การนับอายุครรภ์

การนับอายุครรภ์ คาดการณ์วันคลอดได้ ง่ายนิดเดียว

สำหรับผู้ที่วางแผนครอบครัว ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นคุณแม่ นอกจากการเตรียมกายให้พร้อมกับการตั้งครรภ์ด้วยการดูแลสุขภาพและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สาระอย่างหนึ่งที่ควรศึกษาไว้ให้รู้ก่อน คือทราบการคำนวณอายุครรภ์แบบง่าย ๆ เพราะเมื่อประจำเดือนขาดไป และค่อนข้างมั่นใจว่าตั้งครรภ์แล้ว เมื่อต้องฝากครรภ์ก็จะเจอกับคำถามจากคุณหมอ และคนใกล้ตัวว่ากี่เดือนแล้ว 

คำถามเรื่องอายุครรภ์ เกิดจากคนรอบข้างล้วนห่วงใยในสุขภาพของว่าที่คุณแม่ และอายุครรภ์เป็นข้อมูลที่จำเป็นที่ทำให้ตรวจสอบในขั้นตอนต่อไปว่า การตั้งครรภ์แต่ละครั้งนั้นเด็กทารกมีความสมบูรณ์แข็งแรง รวมไปถึงทำให้คาดการณ์วันคลอดได้อย่างคร่าว ๆ ด้วย

การนับอายุครรภ์ คาดการณ์วันคลอดได้ ง่ายนิดเดียว

การนับอายุครรภ์

 

อายุครรภ์ช่วง 6 สัปดาห์ กับความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์

ในช่วงอายุครรภ์เดือนแรกถึงเดือนที่สอง ทารกจะเป็นตัวอ่อน อยู่ในช่วงเริ่มพัฒนาอวัยวะสำคัญทั้งหมด ซึ่งในช่วงนี้คุณแม่หลายท่านอาจจะยังไม่แน่ใจดีว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว เพราะอาจไม่มีอาการแพ้ท้อง มีแค่เพียงประจำเดือนขาดไป แต่คุณแม่บางท่าน โดยเฉพาะท่านที่ทราบการนับอายุครรภ์ไว้ก่อน มักจะเอะใจเร็วและรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลในช่วงประมาณหกสัปดาห์ 

ด้วยการตรวจอัลตราซาวน์ช่วงหกสัปดาห์ ในบางกรณีหลายคนอาจจะยังไม่เห็นตัวอ่อนในครรภ์และเกิดความตกใจ แต่จริง ๆ แล้วการไม่เห็นตัวอ่อนในครรภ์อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หรือก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเป็นสัญญาณเตือนเรื่องความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์

คุณแม่ที่มีอายุครรภ์ประมาณหกสัปดาห์ หากอัลตราซาวน์แล้วไม่พบถุงน้ำการตั้งครรภ์ เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งจะต้องปรึกษากับคุณหมอต่อไปในประเด็นดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องน่ากังวลเช่นนั้นเสมอไป คุณแม่หลายท่านมีภาวะไข่ตกช้า ซึ่งจุดสังเกตหนึ่งจะเป็นการมีประจำเดือนติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่าอายุครรภ์ที่นับว่าถึงหกสัปดาห์นั้น แท้ที่จริงยังไม่ถึงหกสัปดาห์ ควรรออีกประมาณ 2-3 อาทิตย์เพื่อจะทำการอัลตราซาวน์ใหม่อีกครั้ง

 

จะเห็นแล้วว่า ถ้าคอยสังเกตหาสัญญาณการตั้งครรภ์ จดบันทึกการมาและหมดของประจำเดือน และคำนวณวันตกไข่ไว้ด้วย จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคุณแม่และคุณหมอในการดูแลสังเกตสุขภาพการตั้งครรภ์  

นิสัยที่ต้องทำสม่ำเสมอของว่าที่คุณแม่

  1. จดวันที่ประจำเดือนมาวันแรกของทุกเดือน
  2. จดวันที่ประจำเดือนหมด
  3. ทราบความยาวรอบเดือน หรือทราบความผิดปกติของภาวะประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  4. คำนวณวันไข่ตก และจดวันไข่ตก

คุณแม่ที่วางแผนการตั้งครรภ์ ควรจดบันทึกวันที่ประจำเดือนมาทุกเดือน หาความยาวรอบเดือนโดยเฉลี่ย (ระยะห่างระหว่างวันแรกของประจำเดือนแต่ละครั้ง)  นำมาหักลบกับระยะที่ไข่ตกที่ 14 วัน และเมื่อเอาค่าวันที่คำนวณได้ไปนับถัดจากวันที่มีประจำเดือนครั้งล่าสุด ก็จะได้วันที่น่าจะเป็นกำหนดไข่ตกมา

ตัวอย่างการคำนวณ หากทราบว่าความยาวรอบเดือนคือ 30 วัน ให้นำมาหักลบกับระยะไข่ตกที่ 14 วัน หากประจำเดือนมาวันที่ 3 มีนาคม วันที่ไข่ตกจะเท่ากับนับไปอีก 30-14 = 16 วัน หรือวันที่ 18 มีนาคม 

 

อ่านต่อ… การนับอายุครรภ์ คาดการณ์วันคลอดได้ ง่ายนิดเดียว ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ค่าเทอมอนุบาล 2565

ค่าเทอมอนุบาล 2565 อัปเดตล่าสุด เตรียมตัวให้พร้อมก่อนพาลูกเข้าเรียน

อัปเดต ค่าเทอมอนุบาล 2565 เมื่อเด็กอายุ 3-6 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งลูกไปเรียนรู้และใช้เวลาในช่วงกลางวันร่วมกับเด็กวัยเดียวกันได้ที่โรงเรียนอนุบาล ซึ่งชั้นอนุบาลไม่ได้เป็นการศึกษาภาคบังคับ แต่ถือเป็นแค่โอกาสในการเตรียมตัวเด็กให้ดีก่อนเข้าสู่ห้องเรียนที่จริงจังขึ้นในระดับประถมศึกษา

เด็กส่วนใหญ่ที่เข้าสู่วัยอนุบาลจะเคยชินกับการอยู่กับครอบครัว หากรอไปเข้าโรงเรียนตอน ป. 1 เลยอาจจะงอแงอย่างมากตอนไปส่งที่โรงเรียนในตอนเช้า และทำให้คุณพ่อคุณแม่ลำบากใจหรือทุกข์ใจกับท่าทีร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย

ในช่วง 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือนแรกของการเริ่มส่งเด็กเข้าโรงเรียนอนุบาล  คุณพ่อหรือคุณแม่อาจจะอึดอัดใจอยู่บ้างกับท่าทีอยากกลับบ้านตามประสาเด็กน้อย แต่ก็มีเด็กจำนวนหนึ่งก็อาจสนใจโรงเรียนอนุบาลของตนเองอย่างมากและยอมปลีกตัวไปโดยไม่งอแงอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าท่าทีคุณลูกจะเป็นแบบไหน การเรียนอนุบาลก็ส่งผลดีกับพวกเขาเองหากโรงเรียนที่ผู้ปกครองเลือกเป็นสถานที่ที่ดูแลพวกเขาอย่างดี

ค่าเทอมอนุบาล 2565 อัปเดตล่าสุด เตรียมตัวให้พร้อมก่อนพาลูกเข้าเรียน

ค่าเทอมอนุบาล

 

ทำไมต้องเข้าอนุบาล

อนุบาลมีการสอนทักษะง่าย ๆ และทำให้เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้เด็กสามารถพัฒนาต่อยอดทักษะตัวเองได้ง่ายเมื่อเข้าสู่ระดับประถมศึกษา และการเรียนต่อในชั้นสูงขึ้นไปก็เผชิญกับแรงกดดันน้อยกว่าในเรื่องพัฒนาตนเองให้เท่าทันกับเด็กคนอื่น

การให้เข้าอนุบาลเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็กที่ได้ผลในระยะยาว

ด้วยสังคมมีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน นอกจากโรงเรียนอนุบาลแล้ว คุณพ่อและคุณแม่หลายท่านมีการส่งลูกน้อยวัยอนุบาลไปเรียนพิเศษ ซึ่งโรงเรียนสอนพิเศษสำหรับเด็กนั้นจะเน้นให้เด็กได้สนุกสนาน แต่กิจกรรมสนุกสนานเหล่านั้นทำให้เด็กมีไหวพริบปฏิภาณที่ค่อนข้างดี และมีโอกาสมากกว่าเด็กคนอื่นในการศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่มีการคัดเลือกโดยแบบทดสอบเชาว์ หรือความสามารถพิเศษ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าหากลูกไม่ได้เรียนในชั้นสอนพิเศษเหล่านั้น และยังขาดการเรียนชั้นอนุบาล เด็กอาจเสียความมั่นใจตอนเรียนชั้นประถม เกิดคำถามกับความพยายามของตนเองที่ได้ผลไม่เท่าผู้อื่น และพลาดไม่ชอบการเรียน หลังพบว่าเมื่อมีการแข่งขันแล้วตนทำได้ด้อยกว่าเด็กหลาย ๆ คนที่ผ่านการเรียนอนุบาลหรือผ่านชั้นสอนพิเศษมา 

กิจกรรมของโรงเรียนอนุบาล

มือใหม่ในการเลี้ยงลูก อาจไม่ทราบมาก่อนว่าเด็ก ๆ ทำอะไรกันที่โรงเรียนบ้าง และแม้ว่าการเรียนอนุบาลจะให้ผลดีเรื่องการฝึกทักษะ แต่มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบการเรียนที่เคร่งครัดเกินไป และกังวลไปว่าการส่งเด็กไปเรียนอนุบาลจะทำให้เด็กขาดอิสรภาพ

โรงเรียนอนุบาลมักเข้าใจธรรมชาติของเด็กที่ต้องการการเล่นและต้องนอนระหว่างวันเป็นอย่างดี การที่มีโรงเรียนอนุบาลที่พูดกันปากต่อปากว่าเด็กเป็นคนเก่งเมื่อออกมานั้น มาจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาแล้วว่าเป็นประโยชน์กับพัฒนาการเด็ก 

กิจกรรมที่เด็กอนุบาลทำในโรงเรียนอนุบาล

  1. ร้อง เล่น เต้นระบำ
  2. เล่นของเล่น
  3. หัดท่องจำตัวอักษร การสะกดคำ และการนับตัวเลข 
  4. ฝึกการใช้เหตุผลแบบง่าย ๆ 
  5. การฝึกช่วยเหลือตัวเองผ่านสถานการณ์สมมติ หรือของเล่น เช่น การฝึกจัดโต๊ะอาหาร การเก็บล้างจาน การพับผ้าเช่นหน้า ฯลฯ
  6. การเรียนรู้มารยาทอย่างการเข้าแถว หรือการต่อคิว
  7. การดูภาพยนตร์ และสนุกไปกับเรื่องราว 
  8. การนอนกลางวัน หรือเรียนไม่เต็มวันเพื่อให้เด็กได้กลับไปนอนที่บ้าน
  9. การใช้เวลากับเพื่อนและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น 

10 โรงเรียนอนุบาลที่ครองใจเหล่าผู้ปกครอง

สำหรับโรงเรียนที่มีผู้คนพูดถึงกันบ่อย และเป็นตัวเลือกลำดับต้นในใจของผู้ปกครอง บทความนี้ยกรายชื่อมาให้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้ปกครองที่กำลังการมองหาโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกหลาน อย่างไรก็ตาม แต่ละโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ค่าสมัคร ค่าแรกเข้า ค่าเครื่องแบบ ค่าเรียนซัมเมอร์ ค่าธรรมเนียมรายปี ฯลฯ ที่แยกจากค่าเทอมหรือเงินค่าเล่าเรียนแตกต่างกันไป ผู้ปกครองควรสอบถามยืนยันกับทางโรงเรียนก่อนด้วยตนเองในภายหลังถึงรายละเอียดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม เพราะอาจคลาดเคลื่อนจากค่าใช้จ่ายต่อเทอมโดยประมาณดังที่แสดงไว้ข้างล่างต่อไปนี้

  • อนุบาลเด่นหล้า (เพชรเกษม)

โรงเรียนที่ตั้งใจสื่อสารกับทั้งผู้ปกครองและเด็ก มีสถานที่และอุปกรณ์ในการเรียนที่ทันสมัย เป็นโรงเรียนอนุบาลที่เน้นการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับพัฒนาการแต่ละช่วงวัย รวมไปถึงมีโปรแกรมดูแลเด็กพิเศษอย่างเข้าใจและอบอุ่น ค่าธรรมเนียมการศึกษาประมาณ 66,000 บาท/เทอม

เว็บไซต์โรงเรียน: www.denlaschool.ac.th/

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 02-809-1793

ค่าเทอมอนุบาล

ที่มารูปภาพ: https://pantip.com/topic/39628656

 

  • เลิศหล้า (เพชรเกษม)

โรงเรียนที่มีหลักสูตรการสอนและกระบวนการเรียนรู้ในวิชาภาษาอังกฤษที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเห็นผลสัมฤทธิ์ด้านการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กเมื่อศึกษาต่อขึ้นไปในระดับสูง ได้รับความนิยมจากผู้ปกครองที่มุ่งเน้นทักษะภาษาอังกฤษให้แก่ลูกหลาน  การเรียนการสอนยังปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม มีกิจกรรมออกกำลังกายและเสริมพัฒนาการตามวัย ค่าธรรมเนียมการศึกษาประมาณ 66,000 บาท/เทอม

เว็บไซต์โรงเรียน: www.lertlah.com/

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 02-894-5400

ค่าเทอมอนุบาล

ที่มารูปภาพ: https://www.lertlah.com/th/images/about/img-building-phetchakasame.jpg

 

  • สารสาสน์วิเทศนิมิตใหม่

ทักษะทางวิชาการ และทักษะการดำรงชีพ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศนิมิตใหม่เน้นทักษะทั้งสองด้านให้เติบโตคู่กัน ทำให้เด็กสามารถช่วยตัวเองได้เร็ว และเรียนรู้การมีวินัยขณะที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สภาพแวดล้อมของโรงเรียนได้รับการปรับปรุงดูแลอย่างดีตลอดเวลา มีทั้งความปลอดภัย ทันสมัย และใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ค่าธรรมเนียมการศึกษาประมาณ 30,000 บาท/เทอม

เว็บไซต์โรงเรียน: www.swm.ac.th/

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 02-543-6921

ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล

ที่มารูปภาพ:https://www.facebook.com/nimitmaischool/photos/a.544106782270695/1022237077790994/

 

อ่านต่อ… ค่าเทอมอนุบาล 2565 อัปเดตล่าสุด เตรียมตัวให้พร้อมก่อนพาลูกเข้าเรียน ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Continue reading “ค่าเทอมอนุบาล 2565 อัปเดตล่าสุด เตรียมตัวให้พร้อมก่อนพาลูกเข้าเรียน”

ฤกษ์คลอดปลายปี

ฤกษ์คลอดปลายปี เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2565

อนาคตกำหนดได้หากคนเรามีความใฝ่ฝัน นั่นคือสิ่งที่ว่าที่คุณแม่หลายคนเชื่ออยู่ในใจ และความใฝ่ฝันประการหนึ่งเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ดีมีความสุข คือการได้เห็นลูกน้อยเติบโตขึ้นมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง และเขาได้ประสบความสำเร็จโดยไม่มีสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคมาหยุดเขาได้ ในภาพรวม หากลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมา จะได้มีชีวิตแบบสมบูรณ์พูนสุขราวกับอยู่ในเทพนิยาย ว่าที่คุณแม่คงจะโล่งอกและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก เรื่องของ “ฤกษ์คลอด” จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านให้ความสนใจ วันนี้ทีมกองบรรณาธิการจึงมี ฤกษ์คลอดปลายปี มากฝากทุกคนกันค่ะ

ฤกษ์คลอดปลายปี เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2565

 

อนาคตที่กำหนดเองได้

เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน จะวาดฝันไว้เพียงใด โลกของความเป็นจริงก็ทำให้เราต้องตั้งคำถามอย่างเป็นกังวลว่าถ้าทุกอย่างไม่เป็นดังฝันละจะเป็นอย่างไร แต่คนเรากำหนดได้แต่สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และคงมีแต่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพื่อจะหวังผลบั้นปลายให้เกิดสิ่งดี ๆ ดังนั้นด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ว่าที่คุณแม่หลายท่านจึงเลือกที่จะกำหนดวันคลอดด้วยตนเอง เพื่อกำหนดแม้กระทั่งดวงชะตาให้ส่งเสริมชีวิตของลูกไปในทิศทางที่คาดหวังในอนาคต

เรื่องดวงและโชคอาจเป็นความเชื่อที่บางคนไม่เชื่อถือ หรือมองว่างมงาย แต่การไม่มองข้ามความเชื่อก็สร้างความสบายใจและความมั่นใจให้กับว่าที่คุณแม่ได้ รวมถึงส่งผลทางด้านจิตวิทยาต่อลูกน้อยในอนาคต ไม่ว่าใครก็ตาม หากได้ลองตรวจดูดวงชะตาตนเองไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ถ้าพบว่าการเกิดของตนอยู่ในฤกษ์ดี ตำราโหราศาสตร์ว่าดี ก็ย่อมมีความกังวลน้อย และมั่นใจในตัวเองมาก หรือเชื่อว่าในอนาคตว่าจะเกิดเรื่องดี ๆ ขึ้นกับตัวเอง 

การกำหนดฤกษ์คลอดถือว่าช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่บุตรหลานในระยะยาว เด็กน้อยจะทำสิ่งใด  ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและมองโลกในแง่ดี ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ หรือแม้ล้มเหลวในเรื่องใดก็มีกำลังใจลุกขึ้นก้าวต่อไป เรื่องของฤกษ์คลอดเป็นการกำหนดอนาคตที่ใกล้ และหวังผลในระยะยาวโดยไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล

ทั้งนี้ หากต้องการกำหนดวันและเวลาคลอด ต้องปรึกษากับหมอก่อน เพราะในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีการจัดบริการตามความต้องการ แต่บางโรงพยาบาลก็ไม่มีบริการผ่าตลอดในวันและเวลาที่คุณแม่และหมอเห็นพ้องกัน ทั้งนี้เน้นเลือกวันที่ฤกษ์ดีใกล้กับกำหนดคลอดจริงมากที่สุด เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของเด็กทารก หลีกเลี่ยงการเข้าตู้อบ  

 

ฤกษ์ดีหาได้ที่ไหน มีที่มาอย่างไร

ผู้ที่สามารถบอกกับว่าที่คุณแม่ได้ คือคนที่ได้ร่ำเรียนตำราโหราศาสตร์ และมีความชำนาญเรื่องฤกษ์ยามที่ส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คน หลายคนอาจจะคิดว่าไปขอฤกษ์จากที่วัดจะเป็นเรื่องดี นั่นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วการดูฤกษ์ได้อย่างแม่นยำ หากเป็นผู้ศึกษาโดยตรงตามที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทยให้การยอมรับ ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจคัมภีร์สุริยยาตร์เพื่อหาสมผุสดาวจันทร์ ตรียางค์ นวางค์จักร นักษัตรฤกษ์ ตลอดจนฤกษ์ใหญ่ หรือผู้เข้าใจตำราศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะใช้ในการอ่านคำพยากรณ์จากฤกษ์กำเนิด

ในเว็บไซต์พลังจิต บริษัท Click Here จำกัด ได้สรุปรายชื่อผู้ใช้วิชาโหราศาสตร์ที่ให้คำปรึกษาการดูฤกษ์ผ่าคลอดซึ่งได้รับความนิยมไว้ ตามรายนามต่อไปนี้

  • อาจารย์ อู๋ สมการ

ศาสตร์พยากรณ์ วัน เดือน ปีเกิด แบบโหราศาสตร์จีน

เบอร์โทร: 086-918-9898

Email: [email protected]

Facebook: ซินแสอู๋ หมากรุก สูตรคูณดวงจีน

 

  • อาจารย์ บุศรินทร์ ปัทมาคม

เบอร์โทร: 086-366-5945

Facebook: โรงเรียนโหราศาสตร์ อ.บุศรินทร์ ปัทมาคม

ที่อยู่โรงเรียนโหราศาสตร์: ใกล้วัดเสมียนนารีครับ เลขที่ 5/89 ซอย4 หมู่บ้านกลางเมืองมอนติคาร์โล แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900

 

  • อาจารย์ สมเจตน์

ศาสตร์พยากรณ์: วัน เดือน ปีเกิด โหราศาสตร์จีน

เบอร์โทร: 083-665-5566, 081-999-6362

เว็บไซต์: https://somjade.com/

Facebook: somjade.com

ที่อยู่สำนักงาน: บริษัท สมเจตน์ดอทคอม จำกัด 110 ถ.พุทธมณฑลสาย1 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ

 

นอกจากอาจารย์ทางโหราศาสตร์เหล่านี้แล้ว ยังมีอาจารย์อีกหลายท่านที่ได้รับความนิยม ทางว่าที่คุณแม่อาจค้นหาผ่านทางเว็บไซต์ หรือสอบถามให้คนรู้จักแนะนำ โดยรายละเอียดฤกษ์หรือดวงเฉพาะตัวหรือครอบครัว ทางผู้ใช้วิชาโหราศาสตร์จะดูลัคนาสมพงษ์ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วย เพื่อให้เกิดความเกื้อกูลกัน 

  • ฤกษ์จากหมอมีน อาจารย์อรรถพล

ในฐานะหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการออกฤกษ์ อาจารย์อรรถพล น้อยวงศ์ ได้เสนอผ่านทางไทยรัฐออนไลน์ถึงฤกษ์คลอดกรกฎาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2565 (ดู https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2387391)  

หากต้องการติดต่ออาจารย์อรรถพล เพื่อสอบถามเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัว

เบอร์โทร: 089-999-4554

เว็บไซต์: http://mormeen.com/

Line: @mastermeen

ที่อยู่สำนักงาน: ตลาดบองมาร์เช่ (วัดเสมียนนารี) ถ.ประชานิเวศน์ ห้อง D105 อยู่ด้านในสุดของตลาด หลังอาคารจอดรถ ห้องแรกขวามือ

ฤกษ์คลอดปลายปี ที่น่าสนใจเบื้องต้น อาจารย์อรรถพลดูไว้แล้ว มีดังต่อไปนี้

 

สิงหาคม พ.ศ. 2565

เด็กผู้ชาย:

  • วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม 2565 (00.11-13.30 น.) มหัทธโนฤกษ์
  • วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม 2565 (13.30-00.24 น.) ราชาฤกษ์ 
  • วันเสาร์ ที่ 13 สิงหาคม 2565 (02.42-21.45 น.) เทวีฤกษ์
  • วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม 2565 (04.18-22.45 น.) ภูมิปาโลฤกษ์
  • วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม 2565 (13.06-00.15 น.) ราชาฤกษ์
  • วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม 2565 (05.56-20.42 น.) มหัทธโนฤกษ์

เด็กผู้หญิง:

  • วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม 2565 (00.11-13.30 น.) มหัทธโนฤกษ์
  • วันเสาร์ ที่ 13 สิงหาคม 2565 (02.42-21.45 น.) เทวีฤกษ์
  • วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม 2565 (04.18-22.45 น.) ภูมิปาโลฤกษ์
  • วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม 2565 (13.06-00.15 น.) ราชาฤกษ์ 

 

กันยายน พ.ศ. 2565

เด็กผู้ชาย:

  • วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน 2565 (06.45-20.42 น.) ราชาฤกษ์ 
  • วันพุธ ที่ 14 กันยายน 2565 (09.06-23.14 น.) มหัทธโนฤกษ์
  • วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน 2565 (11.30-20.15 น.) ภูมิปาโลฤกษ์
  • วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน 2565 (03.30-22.15 น.) มหัทธโนฤกษ์
  • วันพุธ ที่ 28 กันยายน 2565 (06.18-23.15 น.) เทวีฤกษ์  

เด็กผู้หญิง:

  • วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน 2565 (06.45-20.42 น.) ราชาฤกษ์ 
  • วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2565 (11.06-00.14 น.) เทวีฤกษ์ 
  • วันพุธ ที่ 14 กันยายน 2565 (09.06-23.14 น.) มหัทธโนฤกษ์
  • วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน 2565 (11.30-20.15 น.) ภูมิปาโลฤกษ์
  • วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน 2565 (03.30-22.15 น.) มหัทธโนฤกษ์ 
  • วันพุธ ที่ 28 กันยายน 2565 (06.18-23.15 น.) เทวีฤกษ์  

 

อ่านต่อ… ฤกษ์คลอดปลายปี เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2565 ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ราคาแพคเกจคลอด 2565

ราคาแพคเกจคลอด 2565 ฝากครรภ์ที่ไหน ทำคลอดที่ไหนดี

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการฝากครรภ์ ก่อนจะไปหาหมอเพื่อให้ตนเองอยู่ในการดูแลและเฝ้าระวังครรภ์ในการดูแลของหมอเป็นเรื่องเป็นราว จะเป็นการตีในการทำการบ้านเกี่ยวกับ ราคาแพคเกจคลอด ไว้เสียก่อน เพราะจะได้ไม่มีประเด็นอยากย้ายโรงพยาบาลในภายหลังเพราะเรื่องค่าใช้จ่ายหรือความถูกใจในคุณภาพการบริการของโรงพยาบาล 

ราคาแพคเกจคลอด 2565 ฝากครรภ์ที่ไหน ทำคลอดที่ไหนดี

ราคาแพคเกจคลอด

แพคเกจคลอดประกอบด้วยการบริการอะไร

จากข้อมูลทั่วไปของโรงพยาบาลต่าง ๆ ใน ราคาแพคเกจคลอด จะรวมบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำคลอดไปด้วยตามรายการดังที่ปรากฏด้านล่างนี้ แต่ไม่ใช่ทุกรายการที่ว่าจะมีให้บริการในทุกโรงพยาบาล หรือมีพร้อมในแพคเกจเดียว สำหรับโรงพยาบาลที่มีบริการครบหรือมีแพคเกจที่ให้บริการครบ ค่าใช้จ่ายของการบริการรวมหรือแพคเกจจะสูงขึ้นมากกว่าการขาดบางรายการไปโดยเปรียบเทียบ 

ทางคุณแม่อาจเลือกบริการที่ต้องการไว้ก่อน และตรวจสอบค่าใช้จ่าย แล้วจึงค่อยเพิ่มตัวเลือกหรือตัดตัวเลือกบริการบางอย่างออกไป หรือเลือกแพคเกจที่ครบถ้วนตอบสนองความต้องการที่สุด

  1. บริการทำคลอดและพักฟื้นหลังคลอด โดยวิธีการทำคลอดจะสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายหลัก โดยแบ่งเป็น
    – การคลอดปกติ (โดยทั่วไปครอบคลุมระยะเวลาพักฟื้น 3 วัน 2 คืน)
    – 
    การผ่าตัดคลอด (โดยทั่วไปครอบคลุมระยะเวลาพักฟื้น 4 วัน 3 คืน)
  2. ค่าห้องสำหรับคุณแม่พักฟื้นหลังคลอด
  3. บริการตรวจประเมินสุขภาพของลูกน้อย
  4. วัคซีนเข็มที่ 1 ป้องกันวัณโรคและไวรัสตับอักเสบบี
  5. บริการเอกสารแจ้งเกิด และสูติบัตร
  6. ภาพถ่ายแรกของลูก
  7. อัดกรอบรูปรอยเท้า
  8. ชุดของขวัญสำหรับคุณแม่และลูกน้อย
  9. การให้คำปรึกษาเรื่องการฟื้นฟูหลังคลอด
  10. บริการนวดหรือฟื้นยกกระชับผิวหลังคลอด
  11. การดูแลความงามอื่น ๆ หลังคลอด

 

ปัจจัยในการเลือกโรงพยาบาลฝากครรภ์และคลอด

  1. รับมือกับค่าใช้จ่ายได้ เป็นโรงพยาบาลที่แพคเกจคลอดอยู่ในงบประมาณที่สามารถจัดการได้
  2. แพทย์ที่น่าไว้ใจ มีฝีมือในการทำคลอด อาจได้รับการแนะนำจากผู้อื่นด้วยการรับรองถึงคุณภาพในการดูแลใส่ใจ และฝีมือการเย็บที่ประณีต 
  3. ไม่ใกล้จากที่พักเกินไป จะได้เดินทางไปมาสะดวกโดยตลอด
  4. ใช้สิทธิบางอย่างของประกันหรือที่ทำงานเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายบางประการได้ หรือไม่คำนึงถึงสิทธิเหล่านั้น หากมีสิทธิประโยชน์จากการบริการของโรงพยาบาลที่คุณแม่ตั้งครรภ์คิดว่าคุ้มค่ากับตนมากกว่า
  5. ห้องพักฟื้นและพื้นที่รับรองแขกให้ความสะดวกสบาย ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เตรียมเอาไว้สำหรับแพ็คเกจคลอดด้วย 

10 โรงพยาบาลกับแพคเกจคลอดแนะนำ

หากคุณแม่กำลังมองหาโรงพยาบาลสำหรับฝากครรภ์ซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการทำคลอดในอนาคต สามารถเลือกค้นหาข้อมูลจากหนึ่งในโรงพยาบาลตามรายการด้านล่างนี้ หรือนำข้อมูลด้านล่างนี้ไปไว้เปรียบเทียบกับข้อมูลของโรงพยาบาลอื่นประกอบการตัดสินใจ

 

  1. โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ราคาตามข้อมูลของโรงพยาบาล เป็นราคาอ้างอิงจนถึง 31 ธันวาคม 2565 โดยมี 3 ระดับแพ็กเกจให้เลือก คือ Platinum Exclusive และ Elite หากเลือกและชำระเงินแล้วไม่สามารถเปลี่ยนเป็นแพ็คเกจอื่น ผู้ใช้บริการสามารถผ่อนนาน 4-10 เดือน (ดอกเบี้ย 0%) ตามเงื่อนไขบัตรเครดิตของธนาคาร

คลอดธรรมชาติ: Platinum – 89,900 บาท/ Exclusive – 148,000 บาท/ Elite – 305,000 บาท

ผ่าตัดคลอด: Platinum – 119,000 บาท/ Exclusive – 198,000 บาท/ Elite – 325,000 บาท

ติดต่อโรงพยาบาล: 

ที่อยู่ 133 ซอย Sukhum Vit 49, Khlong Tan Nuea, Watthana, Bangkok 10110

โทรศัพท์เบอร์ 02-022-2222 เว็บไซต์ www.samitivejhospitals.com/th

แพคเกจคลอด

ที่มารูปภาพ: https://www.facebook.com/samitivejsukhumvit/

 

  1. โรงพยาบาลกรุงเทพ

สมัครแพคเกจคลอด สามารถรับฟรี 2 ต่อได้ในปี 2565 คือรับบัตรชีววัฒนะจูเนียร์ ซึ่งให้สิทธิพิเศษส่วนลดค่ารักษาพยาบาลกับการทำทันตกรรมของลูกน้อย และอัลตราซาวด์เปิดท่อน้ำนมซึ่งเป็นบริการเพิ่มเติมหลังคลอดสำหรับคุณแม่ได้ 1 ครั้ง

คลอดธรรมชาติ: 82,500 บาท

ผ่าตัดคลอด: ปกติ 115,500 บาท แต่พิเศษ 1 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2565 เหลือเพียง 100,000 บาท

ติดต่อโรงพยาบาล:

ที่อยู่ 2 ซ.ศูนย์วิจัย 7 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ 10310

โทรศัพท์เบอร์ 02-310-3000 เว็บไซต์ www.bangkokhospital.com/

แพคเกจคลอด

ที่มารูปภาพ: https://www.bangkokinternationalhospital.com/

 

  1. โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

แพ็คเกจราคาไม่แรงพร้อมให้บริการคุณแม่ มีพยาบาลวิชาชีพดูแลอย่างดีใในการคลอดและการพักฟื้น คุณหมอเชี่ยวชาญและใส่ใจให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคลอด ตลอดจนการดูแลตัวเองของคุณแม่หลังคลอด

คลอดธรรมชาติ: 50,000 บาท

ผ่าตัดคลอด: 77,000 บาท

ติดต่อโรงพยาบาล:

ที่อยู่ 27 ถนนสทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพ ฯ 10120

โทรศัพท์เบอร์ 02-838-5555 เว็บไซต์ www.saintlouis.or.th/

แพคเกจคลอด

ที่มารูปภาพ: https://scontent.fbkk28-1.fna.fbcdn.net/

 

อ่านต่อ… ราคาแพคเกจคลอด 2565 ฝากครรภ์ที่ไหน ทำคลอดที่ไหนดี ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Continue reading “ราคาแพคเกจคลอด 2565 ฝากครรภ์ที่ไหน ทำคลอดที่ไหนดี”

ปักชื่อนักเรียน ลักพาตัวเด็ก

ยกเลิกเลยไหม? ปักชื่อนักเรียน เมื่อชื่อนำไปสู่คดี ลักพาตัว

ปักชื่อนักเรียน กับ การลักพาตัวเด็ก เกี่ยวข้องกันอย่างไร เมื่อการปักชื่อบนเสื้อ ให้ผลร้ายมากกว่าที่คิด ถึงเวลายกเลิกหรือยัง หาคำตอบของคุณจากข้อดีข้อเสียกัน

ยกเลิกเลยไหม? ปักชื่อนักเรียน เมื่อชื่อนำไปสู่คดี ลักพาตัว!!

ประเทศไทยได้เริ่มมีชุดนักเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยการแต่งเครื่องแบบนักเรียนมีพื้นฐานมาจากการแต่งตัวให้เข้ากับกาลเทศะของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เครื่องแบบของนักเรียนชายส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกางเกงขาสั้นหรือขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวและอาจมีเนคไทด้วย ส่วนเครื่องแบบของนักเรียนหญิง ส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยเสื้อครึ่งตัวและกระโปรง ในบางประเทศอนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่กางเกงขายาว การใช้เสื้อสูทเหมือนเสื้อแจ็กเกตทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายนั้นถือเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะในประเทศที่อากาศหนาว ในขณะที่บางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นมาตรฐานให้ใช้สำหรับทุกโรงเรียน และบางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน ในหลายโรงเรียนก็มีการจัดทำเข็ม ตราสัญลักษณ์ หรือ ปักชื่อนักเรียน ติดหน้าอกด้วย

ปัจจุบันเครื่องแบบนักเรียนไทย มีรูปแบบการแต่งกายของผู้เข้าศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่าง ๆ เอง

สำหรับการ ปักชื่อนักเรียน บนอกเสื้อนั้น ถ้าสังเกตุจากประวัติความเป็นมาของชุดนักเรียนที่กล่าวมาขั้นต้นนั้น จะพบว่ามีการกำหนดให้ปักอักษรย่อนามจังหวัด และหมายเลขประจำตัวนักเรียนมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปัจจุบัน การปักอักษรย่อก็ยังมีการดำเนินการกันอยู่ และยังเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องแบบชุดนักเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 แต่สำหรับการปักชื่อนักเรียนนั้น ไม่ได้มีระเบียบระบุไว้ แต่น่าจะเป็นรูปแบบที่แต่ละโรงเรียนหรือต้นสังกัดกำหนดขึ้นมาเอง เพื่อความเหมาะสมนอกเหนือจากระเบียบที่กำหนด

ที่มา : https://skm.ssru.ac.th
ปักชื่อนักเรียน ควรไปต่อหรือไม่
ปักชื่อนักเรียน ควรไปต่อหรือไม่

รณรงค์เลิก ปักชื่อนักเรียน บนชุดนักเรียน

จากการที่มีข่าวของผู้หญิงคนหนึ่งได้ซื้อหนังสือจากร้านขายหนังสือมือสอง โดยที่หนังสือเล่มนั้นมีรูปติดบัตรนักเรียนของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งติดมาด้วย เมื่อเธอลองนำเอาชื่อเจ้าของรูป จากอกเสื้อนักเรียนในรูปดังกล่าวไปค้นหาในโปรแกรมสืบค้น จนเจอเรื่องน่าขนลุก เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้น ปัจจุบันคือคนร้ายในคดีสะเทือนขวัญ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ ปัจจุบันเราสามารถค้นหาใครก็ได้บนโลกอินเตอร์เน็ต ว่าเขามีประวัติ หรือข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้างที่หลุดมาไว้บนโลกไซเบอร์นี้ โดยมีข้อมูลเพียงชื่อบนเสื้อนักเรียนในรูป!!

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้โลกออนไลน์ต่างรณรงค์ให้เลิกปักชื่อนักเรียนบนชุดนักเรียน ซึ่งมีหลายคนที่เห็นด้วย และหนึ่งในนั้นคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่กำลังพิจารณาในเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน อย่างไรก็ดี ทางรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ได้ระบุถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในนโยบายของกระทรวงศึกษา เพราะทาง ผอ.ของแต่ละโรงเรียนสามารถตัดสินใจเองได้เลย เนื่องจากกระทรวงศึกษาไม่มีกฎบังคับให้ต้องปักชื่อบนชุดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

ชื่อ-นามสกุล นั้นสำคัญไฉน??

จากการที่ทางรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ให้อำนาจกับทางโรงเรียนแต่ละโรงเรียนตัดสินใจเกี่ยวกับการ ปักชื่อนักเรียน บนเสื้อนักเรียน ไม่มีกฏบังคับนั้น ทำให้เกิดทางเลือกขึ้นว่าจะอยู่ทีมไหน ระหว่าง ทีมปักชื่อบนเสื้อ กับทีมยกเลิกการปักชื่อบนเสื้อ ก่อนตัดสินใจใด ๆ เราคงต้องมาศึกษาข้อดี ข้อเสียของการปักชื่อนักเรียนบนเสื้อ กันดีกว่า

ฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิก หยิบยกข้อดีมาดังนี้

  • เพียงชื่อ นามสกุล นำไปสู่การตีสนิทอย่างแนบเนียน : ป้องกันเหตุลักพาตัว เหตุร้ายอื่น ๆ

นางกัสมาภรณ์ บัวภิบาล ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านกล้วย จังหวัดชัยนาท ได้ออกประกาศแจ้งเตือนผู้ปกปครอง และนักเรียนในโรงเรียนให้ระวังชายแปลกหน้าต้องสงสัยว่าจะเข้ามาลักเด็ก หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีแปลกหน้าเข้ามาทำทีตีสนิทนักเรียนหญิงรายหนึ่งที่บริเวณหน้าโรงเรียน โดยอ้างว่าพ่อแม่ให้มารับแทน แต่โชคดีที่ผู้ปกครองท่านอื่นรู้จักกับพ่อแม่ของเด็กนักเรียนรายนี้ จึงถามว่ารู้จักชายคนแปลกหน้าคนดังกล่าวหรือไม่ แต่เด็กนักเรียนบอกไม่รู้จัก จึงไม่ยอมให้ไปด้วย ขณะที่ชายแปลกหน้าคนดังกล่าวได้รีบเดินหนีไป

ที่มา : https://www.tnews.co.th

เจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศญี่ปุ่น ได้คุมตัวชายวัย 23 ปี ต้องสงสัยว่าลักพาตัวหญิงสาวไปกักขังนาน 2 ปี โดยเด็กสาวเปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีก่อน คนร้ายอ้างตัวเป็นทนายความส่วนตัวของพ่อแม่ของเธอ และให้มารับตัวเธอที่บ้านในจังหวัดไซตามะ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว โดยบอกให้เธอขึ้นรถของเขา หลังจากกุเรื่องว่าพ่อแม่ของเธอกำลังจะแยกทางกัน หลังจากนั้นก็ขังเธอไว้ในอพาร์ตเมนต์ตลอดเวลา

ที่มา : BBCnewsThai

นอกจากคดีการลักพาตัวที่ได้หยิบยกขึ้นมาดังกล่าวแล้ว ยังมีคดีอีกมากมายที่เด็กถูกลักพาตัวไป เมื่อมีการจับคนร้ายได้ จึงได้ทราบว่าวิธีการของคนร้ายมักใช้การตีสนิทกับเด็ก โดยดูชื่อ – นามสกุล ของเด็ก จากชุดนักเรียน หรือกระเป๋า และสืบค้นจนพบที่อยู่บ้าน หรือใช้ทริคในการตีสนิทด้วยการเรียกชื่อเด็ก เมื่อเด็กเข้าใจว่าคน ๆ นี้รู้จัก ก็หลงเชื่อใจ จนนำไปสู่การลักพาตัวเด็กได้โดยง่าย ในเรื่องนี้นอกจากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อมูลจากมูลนิธิกระจกเงา พบว่าปัญหาเด็กหาย มักจะอยู่ในลักษณะ ดังต่อไปนี้

  1. จุดที่พบว่าเด็กถูกลักพาตัวมากที่สุด คือ หน้าบ้าน และหน้าโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อแม่คิดว่าปลอดภัยจนชะล่าใจ
  2. การลักพาตัวเด็กส่วนใหญ่จะไม่มีการฉุดกระชากลากถู หรือทำร้ายเด็ก แต่จะใช้วิธีการหลอกล่อเด็ก เช่น การตีสนิท การให้ขนม ชวนไปซื้อของเล่น อ้างว่าพ่อแม่ให้มารับ  เป็นต้น เมื่อเป็นการตามไปแต่โดยดีจึงไม่มีพิรุธใด ๆ ให้คนรอบข้าง ใกล้เคียงสังเกต และช่วยเหลือได้
  3. บางรายเข้ามาร่วมเล่นกับเด็กบ่อย ๆ ทำตีสนิท เพื่อให้เด็กวางใจก่อนลงมือลักพาตัว

    เด็กถูกลักพาตัว
    เด็กถูกลักพาตัว

ดังนั้น การปักชื่อนักเรียน ลงบนเสื้อให้เห็นเด่นชัด จึงเป็นจุดอันตรายที่มิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลส่วนตัวของเด็กมาใช้ประโยชน์ได้โดยง่ายดาย โดยพบได้ในหลาย ๆ กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ในประเทศญี่ปุ่นมีการรณรงค์กันในเรื่องนี้ ลามไปถึงการติดป้ายชื่อพนักงานบริการหลายแห่งให้เริ่มยกเลิก เพราะการติดชื่อทำให้เกิดคดี Stalker (พวกติดตามคนที่ชื่อชอบอย่างโรคจิต) โดยเฉพาะผู้หญิง ที่มีการสืบค้นจากชื่อจนตามไปถึงบ้าน เกิดคดีต่าง ๆ นานา

  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการปักเสื้อ 

การยกเลิกการ ปักชื่อนักเรียน บนเสื้อนักเรียน ช่วยในเรื่องการประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายในการปักเสื้อ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง นอกจากจะต้องซื้อเครื่องแบบนักเรียนแล้ว ยังต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปักชื่ออีกด้วย มากไปกว่านั้น การไม่ปักชื่อบนเสื้อ ทำให้สามารถส่งต่อเสื้อที่ไม่ใช้แล้วให้กับผู้อื่นได้ง่าย โดยไม่ต้องไปเลาะชื่อเดิมออก หรือบางคนไม่สะดวกใจที่จะส่งเสื้อผ้าต่อโดยมีชื่อของลูกติดไปด้วย ถึงแม้ว่าจะทำการเลาะออกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีร่องรอยให้เห็น

ฝ่ายไม่สนับสนุน หยิบยกข้อเสียของการไม่ปักชื่อบนเสื้อ ดังนี้

  • ช่วยระบุตัวตน กรณีฉุกเฉิน

กรณีที่เกิดอุบัติเหตุชื่อที่ปักบนขุดนักเรียนจะช่วยระบุตัวตนของผู้ประสบเหตุ ทำให้สามารถติดต่อโรงเรียนหรือผู้ปกครองได้ และยังช่วยในกรณีที่นักเรียนหลงทางได้อีกด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เด็กอนุบาล

  • ความเสี่ยงที่จะมีบุคคลภายนอกแอบอ้างเข้ามาภายในโรงเรียน

บุคคลภายนอกจะปลอมแปลงเป็นนักเรียน เพื่อเข้ามาก่อเหตุไม่หวังดีในโรงเรียนได้ เพราะไม่มีชื่อบนชุดนักเรียน ทำให้ผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย และตรวจสอบได้ยากขึ้น

  • ช่วยให้ครูจดจำนักเรียนได้ง่าย

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสะดวกในการดูแลเด็กของคุณครู การปักชื่อลงบนเสื้อก็ทำให้ครูจำเด็ก ๆ ได้

AMBER Alert ฟีเจอร์ช่วยแจ้งเตือน ค้นหา เด็กหาย
AMBER Alert ฟีเจอร์ช่วยแจ้งเตือน ค้นหา เด็กหาย

จากเหตุผลข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่เรานำมาหยิบยกให้ได้คิดพิจารณากันว่า การปักชื่อนักเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวให้แก่สาธารณะเห็นได้โดยง่ายนั้น เป็นสิ่งที่ยังคงต้องรักษาไว้ หรือปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสังคมปัจจุบัน เพราะการลักพาตัวเด็ก คดีเด็กหาย คนหาย นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม จากสถิติที่มีอยู่สูงในปัจจุบัน โดยขอเสนอสถิติเด็กหายในประเทศไทย จากฟีเจอร์ AMBER Alert ซึ่งเป็นฟีเจอร์ในการช่วยแจ้งเตือน ค้นหา เด็กหาย โดยมีวัตถุประสงค์ในการแจ้งเตือนเด็กหายให้ได้ไวที่สุด เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ได้แสดงสถิติไว้ ดังนี้

ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2562 – 2565 ทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเด็กหายกว่า 130 ราย โดยเจอเด็กที่หายจำนวน 72 ราย (56%) และอยู่ระหว่างการติดตาม จำนวน 58 ราย (44%) ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า เด็กหายนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งสมัครใจหนีออกจากบ้านเอง หนีปัญหาจากเศรษฐกิจ (หนีหนี้) มีอาการป่วย หรือถูกลักพาตัวหรือล่อลวงไปค้ามนุษย์ เป็นต้น โดยการหายที่เกิดจากการถูกลักพาตัวหรือล่อลวงไปค้ามนุษย์ จะอยู่ที่ประมาณ 5% ของเด็กสูญหายทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองแค่สถิติ เราอาจจะคิดว่าตัวเลขคดีมันไม่ได้เยอะ แต่หากเรามาดูที่เนื้อหาเคสเด็กถูกลักพาตัวในไทยแล้ว เราจะเห็นว่า เคสเหล่านี้อาจจะเกิดน้อยก็จริง แต่เวลาเกิดแล้ว มันกระทบจิตใจของคนในสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายครั้งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นได้ แต่ก็มีบางเคสที่เราไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน นำมาซึ่งความสูญเสีย เช่น เคสน้องการ์ตูน ในปี พ.ศ.2556 หรือน้องชมพู่ ในปี พ.ศ. 2563

ที่มา : https://thaiamber.org/
ลูกถูกลักพาตัว โดนตีสนิทจากชื่อ ปักชื่อนักเรียน บนเสื้อ
ลูกถูกลักพาตัว โดนตีสนิทจากชื่อ ปักชื่อนักเรียน บนเสื้อ

10 บทเรียนลักพาตัวเด็ก จากสถิติร้องเรียนเด็กหายปี 2546 – 2564 โดยมูลนิธิกระจกเงา

  1. ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ลักเด็กเพื่อกระทำทางเพศ
  2. วัตถุประสงค์รองลงมาเพื่อนำไปเลี้ยงดูด้วยความเสน่หา
  3. เด็กถูกลักพาตัวมีตั้งแต่อายุแรกเกิดถึง 12 ปี
  4. กลุ่มเสี่ยงที่สุดคือเด็ก ช่วงอายุ 3-8 ปีทั้งชายและหญิง
  5. ไม่พบการลักพาตัวในลักษณะกลุ่มแก๊งค์ขบวนการ
  6. ไม่พบการลักพาตัวในลักษณะแก๊งค์รถตู้
  7. ไม่พบการลักพาตัวในลักษณะลักพาเพื่อนำเด็กไปขายต่อ
  8. ผู้ก่อเหตุมีได้ทั้งคนที่เด็กรู้จักและคนแปลกหน้า
  9. จุดที่เด็กถูกลักพาตัวมากที่สุด คือ บริเวณใกล้บ้านที่เด็กวิ่งเล่นลำพัง
  10. หลายคดีตอนเกิดเหตุ ประเมินว่าเป็นการลักพาตัวเด็ก แต่พอข้อเท็จจริงปรากฏอาจเป็นเรื่องอื่น เช่น เด็กพลัดหลงด้วยตัวเอง, ปกปิดการเกิดความรุนแรงในครอบครัวหรือสร้างการสถานการณ์

อ่านต่อ>> วิธีสอนให้ลูกรู้เท่าทัน คนแปลกหน้า และเทคนิคแก้ปัญหาปักชื่อนักเรียนฉบับคนญี่ปุ่น คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หนังสือเด็ก

หนังสือเด็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย

หนังสือเด็ก นิทานอีสป นิทานพื้นบ้าน นิทานเจ้าหญิง นิทานแฟนตาซี นิทานพจญภัย หนังสือเชาว์ปัญญา หนังสือคณิตศาสตร์ หนังสือวิทยาศาสตร์ เลือกแบบไหนให้ลูกอ่านดี

หนังสือเด็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย

เด็กแต่ละคนมีนิสัยที่แตกต่างกัน แม้แต่พี่น้องกันก็ยังมีนิสัยไม่เหมือนกัน ความชอบก็แตกต่างกัน หนังสือเด็ก มีหลายประเภท แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเลือกหนังสือประเภทไหนที่เหมาะกับวัยและความชอบให้กับลูก วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้คัดสรรวิธีเลือกมาฝากแล้วค่ะ

หนังสือเด็ก เลือกแบบไหนเหมาะกับลูก
หนังสือเด็ก เลือกแบบไหนเหมาะกับลูก

หนังสือเด็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย

“เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะอ่านและชอบหนังสือที่พวกเขาเลือกเอง”

แคร์โรล รอสโก้ ประธานและซีอีโอ Reading is Fundamental (RIF) องค์กรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือของเด็กที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกากล่าวขึ้น เขาเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังสือสำหรับเด็กมาอย่างยาวนาน เป็นผู้คัดเลือกหนังสือให้เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัยมาหลายหมื่นเล่ม เขาได้ค้นพบเคล็ดลับสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการเลือกหนังสือให้กับลูก ๆ

เขากล่าวว่า เด็กแต่ละช่วงวัยมีความสนใจหนังสือที่แตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่สามารถค้นพบได้ว่า ลูกสนุกและมีความสนใจหนังสือประเภทไหน ลูกคุณอาจกลายเป็นหนอนหนังสือคนนึงเลยก็ได้

หนังสือสำหรับเด็กอายุ 0 – 1 ปี

ในวัยนี้ควรเป็นหนังสือเกี่ยวกับความรัก ความผูกผันในภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจน  รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มเพื่อให้เด็กหยิบเล่นได้

หนังสือสำหรับเด็กอายุ 2 – 3 ปี

ในวัยนี้ควรเป็นหนังสือนิทานภาพ ที่เด็กสนใจ เช่น หนังสือภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ และสิ่งของ เด็กวัยนี้มีประสาทสัมผัสทางการได้ยินดีมาก  หากมีประสบการณ์ด้านภาษาและเสียงที่ดี จะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี

หนังสือสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี หรือเด็กปฐมวัย

ในวัยนี้จะชอบหนังสือที่ทบทวนความรู้ และความคิดพื้นฐานเป็นหลัก เช่น เรื่องรูปทรง สีต่าง ๆ ตัวเลข ตัวอักษร ซึ่งทำให้เด็กได้ย้อนนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มา และเชื่อมโยงถึงสิ่งได้ได้เห็นรอบ ๆ ตัว เด็กในวัยนี้ยังชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน พร้อมกับตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกรอบตัวเขา เช่น สัตว์ในฟาร์ม เมฆบนฟ้า เป็นต้น

หากเป็นนิทานที่มีภาพประกอบ เด็กจะชอบหนังสือที่ภาพคมชัม มีสีสัน และน่าสนใจ ตัวละครอาจเป็นรุ่นเดียวกัน หรือรุ่นที่สูงกว่าหน่อยก็ได้ ถ้าตัวละครเป็นสัตว์ที่ร่าเริง สนุกสนาน จะยิ่งทำให้เด็กสนใจมากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่ควรรู้คือ เด็กวัยนี้ไม่สามารถอยู่กับอะไรได้นาน ๆ ฉะนั้น เนื้อเรื่องควรสั้น กระชับ หนังสือภาพ เป็นตัวเลือกที่ดี มีสัดส่วนของภาพมากกว่าตัวหนังสือ จะมีภาพอยู่ประมาณ 70 – 80 % ของหน้ากระดาษ เด็กจะดูภาพได้ชัดเจน หนังสือภาพอาจจะเป็นนิทาน หนังสือประเภทเสริมความรู้ ให้ความคิดรวบยอดสำหรับเด็ก หนังสือเพื่อการเรียนรู้ภาษา หรือคณิตศาสตร์ เป็นต้น

เด็กจะสร้างจินตนาการจากรูปภาพในหนังสือ และเสียงที่เล่าหรืออ่านให้เขาฟัง การใช้เสียงสูง ต่ำ เสียงต่าง ๆ เชื่อมโยงกับรูปภาพในหนังสือ สร้างเป็นเรื่องราวในความคิด เติมเต็มจินตนาการของเด็ก อาจตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง หรือตัวละคร ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษา นอกจากนี้ การที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือ หรือนิทานให้ลูกฟัง ยังช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับลูก และสร้างสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

การเลือกหนังสือ ควรเลือกเล่มที่กระดาษหนา แข็งแรง หรือแบบฉีกไม่ขาด เพราะเด็กวัยนี้อาจจะมีซนบ้าง อาจมีการแย่งหนังสือ ขว้าง จับ หรือฉีกหนังสือได้

หนังสือสำหรับเด็กอายุ 6 – 11 ปี หรือวัยประถม

ในวัยนี้เด็กเริ่มอ่านหนังสือได้เอง แต่การอ่านหนังสือให้ลูกฟังยังสามารถทำได้อยู่ ศัพท์บางคำยังยากเกินไปสำหรับเด็กบางคน เด็กจะได้เรียนรู้คำศัพท์จากการอ่านของคุณพ่อคุณแม่ การอ่านให้ลูกฟังสามารถทำได้จนกว่าลูกจะอ่านเองได้ สนใจสิ่งแปลกใหม่ อยากเรียนรู้โลกกว้าง หนังสือสำหรับเด็กวัยนี้ จะเริ่มเปลี่ยนเป็นหนังสือที่มีข้อความมากกว่าภาพประกอบ แต่ภาพประกอบก็ยังต้องเป็นภาพที่มีสีสัน ดึงดูดใจเด็ก ส่วนข้อความจะเริ่มสอดแทรกคำใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสงสัย แล้วมีคำถาม จากนั้นก็มีการอธิบาย เช่น หนังสือสอนพับกระดาษ หนังสือวาดรูป หนังสือสอนทำอาหารง่าย ๆ หนังสือประดิษฐ์ของเล่น เพื่อให้เด็กได้พัฒนาทักษะตัวเอง

หากเป็นเรื่องแต่ง เด็กอายุ 6 – 11 ปี จะเริ่มมีความชอบเฉพาะตัว เช่น หนังสือที่มีตัวละครโปรดของเด็ก ๆ หนังสือจากนักเขียนและนักวาดภาพประกอบที่ตนเองชื่นชอบ เด็กจะเริ่มมีคำถามมากขึ้น หนังสือส่งเสริมการพูดคุยและอภิปราย เป็นหนังสือที่เหมาะกับวัยนี้ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เห็ดเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเตรียมรับมือกับการตั้งคำถามลูกให้ดี

เด็กในวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ  ช่วยสร้างจินตนาการซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังการเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ

 

อ่านต่อ…หนังสือเด็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

amber-alert คนหาย เด็กหาย แจ้งเตือน

คนหาย เด็กหาย AMBER Alert ฟีเจอร์ช่วยหาก่อนเกิดเหตุร้าย

คนหาย เด็กหาย จากแค่อุบัติเหตุพลัดหลงกัน อาจกลายเป็นเหตุร้ายน่าสลดใจ มาร่วมกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสก่อนเกิดเหตุ ด้วยฟีเจอร์ AMBER Alert กันดีกว่า

คนหาย เด็กหาย AMBER Alert ฟีเจอร์ช่วยหาก่อนเกิดเหตุร้าย!!

“ในหนึ่งวันมีเด็กหายไม่น้อยกว่า 3 คน โดยที่ 2 ใน 3 ของเด็กที่หายไป มีอายุน้อยกว่า 15 ปี

ซึ่งตัวเลขนี้ นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก และอายุเฉลี่ยของเด็กที่หายไปหรือถูกลักพาตัวออกจากบ้านคือ 4 ขวบ” 

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา

ลูกหาย เด็กหาย เป็นข่าวคราวให้เราได้พบเห็นกันบ่อยครั้ง ดังสถิติที่ทางมูลนิธิกระจกเงาได้ให้ไว้ ข่าวเด็กหาย มีบ่อยครั้งเสียจนบางคนอาจเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องร้ายอาจเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นการระวัง ป้องกัน ไม่ให้ลูกพลัดหลงจากพ่อแม่ หรือการสอนลูกว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดหลงทาง หาพ่อแม่ไม่เจอ จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรคำนึงถึง และเตรียมการไว้ อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้ลูกมีทักษะความฉลาดที่ควรมีในยุคปัจจุบัน AQ (ADVERSITY QUOTIENT) ฉลาดเผชิญปัญหา 

ข่าว คนหาย เด็กหาย
ข่าว คนหาย เด็กหาย ขอขอบคุณภาพจาก www.sanook.com

สอนลูกทำอย่างไร เมื่อพลัดหลงกับพ่อแม่!!

การป้องกันก่อนเกิดเหตุเป็นสิ่งสำคัญ และพ่อแม่ควรจะสอนลูกถึงวิธีปฎิบัติตัวเมื่อเกิดพลัดหลงกันไว้ เพื่อให้ลูกได้รู้จักวิธีไม่ตื่นตระหนก โดยมีวิธีป้องกันเบื้องต้น ดังนี้

  1. สอนให้ลูกจดจำเบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครอง พ่อหรือแม่ให้ได้ ไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินที่เกิดการพลัดหลงกันจริง ๆ จะได้ติดต่อกันได้
  2. สอนให้เด็กระมัดระวังคนแปลกหน้า อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่หลงเชื่อกับสิ่งล่อลวงที่คนร้ายอาจนำมาเป็นเหยื่อล่อ
  3. พ่อแม่อย่าประมาท ปล่อยให้เด็กคลาดสายตา หรือปล่อยให้อยู่คนเดียว
  4. ถ่ายภาพลูก ๆ ไว้เป็นประจำ เพื่อใช้สำหรับแจ้งรูปพรรณสัณฐานได้ตรงกับปัจจุบันมากที่สุด เวลาต้องการภาพให้คนอื่นช่วยกันหา
  5. ติดตั้งระบบติดตามตัวไว้ในเครื่องมือถือ สมาร์ทโฟน หรือใช้นาฬิกาสมาร์ทวอทช์
  6. หากออกไปในที่ที่มีคนพลุกพล่าน ควรมีข้อตกลงกันไว้ว่า หากเกิดการพลัดหลงกัน ต้องไปรอพบกันที่จุดไหน ลูกต้องรู้ถึงจุดนัดหมายในสถานที่นั้น ๆ เช่น สถานีตำรวจ ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

เรื่องราวของแอมเบอร์ ( Amber Hagerman) 

ในปี 1996 ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ด.ญ. แอมเบอร์ ดอนน่า วิตสัน อายุเพียง 9 ขวบ กำลังขี่จักรยานกลับบ้าน จู่ ๆ เธอก็หายตัวไป เมื่อสอบถามจึงพบพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นแอมเบอร์กำลังขี่จักรยานกลับบ้าน ระหว่างทางก็มีรถบรรทุกจอดริมทาง ฉุดแอมเบอร์ขึ้นไปบนรถแล้วจากไป แม้ว่าพลเมืองดีที่เห็นจะรีบแจ้งตำรวจทันที แต่ก็ตามหาตัวเธอไม่พบ แม้ครอบครัวของแอมเบอร์ และตำรวจจะรีบออกตามหากันทั่วเมืองแล้วก็ตาม โดยตำรวจได้รูปพรรณคนร้าย เป็นชายผิวขาว อายุประมาณ 20-30 ปี สูงประมาณหกฟุต

amber เด็กหญิงผู้เป็นจุดเริ่มต้น AMBER Alert
amber เด็กหญิงผู้เป็นจุดเริ่มต้น AMBER Alert

สี่วันหลังจากการลักพาตัวเธอ ใกล้เที่ยงคืน ชายคนหนึ่งกำลังเดินสุนัขของเขา เมื่อเขาค้นพบร่างเปลือยเปล่าของแอมเบอร์ในลำธารหลังอพาร์ตเมนต์ที่มีบาดแผลฉีกขาดรุนแรงที่คอของเธอ สถานที่ค้นพบอยู่ห่างจากจุดที่เธอถูกลักพาตัวไปไม่ถึง 5 ไมล์ (8 กม.) การฆาตกรรมของเธอยังไม่คลี่คลายในปี 2022 และคดีนี้ยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่สามารถจับคนร้ายได้

หลังเหตการณ์ในครั้งนั้น พ่อแม่ของแอมเบอร์และเพื่อนๆเศร้าเสียใจกับเหตการณ์นี้มาก และช่วยกันรณรงค์ให้มีการตั้งเครือข่ายระบบเตือนภัย แจ้งเด็กหายขึ้นมา จนในที่สุดก็มีการผลักดันกฏหมาย และออกระบบ AMBER Alerts ที่จะช่วยแจ้งข่าวให้ประชาชนรับทราบเมื่อมีเด็กหาย และสงสัยว่าเด็กคนนั้นอาจกำลังอยู่ในอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต โดยระบบจะแจ้งเข้ามือถือของประชาชนในพื้นที่ ขึ้นข้อมูลไปยังบิลบอร์ดรอบ ๆ ไฮเวย์ในรัศมีเมืองที่เกิดเหตุ และในพื้นที่ที่ต้องสงสัยว่าเด็กอาจถูกลักพาตัวไป เพื่อให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา และแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยเด็กให้ไวที่สุด

จุดเริ่มต้นการพัฒนาโปรแกรมการแจ้งเตือน คนหาย

ภายในไม่กี่วันหลังจากการเสียชีวิตของแอมเบอร์ ได้มีการเรียกร้องให้มีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นซึ่งควบคุมผู้ลักพาตัวและผู้กระทำความผิดทางเพศ พ่อแม่ของแอมเบอร์ได้ก่อตั้ง People Against Sex Offenders (PASO) ขึ้นในไม่ช้า พวกเขารวบรวมลายเซ็นโดยหวังว่าจะบังคับให้สภานิติบัญญัติเท็กซัสผ่านกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องเด็ก

คริสตจักรนานาชาติ God’s Place บริจาคพื้นที่สำนักงานแห่งแรกให้กับองค์กร และในขณะที่การค้นหาฆาตกรของแอมเบอร์ยังคงดำเนินต่อไป PASO ได้รับการรายงานเกือบทุกวันในสื่อท้องถิ่น บริษัทบริจาคเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ รวมทั้งบริการคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต สภาคองเกรสMartin Frostด้วยความช่วยเหลือของ Marc Klaas ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กของ Amber Hagerman พ่อแม่ของ Hagerman ทั้งคู่ปรากฏตัวเมื่อประธานาธิบดี Bill Clinton ลงนามในกฎหมายเพื่อสร้างทะเบียนผู้กระทำความผิดทางเพศระดับชาติ จากนั้น Whitson และ Richard Hagerman เริ่มรวบรวมลายเซ็นในเท็กซัส ซึ่งพวกเขาวางแผนที่จะนำเสนอต่อผู้ว่าการGeorge W. Bush ในขณะนั้น เป็นสัญญาณว่าผู้คนต้องการกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้กระทำความผิดทางเพศ

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539 บรูซ เซย์เบิร์ต (ซึ่งมีลูกสาวเป็นเพื่อนสนิทของแอมเบอร์) และริชาร์ด ฮาเกอร์แมนเข้าร่วมการประชุมสัมมนาด้านสื่อในอาร์ลิงตัน แม้ว่า Hagerman ได้เตรียมคำพูดไว้แล้ว แต่ในวันจัดงาน ผู้จัดงานได้ขอให้ Seybert พูดแทน ในการปราศรัย 20 นาที เขาพูดเกี่ยวกับความพยายามที่ตำรวจท้องที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเพื่อช่วยตามหาเด็กหาย และวิธีที่สื่อจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับความพยายามเหล่านั้น CJ Wheeler นักข่าวจากสถานีวิทยุ KRLD ได้ติดต่อ หัวหน้าตำรวจ ดัลลัสหลังจากนั้นไม่นานด้วยแนวคิดของ Seybert และเปิดตัว Amber Alert เป็นครั้งแรก

ที่มา : https://en.wikipedia.org
AMBER Alert ฟีเจอร์แจ้งเตือนเด็กหาย คนหาย
AMBER Alert ฟีเจอร์แจ้งเตือนเด็กหาย คนหาย

AMBER Alerts

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการช่วยค้นหาเด็กถูกลักพาตัวในต่างประเทศ คือ ระบบการแจ้งเตือนฉุกเฉิน (Rapid emergency child alert system) โดยระบบแจ้งเตือนระบบแรก คือ AMBER Alerts ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2539 ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่น้อง Amber Hagerman ระบบ AMBER Alerts ได้ช่วยเด็กไปแล้ว มากกว่า 1,114 คน

ข่าวดี !! AMBER Alerts ในประเทศไทย

ฟีเจอร์แจ้งเตือนเหตุเด็กถูกลักพาตัว เป็นระบบแจ้งเตือนที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้คน ภายในชุมชนช่วยกันดูแลสอดส่อง และตามหาเด็กหาย หรือเยาวชนที่สูญหายภายในพื้นที่ของพวกเขา บนแพลตฟอร์ม Facebook  และ Instagram ในประเทศไทย โดยจะใช้กรณีเด็กถูกลักพาตัว หรือมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บสาหัสอันจะนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กให้กลับมาอย่างปลอดภัย

ฟีเจอร์ AMBER Alerts บน Facebook และ Instagram เริ่มให้บริการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2565 ทาง Meta (Facebook ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับสอบสวนกลาง (CIB) ช่วยตามหาเด็กหาย โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดได้รับการแจ้งเตือนจากฟีเจอร์ AMBER Alerts บนหน้าฟีดของพวกเขา เมื่อมีเด็กหรือเยาวชนถูกลักพาตัว และสอบสวนกลาง (CIB) ได้ประกาศแจ้งเตือน ซึ่งการแจ้งเตือนจะถูกแสดงทั้งบนฟีด Facebook และ Instagram ของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ และมีโอกาสในการให้ความช่วยเหลือได้มากที่สุดในการค้นหาเด็กหรือเยาวชนสูญหาย โดยพื้นที่การแจ้งเตือนนี้จะถูกกำหนดโดยหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่จะไม่ใช่การส่งข้อความแจ้งเตือนโดยตรง (notification) การแจ้งเตือนบนฟีดดังกล่าวจะรวบรวมข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนที่หายตัวไป เช่น รูปภาพ คำบรรยาย ตำแหน่งที่เกิดเหตุการณ์ลักพาตัว และข้อมูลที่มีอื่น ๆ ทำให้สามารถแชร์การแจ้งเตือนเหล่านี้กับเพื่อน ๆ ของคุณบนแพลตฟอร์มในเครือของ Meta จะช่วยให้ผู้คนสามารถกระจายข้อมูลข่าวสาร และช่วยกระตุ้นให้ผู้คนในชุมชนช่วยกันสอดส่องได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีเด็กหรือเยาวชนหายตัวไป สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดที่เราจะสามารถทำได้ คือการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจากการเผยแพร่ข้อมูลที่เหมาะสม สู่ผู้คนที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม ผ่านฟีเจอร์ AMBER Alerts บน Facebook และ Instagram พวกเราหวังว่าจะสามารถช่วยให้เด็กที่สูญหายได้พบกับครอบครัวของพวกเขาได้เร็วยิ่งขึ้น

ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 27 ที่มีการเปิดตัวระบบ AMBER Alerts ในระดับโลก และนับเป็นประเทศที่ 6 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เว็บไซต์ : Amber Alert Thailand (thaiamber.org)

สายด่วน : โทร 1195

อ่านต่อ >> การแจ้งเตือน ABER Alert ทำงานอย่างไร จะรบกวนผู้ใช้งานหรือไม่ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของเล่นเด็ก

ของเล่นเด็ก 3 ขวบ เสริมพัฒนาการ ควรเลือกอย่างไรให้ลูกชอบ คุณแม่เลิฟ

ทุกสิ่งรอบตัวเด็กวัยสามขวบสามารถเป็นของเล่นได้ทั้งสิ้น เพราะเด็กวัยนี้มีความต้องการเรียนรู้ตลอดเวลา สนใจโลกรอบตัว ความเป็นไปของทุกอย่าง และเคลื่อนที่ได้เร็วอย่างเหลือเชื่อจนทำให้ผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กคลาดสายตาไปได้ในเวลาสั้น ๆ ถึงกับต้องตกใจเพราะเด็กหายไปจากจุดที่เขาควรอยู่ หรือมุ่งไปทำบางอย่างที่ดูไม่เข้าท่าและอาจเป็นอันตรายได้ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้อันเป็นธรรมชาติของเด็ก และให้เด็กวัยสามขวบได้ใช้พลังงานเหลือล้นที่พวกเขามีอย่างสร้างสรรค์ และปลอดภัยจากความเสี่ยงต่าง ๆ การจัดหาของเล่นที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อการพัฒนาการสมวัยจึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรให้ความใส่ใจ แทนการปล่อยให้เล่นไปตามประสา เพราะ “ของเล่น” ไม่ใช่เรื่อง “เล่น ๆ” แต่มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังและเพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ ให้กับเด็กตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว วันนี้ทีมกองบรรณาธิการจึงมี ของเล่นเด็ก 3 ขวบ มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

ของเล่นเด็ก 3 ขวบ เสริมพัฒนาการ ควรเลือกอย่างไรให้ลูกชอบ คุณแม่เลิฟ

ของเล่นเด็ก 3 ขวบ

พัฒนาการ 3 ด้านในเด็ก 3 ขวบ

เด็กสามขวบต่างจากวัยทารกตรงที่สามารถเคลื่อนไหวไปมาเองได้ ร่างกายและสมองพัฒนาขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง สามารถพูดคุยสื่อสาร และรู้จักการใช้เหตุผลแบบง่าย ๆ ได้ ดังนั้นการเลือกของเล่นที่เน้นฟังเสียง หรือเป็นเคลื่อนไหวห่าง ๆ ให้มองเห็นได้เท่านั้น จึงไม่เพียงพอต่อพัฒนาการของลูกอีกต่อไป ของเล่นเด็ก 3 ขวบ ควรจะมีผลต่อพัฒนาการ 3 ด้านได้แก่

  • พัฒนาการทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว 

ในช่วงวัยสามขวบนี้ เด็กสามารถทรงตัวได้ดี เล่นกระโดดสูงได้ หรือกระโดดได้ไกลโดยทรงตัวเมื่อลงถึงพื้นได้ดี เขย่งก้าวกระโดด หรือเขย่าตัวเพื่อหยิบของในจุดที่อยู่สูงกว่าความสูงของตนเองได้ ยืนขาเดียวได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กจะภูมิใจและมีความสุขกับการไม่อยู่นิ่ง ดังนั้นของเล่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับร่างกายให้เป็นระบบจะทำให้เด็กจดจ่อทำและมีความสุข เช่น ดินสอสีเทียนหรือสีไม้ ลูกบอล บาร์สำหรับกระโดดเกาะ งานประดิษฐ์ง่าย ๆ ที่ได้ปั้นหรือตัดกระดาษ

 

  • พัฒนาการทางสังคม การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์

การเรียนรู้คำศัพท์ที่มากขึ้น ทำให้เด็กสื่อสารกับพ่อแม่หรือคนรอบข้าง ตั้งคำถามเพื่อพูดคุยกับคนรอบ ๆ หากเด็กได้พบว่าตนเรียนรู้ที่จะพูดได้มากขึ้น สื่อสารได้มากขึ้น และเข้าใจคนรอบตัวมากขึ้น เริ่มสอนได้ถึงสิ่งที่ควรพูด หรือมารยาทการแสดงออก เด็กจะรู้สึกเพลิดเพลิน และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้เด็กอาจเรียนรู้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือซึมซับอากัปกิริยาที่ไม่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการอาจส่งเสริมการสวมบทบาทอาชีพต่าง ๆ การพูดคุยถามตอบ การเลียนแบบท่าทางหรือแสดงอารมณ์ความรู้สึก

 

  • พัฒนาการด้านสติปัญญา

แบ่งประเภทสิ่งต่าง ๆ ได้ตามลักษณะรูปร่าง สี หรือขนาด สามารถจับคู่ภาพหรือสิ่งของ อธิบายรูปภาพต่าง ๆ หรือสถานการณ์ได้ด้วยคำศัพท์ที่ไม่ซับซ้อน บางคนสามารถนับเลขอย่างง่ายหรือท่องตัวอักษรในภาษาต่าง ๆ ได้ เรียนรู้บทบาทหน้าที่ง่าย ๆ และทำตามได้ สามารถสอนเพลงหรือกลอนง่าย ๆ และจำได้ แยกแยะคนรู้จักกับไม่รู้จักได้ เพราะฉะนั้นของเล่นที่เป็นพวกบล็อกไม้ให้แยกรูปร่าง แยกสี ไปจนถึงตัวต่อเลโก้ง่าย ๆ หรือการเลือกภาพตามเรื่องเล่าก็สามารถนำมาให้เล่นได้

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการมีของเล่น

เนื่องจากของเล่นมีผลต่อทักษะของเด็ก และในการสอบเข้าโรงเรียนอนุบาลมีชื่อเสียงหลายแห่ง แม้แต่เด็กเล็กก็อาจถูกคาดหวังให้ใช้งานของเล่นเพื่อแสดงทักษะของตัวเองให้ผู้ใหญ่เห็น ประกอบกับโลกทุกวันนี้มีเรื่องของการแข่งขันในโลกของการทำงาน ทำให้ผู้ใหญ่หลายท่านคิดถึงของเล่นในแง่ที่จะทำให้เด็กเก่งแต่ของเล่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เล่น หัวใจของการเล่น จึงไม่ควรขาดจาก “ความสนุก”

ความสนุกที่มาเป็นลำดับแรก จะทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ดีต่อของเล่นและช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ปล่อยให้เล่น ดังนั้นจึงอยากเล่นและเข้าหาของเล่นบ่อย ๆ ไปพร้อมกับเกิดความสนุกที่รู้สึกได้เองซึ่งจะกระตุ้นเด็กให้เรียนรู้และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนอยากชวนคนอื่น ๆ เล่นด้วย 

เด็กเก่ง ๆ หลายคนที่ผู้ปกครองไม่ต้องเคี่ยวเข็ญแต่กลับแสวงหากิจกรรมหรือการเรียน เพราะพวกเขารู้สึกได้เองว่ากิจกรรมหรือการเรียนนั้นก็สนุกเหมือนกับของเล่นที่พวกเขาได้มีประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือเคยมีประสบการณ์กับการเล่นที่สนุกมาก่อน

 

ความสนุกของเด็ก 3 ขวบที่ต้องมีผู้ดูแล

ผู้ใหญ่ควรมีบทบาทในการเล่นของเด็ก เวลาเล่นควรถูกจัดสรรอย่างเหมาะสม เพราะถ้าปล่อยให้เล่นสนุกอยู่ตลอด ไม่มีการแบ่งเวลา ไม่มีกติกา เด็กอาจติดเล่น และไม่อยากทำตามระเบียบวินัยต่าง ๆ มีท่าทีปฏิเสธอย่างรุนแรงเมื่อถูกจับแยกจากของเล่น 

ผู้ใหญ่ควรใช้เวลากับเด็กขณะเล่นในบางครั้ง หรือเล่นด้วยทุกครั้ง ไม่เพียงปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียว ควรช่วยอธิบายถึงสิ่งต่าง ๆ ในขณะที่เด็กเรียนรู้หรือกำลังสนุก เพราะจะทำให้เด็กรับรู้ว่าการเล่นนั้นมีวัตถุประสงค์อยู่ แต่วัตถุประสงค์ เป็นตัวเด็กที่จะต้องบรรลุเอง ผู้ใหญ่ไม่ควรคาดหวังเร็วเกินไปที่จะเห็นเด็กทำได้ หรือทำถูกต้องทุกอย่างหรือทุกครั้งราวกับเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

10 ของเล่นที่เด็กวัย 3 ขวบต้องการ

  • ชุดกรรไกรฝึกหัดหัดตัดภาพ แบรนด์  Melissa & Doug หาซื้อได้ที่ Minene (มิเนเน่)

เป็นชุดการเรียนรู้ที่มีทั้งกรรไกรและภาพสำหรับตัด ตัวกรรไกรถูกแบบมาสำหรับเด็กวัยสามขวบ มีขนาดเล็กและเป็นกรรไกรเซฟดี้ที่ออกแบบมาเพื่อให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเด็ก ๆ จะได้ใช้ฝึกทักษะการบังคับมือได้สะดวก ตอนใช้งาน เด็กต้องจดจ่อกับเส้นรูปวาดที่ตัด จึงได้สมาธิเพิ่มขึ้น อีกทั้งรูปที่ตัดนั้น ยังสามารถนำมาใช้เล่นเป็นภาพจิ๊กซอว์ ทบทวนการนับจำนวนชิ้น ไล่ชื่อสี หรือเรียนรู้คำศัพท์เพิ่มเติมเมื่อมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยได้ 

อ้างอิง: https://th.minenethailand.com/

ของเล่นเด็ก 3 ขวบ

ที่มาภาพ: https://th.minenethailand.com/

 

  • เซ็ตแป้งโดว์ Super Soft Organic Dough แบรนด์ Joan Miro

วัตถุดิบหลักของแป้งโดว์คือแป้งข้าวสาลี น้ำ และสีปลอดสาร โดยในหนึ่งชุดมีแป้งโดว์หลายกระปุก แยกเป็นสี ๆ ขนาดบรรจุ 50 กรัมต่อกระปุก อยู่ในบรรจุภัณฑ์พิมพ์ลายน่ารักที่สามารถนำมาใช้เป็นแบบในการปั้นได้ ตัวแป้งโดว์นั้นนุ่ม ปั้นง่าย ไม่มีกลิ่น และใช้ซ้ำได้ หากพบว่าแป้งโดว์แข็ง เพียงพรมน้ำอุ่นและนวด แป้งโดว์แข็ง ๆ จะกลับมานุ่มอีกครั้ง

อ้างอิง: https://www.joanmirothailand.com/

ของเล่นเด็ก 3 ขวบ

ที่มาภาพ: https://www.joanmirothailand.com/

 

  • ของเล่นสำหรับเล่นสวมบทบาท แบรนด์ J’Odore (ฌาดอร์) หาซื้อได้ที่ Toys “R” Us 

แบรนด์นี้มีของเล่นมากมายที่เป็นทรงเครื่องไม้เครื่องมือ พาหนะ หรือสิ่งก่อสร้างขนาดย่อส่วนที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการสวมบทบาทต่าง ๆ สีสันสดใสแต่เป็นสีที่ปลอดสารพิษ ปลอดภัยสำหรับเด็ก และมีส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบางชุดผลิตภัณฑ์เป็นไม้ น้ำหนักจึงเบา ในการเล่น ผู้ปกครองควรคอยดูแลเพราะเด็กอาจจะนึกสนุกอยากจะลองเอาเข้าปากดู เพื่อความปลอดภัยจึงต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิด

อ้างอิง: https://www.toysrus.co.th/th-th/jadore

ของเล่นสำหรับเด็ก

ที่มาภาพ: https://www.toysrus.co.th/

 

อ่านต่อ… ของเล่นเด็ก 3 ขวบ เสริมพัฒนาการ ควรเลือกอย่างไรให้ลูกชอบ คุณแม่เลิฟ ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Continue reading “ของเล่นเด็ก 3 ขวบ เสริมพัฒนาการ ควรเลือกอย่างไรให้ลูกชอบ คุณแม่เลิฟ”

ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง วัคซีนโควิดเด็กเล็ก

อย.อนุมัติแล้ว ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง ใช้ในเด็กเล็ก 6เดือน-5ปี

ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง สำหรับเด็กเล็ก 6 เดือน-5ปี ได้รับการอนุมัติจาก อย. แล้ว ผ่านการรับรองว่าสามารถป้องกันโรคโควิด 19 ได้ถึง 80.3% พ่อแม่ที่มีเด็กเล็กเตรียมตัว

อย.อนุมัติแล้ว ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง ใช้ในเด็กเล็ก 6เดือน-5ปี!!

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 นายแพทย์ ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 คณะอนุกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์ที่เป็นวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้มีมติเห็นชอบการขยายขอบเขตข้อบ่งใช้ของวัคซีนโคเมอร์เนตี ของบริษัท ไฟเซอร์ จำกัด เป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี วัคซีน ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง แล้ว

โดยก่อนหน้านี้บริษัทไฟเซอร์ได้รับอนุญาตให้ใช้วัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิในผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และมีการขยายอายุให้ใช้ในกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี สำหรับการฉีดในกลุ่มเด็ก โดยมีขนาดการใช้วัคซีนลดลงเหลือ 10 ไมโครกรัม เป็นการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 21 วัน โดยกลุ่มเด็กดังกล่าวได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว และในส่วนสำหรับการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กเล็ก 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี ที่กำลังจะมีการฉีดกันนั้น จะมีข้อบ่งชี้การใช้อย่างไร ปริมาณของวัคซีนเป็นเท่าไหร่ รวมถึงผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ใครควรได้รับบ้างนั้น เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมตัว เตรียมข้อมูล ศึกษากันให้ละเอียดก่อนตัดสินใจพาลูกหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด 19 ครั้งนี้ กัน ดังนี้

ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง สำหรับเด็ก 6 เดือน -น้อยกว่า 5 ปี
ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง สำหรับเด็ก 6 เดือน -น้อยกว่า 5 ปี

ประสิทธิภาพการป้องกันโรคโควิด 19 มากถึง 80.3% !!

ก่อนจะเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ให้กับลูกน้อย เรามาทำความเข้าใจกับโรคนี้กันสักเล็กน้อย

COVID 19 เกิดจากเชื้อ Coronavirus หรือที่เรียกกันว่า SAR CoV-2 โดยเราสามารถติดโควิด 19 ได้จากบุคคลอื่นที่มีเชื้อไวรัสนี้ ผู้ได้รับเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นโรคทางเดินหายใจที่อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่น โดยผู้ที่เชื้อโควิด 19 มีอาการหลากหลายกันไป ประเมินจากรายงานที่ผ่านมา โดยมีอาการไม่รุนแรงไปจนถึงอาการรุนแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิต อาการอาจปรากฎขึ้น 2-14 วันหลังจากสัมผัสกับไวรัส โดยอาการทั่วไปที่พบ ได้แก่

  1. มีไข้ หนาวสั่น
  2. ไอ หายใจถี่
  3. เหนื่อยล้า
  4. ปวดกล้ามเนื้อ หรือร่างกาย ปวดหัว
  5. สูญเสียรสชาติ หรือกลิ่น
  6. เจ็บคอ
  7. มีน้ำมูก
  8. คลื่นไส้ อาเจียน
  9. ท้องเสีย

โดยอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ และสำหรับในเด็กทารก การสังเกตอาการป่วย เพื่อให้สามารถแยกแยะโรคได้ว่า ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 หรือไม่ คงเป็นเรื่องที่สังเกตลำบากอยู่สักหน่อย

การสังเกตอาการโรคโควิด-19 ในเด็กแรกเกิด ควรพิจารณาร่วมกับประวัติการสัมผัสโรคกับผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิดที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 ด้วย โดยหากเด็กแรกเกิดมีอาการดังนี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการประเมินความรุนแรงของอาการ และตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

  1. ซึมลง ดูดนมได้น้อยลง
  2. ผื่นขึ้นตามตัว
  3. คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอแห้ง หรือมีเสมหะ
  4. หายใจลำบาก หายใจเร็วกว่าปกติ หรือหายใจมีเสียงดัง
  5. อาเจียน ท้องเสีย
  6. มีไข้
วัคซีนป้องกันโควิด19 ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง
วัคซีนป้องกันโควิด19 ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง

ประสิทธิผลของวัคซีนการป้องกันโรคโควิด 19 ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง อยู่ในเกณฑ์ดี!!

ได้มีผลการทดสอบ (ผ่านการทดสอบในเด็กกว่า 4500 คน) แสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนสามโดสต่อโรคตามอาการ คือ 80.4% ในช่วงเวลาที่ Omicron แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา

วัคซีนเคยใช้มาก่อนหรือไม่?

บุคคลหลายล้านคนอายุ 5 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech COVID-19 ภายใต้ EUA ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2020 ในการทดลองทางคลินิก

  • เด็กอายุ 6 เดือน -23 เดือน ประมาณ 1200 คน
  • เด็กอายุ 2-4 ปี ประมาณ 1800 คน
  • อายุ 5-11 ปี ประมาณ 3100 คน

ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ อย่างน้อย 1 ครั้ง ในการทดลองทางคลินิกอื่น ประมาณ 23,000 คนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech COVID-19 อย่างน้อย 1 ครั้ง วัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 4 ปีประกอบด้วย mRNA และไขมันที่เหมือนกัน แต่มีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ต่างกันเมื่อเทียบกับวัคซีน 3 ฉบับปรับปรุง: 28 มิถุนายน 2565 ที่ได้รับการศึกษาในการทดลองทางคลินิก การใช้ส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ต่างๆ ช่วยให้วัคซีนมีเสถียรภาพภายใต้อุณหภูมิที่แช่เย็น

ที่มา : labeling.pfizer.com

ปริมาณการใช้วัคซีน ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง 

สำหรับปริมาณการใช้วัคซีนในกลุ่มเด็กอายุ 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี นั้น จะใช้วัคซีนโดสละ 0.2 มิลลิลิตร  (3 ไมโครกรัม) ฉีด 3 เข็ม

ระยะห่างระหว่างเข็ม

การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในกลุ่มเด็กเล็ก 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปีนี้ จะมีระยะห่างระหว่างเข็ม ดังนี้

  • จะได้รับเข็ม 2 ห่างจากเข็ม 1 เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์
  • เข็ม 3 ห่างจากเข็ม 2 เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์

อ่านต่อ ผลข้างเคียงที่พบจากการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ฝาม่วงแดง คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

hypothyroidism

Hypothyroidism ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งป้องกันได้ ลูกไม่เอ๋อ!

Hypothyroidism – เชื่อว่าในประเทศไทยหรือทั่วโลก อดีตถึงปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่มีเด็กที่ขาดโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที ในช่วงขวบเดือนแรกของชีวิต กับการป่วยด้วยภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด ส่งผลให้เราเสมือนสูญเสียมันสมองหรืออนาคตของชาติไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยภาวะนี้หากเกิดขึ้นและไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที สามารถส่งผลกระทบต่อ สมอง ระบบประสาท การเรียนรู้ และสติปัญญาของเด็กได้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “โรคเอ๋อ”

Hypothyroidism ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งป้องกันได้ ลูกไม่เอ๋อ!

ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด (Congenital hypothyroidism) หมายถึงการขาดหรือขาดฮอร์โมนไทรอยด์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ความบกพร่องทางพันธุกรรม การคลอดก่อนกำหนด หรือการขาดสารไอโอดีนของมารดา อาจส่งผลให้เกิดปัญหากับการพัฒนาของต่อมไทรอยด์หรือการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวนี้ โดยปกติการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดจะระบุภาวะพร่องไทรอยด์ที่มีมาแต่กำเนิด แม้ว่าทารกมักไม่มีอาการหรืออาการแสดงของภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำตั้งแต่แรกเกิด แต่อาจมีความผิดปกติบางอย่างที่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้

สัญญาณ และ อาการ Hypothyroidism

ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำแต่กำเนิดอาจไม่มีอาการหรืออาการแสดงของภาวะนี้ เป็นเพราะการมีฮอร์โมนไทรอยด์ของมารดาหรือการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ตกค้างอยู่ แต่อาการและอาการแสดงบางอย่างที่ลูกน้อยของคุณอาจมี ได้แก่

  • เส้นรอบวงศีรษะที่เพิ่มขึ้น ความง่วง (ขาดพลังงาน นอนเกือบตลอดเวลา ดูเหมือนเหนื่อยแม้จะตื่นอยู่)
  • เคลื่อนไหวช้า
  • ร้องไห้มากผิดปกติ
  • มีปัญหาการกิน
  • ท้องอืด ท้องผูกเรื้อรัง
  • ลิ้นโต
  • ผิวแห้ง
  • อุณหภูมิร่างกายต่ำ
  • ดีซ่าน หรือ ตัวเหลืองเป็นเวลานาน
  • คอพอก (ต่อมไทรอยด์โต)
  • มวลกล้ามเนื้อต่ำผิดปกติ
  • หน้าบวม แขนขาเย็น
  • ผมหนาหยาบ
  • กระหม่อมใหญ่
  • สะดือ (ยื่นออกมา) ไส้เลื่อน
  • การเจริญเติบโตช้า

เด็กที่เกิดมาพร้อมกับต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง สามารถพัฒนาความบกพร่องทางสติปัญญาได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ซึ่ง IQ ของเด็กอาจลดลงทุกๆ สองสามเดือนที่การรักษาล่าช้า การเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูกอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของภาวะพร่องไทรอยด์ที่มีมา แต่กำเนิด ได้แก่ การเดินผิดปกติมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ พูดช้า มีพฤติกรรมคล้ายออทิสติก มีปัญหาการมองเห็นและการได้ยิน ปัญหาเกี่ยวกับความจำและความสนใจ แม้จะได้รับการรักษา (หลังจากคลอดเกิน 3 เดือน) เด็กที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำแต่กำเนิด อาจเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

โรคเอ๋อในทารก
โรคเอ๋อในทารก

สาเหตุของ Hypothyroidism

โดยทั่วไปภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด มีสองชนิด ได้แก่ แบบถาวร และ แบบชั่วคราว นอกจากนี้ ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติแต่กำเนิด มักพบได้บ่อยในทารกที่มีปัญหาหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือกลุ่มอาการดาวน์ 

อย่างไรก็ตาม Hypothyroidism แต่กำเนิด ในทารกแรกเกิด อาจเกิดจากสาเหตุ อื่นๆ ต่อไปนี้ได้

  • ต่อมไทรอยด์ที่ขาดหายไป รูปร่างไม่ดี หรือมีขนาดเล็กผิดปกติ
  • ความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์
  • แม่ได้รับไอโอดีนในปริมาณที่น้อยเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์
  • รังสีไอโอดีนหรือการรักษาต่อมไทรอยด์สำหรับมะเร็งต่อมไทรอยด์ในระหว่างตั้งครรภ์
  • การใช้ยาที่ขัดขวางการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ เช่น ยาต้านไทรอยด์ ซัลโฟนาไมด์ หรือลิเธียม ในระหว่างตั้งครรภ์
  • การขาดสารไอโอดีนยังคงเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ป้องกันได้  เนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถสร้างไอโอดีนเองได้ เราจึงต้องได้รับจากอาหาร

 การตรวจคัดกรอง Hypothyroidism 

ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติแต่กำเนิดมักตรวจพบได้โดยการตรวจเลือดทารกแรกเกิดด้วยการเก็บตัวอย่างเลือดที่ส้นเท้าซึ่งทำได้ภายในไม่กี่วันหลังคลอด การตรวจคัดกรองโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ จะดูที่ค่าของฮอร์โมน 2 ตัวได้แก่ TSH และ T4

  • ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH): ช่วงแรกเกิด ค่าปกติคือ 1.7 ถึง 9.1 mU ต่อลิตร ซึ่งค่าระดับสูง สามารถบ่งบอกถึงภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • ไทรอกซิน (T4): ช่วงแรกเกิด ค่าปกติคือ 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร (129 นาโนโมลต่อลิตร) ซึ่งค่าระดับต่ำสามารถบ่งบอกถึงภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

*อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชน และ โรงพยาบาลรัฐ อาจมีการตั้งเกณฑ์ค่าของระดับฮอร์โมนในการคัดกรองโรคแตกต่างกันในการระบุการเกิดภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติแต่กำเนิด 

หากการตรวจเลือดเบื้องต้นระบุถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การติดตามผลมักรวมถึงการตรวจซ้ำหลังจากผ่านไปประมาณสองถึงสามสัปดาห์ โดยทั่วไปแล้วจำเป็นต้องมีการทดสอบการถ่ายภาพเพื่อสร้างภาพต่อมไทรอยด์หากการตรวจเลือดของต่อมไทรอยด์ยังคงผิดปกติ หากมีปัญหาอื่นๆ เช่น ความบกพร่องของหัวใจหรือลักษณะใบหน้าที่ผิดปกติ อาจจำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อประเมินหัวใจหรือการทดสอบทางพันธุกรรม 

อ่านต่อ…Hypothyroidism ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งป้องกันได้ ลูกไม่เอ๋อ! ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

งานจิตอาสา ทักษะชีวิต

รวม! งานจิตอาสา ช่วยปลูกฝังพัฒนาทักษะชีวิตลูกเริ่มได้ทุกวัย

งานจิตอาสา ให้อะไรมากกว่าที่คิด ในสังคมยุคใหม่ที่ต่างคนต่างอยู่ ทักษะชีวิตเช่นการเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกันจางหาย มาสร้างลูกให้มีจิตสาธารณะเพื่อสังคมน่าอยู่กัน

10 งานจิตอาสา ช่วยปลูกฝังพัฒนาทักษะชีวิตลูก เริ่มได้ทุกวัย!!

แพทย์หญิงถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ว่าทำไมเด็กยุคนี้ต้องทำงานจิตอาสา คุณหมอบอกว่า การทำงานจิตอาสาเป็นสิ่งที่ช่วยปลูกฝังให้เด็กมีทักษะชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ การเสียสละ การมีน้ำใจ ความขยัน อดทน ความรับผิดชอบ การเข้าสังคม อ่อนน้อมถ่อมตน ลดความเห็นแก่ตัว มีเมตตาต่อกันทำให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการเห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กยุคนี้ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย การติดต่อสื่อสารกันหรือการเรียนรู้ส่วนใหญ่มักผ่านทางหน้าจอ ทำให้ขาดทักษะที่สำคัญในชีวิตหลายอย่าง แต่ข้อควรระวังคือการทำงานจิตอาสาแล้วถ่ายรูปโพสใน facebook หรือ instagram เพื่อจุดประสงค์ในการให้คนเข้ามาชมหรือคอมเม้นท์ เด็กๆก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากงานจิตอาสาที่แท้จริง

ที่มา : ปิดเทอมสร้างสรรค์

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม!!

วิถีชีวิตของสัตว์แต่ละชนิด ก็ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่สายพันธุ์ แล้วมนุษย์ล่ะ!! ว่ากันว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม เพราะมนุษย์มีการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นหมวดหมู่ มิได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงคนเดียวตามลำพังแต่อย่างใด เนื่องจากมนุษย์ต้องทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (คำกล่าวของอริสโตเติ้ล นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของกรีก) แต่ละคนต่างก็ต้องการที่จะเสริมสร้างความสุข ความมั่นใจ และความปลอดภัยให้กับตนเองอยู่เสมอ ดังนั้นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์จึงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี สังคมจึงเป็นแหล่งรวมศูนย์ทางความคิดที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นนั่นเอง

กิจกรรมช่วยงานสาธารณะ ปลูกฝังทักษะชีวิต
กิจกรรมช่วยงานสาธารณะ ปลูกฝังทักษะชีวิต

ทักษะการใช้ชีวิตร่วมกันกำลังจะหายไป!!

ในสังคมยุคปัจจุบันเราเคยสังเกตกันบ้างไหมว่า การปฎิสัมพันธ์กันของมนุษย์นั้นเริ่มลดน้อยถดลง แม้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยให้โลกนั้นแคบลงก็ตาม การติดต่อสื่อสารกันทำได้ง่ายขึ้นแม้ว่าเราจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน แต่ทำไมเด็ก ๆ ในยุคใหม่ ถึงขาดทักษะการอยู่ร่วมกัน การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม หรือแม้แต่หลักในการเข้าหาพบปะพูดคุยถึงลดลง

เราควรกลับมามองและให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นของเด็กกันให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาที่เราได้ตั้งข้อสังเกตกันไว้ในเบื้องต้น เพราะการทำกิจกรรมรวมกลุ่มกันนั้น สามารถมอบทักษะการใช้ชีวิตให้แก่เด็ก โดยที่ไม่สามารถหาได้จากในตำราเรียน

ทักษะชีวิต สำคัญอย่างไร?

ทักษะชีวิต (Life Skills) เป็นทักษะภายในที่จะช่วยให้เด็กสามารถเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข หรืออาจกล่าวได้ว่าทักษะชีวิต คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างปลอดภัย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดทักษะชีวิตไว้ 10 ทักษะ ได้แก่

  1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เป็นความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีระบบ เช่น ถ้าบุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทำของตนเองที่เกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสุขภาพหรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลที่ได้จากการตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะมีผลต่อการมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ
  2. ทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving) เป็นความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมีระบบ ไม่เกิดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจจนอาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โตเกินแก้ไขได้
  3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) เป็นความสามารถในทางความคิด ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหา โดยใช้วิธีการคิดแบบสร้างสรรค์เพื่อค้นหาทางเลือกต่าง ๆ รวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นในแต่ละทางเลือก และสามารถนำประสบการณ์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
  4. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และประเมินปัญหาหรือสถานการณ์ที่อยู่รอบตัวที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสามารถช่วยให้เด็กตระหนัก และประเมินผลสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อทัศนคติ และพฤติกรรมของตนเอง เช่น การรู้จักคุณค่าในตนเอง การจัดการกับความกดดันจากเพื่อนๆ หรือการรับข้อมูลจากสื่อต่างๆ
  5. ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เป็นความสามารถในการใช้คำพูด และท่าทางเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสมกับวัฒนธรรมและสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การแสดงความต้องการ การแสดงความชื่นชม การขอร้อง การเจรจาต่อรอง การตักเตือน การช่วยเหลือ การปฏิเสธ
  6. ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal relationship) เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและกัน สามารถรักษาสัมพันธภาพไว้ได้ยืนยาว
  7. ทักษะการตระหนักรู้ในตน (Self-awareness) เป็นความสามารถในการค้นหา รู้จักและเข้าใจตนเอง เช่น รู้ข้อดีข้อด้อยของตนเอง รู้ความต้องการและสิ่งที่ไม่ต้องการของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียดหรือสถานการณ์ต่างๆ และทักษะนี้ยังเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทักษะอื่นๆ เช่นการสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  8. ทักษะการเข้าใจผู้อื่น (Empathy) เป็นความสามารถในการเข้าใจความเหมือนหรือความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว อาชีพ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถยอมรับบุคคลที่ต่างจากเรา เกิดการช่วยเหลือบุคคลที่ด้อยกว่า หรือได้รับความเดือดร้อน
  9. ทักษะการจัดการกับอารมณ์ (Coping with emotion) เป็นความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รู้ว่าอารมณ์มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมอย่างไร รู้วิธีการจัดการกับอารมณ์โกรธและความโศกเศร้า ที่ส่งผลทางลบต่อร่างกายและจิตใจได้อย่างเหมาะสม
  10. ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with stress) เป็นความสามารถในการรับรู้ถึงสาเหตุของความเครียด รู้วิธีผ่อนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียดเพื่อให้เกิดพฤติกรรมในทางที่ถูกต้องเหมาะสมและไม่เกิดปัญหาด้านสุขภาพ

    ร่วมแรงร่วมใจทำงาน วิถีชีวิตสมัยก่อน
    ร่วมแรงร่วมใจทำงาน วิถีชีวิตสมัยก่อน

ทักษะชีวิตทั้ง 10 ทักษะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ ต้องอาศัยการฝึกฝน ซึ่งการที่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณลักษณะที่ดีนั้นต้องฝึกตนเองให้มีจุดแข็งในด้านทักษะการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการปฏิบัติตนที่เหมาะสม รู้จักที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเอง และพร้อมที่เผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น อีกทั้งมีความพร้อมที่จะจัดการกับชีวิตของตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี นั่นคือ ความฉลาดในการเข้าสังคม (SQ : Social Quotient)

งานจิตอาสา ปลูกฝังพัฒนาทักษะชีวิต!!

ทักษะชีวิตไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ ดังนั้นการให้ลูกได้ทำ กิจกรรมจิตอาสา เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยปลูกฝังให้เด็กได้ฝึกฝนการใช้ทักษะชีวิตในด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังทำให้เด็กเป็นผู้ที่มีจิตอาสา จิตใจเมตตากรุณา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้อื่น มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม เพื่อพัฒนาสังคมของเราให้น่าอยู่ และเป็นสุขต่อไป สังคมที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ หากร่วมกันทำให้น่าอยู่แล้ว ก็นับว่าเป็นการสร้างอนาคตทื่ดีให้ลูกอีกทางหนึ่งด้วย

อ่านต่อ>> รวมเว็บไซต์ งานจิตอาสา ให้เลือกตามชอบ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลาคลอด สิทธิและสวัสดิการ ของคุณแม่ลูกอ่อน

ลาคลอด สิทธิและประโยชน์ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับตามกฎหมาย ลาคลอดได้กี่วัน ในระหว่างลาคลอดได้รับค่าจ้างหรือไม่ ถ้าได้จะได้จำนวนเท่าไหร่ ต้องดำเนินการอย่างไร

ลาคลอด สิทธิและสวัสดิการ ของคุณแม่ลูกอ่อน

คุณแม่หลังคลอดต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆมากมาย เช่น แผลหลังคลอด  การเอาลูกเข้าเต้า การอาบน้ำลูก เป็นต้น ดังนั้นการ ลาคลอด เพื่อให้คุณแม่ได้จัดสรรชีวิตครอบครัวให้ลงตัว เตรียมพร้อมเพื่อไปทำงานได้อย่างราบรื่น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่กฎหมายได้ระบุไว้ รายละเอียดเป็นอย่างไร ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลมาให้แล้วค่ะ

คุณแม่ตั้งครรภ์ ลาคลอด
คุณแม่ตั้งครรภ์ ลาคลอด

ลาคลอด สิทธิและสวัสดิการ ของคุณแม่ลูกอ่อน

กฎหมายใหม่ สิทธิลาเพื่อคลอดบุตร

เพิ่มวันลาคลอด จากเดิม 90 วัน เป็น 98 วัน

และการลาเพื่อคลอดบุตรหมายความรวมถึงการลาเพื่อไปตรวจครรภ์ก่อนคลอดด้วย

ซึ่งหมายถึง วันที่ลูกจ้างลาไปตรวจครรภ์ก็ให้นับรวมใน 98 วันด้วย

ส่วนการจ่ายค่าจ้างในวันลา ไม่มีการแก้ไข คือลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงที่ลา 45 วัน เช่นเดิม

ส่วนอีก 8 วันที่เพิ่มขึ้น (ในกรณีลูกจ้างใช้สิทธิลาครบ 98 วัน) นายจ้างจะจ่ายหรือไม่ ก็แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งควรจะตกลงให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

กรณีลาคลอดแล้วเกิดแท้งลูก

มีประเด็นถามกันมาตลอด คือ ลูกจ้างลาคลอดแล้วปรากฎว่าลูกจ้างแท้งลูก ลูกจ้างยังหยุดงานต่อไปหรือจะต้องกลับเข้าทำงานหลังจากพักฟื้นร่างกายแล้ว กรณีนี้ กฎหมายมิได้เขียนไว้ และศาลไม่เคยตัดสินไว้ เช่นนี้ เมื่อลูกจ้างไม่มีบุตรที่ต้องเลี้ยงดูหลังคลอด สิทธิหยุดงานเนื่องจากลาคลอดน่าจะสิ้นสุดลงภายหลังจากที่สุขภาพของลูกจ้างได้พักฟื้นเป็นปกติพร้อมที่จะทำงานต่อไป ฉะนั้น หากนายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ลูกจ้างจะต้องกลับไปทำงานต่อไป

กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการแก้กฎหมายลาคลอด เพื่อคุ้มครองค่าจ้างทั้ง 98 วัน

โฆษกกระทรวงแรงงาน ได้แจงว่า กระทรวงแรงงานเดินหน้าปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทดแทนวันลาคลอดให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองทั้ง 98 วัน โดยสำนักงานประกันสังคมและนายจ้างรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างคนละครึ่ง

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า แม้สิทธิการลาเพื่อคลอดบุตรจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 90 วัน เป็น 98 วัน แต่ลูกจ้างยังมีความกังวลว่าจะได้รับค่าจ้างในส่วนวันลา 8 วัน หรือไม่ อย่างไรนั้น กระทรวงแรงงานเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ในเบื้องต้น ขอชี้แจงว่า ข้อกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ปัจจุบัน กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างลา แต่ไม่เกิน 45 วัน โดยลูกจ้างยังมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมอีก ร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน จึงเห็นได้ว่า จำนวนวันลา 8 วันที่เพิ่มขึ้นนั้น ลูกจ้างยังไม่ได้รับความคุ้มครองในเรื่องค่าจ้าง

ดังนั้นในเรื่องนี้กระทรวงแรงงาน จึงได้ดำเนินการให้สำนักงานประกันสังคมเสนอปรับแก้ไขกฎหมาย เพิ่มสิทธิให้กับลูกจ้าง โดยจะปรับเพิ่มประโยชน์ทดแทนให้ผู้ประกันตน จากร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน เป็นร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 98 วัน ซึ่งจะมีผลให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างในวันลาเพิ่มขึ้น จากสิทธิเดิม อีก 4 วัน ในส่วนของค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตร อีก 4 วัน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานประเมิลผลสัมฤทธิ์กฎหมาย เพื่อปรับแก้ไข พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพิ่มสิทธิให้กับลูกจ้าง ต่อไป ในส่วน อนุสัญญา ฉบับที่ 87 และ 98 อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะนำเข้า ครม. และสภาฯ ต่อไป เมื่อผ่านสภาฯ แล้ว จะนำไปสู่ขั้นตอนการรับรองอนุสัญญาฯ ต่อไป

ค่าจ้างในช่วงลาคลอด

ตามกฎหมายจะได้รับเงินจาก 2 ช่องทาง ดังนี้ั

  1. จากนายจ้าง ได้รับสิทธิ์การลาคลอดไม่เกิน 98 วัน และได้รับค่าจ้างจากนายจ้างจำนวน 45 วัน เช่น เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างจำนวน 15,000 บาท (คำนวณมาจากรายได้เฉลี่ยที่คิดเป็นรายวัน (10,000 / 30) x 45 วัน)
  2. จากสำนักงานประกันสังคม ผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน สำหรับการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิ (คำนวณจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ถ้าคุณแม่มีเงินเดือน 15,000 บาท หรือสูงกว่า 15,000 บาท ก็จะได้เท่ากับ 15,000 x 3 เดือน (90 วัน) x 0.5 = 22,500 บาท และสามารถใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง)

 

อ่านต่อ…ลาคลอด สิทธิและสวัสดิการ ของคุณแม่ลูกอ่อน คลิกหน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูก

10 ตัวช่วย เลี้ยงลูก เพื่อแม่มือใหม่ แม่ทั่วประเทศช่วยเลือกแล้ว ดีจริง!

คุณแม่ที่กำลังมองหาแนวทาง เลี้ยงลูก รวมทั้งไอเทมต่าง ๆ เพื่อการดูแลตัวเองและลูกให้มีความสุข กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอแนะนำ 10 ตัวช่วย เลี้ยงลูก ที่เราคัดสรรมาจากความเห็นคุณแม่ส่วนใหญ่ว่าดีจริง โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่หากกำลังจะคลอดลูก หรือกำลังดูแลลูกน้อยวัยทารกอยู่ บอกเลยว่ามีครบให้คุณแม่สะดวกสบายทั้งการ เลี้ยงลูก และดูแลตัวเองเลยค่ะ

สุดยอดตัวช่วยในการดูแลลูกน้อย ที่เรานำมาฝากกันนี้ เป็น 10 ไอเทมปัง ๆ เพื่อคุณแม่โดยเฉพาะค่ะ ที่เรารันตีคุณภาพและมีประโยชน์ จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

เลี้ยงลูก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

1. เพจ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

คุณแม่มือใหม่ที่รู้สึกเหนื่อยท้อแท้จากการ เลี้ยงลูก ลองกดติดตามเพจนี้เลยค่ะ เพราะคุณหมอประเสริฐ เป็นจิตแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กมายาวนาน จึงมีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก ๆ จนกลายเป็นเพจคุณหมอในดวงใจที่คุณแม่ส่วนใหญ่แนะนำ เข้าไปดูในเพจจะได้พบกับความรู้และจิตวิทยาในการดูแลลูกน้อยเต็มไปหมด ซึ่งการเลี้ยงดูลูกน้อยก็ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของลูกในแต่ละช่วงวัย ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มาก ๆ ทำกิจกรรมที่ชอบด้วยกัน เพื่อเสริมพัฒนาการให้เติบโตสมวัย หลาย ๆคำถามที่คุณแม่แก้ไม่ตก อาจมาได้คำตอบจากเพจคุณหมอก็ได้นะคะ คุณแม่ทั่วประเทศได้สนับสนุนและเลือกให้ เพจนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เป็นแนวทางในการช่วย เลี้ยงลูก ทำให้ได้รับรางวัลMOMMY’s CHOICE สาขา POPULAR CHILDREN’s EXPERT FANPAGE จาก Amarin Baby & Kids 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/prasertpp/?_rdc=1&_rdr

เลี้ยงลูก เพจ In J House

2. เพจ In J House

สำหรับคุณแม่ที่หาเพื่อนที่มีประสบการณ์เดียวกัน เข้าเพจ In J House ก็จะได้คำแนะนำดี ๆ กลับไป เลี้ยงลูก ค่ะ บล็อกเกอร์ในดวงใจที่คุณแม่หลายคนแนะนำคือ คุณแม่จอย รัชวรรณ เลิศประสิทธิ์โชค เจ้าของเพจ In J House พื้นที่ของครอบครัวที่มาแชร์เรื่องราวประจำวัน ความเป็นคุณแม่ลูกเล็กที่มาเล่าประสบการณ์เลี้ยงดูลูกน้อยได้อย่างน่ารัก การออกไปท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ให้ลูก การอบรมเลี้ยงดูแบบฉบับคุณแม่ยุคใหม่ แนะนำของใช้สำหรับแม่และเด็ก ความรักและใส่ใจของคุณพ่อกับคุณลูก สามีดูแลภรรยา ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ แถมยังได้เคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลลูกน้อยด้วย เพจ In J House ได้รับรางวัลจากการจากโหวตสนับสนุนของคุณแม่ทั่วประเทศ MOMMY’s CHOICE สาขา POPULAR ONLINE MOMMY INFLUENCER จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/injhouse/?_rdc=1&_rdr

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า TRYLAGINA

3. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า TRYLAGINA

พูดถึงเรื่องของผิวพรรณ ผู้หญิงเราต้องดูแลกันเสมออยู่แล้ว ยิ่งผ่านช่วงเวลามีลูก หรือเจอกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ผิวอาจเกิดความไม่เปล่งปลั่ง และริ้วรอยตามกาลเวลา ทั้งฝ้า กระ จุดด่างดำ จึงต้องมีตัวช่วยฟื้นฟูผิวที่ดีอย่างเซรั่มกระปุกแดงตัวนี้ ที่อุดมด้วย 3 ส่วนผสมหลัก ทั้ง Soluble Collagen ที่ช่วยให้ผิวนุ่ม ดูฉ่ำ มีน้ำมีนวล Sand Lily Extract ช่วยให้ผิวแลดูใสเปล่งประกาย และ EPS Seafill P ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และริ้วรอยจางลง หลายคนใช้แล้วพึงพอใจ จากผิวอ่อนล้าก็ดูสดใสขึ้น ช่วยฟื้นฟูผิวแบบรู้สึกได้จริง จนได้รับรางวัลมากมายจากหลายสถาบันเลยค่ะ คุณแม่ให้ความสำคัญ เลี้ยงลูก ด้วยความใส่ใจ แล้วอย่าลืมดูแลผิวพรรณของคุณแม่ให้สวยสดใสด้วยนะคะ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า Trylaginaได้รับรางวัล  EDITOR’s CHOICE สาขา BEST FACIAL SKINCARE FOR MOM จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.trylagina.co.th/th/canvas/forever-young-cn2a?fbclid=IwAR3qiu9uKPjM-yB0zrrzgB2qjGqLHE8j4Ta-tkACHt5PmwfBYsFuBNSIYfA

เลี้ยงลูก

4. ถุงเก็บน้ำนม SUNMUM

การปั๊มน้ำนมเก็บไว้จะช่วยให้คุณแม่สำรองน้ำนมไว้ใช้ในเวลาที่ไม่พร้อมให้ลูกน้อยเข้าเต้า และสะดวกในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างวัน เพราะฉะนั้นถุงเก็บน้ำนมจึงถือเป็นไอเทมสำคัญ ซึ่งถุงเก็บน้ำนม Sunmum เป็นถุงเก็บน้ำนมแม่ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกใหม่ 100% ปลอดภัยจากสารฟินอล ถุงและสีพิมพ์ผ่านการรับรองว่าปลอดภัยเมื่อใช้กับอาหาร ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมมา ระบบเดียวกับเครื่องมือแพทย์ เนื้อถุงลามิเนต 2 ชั้น ทนต่อเกล็ดน้ำแข็ง ไม่ฉีกขาดหรือรั่วซึมง่าย ขอบและก้นถุงก็ซีล แข็งแรงทนทาน รองรับการขยายตัวของน้ำนมขณะแช่แข็งด้วย การได้ เลี้ยงลูก ด้วยนมแม่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของคุณแม่ส่วนใหญ่เลยค่ะ ฉะนั้นเพื่อการเก็บน้ำนมแม่ให้คงคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ ถุงเก็บนมแม่ SUNMUM ถือเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณแม่ ถุงเก็บนมแม่ SUNMUM ได้รับรางวัล  MOMMY’s CHOICE สาขา BEST BREAST MILK STORAGE BAGS จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/sunmum.shop/?_rdc=1&_rdr

คอกกั้น GGUMBI

5. คอกกั้น GGUMBI

มาสร้างอาณาจักรให้เจ้าตัวน้อยได้มีพื้นที่เรียนรู้ของตัวเอง และยังช่วยดูแลเค้าให้ปลอดภัย คุณแม่ก็อุ่นใจด้วยคอกกั้นพลาสติกของ Ggumbi ผลิตมาจาก PP พลาสติก ปลอดภัยไร้สารปนเปื้อน ผ่านการรับรองมาตรฐาน BPA Free มาพร้อมเบาะรองคลานแบบไร้ร่อง นวัตกรรมใหม่จากเกาหลี Safety Door ประตูคอกกั้นล็อค 2 ชั้น ป้องกันเด็กให้ไม่สามารถเปิดประตูออกเองจากด้านใน มีช่องระบายอากาศ รวมทั้งช่องสำหรับมองเจ้าตัวน้อยได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่พลาดทุกช่วงเวลา ไม่ว่าคุณแม่จะทำกิจกรรมอะไรภายในบ้าน ส่วนความสูงได้มาตรฐานที่ 60 ซม. ช่วยให้เกาะยืนเดินได้ระดับพอดี คอกกั้นเป็นหนึ่งในไอเทมที่ช่วยให้คุณแม่ เลี้ยงลูก ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะคอกกั้นเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อยค่ะ GGUMBI คอกกั้นเด็ก ได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST SAFETY FENCE PLAYPEN จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://web.facebook.com/Ggumbi.thailand/?_rdc=1&_rdr

คลินิคเสริมความงาม The Klinique

6. คลินิคเสริมความงาม The Klinique

เรื่องความงามของผิวพรรณและรูปร่างเป็นส่วนนึงที่ทำให้ผู้หญิงเรามั่นใจในการใช้ชีวิตเลยนะคะ ยิ่งเวลาผ่านไปผิวก็ควรได้รับการดูแลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แนะนำให้มาปรึกษาที่ The Klinique คลินิคเสริมความงามที่มีนวัตกรรมยกกระชับ ปรับรูปหน้าและลดริ้วรอย ระดับเอเชียแปซิฟิค ดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และการผสมผสานศิลปะความงามจากนวัตกรรมทางการแพทย์มาตรฐานสหรัฐอเมริกา และยุโรป มีบริการครอบคลุมทุกปัญหาผิวและรูปร่าง เช่น Ulthera SPT+, ThermageFLX Pro, Pico Clear Enlighten, CopperBromide, eLos Plus, eMatrix, New YAG Laser รวมไปถึงกระชับสัดส่วน สลายไขมัน เวชศาสตร์ชะลอวัย และอีกมากมาย คุณแม่ให้เวลาเต็มที่ในการ เลี้ยงลูก แล้วอย่าลืมหาเวลามาดูแลตัวเองให้สวยสดใสเป็นคุณแม่ยังสาวกันนะคะ The Klinique คลินิคเสริมความงาม ได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST MEDICAL AESTHETICS CLINICS จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.theklinique.com/

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กออร์แกนิค BOTANIKA

7. ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กออร์แกนิค BOTANIKA

เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรออร์แกนิคที่อ่อนโยน มีสารสกัดจากสัปปะรดและมะนาว สามารถขจัดทั้งคราบฝังแน่น คราบนม คราบอาหาร คราบอาเจียน และคราบเลอะเปรอะเปื้อนต่าง ๆ ให้หลุดออกได้โดยง่าย ซึ่งสารสกัดจากผลไม้รสเปรี้ยวยังทำให้ผ้าอ่อนนุ่มโดยไม่ต้องใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มด้วย ส่วนสารสกัดจากส้มขม จะช่วยต้านแบคทีเรียและเชื้อราบนเสื้อผ้า มีสารสกัดจากดอกลาเวนเดอร์และวนิลา ช่วยให้ผ้าหอมตามธรรมชาติ ที่สำคัญคือปลอดสารเคมี ฟองน้อย ล้างออกง่าย เหมาะทั้งซักมือและซักเครื่อง และยังอ่อนโยนต่อผิวเด็กแรกเกิดและผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับลูกน้อยถ้ามาจากธรรมชาติย่อมดีเสมอค่ะ คุณแม่มีอีกหนึ่งตัวช่วยดี ๆ ในการดูแลเสื้อผ้าลูกให้สะอาดค่ะ BOTANIKA ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กออร์แกนิค ได้รับรางวัล NATURAL & ORGANIC สาขา BEST BABY LAUNDRY DETERGENT จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/botanikaorganic/

เลี้ยงลูก เป้อุ้มเด็ก POGNAE

8. เป้อุ้มเด็ก POGNAE

ตัวช่วยคุณแม่เวลาอุ้มลูกน้อยที่ควรมีจริง ๆ ค่ะ POGNAE เป็นแบรนด์ขายดีจากเกาหลีที่ดีไซน์ด้วยนวัตกรรมที่ใส่ใจในสรีระของลูกและคุณพ่อคุณแม่เวลาอุ้ม ช่วยให้ไม่ปวดหลัง คอ บ่า และไหล่ แม้จะอุ้มลูกเป็นเวลานาน จนได้รับการรับรองจากสถาบัน International Hip Dysplasia (IHDI)  เป็นรายแรกของเกาหลี รองรับทั้ง M Shape U Shape ของลูก ช่วยให้หลังไม่งอ ขาไม่โก่ง นอกจากนี้วัสดุผ้ายังกันน้ำ แต่ระบายอากาศได้ทุกทิศทาง โดยเฉพาะจุดที่มีเหงื่อเยอะอย่างช่วงหลังและก้นลูก สามารถปรับท่าอุ้มได้หลากหลาย มีระบบล็อคที่ปลอดภัย ซิปไร้เสียง ถอดซักทำความสะอาดง่าย ตัวช่วยในการดูแลลูกเล็ก ๆ บอกเลยว่าการมีเป้อุ้มเด็กคุณภาพดี จะช่วยให้คุณแม่ใช้ชีวิตที่บ้าน และนอกบ้านกับลูกได้สะดวกสบายมากขึ้นค่ะ POGNAE เป้อุ้มเด็ก ได้รับรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST BABY CARRIER จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.pognae.in.th/

เลี้ยงลูก เครื่องปั๊มนม SPECTRA

9. เครื่องปั๊มนม SPECTRA

คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกน้อยมีแล้วจะช่วยให้สบายตัวขึ้นมากนะคะ ตัวนี้เป็นเครื่องปั๊มนมรุ่นพกพา Dual Compact ตัวเครื่องเล็ก น้ำหนักเบา ดีไซน์เรียบหรูน่าใช้ โดดเด่นด้วยระบบ 2 มอเตอร์ แยกการทำงานซ้ายขวาอย่างอิสระ โหมดเด่นของเครื่อง คือ Stimulate เเละ Sucking Mode ทำให้เพิ่มปริมาณน้ำนมได้อย่างรวดเร็ว และยังถนอมหัวนม เพราะเลียนแบบการดูดของทารกตามธรรมชาติ คือ ดูด ปล่อย และพัก ช่วยให้รีดน้ำนมได้หมด กรวยปั๊มนมมีเทคโนโลยี Patented Technology “Spectra Back-Flow Protect Function” เพื่อความสะอาดปลอดภัย ลิขสิทธิ์เฉพาะสเปคตร้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังการันตีคุณภาพจากสถาบันชั้นนำระดับโลกทั้งในยุโรปและอเมริกา ให้ทุกความตั้งใจในการดูแลเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จ แนะนำว่าต้องมีตัวช่วยในการปั๊มนมนะคะ SPECTRA เครื่องปั๊มนม ได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST ELECTRIC BREAST PUMP จาก Amarin Baby & Kids 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม SPECTRA Dual Compact

เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขวดนมด้วยไอน้ำ NANNY

10. เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขวดนมด้วยไอน้ำ NANNY

ไอเทมชิ้นนี้เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก นั่นก็คือเครื่องนึ่งขวดนม NANNY ที่มีดีไซน์สวย ใช้งานง่าย ทำจากวัสดุอย่างดี เนื้อพลาสติก BPA Free ไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง ใช้งานสะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัส มีโหมดการทำงานให้เลือกทั้ง นึ่ง เป่าแห้ง หรือนึ่งพร้อมเป่าแห้ง ทำความสะอาดก็ง่าย ฟังก์ชั่นการทำงานของเครื่องนึ่งขวดนม NANNY มีอยู่ 3 โหมด ได้แก่ นึ่ง เป่าแห้ง และ นึ่งพร้อมเป่าแห้ง ตัวช่วยดี ๆ เพื่อให้คุณแม่มีความสุขกับการดูแลลูก ๆ แนะนำว่าต้องมีไว้ใช้กันนะคะ NANNY เครื่องนึ่งขวดนม ได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE BEST สาขา BABY BOTTLE STERILIZER จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/nannybabyproduct/posts/1755655304486238

 

 

อาการตั้งครรภ์

อาการตั้งครรภ์ สัญญาณเตือนว่าท้อง อาการตลอด 9 เดือน มีแบบไหนบ้าง? เช็คเลย!!

อาการตั้งครรภ์ – เมื่อคุณเลิกใช้การคุมกำเนิด และพยายามตั้งครรภ์อย่างจริงจัง บางครั้งอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณกำลังวางแผนมีลูกอาจทำให้คุณสงสัยว่าคุณท้องแล้วหรือเปล่านะ? ซึ่งก่อนที่คุณจะทำการทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง คุณอาจได้รับการแจ้งเตือนในรูปแบบและสัญญาณต่างๆ ของอาการตั้งครรภ์ระยะแรก แต่เนื่องจากสัญญาณต่างๆ ของการตั้งครรภ์ในช่วงแรกๆ เหล่านี้จะคล้ายกับอาการที่คุณมีก่อนมีประจำเดือน จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกความแตกต่างได้แม้ว่าวิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่าคุณตั้งครรภ์คือทำการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่บ้าน (จากนั้นจึงได้รับการยืนยันจากแพทย์) ดังนั้นวันนี้เราจะมาอธิบายถึงสัญญาณเตือนต่างๆ ที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังตั้งครรภ์ รวมถึงอาการระหว่างตั้งครรภ์ ทั้ง 3 ไตรมาส ที่มีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องของคุณแล้วค่ะ

อาการตั้งครรภ์ สัญญาณเตือนว่าท้อง อาการตลอด 9 เดือน มีแบบไหนบ้าง? เช็คเลย!!

อาการและอาการแสดงเริ่มต้น ของการตั้งครรภ์ที่พบบ่อยที่สุด

  • ประจำเดือนขาด หากคุณอยู่ในวัยที่พร้อมจะตั้งครรภ์ แต่รอบเดือนไม่มาตามปกติ หากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้นโดย เป็นไปได้ว่าคุณอาจกำลังตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการนี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้หากคุณมีรอบเดือนมาไม่ปกติด้วยสาเหตุอื่น
  • มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เช่น เต้านมบวม ตึงคัดเต้านม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้หน้าอกของคุณไวต่อความรู้สึก  ความรู้สึกไม่สบายต่างๆ จะลดลงหลังจากผ่านไปราวสองถึงสามสัปดาห์ เนื่องจากร่างกายของคุณจะสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนได้
  • คลื่นไส้ หรือ อาการแพ้ท้อง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน อาการมักเริ่มตั้งแต่หนึ่งถึงสองเดือนหลังจากการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกคลื่นไส้ได้ก่อนหน้านี้ และบางคนอาจไม่รู้สึกคลื่นไส้เลย แม้ว่าสาเหตุของอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์จะยังไม่ชัดเจน แต่ฮอร์โมนการตั้งครรภ์น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้
  • ปัสสาวะบ่อย คุณอาจพบว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากปริมาณเลือดในร่างกายของคุณเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ไตทำงานมากกว่าปกติ อีกทั้งมดลูกมีการขยายตัวขึ้น
  • อ่อนเพลีย เป็นหนึ่งในอาการสำคัญ ของอาการเริ่มแรกในการตั้งครรภ์ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรทำให้เกิดอาการง่วงนอน อ่อนเพลียในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรกๆ อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียได้

อาการ และ อาการแสดงอื่นๆ ของการตั้งครรภ์ ที่คุณอาจพบในช่วงไตรมาสแรก ได้แก่:

  • อารมณ์เสีย ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจทำให้คุณมีอารมณ์และร้องไห้ผิดปกติได้ อารมณ์แปรปรวนก็เป็นเรื่องธรรมดา
  • ท้องอืด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ในระยะแรกอาจทำให้คุณรู้สึกอึดอึดไม่สบายท้องคล้ายกับที่คุณรู้สึกเมื่อเริ่มมีประจำเดือน
  • เลือดออกจากช่องคลอดกระปริบกระปรอย นี่อาจเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ ภาวะเลือดออกจากการฝังตัวเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ปฏิสนธิไปฝังตัวอยู่บริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก  ซึ่งมักเกิดขึ้น ประมาณ 10 ถึง 14 วันหลังจากการปฏิสนธิ
  • ตะคริวกิน ผู้หญิงบางคนมีอาการตะคริวที่มดลูกเล็กน้อยในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดจากการขยายและบีบตัวของมดลูก
  • ท้องผูก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณช้าลง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการท้องผูก
  • เบื่ออาหาร เมื่อคุณตั้งครรภ์ คุณอาจรู้สึกไวต่อกลิ่นบางอย่างมากขึ้น และการรับรสของคุณอาจเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับอาการอื่นๆ ของการตั้งครรภ์ ความชอบด้านอาหารเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • คัดจมูก เลือดกำเดาไหล การเพิ่มระดับของฮอร์โมนและการผลิตเลือดของร่างกาย อาจทำให้เยื่อบุในจมูกของคุณอักเสบ บวม แห้ง และมีเลือดออกได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้คุณมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรืออาจมีเลือดกำเดาได้
  • มีน้ำลายส่วนเกิน หรือเรียกอีกอย่างว่า ptyalism gravidarum คุณแม่บางคนอาจมีน้ำลายสะสมในช่วงตั้งครรภ์ อาการนี้มักจะเริ่มในช่วงไตรมาสแรก และถือเป็นวิธีของร่างกายในการปกป้องปาก ฟัน และลำคอของคุณจากฤทธิ์กัดกร่อนของกรดในกระเพาะอาหาร
อาการคนท้อง
อาการคนท้อง

 

อาการและอาการแสดงเหล่านี้หลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับการตั้งครรภ์ บางคนอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังป่วยหรือประจำเดือนกำลังจะเริ่ม ในทำนองเดียวกัน คุณสามารถตั้งครรภ์ได้โดยไม่มีอาการเหล่านี้มากนัก

อย่างไรก็ตามหากคุณสังเกตเห็นสัญญาณหรืออาการต่างๆ ข้างต้น ให้ลองทำการทดสอบการตั้งครรภ์ที่บ้านหรือพบผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณ หากการทดสอบการตั้งครรภ์ที่บ้านของคุณเป็นบวก ให้นัดหมายกับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณ ยิ่งการตั้งครรภ์ของคุณได้รับการยืนยันเร็วเท่าใด คุณก็สามารถเริ่มการดูแลสุขภาพก่อนคลอดได้เร็วเท่านั้นซึ่งจะเป็นผลดีกับทั้งตัวคุณและลูกน้อยในครรภ์

หากคุณกำลังวางแผนที่จะตั้งครรภ์หรือเพิ่งรู้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ให้เริ่มรับประทานวิตามินก่อนคลอดทุกวัน วิตามินก่อนคลอดมักประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น กรดโฟลิกและธาตุเหล็ก เพื่อรองรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก เมื่อเป็นที่แน่ชัด แล้วว่าคุณตั้งครรภ์ต่อไปเรามาดูอาการที่จะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ตลอดทุกไตรมาสกันเลยค่ะ ว่าจะมีอาการแบบไหนบ้าง?

อ่านต่อ…อาการตั้งครรภ์ สัญญาณเตือนว่าท้อง อาการตลอด 9 เดือน มีแบบไหนบ้าง? ได้ที่หน้า2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นมสำหรับคนท้อง

นมสำหรับคนท้อง เสริมแคลเซียม ดีทั้งคุณแม่และคุณลูก

นมเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่งของคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องสูญเสียแคลเซียมส่วนหนึ่งในกระดูก ให้แก่ทารกน้อย เพื่อไปสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง มีรายงานทางการแพทย์ยืนยันว่าคุณแม่จำนวนไม่น้อย ที่หมอฟันตรวจพบฟันผุระหว่างการตั้งครรภ์ หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนสูงขึ้นในภายหลัง ดังนั้นผลิตภัณฑ์แคลเซียมอย่าง นมสำหรับคนท้อง ที่หาซื้อได้ง่ายและถูกออกแบบจากผู้ผลิตให้มีรสชาติที่ถูกปากจึงเป็นตัวช่วยที่คุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละบ้านจะขาดไปไม่ได้เลย

นมสำหรับคนท้อง เสริมแคลเซียม ดีทั้งคุณแม่และคุณลูก

นอกจากสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว สุขภาพของทารกก็สำคัญไม่แพ้กัน การได้รับแคลเซียมที่ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในทารก ซึ่งพบมากในทารกอายุ 3-10 เดือน หรือเด็กอายุไม่เกินสองขวบ โดยสิ่งที่ทารกต้องการในการเจริญเติบโต นอกจากแคลเซียมแล้วคือวิตามินดี และฟอสเฟต ซึ่งทั้งสองแร่ธาตุนั้นสามารถได้รับจากผลิตภัณฑ์จากนมเช่นเดียวกัน

นมสำหรับคนท้อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.freepik.com/

แคลเซียมที่เพียงพอ

ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้และเป็นปริมาณที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 500-600 มิลลิกรัมต่อวัน และเมื่อมีทารกอยู่ในครรภ์ด้วย เท่ากับความต้องการแคลเซียมคูณสอง หรืออยู่ที่ 1,000-1,200 มิลลิกรัมนั่นเอง 

ทุกอย่างที่ร่างกายรับเข้าไป จะถูกขับออกหรือไปสะสมในส่วนต่าง ๆ โดยนอกจากไม่สร้างประโยชน์แล้วยังอาจเป็นโทษก็ได้ ในกรณีของแคลเซียมที่ได้รับมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นนิ่วในไต หินปูนในเต้านม หลอดเลือดตีบ ฯลฯ

ดื่มนมชนิดไหน กี่แก้ว ถึงเพียงพอ

ปริมาณการดื่มนมที่เหมาะสม เป็นคำถามที่ชวนคิดเปรียบเทียบกับการดื่มน้ำเปล่า ซึ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดเหมาะสมกับระบบเผาผลาญ คนโดยทั่วไปเชื่อว่าควรจะดื่มน้ำสะอาดแปดแก้วต่อวัน ซึ่งหลาย ๆ คนแม้จะดื่มในปริมาณที่น้อยกว่านั้น แต่ได้รับของเหลวจากอาหารชนิดอื่น คุณแม่ตั้งครรภ์กับความต้องการแคลเซียมก็เช่นกัน แคลเซียมสามารถได้รับผ่านอาหารอื่น ๆ ได้ ความเหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับคุณแม่รับประทานอะไรบ้างต่อวันหรือต่อมื้อ

การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาจเพียงรับประทานในสิ่งที่ดีตามชอบใจ หรือรับประทานโดยมีการวางแผน ซึ่งไม่ว่ามีแผนหรือไม่ ข้อมูลของอาหารเพื่อสร้างเสริมสุขภาพก็ควรเรียนรู้ไว้ก่อน ในส่วนของนม  ที่จริงนั้นนมแบ่งเป็นหลายชนิด และแต่ละชนิดสามารถเสริมสร้างแคลเซียมได้ในปริมาณที่แตกต่างกันเมื่อวัดเทียบเป็นปริมาณการดื่ม 1 แก้วหรือ 200 มิลลิลิตร

  1. นมวัว ปริมาณแคลเซียม 112 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือตีเป็น 224 มิลลิกรัมต่อแก้ว
  2. นมอัลมอนต์ ปริมาณแคลเซียม 7.5 มิลลิกรัมต่อแก้ว
  3. นมแพะ ปริมาณแคลเซียม 283 มิลลิกรัมต่อแก้ว
  4. นมข้าวโอ๊ต ปริมาณแคลเซียม 120 มิลลิกรัมต่อแก้ว
  5. นมถั่วเหลือง ปริมาณแคลเซียมอยู่ที่ 300 มิลลิกรัมต่อแก้ว 
  6. นมข้าว ปริมาณของแคลเซียมอยู่ที่ประมาณ 20 มิลลิกรับต่อแก้ว แต่หากเป็นเบาหวานหรือเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานหรือโรคอ้วนระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกให้ห่างเพราะมีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมวัว

กรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานนมวัว เป็นไปได้ว่าต้องดื่ม 4-6 แก้วต่อวัน แต่ถ้าในหนึ่งวันได้รับประทานอาหารอื่น ๆ ที่เสริมสร้างแคลเซียมไปบ้างแล้ว อาจจะดื่มนมน้อยกว่านั้นได้ การดื่มนมมาก ๆ ไขมันในนมวัวอาจจะทำให้อ้วนได้ การตรวจสอบฉลากที่บอกคุณค่าทางโภชนาการเป็นสิ่งจำเป็น ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มนมทั้งนมวัวและนมชนิดอื่น ๆ ที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเพราะจะกระตุ้นให้เกิดอาการเบาหวานหรือโรคอ้วนได้ 

สำหรับคุณแม่ที่ไม่สามารถดื่มนมวัวได้เพราะแพ้โปรตีนในนมวัว หรือเป็นมังสวิรัติ อาจเลือกนมชนิดอื่นดื่มทดแทน และรับประทานอาหารอื่น ๆ ชดเชยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย

นมที่ควรหลีกเลี่ยง

นมดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเป็นอันตรายต่อสุขภาพทารกและคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแบคทีเรียลิสเทอเรีย เชื้อบรูเซลลา เชื้อซาโมเนลลา เชื้ออีโคไล และเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ ซึ่งอาการเบื้องต้นอาจจะแค่ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะแท้งบุตรหรือทารกในครรภ์เสียชีวิตด้วย 

คาเฟ่ที่ขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มซึ่งโฆษณาว่าใช้นมดิบ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงอาจจะต้องเลือกเมนูรับประทานอย่างระมัดระวัง คือหลีกเลี่ยงไม่ซื้อหรือไม่รับเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีนมดิบผสมมาดื่ม ทั้งนี้รวมไปถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ชีสและโยเกิร์ตจากผู้ผลิตหรือร้านอาหารบางแห่งด้วย การรับประทานนมควรเลือกนมที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแล้ว หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการความร้อนแล้ว  

 

อ่านต่อ… นมสำหรับคนท้อง เสริมแคลเซียม ดีทั้งคุณแม่และคุณลูก ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด

ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด 9 ประเภท ที่คุณแม่ควรเตรียมให้พร้อม

สมาชิกตัวน้อยคนใหม่ เป็นความน่าตื่นเต้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ และคนอื่น ๆ ในครอบครัว แต่ก่อนวันที่สมาชิกคนใหม่จะลืมตาดูโลก ทุกคนในครอบครัวคงอยากเตรียม ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด ให้พร้อมสำหรับการต้อนรับสมาชิกใหม่ ให้เรียบร้อยด้วยของใช้ที่เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด

ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด 9 ประเภท ที่คุณแม่ควรเตรียมให้พร้อม

ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด

หลักคิดที่นำมาใช้ในการเลือกของใช้ ลองหลับตาลงและจินตนาการว่าเด็กทารกจะทำกิจกรรมอะไรบ้างระหว่างวัน จะพบคำตอบที่เรียบง่าย การกิน นอน เล่น อาบน้ำ เป็นกิจกรรมหลักใหญ่ ๆ ซึ่งเมื่อคิดอย่างละเอียด จะสามารถแบ่งกลุ่มสิ่งของตามกิจกรรมดังกล่าวได้ ดังนี้

 

  • กลุ่มของใช้ให้นม

เครื่องปั๊มนมเหมาะสำหรับคุณแม่เพื่อไม่ให้นมเสียเปล่า ปั๊มเก็บไว้ หรือคุณแม่คนทำงาน ไม่ต้องห่วงว่าช่วงไม่ได้อยู่ด้วย ลูกจะไม่อิ่ม โดยควรมีถุงเก็บน้ำนมควบคู่กัน สามารถเก็บน้ำนมเข้าตู้เย็นได้ ดึก ๆ บางครั้งก็นำน้ำนมเหล่านี้มาป้อนลูกที่หิว ช่วยให้เหนื่อยน้อยลง โดยขวดนมมีความสำคัญตั้งแต่แรกด้วย และควรมีเครื่องนึ่งอบแห้งเพื่อการทำความสะอาดอุปกรณ์ปั๊มนมและขวดนม 

สิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ควรพลาดคือจุกนมให้ดูด กรณีที่สังเกตว่าลูกดูดนมมากแล้ว ให้ดูดจุกนมไปจะช่วยดูแลสุขภาพของลูกทางอ้อม เพราะหากปล่อยให้ดื่มนมมากไปตามใจปาก เด็กอาจจุกและอาเจียนได้ และส่วนตัวคุณแม่ควรมีชุดให้นม หรือชุดผ้าคลุมปั๊มนม เผื่อว่าต้องออกไปข้างนอกและต้องให้นมลูกหรือปั๊มนมให้ลูก มีไว้สวมใส่แล้วจะได้ไม่โป๊

 

  • กลุ่มการนอน 

สิ่งที่เตรียมไว้ควรเป็นเตียงนอน เตียงนอนประเภทหนึ่งที่แนะนำคือเตียงที่สามารถชิดกับเตียงผู้ใหญ่และเปิดด้านข้างได้ หากสนใจใช้งานระยะยาวควรเลือกเตียงที่สามารถขยายขนาดได้ในภายหลัง นอกจากเตียงแล้ว หมอนก็สำคัญ ควรเลือกหมอนที่นอนสบาย และช่วยดูแลไม่ให้เกิดอาการกรดไหลย้อน หมอนนั้นสำคัญเพราะว่าเด็กเล็ก ๆ ที่ออกจากครรภ์มักมีอาการผวาตอนนอนบนเตียง หมอนที่ดีให้ความรู้สึกเหมือนแม่โอบกอด

เบาะนอนเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องมีคู่กับเตียง บางครั้งอาจจะให้ลูกนอนที่อื่นเปลี่ยนบรรยากาศและอยู่ในสายตา สรีระของศีรษะเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนใส่ใจ หมอนหลุมหรือหมอนที่ถูกพัฒนาเพื่อรองรับสรีระศีรษะก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจอยู่ในตัวเลือกของผู้ปกครองในฐานะสินค้าต้องมี

 

  • กลุ่มของเล่น

ของเล่นที่สามารถเตรียมไว้ก่อนได้ อาจจะเป็นของเล่นสำหรับเขย่าที่ทำให้เกิดเสียง เด็กแรกเกิดจะมีสัมผัสด้านเสียงที่ดีกว่าการมองเห็น หรืออาจจะใช้โมบายแขวนแบบที่มีเสียง ซึ่งเมื่อสายตาพัฒนาขึ้นแล้ว เด็กสามารถมองตามโมบายได้ และผู้ปกครองสามารถเลือกซื้อยางกัดมาเตรียมไว้ได้ ฟันซี่แรกของเด็กจะขึ้นในช่วง 6-10 เดือน

 

  • กลุ่มของใช้อาบน้ำ

กะละมังอาบน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ควรเลือกที่ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กอ่อน พร้อมกับซื้อแชมพู สบู่และฟองน้ำสำหรับทำความสะอาดตัวเด็ก ครีมทาผิวหรือเบบี้ออยล์เพื่อให้ผิวเด็กชุ่มชื่นและรู้สึกสบายตัว ในช่วงเด็กการเลือกแป้งเด็กควรจะเลือกเป็นสินค้าออกานิกส์ แป้งผงส่วนใหญ่เป็นไปได้ที่จะมีสารอันตรายกับเด็ก

 

  • กลุ่มทำความสะอาด

สำลีก้อนหรือสำลีแผ่นนุ่ม ๆ มีไว้สำหรับเช็ดตา ปาก หรือก้นของเด็กแรกเกิด รวมไปถึงแผ่นกระดาษทิชชู่เปียกแบบใช้แล้วทิ้งได้ คัตตอนบัดสำหรับเช็ดทำความสะอาดภายนอกจมูกและรูหู (การใช้คัตตอนบัดไม่ควรแหย่เข้าไปในรูปจมูกหรือรูหูเพราะจะเป็นอันตรายได้) 

นอกจากนี้ควรมีสเปรย์ทำความสะอาดอเนกประสงค์สำหรับของใช้เด็กอ่อน เพราะเด็กเล็ก ๆ ติดเชื้อได้ง่าย และเพื่อสุขอนามัยของลูกน้อย แอลกอฮอล์แบบสเปรย์ฉีดมือควรถูกเตรียมไว้ด้วย ก่อนผู้ใหญ่จะจับทารกก็ควรทำความสะอาดมือให้เรียบร้อย ลดโอกาสเป็นหวัดหรือท้องเสียของทารกได้ นอกจากนี้ยังต้องมีน้ำยาซักผ้า และน้ำยาทำความสะอาดขวดนมซึ่งควรมีพร้อมกับแปรงล้างขวดนม

 

อ่านต่อ… ของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด 9 ประเภท ที่คุณแม่ควรเตรียมให้พร้อม ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รีวิวครีมทาท้องลาย

10 รีวิวครีมทาท้องลาย ถนอมผิวท้องเนียน ลดรอยแตกลาย

รีวิวครีมทาท้องลาย ครีมแบบไหนช่วยลดรอยแตกลายได้ดี!! เพราะผิวกายที่เรียบเนียนเป็นที่ต้องการของผู้หญิงในทุกช่วงวัย เพราะแบบนั้นผลิตภัณฑ์ถนอมผิวต่าง ๆ ในท้องตลาดจึงขายได้หรือขายดีอยู่สม่ำเสมอ แต่สำหรับผู้หญิงท้องแล้ว ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวแบบทั่วไป อาจตอบโจทย์ไม่ได้ครบถ้วน เพราะผิวกายเฉพาะส่วนอย่างหน้าท้องนั้นต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ในช่วงตั้งครรภ์ ผิวหนังหน้าท้องต้องขยายออกเพื่อรับกับสรีระมดลูกที่ขยายใหญ่ตามขนาดตัวเด็กทารกในครรภ์ ยิ่งลูกน้อยสมบูรณ์แข็งแรงตัวใหญ่ หน้าท้องก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย ผิวหนังที่เหยียดตึงก็แสดงริ้วรอยให้เห็น ขณะเดียวกันฮอร์โมนบางตัวก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สีของผิวที่ตึงและริ้วรอยดูกระด่ำกระด่างเข้าไปอีก ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมทำให้คุณแม่หลาย ๆ ท่านกังวลใจ เพราะขึ้นชื่อว่าผู้หญิง ย่อมอยากดูดีเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

ดังนั้น เพื่อให้ผ่านช่วงตั้งครรภ์หลายเดือนโดยมีรอยแตกน้อยที่สุดหรือไม่ปรากฏ สีผิวเรียบเนียน คุณแม่ต้องตีกรอบแคบหาครีมบำรุงผิวที่เจาะจงดูแลหน้าท้อง ซึ่งส่วนประกอบในการผลิตก็ต้องเป็นมิตรกับคุณแม่และลูกน้อยด้วย

10 รีวิวครีมทาท้องลาย ถนอมผิวท้องเนียน ลดรอยแตกลาย

ครีมทาท้องลาย
ครีมทาท้องลาย

ส่วนประกอบธรรมชาติทาลดผิวแตกลาย

ครีมสำเร็จรูปเป็นทางเลือกที่สะดวก แต่เพื่อให้เลือกซื้อครีมได้ตรงใจ การเข้าใจถึงส่วนประกอบธรรมชาติหรือการดูแลตัวเองแบบพื้นฐานเป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้ หรือคนท้องอาจจะเลือกใช้ครีมสลับกับสิ่งของจากธรรมชาติเหล่านี้เพื่อดูแลตัวเอง อาจช่วยให้ประหยัดขึ้นหรือการเตรียมสิ่งเหล่านี้อาจเป็นการใช้เวลาว่างให้ผ่านไปแบบไม่น่าเบื่อ

  1. ไข่ขาว มีกรดอะมิโนและโปรตีนที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว โดยการทำให้แยกเอาไข่ขาวมาตีเป็นฟอง ใช้ครั้งละ 2 ใบ จากนั้นนำมาทาบนหน้าท้องแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  2. น้ำตาลทรายผสมมะนาว นำมาทาถูทาถูประมาณ 10-15 นาที และล้างออก
  3. ว่านหางจระเข้ ใช้วุ้นที่ล้างยางออกแล้ว มาทาบนผิวแตกลายทุกเช้า-เย็น
  4. ใบบัวบก คั้นน้ำออกมาทาผิวแตกลายทุกเช้า-เย็น
  5. มันฝรั่ง หั่นฝานบาง ๆ และบางบนหน้าท้องทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  6. น้ำมันมะนาว สามารถชโลมทิ้งไว้ 20 นาที แล้วค่อยล้างหรือเช็ดออกด้วยน้ำอุ่น

 

การกินและออกกำลังกายเสริมสร้างผิว

การทาผิวเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถฟื้นฟูหรือปกป้องผิวอย่างเต็มที่ได้ การกินซึ่งเป็นการรับสารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์ผิว และการออกกำลังกายเพื่อควบคุมจิตใจให้แจ่มใสสร้างสมดุลฮอร์โมนและรักษาความยืดหยุ่นของร่างกาย เป็นเรื่องที่ควรทำไปพร้อมกัน

  • การกิน นอกจากเน้นการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ถูกต้องตามหลักโภชนาการแล้ว อาหารที่จะหามาหมุนเวียนรับประทานและดีต่อผิวซึ่งเป็นที่รู้กันดี ได้แก่ มะพร้าวซึ่งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งมีวิตามินช่วยบำรุงผิวและลดปัญหารอยต่าง ๆ ไข่ไก่และธัญพืชที่มีโปรตีนซ่อมแซมผิวและเนื้อเยื่อ ทำให้ผิวแข็งแรง หรือเนื้อปลาปรุงสุกที่อุดมด้วยโอเมก้า โดยจะกินบ่อยหรือมากน้อยแค่ไหน อาจปรึกษาคุณหมอด้วยก็ได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดความเสี่ยงบางอย่างในคุณแม่บางรายที่มีข้อจำกัดในการรับประทานอาหารบางประเภท
  • การออกกำลังกาย ถ้าจะให้ดีควรออกกำลังกายหลังอายุครรภ์ครบ 3 เดือนขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยของครรภ์ โดยสามารถเดิน ปั่นจักรยานอยู่กับที่ เต้นแอโรบิก หรือออกท่าทางโยคะ ในการทำไม่ต้องรีบร้อน ไม่หักโหม และควรเป็นการออกกำลังกายภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งนอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรง มีผลดีต่อผิว ยังช่วยให้สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ง่าย หรือฟื้นฟูร่างกายได้เร็วหลังคลอดด้วย

 

10 รีวิวครีมทาท้องลาย ตัวช่วยถนอมบำรุงผิว

ผลิตภัณฑ์ทาผิวหน้าท้องที่่ช่วยถนอมบำรุงผิวของคุณแม่ และปลอดภัย เมื่อสำรวจความนิยมในท้องตลาดปี พ.ศ. 2565 พบดังต่อไปนี้

  • EVE’S

STRETCH MARK BODY OIL GEL จากอีฟส์ เป็นครีมเจลยอดนิยมในหมู่คุณแม่ ใช้สารสกัดจากไข่มุกบริสุทธิ์ หม่อนและสารสกัดจากสาหร่ายสีแดงเพื่อปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวเหี่ยว ไม่เต่งตึง และสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย คนท้องที่รู้สึกได้ว่าผิวหน้าท้องแห้งชอบกันมาก เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะเลอะเสื้อผ้า รอยต่าง ๆ จุดด่างดำ และรอยคล้ำจะดูจางลง และภายใต้แบรนด์เดียวกัน หากคุณแม่คลอดแล้ว สามารถเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ Booster White Body Cream ซึ่งมีทั้ง Vitamin B3 ว่านหางจระเข้ และสารกลุ่ม Whitening ที่ช่วยเพิ่มความขาวกระจ่างใสและความแข็งแรงให้ผิวขึ้นไปอีก  

รีวิวครีมทาท้องลาย

ที่มาภาพ: https://www.eveswelcome.com/

 

  • I-Knew

ผลิตภัณฑ์ไอนิวดูแลผิวสำหรับคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์และหลังตั้งครรภ์ ใช้ได้ทั้งกับรอยแตกสีขาวที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ และรอยแตกที่เป็นสีแดงหรือสีม่วงซึ่งเกิดจากการปล่อยรอยแตกที่เกิดใหม่ไว้นาน ๆ โดยในครีมจากไอนิวมีส่วนประกอบสำคัญคือ Allantion ช่วยลดอาการคัน Cantella Asiatica ซึ่งเป็นสารสกัดจากใบบัวบกช่วยฟื้นฟูผิวและปกป้องผิวจากมลภาวะที่อาจจะทำให้เกิดการแพ้หรือการระคายเคือง มีคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นแต่กระชับ และวิตามินอีที่เก็บความชุ่มชื้นให้ผิว

ครีมทาท้องลาย

ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/iknewclub/

 

  • Endota

แบรนด์มาตรฐานระดับโลกจากประเทศออสเตรเลียที่มุ่งดูแลผิวคุณแม่และเด็กแรกเกิด สำหรับคุณแม่ สินค้าที่ดีที่สุดคือ Moisture Rich Belly Butter ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติ อย่าง Rosehip Oil, Argan Oil, Shea Butter และ Cocoa Butter เนื้อครีมเข้มข้นแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ บำรุงอย่างล้ำลึก ในคุณแม่ที่เป็นวีแกนหรือรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีการทดลองจากสัตว์ หรือสารเคมี ทางแบรนด์นี้คือสินค้าที่ตอบโจทย์ในใจได้ครบถ้วนอย่างแน่นอน

ครีมทาท้องลาย

ที่มาภาพ: https://www.endotathailand.com/

 

  • Cocoro Tokyo

สินค้าออร์แกนิกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้รับการโหวตสำหรับรับรางวัล AMARIN BABY AND KIDS AWARD ในปี พ.ศ. 2564 และมีประวัติได้รับรางวัลอีกมากมาย ได้รับการยอมรับจากคุณแม่อย่างกว้างขวางมีทั้งเนื้อใสเป็นเซรั่ม และแบบเนื้อบัตเตอร์ ภาชนะบรรจุออกแบบเรียบง่ายสบายตาและพกพาได้ง่าย มีส่วนผสมหลักคือน้ำมันมะกอก น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันโจโจบา สร้างความชุ่มชื้น ลดผิวแห้งกร้าน

ครีมทาท้องลาย

ที่มาภาพ: https://www.cocorohanako.com/

 

อ่านต่อ… 10 รีวิวครีมทาท้องลาย ถนอมผิวท้องเนียน ลดรอยแตกลาย ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารกลางวันนักเรียน

ส่อง! อาหารกลางวันนักเรียน ไทยครบหมู่ถูกหลักโภชนาการไหม

อาหารกลางวันนักเรียน ของไทยเป็นอย่างไร ถูกหลักโภชนาการหรือไม่ ลองมาส่องดูอาหารกลางวันของลูกที่โรงเรียนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเจ้าตัวน้อยหรือไม่นะ

ส่อง! อาหารกลางวันนักเรียน ไทยครบหมู่ถูกหลักโภชนาการไหม

ผู้อำนวยการโรงเรียนในจังหวัดประจวบฯออกมาชี้แจงข่าวอาหารกลางวันมื้อละ 21 บาท ไม่ได้คุณภาพ เผยภาพที่เป็นข่าวเป็นจานที่แม่ครัวยังตักอาหารไม่ครบ พร้อมเตรียมเอาผิดครูผู้ถ่ายภาพกลั่นแกล้ง ซึ่งมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกรณีของในโรงเรียนหายไป

โผล่อีก ดราม่าอาหารกลางวันเด็ก คราวนี้ โรงเรียน กทม. ย่านบางเขน ส่งประกวด ชาวเน็ตอึ้งเจอคำบอกเล่า 40 บาท กิน ๆ ไปเถอะ บางทีเจอกับข้าวมีแต่วิญญาณไม่มีเนื้อสัตว์

ผู้ปกครองโวยอาหารกลางวันเด็ก โรงเรียนดังนนทบุรี ให้กิน “มาม่า” วันเว้นวัน กับ “ขนมปี๊บ” มื้อไหนที่เป็นข้าวก็มีแต่วิญญาณเนื้อสัตว์กับผัก ซ้ำมีกลิ่นเน่าตุๆ ต้องซื้อขนมที่ครูขายกินเพิ่มเติม

แชร์ว่อน! สพฐ. ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงโรงเรียนในสังกัด ให้ทำอาหาร “มังสวิรัติ” เป็นมื้อกลางวันในโรงเรียน หวังลดการเบียดเบียนสัตว์ช่วงเข้าพรรษา โซเชียลเดือดวิจารณ์ยับ ห่วงเด็กขาดสารอาหาร

ที่มา : www.bangkokbiznews.com/www.nationtv.tv/www.pptvhd36.com
ข่าว อาหารกลางวันนักเรียน ไทย
ข่าว อาหารกลางวันนักเรียน ไทย

จากหัวข้อข่าวข้างต้น คงทำให้ผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่หลายคนเป็นกังวล กับ อาหารกลางวันนักเรียน ของโรงเรียนลูกตนเองว่าจะมีลักษณะอย่างไรกันใช่ไหม? คงต้องขอกล่าวว่า โภชนาการสำหรับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโตนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นการที่คุณพ่อคุณแม่คอยพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของลูกที่โรงเรียนจึงเป็นสิ่งที่อยากจะแนะนำให้พ่อแม่ทุกคนควรทำ การพูดคุย การตั้งคำถามกับลูกหลังเลิกเรียน นอกจากจะช่วยให้เราได้พูดคุยกับลูก เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ ความเข้าใจกันและกันแล้ว พ่อแม่ยังสามารถที่จะเฝ้าระวังเหตุอันไม่ควรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกในระหว่างที่ห่างจากสายตาพ่อแม่ได้อีกด้วย เช่น การถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ความเข้าใจในบทเรียน และรวมถึงอาหารการกินที่โรงเรียนว่ามีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอหรือไม่ เป็นต้น

หลักโภชนาการขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กวัยเรียน

เด็กวัยเรียน หมายถึง เด็กที่มีอายุ 6 -12 ปี  เด็กวัยนี้จะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการเรียนรู้อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพในอนาคต ดังนั้นอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับอาหารไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม  จะส่งผลทำให้เด็กร่างกายแคระแกรน  สติปัญญาทึบ ไม่มีความพร้อมในการเรียน ประสิทธิภาพการเรียนรู้และการทำงานต่ำ

กินไม่ดี เสี่ยง IQ ต่ำ!!

หลังจากลูกคลอดออกมาจากท้องแม่ จำนวนของเซลล์สมองนั้นจะสามารถเพิ่มขึ้นได้แต่ไม่มากนัก แต่เซลล์สมองสามารถสร้างและพัฒนาเครือข่ายได้อย่างมีศักยภาพมากที่สุดในช่วง 3 ขวบปีแรก ผ่านการส่งเสริมให้เส้นใยที่ส่งข้อมูลในสมองแตกกิ่งก้านสาขาเพิ่มขึ้น ผ่านการสร้างประสบการณ์ ในขณะที่ส่วนของสมองที่เป็นเปลือกหุ้มเส้นใยสมอง หรือ นวมสมองที่เป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้สามารถสร้างเพิ่มขึ้นได้จากอาหารและการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ

อาหารจึงมีบทบบาทสำคัญในการสร้างความฉลาดให้สมอง ดังนั้นจึงแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารที่ดีมีคุณภาพ และรับประทานให้หลากหลาย

เช็กด่วน! ลูกมีพัฒนาการการเจริญเติบโตทางร่างกายปกติหรือไม่ ?

การติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก สามารถทำได้โดยการชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับน้ำหนัก และส่วนสูงต่ออายุที่เหมาะสมของเด็ก ตามตารางแสดงน้ำหนักและส่วนสูงที่เหมาะสมของเด็ก ดังนี้

อายุ (ปี)

น้ำหนัก (ก.ก.)

ส่วนสูง (ซ.ม.)

4-6

16-20 100-110

7-9

22-26

115-125

10-12 28-32

130-140

ทำไมโภชนาการในเด็กวัยเรียนจึงสำคัญ?

เด็กในวัยนี้มีการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่เฉย ทั้งทางด้านร่างกาย และการใช้ความคิด ดังนั้นร่างกายจึงต้องการสารอาหารต่าง ๆ ครบทั้ง 5 หมู่ และต้องมีปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายด้วย ก่อนที่เราจะมาดูกันว่า อาหารกลางวันนักเรียน ในโรงเรียนของลูกคุณพ่อคุณแม่นั้นเพียงพอ และมีคุณภาพหรือไม่ เรามาทำความเข้าใจกับคำ 2 คำนี้กันเสียก่อน

  • โภชนาการ (Nutrition) คือ อาหารที่เข้าสู่ร่างกายคนแล้วสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ในด้านการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ที่นำมาประกอบเป็นอาหารเป็นเมนูที่มีประโยชน์
  • สารอาหาร (Nutrients) คือ สารที่อยู่ในอาหาร ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อร่างกายให้แข็งแรง เช่น คาร์โบไฮเดรต ที่มาจากข้าว แป้ง หรือ วิตามิน ที่มาจาก ผัก ผลไม้ นั่นเอง
อาหารกลางวัน ของลูกคุณเป็นแบบไหน
อาหารกลางวัน ของลูกคุณเป็นแบบไหน

ชนิดอาหารที่ควรเลือกให้เด็ก

  1. เนื้อสัตว์ เป็นสารอาหารที่ให้โปรตีนช่วยเสริมสร้างสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อและฮอร์โมน  ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้แก่เด็ก และควรให้อาหารทะเล  เครื่องในสัตว์  สัปดาห์ละ  1-2  ครั้ง
  2. ไข่เป็ด  ไข่ไก่  ควรได้รับวันละ  1  ฟองทุกวัน
  3. ถั่วเมล็ดแห้ง เด็กวัยเรียนควรกินถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำเพราะถั่วเมล็ดแห้งมีโปรตีน แคลเซียมและวิตามินบีสองมาก
  4. นมสด เป็นอาหารที่ให้โปรตีนและแคลอรี่สูง และยังมีแคลเซียมวิตามินเอมาก ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เด็กจึงควรดื่มนมทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว
  5. ผักใบเขียวและผักสีเหลือง ควรให้เด็กบริโภคในมื้ออาหารทุกมื้อ และควรสับเปลี่ยนชนิดให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน
  6. ผลไม้สด  เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินและเกลือแร่โดยเฉพาะวิตามินซี เด็กควรได้รับผลไม้ทุกวัน และเลือกชนิดให้หลากหลายตามฤดูกาล
  7. ข้าว  ก๋วยเตี๋ยวหรือแป้งอื่นๆ  ควรจัดให้เด็กในมื้ออาหารทุกมื้อ  หรือกินในรูปของขนมบ้างก็ได้ โดยเลือกข้าวหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุมาก
  8. ไขมันหรือน้ำมันพืช เป็นเหล่งที่ดีของพลังงานและช่วยให้วิตามินที่ละลายในน้ำมันถูกดูดซึมได้ดีขึ้นควรเลือกน้ำมันพืชเพื่อใช้ในการประกอบอาหารให้แก่เด็กเช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
  9. น้ำ  ควรให้เด็กบริโภคน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว  หรือให้เพียงพอกับปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละวัน

สารอาหารดังกล่าวข้างต้น เป็นสารอาหารหลักที่เด็ก ๆ ควรได้รับในแต่ละวัน และต้องมีปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพราะถ้าหากเด็กได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เด็กมีภาวะโภชนาการเกิน หรืออ้วน แต่ถ้าหากได้รับไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการของเด็กเช่นกัน

อาหารสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก ไอคิว และการเรียนรู้
อาหารสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก ไอคิว และการเรียนรู้

หลักการจัดโภชนาการในเด็กวัยเรียน

  1. ควรจัดอาหารหลักให้เด็กได้บริโภคครบทั้ง 3 มื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า ดังนั้นไม่เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยสำรวจอาหารกลางวันที่โรงเรียนของลูกแล้ว อย่าลืมอาหารเช้า และอาหารเย็นที่บ้านต้องจัดตามหลักโภชนาการด้วยเช่นกัน
  2. ควรจัดอาหารให้ครบถ้วน ได้สัดส่วน และเพียงพอกับความต้องการของร่างกายเด็ก โดยเราจะดูได้จากน้ำหนัก และส่วนสูงของลูกเมื่อเทียบกับตารางน้ำหนัก และส่วนสูงที่เหมาะสมของเด็กในแต่ละวัย โดยประเมินได้ว่าหากน้ำหนักเกิน ลูกได้รับอาหารที่มากเกินพอดี แต่หากน้ำหนัก และส่วนสูงไม่ถึงเกณฑ์ นั่นเป็นการแสดงว่าลูกของคุณขาดสารอาหาร หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
  3. ควรให้เด็กรับประทานอาหารตรงเวลา ไม่ควรให้เด็กรับประทานขนมจุบจิบ การรับประทานขนมจะไปเบียดบังกระเพราะอาหาร และความอยากอาหารของเด็ก แต่สิ่งที่เขาได้รับไปจากขนมนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไร้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย
  4. ควรจัดอาหารว่างให้เด็กบริโภคตนสาย และตอนบ่าย
  5. ในแต่ละมื้อไม่ควรจัดให้มีอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลอย่างเดียวเท่านั้น ควรพยายามจัดอาหารให้ครบหมู่
  6. ผู้ปกครองควรให้ความสนใจกับสภาพจิตใจของเด็ก เพราะจะส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร และภาวะโภชนาการของเด็ก เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า ใจเป็นสุข อะไรก็อร่อย

เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจหลักการทางโภชนาการของเด็กกันมาพอสมควรแล้ว แต่เพื่อความเข้าใจ และตรงจุดมากยิ่งขึ้น จะขอจำแนกแบ่ง หลักโภชนาการอาหารของเด็กวัยเรียน ตามแต่ประเภทดามวัยของเด็ก

อ่านต่อ>>ตัวอย่างการจัดอาหารกลางวันนักเรียน เด็กประถม และมัธยมให้ถูกหลักโภชนาการ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่