว

*สร้างความมั่นใจ และกล้าตัดสินใจ (Self-esteem) เพราะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เลือกเองว่าจะกินอะไรเป็นอย่างแรก และกินเท่าไร เพราะเขารู้ว่าอาหารตรงหน้าคืออะไร มีรสชาติแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบ

*กล้าลองกินอาหารใหม่ ๆ เพราะรู้จักรสชาติของอาหารแต่ละชนิด จึงเลือกว่าจะกินหรือไม่กินด้วยตัวเอง โดยไม่ถูกบังคับ ทำให้เด็กกินอาหารได้หลากหลาย หมดปัญหาเรื่องการกินซ้ำ กินแค่บางอย่าง หรือขาดสารอาหาร

*ควบคุมความอยากกินของตัวเองได้ เมื่อ ฝึกลูกกินอาหารเอง พอรู้สึกอิ่มก็จะหยุดกิน แต่ถ้ามื้อไหนหิวก็จะกินต่อจนอิ่ม ไม่กินจนเกินพอดี ไม่เสี่ยงต่อการกินมากจนเกินไป ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคร้ายต่าง ๆ

*พูดเร็วขึ้น เวลาเด็กเคี้ยวอาหารที่เนื้อสัมผัสต่างกัน เช่น อ่อนนิ่ม หนา บาง แข็ง กรอบ จะได้ฝึกขยับปากและลิ้นในหลายรูปแบบ เมื่อถึงวัยหัดพูด ลูกจะพูดได้เร็ว และพูดชัด

ฝึกลูกกินอาหารเอง

ประโยชน์กับพ่อแม่และครอบครัว

*ทุกคนในบ้านจึงกินอาหารได้อย่างมีความสุข เมื่อลูกกินอาหารเองทำให้เขากินอาหารอย่างมีความสุข และกินในเวลาเดียวกับคนอื่นในครอบครัวโดยไม่ต้องบังคับ ทำให้พ่อแม่กินข้าวไปพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องคอยกังวลกับการป้อนอาหาร

*พ่อแม่เครียดน้อยลง เพราะไม่ต้องคอยคาดหวังว่าลูกจะกินมากหรือน้อย ต้องมาคิดหาเมนูที่ลูกจะกิน ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น *ไม่เสียเวลาหลอกล่อ BLW ช่วยฝึกให้ลูกกินเป็นเวลา เมื่อถึงเวลาอาหาร ลูกพร้อมจะกินทันทีโดยไม่ต้องคะยั้นคะยอ

*ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะ BLW ใช้เพียงถาดวางอาหาร กับผ้ากันเปื้อนไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบดปั่นอาหาร หรือจานชามสวยไว้หลอกล่อ ที่สำคัญลูกยังกินอาหารเหมือนพ่อแม่ จึงไม่ต้องแยกซื้ออาหารด้วย

*กินข้าวนอกบ้านแสนสบาย เพราะเด็กสามารถนั่งกินอาหารที่สั่งมาได้เหมือนผู้ใหญ่ เพียงแต่เลือกเมนูที่ไม่ปรุง เช่น น่องไก่ทอด ข้าวสวย และแครอทต้ม ไม่ต้องเสียเวลาป้อนหรือเตรียมอาหารแยกไปต่างหาก

อ่านต่อ รู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมกินแบบ BLW หรือยัง หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการโรคคาวาซากิ

แม่แชร์ อาการโรคคาวาซากิ และวิธีรักษา เมื่อลูกป่วยเป็นโรคคาวาซากิ

สังเกตลูกให้ดี!!! อาการโรคคาวาซากิ แท้จริงหาสาเหตุไม่ได้ แต่หากลูกมีไข้สูงหลายวัน ตาแดง ริมฝีปากแดงแห้งแตก ลิ้นคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี ต้องรีบหาหมอ รักษาช้ามีผลต่อหัวใจ

แม่แชร์ อาการโรคคาวาซากิ และวิธีรักษา
เมื่อลูกป่วยเป็นโรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) ถือเป็นอีกหนึ่งโรคร้าย ซึ่งเชื่อคุณพ่อคุณแม่หรือคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยได้ยิน และคิดไปว่ามันคือโรคอะไรกันแน่ เพราะชื่อนั้นเหมือนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่ง สัญชาติญี่ปุ่นเลย ซึ่งแท้จริงแล้วที่มาของ “โรคคาวาซากิ” นั้น มีรายงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 1967 โดยแพทย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Tomisaku Kawasaki ตรวจพบในเด็กชายชาวญี่ปุ่นอายุ 4 ปี ที่ป่วยเป็นไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ ซึ่งไม่เคยตรวจพบมาก่อน หลังจากนั้นจึงตรวจพบผู้ป่วยอาการแบบเดียวกันมาเรื่อยๆ และมีอุบัติการณ์ของโรคนี้กระจายไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย

สำหรับ อาการโรคคาวาซากิ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้เคยเปิดเผยว่า โรคนี้เป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย  มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และพบบ่อยในช่วงอายุ 1-2 ปี  ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง และพบว่าในเด็กที่อายุน้อยๆ และเพศชาย จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าเด็กโตๆ หรือผู้หญิง

ทั้งนี้ภาวะแทรกซ้อนอาจรุนแรงตั้งแต่วันแรกๆ ของโรค อาจมีอาการช็อกและเสียชีวิตได้ แต่พบน้อย ซึ่งภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ต้องตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเครื่องตรวจ Echocardiogram ว่า มีหลอดเลือดหัวใจผิดปกติหรือไม่ เพราะถ้าผิดปกติจะมีโอกาสเกิดการขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ เสียชีวิตเฉียบพลันได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ

อาการโรคคาวาซากิ

เช่นเดียวกับน้องทิวสน หนูน้อยวัย 2 ขวบ ที่ป่วยมี อาการโรคคาวาซากิ โดยคุณแม่ของน้องทิวสนก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชื่อ Nattida Nettip เพื่อเตือนใจคุณพ่อคุณแม่ให้สังเกตลูกน้อยให้ดีเกี่ยวกับโรคนี้ โดยคุณแม่เล่าว่า…

คาวาซากิ!!!!! ได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก คืออะไร ไม่เข้าใจ โรคอะไรทำไมเราไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย มันอันตรายมากไหม แล้วลูกเราจะหายไหม ทุกอย่างมันวิ่งวนอยู่ในความคิดเต็มไปหมด

วันนี้แม่จะมาเล่าประสบการณ์ที่ลูกชาย น้องทิวสน อายุ 2 ขวบ ป่วยเป็นโรคคาวาซากิ !!!!

วันที่ 1 ช่วงเช้าน้องเริ่มมีอาการตัวร้อนแต่ร้อนไม่มาก แม่ได้ให้น้องทานยาลดไข้แล้วให้น้องไปโรงเรียนตามปกติ พอตกช่วงเย็นแม่ไปรับน้องแล้วจับตัวน้องเริ่มรู้สึกว่าน้องตัวร้อนมาก จึงได้พาน้องไปหาหมอที่คลินิก เมื่อไปถึงคลินิกหมอได้ทำการตรวจให้น้องแต่ด้วยความที่น้องยังเด็กเมื่อน้องเห็นหมอน้องก็จะร้องไห้แบบเยอะมาก เพราะน้องกลัวเนื่องจากน้องเค้าจำได้ว่าเคยโดนฉีดวัคซีนที่นี้เมื่อน้องร้องไห้เยอะจึงทำให้เหงื่อออก เวลาวัดไข้จึงไม่มีไข้หมอจึงไม่ได้ให้ยาแล้วให้กลับบ้าน

… วันที่ 2 หลังจากหาหมอเสร็จคืนนั้นน้องก็ตัวร้อน วัดไข้ได้ประมาณ 38 กว่าๆ เช้าจึงพาน้องไปหาหมออีกรอบแต่ครั้งนี้น้องเริ่มมีน้ำมูก หมอจึงให้ยาลดไข้และยาฆ่าเชื้อมาให้น้องทาน แต่กลางวันน้องไม่มีไข้ เล่นได้ตามปกติ

วันที่ 3 กลางคืนน้องก็มีไข้ขึ้นสูง เหมือนเคย สังเกตว่าทั้ง 3 คืนน้องจะมีไข้ขึ้นสูงเวลาเดียวกันเลยคือประมาณ 24.00 -2.00 น. ก็ให้น้องทานยาลดไข้ น้องก็อาการดีขึ้นแต่พอหมดฤทธิ์ยา ไข้ก็จะกลับมา วนเวียนไปแบบนี้

วันที่ 4 ตอนเช้าตื่นมา น้องเริ่มมีผื่นแดงๆขึ้นตามตัว ขึ้นเป็นจุดๆแดง ไม่นูนแต่สังเกตได้ชัดว่ามีผื่นขึ้น น้องก็เริ่มมีไข้ จึงพาไปหาหมอที่คลินิกแห่งเดิมอีกครั้ง หมอแจ้งว่าน้องเป็นผื่นลมพิษคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการเป็นไข้ หมอจึงให้ยาลดภูมิแพ้กับมา แต่พอตกกลางคืนน้องก็มีไข้ขึ้นสูงวัดไข้ 38.6 จึงตัดสินพาน้องไปโรงพยาบาล

แม่ขอเกริ่นก่อนนะคะ ก่อนหน้านี้แม่ได้ทำประกันสุขภาพให้น้อง จึงปรึกษากันว่าเอาน้องเข้าโรงพยาบาลเอกชนดีกว่า จึงตัดสินใจเอาน้องเข้าหาหมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ เวลา 00.30 น.

เมื่อไปถึงน้องก็เข้าห้องฉุกเฉินหมอได้ทำการวัดไข้ไข้น้องขึ้นสูง พยาบาลและหมอจึงช่วยกันทำทุกวิธีเพื่อให้น้องไข้ลดลงโดยการจับอาบน้ำ เช็ดตัว เมื่อไข้น้องลดลง ก็ได้ทำการเจาะเลือด นำน้ำมูกและฉี่ไปตรวจเพื่อหาสาเหตุว่าน้องป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่เพราะน้องมีไข้ขึ้นสูงเป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน

 

อ่านต่อ >> อาการโรคคาวาซากิและวิธีรักษา” คลิกหน้า 2

 

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a 2019

ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังป่วย! ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a 2019 ระบาดอีกครั้ง

ขณะนี้สถานการณ์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a 2019 กลับมาระบาดหนักอีกระลอก โดยผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังจะป่วยจากโรคนี้ได้อีก นั่นเป็นเพราะ…

ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังป่วย! ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a 2019 ระบาดอีกครั้ง

รายงานการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ระหว่าง ม.ค.- ก.ค. 2562

โดย ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วันที่ 30 สิงหาคม 2562

โครงการ “การศึกษาสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ (Study of Influenza strains for supporting of Pandemic Influenza Preparedness Planning)” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้สุ่มตัวอย่างจากผู้ป่วยที่มีอาการคล้าย ไข้หวัดใหญ่ (ILI) ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ปอดบวม ปอดอักเสบ (SARI) จากระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่และ ไข้หวัดนก โดยกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2562 พบว่าในปีนี้ประเทศไทยมีการ ระบาดของไข้หวัดใหญ่ชนิด B สูงผิดปกติและต่อเนื่องมาจนถึงฤดูร้อน ซึ่งโดยปกติจะระบาดในช่วงฤดูหนาว เท่านั้น นอกจากนี้ในภาพรวมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดอื่น ๆ ยังมีอัตราผลบวกสูงกว่าทุก ๆ ปีเมื่อเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกัน และผลจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ด้วยวิธี Gene sequencing พบว่าตัวแทน ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่แยกได้ เมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์วัคซีนมีสัดส่วนดังนี้

ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่

โดยสายพันธุ์วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบ Trivalent ที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังรณรงค์ฉีดให้ กลุ่มเป้าหมายในเดือนมิถุนายน 2562 เป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับประเทศทางซีกโลกใต้ประกอบด้วยเชื้อ 3 สาย พันธุ์คือ

  • an A/Michigan/45/2015 (H1N1)pdm09-like virus;
  • an A/Switzerland/8060/2017 (H3N2)-like virus;
  • and -a B/Colorado/06/2017-like virus (B/Victoria/2/87 lineage)

จากรายงานสถานการณ์ข้างต้น สรุปได้ว่าในปีนี้ที่พบการระบาดหนักและต่อเนื่อง เนื่องจากสายพันธุ์ที่ระบาดหนัก ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 80% เป็นสายพันธุ์ A/Singapore/INFIMH-16-0019/2016 (H3N2) ในขณะที่ วัคซีนที่เราฉีดตอนนี้คือ A/Switzerland/8060/2017 (H3N2) นั่นเอง นี่เป็นเหตุผลที่แม้แต่เด็กที่ฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a 2019 ได้อีก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทำไม ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a 2019 ถึงระบาด และฉีดวัคซีนไปแล้วทำไมยังป่วยได้

ลูก3 ขวบ เอาแต่ใจ

ลูก 3 ขวบ เอาแต่ใจ ดื้อรั้น ก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ แม่ต้องรับมือยังไง?

ผ่านวัยทอง 2 ขวบมาแล้ว คุณแม่ยังหนีไม่พ้นกับอารมณ์วายร้าย 3 ขวบหรือ Terrible Threes พฤติกรรมดื้อในวัยต่อต้านที่ ลูก 3 ขวบ เอาแต่ใจ เพราะอะไรลูกถึงมีอารมณ์แบบนี้ หาวิธีรับมือกับเจ้าตัวเล็กในเรื่องนี้กันคะ

ลูก 3 ขวบ เอาแต่ใจ วีน เหวี่ยง ก้าวร้าว แม่ต้องรับมือยังไง?

เมื่อลูกเข้าสู่วัยเตาะแตะ หนทางการเลี้ยงลูกยังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เจ้าตัวเล็กอยากจะทำอะไรก็ทำ พอถูกขัดใจก็เริ่มก้าวร้าว ชอบต่อต้านมากขึ้น แม้ว่าพฤติกรรมแบบนี้อาจไม่ได้เกิดทุกช่วงเวลา แต่อารมณ์แบบนี้ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลและปวดหัวกันไม่น้อย นี่คือ 6 ลักษณะพฤติกรรมของลูกวัย 3 ขวบ และวิธีรับมือ

พฤติกรรม ลูก 3 ขวบ
www.pexels.com

#1 แสดงความโกรธอย่างรุนแรง

ลูกจะแสดงอาการโกรธอย่างรุนแรงทันทีเมื่อถูกขัดใจ ด้วยการแสดงออกทางอาการ เช่น กระทืบเท้า ลงไปนั่ง/นอนกับพื้น ร้องตะโกนเสียงดัง ฯลฯ

วิธีรับมือ : เด็กวัยแค่ 3 ขวบ ส่วนใหญ่มักเก็บอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ยังไม่มีวุฒิภาวะในการควบคุมตัวเองได้ เมื่อถูกขัดใจก็จะแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก คุณแม่ลองเข้าไปสอบถามความรู้สึกของลูกและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แสดงอาการรับรู้และเข้าใจถึงความไม่พอใจ เมื่อลูกได้ยินเสียงน้ำเสียงที่อ่อนโยนอารมณ์ที่ปะทุโกรธก็จะเบาบางลง และอธิบายเหตุผลที่ถูกต้องตามมาเพื่อให้ลูกเข้าใจ

#2 ดื้อดึง ท้าทาย เพราะอยากรู้ว่าทำไม

ลูกวัยนี้มีความสนใจที่อยากรู้ อยากลองไปหมด และจะอารมณ์เสียทุกครั้งเมื่อถูกห้ามหรือได้ยินแม่พูดคำว่า “ไม่” พร้อมกับความคิดที่ว่า “ทำไมหนูถึงเล่นแบบนี้ไม่ได้”/ “ทำไมหนูถึงกินสิ่งนี้ไม่ได้” เป็นต้น ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ในขณะที่คำว่าไม่ของแม่ไม่ได้บอกเหตุผล ก็อาจจะยิ่งทำให้ลูกท้าทายมากขึ้น

วิธีรับมือ : หลีกเลี่ยงพูดคำว่า “ไม่/ ห้าม/ อย่า” กับลูก เพราะลูกวัยนี้ยังไม่เข้าใจถึงอันตรายและเหตุผลที่แม่คอยห้าม แต่คุณแม่สามารถสอนลูกและอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไรลูกถึงไม่ควรทำสิ่งนี้ เช่น “เราไม่สามารถออกไปเล่นนอกบ้านในตอนนี้ได้เพราะฝนตกและจะทำให้ลูกเป็นหวัดนะ” การบอกเหตุผลจะทำให้ลูกเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องและลดความท้าทายลง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 6 ลักษณะพฤติกรรมของลูก 3 ขวบ และวิธีรับมือ คลิกหน้า 2

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน กับหลากกิจกรรมสุดว้าวของเด็กทุกวัย

ช่วงวันหยุดเป็นเวลาแสนวิเศษ ที่เด็กจะได้ทำกิจกรรมที่ชอบ และผ่อนคลายจากการเรียนมาตลอดทั้งสัปดาห์ หากคุณพ่อคุณแม่อยากพาลูกไปเที่ยว แต่ยังไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี Amarin Baby & Kids เตรียมกิจกรรมดี ๆ กับสำหรับ พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างตามมาดูกัน

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน สนุกสุดๆ กับกิจกรรมทั้งในห้างและOutdoor

 

เพราะเรารู้ว่าการเรียนรู้นอกบ้าน ช่วยเสริมทักษะให้เด็กๆได้รอบด้าน กิจกรรม พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน ที่คัดสรรมาจึงมีให้หลายระดับ ตามวัยที่แตกต่างกัน มีทัั้งที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ และกิจกรรมนอกสถานที่ ไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ เรียนรู้สิ่งมีชีวิตต่างๆด้วยตัวเอง แถมยังมีกิจกรรมจิตอาสาที่เกิดโอกาสให้ลูกได้เสียสละ และทำประโยชน์เพื่อคนอื่นด้วย  จะมีกิจกรรมอะไรบ้างมาดูกันเลย

 

Kids Art and Cooking Class @SHOW DC

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน

 

 

ชวนลูกออกไปใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ แถมค้นพบความถนัดไปในตัวกับ กิจกรรม Kids Art and Cooking Class by สลัดศิลป์ วาดไป ปรุงไปแบบสนุกกันทั้งครอบครัว ใครสนใจ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้เลย  https://www.facebook.com/showdc.co.th/photos/a.255587534560023/2393825274069561/?type=3&theater

 

ธรรมชาติของน้ำ @เขื่อนขุนด่านตระการชล จังหวัดนครนายก

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน

 

พาลูกไปผจญภัยท่ามกลางสายน้ำ รู้จักต้นกำเนิดของน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้เด็กๆ เห็นความสำคัญและรู้วิถีอนุรักษ์น้ำ กิจกรรมนี้เหมาะกับเด็กโตสักหน่อย เพราะต้องล่องเรือไปเป็นกลุ่มๆ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/events/464488760765144/

 

นั่งรถไฟ OTOP TRAIN  ไปปลูกป่า  @น้ำตกไทรโยคน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน

 

ทริปสุดพิเศษสำหรับเด็กๆ ที่จะได้ทำกิจกรรมดีๆ 2 อย่างในทริปเดียว ทั้งการนั่งรถไฟ OTOP TRAIN สุดคลาาสสิค เหมือนย้อนเวลากลับไปน่ังรถไฟโบราณ เดินทางไปบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ  แวะยิงลูกไม้ไปในป่า เพื่อให้เกิดต้นไม้ใหญ่ต่อไป แถมยังได้สัมผัสบรรยากาศน้ำตกไทยโยคน้อยสวยๆ ด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/joongmuelukteaw/posts/2086637204972687

นิทรรศการกองทัพทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้ @พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน

 

ครั้งแรกของเมืองไทย กับนิทรรศการกองทัพทหารดินเผาแห่งกษัตริย์จิ๋นซี หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่มีมากว่า 2,000 ปี โดยหุ่นเหล่านี้ถูกสร้างและฝังอยู่ใต้ดินในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ พบว่ามีจำนวนทหารดินเผานับแสนตัว ใครอยากสัมผัสหุ่นโบราณเหล่านี้อย่างใกล้ชิดต้องไม่พลาด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/eduNMB/

 

จิตอาสาอนุรักษ์ป่าชายเลน @จังหวัดสมุทรสงคราม

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน

 

กิจกรรมจิตอาสา ชวนเด็กๆไปเล่นเลอะ เยอะประสบการณ์พร้อมเรียนรู้การทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อดูแลผืนป่าชายเลน แหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำทั้งหลาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/joongmuelukteaw/posts/2090830017886739

 

Fantastic Fables @วิชชาลัยในสวน บางมด 

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน
ค่ายเสริมทักษะจังหวะและดนตรีด้วยเทคนิคการเล่านิทานในสวน ชวนเด็กๆมาเพลิดเพลินกับการเล่านิทานกลางสวน มีพื้นที่กว้างให้เด็กได้ทำสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/taitonmaicamp/photos/a.1508766106062999/2394030277536573/?type=1&theater

The Mall Young Warrior @ สวนน้ำเดอะมอลล์ บางแค

พาลูกเที่ยว เดือนกันยายน
ภารกิจของนักสู้ตัวจริง กับกิจกรรมท้าทายความสามารถด้วยการเล่นผ่านด่านต่างๆ ทั้งลุ้นระทึกและสนุกพร้อม ๆ กัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที
https://www.facebook.com/fantasialagoon/photos/a.494231363944883/2614607491907249

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

กิจกรรมวันหยุด

3 กิจกรรมสนุกเพิ่มทักษะในวันหยุด ช่วยลูกมีพัฒนาการดีรอบด้าน

กิจกรรมวันหยุด สำหรับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกๆ ได้นะคะ ที่นอกเหนือจากในห้องเรียน หรือถ้าลูกยังไม่เข้าโรงเรียน ก็ปูพื้นฐานทักษะความรู้ให้พร้อมไว้ก่อนได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพาออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านตามสถานที่การเรียนรู้สำหรับเด็ก หรือแม้แต่การอยู่บ้านก็ส่งเสริมเพิ่มทักษะ ช่วยลูกมีพัฒนาการดีรอบด้านได้ค่ะ

 

กิจกรรมวันหยุด พาลูกเล่น พาลูกเที่ยวกันเถอะ !

ครอบครัวไหนที่ยังนึกไม่ออกว่า กิจกรรมวันหยุด สำหรับลูกรักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะพาลูกเล่น หรือพาลูกเที่ยวที่ไหนดี เรามีไอเดียมาแนะนำให้ค่ะ

1. ฉีก ตัด แปะ กิจกรรมศิลปะส่งเสริมพัฒนาการ ความคิดสร้างสรรค์

สำหรับกิจกรรมศิลปะเหมาะกับเด็กๆ ตั้งแต่วัย 5-10 ขวบเลยค่ะ กิจกรรมนี้จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการในเรื่องการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก (มือ นิ้ว ข้อมือ แขน) ได้ถนัดและแข็งแรงมากขึ้น และยังได้ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ด้วยค่ะ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม : กระดาษสี , กระดาษ A4 , ดินสอ , กาว , กรรไกร

คุณพ่อคุณแม่สามารถทำกิจกรรมวันหยุดที่เป็นงานศิลปะชิ้นนี้ร่วมกันกับลูกได้เลยนะคะ เรามีกระดาษ A4 มีดินสอ ลองให้ ลูกวาดภาพลงไปค่ะ จะเป็นบ้าน ทะเล ภูเขา ดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์น่ารักต่างๆ ตามแต่จินตนาการของลูก หรือจะหา Print  Pattern ภาพวาดสำหรับเด็กจากในอินเทอเน็ตก็สะดวกดีนะคะ จากนั้นก็ให้ฉีก หรือตัดกระดาษสี (ดูแลการใช้กรรไกรของ ลูกอย่างใกล้ชิด หรือตัดกระดาษเตรียมไว้ให้ลูก) เป็นขนาดชิ้นเล็กๆ สำหรับแปะลงไปบนภาพวาดค่ะ

กิจกรรมวันหยุด

2. ฝึกลูกเก่งทักษะอังกฤษ จากแบบฝึกหัดหาคำตอบจากภาพ

ฝึกลูกเก่งอังกฤษทำได้ที่บ้านไม่ยากเลยค่ะ อยากให้ลูกเก่งอังกฤษต้องเริ่มสอนทักษะให้ตั้งแต่เล็กๆ กิจกรรมวันหยุดนี้มาพัฒนาการการเรียนรู้เรื่องภาษาให้ลูกกันดีกว่า ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถหา Print แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษที่มีตั้งแต่ระดับเตรียมอุบาล ไปจนถึงระดับประถมต้นขึ้นไปก็มีค่ะ อย่างแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษนี้เป็นการให้เด็กๆ หัดสังเกตภาพแล้วเอาคำตอบมาเขียนใส่ประโยคให้สมบูรณ์ อย่าลืมสอนลูกอ่านออกเสียงจากประโยคภาษาอังกฤษที่ทำเสร็จถูกต้องด้วยนะคะ

3. เรียนรู้เที่ยวนอกบ้าน

หลังจากพาลูกเล่นสนุกที่บ้านด้วยกิจกรรมเพิ่มทักษะความรู้ที่สนุกสนานไม่น่าเบื่อกันไปแล้ว ลองแบ่งเวลาสักวันช่วงสุด สัปดาห์พาลูกเที่ยวนอกบ้าน เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เพิ่มพูนความรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้ลูกนำกลับเอาไปต่อยอดการเรียนที่ โรงเรียนได้ด้วย สถานที่เที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ความรู้สำหรับเด็ก เช่น TK Park สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ , ท้องฟ้า จำลอง , พิพิธภัณฑ์เด็ก ฯลฯ ถ้าได้สถานที่ที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พาไปได้แล้วในช่วงวันหยุด ลองให้ลูกหาภาพสถานที่นั้นๆ และข้อมูลการเดินทาง Print ใส่กระดาษ A4 เพื่อใช้เป็นคู่มือในการเดินทาง ซึ่งจะทำให้เด็กๆ สนุกกับการออกไปเที่ยว เล่น เรียนรู้นอกบ้านอย่างไม่น่าเบื่อค่ะ

เพื่อเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวสมัยใหม่ ช่วยให้ทุกกิจกรรมของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดเตรียมให้ลูกได้ง่ายๆ เพียงแค่มีเครื่องปริ๊นท์เตอร์ HP DeskJet Ink Advantage เครื่องพิมพ์ไร้สาย ก็ช่วยให้ทุกการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเป็นเรื่องสนุกสำหรับลูกได้ทุกวันค่ะ การใช้ก็งานง่าย สะดวก รวดเร็ว เพียงแค่สั่งงานพิมพ์ผ่านสมาร์ทโฟน หรือแล็บเล็ต ผ่าน WiFi ของ HP DeskJet Ink Advantage  ค่ะ บ้านไหนลูกๆ ชอบทำกิจกรรม หรือมีใบงานเป็นการบ้านมาจากโรงเรียนทุกวัน แบบนี้ต้องมีเครื่องปริ๊นท์เตอร์ HP DeskJet Ink Advantage ไว้ที่บ้านกันแล้วนะคะ

 

กิจกรรมวันหยุด

แสดงแบบ : คุณแม่พิมพ์พินันท์ และ น้องตังค์ตังค์ 

วิธีระงับความโกรธ

7 วิธีระงับความโกรธ ก่อนเผลอตีลูกด้วยอารมณ์

เคยรู้สึกผิดไหม? ที่เผลอตีลูกหรือทำโทษลูกด้วยอารมณ์โกรธ แล้วก็มารู้สึกผิดหรือรู้สึกแย่ทีหลัง สำหรับแม่ ๆ ที่อยากจะหยุดพฤติกรรมแบบนี้ เรามี 10 วิธีระงับความโกรธ มาฝากค่ะ

7 วิธีระงับความโกรธ ก่อนเผลอตีลูกด้วยอารมณ์

สำหรับแม่ ๆ ที่มีลูกวัย 2 ขวบขึ้นไป ความท้าทายในการเลี้ยงลูกจะแตกต่างจากช่วงที่ลูกยังเป็นทารก เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มมีความคิดและความต้องการเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่สามารถเข้าใจกฏเกณฑ์ และยังไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองไม่ได้ ทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น  ใจร้อน ไม่ยอมรอ ร้องไห้ เอาแต่ใจ ขี้เบื่อ ไม่อดทน โวยวายตลอดเวลา ดื้อ ก้าวร้าว เมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คนเป็นพ่อแม่ก็มีหน้าที่ที่จะต้องสอนลูกให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น แต่เหมือนว่าเมื่อคุณพ่อคุณแม่ยิ่งสอน ลูกก็ยิ่งดื้อหรือต่อต้าน จนตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็เริ่มจะมีอารมณ์โกรธและทำโทษลูกหรือตีลูก… เมื่อยิ่งตีลูก… ลูกก็ยิ่งดื้อ…. จนต้องทำโทษแรงขึ้น…. ลูกก็ยิ่งดื้อขึ้นไปเรื่อยๆ

หลักฐานทางการแพทย์กล่าวว่า พันธุกรรมมีผลต่อพฤติกรรมของลูก 50% ที่เหลืออีก 50% มาจากการเลี้ยงดูหรือสภาพแวดล้อม ฉะนั้นพ่อแม่ที่ใจร้อนย่อมมีโอกาส 50% ที่ลูกจะมีนิสัยใจร้อนตามไปด้วย เชื่อได้ว่าพ่อแม่ทุกคนอยากจะหยุดวงจรนี้ แต่จะทำอย่างไรให้สามารถระงับความโกรธของตัวเองได้ และจะทำอย่างไรให้ลูกดื้อน้อยลง

7 วิธีระงับความโกรธ หยุดตีลูก ทำร้ายลูกด้วยอารมณ์!

1. ทำความเข้าใจลูก

ให้ลองคิดว่าตัวคุณพ่อคุณแม่เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ อายุเท่าลูก แล้วเจอกับเหตุการณ์แบบเดียวกับลูก ตัวเราเองจะจัดการกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าและอารมณ์ของตนเองได้อย่างไร แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในช่วงอายุเพียงเท่านั้น ตัวเราเองก็ยังไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ดีเหมือนตอนนี้ ลูกของเราเองก็เช่นกัน เค้าก็ไม่ได้อยากจะทำพฤติกรรมเหล่านี้หรอกค่ะ เค้าอยากจะทำตัวให้ดีเพื่อให้พ่อแม่ชมอยู่แล้ว ในช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ทบททวนและทำความเข้าใจในจุดที่ลูกอยู่ ก็จะทำให้อารมณ์เย็นลง มีเหตุผลมากขึ้น และเมื่อเข้าใจลูกแล้ว เราก็จะรู้วิธีพูดและสอนให้ลูกปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น เช่น เมื่อลูกตีแม่เมื่อโมโห หากคุณแม่ตีลูกกลับ ลูกก็จะตีคุณแม่กลับเหมือนกัน เพราะลูกก็โกรธอยู่เช่นเดียวกับคุณแม่ แต่หากคุณแม่ลองทำความเข้าใจว่าทำไมลูกถึงตี ลูกต้องการตอบสนองให้แม่รู้ว่าลูกกำลังไม่พอใจ จึงเลือกใช้วิธีการตีแม่ให้แม่รู้ คุณแม่จึงควรหยุดทำพฤติกรรมนี้เหมือนลูก ลองกอดลูกไม่ให้ลูกตีเราได้อีก แล้วถามว่าลูกว่าโกรธเพราะอะไร ทำไมถึงต้องตี ถ้าเปลี่ยนจากตีเป็นเล่าให้แม่ฟังจะดีกว่าไหม

2. รับฟังเหตุผลจากลูก

แม้เหตุผลของเด็กอาจจะดูฟังไม่ขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ แต่เหตุผลเหล่านั้น เป็นเรื่องใหญ่สำหรับลูก บางครั้งลูกอาจจะมีเหตุผลที่เราคิดไม่ถึงก็ได้ อย่างเช่นที่แม่พริมาเจอมาด้วยตัวเอง ตอนที่กำลังเลือกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี แม่พริมาก็คุยอยู่แต่กับพี่สาวคนโต จนลูกคนเล็กวิ่งเข้ามาตีพี่สาว แม่พริมาก็ดุลูกว่าตีพี่ทำไม กำลังจะทำโทษลูก แต่ก็ระงับอารมณ์ถามอีกทีว่าตีพี่ทำไม จนในที่สุดลูกก็ร้องไห้ออกมาแล้วพูดว่าทำไมแม่ฟังแต่พี่ ทำไมไม่ถามน้องบ้างเลยว่าอยากไปที่ไหน เด็กอายุเพียงแค่ 4 ขวบยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้หายโกรธจากการที่แม่ไม่ฟัง จึงเลือกที่จะตีพี่สาวตัวเอง เหตุการณ์นี้เปลี่ยนให้แม่พริมาหันมาหาน้องเล็กทุกครั้งที่ต้องการถามความเห็นของลูก ๆ

ลูกดื้อ
ลูกดื้อ

 

3. อาจเป็นเพราะสุขภาพลูก

ช่วงที่ลูกงอแงมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะลูกกำลังไม่สบายตัวอยู่ก็ได้ เพียงแต่ลูกไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ว่ากำลังปวดหรือรู้สึกอย่างไร ลูกอาจจะกำลังปวดเหงือกเพราะฟันที่กำลังจะขึ้น ลูกอาจจะท้องอืด อยู่ก็ได้ จึงทำให้ลูกงอแงและร้องไห้ได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 7 วิธีระงับความโกรธ ก่อนเผลอตีลูกด้วยอารมณ์

www.changchuibangkok.com

ต้องรู้! วัคซีน 4 ขวบ มีอะไรบ้างที่ควรพาลูกไปฉีดให้ครบ

การฉีดวัคซีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทารกแรกเกิดไปจนถึงอยู่ 12 ปี สำหรับ สำหรับเด็กในวัย 4 ปีขึ้นไป แม้ลูกจะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ แต่ก็ยังคงมีวัคซีนจำเป็นที่ลูกควรจะได้รับต่อเนื่อง หรือวัคซีนเสริมอื่น ๆ วัคซีน 4 ขวบ มีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

วัคซีน 4 ขวบ ที่ควรพาลูกไปฉีดให้ครบ

ในวัคซีนแต่ละชนิดสร้างมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ถูกทำให้สิ้นฤทธิ์ด้วยกรรมวิธีทางการแพทย์จนไม่สามารถก่อให้เกิดโรค การฉีดวัคซีนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายๆ ได้ในอนาคต

วัคซีน 4 ขวบ
วัคซีน 4 ขวบ

วัคซีน 4 ขวบ – 6 ปี ลูกควรจะได้รับวัคซีนจำเป็น

  • วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรนชนิดทั้งเซลล์ ครั้งที่ 5 (DTP5) วัคซีนชนิดทั้งเซลล์ ผลิตจากเชื้อและพิษของเชื้อที่ผ่านขั้นตอนการทำให้หมดฤทธิ์ในการก่อโรคเช่นเดียวกับวัคซีนชนิดอื่น ๆ มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงหากได้รับวัคซีนครบตามกำหนด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้บ้าง เด็กที่ฉีดวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ครบ 5 ครั้งแล้ว ควรฉีดวัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ เมื่อมีอายุ 12-16 ปี จากนั้นให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำทุก 10 ปี*
  • วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดหยอด ครั้งที่ 5 ( OPV5) วัคซีนชนิดนี้มาจากเชื้อโปลิโอที่มีชีวิตซึ่งผ่านกระบวนการทำให้เชื้อมีฤทธิ์อ่อนลงและไม่ก่อให้เกิดอาการกับผู้ที่รับวัคซีนชนิดนี้ โดยใช้เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยการเลียนแบบการติดเชื้อแบบธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น วัคซีนชนิดกินจะทำให้ผู้รับวัคซีนมีภูมิคุ้มกันทั้งในลำไส้และในเลือด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการพบว่าวัคซีนชนิดนี้อาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์และทำให้เกิดโรคได้ บางประเทศจึงหันมาใช้วัคซีนชนิดฉีดแทนเพื่อความปลอดภัย** (การให้วัคซีนป้องกันโปลิโอเกินกว่าที่กำหนดไม่มีข้อเสีย สามารถนำลูกมารับวัคซีน OPV เพิ่มในช่วงที่มีการรณรงค์หยอดวัคซีนเพื่อกวาดล้างโปลิโอได้)
  • วัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน ครั้งที่ 2 (MMR2) ลูกควรได้รับวัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 อายุ 4-6 ปี กรณีที่มีการระบาดหรือสัมผัสโรคอาจฉีดเข็มที่ 2 เร็วขึ้นก่อนอายุ 4 ปีก็ได้ โดยต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน

 

วัคซีน 4 ขวบ อื่น ๆ ที่อาจให้เสริมหรือทดแทน

  • วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักชนิดไร้เซลล์ (DTap หรือ Tdap) สามารถเริ่มฉีดเมื่อมีอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 5 ปี และ 4-6 ปี โดยวัคซีนชนิดนี้ผลิตจากพิษของเชื้อคอตีบและบาดทะยักที่ผ่านขั้นตอนการทำให้หมดฤทธิ์ในการก่อโรคผสมกับเชื้อไอกรนที่ผ่านการแยกบริสุทธิ์ ทำให้มีผลข้างเคียงจากการฉีดน้อย รวมทั้งมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพป้องกันสูงหากได้รับวัคซีนครบตามกำหนด แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดไร้เซลล์จะลดลงหลังจากผ่านไปแล้ว 5-10 ปี จึงควรฉีดวัคซีนคอตีบ-บาดทะยักสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำอีกครั้งเมื่อมีอายุประมาน 10-18 ปี*
  • วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดฉีด (IPV) เป็นวัคซีนที่ลูกควรได้รับให้ครบ 5 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 2, 4, 6,18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4-6 ปี วัคซีนชนิดนี้ที่ทำมาจากเชื้อโปลิโอที่ตายแล้ว จึงมีความปลอดภัยสูงกว่าชนิดกิน และทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคนี้ในเลือดสูงขึ้น โดยปัจจุบันวัคซีนโปลิโอจะถูกรวมไว้ในวัคซีนรวมที่จะต้องฉีดให้กับเด็กแรกเกิดเป็นหลัก และในหลาย ๆ ประเทศก็มีการใช้วัคซีนชนิดนี้เป็นหลักแทนชนิดกิน เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง แต่ข้อเสียคือมีราคาแพงกว่า**
  • วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ (HAV) เริ่มให้ในอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป การฉีดวัคซีนจะฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน
  • วัคซีนอีสุกอีใส (VZV) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป แพทย์จะแนะนำให้เริ่มฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 12-18 เดือน และ วัคซีน 4 ขวบ ฉีดเข็มที่สองได้ หรือระหว่างอายุ 4-6 ปี ในกรณีที่มีการระบาดของโรคสามารถฉีดเข็มที่ 2 ก่อนอายุ 4 ปีได้ แต่ต้องทิ้งระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน หรือสามารถใช้วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน และอิสุกอิใส (MMRV) โดยใช้ฉีดแทนวัคซีนอีสุกอีใสแบบเดี่ยวได้ เริ่มฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 1-12 ปี
  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปถึง 18 ปี และควรฉีดซ้ำทุกปี เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่มักอยู่ไม่นาน และเชื้อไข้หวัดใหญ่มักกลายพันธุ์ได้ในช่วงระยะเวลาไม่นานด้วย ทำให้สายพันธุ์ที่ระบาดในแต่ละปีไม่เหมือนกัน จึงควรที่จะให้ลูกได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในทุกปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ปรับให้เหมาะสมกับเชื้อใหม่และป้องกันไข้หวัดได้อย่างต่อเนื่อง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

เลือกโรงเรียนแรกของลูกน้อยตั้งแต่วัยก่อนขวบปี กับ โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการเรียนรู้ของลูกน้อย !!  เพราะเด็กทุกคนมีสัญชาตญาณนักสำรวจตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิด เพียงแค่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สนุกสนาน เต็มไปด้วยอารมณ์เชิงบวก ก็ช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยพร้อมเรียนรู้โลกใบใหม่ได้มหาศาล มาเปิดโอกาสให้ลูกค้นพบศักยภาพน่าอัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในตัว กับ โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

เมื่อพัฒนาการของลูกน้อยเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน โดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุ 2 ขวบที่ร่างกาย สมอง สติปัญญา และอารมณ์จะพัฒนาอย่างเต็มที่ และเป็นรากฐานสำคัญต่อยอดทักษะชีวิตเมื่อโตขึ้น  การมองหาโรงเรียนแรกของลูกจึงสามารถเริ่มต้นตั้งแต่วัยก่อนขวบ ซึ่งถือว่าไม่เร็วเกินไป

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre โรงเรียนแรกของลูก

จูเลียเกเบรียล เซ็นเตอร์ เป็นโรงเรียนเสริมทักษะเด็กอันดับหนึ่งจากประเทศสิงคโปร์ มีหลักสูตรคิดค้นขึ้นเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กยาวนานมากว่า 30 ปี และมีหลักสูตร Early Learning สำหรับเด็กเล็กอย่างเข้าใจโดยเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งพัฒนาการด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ประสาทสัมผัส ช่วยเหลือตัวเอง มารยาทบนโต๊ะอาหาร และเข้าสังคมตามวัย ซึ่งสามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่วัยก่อนขวบปี ภายใต้สิ่งแวดล้อมเชิงบวก เต็มไปด้วยเสียงเพลง เสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน และการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ จึงช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างอิสระ และเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กอย่างแท้จริง

 

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

EduDrama รู้จักโลกผ่านดราม่า

“เรียนผ่านเล่น” เป็นหัวใจหลักที่กระตุ้นให้ลูกน้อยเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดี โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre เลือกใช้ “EduDrama” มาเป็นหลักในการสอนเด็กๆ EduDrama ไม่ใช่การเรียนการแสดง แต่เป็นนำการแสดงละครมาดึงดูดความสนใจของเด็ก โดยคุณครูจะแสดงบทบาทสมมุติเป็นตัวละครต่างๆ ทั้งอาชีพหรือสัตว์ ประกอบท่าทางและน้ำเสียงสมจริง ทำให้พวกเขารู้สึกสนุกและเข้าเรื่องที่เรียนได้ง่าย อีกทั้งยังเหมาะกับเด็กเล็กที่อยู่ในวัยเรียนรู้ผ่านสีหน้า ท่าทาง และพฤติกรรม

EduDrama จะสอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมที่ โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre ตัวอย่างเช่น การเล่นหุ่นมือที่คุณครูจะใส่หุ่นมือสัตว์ แล้วชวนพูดคุยพร้อมกับสอดแทรกคำศัพท์ และความรู้เกี่ยวกับสัตว์นั้นๆ การเล่นดนตรี ชวนเด็กมาร้องเพลงพร้อมแสดงท่าทางประกอบเพลง คลอกับไปเสียงดนตรีที่เล่นกันสดๆ ชวนให้เด็กสนใจและรู้สึกเพลิดเพลิน แม้ลูกน้อยจะยังพูดไม่ได้ แต่พวกเขาจะจดจำเสียงเพลง ทำนอง และคำศัพท์ไว้ เมื่อถึงช่วงเวลาที่เริ่มพูด พวกเขามีพัฒนาการทางภาษาที่ดี พูดเร็ว กล้าพูดอย่างมั่นใจ  หรือ ละครโรงเล็กที่คุณครูจะแสดงเป็นครอบครัวหมี หรือเป็นคาแรคเตอร์ต่างๆ ชวนเด็กเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ช่วยกันแก้ไขปัญหา หรือเลือกคำตอบด้วยตัวเอง

ตลอดชั่วโมงการเรียน คุณครู Native English Speaker จะใช้ภาษาอังกฤษคอยพูดคุย รับฟังและกระตุ้นพัฒนาการไปพร้อมกับผู้ปกครองที่จะได้เรียนรู้วิธีการและสามารถนำไปต่อยอดส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยเองที่บ้าน เช่น เพลงที่ร้องในคลาส กิจกรรมเล่นสี หรือคำศัพท์ต่าง ๆ

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

กิจกรรมชวนสนุกแบบ EduDrama

เด็ก ๆ จะได้พบกับกิจกรรมสนุกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre ตลอดเวลา ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง – 2 ชั่วโมง เวลาที่ดูเหมือนนานแต่ถ้าสนุกแล้วเด็กกลับไม่รู้สึกเบื่อเลย แต่ละกิจกรรมผ่านการคิดค้นและวางแผนให้สอดคล้องกันตามธีมที่ใช้ในแต่ละเทอม หลักสูตรที่นี่จะวางแผนการสอนเป็นเทอม (ราว 3 เดือน) เพื่อให้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ และคุ้นเคยกับตารางกิจวัตรประจำวันของตัวเอง เริ่มต้นจาก

  • Free Play ให้เวลาลูกน้อยเลือกหยิบของเล่นวางเตรียมไว้หลายสิบชิ้นด้วยตัวเอง เพราะการ “เลือกของเล่น” เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยสร้าง self-esteem หรือความมั่นใจให้เกิดขึ้น
  • Circle Time การนั่งล้อมวงของเด็กๆ ผู้ปกครอง และคุณครูเพื่อทำความรู้จักกัน เพื่อให้ลูกน้อยคุ้นเคยกับเพื่อนใหม่ เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดี

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

  • Animated Puppet Time การเล่นตุ๊กตาหุ่นมือสัตว์เสมือนจริง เพื่อให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับหุ่นตัวนั้นๆ และสร้างบรรยากาศผ่อนคลายพร้อมกับการทำกิจกรรมต่อไป
  • Drama Time ช่วงเวลาเปิดประตูสู่โลกจินตนาการเข้าสู่ Drama Town ไปกับตัวละครและกับสถานการณ์แตกต่างกัน ชวนเด็กมาร่วมแสดงและหาคำตอบเพื่อคลี่คลายปัญหาในแบบฉบับของตัวเอง นอกจากจะได้ฝึกพูดคุยภาษาอังกฤษแล้ว ยังฝึกทักษะเหตุผลและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีด้วย

 

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

  • Sensory / Arts and Crafts Activities การฝึกประสาทสัมผัสผ่านศิลปะแสนสนุกที่จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามวัย เด็กจะได้ลองหยิบพู่กัน จับสี ทาลงบนกระดาษ จับน้ำ ดิน หรือเม็ดสาคูเพื่อเรียนรู้ความแตกต่างของวัสดุแต่ละชนิด ทำงานประดิษฐ์ที่เหมาะกับช่วงอายุ อันเป็นพื้นฐานของ Hand Skill ที่จำเป็นในวัยต่อไป
  • Dramatic Story Telling การเล่านิทานแบบไม่ธรรมดา ที่ไม่ปล่อยให้เด็กเป็นแค่ผู้ฟัง แต่คุณครูจะแสดงท่าทาง น้ำเสียง สีหน้าประกอบสนุกๆ ด้วย ให้เด็กเล็กที่ยังไม่รู้ความหมายของคำเข้าใจได้ง่าย ๆ
  • Snack Time เปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้เลือกอาหารว่างที่อยากกินด้วยตัวเอง และร่วมวงกินอาหารกับเพื่อนต่างวัย ช่วยพัฒนาการเรื่องการกิน และการเข้าสังคมได้ดี

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

  • Playground Time สนามเด็กเล่นที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ เปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และฝึกการทรงตัว โดยที่มีคุณครูสอนสังเกตพัฒนาการและช่วยกระตุ้นอยู่ใกล้ตลอดเวลา
  • Live Music Time เป็นช่วงเวลาโปรดที่สุดของเด็กทุกคน จะได้ร้อง เต้น กับวงดนตรีแสนสนุก และเพลงที่ช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น

PlayNest, โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre

Playnest เด็ก 6 เดือนก็พร้อมแล้ว

6 เดือนไม่เร็วไปที่จะพาไปโรงเรียนหรือ!! จริงๆแล้ว พัฒนาการของเด็กวัย 6 เดือน ที่สามารถนั่งเองและหยิบจับของได้ถนัดมือ มีศักยภาพจะเรียนรู้ได้มากมาย ด้วยหลักสูตรของ โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre ที่เน้นการปลูกฝังทักษะชีวิตสมวัยสำหรับเด็กเล็กวัย 6-18 เดือน ไม่ใช่การสอนแบบวิชาการ จะช่วยให้พวกเขาค้นพบศักยภาพของตัวเองตั้งแต่เล็ก

โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel

 

PlayClub คลับเตรียมพร้อมก่อนเข้าอนุบาล

คอร์สสำหรับเด็กวัย 1.5 -3.5 ขวบเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนไปโรงเรียนอนุบาล เด็กในวัยนี้ต้องการอิสระและการยอมรับจากผู้ใหญ่มากขึ้น จึงเน้นการเรียน Early learning ที่ดึงเอาความมั่นใจของเด็กออกมา โดยมีคุณครูคอยรับฟังและตอบสนองการกระทำเขาอยู่เสมอ ผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะ Drama Time ที่พวกเขาได้แสดงตัวตนของตัวเองได้อย่างเต็มที่

เมื่อถึงวันที่เด็กต้องไปโรงเรียนอนุบาล การที่พวกเขาสามารถทำทุกอย่างได้อย่างมั่นใจตั้งแต่วันแรก จะทำให้เขากลายเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

นอกจากหลักสูตรที่มีเอกลักษณ์แล้ว โรงเรียนจูเลียเกเบรียลยังใส่ใจรายละเอียดอย่างดี ทั้งของเล่นไม้ อุปกรณ์ศิลปะไร้สารพิษ และความปลอดภัยของพื้นที่ล้วนเหมาะสมกับเด็กทุกวัยที่มาเรียน พร้อมกับการจัดบรรยากาศของห้องเรียนที่น่ามอง และชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะกับการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ คุณครูทุกท่านผ่านการอบรมเข้มข้นอย่างมืออาชีพ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และลองพาลูกน้อยมาทดลองเรียนกันได้ที่ โรงเรียนเสริมทักษะ Julia Gabriel Centre ชั้น 2 Bambini Villa คอมมูนิตี้มอลล์ในซอยสุขุมวิท 26  เช็ครายละเอียดของคอร์สและสำรองที่นั่งได้ที่ 063-924-6542 หรือ Line @JuliaGabrielBkk

ลูกแพ้อาหาร

วิธีรับมือสำหรับแม่ให้นม เมื่อลูกกลายเป็น เด็กแพ้อาหาร

เมื่อลูกกลายเป็น เด็กแพ้อาหาร สาเหตุเกิดจากอะไร และหากเด็กแพ้อาหาร แต่ยังกินนมแม่อยู่ แม่ให้นมจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง ตามมาดูเล้ย

วิธีรับมือสำหรับแม่ให้นม เมื่อลูกเป็น เด็กแพ้อาหาร

การที่ เด็กแพ้อาหาร (Food allergy) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เกิดขึ้นหลังจากที่กินอาหารบางชนิดเข้าไป และมันมองอาหารบางชนิดว่าเป็นอันตราย โดยอาจทำให้เกิดอาการที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ผิวหนัง หรือระบบหลอดเลือดและหัวใจ

Must read : เตือนจากแม่ถึงแม่!! ลูกแพ้อาหาร เพราะแม่ท้องโด๊ปอาหารกลุ่มเสี่ยงมากเกินไป

โดยในงานวิจัยบางชิ้น พบว่ามีเด็กร้อยละ 4-6 และผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 6 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพ้อาหาร ซึ่งในเด็กและทารกนั้นภาวะนี้ มักเกิดขึ้นได้มากกว่า

เช่นเดียวกับ “น้องปราง” ลูกสาวคนเล็กวัย 5 เดือน (ช่วงมีนาคม 62) ของคุณแม่เบนซ์ พรชิตา และพ่อมิค บรมวุฒิ ที่ได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่ไม่ค่อยลงรูปน้องเลย นั่นเป็นเพราะน้องมีอาการแพ้นมวัวและไข่ จนทำให้เกิดผื่นสะเก็ดขึ้นทั้งตัวเป็น อีกทั้งยังน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ด้วย ทำเอาคุณพ่อคุณแม่เครียดกันสุด ๆ

เด็กแพ้นมวัว
น้องปราง วัย 5 เดือน กับรอยผื่นบนหน้า หนึ่งในอาการของ เด็กแพ้อาหาร

ขอบคุณภาพจาก IG @pornchita

โดย คุณแม่เบนซ์ เผยว่า “เขากินน้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยสบายตัว เพราะเขาแพ้ เขาจะคันผื่นจะขึ้นทั้งตัว ซึ่งเราก็พยายามไปหาหมอผิวหนัง ว่าลูกเราแพ้อะไรหรือเปล่า”

ด้านพ่อมิค ก็ได้เผยอีกว่า “ช่วงแรก ๆ คนจะถามว่าทำไมไม่ลงรูปน้องปรางเลย คือเราอยากลง แต่ว่าน้องปรางผื่นขึ้นเต็มหน้า ไม่ใช่แค่ผื่น มันเหมือนเป็นสะเก็ดเลย คือน่าสงสารมาก จนวันหนึ่งเพื่อนเบนซ์ที่เป็นหมอเขาแนะนำมา กล้าเปิดใจไปหาหมอคนอื่นไหม เขาก็เลยแนะนำไปที่สมิติเวชธนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ที่เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้โดยตรง ปรากฏ 3 วันหายเลย โดยเอาน้องไปแช่อยู่ในน้ำเกลือ พอลอย เสร็จก็ทายาทาครีม แล้วก็พันเป็นมัมมี่ ตอนนี้ผิวก็กลับมาเป็นปกติทั้งตัวแล้ว พอเอาเลือดไปตรวจค่อยรู้ว่าแพ้นมวัวกับไข่ ดังนั้นคนที่ต้องอดกินก็คือเบนซ์”

เด็กแพ้นมวัว
ขอบคุณภาพจาก IG @mickbaromvudh
เด็กแพ้นมวัว
ขอบคุณภาพจาก IG @pornchita

สาเหตุที่ “น้องปราง” กลายเป็น เด็กแพ้อาหาร

พ่อมิคกล่าวว่า “คุณหมอบอก ถ้าเด็กแพ้นมง่ายคือแม่จะอัดนมเยอะมากช่วงที่ท้อง แต่เบนซ์ก็ไม่ได้กินเยอะใช้ชีวิตปกติ ฉะนั้นหวยออกที่เขา อยู่ดีๆก็แพ้ โชคดีที่หมอเรียกว่าไม่เป็นไร มีวิธีรักษา ไม่ต้องเครียดว่าอนาคตจะไปโรงเรียน ถึงขึ้นโทรไปที่โรงเรียนห้ามให้ลูกผมกินนม กินไข่ เดี๋ยวก็หาย ตรวจเลือดใหม่ทุก 6 เดือน เดี๋ยวจะมีวิธีให้แม่เริ่มกินใหม่โดยโดสน้อยๆ”

 

อ่านต่อ >> วิธีรับมือสำหรับคุณแม่ให้นมเมื่อลูกกลายเป็นเด็กแพ้อาหาร” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

safeinternetforkid.com

SafeInternetForKid.com ช่วยลูก “รู้ทันความเสี่ยง” บนโลกออนไลน์

แม่รู้ไหม? ในขณะที่ลูกๆ ของเราใช้อินเทอร์เน็ต พวกเขามีความเสี่ยงจากภัยออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ทั้งความไม่ปลอดภัยในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล การเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ความเสี่ยงเรื่องเพศ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) การหลงเชื่อข่าวปลอม รวมไปถึงการนัดพบกับเพื่อนทางออนไลน์ เราจะสามารถป้องกันลูกของเราให้ใช้เทคโนโลยีดจิทัลอย่างปลอดภัย สามารถแยกแยะความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างไร? เว็บไซต์ SafeInternetForKid.com จะเป็นเครื่องมือช่วยคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องนี้ได้ค่ะ

มารู้จักเว็บไซต์ SafeInternetForKid.com กันก่อน

เว็บไซต์SafeInternetForKid.comถูกพัฒนาเริ่มแรกโดยองค์กร Parent Zone ในประเทศอังกฤษ และได้รับการเผยแพร่ไปกว่า 13 ประเทศทั่วโลกโดยเทเลนอร์ กรุ๊ป และสำหรับในประเทศไทยดีแทคได้จับมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และบริษัท อินสครู จำกัด เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ (Digital Resilience) สำหรับครอบครัวและโรงเรียน เพื่อสร้างทักษะให้เด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 5-16 ปีสามารถรู้เท่าทันและมีภูมิคุ้มกันบนโลกออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ

  • เด็กสามารถแยกแยะความเสี่ยงบนออนไลน์ได้
  • เด็กรู้วิธีการขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
  • เด็กสามารถใช้ประโยชน์และสร้างโอกาสจากการใช้อินเทอร์เน็ตได้
  • เด็กสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นเหยื่อในโลกออนไลน์

 

เมื่อเราหลีกเลี่ยงการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ เราต้องสอนลูกให้ท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

คุณพ่อคุณแม่ลองชวนน้องเล่นเกมส์ในเว็บไซต์SafeInternetForKid.comที่ออกแบบมาสำหรับน้องอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยสามารถเลือกระดับความยากง่ายตามอายุได้ น้องจะพบกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องคิดและตัดสินใจ เมื่อน้องแก้ปัญหาได้หมด นอกจากจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่าน้องสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยแล้ว น้องยังจะได้รับประกาศนียบัตรจากดีแทคเป็นรางวัลอีกด้วย

เกมส์ safe internet for kid

เลือกอายุ

ประกาศนียบัตร safe internet for kid

 

สำหรับคุณครูสามารถดาวน์โหลดแบบฝึกหัดไปใช้สอนนักเรียนได้ทันที โดยแบบทดสอบถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การแยกแยะ การทำความเข้าใจ และการประเมินผล ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาการเรียนรู้ไปทีละขั้น ครอบคลุมเนื้อหาหลัก ได้แก่ ความมีน้ำใจบนโลกออนไลน์, การอยู่บนโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย และ การกอบกู้สถานการณ์เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น

ดาวน์โหลดแบบฝึกหัด safe internet for kid

ดาวน์โหลดแบบฝึกหัด safe internet for kid
ตัวอย่างแบบฝึกหัด safe internet for kid สำหรับคุณครู

 

และหากน้องๆ เจอคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ไม่เข้าใจ ก็สามารถคลิกไปที่ “ห้องสมุด” เพื่อหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติมได้ทันที

ห้องสมูด safe internet for kid

ห้องสมุด

 

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจ อยากสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันภัยออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ให้กับน้อง หรืออยากทดสอบว่าน้องมีความสามารถในการแยกแยะความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ได้ขนาดไหน  สามารถเข้าไปทดลองใช้กันได้เลยที่SafeInternetForKid.com

บทความน่าสนใจอื่นๆ

CyberBullying ป้องกันลูกวัยรุ่นแชร์สนั่นลั่นโลก

หรือ….ลูกกำลังถูกคุกคามทางอินเทอร์เน็ต

นักจิตวิทยาเด็กแนะเทคนิค! เลี้ยงลูกให้ห่างไกล ภัยจากโซเชียลมีเดีย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นมแม่เป็นโภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง

MFGM คือ “สารอาหารในนมแม่” เพื่อพัฒนาสมอง !!

MFGM คือ สารอาหารในนมแม่ แต่เชื่อว่ายังมีคนอีกส่วนหนึ่งเลยที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อสารอาหารนี้ในนมแม่ค่ะ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอย่างน้อย 6 เดือนแรก เป็นเรื่องที่องค์การอนามัยโลกสนับสนุนเพื่อลูกน้อยจะได้รับสารอาหารในนมแม่ที่หลากหลายและครบถ้วนไปด้วยคุณค่าที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง และเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตที่แข็งแรงสมบูรณ์สมวัยด้วยค่ะ

MFGM คือ สารอาหารในนมแม่ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยการทำงานของสมอง

MFGM คือ สารอาหารอะไรในนมแม่ ?

ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าสารอาหารที่อยู่ในนมแม่อย่าง MFGM คืออะไร ทำไมถึงสำคัญพัฒนาการสมองของลูก สำหรับสารอาหารที่เรียกว่า MFGM หรือชื่อเต็มก็คือ  Milk Fat Globule Membrane ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ รศ.ดร.นพ. ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับนมแม่ และ MFGM สารอาหารในนมแม่

“นมแม่เป็นโภชนาการที่มีสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตสำหรับลูกน้อยอย่างครบถ้วน ประกอบด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์กว่า 200 ชนิด เป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีนและไขมัน ที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ล่าสุดมีการค้นพบ MFGMคือ  Milk Fat Globule Membrane ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์ว่า เป็นแหล่งของสารอาหารในนมแม่ที่สำคัญจำนวนมาก โดยมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เสริมสร้างความฉลาดทางสติปัญญา(IQ) ความฉลาดทางอารมณ์(EQ) ช่วยในการเจริญเติบโตทางร่างกาย เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

สารอาหารสำคัญที่มีอยู่ในนมแม่ เช่น MFGM, DHA

MFGMคือ เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบได้ในนมแม่ ผลิตจากต่อมน้ำนม ทำหน้าที่ช่วยห่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมให้คงรูปอยู่ได้ MFGM อุดมไปด้วยไขมันและโปรตีนชีวภาพมากกว่า 150 ชนิด เช่น สฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด และแกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างปลอกหุ้มเส้นใยประสาท (Myelin Sheath) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณของประสาท และช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง สมองก็จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาสมองและสติปัญญา”

การให้สารอาหารที่ดีที่สุดกับลูกนั่นก็คือ นมแม่ที่มี MFGM (Milk Fat Globule Membrane) เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม มีการศึกษาพบว่าช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองที่ฉลาด และก็ยังส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเด็กด้วยค่ะ

ดังนั้นแนะนำว่าหลังคลอดลูกตั้งแต่วันแรก น้ำนมแม่ ดีที่สุดสำหรับร่างกายลูกน้อยค่ะ เด็กที่กินนมแม่จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการการเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการสมองเร็วขึ้นค่ะ ที่สำคัญให้ลูกได้รับคุณค่าสารอาหารในนมแม่ที่เต็มไปด้วยประโยชน์แล้ว ก็ต้องควบคู่ไปกับการกระตุ้นพัฒนาการรอบด้านให้ลูกน้อยด้วยนะคะ เพื่อเขาจะได้เติบโตขึ้นตามวัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และศักยภาพอย่างสมบูรณ์ค่ะ

คุณแม่สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสารอาหารในแม่อย่าง MFGM เพียงแค่ค้นหาคำว่า “MFGM” หรือคลิกที่นี่ค่ะ

5 นิทานคุณธรรม ปลูกฝังให้ลูกทำดีได้ตั้งแต่เล็ก!

การปลูกฝังคุณธรรม สามารถทำได้ผ่าน นิทานคุณธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานทางจิตใจ อันนำไปสู่การกระทำที่ดีและถูกต้อง และเพื่อให้ลูกพร้อมที่จะเผชิญโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสุข

5 นิทานคุณธรรม ปลูกฝังให้ลูกทำดีได้ตั้งแต่เล็ก!

การปลูกฝัง “คุณธรรม จริยธรรม” ให้ลูก มีความสำคัญอย่างไร?

คุณธรรมเป็นพื้นฐานทางจิตใจและเจตคติ อันนำไปสู่การกระทำที่ดีและถูกต้อง คุณธรรมและเจตคติจะเป็นปัจจัยให้เด็กพร้อมที่จะเผชิญโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสุข การปลูกฝังคุณธรรมและเจตคติให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยให้เด็กพัฒนาคุณธรรมและเจตคติขึ้นในตัวเอง เด็กที่ได้รับการปลูกฝังลักษณะนิสัยในเรื่องคุณธรรมและเจตคติ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวหล่อหลอมเด็กให้เป็นคนดีของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

การปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม ให้ลูกตั้งแต่เล็กเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ สามารถเชื่อมโยงโดยตรงไปสู่จิตใจและสมอง คุณพ่อคุณแม่ควรสอน และทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นตั้งแต่เล็ก ๆ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 10 ปีแรกของชีวิต จริงอยู่ที่เรื่องเหล่านี้ยากเกินไปที่เด็กเล็ก ๆ จะเข้าใจ หากคุณพ่อคุณแม่พูดหรือสอนเกี่ยวกับคุณธรรมเป็นหลักการ แน่นอนว่าลูกจะไม่ฟังเพราะรู้สึกว่ามันยากเกินไปที่จะเข้าใจได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงมี นิทานคุณธรรม ดี ๆ ที่นำมาเล่าเพื่อความสนุกในเวลาก่อนนอนได้ และยังแอบปลูกฝัง คุณธรรม ผ่าน นิทานคุณธรรม เหล่านี้ เพื่อไปสอนลูกได้อย่างเนียน ๆ อีกด้วย ดังนี้

อ่านนิทานให้ลูกฟัง
อ่านนิทานให้ลูกฟัง

5 นิทานคุณธรรม ปลูกฝังให้ลูกทำดีได้ตั้งแต่เล็ก!

นิทานเรื่อง “เด็กตีรังผึ้ง”

มีเด็กคนหนึ่ง พอเห็นผึ้งก็อยากได้ แต่ไม่รู้วิธี จึงเอาไม้ตีรังผึ้งและเอาก้อนหินขว้างจนรังผึ้งตกลงมา ฝูงผึ้งแตกรัง บินมารุมต่อยเด็กคนนั้นจนบวมไปหมดทั้งตัว เจ็บปวดแสนสาหัส โชคดีที่แม่มาพบเข้ารีบพาไปโรงพยาบาลให้หมอรักษาได้ทัน ถ้าไม่มีใครไปพบก็จะต้องตายเพราะทนพิษของผึ้งไม่ไหว… โดยหลังจากเล่านิทานนี้เสร็จ ให้คุณพ่อคุณแม่อธิบายโทษของการผิดศีลข้อ 1 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์ ไม่รังแกหรือไม่ทำร้ายผู้อื่น หากผิดศีลข้อนี้ก็อาจะเป็นเหมือนเด็กคนนี้ที่ไปตีรังผึ้งก็เป็นได้

นิทานเรื่อง “นายพรานกับพระ”

พระรูปหนึ่งเดินทางไปในป่า เห็นกวางติดแร้วอยู่ก็สงสาร จึงช่วยให้พ้นทุกข์ทรมานโดยปล่อยสัตว์ให้หนีไป เมื่อนายพรานมาเห็นเข้าก็โกรธมาก สั่งให้หมาไล่เนื้อของตนกัดพระ พระวิ่งหนีไม่ทันถูกฝูงหมากัดขาและจีวรฉีกขาด จนต้องหนีขึ้นไปบนต้นไม้ ฝูงหมาก็ตามไปตะกาย อยู่ที่โคนต้นไม้ และกระโดดจะกัดให้ถึง พระกอดกิ่งไม้ไว้จะโหนตัวไต่ขึ้นกิ่งที่อยู่สูงขึ้นไป บังเอิญ ลมพัดจีวรปลิวตกลงมาคลุมตัวนายพรานซึ่งยืนยุให้หมากัดพระ ฝูงหมาไล่เนื้อนึกว่าพระกระโดดลงมา จึงรุมกัดจนนายพรานตาย…นิทานเรื่องนี้ตรงกับหลักเบญจศีลในข้อที่ 1 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์ ไม่รังแกหรือไม่ทำร้ายผู้อื่น เพราะหากทำร้ายหรือรังแกผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้ ดังเช่นนายพรานคนนี้เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

5 นิทานคุณธรรม ปลูกฝังให้ลูกทำดีได้ตั้งแต่เล็ก!

ตัดผมวันไหนดี

ตัดผมวันไหนดี? ตัดอย่างไรให้มีโชคลาภ งาน-เงินปัง!

เพราะการตัดผมเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างหนึ่ง ดังนั้นการเลือกว่าว่าควรจะ ตัดผมวันไหนดี ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราจะทำตาม

ตัดผมวันไหนดี? ตัดอย่างไรให้มีโชคลาภ งาน-เงินปัง!

ไหน ๆ ก็จะต้องตัดผมอยู่แล้ว ทำไมไม่เลือกวันที่เชื่อกันว่าเป็นวันดี ตัดแล้วจะเสริมดวง เสริมโชค เสริมลาภให้กับตัวเองล่ะ ตามความเชื่อโบราณ การเลือกวันตัดผมที่เป็นวันดี จะสามารถเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองได้ เพราะผมถือเป็นสิ่งปกคลุมหัวถือได้ว่าเป็นส่วนสูงสุดของคนเรา

ตัดผมวันไหนดี? ตัดอย่างไรให้มีโชคลาภ งาน-เงินปัง!

วันอาทิตย์
ตัดผมวันอาทิตย์ ท่านว่าดีนักแล จะมีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเป็นไข้ออด ๆ แอด ๆ

วันจันทร์
ตัดผมวันจันทร์ ท่านว่าจะมีแต่โชคลาภ ได้ของมีค่า การค้าขายคล่องตัว ไม่อด ไม่จน

วันอังคาร
ตัดผมวันอังคาร ท่านว่าไม่ดี มีแต่โทษ มีแต่คนปองร้าย ศัตรูจะทำให้ได้เจ็บ เลี่ยงได้จงเลี่ยงการตัดผมวันอังคาร

วันพุธ
ตัดผมวันพุธ ท่านว่าวันพุธเป็นวันของเจ้าของนายท่าน เราไม่ควรตีตนเสมอ การงานจะมีแต่ตกต่ำ มีแต่เรื่องทะเลาะวิวาทขัดแย้ง ทั้งกับผู้อื่นและคนในครอบครัว คนโบราณท่านไม่แนะนำให้ตัดผมวันนี้

ตัดผมทรงอะไรดี
ตัดผมทรงอะไรดี

วันพฤหัสบดี
ตัดผมวันพฤหัสบดี ท่านว่าเป็นวันครู เป็นวันมงคลยิ่งนัก เหล่าเทวดาจะมาปกปักรักษาให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง เป็นวันสิริมงคลยิ่ง ถ้าไม่ติดธุระสำคัญหนักหนา ให้ตัดผมวันพฤหัสบดีนี้

วันศุกร์
ตัดผมวันศุกร์ ท่านว่าเป็นวันธงชัย ทำอะไรเจริญรุ่งเรือง ตัดผมวันนี้จะมีแต่โชคลาภ การค้าการขายดี มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ ใครทำค้าขายโบราณท่านว่า ตัดผมวันศุกร์จะดีที่สุด

วันเสาร์
ตัดผมวันเสาร์ ท่านว่าเป็นวันมงคลนัก ตัดผมแล้วจะได้ดังสิ่งที่หวัง ประสงค์สิ่งใดไว้ก็จะได้สิ่งนั้น

นอกจากฤกษ์ตัดผมแล้วว่าควร ตัดผมวันไหนดี การตัดผมในทรงที่เข้ากับรูปหน้าของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะต่อให้ไปตัดผมในฤกษ์ที่ดีแล้ว แต่เมื่อตัดออกมาแล้วเจ้าของผมไม่ชอบหรือทรงผมไม่เข้ากับหน้าของตนเอง ก็จะทำให้หมดความมั่นใจ ไม่กล้าทำสิ่งใด ๆ ได้ ส่งผลให้การงานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร มาดู เทคนิคการเลือกแบบทรงผมให้เหมาะกับรูปหน้าของตัวเองกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่