โรงเรียนสังกัด สพฐ.

เช็กเลย! รายชื่อ โรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่งดรับเด็ก 3 ขวบเข้าเรียน

เมื่อลูกใกล้จะ 3 ขวบแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนก็เริ่มจะมองหาโรงเรียนอนุบาลใกล้ ๆ บ้านให้ลูกกันแล้ว แต่จากข่าวที่ว่า โรงเรียนสังกัด สพฐ. งดรับเด็ก 3 ขวบเข้าเรียน ทำให้สงสัยว่าโรงเรียนที่เล็ง ๆ กันอยู่นั้นเป็น โรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือไม่ เช็กได้ที่นี่

เช็กเลย! รายชื่อ โรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่งดรับเด็ก 3 ขวบเข้าเรียน

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศเปลี่ยนแปลง เกณฑ์เข้าอนุบาล โดยให้โรงเรียนสังกัด สพฐ. งดรับเด็ก 3 ขวบเข้า อนุบาล 1 และจะเริ่มเปิดรับเด็ก 4 และ 5 ขวบเข้าอนุบาล 2 และ 3 ในปี 2562

>อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่ สพฐ. ประกาศ เกณฑ์เข้าอนุบาล ใหม่ งดรับอนุบาล 1 เริ่มปี 62<<

ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความสงสัยว่าโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านนั้น อยู่เป็น โรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือไม่ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของ สพฐ. ทั้งหมด มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เช็กกันค่ะ

วิธีตรวจสอบ รายชื่อโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่อยู่ใกล้บ้าน

เข้าไปที่เว็บไซต์ ของสำนกงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ที่ลิ้งค์นี้

http://data.bopp-obec.info/emis/

โรงเรียนในสังกัด สพฐ.
เว็บไซต์ เพื่อตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่อยู่ใกล้บ้าน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีตรวจสอบ รายชื่อโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่อยู่ใกล้บ้าน

ลูกไม่สบายท้อง รับมืออย่างไร

ลูกไม่สบายท้อง รับมืออย่างไร ?

ลูกไม่สบายท้อง รับมืออย่างไร เป็นคำถามที่คุณแม่มือใหม่ถามกันเข้ามาบ่อยเลยค่ะ สำหรับอาการไม่สบายท้องที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็กๆ มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ

 

ลูกไม่สบายท้อง เกิดจากสาเหตุใด พร้อมวิธีแก้ไข

พ่อแม่มือใหม่มักจะเจอกับปัญหากวนใจสุขภาพลูกน้อยนั่นคือ ลูกไม่สบายท้อง ท้องอืด ถามว่าอาการเหล่านี้เป็นปกติที่จะเกิดขึ้นได้กับเด็กๆ หรือไม่  เป็นปกติและอาจเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคนค่ะ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่สบายท้อง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุนั่นคือ…

1. ร้องโคลิก

ในช่วง 3 เดือนแรก เด็กบางรายอาจมีอาการร้องไห้นานเป็นชั่วโมง หรือที่รู้จักกันว่า “ร้องโคลิก” การที่เด็กร้องไห้นานเป็นชั่วโมง อาจทำให้เด็กๆ กลืนเอาอากาศเข้าไปในท้องจำนวนมาก ลมที่เข้าไปในท้องมักทำให้ท้องอืด อัดอัด แน่นจุกเสียด

วิธีแก้ไข : แนะนำให้คุณพ่อ หรือคุณแม่อุ้มพาลูกเดินไปมา เพื่อทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ซึ่งเป็นการปลอบประโลมช่วยให้ลูกค่อยๆ หยุดร้องไห้ได้เร็วขึ้นค่ะ

2. ดูดนมเร็วเกินไป

เด็กบางคนที่ดื่มนมจากขวด หรือดูดนมจากเต้าแม่ก็ตาม บางครั้งปากลูกปิดสนิทไม่พอดีกับฐานเต้านมแม่ หรือฐานของจุกนมขวด ก็เป็นเหตุให้ลูกดูดเอาอากาศพร้อมกับนมเข้าไปในท้องด้วย  อากาศที่เข้าไปในกระเพาะจะไปทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด แน่นท้อง

วิธีแก้ไข  : ขณะลูกเข้าเต้าดูดนม หรือดูดจากขวด หากเป็นนมแม่ให้ปรับขยับปากลูกให้พอดีกับฐานรอบเต้านมแม่ ส่วนจุกนมสำหรับขวด ให้เลือกใช้จุกนมที่ทำออกแบบมามีฐานเสมือนนมแม่ จะช่วยให้พอดีกับการดูดของปากลูกค่ะ

3. ระบบการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

เด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนแรก ระบบการรับอาหาร ระบบการย่อยอาหารยังพัฒนาไม่เต็มประสิทธิภาพ ยังไม่คุ้นชินกับอาหารเหลวทุกชนิด และน้ำ ซึ่งหากให้อาหารที่ไม่เหมาะสมกับลูกวัยทารก อาจเป็นผลให้เกิดอาการไม่สบายท้อง เนื่องจากอาหารที่เข้าไปในกระเพาะอาหารไม่ถูกย่อย และดูดซึมไปใช้งานได้หมดนั่นเองค่ะ เด็กบางคนอาจมีอาการรุนแรงทำให้เกิดการแพ้อาหาร หรือแพ้นมขึ้นได้ค่ะ

วิธีแก้ไข : อาหารที่เหมาะสมกับลูกน้อยมากที่สุดในช่วง 6 เดือนแรก นั่นก็คือ น้ำนมแม่ แนะนำว่าควรให้ลูกทานนมแม่เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องให้ลูกกินน้ำ หรืออาหารเหลวเสริมใดๆ ในนมแม่มีน้ำ และสารอาหารครบถ้วน มีโปรตีนขนาดเล็กที่เหมาะกับระบบย่อยอาหาร ทำให้สามารถย่อยนมแม่ และดูดซึมไปใช้หล่อเลี้ยงร่างกายได้หมด

ส่วนเด็กที่ไม่ได้ทานนมแม่ อาจจะด้วยปัญหาทางสุขภาพของคุณแม่ แนะนำว่าควรเลือกนมที่เป็นมิตรกับสุขภาพ และระบบการย่อยของลูกน้อย แนะนำว่าในช่วงขวบปีแรก เพื่อลดการเกิดปัญหาลูกไม่สบายท้อง นอกจากนมแม่ที่เป็นอาหารที่ดีที่สุดของลูกน้อยควรส่งเสริมให้ลูกได้ทานแล้วนั้น ก็มีนมอีกชนิดที่มีโปรตีนย่อยง่าย นั่นก็คือ นมแพะ

นมแพะมีโปรตีนย่อยง่าย เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนที่ย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีโปรตีนแอลฟาเอสวันเคซีนซึ่งย่อยยากต่ำ จึงทำให้นมแพะย่อยและดูดซึมได้ง่าย  นอกจากนี้ในนมแพะยังมีพรีไบโอติก ซึ่งเป็นใยอาหารที่เป็นอาหารของจุลินทรียุ์ขภาพในลำไส้ ช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย ที่สำคัญนมแพะมีแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกายการเจริญเติบโตของเด็กๆ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม ฯลฯ ช่วยให้ลูกมีร่างกายแข็งแรง หมดปัญหาเรื่องอาการไม่สบายท้อง

เห็นไหมคะว่าการดูแลลูกน้อยไม่ให้มีอาการไม่สบายท้อง นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีพัฒนาการ และการเรียนรู้ที่สมวัยด้วยค่ะ

เคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยมีพัฒนาการดีสมวัย

เคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยมีพัฒนาการดีสมวัย

เคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยมีพัฒนาการดีสมวัย น่าจะเป็นตัวช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้นำไปปรับใช้กับลูกๆ ที่บ้านกันนะ คะ โดยเฉพาะเด็กที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต และอยู่ในวัยชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัวค่ะ

 

เคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยมีพัฒนาการดีสมวัย

ในเด็กที่อายุ 1-5 ขวบขึ้นไปจะมีพัฒนาการด้านร่างกาย หรือสมองการเรียนรู้เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่อยากให้เด็กๆ ที่บ้านมีพัฒนาการดีสมวัย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ เรื่องค่ะ

1. อาหารต้องดีมีประโยชน์

สารอาหารและโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตมากค่ะ เพราะการได้รับอาหารครบ 5 หมู่ จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตสมวัย สมองสามารถจดจำ และเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำ อาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงานที่จำเป็นสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้ที่ต้องการอย่างเพียงพอค่ะ

และเด็กที่อยู่ในวัย 3 ขวบขึ้นไปนอกจากอาหารมื้อหลักที่จำเป็นต่อร่างกายแล้วนั้น แนะนำว่าควรเสริมให้ลูกได้ดื่มนมอย่างต่อเนื่อง อย่างนมแพะก็มีประโยชน์และดีต่อพัฒนาการของเด็กๆ มาก ประโยชน์ของนมแพะคือมีทั้งโปรตีนย่อยง่าย มีไขมัน MCT Oil ที่ย่อยง่าย ที่จะช่วยให้เด็กมีน้ำหนักตัวสมวัย มีแร่ธาตุอย่าง แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหารอย่าง Inulin & Oligofructose (อินนูลินและโอลิโกฟรุคโตส) ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เด็กๆ ที่มีร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี จะช่วยให้มีพัฒนาการดีสมวัยค่ะ

2. ของเล่นตามช่วงวัย

การส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เล่นของเล่นที่เหมาะสมกับวัยของพวกเขา ก็ถือเป็นหนึ่งในเคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยมีพัฒนาการดีสมวัยด้วยค่ะ เด็กวัย 1-5 ปี ควรส่งเสริมให้เล่นของเล่นประเภท จับภาพคู่สี จับภาพคู่เหมือน เล่นเรียงคำศัพท์ทั้งไทย อังกฤษ และสอนเล่นเกี่ยวกับบวก-ลบตัวเลขง่ายๆ หรือจะเป็นของเล่นประเภทต่อบล็อกเลโก้ เป็นต้น การได้เล่นของเล่นเหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิ ฝึกความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ช่วยให้สมองจำได้แม่น

3. ออกกำลังกาย

การส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ยืดเส้น ยืดสายออกกำลังกายจะด้วยการเดิน วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เป็นต้น จะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่แข็งแรง ทําให้มีความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ที่สำคัญได้ในเรื่องของภูมิคุ้มกันร่างกาย เมื่อร่างกายมีภูมิที่แข็งแรง

4. ท่องเที่ยวนอกสถานที่

ในวันหยุดสุดสัปดาห์แนะนำคุณพ่อคุณแม่ให้พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง ไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ด้วยการพาไปเที่ยวสวนสัตว์ เดินป่า กางเต้นท์นอนดูดาว ชมสวนเก็บผลไม้ พายเรือชมหิ่งห้อย หรือเที่ยวทะเล เป็นต้น สถานที่แปลกใหม่เต็มไปด้วยความรู้ที่เป็นประโยชน์ไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวกันอย่างไม่รู้จบเลยละค่ะ

การส่งเสริมเด็กๆ ในทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์จะช่วยกระตุ้นให้ทุกทักษะพัฒนาการ อย่างพัฒนาการด้านสมองการเรียนรู้ พัฒนาการด้านร่างกาย ทักษะการเข้าสังคมการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ ค่อยๆ เติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ หวังว่าเคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยมีพัฒนาการดีสมวัยจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกครอบครัวได้ลองนำไปปรับใช้ในการดูแลส่งเสริมสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยที่บ้านกันนะคะ

 

เลี้ยงลูกเชิงบวก

เลี้ยงลูกเชิงบวก คุยกับลูกแบบนี้ ไม่ต้องตี ลูกก็เชื่อฟัง โดยพ่อเอก

บทความนี้ผมอยากจะขอแชร์ประสบการณ์ และวิธีการ เลี้ยงลูกเชิงบวก ของบ้านเรา

หม่ามี๊กับปะป๊ากลับถึงบ้านเมื่อตอนเย็นวันหนึ่ง ภาพห้องนั่งเล่น อยู่ในสภาวะหลังสงครามก็ว่าได้ ของเล่นเกลื่อนและมีเศษกระดาษฉีกขาดอยู่บนพื้นพร้อมกับคำรายงานจิตพิสัยจากคุณยายหลังการถล่มบ้านของพี่ปูนปั้นและปั้นแป้งว่า

“ก่อนที่ปะป๊าหม่ามี๊จะเข้าบ้านพี่ปูนปั้นทำบ้านเละ โยนของ และพี่ปูนปั้นตีน้อง”

สิ่งแรกที่เราทำหลังจากได้เห็นภาพและได้ยินเรื่องราวเหล่านั้นคืออะไร …. ลองเดากันฮะ แล้วมาแบ่งปันประสบการณ์กัน

เลี้ยงลูกเชิงบวก คุยกับลูกแบบนี้ ไม่ต้องตี ลูกก็เชื่อฟัง

สิ่งแรกคือ ปะป๊าเดินไปหาปูนปั้นคุยกันแบบปกติดังนี้

ปะป๊า : ปูนปั้นครับ ของเล่นมันเกลื่อนไปหมด และมีเศษกระดาษฉีกด้วยเกิดอะไรขึ้นครับ

ปูนปั้น : ปูนปั้นอยากฉีกกระดาษมาล่อมด เพราะมดมันเดินมากินขนม

ปะป๊า : อืมมม ปูนปั้นครับ เราตกลงกันไว้ว่าในครอบครัวเราว่ายังไงนะครับ

ปูนปั้น : เราจะพูดแต่ความจริง

ปะป๊า : ใช่เลย บอกปะป๊าได้มั้ยครับ ว่าทำไมฉีกกระดาษ

ปูนปั้น : ปูนปั้นฉีกเล่นครับ

ปะป๊า : OK เมื่อกี้ทำไมปูนปั้นไม่ตอบอันนี้เอ่ย

ปูนปั้น : ปูนปั้นกลัวปะป๊าดุ

ปะป๊า : ปะป๊าดุแล้วน่ากลัวหรอ

ปูนปั้น : ก็ปะป๊าจะไม่ยิ้ม

ปะป๊า : OK ไม่เป็นไร ปะป๊าไม่ได้จะดุ ปะป๊าเข้าใจ ปูนปั้นคงเล่นสนุกมาก ปูนปั้นเก็บของเล่นให้เสร็จ แล้วเราค่อยมาทำการบ้านและอ่านหนังสือกันมั้ย

ปูนปั้น : ได้ครับ

ปะป๊า : ครั้งนี้ปะป๊าจะช่วยนิดเดียวนะ เพราะปูนปั้นรื้อเองก็ต้องเก็บเองง

(ในระหว่างนั้น ก็ช่วยแค่เล็กๆน้อยๆ แค่ไม่ให้เขาเสียกำลังใจ)

เก็บทีละชิ้น สองชิ้น จนเสร็จ เกลี้ยงพอเก็บของเสร็จเราก็ชมลูกว่าต้องแบบนี้สิ ทำแล้วก็ต้องเก็บเองให้เรียบร้อย “ปะป๊ารู้ว่าพี่ปูนปั้นมีความรับผิดชอบ”เราให้เขาเบรกดื่มน้ำ ขนมเล็กน้อย เพื่อเตรียมการบ้านและเตรียมอารมณ์ให้พร้อม

ปะป๊า : ปูนปั้นครับ ปะป๊ามีเรื่องจะคุยกับปูนปั้นอีกเรื่องนึง ok มั้ย

ปูนปั้น : Ok ครับ

ปะป๊า : เราจะพูดกันแต่เรื่องจริงใช่มั้ยเอ่ย

ปูนปั้น : ใช่ครับ (เอามือตบกันเป็นสัญญา)

ปะป๊า : ปูนปั้นตีน้องหรอครับ

ปูนปั้น : ครับ

ปะป๊า : ทำไมเอ่ย

ปูนปั้น : เพราะน้องดื้อครับ โยนของ

ปะป๊า : ปูนปั้นไปดึงของจากมือน้อง ตอนน้องเล่นอยู่หรือป่าวครับ

ปูนปั้น : ป่าวครับ

ปะป๊า : Ok ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว เพราะถ้าน้องเล่นอยู่แล้วพี่ปูนปั้นจะไปดึงมาเก็บน้องคงไม่ชอบใจ แต่ถ้าไม่ได้ทำแบบนั้นก็ดีแล้ว ปูนปั้นลองนึกซิ เวลาปูนปั้นดื้อปะป๊าตีมั้ย

ปูนปั้น : ไม่ครับ … แต่บางครั้งก็ตีนะครับ

ปะป๊า : เวลาปะป๊าตี ปะป๊าตีเจ็บมั้ย

ปูนปั้น :  ไม่เจ็บครับ

ปะป๊า : ปะป๊าบอกก่อนมั้ยว่าจะตี และทำไมตี

ปูนปั้น : บอกครับ

ปะป๊า : ปะป๊าตีครั้งสุดท้าย นานมากหรือยัง

ปูนปั้น : นานแล้ว จำไม่ได้แล้ว

ปะป๊า : ที่ปะป๊าตีไม่เจ็บ ที่ปะป๊าบอกก่อน เพราะปะป๊าไม่ได้อยากตีลูกไงครับ ปะป๊าแค่บอกให้รู้ว่าอันนี้ไม่ดีนะ ปะป๊าก็เลยตีแบบมือแปะๆใช่มั้ย ให้รู้ไม่ได้ให้เจ็บ ทำไมปะป๊าไม่ตีปูนปั้นรู้มั้ยครับ

ปูนปั้น : เพราะปูนปั้นเป็นเด็กดี

ปะป๊า : นั่นก็ใช่ แต่ที่สำคัญคือ ปะป๊ารู้ว่า เราคุยกันรู้เรื่อง มีอะไรเราก็คุยกันใช่มั้ย ไม่ต้องใช้ตี

ปูนปั้น : (พยักหน้า)

ปะป๊า : แล้วถ้าน้องดื้อปูนปั้นคิดว่าจะใช้วิธีตี หรือ วิธีพูดคุยแบบปะป๊าดีครับ

ปูนปั้น : พูดคุยแบบปะป๊าครับ

พี่ชาย น้องสาว
ปูนปั้นและปั้นแป้ง พี่ชาย น้องสาว คู่นี้ ถึงจะมีทะเลาะกันบ้าง แต่ก็รักกันเสมอ

เลี้ยงลูกเชิงบวก ด้วยการพูดคุย แทนการตีลูก

  • เราเลือกที่ เลี้ยงลูกเชิงบวก โดยจะเริ่มคุยกับเขาด้วยอารมณ์ปกติ ไม่ใช่ขุ่นมัวจากของที่เกลื่อนพื้น เพราะเราต้องรู้จักว่าลูกเราเป็นอย่างไร กรณีปูนปั้น เรารู้ว่า ปกติเล่นเสร็จ เราจะให้เก็บของก่อนจะไปทำอย่างอื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขา ok เราจึงเลือกคุยเรื่องนี้ก่อน เพราะทำเสร็จ เขาจะได้รับคำชม ได้เบรกจนอารมณ์ปกติ พร้อมที่จะคุยเรื่องอื่นในต่อไป
  • พอจบข้อ 1) ได้พัก เราก็ค่อยชวนคุยเรื่องน้อง พอตอนนี้อารมณ์พร้อม ไม่กลัวถูกดุ เพราะเพิ่งทำดีและได้คำชมมาและอารมณ์นิ่ง เขาก็จะพูดด้วยความสบายใจ เข้าใจกัน และเขาไม่รู้สึกว่าโดนตำหนิเรื่องน้อง

พอทุกอย่างอยู่ในภาวะปกติ พี่ปูนปั้นก็เดินเอาของเล่นไปให้น้องเอง ก่อนจะกลับมาทำภารกิจตามสัญญา คือ เราก็ทำการบ้านด้วยกันแบบสนุกสนาน จากนั้นก็ตามด้วย อ่านหนังสือนิทาน 4 เล่มตามที่พี่ปูนปั้นเลือก อารมณ์ดีก็ได้เวลาขึ้นนอน ขึ้นไปเจอน้องก็กอดปล้ำ ฟังเพลงกล่อมนอนและคืนนั้นก็เริ่มความฝันอย่างสวยงาม

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ทำไมลูกกลัวผี สอนลูกไม่ให้ กลัวผี ทำอย่างไร โดย พ่อเอก

4 ประโยชน์ที่ลูกจะได้จากการเล่น “พับกระดาษ”

เทคนิค ฝึกลูกเริ่มดื่ม นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลาคลอดบุตร

แม่ท้องเฮ! สนช.ผ่านกฎหมายเพิ่มวัน “ลาคลอดบุตร” เป็น 98 วัน

จากการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ประชุมเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยมีการแก้ไขร่างกฎหมายเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ 4 ประเด็น คือ การเพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้าง, สิทธิ ลาคลอดบุตร, สิทธิวันลากิจ และกรณีการเปลี่ยนตัวนายจ้าง

แม่ท้องเฮ! สนช.ผ่านกฎหมายเพิ่มวัน “ลาคลอดบุตร” เป็น 98 วัน

ข่าวดีสำหรับแม่ท้องที่เป็นลูกจ้าง! ตามที่ได้มีข่าวว่า กรมสวัสดิการและกรมคุ้มครองแรงงาน ได้เสนอให้มีการแก้กฎหมาย ปรับเพิ่มสิทธิวันลาคลอดบุตร เป็น 98 วัน จากเดิมที่กำหนดให้สามารถลาคลอดบุตรได้เพียง 90 วัน และวันลาคลอดบุตรที่ได้เพิ่มมานี้ ยังไม่นำไปนับรวมกับวันลาฝากครรภ์ หรือวันลาเพื่อตรวจครรภ์อีกด้วย โดยกฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้ สำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดาซึ่งได้กำหนดให้ภาครัฐต้องดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ ระหว่างและหลังคลอด และต้องให้วันหยุดมารดาหลังคลอด 14 สัปดาห์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขวัน ลาคลอดบุตร ดังต่อไปนี้

สิทธิลาคลอด
เพิ่มสิทธิในการลาคลอดบุตรจากเดิม 90 วัน เป็น 98 วัน

สิทธิในการ ลาคลอดบุตร

  • เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์ มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ไม่เกิน 98 วัน จากเดิมมีสิทธิลา 90 วัน
  • โดยสิทธิในการลาคลอดบุตรนี้ ไม่นับรวมกับการลาฝากครรภ์ หรือหรือลาเพื่อตรวจครรภ์
  • แต่ในช่วงระยะที่ลาคลอดบุตร 98 วันนั้น ให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย
  • สำหรับเงินชดเชย ที่แต่เดิม ลูกจ้างที่ได้รับสิทธในการลาคลอดบุตร 90 วันนั้น จะได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง 45 วัน และจากประกันสังคมอีก 45 วัน (ร้อยละ 50 ของค่าจ้างโดยเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท และสามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง) แต่เมื่อเพิ่มวันลาคลอดบุตรเป็น 98 วัน สำหรับ 8 วันที่เพิ่มขึ้นมานั้น นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างระหว่างลาหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ สิทธิอื่น ๆ ที่มีการแก้กฎหมายพร้อมกับสิทธิ ลาคลอดบุตร

ใครกำหนดอาชีพอยู่รอดในอนาคต

ใครกำหนดอาชีพอยู่รอดในอนาคต เลือกอาชีพที่ใช่หรือให้เค้าได้ทำในสิ่งที่รัก?

ใครกำหนดอาชีพอยู่รอดในอนาคต ให้กับลูกน้อยเป็นเรื่องพ่อแม่ควรต้องมาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับพวกเขากันค่ะ

 

ใครกำหนดอาชีพอยู่รอดในอนาคต

  • คำถามยอดฮิตของคุณพ่อคุณแม่ ควรส่งลูกเข้าเรียนด้านไหน อนาคตลูกของคุณจะเติบโตขึ้นโดยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างไร ที่สำคัญอาชีพไหนจะมั่นคงหรือเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต
  • อนาคตลูกจะเป็นอย่างไร ควรให้ลูกตัดสินใจเองหรือพ่อแม่ต้องทำอย่างไร สังเกตกันไหมว่าผู้ปกครองชาวต่างชาติเลี้ยงลูกโดยให้รับผิดชอบตัวเองในวัยที่พอจะดูแลตัวเองได้ เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกของพวกเขาค้นคว้าหาเส้นทางในอนาคตด้วยตัวเอง พ่อแม่จะคอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาอยู่เสมอ เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในทิศทางที่พวกเขารัก และได้งานที่รักอย่างมีความสุข
  • ครอบครัวและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลโดยตรงต่อบุคลิกลักษณะของเด็กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยหรือพื้นฐานจิตใจที่ดี สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้

ปัจจุบันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนต้องยอมรับว่าอนาคตจะมีสิ่งที่เรียกกันว่าปัญญาประดิษฐ์ AI หุ่นยนต์เข้ามาทำหน้าที่แทนคน คุณคงไม่อยากให้พวกเขาต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการว่างงาน สิ่งที่คุณทำได้เบื้องต้นคือแนะนำอาชีพที่ไปต่อได้ กับอาชีพที่ไม่แนะนำ

อาชีพเสี่ยงตกงานหรือถูกแทนที่ด้วยแรงงานหุ่นยนต์ในอนาคต

  1. อาชีพหมอและบุคลากรทาง การแพทย์ หลายคนอาจตกใจว่าอาชีพที่ยอดฮิตอย่างหมออยู่ในลิสต์อาชีพดาวร่วง ในรัฐใหญ่ๆ ของอเมริกามีการเปิดใช้ ‘คุณหมอหุ่นยนต์’ ขึ้นแล้ว เนื่องจากต้องการการรักษาอย่างทันท่วงที วิเคราะห์ผลได้ทันใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วย
  2. นักบัญชี อาชีพที่ทำงานกับตัวเลขและการคำนวณ ประมวลผล ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบปฎิบัติการที่รวดเร็วว่องไวและแม่นยำอย่างหุ่นยนต์
  3. นักข่าว จีนเปิดตัว ‘นักข่าวในฝัน’ ที่สามารถเขียนข่าวและรายงานเหมือนนักข่าวจริงๆ มาแล้ว ถึงแม้ว่าบางคนจะบอกว่าเป็นความฉลาดเทียมที่ไม่สามารถเขียนผลงานแนวสร้างสรรค์ได้ แต่ก็น่ากลัวไม่น้อยกับอาชีพที่เราคุ้นเคยว่าต้องเป็นคนจริงๆ เท่านั้น
  4. พนักงานขาย และแคชเชียร์ ยุคสมัยใหม่ๆ คงไม่ต้องการแรงงานคนเพื่อการขายอีกแล้ว ในเมื่อหุ่นยนต์สามารถขายของ ทำงานเป็นทีม และคิดเงินได้รวดเร็ว ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายกว่า และในปัจจุบันเราจะเห็นว่าตามห้างสรรพสินค้าหลายแห่งแม้แต่ในประเทศไทยเราเองก็เริ่มมีการนำเครื่องชำระเงินอัตโนมัติมาใช้เพิ่มจากช่องแคชเชียร์ที่ต้องมีพนักงานให้บริการแล้ว
  5. คอลเซ็นเตอร์ พนักงานขายผ่านโทรศัพท์ การตอบคำถามลูกค้าด้วยแรงงานคนคงไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะสามารถแทนที่ด้วย AI ที่ถูกป้อนข้อมูลไว้แล้วทั้งหมด

ทั้งนี้อาชีพยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ถูกแทนที่ด้วย AI  คืออาชีพ

  1. อาชีพที่ใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่มาจากจินตนาการมนุษย์
  2. อาชีพที่ใช้ทักษะประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น คนสร้างกลิ่นน้ำหอม รวมถึงอาชีพที่ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง
  3. อาชีพที่อาศัยฝีมือ การประดิษฐ์ ความสวย ความงาม
  4. งานด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงวนเวียนกับการเกิด แก่ เจ็บ และเสียชีวิตไป และในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คนหนุ่มสาวเองก็ต้องออกไปทำงาน ดังนั้นการดูแลผู้สูงอายุหรือคนเจ็บป่วย ก็ยังคงต้องการการสื่อสารและความรู้สึกจากมนุษย์สู่มนุษย์เช่นเดิม

ใครกำหนดอาชีพอยู่รอดในอนาคต

อย่างไรก็ตาม อาชีพมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในโลกของดิจิตอลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องรับมือให้ไวกับความเคลื่อนไหวในโลกยุคใหม่ ในฐานะคุณพ่อและคุณแม่ยุคใหม่สิ่งที่เราทำได้คือ “เชื่อในสิ่งที่เค้ารัก เพื่ออนาคตที่เค้าชอบ” พร้อมกับสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ คุณเองก็ทำได้ ด้วยการให้ลูกทานอาหารที่เหมาะสมตามวัยให้ครบ 5 หมู่ ตามด้วยสารอาหารที่สร้างไมอีลิน เช่น สฟิงโกไมอีลิน โคลีนและดีเอชเอ เป็นต้น ซึ่งสฟิงโกไมอีลินเป็นไขมันฟอสโฟไลปิด พบในน้ำนมแม่ รวมทั้งในไข่ ครีม ชีส นม ซึ่งไมอีลินช่วยการทำงานของระบบประสาทให้ส่งกระแสสัญญาณประสาทให้เร็วขึ้น จึงอาจมีผลให้สมองเรียนรู้ได้ไว เพื่อให้ลูกรักของคุณเดินทางตามความฝันได้อย่างเต็มที่ มาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา ให้เขาเติบโตแข็งแรงสู่อนาคตที่สดใส ประสบความสำเร็จได้อย่างที่หวัง

#เชื่อในสิ่งที่เค้ารัก เพื่ออนาคตที่เค้าชอบ

 

ปากแม่ ไม่ป่วยแน่ จัดเต็ม 4u2 love me harder 17 สี

อยากเป็นแม่ที่เลี้ยงลูก แม้หน้าไม่ได้แต่ง แต่ปากจะป่วยไม่ได้ ต้องห้ามพลาด!  4u2 love me harder ลิควิดลิปสติกจัดเต็ม 17 สี! พร้อม How To ทาลิปแมทยังไงให้สวย

4U2 Love Me Harder Real Matte
ลิควิดลิปสติก ที่สาวๆ ห้ามพลาด!

เข้าหน้าหนาวแล้ว! สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็ลิปสติกสีสดซักแท่งที่รับรองได้ว่าจะไม่ทำให้ปากลบเลือนและทำให้หน้าดูซี้ดเหมือนไก่ต้มในสภาพอากาศหนาว  4U2 แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังก็ไม่พลาดที่จะเอาใจสาวๆช่วงหน้าหนาว เปิดตัวลิควิดลิปสติกสุดเลิศ 4U2 Love Me Harder Real Matte Liquid Lipstick เนื้อดีและเนียนมาก งานนี้รับรองได้ว่าสาวกของลิควิดลิปสติกต้องถูกใจแน่นอน เพราะเนื้อสัมผัสเกลี่ยง่าย เนียน แมทท์ติดปาก ไม่เหนียว ไม่ตกร่อง ทารอบเดียวก็อยู่ยาวเลยหลายชั่วโมง

4u2 love me harder

เคล็ดลับเด็ดเฉพาะของลิควิดลิปสติกรุ่นนี้ นอกจากทารอบเดียวเอาอยู่แล้ว ก็คือ การมีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำทำให้เกลี่ยเบลอได้ง่าย เพียงแต้มเบาๆแล้วใช้นิ้วเบลนด์ เหมาะสำหรับสาวๆที่ต้องการได้ลุคเบาๆซอฟๆเป็นธรรมชาติ หรือคนที่ไม่ค่อยแต่งหน้า ปากของคุณก็จะเป็นสีระเรื่อตลอดวัน แถมเรื่องแพ็คเกจคราวนี้เตะตามากๆด้วยหลอดลิปสุดพรีเมียมมีโลโก้ปั้มนูน มาพร้อมหัวแปรงแบบใหม่ทาง่าย

4u2 love me harder

โทนสีจัดเต็ม มีให้เลือกทั้งหมด 17 เฉดสี! สำหรับทุกลุค ทุกโทน ทุกอารมณ์ ตอบโจทย์สาวทุกสไตล์ทั้งสายเกา สาย ฝ. ต้องมีสีที่โดนใจแน่นอน

4u2 love me harder

4U2 Love Me Harder Real Matte Liquid Lipstick เพียง 199 บาท มีจำหน่ายที่ Watsons, EVEANDBOY, BEAUTRIUM และ www.4U2thailand.com

 

♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣

 

5 เคล็ดลับแต่งปากแมทให้เด้งช่วงหนาวนี้ ฉบับกูรูเมกอัพ

4u2 love me harder

เช้าวันทำงาน สำหรับ working mom และ สาว ๆ ก็คงยุ่งสิคะ ซึ่งหากคุณอยากแต่งหน้าให้เต็มก่อนไปทำงาน แต่จะบรรจงสโมกี้อายก็ไม่มีเวลา เรามีวิธีแต่งหน้าให้เด้งจากกูรู โดยการทาปากช่วย หนาวนี้ก็ต้องเน้นเทรนด์แมท รับรองประหยัดเวลาไม่ถึง 3 นาทีก็เสร็จสวยพร้อมลุย

 

1.สครับปาก สำหรับสาวๆที่ชื่นชอบสีแมทเก๋ๆ แต่กลัวว่าเนื้อสีจะตกร่องปาก เนื่องจากปากเจ้ากรรมช่างแห้งเหลือเกิน ลองทำสครับปากง่ายๆด้วยการทาปากด้วยปิโตรเลียมเจลหรือลิปมันเนื้อฉ่ำๆ ถูไปมาที่ปากแล้วใช้แปรงเด็กขนนุ่มขัดที่ริมฝีปากเบาๆ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล้า แล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้ง

 2.เลือกสีให้ถูก   เลือกสีที่เหมาะกับเฉดผิวของคุณตั้งแต่ตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง หากเลือกสีอ่อนไปจะทำให้หน้าขาวซีด หากเลือกสีดาร์กเกินไป จะเหมือนสาวที่ชอบสูบบุหรี่เป็นประจำ ดังนั้นสีส่วนใหญ่ที่ทาแล้วรอด ก็คือสีอมเฉดน้ำตาล อมแดง อมส้ม และอมชมพู

3.พกลิปบาล์ม   สำหรับช่วงฤดูหนาว สิ่งที่สาวๆควรมีติดกระเป๋าคือลิปบาล์มเนื้อแวกซ์ดีๆซักแท่ง สำหรับสาวที่มีพื้นปากแห้งเป็นทุนเดิม ควรทาลิปบาล์มเบาๆก่อนทาลิปแมท เพื่อป้องกันไม่ให้สีแมทติดร่องปาก

4.แปรงทาปาก   สำหรับสาวๆที่ต้องการความเนี้ยบในการทาปากควรใช้แปรงทาปากในการเติมมุมปากและหยักปาก หรือควรเลือกหัวแปรงที่ติดมากับลิปแมทที่เป็นหัวแหลมเกลี่ยให้ทั่วปากได้โดยง่าย

5.ไฮไลต์  หากต้องการเพิ่มความเด้ง หรือมิติให้เรียวปาก เสียเวลาอีกซักนิดด้วยการแต้มไฮไลต์หรืออายแชโดว์ผสมชิมเมอร์สีอ่อนๆลงที่กึ่งกลางปากล่าง จะช่วยให้ปากดูเต็ม และให้แน่ใจว่าสีชิมเมอร์เข้ากับปากได้ กูรูของเราแนะนำให้ทาชิมเมอร์สีทองลงบนลิปสติกสีโทนแดงและนู้ด ส่วนลิปโทนชมพูและม่วงให้ใช้ชิมเมอร์โทนสีเงิน

มีลูกตอนอายุ 45

วิจัยเผย! พ่อที่ มีลูกตอนอายุ 45 ปี ทารกเสี่ยงไม่แข็งแรง

สำหรับพ่อที่คิดจะมีลูกเมื่ออายุมาก อยากให้คิดใหม่ค่ะ มีผลการวิจัยออกมาว่าพ่อที่ มีลูกตอนอายุ 45 ปีขึ้นไปนั้น ทารกที่คลอดออกมาจะมีความเสี่ยงที่จะไม่แข็งแรงเท่าเด็กคนอื่น ๆ

วิจัยเผย! พ่อที่ มีลูกตอนอายุ 45 ปี ทารกเสี่ยงไม่แข็งแรง

เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ ได้เผยถึงผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ British Medical Journal ระบุว่า เด็กทารกที่มีพ่ออายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะสุขภาพไม่ดีในช่วงแรกเกิด โดยจะมีน้ำหนักน้อยกว่าเด็กคนอื่นถึง 20.2 กรัม และมีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ (2,500 กรัม) มากถึง 14% เมื่อเทียบกับทารกที่เกิดจากพ่อที่มีอายุ 25-34 ปี นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดที่เกิดจากพ่อที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าห้องไอซียูมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ถึง 14% และยังมีโอกาสเสี่ยงถึง 14% ที่จะคลอดก่อนกำหนดเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ อีกด้วย

ผู้ชายควรมีลูกเมื่อไหร่
งานวิจัยเผยว่า ทารกที่เกิดจากพ่อที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะมีสุขภาพไม่ดีในช่วงแรกเกิด

โดยผลการวิจัยนี้ ได้เก็บข้อมูลจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เกี่ยวกับข้อมูลของทารกแรกเกิดในสหรัฐระหว่างปี 2007 ถึง 2016 จำนวน 40,529,905 คน การวิจัยนี้เผยให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่อายุของแม่ที่จะทำให้ลูกสุขภาพของลูกในท้องอ่อนแอ อายุของพ่อนั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วย นั่นเป็นเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น สามารถทำให้ DNA ในอสุจิบกพร่อง และมีคุณภาพต่ำ จึงส่งผลให้ทารกไม่แข็งแรงตามไปด้วย

เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ผู้ชายนิยมแต่งงานและมีลูกเมื่ออายุมากขึ้น การวิจัยนี้จึงได้ชี้ให้เห็นถึงผลลบของการมีลูกเมื่ออายุมากกว่า 45 ปี ความเสี่ยงที่วิจัยได้ชี้ให้เห็นเหล่านี้ ก็เพื่อให้ผู้ชายมีการวางแผนการมีครอบครัวให้เร็วขึ้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ผู้ชายควรมีลูกเมื่ออายุเท่าไหร่ ลูกถึงแข็งแรงที่สุด?

ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ

“ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ ต้องพูดว่าอะไร

ของหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ ที่เด็กๆคุ้นเคยส่วนใหญ่มักเห็นขนมสไตล์ฝรั่ง อย่าง คุกกี้ โดนัท บราวนี่ หรือ เค้ก ซึ่งส่วนใหญ่ใช้คำทับศัพท์ ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กสองภาษาที่พูดทั้งภาษาไทยและอังกฤษได้ชำนาญเหมือนเจ้าของภาษา ควรแนะนำให้รู้จักคำเรียกของหวาน ของกินเล่นแบบไทยๆ ให้รู้จักด้วย

การเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว เด็กๆ อาจไม่รู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ มากนัก ความจริงแล้ว คำศัพท์กลุ่มนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะทางภาษาของลุูกให้มากขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้สามารถหาได้จากสิ่ิงรอบตัว อย่างในตลาดสดนั่นเอง

เรียนรู้คำศัพท์ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ น่ารู้ได้ทุกวัน

เมืองไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมีขนมหวาน และของกินเล่นอร่อยมากมายมาแต่โบราณ และต่างมีที่มาที่ไปน่าสนใจ แต่ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่าอะไร คุณพ่อคุณแม่คงต้องทำหน้าที่เป็นโค้ชสอนเด็กด้วยตัวเอง

ขนมหวานไทย สามารถแบ่งออกคร่าวๆ เป็น  2 ประเภท คือ ขนมหวานที่ทำจาก “ไข่กับน้ำตาล” เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และเม็ดขนุน  ส่วนขนมหวานอีกประเภททำจาก“แป้ง กะทิ และน้ำตาล”  อย่าง กล้วยบวชชี ขนมเบื้อง และสังขยา

ขนมหวานยอดนิยมที่เด็กๆคนไหนก็ชอบ แถมโด่งดังไปทั่วโลก คงหนีไม่พ้น “ข้าวเหนียวมะม่วง” รสหวานฉ่ำ ที่มีให้กินทุกหน้าร้อน คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่า ข้าวเหนียวมะม่วง มีคำเรียกในภาษาอังกฤษว่าอะไร จริงๆ แล้ว ขนมไทย ของกินเล่น ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะในภาษาอังกฤษ แต่จะใช้วิธีผสมคำศัพท์จากส่วนประกอบในขนมเข้าด้วยกัน  เช่น

ข้าวเหนียวมะม่วง                 sweet sticky rice with sweet mango

ข้าวเหนียมทุเรียน                  sweet sticky rice with durian

ฟักทองสังขยา                       Thai custard with pumpkin

ขนมเบื้อง                                Thai crepe

ขนมบ้าบิ่น                              Thai coconut pancakes

นอกจาก ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ ก็เป็นสิ่งที่ลูกน้อยเรียนรู้ได้ไม่ยาก ของกินเล่นของคนไทยนั้น มีได้ทั้งแบบคาวและหวาน ส่วนใหญ่นิยมกินรองท้องระหว่างรออาหารมื้อหนัก อย่างเวลาเด็กๆกลับมาจากโรงเรียนในช่วงบ่าย คุณแม่มักจะเตรียมของกินเล่นไว้ให้ลูกได้กินพออิ่มท้อง ก่อนถึงมื้อเย็นที่ทุกคนในครอบครัวจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน

ของกินเล่น ที่เด็กชอบกินหาซื้อไม่ยาก แค่คุณแม่เดินตามตลาดสดก็มีให้เลือกมากมาย ซึ่งมีประโยชน์และได้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่าขนมกรุบกรอบเป็นไหนๆ ถ้าวันไหนพอมีเวลาลองพาเด็กไปเดินตลาดพร้อมกัน ถือโอกาสสอนให้ลูกรู้จักกับ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยไปพร้อมกันด้วย  เช่น

ข้าวโพดนึ่ง                             steamed corn

ซาลาเปา                                steamed bun

ลูกชิ้นปิ้ง                                 grilled meat ball

ไอศกรีมกะทิ                          coconut ice cream

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะสอนคำศัพท์ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ และการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องเสียก่อน เพื่อให้ลูกจดจำและนำไปใช้ได้เหมือนเจ้าของภาษา ซึ่งมีคำศัพท์หลายคำที่มีตัวสะกดคล้ายคลึงกัน แต่ออกเสียงต่างกัน และให้ความหมายต่างกัน เช่น dessert (ดิ-เสิร์ท) คือ ขนมหวาน แต่ desert (เดะ –เสิร์ท) คือ ทะเลทราย หากลูกออกเสียงผิด ก็ทำให้ความหมายเพี้ยนไปด้วย

รายการ  DaddyTalks  ช่วง KidsTalk กับ อ.คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ และน้องวิน วินสตัน ไรท์ พาทุกคนบุกตลาด ขนมหวาน ของกินเล่น ที่ Food Villa  สาขา ราชพฤกษ์  เพื่อไปรู้จักกับ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ กันให้มากขึ้น มาลุ้นกันว่า น้องวินคนเก่ง จะรู้จักคำศัพท์ ขนมหวานกับของกินเล่นแบบไทยๆ มากน้อยแค่ไหน

ตามมาดูอ.คริส กับน้องวิน พ่อลูกคนเก่ง เรียนรู้คำศัพท์ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ  ตอน คำศัพท์ขนมหวานและของกินเล่น ในรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

มาทบทวนคำศัพท์ ขนมหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ เพิ่มเติมกันดีกว่า 

syrup         น้ำเชื่อม

egg white    ไข่ขาว

egg york      ไข่แดง

taro             เผือก

mashed taro     เผือกกวน

corn           ข้าวโพด

steamer      ลังถึง

dim sum / dumpling      ติ่มซำ

meatball         ลูกชิ้น

fish ball           ลูกชิ้นปลา

pork ball        ลูกชิ้นหมู

beef ball        ลูกชิ้นวัว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและคำศัพท์เกี่ยวกับ ของหวาน ของกินเล่น ภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

Tags

ฝึกวินัยลูก

แชร์เทคนิค ฝึกวินัยลูก แบบแม่มะเดื่อ ลูกเลี้ยงง่าย แม่ไม่เหนื่อย

เชื่อว่า พ่อแม่มือใหม่ทุกบ้านต่างก็คาดหวังอยากให้ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย กินง่าย นอนง่าย อารมณ์ดี ไม่งอแง ใช่ไหมคะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องพึ่งความโชคดีใดๆ เลยค่ะ คุณแม่สามารถฝึกลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด ดังเช่นตัวอย่างของแม่มะเดื่อ ที่สามารถ ฝึกวินัยลูก  ด้วยการสร้าง Routine ที่ดีในการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ให้กับลูก ทั้งการกิน การนอน การเล่น การช่วยเหลือตัวเอง การช่วยเหลืองานบ้านง่ายๆ และเห็นผลได้จริงก่อนวัย 3 ขวบ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีไปจนตลอดชีวิตของเขา ส่วนเทคนิค ฝึกวินัยลูก ของแม่มะเดื่อ จะเป็นอย่างไรนั้น แม่มะเดื่อจะเล่าให้ฟังค่ะ

เทคนิค ฝึกวินัยลูก แบบแม่มะเดื่อ ลูกเลี้ยงง่าย แม่ไม่เหนื่อย

ปัจจุบัน…น้องมะเดื่อ อายุ 2 ขวบ 8 เดือน

ตื่นนอน และ เข้านอนตรงเวลา และนอนยาวถึงเช้าไม่ตื่นมาเล่นหรือร้องไห้ระหว่างคืน และเข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่ม

เลิกผ้าอ้อมถาวรตั้งแต่อายุ 2 ขวบ

กินข้าวป้อนตัวเอง กินอาหารตรงเวลาทุกมื้อ

และกินอาหารได้ทุกอย่าง กินผักชี ขิง ต้นหอม หัวหอมแดง หัวหอมขาว กินได้หมด อร่อยทุกอย่าง

และทุกวันนี้ช่วยงานบ้านได้ มีหน้าที่ประจำคือนำขยะพลาสติกเพื่อรีไซเคิลไปทิ้งถังขยะที่ตึกที่อาศัยอยู่จัดไว้ ช่วยเอาผ้าสำหรับซักเข้าเครื่องซักผ้า

เวลาเข้าบ้านถอดรองเท้าใส่ตระกร้าเอง

แต่งตัวเองได้

เวลาอาบน้ำถอดเสื้อผ้าลงตระกร้า

ของเล่น เป็นระเบียบ แม่ไม่ต้องตามเก็บ

เป็นเด็กเลี้ยงง่าย อารมณ์ดี ชอบเข้าหาคน

และเป็นเด็กที่ความจำดี พูด 3 ภาษาได้คล่อง

ชอบอ่านหนังสือฟังนิทาน

ตั้งแต่มะเดื่อเกิดมา … แม่มีแต่ความสบายใจในการเลี้ยงลูกมาตลอด และมีความสบายตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะลูกสามารถดูแลตัวเองได้ดี

ลูกรู้จักวินัยขั้นพื้นฐานที่เด็กวัยก่อน 3 ขวบควรมี

แม่มะเดื่อก็นึกขอบคุณตัวเอง ที่เราเลี้ยงลูกปลูกฝังความมีวินัยตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งความมีวินัยเป็นเหมือนรากที่จะติดตัวลูกไปจนโต

วินัยที่ดี เริ่มต้นจาก รูทีน (Routine)ที่ดี

รูทีน ก็คือตารางกิจกรรมในแต่ละวันของลูกที่ทำเป็นประจำในเวลาเดิมทุกวัน และจะนำไปสู่ความมีวินัย

อ่านต่อ เทคนิค ฝึกลูกนอนและตื่นเป็นเวลา คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ

บริษัท บุณโยทัย กรุ๊ป จำกัด เปิดตัว ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ ในประเทศไทย

ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ ผ้าอ้อมเด็กคุณภาพเยี่ยมมาตรฐานยุโรป ที่มียอดจัดจำหน่ายอันดับหนึ่งในจีน และได้มาเปิดตัวที่ประเทศไทยครั้งแรก เมื่อเร็วๆ นี้

คุณธนกร ศรีธนภูมิ ประธานกรรมการ และคุณดำรงค์  ปิยะนิจดำรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญโยทัย กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่าย ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ ได้จัดงานเปิดตัวสินค้า ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมณเฑียร  ริเวอร์ไซด์ โดยมี คุณหลิน จุ้น หฉวง ประธานบริหาร และทีมผู้บริหาร จาก บริษัท Guangdong Risheng Environmental Protection New Material Co.,Ltd. ประเทศจีน ให้เกียรติมาร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ด้วย

ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ เป็นผ้าอ้อมเด็กแบบบางเฉียบเจ้าแรกในประเทศไทย นุ่ม บาง เบา ใส่สบาย ซึมซับเยี่ยม ไม่ระคายเคืองต่อผิวลูกน้อย เพราะผลิตด้วยเทคโนโลยีไบโอนิค

ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ

ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ มีจำหน่ายแล้วที่ Shopee, Lazada, Wonlabuy และร้านค้าในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

สามารถติดตามข่าวสาร รายการโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ Facebook : Bangbyki Thailand

ผ้าอ้อมเด็ก บางไบกิ

โรคในหน้าหนาว

หมอเตือน! 3 ภัย 4 โรคในหน้าหนาว เด็กเล็กเสี่ยงเจ็บตายสูงขึ้น

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า โรคในหน้าหนาว นั้นอันตรายไม่แพ้โรคที่ระบาดในฤดูฝนเลย ด้วยอากาศที่เย็นลง ทำให้เชื้อโรคมีชีวิตอยู่ในอากาศได้นานขึ้น จึงทำให้กลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้แก่ เด็กเล็ก และ ผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดต่อในช่วงนี้

หมอเตือน! 3 ภัย 4 โรคในหน้าหนาว เด็กเล็กเสี่ยงเจ็บตายสูงขึ้น

กรมควบคุมโรคได้ออกประกาศเตือนว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว อากาศที่หนาวเย็นทำให้เชื้อโรคบางชนิดอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น แพร่กระจายง่ายและเร็วกว่าฤดูอื่น กรมควบคุมโรคจึงได้ประกาศแนวทางการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2561 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มโรคติดต่อ และกลุ่มภัยสุขภาพ

4 โรคในหน้าหนาว ที่ควรระวัง

1. โรคหัด

คือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะเกิดผื่นขึ้นตามผิวหนังพร้อมเป็นไข้ร่วมด้วย อาการป่วยจะคล้ายไข้หวัด มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ บางรายมีตาแดง ถ่ายเหลว มีจุดขาว ๆ เล็ก ๆ ที่กระพุ้งแก้ม หลังมีไข้ 3-4 วัน จะเริ่มมีผื่นนูนแดงขึ้นมักเริ่มจากใบหน้า ส่วนใหญ่ผื่นจะจางหายไปเองใน 2 สัปดาห์ บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทำให้เกิดปอดอักเสบและสมองอักเสบได้ โรคหัด สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กแม้จะมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคแล้วก็ตาม

โรคหัด
โรคหัดเป็นโรคที่มักระบาดในฤดูหนาว

โรคหัดจัดเป็นโรคติดต่อที่มีโอกาสติดเชื้อได้สูง การติดโรคนั้นเกิดจากการรับเชื้อไวรัสผ่านทางอากาศ จากการสัมผัสละอองน้ำลาย น้ำลาย และน้ำมูกของผู้ป่วย ซึ่งช่วง 4 วันทั้งก่อนและหลังเกิดผื่นนั้นถือเป็นระยะเวลาของการแพร่เชื้อ โดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจและแพร่ไปทั่วร่างกาย ทำให้ป่วยเป็นโรคหัด โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดมีโอกาสป่วยเป็นโรคหัดหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรค

2. โรคปอดอักเสบหรือโรคปอดบวม

โรคปอดอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่สำคัญโดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และเป็นสาเหตุการตายในเด็กที่สูงถึง 1.6 ล้านคนต่อปีจากจำนวนผู้ป่วย 156 ล้านคนต่อปีทั่วโลก แม้ว่าโรคปอดอักเสบจะเกิดได้ทุกเพศทุกวัย แต่อาการรุนแรงมักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ เป็นต้น ความรุนแรงจะแตกต่างกันในแต่ละราย ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ อายุ และสุขภาพ โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อโรค ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา อาการของโรคในช่วงเริ่มต้น จะมีไข้ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ไอ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะปอดอักเสบ จะมีไข้สูง ไอมากขึ้น เริ่มหอบเหนื่อย เพลีย ซึม ไม่ค่อยทานน้ำและอาหาร (ระยะนี้ต้องรีบพบแพทย์) การป้องกัน คือหลีกเลี่ยงอยู่ในสถานที่แออัด ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ ดื่มน้ำมากๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 4 โรคในหน้าหนาว ที่ควรระวัง

หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้

เคล็ดลับการ เลือกโรงเรียนให้ลูก ให้เหมาะสมตามวัย โดย พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.กรุงเทพ และ นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ

หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้วการ เลือกโรงเรียนให้ลูก ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะลูกจะต้องห่างอกคุณพ่อคุณแม่ไปใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนแทบทั้งวัน และยังต้องไปปรับตัวในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกหลายคน แถมสมัยนี้ ยังมีโรงเรียนในหลาย ๆ แนวให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวบูรณาการ หรือ แนววิชาการ แล้วโรงเรียนแนวไหนล่ะที่เหมาะกับลูกเรา? และจะดูได้อย่างไรว่าโรงเรียนที่จะให้ลูกเข้าไปเรียนนั้นเป็นโรงเรียนที่ดี ลูกเรียนแล้วจะมีความสุข มีสังคมที่มีคุณภาพ?  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำบทสัมภาษณ์จาก พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.กรุงเทพ และ นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ ถึงวิธีการเลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับลูก ดังนี้

โรงเรียนเด็กเล็ก
หลักในการเลือกโรงเรียนเด็กเล็ก มี 3 ข้อ ได้แก่ ครู ความสะอาด และ หลักสูตรการเรียน

การเลือกโรงเรียนอย่างเหมาะสมตามวัยของลูกนั้น ควรพิจารณาตามช่วงอายุ โดยแบ่งเด็กออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก คือ กลุ่มอายุก่อนเข้าวัยเรียนหรือวัยอนุบาล (Pre-School Age) และช่วงที่สอง คือกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียน (School Age) ซึ่งหมายถึงเด็กที่เรียนชั้นป.1 ขึ้นไป สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยอนุบาลนั้นจะเรียนรู้ได้ดีผ่านกิจกรรมการเล่นที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น นอกจากนี้งานวิจัยพบว่า หากเด็กกลุ่มนี้ได้รับประสบการณ์เข้าเรียนในโรงเรียนหรือสถาบันที่มีคุณภาพ (High Quality Day Care) จะทำให้เด็กมีทักษะทางด้านความคิด ภาษา และสังคมดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับประสบการณ์ดังกล่าว ซึ่งการพิจารณาว่าโรงเรียนหรือสถาบันใดมีคุณภาพนั้นมีหลักการอยู่ 3 ข้อ คือ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ หลักในการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนไหนมีคุณภาพดูได้จาก 3 ข้อนี้

อันตรายจากน้ำอัดลม

อันตรายจากน้ำอัดลม เพียงวันละแก้ว ก็ลดโอกาสติดลูกถึง 33%

สำหรับคู่รักที่มีบุตรยาก รอแล้วรอเล่า ลูกน้อยก็ยังไม่มาซักที รู้หรือไม่คะ ว่าสาเหตุที่ทำให้มีลูกยากอยู่ใกล้ ๆ มือเรานี่เอง โดยมีผลการวิจัยระบุว่า การทานน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 แก้ว สามารถลดโอกาสการมีลูกได้ถึง 25% เชียวนะคะ มาดูกันค่ะว่า อันตรายจากน้ำอัดลม มีอะไรบ้าง

อันตรายจากน้ำอัดลม เพียงวันละแก้ว ก็ลดโอกาสติดลูกถึง 33%

ผลการวิจัยนี้ได้เผยแพร่ลงในวารสารว่า การดื่มน้ำอัดลมวันละ 1 แก้วหรือมากกว่านั้น จะไปลดโอกาสการตั้งครรภ์ของคู่รักที่ต้องการจะมีบุตรได้ โดยการวิจัยนี้ ได้ทำการทดลองกับผู้หญิงจำนวน 3,800 คน และ ผู้ชายจำนวน 1,000 คน โดยได้มีการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้มีบุตรยาก เช่น ความอ้วน การทานเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอลล์ บุหรี่ และ ควบคุมการทานอาหารต่าง ๆ ในผู้ทดลอง และผลการทดลองระบุว่า ผู้หญิงที่ทานน้ำอัดลมวันละ 1 แก้วหรือมากกว่านั้น มีโอกาสในการตั้งครรภ์ลดลงถึง 25% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้ทานน้ำอัดลม และ สำหรับผู้ชายที่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 1 แก้วหรือมากกว่าน้้น ลดโอกาสในการมีลูกถึง 33% มากไปกว่านั้น การทานเครื่องดื่มชูกำลังต่าง ๆ ก็สามารถลดโอกาสการมีลูกได้มากกว่าน้ำอัดลมเสียอีก

มีลูกยาก
อันตรายจากน้ำอัดลม ส่งผลให้โอกาสในการมีลูกลดลง 25-33%

ในการวิจัยนี้ ได้พบความเชื่อมโยงกันระหว่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวาน กับ โอกาสในการตั้งครรภ์ จึงสรุปได้ว่าการทานเครื่องดื่มที่มีความหวานทุก ๆ วัน สามารถส่งผลกระทบต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ จึงมีคำแนะนำสำหรับคู่รักที่วางแผนจะมีบุตรให้ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ เพราะอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ถ้าต้องการมีลูก ควรหยุดทานน้ำอัดลมไปเลยหรือไม่?

ไวรัส RSV

ไวรัส RSV ป้องกันได้ ก่อนลูกป่วย!!

ไวรัส RSV ไวรัสร้ายที่โดยปกติแล้วโรคนี้มักเกิดขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี แต่ปัจจุบันนี้พบว่ามี เด็กๆ เสี่ยงที่จะป่วยกันได้เกือบตลอดทั้งปีค่ะ ดังนั้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้เท่าทัน RSV ไวรัสที่ทำให้ลูกน้อยป่วย เราจะไปทำความรู้จักกับโรคนี้กันอย่างละเอียด รวมถึงวิธีป้องกันลดความเสี่ยงลูกป่วยกันค่ะ

 

ไวรัส RSV คืออะไร ?  

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่มาจาก ไวรัส RSV กันมาบ้างนะคะ สำหรับ  บ้านไหนที่ลูกยังไม่เคยป่วยจาก RSV หรือเคยป่วยมาแล้ว เรามาดูแลป้องกันสุขภาพของเด็กๆ ให้ป่วยน้อยที่สุด หรือไม่ป่วยเลยก็ยิ่งดีใช่ไหมคะ ลืมบอกไปว่าผู้ใหญ่ก็ป่วย RSV ได้เหมือนกัน และรู้สึกว่าอาการจะ  รุนแรงมากด้วย ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเรามาดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ห่างไกลจาก ไวรัส RSV ไวรัสร้ายตัวนี้กันค่ะ

Virus RSV ชื่อเต็มๆ ก็คือ Respiratory Syncytial Virus ซึ่งเชื้อไวรัสร้ายนี้สามารถติดต่อได้ด้วยการไป สัมผัสเข้ากับสารคัดหลั่งของคนที่กำลังป่วยอยู่ผ่านทาง น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ เป็นต้น ฉะนั้นหากมีเด็กที่ร่างกายกำลังมีเชื้อ RSV อยู่ในช่วง 1-2 วันแรกที่อาการออกไม่มาก หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยแล้วไปโรงเรียน   เพื่อนๆ ที่มาเล่นด้วยก็เสี่ยงต่อการติด RSV ไปด้วยได้ค่ะ  เป็นสาเหตุหลักของการติดต่อเลยนะคะ

ถามว่าแล้วเชื้อไวรัสร้าย RSV ร้ายแรงขนาดไหน คุณแม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ลูกป่วย RSV อาจจะนึก ภาพกันไม่ออก เชื้อชนิดนี้เป็นเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งความรุนแรงจะทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้ค่ะ

 

ไวรัส RSV

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยมีอาการของโรค RSV  

ไม่ว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่จะยังไม่ถึงวัยเข้าโรงเรียน หรืออยู่ในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กวัยอนุบาล ฯลฯ ก็ มีความเสี่ยงต่อการป่วยจากไวรัส RSV ไวรัสร้ายตัวนี้ได้เหมือนกันค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรต้องรู้เท่าทันอาการของโรคนี้กันไว้ด้วยนะคะ เพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงทีเมื่อพบว่าลูกป่วย!!!

พื้นฐานอาการของโรค RSV อาจทำให้สับสนกันได้ว่าลูกกำลังป่วยเป็นอาการของไข้หวัดธรรมดา หรือเป็นอาการของ RSV เพราะอะไรรู้ไหมคะ เพราะโรคนี้อาการเริ่มต้นจะเริ่มจากมีไข้ตัวร้อนอ่อนๆ ในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งอาการไข้อาจบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าลูกจะป่วย RSV หรือเปล่า ให้สังเกตอาการร่วมเหล่านี้ด้วยค่ะ นั่นคือ…

  • หอบเหนื่อย
  • หายใจเร็ว หายใจแรง
  • หายใจครืดคราด
  • ตัวเขียว
  • มีเสียงหวีดในปอด
  • มีเสมหะมาก
  • ไอโขลกๆ

ถ้าสังเกตโดยรวมแล้วลูกมีไข้ตัวร้อนร่วมกับหนึ่งในอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 อาการที่เกิดขึ้น ให้รีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที ให้คุณหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียด และหากป่วย RSV ก็จะได้รับการรักษาทันทีค่ะ

ไวรัส RSV

การป้องกันโรค RSV ลดความเสี่ยงลูกป่วย

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และสามารถลุกลามไปยังกลุ่มอาการโรคปอด ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือหากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกเริ่มป่วยไข้ตัวร้อน ไม่ควรให้ไปโรงเรียน หรืออยู่ในที่แออัดอากาศถ่ายเทได้น้อย หรือหากพบว่าเป็นช่วงที่มีไวรัส RSV ระบาดควรป้องกันด้วยการให้ลูกสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปโรงเรียน

การปฏิบัติง่ายๆ เพื่อป้องกัน RSV คือ ไม่แพร่เชื้อให้คนรอบข้างขณะกำลังป่วย RSV และไม่รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายเพิ่ม

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง และหมั่นสระผมให้สะอาดอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ก่อนรับประทานอาหารให้ล้างมือทุกครั้ง และควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลางตักกับข้าว เป็นต้น เด็กๆ ค่ะ อย่าดื่มน้ำแก้วเดียวกับเพื่อน หรือใช้หลอดดูดน้ำร่วมกันด้วยนะคะ ฝากคุณแม่เตือนเด็กๆ ด้วยค่ะ

ในส่วนของอุปกรณ์ ของเครื่องใช้ลูก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋านักเรียน ของเล่น โต๊ะทานอาหาร โต๊ะเขียนหนังสือ คาร์ซีท รถเข็น ฯลฯ ควรเช็ดทำความสะอาดบ่อยๆ หรือของใช้บางอย่างที่ลูกต้องหยิบจับใช้บ่อยๆ คุณแม่ สามารถใช้เป็นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดก่อน

และเพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่มาจากสเปรย์ฆ่าเชื้อโรค แนะให้ใช้เป็นสเปรย์ฆ่าเชื้อที่เป็นธรรมชาติและเกรดอาหาร  อย่าง “คินดี้สเปรย์ฆ่าเชื้อโรค” อเนกประสงค์ที่คุณแม่สามารถใช้ได้ทุกวันกับอุปกรณ์ของใช้ลูก เนื่องจาก เป็นสเปรย์ฆ่าเชื้อที่อ่อนโยน ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง

ไวรัส RSV

“คินดี้สเปรย์ฆ่าเชื้อโรค” เป็นสเปรย์ที่…

  • มีผลทดสอบฆ่าเชื้อโนโรไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา จากห้องทดสอบประเทศญี่ปุ่น*
  • ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ เกรดอาหาร ปลอดภัย ได้สิทธิบัตรฆ่าเชื้อในอาหาร
  • แอลกอฮอล์ที่ผ่านกระบวนการแยกกรดออกแล้ว ลิขสิทธิ์ของประเทศญี่ปุ่น คงประสิทธิภาพ และอ่อนโยนต่อผิว
  • ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ Hypo-Allergenic Tested
  • สามารถลดการสะสมแบคทีเรียได้ถึง 99% (Anti-bacteria)
  • ผลิตจากญี่ปุ่นแบ่งบรรจุที่ไทย ได้รับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดยองค์การอนามัยและความปลอดภัยอาหารประเทศญี่ปุ่น
  • ใช้ฉีดฆ่าเชื้อโรค และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา เพื่อทำความสะอาดอุปกรณ์ของใช้ของเด็กได้ตั้งแต่ 0+ ขึ้นไป

ไวรัส RSV

วิธีใช้ “คินดี้สเปรย์ฆ่าเชื้อโรค”

ใช้ทำความสะอาดมือ ผิวหนัง ของเล่น ของใช้ แผ่นรองคลาน เบาะ คาร์ซีท รวมทั้งอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร เช่น ภาชนะต่างๆ จาน ชาม ช้อนส้อม แอร์บ้าน แอร์รถยนต์ โดยไม่ต้องล้างออก จะแห้งระเหยไป ไม่ทิ้งสารตกค้าง

คุณพ่อคุณแม่ที่อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คินดี้ kindee ผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องลูกน้อยที่มาจากธรรมชาติ สามารถเข้าไปได้ที่  https://www.facebook.com/kindeekids หรือ www.kindeekids.com

การดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อยให้แข็งแรงไม่ป่วย หรือป่วยน้อยที่สุดเป็นเรื่องที่ทุกคนในครอบครัวต้องให้ความร่วมมือด้วยกันทุกคนนะคะ เพื่อให้เด็กๆ ห่างไกลจากโรค RSV รวมถึงโรคอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงจะป่วยได้ตลอดทั้งปีค่

ไวรัส RSV
แสดงแบบ : คุณแม่กิ๊ฟ – พันธกานต์ สินพัฒนานนท์ และ น้องอลิซ – อลิชา บาลมงคล

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์.ไวรัส RSV

*ผลทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้ออ้างอิงจากเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตที่ประเศญี่ปุ่น, Visionbio Corporation, Japan

เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ

คำศัพท์ เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ น่ารู้เมื่อชวนลูกไปเที่ยวตลาดสด

เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ เป็นคำศัพท์อีกหนึ่งหมวดหมู่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกน้อยรู้จัก และนำไปใช้อย่างถูกต้อง เพราะเป็นคำศัพท์ที่พบเจอได้บ่อยๆในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในห้องครัวตอนแม่ทำกับข้าว สั่งเมนูในร้านอาหาร หรือเดินซื้อกับข้าวในตลาดสด

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks พ่อช่างพูดในสัปดาห์นี้ อ. คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ และน้องวิน วินสตัน ลูกชายคนเก่ง จะพาทุกคนไปเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ซึ่งนิยมบริโภคกันทุกบ้าน อย่าง เนื้อไก่ เนื้อหมู และเนื้อวัว กันถึงตลาดสดไปพร้อมๆ กัน มาดูกันว่าน้องวินจะรู้จักคำศัพท์ เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ อะไรบ้าง ติดตามกันได้เลยค่ะ

ไก่ หมู วัว เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดอย่างไรบ้าง

นอกจากจะสอนให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษจากคำศัพท์หมวดหมู่สัตว์ต่างๆ เช่น หมู ไก่ วัว ม้า กระต่าย นก เป็นต้นแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการพัฒนาความสามารถของลูกไปอีกขั้น เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นเด็กสองภาษา หรือช่วยให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว คำศัพท์เกี่ยวกับ เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ ก็อีกหมวดหมู่ที่ไม่ควรละเลย

หลายคนอาจเข้าใจ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ใช้คำศัพท์เดียวกับชนิดของสัตว์นั้นๆ แต่ความจริงแล้ว เราจะเรียก เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ ด้วยคำที่ต่างออกไป เช่น  pig =หมู (เป็นตัว)  pork = เนื้อหมู (ที่หั่นเป็นชิ้น)  cow =วัว (เป็นตัว) beef =  เนื้อวัว (หั่นเป็นชิ้น) เป็นต้น นอกจากนี้เนื้อสัตว์ที่วางขายในตลาดสด ยังเป็นเนื้อชำแหละที่ตัดแบ่งส่วน เพื่อนำไปปรุงอาหารในเมนูต่างๆ ซึ่งมีคำศัพท์เฉพาะแตกต่างกันด้วย

ช่วงแรก เด็กอาจสับสนและยังจดจำคำศัพท์ไม่ได้ เพราะไม่รู้จักเนื้อสัตว์แต่ละส่วนว่าแตกต่างกันอย่างไร คุณแม่ต้องใช้วิธีพูดคุยบ่อยๆผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ชวนลูกไปเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ตลาด แล้วให้เขาเป็นคนหยิบเลือกด้วยตัวเอง หรือจะชวนลูกเข้าครัวทำกับข้าวด้วย เด็กๆก็จะได้ทราบว่า เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ แต่ละส่วนเป็นอย่างไร และใช้ทำกับข้าวยังไง การลงมือทำพร้อมเรียนรู้ ช่วยให้ลูกรู้สึกสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้นด้วย

ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ค่อยให้ลูกน้อยรู้จักคำศัพท์ชิ้นส่วน เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยไปพร้อมกัน เพื่อให้ลูกจดจำภาพที่เห็น เชื่อมโยงกับคำศัพท์พร้อมกับวิธีออกเสียงของทั้งสองภาษาได้อย่างถูกต้อง ลูกอาจจำคำศัพท์ไม่ได้ในครั้งแรก ขออย่างเพิ่มละความพยายาม ให้ชวนพูดคุยกับลูกบ่อยๆจนคุ้นเคย ไม่นานก็จะจำคำศัพท์เหล่านั้นได้ในที่สุด

ก่อนจะสอนลูกๆ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมศึกษาคำศัพท์ เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ และวิธีออกเสียงให้ถูกต้องก่อนนะคะ เพื่อให้เด็กจดจำและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องเหมือนกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว

ตามมาดูอ.คริส กับน้องวิน พ่อลูกคนเก่ง เรียนรู้คำศัพท์ เนืื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ ในตลาดสด ตอน คำศัพท์ หมู ไก่ วัว กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks  กันเลยค่ะ

 

 

มาทบทวนคำศัพท์ เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ กันอีกครั้งนะคะ

butcher shop                     ร้านขายเนื้อสัตว์

pig                                          หมู

pork                                       เนื้อหมู

fresh pork                           หมูสด

ground pork/ minced pork           หมูสับ

pork belly                            หมูสามชั้น

liver                                      ตับ

kidney                                  ไต/ เซี่ยงจี๊

pork chop                            สเต๊กหมูติดกระดูก

intestine                              ไส้

pork ribs / spare ribs       ซี่โครงหมู

pork knuckle                      ขาหมู

beef                                      เนื้อวัว

meat                                     เนื้อสัตว์

cow                                        วัว

tenderroin                          เนื้อสันใน

tough                                    เนื้อเหนียว

rib eye                                  เนื้อซี่โครง

T-bone                                 เนื้อติดกระดูกรูปตัว   T

chicken                                 เนื้อไก่

chicken beak                      จงอยปากไก่

chicken neck                      คอไก่

chicken breast                   อกไก่

chicken drumstick            น่องไก่

chicken feet                       ตีนไก่

chicken tight                      สะโพกไก่

chicken wing                      ปีกไก่

chicken bum bum            ตูดไก่

chicken skin                        หนังไก่

chicken bone                     กระดูกไก่

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและคำศัพท์เกี่ยวกับ เนื้อสัตว์ ภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk : ช่วง Daddy Talks

ช่วง Chinese talk

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ดื่มกาแฟขณะตั้งครรภ์

ดื่มกาแฟขณะตั้งครรภ์ แม้ในปริมาณพอดี ก็มีผลให้ลูกตัวเล็กได้

แม่ ๆ คงจะเคยได้ยินข่าวกันมาว่าแม่ท้องสามารถ ดื่มกาแฟขณะตั้งครรภ์ ได้ไม่เป็นอันตรายและไม่กระทบกับลูกในท้อง แต่จะต้องทานในปริมาณที่พอดี ไม่เกินที่กำหนดไว้ เร็ว ๆ นี้กลับมีวิจัยที่ระบุว่า ถึงแม้ว่าแม่ท้องจะดื่มกาแฟในปริมาณที่พอดี ก็อาจมีผลให้ลูกคลอดออกมาตัวเล็กได้

ดื่มกาแฟขณะตั้งครรภ์ แม้ในปริมาณพอดี ก็มีผลให้ลูกตัวเล็กได้

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีผลการวิจัยว่าการ ดื่มกาแฟขณะตั้งครรภ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ลูกคลอดออกมาตัวเล็กได้ ถึงแม้ว่าแม่ท้องจะดื่มในปริมาณที่ปลอดภัย หรือในปริมาณไม่เกิน 200 มิลลิกรัม (ประมาณ 2 ถ้วยกาแฟ หรือ 3 ถ้วยชา) อาจมีความเสี่ยงที่จะคลอดลูกออกมามีน้ำหนักที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือ คลอดทารกก่อนกำหนดได้

นักวิจัยจาก University College Dublin เชื่อว่าคาเฟอีนจะไปจำกัดหรือกีดขวางการไหลเวียนของเลือดในแม่ท้องเข้าสู่รกของทารก จึงทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในท้องได้ โดยทำการวิจัยในแม่ท้อง 941 คน ได้ผลวิจัยว่าการได้รับคาเฟอีน 100 มิลลิกรัม (ประมาณกาแฟครึ่งถ้วย) ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ทุก ๆ วัน จะทำให้น้ำหนักแรกคลอดของลูกลดลง 72 กรัม และไม่เพียงแต่มีผลต่อน้ำหนักของลูกในท้องเท่านั้น คาเฟอีนเพียง 100 มิลลิกรัม ยังลดขนาดของศีรษะ และ ลดความยาวของทารกอีกด้วย

แม่ท้องดื่มกาแฟ
แม่ท้องดื่มกาแฟ อาจทำให้ลูกตัวเล็กกว่าเด็กทั่วไป

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังระบุอีกด้วยว่า แม่ท้องที่ได้รับคาเฟอีนขณะตั้งครรภ์ (แม้ว่าจะดื่มในปริมาณที่ปลอดภัย หรือน้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน) มักจะคลอดทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่าแม่ท้องที่ไม่ได้รับคาเฟอีนขณะตั้งครรภ์ถึง 170 กรัมเลยทีเดียว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ดื่มกาแฟขณะตั้งครรภ์ แม้ในปริมาณพอดี ก็มีผลให้ลูกตัวเล็กได้

ฤกษ์คลอดบุตร 2562

มาแล้ว! ฤกษ์คลอดบุตร 2562 ฤกษ์ดี ๆ มีให้เลือกตลอดทั้งปี

แม่ท้องเตรียมตัว! ฤกษ์คลอดบุตร 2562  มาแล้ว!  สำหรับแม่ท้องที่เตรียมตัวจะผ่าคลอด ไหน ๆ ก็ทราบแล้วว่าจะคลอดช่วงไหน จะดีกว่าไหมถ้าเลือกวันที่ฤกษ์คลอดดี ๆ เพื่อปูทางชีวิตให้ลูกตั้งแต่แรกคลอด

มาแล้ว! ฤกษ์คลอดบุตร 2562 ฤกษ์ดี ๆ มีให้เลือกตลอดทั้งปี

ฤกษ์คลอดบุตร 2562 สำคัญไหม?

ความเชื่อเรื่องฤกษ์งามยามดี เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณ ในทุก ๆ วันสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่ง หรือแม้แต่งานศพ เรามักจะเลือกวันและเวลาที่เหมาะสม และเวลาที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญนั้น ๆ หากคิดตามเหตุผลง่าย ๆ ในการเลือกฤกษ์ที่ดีนั้น ก็เพื่อให้เกิดความสบายใจในตัวผู้ที่เลือกฤกษ์เองว่าการกระทำนั้น ๆ จะเป็นนิมิตหมายอันดี เมื่อเกิดความมั่นใจแล้ว สิ่งที่จะทำออกมาก็จะง่ายดาย สะดวก และราบรื่น นั่นเอง

การคลอดบุตรก็เช่นกัน แม่ ๆ ทุกคนก็อยากจะเลือกฤกษ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ฤกษ์ยามงามดีนั้น ๆ จะสามารถนำมาปูทางไปสู่สิ่งที่ดีในอนาคตโดยเริ่มตั้งแต่ช่วงก้าวแรกของชีวิตกันเลย โดยปกติแล้ว เวลาที่เหมาะสำหรับหา ฤกษ์คลอดบุตร 2562 นั้น ควรจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สัปดาห์ที่ 38 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป ซึ่งฤกษ์ที่เลือกนั้น ควรจะได้รับความเห็นชอบจากคุณหมอ ถึงความเหมาะสมของทารกในครรภ์ สุขภาพร่างกายของคุณแม่ และความพร้อมสำหรับบุคคลากรที่จะทำหน้าที่ผ่าคลอดอีกด้วย

อาจารย์ ดาริน ฤกษ์คลอดบุตร
อาจารย์ดาริน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ ฤกษ์คลอดบุตร 2562

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รับคำแนะนำจาก อาจารย์ดาริณ ดารากุลล์ (อ.ดาริณ ปักธง) จาก a ดวง www.aduang.co ผู้เชี่ยวชาญด้านเลขศาสตร์สัมพันธ์กับดวงดาว ประสบการณ์ 10 ปี และจากประสบการณ์การให้คำปรึกษากลุ่มนักธุรกิจ และบุคคลเกี่ยวกับตัวเลข ทะเบียนบ้าน เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ เสริมมงคล ฮวงจุ้ย ชื่อบริษัท จัดหาฤกษ์งามยามมงคลในการทำพิธีมงคลต่างๆ และตรวจดวงชะตาราศี เพื่อความสำเร็จด้านธุรกิจการเงิน การงาน ความรัก และสุขภาพ ถึงวันมงคลในการคลอดบุตร ฤกษ์คลอด ฤกษ์ผ่าคลอด และ ฤกษ์คลอดบุตร 2562 มาดูกันเลยค่ะ ว่า ฤกษ์คลอดบุตร 2562 นี้ มีวันไหนที่เป็นฤกษ์ดีกันบ้าง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ฤกษ์คลอดบุตร 2562 ตลอดทั้งปี ตั้งแต่ มกราคม – ธันวาคม 2562