ลูกหาย อุทาหรณ์เตือนใจ

บทเรียนของแม่เมื่อทำ ลูกหาย !ประสบการณ์จริงเตือนใจ

บทเรียนจริงของแม่ กับเหตุการณ์ ลูกหาย ที่ทำเอาใจหล่นไปถึงตาตุ่ม มาดูวิธีเอาตัวรอดที่แม่ได้สอนลูกไว้ ว่าในเหตุการณ์จริงจะได้ผลตามตำราหรือไม่ พร้อมวิธีป้องกัน

บทเรียนของแม่เมื่อทำ ลูกหาย !! ประสบการณ์จริงเตือนใจ

ประสบการณ์ อุทาหรณ์ เหตุการณ์จริงของใครคนหนึ่ง แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจ กังวล หรือแม้แต่อาจกลายเป็นข่าวเศร้า แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์อันมีค่าของเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ นั่นคือ การเป็นข้อควรระวัง ข้อเตือนใจแก่ผู้คนอีกมากมายที่จะได้ระมัดระวัง ไม่ประมาทกับเหตุการณ์แบบเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นกับเรา ครอบครัว หรือคนรู้จัก เมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้ทาง ทีมแม่ ABK ได้รับโอกาสอันดีถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์จริงของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ยินดีแชร์เรื่องราว อีกทั้งวิธีการดี ๆ ในการสอนลูกให้รับมือกับสถานการณ์เมื่อ ลูกหาย พลัดหลงกับแม่ควรทำอย่างไร

พลัดหลงกับแม่ ทำอย่างไรดี
พลัดหลงกับแม่ ทำอย่างไรดี
เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เลยค่ะ …เราพลัดหลงกับลูกสาว วัย 7 ขวบ วันนี้เลยจะมาเล่าให้แม่ ๆ ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นและลูกของเราแก้ปัญหาอย่างไร เผื่อจะเป็นอุทาหรณ์ให้แม่ ๆในกลุ่มเรื่องการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันค่ะ
วันนั้นแม่พาลูกไปเดินตลาดเย็นแถวบ้านเพื่อซื้อกับข้าวตามปกติค่ะ (ตลาดกับบ้านห่างกันประมาณ 150 เมตร) แต่วันนั้นเพิ่มเติมคือมีตลาดนัดมาเปิดติดกัน ซึ่งตลาดนัดจะมาเฉพาะวันศุกร์ และก่อนที่เราสองแม่ลูกจะมาเดินตลาด คุณพ่อก็ได้ฝากซื้อหมี่กรอบที่ตลาดนัด
เย็นวันนั้นลูกอยากกินสปาเก็ตตี้ เมื่อไปถึงร้านสเต๊กที่ขายสปาเก็ตตี้แม่ก็จัดการซื้อให้ แต่ขณะที่แม่กำลังสาละวนจ่ายเงินด้วยแอพเป๋าตัง ก็ได้ยินแม่บอกว่า “หนูจะไปซื้อหมี่กรอบให้ป๊าเอง เดี๋ยวม๊าค่อยตามไปนะ” แม่เออออ มือก็กดจ่ายเงิน แล้วก็นึกได้ว่าต้องถามเสียหน่อยว่าลูกรู้หรือเปล่าว่าร้านหมี่กรอบอยู่ไหน? แต่พอเงยหน้าขึ้นมา…ก็ไม่ทันแล้ว ลูกหายตัวไปแล้ว
มองซ้ายมองขวาไม่เห็นแม้แต่เงา แม่เริ่มใจไม่ดีรีบเดินตามหา แต่เพราะตลาดนัดมี 2 โซน คือ มีโซนอาหารกับโซนของใช้ ทำให้กินบริเวณกว้าง แม่จึงตั้งใจว่าจะไปหาร้านหมี่กรอบที่โซนของกินก่อนเพราะเมื่อวันศุกร์ก่อนโน้นลูกเคยมากับพ่อครั้งนึงแล้ว แม่เดาว่าเขาน่าจะจำทางได้ถึงบอกว่าจะมาคนเดียว เป้าหมายแรกของแม่จึงเป็นร้านหมี่กรอบ
แต่วันนั้นร้านหมี่กรอบไม่มาขาย และแม่หาลูกไม่เจอ
แม่เริ่มใจไม่ดี และเดินวนอยู่ 3-4 รอบก็ไม่เห็นลูกแม้แต่เงา แม่พยายามตั้งสติ และนึกได้ว่า เคยบอกเขาไว้ว่าถ้าหลงทางกับแม่ ให้กลับไปที่จุดล่าสุดที่เราอยู่ด้วยกัน (**) แม่จึงตั้งใจจะเดินกลับไปร้านสเต๊ก และระหว่างทางแม่ก็เจอลูกเดินนำอยู่ข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าลูกจะทำอะไร แม่จึงแอบเดินตามหลังลูกไปจนถึงร้านสเต๊กถึงได้แสดงตัวว่าแม่อยู่ข้างหลังลูกนี่เอง
ลูกวิ่งมากอด น้ำตาคลอเบ้า ดูท่าทางใจเสียมาก ๆ แม่จึงกอดปลอบจนท่าทางดีขึ้นก็จูงมือกันกลับบ้าน
เขาเล่าว่า…ป๊าเคยพามาซื้อหมี่กรอบครั้งนึงแล้วแหละ แต่ป๊าพาไปที่ร้านโดยไม่ผ่านโซนของใช้เลย วันนี้ไปคนเดียวจึงตกใจมากเมื่อเห็นว่าที่แท้ตลาดนัดมันมี 2 โซน คือ โซนของใช้กับโซนอาหาร จะถามแม่ แม่ก็ไม่ตามมาสักที ตอนนั้นตัวเองเดินอยู่ที่โซนของใช้ ก็ไม่กล้าไปโซนอาหารเพราะกลัวว่าแม่จะตามมาไม่เจอ (ขณะที่แม่เริ่มจากโซนอาหาร ทำให้เราคลาดกัน) ก็เดินวนรอแม่และในที่สุดก็คิดได้ว่าตัวเองหลงกับแม่แน่นอนแล้ว และตัดสินใจกลับมารอแม่ที่ร้านสเต๊ก และถ้าแม่ยังไม่มาอีก แผน 2 คือจะขอยืมโทรศัพท์ของพี่ที่ร้านสเต๊กโทรหาแม่ แต่มาเจอแม่ที่ร้านสเต๊กก่อนก็เลยไม่ต้องไปถึงแผน 2
ขอขอบคุณประสบการณ์จากคุณแม่ Wachiraphorn Srihinkong
ตั้งสติ ไม่ร้องไห้งอแง เมื่อพลัดหลง
ตั้งสติ ไม่ร้องไห้งอแง เมื่อพลัดหลง

วิธีสอนลูกน้อยรับมือกับสถานการณ์พลัดหลง…ฉบับสถานการณ์จริงจะได้ผลหรือไม่???

 6 วิธีช่วยให้เด็กแก้ไขสถานการณ์พลัดหลงกับแม่ได้จริง!!
โดยคุณแม่เจ้าของเรื่องได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทำให้น้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ดี ไม่ทำให้เกิดเหตุ ลูกหาย นั้นเป็นผลมาจากการที่คุณแม่ได้เตรียมรับมือ สอนลูกไว้ถึง วิธีการป้องกันไม่ให้ ลูกหาย หรือหากพลัดหลงต้องปฎิบัติตัวอย่างไรไว้ก่อนตั้งแต่ลูกยังเล็ก
  • สอนลูกให้ตั้งสติ และหยุดอยู่กับที่

การให้คำมั่นให้ลูกมั่นใจว่ายังไงเราต้องกลับมาหาเขาจนเจอแน่ จะช่วยให้ลูกอุ่นใจ และไม่ร้องไห้งอแง สติหลุด หากเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย ลองบอกให้ลูกหยุดอยู่กับที่เพื่อให้พ่อแม่เดินกลับมาหาได้ง่ายขึ้น จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ ลูกหาย

พอลูกโตได้สัก 4-5 ขวบ แม่ก็สอนว่าถ้าหลงกับแม่ ลูกต้องทำตามนี้

(1) เมื่อรู้ตัวว่าหลงให้หยุดเดินต่อทันที
(2) หันซ้ายหันขวา
-ถ้าจำได้ว่าจุดล่าสุดที่อยู่กับแม่คือตรงไหน ให้เดินกลับไป และรอแม่ที่นั่น
-ถ้าจำไม่ได้ และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ให้หยุดอยู่ตรงนั้น และมองหา “ตำรวจ หรือ ยาม หรือ พนักงานที่ใส่ชุดยูนิฟอร์ม” เพื่อขอความช่วยเหลือโดยการบอกว่าหนูหลงกับแม่ค่ะ พี่ช่วยโทรหาคุณแม่ให้หนูหน่อยนะคะ หนูจำเบอร์โทรศัพท์ได้
หรือถ้าไม่ใช่ห้าง ให้ไปร้านค้าที่ใกล้ที่สุดและบอกแคชเชียร์ หรือคนคิดเงินของร้าน (เพราะเขาเป็นคนดูแลร้านแน่ๆ)

ในกรณีนี้ ลูกยังจำได้ว่าเจอแม่ล่าสุดที่ร้านสเต๊ก และรู้ว่าร้านสเต๊กอยู่ตรงไหนจึงตัดสินใจกลับมาเพื่อรอที่ร้านสเต๊ก

เด็กวัยกำลังซน ต้องคอยดูแล และสอนการรับมือ ป้องกัน ลูกหาย
เด็กวัยกำลังซน ต้องคอยดูแล และสอนการรับมือ ป้องกัน ลูกหาย
  • เตรียมข้อมูลติดต่อให้พร้อมไว้ในกระเป๋าลูก

หากลูกยังเล็กควรเขียนข้อมูลที่สามารถติดต่อกับคุณพ่อคุณแม่ได้ใส่กระเป๋าให้ลูกติดตัวไว้ เช่น ชื่อลูก ชื่อคุณพ่อคุณแม่ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เบอร์สำรอง โรคประจำตัวลูก เป็นต้น และสอนให้ลูกหยิบออกมาให้กับคนที่ลูกไปขอความช่วยเหลือ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือพนักงานที่ดูแลพื้นที่นั้น ๆ เมื่อเกิดการพลัดหลง

ตอนที่ลูกยังอายุไม่ถึง 5 ขวบ เวลาออกจากบ้าน แม่จะให้ลูกสะพายกระเป๋าเป้ที่มีสายจูง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกวิ่งหนี ถ้าลูกไม่ยอมใส่ก็จะไม่ยอมให้ลูกออกจากบ้าน หรือลงจากรถ และในกระเป๋าเป้ที่ลูกสะพายจะมีกระดาษที่ระบุว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ หากผู้ใดพบเห็นเด็ก หรือกระเป๋านี้ รบกวนโทรหาที่เบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ ก่อนออกจากบ้านไปห้างหรือสถานที่ท่องเที่ยว แม่จะบอกลูกว่าถ้าลูกหลงทางกับแม่ และจำเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ หรือไม่รู้จะบอกขอความช่วยเหลืออย่างไร ให้ลูกยื่นบัตรใบนี้ให้เขา เขาจะได้รู้ว่าลูกหลงทางกับแม่ และโทรหาแม่ได้

หากลูกโตพอที่จะสามารถจดจำเบอร์โทรศัทท์ของคุณพ่อหรือคุณแม่ได้จะยิ่งช่วยให้สะดวกในการติดต่อตามหามากยิ่งขึ้น

ตอนลูก 3 ขวบ แม่เริ่มสอนให้ลูก “ท่องเบอร์โทรศัพท์ของแม่กับพ่อ” ท่องแบบให้จำขึ้นใจเลย มีการแอบถามทุกเดือนว่าลูกยังจำได้ไหมว่าเบอร์อะไร และเขาก็ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

  • ให้ลูกได้ทดลองในสถานการณ์จริง แบบจำลองเหตุการณ์สมมติเพื่อทดสอบว่าเขาจะทำได้ไหม?
 แม่เริ่มให้ลูกเดินจ่ายตลาดเอง แต่ละวันจะบอกจุดหมายว่าวันนี้จะซื้ออะไรบ้าง เช่น วันนี้จะซื้อหมูทอด สลัด และข้าวมันไก่ แม่จะให้เงินไป และให้ลูกเดินไปซื้อเองคนเดียว โดยเราจะนัดกันว่าซื้อเสร็จแล้วจะกลับมาเจอกันที่ไหน
ผลจากการหัดซื้อของเอง และเดินสำรวจพื้นที่ ทำให้เขาเริ่มหัดสังเกตร้านค้าในตลาด และจดจำร้านที่ไปบ่อย ๆ ได้ รวมถึงมีความกล้าในการถาม และพูดคุยกับแม่ค้าแถว ๆ นั้นเพิ่มขึ้น

จากวิธีของคุณแม่เจ้าของเรื่องเป็นการให้ลูกได้ทดลองทำด้วยตนเอง ในช่วงเวลาสั้น ๆ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ทั้งปลอดภัย และทำให้ลูกได้ตระหนัก และเรียนรู้วิธีที่จะดูแลตนเอง และการเอาตัวรอดเมื่อไม่มีแม่คอยดูแล นับว่าเป็นวิธีที่น่าเอามาเป็นแบบอย่างสอนลูกได้ดีอีกวิธีหนึ่งก็ว่าได้ โดยรูปแบบการทดลองเรียนรู้ดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนไปตามวิธีการของแต่ละบ้านตามความเหมาะสม

ลูกหาย แจ้งตำรวจได้ก่อน 24 ชม.
ลูกหาย แจ้งตำรวจได้ก่อน 24 ชม.
  • สอนการป้องกันตนเองให้กับลูก 

สอนการป้องกันตนเอง เมื่อถูกคนร้ายจับมือ ดึงแขน ดึงผม หรือล็อคคอ โดยการดูจากคลิปวิดีโอที่สอน และลองทดลองทำ โดยให้แม่เป็นคนร้าย เน้นแค่ให้ลูกดิ้นหลุด และวิ่งหนีได้

  • สอนให้ลูกรู้จักปฎิเสธคนแปลกหน้า

สิ่งหนึ่งที่เป็นความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ในขณะที่ลูกหายไปนั้น คือกลัวว่าลูกจะไปเจอคนร้าย คนไม่หวังดีสวมรอยพาตัวลูกให้ห่างออกไปหรือไม่ ดังนั้นเราจึงควรสอนให้ลูกรู้จักการปฎิเสธคนแปลกหน้า เวลาเขาชวนไปด้วยกัน โดยวิธีการปฎิเสธมีทั้งส่ายหน้า วิ่งหนี หลีกเลี่ยงการสนทนา หรือมองหาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ เช่น ตำรวจ ยาม เป็นต้น โดยบอกให้ลูกยืนรออยู่ตรงที่เดิม ไม่ตามใครไปจะดีกว่า

  • แผนที่ และแผนผัง

แผนที่ และแผนผัง เป็นจุดสำคัญที่คุณแม่เจ้าของเรื่องได้กล่าวว่า ทำให้ลูกสามารถจัดการปัญหาเวลาพลัดหลงกับแม่ได้ เพราะคุณแม่ได้สอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องแผนผัง และแผนที่ โดยสอนลูกให้เขียน และอ่านแผนที่ สอนการระบุตำแหน่งตนเองจากสถานที่สำคัญที่ใกล้ที่สุด และระบุจุดที่ตนเองอยู่ในแผนที่ได้ แม่สอนเรื่องทิศทาง สอนและให้จดจำร้านค้าใกล้บ้าน หรือตรงทางแยก เผื่อว่าเมื่อต้องเดินทางกลับบ้านเองจะได้ทำได้ วิธีดังกล่าวจึงทำให้ถึงแม้ลูกจะไปหลงในโซนของใช้ที่ตนเองไม่เคยไป แต่ก็ยังหาทางกลับมาที่ร้านสเต๊กได้ถูก รวมถึงกลับมาเขียนแผนที่ได้ถูกว่าตนเองไปที่ไหนมาบ้างหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงว่าสิ่งที่แม่สอนไว้ มันมีประโยชน์ และลูกก็ได้ใช้ประโยชน์จากมันจริง ๆ

สอนลูกจำเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ ป้องกัน ลูกหาย ได้
สอนลูกจำเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ ป้องกัน ลูกหาย ได้

ว้าว…เห็นไหมละว่า วิธีการรับมือกับสถานการณ์พลัดหลงของคุณแม่ และคุณลูกคู่นี้สามารถทำให้ครอบครัวผ่านพ้นจากเหตุการณ์ร้าย แถมยังนำประสบการณ์มาเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับอีกหลาย ๆ บ้าน ในการเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์พลัดหลง ลูกหาย ขึ้นจริง เพราะเราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ วันไหน การเตรียมพร้อม สอนลูกให้รับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

กรณีที่ ลูกหาย จริง ๆ หลงแล้วหากันไม่เจอ สามารถแจ้งความได้เลยทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง หรืออาจใช้ช่องทางออนไลน์ อีกหนึ่งตัวช่วยในการค้นหาลูก โดยแจ้งข้อมูลลูก ภาพ พร้อมสถานที่ วันเวลาที่ลูกหายตัวไป พร้อมเบอร์ติดต่อกลับของพ่อแม่ ให้ช่วยตามหาลูกให้ไวที่สุด ป้องกันการสูญหาย

อ่านบทความดี ๆ คลิก

เด็กหาย!! ทำอย่างไรให้เจอเร็ว ไม่เกิดเหตุร้าย?

อุทาหรณ์!! “ลูกลื่นล้ม” ธรรมดาแต่นำพาสู่ การผ่าตัดใหญ่!!

รวม ของที่ลูกไม่ควรเล่น 7 อย่าง เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

รับมือ ลูกอยู่ไม่นิ่ง กับ6พฤติกรรม”แหย่ๆ”ของเด็กวัยซน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของเล่นที่ดี สำหรับเด็ก 0-3 เดือน

หมอแนะ! ของเล่นที่ดี เสริมพัฒนาการลูกน้อยวัย 0-3 เดือน

ถึงแม้ว่ากิจวัตรของเจ้าตัวน้อยวัยแรกเกิดจะไม่พ้น กินนม นอน เปลี่ยนผ้าอ้อม แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูก ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การเรียนรู้ผ่านการเล่น เช่นเดียวกับเด็กทุกวัย แล้วเด็กวัยนี้เล่นอะไรได้บ้าง ของเล่นที่ดี สำหรับลูกวัย แรกเกิด 0-3 เดือน ควรเป็นแบบไหน นพ.ทัศนพงษ์ ตั้งพัฒนาศิริ เจ้าของเพจ คุณหมอพ่อลูกอ่อน “Doctor Daddy” มีคำแนะนำดีๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

สวัสดีครับวันนี้พ่อหมอจะมาแนะนำ ของเล่นที่ดี และการเล่นที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด 0-3 เดือนนะครับ

มาพูดถึงหลักการทั่วไปก่อนแล้วกัน โดยปกติทั่วไปเด็กจะมีพัฒนาการที่ดีต้องอาศัยการเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัวเด็กในทุกๆ วัน ซึ่งการเรียนรู้ผ่านการเล่น ก็เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมตามวัย ไม่ว่าจะเล่นอะไร เล่นอย่างไร เล่นแบบไหน เล่นกับใคร ก็ล้วนก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านความสนุกสนาน ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการต่างๆ และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างนั่นเอง

“หลักการของการเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการคือ การเล่นที่เหมาะสมร่วมกับ ของเล่นที่ดี ครับ”

ลักษณะการเล่นที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ?

  • คุณพ่อคุณแม่จะต้องจัดสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวและอุปกรณ์ในการเล่นของลูกให้ปลอดภัย
  • จัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเล่นให้ลูกสามารถเล่นได้อย่างอิสระตามความคิดและจินตนาการของลูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตการและให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการ คอยตอบคำถามลูกเมื่อจำเป็น และแสดงความยินดีเมื่อลูกทำสำเร็จ
  • การเล่นควรมีความสอดคล้องและซับซ้อนเหมาะสมตามลำดับพัฒนาการของลูกในแต่ละวัย ไม่ง่ายเกินไปและไม่ซับซ้อนจนเกินไป
  • ให้ลูกเล่นของเล่นทีละอย่าง ไม่เล่นของเล่นหลายๆ อย่างพร้อมกันเพราะจะทำให้ลูกสับสนวอกแวกได้
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด จินตนาการ แก้ไขปัญหาการเล่นต่างๆ ด้วยตัวเด็กเอง ไม่บังคับหรือตั้งเป้าหมายมากจนเกินไปซึ่งอาจปิดกั้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของลูกๆ ได้

ลักษณะ ของเล่นที่ดี เป็นอย่างไร ?

ของเล่นที่ดี ต้องเป็นของเล่นเหมาะสมตามวัย ไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากหรือซับซ้อนเกินวัย เป็นของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และกระตุ้นจินตนาการของลูกๆ นั่นเองครับ

ของเล่นเด็ก 0-3 เดือน

 

ของเล่นแบบไหน เหมาะสำหรับ เด็กอายุ 0 – 3 เดือน

ในเด็กอายุ 0 – 3 เดือนนั้น อย่างที่เราทราบกันดีว่าเด็กจะยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร การเล่นที่เหมาะสมในเด็กวัยนี้จึงเป็นการเล่นที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็ก ก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นี่ละครับ การกระตุ้นประสาทสัมผัสเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการของเด็กในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา พัฒนาด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการเคลื่อนไหว พัฒนาการด้านการรับรู้และการใช้ภาษา พัฒนาการด้านการช่วยเหลือตัวเองและเข้าสังคม รวมทั้งพัฒนาการอารมณ์และจิตใจด้วย

ส่วนของเล่นที่ดีในวัยนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่นั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า น้ำเสียง และสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่ นอกจากนั้นยังมีของเล่นบางอย่างที่มีประโยชน์ เช่น กรุ๊งกริ๊ง โมบาย เป็นต้นครับ

ของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็ก

1. ประสาทสัมผัสด้านการมองเห็น

เด็กวัยแรกเกิดจะยังมองไม่ค่อยเห็นดีเท่าไร ลักษณะการมองเห็นเหมือนคนสายตาสั้น และยังมองเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวดำอยู่ คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดคุยเล่นกับลูกในระยะใกล้ๆ ไม่เกิน 30 ซม.เพื่อให้ลูกมองเห็นและสังเกตการเคลื่อนไหว แต่พออายุ 1 – 2 เดือนขึ้นไป เด็กก็จะเริ่มมองเห็นสีสันต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งเริ่มมองได้ไกลและชัดขึ้น คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถหาของเล่นที่มีสีสันสดใสชัดเจนมาเล่นกับลูกในวัยนี้ได้นั่นเองครับ

2. ประสาทสัมผัสด้านการได้ยิน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงของคุณพ่อคุณแม่ครับ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสการได้ยิน ให้เด็กคุ้นชินกับเสียงของคุณพ่อคุณแม่ นอกจากเสียงของพ่อแม่แล้ว ของเล่นบางอย่างที่มีเสียง เช่น กรุ๊งกริ๊ง หรือตุ๊กตาที่มีเสียงก็พอช่วยได้ นอกจากนั้นเสียงเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะคุณพ่อคุณแม่ร้องเองหรือเปิดเพลงให้ลูกฟัง ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสการได้ยินของลูก รวมทั้งฝึกให้ลูกรับรู้จังหวะด้วยนั่นเองครับ

เล่นกับลูก

3. ประสาทสัมผัสด้านการได้กลิ่น

เด็กจะมีการตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ ในเด็กแรกเกิดนั้นเด็กยังไม่สามารถมองเห็นได้ดี ดังนั้น เด็กจะจดจำคุณพ่อคุณแม่ได้จากกลิ่น เด็กจะคุ้นชินกับกลิ่นของคุณพ่อคุณแม่ได้เป็นอย่างดี กลิ่นจึงเป็นตัวกระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างหนึ่งนั่นเอง

4. ประสาทสัมผัสด้านการสัมผัส

เด็กแรกเกิดจะรับรู้ถึงการสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่จากการอุ้มเป็นหลัก การสัมผัสที่นุ่มนวลก็จะช่วยให้ลูกผ่อนคลายและสงบ พอโตขึ้นมาหน่อย การหยอกล้อเล่นกับลูกด้วยวิธีการสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจั๊กจี้ การเล่นปูไต่ หรือการนวดตามแขนขาและลำตัว ก็ถือเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ดี และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ด้วยครับ

5.ประสาทสัมผัสด้านการรับรส

ในวัยแรกเกิดนี้ ในส่วนของการรับรสอาจจะยังไม่มีตัวกระตุ้นอะไรมากมาย เพราะลูกรับรสจากแค่นมแม่เท่านั้น ยังไม่แนะนำให้มีการรับประทานอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากนมแม่ครับ

จะเห็นว่าในเด็ก 0 – 3 เดือนนั้น ถึงแม้ลูกจะยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่การเล่นที่เหมาะสม และสิ่งแวดล้อมที่ดีล้วนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการของลูกทั้งนั้น รวมทั้งทำให้ลูกเกิดความฉลาดในการเล่น (Play Quotient) ซึ่งเด็กที่มีความฉลาดในการเล่น จะสามารถนำการเล่นไปประยุกต์ใช้กับประสบการณ์ส่วนตัว ประยุกต์ใช้กับความรู้และจินตนาการ ส่งผลให้เด็กมีพื้นฐานที่จะเอาตัวรอด ใช้ชีวิตและประสบความสำเร็จในอนาคตได้

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญการการเล่นที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกกันนะครับ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ติดตามเคล็ดไม่ลับ เลี้ยงลูกตามหลักการแพทย์ กับคุณหมอทัศนพงษ์

ได้ที่เพจ คุณหมอพ่อลูกอ่อน “Doctor Daddy”

คุณหมอพ่อลูกอ่อน doctor daddy

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

พัฒนาการเด็ก 1 เดือน ลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง แม่ต้องรู้!

พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ลูกโตแค่ไหน ต้องส่งเสริมพัฒนาการยังไง?

พัฒนาการเด็ก 3 เดือน ต้องกระตุ้นอย่างไร? ให้ลูกแข็งแรงสมวัย

 

 

วิธีสังเกต ลูกเป็น “ผื่นแพ้นมวัว” หรือไม่? โดยคุณหมอนิอร

ปัจจุบันสื่อโซเซียลมีเดียเข้าถึงได้ง่าย เวลาลูกเล็กมีผื่นเมื่อคุณพ่อ คุณแม่ค้นหาเข้าไปใน Google, Bing หรือเข้าไปรวมกลุ่มใน facebook เมื่อได้อ่านข้อมูลอาจจะทำให้คุณพ่อ คุณแม่สับสนหรือสงสัยว่าลูกของคุณเป็น ผื่นแพ้นมวัว หรือเปล่า เนื่องจากโรคนี้ถูกกล่าวถึงเป็นวงกว้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หมอจะมาคลายข้อสงสัยให้คุณพ่อคุณแม่ค่ะ

ผื่นแพ้นมวัว มีอาการทางผิวหนังได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. ปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาการแพ้แบบเฉียบพลัน ได้แก่ ลมพิษ ปากบวม ในบางรายที่มีอาการรุนแรงสามารถพบอาการตามระบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจไม่สะดวก จากกล่องเสียงบวม หรือหลอดลมตีบ ความดันโลหิตต่ำ อาเจียน เป็นต้น อาการจะเกิดขึ้นภายใน 30 นาที หรือช้าที่สุดไม่เกิน 4 ชั่วโมง เมื่อได้รับนมวัว
  2. ปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาการแพ้แบบช้า ได้แก่ ผื่นผิวหนังอักเสบ พบว่าผิวหนังจะมีอาการอักเสบ แดง มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม เป็นต้น อาการจะเกิดขึ้นช้าใช้เวลาหลายวันหลังจากได้รับนมวัว แต่ในครั้งหลังๆ อาการแสดงให้เห็นเร็วขึ้น

เมื่อไหร่ที่ต้องสงสัยว่าลูกเป็น ผื่นแพ้นมวัว

  1. เมื่อดื่มนมวัว หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัว แล้วมีผื่นลมพิษขึ้นภายใน 30 นาทีถึง 4 ชั่วโมง เมื่อได้รับนมวัวมีผื่นต้องมีลมพิษขึ้นทุกรอบ
  2. เมื่อดื่มนมวัว หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัว แล้วมีผื่นผิวหนังอักเสบเกิดขึ้น หรือทำให้ผื่นที่มีอยู่แล้วแย่ลง ทั้งที่ได้รับการดูแลผิวและรักษาการอักเสบอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว แต่การประเมินเพื่อหาความสัมพันธ์กับเวลาในกลุ่มนี้ทำได้ยากเนื่องจากระยะเวลาไม่ชัดเจนเหมือนในกลุ่มอาการเฉียบพลัน
นมวัว
สังเกตอย่างไร ว่าลูกเป็น ผื่นแพ้นมวัว

ทำอย่างไรต่อดีเมื่อสงสัยว่า ลูกแพ้นมวัว

หมอแนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านภูมิแพ้หรือผิวหนัง เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย และติดตามอาการนะคะ

  • กรณีการแพ้แบบเฉียบพลันไม่แนะนำให้ทดลองอาหารเองนะคะ เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้แบบรุนแรงเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมว่า กรณีใดควรทดสอบโดยวิธีสะกิดที่ผิวหนัง หรือตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีจำเพาะต่ออาหารค่ะ
  • หากสงสัยอาการแพ้แบบผิวหนังอักเสบ
    • ในกรณีที่ลูกดื่มนมเม่ หากต้องการให้นมแม่ต่อ แนะนำให้คุณแม่งดนมวัวและอาหารที่มีส่วนผสมนมวัว
    • กรณีที่ลูกดื่มนมวัว แพทย์จะแนะนำให้ลูกงดดื่มนมวัวและงดรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว เปลี่ยนนมเป็นนมผสมในกลุ่มเฉพาะสำหรับเด็กแพ้นมวัว
    • งดนมวัวอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ จากนั้นให้สังเกตอาการ
      • หากผื่นไม่ดีขึ้นทั้งที่งดนมวัวแล้ว แสดงว่านมวัวไม่น่าจะใช่สาเหตุ
      • หากงดนมวัวแล้วดีขึ้น แสดงว่ามีโอกาสเป็นไปได้จากนมวัว เมื่อผื่นหายสนิทให้ทานนมวัวกลับเข้าไปใหม่
        • หากไม่มีอาการกำเริบของผื่น แปลว่า นมวัวไม่ใช่สาเหตุของผื่น เด็กและคุณแม่ไม่จำเป็นต้องงดนมวัว
        • ถ้าเกิดผื่นขึ้นอีก สามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ว่าผื่นมีความสัมพันธ์กับนมวัวจริง ให้คุณแม่งดนมวัวและงดรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวและจากนั้นสามารถให้นมแม่ต่อได้ ส่วนลูกที่ทานนมผสมสูตรทั่วไปอยู่ให้เปลี่ยนมาเป็นนมผสมสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัว เช่น Nutramigen และ HiQ Pepti เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

ผื่นแพ้นมวัว ดีขึ้นได้เองตามอายุ ส่วนใหญ่สามารถกลับไปรับประทานนมวัวได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามอาการ จัดตารางการให้นมวัวกลับเข้าไปในช่วงที่เหมาะสม

คุณแม่ที่ให้นมลูกอยู่หรือลูกเองไม่ควรงดรับประทานอาหารบางอย่างโดยที่ยังไม่ได้มีข้อสงสัยแน่ชัด เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดสารอาหารในแม่หรือลูก คุณค่าของสารอาหารในน้ำนมไม่เพียงพอ หรือการเปลี่ยนให้ลูกมาทานนมสำหรับสูตรสำหรับเด็กแพ้นมวัวโดยไม่จำเป็น เนื่องจากมีราคาสูงกว่านมผสมสูตรทั่วไปทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้นค่ะ

สุดท้ายโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไม่ได้สัมพันธ์กับผื่นแพ้นมวัวทุกราย มีเพียง 30% ของกลุ่มโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่มีอาการรุนแรงปานกลางขึ้นไปที่พบว่ามีการแพ้นมวัวร่วมด้วยค่ะ

*โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่เท่ากับ ผื่นแพ้นมวัว*

 

บทความลิขสิทธิ์ Copyright © พญ.นิอร บุญเผื่อน All rights reserved. อนุญาตให้เฉพาะ Amarin Baby & Kids เท่านั้น ห้ามคัดลอก ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ เตรียมพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว รวมถึง สุขภาพผิวอันบอบบางของลูกน้อย เพราะปัญหาสุขภาพผิวอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพผิวลูกน้อยให้แข็งแรง เพื่อพัฒนาการที่ไม่สะดุด และพร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ


ติดตามเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพผิวเด็กและโรคผิวหนังในเด็ก

กับคุณหมอนิอร ได้ที่เพจ ผิวเด็ก

เพจผิวเด็ก

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Checklist 7 วิธีเลือกสบู่เหลวเด็ก ครีมอาบน้ำเด็ก โดยคุณหมอนิอร

เทียบสารอาหาร “นมสำหรับเด็กแพ้นมวัว” (นมถั่วเหลือง-นมอัลมอนด์-นมข้าว-นมลูกเดือย)

 

โรคโกเช่ร์ LSD

มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี และทาเคดา ประเทศไทย ร่วมส่งต่อความหวังให้ผู้ป่วยโกเช่ร์ กระตุ้นสังคมเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นในวันโกเช่ร์สากล

โรคโกเช่ร์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการผิดปกติของการถ่ายทอดยีนแบบยีนด้อยซึ่งผู้ป่วยได้รับจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายจากการสะสมของสารในไลโซโซม (Lysosomal storage disorder หรือ LSD)  อุบัติการณ์ของโรคมีน้อยกว่า 1:100,000 ประชากร หรือพบผู้ป่วย 1 ราย ต่อประชากร 100,000 ราย โรคโกเช่ร์ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 ไม่มีอาการทางระบบประสาท  ชนิดที่ 2 มีอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากผลแทรกซ้อนทางระบบประสาท และชนิดที่ 3 ผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาท โดยจะมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านสติปัญญา หรือมีอาการลมชัก เป็นต้น โรคนี้มักพบอาการของโรคได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละรายจะมีอาการไม่เหมือนกัน  ผู้ป่วยเด็กบางรายอาจมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตช้า บางรายพ่อแม่สามารถสังเกตได้จากรูปร่างที่เริ่มผิดปกติ และแสดงอาการเจ็บป่วย เช่น ท้องโตเพราะตับ ม้ามโต มีอาการทางระบบเลือด เกิดภาวะซีด เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เป็นแผลฟกช้ำและเลือดออกง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดกระดูก มีภาวะกระดูกบาง กระดูกหักง่าย

ปัจจุบันความตระหนักรู้ใน โรคโกเช่ร์ นั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างซึ่งส่งผลกระทบในหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการวินิจฉัยและการเข้าถึงการรักษาที่เป็นกลไกที่สำคัญในการให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเท่าเทียมกับโรคอื่น ๆ ซึ่งในขณะนี้ยังมีช่องว่างที่ทุกภาคส่วนควรให้ความใส่ใจเพื่อสวัสดิภาพของผู้ป่วยโรคโกเช่ร์ ที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากผ่านความร่วมมือเพื่อพัฒนาแผนงานและการส่งเสริมกิจกรรมในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานการรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย

นายแพทย์พิชัย คณิตจรัสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด

นายแพทย์พิชัย คณิตจรัสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทาเคดามุ่งมั่นในการแสวงหาสุขภาพที่ดีให้กับผู้คนทั่วโลก ผ่านนวัตกรรมด้านการรักษาระดับโลก โดยโรคหายาก (Rare Diseases) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มโรคหายากทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Rare Immunology) โรคหายากทางโลหิตวิทยา (Rare Hematology) และโรคหายากทางเมตาบอลิซึม (Rare Metabolic) ปัจจุบันมีผู้ป่วยกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก โดย 3 ล้านคนนั้นเป็นผู้ป่วยในประเทศไทยที่ต่างต้องเผชิญความทุกข์ทรมาน ซึ่งความท้าทายของโรคหายาก คือการใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากความแพร่หลายเรื่องโรคยังอยู่ในวงจำกัด ทั้งในประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยีในการวินิจฉัยโรค และการเข้าถึงการรักษาที่ยังไม่ครอบคลุม ด้วยเหตุนี้การร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศด้านการดูแลผู้ป่วยโรคหายาก เราได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรแพทย์ และกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยโรคหายากเพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ในโรคหายากทั้งในเชิงวิชาการและภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าจะต้องไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ที่ผ่านมา ทาเคดา ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ เครือข่ายเวชพันธุศาสตร์และสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรค

หายากแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยโรค HAE แห่งประเทศไทย และมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ภายใต้กรอบความร่วมมือเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องโรคหายาก พร้อมผลักดันให้เกิดมาตรฐานในการรักษาโรคหายากในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี

นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี กล่าวว่า ตนเองมีลูกที่เกิดมาพร้อมกับ โรคโกเช่ร์ ต้องอดทนต่อสู้เพื่อให้ลูกฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้ได้แม้จะเผชิญปัญหามากมายทั้งเรื่องของการตรวจวินิจฉัย การรักษาและค่าใช้จ่ายที่สูง ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มโรคแอลเอสดีจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้เอนไซม์ทดแทนไปตลอดชีวิต

โรคโกเช่ร์

“ลูกคือแรงบันดาลใจให้ผมก่อตั้งมูลนิธิฯ ได้พูดคุยกับครอบครัวของผู้ป่วย จึงได้เห็นว่าโรคหายากเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดการตระหนักรู้ในวงกว้าง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความเท่าเทียมในการรักษา เพื่อให้สามารถต่อสู้กับโรคและกลับมามีชีวิตที่ดีได้ มูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงโรคหายากในกลุ่มโรคพันธุกรรมแอลเอสดีอย่างต่อเนื่อง มีการจัดอบรมให้ความรู้พ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูผู้ป่วยอย่างเข้าใจและถูกต้อง เปิดโอกาสให้ครอบครัวผู้ป่วยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐ และระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้านการรักษาพยาบาล ค่ายา และอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัจจุบันเราสามารถผลักดันให้ยารักษาโรคโกเช่ร์ชนิดที่ 1 ได้บรรจุอยู่ในระบบบัญชียาหลักแล้ว  มูลนิธิฯ หวังว่าจะมีการนำยาสำหรับรักษาโรคหายากชนิดอื่น ๆ เข้าสู่ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติในอนาคตอันใกล้ด้วย และอยากเห็นการคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยทางมูลนิธิฯ จะสนับสนุนการทำงานกับทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่าสูงสุด และในฐานะที่เป็นพ่อตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจและกำลังจะขอทำตามความตั้งใจเพื่อให้ลูกได้หายป่วย และขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ป่วยโรคหายากว่าเราจะไม่ทิ้งกัน”

โรคโกเช่ร์ LSD

ร่วมส่งกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย พ่อแม่ และผู้ดูแลไปด้วยกัน สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคโกเช่ร์และโรคพันธุกรรมแอลเอสดีได้ที่ www.lsdthailand.com  หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยผ่านการบริจาคให้แก่มูลนิธิโดยสแกน QR Code

ลูกผิวแห้ง ทำไงดี

ลูกผิวแห้ง ทำไงดี? 5 วิธีช่วยให้ผิวลูกแข็งแรง ไม่แห้งขุย

เพราะผิวเด็กบอบบางและแพ้ง่าย คุณแม่จึงมักพบว่า ลูกผิวแห้ง ลอก เป็นขุยได้ง่าย จะทำอย่างไร? ให้ผิวลูกสุขภาพดี เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นน่าสัมผัส ทีมแม่ ABK มีคำแนะนำจาก พญ.ฐิติมา คุรุพงศ์ กุมารแพทย์ จากเพจ Dr.Pakky หม่ามี้หมอเด็ก ถึงการดูแลลูกผิวแห้ง และวิธีช่วยให้ผิวลูกแข็งแรง ไม่แห้งขุย มาฝากค่ะ

ลูกผิวแห้ง เกิดจากอะไร ?

พญ.ฐิติมา อธิบายว่า “ลูกผิวแห้ง เป็นได้จากหลายสาเหตุค่ะ ถ้าเป็นน้อยอาจจะสังเกตได้ว่าจะเป็นบริเวณข้อพับแขน ตรงศอก แล้วก็ข้อพับของขา แต่ถ้าเป็นเยอะ ตัวจะสากทั้งตัวได้เลย สาเหตุอันดับแรกอาจเกิดจากโครงสร้างของตัวเด็กเองที่มีชั้นที่เก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้น้อยกว่าคนปกติ ซึ่งส่วนมากอาจจะเป็นจากพันธุกรรม หรือว่าบางส่วนก็พบว่าเกิดจากการที่เป็นภูมิแพ้ ถ้าเป็นเยอะส่งผลให้โครงสร้างของผิวในชั้นเก็บกักความชื้นผิดปกติได้ ทำให้เกิดอาการผิวแห้งกว่าเด็กปกติ”

พฤติกรรมที่ทำให้ลูกผิวแห้ง

พฤติกรรมที่ทำให้ ลูกผิวแห้ง ?

“อีกสาเหตุหนึ่งที่มักจะทำให้เด็กๆ ผิวแห้งได้ก็คือ พฤติกรรมบางอย่างค่ะ เช่น อาบน้ำบ่อยจนเกินไป เด็กบางคนขี้ร้อนอาบน้ำวันละ 2-3 ครั้ง แช่น้ำอยู่ในอ่าง เล่นน้ำนาน อาบน้ำบ่อย การอาบน้ำนานเกินไป หรือว่าการใช้น้ำที่อุ่นเกินอุณหภูมิปกติ น้ำนี้จะชะล้างทำให้ชั้นไขมันที่เคลือบผิวหลุดออกไป ทำให้ผิวเราแห้งกว่าปกติ หรือว่าในบางคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่มีสารเคมีบางอย่างที่มาระคายเคืองต่อผิว ก็จะมีผลทำให้ผิวแห้งมากกว่าปกติได้เช่นกันค่ะ”

การอาบน้ำนานทำให้ลูกผิวแห้ง

5 วิธีช่วยให้ผิวลูกแข็งแรง ไม่แห้งขุย

“ลูกที่มีลักษณะผิวแห้งอยู่แล้วไม่ควรอาบน้ำบ่อยค่ะ อาบน้ำวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ และไม่ควรอาบน้ำนาน ปกติการอาบน้ำแบบแช่ในอ่างจะทำให้เราสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวได้มากกว่าการยืนอาบ ดังนั้น แนะนำเป็นการยืนอาบในเด็กโต และไม่ควรอาบน้ำอุ่น เวลาอาบน้ำเสร็จแล้วให้เช็ดตัวให้แห้ง รีบทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวและเก็บกักความชุ่มชื้นภายใน 3 นาทีหลังจากอาบน้ำเสร็จ จะช่วยเพิ่มการเก็บกักความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ ที่สำคัญควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคืองผิวกับลูกนะคะ”

ทาโลชั่น ภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ

วิธีดูแลเมื่อลูกผิวแห้ง

พญ.ฐิติมา ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการดูแล ลูกผิวแห้ง ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้ลูกผิวแห้งทั้งหมด ลดการใช้น้ำอุ่น ไม่อาบน้ำบ่อย ไม่อาบน้ำนาน ไม่เล่นน้ำบ่อย

2. ระวังไม่ให้ลูกเกา เพราะว่าเด็กที่ผิวแห้งมักจะตามมาด้วยผิวหนังอักเสบ และทำให้เด็กมีอาการคันเวลาเด็กมีอาการคัน เขาก็จะเกาเยอะ ยิ่งเกาก็จะยิ่งทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นรุนแรงขึ้น ไม่หายสักที และเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นต้องไม่เกา แต่การจะห้ามลูกไม่ให้เกานั้นทำได้ยาก คุณพ่อคุณพ่ออาจต้องช่วยทางอ้อม อย่างเช่น ตัดเล็บลูกให้สั้น ตะไบเล็บไม่ให้คม จะได้ไม่เกา สวมเสื้อผ้าที่แขนยาวขายาว เพื่อลดการเกาในช่วงกลางคืนบางทีลูกเกาโดยไม่รู้สึกตัว หรือว่าบางคนที่เป็นเยอะจริงๆ แนะนำให้ทานยาแก้แพ้หรือยาแก้คันได้

ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันลูกเกา เมื่อลูกผิวแห้ง

3. เลือกหาตัวช่วยที่ให้ผิวเราแข็งแรง เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นมากขึ้น เมื่อลูกน้อยเริ่มมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น การดูแลผิวก็สำคัญเช่นกัน คุณแม่สามารถใช้ตัวช่วยดูแลที่เพิ่มขึ้นได้เช่น ใช้โลชั่นบำรุงผิว แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และเสริมให้ผิวลูกแข็งแรงโดยเน้นที่สองหลักใหญ่ๆ คือ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และไม่ทำอันตรายต่อผิวเด็ก อย่างเช่น น้ำมันสกัดจากพืชธรรมชาติ Organic ที่ช่วยบำรุงให้ความชุ่มชื้น เสริมสร้างผิวให้แข็งแรง และลดการระคายเคืองผิวได้ดี เช่น โรสฮิป คาโมมายล์ เชียบัตเตอร์ เป็นต้น
ส่วนการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคืองและเหมาะต่อสภาพผิว ได้แก่ pH-Balance 5 ช่วยรักษาสมดุล และช่วยปกป้องความชุ่มชื้นของผิวไว้ด้วยน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และที่สำคัญให้ดูว่าผ่านการทดสอบจากสถาบันที่น่าเชื่อถือว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวเด็ก

ใหม่! ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ ออร์แกนิค pH5.5 เบบี้ โลชั่น

ช่วยให้หมดกังวลเรื่องผิวแห้ง ผิวอ่อนแอ หรือแพ้ระคายเคืองง่าย

โลชั่นออร์แกนิคสำหรับเด็กที่จะช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวลูกน้อยให้แข็งแรงด้วยโรสฮิปและโอเมก้า 6 ดูแลผิวเด็กอย่างอ่อนโยน ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน และไม่ระคายเคืองผิว บอกลาอาการ ลูกผิวแห้ง เป็นขุย ด้วย 5 คุณสมบัติจากสารสกัดธรรมชาติ ที่ดีเอ็มพีรวบรวมไว้ในขวดเดียว

  • บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นด้วยวิตามินเอ และโอเมก้า 6 จาก ออร์แกนิค โรสฮิป ออยล์ (Rosehip)
  • มีสารสกัดจาก ออร์แกนิค คาโมมายล์ (Chamomile) ที่ช่วยลดการระคายเคืองผิว
  • เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันการสูญเสียน้ำ เพิ่ม Moisturizer ด้วยเชียบัตเตอร์ (Shea Butter)
  • ค่า pH-Balance 5 รักษาสมดุล และปกป้องน้ำหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติของผิว
  • ปราศจาก 7 สารที่เป็นอันตรายต่อผิว ได้แก่ Paraben , Formaldehyde , SLS , DEA , Alcohol , Phthalate , Triclosan
  • ผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง

ติดตามผลิตภัณฑ์ dmp ได้ที่ facebook dmp babyclub

ดีเอ็มพี โลชั่นออร์แกนิค pH5.5

ดนตรีเสริมพัฒนาการ

แนะ 10 วิธีใช้ ดนตรีเสริมพัฒนาการ ลูก ทั้งสนุก และมีประโยชน์!

ดนตรีเสริมพัฒนาการ – เสียงเพลงมีหน้าที่ในการปลอบประโลมมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยพลังแห่งเสียงเพลง และเสียงดนตรีที่มาขับกล่อมโสตประสาท ไม่ต่างอะไรจากสมองและพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยดนตรีและเสียงเพลงเช่นเดียวกัน

มีงานวิจัยในปี 2016 โดยสถาบันสมอง และความคิดสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พบว่า ประสบการณ์ทางดนตรีในวัยเด็กสามารถเร่งการพัฒนาของสมองได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเรียนรู้ทางภาษาและทักษะการอ่าน

ตามที่  มูลนิธิ NAMM Foundation (National Association of Music Merchants Foundation) ระบุว่า การเรียนรู้ที่จะเล่นเครื่องดนตรีสามารถปรับปรุงการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ได้ นอกจากนี้ การร้องเพลง หรือการได้ฟังเพลง จะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตัวเองตลอดจนทักษะการเข้าสังคมของเด็ก ทั้งยังมีส่วนช่วยให้เด็กเล็กเกิดสมาธิในการเรียนรู้ที่ดี

ดนตรีเสริมพัฒนาการ
ดนตรีเสริมพัฒนาการ

เราอาจจะเคยสังเกตเห็นเด็กแต่ละวัยแสดงออกผ่านดนตรี และ เสียงเพลง เช่น เด็กเล็กก็สามารถแกว่งไกวแขน ขยับมือหรือโยกย้ายไปมาเพื่อตอบสนองต่อเสียงเพลงด้วยความเพลิดเพลินตามประสาเด็กได้ เด็กก่อนวัยเรียนหลายคนสามารถฮัมเพลงในขณะที่กำลังเล่นสนุกได้โดยไม่ประหม่า แม้แต่เด็กทารกเองก็ยังรู้จักทำนองหรือเมโลดี้ของเพลงก่อนที่จะเข้าใจคำศัพท์ต่างๆ เป็นที่ทราบกันดีว่าเพลงบรรเลงที่เงียบสงบ สามารถผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกของทารกได้ โดยเฉพาะเวลานอนหลับ ดังนั้นเมื่อพูดถึงพัฒนาการของเด็ก การมีดนตรีเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีอย่างไม่ต้องสงสัย

20 เพลงกล่อมนอนเพราะๆ เปิดฟังยาวๆ ลูกหลับง่าย ตื่นแล้วไม่งอแง

ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี? แชร์ประสบการณ์ โดย พ่อเอก

10 เพลงกล่อมนอน 10 นาที ช่วยให้ลูกหลับปุ๋ยฝันดีตลอดคืน

แนะ 10 วิธีใช้ ดนตรีเสริมพัฒนาการ ลูก ทั้งสนุก และมีประโยชน์!

มีวิธีง่ายๆ ต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้คุณสร้างเสียงเพลง และเล่นดนตรีกับลูก เพื่อผลที่ดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ได้

 10 กิจกรรมทางดนตรีง่ายๆ  สำหรับเด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียน 

1. ร้องเพลงเกี่ยวกับ คำ และ วลี ต่างๆ 

เป็นธรรมดาหากเราได้ทำสิ่งไหนบ่อยๆ ซ้ำๆ จะช่วยเพิ่มพูนทักษะในด้านที่เราใช้ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่การทำซ้ำด้วยการพูด หรือร้องเพลง จะช่วยเพิ่มทักษะในการท่องจำได้ การเรียนรู้เกี่ยวกับเพลงและเสียงดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย จะช่วยเพิ่มทักษะการท่องจำได้อย่างยอดเยี่ยม  การนำวลีหรือคำทั่วๆ ไปมาใช้กับเพลงให้เด็กๆ ได้ฝึกร้องตาม จะสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กๆ สามารถจดจำคำต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำให้การจดจำและการเรียนรู้เป็นเรื่องที่น่าสนุก

2. ประดิษฐ์เครื่องดนตรีอย่างง่าย

คุณสามารถสร้างเครื่องดนตรีจากวัสดุเหลือใช้ในบ้าน  อาทิ กล่องกระดาษ กระป๋อง ช้อน จาน ชาม ฝาขวดน้ำ เป็นต้น เศษวัสดุเหล่านี้ สามารถนำมาผสมผสานดัดแปลงเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นเครื่องดนตรีแบบง่ายๆ ได้ เช่น กลองเคาะจังหวะ ที่ประดิษฐ์จากกระป๋อง หรือกล่องต่างๆ  เป็นต้น ที่สำคัญการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน จะช่วยให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้ที่ดี เมื่อทำเครื่องดนตรีเสร็จคุณกับลูกๆ อาจเล่นสมมติว่ากำลังเปิดคอนเสิร์ตในบ้านไปพร้อมกันได้อีกด้วย

3. เล่นการแสดงความสามารถ

ใช้หุ่นนิ้วมือ หรือ ตุ๊กตาสัตว์ ให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเพลงโปรดของเด็กๆ ให้ตุ๊กตาเต้นไปตามเพลง ถ้าลูกน้อยของคุณชอบแสดงละครหรือบทบาทสมมติ (อย่างที่เด็กก่อนวัยเรียนหลายๆ คนชอบทำ) ลองกระตุ้นให้พวกเขาจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวละครและให้คิดทำนองเพลงของตัวเองขึ้นมา

4. เล่นเกมจับคู่เพลง 

สนุกไปกับเกมจับคู่เพลงง่ายๆ ที่คุณสามารถเล่นที่บ้านได้ โดยตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหนึ่งวาดตัวละคร หรือ สัญลักษณ์ที่แสดงถึงเพลงที่คุ้นเคย เช่น รถบัสสีเหลือง สำหรับ “The Wheels on the Bus” โรงนา สำหรับ “Old MacDonald” ดาว สำหรับ “Twinkle, Twinkle Little Star” แมงมุม  สำหรับ “Itsy Bitsy Spider” สุนัขสำหรับ “Bingo” และอื่นๆ ที่ชื่นชอบ  จากนั้นวางกระดาษคว่ำหน้าลงกับพื้น โดยคุณ และลูกของคุณผลัดกันพลิกสี่เหลี่ยมจัตุรัส และร้องเพลงจากสัญลักษณ์บนกระดาษแทนเพลงต่างๆ ไปด้วยกันอย่างสนุกสนานได้

5. เปิดเพลงคลอระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ 

เปิดเพลงประกอบในขณะที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ กับลูกๆ เช่น ระหว่างทำงานศิลปะ และงานฝีมือ ทำความสะอาดของเล่น หรือในเวลารับประทานอาหาร การศึกษาบางชิ้นแนะนำว่าการเปิดเพลงที่ฟังสบายคลอไปเบาๆ ระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ สามารถช่วยเพิ่มสมาธิในระยะสั้นให้เด็กๆ ได้

6. ฟังและวาดไปพร้อมๆ กัน

เปิดเพลย์ลิสต์เพลงโปรดของลูก นำกระดาษวาดรูปและดินสอสีออกมา ใช้เวลาฟังและวาดสิ่งที่คุณได้ยินโดยใช้สี รูปร่าง เส้น จุด และสีเทียนเพื่อเป็นตัวแทนของเสียงบรรเลงและอารมณ์ทางดนตรีที่คุณได้ยิน ขณะที่คุณวาด ให้พูดถึงเหตุผลที่คุณเลือกสีต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนของแต่ละเสียง เช่น สีส้ม สำหรับแตร เป็นต้น

ดนตรีเสริมพัฒนาการ

7. เล่นทายเพลง

ฮัมเพลง ผิวปาก หรือเคาะจังหวะของเพลง แล้วดูว่าลูกของคุณสามารถเดาเพลงได้ถูกหรือไม่ จากนั้นสลับกันเล่น ลองให้ลูกเคาะจังหวะหรือฮัมทำนองเพลงแล้วดูว่าคุณสามารถเดาเพลงที่ลูกของคุณกำลังฮัมได้หรือไม่

8. พาลูกไปห้องสมุดดนตรี

พาเด็กๆ ไป ทัศนศึกษาในห้องสมุดโซนหนังสือที่เกี่ยวกับดนตรี เลือกสื่อที่มีเพลง เช่น  เพลงกล่อมเด็ก หรือท่วงทำนองง่ายๆ ที่คุณสามารถนำกลับบ้านมาเล่น และร้องไปพร้อมกันได้ ใช้การตอบสนองทางกายภาพทั้ของคุณเพื่อให้ลูกของคุณเคลื่อนไหวตามจังหวะไปมา

9. ตั้งวงดนตรีของครอบครัว

วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการทำให้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรของครอบครัวคือการเล่นดนตรีร่วมกัน เล่นบนคีย์บอร์ด (หากมี) สร้างกลองด้วยหม้อและกระทะ หาระนาดของลูกแล้วเคาะโน้ต ดีดกีตาร์ด้วยกัน หรือเพียงแค่พลิกภาชนะคว่ำแล้วเริ่มทำเสียงด้วยมือหรือช้อนไม้

สอนลูกของคุณถึงวิธีจับคู่ระดับเสียงกับเสียงของพวกเขา หรือแต่งเพลงเพื่อแสดงให้ทุกคนในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือตรงคีย์ แต่จะแสดงให้บุตรหลานของคุณเห็นวิธีการทำเพลงและสนุกกับการทำ

10. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันดนตรี

มีแอพเพลงมากมายที่ให้คุณสนุกไปกับลูกๆได้ อาทิ  Tune Train, Musical Me, Piano Dust Buster และ Kids Ear Training แอพเหล่านี้จะช่วยสอนพื้นฐานทางดนตรีง่ายๆ ให้ลูกของคุณ โดยจะแนะนำให้เด็กๆ รู้จักกับแนวคิดทางดนตรี เช่น ระดับเสียง โน้ต คอร์ด และโครงสร้างของเพลง เป็นต้น

มาถึงตรงนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าดนตรีและเสียงเพลงมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการที่ดีของเด็กๆ การนำดนตรีมาเชื่อมกับกิจกรรมและการเล่นของเด็กๆ นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญในด้านต่างๆ ของเด็กๆ แล้วยังเป็นการเสริมสร้างทักษะของความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน วามฉลาดในการเล่นPQ ได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : mother.ly , brighthorizons.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พ่อแม่อย่ามองข้าม! 10 ประโยชน์ของดนตรี ที่ดีต่อลูก

วิจัยสำเร็จ!! ดนตรีพัฒนาสมอง เด็กคลอดก่อนกำหนดได้

ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี? แชร์ประสบการณ์ โดย พ่อเอก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

ลูกแขนขาอ่อนแรงอย่ามองข้าม! อาจป่วย ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน!

ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน – ปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บในเด็กมากมายที่ทำให้พ่อแม่หลายคนต้องเป็นกังวล หากเลือกได้ก็ไม่อยากให้ลูกต้องทนทุกข์กับการเจ็บป่วย หรือเป็นไปได้หัวอกคนเป็นพ่อแม่ก็อยากจะป่วยแทนลูกๆ จริงมั้ยคะ

ยุคนี้นอกจากโรคระบาดอย่าง โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก ตลอดจนโรคตามฤดูกาลต่างๆ ที่พ่อแม่ต้องคอยเฝ้าระวังกันอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีโรคที่เราไม่คาดคิด ที่สามารถเกิดขึ้นกับเด็กๆ ได้ แม้พ่อแม่อย่างเราๆ จะระมัดระวังเพียงใดแล้วก็ตาม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ “โรคไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน ” (Acute Transverse Myelitis) หรือเรียกย่อๆ ว่า ATM กันค่ะ

ลูกแขนขาอ่อนแรงอย่ามองข้าม! อาจป่วย ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

โรค ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน และสาเหตุของโรค 

โรคไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน (ATM)  คือ การอักเสบของเส้นประสาทไขสันหลัง โดยความผิดปกติทางระบบประสาทมักสร้างความเสียหายให้กับปลอกหุ้มเส้นใยเซลล์ประสาทบริเวณไขสันหลังที่เรียกว่า ไมอีลิน โดยในทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดถึงสาเหตุของโรคที่เกิดขึ้นกับเด็ก แต่มีข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และ การติดเชื้อแบคทีเรีย ต่างๆ  นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นได้เพราะระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ จนไปทำลายไขสันหลัง และบางครั้งโรคนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าไม่สามารถคาดเดาได้

ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน
ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

ไวรัสที่อาจก่อให้เกิดโรค ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

  • ไวรัสเริม (Herpes virus) รวมทั้งไวรัสที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด และอีสุกอีใส
  • ไซโตเมกาโล (Cytomegalo virus)
  • เอ็บสไตบาร์ (Epstein–Barr virus)
  • เอชไอวี (HIV)
  • เอนเทอโร (Enteroviruses)  เช่น poliovirus และ coxsackievirus
  • เวสต์ไนล์ (West Nile Virus)
  • เอคโค (Echo Virus)
  • ซิกา (Zika virus)
  • ไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus)
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
  • คางทูม (Mumps virus)
  • หัด และหัดเยอรมัน (Rubella virus)

เชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรคไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

  • โรคไลม์ (Lyme disease)
  • ซิฟิลิส (Syphilis)
  • วัณโรค (Tuberculosis)
  • โรคแอคติโนมัยโคสิส (Actinomyces)
  • ไอกรน (B. pertussis)
  • บาดทะยัก (Tetanus)
  • คอตีบ (Diphtheria)

อาการของโรคไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

อาการของโรคไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับว่ากระดูกสันหลังส่วนใดเกิดการอักเสบบวมขึ้น หากการอักเสบบวมอยู่บริเวณหลังส่วนล่างเด็กอาจมีอาการปวดหลังนำ ขาอ่อนแรง มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ไม่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ หากการอักเสบบวมอยู่ในบริเวณที่สูงขึ้น เช่น คอ อาจส่งผลให้เกิดอาการอ่อนแรงได้ทั้งแขนและขา อาจมีอาการชาแขนขา หรือบางรายมีอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งคล้ายเป็นตะคริว  ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดคอ ร่วมด้วย และในกรณีที่รุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจ

สาเหตุที่พบไม่บ่อยอีกประการหนึ่ง คือ เกิดอาการหลอดเลือดสมองตีบ เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตบกพร่อง ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปยังไขสันหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่ หรือการแข็งตัวของเลือดเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมโดยทันที

ลูกฉี่น้อย เป็นๆ หายๆ เสี่ยง มะเร็งไตในเด็ก โรคที่เกิดได้จากพันธุกรรม

เด็ก!! เสี่ยงติดโรคที่ไม่ได้เกิดจากแค่สุนัข

เลี้ยงแมวระวัง! เด็กเล็กทารกติด เชื้อราแมว อันตรายใกล้ลูก

การวินิจฉัยโรคไขข้ออักเสบเฉียบพลัน

  • ตรวจ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูตำแหน่งรอยโรค และเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจแสดงอาการคล้ายคลึงกัน เช่น การมีก้อนมากดทับไขสันหลัง
  • การตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อดูการ อักเสบ และส่งตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไขสันหลังอักเสบ
  • การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ซึ่งจะบอกสาเหตุที่แน่ชัดและช่วยวางแผนการรักษาในระยะยาว

การรักษาโรคไขข้ออักเสบเฉียบพลัน

รักษาที่ต้นเหตุ หากสามารถระบุได้ หากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสจำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันอย่างกะทันหัน หรือเกิดจากภูมิต้านทานตนเอง อาจจำเป็นต้องให้สเตียรอยด์ขนาดสูงฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อลดการอักเสบ หากอาการไม่ดีขึ้นหลังการรักษาด้วยสเตียรอยด์ อาจต้องทำการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา การรักษาระยะยาวขึ้นอยู่กับผลการตรวจเลือดหรือน้ำไขสันหลัง หากพบความผิดปกติของภูมิคุ้มกันผู้ป่วยมีโอกาสเกิดโรคซ้ำได้สูง ซึ่งในกลุ่มนี้ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันในช่องปากเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2-3 ปี

ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการตรวจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยากดภูมิคุ้มกันที่ให้ผู้ป่วยอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรงอื่นๆ ได้ เช่น กระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อ หรือตับอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยฝึกการเคลื่อนไหวของลำไส้ตามที่แพทย์แนะนำ ระมัดระวังไม่ให้ท้องผูก ทานยาเป็นประจำ ไม่ควรหยุดยาเอง และควรไปพบแพทย์ทันทีถ้าลูกของคุณมีอาการแขนขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้เด็กส่วนใหญ่ที่ป่วยไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน สามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์หรือเกือบสมบูรณ์ และโดยทั่วไปแล้วโรคไขสันหลังอักเสบเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและเกิดขึ้นที่ไขสันหลังเท่านั้น

แม้ ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน จะเป็นโรคที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นกับลูกของเราได้เมื่อไหร่  อย่างไรก็ตามเราสามารถป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่นำไปสู่การเกิดโรคได้ เช่น การรักษาความสะอาด สุขอนามัยต่างๆ ของลูก เพื่อให้ลูกห่างไกลจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรค ปลูกฝังให้ลูกรู้จักการใส่หน้ากากอนามัยใเมื่อออกนอกบ้าน สอนเรื่องประโยชน์ของการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย นอกจากลูกจะเข้าใจในความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีแล้วยังเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ให้ลูกๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : msdmanuals.com , gosh.nhs.uk , mayoclinic.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกติดโซเชียลหนัก ระวังป่วย โรค Tic Tok ชอบพูดซ้ำๆ กล้ามเนื้อกระตุกเอง!

ทำความเข้าใจ โรคกลัวสังคมในเด็ก (Social Anxiety) รู้เร็ว รักษาได้!

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โพรไบโอติก

สุดยอดเคล็ดลับ..ช่วยให้ลูกมี “ภูมิคุ้มกัน” แข็งแรงด้วย “โพรไบโอติก”

ลูกป่วยบ่อย ไม่สบายง่าย เชื่อว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากจะเห็นลูกมีสุขภาพย่ำแย่กันอย่างแน่นอน ร่างกายที่ไม่แข็งแรง มักจะกระทบต่อพัฒนาการได้ทั้งในเรื่องการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ ที่อาจถดถอยไม่เป็นไปตามพัฒนาการช่วงวัยของลูก และยิ่งถ้าลูกป่วยและต้องเข้าโรงพยาบาล อันนี้เชื่อว่าพ่อแม่คงกังวลมากแน่ ๆ

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันไหมคะว่า ร่างกายที่แข็งแรงของลูก นอกจากการได้รับสารอาหารที่เพียงพอมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ การได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่แล้ว ก็ควรต้องได้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอใน 1 สัปดาห์อย่างน้อย 3-4 วัน และเด็ก ๆ ควรได้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินธรรมชาติจากแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อให้กระดูกแข็งแรง และร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ ทีมแม่ABK มีเคล็ดลับง่าย ๆในการช่วยให้เด็ก ๆ มี “ภูมิคุ้มกันแข็งแรง” ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วย ไม่สบายด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ที่เรียกว่า “โพรไบโอติก” มาบอกให้ได้รู้กันค่ะ

เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ส่วนใหญ่อาจจะคุ้น ๆ หรือเคยได้ยินมากันบ้างเกี่ยวกับ โพรไบโอติก คือรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์กับร่างกาย แต่อาจจะไม่รู้ว่าโพรไบโอติกนั้นมีหลายสายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์ก็จะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่นการกระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกันของเด็ก ๆ ให้มีร่างกายแข็งแรง ก็จะมีสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงนะคะ ใช่ว่าทุกสายพันธุ์ของโพรไบโอติก จะให้ผลในการเสริมภูมิคุ้มกันได้เหมือนกันหมด อยากรู้ไหมคะว่าโพรไพรไบโอติกสายพันธุ์เหล่านั้น ได้แก่อะไรบ้าง ?

สำหรับโพรไบโอติก (Probiotic) นั้น หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อเด็กๆ หรือคุณพ่อคุณแม่เองก็ตาม รับประทานในปริมาณที่เพียงพอ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายได้ค่ะ1

 

ลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันแข็งแรง สุขภาพดี สร้างได้ไม่ยาก แค่ได้รับ “โพรไบโอติก จุลินทรีย์ที่มีชีวิต”  ถูกสายพันธุ์ !!

ทีมแม่ABK กระซิบบอกไปแล้วนะคะว่า โพรไบโอติก จุลินทรีย์ที่มีชีวิต จะมีสายพันธุ์เฉพาะในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งสายพันธุ์ที่ว่านี้ก็คือ โพรไบโอติก แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี DSM 17938 หนึ่งในสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตหนึ่งในสายพันธุ์ดั้งเดิมอาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเราทุกคนนี่แหละค่ะ

ซึ่งจุลินทรีย์สุขภาพสายพันธุ์เฉพาะ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี นี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดย เจอร์ฮาร์ด รูเทอร์ นักจุลชีววิทยาชาวเยอรมัน ซึ่งปกติพบได้ในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และสำไส้ใหญ่ โดยมีต้นกำเนิดมากจากสายพันธุ์ซึ่งได้มาจากน้ำนมแม่ของหญิงชาวเปรู โดย แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี DSM 17938 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีการศึกษาทางการแพทย์จำนวนมากสนับสนุน มีประสิทธิภาพดี และปลอดภัยสำหรับเด็ก2

พอจะเห็นแล้วใช่ไหมคะว่า ลูก ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ จะมีภูมิคุ้มกันตั้งต้นแข็งแรงได้จากอาหารชนิดไหน ใช่แล้วค่ะ “น้ำนมแม่” ที่องค์การอนามัยโลกยกให้เป็นเดอะเบสท์อาหารแรกเริ่มที่ดีที่สุดสำหรับลูกตั้งแต่แรกคลอด เด็กที่กินนมแม่จะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพแล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรีเข้าไปเติมให้กับร่างกายอยู่ตลอดเวลานั่นเองค่ะ

แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี จุลินทรีย์ที่มีชีวิตชนิดนี้นะคะ จะอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ของเด็ก ๆ นี่แหละค่ะ ซึ่งถ้าลำไส้ ระบบย่อยอาหาร มีปริมาณจุลินทรียที่มีชีวิตอาศัยอยู่จำนวนมาก ก็จะช่วยให้สุขภาพลำไส้ ระบบย่อยอาหารดีตามไปด้วย

 

เติม…โพรไบติก แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี เข้าสู่ร่างกาย = เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

โพรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี DSM 17938 ช่วยกระตุ้นการสร้าง CD4-T helper cell เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่จะช่วยประสานกับระบบภูมิคุ้มกันอื่นในการต่อสู้ ยับยั้งเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียก่อโรค เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและป้องกันโรคติดเชื้อได้3

กลไกการทำงานของ โพรไบโอติก แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ เวลาที่เกิดมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ก็คือ…

ช่วยเสริมชั้นจุลินทรีย์ (Microbiota) ให้กับระบบทางเดินอาหาร เกิดความแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคแทรกผ่านเข้ามาได้ โดยการสร้างสารบางชนิดเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค4 และช่วยกระตุ้นและเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายโดยรวมให้แข็งแรง เพื่อต่อสู้กับเชื้อก่อโรค3

ให้นึกภาพตามเวลาที่เด็ก ๆ ได้รับ โพรไบโอติก แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรีเข้าไปในร่างกาย ก็จะมีมนุษย์เกราะที่ถือโล่ยืนเรียงกันเป็นล้าน ๆ ถามว่าเขามีหน้าที่อะไร หน้าที่ก็คือช่วยป้องกัน และต่อสู่กับเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ยิ่งมีจำนวนมนุษย์เกราะที่เหมาะสม เชื้อโรคร้ายต่าง ๆ ก็ลดโอกาสการทำอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายได้ค่ะ

มีการศึกษาทดลองทางการแพทย์ขนาดใหญ่ จาก Pedro Gutierrez-Castrellon และคณะ (ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics 2014) โดยศึกษาในเด็กสุขภาพดีอายุระหว่าง 6-36 เดือน จำนวน 336 คน จากศูนย์ดูแลเด็กเล็ก 4 แห่งในประเทศเม็กซิโก โดยแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รับประทานยาหลอก และกลุ่มที่รับประทานโพรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี DSM17938 โดยให้รับประทานเป็นเวลา 12 สัปดาห์ และติดตามผลต่ออีก 12 สัปดาห์หลังหยุดรับประทาน

คุณพ่อคุณแม่อยากรู้ไหมคะว่าผลลัพธ์ที่แสดงออกมาเกิดอะไรขึ้น ขอบอกว่าทีมแม่ABK เลิฟเลย เพราะดีมาก ๆ กับภูมิคุ้มกันของเด็ก ๆ นั่นก็คือการ

  • ช่วยลดการเกิดท้องเสียได้ถึง 50%
  • ช่วยลดวันที่เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ถึง 67%
  • ช่วยลดวันที่ต้องขาดเรียนเพราะลาป่วย และลดการต้องใช้ยาปฏิชีวนะ5

คำแนะนำจากสมาคมแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารนานาชาติ (WGO- World Gastroenterology Organisation) แนะนำให้เสริมโพรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะแล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี DSM 17938 เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับเด็ก โดยเฉพาะที่ต้องเข้าโรงเรียนหรือต้องไปสถานรับเลี้ยงกลางวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ1

โพรไบโอติก Probiotic

เห็นแบบนี้ยิ้มออกเลยใช่ไหมคะ เพราะลูก ๆ ของเราจะได้มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง และก็จะไม่ป่วยง่าย ป่วยบ่อยอีกต่อไป ถ้าเสริมให้พวกเขาได้รับจุลินทรีย์ที่มีชีวิตถูกสายพันธุ์ เช่น โพรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี DSM 17938 อย่างสม่ำเสมอ จริง ๆ ยิ่งในช่วงนี้จะให้ดีต้องเติมเสริมให้เด็ก ๆ ได้รับจุลินทรีย์สุขภาพที่มีชีวิตทุกวัน เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีพัฒนาการการเรียนรู้สมวัยค่ะ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. World Gastroenterology Organisation. World gastroenterology organisation global guidelines: probiotics and prebiotics. February 2017: 1-35.
  2. Ramesh Srinivasan. et.al. Lactobacillus reuteri DSM 17938: Review of Evidence in Functional Gastrointestinal Disorders. Pediatr Ther; 2018; Volume 8(3); 1-8.
  3. Valeur N, Engel P, Carbajal N, Connolly E, Ladefoged K. Colonization and immunomodulation by Lactobacillus reuteri ATCC 55730 in the human gastrointestinal tract. Appl Environ Microbiol. 2004;70(2):1176-1181.
  4. Cleusix V, Lacroix C, Vollenweider S, Duboux M, Le Blay G. Inhibitory activity spectrum of reuterin produced by Lactobacillus reuteri against intestinal bacteria. BMC Microbiol. 2007;7:101. Published 2007 Nov
  5. Gutierrez-Castrellon P, Lopez-Velazquez G, Diaz-Garcia L, et al. Diarrhea in preschool children and Lactobacillus reuteri: a randomized controlled trial. Pediatrics. 2014;133(4):e904-e

 

THL2203007-2

โพรไบโอติก PROBIOTIC

ลูกชอบมองเพดาน หัวเราะคนเดียว ทำท่าทางแปลกๆ ผิดปกติไหม?

ลูกชอบมองเพดาน – คุณแม่ลูกอ่อนหลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่าลูกน้อยของคุณ ชอบจ้องมองเพดานอยู่บ่อยๆ พร้อมกับทำท่าทางแปลกๆ ที่ดูน่าขนลุก เหมือนกับว่าลูกของคุณกำลังสื่อสารอยู่กับอะไรบางอย่างจนแอบคิดไม่ได้ว่าพวกเขาเห็นอะไรบนนั้น เพราะหากเป็นความเชื่อโบราณ คนเฒ่าคนแก่จะบอกว่าเด็กกำลังคุยเล่นกับแม่ซื้อหรือเทพประจำตัวเด็ก

ลูกชอบมองเพดาน หัวเราะคนเดียว ทำท่าทางแปลกๆ ผิดปกติไหม?

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ  คุณไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป  จำไว้ว่า โลกที่ทารกสัมผัสอยู่เป็นโลกที่แปลกใหม่ พวกเขาต้องปรับตัวในการอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย แสง สี  เสียง การเคลื่อนไหวและการกระตุ้นต่างๆ  ทารกมีหลายอย่างที่ต้องทำ สมองของพวกเขากำลังพัฒนา และซึมซับสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อประมวลผลสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่ใช่ในท้องแม่อีกต่อไป เหตุผลหลักที่ทารกมักจ้องมองบางสิ่งบางอย่าง คือ สมองของพวกเขากำลังพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแม้แต่เรื่องง่ายๆ ก็สามารถดึงดูดใจลูกน้อยของคุณได้

การมองเห็นของทารกอยู่ในช่วงพัฒนาระยะการโฟกัส ในขณะเดียวกันพวกเขาจะเริ่มคุ้นเคยกับสัญญาณภาพและเสียงที่แสดงถึงความปลอดภัย การเลี้ยงดูจากพ่อแม่และการสัมผัส  ดังนั้นหากทารกแรกเกิดชอบจ้องมองเพดานจึงเป็นเรื่องที่ปกติมาก

ทารกแรกเกิดสามารถมองเห็นได้ในระยะเพียง 6 ถึง 9 นิ้ว เมื่อพูดถึงเพดานอาจมีความแตกต่างบางอย่างที่พวกเขาสนใจ เช่น โคมไฟ หรือเงา ทารกแรกเกิด มักถูกดึงดูดสายตา และความสนใจด้วยวัตถุที่มีความแตกต่างหรือตัดกัน ตัวอย่างเช่น แทนที่พวกเขาจะมองออกไปดูวิวที่นอกหน้าต่าง พวกเขาจะจ้องบริเวณที่หน้าต่างบรรจบกับกรอบที่แสงมาบรรจบกับความมืดแทน

วิสัยทัศน์และการมองเห็นของทารก

เพื่อที่จะรู้ว่าทำไมทารกถึงชอบจ้องมอง ต้องเข้าใจวิสัยทัศน์ของพวกเขาก่อน ด้านล่างนี้คือประเด็นสำคัญบางประการเกี่ยวกับพัฒนาการของดวงตาและการมองเห็นของทารก

  • ดวงตาทารกแรกเกิดค่อนข้างไวต่อแสง รูม่านตามีขนาดเล็กมากเมื่อโดนแสงจ้า
  • ทารกไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้อย่างชัดเจน เนื่องจากวิสัยทัศน์ของพวกเขายังคงพัฒนาอยู่
  • ในช่วง 2 เดือนแรก ดวงตาของทารกอาจดูไขว้เขว หรืออาจดูเหม่อลอยไปด้านข้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าตาข้างหนึ่งหันเข้าหรือออกด้านนอกอย่างต่อเนื่อง (ไปทางจมูกหรือออกนอกจมูกตามลำดับ) ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์
  • เมื่ออายุได้ 3 เดือน ทารกจะสามารถโฟกัสไปที่วัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 8 ถึง 12 นิ้วได้ดี พวกเขาสามารถมองเข้าไปในดวงตาของแม่หรือพ่อได้หากคุณอยู่ใกล้พวกเขา ส่วนสิ่งใดที่อยู่ไกลกว่านั้นจะหลุดโฟกัสและเบลอ
  • เมื่ออายุได้ประมาณห้าเดือน ทารกจะพัฒนาความสามารถในการมองเห็นว่าวัตถุแต่ละชิ้นอยู่ห่างกันมากเพียงใด (การรับรู้เชิงลึก) พวกเขาจะเอื้อมมือออกไปหาสิ่งของได้ดีขึ้น พวกเขาอาจเริ่มมองเห็นสี แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากการมองเห็นและการประมวลผลยังพัฒนาไม่เต็มที่
ลูกชอบมองเพดาน
ลูกชอบมองเพดาน

โดยปกติแล้วเด็กทารกมักจะนอนหงาย ดังนั้นการเพ่งมองไปด้านบนเพื่อสำรวจพื้นผิวเพดาน หรือไฟบางดวงอาจเป็นสิ่งใหม่ที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา เจ้าตัวเล็กของคุณ เพิ่งจะเริ่มเชื่อมโยงกับทุกสิ่งที่เขาเห็น หากคุณสามารถปรับสิ่งที่เขาสนใจได้ คุณจะสามารถเข้าใจปฏิกิริยาของลูกได้ชำนาญมากขึ้น  ยิ่งคุณเล่นกับลูกน้อยและมีส่วนร่วมกับลูกมากเท่าไหร่ สมองของพวกเขาก็จะพัฒนาได้ดีขึ้นเท่านั้น ต่อไปนี้คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณมองโลกผ่านวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจของลูก และช่วยพัฒนาสมองของพวกเขา

  • เคลื่อนไหววัตถุให้มองตาม ทารกมักสนใจสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว วิธีนี้จะช่วยให้เขาระบุวัตถุที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกของเขาได้ เมื่อเขาเข้าใจความสามารถในการจดจำวัตถุแล้ว เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าเขามีพลังที่จะเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนที่ของวัตถุ ตัวอย่างเช่น เขาจะรู้ว่าเขาสามารถใช้มือ (หรือเท้าของเขา) เพื่อทำท่าเต้นแบบเคลื่อนที่ได้ (ซึ่งเป็นตัวชี้นำเพื่อยกระดับมือถือให้สูงขึ้น!)
  • ให้ความคมชัด ความเปรียบต่างหรือสีสันที่ตัดกัน สามารถดึงดูดใจเด็กทารกได้เป็นอย่างดี  ลองนึกถึงสีที่ตัดกันสองสีที่อยู่เคียงข้างกัน หรือแม้แต่โครงร่างที่ตัดกัน เช่น จุดที่ขอบโต๊ะมาบรรจบกับพื้นผิวของผนัง ทั้งสองสิ่งนี้สามารถดึงดูดความสนใจของลูกน้อยและทำให้พวกเขาจ้องมองได้อย่างตั้งใจ เนื่องจากดวงตาของทารกถูกดึงดูดด้วยความแตกต่าง หากมีสีที่ตัดกันสองสีอยู่เคียงข้างกัน ดวงตาของลูกคุณจะถูกดึงดูดเข้าหาสีนั้นได้เป็นเวลานาน
  • หาสิ่งที่แปลกใหม่ให้ลูกมอง  คุณเคยสังเกตว่าลูกน้อยของคุณจ้องมองหนวดหรือแว่นตาของคนแปลกหน้าหรือไม่? พฤติกรรมนี้เป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นหน้าคนที่มีลักษณะนี้มาก่อน ทารกมักจ้องมองวัตถุบางอย่างเป็เวลานานหากสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งใหม่สำหรับพวกเขา
  • สังเกตสัญญาณทางกายของลูก  สิ่งที่น่าสนุกสำหรับทารกคนหนึ่งอาจไม่สนุกสำหรับอีกคนหนึ่ง สมมติว่าคุณให้ลูกดูของเล่นสีสันสวยงามที่มีเสียงเพลงในเปลของลูก ลองใช้เวลาสักครู่เพื่อสังเกตการตอบสนองของลูก หากลูกเบือนหน้าหนีหรือพยายามหันเหความสนใจหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง นั่นเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาปิดรับเสียงและการเคลื่อนไหวต่างๆ แล้ว หรือบางทีลูกของคุณอาจต้องการมุมมองใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

พ่อแม่ควรกังวลเมื่อใด

เมื่อลูกมีพฤติกรรมชอบจ้องมองเพดาน แล้วพูดคนเดียวหรือทำท่าทางแปลกๆ คุณแม่คุณพ่อหลายคน มักจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องออทิสติก เนื่องจากในโลกโซเชียลมีเดีย หรือ อินเทอร์เน็ต มีหัวข้อเหล่านี้ให้ค้นคว้าจำนวนมาก  ทางที่ดีควรตรวจสอบกับกุมารแพทย์ที่รู้ประวัติของลูกคุณพวกเขาจะสามารถประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดี ตรวจสอบกับกุมารแพทย์ทันทีหากคุณสงสัยว่าอาจมีบางสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ทารกที่มีการเคลื่อนไหวของดวงตาที่ดูผิดปกติ หรือไม่เคยสบตา เป็นไปได้ว่าทารกอาจมีความสามารถในการมองเห็นที่แย่ ซึ่งคุณไม่ควรกังวลว่าลูกน้อยของคุณจะมีปัญหาเหล่านี้ เพียงเพราะพวกเขาสนใจในการจ้องมองเพดาน

หูชั้นกลางอักเสบในเด็ก หูติดเชื้อในเด็ก ไม่ใช่เรื่องเล็กถ้าลูกป่วย!

ระวัง! 3 อันตรายจากแสงสีฟ้า ทำร้ายตาลูกไม่รู้ตัว

การมองเห็นของทารก พัฒนาการที่พ่อเเม่ควรรู้

วิธีสังเกตอาการออทิสติกของทารกในเบื้องต้น

ต่อไปนี้คือข้อสังเกตบางอย่างที่อาจช่วยให้ผู้ปกครองทราบความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมปกติที่เหมาะสมกับวัยของลูกและและสัญญาณเริ่มต้นของออทิสติกที่ควรได้รับการรักษา

อายุ 12 เดือน

เด็กที่มีพัฒนาการตามแบบฉบับจะหันศีรษะเมื่อได้ยินชื่อ เด็กที่เป็นโรคออทิสติก ASD อาจไม่หันมามอง แม้จะซ้ำชื่อหลายครั้งแล้ว แต่จะตอบสนองต่อเสียงอื่นๆ

อายุ 18 เดือน

เด็กที่มีทักษะปกติการหากพูดช้า จะชี้ ทำท่าทาง หรือใช้การแสดงออกทางสีหน้า เพื่อชดเชยการพูด เด็กที่เป็นออทิสติก อาจไม่พยายามชดเชยคำพูดที่ล่าช้าหรืออาจจำกัดการพูดให้พูดซ้ำในสิ่งที่พวกเขาได้ยินทางทีวีหรือสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้ยิน

ลูกชอบมองเพดาน

อายุ 24 เดือน

เด็กที่มีพัฒนาการตามแบบฉบับจะนำภาพมาอวดแม่และแบ่งปันความสุขกับเธอ เด็กที่เป็นออทิสติก อาจนำขวดนมของแม่มาเปิด แต่พวกเขาไม่มองหน้าแม่เมื่อทำหรือแบ่งปันความสุขในการเล่นด้วยกัน

ข้อสังเกตที่ควรคำนึงถึง คือ หากทารกจะจ้องมองเพดานหลังจากผ่านไปประมาณ 12 ถึง 16 สัปดาห์ และคุณรู้สึกว่าไม่สามารถดึงความสนใจของทารกออกจากเพดานได้ แม้ในระยะเวลาสั้นๆ  เป็นไปได้ว่า อาจมีอย่างอื่นเกิดขึ้น  ถ้าพวกเขาไม่รู้จักใบหน้าที่ซ้ำซากเหมือนพ่อกับแม่  อาจถึงเวลาปรึกษากับกุมารแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยอาการผิดปกติบางอย่าง

ดร.แมรี โคห์น กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่า ความแตกต่างของอายุ เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงหากคุณกังวล  เนื่องจากทารกมีพัฒนาการ และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  การจ้องมองที่เพดานเป็นเรื่องปกติมากสำหรับทารกแรกเกิดก็จริง แต่อาจไม่ปกติสำหรับทารกที่มีอายุ เกินกว่า 18 เดือน หรือ หนึ่งขวบครึ่ง เป็นต้นไป

สุขภาพของดวงตา ตลอดจนพัฒนาการในการมองเห็นของเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม หากเกิดความผิดปกติใด ควรหาทางแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งในปัจจุบันที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มากมาย ที่คอยล่อตาล่อใจเด็กๆวัยอยากรู้อยากเห็น ก็มีโอกาสทำให้สายตาของเด็กเกิดปัญหาก่อนวัยอันควรได้ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กๆ อยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือ แทปเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน เมื่อเด็กๆ เติบโตพอที่จะเข้าใจในเหตุและผลต่างๆ เราควรปลูกฝังให้ลูกๆ ได้รู้ถึงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการใช้สายตา วิธีการถนอม และดูแลดวงตา การทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงระบบต่างๆ ของร่างกาย และสายตาให้ทำงานได้เป็นปกติ ซึ่งนอกจากจะป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของลูกแล้วยังเป็นการเสริมสร้างทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : momjunction.com , healthychildren.org , kindercare.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ระวัง! ลูกจ้องจอนาน เสี่ยง สายตาสั้นเทียม ตัดแว่นได้ไม่ตรงค่าสายตา

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษา

รู้จักและเข้าใจ แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม ภาวะพัฒนาการบกพร่องในเด็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กหลอดแก้ว โรงพยาบาลเวชธานี

เปิดบันทึก “แม่” มดลูกพิการ แต่สร้างปาฏิหาริย์ด้วย “เด็กหลอดแก้ว”

บทบาทสำคัญของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่ปรารถนาอยากจะเป็น “แม่” คำสั้นๆ คำนี้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ และต้องแลกมาด้วยความอดทนพยายาม เพื่อทำทุกวิถีทางให้ได้มีลูก ความผิดหวังจากอุปสรรคทางร่างกายที่ไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ อาจเป็นสิ่งที่ยากเกินจะยอมรับสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการมีลูก แต่ทุกอุปสรรคย่อมมีทางออก แม้ว่าต้องใช้ความอดทนทุ่มเทอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าสำหรับการได้เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตเล็กๆ ซึ่งก็คือดวงใจของผู้เป็นแม่

แม้จะผิดหวังกับการทำ เด็กหลอดแก้ว มาหลายครั้ง อีกทั้งก่อนหน้าก็พยายามตั้งครรภ์ตามธรรมชาตินานถึง 2 ปี  สำหรับบางคนอาจถอดใจไปแล้ว แต่ “คุณตาล – เกศรา วาณิชวัฒนกุล” เธอไม่เคยยอมแพ้ แม้จะต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

V Fertility Center

2 ปีแรกแห่งความล้มเหลว

“ตาลแต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่ประมาณ 6 ปีที่ออสเตรเลีย ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องมีลูก เพราะยังสนุกกับการทำงาน และคิดว่าร่างกายเราแข็งแรงดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่ค่ะ พอถึงวันที่อยากมีลูก อยากทำหน้าที่แม่ตามที่วาดฝันเอาไว้ กลายเป็นว่าตาลกับสามีพยายามมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติอยู่นานถึง 2 ปีกว่าๆ แต่ไม่สำเร็จสักที ซึ่งตอนนั้นตาลอายุ 33 ปีแล้ว จึงเดาว่าตัวเองมีลูกยากหรือเปล่า น่าจะมีปัญหาอะไรแน่ๆ เลย จึงตัดสินใจไปปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว ICSI วิธีนี้ตาลเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะมีญาติฝั่งคุณพ่อไปทำค่ะ แล้วเขาได้ลูกแฝดสามมาเลยทีเดียว เป็นผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 1 คน ซึ่งตอนนั้นตาลรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากๆ ดีจังเลย และตัวเราเองก็อยากมีลูกอยู่แล้วด้วย ตอนนั้นก็คิดไว้ในใจเล่นๆ เหมือนกัน ว่าอยากมีลูกแฝดบ้าง”

ความหวังครั้งใหม่ที่ยังมาไม่ถึง

“เมื่อคุณหมอที่ออสเตรเลียแนะนำว่าให้ทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ตาลก็ตัดสินใจทำเลยค่ะ เพราะเราอยากมีลูกมากจริงๆ บวกกับเคยเห็นคนที่ทำแล้วเขามีลูกได้สำเร็จ แถมยังเป็นลูกแฝดตามที่เราเคยคิดเอาไว้ด้วย แต่หนทางการเป็นแม่ของตาลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะประสบการณ์การทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ครั้งนั้น คงต้องเรียกว่าไปไม่ถึงฝันค่ะ โดยผลการตรวจเบื้องต้น คุณหมอบอกว่าตาลมีซีสต์อยู่เต็มมดลูก ทำให้มีลูกยาก ส่วนสามีเจอปัญหาสเปิร์มไม่แข็งแรง ตอนนั้นคุณหมอจึงให้ตาลกินยาปรับฮอร์โมนก่อนทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ซึ่งตาลทำกับโรงพยาบาลนี้ 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จเลย ยอมรับว่ารู้สึกท้ออยู่บ้าง แต่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เด็ดขาด จึงตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นก็ยอมค่ะ พอตรวจใหม่ คุณหมอบอกว่ามดลูกตาลไม่สมบูรณ์ เรียกว่ามดลูกพิการ เพราะมีผนังกั้นในโพรงมดลูก  ต้องผ่าตัดก่อนถึงจะรู้ว่าควรแก้ไขอย่างไรต่อไป

“ด้วยสัญชาตญาณความอยากเป็นแม่ของตาล ทำให้รู้สึกว่าการรักษาที่ออสเตรเลียไม่โอเคแล้ว จึงตัดสินใจทิ้งชีวิตทุกอย่างที่ออสเตรเลีย แล้วกลับไปรักษาที่เมืองไทย คิดในใจว่ากลับบ้านเราดีกว่า เพราะการรักษาที่ออสเตรเลียยุ่งยากและใช้เวลานานมาก กว่าจะตรวจ กว่าจะรู้ผลแต่ละอย่าง เช่น ถ้าจะตรวจเลือดก็ต้องไปที่หนึ่ง ถ้าจะตรวจ MRI ก็ต้องไปอีกที่หนึ่ง แล้วกว่าจะตรวจครั้งต่อไปได้ ก็ต้องเว้นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ เรียกว่าไม่ทันใจคนอยากมีลูกมากๆ แบบตาลจริงๆ ค่ะ”

บทบาทที่ยิ่งใหญ่ สร้างชีวิตใหม่เกิดขึ้น

“เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ตาลก็มุ่งหน้าไปที่ V Fertility Center เลยค่ะ เพราะมีคนรู้จักหลายคนเคยทำเด็กหลอดแก้ว ICSI กับที่นี่ แล้วเขามีลูกได้สมความตั้งใจ อีกทั้งตาลยังได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับ V Fertility Center มาก่อนด้วย ทำให้รู้ว่าที่นี่เขาเป็นโรงพยาบาลแรกของโลก ที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานรายโรค หรือ CCPC ด้านเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร จากสถาบัน Joint Commission International หรือ JCI สหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งทำให้ตาลรู้สึกมั่นใจมากขึ้น”

v-fertility-center-2

 

ปณิตา โตเกียรติวงศ์ชัย

 

ตุลยดา โนนเวียงแก

“ที่ V Fertility Center ตาลทำเด็กหลอดแก้ว ICSI กับคุณหมอวรวัฒน์ ศิริปุณย์ ท่านเป็นสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ซึ่งตาลรู้สึกประทับใจทุกอย่างตั้งแต่วันแรกเลยค่ะ คุณหมอให้คำปรึกษาในแบบที่เข้าใจหัวอกคนอยากมีลูก ความน่ารักของทีมพยาบาลที่คอยดูแลและให้กำลังใจ โดยเฉพาะเรื่องความครบวงจรของที่นี่ ซึ่งสามารถตรวจทุกอย่างได้ครบจบในที่เดียวและวันเดียว แถมยังรู้ผลแบบรวดเร็วทันใจภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ไม่ยุ่งยากหรือรอนานเหมือนที่ออสเตรเลีย”

วรวัฒน์ ศิริปุณย์

คุณหมอวรวัฒน์ เล่าเสริม “ในการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI คุณแม่หลายคนจะมีความกังวลว่า เด็กที่เกิดมาด้วยวิธีนี้จะแข็งแรงเหมือนเด็กที่เกิดจากธรรมชาติหรือเปล่า ซึ่งผมขออธิบายว่า ในขั้นตอนตั้งแต่การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ของ V Fertility Center เรามีนักวิทยาศาสตร์และห้องแล็บเป็นของตัวเอง และนักวิทยาศาสตร์ผ่านการรับรองจากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแห่งยุโรป (ESHRE : European Society of Human Reproduction and Embryology) ซึ่งเป็นสมาคมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เราจึงมีประสิทธิภาพในการดูแลไข่ อสุจิ ตัวอ่อน รวมถึงทุกกระบวนการของการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและความแม่นยำสูง อีกทั้งการบริการภายในยังเป็น One Stop Service คือสามารถทำได้เองในทุกกระบวนการ ใครที่กังวลว่าเด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จะมีความแข็งแรงเทียบเท่าเด็กที่เกิดจากวิธีธรรมชาติไม่ได้ เรื่องนี้มีผลการศึกษามาโดยตลอดและพบว่า เด็กคนแรกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว ตอนนี้อายุ 40 กว่าปีแล้ว และทั่วโลกมีเด็กที่เกิดจากวิธีนี้มากกว่าล้านคน ซึ่งทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงดีเทียบเท่าเด็กที่เกิดจากวิธีธรรมชาติ”

คุณตาล เล่าต่อ “พอคุณหมออธิบายให้ฟัง ตาลก็มีความมั่นใจและความหวังมากขึ้นเยอะ แม้ว่าผลการตรวจร่างกาย คุณหมอจะวินิจฉัยออกมาคล้ายๆ กับคุณหมอโรงพยาบาลที่ออสเตรเลีย แต่เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของที่นี่สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คุณหมอที่ออสเตรเลียบอกว่าตาลมีโอกาสมีลูกสำเร็จเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วคุณหมอวรวัฒน์ก็อธิบายชัดเจนกว่าเยอะเลยค่ะ มีภาพให้เราดูและมีการวาดภาพประกอบให้เราเข้าใจง่ายขึ้น ปัญหาของตาลคือมดลูกพิการ นั่นคือมีเนื้องอกที่มดลูก และมีผนังกั้นกลางมดลูก ซึ่งอาจทำให้ตัวอ่อนติดไม่ดี หรืออาจเกิดการแท้งได้ง่าย”

“คุณหมอแนะนำให้ตาลกระตุ้นไข่ก่อน เพราะรังไข่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพื่อเก็บไข่มาผสมกับอสุจิให้ได้เป็นตัวอ่อน แล้วเลี้ยงตัวอ่อนเก็บเอาไว้ก่อน จากนั้นพอถึงขั้นตอนที่จะย้ายตัวอ่อนกลับไปฝังที่มดลูก คุณหมอจึงจัดการกับมดลูกตาลที่มีปัญหาให้พร้อม โดยผ่าตัดเอาผนังกั้นกลางมดลูกและเนื้องอกที่มดลูกออกไป และตัวตาลเองก็พยายามออกกำลังกายให้ร่างกายฟิต ให้มดลูกแข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะว่ารู้สึกตัวเองว่าตัวเล็กไปไหม และคุณหมอก็จะให้ยาเพื่อเป็นการบูสท์ฮอร์โมนส่วนสามีไม่ต้องทำอะไรมากเลย แค่เก็บอสุจิเรียบร้อย ก็หมดหน้าที่เขาแล้วค่ะ” (หัวเราะ)

ช่วงเวลาแห่งความพยายาม

“ตาลทำเด็กหลอดแก้ว ICSI กับ V Fertility Center โดยได้กระตุ้นไข่ 1 ครั้ง และย้ายตัวอ่อนทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกันค่ะ ก่อนทำทุกครั้งตาลพยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดตามคำแนะนำของคุณหมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน หรือออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งขอบอกเลยว่าพยายามเต็มที่และลุ้นมากทุกครั้ง อย่างครั้งแรกใส่ตัวอ่อนตัวเดียวไม่ติดเลย พอใส่ครั้งที่สองคุณหมอถามว่าจะใส่ตัวอ่อนไปสองตัวเลยไหม ซึ่งค่อนข้างอันตรายหากตัวอ่อนทั้งสองตัวแยกเป็นสามหรือสี่ เพราะจะกลายเป็นแฝดสามแฝดสี่ แต่การใส่สองตัวก็เป็นการเผื่อไว้ เพราะอาจจะติดแค่ตัวเดียวก็ได้ ซึ่งเราก็โอเค ใส่สองตัวเลย เตรียมใจไว้แล้ว ครั้งนั้นร่างกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลง มีอาการเวียนหัว พอไปตรวจก็พบว่าติดทั้งสองตัว แต่ว่าติดแค่ 11 สัปดาห์ก็หลุด ตาลมีโอกาสดีใจอยู่ได้ไม่นาน และใช้เวลาทำใจกับความสูญเสียอยู่สักพัก ตาลก็ฮึดย้ายตัวอ่อน กับ V Fertility Center อีกครั้ง ครั้งที่สามก็เลยบอกคุณหมอว่าใส่สองตัวเลยแล้วกัน ซึ่งเป็นตัวอ่อนสองตัวสุดท้ายของเรา เพราะตอนแรกตาลเก็บตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดไว้อยู่ห้าตัว ปรากฏว่าติดค่ะแต่ตาลยังไม่ดีใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมีบทเรียนความผิดหวังจากครั้งที่สอง การทำครั้งนั้นจึงทั้งลุ้นและกังวลใจ เพราะกลัวว่าเขาจะหลุดไปอีก”

“ตอนนั้นตาลจึงพยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดทุกวิถีทางเลยค่ะ พยายามเดินให้น้อยที่สุด ใช้วิธีนั่งรถเข็นเอา จะเดินแค่เฉพาะเวลาเข้าห้องน้ำเท่านั้น จนมาถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตาลลุ้นและกังวลใจมากที่สุด คือตาลมีอาการเลือดออก ซึ่งตอนแรกตาลรีบไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน พอคุณหมอเห็นอาการแบบนี้ ก็บอกให้ตาลเตรียมทำใจเอาไว้เลย เพราะมีโอกาสแท้งถึง 80% ขอบอกเลยว่าตอนนั้นเครียดมากๆ ค่ะ จึงตัดสินใจโทรไปปรึกษาคุณหมอวรวัฒน์ ซึ่งคุณหมอบอกให้ตาลใจเย็นๆ ก่อน แล้วพรุ่งนี้ให้ไปหาเขานะ พอวันรุ่งขึ้นตาลก็รีบไปที่ V Fertility Center เลยค่ะ พอตรวจกันเสร็จสรรพ คุณหมอก็พยายามช่วยตาลอย่างเต็มที่ ให้ยามาทุกแบบเลย ไม่ว่าจะเป็นฉีด แปะ เสียบ หรือทา รวมถึงเฝ้าติดตามอาการตลอดและคอยให้กำลังใจ เรียกว่าช่วยเราแบบสุดความสามารถจริงๆ จนสุดท้ายตาลก็ได้ลูกแฝดชายหญิงมาค่ะ” (ยิ้ม)

หัวใจคุณแม่นักสู้ ท้อแต่ไม่ถอย

“ด้วยความที่ตาลไม่ได้ทำเด็กหลอดแก้ว ICSI สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แถมการทำที่ออสเตรเลีย ก็แทบจะไม่มีหวังเลย ทำให้ช่วงแรกๆ รู้สึกท้อบ้างค่ะ แต่ตาลไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ยังคงพยายามทำตามความตั้งใจของตัวเองที่อยากจะเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโต อยากทำหน้าที่แม่อย่างที่ฝันเอาไว้ ซึ่งพอได้เปลี่ยนมาทำกับ V Fertility Center ก็รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น แม้จะไม่ได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แต่ทุกครั้งตาลจะเห็นความหวังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากครั้งแรกที่ไม่ติดเลย ครั้งที่สองก็ติดแต่หลุดไป กระทั่งครั้งที่สามก็สำเร็จจนได้”

“กว่าจะมีวันนี้ได้ นอกจากจะขอบคุณความใจสู้ของตัวเองแล้ว ตาลต้องขอขอบคุณ V Fertility Center ด้วยค่ะ โดยเฉพาะคุณหมอวรวัฒน์และทีมพยาบาลทุกคนที่ดูแลตาลอย่างดีทุกขั้นตอน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจตาลมาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่มาตรวจจนถึงวันคลอด บรรยากาศก็เป็นส่วนตัว มาแล้วรู้สึกอบอุ่นและอุ่นใจทุกครั้ง ถ้ามีใครมาถามเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ตาลก็จะแนะนำที่นี่ทันทีเลย เพราะที่แห่งนี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการได้ทำหน้าที่แม่คนหนึ่งของตาล ทำให้ ณ วันนี้ตาลมีความสุขมากๆ ภูมิใจและอิ่มเอมใจที่ได้ทำหน้าที่แม่อย่างที่ฝันเอาไว้ รวมถึงคนในครอบครัวของตาลทุกคน ก็ดีใจและมีความสุขตามไปด้วย เพราะลูกๆ มาช่วยเติมเต็มครอบครัวให้อบอุ่นและสมบูรณ์แบบค่ะ” (ยิ้ม)

จากเรื่องราวของคุณแม่นักสู้ “คุณตาล – เกศรา วาณิชวัฒนกุล” สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันหลายครอบครัวนิยมมีลูกกันช้าลง เนื่องจากวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่ความมั่นคงทางการเงินเป็นหลัก จนลืมนึกถึงการสร้างครอบครัว รวมถึงการมีลูก ทำให้เมื่อถึงวันที่คิดอยากจะมีลูก ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุ สุขภาพร่างกาย อาจไม่เอื้ออำนวย ทำให้มีลูกยาก ซึ่งการใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำให้บทบาทที่ยิ่งใหญ่ในฐานะแม่เกิดขึ้น เพื่อสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาเติมเต็มความอบอุ่นให้กับครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

v-fertility-center

ดังนั้นนอกจากประสบการณ์จริงของคุณแม่ที่ต่อสู้กับภาวะการมีลูกยากได้สำเร็จ ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI แล้ว แพรว ยังขอพาทุกคนไปเจาะลึกเกี่ยวกับการฝากไข่และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคนี้และคนที่ประสบปัญหาการมีลูกยาก จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการมีบุตรยากอีก 2 ท่าน ประจำ V Fertility Center

ศรมน ทรงวีรธรรม

พญ.ศรมน ทรงวีรธรรม สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ อธิบายว่า “อายุที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์มากที่สุดคือช่วงอายุ 20-30 ปี เพราะหลังจากนั้นปริมาณและคุณภาพของไข่ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของผู้หญิงจะลดลง โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปี จะมีผลทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงอยากแนะนำทางออกสำหรับผู้หญิงที่อยากมีลูกในอนาคตหรือในเวลาที่พร้อม ให้เข้ามาฝากไข่แช่แข็งเอาไว้ก่อน เพื่อคงสภาพเซลล์ไข่ในขณะที่อายุยังน้อย โดยอายุที่เหมาะสมกับการเก็บไข่ คือช่วงอายุ 20-35 ปี เพราะเป็นช่วงที่มีปริมาณไข่มากและมีคุณภาพดี ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถแช่แข็งเซลล์ไข่ได้นานเกิน 10 ปี ในต่างประเทศมีรายงานเด็กที่เกิดจากเซลล์ไข่ที่แช่แข็งเป็นเวลา 14 ปี ซึ่งการแช่แข็งเซลล์ไข่ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารก และไม่ส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์อีกด้วย”

วนากานต์ สิงหเสนา

พญ.วนากานต์ สิงหเสนา สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับไข่ที่ถูกแช่แข็งไว้ โดยส่วนใหญ่จะนำมาใช้ทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมีทั้งแบบ IVF และ ICSI แต่การทำ ICSI จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จมากกว่า เพราะเป็นการนำไข่และอสุจิมาปฏิสนธิ โดยจะฉีดอสุจิเข้าไปที่ไข่โดยตรง เมื่อได้ตัวอ่อนมา ก็จะถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม ทั้งอุณหภูมิและแก๊ส ซึ่งในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryoscope) ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดดูการเจริญเติบโตของตัวอ่อนตลอดเวลา เพราะมีการใช้กล้องช่วยมอนิเตอร์ตัวอ่อนแทน โดยจะมีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงอายุ 5 วัน หรือที่เรียกว่าระยะบลาสโตซิส ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความพร้อมและความแข็งแรงเพียงพอสำหรับการถูกย้ายเข้าไปฝังในโพรงมดลูกของผู้หญิง เพื่อตั้งครรภ์ต่อไป”

V fertility Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

โทร. 082-903-2035

ไลน์ : @vfertilitycenter

เฟซบุ๊ก : V Fertility Center-ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

แพ็กเกจ ICSI โรงพยาบาลเวชธานี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พยาธิไชผิวหนัง

อุทาหรณ์!! ลูกเล่นดิน-โคลน-ทราย เจอ พยาธิไชผิวหนัง!!

แม่ฝากเตือน!! ช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงให้ลูกไปเล่นดิน โคลน ทราย และอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะอาจเจอ พยาธิไชผิวหนัง!! เหมือนลูกของคุณแม่ท่านนี้

อุทาหรณ์!! ลูกเล่นดิน-โคลน-ทราย เจอ พยาธิไชผิวหนัง!!

ทีมแม่ ABK ขอนำอุทาหรณ์จากคุณแม่ Ouy Thipsuda ที่ได้ออกมาเตือนคุณแม่ท่านอื่นว่าในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงให้ลูกไปเล่นดิน โคลน ทราย เพราะอาจเจอ พยาธิไชผิวหนัง เหมือนลูกของคุณแม่ โดยคุณแม่ได้โพสรูปพยาธิที่ขยับอยู่ใต้ผิวหนังของลูก และยังได้เล่าอาการและวิธีการรักษามา ดังนี้

ฝากเตือนแม่ ๆ ทุกบ้านช่วงนี้หลีกเลี่ยงให้เด็ก ๆ ที่บ้านอย่าไปเล่นดิน โคลน ทราย เพราะช่วงนี้พยาธิปากขอมากับน้ำกับสิ่งสกปรกเราไม่สามารถมองเห็นได้ #บ้านนี้เจอแล้ว 1 คน🥺

พยาธิไชผิว
พยาธิไชผิว

สำหรับอาการของน้อง น้องไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เพียงแต่คันมากช่วงเป็น 2 – 3 วันแรก คุณหมอรักษาโดยการให้กินยาถ่ายพยาธิกับสะกิดตรงผิวหนังที่นูน ๆ และฉีดแอกฮอล์ล้างมือบ่อย ๆ ค่ะ

โดยล่าสุด คุณแม่ได้มาอัพเดทอาการของน้องว่า อัพเดทอาการล่าสุดนะคะ รักษาโดยคุณหมอให้กินยาถ่ายพยาธิ+ฉีดแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อย ๆ ขอบคุณแม่ ๆ ทุกบ้านที่ให้คำแนะนำมานะคะ🙏

แม่ ๆ ทุกคนคงสงสัยว่าพยาธิสามารถไชเข้าไปในผิวหนังได้จริงหรือ? ทำไมรอยโรคถึงน่ากลัว? และถ้าหากเป็นแล้วสามารถซื้อยารับประทานเองได้หรือไม่? มาหาคำตอบกันค่ะ

พยาธิไชผิวหนัง เกิดจากโรคอะไร?

สำหรับโรคที่เกิดขึ้นกับน้องนั้น เรียกว่า โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง (Cutaneous larva migrans) คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากพยาธิตัวกลมระยะตัวอ่อน (ส่วนมากเป็นพยาธิปากขอหรือพยาธิเส้นด้าย) ของสัตว์ พยาธิระยะตัวอ่อนจะไชไปตามผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดผื่นมีลักษณะเป็นเส้นนูนสีแดงคดเคี้ยวใต้ผิวหนังตามทางที่พยาธิไชผ่าน เนื่องจากคนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่พยาธิเจริญเติบโต พยาธิตัวอ่อนจึงเดินทางไปตามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยไม่สามารถเจริญเป็นระยะตัวแก่ในร่างกายคนได้ จนในที่สุดพยาธินั้นจะตายไปเอง พยาธิสภาพและอาการแสดงทางผิวหนังจะเป็นอยู่นานจนกว่าพยาธิจะถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันหรือได้รับยาฆ่าพยาธิ โรคนี้พบมากในเขตร้อน เช่น ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปอาฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น

ปรสิตที่เป็นสาเหตุ คือ

  • พยาธิปากขอของแมวและสุนัข Ancylostoma braziliense (พบบ่อยที่สุด), A. caninum, A. ceylanicum,
    A. tubaeforme, Uncinaria stenocephala, Bunstomum phlebotomum
  • พยาธิเส้นด้ายของสัตว์ Strongyloides papillosus (พยาธิของแพะ แกะ วัว), S. westeri (พยาธิของม้า)

ติดเชื้อได้อย่างไร?

ไข่ของพยาธิเหล่านี้ปะปนอยู่ตามดิน โดยเฉพาะดินทราย (clay soil) ในพื้นที่ที่มีอาการร้อนชื้น ดังนั้น เด็กเล็กที่คนเลี้ยงนำไปเล่นตามพื้นดินที่มีไข่ของพยาธิปะปนอยู่ หรือไปเล่นกับลูกสุนัข หรือแมว มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่าย โดยทานไข่ของพยาธิชนิดนี้เข้าทางปาก หรือคนที่เดินเท้าเปล่า พยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อที่อยู่ที่พื้นดินชื้นแฉะไชเข้าผิวหนัง หรืออาจจะติดตามตัวทาก โดยสามารถไชผ่านเสื้อผ้าบาง ๆ เช่น ชุดว่ายน้ำ ได้

หรือบางรายจากการทานเนื้อสัตว์ที่มีตัวอ่อนฝังอยู่อย่างดิบ ๆ สุก ๆ ตัวอ่อนระยะที่สองของพยาธิชนิดนี้จะฟักออกจากไข่ ที่บริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น และไชทะลุผ่านเยื่อบุผนังลำไส้คน เข้าสู่กระแสเลือดดำพอทัล (portal circulation) และไปที่ตับ กระแสโลหิตจะพัดพาต่อไปที่ปอด และเข้าสู่กระแสโลหิตทั่วร่างกายต่อไป

กลไกการเกิดโรค

ผู้ป่วยจะเกิดผื่นหลังจากตัวอ่อนไชผ่านผิวหนังเข้ามาประมาณ 2- 50 วัน ตอนแรกจะเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงก่อน
เมื่อพยาธิเริ่มเคลื่อนที่โดยการไช จะเห็นผื่นเป็นเส้นนูนสีแดงกว้าง 2-3 มิลลิเมตรคดเคี้ยวไปมาผื่นอาจมีความยาวได้ถึง 15-20 ซม. ตัวอ่อนของพยาธิเคลื่อนที่ได้วันละ 2-3 มิลลิเมตร จนถึงหลายเซนติเมตร อาจเกิดตุ่มน้ำตามแนวที่พยาธิไช อาจมีผื่นเกิดขึ้นหลายแห่งพร้อมกัน ผื่นมักพบบริเวณที่ผิวหนังที่สัมผัสกับดินโดยตรง คือ มือ เท้า ในเด็กเล็กอาจพบผื่นที่ก้น อาการร่วมที่สำคัญคือต้องมีอาการคันอย่างมาก อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ อาการทางผิวหนังมักจะเกิดใน 1-5 วันหลังสัมผัส และคงอยู่ได้นาน 2-14 สัปดาห์หรือนานเป็นปี อาการอื่น ๆ ที่อาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น อาการทางปอด เช่น ไอ หรือ ผื่นลมพิษ

สำหรับตัวจิ๊ดการเคลื่อนที่ตัวอ่อนของพยาธิจะอยู่ในผิวหนังชั้นลึกกว่า จึงทำให้เกิดอาการบวมแดง อักเสบและปวด ย้ายที่ไปมา ต่างกับกลุ่มพยาธิปากขอ เนื่องจากไม่ใช่ที่อยู่ของพยาธิเหล่านี้ ทำให้พยาธิไม่สามารถเติบโตเป็นตัวแก่ในคนได้ จึงไชอยู่ในผิวหนัง จนตายไปเอง หรือภูมิต้านทานของร่างกายมาจัดการหรือจากการรักษา

พยาธิไชผิวหนัง อันตรายไหม
พยาธิไชผิวหนัง อันตรายไหม

โรค พยาธิไชผิวหนัง รักษาได้อย่างไร?

ถ้าไม่รักษาผื่นอาจหายได้เองภายใน 4 สัปดาห์ – 2 ปี โดยไม่ต้องใช้ยารักษา หรือหากแพทย์พิจารณาการรักษาโดยการใช้ยา ยาที่ใช้รักษา คือ

  1. Ivermectin รับประทานครั้งเดียว หาย 81-100%
  2. ยาทา Thiabendazole ทาบริเวณผื่นวันละ 2-4 ครั้งนาน 2 สัปดาห์ให้ผลการรักษาดีเท่าการรับประทานยา
    ivermectin
  3. Thiabendazole รับประทานวันละหนึ่งครั้งนาน 2 วัน หายประมาณ 68-84% เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก
    คือ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะจึงไม่ค่อยนิยมใช้
  4. Albendazole รับประทานวันละหนึ่งครั้งนาน 3 วัน หายประมาณ 46-100%

ป้องกันไม่ให้ พยาธิไชผิวหนัง เข้าร่างกายได้อย่างไร?

เนื่องจากในประเทศไทยพบอัตราการเป็นโรคพยาธิปากขอสูงในแมวและสุนัข จึงมีโอกาสที่พยาธิปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้พยาธิไชเข้าร่างกาย ดังนี้

  1. อย่าเดินเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าเวลาเดินเสมอ
  2. หลีกเลี่ยงการนั่งหรือใช้มือสัมผัส ดิน โคลน ทราย ที่สงสัยว่าปนเปื้อนมูลสัตว์
  3. ถ่ายพยาธิในแมวและสุนัขเพื่อไม่ให้มีการแพร่ปรสิตสู่ดิน

หวังว่าอุทาหรณ์นี้จะช่วยเตือนแม่ ๆ ให้ระวังเมื่อลูกไปเล่น ดิน โคลน ทราย นะคะ ควรให้ลูกสวมรองเท้าเมื่ออยู่นอกบ้านเสมอ แม้จะเป็นพื้นหญ้าก็ตาม เพราะเราไม่รู้เลยว่าพื้นที่บริเวณนั้นอาจปนเปื้อนอุจาระของสุนัขหรือแมวหรือไม่ นอกจากนี้ควรให้ลูกล้างมืออยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แบคทีเรียกินเนื้อ ระบาดทั่ว จ.น่าน! หมอแนะอย่าย่ำน้ำลุยโคลน!!

ครูสอนเด็กเรื่อง “เชื้อโรคที่มือ” ผ่าน “ขนมปัง”

ลูกติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะแม่ล้างมือไม่สะอาด

โรคเด็ก ที่พบบ่อย โรคในเด็ก ยอดฮิต พ่อแม่ต้องระวัง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณแม่ Ouy Thipsuda, ร.ศ.พ.ญ. กัญญารัตน์ กรัยวิเชียร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผ.ศ.พ.ญ. จิตติมา ฐิตวัฒน์ คณะเวชศาสคร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล , สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การดูแลทารกหลังคลอด

การดูแลทารกหลังคลอด เลี้ยงยังไง? กินนม-อาบน้ำ กี่ครั้ง?

หลังจากกลับจากโรงพยาบาลแล้ว พ่อแม่มือใหม่มักจะทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเลี้ยงลูกน้อยตามลำพัง มาดูวิธี การดูแลทารกหลังคลอด ว่าต้องเลี้ยงอย่างไร? กินนม นอน อาบน้ำ วันละกี่ครั้ง?

การดูแลทารกหลังคลอด เลี้ยงยังไง? กินนม-อาบน้ำ กี่ครั้ง?

ทารกที่มีอายุตั้งแต่แรกคลอด – 28 วัน เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก จากเดิมที่อยู่ในครรภ์ของแม่ที่มีสภาพแวดล้อมอบอุ่น ก็ต้องมาอยู่ในโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร หวาดกลัว หิวนม ง่วงนอน และยังไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร จึงเป็นช่วงชีวิตที่มีความต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวม 10 วิธี การดูแลทารกหลังคลอด เลี้ยงอย่างไร กินนม นอน อาบน้ำวันละกี่ครั้ง ดังนี้

10 วิธี การดูแลทารกหลังคลอด

  1. การให้นมลูก

เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มให้นมบุตรคือ การให้นมลูกทันทีหลังคลอด โดยปกติลูกน้อยจะตื่นตัวมากหลังคลอด และเมื่อวางลูกน้อยบนหน้าอก ลูกอาจเคลื่อนตัวไปที่เต้านมและเริ่มดูดนมได้เอง อย่ากังวลว่าจะไม่สามารถให้นมลูกได้ทันทีหลังคลอด เด็กแรกคลอดส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาแม้ว่าน้ำนมของคุณแม่จะมาช้า นอกจากนี้ยังควรมีความถี่ในการให้นมลูกทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมงในช่วงแรกหรือตามที่ลูกน้อยต้องการ วิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมได้มากขึ้นและเพื่อลดหรือป้องกันอาการคัดตึงเต้านม ไม่ควรให้ลูกน้อยดื่มน้ำในช่วงนี้

อ่านต่อ

ท่าให้นมลูกที่ถูกต้อง ช่วยให้ลูกน้อยได้รับน้ำนมอย่างเต็มที่

10 เรื่องอะไร ควรทำ ไม่ควรทำ ช่วงให้นมลูก

2. การนอนหลับให้เพียงพอ

ทารก นอนหลับ
ทารก นอนหลับ

การนอนหลับ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับทารก เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะมีผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและสมองของลูกน้อย การนอนหลับจะช่วยเชื่อมต่อสิ่งต่าง ๆ ในสมองของลูก สมองของลูกจะค่อย ๆ พัฒนาและแข็งแรงขึ้นตลอดการนอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูกได้นอนหลับได้อย่างเพียงพอ ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

ทารกแรกเกิดควรนอนคว่ำหรือนอนหงาย? เนื่องจากช่วง 1-2 เดือนแรก ลูกน้อยยังคอไม่แข็งดี สถาบันการแพทย์ทั่วโลกและในประเทศไทยแนะนําให้ลูกน้อยนอนหงาย เพราะเป็นท่าที่ปลอดภัยมากที่สุด แต่ถ้าอยากให้ลูกน้อยนอนคว่ำหรือนอนตะแคงเพราะความเชื่อที่ว่าหัวจะสวย คุณแม่ควรจะต้องดูลูกน้อยอยู่ตลอดเวลาอย่าละสายตาเพื่อความปลอดภัยในการหายใจของเขา เช่น หัวอาจจะไปซุกอยู่ในที่นอนทําาให้หายใจไม่สะดวก จนอาจเกิดอันตรายได้

อ่านต่อ

ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

คัมภีร์นอนหลับ สร้างอัจฉริยะให้ลูกน้อย

3. การร้องไห้

การดูแลทารกหลังคลอด
การดูแลทารกหลังคลอด

เป็นเรื่องธรรมดาของทารกแรกเกิดที่จะร้องไห้เป็นประจำ เนื่องจากยังไม่สามารถสื่อสารออกมาให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อลูกร้องไห้คือ ดูว่าถึงเวลาให้นมหรือยัง ตรวจดูผ้าอ้อมว่าชื้นหรือไม่ ดูที่ท้องของลูกน้อย ว่าลูกน้อยรู้สึกท้องอืดหรือถึงเวลาขับถ่ายของลูกหรือไม่ หากตรวจดูครบแล้วว่าไม่ใช่สาเหตุจากข้างต้น ก็ให้ดูว่าลูกอาจจะไม่สบาย ณแม่ลองจับตัวลูกดูก็อาจจะรู้สึกได้ว่าลูกตัวร้อนผิดปกติ และอาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ อาเจียนร่วมด้วย ควรวัดอุณหภูมิเพื่อดูว่ามีไข้หรือไม่ หากคุณแม่พบว่าลูกไม่สบาย ควรรีบพาไปพบแพทย์

อ่านต่อ

ลูกร้องไห้งอแง ทารกร้องแบบไหนเรียกว่าผิดปกติ?

ลูกร้องโคลิค สาเหตุ อาการ และวิธีแก้ไข

4. การดูแล “สะดือ” ของลูกน้อย

ในขณะที่ทารกยังอยู่ในท้องแม่ สายสะดือ เป็นท่อที่เชื่อมระหว่างรกและลูกน้อยที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ มีความยาวประมาณ 50-70 เซนติเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ประกอบด้วยเส้นเลือดดำ 1 เส้นคอยทำหน้าที่นำส่งเลือดที่อุดมไปด้วยอาหารและออกซิเจนจากรกไปสู่ทารกในครรภ์ และเส้นเลือดแดง 2 เส้นที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงของเสียออกจากร่างกายของทารก

สายสะดือจะหยุดการทำหน้าที่ที่สำคัญในการขนส่งเลือดไปมาระหว่างแม่และลูกเมื่อถูกตัดขาดด้วยเครื่องมือแพทย์ภายหลังการคลอด โดยสายสะดือที่ถูกตัดออกนั้นจะค่อย ๆ แห้ง เปลี่ยนเป็นสีดำ ก่อนจะหลุดออกในช่วงสัปดาห์แรกและกลายเป็นสะดือที่มองเห็นได้บนร่างกาย ดังนั้น สะดือ ก็เป็นเหมือนแผลจากการตัดสายสะดือนั่นเอง สะดือ จึงถือว่าเป็นจุดที่บอบบาง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เป็นซอกอับชื้น เชื้อราและยีสต์เจริญเติบโตได้ดี

อ่านต่อ

ทำความสะอาดสะดือลูก..อย่างถูกวิธีกันเถอะ

สะดือหลุด กี่วันแห้ง? พร้อมวิธีดูแลหลังลูกสะดือหลุด

5. การดูแลช่องปากของลูกน้อย

หลังจากให้ลูกทานนมอิ่มแล้ว การเช็ดทําความสะอาดช่องปากของลูก ก็ถือเป็นเรื่องสําคัญ เนื่องจากคราบนมที่ติดตามเหงือกและลิ้นของลูก อาจทําให้เกิดฝ้าขาวขึ้นได้ ดังนั้น คุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจ และหมั่นดูแลทําความสะอาดช่องปากของลูกเป็นประจําทุกวัน โดยเฉพาะเหงือกเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับฟันซี่น้อยๆ ของลูกที่จะขึ้นในไม่ช้า และนมแม่เป็นอาหารธรรมชาติที่วิเศษที่สุดสําหรับลูกน้อย เพราะมีคุณค่าทางอาหาร ย่อยง่าย มีภูมิคุ้มกันโรค ไม่ต้องเตรียม สะอาด และสะดวก คุณแม่จึงควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย ๆ 3-4 เดือน ตลอดจนทําให้เกิดฝ้าขาวในปากน้อยกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมขวด การดูแลความสะอาดช่องปากของลูกน้อย เพื่อทําให้เด็กปากสะอาดไม่เกิดเชื้อรา ทําให้ลูกเคยชินกับการมีสิ่งของเข้าปาก ซึ่งจะช่วยให้ลูกยอมรับการแปรงฟันได้ง่ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องแปรงฟัน โดยการใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้ว ชุบน้ำสะอาด เช็ดเหงือก

อ่านต่อ

วิธีทำความสะอาดลูกน้อย ตั้งแต่หัวจรดเท้า (มีคลิป)

ลิ้นเป็นฝ้าขาว เกิดจากอะไร?

6. การขับถ่าย

ข้อมูลเรื่องการขับถ่ายของลูกแรกเกิด – 1 เดือน ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณแม่ควรรู้ โดยลูกอายุเท่านี้ ใน 1 วันต้องปัสสาวะ หรือ อุจจาระ วันละกี่ครั้ง และลักษณะหรือสีควรเป็นแบบไหน นั่นก็เพื่อเช็กสุขภาพร่างกายของลูกน้อยในวัยแรกเกิดที่จะต้องปรับตัวเองหลังคลอดออกมา ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ระบบภายในหลังกินนมไปมีอะไรผิดปกติหรือไม่ ซึ่งถ้าลูกทารกขับถ่ายผิดปกติ หรือมีสีอึอึ๊แปลกๆ คุณแม่ต้องสังเกตให้ดีแล้วรีบไปปรึกษาคุณหมอ

ดูแลทารกแรกเกิด
ดูแลทารกแรกเกิด

อ่านต่อ ลักษณะ และ สีอุจจาระทารกแรกเกิด บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

7. สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วย “วัคซีน”

ในช่วงแรกเกิด – 12 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ลูกจะได้รับวัคซีนบ่อยที่สุดในช่วงชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นเพราะทารกแรกเกิด จำเป็นต้องได้รับภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งวัคซีนในแต่ละชนิดนั้นสร้างมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ถูกทำให้สิ้นฤทธิ์ด้วยกรรมวิธีทางการแพทย์จนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้แล้ว และวัคซีนเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรไปพบหมอตามนัดทุกครั้ง หากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนวันนัด ควรโทรไปปรึกษาพยาบาลก่อนทุกครั้งว่าสามารถเลื่อนฉีดได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะวัคซีนบางชนิดจะมีช่วงอายุที่ต้องฉีด หากเลยจากช่วงนั้น ๆ แล้ว อาจจะฉีดไม่ได้ เป็นต้น

อ่านต่อ

ตารางวัคซีน 2564 ปีนี้มีปรับรายละเอียด? ลูกต้องฉีดอะไร ตอนไหนบ้าง เช็กเลย!

รวมแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ปี 2564

8. อาการตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ภาวะตัวเหลือง ในทารกหลังคลอดก็เป็นอีกภาวะที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน ซึ่งเกิดได้หลากหลายสาเหตุ เช่น มีปัญหาโรคตับ ปัญหาของความผิดปกติของเอ็นไซม์ที่อยู่ในเม็ดเลือดบางประการ รวมทั้ง ปัญหาของกลุ่มเลือดของแม่กับลูกที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ที่พบบ่อยที่สุดคืออาการตัวเหลืองปกติในเด็ก ที่เกิดจากระบบการทํางานของตับยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนมากจะหายไปได้ภายในเวลาไม่นาน

เด็กแต่ละคนจะมีระดับของความเหลืองหรือที่เรียกว่าระดับบิลิลูบินไม่เหมือนกัน บางคนเป็นน้อยมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า บางคนก็มีระดับความเหลืองสูงจนคุณแม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า การรักษาก็จะดูเป็นระยะ ๆ ไปตามความรุนแรงของอาการตัวเหลืองนั้น โดยทั่วไปแล้วไม่ต้องทําอะไร หากเป็นน้อย ๆ จะหายไปได้เอง แต่ในกรณีที่ตัวเหลืองมองเห็นด้วยตา และตรวจสอบได้ว่ามีระดับบิลิลูบินสูงขึ้น คุณหมอจะให้การรักษาด้วยการอบไฟตามที่คุณแม่ได้รับทราบมาแล้ว จากนั้นก็จะตรวจระดับของบิลิลูบินเป็นช่วง ๆ การที่คุณหมอบอกว่าผลของบิลิลูบินปกตินั้นคงหมายความว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีอันตราย ทําให้ไม่ต้องมีการรักษาพยาบาลที่มากไปกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายเลือดซึ่งอาจมีความจําเป็นในเด็กที่มีตัวเหลืองมาก ๆ เด็กที่ตัวเหลืองจะหายเป็นปกติและสามารถเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะว่าเด็กที่มีอาการตัวเหลืองและคุณหมอได้ให้การดูแลรักษาในช่วงแรก คุณหมอจะตรวจกรองโรคต่าง ๆ ดังที่เรียนให้ทราบแล้ว คุณแม่คลายกังวลและเลี้ยงลูกไปตามปกติได้เลยค่ะ

อ่านต่อ

เด็กแรกเกิดตัวเหลือง อันตรายหรือไม่? รักษาอย่างไร?

ทารกตัวเหลือง กินน้ำจะหายไหม พ่อแม่ควรทำอย่างไร?

9. พัฒนาการทารกแรกเกิด

พัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กทารกในวัยแรกเกิด – 12 เดือนนั้นมีความสำคัญมาก เพราะพัฒนาการในช่วงวัยนี้เป็นพื้นฐานของพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในวัยอื่น ๆ จนกระทั่งลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยพัฒนาการทารก ได้แบ่งออกเป็นหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างละเอียด แบบก้าวต่อก้าว เดือนต่อเดือน ว่าทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงดูลูกให้เติบโตสมบูรณ์ และมีพัฒนาการที่ดีรอบด้านตั้งแต่ก้าวแรกที่เกิดมา

อ่านต่อ

เคล็ดลับดี๊ดี..กระตุ้นพัฒนาการ ทารกแรกเกิด-12 เดือน

สังเกตสัญญาณ “พัฒนาการล่าช้า” ของลูก

10. อย่าลืมดูแล”จิตใจ” ของหนูด้วยนะ!

นอกจากการดูแล ทารกทางด้านร่างกายแล้ว ด้านจิตใจของทารกนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การให้ความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ทารกมีการเรียนรู้ถึงความรักความไว้วางใจผู้อื่น เกิดทัศนคติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและจะมีผลต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ การดูแลจิตใจสามารถทำได้โดย

  • การสัมผัสกอดรัด จะก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นเป็นสุขสงบ เกิดความมั่นใจต่อสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง
  • ควรตั้งชื่อลูกตั้งแต่แรกคลอด และเรียกชื่อทุกครั้งที่พูดคุยกับลูก การที่พ่อแม่พูดคุย ส่งเสียงพยักหน้าหรือยิ้ม จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกได้อย่างดี
  • ขณะที่อุ้มลูกอาจนวดนิ้วมือ แขน นิ้วเท้า เท้าของลูกเบาๆ จะท้าให้ลูกสบายตัวอารมณ์แจ่มใส

อ่านต่อ

5 มหัศจรรย์แห่งการกอด กอดลูกหอมลูก บ่อยๆ ดีกว่าที่คิด!

10 การกระทำพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก แบบไม่รู้ตัว!!!

ครบ จบทุกคำถามเกี่ยวกับ การดูแลทารกหลังคลอด กันแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการปฏิบัติจริง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ลักษณะนิสัยของเด็ก “อารมณ์ดี” มีความมั่นคงทางจิตใจ

ทารกไม่ถ่าย ลูกไม่ถ่าย เรื่องใหญ่ไหม?สวนก้นเลยดีไหม?

เด็กแต่ละวัย แรกเกิด-6 ปี ควร “ตรวจสุขภาพ” อะไรบ้าง?

วิธีธรรมชาติช่วย ทารกสะอึก ให้หายอย่างได้ผล!!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ผศ.พญ.ชมพูนุท บุญโสภา กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์

สก๊อตต์ ชวนเปลี่ยนเพียงนิด เพื่อชีวิต Next Normal สะอาดทั้งครอบครัว

เบื่อไหม? กับกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับผ้าเช็ดคราบ เช็ดโต๊ะกลิ่นอับก็ติดโต๊ะ เช็ดมือกลิ่นเหม็นก็ติดมือ นั่นก็เพราะผ้าเช็ดคราบหรือผ้าขี้ริ้ว เป็นแหล่งสะสม ทั้งคราบมันและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ อาจทำให้เกิดกลิ่นได้ จะให้มานั่งซักทำความสะอาดทุกวันก็คงจะเปลืองแรง และเสียเวลาไม่ใช่น้อย ยิ่งในยุค Work from Home ที่ตื่นมาก็ต้องเข้าโปรแกรมซูม เพื่อประชุมงานตั้งแต่ยังไม่ได้ล้างหน้าเลยด้วยซ้ำ หรือจะเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ที่เจ้าตัวเล็ก ขยันทำเลอะทั้งวันอีก จะดีกว่าไหม… ถ้ามีตัวช่วยเรื่องการทำความสะอาด ไม่ต้องกังวลเรื่องความสกปรก ห่างไกลเชื้อโรค ปลอดภัยทั้งตัวเราและครอบครัว

วันนี้เราจึงขอนำเสนอ สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ที่จะมา ปฏิวัติผ้าเช็ดคราบ ช่วยให้ชีวิตประจำวันแบบ Next Normal ของเรา สะอาด สะดวก สบาย ไม่สะดุด ซึมซับเหนือๆ เหลือเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ

 

  • สะอาด เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาดได้มาตรฐาน มั่นใจได้ว่าเวลาดูดซับความมันจากอาหาร หรือทำความสะอาดคราบจากการทำอาหาร จะสะอาด ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งเนื้อกระดาษที่หนาทำให้การเช็ดคราบแต่ละครั้ง สะอาด เกลี้ยงหมดจด และเนื่องจากการใช้งานเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ไม่มีการใช้ซ้ำ จึงช่วยลดความเสี่ยงกับการสัมผัสเชื้อโรค แถมไม่มีกลิ่นเหม็นอับ หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์มาคอยกวนใจอีกด้วย

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1

  • สะดวก รองรับความต้องการในการใช้งานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเช็ดทำความสะอาดพื้นผิว ซับน้ำ
    หรือแม้แต่ใช้ซับน้ำมันจากอาหาร ก็ปลอดภัย รวดเร็ว สะดวก พร้อมใช้งาน ช่วยให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนมีมือโปรมาทำให้เลย
  • สบาย ใช้แล้วทิ้งได้เลย ไม่ต้องออกแรงซัก ไม่เปลืองเวลาที่ต้องมาคอยทำความสะอาดเหมือนการใช้ผ้าเช็ดคราบ เหลือเวลาไปทำงาน เล่นกับลูก และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกเพียบ

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1

  • ไม่สะดุด เคยไหม? ที่ใช้กระดาษทิชชู่แล้วติดเป็นขุย ทำให้หงุดหงิด ซึ่งกระดาษอเนกประสงค์ สก๊อตต์ มีเนื้อกระดาษที่แข็งแรง สามารถดูดซับของเหลวได้ดีกว่า โดยไม่ขาดง่ายไม่เป็นขุย ช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณไม่สะดุด

สก๊อตต์ กระดาษอเนกประสงค์

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ ยังมาพร้อมนวัตกรรมสุดล้ำ ที่ช่วยซึมซับได้เหนือกว่า ไม่ว่าจะคราบใหญ่ คราบเล็ก ก็เช็ดเกลี้ยงไม่เหลือคราบ มีให้เลือกถึง 4 แบบ ไม่ว่าจะเป็น

สก๊อตต์ บิ๊กโรล แผ่นใหญ่ใช้ง่าย เช็ดได้ทุกคราบ

สก๊อตต์ บิ๊กโรล แผ่นใหญ่ใช้ง่าย เช็ดได้ทุกคราบ

สก๊อตต์ พิคอะไซส์ เลือกขนาดกระดาษได้ตามความต้องการ

สก๊อตต์ พิคอะไซส์ เลือกขนาดกระดาษได้ตามความต้องการ

สก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ หยิบสะดวก ไม่มีสะดุด

สก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ หยิบสะดวก ไม่มีสะดุด

และสก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ ขนาดพกพา หยิบใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

และสก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ ขนาดพกพา หยิบใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ที่ยกขบวนมาตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น ยิ่งช่วงวิกฤตแบบนี้สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญ ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยน เพื่อสุขอนามัยที่สะอาด และชีวิตที่ปลอดภัยกว่า ทั้งตัวเราเอง และครอบครัว ให้วิถีชีวิตแบบ Next Normal ของเราง่ายขึ้น และดีกว่าเดิม มาร่วมเปิดประสบการณ์ซึมซับได้เหนือๆ เหลือเวลาเยอะ ไปกับ สก๊อตต์ กระดาษอเนกประสงค์ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/ScottThailand

 

เรียนภาษาจีน

ยุคทองของการเรียน “จีน” ภาษาดีมีประโยชน์แห่งโลกอนาคต

ถามว่าภาษาที่ 3 ภาษาไหนน่าให้เด็ก ๆ เรียนที่สุดในวินาทีนี้ ขอตอบว่า “ภาษาจีน” เรียนภาษาจีน ที่ปัจจุบันนี้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และสนับสนุนให้บุตร หลานได้ เรียนภาษาจีน กันมากขึ้น ที่ไม่ใช่เฉพาะประเทศแถบเอเชียเท่านั้นนะคะ แต่ทางฝั่งยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ได้รับความนิยมอย่างมากด้วยเช่นกันค่ะ

ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้เราจะคุ้นชินกับการเห็นเด็กไทย เด็กเอเชียเรียนภาษาจีนกันใช่ไหมคะ แต่พอบอกว่ามีเด็ก ๆ ทั่วโลกก็เรียนจีนกัน แถมเรียนกันอย่างจริงจัง นั่นก็เพราะว่าการเรียนจีน สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคตได้นั่นเองค่ะ

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่าเรียนภาษาจีนสำหรับเด็กต่างชาตินั้นยากแค่ไหน ? “มีการวิจัยพบว่าเด็กวัยหัดเดินนั้นเรียนภาษาจีนหรือภาษาที่สองอื่นๆ โดยใช้รูปแบบและกระบวนการพัฒนาอย่างเดียวกับที่ทารกใช้เมื่อเริ่มหัดพูด อย่างไรก็ตาม เด็กวัยหัดเดินมีอัตราการเรียนรู้ภาษาใหม่ที่รวดเร็วกว่าช่วงวัยอื่น ๆ มาก และเก่งกว่าการเริ่มเรียนภาษาในวัยผู้ใหญ่”

Jesse Snedeker นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการจากฮาร์วาร์ดสนใจเกี่ยวกับวิธีที่เด็กๆ เรียนรู้ภาษาที่สอง จึงได้ศึกษากลุ่มเด็กชาวจีนช่วงก่อนวัยเรียนที่ย้ายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด ผลปรากฎว่าเด็ก ๆ ใช้เวลา 3-18 เดือนค่อยๆ มีพัฒนาการด้านภาษาเช่นเดียวกับทที่เด็กทารกเรียนรู้ภาษาแรกเกิด

โดยในช่วงขวบปีแรก เด็กส่วนใหญ่เริ่มพูดด้วยคำพูดคำเดียว เช่นเดียวกับเด็กทั่วโลก ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเรียนภาษาจีนหรืออังกฤษหรือภาษาใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก ต่อมาพวกเขาเริ่มรวมคำหลายคำเป็นวลี เริ่มแสดงความคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น เรียบเรียงภาษาให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น  เพราะฉะนั้นการเรียนภาษาจีนจึงไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

เรียนภาษาจีน learn chinese

Marty Abbott ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ American Council on the Teaching of Foreign Languages กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Los Angeles Times ว่า “เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยจริงๆ คงต้องอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับการขยายตัวของรายการจีนในตอนนี้ด้วยคำว่า ‘ระเบิด’ แน่นอนว่าการมีความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมจีนถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก”

อย่างที่รู้กันว่า ณ ปัจจุบันนี้ จีนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกัน และอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกสามารถเห็นได้ทั่วทั้งกระแสทางการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ผู้ปกครองต่างตระหนักดีว่าเด็กที่เรียนภาษาจีนในวันนี้อาจค้นพบเส้นทางใหม่ที่น่าตื่นเต้นในการไขว่คว้าความสำเร็จ นอกเหนือจากมูลค่าของการทำธุรกิจในจีนแล้ว ยังมีโอกาสมากมายในการเดินทางรอบโลก มีความเป็นไปได้สูงที่จะสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศ และเปิดโลกสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะทลายข้อจำกัดเดิม ๆ

จะดีไม่น้อยถ้าคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้ลูก ๆ ได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถด้านภาษา เพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคต ไม่ว่าเรื่องการเรียน การทำงาน เป็นต้น

พร้อมยิ่งกว่าพร้อมกับห้องเรียนภาษาจีนออนไลน์ที่ครบครันจึงได้เกิดขึ้น !

LingoAce พร้อมตอบรับความต้องการของเด็กยุคใหม่ที่มีโอกาสทางการศึกษาและศักยภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยี อย่างที่เราบอกเสมอว่าช่วงวัยมีผลต่อการพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็ก การเรียนภาษาจีนถือเป็นอีกก้าวสำคัญในชีวิต ยิ่งเริ่มเรียนไวยิ่งได้เปรียบ

แพลตฟอร์มสำหรับเรียนภาษาจีนออนไลน์อย่าง LingoAce เหมาะกับเด็กวัย 6-15 ปีที่สนใจภาษาและวัฒนธรรมจีน มีทั้งหลักสูตรแบบสากล (International Programme) และหลักสูตรแบบสิงคโปร์ (Singapore Programme) ที่ได้มาตรฐานจากกระทรวงศึกษาธิการในประเทศสิงคโปร์และจีน ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของผู้เรียน ด้วยประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริงกว่า 100,000 คนและชั่วโมงเรียนมากกว่า 7000 ชั่วโมงทั่วโลก

ทำไมเรียนภาษาจีนออนไลน์กับ LingoAce ถึงไม่เหมือนที่อื่น ?

จุดเด่นของเราคือการออกแบบคอร์สเรียน (Design Course) ที่ทันสมัยและคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล แม้จะเป็นการเรียนภาษาจีนออนไลน์แต่ก็สามารถสื่อสารกับผู้สอนได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้เรายังมีระบบดูแลผู้เรียนแบบ 4 : 1 เรียกว่าผู้เรียนจะได้รับการดูแลถึงสี่เท่า ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำคอร์สเรียนที่เหมาะสมที่สุดและการให้คำปรึกษาผู้ปกครองโดยที่ปรึกษาหลักสูตร (Course Consultant) เพื่อวางเป้าหมายการเรียนร่วมกัน ที่ปรึกษาการเรียน (Learning Advisor) จะเป็นผู้ที่ช่วยประเมินการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน สื่อสารกับผู้ปกครองในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเรียนจนถึงการประเมินผลทุกระยะของการเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาเต็มประสิทธิภาพ

ที่ขาดไม่ได้เลยคือคุณครูชาวจีน (Chinese Teacher) ที่พัฒนารูปแบบการสอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์กับเด็กแต่ละคนมากที่สุด โดยคุณครูทุกท่านของ LingoAce มีความเป็นมืออาชีพด้านการสอน พร้อมใบรับรองการสอนและประสบการณ์ เน้นการมีส่วนร่วมในคลาสด้วยเทคนิค Immersive Learning และ Total Physical Response teaching จึงมั่นใจได้ว่าบรรยากาศแห่งการเรียนรู้จะทั้งสนุกและสร้างสรรค์

สุดท้ายคือผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการ (Product Specialist) ที่ดูแลและออกแบบการเรียนการสอนในแอปพลิเคชัน LingoAce คอยพัฒนาและปรับปรุงให้เนื้อหาและสื่อการเรียนรู้ตรงใจผู้เรียน ผสาน Gamification และ Animation ทำให้ห้องเรียนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

เรียนภาษาจีน learn chinese

เป้าหมายของ LingoAce คือ “เพื่อเสริมสร้างทุกช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ให้เด็กทั่วโลก”

เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีที่คนสมัยนี้เรียนรู้และเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก เราก็สามารถศึกษาภาษาที่สองสามสี่ได้ Donavan Whyte รองประธานฝ่ายยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) บอกว่า “เทคโนโลยีทำให้การศึกษามีความโดดเด่นเฉพาะตัวมากขึ้น เพราะผู้เรียนสามารถระบุความต้องการของตนเองได้”

งานวิจัยยืนยันว่าเด็กหลายคนชอบเรียนออนไลน์เพราะรู้สึกกดดันน้อยกว่าในห้องเรียนที่มีการเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ ทั้งเสริมสร้างจินตนาการ เข้าถึงง่าย ประหยัดเวลาและเหมาะกับผู้เรียนที่ไม่สะดวกเดินทาง เพราะถึงอย่างไรเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกดิจิทัลคือพื้นที่ของเด็กยุคใหม่ และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่รูปแบบการเรียนรู้จะถูกปรับเปลี่ยนไปอีกเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เช่นเดียวกับห้องเรียนภาษาจีนออนไลน์ของ LingoAce ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ฟัง พูด อ่าน เขียนได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้อย่างมั่นใจ สำเนียงเหมือนเจ้าของภาษา เขียนตัวพินอินและตัวหนังสือจีนได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสอบวัดระดับภาษาจีน เช่น Chinese Proficiency Test (HSK) และ Youth Chinese Test (YCT) หรือสอบเทียบ PSLE (Primary School Leaving Examination) ได้

เด็ก ๆ จะได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ เปิดประตูสู่โลกแห่งภาษาจีน

เพราะความสนุกที่ไม่ซ้ำใคร สถานบันสอนภาษาจีนออนไลน์สำหรับเด็กอย่าง LingoAce จึงเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน มุ่งต่อยอดเพื่ออนาคตทางการเรียนรู้ของเด็กน้อย ด้วยรูปแบบออนไลน์ที่ยืดหยุ่น และสะดวกสบาย อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ ไม่เครียดไม่กดดัน ที่สำคัญไม่เพิ่มภาระให้ผู้ปกครองต้องหนักใจ เพราะเราทุ่มเทใส่ใจ และเปิดรับทุกความคิดเห็นอยู่เสมอ แล้วคุณจะลืมห้องเรียนภาษาจีนออนไลน์แบบเดิม ๆ

สามารถลงทะเบียนทดลองเรียนกับ LingoAce ได้แล้ววันนี้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย !! คลิก >>  https://bit.ly/3D4qKqe

 

ในสังคมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้ อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ค่ะ โดยเฉพาะ “การเรียนภาษาจีน” กับสถาบันที่มีความทันสมัย และมีความพร้อมในทุกด้าน ที่จะส่งเสริมให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของทุกครอบครัวได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจกันไว้ เรียนจีน มาเรียนที่ “LingoAce สถาบันสอนภาษาจีนออนไลน์” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตอนนี้

ประจำเดือนสีดำ เลือดล้างหน้าเด็ก

ประจำเดือนสีดำ &เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

ประจำเดือนสีดำ ผิดปกติไหม ร่างกายกำลังเตือนอะไรเราอยู่ ใช่เลือดล้างหน้าเด็กไหม หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังจะมีข่าวดี ได้เป็นแม่มีเจ้าตัวน้อยเป็นสมาชิกใหม่

ประจำเดือนสีดำ หรือเลือดล้างหน้าเด็ก จะมีข่าวดีหรือผิดปกติกันนะ?

ประจำเดือน หมายถึง การมีเลือดออกมาช่องคลอดประจำทุกเดือน เป็นอาการแสดงความพร้อมของร่างกายสู่การเจริญพันธ์ุ ประจำเดือนเกิดจากการที่สมองหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองมากระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อเตรียมรอการฝังตัวของตัวอ่อน ในแต่ละเดือนจะมีไข่ตกเดือนละ 1 ฟอง หากไม่มีการปฏิสนธิ หรือการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกที่เตรียมไว้รอรับตัวอ่อนก็จะหลุดออกมาเป็นประจำเดือน

แบบไหนเรียกว่า “ประจำเดือน” มาปกติ???

  1. ผู้หญิงมีประจำเดือนทุก ๆ 28-30 วัน (หรืออยู่ในช่วง 21-35 วัน)
  2. ผู้หญิงมีประจำเดือนมา 3-5 วัน หรือไม่ควรมาเกิน 7 วัน
  3. ปริมาณประจำเดือนที่ออกมาในแต่ละวันไม่ควรเกิน 80 cc. หรือเทียบได้กับปริมาณการเปลี่ยนผ้าอนามัย 4 แผ่นต่อวัน (มีเลือดชุ่มเต็มแผ่น)
ปวดท้องประจำเดือน ประจำเดือนสีดำ สัญญาณบอกโรคได้
ปวดท้องประจำเดือน ประจำเดือนสีดำ สัญญาณบอกโรคได้

ประจำเดือนสัญญาณเตือนบอกโรค!!

ประจำเดือนมาไม่ปกติบอกอะไรเรา

  • หากประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเป็นสัญญาณบอกการเกิดภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian Syndrome) เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยในผู้หญิงช่วงอายุ 18-45 ปี เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายตำแหน่งรวมทั้งที่รังไข่ ทำให้มีฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ อาการแสดงของฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่น หน้ามัน สิวขึ้นง่าย ขนดก เป็นต้น
  • รังไข่เสื่อมก่อนกำหนด
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.siphhospital.com

สีประจำเดือนบอกโรค!!

การทำนายโรคจากสีของประจำเดือนที่มีการกล่าวถึงกันอย่างมากมายนั้น เราควรเชื่อหรือไม่ มาฟังคำตอบของ พญ.จุฑาธิป พูนศรัทธา สูตินารีเวชวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี ได้กล่าวไว้ดังนี้

สีประจำเดือนนั้น ผู้หญิงหลายคนมักมีคำถามว่า ประจำเดือนที่มานั้น บางครั้งเป็นสีแดงสด บางครั้งสีคล้ำเข้มไปจนถึงเกือบดำ หรือบางทีมีลิ่มเลือดออกมาด้วย สีและลักษณะเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วบ่งบอกถึงอันตรายอะไรหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ประจำเดือนที่ “ปกติ” สามารถมีสีที่ต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็น สีแดงสด แดงเข้ม น้ำตาล ไปจนถึงสีคล้ำเกือบดำ โดยเลือดที่ออกมาใหม่ ๆ จะเป็นสีแดงสด แต่บางครั้งเมื่อเลือดออกมาแล้ว ยังตกค้างอยู่ในโพรงมดลูกหรือช่องคลอดก่อนจะออกมาสู่ภายนอก จากสีแดงสดก็จะเริ่มคล้ำ จนกลายเป็นสีน้ำตาลหรือดำได้ สิ่งที่คุณผู้หญิงควรกังวล ไม่ได้อยู่ที่สีของประจำเดือน แต่ให้สังเกตอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงบางภาวะหรือโรคต่าง ๆ เช่น

  1. มีเลือดออก ร่วมกับประวัติประจำเดือนขาด มาช้า หรือมาน้อยกว่าปกติ ให้สงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออก ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ควรมาพบแพทย์
  2. มีเลือดออกสีแดงสด หรือสีคล้ำ มาไม่ตรงรอบประจำเดือน ปริมาณไม่มาก มีอาการตกขาวร่วมด้วย อาจมีการติดเชื้อที่ปากมดลูก หรือมดลูก
  3. เลือดออกเป็นสีแดงสด ร่วมกับประจำเดือนมามาก มานานกว่าปกติ หากเป็นแบบนี้หลาย ๆ เดือน ให้ระวังอาจมีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในมดลูก
  4. เลือดเป็นสีแดงจาง ๆ ปริมาณน้อย กะปริดกะปรอย อาจเกิดจากการใช้ยาคุมกำเนิด วัยใกล้หมดประจำเดือน หรือเป็นเลือดออกช่วงกลางรอบเดือนที่เกิดจากการมีไข่ตกได้
  5. เลือดเป็นสีเทา สีปนเขียว ๆ ข้น ร่วมกับตกขาวมาก มีปวดท้องน้อย หรือมีไข้ร่วมด้วย เป็นอาการบ่งบอกถึงการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกผิดปกติ ร่วมกับอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไป อย่าลังเลใจ ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.vejthani.com
ประจำเดือนสีดำ พร้อมอาการร่วมที่น่ากังวล ควรปรึกษาหมอ
ประจำเดือนสีดำ พร้อมอาการร่วมที่น่ากังวล ควรปรึกษาหมอ

ประจำเดือนสีดำ กับ เลือดล้างหน้าเด็ก

อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สีของประจำเดือนอาจมีสีที่แตกต่างได้ ขึ้นอยู่กับการตกค้าง และระยะเวลาของเลือดที่อยู่ในร่างกาย หากเป็นเลือดที่ค้างอยู่หลายวันก็อาจเกิดสีคล้ำขึ้น เป็นประจำเดือนสีดำได้ โดยให้เราสังเกตจากอาการข้างเคียงร่วมด้วยในการสังเกตว่าร่างกายผิดปกติหรือไม่

ประจำเดือนสีดำ ที่น่ากังวล!!

หากประจำเดือนของคุณมีสีดำ และมาพร้อมกับประจำเดือนมาน้อย มีกลิ่นเหม็น อาจต้องทำการปรึกษาแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรียภายในช่องคลอด

ประจำเดือนสีดำ มาน้อย ๆ ใช่สัญญาณการตั้งครรภ์??

ในบางครั้งเราอาจจะพบว่ามีเลือดออกเปื้อนกางเกงชั้นใน เหมือนเป็นประจำเดือนสีดำ สีเข้มคล้ำ จนเกิดข้อสงสัยว่ารอยเปื้อนนั้น คือ ประจำเดือน หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก ก่อนตั้งครรภ์ กันแน่นะ

เลือดล้างหน้าเด็ก ทางแพทย์มีศัพท์เฉพาะว่า “Implantation bleeding” คือ อาการที่มีเลือดออกมาจากช่องคลอดแบบกระปริบกระปรอยแต่ไม่ใช่ประจำเดือน เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอทุก ๆ 28 วัน จะมีการตกไข่ในช่วงประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน (นับจากการมีประจำเดือนวันแรก) เมื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ไข่ถูกผสมกับตัวอสุจิแล้วมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังไข่ตก หลังจากนั้นไข่ที่ถูกผสมแล้ว (Zygote) จะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนเรื่อย ๆ (Blastocyst) และเดินทางต่อไปยังมดลูกเพื่อฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก จากการฝังตัวนี้เอง ในบางครั้งอาจทำให้มีหลอดเลือดเล็ก ๆ ในผนังมดลูกแตกจึงทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอดได้ ซึ่งจะเกิดหลังตกไข่ประมาณ 6-12 วัน ขณะที่ประจำเดือนจะเกิดขึ้น 14 วันหลังจากไข่ตก สองเหตุการณ์นี้ คือเลือดประจำเดือนและเลือดล้างหน้าเด็กเกิดช่วงเวลาใกล้เคียงกันทำให้เกิดความสับสนได้

ประจำเดือน หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก
ประจำเดือน หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก

สรุปความแตกต่างระหว่างเลือดล้างหน้าเด็ก กับประจำเดือน

ความแตกต่าง

เลือดล้างหน้าเด็ก

ประจำเดือน

ระยะเวลาที่มีเลือดออก พบเลือดไหลออกทางช่องคลอดเร็วกว่า โดยจะพบประมาณ 6-12 วัน หรือเฉลี่ย 9 วันหลังไข่ตก พบเลือดไหลออกทางช่องคลอด ประมาณ 14 วันหลังไข่ตก
ลักษณะเลือดที่ออก จะมีออกมาเพียงเล็กน้อย กะปริดกะปรอย หรือแค่หยดเลือดเป็นรอยเปื้อนกางเกงชั้นใน และหยุดไปเอง มีเลือดออกมากกว่า มาหลายวัน
สีเลือด สีเลือดล้างหน้าเด็กจะเป็นสีชมพูจาง ๆ ไม่เป็นสีแดงสด และจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม สีสนิมแบบน้ำตาลอมแดง หรือเป็นสีดำ จะมีสีแดงสดใส หรือสีแดงเข้ม
ระยะเวลาที่เลือดออก จะอยู่นานแค่ 1 หรือ 2  วัน จะเป็นนาน 3-5 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน

เลือดล้างหน้าเด็ก จะเกิดขึ้นในการตั้งครรภ์เพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือเพียงร้อยละ 30 ผู้หญิงที่ตั้งท้องครั้งแรกมีความเป็นไปได้ที่จะมีเลือดล้างหน้าเด็ก มากกว่าตั้งท้องครั้งหลัง ๆ เนื่องจากเคยมีการฝังตัวของตัวอ่อนมาก่อนแล้ว

ประจำเดือนสีดำ ข่าวดี หรือผิดปกติ??
ประจำเดือนสีดำ ข่าวดี หรือผิดปกติ??

เลือดออกทางช่องคลอดอาจมาจากสาเหตุอื่น!!

อาการเลือดออกทางช่องคลอดอาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นได้ด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุที่อาจทำให้เกิดเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงตั้งครรภ์ได้แก่

  • การมีเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง หรือการใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศขณะที่เพศสัมพันธ์ก็อาจทำให้ภายในช่องคลอดเกิดการฉีกขาดจนทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้ แต่ถ้าหากเป็นสตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงจนทำให้ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น และการมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้มีเลือดออกมาจากช่องคลอดได้เช่นกัน
  • การคุมกำเนิด การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือการใช้วิธีการคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย สามารถทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้ โดยเฉพาะการใช้ยาคุมกำเนิดที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติได้ด้วย
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อในบริเวณอุ้งเชิงกรานซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเลือดออกทางช่องคลอดได้ โดยเฉพาะโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคซิฟิลิส หนองใน หรือกามโรคอื่น ๆ
  • การทำงานที่ผิดปกติของมดลูกและโรคทางระบบสืบพันธ์ อาทิเช่น โรคกลุ่มอาการรังไข่ที่มีถุงน้ำหลายใบ (PCOS) ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือรอบเดือนมีความผิดปกติ ก็อาจพบเลือดออกจากช่องคลอดได้
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถือเป็นความผิดปกติที่ค่อนข้างอันตรายทั้งกับแม่และเด็ก ซึ่งภาวะนี้จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและมีเลือดออกมามากผิดปกติ ถ้าหากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้
  • การแท้ง อาการเลือดออกและปวดท้องอย่างรุนแรง เป็นสัญญาณอันตรายของภาวะแท้งที่ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ทุกคนควรระมัดระวัง และหากเกิดอาการขึ้นควรรีบพบแพทย์ในทันที

    เลือดล้างหน้าเด็ก อาการของหญิงกำลังตั้งครรภ์
    เลือดล้างหน้าเด็ก อาการของหญิงกำลังตั้งครรภ์

การมีเลือดล้างหน้าเด็กนั้น บ่งบอกการตั้งครรภ์ เป็นเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ผู้หญิงก็สามารถตั้งครรภ์โดยไม่มีเลือดล้างหน้าเช่นกัน หลังการฝังตัวที่มีเลือดล้างเด็กออกมาประมาณ 3-4 วัน สามารถไปตรวจเลือดเพื่อทราบการตั้งครรภ์ได้ หรืออาจตรวจปัสสาวะได้ผลบวก ประมาณ 5-6 วันหลังหลังจากนั้น

ดังนั้น ผู้หญิงที่ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นประจำเดือน หรือจะเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ควรจะรอประมาณ1 สัปดาห์หลังมีเลือดออกวันแรกเพื่อจะตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์จะได้ผลตรวจที่แน่นอนกว่า

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.lovecarestation.com/www.pobpad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ประจำเดือนเป็นก้อน เป็นลิ่มเลือด เกิดจากอะไร อันตรายมั้ย ต้องรู้!

ตกขาว ต้องเข้าใจ ตกขาวผิดปกติ ต้องสังเกต

ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน?

รวม 17 อาการเตือนคนเริ่มท้อง สังเกตให้รู้ว่า “ท้องแล้วจ้า”

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผลิตภัณฑ์กันยุง

รีวิวจัดหนัก 4 ผลิตภัณฑ์กันยุง สำหรับเด็ก ตัวไหนใช้ดี ปกป้องผิวบอบบางอยู่หมัด

ปัญหายุงร้ายกวนใจ บ้านไหนๆก็หนีไม่พ้น แค่มาบินมาเฉี่ยวใกล้ๆลูกน้อยยังทำให้หงุดหงิดใจ แล้วถ้าเห็นยุงกัดจนเป็นตุ่มแดงแม่จะโมโหขนาดไหนกัน เพราะแม่ๆรู้กันดีว่ายุงกัดไม่ใช่แค่ทำให้ลูกเจ็บตัว แต่ยังเป็นศัตรูตัวร้ายประจำหน้าฝน และต้นเหตุของโรคติดต่อร้ายแรงทั้งโรคไข้เลือกออก โรคชิคุนกุนย่า โรคไข้สมองอักเสบ ซึ่งเป็นอันตรายกับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ

คนเป็นแม่อย่างเราจึงต้องเฟ้นหา ผลิตภัณฑ์กันยุง มาเป็นเกราะป้องกันให้ผิวบอบบางของลูกน้อยแบบอยู่หมัด ไม่ให้เข้ามาใกล้ และต้องปลอดภัยกับผิวบอบบางของลูกด้วย ในท้องตลอดมี ผลิตภัณฑ์กันยุง หลายรูปแบบให้เลือกใช้ ทั้งสเปรย์กันยุง โลชั่นทากันยุง ซึ่งสัมผัสกับผิวลูกน้อยโดยตรง หรือจะเป็นเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าชนิดน้ำ ที่เสียบปลั๊กแล้วทำให้เกิดไอระเหยไล่ยุง ทั้งหมดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ สารเคมีอันตรายที่แฝงมาในผลิตภัณฑ์กันยุง ภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพลูกน้อยแบบไม่รู้ตัว อย่างสาร DEET ซึ่งเป็นสารเคมีประเภท amide มีคุณสมบัติปกปิดกลิ่นเหงื่อจากร่างกาย

ทำให้ยุงไม่ได้กลิ่นจึงไม่ล่อเข้ามากัดราวกับว่าไม่มีคนอยู่บริเวณนั้น  แต่ DEET เป็นสารเคมีอันตรายที่ไม่ควรใช้กับทารกเป็นอันขาด ทำให้มีอาการ ลมพิษ ผื่นแดง ระคายเคือง ปากชา มึนงง ปวดหัว คลื่นไส้ และเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบ ยิ่งถ้าสัมผัสกับผิวหนังของลูกโดยตรงและใช้ต่อเนื่องนานๆ จะก่อให้เกิดสารตกค้างในผิวหนัง เป็นสาเหตุให้มีอาการชักเกร็งได้  ฉะนั้นคุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันยุงที่มั่นใจได้ว่ามีความอ่อนโยนและปลอดภัยกับลูกน้อยแน่นอน

4 ผลิตภัณฑ์กันยุง สำหรับเด็ก ไล่ยุงไกล ปลอดภัยกับลูกทุกวัย

ผลิตภัณฑ์กันยุง

1. Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

เริ่มต้นที่ตัวแรกกันเลย เป็นแผ่นแปะกันยุงจากแบรนด์ดังคือ Tiger Balm หรือ “ตราเสือ” ที่คุณแม่น่าจะคุ้นเคยดีมายาวนานจากโปรดักส์ดูแลสุขภาพหลายชนิด แผ่นแปะกันยุงตราเสืออ่อนโยนมาก ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ คือน้ำมันเลมอนยูคาลิปตัสที่มากถึง 12% ซึ่งมีสรรพคุณไล่ยุง ช่วยปกป้องลูกจากยุงร้ายได้อย่างปลอดภัย ไร้ DEET และสารเคมีอันตรายอื่น จึงใช้ได้กับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

 Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

Tiger Balm Mosquito Repellent Patch 1 กล่อง 159 บาท

ในหนึ่งกล่องจะมีซองแยก แผ่นแปะ 1 ชิ้นต่อ 1 ซอง เพื่อมั่นใจว่าสะอาดปลอดภัยทุกครั้งที่ใช้ แผ่นแปะเป็นทรงกลม มีความหนาจับถนัดมือเวลาติด พื้นผิวมีลายสีเหลืองทำให้สังเกตเห็นได้ชัดเจน คุณแม่ไม่ต้องกลัวลืมแกะออกเวลาซักผ้า แผ่นสติ๊กเกอร์มีส่วนแยกให้จับ ไม่ต้องกลัวเหนียวติดมือ ติดแน่นทนทาน ไม่หลุดออกง่าย ใช้กับพื้นผิวได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบบไหน ตุ๊กตาตัวโปรดของน้องเบบี๋ ชุดกระโปรงตัวเก่งของสาว หรือแปะแขนเสื้อของลูกชาย ห้ามติดบนร่างกาย

ผลิตภัณฑ์กันยุง Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

ผลิตภัณฑ์กันยุง Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

หอมกลิ่นอ่อนๆของตะไคร้และน้ำมันยูคาลิปตัส ไม่ฉุนเกินไป ไม่แสบจมูก แปะติดตัวได้ตลอดวัน  ปกป้องทั้งลูกและทุกคนในครอบครัวได้ยาวนานตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง 8 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับสถานที่) คุณแม่ที่กำลังมองหา แผ่นแปะกันยุงดีจริง คุ้มจริง แนะนำตัวตัวนี้เลย ตอบโจทย์มาก ๆ ค่ะ

2. Neoplast 3M

อีกแบบหนึ่งเป็นแผ่นแปะกันยุงนีโอพลาสท์ในซองสีชมพูจากแบรนด์3เอ็ม สำหรับคุณแม่ที่ชอบความสะอาดละมุน น่าใช้ แผ่นแปะมาในซองขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวกมีทั้งหมด 5 ชิ้น เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อผ้านุ่มๆ ไม่หนา ยืดหยุ่นดี กาวติดหนึบมาก ถ้าสัมผัสกับผิวหนังอ่อนๆควรรีบล้างทันที

แผ่นแปะกันยุง Neoplast 3M
           

Neoplast 3M ชิ้นละ 30 บาท

 แผ่นแปะกันยุง Neoplast 3M

ทำจากส่วนผสมของตะไคร้หอมเยอะมาก กลิ่นค่อนข้างฉุน ซึ่งเหมาะกับเด็กโตอายุ 4 ขวบขึ้นไปเป็นวัยที่ทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือวิ่งเล่นในสวน น่าจะช่วยปกป้องยุงตัวร้ายได้ดี แต่ไม่ข้อมูลระบุว่าใช้ได้นานกี่ชั่วโมง

3. AKITO

มาถึงแผ่นแปะกันยุงแบบแพ็คใหญ่แบรนด์อะกิโตะที่เด่นที่จำนวน  1 กล่องมีทั้งหมด 36 ชิ้น ใช้ได้นาน ไม่ต้องซื้อบ่อย แผ่นแปะมีเอกลักษณ์เป็นสีเขียว โดดเด่นมาก แผ่นค่อนข้างหน้า สามารถแปะบนพื้วผิวได้หลากหลายทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ของเฟอร์นิเจอร์ที่ลูกใช้บ่อยๆ  แถมกาวเหนียว ติดแน่นดี กลิ่นค่อนข้างอ่อน ไม่ฉุนมาก ก่อนใช้คุณแม่ต้องชัวร์ก่อนว่าลูกน้อย 4 ขวบขึ้นไป

ผลิตภัณฑ์กันยุง AKITO
               

AKITO 1กล่อง 225 บาท

ผลิตภัณฑ์กันยุง AKITO

4. Mozzi guard

คุณแม่สายคิวท์ต้องไม่ชอบกับแผ่นแปะเอาใจลูกน้อยของแบรนด์มอสซี่การ์ด ที่โดดเด่นด้วยแผ่นแปะลวดลายสัตว์น่ารัก สีสันสดใส ที่เด็กๆชื่นชอบอย่าง เพนกวิน กระต่าย ลิง แกะ หรือแมว ไม่ต้องกลัวว่าหนูจะแอบแกะออก สามารถใช้แปะบนของใช้ส่วนตัว  สอนให้ลูกเรียนรู้การเป็นเจ้าของ รู้จักรักษาของใช้ได้ด้วย

แผ่นแปะกันยุง MOSSI GUARD

MOSSI GUARD 1 กล่อง 280 บาท

แผ่นแปะกันยุง MOSSI GUARD

แผ่นกาวเหนียวมากอาจแกะออกยาก แต่ติดทนทาน กลิ่นค่อนข้างอ่อน เพราะมีสารสกัดน้ำมันตะไคร้แค่ 9 %  เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องการแผ่นแปะกลิ่นอ่อนโยน

ก่อนคุณแม่ตัดสินใจซื้อ แผ่นแปะกันยุงหรือ ผลิตภัณฑ์กันยุง แบบใดก็ตาม ต้องศึกษาข้อมูลส่วนผสมให้มั่นใจว่ามาจากส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีอันตราย และควรหลีกเลี่ยงการใช้แบบสัมผัสกับผิวหนังของลูกโดยตรง เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้ หรือมีสารตกค้าง ซึ่งการใช้แผ่นแปะกันยุงสามารถใช้แปะสิ่งของ และพื้นผิวใกล้ตัวลูกแทนยังสามารถกันยุงให้ห่างจากลูกน้อยได้เช่นกัน

 

 

น้ำหนักทารกในครรภ์

ตรวจให้ชัด!! น้ำหนักทารกในครรภ์ แบบไหนที่ควรพบหมอ

น้ำหนักทารกในครรภ์ ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสุขภาพของลูกในท้องว่าดีไหม ปกติหรือไม่ มาดูวิธีคำนวณ พร้อมปัญหาน้ำหนักของลูกที่คุณแม่ควรรีบปรึกษาแพทย์ ก่อนสาย

ตรวจให้ชัด!! น้ำหนักทารกในครรภ์ แบบไหนที่ควรพบหมอ

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ คงเข้าใจความรู้สึกถึงตอนแรกที่ได้รับรู้ว่ามีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องเราเป็นอย่างดีกันทุกคนว่า มีความรู้สึกตื่นเต้น มหัศจรรย์ และวิเศษขนาดไหน ดังนั้นไม่ต้องบอกก็คงทราบกันดีแล้วว่า ต่อจากนี้ไปคุณแม่ที่ตั้งท้องทุกคนคงต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีขนาดไหน เพราะนอกจากเพื่อสุขภาพของคุณแม่แล้ว เรายังมีอีกหนึ่งชีวิตหนึ่งที่ต้องดูแล รักษาด้วยเช่นกัน

คุณแม่ท้องหลายคนคงมีข้อสงสัยกันในใจว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่าลูกในท้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตามที่คุณแม่ดูแลตัวเองหรือไม่ เราดูแลตัวเองมากเพียงพอ และได้ส่งถึงลูกหรือไม่กันนะ ลูกตัวโตไปถึงไหนกันแล้ว และอีกนานาสารพันคำถาม ที่วันนี้ ทีมแม่ ABK มีคำตอบมาให้คลายข้อสงสัยกัน

น้ำหนักทารกในครรภ์ บอกสุขภาพลูกน้อยในท้องได้
น้ำหนักทารกในครรภ์ บอกสุขภาพลูกน้อยในท้องได้

น้ำหนักทารกในครรภ์ ดูได้จากไหน อย่างไร??

  • ตรวจร่างกาย

วัดความสูงของมดลูก ใช้สายวัดวัดระดับยอดมดลูก โดยการวัดระยะจากรอยต่อของกระดูกหัวหน่าวไปจนถึงยอดมดลูก โดยแนบตามส่วนโค้งของมดลูก ซึ่งในช่วงอายุครรภ์ 18–30 สัปดาห์ จะเป็นช่วงเวลาที่สามารถสังเกตขนาดของมดลูกได้ง่าย ระยะที่วัดได้เป็นเซนติเมตร จะเท่ากับอายุครรภ์เป็นสัปดาห์ เช่น หากอายุครรถ์ 25 สัปดาห์ ควรวัดได้ 25 เซนติเมตร เป็นต้น

  • อัลตราซาวด์

การอัลตราซาวด์ช่วยประเมินน้ำหนักลูกในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถมองเห็นความสมบูรณ์ และสามารวัดขนาดตัวของลูกได้ โดยจะประเมินจาก

  1. ปริมาณน้ำคร่ำในท้อง
  2. ขนาดหน้าท้อง
  3. การลอยตัวของทารก

การอัลตราซาวด์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก คุณแม่ควรฝากครรภ์ และรับการอัลตราซาวด์เพื่ออยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัย

น่าอ่าน : อัลตราซาวด์ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด!!

เช็ก น้ำหนักทารกในครรภ์ อีกหนึ่งขั้นตอนสำคํญในการฝากท้องกับคุณหมอ
เช็ก น้ำหนักทารกในครรภ์ อีกหนึ่งขั้นตอนสำคํญในการฝากท้องกับคุณหมอ
  • ดูจากน้ำหนักตัวของแม่

หลังจากตั้งครรภ์ได้ครบ 3 เดือน น้ำหนักคุณแม่ควรขึ้นเฉลี่ยประมาณสัปดาห์ละ 0.2-0.5 กิโลกรัม แต่ในช่วง 3 เดือนแรก น้ำหนักอาจลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นก็ได้ เนื่องจากว่าอาจเกิดจากการแพ้ท้อง ทำให้รับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลใจกันไป

น่าอ่าน : ตารางน้ำหนักทารกในครรภ์ พร้อมวิธีการตรวจดูขนาดของลูกในท้องว่าตัวเล็กหรือใหญ่!!

น้ำหนักทารกในครรภ์ “น้อย” : ลูกตัวเล็ก น่ากังวลใจหรือไม่??

สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักทารกในครรภ์น้อยกว่าเกณฑ์ปกติ

ไม่น่ากังวลใจ

น่ากังวลใจ

(ควรปรึกษาแพทย์)

 

พันธุกรรม ของพ่อแม่  

 

หากคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตัวเล็ก ลูกจึงมีน้ำหนักน้อย หรือตัวเล็กตาม
สาเหตุจากตัวเด็กเอง

 

ตั้งครรภ์แฝด ทำให้ต้องเฉลี่ยน้ำหนักกันไป
  • ทารกมีความพิการแต่กำเนิด มีความผิดปกติทางโครโมโซมของลูก
  • ลูกในท้องมีการติดเชื้อในขณะอยู่ในครรภ์

 

สาเหตุจากรก
  • ภาวะรกเสื่อมก่อนกำหนด รกลอกตัวก่อนกำหนด ส่งผลให้ออกซิเจน หรือสารอาหารที่ลูกควรได้รับในท้องผิดปกติ ไม่เพียงพอ
  • รกเกาะตำแหน่งที่ผิดปกติ รกเกาะต่ำ
  • มีการติดเชื้อที่รก
สาเหตุจากพฤติกรรมของแม่ คุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือยังเป็นช่วงวัยรุ่น คุณแม่เลือกรับประทานอาหารมากเกิน

การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

สาเหตุจากสุขภาพร่างกายของแม่ โรคประจำตัวที่ส่งผลต่อลูกในท้องได้ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ เป็นต้น ทำให้คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวดังกล่าวขณะตั้งครรภ์ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
วิธีเพิ่ม น้ำหนักทารกในครรภ์
วิธีเพิ่ม น้ำหนักทารกในครรภ์

วิธีเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้มีเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงลูกในท้องมากขึ้น ควรนอนเวลากลางคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และงีบหลับตอนกลางวัน 1-2 ชั่วโมง
  2. ทำงานให้น้อยลงหรือหาเวลาผ่อนคลายจากความเครียด เนื่องจากความเครียดส่งผลถึงน้ำหนักทารกในครรภ์ ทำให้ลูกตัวเล็กได้
  3. งดเว้นการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  4. งดยาที่ไม่จำเป็น เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่ และคุณลูก
  5. รับประทานอาหารที่เหมาะสำหรับคนท้องให้ครบทุกมื้อ หรือหากคุณแม่มีปัญหาแพ้ท้อง หรืออยู่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้มาก อาจแบ่งรับประทานเป็นมื้อเล็ก ๆ และรับประทานให้บ่อยขึ้น เพื่อไม่ให้ปริมาณมากจนเกินไป ลดความอึดอัด แต่ยังคงสามารถทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ต้องการได้ครบถ้วน และรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่
  6. รับประทานอาหารพลังงานสูงที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะประเภทโปรตีน เช่น ปลา ไข่ ถั่วต่าง ๆ หรือธัญพืช ผักใบเขียว อะโวคาโด้ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต แต่ทั้งนี้ควรเน้นเรื่องการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน หรือเนื้อสัตว์ติดมัน เป็นต้น
  7. ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุครรภ์
  8. แม่ท้องที่มีโรคประจำตัว ควรปฎิบัติตนตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด
  9. ตรวจติดตามกับคุณหมอที่ฝากครรภ์อย่างต่อเนื่อง ถ้าลูกในท้องอยู่ในเกณฑ์ตัวเล็ก คุณหมอจะนัดตรวจติดตามถี่กว่าปกติ เพื่อตรวจสุขภาพของลูกน้อยอย่างละเอียด

เช็กสุขภาพลูกในครรภ์ด้วยวิธีง่าย ๆ จากน้ำหนักคุณแม่

อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า วิธีเช็กน้ำหนักทารกในครรภ์ง่าย ๆ วิธีหนึ่ง คือ การดูจากน้ำหนักตัวของคุณแม่เอง ดังนั้นตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรทำการควบคุมน้ำหนักของตนเองให้พอดี โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักตามดัชนีมวลกาย ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เพิ่มน้ำหนักตอนท้อง อ้างอิงจากดัชนีมวลกายก่อนท้อง
เพิ่มน้ำหนักตอนท้อง อ้างอิงจากดัชนีมวลกายก่อนท้อง

ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (BMI)

คำนวณโดยน้ำหนัก (กก.) / ความสูง (เมตร)

น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นทั้งหมด

(กิโลกรัม)

BMI < 18.5 (น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์) 12.5 – 18.0
BMI 18.5 – 24.9 (น้ำหนักตัวปกติ) 11.5 – 16.0
BMI 25.0 -29.9 (น้ำหนักตัวเกิน) 7.0 – 11.5
BMI ≥  30 (โรคอ้วน) 5.0 – 9.0

 

ปัญหาน้ำหนักที่ควรรีบไปหาหมอ!!

ช่วง 2-4 เดือนแรก น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น

ในช่วงของการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณแม่เพื่อรองรับกับการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดอาการแพ้ท้องกันเสียส่วนใหญ่ จึงเป็นสาเหตุหลักทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่ในช่วงนี้ไม่เพิ่มขึ้น หรือบางรายอาจลดลงกว่าเดิมได้ โดยในช่วงแรกนี้อาจยังไม่ต้องกังวลใจมากเกินไปนัก เพราะลูกน้อยในท้องในช่วงไตรมาสแรกนี้ ยังไม่ต้องการสารอาหารมากนัก เขาสามารถดึงสารอาหารจากร่างกายของคุณแม่ที่สะสมไว้อยู่แล้ว โดยลูกต้องการสารอาหารจริง ๆ ในช่วงเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เพราะร่างกายของลูกกำลังสร้างกล้ามเนื้อ และพัฒนาระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

แม่คุมน้ำหนักตอนท้อง เพื่อให้คลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ลูกแข็งเรง
แม่คุมน้ำหนักตอนท้อง เพื่อให้คลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ลูกแข็งเรง

แต่หากคุณแม่ยังคงรับประทานได้ปกติ ไม่มีอาการแพ้ท้อง หรือการแพ้ไม่ได้กระทบต่อการรับประทานอาหาร แต่น้ำหนักตัวในช่วงนี้กลับไม่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับลูกในท้อง โดยการที่น้ำหนักตัวไม่ขึ้น หรือขึ้นน้อย จะกระทบถึงทารกในครรภ์ในระดับที่แตกต่างไป ตั้งแต่ไม่ผิดปกติ ไปจนถึงระดับความผิดปกติรุนแรง เช่น ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์ จะทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ น้ำคร่ำน้อย อันเป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตได้ เป็นต้น ซึ่งหากเกิดปัญหาน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น โดยไม่มีสาเหตุควรทำการปรึกษาแพทย์จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

เมื่อคุณแม่ไปพบคุณหมอในเรื่องน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น หรือขึ้นน้อย คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือตรวจคลื่นหัวใจทารก เป็นต้น แล้วจึงจะประเมินความเสี่ยง ปัญหา และบอกวิธีดูแลตนเองที่ถูกต้องให้กับคุณแม่

น่าอ่าน :  แจกสูตร เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน กินอย่างไรให้ลงลูก!!

ช่วง 3-6 เดือน น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะกระทบต่อทั้งสุขภาพของตัวคุณแม่เอง และลูกน้อยในครรภ์ โดยอาจเกิดโรคต่อไปนี้ในระหว่างตั้งครรภ์

  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการผ่าคลอด คลอดธรรมชาติไม่ได้
  • ลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการคลอดติดไหล่
  • เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด
  • โรคอ้วน
ข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.นครธน  /mommyliciousjuice.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โปรแกรมคำนวณภาวะโภชนาการ เช็กน้ำหนักส่วนสูง ความสมส่วนของลูก

5 ท่าเซ็กส์ปลอดภัย ขณะตั้งครรภ์

ค่าอัลตร้าซาวด์สี่มิติ 26 โรงพยาบาลในกรุงเทพ

คัดมาให้จากตำรา 212 ชื่อมงคล ผู้หญิง เน้นชื่อเพราะ ความหมายดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

กระทรวงมหาดไทย ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส-รับรองบุตร เหลือ 1 บาท ถึง 31 ธ.ค. นี้ ใครที่จะแต่งงานต้องดู!! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

มหาดไทย เว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส รับรองบุตร – เปลี่ยนชื่อสกุล เหลือ 1 บาท

ราชกิจจานุเบกษา แพร่ประกาศกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยกเว้นค่าธรรมเนียม การจดทะเบียนสมรส รวมถึงการขอเปลี่ยนชื่อสกุล เหลือ “หนึ่งบาท”

วันที่ 18 กันยายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย การลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัว การจดทะเบียนสมรสเหลือฉบับละ “หนึ่งบาท” ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 รายละเอียดดังนี้

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบในทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีพของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และลดภาระของประชาชน

ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกี่ยวข้องกับการจะทะเบียนครอบครัวในเรื่องต่อไปนี้ ในเขตพื้นที่ภัยที่เกิดโรคติดเขื้อไวรัส โคโรนา 2019 ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และพื้นที่ควบคุม ตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึง 31 ธันวาคม 2564

(1) การขอคัดสำเนาหรือคัดและรับรองสำเนาทะเบียนครอบครัว ฉบับละหนึ่งบาท

(2) การจดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนโดยมีผู้ขอ รายละหนึ่งบาท

(3) การจดทะเบียนสมรส ณ สถานที่สมรสซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้มีขึ้น รายละหนึ่งบาท

และยังเผยแพร่ ประกาศของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย การออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคลเหลือฉบับละ “หนึ่งบาท” ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ดังต่อไปนี้

(1) การออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรอง

(2) การออกหนังสือสำคัญแสดงการรับจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

(3) การออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

ขอบคุณข่าวจาก : ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส

สำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงานแล้ว หรือ คู่รักที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะจูงมือกันไปจดทะเบียนสมรสแล้วค่ะ เพราะนอกจากค่าธรรมเนียมจะลดเหลือ 1 บาทแล้ว การจดทะเบียนสมรสยังมีข้อดี ดังนี้

ข้อดี-ข้อเสีย ของการจดทะเบียนสมรส

ประเด็น จดทะเบียนสมรส ไม่จดทะเบียนสมรส
1. สิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย – การอุปการะเลี้ยงดูซึ่ งกันและกัน
– สิทธิที่ภรรยาจะได้ใช้ชื่อสกุลสามี และเปลี่ยนสัญชาติตามสามีได้ (หรือไม่เปลี่ยนก็ได้)
– สิทธิที่จะได้รับมรดกหากอีกฝ่ายจากไปก่อน (เป็นทายาทโดยธรรมในการรับมรดก)
– สิทธิที่จะหึงหวงคู่สมรสอย่างถูกกฎหมาย ถ้ามีชู้ สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายจากคู่สมรสและชู้ได้
– ถ้าหย่าร้าง มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้
– มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย หรือเอาผิดแทนกันได้
– มีสิทธิรับเงินสินไหม หรือเงินชดเชยจากราชการ กรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ
– ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ตามกฎหมาย
– ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ยกเว้นมีชื่อเป็นทายาทตามพินัยกรรม (พินัยกรรมระบุให้รับมรดก)
2. ทรัพย์สิน สินสมรส ได้แก่ รายได้ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังสมรสแล้ว รวมถึงดอกผลของสินส่วนตัว ซึ่งต่างก็มีอำนาจจัดการสินสมรสเองได้ ไม่ต้องขออนุญาตต่อกัน เว้นแต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว ตามที่กฎหมายบัญญัติควบคุมไว้ จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน
– ต่างฝ่ายมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง
– หากพิสูจน์ได้ว่ามีการอยู่กินฉันท์สามีภรรยา มีทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จะถือว่ามีสิทธิร่วมกันในทรัพย์สินนั้น โดยจะมีสิทธิในทรัพย์คนละครึ่ง แต่หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมให้แบ่งทรัพย์สิน อาจต้องฟ้องร้อง (และต้องหาหลักฐานมายืนยัน)
3. การทำนิติกรรมต่างๆ – ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส ทำให้มีความยุ่งยากในการจัดการทรัพย์สิน – ถ้าเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีสิทธิร่วมกัน ต้องได้รับความยินยอมเช่นกัน แต่ถ้าเป็นนิติกรรมส่วนตัว ไม่ต้องขอความยินยอม
4. หนี้สิน – หนี้ส่วนตัว ใช้สินส่วนตัวชำระก่อน ถ้าไม่พอจึงใช้สินสมรสในส่วนของตน
– หนี้ร่วม (หนี้สมรส) เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกบังคับชำระหนี้ได้จากสินสมรส หากไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถเรียกเอาจากสินส่วนตัวของทั้ง 2 ฝ่าย
– ถ้ามีหนี้สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน ใช้ทรัพย์สินที่มีสิทธิ์ร่วมชำระ
– ถ้าเป็นหนี้ส่วนตัว ก็เป็นภาระส่วนตัว
5. บุตร – บุตรจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของทั้งบิดาและมารดา
– ในกรณีเกี่ยวกับสิทธิของผู้รับค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย บิดาหรือมารดา มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าสินไหม แทนกันและกัน ตัวอย่างเช่น รับเงินชดเชย ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่ผู้เยาว์ มีบิดาหรือมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองยังมีชีวิตอยู่
– เป็นทายาทโดยธรรมของทั้งบิดาและมารดา
– บิดามารดาก็เป็นทายาทโดยธรรมของบุตรเช่นกัน
– บุตรจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของมารดาเท่านั้น และจะไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากบิดา เว้นแต่บิดาจดรับรองบุตร หรือรับรองโดยพฤติการณ์ (เชิดชู ให้ใช้นามสกุล ส่งเสียเลี้ยงดู) บุตรจึงจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของบิดา และสามารถเรียกค่าเลี้ยงดูได้   (แต่บิดาไม่มีสิทธิรับมรดกจากบุตร เพราะไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย)
6. การลดหย่อนภาษี – ลดหย่อนคู่สมรส*
– ลดหย่อนบิดามารดาของคู่สมรส*
– ลดหย่อนประกันชีวิตของคู่สมรส*
– ลดหย่อนประกันสุขภาพของบิดามารดาคู่สมรส*
– ลดหย่อนบุตร
–  มีสิทธิเลือกที่จะแยกยื่นแบบหรือรวมยื่นแบบกับคู่สมรสได้ เพื่อการวางแผนภาษีที่เหมาะสม
–  * กรณีรวมยื่นหรือคู่สมรสไม่มีรายได้
– ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้
7. ผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต – เงินคืนรายงวด เงินปันผล และเงินครบสัญญาจากกรมธรรม์ประกันชีวิตถือเป็นสินสมรส
– หากเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต เช่น พ่อแม่ทำประกันชีวิตไว้ และให้คู่สมรสเป็นผู้รับผลประโยชน์ หากพ่อแม่เกิดเสียชีวิต ผลประโยชน์ที่ได้จากกรมธรรม์ถือเป็นสินส่วนตัว
– ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว
8. หากต้องการเลิกรากัน – ต้องไปจดทะเบียนหย่า ซึ่งหากอีกฝ่ายไม่ยินยอม ต้องฟ้องร้องกัน – สามารถเลิกรากันได้เลย

การจดทะเบียนสมรส นอกจากจะมีผลในด้านกฎหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อทั้งคู่พร้อมแล้ว มาดูกันว่า จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564 และมีขั้นตอนในการจดอย่างไรบ้างกันค่ะ

จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง
จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

  • บัตรประจำตัวประชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (กรณีชาวต่างประเทศ)
  • หนังสือรับรองสถานภาพบุคคลจากสถานทูต หรือสถานกงสุลหรือองค์การของรัฐบาลประเทศนั้น มอบหมาย พร้อมแปล (กรณีชาวต่างประเทศขอจดทะเบียนสมรส)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
  • พยานบุคคล จำนวน 2 คน
  • พยาน 2 คน (พร้อมบัตรประชาชนของพยานด้วย) ที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
  • ถ้าเคยหย่ามาก่อน ให้พกหลักฐานการหย่าไปด้วย
  • กรณีคู่สมรสคนก่อนหน้าเสียชีวิต ต้องมีหลักฐานการเสียชีวิต เช่น ใบมรณบัตร ประกอบ
  • สูจิบัตรและทะเบียนบ้านของบุตร กรณีที่มีลูกก่อนที่จะจดทะเบียนสมรส
  • แบบฟอร์ม คร.1 ตัวนี้สามารถขอได้จากที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนที่ไปจดทะเบียนสมรส
จดทะเบียนสมรส
จดทะเบียนสมรส

ขั้นตอนการจดทะเบียนสมรส

  1. รับเรื่อง – ผู้ร้องแจ้งความประสงค์ต่อนายทะเบียน โดยลงชื่อในคำร้องตามแบบคร.1 ที่นายทะเบียนเป็นผู้บันทึกข้อความ และจัดพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์
  2. ตรวจสอบหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
    • นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้สำหรับบุคคลซึ่งไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมาย หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • หนังสือให้ความยินยอม (กรณีผู้ร้องขอยังไม่บรรลุนิติภาวะและผู้มีอำนาจให้ความยินยอมไม่ได้มาด้วย)
    • ผู้มีอำนาจให้ความยินยอม (กรณีผู้ร้องขอยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้มีอำนาจให้ความยินยอมมาด้วยตนเอง)
    • ผู้ร้องขอเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนหรือไม่ หากหย่าแล้วต้องตรวจ สอบหลักฐานการหย่า หรือคู่สมรสตาย ให้ตรวจสอบหลักฐานการตาย
    • คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่ให้จดทะเบียน (กรณีมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล)
    • พยานอย่างน้อย 2 คน
  3. นายทะเบียนตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย
  4. ผู้มีอำนาจในการจดทะเบียน ได้แก่ นายทะเบียน (นายอำเภอ / ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ / อำนวยการเขต / หรือผู้รักษาราชการแทน)
  5. หากผู้ร้องทั้งสองฝ่ายประสงค์จะให้บันทึก ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือเรื่องอื่น ให้นายทะเบียนพิมพ์รายละเอียดนั้นไว้ในช่องบันทึก
  6. ตรวจสอบข้อความในทะเบียนสมรส เมื่อพิมพ์ข้อความลงในทะเบียนสมรสแล้ว หากมีข้อผิดพลาดสามารถแก้ไขได้ทันทีก่อนการสั่งพิมพ์ กรณีไม่มีการแก้ไขและได้สั่งพิมพ์แล้วจะไม่สามารถเรียกกลับมาแก้ไขได้อีก เพื่อเป็นการป้องกันการแก้ไขหรือลบข้อมูลโดยมิชอบ
  7. เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้สั่งพิมพ์ทะเบียนสมรส และใบสำคัญการสมรสเพื่อให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยานลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรส  และนายทะเบียนลงลายมือชื่อในใบสำคัญการสมรส
  8. มอบใบสำคัญการสมรส ให้แก่คู่สมรสฝ่ายละหนึ่งฉบับ และนายทะเบียนเก็บรักษาทะเบียนสมรสไว้เป็นหลักฐาน
  9. การใช้นามสกุลของคู่สมรส ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างคู่สมรสให้ทางทะเบียนท้องที่บันทึกข้อตกลงของคู่สมรสว่าจะใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดโดยให้บันทึกต่อท้ายในแบบ คร. 2

เมื่อทราบกันแล้วว่า จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564 ก็อย่าลืมจูงมือแฟน พ่อ/แม่ของลูก ไปจดกันได้เลยค่า

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม 5 สิทธิประโยชน์ ลดหย่อนภาษี คู่สมรส

วิจัยชี้! ข้อดีของการแต่งงาน ลดความเสี่ยง โรคสมองเสื่อม

คุณแม่ควรรู้ไว้!! ประโยชน์ของ ทะเบียนสมรส ที่คุณอาจไม่เคยรู้

วางแผนมีลูก กับ 10 เรื่องที่ต้องเจอ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณนิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร, สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่