แนน โกลด์ เอชเอ 3

ไม่อยากให้ลูกเป็น “ภูมิแพ้” แม่ป้องกันได้

รู้ไหมคะว่า คุณพ่อคุณแม่สามารถปกป้องลูกจาก “ภูมิแพ้” ได้ตั้งแต่ที่พวกเขายังเล็ก ๆ กันอยู่ ด้วยการส่งเสริมให้ได้รับโภชนาการที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งการมีสุขภาพแข็งแรงถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะส่งต่อให้ลูกมีพัฒนาการการเติบโตที่สมวัย และพร้อมที่จะออกไปเรียนรู้โลกกว้างในทุกวันค่ะ

 

บ๊าย บาย “ภูมิแพ้” ให้ลูก แม่แค่ป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น…

ทีมแม่ABK ก็มีลูกเล็ก ๆ กันค่ะ เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินอย่างมาก เริ่มจากตอนท้อง คือ อาหารที่แม่รับประทานเข้าสู่ร่างกายเนี่ย ส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อไปให้ลูกทางสายสะดือ พูดให้เห็นภาพ คือ แม่กินอะไร ลูกก็ได้กินเหมือนแม่ด้วย แม่ ๆ กินอะไรตามใจปากไม่ได้น๊า อย่างอาหาร 3 มื้อหลัก จำเป็นต้องมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ สัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ก็สำคัญ ต้องบาลานซ์  เคยมีข้อสงสัยมั้ยว่า ทำไมแม่ ๆ ที่กินดีเกินไปลูกคลอดออกมาถึงแพ้มากมาย เพราะอาหารที่แม่กินเข้าไป อาจนำไปสู่การกระตุ้นให้ลูกน้อยในท้อง เป็น “ภูมิแพ้” ขึ้นมาได้  อย่างที่เคยรู้กันอาหารก่อแพ้ เช่น  ไข่ นม ถั่ว ฯลฯ กินได้ไหม ?  “ได้ค่ะ”  แต่ต้องไม่กินอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป ถ้ากินให้พอดี ก็มีแต่จะได้ประโยชน์

ส่วนหลังคลอด ทีมแม่ABK ตั้งใจให้ลูกกิน “นมแม่” อ่ะ ทีนี้หลายคนถามว่า แล้วลูกจะแพ้นมแม่ได้ไหม ?  “ได้ค่ะ”  แต่ที่แพ้นั้นไม่ใช่แพ้เพราะน้ำนมแม่นะคะ  แต่แพ้จากอาหารก่อแพ้ที่แม่กินเข้าไปช่วงให้นมลูก เช่น แพ้โปรตีนแปลกปลอมที่ผ่านมาทางนมแม่ อย่างอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว หรือ ไข่ ถั่ว เป็นต้น

 

“แพ้” หรือเปล่า ? สังเกตสักนิด หลังลูกกินนมอิ่ม

แม่ ๆ สามารถสังเกตได้ง่าย ๆ   ถ้าวันนี้ให้ลูกกินนมแม่ แล้วจู่ ๆ ลูกเกิดผื่นแดงที่บริเวณใบหน้า ก็อาจมาจากการแพ้สารอาหารบางอย่างที่มากับน้ำนมแม่ แต่ถ้าสังเกต และรู้ว่าลูกแพ้อะไร แม่ก็แค่งด ไม่กินอาหารนั้น ๆ ในช่วงที่ให้นมลูก ก็ช่วยได้ในเบื้องต้น แต่ถ้าเป็นหนักมากขึ้น และไม่รู้ว่าลูกแพ้อะไรบ้าง แนะนำให้พาปรึกษากับคุณหมอเด็กค่ะ เพราะถ้าเด็ก ๆ เป็นภูมิแพ้จะกระทบในหลายด้านเลยค่ะ โดยเฉพาะพัฒนาการด้านร่างกาย และพัฒนาการการเรียนรู้ที่อาจไปได้ไม่ดีตามวัย

“ลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด เรายังคงสนับสนุนให้ลูกได้กินนมแม่กันอยู่นะคะ เพราะนมแม่มีโปรตีนที่ย่อยง่าย มีสารอาหารครบถ้วน และก็เหมาะกับระบบย่อยของเด็ก ๆ ด้วยค่ะ”

ลูก ๆ ของทีมแม่ABK ได้กินนมแม่กันถึง 1 ขวบกว่า ๆ เลยค่ะ แต่ก็จะมีเสริมนมอื่น ๆ ให้ลูกกันด้วย เราอยากที่จะให้นมที่เลือกให้ลูกนั้น ดีมีประโยชน์กับร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อย ถึงจะวัยขวบแล้ว แต่ระบบย่อยอาหารก็ยังไม่ถือว่าแข็งแรงมากเหมือนในผู้ใหญ่นะคะ เด็ก ๆ ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้กันได้ง่าย ๆ  เลยค่ะ

 

“นม” สำหรับเด็ก แม่ต้องหาข้อมูลให้แน่น ๆ ก่อนเลือกให้ลูกกิน…

เรื่องนมของลูก การหาข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุด คุณแม่ต้องขยันหาข้อมูลเยอะๆ อย่างตัวเอง กว่าจะได้นมที่ถูกกับลูก ก็ลองมาหลายกระบวนการท่าอยู่เหมือนกันค่ะ จนในที่สุดก็มาจบและหยุดกันที่ “NAN GOLD HA 3” แนน โกลด์ เอชเอ 3 อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่ได้ใช้จริง ๆ คุณแม่ต้องลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะคะ

NAN GOLD HA 3

ทีมแม่ABK รู้มาว่า แนน โกลด์ เอชเอ 3 เนี่ย เขาเป็นเครื่องดื่มโปรตีนนมที่ผ่านการย่อยบางส่วน สูตรพัฒนาใหม่ที่ดีกว่าเดิม* มี 2’FL สูตรนี้คือสูตรใหม่ ! ที่มีส่วนผสมของเวย์โปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน (PHP) ด้วยกระบวนการย่อยเอกสิทธิ์เฉพาะเนสท์เล่, 2’FL และ Bifidus BL จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ 

คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญในเรื่องของโภชนาการสารอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายครบ 5 หมู่ในปริมาณ และสัดส่วนตามช่วงวัยที่ลูกควรจะได้รับ และอาจจะเสริมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมโปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน  เพื่อให้ลูกเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง และออกไปเรียนรู้โลกกว้าง

**เมื่อเทียบกับสูตร NANKID OPTIPRO HA 3
จ่ายเงินอุดหนุนเด็ก

ครม.ไฟเขียว เพิ่มงบ จ่ายเงินอุดหนุนบุตร เดือนละ 600 บาท ต่อเนื่อง!

จ่ายเงินอุดหนุนบุตร – โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวยากจน เพื่อให้แต่ละครอบครัวสามารถเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดได้ โดยรัฐบาลจะทำการจ่ายเงินช่วยเหลือให้เด็กแรกเกิด จนถึงอายุ 6 ขวบ คนละ 600 บาทต่อเดือน โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นผู้ทำการตั้งเบิกงบประมาณล่วงหน้า สำหรับจ่ายเงินอุดหนุนเด็กในช่วง 1 ปี

แต่ที่ผ่านมาในปี 2563  อาจมีการจ่ายเงินให้บางครอบครัวล่าช้า หรือหยุดจ่ายเงินในบางเดือน เนื่องจากจำนวนผู้ลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์รับเงินอุดหนุนบุตรมีจำนวนไม่แน่นอน หากผู้ลงทะเบียนมีจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ จะส่งผลให้ช่วงปลายปีงบประมาณ คือ กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน งบประมาณจะหมดก่อน ดังนั้นทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จึงทำเรื่องขอเบิกงบประมาณเพิ่ม ซึ่งหากงบประมาณยังไม่ได้รับจัดสรรมาเงินอุดหนุนก็จะหยุดจ่ายไปก่อน เมื่อได้รับจัดสรรงบมาเพิ่ม ถึงจะได้รับเงินในเดือนปกติ และจ่ายย้อนหลังเดือนที่หยุดไป

จ่ายเงินอุดหนุนบุตร
จ่ายเงินอุดหนุนบุตร

ครม.ไฟเขียว จ่ายเงินอุดหนุนบุตร เดือนละ 600 ต่อเนื่อง!

ล่าสุด มติครม. อนุมัติงบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เกือบ 3.5 พันล้าน เพื่อจ่ายเงินอุดหนุนบุตร ต่อเนื่องไม่สะดุดแล้ว โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือเงินอุดหนุนบุตร ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต โดยให้เงินอุดหนุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 600 บาท แก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย

สำหรับปีงบประมาณ 2564 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้มีสิทธิ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 แล้ว 1,966,093 คน แต่ด้วยในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 มีสิทธิผู้ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดสูงถึง 2,227,029 คน

ดังนั้น เพื่อให้การจ่ายเงินอุดหนุนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครม. จึงมีมติให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 3,493.19 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเป็นเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 จำนวน 2,227,029 คน อย่างต่อเนื่อง

เงินข้าเมื่อไหร่

กรมบัญชีกลางจะยึดหลักเกณฑ์จ่ายเงินเข้าบัญชีในทุกวันที่ 10 ของเดือน และหากตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ จะทำการจ่ายเข้าบัญชีล่วงหน้าก่อนวันหยุด คาดว่ากรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินอุดหนุนบุตรเข้าบัญชี ในปีงบประมาณที่เหลือ ดังนี้

  • สิงหาคม : วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564

  • กันยายน : วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2564

เงินอุดหนุนบุตร 2564 ลงทะเบียนยังไง ใช้เอกสารอะไร ไปที่ไหน เงินเข้าเมื่อไหร่ เช็กเลย!

แนะวิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร สาเหตุที่ไม่ได้เพราะอะไร?

จ่ายเงินอุดหนุนบุตร

เช็คสถานะสิทธิ์การได้รับเงินได้ที่ไหน

เว็บไซต์ตรวจสอบสถานะกรมกิจการเด็ก (เว็บชมพู) อัพเดท สถานะล่าสุดประจำเดือนสิงหาคม
สามารถเช็คได้ที่ลิ้งค์นี้ >> http://csgcheck.dcy.go.th/public/eq/popSubsidy.do
สำหรับใครที่ขึ้นสถานะรอผลเบิกจ่ายจากกรมบัญชีกลาง ถ้าไม่ติดปัญหาเกี่ยวกับบัญชี หรือ วัน/เดือน/ปีเกิด ไม่ตรงกับที่แจ้งไว้กับกรมปกครอง สามารถรอรับเงินได้ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้
ความหมายของสถานะที่แจ้งในระบบ
  • สถานะมีสิทธิ์รับเงินอุดหนุน รอรับเงินเดือนหน้า
  • E01 แบบมีเลขบัญชี  รอ 1-2 เดือน
  • E01 แบบไม่มีเลขบัญชี  อยู่ระหว่างตรวจสอบ ต้องรอให้มีเลขบัญชีก่อน
  • E25 ติด 2 เดือนแล้ว ยังไม่เปลี่ยนสถานะ สามารถติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ ณ จุดยื่นเอกสารลงทะเบียน
  • สถานะ B ต่างๆ/ R ที่ต่างๆ ให้รีบดำเนินการแก้ไข หากแก้ไขไปแล้วต้องรอประมาณ 1 ถึง 3 เดือนจึงจะได้รับเงิน
*กรณี สมัครเป็นผู้ประกันตน ประกันสังคม มาตรา40 โครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มีมีผลต่อสิทธิ์การรับเงินอุดหนุนบุตรแต่อย่างใด
ศูนย์บริการเคลือบแก้ว

OPEN NOW เปิดให้บริการสาขาใหม่ ศูนย์บริการเคลือบแก้วชั้นนำระดับพรีเมี่ยม G2C By ThreeBond สาขาสิรินธร-บางพลัด

G2C Glass Coating Club By Threebond ศูนย์บริการเคลือบแก้วชั้นนำ เปิดให้บริการแล้ว 4 สาขา ได้แก่ สาขาดินแดง-วิภาวดี , สาขางามวงศ์วาน-พงษ์เพชร , สาขาสุขุมวิท 42 และสาขาน้องใหม่ สาขาสิรินธร-บางพลัด ให้บริการโดดเด่นด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น เราเป็นร้านเคลือบแก้วชั้นนำที่ให้บริการอย่างครอบคลุม ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้รถ ในเรื่องการดูแลและรักษาสีรถ ให้บริการเคลือบแก้วด้วยน้ำยาสูตรเฉพาะของเราเอง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญมากฝีมือ เพื่อให้สีรถของคุณสวยเงางามอย่างยาวนาน พร้อมประกันคุณภาพสูงสุดถึง 6 ปี

น้ำยาเคลือบแก้วสูตรเฉพาะ NE’X PREMIUM จาก Theebond (ทรีบอนด์) ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริการด้านผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลรักษายานยนต์อย่างแท้จริง ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการศึกษาวิจัยที่เน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพการผลิตมานานกว่า 80 ปี โดยในประเทศไทยทรีบอนด์ดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 30 ปี ซึ่ง G2C By Threebond ถือเป็นหนึ่งในบริการคุณภาพจากทรีบอนด์ ประเทศญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น มั่นใจในคุณภาพการให้บริการ และผลิตภัณฑ์ของ G2C ได้แน่นอน

นอกจาก G2C จะเป็นร้านเคลือบแก้วชั้นนำแล้ว เรายังมาพร้อมกับบริการที่เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการล้างทำความสะอาด ขัดลบรอย เคลือบเบาะ เคลือบกระจก เคลือบล้อแม็กซ์ บริการซักเบาะซักพรม ไปจนถึงบริการติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์ และบริการกล้องติดหน้ารถยนต์ เพื่อให้คุณมั่นใจในเรื่องของคุณภาพ เราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น

ศูนย์บริการเคลือบแก้ว G2C By ThreeBond

ศูนย์บริการเคลือบแก้ว G2C By ThreeBond

ด้วยทีมงานคุณภาพจาก G2C Glass Coating Club By Threebond ศูนย์บริการเคลือบแก้ว ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ ทำให้คุณสามารถวางใจได้ว่าทีมงานของG2Cสามารถ ดูแลรถของคุณได้อย่างดีที่สุด

ศูนย์บริการเคลือบแก้ว G2C By ThreeBond

ศูนย์บริการเคลือบแก้ว G2C By ThreeBond

ศูนย์บริการเคลือบแก้ว G2C By ThreeBond

ดูแลรถครบวงจร ครอบคลุมทุกงานบริการ มาตรฐานแท้ๆ จากบริษัท ทรีบอนด์ ประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมทุกงานบริการ ตอบโจทย์การดูแลให้กับรถของคุณ

ศูนย์บริการเคลือบแก้ว G2C By ThreeBond ศูนย์บริการเคลือบแก้ว

🚘 เดินทางสะดวกบนถนน สิรินธร ตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้า ตั้งฮั่วเส็ง จากทางด่วนเพียง 5 นาที
Googla Map : https://goo.gl/maps/zV2s8V3t8QmHsnqo9

 

เปิดทุกวัน เวลาเปิด 08.00-18.00 น.

 

..อย่าตัดสินใจทำที่ไหนถ้ายังไม่ได้ปรึกษาเรา..

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก G2C Glass Coating Club By Threebond ได้ทุกช่องทาง

Line Official : @g2cbythreebond

Facebook : www.facebook.com/glasscoatingclub

Website : www.glasscoatingclub.com

หมายเลขโทรศัพท์ :​

​สาขา สิรินธร – บางพลัด ​

📲094-489-7557 ​

☎️02-116-3433 ​

สาขา งามวงศ์วาน – พงษ์เพชร ​

📲094-480-8448 ​

☎️02-115-9626, ​

สาขา ดินแดง – วิภาวดี ​

📲061-820-0395 ​

☎️02-245-5469, ​

สุขุมวิท 42 (อาคาร VIV) ​

📲061-820-0392 ​

☎️02-390-3061

เด็กเล็กติดโควิด

วิกฤต! เด็กเล็กติดโควิด ทะลุหมื่นราย แรกเกิด-6ขวบ อาการหนักเฉียดพัน!

เด็กเล็กติดโควิด – สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยยังน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง ในรอบเพียง 7 เดือน ที่ผ่านมามีเด็กปฐมวัยติดเชื้อไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นสามพันราย และมีเด็กที่มีอาการป่วยหนักเกือบแปดร้อยราย จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า เด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโควิด-19 จากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะคนในครอบครัว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกเพราะการหาสถานที่รักษาสำหรับเด็กที่ติดเชื้อในปัจจุบันค่อนข้างทำได้ยาก

วิกฤต! เด็กเล็กติดโควิด ทะลุหมื่นราย แรกเกิด-6ขวบ อาการหนักเฉียดพัน!

สถิติที่เปิดเผยโดยกรมอนามัย ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 ถึง 25 กรกฎาคม 2564 พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ติดเชื้อโควิด-19  13,444 ราย โดยในจำนวนนี้ มีอาการรุนแรง 791 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเด็กทั้ง 2 ราย ที่เสียชีวิต เป็นเด็กวัย 1 เดือน และ 2 เดือน มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรงและสัมผัสบุคคลที่เป็นโรคในครอบครัว

คำแนะนำในช่วงของสถานการณ์การแพร่ระบาด จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

1. ยังไม่แนะนําวัคซีนโควิดสําหรับเด็กทั่วไป ที่แข็งแรงดีในขณะนี้ จนกว่าจะมีวัคซีนที่มากขึ้น และมีข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนโควิดในเด็กเพิ่มเติม

2. ฉีดวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองให้ใช้ในเด็ก ในกรณีเด็กที่มีโรคประจําตัว แนะนำให้ฉีดวัคซีนที่กระทรวงสาธรณสุขรับรอง ซึ่งโรคที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เด็กมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อโควิด-19 ได้แก่ โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และโรคเบาหวาน เป็นต้น

3. แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดรับวัคซีน

4. แนะนำให้สร้างวินัยในการป้องกันตัวเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่างให้แก่เด็กในทุกวัย และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศไม่ถ่ายเท

5. แนะนำให้ผู้ปกครองทำงานที่บ้าน งดการเยี่ยมเยียนจากบุคคลภายนอก

เด็กเล็กติดโควิด
เด็กเล็กติดโควิด

​นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในปัจจุบันว่า ขณะนี้วัคซีนโรคโควิดที่มีข้อมูลรองรับถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในเด็กที่อายุ 12 ปีขึ้นไปมีเพียงชนิดเดียว ได้แก่ วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer ซึ่งได้รับการรับรองให้ใช้ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 และได้รับการขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้ในอายุ 12 ปีขึ้นไป เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 ซึ่งการนำเข้ายังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

สำหรับวัคซีน Sinovac แม้จะมีการใช้ในประเทศจีนในเด็กอายุ 3 ถึง 17 ปี จากการศึกษาวิจัยในระยะที่ 1 และ 2 พบว่ากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่มีข้อมูลเรื่องของประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิดในเด็ก และกำลังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยวัคซีนอีกหลายชนิดในผู้ป่วยเด็กกลุ่มอายุต่างๆ ลงไปจนถึงอายุ 6 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยออกมาเพิ่มเติมในอนาคต

​ทั้งนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดในช่วงนี้คือพ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลเด็กเป็นพิเศษ โดยยึดหลัก เว้นห่างไว้ ใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน หมั่นล้างมือ ถือหลักรักสะอาด และปราศจากแออัดทั้งในบ้านและนอกบ้าน แต่เด็กอาจจะทำได้ไม่เคร่งครัด ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติอย่างเข้มข้นแทนเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปสู่ลูก ดังนี้

1. เว้นระยะห่างทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน จำกัดการเดินทางเท่าที่จำเป็น และไม่ไปในที่ที่มีคนหนาแน่น เมื่อกลับถึงบ้านควรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

2. สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ยกเว้นเฉพาะเวลากินอาหาร และไม่กินอาหารร่วมกัน หากจำเป็นต้องดูแลเด็กกินอาหาร ผู้ปกครองควรแยกหรือเหลื่อมเวลากินอาหาร

3. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ

4. ผู้ปกครองควรทำงานที่บ้าน และงดการเยี่ยมจากบุคคลนอกบ้านในทุกกรณี และประเมินความเสี่ยงตนเองผ่าน ‘ไทยเซฟไทย’ ทุกวัน หากสังเกตอาการมีไข้สูงกว่า 37.8 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก หายใจไม่สะดวก อาจมีปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องเสีย และถ้ามีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อ ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและแยกกักตัว ถ้ามีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูงมากขึ้น เหนื่อย หอบ หายใจเร็ว ต้องรีบพบแพทย์ทันที

เด็กเล็กติดโควิด

สำหรับประเทศในแถบอาเซียนที่มีเด็กปฐมวัยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 สูงที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ล่าสุดมีรายงานว่า มีเด็กปฐมวัยในอินโดนีเซียเสียชีวิตแล้ว กว่า 800 คน โดยสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าหนักที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเด็กอินโดนีเซียที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ต่อไปนี้

  • มะเร็ง
  • ไตเรื้อรัง
  • ขาดสารอาหาร
  • โรคอ้วน
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • วัณโรค
  • โรคแทรกซ้อนอื่นๆ

อาการเสี่ยงป่วยในเด็ก ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์

  • มีอาการหายใจหอบ ซึ่งในเด็กปกติ เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน ควรหายใจ ประมาณ 50 ครั้งต่อนาที อายุ 2-12 เดือน ควรหายใจประมาณ 40 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปี ควรหายใจประมาณ 30 ครั้ง ต่อนาที และอายุ 5 ปี ขึ้นไป ควรหายใจ ประมาณ 20-24 ครั้งต่อนาที
  • มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส 
  • หายใจลำบาก ต้องใช้แรงในการหายใจ  หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย อกบุ๋ม ซี่โครงบานเวลาหายใจ
  • ระดับอ๊อกซิเจนปลายนิ้ว วัดได้ ต่ำกว่า 96%
  • มีอาการซึม ร้องไห้งอแง เบื่ออาหาร ทานอาหารไม่ค่อยได้

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นสิ่งที่ทุกบ้านควรให้ความสำคัญ  ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว  แม้จะได้รับการฉีดวัคซีนแล้วก็ควรปฏิบัติตัวตามาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย ได้แก่สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งล่าสุด ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) เผยว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธ์เดลต้า แม้จะได้รับวัคซีนแล้วก็ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ไม่ต่างจากคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน อย่างไรก็ดี CDC เผยว่าวัคซีนยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้ ทั้งนี้สำหรับเด็กๆ ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ พูดคุยกับลูกให้เรื่องการใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน หรือใส่ใจสุขอนามัยส่วนตัวที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วยด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : thairath.co.th , Thai PBS , posttoday.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หมอสูติตอบชัด! คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ฉีดอย่างไรให้..ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

ติดโควิด 5 วิธีกักตัวที่บ้าน ดูแลตัวเองและลูกๆ ระหว่างรอเตียง

เช็กสิทธิรับ เงินเยียวยาโควิด ม.33 ม.39-40 ต้องทำยังไง ได้เงินวันไหน?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม

หมอสูติตอบชัด! คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ฉีดอย่างไรให้..ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

หมอสูติตอบแม่! ไขข้อสงสัย คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม เพราะอะไรถึงฉีดไม่ได้ ถ้าฉีดได้ควรฉีดตอนไหน ควรฉีดอย่างไรให้ ปลอดภัย มาฟังคำแนะนำของหมอกันค่ะ

หมอสูติตอบชัด! คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม
ฉีดอย่างไรให้..ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดหนักอยู่ในบ้านเราตอนนี้ ทำให้เกิดความระแวง หวาดกลัวไปทั่วประเทศ เพราะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน และสามารถติดได้ทุกคน ทุกเพศทุกวัย ทางเดียวที่จะช่วยไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโควิด ก็คือการฉีดวัคซีน ทั้งนี้การฉีดวัคซีนโควิด ก็มีข้อมูลออกมามากมาย ทำให้หลายคนต่างกังวลว่าจะแดได้ไหม ฉีดแล้วปลอดภัยจริงหรือ โดยเฉพาะแม่ท้อง

ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอนิวัฒน์ อรัญญาเกษมสุข (สูตินรีแพทย์) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ พันธุศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้น สหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อมูลพร้อมตอบข้อสงสัย คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม กับทีมแม่ ABK ว่า …

ตอนนี้ไปไหนก็มีแต่คนถามหมอว่า : คนท้องฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม ? หมอแนะฉีดอย่างไรให้ ปลอดภัย

ตอบได้สั้นๆเลยครับ ว่า “ฉีดได้ ปลอดภัย ฉีดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์” √

โดยคุณหมอกล่าวต่อว่า..

ถ้าถามหมอก่อนหน้านี้ ซัก 2-3 เดือน หมอจะแนะนำให้รอดูข้อมูลในคนท้องที่ฉีดวัคซีนไปก่อนหน้านี้ เพราะยังไม่มีการทำวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้ในคนท้อง แต่สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างมีรายงานการติดเชื้อค่อนข้างสูงมาก และพบว่าถ้าคนท้องติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง และเชื้อลงปอดได้ มากกว่าคนปกติ (คนท้องมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนปกติทั่วไป) โดยเฉพาะกลุ่มตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง เช่น ตั้งครรภ์ร่วมกับมีอายุมากอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไทรอยด์ หัวใจ โรคปอด หรือโรคไตเรื้อรัง ยิ่ง เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงขึ้น

ตามรายงานของกรมอนามัยเมื่อเดือนก่อนพบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ 77 ราย และมีอาการปอดอักเสบ 21 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย จะเห็นว่าอัตราการติดเชื้อลงปอด และอัตราเสียชีวิตสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป กรมอนามัยจึงออกมาแนะนำว่า คนท้องควรได้รับวัคซีนโควิด-19 เพราะผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเกิดได้น้อยกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการติดเชื้อ

สำหรับช่วงเวลาที่แนะนำ ให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 คือ ช่วงอายุครรภ์หลัง 12 สัปดาห์ (3 เดือน) เป็นต้นไป โดยแนะนำให้ฉีด วัคซีนที่ทำจากเชื้อตาย เช่น ชิโนแวค หรือชิโนฟาร์ม ในขณะที่วัคซีน กลุ่ม Viral Vector เช่น แอสตร้าเซนเนก้า ก็สามารถฉีดได้ แต่โอกาสเกิดไข้หลังการฉีดได้สูงกว่า นอกจากคำถาม คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม สำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตรก็สามารถฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้เช่นกัน โดยไม่มีผลต่อน้ำนมที่ใช้เลี้ยงลูก

ในส่วนของวัคซีนกลุ่มอื่นๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตก็สามารถใช้ได้ทุกตัว เช่น วัคซีน mRNA ของ ไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา เนื่องจากไม่มีชนิดไหนที่ใช้เชื้อเป็นซึ่งเป็นข้อห้ามของวัคซีนในคนท้องในการผลิตวัคซีนโควิด-19

หลังฉีดวัคซีน ต้องสังเกตอาการผิดปกติเหมือนคนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วง 30 นาทีแรกหลังการฉีดวัคซีน ควรนั่งดูอาการ ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนก่อนจนครบ 30 นาที ถ้าไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงอนุญาตให้เดินทางกลับได้ ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงใดๆจากการฉีดวัคซีน (89.19%) ผลข้างเคียงที่รายงานต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ส่วนใหญ่มีเพียงเล็กน้อยถึงปานกลางและเกิดในระยะสั้น (10.81%) เช่น

  • ปวดกล้ามเนื้อ 6.65%
  • ปวดศีรษะ 4.37%
  • เหนื่อย อ่อนเพลีย 3.23%
  • ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด 3.18%
  • ไข้ 2.08%
  • คลื่นไส้ 1.56%
  • ท้องเสีย 1.23%
  • ผื่น 0.7%
  • อาเจียน 0.41%

ผลข้างเคียงอย่างรุนแรง เช่น อาการชา (Polyneuropathy) หรือ แพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) พบเพียง 7 ใน 1 ล้านราย ไม่พบอัตราการเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน

คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม
หมอสูติตอบชัด! คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ฉีดอย่างไรให้..ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

การดูแลสุขภาพร่างกายแม่ท้องระหว่างโควิดระบาด ให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก

การดูแลสุขภาพในคนท้อง เหมือนกับคนทั่วๆไป แต่ต้องระวังตัวมากกว่าปกติ เพราะระบบภูมิคุ้มกันในคน ท้องต่ำกว่าคนธรรมดา ดังนั้นการติดเชื้อโควิด 19 อาจติดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการดูแลสุขภาพต้องเข้มข้นเป็นพิเศษ เพราะแม่ท้องมีลูกในท้องอีกคนที่หากเชื้ออาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ (ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการ เกิดทารกพิการแต่กำเนิดที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่แม่ที่ติดเชื้ออาจมีไข้ หรือปอดอักเสบ ทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และ การคลอดก่อนกำหนดได้) โดยส่วนตัวหมอ คิดว่า คนท้องดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว ห่วงแต่คนที่อยู่รอบข้าง เช่น สามี อาจ เป็นคนนำเชื้อมาสู่คนท้องได้ แนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้

  1. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีต่อครั้ง หรือด้วยแอลกอฮอล์ก็ได้
  2. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสส่วนต่างๆ ของใบหน้า เช่น ตา จมูก ปาก
  3. อยู่บ้านให้มากที่สุด ไม่จำเป็นไม่ควรออกนอกบ้าน แนะนำให้ทำงานที่บ้าน (work from home)
  4. ถ้ามีคนในครอบครัวทำงานนอกบ้าน ควรระวังโดยการเว้นระยะห่าง ไม่กินอาหารร่วมกัน หรือสวมใส่หน้ากากอนามัย แม้จะอยู่ในบ้านก็ตาม (ปัจจุบันพบการติดเชื้อภายในครอบครัว ของคนในบ้านเดียวกันสูงขึ้น)
  5. กินอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมถึงการดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพแม่และทารกในครรภ์ กินอาหารที่สุกใหม่อยู่เสมอ และใช้ช้อนกลางทุกครั้ง
  6. การตรวจครรภ์มาได้ตามปกติที่แพทย์นัด แต่ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ
  7. สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกจากบ้านและพกเจลแอลกอฮอล์ เพื่อล้างมือบ่อยๆ เมื่อ สัมผัสจุดที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  8. เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว ให้รีบมาพบแพทย์

บทความโดย : นายแพทย์นิวัฒน์ อรัญญาเกษมสุข (สูตินรีแพทย์)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ พันธุศาสตร์การแพทย์
มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกิ้น สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ข้อสรุป จากที่แม่ท้องสงสัยและกังวลกันว่า คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ทีมแม่ ABK ขอยืนยันอีกเสียงว่า คนท้องสามารถฉีดวัคซีนโควิดได้ เพราะหากเทียบระหว่างการฉีดวัคซีนกับการติดเชื้อโควิด 19 แล้ว เราควรเลือกที่จะเสี่ยงกับการฉีดวัคซีนดีกว่า เพราะโอกาสน้อยมากที่จะเกิดอันตรายจากวัคซีน แต่ถ้าไม่ฉีดอาจมีความเสี่ยงที่จะติดโควิดและอาการรุนแรงมีสูงมาก อย่างไรก็ตามก่อนฉีดคุณแม่จะได้รับการตรวจร่างกายและคำแนะนำจากคุณหมอ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ทั้งนี้สำหรับเรื่อง คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ  หนึ่งใน 10 ของ Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) อาวุธที่ช่วยให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกันนั่นเอง ทั้งนี้ HQ หรือ Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ
ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓

ภรรยาสาว เป้ วงมายด์ รีวิว ฉีดวัคซีนโควิดตอนท้อง 6 เดือน ท้องแฝด!

หมอสูติตอบเอง ฝากท้องแบบไหนดี? “ ฝากครรภ์พิเศษ VS ฝากครรภ์ธรรมดา ”

คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่คนท้องห้ามกิน มีอะไรบ้างเช็กเลย!

ฝังเข็มคุมกำเนิด คืออะไร? ข้อดี ข้อเสีย ที่ต้องรู้ก่อนทำ!

พูดประชดลูก

ผลเสียของการ พูดประชดลูก พ่อแม่ต้องหยุด ถ้าไม่อยากให้ลูกเกลียด!

พูดประชดลูก – บางเวลาที่พ่อแม่อย่างเรามีอารมณ์โกรธ รู้สึกเหนื่อยล้า สภาวะจิตใจไม่ปกติ อาจมีโอกาสที่จะหลุดปาก เอ่ยคำพูดที่ไม่ดีกับลูกออกไป เป็นคำพูดที่พ่อแม่ไม่ทันได้คิดไตร่ตรองก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะคำพูดเสียดสีประชดประชัน ความจริงเหนือสิ่งอื่นใด คำพูดคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ คำพูดในเชิงลบที่เราไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนพูดออกไปให้ลูกได้ยิน อาจทำลายความรู้สึกและสร้างบาดแผลในใจเด็กได้มากกว่าที่เราคิด และท้ายที่สุดอาจนำมาซึ่งความรู้สึกไม่ไว้ใจพ่อแม่ พฤติกรรมติดลบ ขาดความสุข  ซึมเศร้า และหนักที่สุดอาจถึงขั้นเกลียดพ่อแม่ไปเลย

ผลเสียของการ พูดประชดลูก พ่อแม่ต้องหยุด ถ้าไม่อยากให้ลูกเกลียด!

ผู้ปกครองต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้คำพูดเสียดสีประชดประชัน พ่อแม่บางคนอาจมีความเชื่อผิดๆ  ว่าการพูดเชิงประชดประชันลูกจะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีของลูก หรือสอนวินัยให้แก่ลูกได้  แต่คำพูด ถือเป็นสิ่งที่สามารถกัดกร่อนความรู้สึกของลูกมากกว่าที่เราคิด และอาจบ่มเพาะความรู้สึกและพฤติกรรมที่ไม่ดีติดตัวลูกไปจนโตได้ นอกจากนี้ยังส่งผลเชิงลบในระยะยาวต่อสุขภาพ และพัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์  จากที่พ่อแม่คิดว่าพูดไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดอะไรและอาจจะลืมไปแล้วว่าเคยพูด แต่สิ่งที่พูดออกไปอาจกลายเป็นเรื่องที่เจ็บปวดของลูก เด็กไม่เข้าใจว่าการประชดประชันคืออะไร การประชดประชันจะทำให้เด็กรู้สึกสับสนและหงุดหงิด และไม่มีวันลืมเลือนความรู้สึกนั้นได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ควรระมัดระวังและรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย

พูดประชดลูก

โดยทางจิตวิทยาแล้ว ความรู้สึกและพฤติกรรมทุกอย่างของเด็ก มักมีที่มาที่ไปเสมอ เมื่อเด็กถูกทำร้ายจิตใจด้วยคำพูด ประชดประชัน เหน็บแนมโดยเฉพาะจากคนเป็นพ่อแม่ จะสามารถพัฒนาให้เกิดเป็น นิสัย พฤติกรรม และอารมณ์ความรู้สึกดังต่อไปนี้ได้

  1. ดื้อต่อต้าน การใช้คำพูดประชดประชัน ด้วยความตั้งใจ หรือ ไม่ตั้งใจก็ตาม ไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลดีต่อลูก ยกตัวอย่าง หากมีญาติพี่น้อง พูดชื่นชมลูกของเราว่า เก่งจังเลย ช่วยแม่ทำงานบ้านด้วย แล้วแม่กลับพูดตอบไปให้ลูกได้ยินด้วยว่า “ทำไปงั้นแหละ ทำไม่ได้สะอาดเท่าไหร่หรอก” ประโยคนี้หากใครได้ฟังและเจอกับตัวเอง แน่นอนว่าต้องรู้สึกแย่ไม่มากก็น้อย เมื่อความรู้สึกข้างในของลูกเป็นลบต่อพ่อแม่ เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะมีพฤติกรรมดื้อหรือต่อต้านแนวทางต่างๆ ที่พ่อแม่ต้องการสั่งสอน และรู้สึกไม่อยากที่จะอยู่ฝั่งเดียวทีมเดียวกับพ่อแม่
  2. ซึมซับการพูดประชดประชัน เสียดสี หากพ่อแม่ชอบใช้วาจาในเชิงประชดประชันกับลูกหรือกับคนรอบข้างบ่อยๆ เด็กๆ อาจเคยชินกับการที่พ่อแม่พูดในลักษณะดังกล่าว เพราะเด็กก็เหมือนกับฟองน้ำ ที่มักจะซึมซับ และเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของพ่อแม่ จนพัฒนาเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ลูกจะเกิดการเรียนรู้และรับรู้ว่าการพูดประชดประชันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สามารถทำได้ เมื่อโตขึ้นก็อาจพูดจาตำหนิเสียดสีคนอื่นเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่รู้สึกผิดและคิดไม่ได้ ว่าพฤติกรรมของตัวเองจะไปกระทบกระเทือนจิตใจคนอื่นอย่างไร และอาจหลงคิดไปเองว่าทำได้และทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
  3. ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ พ่อแม่ที่ต้องการสอนให้ลูกเชื่อฟังปลูกฝังลูกให้มีพฤติกรรมที่ดี แต่กลับเลือกใช้วิธีการพูดในเชิงประชดประชันลูกบ่อยๆ  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะยิ่งทำให้ลูกไม่เชื่อฟังและไม่เชื่อถือพ่อแม่มากยิ่งขึ้นไปอีก เช่น การพูดกับลูกว่า  “ถ้าลูกไม่ฟังที่แม่พูด ก็ไม่ต้องมาเป็นแม่ลูกกันอีก ต่างคนต่างอยู่” เป็นต้น เมื่อเด็กรู้สึกว่าคำพูดของพ่อแม่ไม่น่าฟัง ฟังแล้วไม่เข้าหูเป็นธรรมดาที่ลูกจะเกิดความรู้สึกไม่อยากฟัง ไม่อยากสนใจ ใส่ใจ ไม่ชื่อถือในคำพูดคำสอนของพ่อแม่ที่ไม่ตรงไปตรงมาอีกต่อไปด้วยการที่พ่อแม่ชอบใช้คำพูดเสียดสีประชดประชัน
  4. นับถือตัวเองต่ำ บางบ้านประชดประชันลูกจนติดเป็นนิสัย แต่หารู้ไม่ว่า คำพูด คำจาที่เป็นพิษต่างๆ ของพ่อแม่ สามารถทำให้เด็กกลายเป็นคนที่มีความนับถือตัวเองต่ำได้ ยิ่งการพูดประชดเหน็บแนมในเรื่องความสามารถของลูก ยิ่งทำให้ลูกบ่มเพาะความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองท้ายที่สุดจะตามมาด้วยความรู้สึกนับถือในตัวเองต่ำได้ เช่น หากคุณครูโทรมาพูดชมลูกให้ฟังว่า น้องเรียนเก่งหัวไวนะคะ แต่เรากลับตอบคุณครูไปให้น้องได้ยินว่า “น้องหัวไวจริงเหรอคะ อยู่ที่บ้านนี่ยังทำอะไรเองไม่ค่อยจะเป็นเลย..แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะ”
    บางครั้งที่พ่อแม่พูดไปอาจไม่ได้คิดลบอะไร แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม การพูดในทำนองประชดประชันหรือดูถูกความสามารถของลูก เพื่อหวังกระตุ้นให้ลูกเกิดความรู้สึกฮึกเหิมอาจใช้ได้เพียงบางสถานการณ์เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่คำพูดลักษณะนี้ มักกระตุ้นความรู้สึกในทางลบได้มากกว่า ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกถูกด้อยค่าและความสำคัญ ส่งผลให้ขาดแรงจูงใจและไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ ที่ตัวเองโดนทำให้ด้อยค่า หรือคิดว่าทำได้ไม่ดีอีกต่อไป
  5. ก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ ไม่มั่นคงทางจิตใจ เด็กที่ถูกพ่อแม่ใช้คำพูดประชดประชัดเสียดสีบ่อยๆ หรือพูดติดตลก คิดน้อยไป เช่น ตำหนิเรื่องของรูปลักษณ์ของลูก เช่น แม่พูดว่าลูกเป็นประจำ ว่า “กินให้มันน้อยๆ หน่อย  ดูสิตัวอ้วนดำเป็นหมูแล้ว ดูเพื่อนๆ คนอื่นสิ เค้าดูดีกันทั้งนั้น” เมื่อเด็กได้ยินคำพูดที่ตีตราจากพ่อแม่ในเรื่องของรูปลักษณ์ตัวเอง หรือถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ดีกว่า คำพูดเหล่านี้สามารถพัฒนาให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ซึ่งส่งผลเสียต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ เด็กจะกลายเป็นเด็กที่ควบคุมอารมณ์โกรธได้ไม่ดี และมีการแสดงออกที่ก้าวร้าวได้
  6. ไม่เคารพผู้ใหญ่ บางครั้งที่ลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่น่ารักกับเรา การสอนด้วยเหตุและผล ว่าอะไรควรไม่ควร ด้วยแนวทางวินัยเชิงบวก คือวิธีที่ดีที่สุดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูก แต่หากว่าพ่อแม่เลือกที่จะเปิดสงครามกับลูกด้วยการเปิดบทสนทนาในเชิงลบ เลือกที่จะโต้เถียงทะเลาะกับลูกด้วยการพูดในลักษณะ ประชดประชันเหน็บแนมต่างๆ นา ๆ หากบ่อยเข้า จะสามารถสร้างเป็นความรู้สึกด้านลบของลูกที่มีต่อพ่อแม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลูกมีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นเด็กที่ไม่เคารพผู้ใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะแทนที่ผู้ใหญ่ในสายตาลูกอย่างพ่อแม่จะเป็นที่พึ่ง หรือที่ปรึกษาในการใช้ชีวิตแต่กลับทะเลาะกับลูกอย่างไร้เหตุผลและขาดวุฒิภาวะเสียเอง
  7. เข้าสังคมกับผู้อื่นได้ยาก เมื่อแม้แต่คนที่บ้านอย่างพ่อแม่ที่เป็นเสมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ผู้ที่ควรให้ความอบอุ่นและความรู้สึกปลอดภัยทางกายและใจ ยังทำให้ลูกรู้สึกสนิทใจด้วยไม่ได้จากการที่ชอบพูดประชดประชันลูก เป็นธรรมดาที่เด็กๆ อาจกลายเป็นคนที่เข้ากับผู้อื่นได้ยาก มีนิสัยคิดลบ ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เพราะกลัวคนอื่นคิดไม่ดีกับตัวเอง ขาดทักษะที่จำเป็นในการเข้าสังคม และนำไปสู่การหวาดระแวงต่อสังคมได้มากกว่าปกติ
  8. เป็นโรคซึมเศร้า พ่อแม่ที่ชอบพูดจาประชดประชันลูกจนติดเป็นนิสัย มีคำพูดที่เป็นพิษ คอยทำร้ายจิตใจทำลายความรู้สึกลูกได้ทุกวันทั้งวัน เช้า กลางวัน เย็น ยันก่อนนอน แน่นอนว่า เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกติดลบบ่อยๆ นานวันเข้า จิตใจลูกก็จะเป็นเหมือนตลิ่งที่โดนน้ำกัดเซาะไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ จนพังทลาย  กล่าวคือ เด็กจะเกิดความเครียดสะสมและพัฒนาระดับความเครียดนั้นจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยจิตแพทย์ต่อไป

แน่นอนว่าคงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกป่วยใจหรือป่วยกาย แต่สิ่งที่เราปฏิบัติจนเคยชินจนเป็นนิสัย อาจไปทำร้ายจิตใจลูกมากกว่าที่เราคาดคิด  ดังนั้นการระมัดระวังการแสดงต่อลูกออกอย่างเหมาะสม ทั้งการกระทำและคำพูดจึงเป็นส่งที่ไม่ควรมองข้าม

พูดประชดลูก
พูดประชดลูก

เพราะการกระทำและคำพูดของพ่อแม่ คือ ส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก ให้เป็นคนที่มีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ร่างกายและจิตใจสมบูรณ์เหมาะสมตามวัย การสอนลูกด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม ใช้เหตุและผล และแนวทางการสอนลูกเชิงบวก จะช่วยเสริมสร้างให้ลูกเกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดทางอารมณ์ EQ  ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตให้มีความสุขในสังคม เมื่อลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ที่ดี ก็จะสามารถแสดงออกต่อคนรอบข้างด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม รับรู้และเข้าใจในอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น ส่งผลให้ลูกสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และพัฒนาปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : focusonthefamily.ca , เพจหมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก , เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา , thaichildrights.org

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม คำถามที่ควรรู้และสิ่งที่ต้องระวัง!!

คำถามที่แม่ท้องหลาย ๆ คนเฝ้ารอคำตอบ คนท้องกินทุเรียนได้ไหม สิ้นสุดการรอคอยเพราะที่นี่มีคำตอบมาให้คลายสงสัย แถมท้ายด้วยข้อควรระวังในการกินทุเรียนมาฝากกัน

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม คำถามที่ควรรู้และสิ่งที่ต้องระวัง!!

พูดถึงทุเรียน ผลไม้สีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ที่ใครหลาย ๆ คนได้เห็น ได้กลิ่นคงอดใจกันไม่ไหว นับว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ของไทยเลยทีเดียว นอกจากความหอมอร่อยแล้ว รู้ไหมว่าทุเรียนยังมีประโยชน์มากมายแก่ผู้ที่ได้รับประทานนอกจากความหอมอร่อยอีกด้วย

ประโยชน์ของทุเรียน

  • อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม เป็นต้น
  • มีสรรพคุณในตำรายาไทย ใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน
  • มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ และมีผลทดลองที่ชี้ได้ว่าอาจจะมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือดได้

    ทุเรียนราชาผลไม้
    ทุเรียนราชาผลไม้

ทุเรียน (Durio zibethinus Murray) หรือที่ฝรั่งเรียกว่า durian เป็นพืชในวงศ์ BOMBACACEAE พืชสกุลนี้เป็นไม้พื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตทุเรียนมากที่สุด รองลงมาคืออินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เนื้อและเมล็ดของทุเรียนมีคุณค่าทางอาหารสูง และให้พลังงานสูงเช่นกัน (ประมาณ 124 กิโลแคลอรี/100 ก.) เพราะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม นอกจากนี้ในเนื้อของทุเรียนยังมีสารประกอบซัลเฟอร์หรือกำมะถัน เช่น thiols, thioethers, ester และ sulphides ซึ่งทำให้ทุเรียนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่รุนแรง (ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่ชอบ) และสารสำคัญที่พบในทุเรียนคือสารในกลุ่ม คาโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล

สรรพคุณตาตำรายาไทยระบุว่า รากทุเรียน มีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ท้องร่วง ใบทุเรียน มีรสขม เย็นเฝื่อน ใช้แก้ไข้ แก้ดีซ่าน ขับพยาธิ และทำให้หนองแห้ง เปลือกทุเรียน มีรสฝาดเฝื่อน ใช้รักษากลากเกลื้อน สมานแผล แก้น้ำเหลืองเสีย พุพอง แก้ฝี ตานซาง เนื้อทุเรียน มีรสหวาน ร้อน ใช้แก้จุกเสียดในท้อง ให้ความร้อนกับร่างกาย บำรุงกำลัง แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝีแห้ง และขับพยาธิไส้เดือน

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ลดไขมันในเลือด แต่ยังเป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าสาร polysaccharide gel ที่ได้จากเปลือกทุเรียนมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด และเมื่อนำไปผสมในอาหารสัตว์ก็พบว่าสามารถช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันให้กับกุ้งได้ และมีการนำสารดังกล่าวไปพัฒนาเป็นแผ่นฟิล์มปิดแผล ซึ่งพบว่าช่วยสมานแผลและลดการอักเสบได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลอ้างอิงจาก pharmacy.mahidol.ac.th

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม
คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

คำถามฮิต…คนท้องกินทุเรียนได้ไหม??

จากประโยชน์ของทุเรียนข้างต้น แม้ว่าเราจะทราบว่าทุเรียนมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็มักเกิดคำถามขึ้นสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์กันเสมอมาว่า คนท้องกินทุเรียนได้ไหม กินแล้วจะเป็นอย่างไรต่อลูกน้อยหรือไม่ วันนี้ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมคำตอบไว้ให้คุณแม่ได้หายคลางแคลงใจกัน ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าในทุเรียนมีสารอาหารใดที่เป็นประโยชน์ต่อคนท้องบ้าง และสิ่งใดเป็นข้อห้าม หรือข้อจำกัดที่ควรยึดถือปฎิบัติเพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยกันนะ

คุณค่าทางสารอาหารของทุเรียนสำหรับคนท้อง

นอกจากประโยชน์ที่มีมากมายในทุเรียนแล้ว ทุเรียนยังเป็นแหล่งที่มีโฟเลตมาก โดยทุเรียนเพียง 2 พู (เม็ด) ก็มีโฟเลต เท่ากับร้อยละ 50 ของปริมาณโฟเลตที่แนะนำต่อวัน “โฟเลต” จำเป็นต่อร่างกาย และสามารถที่จะช่วยป้องกันความพิการ หยุดภาวะอัลไซเมอร์ ได้ดี โฟเลตเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญกับคนทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ จนเป็นคุณแม่ท้องแล้วก็ยังต้องการโฟเลตมาก ประโยชน์ของโฟเลตนั้นมีความสำคัญที่จะช่วยพัฒนาตัวอ่อนในระหว่างการพัฒนาในครรภ์ให้มีการเติบโต และลดภาวะการเกิดปากแหว่งเพดานโหว่ได้  และกระดูกสันหลังไม่ปิดได้ซึ่งโฟเลตนั้นจะมีการหลั่งสารซีโรโทนิน ซึ่งจะควบคุมการนอน ความอยาก ความหิว และอาหารซึมเศร้าต่าง ๆ อีกด้วย

  • ในทุเรียน 1 ผลจะมีสารอาหารต่างๆ เช่น คาร์โบไฮเดรตที่ให้น้ำตาลซูโครสและฟรุกโทส วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส เหล็ก ทองแดง กำมะถันอินทรีย์ และแอนตี้ออกซิแดนท์
  • ทุเรียน 1 เม็ด​ (40 กรัม) ให้น้ำตาล 18 กรัม
  • ทุเรียน 1 เม็ด ให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี่ เทียบเท่าข้าวสวย 1 ทัพพี ชานมไข่มุก 1/4 แก้ว
  • ทุเรียน 4-6 เม็ด ให้พลังงานเทียบเท่าข้าวมันไก่ 2 จาน

    คนท้องกินทุเรียนได้ไหม ควรกินผลไม้ปริมาณเท่าไหร่
    คนท้องกินทุเรียนได้ไหม ควรกินผลไม้ปริมาณเท่าไหร่

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่านอกจากทุเรียนจะมีโฟเลตมากแล้ว ยังเป็นผลไม้รสหวานจัด ที่ให้ปริมาณน้ำตาล และพลังงานสูงมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่ท้องต้องคอยระมัดระวัง อาจทำให้เกิดภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ น้ำหนักเกินมาตรฐาน และเกิดอาการร้อนในขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นปริมาณที่แนะนำให้แม่ตั้งครรภ์รับประทาน คือ ทุเรียน 1 พู ต่อวัน และไม่ควรกินบ่อย ๆ ติดต่อกัน โดยแนะนำให้รับประทานผลไม้หลากหลายชนิดร่วมกัน เช่น รับประทานผลไม้รสหวานจัด กับหวานน้อยผสมกันในหนึ่งมื้อ จะดีกว่า เพื่อให้คุณแม่ไม่ขาดสารอาหารที่จำเป็นที่จะได้รับจากผลไม้ และไม่ได้รับน้ำตาลมากเกินไปจากผลไม้รสหวาน ตัวอย่างเช่น หากแม่ท้องกินทุเรียน ควรกินผลไม้ให้ความเย็นร่วมด้วย เช่น มังคุด หรือฝรั่ง ซึ่งต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่ตั้งครรภ์ไม่ว่าจะกินอะไรต้องนึกถึงความปลอดภัยของลูกในท้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

ข้อควรระวังในการกินทุเรียน

  • คนทั่วไปไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด เนื่องจากปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่สูง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคไตและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควรกินทุเรียนแค่ไม่เกินวันละ 1 เม็ดเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะช็อค และทำให้โรคทวีความรุนแรงขึ้นมาได้
  • ไม่ควรกินทุเรียนคู่กับแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เพราะจะทำให้เกิดอาการชา วิงเวียนศีรษะ หน้าแดง อาเจียน อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ไม่สบายตัว และอาจเป็นอันตรายได้ถ้ามีอาการขาดน้ำหรือหมดสติ หากรับประทานคู่กับคาเฟอีนก็จะทำให้ปวดศีรษะได้
  • ไม่ควรกินทุเรียนคู่กับผลไม้และเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีรสหวานจัดอย่างเช่น ลำไยและน้ำอัดลม เพราะจะเป็นการยิ่งเพิ่มน้ำตาลในร่างกาย รวมไปถึงอาหารมันจัดที่ให้พลังงานมากด้วย
  • ดื่มน้ำตามมาก ๆ หรือดื่มน้ำผสมเกลือแกงครึ่งช้อนชา เพื่อขับสารซัลเฟอร์ในทุเรียนและช่วยแก้อาการร้อนในได้ดี (อาจดีกว่าการกินทุเรียนคู่กับมังคุดด้วยซ้ำ) และยังทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานจากทุเรียนได้ดีขึ้น
  • กินทุเรียนคู่กับมังคุด เพราะมังคุดมีฤทธิ์เย็น มีเส้นใยอาหารสูง มีน้ำเยอะ และมีสารต้านการอักเสบช่วยแก้เรื่องร้อนในได้

    ดูแลอาหารการกินระหว่างตั้งครรภ์เพื่อลูกน้อย
    ดูแลอาหารการกินระหว่างตั้งครรภ์เพื่อลูกน้อย

แม่ท้องควรกินทุเรียนอย่างไรจึงปลอดภัย!!

  1. ควรรับประทานทุเรียนในปริมาณไม่มาก ไม่ควรเกิน 1 พู ต่อวัน และไม่ควรรับประทานติดต่อกันทุกวัน
  2. ให้รับประทานผลไม้ชนิดอื่น สลับกันไปบ้าง แม้ว่าทุเรียนจะมีโฟเลตสูง แต่โฟเลตก็มีอยู่ในผลไม้อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เช่น  ขนุน ลิ้นจี่  กล้วยไข่ มะละกอ อะโวคาโด ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ถั่วแดง เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น
  3. การจัดมื้ออาหารให้มีความสมดุลและหลากหลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเน้นให้มื้ออาหารมีความหลากหลาย สับเปลี่ยนหรือรับประทานอาหารหลายๆชนิด แต่ต้องพอดี ไม่ทานอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้เกิดความสมดุล อาหารก็จะกลายเป็นยา ไม่ใช่ยาพิษ –รศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย
  4. หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีโรคประจำตัวร่วมด้วย ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเลือกรับประทาน
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.sanook.com/รศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ สถาบันโภชนาการ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แม่ท้องกินทุเรียน ช่วยให้ลูกฉลาดได้จริงหรือ!?

เด็กกินทุเรียนได้ไหม ?

13 สารอาหารสำคัญ กินเพื่อลูกรักฉลาด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

2 เรื่องสำคัญ แม่ท้องต้องทำ เพื่อให้ลูกเกิดมาครบ 32 และมีสมองดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เบบี้เลิฟเมโลดี้

เบบี้เลิฟเมโลดี้ จากเบบี้เลิฟ ชวนแม่มอบรักผ่านบทเพลงให้ลูกในครรภ์

การแพร่ระบาดของ ‘โรคโควิด-19’ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา ธุรกิจบางส่วนหยุดชะงัก ทำให้เกิดความเครียดสะสม วิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ลูกน้อยอยู่

 10 เพลงจาก เบบี้เลิฟเมโลดี้ สร้างพัฒนาการที่ดีให้ลูกรัก

การฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดจะช่วยคุณแม่ตั้งท้องลดความกังวลลงได้ ตอนนี้ทางเบบี้เลิฟเป็นแบรนด์ผ้าอ้อมชั้นนำ ที่เข้าใจคุณแม่ในทุกๆสถานการณ์ รวมถึงแม้แต่สถานการณ์ของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ มีแคมเปญพิเศษสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ สำหรับคุณแม่ตั้งท้องโดยเฉพาะ

เบบี้เลิฟเมโลดี้

โดยจากงานวิจัยพบว่า “การฟังเพลง” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีความสุข สามารถผ่อนคลาย ยิ่งท่ามกลางโรคระบาดที่อยู่รอบตัวเรา ถ้าคุณแม่เกิดความเครียด ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ได้ เพราะทางแบรนด์เบบี้เลิฟเข้าใจความกังวลของคุณแม่ จึงร่วมมือกับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างสรรค์เพลงชุด จำนวน 10 เพลง

โดยเป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ โดยทำนองเพลงอยู่ระดับเดียวกับอัตราการเต้นของหัวใจ (60-80 bpm) ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และระดับของเสียงดนตรีต้องไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป (อยู่ในช่วง c3 – c5) มีเนื้อร้องง่ายๆ ความหมายดี ซึ่งมีการจัดเรียงลำดับของเพลงทำให้รู้สึกถึงความผ่อนคลาย จึงแนะนำให้ฟังทั้งชุดเพลง (ความยาวประมาณ 30 นาที) และลูบท้องขณะฟังเพลงไปด้วย เพื่อการสื่อสารต่อลูกน้อยในครรภ์

โดยบทเพลงนี้ได้มีการทดสอบกับกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์ 6-9 เดือน พบว่า 98% ของคุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกว่าเพลงชุดนี้ช่วยให้รู้สึกสงบ และผ่อนคลายขึ้น / 97% ของคุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกว่าเพลงชุดนี้ดีต่อตัวคุณแม่เอง และดีต่อลูก นอกจากนี้คุณแม่ 96% รู้สึกว่า เพลงชุดนี้จะมีส่วนช่วยเรื่องพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยได้

เบบี้เลิฟเมโลดี้

คุณแม่ทุกท่านสามารถฟังเพลง เบบี้เลิฟเมโลดี้ ชุดรักตั้งแต่ท้อง ฟรีได้ที่ ยูทูป เบบี้เลิฟไทยแลนด์ หรือคลิก https://bit.ly/3i0RCOY

 

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทางแบรนด์ “เบบี้เลิฟ” ก็ยังสร้างแคมเปญดีๆเพื่อขอบคุณแม่ทุกๆท่าน ควบคู่กับการรักษาจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์ โดยเมื่อปีที่แล้วได้มีการปรับสูตร ผ้าอ้อมสำเร็จรูป “BabyLove Easy Tape เพื่อตอบโจทย์ในการช่วยคุณแม่แรกคลอดดูแลลูกน้อย   เหมาะสำหรับเด็กทารก 0 – 3 เดือน อ่อนโยนต่อผิว นุ่มสบายผิว ไม่กลัวเรื่องอับชื้น หมดกังวลเรื่องแพ้  เพราะผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก แถมยังซึมซับดีเยี่ยมยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ให้ลูกน้อยมีสุขอนามัยที่ดี คุณภาพพรีเมียมในราคาเอื้อมถึงได้ จนได้รับความไว้วางใจจากคุณแม่เป็นแบรนด์ผ้าอ้อมแบบเทปอันดับ 1 ในประเทศไทย เรียกว่าเป็นแบรนด์คุณภาพชั้นเยี่ยมที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณแม่และลูกน้อยทุกๆช่วงเวลา

เบบี้เลิฟเมโลดี้

 

ป่วยเพราะเรียนออนไลน์

8 อาการ ป่วยเพราะเรียนออนไลน์ ที่เด็กไทยเสี่ยงเผชิญ!

ป่วยเพราะเรียนออนไลน์ – สถานการณ์การระบาดของ โคโรนาไวรัส (โควิด-19) ยังคงน่าเป็นห่วง  ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมาจากการระบาดช่วงแรกพบผู้ติดเชื้อเพียงหลักสิบ จากนั้นไม่นานตัวเลขก็ค่อยๆ วิ่งสู่หลักร้อย จนถึงหลักหมื่นไปแล้วในปัจจุบัน  ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ โรงเรียนทั่วประเทศจำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ ทั้งยังต้องเลื่อนวันเปิดโรงเรียนออกไปอีกเรื่อยๆ จากกำหนดการเดิมเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคยังไม่นิ่ง ชั้นเรียนต่างๆ ต้องเปลี่ยนไปใช้การเรียนการสอนออนไลน์เต็มรูปแบบเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง

การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเรียนรการสอนออนไลน์ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อครูที่ต้องแก้ไขหลักสูตรในการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อนักเรียนที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบใหม่ด้วย ซึ่งเด็กต้องเผชิญกับเวลาหน้าจอมากขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลกระทบสำคัญที่ตามมาประการหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนออนไลน์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของเด็กหากไม่มีวิธีรับมืออาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

8 อาการ ป่วยเพราะเรียนออนไลน์ ที่เด็กไทยเสี่ยงเผชิญ!

การเรียนออนไลน์ เปลี่ยนวิถีชีวิตของเด็กไทยไปค่อนข้างมาก จากการวิถีชีวิตที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมีเวลาพักสายตาและอริยาบท มีอิสระในการใช้ชีวิต มีสังคมได้พบปะเพื่อนๆ ครูอาจารย์แบบเห็นหน้าค่าตา แต่กับการเรียนออนไลน์ เด็กๆ จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอทุกวัน ที่สำคัญคือมีการเคลื่อนไวร่างกายที่น้อยลง ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้า ความเครียด ซึ่งหากไม่มีการรับมือหรือป้องกันผลกระทบที่เกิดกับร่างกายและจิตใจ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการ ป่วยเพราะเรียนออนไลน์ ด้วย 8 โรค ต่อไปนี้ได้ค่ะ

1.โรคเกี่ยวกับสายตา (Eye strain)

การเรียนออนไลน์ ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอเป็นระยะเวลานาน แน่นอนว่าสามารถส่งผลกระทบต่อดวงตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาการต่างๆ ที่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ได้แก่ ตาพร่ามัว ปวดตา เด็กบางคนอาจมีอาการตาแห้ง เคืองตา น้ำตาไหล หรือมีอาการปวดศรีษะร่วมด้วย นอกจากนี้เด็กที่มีสายตาสั้นอยู่เดิมก็อาจทำให้สายตาสั้นแย่ลงไปอีกได้

การป้องกัน  ให้เด็กใช้สูตร 20 20 20 กล่าวคือ เด็กควรได้พักสายตาจากการใช้หน้าจอทุก ๆ 20 นาที และได้โฟกัสไปที่บางสิ่งที่อยู่ห่างออกไปราว 20 ฟุต (6 เมตร) จ้องมองนานประมาณ  20 วินาที วิธีนี้จะช่วยให้ดวงตาและสายตาได้ผ่อนคลาย หากมีอาการตาแห้งอาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ หรือใช้ยาหยอดตาชนิดที่ยับยั้งการคั่งของเลือดบริเวณตา อย่างไรก็ตามควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง นอกจากนี้เด็กๆ ควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน พื่อให้สายตาที่ต้องเปิดรับแสงและรังสีต่างๆ จากจอมาทั้งวันได้ฟื้นฟู ทั้งนี้ในกรณีที่ลูกมีน้ำตาไหล ตาบวม ควรพาไปพบจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ที่สำคัญอย่าลืมเว้นระยะห่างทางสังคม และสวมใส่หน้ากากอนามัยให้มิดชิดเมื่ออยู่นอกบ้าน

2.โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

อาการของโรคออฟฟิศซินโดรมอาจไม่ได้เป็นได้แค่ในผู้ใหญ่อีกต่อไป ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีการบัญญัติ ชื่อโรคใหม่ว่า  E-Learning Syndrome  ก็เป็นไปได้ การเพ่งหรือจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง นอกจากจะส่งผลเสียต่อสายตาของเด็กๆ แล้ว กล้ามเนื้อคอ และหลัง ยังเกิดอาการปวดเกร็งได้ เพราะร่างกายขาดการเคลื่อนไหวและไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ยิ่งต้องนั่งเรียนหน้าจอทุกวันอาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็สามารถพัฒนาจนกลายเป็นอาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรังเหมือนดั่งอาการของโรคออฟิศซินโดรมในผู้ใหญ่ได้

การป้องกัน ไม่ควรปล่อยให้ลูกนั่งอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป อาจจะต้องมีการกระตุ้นให้ขยับไปมาบ้างอย่างน้อยๆ ต้อง 30 นาทีต่อครั้ง คอยเช็คว่าลูกนั่งเรียนในท่าทางที่ถูกต้อง หลังไม่งอ ควรให้ลูกนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงและนั่งหลังพิงเก้าอี้ให้หลังชิดขอบด้านในของเก้าอี้ ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป

ป่วยเพราะเรียนออนไลน์
ป่วยเพราะเรียนออนไลน์

3. โรคอ้วน (Pediatric Obesity)

การใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไป เสี่ยงทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นโรคอ้วนได้ สาเหตุเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ขาดการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพราะเวลาส่วนใหญ่ต้องเฝ้าคอยอยู่หน้าจอ พอถึงเวลาว่างก็อาจขว้าขนมเข้าปากจนเคยชิน เด็กบางคนกินขนมกินอาหารมากกว่าตอนที่ต้องไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติด้วยซ้ำ นอกจากนี้ในมื้ออาหารระหว่างส่วนใหญ่ อาจมีความจำเป็นต้องทานอาหารจานด่วนที่พ่อแม่หรือคนเลี้ยงสั่งอาหารเดลิเวอรีให้ด้วยข้อจำกัดในการออกไปซื้อหาอาหาร อาหารจานด่วนทั้งหลายเมื่อทานบ่อยๆ เช่น พิซซ่า ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์  จะทำให้การควบคุมอาหารทำได้ไม่ดีส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

การป้องกัน หากเป็นไปได้ การคุมอาหารและการได้ออกกำลังกาย คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันโรคอ้วนในเด็กได้ เทคนิคที่ดีคือผู้ปกครองต้องปรับรูปแบบกินอาหารของลูกๆ ให้ใกล้เคียงกับเวลาที่เด็กๆ ต้องไปโรงเรียน อยู่โรงเรียนกินอย่างไรเวลาที่เรียนออนไลน์อยู่บ้านก็ควรกินแบบเดียวกัน ลดปริมาณขนมขบเคี้ยว ของว่างต่างๆ เพิ่มผักและผลไม้ให้มากขึ้นในปริมาณที่เหมาะสม เปลี่ยนเวลาพักว่างจากการกินขนมไปเป็นการได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ลูกห่างไกลจากโรคอ้วนได้ค่ะ

4. โรคเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ( Stress, Anxiety or Depression )

การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกัน ไม่ได้พบปะเพื่อนร่วมชั้น ไม่ได้เล่นสนุกตามประสาเด็ก ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดที่มากกว่าปกติได้ นอกจากนี้การใช้เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ไม่ใช่ด้านวิชาการ มีความเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และปัญหาความสนใจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่มีปัญหาของโรคเครียด หรือเครียดง่ายกว่าปกติอยู่เป็นทุนเดิม อาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่แต่ในบ้านและเรียนออนไลน์ ยิ่งพ่อแม่ประสบกับปัญหาเรื่องรายได้ต่างๆ ด้วยสภาพเศรษฐกิจในยุคที่โควิดกำลังระบาด ความเครียดของพ่อแม่ก็มีโอกาสส่งถึงลูกได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ครอบครัวที่เด็กต้องเรียนออนไลน์อยู่กับบ้านเพียงลำพังโดยพ่อแม่ต้องไปทำงาน อาจทำให้เด็กๆ รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมากกว่าปกติ ซึ่งปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เด็กเกิดภาวะซึมเศร้าได้ไม่มากก็น้อย

การป้องกัน การให้ความใส่ใจลูกเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งโรคเครียดหรือซึมเศร้าได้ หากพ่อแม่ต้องไปทำงานอาจ วีดีโอคอล หรือโทรศัพท์มาพูดคุยกับลูกๆ บ้างเพื่อถามไถ่เรื่องการเรียนและความเป็นอยู่ เมื่ออยู่บ้านควรหาเวลาว่างใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันเพื่อให้เกิดความสุขมากที่สุด พูดคุยสอบถามปัญหาต่างๆ ของลูก นอกจากนี้การสร้างความมั่นคงให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ไว้ใจพวกเขาเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ โดยการเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ ช่วยกระตุ้นความใส่ใจการเล่าเรียนมากขึ้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกดีว่ายังมีพ่อแม่ที่คอยอยู่ข้างๆ ช่วยดูแลแก้ปัญหาต่างๆ ให้ ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเข้าใจลูกว่าการเรียนออนไลน์เด็กๆ อาจทำได้ไม่เต็มร้อย เพราะเด็กอาจหลุดความสนใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นบ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา พ่อแม่ไม่ควรปะทะอารมณ์กับลูก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเครียดกันทั้งสองฝ่ายทำให้บรรยากาศและระดับของความสุขในครอบครัวยิ่งแย่ลง

5. โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ (Carpal tunnel syndrome)

แม้โรคนี้มักเกิดขึ้นกับวัยกลางคนหรือคนวัยทำงาน แต่ก็สามารถเกิดกับเด็กได้เช่นเดียวกัน ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เด็กไทยจำนวนมากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนหน้าอยู่ที่หน้าจอ  พอมีเวลาว่างก็อาจนั่งเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ เพลิดเพลินอยู่กับหน้าจอท่องโลกออนไลน์ อวัยวะที่ถูกใช้งานบ่อยคงหนีไม่พ้นมือ การใช้มือทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบางอย่าง เช่น ปวดข้อมือ ปวดแขน นิ้วชา รู้สึกเจ็บเสียวที่มือ และในที่สุดอาจป่วยเป็นโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ (CTS) สำหรับอาการของโรคนี้ เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับ จะทำให้มีอาการปวดและชาตามนิ้ว และถ้าเส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานาน บ่อยๆ เข้า กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือ ด้านนิ้วหัวแม่มือลีบ และเล็กลงได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กๆ

การป้องกัน ควรให้ลูกได้ปรับท่าทางในการใช้งานมือให้ถูกต้องเหมาะสม กระตุ้นให้ลูกบริหารข้อมือเป็นพัก ๆ เช่น สะลัดมือ กำมือแล้วปล่อยเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เพื่อให้มือได้พักหลังใช้งานเป็นเวลานาน ควรระวังไม่ให้ลูกทำกิจกรรมที่อาจทำให้อาการต่างๆ ของมือแย่ลง เช่น งานที่ต้องเกร็งข้อมือเป็นเวลานาน หรือต้องกระดกมือขึ้นลงบ่อยๆ  ซึ่งจะทำให้ความดันในโพรงข้อมือสูงขึ้น นอกจากนี้การประคบเย็นเมื่อมือบวมจะช่วยชะลอ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับเส้นประสาทที่ข้อมือ ซึ่งจะช่วยถนอมมือของเด็กๆ ให้ห่างไกลจากโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือได้ค่ะ

6. โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)

สำหรับบางคนแทนที่จะมีเวลาได้พักผ่อนนอนหลับ เพราะมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้นหลังจากต้องเปลี่ยนมาเรียนแบบออนไลน์ แต่ความเป็นจริงกลายเป็นว่าตารางการนอนหลับพักผ่อนกลับผิดเพี้ยนไป และแทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น กลับรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งกว่าเดิม เนื่องจากการใช้เวลาอยู่หน้าจอที่มากขึ้น ทำให้เด็กๆ นอนหลับยากขึ้นคุณภาพการนอนก็ถูกลดทอนลง ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดได้จากความเครียด ความวิตกกังวลในการเรียน ตลอดจนการพักดูคลิปวีดีโอ หรือเล่นเกม ระหว่างการทำการบ้านออนไลน์  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จอมือถือ จอคอมพิวเตอร์ มีการปล่อยแสงสีฟ้าเทียมที่ยับยั้งปริมาณเมลาโทนินซึ่งช่วยให้นอนหลับสบายที่ร่างกายปล่อยออกมาทำให้จังหวะชีวิตตามธรรมชาติถูกรบกวนด้วยเวลาที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และโทรทัศน์  นอกจากนี้เมื่อเด็กๆ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนตามวิถีชีวิตเดิม ทำให้เด็กมีเวลาที่จะนอนดึกหรือตื่นสายมากยิ่งขึ้น เพราะรูปแบบตารางการเรียนที่ไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเวลาในการนอนหลับตามปกติของเด็กๆ และนำไปสู่การอดนอน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจตามมาได้

การป้องกัน ตั้งกฏเกณฑ์ให้ชัดเจนในเรื่องของเวลาการเข้านอน หากเป็นไปได้ไม่ควรให้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในห้องนอนลูก หมั่นตรวจตราสภาพแวดล้อมในห้องนอนไม่ให้ร้อนเกินไปหรือมีแสงสว่างมากเกินไป เด็กๆ ควรได้นอนหลับพักผ่อนตอนกลางคืนเฉลี่ย 8-10 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งมีส่วนช่วยให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หลั่งเป็นปกติ ช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ช่วยเสริมภูมิต้านโรคที่ดีให้กับเด็กๆ

ป่วยเพราะเรียนออนไลน์

7. อาการปวดหัว (Headaches from Eye strain)

การเว้นระยะห่างทางสังคม ด้วยการเรียนออนไลน์ เด็กๆ ต้องใช้เวลากับอุปกรณ์สื่อสารมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจนำมาซึ่งอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น ปวดหัว ปวดกระบอกตา  ตาบวม และอาจถึงขั้นอาเจียนได้ เป็นเพราะการใช้สายตามากกว่าปกติ นอกจากนี้ปริมาณแสงสว่างในห้องที่ใช้เรียนออนไลน์ไม่เพียงพอก็อาจส่งผลทำให้เด็กมีอาการปวดหัวได้ เช่นเดียวกับการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

การป้องกัน ให้ลูกได้ใช้ แว่นกรองแสง หรือแผ่นกรองแสงหน้าจอที่ช่วยลดแสงสีฟ้าที่สามารถทำอันตรายตาดวงตาซึ่งนำไปสู่อาการปวดศรีษะและช่วยลดอาการแสบตา เคืองตาได้ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญการให้เด็กๆ ได้ ปฏิบัติตามสูตร 20 20 20 จะช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาที่นำไปสู่อาการปวดหัวได้

8. โรคภูมิแพ้ (Allergy)

เมื่อต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน เด็กๆ เสี่ยงต่อการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ในบ้านได้มากกว่าปกติ สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านส่วนใหญ่ได้แก่ ไรฝุ่น เชื้อรา ซึ่งอาจแฝงอยู่ตาม ที่นอน หมอน ผ้าห่ม หรือตุ๊กตา เป็นต้น  ยิ่งเด็กที่มีปัญหาเรื่องโรคหอบหืด หรือภูมิแพ้อยู่เดิม ยิ่งต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สารประกอบทางเคมีจากจอคอมพิวเตอร์สามารถก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ โดยตัวการที่ทำให้เกิด อาการภูมิแพ้ ชื่อว่า Triphenyl Phosphate (TPHP) เป็นสารประกอบทางเคมีที่ทำให้ให้ร่างกายมนุษย์เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่างๆ  เช่น คันตา คันตามผิวหนัง คัดจมูก และปวดศีรษะ หากสภาพภายในห้องทำงานมีเนื้อที่แคบหรือจำกัด เครื่องคอมพิวเตอร์อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ก่อให้เด็กๆ เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้

การป้องกัน แน่นอนว่าการรักษาความสะอาดภายในบ้าน ตลอดจนความสะอาดบริเวณที่นั่งเรียนออนไลน์ของลูกเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่จะช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้ควรจัดห้องให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกสามารถหายใจได้สบาย ปลอดโปร่ง ที่สำคุญควรหาเวลาให้เด็กๆ หยุดพักห่างจากหน้าจอเป็นช่วงๆ ไม่ควรให้ลูกนั่งอยู่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป เพราะสารประกอบทางเคมีจากคอมพิวเตอร์อาจก่อให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้

การต้องปรับตัวปรับวิถีชีวิตมาสู่การเรียนออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบส่งผลกระทบต่อตัวผู้ปกครองและเด็กๆ ในด้านต่างๆ ได้มากบ้างน้อยบ้างอาจแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว แต่ที่สำคัญ ประโยชน์ของการเรียนรูปแบบออนไลน์ คือ การได้เว้นระยะห่างทางสังคม เด็กๆ ไม่ต้องออกไปพบปะผู้คนจำนวนมาก

แต่ทั้งนี้ เรื่องของสุขภาพร่างกายและจิตใจของเด็กๆ เมื่อต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากไม่มีวิธีจัดการและรับมือที่เหมาะสม ดังนั้นการปฏิบัติตัวตามแนวทางที่ช่วยป้องกันปัญหาด้านสุขภาพกายและใจของเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้เมื่อเราปลูกฝังลูกให้มีกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมเพื่อห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ถูกล้อมรอบไปด้วยโรคระบาดเช่นนี้ จะช่วยให้เด็กๆ เกิดความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องของสุขภาพร่างกาย สามารถพึงระวังและป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเองได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : narayanahealth.org , news.trueid.net , students.ubc.ca , thaipost.net , jhunewsletter.com  , th.yanhee.net

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูก เครียดเพราะเรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?

อีกหนึ่งเสียง..จากใจแม่! 5 เหตุผลที่ไม่ควรให้ลูกเรียนออนไลน์

เรียนออนไลน์ เตรียมตัวอย่างไรได้ผลดี ลูกแฮปปี้ ไม่เครียดเกินไป

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อจีนผู้ชาย ชื่อมงคล

ชื่อจีนผู้ชาย ตั้งให้ลูกตามราศีเกิดเสริมโชคลาภบารมี

ชื่อจีนผู้ชาย สำหรับผู้ที่มีเชื้อสายจีน หรืออยากมีชื่อจีนให้กับลูกชาย เพื่อความสะดวกในการเรียก แต่จะตั้งทั้งทีลองดูชื่อที่ช่วยเสริมดวงตามราศีเกิดของลูกดีไหม

ชื่อจีนผู้ชาย ตั้งให้ลูกตามราศีเกิดเสริมโชคลาภบารมี

ชื่อเป็นของขวัญล้ำค่าชิ้นแรกที่พ่อแม่มอบให้กับลูก ดังนั้นใคร ๆ ก็อยากหาชื่อที่ดี เป็นมงคล เสริมโชคลาภบารมีให้แก่เจ้าของ โดยเฉพาะเป็นเรื่องของลูกน้อยด้วยแล้ว พ่อแม่ย่อมต้องหาสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดอย่างแน่นอน

ลูกชาย มักมาพร้อมคำจำกัดความถึงความแข็งแกร่ง แข็งแรง เป็นผู้นำ เฉลียวฉลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จึงมักปรากฎอยู่ในความหมายของชื่อของลูกชายของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับเพศชายค่อนข้างมาก ดังนั้นการใช้หลักการตั้งชื่อตามแบบชาวจีนที่ใช้ในการตั้งชื่อลูกชาย ก็ย่อมนำมาซึ่งชื่ออันเป็นมงคล ช่วยเสริมบารมี โชคลาภ

ชื่อจีนผู้ชาย ตั้งตามราศีที่เกิดเฮงแน่
ชื่อจีนผู้ชาย ตั้งตามราศีที่เกิดเฮงแน่

การตั้งชื่อนอกจากจะดูถึงความหมายที่ดีแล้ว หากต้องการให้ชื่อนั้น ๆ เหมาะสมกับเจ้าของชื่อแบบเฉพาะเจาะจง ก็คงต้องลงรายละเอียดเจาะลึกลงไปในข้อมูลเฉพาะตัว เช่น วันเกิด เดือนเกิด ปีนักษัตร เป็นต้น วันนี้ ทีมแม่ ABK จึงขอนำเกร็ดความรู้ในการตั้งชื่อให้แก่ลูกชายเป็นภาษาจีน ให้ชื่อช่วยเสริมโชคลาภบารมีแก่ลูกน้อยตามราศีเกิด จะเป็นอย่างไรนั้นลองพิจารณากันดู

เด็กชายปีชวด(หนู)

คำมงคลที่ควรมี : ข้าว白飯 ถั่วปลาทอง金子 ทุ่งนา 場地 หยก ไม้木頭 ดวงจันทร์月亮

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : ภูเขา 山、ดาบ 劍、ดิน 土、หัวใจ心、หิน 石、ไฟ 火

เด็กชายปีฉลู (วัว)

คำมงคลที่ควรมี : น้ำ水、แมงป่อง 蝎子、ถั่ว豆 ข้าว白飯 ทอง金子、ไม้木頭

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : ดวงจันทร์月、ไฟ 火、ภูเขา 山、หิน 石、เลือด

เด็กชายปีขาล (เสือ)

คำมงคลที่ควรมี : ภูเขา 山、หยก 玉、ทอง 金、ไม้ 木、น้ำ 水、ม้า 馬

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : วัน日、ไฟ 火、ทุ่ง 田、ปาก 口、หิน 石、เลือด 血

เด็กชายปีเถาะ (กระต่าย)

คำมงคลที่ควรมี : ภูเขา 山、คน 人、ไม้ 木、ทอง 金、ขาว 白、หยก 玉

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : ม้า 馬、เกวียน 車、หิน 石、ดาบ 劍、แม่น้ำ 河

ราศีมังกร ชื่อจีนผู้ชาย คำไหนมงคล
ราศีมังกร ชื่อจีนผู้ชาย คำไหนมงคล

เด็กชายเกิดปีมะโรง (มังกร)

คำมงคลที่ควรมี : น้ำ 水、ทอง 金、หยก 玉、ขาว 白、แดง 紅、ปลา 魚

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : ดิน 土壤、ทุ่งนา 田野、ไม้ 木、หัวใจ 心臟、ดวงอาทิตย์太陽

เด็กชายเกิดปีมะเส็ง (งู)

คำมงคลที่ควรมี : หนอน蟲、ถั่ว 豆、ปลา 魚、ภูเขา 山、ขนนก 羽毛

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : เล็ก 小、หิน 石、มีด 刀、เลือด 血、ธนู 弓

เด็กชายที่เกิดปีมะเมีย (ม้า)

คำมงคลที่ควรมี : ทอง金、หยก 玉、ไม้ 木、ข้าว 草、แมลง 蟲

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : ดวงอาทิตย์ 太陽、ไฟ 火、น้ำ 水、เกวียน 馬車

เด็กชายเกิดปีมะแม (แพะ)

คำมงคลที่ควรมี : ข้าว 米、ม้า 馬、ไม้  木、คน 人、ปลา 魚

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : รถ 車  คน 人、ภูเขา 山、น้ำ 水、ไฟ 火

เด็กชายที่เกิดปีวอก (ลิง)

คำมงคลที่ควรมี : ถั่ว 豆類、ข้าว 水稻、ภูเขา 山脈、น้ำ 水

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : หิน 岩石 ไฟ火  มีด 刀

เด็กชาวจีน กับการตั้งชื่อมงคลเสริมบารมี
เด็กชาวจีน กับการตั้งชื่อมงคลเสริมบารมี

เด็กชายเกิดปีระกา (ไก่)

คำมงคลที่ควรมี : ข้าว 水稻、ถั่ว 豆類、แมลง 昆蟲、ภูเขา 山脈

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : หิน 岩石 ดาบ 劍 พรสวรรค์ 禮物

เด็กชายเกิดปีจอ (หมา)

คำมงคลที่ควรมี : ปลา 魚 คน 人 ทอง 金 หยก 玉

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : รถยนต์ 車、มีด 刀、พ่อ 父親、ไฟ 火

เด็กชายที่เกิดปีกุน (หมู)

คำมงคลที่ควรมี : ไม้ 木、คน 人、ภูเขา 山、ดิน 土

ข้อห้ามคำที่ไม่ควรใช้ : แข็งแรง 強、ธนู 弓、หิน 石、มีด 刀

ตัวอย่างการตั้งชื่อจีนผู้ชายที่เหมาะสม

เจ้อหง 哲泓 Zhehong

Zhe หมายถึง ฉลาด เฉลียวฉลาด และมีความสามารถ hong หมายถึง ความฉลาด ความรู้ และความสามารถที่โดดเด่น ชื่อ Zhehong หมายถึง เด็กชายผู้เฉลียวฉลาด มีความสามารถ และมั่งคั่งในการเรียนรู้

หยูหมิง 宇明 

หยู 宇: หน้าตา กิริยา หน้าตาหล่อเหลา หมิง 明: ปัญญา ใส สว่าง หยูหมิง หมายถึง ผู้รอบรู้ เฉลียวฉลาด มีสติสัมปชัญญะ

ซื่อหยวน 思远

ซื่อ思 หมายถึงการคิดและการไตร่ตรอง และ หยวน远 หมายถึงความห่างไกลและระยะยาว ชื่อนี้บอกเป็นนัยได้ว่า เด็กชายคิดดี มีวิสัยทัศน์ระยะยาว คิดได้ไกล มีความคิด สงบ และมีความเป็นตัวของตัวเอง

เลือกชื่อลูกชายจากราศีเกิด
เลือกชื่อลูกชายจากราศีเกิด

ตารางชื่อมงคล ชื่อจีนผู้ชาย เสริมดวง บารมี

ชื่อจีนผู้ชาย ออกเสียง A -K

คำอ่าน ตัวเขียน ความหมาย
ห่าวเสวี่ย 浩学 ศีลบริสุทธิ์
อ้ายเสิน 爱神 กามเทพ
อ้ายเหริน 爱人 คนรัก
อ้ายฉิง 爱情 ความรัก
ฟางหรง 芳荣 เกียรติยศอันหอมหวาน
เฟยเทียน 飛天 ทะยานฟ้า
เฟยหลง 飛龍 มังกรทะยานบิน
เฟยเจิน 飛珍 โบยบินสู่ทรัพย์สมบัติ
ฮุ่ยเหอ 惠河 สายธาราแห่งความการุณย์
ฮุ่ยหวง 惠煌 รัศมีแห่งความเมตตา
ห่าวหราน 浩然 คนซื่อตรง ตรงไปตรงมา
เจียวจิง 娇晶 คริสตัลที่อ่อนโยน
เจียวเจี๋ย 娇杰 ฮีโร่ผู้อ่อนหวาน
เจียวจ้าน 娇赞 การสรรเสริญที่อ่อนโยน
เจียวจู 娇居 ที่อยู่หรือบ้านที่น่ารัก
เจียวจิน 娇金 ทองคำที่อ่อนโยน
เจียวซิ่ง 娇兴 ความกระตือรือร้นที่อ่อนโยน
เจียวมิ่ง 娇命 ชีวิตที่อ่อนโยน
เจียวซิ่น 娇信 ความศรัทธาที่อ่อนโยน

ชื่อจีนมงคลที่ออกเสียง  L -N

คำอ่าน ตัวเขียน ความหมาย
ลี่จิ่น 丽紧 ความหนักแน่นอันงดงาม
ลี่มี่ 丽密 ความหนาและความสวยงาม
ลี่จิน 丽金 ทองคำที่สวยงาม
ลี่จู 丽诸 สวยงามมาก
ลี่หยาง 丽洋 มหาสมุทรอันงดงาม
ลี่อิน 丽音 เสียงที่งดงาม ไพเราะ
ลู่จื้อ 璐智 หยกแห่งความฉลาดเฉลียว
ลู่ชิง 璐星 หยกแห่งดวงดาว
ลู่ฟาง 璐芳 หยกที่หอมหวน
ลู่ซือ 璐師 หยกแห่งความเชี่ยวชาญ
ลู่หลิ่ง 璐岭 ทิวเขาหยก
ลู่เสียน 璐贤 หยกบริสุทธิ์
หนิงเอ๋อ 宁娥 ความงดงามแห่งสันติ
หนิงอัน 宁安 ความสงบสุขแห่งสันติภาพ
หนิงเฟิ่ง 宁凤 นกฟีนิกซ์ที่สงบเสงี่ยม
หนิงเฉิง 宁成 ความสำเร็จที่สงบสุข
หนิงเจี้ยน 宁健 สุขภาพดีและสงบสุข
หนิงเหอ 宁河 สายน้ำที่สงบเงียบ
หนิงหลง 宁龙 มังกรแห่งความสงบเสงี่ยม

ชื่อจีนผู้ชายมงคล ออกเสียง M-Z

คำอ่าน ตัวเขียน ความหมาย
ซูเซียว 淑霄 สรวงสวรรค์อันสวยงาม
ซูเหวิน 淑闻 เรื่องเล่าที่งดงาม
ซูเม่ย 淑魅 มนตราที่สวยงาม
ซูลี่ 淑力 พลังอำนาจอันงดงาม
ซูฉี 淑慈 ความเมตตาที่สวยงาม
ซูมี่ 淑蜜 ความแท้จริงที่สวยงาม
เยว่ซิน 月欣 ดวงจันทร์แห่งความสุข
เยว่เล่อ 月乐 ดวงจันทร์แห่งความสุข
เยว่ส่าง 月赏 รางวัลจากดวงจันทร์
ผู่เยว่ 谱月 ดวงจันทร์และดนตรี
เยว่ชื่อ 月赐 ของขวัญจากดวงจันทร์
เยว่จวน 月钻 เพชรจากดวงจันทร์
ข้อมูลอ้างอิงจาก m.meimingteng.com/cottonbaby.co

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

50 ชื่อจีนผู้หญิง ตั้งให้ลูกสาวตึ่งหนั่งเกี้ยใช้แล้วเฮงเฮงเฮง!

300+ ชื่อผู้ชาย ความหมายดี ปี 2021-2022 ตามวันเกิด

แม่บ้านญี่ปุ่นคัดมาให้!! 100 ชื่อภาษาญี่ปุ่น เพราะๆ ทั้งลูกชายลูกสาว

300+ ชื่อเล่นลูกชาย อัพเดตล่าสุด 2021!! ไม่ซ้ำ ไม่เชย เท่ล้ำไม่เหมือนใคร

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝึกหัดอนุบาล

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล โหลดเลย!!

แจกฟรี แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล ให้ลูกได้ฝึกคัดลายมือ ฝึกอ่าน ฝึกเขียน เรียนรู้ตัวเลข ตัวอักษรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ง่าย ๆ จากที่บ้าน!!

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล โหลดเลย!!

การเขียน เป็นอีก 1 พัฒนาการที่เด็กในวัย 2-6 ขวบ ควรฝึกฝน การฝึกเขียนเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เพื่อเตรียมพร้อมต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ จึงควรให้ความสำคัญ การฝึกเขียน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ ก ไก่ คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกเริ่มฝึกเขียนจากคำที่ลูกสนใจ ซึ่งคำ ๆ นั้น อาจจะเป็นสิ่งใกล้ตัว เช่น ของเล่นที่ลูกชอบ ต้นไม้ ท้องฟ้า หรือแม้แต่ชื่อเล่นของลูกเอง โดยคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เมื่อลูกเขียนได้ ลูกจะเกิดความภูมิใจและกระตุ้นความสนใจในการเขียนได้ดีที่สุด

แต่หากลูกยังจับดินสอได้ไม่ค่อยคล่อง ไม่สามารถออกแรงได้ดี อย่าเพิ่งกดดันลูกนะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมความพร้อมก่อนให้ลูก โดยการพัฒนากล้ามเนื้อมือ โดยเน้นที่การทำกิจกรรมที่ใช้มือเป็นหลัก เช่น การให้เด็กขยำกระดาษ การปั้นต่างๆ การกรอกน้ำใส่ขวด การร้อยลูกปัด การใช้กรรไกรตัดกระดาษ เป็นต้น และเมื่อลูกเริ่มฝึกจับดินสอ อาจให้ลูกระบายสีตามจินตนาการไปก่อน เพื่อให้ลูกรู้จักการลงน้ำหนัก หนักและเบาของดินสอ

และเมื่อลูกส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะจับดินสอเขียนหนังสือแล้ว ทีมแม่ ABK ก็ได้เตรียม แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้โหลด เพื่อนำไปให้ลูก ๆ ได้ฝึกทำกันเลยค่ะ

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล โหลดเลย!!

ฝึกเขียนเลข 1-10 ตามรอยประ

เขียนตามรอยประ ตัวเลขอารบิก และตัวเลขไทย 1-10

แบบฝึกหัดลากเส้นสำหรับน้องๆ อนุบาล

ใบงานเขียนตามรอยเส้นประ a-z

ใบงานแบบฝึกหัดคัดตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z พร้อมเกมส์เขาวงกตตัวอักษรภาษาอังกฤษ

ไฟล์โปสเตอร์สำหรับตัดเรียงต่อกัน หน้าต่างบานใหญ่ หน่วยกลางวัน กลางคืน

ฝึกเขียนลากเส้นตามจุดพยัญชนะไทย

เกมส์ฝึกทักษะวงภาพ 3 ตำแหน่งที่แตกต่าง

บัตรภาพจับคู่รูปทรงเรขาคณิตกับวัตถุสิ่งของ

ลากเส้นตามจุดให้เป็นภาพ ฝึกกล้ามเนื้อมือ

ฝึกบวกเลขรูปตุ๊กตามนุษย์หิมะ Snowman

ภาพใบงานระบายสี ติดปะ ตัด หน่วยผลไม้ ภาพลายเส้นผลไม้ระบายสี

บัตรภาพเรียงลำดับขั้นตอนฝึกเรียงภาพ คําสั่งตรรกะสำหรับน้องอนุบาล

สวมชุดให้กับตุ๊กตาเด็กชายเด็กหญิงน่ารักๆ ฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์

ใบงานจับคู่ภาพที่มีความสัมพันธ์กันสำหรับน้องอนุบาล ปฐมวัยฝึกคิดวิเคราะห์ ตรรกะ

ใบงานอนุบาล
ใบงานอนุบาล

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล โหลดเลย!!

จำนวนนับ 1-10 พร้อมภาพประกอบตามจำนวน

ใบงานหันหัวปลาตามลูกศร ฝึกคิดวิเคราะห์

ใบงานเรียนรู้เรื่องสี ตัดกระดาษมาแปะติดให้ตรงกับภาพที่สอดคล้องกัน

เรียนรู้การนับอย่างง่ายรูปหมูน่ารักๆ

ใบงานลากเส้นตามตัวตัวเลขแต่ละจุดเพื่อสร้างภาพสัตว์น่ารักๆ

ใบงานฝึกกล้ามเนื้อมือลากเส้นประภาพการ์ตูนสีสันสดใสน่ารักๆ

โยงเส้นจับคู่ภาพที่เหมือนกัน

ใบงานสร้างสรรค์ ฉีกปะ ผัก ผลไม้

ใบงานฝึกลากเส้นตามภาพที่กำหนดให้สำหรับน้องๆ อนุบาล ปฐมวัย จำนวน 11 หน้า

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดอนุบาล ใบงานอนุบาล โหลดเลย!!

เกมจับคู่ภาพกับพยัญชนะไทย

การ์ดจับคู่ภาพกับเงารูปต่างๆ สำหรับฝึกทักษะภาษาและเพิ่มความสนใจ สามารถใช้เพื่อเรียนรู้การแยกแยะรูปแบบที่แตกต่าง

แฟลชการ์ดเลข 0-10 รูปการ์ตูนปลาน่ารักๆ

ภาพพยัญชนะไทยสวยงาม

เกมการศึกษา จับคู่ภาพสัตว์น่ารักๆ กับเงา

จิ๊กซอไม้บรรทัดภาพสัตว์สวยงาม

ใบงานหน่วยวันเข้าพรรษา

Lego ตัวเลข 1-9 สีสันสดใส พร้อมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

แบบฝึกลากเส้นตามจุดสำหรับเด็กอนุบาล

แบบฝึกหัดปริศนาอักษรไขว้ภาษาอังกฤษ อนุบาล 1

ระบายสี 6 กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย

แบบฝึกหัดปริศนาอักษรไขว้ภาษาอังกฤษ อนุบาล 2

แบบฝึกหัดปริศนาอักษรไขว้ภาษาอังกฤษ อนุบาล 3

ลากเส้นตามรอยภาพการ์ตูนน่ารัก ๆ พร้อมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

บัตรภาพคำศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมคำแปล

ใบงานฝึกเขียนตัวเลขตามรอยประพื้นหลังรูปการ์ตูนสำหรับระบายสีน่ารัก ๆ

เขียนคำตามรอยประและวาดภาพระบายสีรูปสัตว์น่ารัก ๆ

สังเกตภาพไม่เข้าพวก

ฝึกลากเส้นพยัญชนะไทย ก-ฮ

กิจกรรม Matching shadow ให้เด็กๆ จับคู่เงากับรูป

แน่นอนว่าเมื่อเด็กอยู่บ้าน บ้านซึ่งเป็น Comfort Zone ของเค้า ลูกจะเลือกที่จะวิ่งเล่น เล่นของเล่น ดูการ์ตูน มากกว่าที่จะมานั่งทำแบบฝึกหัด ทีมแม่ ABK มีเคล็ด (ไม่) ลับ ฝึกให้ลูกทำแบบฝึกหัดมาฝากค่ะ

แบบฝึกหัดเด็กอนุบาล
แบบฝึกหัดเด็กอนุบาล

เคล็ด (ไม่) ลับ ฝึกให้ลูกทำแบบฝึกหัด

  1. จัดมุมทำแบบฝึกหัดโดยเฉพาะ

การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การเรียนรู้ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีอุปกรณ์การเรียนและเครื่องเขียนที่จำเป็น โดยไม่ควรมี ของเล่น โทรทัศน์ เกม หรือสิ่งอื่น ๆ ที่อาจจะเบี่ยงเบนความสนใจของลูกมาอยู่ใกล้ ๆ การจัดสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะช่วยให้ลูกมีสมาธิต่อการทำแบบฝึกหัดได้ดีค่ะ

2. ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

คุณพ่อคุณแม่ควรมีกฎ กติกา ที่ชัดเจน ว่าในทุกวัน ควรใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำแบบฝึกหัด แต่กฎ กติกา นั้น ๆ ควรจะจัดให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็กด้วย เช่น เด็ก 3-5 ขวบ จะสามารถมีสมาธิกับสิ่งใด สิ่งหนึ่งได้เพียง 30 นาที – 1 ชั่วโมง ดังนั้น คุณแม่อาจจะกำหนดว่าหลังทานข้าวกลางวันเสร็จ จะเป็นเวลาในการทำแบบฝึกหัดกัน และจะทำแบบฝึกหัดให้ครบ 30 นาที เป็นต้น และกฎ กติกา เหล่านี้ คุณแม่จะต้องทำเป็นประจำทุกวัน ไม่ควรใจอ่อน หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะจะทำให้เด็กรู้ว่าการทำแบบฝึกหัด ไม่จำเป็น ไปเล่นดีกว่า

3. ทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับลูก

การทำแบบฝึกหัด คุณพ่อคุณแม่ต้องทำด้วยค่ะ เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่าแบบฝึกหัดที่อยู่ตรงหน้านั้น น่าสนใจแค่ไหน ลูกจะรู้สึกสนุกกับการทำแบบฝึกหัดมากขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่เพียงยื่นแบบฝึกหัดให้ลูกทำ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สนใจ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่ยังไม่สนใจจะทำเลย แสดงว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่น่าสนใจ

ในช่วงที่ต้องอยู่บ้านกันนาน ๆ แบบนี้ เด็กต้องเสียโอกาสในการได้ไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่นอกบ้าน นอกห้องเรียน ไปมากมาย ดังนั้น เราในฐานะพ่อแม่ มาเปลี่ยนบ้านให้เป็นที่สำหรับเรียนรู้ของลูกกันดีกว่าค่ะ ลองแบ่งเวลาซักวันละ 1 ชั่วโมง ในการเล่นกับลูก ทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับลูก เพื่อให้ลูกได้ฝึกทักษะต่าง ๆ ได้จากในบ้านกันเถอะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

วิธีการ พัฒนาทักษะ “การแก้ปัญหา” อย่างเป็นขั้นตอน

แจกฟรี!! 50 แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษอนุบาล โหลดเลย!!

แบบฝึกหัดภาษาไทย สำหรับอนุบาล-ป.1 ฝึกอ่าน-เขียน เตรียมความพร้อมด้านภาษา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สื่อสร้างสรรค์ byครูลิตา, ปันสื่อปฐมวัย, Learning abcd, Edukacija, สื่อสร้างสรรค์ปฐมวัยครูแขก, imageneseducativas.com, ห้องสื่อ KruFernly, ครู ไฉไล, Free Worksheets สื่อการสอน print ฟรี, สื่อตกแต่งห้องเรียนปฐมวัย By Kruning, Edutech_special needs, I Teach Little Kids, บ้านปฐมวัย By Teacher Cris, สื่อปฐมวัยทำมือ by Krugolf Krujoy, สื่อ เสริม เพื่อสร้าง, YoungCiety, Z”Noon Chitlada Singhol, สื่อการสอนคุณครูเบ็ญ, สื่อและใบงาน BBL #โรงเรียนบ้านขุนลาว (แม่นางบึ่ง), บ้านสื่อปฐมวัย by ครูนี, แนวข้อสอบสาธิต.com Group, สื่อการสอนเด็กประถม/ปฐมวัย/เด็กพิเศษKru.Phat, แนวข้อสอบสาธิต.com, www.ฟรีสื่อการเรียนการสอน.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สมองส่วนหน้า

8 วิธีฝึก “สมองส่วนหน้า” ที่ให้ลูกได้มากกว่าทักษะ EF

การพัฒนา สมองส่วนหน้า เป็นการฝึกทักษะสมองที่สำคัญ ที่พ่อแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้ลูกมีสมาธิ เรียนรู้ไว แก้ปัญหาได้ รวมถึงสามารถควบคุมพฤติกรรม อารมณ์ และการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเองได้ ซึ่งเด็กที่มีทักษะนี้จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จในชีวิต
หากพ่อแม่ต้องการฝึกสมองส่วนหน้าให้ลูก สามารถทำได้อย่างไรบ้าง พญ. ศรินพร มานิตย์ศิริกุล ทิพย์อุดม เจ้าของเพจ “หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด” มีคำแนะนำที่น่าสนใจมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ
ว่าด้วยเรื่อง สมองส่วนหน้า หลายๆ คนเคยได้ยินว่าสมองส่วนหน้ามีความสำคัญ และเวลาที่เราต้องการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก อ่านนิทานต่างๆ ทุกคนมักชอบพูดถึงคำว่า สมองส่วนหน้า และ EF หรือ executive function

สมองส่วนหน้า ทำหน้าที่อะไร

จริงๆ แล้ว สมองส่วนหน้า ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ EF อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ สมองส่วนหน้า ยังแบ่งย่อยเป็นส่วนต่างๆ ควบคุมทั้ง
  1. สมาธิ Attention
  2. Executive function
  3. การควบคุมตัวเอง inhibition
  4. impulse control
  5. การคิดวิเคราะห์วางแผนต่างๆ
  6. แก้ไขปัญหา problem solving
  7. การเข้าสังคมและพฤติกรรมต่างๆ
หลายๆ คนคงคิดว่าสมองส่วนหน้าพัฒนาสูงสุดอย่างรวดเร็วในช่วงวัยเด็ก แต่ความลับก็คือ สมองส่วนหน้ายังมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จนเสร็จสมบูรณ์ตอนอายุ 20 ปลายๆ เลยค่ะ
เพราะฉะนั้น การพัฒนาการฝึกฝนสมองส่วนหน้าก็ยังคงต้องทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง ก็ต้องอาศัยสมองส่วนหน้าในการควบคุมตัวเอง คิดวิเคราะห์ ลองผิดลองถูก และยับยั้งชั่งใจ
และที่สำคัญคือ บางโรค เช่น สมองส่วนหน้าฝ่อ มักจะเกิดได้ค่อนข้างไวกว่าคนไข้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ บางทีอายุ 50 กว่าๆ ก็มีอาการแล้ว

8 วิธีฝึก สมองส่วนหน้า ที่ให้ลูกได้มากกว่า EF

การฝึกฝนการทำงานของ สมองส่วนหน้า ทำได้หลายวิธีมากๆ หมอขอยกตัวอย่างแค่บางส่วนที่ทำได้ง่ายๆ นะคะ

1. อ่านนิทาน

เรารู้อยู่แล้วว่านิทาน เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของสมองส่วนหน้า เราสามารถสอดแทรกการคิดวิเคราะห์ การเข้าสังคม ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีภายในบ้าน ฝึกจินตนาการต่างๆ ให้ลูกได้ผ่านทางนิทานค่ะ

ฝึกลูกรักการอ่าน

2. เกมส์จับคู่

การจับคู่ต้องอาศัยสมาธิ การสังเกต การหาจุดเชื่อมโยงในการจำ และยังต้องใช้ความจำระยะสั้นในการจดจำ ซึ่งความจำระยะสั้นจุดเริ่มต้นส่วนแรกก็คือสมองส่วนหน้าค่ะ

เล่นเกมจับคู่

3. ฝึกการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา

ให้เล่นเกมต่างๆ ที่ต้องใช้การวิเคราะห์แก้ปัญหา หรือเราอาจจะฝึกให้ลูกรู้จักคิดตามและคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกเอาของออกจากกระเป๋าไม่ได้ ให้ลูกคิดว่าเกิดจากอะไร ลูกเปิดซิปแคบไปไหม หรือว่าของเล่นมันกางอยู่ต้องพับก่อนแบบนี้เป็นต้น ดังนั้นแม่ต้องให้เวลาลูก ในการคิดและแก้ปัญหาเองก่อนที่จะเข้าช่วยเหลือเสมอ
บางทีการพูดคุยกับลูกก็ช่วยได้ในส่วนนี้ เช่น อธิบายว่า แม่ทำแบบนี้เพราะอะไร รถจอดติดนานเพราะไฟแดง เดี๋ยวไฟเขียวรถก็ไป
เราใช้ไฟแดงเพื่อป้องกันไม่ให้รถชนกัน ไม่งั้นรถมาทุกทางไม่รู้ว่าใครไปก่อน หรือจริงๆ มีวิธีอื่น เช่น ใช้สะพานข้ามแยก เรามาช่วยกันคิดว่าใช้วิธีไหนได้บ้าง ฝึกเล่าให้ลูกฟัง อธิบายให้ลูกฟัง ค่อยๆ คิดไปด้วยกันก็ช่วยได้ค่อนข้างเยอะค่ะ

ฝึกคิดแก้ปัญหา

4. ให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเอง เคารพกฎของสังคม หัดยับยั้งชั่งใจ

ช่วงนี้เด็กๆ ยังเล็กอยู่ ที่แม่ทำบ่อย คือ เวลาลูกเสียงดังที่ร้านอาหาร แม่จะพูดว่า “พี่ทานข้าวอยู่ เราทำเสียงเบาๆ กันนะคะ” ลูกจะได้รู้จักการเกรงใจผู้อื่น เคารพสิทธิของผู้อื่นและควบคุมตัวเอง ทุกวันนี้เวลาเด็กๆ เผลอทำเสียงดังแม่มองลูกก็จะยกนิ้วชี้ขึ้นมาปิดปากตัวเองทำเสียง ชู่ แล้วพูดว่าพี่ทานข้าวอยู่
เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

5. ฝึกการแบ่งปัน Sharing

บ้านเราโชคดีมากที่มีลูก 2 คนวัยเท่ากัน ทำให้บางทีของเล่นต้องแบ่งปันกัน แบ่งอาหารกัน ตอนแรกเด็กอาจจะไม่เข้าใจเพราะคิดว่าอาหารคือของตัวเองทั้งหมด แม่จะใช้คำว่า Sharing อ่านนิทาน sharing โดยมีพื้นฐานว่าถ้าเป็นของลูก ลูกมีสิทธิ์เลือกว่าอยากจะให้หรืออยากจะเก็บไว้
ตอนหลังเวลาเด็กแย่งของกัน เด็กก็จะยื่นของให้กันเองด้วยหันมายิ้มให้แม่แล้วพูดว่า Sharing แม่ก็จะชมลูกก็จะภาคภูมิใจ  บางทีนิวโรอยากไปขอของฟรอนโท ลูกก็จะพูดว่า “ฟรอนโท Sharing เจ้ ” ซึ่งต่างจากตอนเด็กๆ ที่ไปหยิบของในมือของคนอื่นมาโดยตรง ลูกรู้จักการขอก่อนและรู้จักการรอ
นอกจากการ sharing ในบ้านแล้ว การแบ่งปันให้คนอื่นในสังคม ก็เป็นฝึกการพัฒนาสมองส่วนหน้าของลูกอีกทางนึงค่ะ

แบ่งปันเพื่อน

6. เล่นบทบาทสมมติ

การเล่นบทบาทสมมุติขายของทำกับข้าวให้แม่ทาน การเล่นเป็นพี่เลี้ยงดูแลน้องฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ช่วยฝึกพัฒนาให้ลูกมีจินตนาการฝึกการแก้ปัญหา ฝึกการควบคุมตัวเอง ได้เช่นกัน

เล่นบทบาทสมมุติ

7. การทำงานบ้าน รับผิดชอบตัวเอง

เราสามารถฝึกสมองส่วนหน้าได้โดยการให้ลูกช่วยทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆตามอายุเช่น เช็ดกระจก กวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น ดูดเศษขนมที่ลูกทำตก เวลาลูกถอดกางเกงให้ลูกเก็บใส่ตะกร้าเอง ให้ลูกฝึกการช่วยเหลือตัวเอง ใส่กระดุม ใส่กางเกง ฝึกการเข้าห้องน้ำฝึกการนั่งกระโถนชักโครกด้วยตัวเอง โดยทำตามช่วงวัยและตามพัฒนาการของลูกเท่าที่ลูกทำได้ค่ะ

ฝึกทำงานบ้าน
ฝึกทำงานบ้าน

8. การวาดรูประบายสี

ฝึกสมาธิ ฝึกการเปลี่ยนสี การใช้สีแบบต่างๆ ลูกต้องควบคุมน้ำหนักมือในการใช้สีแต่ละประเภท ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ระบายสีออกนอกกรอบ หรือยับยั้งชั่งใจไม่ให้ไประบายโซฟาและโต๊ะของแม่ กระตุ้นพัฒนาการต่างๆ ให้ลูกได้ดี รวมถึงกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยค่ะ

สอนลูกให้คิดบวก

จริงๆ ยังมีวิธีการต่างๆ ในการฝึกสมองส่วนหน้าอีกเยอะมากๆ ในช่วงอายุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นหมากรุก การต่อจิ๊กซอว์ การเล่น A match ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้สามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ จนถึงวัยเกษียณก็ยังควรจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


การฝึกการทำงานของสมองส่วนหน้า ครอบคลุม Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมีหลายด้าน เด็กจะได้ฝึกทั้งความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) จากการฝึกควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมของตัวเองผ่านการทำงานบ้าน, ฉลาดคิดเป็น (TQ) และฉลาดเผชิญอุปสรรค (AQ) จากการคิดวิเคราะห์ เล่นเกมแก้ปัญหา, ฉลาดคิดสร้างสรรค์ (CQ) จากการเล่นบทบาทสมมติ อ่านนิทาน วาดรูประบายสี, ฉลาดเข้าสังคม (SQ) จากการฝึกแบ่งปัน และยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ในการสร้างเด็กยุคใหม่ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จในชีวิต


ติดตามความรู้การพัฒนาสมอง และการเรียนรู้ของเด็ก กับคุณหมอศรินพร

ได้ที่เพจ หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด

หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

11 เกมฝึกสมอง สอนลูกแก้ปัญหาไม่ละความพยายามง่ายๆ

8 ของเล่น เด็ก 4 ขวบ ฝึกสมอง สร้างสมาธิ เสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยวัยอนุบาลโดยเฉพาะ!

คนท้องกินลำไยได้ไหม

10 คำถามตอบตรงไม่ลำไย! คนท้องกินลำไยได้ไหม ??

คนท้องกินลำไยได้ไหม คำถามที่แม่ท้องต้องการคำตอบชัด ๆ ก็แหมลำไยทั้งหวาน ทั้งกรอบอร่อยนี่นา มาฟังคำตอบกันแบบไม่ลำไย ไม่ปิดบัง กินได้ไหม กินแล้วดีกับลูกหรือไม่

10 คำถามตอบตรงไม่ลำไย! คนท้องกินลำไยได้ไหม ??

อาหารการกินกับมนุษย์ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งคู่กัน จนถึงขนาดที่ว่าบางคนมีสโลแกน “อยู่เพื่อกิน มิใช่กินเพื่ออยู่” กันไปเสียแล้ว ไหนใครที่มีสโลแกนประจำตัวแบบนี้บ้าง เห็นทีเราจะเป็นคนจำพวกเดียวกันเสียแล้ว ไม่ว่าจะอาหารคาว อาหารหวาน หรือผลไม้ก็ใช่ย่อย ล้วนแล้วแต่เรียกน้ำลาย น้ำย่อย ไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียวเชียว

ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่เป็นครัวโลกประเทศหนึ่ง ผลไม้ไทยก็เป็นอีกหนึ่งที่ขึ้นชื่อ เลื่องลือ ถึงความอร่อยซึ่งก็มีมากมายหลายชนิด หนึ่งในนั้นทุกคนก็คงลงความเห็นเหมือนกันเป็นแน่ว่า “ลำไย” ที่จัดว่าเป็นผลไม้ที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบ ทั้งความหวานละมุน ความกรอบอร่อยของเนื้อลำไยที่ชวนให้ใคร ๆ หลงใหลที่จะลิ้มลอง แต่หากว่าตอนนี้เราเป็นคนท้องละ จะยังคงรับประทานลำไยได้ตามปกติหรือไม่กันนะ

แม่ท้องกับคำถามสารพันในโซเซียลที่รอคำตอบ
แม่ท้องกับคำถามสารพันในโซเซียลที่รอคำตอบ

คุณแม่ตั้งครรภ์ กับการรับประทานนั้น มักมีปัญหาที่คล้าย ๆ กัน นั่นคือ คำถามเกี่ยวกับสิ่งของที่จะรับประทานว่า สามารถรับประทานได้ไหมในระหว่างที่ตั้งครรภ์ กินแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อลูกในท้อง และอีกมากมายคำถามสารพัด สารพันกวนใจแม่ท้องกันใช่ไหม วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK เข้าใจ และได้รวบรวม 20 คำถามคาใจเกี่ยวกับลำไยที่แม่ท้องอยากทราบก่อนที่จะรับประทานว่า คนท้องกินลำไยได้ไหม มาฝากกัน

10 คำถามความเชื่อยอดฮิตกับ “ลำไย” 

1.คนท้องกินลำไยมากทำให้ร้อนในจริงหรือ?? 

คงไม่ใช่แค่คนท้องเท่านั้นที่รับประทานลำไยแล้วร้อนใน ความเชื่อที่ว่าหากกินลำไยในปริมาณมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการร้อนในตามมา บ้างก็ว่าเกิดจากยางของลำไย สำหรับข้อเท็จจริงของเรื่องนี้นั้น ขอให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า อาจเป็นเพราะลำไยเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ทำให้มีน้ำตาลตกค้างอยู่ภายในปากหลังกิน ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้เป็นอาหารของแบคทีเรีย และเป็นสาเหตุให้มีแบคทีเรียสะสมมากขึ้น ทำให้เสี่ยงเกิดแผลร้อนในตามมาในที่สุด ดังนั้น อาหารที่มีน้ำตาลมากจึงล้วนส่งผลให้เป็นร้อนในได้ ไม่ใช่เพียงแต่ลำไยเท่านั้น

คนท้องกินลำไยได้ไหม
คนท้องกินลำไยได้ไหม

สาเหตุที่แม่ท้องเกิดแผลร้อนในบ่อย ๆ ได้แก่

  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนบางตัวจะส่งผลต่อการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ยิ่งเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 จะมีฮอร์โมนจากรกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ นี้ทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกายแม่ท้อง ได้แก่ แผลในช่องปาก มีผดผื่นผิวหนัง ผมร่วง และคันตามตัวได้ เป็นต้น
  • อาหาร หรือผลไม้ที่รับประทานเสี่ยงต่อการเกิดแผลช่องปากได้สูง อาหารบางอย่างสามารถกระตุ้นฮอร์โมนให้ทำงานไวมากขึ้น หรือแย่ลงได้ ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง หรือน้ำตาลจากอาหาร หรือผลไม้ที่ตกค้างอยู่ภายในปาก เป็นสาเหตุให้เกิดแบคทีเรียต้นเหตุให้เกิดแผลช่องปากได้เช่นกัน เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย อาหารทอด เป็นต้น
  • การดูแลความสะอาดช่องปาก หลังเข้าไตรมาสที่ 2 เหงือกคุณแม่ท้องมักจะบวมมาก เป็นสาเหตุให้แปรงฟันลำบาก โดยเฉพาะบริเวณโคนฟัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มักมีแบคทีเรียติดเชื้ออยู่ ประกอบกับสภาวะที่ลิ้นเป็นกรดด่างที่เอื้อต่อการเกิดแผล หากเป็นก็จะหายยากอีกด้วย

การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่พอจะทำได้และบ้วนปากหรือดื่มน้ำตามหลังจากการกินอาหารที่มีกรดหรือน้ำตาลเพื่อล้างปาก จึงอาจช่วยป้องกันการระคายเคืองภายในช่องปากที่จะนำไปสู่การเกิดแผลร้อนในได้

2.คนท้องกินลำไยได้ไหม??

การกินผักผลไม้ให้หลากหลายจะช่วยให้ว่าที่คุณแม่ได้รับวิตามิน และแร่ธาตุที่ครบถ้วน เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของลูกน้อย อีกทั้งมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยป้องกันท้องผูกได้ดี ลำไยจึงไม่ใช่ของต้องห้ามที่ไม่ควรกินระหว่างตั้งครรภ์แต่อย่างใด สิ่งที่ควรระวังเมื่อคุณแม่ท้องกินลำไย ให้ระวังในเรื่องน้ำตาลที่มีสูงมากในลำไย รวมไปจนถึงผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน กล้วย หรือสับปะรด ด้วยเช่นกัน ไม่ควรกินในปริมาณที่มาก เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงเสี่ยงเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

คุณแม่ท้องสามารถกินลำไยได้ และเพื่อป้องกันการกินในปริมาณที่มากเกินไป เราแนะนำให้กินสลับกับผลไม้ที่มีรสหวานน้อย และหวานปานกลาง เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ แก้วมังกร ส้มโอ ส้ม กล้วยน้ำว้า ก็จะทำให้คุณแม่ได้รับประทานผลไม้หลากหลาย และเฉลี่ยปริมาณน้ำตาลไม่ให้สูงจนเกินไปเมื่ออิ่มพอดีได้อีกด้วย

10 คำตอบ กับ คนท้องกินลำไยได้ไหม
10 คำตอบ กับ คนท้องกินลำไยได้ไหม

3.กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไร??

เนื้อลำไยอุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนอันพบมากในกระดูก หลอดเลือด และผิวหนัง เนื้อลำไย 9 ผล ให้วิตามินซีสูงถึง 63 มิลลิกรัม ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน โดยผู้หญิงควรได้รับวิตามินซีวันละ 75 มิลลิกรัม ส่วนผู้ชายควรได้รับวันละ 90 มิลลิกรัม นอกจากนั้น งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของลำไย ไม่ว่าจะเป็นใบ ผล เมล็ด เปลือก ลำต้น กิ่ง ดอก ต่างประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้

  • บรรเทาอาการปวดข้อ โรคเกี่ยวกับข้อต่อ และกระดูกหลายโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม กระดูกพรุน และโรคเก๊าท์
  • สารต้านอนุมูลอิสระที่มีในลำไย ช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระในร่างกายที่สร้างความเสียหายต่อเซลล์และเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

4.ท้องอยู่อยากกินลำไยมากควรทำอย่างไร??

อย่างที่ได้กล่าวมาให้ข้างต้นแล้วว่า ลำไยเป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง ด้งนั้นคุณแม่ท้องที่ชื่นชอบการรับประทานลำไยจึงควรระมัดระวังในเรื่องปริมาณน้ำตาล ยิ่งช่วงเวลาตั้งครรภ์ ระดับน้ำตาลจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งตัวคุณแม่ และลูกในท้องค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องงดการกินลำไยหรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางสารอาหารแต่มีน้ำตาลสูงเสมอไป เพียงลดปริมาณ และความถี่ในการกินให้น้อยลง

5.จำเป็นต้องล้างลำไยก่อนกินไหม??

ผักผลไม้ก่อนรับประทานควรล้างให้สะอาด นอกจากล้างสิ่งปนเปื้อนที่ติดมาแล้ว ยังต้องให้มั่นใจว่าสามารถชะล้างยาฆ่าแมลงที่ติดอยู่บนผิวได้ เรามาดูวิธีล้างผักและผลไม้ให้สะอาดปลอดภัยกันตามภาพ

 

วิธีการล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย
วิธีการล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย

การล้างผักผลไม้ช่วยขจัดยาฆ่าแมลง และเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนตามเปลือกผลจริง แต่อาจไม่ทั้งหมด หลายคนเสี่ยงได้รับยาฆ่าแมลงจากกินลำไยจากการใช้ปากกัดเปลือกลำไย ทางที่ดีจึงควรใช้มือ หรือมีดแกะผลลำไยแทน

6.ลำไยช่วยลดความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้า ได้จริงไหม??

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารสองตัวที่มีอยู่ในลำไย คือ  กาบา และกรดแกลลิก ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้มีสรรพคุณต้านภาวะซึมเศร้า และปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นในมนุษย์ได้ ทั้งนี้ การศึกษาโดยใช้ลำไยหรือสารสกัดจากลำไยโดยตรงนั้นมีไม่มากนัก และยังไม่พบการศึกษาในคนที่น่าเชื่อถือ จึงยังคงเป็นข้อสันนิษฐาน และต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

7.ทำไมสมุนไพรไทยหรือจีนมักมีส่วนประกอบของลำไยอบแห้ง??

ลำไยมักถูกใช้ในยาสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรตำหรับไทย หรือจีนเนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าเป็นผลไม้มงคล นำมาทำเป็นส่วนผสมในตัวยาได้ เนื่องจากมีสรรพคุณทางหยาง บำรุงม้าม หัวใจ เลือด เพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนโลหิต แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย บำรุงสายตา ป้องกันเชื้อโรคบางชนิดได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับสรรพคุณทางยาของสมุนไพรแผนโบราณของไทย ที่ได้กล่าวไว้ว่าลำไยสามารถนำมาใช้เป็นยาได้ทุกส่วน ดังนี้

  • เมล็ด แก้บาดแผลมีเลือดออก ห้ามเลือด แก้ปวด สมานแผล แก้แผลมีหนอง และกลากเกลื้อน
  • ใบ แก้ ไข้หวัด มาลาเรีย แก้ฝีหัวขาด แก้ริดสีดวงทวาร
  • ดอกแก้โรคเกี่ยวกับหนองทั้งหลาย
  • รากใช้แก้เสมหะ และลม ถ่ายโลหิตออกทางทวารหนัก แก้ระดูขาวมากผิดปกติ ขับพยาธิเส้นด้าย
  • เปลือกต้น แก้เสมหะ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด สมานแผล แก้น้ำลายเหนียว

    คุณแม่ท้อง กับการระวังการกินเพื่อลูกน้อย
    คุณแม่ท้อง กับการระวังการกินเพื่อลูกน้อย

8.กินลำไยรักษาโรค ปลอดภัยหรือไม่??

ลำไยมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อยีสต์ ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ฤทธิ์เพิ่มความจำ ต้านการเป็นพิษต่อตับ ลดความวิตกกังวล ปกป้องเซลล์ประสาท ปกป้องสมอง ต้านการก่อกลายพันธุ์ ต้านความเหนื่อยล้า ต้านเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และปรับระบบภูมิคุ้มกัน

จากประโยชน์ของลำไยที่มีมากมาย และเด่นในเรื่องที่เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการต้านทานโรคที่ดีหากกินในปริมาณที่เหมาะสม จึงทำให้ในปัจจุบันมีการนำลำไยไปสกัดเป็นสารสกัดจากลำไย เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากลำไย โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่มากเมื่อรับประทานเป็นผลไม้สด แต่เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรใช้สารสกัดจากลำไยเป็นเวลานาน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ก็ตาม

9.ทำไมลำไยถึงเป็นผลไม้ต้องห้ามของคนท้อง??

คุณแม่ท้องไม่ต้องกังวลไปเมื่ออ่านถึงคำถามในข้อนี้ เนื่องจากว่า ข้อห้าม ความเชื่อในเรื่องดังกล่าว หากเราได้อ่านลึกลงไปในรายละเอียดแล้วจะพบว่า การที่กล่าวว่าลำไยเป็นผลไม้ต้องห้ามของแม่ท้องนั้น เป็นเพียงการแสดงความห่วงใยในเรื่องของปริมาณน้ำตาลที่มีมากในลำไยสด หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทานมากเกินไปก็จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน จนถึงขั้นร้ายแรงสุดคือเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นลำไยจึงมิใช่ตัวร้าย แต่เป็นปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่ลำไยมากกว่าที่ต้องระวัง อย่ารับประทานในปริมาณที่มากเกินพอดี

10.ลำไยทำให้แม่ท้องเป็นเบาหวานจริงหรือ??

เบาหวานคือโรคหนึ่งที่พบบ่อยในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่

  • คุณแม่ตั้งครรภ์ในขณะที่อายุมาก
  • มีพันธุกรรมคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • พฤติกรรมการกินไม่ถูกสัดส่วนและกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น เค้ก น้ำหวานชนิดต่างๆ หรือชอบกินผลไม้ที่มีน้ำตาล เช่น เงาะ ทุเรียน ลำไย หรือกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเยอะ มากกว่าที่จะเน้นอาหารประเภทโปรตีน

คนท้องกินลำไยได้ไหม กินปริมาณเท่าไหร่ วันนี้มีคำตอบ
คนท้องกินลำไยได้ไหม กินปริมาณเท่าไหร่ วันนี้มีคำตอบ

จะเห็นได้ว่าภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินลำไย หรือผลไม้ที่มีน้ำตาลมากเพียงอย่างเดียว หากมองถึงปัจจัยด้านการกิน จะพบว่าคุณแม่ควรใส่ใจอาหารการกินให้ถูกสัดส่วน ควรรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตให้น้อย เน้นอาหารโปรตีนมากกว่าจะช่วยให้อิ่มนาน การใส่ใจในสัดส่วนการกินจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและลูกน้อยได้ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ก่อให้เกิดโรคใด ๆ

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com/aby.kapook.com/www.gj.mahidol.ac.th/pharmacy.mahidol.ac.th/www.phyathai.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

กินผลไม้ ตอนไหนดี กับร่างกายมากที่สุด

ผักผลไม้ต้องห้าม สำหรับแม่ท้อง และให้นมลูก

9 ผัก ผลไม้สีแดง สารต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพคุณแม่

5 เครื่องดื่มบำรุงครรภ์และเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับคนท้อง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน

วิธีรับมือ ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน ลูกนอนไม่พอ แม่อย่ารอช้า!

ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน – การได้นอนกลางวันแม้เพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กได้ เนื่องจากการนอนกลางวันมีส่วนช่วยในการปรับอารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆ ช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ  อาทิ ร้องไห้ ไม่ร่าเริง หงุดหงิด เป็นต้น มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้นอนกลางวันทุกวันยังมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยน้อย ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ การนอนกลางวันยังช่วยเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ และพัฒนาสมองไปในทิศทางที่ดี

ทำไมเด็กเล็กต้องนอนกลางวัน

การที่เด็กๆ ได้นอนกลางวัน จะช่วยชดเชยการนอนหลับที่ขาดหายไปในตอนกลางคืนได้ เพราะแม้แต่เวลานอนโดยรวมที่ไม่เพียงพอเพียงหนึ่งชั่วโมงในแต่ละวัน ก็สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้ ความตื่นตัวและการทำงานของสมองของเด็กจะลดลงและแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าและปัญหาของอารมณ์ด้านลบที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้การนอนกลางวันของเด็กปฐมวัยยังมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการ การให้ลูกนอนกลางวันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและฟื้นฟูร่างกาย ดังนั้น การนอนกลางวันจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เจ้าตัวน้อยมีชั่วโมงการนอนหลับที่เหมาะสมตามวัย จากการศึกษาของ PsychCentral.com พบว่า การนอนหลับที่ไม่เพียงพอบ่อยๆ สามารถส่งผลต่อการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันของเด็ก ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาด้านอารมณ์ไปจนตลอดชีวิตได้

มีแนวคิดวิธีต่างๆ มากมายในการช่วยให้เด็กๆ นอนกลางวันได้อย่างราบรื่น แต่แนวคิดที่ดีที่สุดในโลก อาจไม่เหมาะกับลูกของเราก็เป็นไปได้ หากวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมลูกของคุณถึงหลับยาก หรือไม่ยอมนอนในตอนกลางวัน ไม่ใช่แค่เหตุผลเดียวที่ทารกและเด็กเล็กนอนกลางวันได้ยาก ยังมีหลายเหตุผลที่แตกต่างกัน ก่อนที่เราจะแก้ปัญหา ต้องเข้าใจถึงแรงจูงใจของลูกก่อน

วิธีรับมือ ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน ลูกนอนไม่พอ แม่อย่ารอช้า!

เมื่อทราบสาเหตุที่ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน หรือนอนหลับได้ยากแล้ว เราจะสามารถหาวิธีต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาในแบบที่เหมาะสมกับลูกของเราได้ตรงจุด ต่อไปนี้คือเหตุผลทั่วไปบางประการที่เด็กๆ ไม่ยอมนอนกลางวัน และทางออกสำหรับปัญหาในแต่ละข้อ

1. ลูกโตเกินกว่าที่จะนอนกลางวันตามเวลาเดิม

การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การเติบโต พัฒนาการของลูกที่เปลี่ยนไปตามวัย เช่น การเรียนรู้ที่จะคลาน เริ่มกินอาหารแข็ง เกาะยืน เริ่มเดินได้ จดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น  การเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางด้านพัฒนาการของเด็ก ล้วนส่งผลต่อคุณภาพในการนอนหลับของพวกเขาได้ ดังนั้นควรตรวจสอบคุณภาพในการนอนของลูกอยู่เสมอ และพยายามปรับตารางเวลาให้เหมาะสมและตรงกับวัยของลูก

2. เวลานอนกลางวัน ไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต

ไม่ว่าจะนอนกลางวัน นอนตอนกลางคืน เวลาอาหาร การเปิดรับแสงและความมืด ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันของเด็ก ล้วนส่งผลต่อนาฬิกาชีวิตของเด็กได้ ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนอนกลางวันของลูกคุณ ควรจะเป็นเวลาเดียวกันในแต่ละวัน และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามวัย  ที่สำคัญต้องกำจัดบางกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบกับคุณภาพในการนอนของลูก เช่น ให้ลูกดูหน้าจอเป็นเวลานานก่อนเข้านอน เป็นต้น

ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน
ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน

3. เวลานอนกลางวันไม่สอดคล้องกันในแต่ละวัน

ยกตัวอย่าง เมื่อลูกของคุณงีบหลับในช่วงเวลาหนึ่งที่สถานรับเลี้ยงเด็กแต่เป็นเวลาที่แตกต่างกันที่บ้าน หรือหากพวกเขางีบหลับยาวในวันที่คุณอยู่บ้าน แต่เวลาเดียวกันในวันถัดไปจำเป็นต้องนอนหลับในรถในขณะที่คุณกำลังเดินทาง เวลาและสถานที่ที่แตกต่างกันเหล่านี้ สามารถส่งผลกระทบต่อการนอนกลางวันของเด็กๆ ได้ ทางที่ดีควรกำหนดตารางเวลาการงีบหลับที่เป็นไปได้สำหรับบุตรหลานของคุณ และพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะควบคุมเวลานอนให้อยู่ภายในช่วงเวลาที่คุณกำหนดเอาไว้

4. พร้อมที่จะนอน แต่ไม่ได้นอน

หากคุณพลาดสัญญาณของความอ่อนล้าของลูก เด็กๆ อาจต้องพลาดการนอนกลางวันไปอีกหนึ่งวัน การร้องไห้ เอะอะโวยวาย เสียงร้องไห้ และความโกรธเกรี้ยว คือสัญญาณความง่วงนอนของเด็กๆ เมื่อพ่อแม่หรือคนเลี้ยง พลาดสัญญาณที่อ่อนล้าเหล่านี้ของลูกไปลูกก็อาจต้องลากยาวไปหลับอีกทีในตอนกลางคืน

หากต้องการทราบสัญญาณในการง่วงนอนของเด็กๆ  ให้เฝ้าดูลูกของคุณในชั่วโมงหลังจากที่ตื่นนอนตอนเช้าเป็นครั้งแรกจากการได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เปรียบเทียบพฤติกรรมนี้กับพฤติกรรมของพวกเขาในช่วงอาหารเย็นจนถึงเวลาเข้านอน เมื่อเด็กส่วนใหญ่แสดงอาการอ่อนล้า เมื่อใกล้ถึงเวลานอนตามปกติ ให้สังเกตว่าพฤติกรรมและภาษากายของพวกเขาแตกต่างจากตอนที่เขาตื่นตัวและสดชื่นอย่างไร ทางที่ดีควรให้ลูกได้เข้าสู่โหมดเตรียมนอนทันทีที่มีอาการเหนื่อยล้า เด็กที่เหนื่อยล้าจะหลับได้ง่าย และหลับได้นานขึ้น

5. ลูกติดวิธีใดวิธีหนึ่งในการกล่อมนอน

เด็กที่คุ้นเคยกับการทำให้ง่วง หรือทำให้นอนหลับได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะอยู่เป็นประจำ จะคุ้นเคยกับวิธีเหล่านั้นไปโดยปริยาย  หากพ่อแม่พยายามทำให้ลูกหลับด้วยวิธีอื่นๆ หรือพยายามให้นอนหลับในสภาพแวดล้อมที่ลูกไม่คุ้นเคย ท้ายที่สุดแล้วลูกของคุณอาจนอนไม่หลับ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากที่เราอาจรู้สึกหลับสบายหลับง่ายบนเตียงและห้องของเราเอง แต่มีปัญหาในการนอนที่โรงแรมหรือบ้านของคนอื่น

การให้นมขวดเพื่อการนอนหลับ การถูกอุ้มกล่อมด้วยแขน หรือนอนบนชิงช้า เปลหรือเบาะ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยกล่อมให้เด็กๆ นอนหลับได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เมื่อเด็กๆ ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่คุ้นเคยในการนอน ก็มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกนอนหลับได้ดังใจ

6. ลูกได้งีบหลับก่อนถึงเวลานอนกลางวัน

เมื่อลูกรู้สึกง่วงนอนการงีบหลับสั้นๆ เพียงห้านาที อาจลดอาการง่วงนอนของเด็กๆ ได้ หากลูกของคุณรู้สึกง่วง และเผลอนอนหลับไปบนโซฟา หรือนั่งรถไป พวกเขาอาจสัปหงกห้าหรือสิบนาที ซึ่งการงีบช่วงสั้นแบบนี้จะยิ่งช่วยให้เด็กๆ กระปรี้กระเปร่า และอาจทำให้พวกเขานอนหลับได้ยาก หรือนอนไม่หลับเมื่อถึงเวลาที่ต้องนอนกลางวันจริงๆ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ควรหลีกเลี่ยงการวางลูกของคุณในสภาพแวดล้อมที่อาจทำให้พวกเขางีบหลับ เช่น พาลูกขึ้นรถ นั่งบนคาร์ซีทในช่วงเวลาเดียวกับเวลานอนกลางวันตามปกติ เป็นต้น

ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน

7. ลูกอาจมีปัญหาด้านสุขภาพ

หากเจ้าตัวน้อยของคุณมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง จะส่งผลต่อการนอนของเด็กๆ ได้อย่างแน่นอน โรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดเป็นโรคที่พบบ่อย ในเด็กเล็กๆ ที่ป่วยภูมิแพ้และหอบหืดอาจหายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ นอกจากนี้อาการจุกเสียดในท้อง กรดไหลย้อน การติดเชื้อที่หู และการงอกของฟัน ก็เป็นปัญหาของสุขภาพที่จะส่งผลกระทบต่อการนอนของลูกได้โดยตรง หากลูกของคุณมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง การได้นอนกลางวันอย่างเต็มที่และมีคุณภาพสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพโดยรวมของพวกเขา  ทางที่ดีไม่ควรปล่อยให้ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข การได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณภาพในการนอนของลูกคุณดีขึ้นได้

เคล็ดลับ ช่วยลูกนอนกลางวัน

มีข้อมูลบางอย่างที่อาจเป็นประโยชน์ เมื่อคุณต้องการให้ลูกได้นอนกลางวันเป็นประจำ หลักการพื้นฐานบางอย่างเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง ตลอดจน รักษาตารางเวลาประจำวันที่สม่ำเสมอ  สร้างรูปแบบของกิจวัตรประจำวันที่ดี ด้วยมื้ออาหารและช่วงเวลานอนกลางวันที่เหมาะสม

  • ปรับเปลี่ยนตารางเวลาของคุณตามสัญญาณความง่วงนอนของบุตรหลาน
  • สัญาณความง่วงของเด็กคือ หมดความสนใจในของเล่น หรือเวลาเล่น เอะอะ  ขยี้ตาหรือหู และหาว
  • มีกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรก่อนเวลานอน ที่เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนให้ลูกรู้ว่าใกล้เวลานอนกลางวันแล้ว เช่น การอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน
  • จัดที่นอนที่อบอุ่นสบายสำหรับการนอน เสื้อผ้าที่ลูกสวมใส่ควรสบายเหมาะกับการนอนหลับพักผ่อน
  • สร้างช่วงเช้าตอนตื่นที่สดใส และกระฉับกระเฉงให้ลูก และสร้างบรรยากาศในครึ่งชั่วโมงก่อนการงีบหลับตอนกลางคืนแต่ละครั้งให้เงียบสงบให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายก่อนเข้านอน

แม้เราจะไม่สามารถบังคับเด็กให้หลับได้ดั่งใจ แต่เราสามารถปฏิบัติตามกฎพื้นฐานทั่วไปได้ เช่น การมองหาสัญญาณในการง่วงนอนของลูก และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการนอนหลับและการผ่อนคลาย เมื่อเด็กๆ ได้นอนหลับอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายได้พักผ่อน สร้างภูมิต้านทานโรค เป็นเด็กอารมณ์ดี สดชื่นแจ่มใส จดจำสิ่งต่างๆ ที่เรียนรู้ได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นควรสนับสนุนให้เด็กๆ นอนให้เพียงพอ และหมั่นปลูกฝังความสำคัญของการนอนหลับพักผ่อนให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมสร้างให้เด็กๆ มีทักษะความฉลาดรอบด้าน ด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะความฉลาดที่สำคัญสำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : mother.ly

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พร้อมไหม ให้ลูกนอนคนเดียว ฝึกลูกให้นอนเองได้ ตอนไหนดี

สัญญาณเตือน! ลูกนอนไม่พอ พ่อแม่ต้องรู้ ก่อนสายเกินแก้

ลูกนอนกรน หายใจเสียงดัง เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แพทย์แผนจีน

สภาการค้าไต้หวัน เตรียมเผยความรู้และเทคนิคข้อกฎหมายของการแพทย์แผนจีน ในการนำเข้ายาและเวชกรรมที่ช่วยรักษาโรค Covid 19

นายกู หมิงจิน ประธานสมาคมแพทย์แผนจีนในไต้หวัน กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ที่ยังคงทวีความรุนแรงทั่วโลก สำนักงานอาหารและยาของไต้หวัน (TFDA) เพิ่มความเข้มงวดถึงมาตรฐานและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนส่งออกผลิตภัณฑ์แพทย์แผนจีน (Traditional chinese medicine) มายังประเทศกลุ่มอาเซียน

ที่ผ่านมา ทางสำนักงานอาหารและยาของไต้หวัน (TFDA) ได้ออกประกาศหลายฉบับโดยปรับปรุงแก้ไขข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาและเวชกรรมของการแพทย์แผนจีน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและเพิ่มคุณภาพของสินค้า สร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข โดยเฉพาะการมุ่งเน้นรักษาโรคระบาดโควิด19

ไต้หวันเล็งเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ยาและเวชกรรมของแพทย์แผนจีนมีความต้องการสูงโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย มีจำนวนคนจีนที่พักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คุ้นเคยกับการใช้ยาและเวชกรรมของแพทย์แผนจีนในการรักษาโรค ย่อมเป็นต้นแบบที่ดีในการขยายฐานผู้ใช้ยาและเวชกรรม ที่สำคัญ คนไทยและคนมาเลเซียต่างมีกำลังการซื้อสินค้าและบริการด้านสุขภาพสูง

ดร.หวาง เป่ากั่ว ประธานสมาคมแพทย์แผนจีนแห่งมาเลเซีย กล่าวว่า ปัจจุบันพัฒนาการยาสมุนไพรของจีนมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากใช้งานง่าย สามารถใช้การแพทย์แผนจีนควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบันได้ดี มีรูปแบบที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพการรักษา

นายแพทย์โห จวนเซิง รองประธานสมาคมแพทย์แผนจีนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แพทย์แผนจีนเป็นที่นิยมเพิ่มสูงขึ้นและเป็นตัวเลือกที่สำคัญในการช่วยรักษาโรค เป็นที่ยอมรับมาอย่างช้านานมากกว่า 5,000 ปี ซึ่งทางเราต้องสร้างความรู้ ความมั่นใจให้กับคนไทยและเปิดใจกับวิธีการรักษาใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค

ที่สำคัญความรู้ทางด้านกฎหมายและเทคนิคการนำเข้า ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่บางรายการ เช่น ข้อกำหนดระดับค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่แตกต่างกัน (ตามแต่กฎหมายของแต่ละประเทศกำหนด) หรือ การกำหนดปริมาณสารตกค้างที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกยาและเวชกรรมแพทย์แผนจีน

ทางสภาการค้าและการส่งออกไต้หวัน ประจำประเทศไทย จึงขอเชิญชวนกลุ่มนักธุรกิจที่กำลังสนใจหรือมองหาสินค้าด้านการแพทย์แผนจีน เข้าร่วมงานสัมนาออนไลน์ตลาดยาแพทย์แผนจีนและกฎหมายข้อบังคับในไทยและมาเลเซีย ในวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 น. ผ่านช่องทางยูทูป โดยลงทะเบียนรับสิทธิ์เข้าร่วมงานที่ https://bit.ly/TAITRA2021 หรือติดต่อ คุณภาณิชา 083-065-7027 หรือ [email protected]

 

จุลินทรีย์ LPR

อยากให้ลูกแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี เก่งได้อย่างใจฝัน “จุลินทรีย์” ช่วยได้

ทำไมลูกร้องไม่หยุดสักที ?

ทำไมลูกเธอกินอิ่มแล้วนอนหลับ เลี้ยงง่ายจัง ?

ทำไมลูกเรา 3 วันดี 4 วันไข้ ?

พ่อแม่มือใหม่จะมีคำถามบวกความกังวลกันเยอะมาก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงลูกกันมาก่อน นี่คือเรื่องจริงของหลาย ๆ ครอบครัว และก็รวมถึงทีมแม่ ABK ก็เจอมากับตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะ ลูกเล็ก ๆ เราไม่รู้เลยว่าเขาต้องการอะไร เขาร้องไห้ เขาเจ็บ เขาปวดตรงไหนยังไง ลูกยังบอกเราไม่ได้

แต่รู้ไหมคะว่า ที่ลูกเล็ก ๆ ร้องไห้บ่อย ร้องไห้ไม่หยุด หรือบางทีก็มีอาการท้องอืด ตัวร้อน ไม่สบาย และอีกหลายสาเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกเนี่ย จริง ๆ ส่วนหนึ่งสาเหตุอาจมาจากที่ลูกรู้สึกไม่สบายตัวก็ได้นะคะ วันนี้ทีมแม่ ABK จะมาเผยเคล็ดลับอย่างหนึ่ง ที่พบว่าเราสามารถดูแลลูกให้สตรองได้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เพื่อให้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดีสมวัย ง่าย ๆ ด้วย “จุลินทรีย์ LPR”หนึ่งในจุลินทรีย์สุขภาพที่พบในนมแม่ นอกเหนือจากสารอาหารต่าง ๆ อีกกว่า 200 ชนิด เป็นจุลินทรีย์พื้นฐานตั้งต้นที่นำไปสู่ความแข็งแรงที่ยั่งยืนของลูกน้อยเลยก็ว่าได้ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้โตอย่างสตรอง ด้วย จุลินทรีย์ LPR

สงสัยกันไหมคะว่า จุลินทรีย์ LPR คือจุลินทรีย์อะไร ถ้าทีมแม่ABK บอกแล้ว รับรองคุณพ่อคุณแม่ร้องอ๋อ กันแน่นอน มาทำความรู้จักจุลินทรีย์ชนิดนี้ไปพร้อมกันค่ะ

LPR คือ โพรไบโอติกส์ (Probiotic) เป็นจุลินทรีย์สุขภาพ ที่มีคุณลักษณะเฉพาะสามารถช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในร่างกาย และลดจุลินทรีย์ก่อโรค ช่วยปรับสมดุลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีงานวิจัยทางการแพทย์นะคะพบว่า จุลินทรีย์ LPRมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยให้ลำไส้แข็งแรง คอยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเข้าสู่ร่างกาย และเกือบ 80% ของเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในทางเดินอาหาร ซึ่งโพรไบโอติกส์ จะคอยช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ สมดุลที่ดีของโพรไบโอติกส์ในทางเดินอาหาร มีผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการย่อย การดูดซึม และการขับถ่ายที่เป็นปกติ

 

เกิดคำถามต่อว่า ถ้า จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) ในร่างกายเสียสมดุล จะส่งผลอย่างไรกับร่างกายของเด็ก ๆ ?

อย่างที่บอกไปว่า เกือบ 80% ของเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในทางเดินอาหาร ฉะนั้นถ้าระบบทางเดินอาหารเสียสมดุล มีโพรไบโอติกส์ไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของร่างกายเด็ก ๆ ทั้งระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ป่วยง่าย ระบบย่อย การดูดซึมอาหารไม่ดี  เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ร้องไห้บ่อย หงุดหงิดง่าย รวมไปถึงภาวะอักเสบที่เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ได้ค่ะ

พอพูดมาถึงตรงนี้ เริ่มอยากให้ลูก ๆ ที่บ้านแข็งแรงสุขภาพดีกันอย่างต่อเนื่องไปจนโตกันแล้วใช่ไหมคะ ทีมแม่ ABK ก็เหมือนกันค่ะ เราไปตามหาต่อค่ะว่า จุลินทรีย์ LPR จุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์กับร่างกายมีอยู่ที่ไหนบ้าง

 

ชี้เป้า 4 แหล่งอาหารที่มี LPR จุลินทรีย์สุขภาพ

จุลินทรีย์ LPR

และนี่คือแหล่งอาหารที่มี LPR จุลินทรีย์สุขภาพ คุณแม่สามารถส่งเสริมให้ลูก ๆ ได้รับเพื่อความสตรองตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตค่ะ

  • น้ำนมแม่ แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด ไปจนถึง 6 เดือน แต่ถ้าคุณแม่มีน้ำนมมากพอให้ลูกกินไปจนถึงวัยขวบก็ดีมากเลยค่ะ
  • โยเกิร์ต เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป สามารถให้กินโยเกิร์ตได้ค่ะ แต่ให้เลือกรสธรรมชาติ สูตรสำหรับเด็ก
  • นมเปรี้ยว ปกตินมเปรี้ยวจะมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย ให้ลูกดื่มได้บ้าง แต่ไม่ควรให้ดื่มทุกวัน
  • นมบางชนิด เมื่อลูกอายุ 2 – 3 ขวบขึ้นไป คุณแม่สามารถเสริมด้วยนมที่มีการเติมจุลินทรีย์สุขภาพ LPR ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อการมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่สตรองของลูกอย่างต่อเนื่องค่ะ

คุณแม่ที่กำลังจะคลอดลูก เตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการมีน้ำนมหยดแรกให้ลูกไว้เลยค่ะ ลูกตั้งแต่แรกคลอด อยากให้เขามีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี เร็วและง่ายก็แค่ให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียว ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน และควรกินต่อเนื่องไปจนลูกอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น ควบคู่กับอาหารตามวัยที่เหมาะสม ซึ่ง LPR เป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่พบในนมแม่ อย่างนี้ต้องห้ามพลาดที่จะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่กันนะคะ

 

คุณสมบัติของ จุลินทรีย์ LPR

คุณพ่อคุณแม่รู้กันแล้วนะคะว่า เราจะส่งเสริมให้ลูก ๆ ได้รับจุลินทรีย์สุขภาพ LPR จากแหล่งอาหารไหน ทีนี้เรามาเช็กกันต่อว่าหน้าที่ของจุลินทรีย์ LPR มีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็กอะไรบ้าง

จุลินทรีย์สุขภาพ LPR

  • ลดการติดเชื้อของลำไส้
  • ลดอาการปวดท้องในโรคลำไส้แปรปรวน
  • ป้องกันอาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ
  • ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย
  • ลดจำนวนวันขาดเรียน ช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้สมวัยอย่างต่อเนื่อง

จุลินทรีย์สุขภาพไม่เพียงแค่ทำให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยให้สมองได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ร่างกายก็พร้อมเรียนรู้ให้สมองพัฒนาได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะลูกวัย 1-2 ขวบ เป็นช่วงวัยที่สำคัญในการเสริมสร้างความเก่งและแกร่ง เด็ก ๆ ในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านร่างกาย , การพูด การสื่อสาร , การแสดงออก และพัฒนาการด้านสติปัญญา การเรียนรู้ต่าง ๆ ฉะนั้นห้ามพลาดที่จะส่งต่อให้ลูกได้รับจุลินทรีย์สุขภาพกันตั้งแต่ 1,000 วันแรกของชีวิต และจำเป็นต้องได้รับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกเติบโตขึ้นมาแบบสายตรอง ที่มีทั้งความแกร่งและเก่งในแบบที่ลูกเป็น

เลี้ยงลูกให้สตรอง ดูข้อมูลเพิ่ม เกี่ยวกับจุลินทรีย์ LPR ได้ที่ Mommy Bear Club

 

อย่ารอช้าที่จะให้จุลินทรีย์สุขภาพกับลูก เริ่มกันตอนนี้เลยค่ะ

#LPRจุลินทรีย์ในนมแม่ #LPRจุลินทรีย์สุขภาพในนมแม่ #เพราะแกร่งจึงเก่งได้อย่างใจฝัน

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง

อุทาหรณ์! ลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง เพียงเพราะแม่อยากให้ลูกอ้วน

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง – แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคน ต่างหวังให้ลูกเป็นเด็กที่ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยง่าย อยากให้ลูกกินได้เยอะๆ โตไวๆ และมีพัฒนาการที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การให้ลูกกินมากเกินไป บางครั้งก็อาจส่งผลเสียต่อลูกได้มากกว่าที่เราคิด อย่างเช่นกรณีของคุณแม่รายหนึ่ง ที่คิดว่าอยากให้ลูกตัวอ้วนๆ ให้ลูกทานนมในปริมาณมากเกินไปที่กระเพาะและลำไส้ของเด็กจะรับมือได้

อุทาหรณ์! ลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง เพียงเพราะแม่อยากให้ลูกอ้วน

สืบเนื่องจาก มีคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ได้แชร์ประสบการณ์ในกรุ๊ปสื่อสังคมออนไลน์ ถึงเรื่องราวที่ลูกน้อยวัยเพียง 11 เดือน มีอาการป่วยด้วยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง โดยแพทย์วินิจฉัยเพราะสาเหตุอาจเกิดจากการที่ให้เด็กกินนมมากเกินไป  โดยคุณแม่ได้โพสต์เนื้อหาใจความว่า

” มีประสบการณ์อยากมาเตือนแม่ๆ ค่ะ
ลูกเรากระเพาะพัง เพราะคำว่าอยากให้ลูกอ้วนๆ น้ำหนักขึ้นเยอะๆ จะได้แข็งแรง แม่คิดผิดมากค่ะ ลูกแม่เป็นเด็กกินง่าย ป้อนเท่าไหร่ก็หมด บวกนมเข้าไปอีก ครั้งละ 8 ออนซ์ วันนึงหมดหลายขวด น้องจ้ำม่ำดีมาก อยู่มาวันนึงน้องอ้วกไม่หยุด มากกว่า 20 รอบ จนเกือบช็อค แม่รีบพาตัวส่งโรงบาล หมอบอกว่า กระเพราะและลำไส้น้องอักเสบเพราะย่อยไม่ทัน กินมากเกินไป แม่มานั่งเสียใจ กระเพาะลูกเล็กนิดเดียว จะยัดอะไรเข้าไปนักหนา ผลสุดท้ายคือ น้องกระเพาะอักเสบเรื้อรัง ต้องรออีกนานกว่าจะเหมือนเดิม น้องกินได้แค่ข้าวต้ม จากที่เป็นเด็กร่าเริงก็ซึม บางวันก็อ้วก
ลูกตัวเล็ก กินข้าวน้อยอย่าไปเครียด อย่าไปยัดอะไรค่ะ ต่อไปนี้เค้าอยากกินก็ให้กิน แต่คงน้อยลงมากๆ “

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ลำไส้อักเสบเรื้อรัง

อันตรายจากการให้ลูกกินมากเกินไป

การป้อนนมลูกไม่ว่าจะเป็นจากอกแม่โดยตรง หรือจากขวด สามารถทำให้เกิดปัญหาตามมาได้หากเด็กได้รับปริมาณของนมที่มากเกินไป อาจทำให้กระเพาะและลำไส้ทำการย่อยและดูดซึมนมไม่ทัน จนทำให้เกิดอาการปวดท้อง และอาเจียนออกมาได้ การอาเจียน หรือ อ้วก ในเด็กเล็ก เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย โดยมีการสำรอกเอาสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารย้อนกลับออกมาทางปากอย่างรวดเร็ว มักเกิดคู่กับอาการคลื่นไส้ พะอืดพะอม อึดอัดมวนท้อง ไม่สบายตัว

การที่เด็กอาเจียน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งเกิดจากพฤติกรรมการให้อย่าง “แหวะนม” เพราะ ลูกน้อยกินนมมากเกินไป (Overfeeding) หรือหลังกินนมไม่ได้จับเรอมากพอ หรือ ท่าดูดนมไม่ถูกต้อง เช่น ให้นอนดูดนมแทนการอุ้มทำให้มีลมในกระเพาะอาหารมาก จนลูกอ้วกออกมา

หากลูกอาเจียน 1- 2 ครั้งแล้วหยุด ไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย แต่ถ้าอาเจียนต่อเนื่องติดต่อกันหลายครั้ง อาจทำให้กล้ามเนื้อหลอดอาหารฉีกขาด มีเลือดออกในช่องท้อง เกิดภาวะขาดน้ำจนภาวะในร่างกายเสียสมดุลหรือหากสำลักเศษอาหารเข้าไปในหลอดลมอาจทำให้ถึงเสียชีวิตได้

สำหรับเด็ก ที่อยู่ในวัยเริ่มอาหารเสริม อายุ 6 เดือนถึง 1 ขวบโดยประมาณ  ควรทานนมแม่เป็นอาหารมื้อหลัก แล้วตามด้วยการป้อนอาหารเสริมให้อย่างน้อย 1-2 มื้อต่อวัน หากคุณแม่ให้ลูกกินข้าว หรือ กินนมที่มากเกินความต้องการของร่างกาย กล่าวคือ เกินความจุของกระเพาะอาหารจะรับได้ ก็เป็นสาเหตุทำให้ลูกอาเจียนได้ กรณีที่ลูกอาเจียนและมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาจเป็นสัญญาณของโรคอันตรายหลายโรค การอาเจียนนั้นอาจเป็นเพียงอาการนำของโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง

โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบคืออะไร?

โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ คือ ภาวะอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง จากการติดเชื้อในลำไส้ หรือ การย่อยอาหารที่ผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่นท้องร่วง หรือมีการอาเจียนร่วมด้วย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กวัยขวบปีแรก ซึ่งในเด็กบางรายอาจมีอาการรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เด็กเกิดภาวะช็อก และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สาเหตุของโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบในเด็ก

กระเพาะและลำไส้อักเสบ คือ การอักเสบของกระเพาะและลำไส้ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน หรือ อาการอื่นๆ ที่เกิดจากการย่อยอาหารที่ผิดปกติ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบในเด็ก คือ ไวรัส แบคทีเรีย (อาหารเป็นพิษ) และพยาธิในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ มักก่อให้เกิดปัญหากับระบบทางเดินอาหาร ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบในเด็กทั่วไป คือ โรตาไวรัส และอะดีโนไวรัส แต่ก็มีไวรัสอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดที่ก่อให้เกิดโรคได้

ให้ลูกกินแค่ไหนถึงพอดี?

ปริมาณนมที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงวัย สามารถคำณวนได้โดย ใช้สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับในหนึ่งวัน

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับ ตั้งแต่แรกเกิด – 1 เดือน  

ปริมาณน้ำนมที่ควรได้รับในหนึ่งวัน = น้ำหนักลูก(กิโลกรัม )× 150 (ซีซี) ÷ 30

ข้อแนะนำ : ควรแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อต่อวัน

ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กแรกเกิดหนัก 3 กก. เมื่อครบเดือนควรหนัก 3.6 กก. แต่คำนวณง่ายๆ โดยปัดเป็น 4 กก. คูณ 150 เท่ากับ 600 หาร 30 คือ 20 ออนซ์ (+/- ได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) และควรเเบ่งมื้อนมเป็น 6-8 มื้อ/วัน

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับ ตั้งแต่อายุ 1- 6 เดือน  

ปริมาณน้ำนมที่ควรได้รับในหนึ่งวัน = น้ำหนักลูก (กิโลกรัม )× 120(ซีซี) ÷ 30

ข้อแนะนำ : ควรแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อต่อวัน

ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กอายุ 2 เดือน หนัก 5 กก. คูณ 120 ได้ 600 หาร 30 เท่ากับ 20 ออนซ์ (+/- ได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) โดยแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อ / วัน

สูตรการคำนวณปริมาณน้ำนมลูกที่ควรได้รับ ตั้งแต่อายุ 6- 12 เดือน 

ปริมาณน้ำนมที่ควรได้รับในหนึ่งวัน = น้ำหนักลูก(กิโลกรัม )× 110(ซีซี) ÷ 30

ข้อแนะนำ : เด็ก9-11เดือน ควรแบ่งมื้อนมเป็น 4-5 มื้อต่อวันและอาหารเสริม 2 มื้อ

เด็ก 12 เดือน ควรแบ่งมื้อนมเป็น 4-5 มื้อต่อวันและอาหารเสริม 3 มื้อ

ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กอายุ 6 เดือน หนัก 6.5 กก. คูณ 110 เท่ากับ 715 หาร 30 ปัดเป็นเท่ากับ 24 ออนซ์

(** 30 ซีซี เท่ากับ 1 ออนซ์)

เมื่อเรารู้ถึงปริมาณที่เหมาะสมของนม ที่ลูกควรได้รับในแต่ละวัน จะช่วยให้คุณแม่กำหนดปริมาณและความถี่ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยป้องกันการได้รับอาหารที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ลูกเจ็บป่วยจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ต่างๆ ได้ เมื่อลูกเติบโตเข้าสู่วัยเรียนรู้ คุณพ่อคุณแม่สามารถปลูกฝังพฤติกรรมการกินอาหารที่ดีให้แก่ลูก เพื่อให้เด็กๆ ได้รับปริมาณสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน มีการเจริญเติบโตที่ดี พัฒนาการสมวัย เมื่อเด็กๆ เข้าใจและคุ้นเคยกับการปฏิบัติตัวด้านโภชนาการที่ดี เด็กๆ จะเกิดทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ  ได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : Jiraporn Wisanumatpatient.info , health.harvard.edu , พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อุทาหรณ์! ลูกร้องไห้น้ำตาเป็นเลือด เพราะชอบปิดไฟเล่นโทรศัพท์!

ลูก เครียดเพราะเรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?

วิจัยชี้! ลูกสมองดี ถ้าได้กินนมแม่ เพราะนมแม่แน่ที่สุด!

 เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีกักตัวที่บ้าน

ติดโควิด 5 วิธีกักตัวที่บ้าน ดูแลตัวเองและลูกๆ ระหว่างรอเตียง

#ติดโควิด จะมี วิธีกักตัวที่บ้าน ยังไงให้ปลอดภัยต่อตัวเองและลูกๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยอดผู้ติดเชื้อหลักหมื่นต่อวัน บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ หาเตียงไม่ได้ แผนกฉุกเฉิน  ICU เต็ม ผู้ป่วยกลุ่มอาการสีเขียว ต้องรักษาตัวเองที่บ้าน รวมถึง กลุ่มสีเหลือง ต้องเฝ้าดูอาการตัวเองที่บ้านระหว่างรอเตียง ควรปฏิบัติตัวอย่างไร คุณหมอแป๊กกี้ เจ้าของเพจ Dr.Pakky หม่ามี้หมอเด็ก ได้แนะแนวทาง 5 วิธีกักตัวที่บ้าน อย่างปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายคนในครอบครัว ดังนี้

ในช่วงสถานการณ์ที่โควิดระบาดมากๆ นี้  มีคน 4 กลุ่มที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน คือ

4 กลุ่มที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน

1. คนที่ติดเชื้อโควิดและอาการไม่มากจะจัดอยู่ในกลุ่มคนอาการสีเขียว ซึ่งสามารถกินยาและดูแลอาการของตัวเองที่บ้านได้

2. คนที่ตรวจแล้วพบเชื้อโควิดแล้วมีอาการอยู่ในกลุ่มสีเหลืองที่อยู่ในช่วงรอเตียง

3. คนที่สัมผัสผู้ติดเชื้อโควิดแต่ตัวเองรอตรวจอยู่ (เพราะคิวนาน)

4. คนที่ตรวจโควิดครั้งแรกแล้วไม่พบเชื้อ ต้องรอตรวจครั้งที่สอง

คนเหล่านี้จำเป็นต้องกักตัวเองอยู่บ้าน แต่การอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับคนในครอบครัวต้องมีความระวังอย่างมากที่จะไม่แพร่กระจายเชื้อให้กับคนที่เรารักในครอบครัว เชื้อโควิดเป็นเชื้อที่มีการติดต่อกันผ่านทางเดินหายใจ และการสัมผัสเอาเข้าปาก และยังสามารถพบเชื้อในอุจจาระได้ด้วย ดังนั้น หมอสรุปการปฏิบัติตัวคร่าวๆ มาดังนี้ค่ะ

5 วิธีกักตัวที่บ้าน ให้ปลอดภัยต่อตัวเองและลูกๆ

1. แยกบริเวณให้ชัดเจน

ควรแยกห้องนอน ห้องน้ำ ถ้าในบ้านไม่สามารถแยกห้องน้ำได้ ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย แล้วทำความสะอาดลูกบิด ที่รองนั่งทุกครั้งหลังใช้ และเนื่องจากมีการพบเชื้อในอุจจาระ จึงต้องปิดฝาชักโครกก่อนที่จะกดชักโครกทุกครั้งเพราะอาจจะทำให้เชื้อแพร่กระจายได้

2. แยกของกิน ของใช้ทุกอย่างจากคนในบ้าน

ไม่ทำอาหารให้คนอื่นทาน ไม่กินอาหารร่วมสำรับเดียวกัน  ไม่กินอาหารพร้อมกับคนอื่น ต้องแยกมากินคนเดียวในห้องแยกนะคะ อุปกรณ์การกินก็ต้องแยกจากคนอื่นด้วยค่ะ

3. ใส่หน้ากากตลอดเวลา

ใส่หน้ากากตลอดเวลา ถ้ามีคนอื่นอยู่ในบริเวณห้องด้วย แต่ถ้าอยู่คนเดียวในห้องปิดก็ไม่ใส่หน้ากากได้

4. สังเกตอาการตัวเอง

ว่าเหนื่อยขึ้นไหม มีแน่นหน้าอก กินอาหารได้ไหม มีอาการอย่างไร วัดไข้ วัดค่าออกซิเจนปลายนิ้ว กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ามีอาการเล็กน้อยทั่วไปสามารถกินยาตามอาการได้เลย เช่น มีไข้ก็กินยาลดไข้  แน่นจมูก มีน้ำมูกก็กินยาลดน้ำมูกแน่นจมูกได้ ไอกินยาแก้ไอได้ แต่ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ให้ติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

สังเกตอาการ โควิด

5. มีการสื่อสารกับคนในครอบครัวหรือ เพื่อนๆ หรือเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ตลอด

ในบ้านที่มีลูกและต้องแยกจากลูก ต้องสื่อสารกับลูกเลยค่ะ (ทางวิดิโอคอล) บอกเค้าว่าคุณอยู่ในช่วงกักตัวโควิดซึ่งอาจจะติดต่อสู่ลูกได้ เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม หมั่นให้กำลังใจตัวเอง โรคนี้ในคนส่วนใหญ่อาการมักไม่มาก คล้ายกับหวัดนะคะ เมื่อเวลาผ่านไป 10-14 วันอาการมักจะดีขึ้นตามลำดับ แต่มีคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น อายุมาก มีโรคประจำตัวซึ่งจะมีอาการรุนแรงได้

ดังนั้น อยากให้ทุกคนมีกำลังใจต่อสู้กับสงครามเชื้อโรคนี้ แล้วเราจะผ่านไปด้วยกันนะคะ สู้ๆ นะคะ

ด้วยความห่วงใย จากหมอแป๊กกี้ เพจ Dr.pakky หม่ามี้หมอเด็ก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ เตรียมพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว รวมถึง สอนให้ลูกน้อยรู้จักดูแลรักษาสุขภาพตนเอง เพราะร่างกายที่แข็งแรงเป็นต้นทุนชีวิตที่ดี สู่การเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ


ติดตามเรื่องราวน่ารู้ และมุมมองในการดูแลเด็ก กับคุณหมอแป๊กกี้

ได้ที่เพจ Dr.pakky หม่ามี้หมอเด็ก

หมอแป๊กกี้

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

เช็กสิทธิรับ เงินเยียวยาโควิด ม.33 ม.39-40 ต้องทำยังไง ได้เงินวันไหน?

ลูก เครียดเพราะเรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?