ผักสวนครัว

สุดยอด ผักสวนครัว ปลูกกินเองทั้งปี ลูกกินดี แก้สารพัดโรค

“ให้ลูกกินผักเก่ง” ไม่เขี่ยข้างจานต้องเปิดโอกาสให้ลูกลงมือปลูกผักด้วยตัวเอง กับ ผักสวนครัว 17 ชนิดที่ปลูกกินเองตลอดปีได้ที่บ้านแบบปลอดสาร ใช้กินเป็นยารักษาโรค บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แบบไม่ต้องกินยาด้วย

ปลูกผักสวนครัว

พ่อแม่ต่างรู้ดีว่าหากต้องการพัฒนาทักษะรอบด้านให้ลูกน้อยต้องเริ่มต้นตั้งแต่ยังเล็ก สิ่งสำคัญกว่านั้นการฝึกทักษะที่ดีที่สุดมาจากการลงมือทำ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเพิ่มเติมจากความรู้ในหนังสือ การชวนลูกปลูก ผักสวนครัวรั้วกินได้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเล็กๆทุกคนทำร่วมกัน แถมยังมีผักสดๆ ปลอดสารให้กินตลอดทั้งปี

ผักสวนครัว กินดีป้องกันโรค กับปฏิทินปลูกผักอย่างไรให้มีกินตลอดปี

การปลูกผักนอกจากจะเป็นกิจกรรมยามว่างที่มีประโยชน์ยังมีส่วนสำคัญช่วยส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านของลูกน้อย ทั้งทักษะ EF ทั้งความมีวินัย ความอดทนทำทีละขั้นตอนจนสำเร็จซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องเริ่มทำตั้งแต่ผสมดินปลูก เตรียมแปลงปลูก เพาะเมล็ด แถมยังต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด รดน้ำเช้าเย็นกว่าต้นอ่อนน้อยๆจะขึ้นมาให้ชื่นใจ

ปลูกผักสวนครัว ลูกได้อะไร

แปลง ผักสวนครัว เล็กๆในบ้านเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ที่ไม่เพียงช่วยให้เด็กเรียนรู้ทุกขั้นตอนการปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองแล้ว ต้นไม้เล็กๆพวกนี้ยังส่งเสริมพัฒนาทักษะให้ลูกอีกหลายด้าน เช่น

พัฒนาทักษะร่างกายและความคิด

เด็กๆได้เล่นสนุกกลางแจ้ง พร้อมกับใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนประสานกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 เข้าด้วยกันเพื่อปลูกผักให้สำเร็จ

ปลูกฝังแนวคิดนักอนุรักษ์

ลูกจะได้เห็นวงจรชีวิตของ ผักสวนครัว แต่ละชนิด เรียนรู้วิธีดูแลผักให้เติบโต ประโยชน์ของผักแต่ละชนิด รวมถึงระบบนิเวศรอบๆแปลงผัก เมื่อเกิดความผูกพันกับธรรมชาติในบ้านแล้ว เด็กจะรู้สึกหวงแหนและนำมาซึ่งแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ยั่งยืนต่อไป

ผักสวนครัว

ฝึกทักษะช่างสังเกต

เด็กได้ฝึกฝนความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ขณะที่ผักเติบโตจากเมล็ด เพาะเป็นต้นอ่อนและเติบโตเป็นผักต้นสูงใหญ่

คุ้นเคยกับกลิ่นและสีสันของผัก

สาเหตุที่เด็กไม่ชอบกินผัก เพราะไม่ชอบกลิ่นเขียวๆ หรือสีสันที่ไม่สวยงาม ถ้าเด็กได้ปลูกผักเอง ก็จะเข้าใจและคุ้นเคยกับผักในบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะนำผักมาทำเมนูอะไร ลูกพร้อมกินได้ไม่ยาก แถมอาจได้ความรู้เกี่ยวกับการทำอาหารเพิ่มเติมด้วย

เห็นค่าของเงินและรู้จักประหยัด

เด็กอยากกิน ผักสวนครัว ชนิดไหนก็เดินไปเด็ดมากินได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ ช่วยพ่อแม่ประหยัดเงินในกระเป๋า แถมยังได้กินผักคุณภาพดี ปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย

อ่าน ปลูกผักสวนครัวกินเป็นยา ตามปฏิทิน 12 เดือน หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน

ลูกป่วยก็อุ่นใจแล้ว! คุม ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน ห้ามแพงเกินจริง

ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน ที่คุณพ่อคุณแม่จ่ายไปทุกครั้งที่ลูกป่วยนั้น ทราบไหมคะว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งก็คิดค่ายาและค่ารักษาแพงเกินความเป็นจริง!

ลูกป่วยก็อุ่นใจแล้ว! คุม ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน ห้ามแพงเกินจริง

หากมองในแง่ของการทำธุรกิจ โรงพยาบาลเอกชนนับเป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง ย่อมมุ่งแสวงหากำไรเป็นเรื่องธรรมดา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาค่ารักษาพยาบาลจะแพงกว่าโรงพยาบาลรัฐที่มีเงินงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล และการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนก็เป็นทางเลือกที่คนไข้สมัครใจจะไปใช้บริการ นั่นหมายความว่าต้องพร้อมที่จะยอมจ่ายเงินที่แพงกว่า แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนต้องไม่คิดค่ารักษาแบบที่เรียกว่า “แพงจนเกินความเป็นจริง” อย่างเช่น ค่ารักษาโรคหวัดธรรมดาก็ไม่ควรจะถึงหลักพันบาท เป็นต้น

จึงมีประชาชนจำนวนมากได้ร้องเรียนไปที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแล้วคิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง และยังมีการรวมตัวล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการควบคุมราคา ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน จากเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน นั้นมีราคาแพงเกินความเป็นจริงไปมาก

ดั่งเช่นในกรณีล่าสุด ที่มีผู้ป่วยหญิงมีอาการท้องเสีย และอาเจียน ได้ร้องเรียนว่า ไปรักษากับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และถูกเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลกว่า 30,000 บาท ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ตรวจสอบและพบว่าโรงพยาบาลเอกชน คิดว่ารักษาเกินจริงตามที่มีการร้องเรียน และได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีการค้ากำไรเกินควร มีความผิดตามมาตรา 29 ของพ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยจะมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยล่าสุดทางกรมการค้าภายใน ได้ส่งตำรวจดำเนินคดีกับโรงพยาบาลเอกชน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โรงพยาบาลเอกชน
ห้ามโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลแพงเกินความเป็นจริง

ทั้งนี้ กรณีค่ารักษาอาการท้องเสีย กรมการค้าภายในเห็นว่า เป็นการรักษาที่มากเกินกว่าความจำเป็น และมีการคิดราคาเกินสมควร และกรณีค่ายา เมื่อเปรียบเทียบกับราคาในบัญชียาที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) พบว่า มีการคิดราคาสูงเกินจริงมาก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

จากกรณีดังกล่าว รวมถึงเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ จึงได้มีการผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์กำหนด 3 มาตรการ ควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อขายยา แสดงข้อมูลและประเมินค่ารักษา รวมถึงการรักษาที่สมเหตุสมผล หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

โดยในวันที่ 30 พ.ค. 2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามประกาศ กกร. ฉบับที่ 52 พ.ศ. 2562 เรื่อง การแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์และบริการอื่นของสถานพยาบาล โดยให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 3 หลักการสำคัญคุม ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน ห้ามโขกแพงเกินจริง

รีวิวที่ตรวจครรภ์

รีวิวที่ตรวจครรภ์ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ตรวจแม่นสุด!

รีวิวที่ตรวจครรภ์ ที่ตรวจครรภ์มีกี่แบบ แต่ละแบบใช้ยังไง ขึ้น 2 ขีด จางๆ ท้องไหม และ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ยี่ห้อไหนตรวจแม่นสุด ตามมาดูคลิปทดสอบแบบชัดๆ กันเลย

รีวิวที่ตรวจครรภ์ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ตรวจแม่นสุด!

ประจำเดือนขาด + ปวดคัดเต้านม + รู้สึกเหนื่อย เพลีย เอ๊ะ!! หรือจะท้อง? แบบนี้ต้องไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาเช็กดูแล้ว แต่ถ้าจะซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเอง แต่จะเลือกซื้อ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี และแท้จริงแล้ว ที่ตรวจครรภ์มีกี่แบบ แบบไหนจะตรวจได้แม่นยำที่สุด

ซึ่งการทดสอบการตั้งครรภ์ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่มี ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ และ ปัสสาวะ โดยปัสสาวะที่ใช้ต้องเป็นปัสสาวะแรกตอนเช้า (ให้ปล่อยปัสสาวะส่วนแรกออกมมาก่อนแล้วเก็บปัสสาวะช่วงตอนกลางเ็นต้นไปมาทดสอบ)

ทั้งนี้เหตุผลที่ต้องเป็นปัสสาวะแรกช่วงเช้า ก็เพราะว่าจะมีความเข้มข้นของฮอร์โมน hCG สูงที่สุด ซึ่ง hCG คือฮอร์โมนการตั้งครรภ์นั่นเองค่ะ

ไขข้อข้องใจ ที่ตรวจครรภ์ ตรวจอย่างไร-ตอนไหนดี?

รีวิวที่ตรวจครรภ์

สำหรับชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด จะมี 3 แบบ

> แบบแรกคือชนิดจุ่ม อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง ก็มีถ้วยใส่ฉี่ แผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ชนิดจุ่ม แล้วก็เอกสารวิธีการใช้งานค่ะ แบบนี้ราคาประมาณ 50 บาทค่ะ

> แบบต่อมาเป็นชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ชนิดหยด  อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง มีหลอดพลาสติก หลุมทดสอบปัสสาวะ พร้อมเอกสารวิธีการใช้งาน แบบนี้ราคาประมาณ 60 บาท

> ส่วนอันนี้จะเป็นแบบฉี่ผ่าน  ในกล่องก็จะมีแท่งใส่ปัสสาวะมาให้พร้อมคู่มือการใช้ค่ะ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 100 บาท

 

แล้วจะเลือกใช้ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ยี่ห้อไหนตรวจแม่นสุด ตาม Super Nanny มาเลยค่า บอมเบย์จะมา รีวิวที่ตรวจครรภ์  ทำการทดสอบที่ตรวจครรภ์แบบชัดๆ กันไปเลย จะได้รู้กันว่าแสดงผลแบบไหนที่บอกว่ากำลังตั้งท้อง  หรือถ้าไม่ท้องผลจะแสดงออกมาแบบไหน  

 

[bc_video video_id=”6064166863001″ account_id=”6037995609001″ player_id=”0XO26fjmnB” embed=”in-page” padding_top=”56%” autoplay=”” min_width=”0px” max_width=”640px” mute=”” width=”100%” height=”100%” ]

 

ติิดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

รีวิวที่ตรวจครรภ์

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

4 พฤติกรรมที่พ่อแม่..ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

การใช้ความรุนแรงในการทำร้ายจิตใจเด็กผ่านคำพูดหรือพฤติกรรมต่าง ๆ นั้น แม้ไม่ทำให้ลูกบาดเจ็บทางร่ายกาย แต่ก็สร้างบาดแผลในใจให้กับลูกได้ หยุด ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้!

4 พฤติกรรมที่พ่อแม่..ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

ลูกคือกระจกเงาที่สะท้อนพ่อแม่ ดังนั้น ทุก ๆ พฤติกรรม คำพูด การเลี้ยงดู และการกระทำต่าง ๆ ของพ่อแม่ ล้วนส่งผลถึงลูกในอนาคตได้ สิ่งนี้เรียกว่า อาการตอบสนองทางการเลี้ยงดูของพ่อแม่และครอบครัว หากพ่อแม่ไม่ระวังพฤติกรรมและการกระทำของตนเอง ก็อาจเสี่ยงทำให้ลูกเสียใจได้ และหากพ่อแม่ยังคงทำพฤติกรรมเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจทำให้ลูกเก็บกดได้

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่าการทำร้ายลูกไม่ได้มีแค่การทำร้ายร่างกายเท่านั้น บางทีคุณพ่อคุณแม่อาจจะกำลัง ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว อยู่ก็ได้ มาดูกันดีกว่าว่าพฤติกรรมแบบไหนที่แสดงว่าคุณกำลังทำร้ายลูกอยู่

ทำร้ายลูก
พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้หากไม่อยากให้ลูกเสียใจ

4 พฤติกรรมที่พ่อแม่..ทำร้ายลูกโดยที่ไม่รู้ตัว

  1. ต่อว่าลูกต่อหน้าคนอื่น

หน้าที่ในการสั่งสอน อบรมดูแลลูกนั้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้ว แต่การว่ากล่าวตักเตือนนั้น ควรทำไปด้วยเหตุผลเหนืออารมณ์ ไม่ควรเอาอารมณ์ของตนเองเป็นที่ตั้ง และอย่าลืมว่าลูกก็อายเป็น การเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self Esteem) ของลูกจะถูกทำลายลงหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้เกียรติลูก ไม่มีใครอยากถูกมองในขณะที่ตนเองกำลังถูกดุอยู่หรอกค่ะ ก็เหมือนตอนที่เรากำลังทำอะไรซักอย่างผิด เราก็คงไม่อยากไปโพนทะนาให้ทุกคนรู้ว่าเรากำลังทำผิดอยู่ ลูกของเราก็เช่นกันค่ะ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูด้วยว่าเวลาไหนถึงจะเหมาะสม หากลูกทำผิดในขณะที่อยู่ในที่สาธารณะ มีผู้คนมากมาย คุณพ่อคุณแม่อาจจะเตือนลูกด้วยเหตุผลดี ๆ และหากลูกยังไม่ฟัง อาจจะพูดว่าเราอาจจะต้องคุยกัน แล้วพาลูกออกมาคุยกันส่วนตัวที่บริเวณอื่น ๆ แทน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 4 พฤติกรรมที่พ่อแม่..ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

ชาไข่มุก

หมอแจงแล้ว! ชาไข่มุก ไม่ทำให้ลำไส้อุดตัน แต่ทำให้เป็นเบาหวาน!

จากข่าวเด็กหญิงวัย 14 ปีที่ประเทศจีน ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะลำไส้อุดตันจากการแอบกิน ชาไข่มุก นั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นข่าวปลอม!

หมอแจงแล้ว! ชาไข่มุก ไม่ทำให้ลำไส้อุดตัน แต่ทำให้เป็นเบาหวาน!

ข่าวปลอม? ลูกแอดมิทเพราะ ชาไข่มุก

จากข่าวเด็กหญิงชาวจีนวัย 14 ปี ถูกพาตัวส่งเข้ารักษาอาการที่ห้องฉุกเฉิน เพราะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และมีปัญหาเกี่ยวกับการกินและการขับถ่าย (อ่าน ลูกปวดท้อง อย่านิ่งนอนใจ! 4 โรคร้ายที่อาจแอบแฝง) แพทย์จึงได้ทำซีทีสแกน ก็ต้องพบกับสิ่งที่น่าแปลกใจเพราะภายในช่องท้องทั้งในกระเพาะ ลำไส้ และทวารหนักของเด็กหญิงเต็มไปด้วยเม็ดไข่มุกจากชานมไม่ไม่ย่อยอยู่ทั่วไปหมด แพทย์จึงแจงว่าเม็ดไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งย่อยยาก นอกจากนี้ผู้ผลิตบางเจ้ายังเติมสารเพิ่มความข้นหนืดใส่ลงไปในการผลิตไข่มุก เพื่อให้เคี้ยวได้นานมากขึ้น แต่ยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริโภคเข้าไปในปริมาณที่มาก

ข่าวดังกล่าว สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบทานชานมไข่มุกเป็นอย่างมาก จนภายหลังเพจ Drama-Addict, เพจ Jessada Denduangboripant, และเพจความรู้สนุกๆแบบหมอแมว  ได้ออกมาแจงว่าข่าวดังกล่าวน่าจะเป็นการปั่นข่าวจนเกินจริง และจากที่ตรวจสอบข่าวดังกล่าว พบว่าไม่มีสื่อหลักของจีนนำเสนอ มีแต่พวกเว็บท้องถิ่นเล็ก ๆ นอกจากนี้ อาจารย์เจษฎา ยังได้อธิบายถึงกระบวนการย่อยเม็ดไข่มุก ดังนี้

 จากข่าวที่แพทย์แจ้งว่าเม็ดไข่มุกทำมาจากแป้งสำปะหลัง ซึ่งย่อยยาก นั้นไม่เป็นความจริง จริงๆ แล้ว เม็ดไข่มุกนั้น ทำจากแป้งมันสำปะหลัง กวนผสมกับน้ำเชื่อมของน้ำตาลทรายแดง ปรุงแต่งกลิ่นสี แล้วปั้นเป็นเม็ด ก่อนที่จะไปต้มอีกครั้ง (นึกภาพแบบการทำเม็ดบัวลอย) จึงเป็นอาหารที่ย่อยได้ไม่ยากอะไร เพราะร่างกายของคนเราสามารถย่อยแป้งและน้ำตาลได้โดยง่าย

โดยปรกติแล้ว เมื่อเรากินเม็ดไข่มุกซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นแป้งและน้ำตาลเช่นนี้ ปากของเราจะช่วยเคี้ยวให้เม็ดแป้งกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลาย (salivary amylase) จะคลุกเคล้าผสมกับอาหาร และทำการย่อยแป้ง ไปตลอดเส้นทางที่ก้อนอาหารเคลื่อนที่ผ่านหลอดอาหารลงไปจนถึงกระเพาะ ซึ่งแม้ว่าน้ำย่อยที่เป็นกรดรุนแรงของกระเพาะเรา จะหยุดการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสไปบ้าง แต่อะไมเลสที่ซึมอยู่ในก้อนอาหารนั้นแล้วก็จะทำงานย่อยแป้งต่อไป

จากนั้น เมื่ออาหารที่ย่อยที่กระเพาะส่วนนึงแล้ว เคลื่อนที่ต่อไปที่ลำไส้เล็ก กระบวนการย่อยแป้งก็จะทำงานอย่างเต็มที่ในบริเวณลำไส้เล็กนี้ โดยผนังลำไส้เล็กจะปล่อยเอนไซม์เด็กซตรินเนส (dextrinase) และกลูโคอะไมเลส (glucoamylase) มาย่อยแป้งและโพลีซัคคาไรด์ (polysaccharide) ให้กลายเป็นโอลิโกซัคคาไรด์ (oligosaccharide) จากนั้นเอนไซม์อะไมเลสจากตับอ่อน (pancreatic amylase) และเอนไซม์อื่นๆ จากตับอ่อน (pancreas) จะย่อยโอลิโกซัคคาไรด์ต่อไป จนสุดท้ายได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ก่อนที่ลำไส้เล็กจะดูดซึมไปใช้งานในร่างกาย

ดังนั้น การที่ข่าวเรื่อง “เด็กหญิง 14 ปี มีเม็ดไข่มุกเต็มลำไส้ ไปจนถึงทวารหนัก” นั้น ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะถึงแม้ว่าเธอจะกลืนเม็ดไข่มุกเข้าไปเยอะๆ โดยไม่เคี้ยวเลย แล้วมันก็ผ่านกระเพาะอาหารไปได้ ยังไงเสีย เม็ดแป้งน้ำตาลพวกนี้ ก็ต้องโดนย่อยจนเกลี้ยงหมดที่ลำไส้เล็กแล้ว ไม่หลงเหลือมาเป็นเม็ดๆ ที่ลำไส้ใหญ่ หรือจนถึงลำไส้ตรงเพื่อออกทวารหนัก

ชานมไข่มุก
เม็ดไข่มุกทำจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งมีราคาถูกและย่อยง่าย

นอกจากนี้ เพจ ความรู้สนุก ๆ แบบหมอแมว ยังแจงเพิ่มเติมอีกว่ารูปภาพซีทีสแกนที่อยู่ในข่าวนั้น ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับรูปเอ็กซเรย์ช่องท้องทั่วไป ก็คือแนวของลำไส้ใหญ่ ส่วนก้อนกลม ๆ ที่มีเต็มท้องไปหมดนั้น น่าจะเป็นแค่ก้อนของกากอาหารที่ค้างอยู่ในลำไส้หรืออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นั่นเอง หากได้ทานยาถ่าย อาการก็จะดีขึ้น

และสำหรับข่าวที่ว่าเม็ดไข่มุกทำจากยางรถยนต์และรองเท้านั้น ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังมีราคาถูกกว่ายางรถยนต์และรองเท้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ผลิตจะใช้สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ของกินแถมยังมีราคาแพงกว่ามาทำแน่นอน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ อันตรายที่แท้จริงจากการดื่ม “ชาไข่มุก”

ชานมไข่มุก

เตือนแม่! ลูกแอดมิท ปวดท้องหนัก เพราะชานมไข่มุก

ชานมไข่มุก หวานหอม เคี้ยวหนึบที่กำลังเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตพ.ศ.นี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กเล็กต่างมีความสุขที่ได้ลิ้มรสอร่อยแบบนี้ แต่เบื้องหลังกลับแฝงด้วยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยอย่างไม่คาดคิด

ลูกกิน ชานมไข่มุก ต้องระวัง เสี่ยงกระเพาะอุดตันถึงขั้นแอดมิท

ชานมไข่มุก

เว็บไซต์ข่าวคมชัดลึก นำเสนอข่าวจากหนังสือซินชิว และเดอะเปเปอร์ รายงานว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา พบ เด็กหญิงวัย 14 ปีในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ถูกนำตัวส่งแผนฉุกเฉินหลังมีอาการปวดท้องหนัก ลักษณะท้องบวมเป่ง และขับถ่ายไม่ออกมาหลายวัน เมื่ออัลตร้าซาวด์พบเม็ดไข่มักเป็นร้อยๆเม็ด เรียงตัวอยู่ในระบบทางเดินอาหาร

หลังการรักษา นายแพทย์ จาง หลัว เว่ย ได้สอบถามถึงพฤติกรรมการกินของเด็กสาวคนนี้ เธอบอกว่าดื่มชานมไข่มุก ครั้งสุดท้ายเมื่อ  5 วันก่อน แต่จากจำนวนเม็ดไข่มุกในกระเพาะอาหาร แพทย์ไม่คิดว่าจะเป็นการสะสมจากการดื่มครั้งเดียวได้มากขนาดนี้  แต่เธอน่าดื่มต่อเนื่องในปริมาณมาก โดยที่ผู้ปกครองไม่รู้มาก่อน

ขณะเดียวกันยังนำเสนอความคิดเห็นของนายแพทย์ หยู หลิง หัวหน้าแผนกฉุกเฉนของโรงพยาบาล ระบุว่า เม็ดดำๆในชานมไข่มุก ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งค่อนข้างเหนียวและจับตัวเป็นก้อนแน่นจึงย่อยยากอยู่แล้ว แถมแม่ค้าบางคนยังใส่สารเพิ่มความเหนียวหนึบลงไปอีกจนเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหารได้หากกินในปริมาณมาก

ชานมไข่มุก

ขณะที่ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานข่าวจากประเทศจีน ที่เผยแผร่ผ่านเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ พบ เม็ดไข่มุกจากประเทศจีนทำส่วนวัตถุดิบกินไม่ได้ อย่างยางรถยนต์และหนังรองเท้า หลังพบผู้ดื่มชานมไข่มุกรายหนึ่งทำซีดีสแกนช่องท้องแล้วพบวัสดุเป็นเม็ดสีขาวคล้ายไข่มุกตกค้างอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งตามปกติแล้ว เม็ดไข่มุกที่ทำจากแป้งธรรมชาติ ร่างกายสามารถย่อยสลายและขับถ่ายออกมาได้โดยไม่เหลือส่วนตกค้าง

หลังนักข่าวได้ตรวจสอบกลับไปยังแหล่งผลิตไข่มุกที่ส่งให้กับ ร้านขานมไข่มุกทั่วมณฑลเชิงเต่า พบโรงงานหนึ่งใช้วัตถุเคมีผลิตไข่มุก อาจทำงานหนังรองเท้าหรือยางล้อรถเก่า ซึ่งไม่ใช่อาหารด้วยซ้ำ สำหรับประเทศไทยยังไม่พบรายงานข่าวถึงเรื่องดังกล่าว แต่พ่อแม่ควรเลือกเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ให้กับลูกน้อยมากว่ารสชาติที่หวานอร่อยเพียงอย่างเดียว

 

อ่าน โทษของชานมไข่มุกและเครื่องดื่มสำหรับเด็ก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก

เสริมหล่อให้เจ้าตัวน้อยกับ คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก และทรงผมภาษาอังกฤษน่ารู้

เมื่อลูกน้อยวัยแบเบาะที่เคยมีผมบางอ่อนนุ่ม เริ่มโตจนผมยาว คุณพ่อคุณแม่เริ่มมองหาทรงผมให้กลายเป็นเด็กชายสุดหล่อ และสาวน้อยสุดสวย มาดูวิธีตัดผมสไตล์อ.คริส พร้อมเรียนรู้ประโยคและ คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก กับทรงผมในภาษาอังกฤษ เอาไว้สอนลูกน้อยเพลินๆระหว่างตัดผม แถมเป็นสุดยอดเด็กสองภาษา ปี 2019

บางบ้านเลือกพาเด็กๆไปตัดผมที่ร้าน แต่เด็กเล็กส่วนใหญ่มักกลัวเสียงกรรไกรฉับๆ และร้องงอแงเพราะไม่คุ้นคนแปลกหน้า หลายบ้านก็เลือกตัดผมให้ลูกเอง แต่เมื่อลงมือตัดมให้ลูกเองกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรับมือกับปัญหาลูกดื้อ ลูกดิ้น อยู่ไม่นิ่งให้ตัดผมง่ายๆ มีโอกาสพลั้งพลาดเสียเลือดได้ทุกเมื่อ

ปรับลุคให้น้องวิล เลือกทรงไหนดี กับสารพัน คำศํัพท์ ตัดผมให้ลูก 

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะตัดผมให้ลูก มีสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันสักหน่อย เพื่อให้เด็กสนุกระหว่างตัดผม เมื่อเด็กมีความสุขจะไม่ร้องงอแงแล้วทุกอย่างจะรบกวน โดยมีวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. สร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยของที่เด็กชอบ อย่าง ของเล่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา หนังการ์ตูน หรือสอน คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก ระหว่างนี้เพื่อหลอกล่อให้ลูกอยู่นิ่งสักระยะ
  2. พูดคุยกับลูกด้วยการหลีกเลี่ยงคำว่า “ตัด” เพราะเด็กหลายคนได้ยินคำว่า “ตัดผม” แล้วหวาดกลัว คุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนเป็นคำว่า “เล็มผม” หรือ “ทำผม” แทน
  3. เล่นสมมุติกับตุ๊กตา ก่อนที่ลูกน้อยจะได้ตัดผมจริงให้ลองตัดผมตุ๊กตาแทนลูกน้อย แล้วตัดผมไปนิดหน่อย คอยสังเกตปฏิกิริยาว่าลูกเป็นอย่างไร หากลูกเริ่มโอนอ่อนตามแล้วค่อยชวนลูกมานั่งหน้ากระจิก แล้วตัดผมปอยเล็กๆออก
  4. เลือกตัดผมให้ลูกในช่วงที่ลูกอารมณ์ดี เช่นหลังตื่นนอนกลางวันหรือหลังมื้ออาหาร ถ้าเป็นเด็กเล็กหรือตัดผมครั้งแรก ควรให้ลูกนอนหลับเต็มที่ กินจนอิ่ม
  5. อย่าดุหรือบังคับลูก เช่นการใช้ผ้าห่อตัวลูกแล้วมัดไว้ ยิ่งทำให้ลูกต่อต้านหนักขึ้น แต่ควรปล่อยให้ลูกนั่ง เล่นอย่างอิสระ จะทำให้รู้สึกผ่อนคายการตัดผมจะง่ายขึ้น
  6. อย่าให้เด็กเห็นกองเศษผม เพราะมันดูน่าสยดสมองจนอาจทำให้ลูกน้องร้องจ๊ากกก ทางที่ดีควรเก็บเศษผมให้พ้นสายตาจะดีกว่า

นอกจากเตรียมตัวก่อนตัดผมให้ลูกแล้ว การเลือกทรงผมให้เข้ากับลูกน้อยของเราก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กแต่ละคนมีหน้าตาต่างกัน รูปทรงของศีรษะไม่เหมือนกัน ลูกชอบทรงผมคนละแบบ เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายทรงผมไม่เหมือนกัน พ่อแม่ควรศึกษาทรงผมที่เหมาะสมร่วมกับลูก เพื่อให้ได้ทรงผมถูกใจ

ทรงผมและอุปกรณ์ที่ใช้ตัดผมในภาษาอังกฤษ มีคำศัพท์น่าเรียนรู้มากมาย ซึ่งสามารถสอนลูก หรือชวนคุยระหว่างตัดผมได้ ลองมาดูเทคนิคการสอน คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก ที่สนุนสนาน และจดจำง่ายได้อย่างไรของอ.คริสกับน้องวิลเบิร์ต ที่ขอแปลงบ้านให้กลายเป็นบาร์เบอร์สุดเจ๋งสำหรับเปลี่ยนลุคให้น้องวิลเป็นหนุ่มน้อยสุดหล่อ

พร้อมกับเรื่องเล่าที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ บัตตาเลี่ยน อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กผู้ชาย ความจริงแล้วบัตตาเลี่ยนในภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร มาติดตามกันได้ในรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  ตอน ตัดผมน้องวิลทรงไหนดี พร้อมความรู้เด็ดๆจาก คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก อีกมากมาย

มาทบทวนประโยคและ คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก

razor   มีดโกน

shave  โกน

hair clipper บัตตาเลียน

battalion  กองร้อย

brush your hair แปรงผม

comb your hair  หวีผม

have  a hair cut/ get a hair cut  ตัดผม

Can you please stand still?  ลูกอยู่นิ่งๆได้ไหม

Don’t be scared  ไม่ต้องกลัว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆและ คำศัพท์ ตัดผมให้ลูก ที่ใช้คุยระหว่างฝึกความรับผิดชอบเบื้องต้น  เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

กรมอนามัยห่วง! เด็กไทยเตี้ยกว่าเกณฑ์ แนะ 5 วิธีเพิ่มความสูง

กรมอนามัยเผยถึงสถานการณ์ปัญหา ทุพโภชนาการในประเทศไทยพบเด็กอายุ 0 – 5 ปี มีภาวะเตี้ยถึง 10.6% และในช่วงอายุ 6 – 14 ปี มีแนวโน้มพบภาวะเตี้ย 8.8% หากไม่อยากให้ภาวะเตี้ยเกิดกับลูกควรทำตาม 5 วิธีเพิ่มความสูง นี้

กรมอนามัยห่วง! เด็กไทยเตี้ยกว่าเกณฑ์ แนะ 5 วิธีเพิ่มความสูง

ในวันดื่มนมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปีนั้น พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย ได้เผยถึงสถานการณ์ปัญหา ทุพโภชนาการของเด็กไทยว่า ความสูงเฉลี่ยของเด็กไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 8.8% ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กไทยเกิดภาวะเตี้ยนั้น พบว่าเกิดจากปัญหาการดื่มนมที่ยังดื่มกันค่อนข้างน้อย ซึ่งการดื่มนมเป็น 1 ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความสูงเพิ่มขึ้น จึงได้แนะ วิธีเพิ่มความสูง ดังนี้

จากการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 6-14 ปี ยังมีภาวะเตี้ย ร้อยละ 8.8 ซึ่งกรมฯ ตั้งเป้าให้ลดลงเหลือร้อยละ 5 โดยความสูงเฉลี่ยของเด็กไทยเมื่ออายุ 12 ปี ในเด็กหญิงควรสูงที่ 155 เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่ที่ 149.9 เซนติเมตร ส่วนเด็กชายควรอยู่ที่ 154 เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่ที่ 148.6 เซนติเมตร ซึ่งที่ผ่านมา กรมอนามัย ส่งเสริมให้เด็กไทยสูงใหญ่สมส่วน สมองดี ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งความสูงเป็นตัวสะท้อนว่ามีการดูแลเด็กเป็นอย่างดี และยังเปิดเผย 5 วิธีเพิ่มความสูง ดังนี้

  1. การดื่มนมโคสดซึ่งมีทั้งโปรตีนและแคลเซียมที่มีความสำคัญในการสร้างกระดูก โดยควรดื่มวันละ 2 กล่องหรือ 2 แก้วทุกวัน
  2. รับประทานไข่วันละ 1 ฟอง เพื่อรับโปรตีนอย่างเพียงพอ
  3. การกระโดดโลดเต้น การเคลื่อนไหวร่างกาย 60 นาทีทุกวัน เพื่อให้เกิดแรงกระแทกและการยืดเหยียด จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูกและทำให้สูงเพิ่มขึ้น
  4. การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ 9-11 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งโกรว์ธฮอร์โมน (Growth Hormone) ตอนนอนหลับที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต (อ่าน คัมภีร์นอนหลับ สร้างอัจฉริยะให้ลูกน้อย)
  5. และการรับประทานอาหารมื้อหลักครบ 5 หมู่

แต่ปัญหาที่พบคือคนไทยยังดื่มนมค่อนข้างน้อย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากต้องการให้ลูกสูง คุณแม่ควรดื่มนมเป็นประจำวันละ 2 แก้วได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งจะช่วยให้ลูกตัวยาวตั้งแต่ในครรภ์ส่วนช่วงเวลาสำคัญที่จะเพิ่มความสูงให้เด็ก คือ วัยเด็กเล็ก , วัยเด็กโตจะแตกต่างกัน โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มช่วงอายุ 9-10 ปี ความสูงจะเพิ่มอย่างรวดเร็วไปจนถึงอายุ 12 ปี ส่วนเด็กผู้ชายจะเริ่มตอนอายุ 10-12 ปี และสูงอย่างรวดเร็วไปจนถึงอายุ 14 ปี และช่วงสุดท้าย คือ ช่วงวัยรุ่น หากกระตุ้นความสูงจากทั้ง 5 ปัจจัย ก็จะยังสูงขึ้นได้ แต่อาจไม่รวดเร็วเท่ากับตอนเด็ก

วิธีทำให้ลูกสูง
การดื่มนมให้เพียงพอตามมทที่ร่างกายต้องการ เป็นการเพิ่มความสูงได้อีกวิธีหนึ่ง

พญ.พรรณพิมล ยังแนะต่อว่า “ขอย้ำว่า การดื่มนมควรจะเป็นนมโคสดแท้รสจืด เพราะหากมีการเติมรสชาติลงไป เท่ากับน้ำนมโคจะลดลง การดื่ม 1 กล่องก็จะได้ไม่ครบกล่อง ซ้ำยังได้รับน้ำตาลเพิ่มจนส่งผลเสียต่อร่างกายด้วย การฝึกให้ลูกดื่มนมรสจืดจึงสำคัญ และไม่ควรตามใจให้ไปดื่มนมเปรี้ยวแทน (อ่าน  รีวิว นมเปรี้ยว รสธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว) ก็จะยิ่งติดรสและแก้ไขได้ยาก ส่วนการดื่มนมช่วงตั้งครรภ์จะทำให้ลูกเกิดการแพ้นมวัวก็ไม่จริง เพราะการแพ้เป็นกลุ่มเฉพาะบุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงในการแพ้อยู่แล้ว และถ่ายทอดไปยังลูกได้ การดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแม้จะได้รับโปรตีน แต่มีแคลเซียมน้อย ไม่เหมือนการดื่มนมโค หากจะดื่มนมชนิดอื่นก็ต้องมีการรับประทานอาหารอย่างอื่นที่มีแคลเซียมด้วย แต่นมโคจะดีที่สุด เพราะมีทั้งแคลเซียม โปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่นำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างกระดูกได้ทันที ซึ่งดีกว่าการให้กินอาหารเสริมแคลเซียม

>> อ่าน รีวิวดี! เพื่อลูกน้อย… เทียบสารอาหารในนมวัวแท้ 100% ยี่ห้อไหนดี มีประโยชน์ที่สุด! <<

นอกจาก 5 วิธีเพิ่มความสูง ที่กรมอนามัยแนะแล้ว ทีมงาน Amarin Baby & Kids  ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่จะช่วยทำให้ลูกสูงได้เร็วอีกหลายวิธี อ่านต่อได้ที่หน้า 2 ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 8 กีฬาที่ทำให้ลูกสูงขึ้น และ ลูกแพ้นมวัว ควรทานอะไรให้ลูกสูง

REM Sleep ช่วง “การนอนของทารก” ที่ทำให้ลูกโตช้า

REM Sleep เป็นหนึ่งในวงจร การนอนของทารก ที่มีส่วนทำให้ร่างกายของทารกไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระยะของการนอนหลับจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณแม่ เพื่อให้ร่างกายของลูกเจริญเติบโตได้ดี

REM Sleep ช่วง “การนอนของทารก” ที่ทำให้ลูกโตช้า

วงจร การนอนของทารก เป็นอย่างไร?

อย่างที่ทราบกันดีว่าการนอน เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์ทุกคน เพราะเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด และมีผลอย่างมากต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน การนอนของทารก ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อให้ร่างกายได้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการตามวัย ในเด็กวัยแรกเกิด – 1 ปี ควรนอนวันละ 12-17 ชั่วโมงต่อวัน แต่การนอนนาน ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่าลูกจะนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ แต่การนอนหลับให้สนิทต่างหาก ที่จะช่วยให้ร่างกายลูกหลั่งสาร Growth Hormone ฮอร์โมนที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรทำความเข้าใจถึงวงจร การนอนของทารก เพื่อสังเกตและแก้ไขให้ลูกได้หลับลึกได้นานขึ้น ดังนี้

ทำความเข้าใจช่วงการหลับ REM และ Non-REM

NON REM (Non Rapid Eyes Movement)

เป็นช่วงของการนอนตั้งแต่เริ่มหลับ โดยเป็นช่วงหลับตื้นไปจนถึงหลับลึก ช่วงการหลับแบบ NON REM แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 : เป็นช่วงเวลา 5-10 นาทีหลังจากเริ่มหลับ ในระยะนี้สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ถ้าถูกปลุกตอนนี้ จะรู้สึกเหมือนว่ายังไม่ได้นอน
  • ระยะที่ 2 : เป็นช่วงรอยต่อระหว่างการเริ่มหลับไปยังหลับลึก คลื่นสมองจะทำงานเร็วขึ้นมาก หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง อุณหภูมิในร่างกายจะเริ่มลดลงเล็กน้อย โดยช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในช่วงนี้สมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำ, ความสนใจ, การรับรู้ต่าง ๆ, ความคิด, ภาษา, และสติ จะทำงาน ดังนั้นการนอนสั้น ๆ เพียง 30 – 40 นาที ก็เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนของการเก็บข้อมูลเข้าความทรงจำระยะสั้น เพิ่มสมาธิ และยังทำให้ตื่นมาไม่งัวเงียมากนัก
  • และระยะที่ 3 : การหลับลึก ในช่วงนี้เองที่ร่างกายจะตอบสนองกับสิ่งรบกวนภายนอกน้อยลงมาก ถ้าเราถูกปลุกช่วงนี้เราจะรู้สึกงัวเงียมากที่สุด ร่างกายจะอยู่ในสภาวะพักผ่อนมากที่สุดในช่วงนี้ การหลั่ง Growth Hormone เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย จะเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงนี้
REM
ขอบคุณภาพจาก : http://www.world-of-lucid-dreaming.com/the-stages-of-sleep.html

REM (Rapid Eyes Movement)

คือการนอนหลับช่วงที่ตาจะเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้สมองของเราจะทำงานใกล้เคียงกับตอนที่เราตื่น จึงทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนเราจะฝันมากกว่าการนอนหลับช่วงอื่น ๆ วิธีสังเกตว่าลูกกำลังอยู่ในการนอนหลับช่วง REM นั้น มีดังนี้

  • ดิ้นหรือขยับตัวไปมา
  • ฝันร้าย
  • ตาจะเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว
  • หายใจแรง
  • นิ่วหน้านิ่วตา มุ่ยปาก ขมวดคิ้ว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ นอนเท่าไรถึงจะพอ ทำอย่างไรให้ลูกนอนแบบ Non REM ได้มากที่สุด

ฟันน้ำนมผุ

ฟันน้ำนมผุ ไม่รักษา ลูกเสี่ยงเป็นหนอง ตาบอดตั้งแต่เล็ก

ฟันน้ำนมผุ ไม่เห็นต้องรักษา เดี๋ยวพอฟันแท้ขึ้นซี่ที่ผุก็หลุดไปเอง ” ยังมีหลายบ้านที่คิดว่าเวลาเด็กๆ ฟันผุเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว ยิ่งถ้าลูกไม่บ่นปวด หรือกินข้าวไม่ได้ ถึงแมงจะกินฟันจนเกือบเหลือแค่ตอ ก็ไม่กังวล เพราะรออีกสักหน่อย เมื่อฟันแท้ขึ้น ลูกจะกลับมามีฟันสวยเหมือนเดิม ถึงตอนนั้นค่อยดูแลรักษาก็ยังทัน

ความจริงแล้ว การดูแลช่องปากของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจตั้งแต่ยังเล็กเพื่อสร้างเสริมสุขภาพฟันที่ดี รวมถึงปลูกฝังการดูแลฟันให้ลูกไปจนโตด้วย หากพ่อแม่ละเลยเรื่องเล็กๆ อย่าง ฟันน้ำผุ อาจนำไปสู่ภัยร้ายไม่คาดฝันเหมือนเด็กวัย 3 ขวบคนนี้

อุทาหรณ์เตือนพ่อแม่ ปล่อยลูก ฟันน้ำนมผุ จนติดเชื้อลามถึงลูกตา เสี่ยงตาบอดสนิท

 

ฟันน้ำนมผุ

นายแพทย์ อารักษ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เผยแพร่ภาพและข้อความ ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ผู้ป่วยเด็กชายอายุ 3 ขวบเศษ มาด้วยไข้ ปวดตาซ้าย ตาบวมแดงมาก ตาปิด มองเห็นรางๆ ตรวจในช่องปาก ฟันน้ำนมผุทั้งปาก

มารดา ญาติ ชอบหาอมยิ้มให้เด็กดูด จะได้ไม่ร้องกวน ไม่ค่อยได้แปรงฟัน ไม่ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็กเล็ก

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ใบหน้า พบมีหนองในไซนัสและเบ้าตา รากฟันบนต้องผ่าตัดถอนฟันทั้งปากที่ผุ ระบายหนองออก ให้ยาต้านเชื้อทางเส้นเลือดอยู่หลายวัน

ดูเผินๆ ฟันน้ำนมผุ ไม่น่าจะทำให้ไซนัสอักเสบจนตาบอดได้ แต่เรื่องนี้มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ รายการชั่วก่อนแชร์ ทางสำนักข่าวไทย ได้สัมภาษณ์ศาสตราจารย์วุฒิคุณ นายแพทย์ ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ถึงประเด็นปล่อยฟันผุเสี่ยงตาบอดได้ จริงหรือ?

“เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ เพราะบริเวณโหนกแก้มซึ่งอยู่ระหว่างตากับฟัน มีโพรงอากาศอยู่หรือที่เรียกว่าไซนัส เมื่อมีฟันผุบริเวณฟันบน รากฟันอาจจะจ่อไปถึงไซนัส ทำให้เชื้อโรคลุกลามเข้าไปที่ไซนัส สามารถทะลุต่อไปถึงเบ้าตาของคนได้ ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงในเบ้าตา บริเวณนั้นมีเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับลูกตา การมองเห็นอยู่มากมาย

ส่วนวิธีสังเกตอาการหาก ฟันน้ำนมผุ จนเป็นอันตราย พบว่าถ้าเป็นผู้ใหญ่เมื่อมีอาการอักเสบจะมีไข้ขึ้น จากนั้นจะเริ่มเจ็บบริเวณไซนัส หรือเบ้าตา เริ่มตามัว หรือกรอกตาข้างนั้นได้ไม่สุด

เมื่อฟันผุแล้วได้รับการรักษาแต่ตั้นเป็นวิธีป้องกันได้มากที่สุด ช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับดวงตาถึงขั้นตาบอดได้

ฟันน้ำนมผุ ติดลูกอม

แต่ในเด็กเล็กจะอันตรายมากกว่า เพราะนอกจากจะมีฟันผุบ่อยกว่าผู้ใหญ่ ภูมิต้านทานดีสู้ผู้ใหญ่ไม่ได้แล้ว เมื่อเริ่มมีอาการในระยะต้นเด็กอาจจะบอกเราไม่ได้ กว่าจะรู้ว่าเกิดการอักเสบในเบ้าตา ก็อาจจะมีอาการเยอะจนรักษาได้ยาก และอาจสูญเสียดวงตาของเด็กได้

ผู้ปกครองควรดูแลสุขภาพฟันของเด็กให้ดี อย่าให้มีฟันผุ เพราะมีความเสี่ยงจะเกิดการอักเสบลุกลามไปยังดวงตาได้ หากเด็กมีไข้ หรือไซนัส รอบดวงตาอักเสบ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

เพราะโดยทั่วไปเมื่อเกิดการอักเสบบริเวณนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะทั้งทางเส้นเลือดหรือรับประทาน ก็หายได้ แต่ถ้ารอจนเป็นเยอะ มีหนองในเบ้าตาจะต้องผ่าตัดเพื่อระบายหนองออก และอาจทำให้น้องอยู่โรงพยาบาลเป็นนับเดือน

หากเกิดการอักเสบรุนแรง จนทำลายลูกตาหรือขั้วประสาทตา อาจทำให้สูญเสียตาข้างนั้นไปได้”

 

อ่านต่อวิธีป้องกันฟันน้ำนมผุให้ได้ผล หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทารกตดบ่อย

ทารกตดบ่อย ตดบ่อยเกินกี่ครั้งคือสัญญาณอันตราย?

การผายลม ถือว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไปของมนุษย์ทุกคน แต่ทำไมทารกแรกเกิดที่ไม่ได้ทานอะไรนอกจากนมถึงตดบ่อยจัง? ไขข้อสงสัยทำไม ทารกตดบ่อย และ ตดบ่อยแค่ไหนคือสัญญาณอันตราย ที่นี่ค่ะ

ทารกตดบ่อย ตดบ่อยเกินกี่ครั้งคือสัญญาณอันตราย?

การผายลม หรือ การตด ฟังดูแล้วเป็นเรื่องน่าอายและน่าขบขันไม่น้อย แต่มันก็เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายในการขับไล่ลมหรือแก๊สผ่านลำไส้ใหญ่เท่านั้น ทุกครั้งที่เรากินอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งพูดคุยทั่วไป เรากลืนอากาศเข้าไปด้วย การตดในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังสงสัยว่าทารกแรกเกิดที่ไม่ได้ทานอะไรนอกจากนมถึงมีก๊าซในท้องเยอะจังเลย มาดูสาเหตุกันค่ะ

สาเหตุของการผายลมในทารก

โดยทั่วไปที่คนเราทานอาหาร เมื่ออาหารเดินทางเข้าสู่กระเพาะอาหาร อาหารบางส่วนที่ไม่ถูกย่อย จะถูกส่งมายังลำไส้ใหญ่ เพื่อเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยและหมักอาหารดังกล่าว แล้วผลิตวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินบี และวิตามินเค รวมไปถึงสารจำเป็นสำหรับพัฒานาระบบอวัยวะต่าง ๆ ผลจากการย่อยและหมักของเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดก๊าซบางส่วนขึ้นในลำไส้ใหญ่ ร่างกายก็จะขับก๊าซเหล่านี้ผ่านการเรอหรืออการผายลมนั่นเอง

สำหรับเด็กทารก ถึงแม้จะกินนมแม่หรือกินนมจากขวดนมเพียงอย่างเดียวนั้น ก็สามารถมีก๊าซสะสมในกระเพาะอาหารได้เช่นกัน โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยเหล่านี้

  • ดื่มนมช้าเกินไป ลักษณะของจุกขวดนมหรือหัวนมของมารดา เช่น หัวนมบอด อาจทำให้น้ำนมไหลออกมาน้อยหรือไหลช้า ส่งผลให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปมากขึ้นในระหว่างดูดนม
  • ดื่มนมเร็วเกินไป หากน้ำนมจากเต้าของมารดาหรือจุกขวดนมไหลออกมามากเกินไป ลูกน้อยจะต้องกลืนน้ำนมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารได้มากเช่นกัน
  • ดื่มนมที่มีฟองอากาศ สำหรับทารกที่ดื่มนมผง ในระหว่างขั้นตอนผสมนมผงกับน้ำอาจมีฟองอากาศเกิดขึ้น ทารกอาจท้องอืดได้หากกลืนฟองอากาศมากเกินไป ดังนั้น หลังผสมนมเสร็จแล้วควรทิ้งไว้สัก 2-3 นาที เพื่อให้ฟองอากาศแตกตัวก่อนให้ลูกน้อยดื่ม
  • ร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปจำนวนมาก

>>อ่าน แนะนำพ่อแม่มือใหม่! ขั้นตอนการเตรียมนมและวิธีชงนมที่ถูกต้องเพื่อไม่ไห้เกิดฟอง (มีคลิป)<<

และที่สำคัญที่สุด กระบวนการย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหารของทารกในช่วง 3 เดือนแรกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ การเกิดก๊าซในกระเพาะอาหารเมื่อดูดนมแม่จึงเป็นเรื่องปกติ อาการของทารกจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไปที่เริ่มรับประทานอาหารชนิดอื่นนอกจากนมแม่ได้แล้ว ในช่วงแรกระบบย่อยอาหารอาจยังไม่คุ้นชินกับอาหารชนิดใหม่ ๆ ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทารกตดเหม็นไม่อันตรายเท่า…ทารกตดบ่อย

ลูกไม่ถ่าย

กินนมแม่..แต่..ลูกไม่ถ่าย..แม่ควรกินอะไร?

ลูกไม่ถ่าย มาหลายวันแล้ว ทั้ง ๆ ที่กินนมแม่ ทำไมยังท้องผูกอีก ไขคำตอบว่าทำไมลูกถึงไม่ถ่าย ถ้าลูกไม่ถ่ายหลายวันจะเป็นอันตรายหรือไม่ การที่ลูกไม่ถ่ายส่งสัญญาณอันตรายอะไร ได้ที่นี่ค่ะ

กินนมแม่..แต่..ลูกไม่ถ่าย..แม่ควรกินอะไร?

เรื่องขับถ่ายของเด็กนมแม่

ตามที่เราเข้าใจกันว่าทารกจำเป็นจะต้องขับถ่ายทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และปัสสาวะทุกวัน อย่างน้อยวันละ 6 ครั้ง ถึงจะเรียกได้ว่าปกติ ได้รับนมแม่อย่างเพียงพอไม่ท้องผูกหรือท้องเสียนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ อาการท้องผูกหรือท้องเสียของทารกนั้นไม่สามารถดูได้จากจำนวนครั้งที่ลูกถ่ายเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งการขับถ่ายของทารกนั้น คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องใส่ใจและสังเกตเป็นพิเศษ เพราะไม่เหมือนกับอาการทั่วไปที่ทารกจะแสดงพฤติกรรมเพื่อส่งสัญญาณให้รู้อย่างชัดเจน

ลูกกินนมแม่แต่ถ่ายบ่อย ท้องเสียหรือไม่

การที่ลูกกินนมแม่แต่ถ่ายบ่อย ไม่ได้หมายความว่าลูกท้องเสียแต่อย่างใด เพราะนมแม่ย่อยง่าย ทำให้ลูกอาจถ่ายได้บ่อย 8-10 ครั้งต่อวัน หรือทุกครั้งหลังจากดูดนมแม่ก็ยังได้ ทั้งนี้คุณแม่ควรสังเกตอาการอื่น ๆ ของลูกร่วมด้วย หากลูกมีอาการต่อไปนี้ อาจหมายถึงสัญญาณของอาการท้องเสีย ควรไปพบแพทย์

  • อุจจาระมีกลิ่นรุนแรง เหม็นคาว เป็นสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีเหลืองทองและมีลักษณะนิ่ม
  • ลูกงอแง ซึม มีไข้
  • ไม่อยากอาหาร
ลูกกินนมแม่ไม่ถ่าย
เด็กที่มีอาการท้องผูกจะงอแงเป็นพิเศษเพราะอึดอัดท้อง

ลูกกินนมแม่แต่ไม่ถ่ายหลายวัน ปกติไหม?

สำหรับทารกนมแม่ล้วนนั้น ในช่วงหลังคลอด 1-2 เดือนแรก จำเป็นต้องเร่งสารเหลืองออกจากร่างกาย จึงทำให้ขับถ่ายบ่อยวันละหลายครั้ง แต่เมื่อลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น สารอาหารในนมแม่ดูดซึมไปใช้ได้เกือบหมด ไม่เหลือกากอาหารไว้สำหรับขับถ่าย หรือเหลือกกากใยให้กำจัดออกจากร่างกายไม่มาก ทำให้ไม่ถ่ายหลายวันได้ บางรายอาจจะไม่ถ่ายนานถึง 2-3 สัปดาห์ ก็ยังถือว่าปกติ แต่หากลูกมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย อาจหมายถึงอาการท้องผูก

  • ต้องออกแรงเบ่งอุจจาระ เบ่งหน้าดำหน้าแดง หรือรู้สึกหงุดหงิดและร้องไห้เวลาขับถ่าย
  • มีเลือดปนอุจจาระ ทารกที่ท้องผูกอาจมีเลือดปนมากับอุจจาระได้ เนื่องจากผนังทวารหนักฉีกขาดจากการออกแรงเบ่งอุจจาระ หากทารกมีอาการนี้ ควรไปพบแพทย์
  • ไม่อยากอาหาร เพราะอึดอัดและไม่สบายท้องจากการไม่ได้ขับถ่ายของเสีย
  • ท้องแข็ง ลักษณะท้องของทารกจะตึง แน่น หรือแข็ง ซึ่งเป็นอาการท้องอืดที่เกิดขึ้นร่วมกับการมีท้องผูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ กินนมแม่..แต่..ลูกไม่ถ่าย..แม่ควรกินอะไร? 

อายุครรภ์

สอนแม่ท้องนับ อายุครรภ์ พร้อมวิธีคำนวณกำหนดคลอด ที่ถูกต้อง!

แม่ท้องจะรู้ได้อย่างไรว่า อายุครรภ์ กี่เดือน กี่สัปดาห์ แล้ว .. การนับอายุครรภ์ ที่ถูกต้อง ต้องนับอย่างไร เริ่มจากตรงไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่าถึง วันครบกำหนดคลอด แล้ว ตามมาดูกันเล้ย

การตั้งครรภ์ มีวิธีนับ อายุครรภ์ อย่างไร?

สำหรับวิธีนับ อายุครรภ์ ที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่คุณแม่ท้องทุกคนจำเป็นต้องรู้ ซึ่งการตั้งครรภ์ จะแบ่งเป็น 0 – 40 สัปดาห์ โดยสัปดาห์ที่ 0 – 1 จะถือว่า “ยังไม่ตั้งครรภ์” และเมื่อถึงสัปดาห์ที่ 40 เต็มแล้ว จึงถือว่าครบกำหนดคลอด

โดยสัปดาห์เหล่านี้ จะนับจาก ประจำเดือนที่มาวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าประจำเดือนของคุณผู้หญิงที่มาวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย เป็นวันที่ 1 สิงหาคม 2562 (มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายก่อนรู้ว่าท้อง คือวันที่ 1 ส.ค.-  5 ส.ค.) แล้วตั้งครรภ์ ก็จะสามารถนับ อายุครรภ์ ได้ดังนี้

เริ่มจากวันที่ 1 สิงหาคม 2562 คือ สัปดาห์ที่ 0

จากนั้น >> วันที่ 8 สิงหาคม 2562 คือ สัปดาห์ที่ 1

> >วันที่ 15 สิงหาคม 2562 คือ สัปดาห์ที่ 2

>>วันที่ 22 สิงหาคม 2562 คือ สัปดาห์ที่ 3

และวันที่ 29 สิงหาคม 2562 คือ สัปดาห์ที่ 4

…ฯลฯ

ทั้งนี้ อายุครรภ์ ที่ครบกำหนดแบบสมบูรณ์ ให้ถือเอาที่ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน นับจากประจำเดือนที่มาวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย แต่ถ้าจะนับจากการปฏิสนธิ ซึ่งจะเริ่มจากสัปดาห์ที่ 2 ซึ่งการตั้งครรภ์จะลดเหลือ 38 สัปดาห์ หรือ 266 วัน และแม้ว่าการนับจากการปฏิสนธิจะแม่นยำกว่าการนับจากประจำเดือน

แต่การนับจากการปฏิสนธินั้นยาก ตรงที่คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายส่วนมากมักไม่รู้ว่าปฏิสนธิเมื่อไหร่ ดังนั้นการตั้งครรภ์ที่ครบกำหนดจึงนับจากประจำเดือนแทน ซึ่งบางครั้งก็มีการนับเป็นไตรมาส โดยคิดจากการตั้งครรภ์นาน 9 เดือน

ตารางการนับการตั้งครรภ์แบบเป็นไตรมาส
โดยคิดจากการตั้งครรภ์นาน
9 เดือน

ไตรมาส

เดือน

สัปดาห์

ตรมาสที่ 1

ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก

สัปดาห์ที่ 1 – 13

ไตรมาสที่ 2

ตั้งครรภ์ 4 – 6 เดือน

สัปดาห์ที่ 14 – 26

ไตรมาสที่ 3

ตั้งครรภ์ 7 – 9 เดือน

สัปดาห์ที่ 27 – 40

อ่านต่อ >> “วิธีคำนวณกำหนดคลอด” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรงเรียนทางเลือก

โรงเรียนทางเลือก เรียนรู้ตามทางของลูก โดย พ่อเอก

ผมเป็นมนุษย์พ่อธรรมดาทั่วไปที่อยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี ตัวผมเองจบมาจากการศึกษาที่คงจะเรียกว่ากระแสหลัก และผมก็เคยคิดจะให้ลูกเข้ากระแสหลักมาก่อน แต่ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจให้ลูกเข้าเรียน โรงเรียนทางเลือก

จุดเปลี่ยนเกิดจาก ครั้งหนึ่ง ผมลองพาลูกไปทดสอบตามสนามสอบจำลองเหมือนที่เด็กอนุบาลทั่วไปไปทดสอบกัน การไปครั้งนั้นไม่ใช่เพราะอยากจะไปทดสอบดูคะแนนลูก แต่เพราะพี่ปูนปั้นเป็นเด็กที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ไม่ง่ายนัก เราจึงอยากให้เขาได้รู้จักบรรยากาศของ ห้องสอบ

ผลการสนามสอบจำลองในวันนั้น พี่ปูนปั้นควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ดี สามารถตั้งใจฟังและทำข้อสอบจนเสร็จ แม้คะแนนจะออกมาชวนอมยิ้มแต่เราไม่ซีเรียส จนกระทั่งมาเจอช่วงเฉลยข้อสอบและเราเจอข้อหนึ่งซึ่งให้เลือกภาพที่ต่างจากข้ออื่น ในข้อนั้นพี่ปูนปั้นเลือกคำตอบจากตัวเลือกหนึ่ง แต่คำเฉลยกลับเป็นอีกข้อ พี่ปูนปั้นถามผมว่า “ปะป๊าครับ ปูนปั้นทำผิดหรอ” ผมถามเหตุผลว่าทำไมเขาเลือกข้อนี้ เขาอธิบายได้ดีว่าทำไมถึงเลือกและเหตุผลที่ให้ก็ไม่ผิด ผมจึงบอกว่า “พี่ปูนปั้นเลือกถูกแล้ว” คำตอบปูนปั้นไม่ผิด แต่ครูเฉลยผิดเพราะจริงๆ มันตอบได้ทั้ง 2 ข้อ

และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญว่า “ลูกผมไม่จำเป็นต้องมาเรียนเพื่อตอบคำถามให้ถูกใจครู”

เพราะตอนเด็กๆ ผมจำได้ว่า ผมไม่ต้องเจอข้อสอบแนวจะรู้ไปทำไมแบบนี้ และนั่นแหละคือจุดที่ผมไปมอง โรงเรียนทางเลือก เพราะผมเชื่อว่า การที่เด็กมีความสุขกับการเรียนมันเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่เรื่องว่าจะได้คณะไหน เกรดเท่าไหร่แค่นั้น แต่เป็นเรื่องยาวไปถึง การทำมาหากินในสิ่งที่มีความสุข การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะเรียนรู้ตัวตนและจิตใจตัวเอง ไม่ใช่อาหารใส่กล่องสำเร็จรูป เพราะผมเกิดในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เรียนมากนัก จึงไม่มีใครมาจำกัดบังคับการเรียนและนั่นเองน่าจะเป็นเหตุผลที่ผมรักการเรียนรู้ และนั่นแหละคือสิ่งที่โรงเรียนทางเลือกจะมอบให้ลูกได้

โรงเรียน​ทางเลือก มีหลายแนว

โรงเรียน​ทางเลือก จะมีหลายแนวเช่น​ วิถีพุทธ​ วอลดอร์ฟ​ มอนเตสเซอรี่​ เป็นต้น​ โดย โรงเรียนทางเลือก จะเน้นการเรียนรู้​ผ่านการเล่​น เพราะเป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก​ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ​ ใช้ร่างกายประกอบสมอง​ ไม่มุ่งเน้น​ ให้เด็กเรียนวิชาการจนเกินวัย​ การเรียนเป็นเชิงโปรเจกต์​ ทำงานร่วมกัน​ โดยเด็กๆ จะรู้ว่าความรู้แต่ละอย่างที่เรียนนั้นเรียนไปเพื่ออะไร เพราะจะบูรณาการเข้าไปกับการใช้ชีวิต เช่น การเรียนบวกลบก็อาจจะบูรณาการเข้าไปกับการพาเด็กไปจ่ายตลาด อาจจะมีการทำตลาดจำลองแล้วให้เด็กออกไปซื้ออาหาร เมื่อเด็กเรียนรู้โดยรู้ว่าไปใช้ทำอะไรเขาจะสนุกกับมันและจะนำไปประยุกต์ใช้เป็นไม่ใช่เพียงท่องจำ และหลายๆ โรงเรียนจะมีจัดสรรหน้าที่ให้เด็กทำ เช่น ทำอาหารล้างจานชามเอง ตรงนี้จะส่งเสริมการใช้ชีวิตให้เป็น ดูแลตัวเองและครอบครัวได้​ เพราะการใช้ชีวิตสำคัญไม่น้อยกว่าวิชาการเลย ไม่ส่งเสริมการติวเพราะนอกห้องเรียน คือ เวลาที่อยู่กับพ่อแม่​

ชวนลูกทำอาหาร

ส่วนใหญ่ที่ผู้ปกครองเลือก โรงเรียนทางเลือก เพราะเชื่อว่า​ (ซึ่งก็อาจจะไม่ถูกเสมอไปและทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อเดียวกัน)​ การเรียนสายปกติที่มีเนื้อหาการเรียนรู้เกินกว่าวัย เช่น เด็กวัยอนุบาลควรได้รับการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อมัดต่างๆ มากกว่าการท่องจำ และจับดินสอหัดเขียนตามเส้นประ​ ส่วนเด็กประถมก็ไม่จำเป็นต้องท่องสูตรทางเคมี แต่เด็กควรเรียนรู้จากตนเองออกไปสู่สิ่งรอบข้าง สังคมรอบตัว และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนและส่วนรวม โดยในโรงเรียนทั่วไป​เด็กอาจจะทำคะแนนดี​ แต่ไม่ได้ถนัดการเรียนรู้เอง​ การประยุกต์ใช้​ และอาจจะมีปัญหาความเครียดสะสมจากการเเข่งขัน รวมถึงคำพูดเชิงลบที่อาจจะทำให้เด็กเสีย self – esteem เมื่อได้คะแนนไม่ดี ดังที่เราได้เห็นข่าวเด็กมีปัญหามากมายทั้งๆ ที่อยู่ในครอบครัวที่ดูมีความสมบูรณ์พร้อม หรือกระทั่งข่าวฆ่าตัวตายที่มากขึ้นเรื่อยๆ​ เราได้เห็นผู้ใหญ่มากมายที่เก่งวิชาการแต่ไม่เก่งการงาน​ การใช้ชีวิต แต่การที่จะตัดสินใจให้ลูกมาทางเลือก คุณพ่อคุณแม่ต้องมีใจมั่นคงไม่หวั่นไหวไปกับลูกของเพื่อนๆ ที่อาจจะเขียน ก.ไก่ได้ตั้งแต่อนุบาล 1 และพร้อมจะยอมรับหากลูกเลือกสายการศึกษาที่อาจจะแหวกแนวไป แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เขารักและมีความสุข ตอนสมัยที่ผมเรียน ม.4 ที่โรงเรียนดังบนถนนพญาไทนั้น ผมจำได้ดีว่าที่ 1 ห้องผมได้เกรด 4.00 แต่เลือกเอนทรานซ์อันดับ 1 เข้า Food Science ซึ่งในสมัยนั้นวัยนั้น เป็นเรื่องแปลกมากๆ ที่ไม่เลือกหมอหรือวิศวะ แต่ปัจจุบันคงไม่ต้องไปสืบหาก็เห็นว่าเธอประสบความสำเร็จขนาดไหน

ปลายทางของทางเลือก

อีกหนึ่งจุดที่จะข้ามไปไม่ได้เลยเกี่ยวกับการตัดสินใจมาสายโรงเรียนทางเลือก ของผมคงต้องให้เครดิตภรรยา เพราะผมเองในตอนนั้นก็ยังมีความกังวลไม่น้อยว่าปลายทางหากจะกลับมาเข้าระบบมหาวิทยาลัยจะออกมาในรูปไหน ภรรยาผมจึงไปหาข้อมูลของเด็กนักเรียนที่จบมัธยมปลาย (จากโรงเรียนทางเลือกที่ปั้นแป้งเข้าเรียน) และไปต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งปรากฏว่าเกือบทั้งหมดก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลได้ และเมื่อได้เข้าไปฟังแนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียน จึงพบว่าโรงเรียนทางเลือกไม่ใช่ไม่เรียนนะครับ แต่เราเรียนด้วยกระบวนการที่แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง และเป็นกระบวนการที่สัมผัสได้เลยว่าเด็กจะเรียนด้วยความสุข สนุกขนาดไหน

อีกสิ่งหนึ่งที่ โรงเรียนทางเลือก ที่พี่ปูนปั้นและน้องปั้นแป้งเข้าเรียนนั้น เป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่มีหลายครอบครัวให้ความสนใจและเข้าคิวสมัครค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่การคัดเลือก ไม่ได้ให้เด็กมานั่งทำข้อสอบ แต่เป็นการพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ถึงแนวทางและความคิดในการเลี้ยงดูลูก และในเชิงปฏิบัติ คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกๆ อย่างไร จะเข้ากับวิถีของโรงเรียนได้หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นการศึกษาทางเลือกจะไม่สำเร็จหรือมีความสุขได้เลย เพราะหลักการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการศึกษาทางเลือกคือ การมีส่วนร่วมของครอบครัว ที่ต้องให้เวลากับลูกๆ และโรงเรียนอย่างมาก จุดที่น่าประทับใจอีกอย่างคือ แม้โรงเรียนจะมีโอกาสมากมายที่จะแสวงหาแหล่งรายได้จากการคัดเลือกเด็ก แต่เชื่อหรือไม่ว่าทั้ง 2 โรงเรียนที่ปูนปั้นกับปั้นแป้งเข้าเรียน ไม่มีเงินอื่นใดที่ต้องจ่ายนอกจากค่าเทอม

…แค่ก้าวแรกก็ถูกต้องแล้ว…


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

การบ้านอนุบาล เรื่องปวดหัวทั้งตัวพ่อและตัวแม่

“ลูกช่างถาม” รับมืออย่างไร ไม่ขัดพัฒนาการลูก

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการคนท้อง และสัญญาณที่บอกว่ากำลังตั้งครรภ์

ผู้หญิงแต่ละคนอาจมี อาการคนท้อง แตกต่างกันออกไป บางคนมีอาการแพ้ท้องตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนขาดไป แต่สัญญาณไหนเป็นอาการสำคัญแรกเริ่มที่ผู้หญิงควรรู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์

อาการคนท้อง และสัญญาณที่บอกว่ากำลังตั้งครรภ์

อาการของการตั้งครรภ์ หรือ อาการคนท้อง มีลักษณะอย่างไร

  1. ประจำเดือนขาด โดยปกติแล้ว ระยะห่างระหว่างการมีประจำเดือนของผู้หญิงจะอยู่ที่ 25-35 วัน ดังนั้นหากประจำเดือนขาดหายไปเกินกว่า 10 วัน สิ่งที่ต้องสงสัยเป็นอันดับแรกคือการตั้งครรภ์  อย่างไรก็ตามการขาดของประจำเดือนก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องตั้งครรภ์เสมอไป เพราะอาจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ในร่างกายก็ได้เช่นกัน

2. เต้านมคัด อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้หญิงในช่วงก่อนมีประจำเดือนก็จะมีอาการคัดตึงเต้านมอยู่แล้ว แต่หากตั้งครรภ์ อาการคัดตึงเต้านมจะมากกว่าและนานกว่า และอาจรู้สึกเข้าเต้านมและหัวนมด้วย นั่นเป็นเพราะร่างกายกำลังเตรียมสร้างน้ำนมให้ลูกน้อย

3. ปัสสาวะบ่อย ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ไตจะทำงานหนักมากกว่าปกติ เพราะปริมาณของเลือดในร่างกายมีเพิ่มขึ้น (มดลูกที่โตขึ้นจากการตั้งครรภ์ จะต้องการเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติ) ร่างกายจึงปรับตัวให้มีเลือดเพิ่มขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น มีเลือดผ่านไตมากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้ไตกลั่นกรองเอาปัสสาวะมามากขึ้น และในขณะเดียวกันมดลูกที่อยู่ติดกับด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะก็มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย จึงไปเบียดและกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้พื้นที่ความจุของปัสสาวะมีน้อยลง ส่งผลให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยมากขึ้นนั่นเอง

4. คลื่นไส้อาเจียน อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ใจหวิว ๆ ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม อาการเหล่านี้เรียกว่า “อาการแพ้ท้อง” โดยทั่วไปจะปรากฏออกมาในช่วงตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6-12 สัปดาห์ สาเหตุก็เป็นเพราะฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นจากการตั้งครรภ์นั้นไปรบกวนระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือรู้สึกพะอืดพะอมและอาเจียนออกมา

5. ไวต่อกลิ่น ในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่มักมีอาการที่จมูกจะไวต่อกลิ่นทุกชนิดมากเป็นพิเศษ ทำให้คุณแม่รู้สึกเหม็นหรือไม่ชอบกลิ่นบางชนิด ทั้ง ๆ ที่เคยคุ้นชินกับกลิ่นเหล่านี้มาก่อน จนอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

6. ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป เพราะระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้อยากกินของแปลก ๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงอยากกิน ทำให้อยากกินอาหารที่แปลกไปจากเดิม

7. ช่องคลอดคล้ำขึ้น อาจรู้สึกว่าอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานบวมน้ำ เยื่อบุช่องคลอดคล้ำขึ้นเป็นสีม่วงแดงหรือสีน้ำเงิน แต่บางครั้งอาจเกิดจากการอักเสบของอวัยวะในช่องคลอดก็ได้

8. มีอาการอ่อนเพลีย รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า อยากนอนหลับตลอดเวลา เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นมีผลทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัวเหมือนยากล่อมประสาท ภายในร่างกายมีการเผาไหม้อาหารหรือใช้พลังงานอย่างมากในการพัฒนาทารกในครรภ์ ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงและสูญเสียพลังงานมากขึ้น และพลังงานเหล่านี้ยังช่วยปรับสภาพแวดล้อมภายในครรภ์ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อีกด้วย

9. หายใจถี่ เหนื่อยง่ายและเริ่มหายใจถี่ขึ้นเมื่อทำงานที่ต้องใช้แรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สาเหตุอาจเป็นเพราะมีตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตมีความต้องการออกซิเจนจากคุณแม่อยู่

10. ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น รู้สึกร้อนง่ายกว่าปกติ นั่นเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและมีการใช้พลังงานมากขึ้นนั่นเอง

11. อารมณ์เปลี่ยนแปลง เป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้คุณแม่มีอารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน หรือหงุดหงิดได้ง่าย

12. ปวดศีรษะ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนของฮอร์โมน คุณแม่บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะบ่อยขึ้น แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก

อาการแบบนี้ท้องไหม
ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการปวดเกร็งในช่องท้องในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

13. ปวดเกร็งในช่องท้อง คุณแม่จะรู้สึกปวดแบบหน่วง ๆ อาจเป็นเพราะร่างกายกำลังมีการยืดขยายของมดลูกให้พร้อมสำหรับการมีลูก

14. เลือดออกทางช่องคลอด อาจมีเลือดออกเล็กน้อยแบบกะปริดกะปรอยในระยะแรกของการตั้งครรภ์ โดยที่ไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่รกของทารกในครรภ์มีการแบ่งเซลล์และฝังตัวลงไปในเยื่อบุโพรงมดลูก หรือที่คนโบราณเรียกกันว่าเลือดล้างหน้าเด็กนั่นเอง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ไม่มีอาการคนท้อง แสดงว่าไม่ได้ท้องใช่ไหม? และทำไมมี อาการคนท้อง แต่ที่ตรวจครรภ์ผลเป็นลบ?

คำศัพท์ทำงานบ้าน

ชวนลูกพิชิตภารกิจประจำบ้าน กับ คำศัพท์ทำงานบ้าน น่ารู้

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กเก่งรอบด้าน ทั้งเรื่องเรียนและการใช้ชีวิต ทักษะพื้นฐานที่ต้องส่งเสริมตั้งแต่ยังเล็กคือ “ความรับผิดชอบ” ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ยังเล็ก ผ่านการทำงานบ้านต่างๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ ลองมาดูกันซิว่า ระหว่างที่ลูกน้อยพิชิตภารกิจ จะมี คำศัพท์ทำงานบ้าน และประโยคให้เรียนรู้สไตล์เด็กสองภาษาอะไรกันบ้าง

ฝึกความรับผิดชอบด้วยภารกิจในบ้าน ด้วย คำศัพท์ทำงานบ้าน ที่เด็กๆไม่ควรพลาด

หลายคนอาจสงสัยว่า แค่ให้ลูกทำงานบ้านจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในอนาคตได้อย่างไร ครั้งหนึ่ง Julie Lythcott-Haims นักเขียนชื่อดังของนิวยอร์ค ไทม์ หนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเคยกล่าวไว้บนเวที TED TALK ในหัวข้อ “วิธีเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จโดยไม่บงการมากเกินพอดี” ว่า งานวิจัยหลายชิ้นชี้ชัดว่าความสำเร็จของลูกเริ่มต้นจากการทำงานบ้านในวัยเด็ก ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ลูกยิ่งเรียนรู้ได้ดีเท่านั้น แต่ถ้าบ้านไหนไม่ยอมให้ลูกลงมือทำงานอะไรเลย เขาจะเคยชินและกลายเป็นนิสัย ลามไปถึงเรื่องการเรียน และการงานในอนาคตด้วย

คำศัพท์ทำงานบ้าน ภารกิจภายในบ้านให้ประโยชน์กับลูกบ้าง

เมื่อลูกต้องปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมาย โตขึ้นจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่นทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จ พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น เห็นอกเห็นใจคนที่ลำบากกว่าตัวเอง แถมยังช่วยให้ลูกน้อยมีสมาธิจดจ่อได้ดี ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนทั้งในห้องและนอกห้องเรียน

สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกงานบ้านให้เหมาะสมกับวัย ค่อยหัดให้ลูกทำเรื่องง่ายๆ เมื่อสำเร็จควรได้รับคำชื่นชม แต่ถ้าลูกไม่ยอมทำในครั้งแรกๆ ก็ไม่ควรตำหนิ หรือดุด่า ควรหันมาให้กำลังใจและพยายามให้ทดลองทำใหม่ ต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็ก จำเป็นต้องผ่านการทำซ้ำหลายๆครั้ง เช่นเดียวกับการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ต้องหมั่นสอน หมั่นพูดกันบ่อยๆ

ตัวอย่างเช่น คำศัพท์ทำงานบ้าน ซึ่งมาจากกิจกรรมหลายๆอย่างในบ้าน  ที่เด็กๆมีส่วนร่วมได้ ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่นพื้นที่เล็กๆ หรือเช็ดทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน แม้หนูน้อยจะทำได้ไม่เต็มร้อย แต่การหยิบจับอุปกรณ์ทำความสะอาด และได้ลองลงมือทำจริง ทำให้เด็กเข้าใจและจดจำ คำศัพท์ทำงานบ้าน ได้ง่ายขึ้นด้วย

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ใน EP นี้ อ.คริสกับน้องวิน ชวนทุกครอบครัวมาทำงานบ้านด้วยกัน พร้อมเรียนรู้คำศัพท์ทำงานบ้าน ง่ายๆ ซึ่งมีหลายคำที่เขียนคล้ายกัน ออกเสียงใกล้เคียงกัน จนทำให้เกิดความสับสนและใช้ผิดอยู่บ่อย เข่นคำว่า

  • housewife แปลว่า ภรรยาเจ้าของบ้าน ส่วน house keeper แปลว่า แม่บ้านทำความสะอาด

  • homework แปลว่า การบ้าน housework แปลว่า งานบ้าน ต้องสังเกตให้ดี

  • wipe อ่านว่า (ไวพ์) หมายถึงเช็ด แต่ถ้าออกเสียง whip (วิพ) หมายถึง เฆี่ยนตี

  • cloth อ่านว่า (คล็อธ) หมายถึงผ้าเป็นผืนๆ แต่ถ้าออกเสียง clothe (โคล้ธ) หมายถึง เสื้อผ้า

นอกจาก คำศัพท์ทำงานบ้าน ที่ยกตัวอย่างแล้ว ลตามมาดูกันซิว่า เมื่ออ.คริสต้องแปลงร่างเป็นพ่อบ้านใจกล้า สอนลูกทำงานบ้าน จะเป็นอย่างไร และมีเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษอย่างไรบ้าง มาเรียนรู้คำศัพท์และประโยคน่าสนใจในชีวิตประจำวัน กันในตอน คำศัพท์ทำงานบ้านง่ายๆ กันได้เลยค่ะ

 

มาทบทวนประโยค และ คำศัพท์ทำงานบ้าน กันอีกครั้งนะคะว่ามีอะไรบ้าง

house บ้านเป็นหลังๆ

home  มีความรู้สึกเป็นครอบครัว ผูกพัน

homework  การบ้าน

housework  งานบ้าน

housekeeper  แม่บ้าน / คนทำงานความสะอาด

housewife ภรรยาเจ้าของบ้าน

broom ไม้กวาด

dustpan  ที่โกยผง/ ที่โกยขยะ

mop ไม้ถูบ้าน

vacuum แว๊กคิว ไม่ใช่แว๊กค่ำ เครื่องดูดฝุ่น

cloth (คล็อธ) ผ้า

clothe (โคล้ธ) เสื้อผ้า

rag ผ้าขี้ริ้ว

iron  (ไอออน) not (ไอรอน) เตารีด /รีดผ้า

I have to do the housework  ผมต้องทำงานบ้าน

we have my chores to do ภารกิจที่ต้องทำในบ้าน

sweep the floor กวาดพื้น

let’s get to work  เริ่มทำงานกันเลยดีกว่า

rally demonstration protest การชุมนุมประท้วง

mop the floor ถูกพื้น

vaccum the sofa ดูดฝุ่นที่โซฟา

wipe เช็ด (ไวพ์)  not whip  (วิพ) เฆี่ยนตี

whip the window  เช็ดกระจก

whip the furniture   เช็ดเฟอร์นิเจอร์

keep wiping   เช็ดไปเรื่อยๆ

why did you take a plug out  ทำไมลูกดึงปลั๊กออก

after we have finished ironing the clothes  หลังจากเรารีดผ้าเสร็จ

we have to  go and wash up too เราต้องไปล้านจานด้วย

wash up/ wash the dishes  ล้างจาน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆและ คำศัพท์ทำงานบ้าน ที่ใช้คุยระหว่างฝึกความรับผิดชอบเบื้องต้น  เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

บทความน่าสนใจอื่นๆ 

ผลวิจัยชี้! เด็กที่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน มีแนวโน้มประสบความสำเร็จในชีวิตและมีนิสัยที่ดี

ชีวิตลูก… ต้อง (ฝึกให้) ลูกรับผิดชอบเองได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีทำลูกแฝด

วิธีทำลูกแฝด 5 ท่วงท่า อยากได้ลูกแฝด ต้องทำท่านี้?

อยากได้ลูกแฝด ต้องทำอย่างไร ต้องทำ ท่าไหนได้ลูกแฝด ?? ตามมาดู วิธีทำลูกแฝด กับ 5 ท่วงท่า (Sex) ทำให้ติดลูกง่าย แถมมีสิทธิ์ได้ลูกแฝด กันค่ะ

วิธีทำลูกแฝด กับ 5 ท่า Sex ที่ไม่ควรพลาด!

การมีลูกแฝด ในยุคสมัยนี้ถือเป็นความต้องการยอดฮิตของครอบครัวที่มีความพร้อมมากพอ เพราะด้วยความที่ว่า ..ตั้งท้องครั้งเดียวทั้งที่ แต่ถ้าได้เด็กน่ารักมาพร้อมกันถึง 2 คน (หรือมากกว่า) ก็จะดีกว่าแน่นอน แต่ การตั้งครรภ์แฝด โดยธรรมชาตินั้นไม่สามารถกำหนดหรือคาดเดาได้เลย เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการทางธรรมชาติล้วนๆ

ข้อดีของการมีลูกแฝด

  • ยิงปืนนัดเดียวได้นกน้อยที่น่ารัก 2 ตัว การมีลูกแฝดทำให้ดูพิเศษกว่าเด็กทั่วไปที่จะเป็นเด็กน้อยที่มีความน่ารักและรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากกว่า 1 คน (ในกรณีของแฝดแท้) คุณพ่อคุณแม่ก็จะมีความสุขได้มากเวลาเห็นลูกทั้ง 2 คน ที่มีอายุเท่ากันเล่นด้วยกัน หรือสื่อสารกัน ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมารุมล้อมเล่นด้วย
  • พวกเขาจะเป็นเหมือนพี่ เหมือนน้อง เหมือนเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษาในเวลาเดียวกัน แถมยังเป็นที่ระบายอารมณ์ที่ดีที่สุดอีกด้วย
  • สามารถแลกของใช้กันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ เพราะฝาแฝดส่วนมากจะมีความชอบอะไรที่เหมือน ๆ กันอยู่แล้ว จึงทำให้ประหยัดเงินไปได้เยอะ แต่ก็ใช่ว่าแฝดทุกคู่จะมีความชอบที่เหมือนกันเสมอไปนะครับ เพราะบางคู่ก็ต่างกันสุดขั้วไปเลยก็มี

วิธีทำลูกแฝด

ดังนั้น จึงทำให้มีว่าที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยว่าถ้า อยากได้ลูกแฝด จะมีต้องอะไร แบบไหน อย่างไรบ้าง? แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะไปดู วิธีทำลูกแฝด ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ควรรู้ก่อนว่า “การตั้งครรภ์ลูกแฝด” ถูกเรียกว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่ปกติ มีความเสี่ยงและผลที่อาจจะตามมาอย่างรอบด้าน เช่น ภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการตั้งครรภ์แฝด หรือ ภาวะแทรกซ้อนในระยะการคลอด และภาวะแทรกซ้อนในระยะหลังคลอดขึ้นได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนักและคอยระวัง

Must read : “ท้องแฝด” ภาวะต้องระวังยิ่ง

โดยในประเทศสหรัฐ การคลอดลูกแฝดมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 3% ของการคลอดทั้งหมดในแต่ละปี แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า พอจะมี วิธีทำลูกแฝด ที่สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มโอกาสได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ลักษณะทางชาติพันธุ์ กรรมพันธุ์ และรูปแบบการใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญว่า…จะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากขึ้นหรือไม่ คลิกอ่าน >> อยากได้ลูกแฝด ต้องลอง 9 วิธีธรรมชาติทำได้แน่นอน

ซึ่งนอกจากปัจจัยที่กล่าวมาจากลิงก์ข้างต้นนี้ (อยากได้ลูกแฝด ต้องลอง 9 วิธีธรรมชาติทำได้แน่นอน) … ก็ยังมีเคล็ดลับ อีกอย่างคือ ท่วงท่าร่วมรัก ซึ่งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกง่าย และอาจได้ลูกแฝด อีกด้วย

คลิกดู >> 5 ท่าติดลูกง่าย! มีโอกาสได้ลูกแฝด” หน้า 2

 

เลือกโซฟา แบบไหนดี

เลือกโซฟา แบบไหนดี ? ลูกไม่ป่วย และใช้ได้นาน

เลือกโซฟา แบบไหนดี ถ้าในครอบครัวมีคนท้อง เด็กเล็ก และคนสูงอายุ มีหลายคนเลยค่ะที่ตอบว่าโซฟาจะนั่ง นอนก็ต้อง นุ่มสบาย แข็งแรง ทนทานเป็นสำคัญ ตรงนี้เห็นด้วยค่ะ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงความปลอดภัยของสุขภาพที่มาจากการใช้โซฟาที่บ้านกันสักเท่าไหร่เลยค่ะ  ว่าแต่โซฟาจะมาเกี่ยวอะไรกับสุขภาพของทุกคนในบ้าน เรามีข้อมูลที่อยากบอกให้รู้ของโซฟาที่จะไม่ทำสุขภาพคนในบ้านป่วยมาบอกกันค่ะ

ถ้าจะบอกว่าโซฟาคือหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ผิวหนังให้กับทุกคนในบ้านได้ จะเชื่อกันไหมคะ ? แต่เชื่อเถอะนี่คือเรื่องจริงที่ในหลายๆ ครอบครัวอาจนึกกันไม่ถึงกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ในการเลือกโซฟามาใช้งานกันที่บ้าน และขอบอกว่าบ้านไหนที่มีคนท้อง มีลูกเล็กเด็กน้อย คนแก่ผู้สูงอายุ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความเจ็บป่วยได้ง่ายมากกว่าปกติ

เลือกโซฟา แบบไหนดี

เลือกโซฟา แบบไหนดี ?

โซฟากลายเป็นเฟอร์นิเจอร์จำเป็นสำหรับทุกบ้านไปแล้วในปัจจุบันนี้ แต่จะเลือกโซฟาแบบไหน ให้ปลอดภัยต่อสุขภาพของคนในครอบครัว ยิ่งบ้านที่มีเด็กเล็ก คนท้อง ผู้สูงอายุด้วยแล้วนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก่อนตัดสินใจซื้อโซฟาใหม่มาใช้ที่บ้านนั่นก็คือ…

1. ปลอดสารโครเมียม (Chrome Free)

ชื่อเพราะดีนะคะ แต่ซ่อนอันตรายไว้อย่างร้ายกาจค่ะ โครเมียมเป็นโลหะหนักที่มักจะถูกในใช้ในกระบวนการฟอกหนังแท้ และสามารถใช้นำมาผลิตเป็นเหล็กไร้สนิม

อันตรายจากสารโครเมียมหากเมื่อร่างกายได้สัมผัสสะสมมากๆ อาการของพิษที่มาจากโครเมียมก็เช่น  อาจเกิดการระคายเคืองบริเวณผิวหนัง หรือเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ เป็นต้น ส่วนคุณแม่ท้องที่ต้องสัมผัสกับสารโครเมียมบ่อยๆ สามารถอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ แล้วยังส่งผลกระทบไปยังลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ

2. ปลอดสารพทาเลต (Phthalate Free)

เห็นโซฟาสวยๆ อย่าเพิ่งพุ่งตัวเข้าไปซื้อนะคะ ต้องเช็คก่อนว่าปลอดสารพทาเลตหรือเปล่า ซึ่งสารพทาเลตเป็นกลุ่ม สารเคมีที่ใช้พลาสติไซเซอร์ (plasticizers) มักนิยมใช้กับพลาสติก PVC เพื่อทำให้ยืดหยุ่น อ่อนนุ่มมากขึ้น ใครที่เคยไปเลือกซื้อโซฟาจะเห็นว่ามีสารนี้เป็นส่วนผสมของพลาสติก PVC ทำให้ PVC สวยน่านั่งมากขึ้นค่ะ

อันตรายจากสารพทาเลต ถือว่าไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว เพราะอาจเป็นสารก่อมะเร็งให้กับร่างกายได้ค่ะ   นอกจากนี้อาจยังส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังได้อีกด้วยนะคะ

3. ปลอดไรฝุ่น ( Anti Dust Mites)

ฮัดชิ่ว!! เด็กๆ คุณย่า คุณยาย ฯลฯ ที่บ้านมีอาการจาม น้ำมูก คันตา คันตามผิวหนังเกือบจะ 365 วันกันบ้างไหมคะ เรื่องของเรื่องคืออาการเหล่านี้อาจเป็นไปได้ว่ากำลังแพ้ไรฝุ่นค่ะ ถามว่าไรฝุ่นมาจากไหน ? ไรฝุ่นคือไรตัวเล็กมากๆ ที่ไม่เห็นได้ด้วยตาเราค่ะ ไรฝุ่นจะอาศัยและเติบโตอยู่ตามโซฟาผ้า ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เป็นต้น

อันตรายจากไรฝุ่น และมูล(อึ)ของตัวไรฝุ่น เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้สุขภาพของคนในบ้านแย่ เจ็บป่วยเป็นภูมิแพ้อากาศที่ ก่อให้เกิดโรคหอบหืด รวมถึงโรคภูมิแพ้ผิวหนัง

ทีนี้พอจะทราบกันแล้วใช้ไหมคะว่าเลือกโซฟา แบบไหนดี เพื่อให้มีผลเสียกระทบกับสุขภาพของคุณแม่ท้อง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ แล้วก็ทุกๆ คนในบ้านค่ะ

ทีมงาน Amarin Baby and Kids เลยถือโอกาสออกไปเลือกซื้อโซฟากับคุณแม่หมีและน้องยูกิ กันที่โชว์รูม ของ Modernform  รู้มาว่าเป็นโซฟาคุณภาพเยี่ยม ที่พิเศษไม่เหมือนใครเนื่องจากเป็นโซฟาเพื่อสุขภาพ ใส่ใจให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัวเป็นสำคัญเลยล่ะค่ะ

เลือกโซฟา แบบไหนดี

ถามว่าโซฟาของ Modernform ปลอดภัยต่อสุขภาพยังไง ?

โซฟาคอลเลคชั่น Sense Series เป็นโซฟารุ่นใหม่ ที่มีจุดเด่นมากๆ นั่นคือ วัสดุหุ้มที่ใช้เป็น Non-Toxic ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโซฟาหนังแท้ โซฟาหนังเทียม โซฟาผ้า รวมถึงวัสดุที่ใช้ด้านในของโซฟารุ่น Sense Series ก็เป็นแบบปลอดสารพิษด้วยค่ะ

  • ปลอดสารโครเมียม Chrome Free
  • หนังสังเคราะห์พาทาเลต Phthalate Free
  • ผ้ากันไรฝุ่น

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ ครอบครัวไหนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ แนะนำว่าควรเปลี่ยนโซฟาใหม่ หรือใครที่เพิ่งซื้อบ้าน  คอนโด แล้วกำลังมองหาโซฟามาเป็นเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรด Sense Series โซฟารุ่นใหม่จาก Modernform เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากค่ะ

เลือกโซฟา แบบไหนดี

 

แสดงแบบ : คุณชรัณภัค ภัทรปนันท์(แม่หมี) ด.ช.วธัญญู ภัทรปนันท์(น้องยูกิ)