นิทานออนไลน์

สสส. จับมือ Me Books เปิดตัว “นิทานออนไลน์” 4 ภาษา

สสส. จับมือ มีบุ๊คส์ มาเลเซีย พัฒนาแอปพลิเคชัน “Me Books” เปิดตัว นิทานออนไลน์ 4 ภาษา บนแนวคิด ปลุกหนังสือให้มีชีวิต คาดเข้าถึงเด็ก 1 แสนคนภายในปี 2565

สสส. จับมือ Me Books เปิดตัว “นิทานออนไลน์” 4 ภาษา

มีบุ๊คส์ มาเลเซีย และ สสส. พัฒนาแอปพลิเคชัน “Me Books” เปิดตัว นิทานออนไลน์ 4 ภาษา บนแนวคิด ปลุกหนังสือให้มีชีวิต ชูเป็นต้นแบบโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม คาดเข้าถึงเด็ก 1 แสนคนภายในปี 2565 ตอกย้ำความสำเร็จไทย พัฒนานวัตกรรมสุขภาพสู่ระดับสากล

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2565 ที่อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยาวนาน สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องภาวะการเรียนรู้ของเด็กถดถอย เด็กกว่า 4 ล้านคน อยู่ในช่วงวัยที่ระบบประสาทและสมองเจริญเติบโตในอัตราสูงสุดกว่า 80% ของชีวิต ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องได้รับการพัฒนา

สสส. โดยศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) ร่วมกับ บริษัท มีบุ๊คส์ จำกัด ประเทศมาเลเซีย พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชัน “Me Books” ภายใต้แนวคิดปลุกหนังสือให้มีชีวิต เครื่องมือเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาวะ ผ่าน นิทานออนไลน์ 4 ภาษา ให้มีความน่าสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าให้เด็กไทยเข้าร่วม 100,000 คน ภายในปี 2565

อ่านนิทานให้ลูกฟัง
อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) คืออะไร?

ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) มุ่งเป้าพัฒนาสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ ลดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัว ผ่าน “แอปพลิเคชัน “Me Books” พร้อมเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนงานสุขภาวะในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในลักษณะ Startup ที่มีความคล่องตัว สร้างสรรค์ ใช้โครงสร้างทางธุรกิจแบบเต็มตัว

สสส. เปิดกว้างสร้างความร่วมมือทั้งไทยและต่างประเทศให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะไปสู่วงกว้างได้อย่างยั่งยืน สนใจเข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพได้ที่เว็บไซต์ www.sooklife.com” ดร.สุปรีดา กล่าว

นิทาน ออนไลน์
นิทาน ออนไลน์

นายเฮา จิน ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน Me Books กล่าวว่า แอปฯ Me books ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก กับผู้ปกครอง ครู บรรณารักษ์ นักเล่านิทาน ด้วยระบบการสร้างพัฒนาการเด็กแบบขั้นบันได ตั้งแต่การอ่าน ฟัง พูดออกเสียง พร้อมตอบโต้โดยการสัมผัสผ่านหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 450 เรื่อง รวมถึงหนังสือคุณภาพของ SOOK Enterprise สสส. และมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งมาในรูปแบบ 4 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน และมลายู

ความพิเศษคือ เครื่องมืออัดเสียงเพื่อให้ผู้ดูแลเด็กสามารถใช้แอปฯ สร้างเรื่องราวใหม่ร่วมกับเด็กเสริมสร้างการเรียนรู้ทางภาษาได้ นอกจากนี้ แอปฯ เปิดกว้างให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่น การประกวดแข่งขันเล่านิทาน (Voice-Over Storytelling) ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ได้ตั้งแต่วันนี้

นางสาวภาสวรรณ สังฆสุบรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์กิจการสร้างสุข (Sook Enterprise) สสส. กล่าวว่า

Sook Enterprise สสส. ดำเนินงานในบทบาทภาคธุรกิจ มุ่งขยายฐานผู้รับประโยชน์และต่อยอดองค์ความรู้สุขภาวะ พัฒนาองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์ และบริการให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการมีสุขภาวะที่ดีและปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของทุกคน มุ่งเป้าพัฒนากิจกรรมและโมเดลธุรกิจในรูปแบบการสร้างภาคีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อส่งเสริมวิถีสุขภาพดี 4 มิติ กาย ใจ สังคม ปัญญา ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงได้โดยตรง สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ของ Sook Enterprise กว่า 50 กิจกรรม

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ SOOK แอปพลิเคชันไลน์ @SOOK และยูทูบ SOOK Channel

นิทาน
นิทาน

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก หรือเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน

ความร่วมมือระหว่างแอปพลิเคชัน Me Books และ สสส. จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด คือการใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน ยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว

นายกวี ตันจรารักษ์ ศิลปินนักร้อง คุณพ่อลูกแฝด กล่าวว่า การเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลไม่สามารถเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตในชีวิตประจำวันได้ แต่ต้องเลือกใช้วิธีการรับมือโดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม การเล่านิทานของ Sook Publishing สสส. ผ่านแอปพลิเคชัน Me Books ที่มีถึง 4 ภาษา

ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิด การจดจำ การตอบโต้ และการเรียนรู้ที่ใช้ควบคู่กับวิถีชีวิตของครอบครัวในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

แม่ ๆ ทราบไหมคะว่าการอ่านนิทานให้ลูกฟัง มีประโยชน์มากกว่าที่คิด นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะสามารถสั่งสอน อบรมลูก โดยที่ลูกไม่รู้สึกเหมือนถูกสอน แต่ลูกกลับจะได้ความสุข ความสนุกสนาน แถมยังสัมผัสได้ถึงความรักของคุณพ่อคุณแม่ผ่านกิจกรรมการอ่านนิทานก่อนนอนนี้ นอกจากความสนุกสนานและการเสริมสร้างจินตนาการให้ลูกน้อยแล้ว การเล่านิทาน ยังช่วยเสริมปัญญาเด็ก นิทานจะช่วยให้เด็กฉลาดทั้งทางปัญญา (IQ) และฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ทำให้เด็กช่างคิด ช่างถาม ช่างสังเกต ได้อีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

เทคนิคดีๆสร้าง IQ EQ และ MQ ให้เจ้าตัวเล็ก

20 วิธีสานสายใยความผูกพันกับลูกน้อยก่อนเข้านอน

ลูกนอนน้อย นอนดึก แก้ได้ด้วย 5 ต้องห้าม 5 ต้องทำ!!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทารกอุจจาระมีมูก

ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม?

ทารกอุจจาระมีมูก ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลใจว่า เป็นอาการปกติของทารก ลูกไม่สบายหรือเปล่า เป็นโรคอะไรไหม ควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่

ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม?

เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะเครียดและกังวล กลัวลูกจะเจ็บหรือป่วย โดยเฉพาะลูกในวัยที่ยังสื่อสารไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะทารกไม่สามารถบอกอาการที่เกิดขึ้นได้ การสังเกต อุจจาระลูก จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในบทความนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับ ทารกอุจจาระมีมูก มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อช่วยให้วิเคราะห์ถึงสาเหตในเบื้องต้นได้

ทารกอุจจาระมีมูก
ทารกอุจจาระมีมูก

ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม?

หากทารก ถ่ายเป็นมูก โดยมีปริมาณมูกเพียงเล็กน้อย และไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องวิตกกังวลใด ๆ แต่หากทารกถ่ายอุจจาระ โดยมีมูกในปริมาณมาก ร่วมกับอาการ ท้องเสีย อาจเกิดจาก อาการแพ้ หรือ โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร หรือสาเหตุอื่น ๆ

ทั้งนี้ โดยธรรมชาติแล้ว ลำไส้จะผลิตมูก เพื่อช่วยเคลือบลำไส้ ย่อยอาหาร และลำเลียงอุจจาระ ในบางครั้งมูกจำนวนหนึ่งก็ออกมาพร้อมกับอุจจาระ ทั้งนี้หากทารก ถ่ายเป็นมูก เพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อวัน โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย แสดงว่าเป็นการถ่ายปกติ

หาก อุจจาระลูก มีมูกปนมามากหรือ ถ่ายเป็นมูก เป็นเวลาหลายวัน อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

ท้องเสีย

ทารกที่มีอาการท้องเสีย จะถ่ายบ่อย ถ่ายเหลว  อาจมีมูกปนมากับอุจจาระด้วย อย่างไรก็ดี ทารกที่ดื่มนมแม่ จะถ่ายเหลว และบ่อยเป็นปกติอยู่แล้ว จึงชี้ชัดได้ยากว่า เป็นการถ่ายปกติ หรือท้องเสีย

สัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกท้องเสีย มีดังนี้

  • มีการขับถ่ายมากกว่าปกติ และอุจจาระเหลว
  • ทารกแสดงอาการปวด เช่น ร้องไห้ ร่างกายเกิดอาการเกร็ง หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • ปัสสาวะน้อยลง เพราะร่างกายขาดน้ำเนื่องจากการถ่ายหลายครั้ง

สาเหตุของการท้องเสีย

  • การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรตา ไวรัสอะดิโน ไวรัสโนโร ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มีไข้ หนาวสั่น และปวดเมื่อยตามร่างกายได้
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ซาลโมเนลลา ชิเกลลา สแตฟิโลค็อกคัส แคมปีโลแบคเตอร์ อีโคไล เป็นต้น ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้ทารกท้องเสียอย่างรุนแรง และอาจทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด อาเจียน และมีไข้ร่วมด้วย
  • การติดเชื้อที่หูอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้ทารกมีอาการท้องเสียร่วมกับคลื่นไส้ เบื่ออาหาร เป็นหวัด และอาจสังเกตเห็นว่าทารกจับหรือดึงหูของตนเองบ่อยครั้ง
  • การติดเชื้อปรสิต เชื้อไกอาเดียที่อาศัยอยู่ในลำไส้อาจทำให้ทารกท้องเสีย อุจจาระเป็นไข ท้องอืด หรือมีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ เกิดขึ้นได้ทั้งในกรณีที่ทารกต้องรับประทานยาเองหรือคุณแม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะในช่วงให้นมบุตร อาการท้องเสียอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รับประทานยาหรือหลังจากรับประทานยาตามแพทย์สั่งจนหมด ซึ่งเป็นผลจากการรับประทานยาโดยตรง หรือการรับประทานยาทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ถูกทำลายไปด้วย อย่างไรก็ตามไม่ควรหยุดรับประทานยาเอง เพราะอาจทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาได้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์
  • การดื่มน้ำผลไม้ปริมาณมาก โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรักโทสสูงหรือประกอบด้วยน้ำตาลซอร์บิทอล และเครื่องดื่มที่มีรสหวานมากเกินไป
  • การแพ้โปรตีนจากนมวัว ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรดื่มนมวัว นมผง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว ทั้งนี้คุณแม่ที่ยังให้นมบุตรแล้วรับประทานอาหารที่มีนมวัวผสมอยู่ ลูกอาจเกิดอาการแพ้โปรตีนจากนมวัวได้
  • การแพ้อาหาร เช่น ไข่ ถั่ว ถั่วเหลือง ธัญพืช ปลา หอย อาหารทะเล เป็นต้น
  • การได้รับสารพิษ รวมถึงสารเคมี สารจากพืช ยา หรือของเล่นต่าง ๆ ที่ทารกนำเข้าปาก

อ่านต่อ….ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม? คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ

อ้วน รังสิตเตือนพ่อแม่ ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ น้องโรฮาเกือบต้องผ่าตัด

อ้วน รังสิต เตือนพ่อแม่หากลูกปวดท้องมาก สังเกตให้ดีอาจเป็นแบบน้องโรฮามีภาวะ ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ที่ทำให้ปวดท้องไม่หายตรวจไม่เจอ โชคดีแม่สังเกตจนพบโรคได้ทัน

อ้วน รังสิตเตือนพ่อแม่!! ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ น้องโรฮาเกือบต้องผ่าตัด

“อ้วน รังสิต” เผยอุทาหรณ์ ลูกชายปวดท้อง หาหมอ 3 คน บอกไม่เป็นไร ไม่มีไรน่าห่วง แต่กลับบ้านมายังปวดท้องไม่หาย จนล่าสุด ภรรยาเอะใจให้อัลตราซาวด์ จนตรวจพบว่าลูกมีภาวะลำไส้กลืนกัน

โดย “อ้วน รังสิต” เล่าว่า “ตั้งแต่เมื่อวานโรฮาปวดท้องแล้วไปหาหมอมา 3 คนภายในวันเดียว หมอบอกไม่เป็นไร ไม่มีไรน่าห่วง กลับมาบ้านแต่ก้ยังคงปวดท้องเป็นระยะ จะปวดมากทุกครั้งที่กินอาหาร สุดท้ายมาอีกครั้งและออมม่าขอให้หมออัลตร้าซาวน์ถึงเห็นว่ามีภาวะลำไส้กลืนกันอย่างที่ออมม่าคิด”

อ้วน รังสิต เผยลูกเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ปวดท้อง
อ้วน รังสิต เผยลูกเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ปวดท้อง

“สรุปงานนี้ออมม่าวิเคราะห์เก่งกว่าหมอ คุณแม่ทุกคนต้องสังเกตอาการลูกน้อยกันดีๆ ด้วยน้า อย่าปล่อยผ่านง่ายๆ ไม่งั้นอาการจะยิ่งแย่อาจถึงขั้นต้องผ่าตัด”

“สุดท้ายคือสงสารเด็กน้อยมาก ถูกจับล็อคทั้งวัน ตะโกนจนหมดแรงเลย หายไวๆ แล้วกลับไปฉลองวันเกิดน้าเจ้าโรฮา”

ที่มา : www.amarintv.com

ลูกปวดท้อง อย่าวางใจ! 

อ้วน รังสิต เตือนพ่อแม่ หากลูกปวดท้องไม่หาย ปวดมากทุกครั้งที่กินอาหาร ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะขนาดเขาพาลูกน้อยไปหาหมอมาถึง 3 คนยังตรวจไม่พบ ดังนั้นพ่อแม่มีส่วนสำคัญที่จะเฝ้าสังเกตอาการลูก เพื่อนำไปเป็นข้อมูลช่วยหมอวินิจฉัยได้อีกแรง

ลำไส้กลืนกัน เป็นอย่างไร??

โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) เป็นความผิดปกติของลำไส้อย่างรุนแรง โดยลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวมุดเข้าไปสู่โพรงลำไส้ส่วนที่อยู่ถัดไปทางด้านปลาย ทำให้ลำไส้อุดตัน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่ลำไส้ใหญ่เชื่อมต่อกับลำไส้เล็ก ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเจ็บบริเวณช่วงท้องอย่างรุนแรง

ส่วนมากจะพบโรคนี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ช่วงวัยอื่นมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพราะหากลำไส้กลืนกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ลำไส้ขาดเลือดจนเกิดการเน่า ลำไส้แตกทะลุ และเยื่อบุช่องท้องอักเสบ รวมทั้งติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจเสียชีวิตได้

โรคลำไส้กลืนกัน โรคที่เกิดได้แม้ในเด็กที่แข็งแรง!!

ลำไส้กลืนกันเป็นอีกหนึ่งโรคอันตรายที่มักพบในเด็กเล็ก ที่สำคัญมักเกิดกับเด็กที่ค่อนข้างแข็งแรง จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลและสังเกตลูกน้อยเป็นพิเศษ

ทารกปวดท้องอาจเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ให้ร้องงอแง รืบไปหาหมอ
ทารกปวดท้องอาจเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ให้ร้องงอแง รืบไปหาหมอ

สังเกตอย่างไรว่าลูกเป็น ลำไส้กลืนกัน

โรคลำไส้กลืนกัน พบมากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งความเป็นเด็กเล็ก ทำให้เขาไม่สามารถบอกอาการของตัวเองได้ชัดเจน จึงเป็นหน้าที่ ที่พ่อแม่ควรจะศึกษาอาการของโรคเอาไว้ หากพบว่าลูกปวดท้องบ่อย ๆ ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคลำไส้กลืนกันหรือไม่ และสังเกตอาการร่วมต่าง ๆ ที่มีดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องเฉียบพลัน
  • กระสับกระส่าย
  • มือเท้าเกร็ง
  • ท้องเป็นตะคริวเป็นพักๆ โดยช่วงแรกจะเกิดขึ้นครั้งละประมาณ 10-15 นาทีแล้วหายไป และเว้นช่วงประมาณ 20-30 นาทีก่อนที่อาการจะกลับมาอีกครั้ง
  • เด็กจะร้องไห้เสียงดัง และงอเข่าเข้ามาบริเวณหน้าอกขณะที่ปวดท้อง
  • ง่วงซึม เหนื่อยล้า เนื่องจากมีอาการปวดท้อง ถ้าหากมีอากาซึม และเป็นไข้ร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาณอันตราย เตือนว่ามีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
  • อาจมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย (บางรายอาจยังไม่พบ) เช่น อุจจาระมีเลือดคล้ำ ๆ ปนเมือก อาเจียน คลำพบก้อนในท้อง มีไข้ ท้องผูกหรือท้องร่วง เป็นต้น โดยอาการร่วมเหล่านี้จะแตกต่างไปในแต่ละคน

โรคนี้สามารถเกิดได้กับวัยผู้ใหญ่เช่นกัน โดยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเป็นพัก ๆ ติดต่อกันนาน 2-3 อาทิตย์ ซึ่งจะระบุอาการยากกว่าในวัยเด็ก เพราะอาการที่เกิดขึ้นอาจใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ

ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ??

ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิด Intussuception ได้ แต่การเกิดโรคลำไส้กลืนกันในเด็กอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส ลำไส้อักเสบ การผ่าตัดลำไส้ มีติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้องอกในลำไส้ที่ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวผิดปกติ ในกรณีของเด็กโตและผู้ใหญ่อาจมีสาเหตุมาจากพังผืดในลำไส้ การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักหรือการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ การติดเชื้อจากโรคต่าง ๆ อย่างโรคโครห์น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้กลืนร่วมกันได้มากขึ้น คือ เป็นเพศชาย อายุตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี มีภาวะลำไส้หมุนตัวผิดปกติ มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคนี้ หรือเคยมีอาการในตอนเด็กก็อาจมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำเมื่อโตขึ้น

ปวดท้อง ท้องผูก ถ่ายยาก อาการ่วม โรคลำไส้กลืนกัน
ปวดท้อง ท้องผูก ถ่ายยาก อาการ่วม โรคลำไส้กลืนกัน

การวินิจฉัยโรคลำไส้กลืนกัน

ในประเทศไทยปัญหาสำคัญของโรคลำไส้กลืนกัน คือ การวินิจฉัยได้ช้า รายงานจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นว่ายิ่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาช้า อัตราสำเร็จในการรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัดจะน้อยลง การศึกษาในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ พบว่าผู้ป่วยเพียงครึ่งหนึ่งได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ครั้งแรกที่มาพบแพทย์ กว่าครึ่งที่เหลือได้รับการวินิจฉัย และรักษาเป็นโรคอื่นมาก่อน โดยส่วนใหญ๋ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นเป็น “ลำไส้อักเสบ

เมื่อหมอสันนิษฐานว่าเด็กอาจมีอาการของโรคสำไส้กลืนกัน แพทย์จะวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยเริ่มจากการสอบถามประวัติอาการของเด็กและตรวจร่างกาย อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัยด้วย ดังนี้

  • การเอกซเรย์เพื่อตรวจดูการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้
  • การทำอัลตราซาวด์โดยใช้คลื่นเสียงจับภาพลำไส้ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นบริเวณที่ลำไส้มีความผิดปกติ
  • การตรวจลำไส้ด้วยการสวนแป้งแบเรียม (Air Enema, Barium Enema) เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแพทย์จะสอดท่อเข้าไปในลำไส้ใหญ่ และปล่อยอากาศหรือของเหลวอย่างแป้งแบเรียมผ่านท่อดังกล่าวเข้าไปในลำไส้บริเวณที่ตรวจพบการอุดตัน ซึ่งวิธีนี้สามารถรักษาอาการลำไส้อุดตันได้อย่างดี และอาจไม่ต้องรับการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม

อ่านต่อ >>วิธีการรักษา และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้หากปล่อยไว้นาน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปฐมพยาบาลงูกัด

ปฐมพยาบาลงูกัด เรื่องควรรู้ช่วงหน้าฝน ทุกนาทีคือชีวิตลูก

ปฐมพยาบาลงูกัด ทำอย่างไรเมื่อลูกถูกงูกัด ต้องตีงูก่อน หรือรีบพาลูกไปโรงพยาบาลก่อนดี โรงพยาบาลไหนบ้างมีเซรุ่ม เรื่องที่พ่อแม่ควรรู้ เพราะทุกนาทีหมายถึงชีวิต

ปฐมพยาบาลงูกัด เรื่องควรรู้ช่วงหน้าฝน ทุกนาทีคือชีวิตลูก!!

สัตว์มีพิษ ไว้ใจไม่ได้ เรื่องที่พ่อแม่ควรระวัง โดยเฉพาะหากมีลูกเล็ก เพราะแม้ว่างูจะกัดคนเพื่อป้องกันตัวเอง หรือเมื่อถูกรบกวน และทำให้ตกใจ ก็ตาม แต่เด็กผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องราว เมื่อเห็นสัตว์แปลก ๆ ก็อาจไปเผลอเหยียบ หรือแหย่ จนงูตื่นกลัว ส่งผลให้งูกัดได้ หากถูกงูกัดไม่ว่าจะเป็นงูมีพิษหรือไม่ ให้รีบพาส่งโรงพยาบาล เพื่อเข้ารักการรักษา และสังเกตอาการทันที เนื่องจากพิษงูอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ปฐมพยาบาลงูกัด ลูกถูกงูกัด
ปฐมพยาบาลงูกัด ลูกถูกงูกัด

งูกัด ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!!

โดยเรื่องราวอุทาหรณ์ในครั้งนี้ พ่อของเด็กน้อยเป็นผู้โพสต์ลงบน Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เผยวินาทีสุดช็อก แนบภาพหลักฐาน พร้อมวิดีโอ โดยระบุแคปชันว่า เป็นบทเรียนจนวันตายเลย อย่าเอาแผ่นหิน แผ่นปูนมาวางไว้ในบ้านกันน่ะครับ สัตว์​มีพิษจะเข้าไปอยู่ อันตรายมาก โดยเฉพาะกับเด็กเล็กและคนแก่ จนตอนนี้ผ่านมา 6 ชม. ลูกผมยังโคม่าอยู่เลย ให้น้ำเกลือยาฆ่าเชื้อ เจาะเลือด ตรวจทุกอย่างจนพรุนไปหมด ให้ยาแก้แพ้แล้ว รอฉีดเซรุ่มแก้พิษงูเห่า เวลาทุกนาทีตอนนี้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า และมีค่ากับชีวิตมาก ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี รอดมาดูความสวยงามของชีวิตน่ะลูก ใจพ่อจะขาดแล้ว

ที่มา : www.komchadluek.net

อุทาหรณ์จากเรื่องจริง ที่ใครคิดว่า งูกัด เป็นเรื่องไกลตัว ขอให้คิดกันเสียใหม่ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ช่วงที่เหล่าบรรดาสัตว์มีพิษมีอยู่รอบตัว แม้ว่าเราจะวางใจว่าบ้านเป็นที่ ๆ ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ใครจะเดาใจเจ้างูพิษ เหล่านี้ได้ เมื่อเด็กไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้อันตราย จึงเป็นสาเหตุให้เรามักพบข่าวคราว เด็กโดนงูกัดกันอยู่บ่อย ๆ เหมือนดั่งพ่อเจ้าของเรื่องข้างต้น ที่กรุณาเล่า และเตือนพ่อแม่ถึงประสบการณ์ที่ตนเองได้พบมา หากยังไม่แน่ใจ ลองดูประสบการณ์อุทาหรณ์ของนักแสดงดัง ที่ ลูกถูกงูกัด เช่นกัน

ทำเอาหลายคนตกใจหนักมาก หลังเห็นรูปล่าสุดที่อดีตนักแสดงดัง เอ็กซ์ ธิตินันท์ ออกมาอัพเดทผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยเป็นรูปตอนที่ลูกสาวของตนเองอยู่โรงพยาบาล รวมถึงมีรูปงูเห่าถูกจับไว้ ซึ่งหนุ่มเอ็กซ์เล่าเรื่องราวโดยย่อผ่านแคปชั่นว่า

“ฟังเพลงกำลังเล่นอยู่หน้าบ้าน แม่หันไปเห็นงูอยู่ใกล้มาก ลูกมีรอยแดงที่นิ้วบอกเจ็บ ให้รีบพามา รพ.ไว้ก่อนนะครับ คุณหมอก็แนะนำว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าใช่” แหละถูกแล้ว เลยต้องนอนดูอาการ 24-48 ชม. 6 ชม.แรก สังเกตอาการแบบเข้มข้น ถ้ามีตาหนักจะหลับ ปากชา และจะหายใจลำบาก 6 ชม.ระทึก #พระคุ้มครองนะลูกพ่อ #ดวงใจพ่อ #ขอให้ไม่ใช่ #ขอบคุณพี่ๆรปภ.มากนะครับที่มาช่วยจับ

ที่มา : www.dailynews.co.th

สังเกตอย่างไรว่าถูกงูมีพิษกัดหรือไม่?

งูกัด (Snake Bite) จัดเป็นภาวะสุขภาพที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลและรักษาอย่างเร่งด่วน และเมื่อถูกงูกัด คำถามแรกที่มักจะได้รับกันบ่อย ๆ คือ งูที่กัดนั้นมีพิษหรือไม่ การจำแนกลักษณะบาดแผล และอาการระหว่างถูกงูมีพิษหรือไม่มีพิษกัดนั้นสำคัญมาก เนื่องจากจะช่วยให้ผู้ถูกกัดหรือผู้ที่เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลและดูแลอาการเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และทันเวลาก่อนนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

แต่ไม่ได้หมายความว่า หากเราถูกงูไม่มีพิษกัดแล้วจะไม่เป็นอันตราย เพราะหากถูกงูที่มีหรือไม่มีพิษกัด เราอาจเกิดอาการแพ้ หรือติดเชื้อได้

เด็กเล็ก พ่อแม่ดูแลใกล้ชิด ยังพลาดถูกงูกัดได้
เด็กเล็ก พ่อแม่ดูแลใกล้ชิด ยังพลาดถูกงูกัดได้

วิธีสังเกตแผลงูกัด จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  • งูไม่มีพิษกัด งูชนิดนี้จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปภายในร่างกายของผู้ที่ถูกกัดไม่ได้ และจะพบบาดแผลเป็นรอยฟันบนผิวหนังเรียงเป็นแถว โดยแผลจากงูไม่มีพิษจะต่างจากแผลงูมีพิษที่ไม่ปล่อยพิษ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ถูกงูไม่มีพิษกัดควรเข้ารับการรักษาทันทีเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด งูไม่มีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น งูเขียวชนิดต่าง ๆ งูสิง งูแสงอาทิตย์ งูดิน งูเหลือม หรืองูหลาม
  • งูมีพิษกัด งูชนิดนี้จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปในผิวหนัง เยื่อเมือก หรือดวงตาของผู้ที่ถูกกัด ลักษณะรอยแผลที่พบจะมีรอยเขี้ยว 2 จุดชัดเจน  หรือมีเลือดซึมออกจากแผล และบริเวณรอบ ๆ รอยเขี้ยวมีสีคล้ำ หรืออาจพองเป็นถุงน้ำ ทั้งนี้ งูมีพิษบางตัวอาจกัดโดยไม่ปล่อยพิษออกมา (Dry Bite) ก็ได้ งูมีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยนั้นมีหลายชนิด เช่น งูจงอาง งูเห่า งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม งูสมิงคลา งูกะปะ งูทะเล หรืองูเขียวหางไหม้ เป็นต้น

ผู้ที่ถูกงูมีพิษกัดจะมีอาการแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ได้รับพิษและปริมาณพิษที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย อาการถูกงูมีพิษกัดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มที่ส่งผลต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่

  1. พิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา อาการ เริ่มจากแขนไม่มีแรง กระวนกระวาย ลิ้นเกร็ง พูดจาอ้อแอ้ ตามัว น้ำลายฤูมปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อการกลืนเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด
  2. พิษต่อระบบการแข็งตัวของเลือด (Hematotoxin) ได้แก่ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา และงูกะปะ อาการเริ่มจากปวดแผลมาก มีเลือดซึมออกจากแผล จากอวัยวะต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดา เหงือก ไอ อาเจียน ปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด เกิดจากภาวะระบบไหลเวียนล้มเหลว และเสียชีวิต
  3. พิษต่อกล้ามเนื้อ (Mytotoxin)  ซึ่งมักจะไม่พบในภาวะน้ำท่วม เนื่องจากเป็นงูทะเล พิษงูออกฤทธิ์ทำลายกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่แล้ว มักเป็นกล้ามเนื้อลาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจ
  4. เซลล์ผิวที่ถูกงูกัด (Cytotoxin) พิษงูทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่ถูกงูกัด ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวมแดง หรือเนื้อตาย

    งูมีพิษ สัตว์มีพิษ ปฐมพยาบาลงูกัด
    งูมีพิษ สัตว์มีพิษ ปฐมพยาบาลงูกัด

อาการของผู้ที่ถูกงูกัด

ผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด จะมีลักษณะบาดแผล และอาการที่สังเกตได้ เช่น

  • แผลที่ถูกกัดมีรอยเขี้ยว 2 เขี้ยว
  • เกิดรอยแดงบวมรอบบริเวณที่ถูกกัด
  • รู้สึกปวดแผลรุนแรง
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • หายใจลำบาก
  • ตาเบลอ
  • มีน้ำลาย และเหงื่อออกมากขึ้น
  • รู้สึกชาหรือเป็นเหน็บทั่วใบหน้าและตามแขนขา
  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการรุนแรงเมื่อได้รับพิษงูเข้าไปในร่างกาย โดยเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกงูกัดจะบวมมากขึ้น มีตุ่มน้ำ หรือเนื้อเยื่อตาย หนังตาตก กลืน หายใจ และขยับร่างกายไม่ได้ ช็อกและหมดสติ ไตล้มเหลวโดยมีปัสสาวะออกมาน้อยหรือไม่มีเลย เสียเลือดมากจากการอาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเลือดออกจากปาก จมูก หรือบริเวณที่ถูกกัด หรืออาจร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต

อ่านต่อ>> วิธี ปฐมพยาบาลงูกัด และโรงพยาบาลที่มีเซรุ่ม คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาสีฟันเด็ก

9 ไอเทมขาดไม่ได้! ดูแลคุณแม่และลูกน้อย เติบโตสมวัย สดใส แข็งแรง

ดูแลกันและกันประสาคุณแม่คุณลูกกับ 9 ผลิตภัณฑ์ ของใช้ใกล้ตัว ที่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบาย สุขภาพกายแข็งแรง แถมยังเสริมสร้างพัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย มีติดบ้านหรือพกติดตัวไว้ดีแน่นอนค่ะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids คัดสรรสินค้าแม่และเด็กแต่ละชิ้นมีรางวัลการันตีคุณภาพ Amarin Baby & Kids Awards 2021 ไม่ว่าจะเป็น ยาสีฟันเด็ก เครื่องปั๊มนม สเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค คอกกั้น ขนมเด็ก เป็นต้น

แปรงสีฟัน และ ยาสีฟันเด็ก Jordan

1. แปรงสีฟัน และ ยาสีฟันเด็ก Jordan

ฝึกพัฒนาการง่าย ๆ ในการดูแลตัวเองของลูกน้อยด้วยการแปรงฟันกันค่ะ โดยเฉพาะช่วงฟันน้ำนม Jordan มีแปรงสำหรับเด็กหลายช่วงวัยเพื่อให้เข้ากับสรีระมือเด็ก อย่างรุ่น 3-5 ปี มีขนแปรงนุ่มและแน่นขึ้นเป็น 2 เท่า ปลายมน มีจุดสีฟ้าสำหรับแต้มยาสีฟัน รูที่ด้ามช่วยให้จับถนัดมือทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่จะฝึกและลูกน้อยที่จะแปรงเอง มาพร้อมสีสันลายการ์ตูนสุดน่ารักน่าใช้ ส่วน ยาสีฟันเด็ก กลิ่นหอมสตรอเบอร์รี่ มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 500 PPM ปริมาณเหมาะสมตามที่ทันตแพทย์แนะนำ ปราศจากสาร SLS ที่ทำให้เกิดฟอง และปราศจากน้ำตาล จึงดูแลสุขภาพปากและฟันลูกน้อยได้อย่างหมดจด มาดูแลช่องปากและฟันของเด็ก ๆ ด้วยแปรงสีฟัน และ ยาสีฟันเด็ก JORDAN ที่ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids การันตีคุณภาพ จนได้ รับรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST ORAL CARE PRODUCT FOR KIDS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/jordanthailand/

เครื่องปั๊มนม Malish

2. เครื่องปั๊มนม Malish

คุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกน้อยในวัยที่ต้องดื่มนมจากอกหรือเข้าเต้า การใช้เครื่องปั๊มนมจะช่วยให้คุณแม่สบายตัวขึ้น สำหรับแบรนด์ Malish รุ่น Celia Duo ตัวนี้จะช่วยคุณแม่ปั๊มนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดดเด่นเรื่องจังหวะการดูดเร็ว เกลี้ยงเต้าไว ช่วยเคลียร์ให้เต้าคุณแม่ไม่เป็นก้อน และยังมีบริการเลือกกรวยให้ตรงกับขนาดหัวนมของคุณแม่ด้วย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการทำสต็อกน้ำนม เครื่องปั๊มนม Malish รุ่น Celia Duo มีความโดดเด่นกับฟังก์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณแม่ จนได้รับการการันตีคุณภาพ ด้วยรางวัล RISING STAR สาขา BEST ELECTRIC BREAST PUMP จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://th-th.facebook.com/malishthailand/

สเปรย์แอลกอฮอล์ KUMO

3. สเปรย์แอลกอฮอล์ KUMO

ยุคนี้ขาดไม่ได้เรื่องความสะอาดนะคะ โดยเฉพาะพื้นที่ของลูกน้อยที่เค้าไม่ทันระวังตัว จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยไว้ใจได้ อย่าง Kumo รุ่นนี้เป็นสเปรย์แอลกอฮอล์แบบหัวฉีดฟ๊อกกี้มาตรฐานโรงงานจากญี่ปุ่น ให้สัมผัสละอองสเปรย์ที่อ่อนโยน ทั่วถึง มาพร้อมล็อคเปิดปิดในตัว ผลิตจากแอลกอฮอล์ธรรมชาติ ได้รับมาตรฐาน Food Grade ผ่านการรับรองจาก อย. แล้วว่าไม่มีสารตกค้าง ลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่อาการเจ็บป่วยของลูกน้อย รวมทั้งลดการสะสมของเชื้อราได้ถึง 99.9% เหมาะทั้งใช้ทำความสะอาดมือและสิ่งของเครื่องใช้ทุกชนิดที่ไม่มีปฏิกิริยาเคมีกับแอลกอฮอล์ เช่น มือ ของเล่นเด็ก โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร หน้าจอโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ไม่ใส่สี และน้ำหอม ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง จึงอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบางแพ้ง่าย ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัว สเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค KUMO เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทุกคนในครอบครัว ได้รับการันตีคุณภาพด้วยรางวัล RISING STAR สาขา BEST DISINFECTANT CLEANER FOR KIDS จากการประกวด Amarin Baby & Kids

ข้อมูลเพิ่มเติม SHOPEE

คอกกั้นเด็ก Bebeplay

4. คอกกั้นเด็ก Bebeplay

เมื่อลูกน้อยโตขึ้นพื้นที่สนุกของเค้าก็กว้างขึ้นตามพัฒนาการ คอกกั้นเด็ก Babeplay บอกเลยว่าทั้งน่ารัก ฟังก์ชั่นเพียบ ปลอดภัยหายห่วง เพราะผลิตด้วยวัสดุ HDPE Food Grade และเม็ดสีที่คิดค้นด้วยนวัตกรรม Food Grade Pigment ซึ่งเป็นสีที่ใช้ในการผลิต ขวดนมและยางกัด ผ่านมาตรฐาน Food Contact เจ้าเดียวในไทย แผ่นคอกมีขนาดสูงถึง 62 ซม. ซึ่งเด็กเล็กใช้เกาะเดินได้ แต่ข้ามออกมาไม่ได้ มาพร้อมจุกสูญญากาศที่พื้นกันขยับ ดีไซน์น่ารักเป็นรูปหมี สีสันพาสเทล ส่วนด้านในมีบอร์ดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และยังประกอบง่าย จะปรับทรง เพิ่มขนาด เสริมเครื่องเล่นเป็นเพลย์ยาร์ดเมื่อลูกโตขึ้นก็ได้ด้วยค่ะ คอกกั้น BEBEPLAY ได้รับการการันตีคุณภาพการใช้งานที่คุ้มค่า ด้วยรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST SAFETY FENCE PLAYPEN จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bebeplay.co/pages/hugbear

COCORO

5. ผลิตภัณฑ์ลดเลือนรอยแตกลาย COCORO

คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่จะพบกับปัญหาหนักใจคล้ายกันเรื่องนึง นั่นคือหน้าท้องที่ขยายจากการตั้งครรภ์จะทิ้งรอยแตกลายไว้เป็นของแถม แต่ถ้าคุณแม่เริ่มดูแลเรื่องผิวพรรณได้เร็ว ปัญหานี้ก็จะเบาลงเยอะค่ะ Cocoro เป็นครีมลดรอยแตกลาย แบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก คาโมมายล์ การบูรและอัลลันโทอิน ให้กลิ่นสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสเป็นออยล์เย็น ๆ มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยแตกลาย เพิ่มความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนของผิว คงความชุ่มชื่น และยังช่วยลดรอยแผลหรือคีลอยด์จากแผลผ่าตัดได้ด้วย ใช้ได้ทั้งบริเวณหน้าท้อง หน้าอก ต้นขา และก้น COCORO ออยล์เซรั่ม ได้รับการการันตีคุณภาพเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุณแม่ให้ความไว้วางใจเลือกใช้ กับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST PREGNANCY STRETCH MARKS PRODUCTS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.cocorohanako.com/cocoro-organic-butter

ขนมเด็ก DOZO เบบี้ไบท์ข้าวหอมญี่ปุ่นอบกรอบ

6. ขนมเด็ก DOZO เบบี้ไบท์ข้าวหอมญี่ปุ่นอบกรอบ

คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาขนมเด็กที่มีประโยชน์กับลูกน้อยอยู่หรือเปล่าคะ แนะนำนี่เลย DOZO เบบี้ไบท์ข้าวหอมญี่ปุ่นอบกรอบ เมนูฟิงเกอร์ฟู้ดสำหรับวัยหัดกินอายุ 6 เดือนขึ้นไป ผลิตจากส่วนผสมออร์แกนิคทั้งข้าวญี่ปุ่น แครอท และน้ำตาล ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานจาก USDA ORGANIC ตรารับรองอาหาร และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกา ไม่มีส่วนผสมของกลูเตน ถั่วเปลือกแข็งและนม ไม่เจือสีและกลิ่นสังเคราะห์ ไร้วัตถุกันเสีย ที่ก่อให้เกิดการพ้าอาหาร ขนมเด็ก DOZO Japanese Rice Cracker Baby Bite ได้รับการีนตีว่ามีคุณประโยชน์ดีกับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป ด้วยรางวัล 100 % ORGANIC สาขาอาหารและขนมเด็ก BEST BABY FOOD AND SNACKS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.tops.co.th/th/dozo-baby-bite-japanese-rice-cracker-carrot-24pcs-50g-8851004813538

. หมอนกันกรดไหลย้อน PAPA BABY

7. หมอนกันกรดไหลย้อน PAPA BABY

อีกหนึ่งไอเทมสำหรับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพของลูกน้อยตั้งแต่แรกคลอด ต้องนี่เลยค่ะ PAPA BABY ที่นอนกันกรดไหลย้อนเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ช่วยให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้ง่ายขึ้น ดีไซน์ให้รองรับลูกน้อยคล้ายกับการอุ้มของแม่ ช่วยป้องกันกรดไหลย้อนและลดอาการแหวะนม เบาะหนานุ่มทำให้ลูกยังนอนหลับสบาย ตื่นมาสดใส ไม่งอแง หมอนกันกรดไหลย้อน PAPY BABY ได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST BABY BEDDING PRODUCTS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.papa.co.th/search/tag/หมอนกันกรดไหลย้อน

อาหารเสริมสำหรับเด็ก BAMBOLINA

8. อาหารเสริมสำหรับเด็ก BAMBOLINA

อาหารเสริมสำหรับลูกน้อยวัย 6 เดือนขึ้นไปจากแบรนด์ BAMBOLINA ที่เน้นคุณค่าจากผลไม้บดแท้ ๆ ไร้สารปรุงแต่ง ผลิตจากประเทศเบลารุส (ยุโรปตะวันออก) ผ่านการรับรองจากอย. รสชาติหวานอร่อยเป็นธรรมชาติ มีให้เลือกหลายรสชาติตามความชอบของลูกน้อย ตัวช่วยดี ๆ ที่คุณแม่จะให้ลูกกินผลไม้ได้ทุกที่ทุกเวลา BAMBOLINA อาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีคุณประโยชน์ต่างร่างกายของเด็ก และเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ไม่มีน้ำตาล ไม่ปรุงแต่งรสชาติ ไม่มีวัตถุกันเสีย ทำให้ได้รับการันตีด้วยรางวัล  NATURAL & ORGANIC สาขาอาหารและขนมเด็ก BEST BABY FOOD AND SNACKS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม SHOPEE  

นิทานชุดป๋องแป๋ง จาก PASS EDUCATION

9. นิทานชุดป๋องแป๋ง จาก PASS EDUCATION

การอ่านนิทานให้ลูกฟัง และอ่านไปพร้อมกับลูก เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่พ่อแม่สามารถใช้เวลาร่วมกันกับลูก และยังเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับลูกด้วยนะคะ ขอแนะนำ PASS EDUCATION สำนักพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก เพื่อส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ และพัฒนาการพัฒนาการเชิงบวกของเด็ก โดยมีหนังสือนิทานยอดนิยมมากมาย เช่นนิทานชุดป๋องแป๋ง สำนักพิมพ์ PASS EDUCATION กับชุดหนังสือนิทานที่มีคุณภาพ เป็นสื่อที่มีประโยชน์ต่อเด็กและครอบครัว ได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST CHILDREN’S BOOK PUBLISHER จากกรประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.passeducation.com/en/

คุณพ่อคุณแม่ถูกใจใช่เลยกับสินค้าแม่และเด็กชิ้นไหนกันบ้างคะ ถ้าถามเราก็ว่าดีทั้ง 9 แบรนด์เลยค่ะ ทั้ง ยาสีฟันเด็ก แปรงฟันสีฟันเด็ก คอกกั้นเด็ก ออลย์ทาผิวคุณแม่ หนังสือนิทาน อาหารเสริม ขนมเด็ก เครื่องปั๊มนม เป็นต้น ที่สำคัญทุกแบรนด์มีรางวัลการันตีคุณภาพด้วยนะคะ

แกล้งเด็ก หลอกเด็กให้กลัว

ฟิลเตอร์ แกล้งเด็ก หลอกผีอย่าหาทำ!ลูกขี้กลัวจนป่วยได้

เมื่อคอนเทนต์สำคัญกว่าอนาคตเด็ก แกล้งเด็ก หลอกผีบน Tiktok ติดเทรนด์ฮิตใคร ๆก็ทำกัน แต่รู้ไหมผลร้ายเกิดแก่ลูกคุณ พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจพังเพียงเพื่อให้สนุก

ฟิลเตอร์ แกล้งเด็ก หลอกผีอย่าหาทำ! ลูกขี้กลัวจนป่วยได้

หลอกให้ลูกกลัว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกของพ่อแม่ เพื่อหวังผลให้ลูกทำตาม จัดการกับความดื้อซนของลูก เช่น ถ้าดื้อ…เดี๋ยวให้หมอฉีดยาเลย เดี๋ยวให้ตำรวจมาจับไป เดี๋ยวผีจะมาหลอก เป็นต้น เป็นวิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ เพราะสามารถทำให้สถานการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะสถานการณ์เฉพาะหน้าที่พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมลูกได้ ให้ผ่านพ้นไปได้ และได้ผลรวดเร็ว

ในสังคมปัจจุบัน ที่โลกสื่อสารกันด้วย สื่อโซเซียล ไม่ว่าจะเป็น Facebook  Tiktok Line Instragram และช่องทางอื่น ๆ ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญมีลูกเล่น ฟิลเตอร์ และเทรนฮิต มากมาย ที่ถูกใจคนเล่น เพราะได้รับผลตอบรับแทบจะทันที ที่เราสื่อสารออกไป ทำให้ไม่ว่าผู้ใหญ่ วัยรุ่น เด็กเล็ก เด็กโต หรือแม้แต่ผู้สูงอายุ ยังมี account เป็นของตนเอง

สื่อโซเซียล ในชีวิตคนสมัยนี้
สื่อโซเซียล ในชีวิตคนสมัยนี้

คอนเทนต์ คืออะไร?

คอนเทนต์ คือ สาร ที่ผู้ส่งสารต้องการส่งไปยังผู้รับสารในรูปแบบต่างๆ เช่นคลิปวิดีโอ คลิปเสียง รูปภาพ อินโฟกราฟิก นิทาน เพลง ฯลฯ  อาจเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้หลายอย่างรวมกัน เพื่อสื่อให้ผู้รับสารเข้าใจตรงกันกับเรา

การสร้างคอนเทนต์ จึงเป็นสิ่งที่ต่างคนต่างคิดหาวิธีให้มีคอนเทนต์ที่มีผู้คนสนใจยิ่งมีจำนวนมากยิ่งดี จึงมีเทรนด์ฮิตแปลก ๆ ทั้งน่าสนใจบ้าง และไม่น่าสนใจ หรือบางเทรนด์ออกไปในแนวอันตรายบ้าง เช่นในเทรนด์ฮิต tiktok ที่ใช้ฟิลเตอร์ผีหลอกถ่ายคลิปกับเด็กเล็ก ให้เด็กดูหน้าจอแล้วผู้ใหญ่จะวิ่งหนีออกจากห้อง โดยทิ้งเด็กไว้ในห้อง ภาพก็จะมืดลง แล้วผีก็จะโผล่ออกมา แกล้งเด็ก ให้เด็กกลัวจนร้องไห้ สร้างความสนุกสนานกับผู้รับชม

สร้างรอยบาดแผลเด็ก บนความสนุก!!

จากกรณีดังกล่าว เพจดังอย่าง Drama addict ได้แสดงความห่วงใย พร้อมทั้งยกคำแนะนำของคุณหมอมาฝากไว้ให้คิดกัน ดังนี้

ฟิลเตอร์ผีหลอกที่นิยมกันใน tiktok ตัวนี้ในบ้านเราจะฮิตใช้ถ่ายคลิปกับเด็กเล็ก โดยให้เด็กดูหน้าจอ แล้วพอฟิลเตแร์ทำงาน ผู้ใหญ่จะวิ่งหนีออกจากห้อง ทิ้งเด็กไว้ในห้อง แล้วภาพก็จะมืดลง และมีผีตัวนี้โผล่ออกมา บางคลิปเด็กกลัวจนร้องไห้เลย
บ้านไหนทำงั้นกับเด็กๆ ขอให้ระวัง “การปลูกฝังความกลัวโดยไร้เหตุผล”
ซึ่งแลกมาด้วยพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กที่ถดถอย
อย่าเห็นแก่การทำคอนเท้นท์ลงโซเชี่ยล โดยเอาเด็กมาเสี่ยงแบบนั้นครับ
https://www.babybbb.com/article_detail.php?nid=530

แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังลงไปในความรู้สึกของลูก คือ ‘ความรู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผล’ ในขณะที่ เหตุผล คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังลูกตั้งแต่วัยนี้ด้วยเช่นกันเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลและมีสมดุลทางอารมณ์ ดังที่ ศ. เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ได้เคยบอกไว้ว่า

เพจ Drama addict เตือน แกล้งเด็ก แบบนี้อันตราย
เพจ Drama addict เตือน แกล้งเด็ก แบบนี้อันตราย
“ในบรรดาความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความเข้มแข็งของเด็กคือความกลัว (FEAR) ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ ว้าวุ่น หวาดกลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง และพาลเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จึงต้องพยายามเลี้ยงลูกอย่าให้เป็นคนขลาด กลัวอะไรโดยไม่มีเหตุผล”
ดังนั้นการหลอกให้ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล หรือกลัวในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องกลัว จึงเป็นเสมือนการตอกย้ำให้พัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจของลูกย่ำอยู่กับที่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ผลจากการถูกหลอกให้กลัว…อย่างไร้เหตุผล
แน่นอนว่า ความกลัวอย่างไร้เหตุผล ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจของลูกโดยตรง โดยเฉพาะลูกวัยที่จินตนาการกำลังเบ่งบาน ทำให้เมื่อไรที่เขารู้สึกกลัว ความกลัวนั้นจะฝังแน่นในความรู้สึกมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า และด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ ทำให้การใช้เหตุผลของลูกยังไม่ดีพอ โอกาสที่ดีกรีความกลัวจะพลุ่งพล่านจึงมีมากขึ้น
หากเราหลอกให้ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล ความกลัวนี้จะติดไปจนกระทั่งเขาโต และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวในสิ่งที่ไม่น่าจะกลัว เช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“เป็นการสร้างนิสัยให้เด็กขาดการใช้ความคิดไตร่ตรอง ใคร่ครวญหาความจริงด้วยเหตุผล ทำให้เสียบุคลิกภาพ ยิ่งไปกว่านั้น หากลูกมีความกลัวอย่างรุนแรง เมื่อต้องอยู่ในภาวะเช่นนั้นนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการทางประสาทได้ เช่น เด็กที่กลัวความมืด หากให้อยู่ในห้องมืดคนเดียว จะเกิดความเครียด นอนไม่หลับในเวลากลางคืน หัวใจจะเต้นเร็ว ในสมองจะจินตนาการไปต่าง ๆ นานา และสามารถหวีดร้องได้เมื่อใบไม้ใบหนึ่งปลิวมาปะทะหน้าต่าง ทั้ง ๆ ที่ในความมืดนั้นไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น การช่วยให้เด็กเลิกกลัวอย่างไม่มีเหตุผลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะช่วยพัฒนาการใช้เหตุผลของเด็ก ให้รู้จักคิดใคร่ครวญ พิสูจน์ความจริงก่อนตอบสนอง เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่กลัวสิ่งใดง่าย ๆ ทั้งเป็นการช่วยทำให้เด็กไม่หลงเชื่อสิ่งใดอย่างง่าย ๆ เพียงเพราะรู้สึกกลัวอย่างไม่มีเหตุผล”
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/DramaAdd
แกล้งเด็ก จนกลัว ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ
แกล้งเด็ก จนกลัว ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ

หลอกให้เด็กกลัวอย่างไร้เหตุผล จะเกิดผลเสียอย่างไร?

โรคกลัวของเด็กเป็นความผิดปกติ ทางจิตเวชจัดอยู่ในกลุ่มโรควิตกกังวล ซึ่งเด็กจะมีอาการกลัวสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่างมากเกิน กว่าปกติ และเป็นความกลัวที่ค่อนข้างจะไม่สมเหตุสมผล ถึงเด็กจะรู้ตัวแต่ก็ไม่สามารถหยุดความกลัวได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความกลัวพวกเขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์

เมื่อพ่อแม่ได้ทราบถึงผลเสียของการ แกล้งเด็ก ให้กลัว จนลูกอาจเกิดอาการวิตกกังวลได้แล้ว พร้อมกันนี้เราได้นำบทความของ พญ.ชนม์นิภา แก้วพูลศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 มาฝากกัน เพื่อให้พ่อแม่ได้เฝ้าระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ฝังใจลูกได้

ความวิตกกังวลของเด็ก แบ่งเป็น”โรค”อะไรได้บ้าง

ความวิตกวังกลในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ลักษณะอาการที่ปรากฏอาจแสดงออกมา ในรูปแบบอารมณ์หงุดหงิด ปวดหัว ปวดท้อง ซึ่งบางครั้งเด็กเองก็ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ว่ามีสาเหตุมาจากเรื่องอะไร การรักษาอาจรักษาด้วยยา หรือปรับความคิดของเด็ก เช่น ให้เด็กรู้อารมณ์ตนเองที่เกิดขึ้นว่าคืออารมณ์อะไร ความรุนแรงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน เพื่อฝึกจัดการความคิดในเรื่องที่สามารถจัดการได้ ช่วยให้เด็กลดความกังวลลง

โรคกลัวการเข้าสังคม

เป็นความกังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม กลัวการวิพากย์วิจารณ์ของคนอื่น หรือกลัวว่าจะมีการแสดงออกที่เป็นที่หน้าอายต่อคนอื่น ทำให้เด็กเกิดการเก็บตัว ไม่อยากออกไปพบผู้อื่น หรือไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าผู้คน บางครั้งผู้ปกครองอาจมองว่าเด็กขี้เกียจหรือขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก

เทคนิคการรักษา : ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กรับรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่เป็นเพียงความวิตกกังวล ชี้นำให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้นจากความกังวล ทำให้เด็กเห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เด็กรู้สึกกลัว สอนให้เด็กจัดลำดับความกลัว และสอนวิธีการรับมือกับความกลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากน้อยสุดไปมากสุด หรืออาจมีการใช้ยารักษาร่วมด้วย

โรค selective mutism หรือการไม่ยอมพูดในบางสถานการณ์

เด็กจะไม่พูดในบางสถานการณ์หรือเวลาอยู่กับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย แต่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ปกติ และสามารถพูดได้ปกติเมื่ออยู่กับบุคคลที่คุ้นเคย เช่น สมาชิกในครอบครัว

เทคนิคการรักษา : ผู้ปกครองควรสร้างแรงจูงใจให้เด็กเห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก อาจเริ่มจากการให้เด็กทำท่าทางแสดงออกตอบสนองเวลาสื่อสาร เช่น การพยักหน้า ส่ายหน้า แสดงออกทางสีหน้า และชมเชยเมื่อเด็กมีการตอบสนองที่ดี แต่หากเด็กมีอาการเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหรือโรคอื่นๆ อาจต้องมีการใช้ยารักษาร่วมด้วย

เด็กขี้กลัว อย่างไม่มีเหตุผล
เด็กขี้กลัว อย่างไม่มีเหตุผล

โรคแพนิก (panic disorder)

ภาวะตื่นตระหนกของร่างกาย เช่น ภาวะใจสั่น เหงื่อแตก คลื่นไส้ มึนหัว เจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด หรือเกิดขึ้นค่อนข้างเร็วภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที จนทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมากและเด็กเกิดความกลัว

เทคนิคการรักษา : ผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจกับเด็กว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอาการแพนิก ซึ่งไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรงหรืออันตรายแก่ชีวิต ลักษณะของอาการสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้โดยไม่มีสาเหตุ แต่ในช่วงหลังๆ ของอาการอาจเกิดขึ้นได้จากการมีสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียดที่สะสมโดยไม่รู้ตัว อาการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ จนบางครั้งอาจทำให้เด็กเกิดความกังวลจนไม่กล้าเข้าสังคมได้ นอกจากการทำความเข้าใจอาการและสาเหตุแล้ว อาจจะต้องใช้การรักษาด้วยยาร่วมด้วย

อ่านต่อ>> แกล้งเด็กไม่ใช่เอ็นดู ส่งผลเสียต่อพัฒนาการลูกอย่างไร คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นเสือ

ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร?

ฝันเห็นเสือ สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าป่า มีความดุร้าย อันตราย อาจถึงแก่ชีวิต หากได้เผชิญหน้ากัน ฝันแบบนี้จะสื่อถึงอะไร เกี่ยวข้องกับตัวเลขใดบ้าง

ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร?

หากเมื่อคืนคุณ ฝันเห็นเสือ ตื่นขึ้นมาคงยังรู้สึกช็อค ตื่นเต้น ตกใจ เสือที่กินเนื้อสด ๆ เป็นอาหาร ปราดเปรียว ว่องไว ความฝัน นี้บ่งบอกถึงเรื่องใด ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมความหมายที่เกี่ยวข้องกับการฝันเห็นเสือต่าง ๆ มาให้แล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร?

ฝันเห็นเสือหลายตัว
ฝันเห็นเสือหลายตัว

ภาพรวมความหมาย ฝันเห็นเสือ

ทำนายว่า ตามตำราทำนายฝันโบราณระบุว่า ถ้าคุณ ฝันเห็นเสือ จะมีเรื่องดี ๆ การงานจะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ ก้าวหน้า อะไรที่ติด ๆ ขัด ๆ มันจะผ่านพ้นไป ที่สำคัญเรื่องเงินทองโชคลาภจะมีราชรถวิ่งเอามาให้ ไม่ว่าจะเป็นลาภลอยหรือลาภจริง

ความรัก

ตามตำราทำนายฝันโบราณระบุว่า ถือเป็นนาทีทองของคนที่ชอบอารมณ์ในการมีความรักและคนที่เราแอบชอบ แอบรักเข้ามาใกล้ชิด เพราะคุณจะเนื้อหอมมากกว่าน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือถ้าคุณมีแฟนแล้วฝันแบบนี้ระวังงานงอก บ้านพัง แนะนำให้วางตัวให้ดี ๆ ไม่เช่นนั้นจะมีเหตุนองเลือดจะหาว่าไม่เตือน

เลขเด็ด

เลข 3 เลข 5 เลข 6 และเลข 8

 

ฝันเห็นเสือ 1 ตัว

ทำนายว่า ช่วงนี้จะทำอะไรก็ให้แบ่งรับแบ่งสู้อย่าเพิ่งทุ่มไปซะจนหมดตัวและหัวใจ สิ่งที่คุณหวังไว้จะได้สมหวังดังคิด เหมือนเนรมิตได้ดังตาเห็น จะมีโอกาสได้โชคลาภจากการเสี่ยงโชค

ความรัก

ช่วงนี้ควรระวังเนื้อระวังตัวให้มาก อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินไป คู่รักที่คบกันมานาน ถึงเวลาแล้วที่จะได้ประกาศฤกษ์ดีเสียที คุณมีโอกาสที่จะพบกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน และเกิดอาการบันดาลโทสะได้ง่าย ๆ

ดวงการเงิน การงาน

จะเกิดเรื่องติด ๆ ขัด ๆ จากผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานกับพี่น้องเครือญาติ จะมีคนทำให้เสียทรัพย์สินเช่น รถยนต์ นาฬิกา ทอง เพราะความไว้ใจจึงทำให้เสียรู้คนอื่น อย่าเพิ่งลงทุนร่วมหุ้นกับใครหากยังไม่รู้ใจกันดีพอ ต้องศึกษาประวัติกันให้ดีก่อน ป้องกันปัญหาที่จะตามมา

เลขมงคล เด่นนำโชค

0 2 6

เลขมงคล เด่นรอง

16 35

556 325

 

ฝันเห็นเสือหลายตัว

ทำนายว่า ต้องระวังเป็นพิเศษกับเรื่องสุขภาพของผู้ใหญ่ที่จะไม่ค่อยปกติและเป็นเหตุ ให้ท่านกังวลใจ เพศตรงข้ามจะนำพาโชคทางการเงินมาให้คุณ หากมีการเดินทางจะราบรื่นและปลอดภัยทุกประการ

ความรัก

คนที่มีคู่แล้วจะมีปากเสียงกันบ่อย ไม่เข้าใจกันบ่อย ถ้ายังไม่รู้จักอภัยให้กันและกัน ระวังจะเกิดการขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่คุณก็เก่งนะที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตัวคุณเอง ปัญหาทางความรักจะมาจากอารมณ์ของคุณเอง ถ้าควบคุมอารมณ์ได้ดีก็ยังราบรื่นเป็นปกติดี

ดวงการเงิน การงาน

มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนงาน ออกจากงาน บางทีถึงขั้นตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพเลยก็เป็นได้ ระวังจะเกิดปัญหากับเพื่อนฝูงที่ไปช่วยเหลือแบบไม่มีเหตุผล คนทำธุรกิจอิสระจะมีโอกาส เจริญก้าวหน้า เป็นอย่างดี

เลขมงคล เด่นนำโชค

3 6

55 21 52 36 046

 

ฝันเห็นเสือโคร่ง

ทำนายว่า จะมีเหตุให้ต้องเดินทางไปธุระหลายแห่งจนแทบไม่มีโอกาสหยุดพัก เร็ว ๆ นี้ คุณมีดวงที่จะต้องเดินทางไกล มีโอกาสพบผู้ช่วยเหลือแบบฟลุค ๆ

ความรัก

ความรักไม่ได้ดังใจที่คุณคิดไว้ มักได้ยินเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่เป็นประจำ ระวังจะแอบชอบคนมีเจ้าของและก็อาจทำให้คนที่แอบชอบคุณเกิดความไม่พอใจและเกิดการขัดแย้งกันได้ คนที่เคยทะเลาะกันหรือหึงหวงกันอยู่จะดีขึ้น และกลับมารักใคร่กันดีกว่าเก่า

ดวงการเงิน การงาน

การเงินเข้ามือขวาออกมือซ้าย เก็บเงินไม่ได้ เริ่มเป็นหนี้เป็นสิน กระทบกับชีวิตประจำวัน ระวังให้ดี มีการขัดแย้งกันในทีมงานถึงขั้นแตกแยกท่านจะร้อนใจเพราะลูกน้องลูกจ้างหรือบริวาร อย่าเพิ่งลงทุน ขยับขยาย ทำอะไรเสี่ยง ๆ ได้ไม่คุ้มเสีย

เลขมงคล เด่นนำโชค

3 5 7 9

เลขมงคล เด่นรอง

10 39

35 116

 

อ่านต่อ…ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร? คลิกหน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ไข้หวัดใหญ่ ระบาด

เตือนไข้หวัดใหญ่ระบาด!รุนแรงในรอบ 2ปีรีบฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี เพื่อคนไทยปลอดภัยในยามที่ ไข้หวัดใหญ่ ระบาด เมื่อหมอเตือนให้พ่อแม่ระวังลูกน้อยอย่างใกล้ชิด แล้ววัคซีนป้องกันจะช่วยได้แค่ไหนใครได้สิทธิ

เตือนไข้หวัดใหญ่ระบาด!รุนแรงในรอบ 2ปีรีบฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2565 นี้ มีรายงานพบผู้ป่วย 2,820 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 มิถุนายน 2565) โดยได้จำแนกกลุ่มผู้ป่วยตามอายุ ดังนี้

  • ผู้ป่วยอายุ 15-24 ปี พบมากที่สุด คิดเป็น 11.45%
  • กลุ่มอายุ 25-34 ปี คิดเป็น 10.11%
  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ กลุ่มเด็กแรกเกิด – 1 ปี คิดเป็น 9.93%

เปิด “พยากรณ์โรค และภัยสุขภาพ” ของกรมควบคุมโรค

ทางกรมควบคุมโรค ยังได้พยากรณ์โรค และภัยสุขภาพไว้ โดยคาดว่าจะมีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การไม่บังคับการสวมใส่หน้ากากอนามัย การเลิกล็อคดาวน์ เป็นต้น ดังนั้นจึงได้เตือนให้ประชาชนดูแลตนเอง และบุตรหลานเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และโรคโควิด-19 โดยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในบริเวณที่ชุมชน เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล แม้ว่ามาตรการป้องกันโรคจะผ่อนคลายลงแล้วก็ตาม

เด็กป่วย ไข้หวัดใหญ่ มากขึ้น
เด็กป่วย ไข้หวัดใหญ่ มากขึ้น

หมอเตือน ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ปีนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปี!!

โรคไข้หวัดใหญ่ ที่อาจจะกลับมาระบาดในปี 2565 หลังจากลดลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 คาดการณ์ว่าจะมีความรุนแรงกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนใหญ่ มีการเว้นระยะห่าง และสวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นกิจวัตร ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี

แต่ในอีกนัยหนึ่งประชาชนก็ขาดโอกาสในการรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อีกทั้งหลังจากที่มีการประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันต่างๆ ยกเลิกการสวมใส่หน้ากากอนามัย ก็จะทำให้ประชาชนมีโอกาสรับเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน และหลายประเทศอยู่ในช่วงฤดูฝน มีอากาศชื้น ทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายและมีอายุนานขึ้น การที่ร่างกายห่างหายจากภูมิคุ้มกันเป็นเวลานานนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โรคทวีความรุนแรงและกว้างขวางมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรง เช่น สตรีมีครรภ์ เด็กเล็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

เสี่ยงเสียชีวิต 2 เท่า หากติดเชื้อทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่!!

จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์โดย The Lancet (ตีพิมพ์ 25 มีนาคม 2565) พบว่าผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากขึ้นถึง 2 – 4 เท่า เมื่อเทียบกับเป็นโรคโควิด-19 เพียงโรคเดียว ในขณะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต สูงถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศอื่นๆ ยังพบว่า 7 ใน 10 คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม การอักเสบของสมอง ความล้มเหลวของอวัยวะหลายส่วน และภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตอีกด้วย

ลดอาการรุนแรงได้หากได้รับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ในกลุ่มเด็กเล็ก
ลดอาการรุนแรงได้หากได้รับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ในกลุ่มเด็กเล็ก

ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด ป้องกันไข้หวัดใหญ่

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงกรณีเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น ไม่เกี่ยวกับเมือกในลำคอแห้ง แต่ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคในร่างกายและวิธีปฏิบัติในการป้องกันโรค พร้อมแนะประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด”  ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์  หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยร่างกาย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงควรดูแลเป็นพิเศษ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการป่วยและเสียชีวิตได้

ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด ป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์

  1.  ปิด  คือ ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้ผ้า หรือกระดาษทิชชู่ปิดปาก และจมูกทุกครั้ง และหากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  2. ล้าง คือ ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำ และสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได ราวบนรถโดยสาร เป้นต้น
  3. เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือในสถานที่แออัด มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
  4. หยุด คื อ เมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มาก ก็ควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ

ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

อ่านต่อ>> วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้จริงหรือ ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วยังต้องฉีดอีกไหม คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

ประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 รอบคัดเลือก

ประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 กลับมาอีกครั้ง! กับการประกวดคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาเป็นหนึ่งในทีมคุณแม่ Influencer มืออาชีพกับ Amarin Baby & Kids และชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมโอกาสเป็น Influencer มืออาชีพ กับ Amarin Baby & Kids

ใครจะมีสิทธิ์ได้ร่วมประกวดกันบ้าง…เช็กรายชื่อได้ที่นี่!!

ภาคเหนือ

  • ฆรณี อ่อนประไพ
  • จิณณ์ณิตา แก้วมา
  • ชญานิศ จิตอารี
  • ณฐมณฑ์ สุริยะ
  • ณฐารินทร์ ชีพเพียงสรวง
  • ทัศนีย์ ใจดี
  • นรัถภร สายคำฟู
  • นฤมล พลจรัส
  • นางกิติยา ทองปิ่น
  • นิลเนตร ไชยศร
  • บุญยาพร ธรรมกันธร
  • ประภัสรา ผลเชื้อ
  • พรรณิกา ศิริ
  • พัชรประภา บุญก้ำ
  • เพียงตะวัน พุฒกรณ์
  • ไพลิน จันทร์ปัญญา
  • มณีพลอย  เมืองอินทร์
  • มาลินี ตระกูลทวีทรัพย์
  • รุ่งอรุณ จันทร์รุ่งเรือง
  • ศรัณย์พัทธ์ มาละวรรณา
  • ศิรินภา จันทร์ทิพย์
  • ศิรินันท์ เขื่อนแก้ว
  • ศิริพร จันทร์ส่อง
  • ศิวิมล พานิชย์วิไล
  • สุภาพร กันทศรี
  • อมรรัตน์ ชุมภู
  • อังศุลิน ตั้งใจ
  • อาทิตยา ดอกไม้
  • อิงอร เลิศธีรวัฒน์
  • ไอลัดดา ทองจูด
  • Bunika Suppradit

 

ภาคกลาง

  • กชกร สุวิยานนท์
  • กฐิน อนุสุริยา
  • กนกวรรณ ประสิทธิ์
  • กมลวรรณ​ ฟ​องวัฒนากุล​
  • กรรณิการ์ ศิริคณินทร์
  • กุลธิดา ชอบประดู่
  • เกตทิพย์ เกษโกวิท
  • ขวัญรวีร์ เอี่ยมสุเมธ
  • จิราวดี พลประทีป
  • ชนิกานต์ กาญจนเพชร
  • ชมพูนุท จันพร
  • ชลนิกา ไวโรจนกิจ
  • ชุติมา บัญชางาน
  • ฐนัญญา จงพิศุทธิโสภณ
  • ฐิติพร มุทาพร
  • ณัฐกานต์ วะรางกุล
  • ณัฐชา  แสงสว่าง
  • ณัฐณิชา ตันศิริ
  • ณัฐพร จิรศักยกุล
  • ณิชาภัทร ปึงสุวรรณ
  • ทัศนีย์ ธาตรีกิติภูมิ
  • ทิพย์ธัญญา คำกอง
  • ธนัญญา ทวินันท์
  • ธัญลักษณ์ แมคกี
  • ธิดา ผุดผ่อง
  • ธิรดา ช่วยสำเร็จ
  • นฤกานต์ ศุภวิโรจน์เลิศ
  • นิศานาถ สุขประเสริฐ
  • บุตศลักษณ์ รัตนสุนทรสิทธิ์
  • ปภาวรินทร์ บำเพ็ญ
  • ประกายรัตน์ เอื้อนุกูล
  • ประภัสสร แก้วทวี
  • ปวันรัตน์ ผ่องอินทรกุล
  • ปวีณา บุญเกิด
  • ปัณณพร  นาแรมงาม
  • ปาณิสรา ฮะหลี
  • ปิ่นฤทัย อัครฐานพันธ์
  • พรภัส เพชรตระกูลเจริญ
  • พราว มุญจนพงษ์
  • พัชรมัย สวนาพร
  • พัชราภรณ์ เซ็นสาส์น
  • เพ็ญพร  ดวงแก้ว
  • เพ็ญสุดา สงวนวงษ์
  • ภัณฑิรา สมานมิตร์
  • เมริริน ชูเชิด
  • รพีพรรณ รัตนโกมุท
  • รังสิมาลิน หวังศิริ
  • รินทร์ชิสา เรวัตร์จารุภัทร์
  • วรันธร สุวัตถิกุล
  • วรางคณา ทับกิ
  • วราภรณ์ ทองดอนเปรียง
  • วริษฐา นิมิตรพรสุโข
  • วริษา รัชตะนาวิน
  • วิชุภรณ์ บุญธนะไพศาลวงศ์
  • วิภาดา​ ขัน​โคก​กรวด​
  • วิภาวัลย์ เจริญสุข
  • วิลาวรรณ กุศล
  • วีระยา สุขแระเสริฐ
  • ศศิพิมพ์  สาระธนะ
  • ศศิวรรณ แก้วรัตน์
  • ศิรินุช  กลิ่นทวี
  • ศิริวรรณ  สาพรม
  • ศิโรรัตน์ จริเกษม
  • สนธยา แสงงามปลั่ง
  • สรารัตน์ ศรีชาลี
  • สินี เรืองขษาปณ์
  • สุธาสินี โพธิสารัตนะ
  • โสภิดา  สุภาจักร์
  • หทัยชนกก์ แสงภู่
  • หทัยรัตน์ เหมือนดี
  • อภิญญา พิพัฒนชัยภูมิ
  • อรัญญา นามจันทร์ดา
  • อลิษา ศรนารายณ์
  • Jintamai Wongpiyachon
  • Natthamon Doungla

 

ภาคอีสาน

  • กมุทรัตน์ ศิริสุข
  • กัณต์นันท์  เกินขุนทด
  • เกตุวดี สิทธิวงษ์
  • ขวัญจิรา บุญจูง
  • จารุรัตน์ จันทร์วันเพ็ญ
  • จิราภา หอวิจิตร
  • เจนจิรา สุขเนียม
  • ชญานิศ  รัตนวงศ์ชัย
  • ชนิกานต์ ฉันทะนิตย์
  • ชุติมา ทิพยจันทร์
  • ณัฐกฤตา ลิขิตธนพลกุล
  • ทิชานันท์ บุรี
  • ธีราพร แพงมาลา
  • นางเมธาพร  บรรเทาพิษ
  • นิลุบล สำลี
  • นิษฐ์รฐา สกุลชัยเมธีดิลก
  • ปัณณพัทธ์ หล่อวิวัฒนพงศ์
  • ปาริชาติ เสาแก้ว
  • ภัทรีญา ขวัญเมือง
  • ภิญาดา อาทิตย์วงษ์
  • รัตนาภรณ์ ทองอินทร์
  • รุจิรดา สันติวิวัฒนพงศ์
  • วรินทราย เจียรนันทรานนท์
  • วาฐินี กะการดี
  • ศรัญญา ศรีบุตรดา
  • ศิรินันท์ นันทโชติวัฒนากุช
  • สุดารัตน์ คามวัลย์
  • สุพิชญา สนรัมย์
  • สุภารัตน์ การคิด
  • สุวรรณี สมศรี
  • อธิชา บุญพันธ์

 

ภาคใต้

  • กมลกานต์ พัฒนพงค์
  • จันทร์ทิพย์ มอญทอง
  • จุฑาภรณ์ ปีนะกาตาโพธิ์
  • ชนนิกานต์ นพภาพันธ์
  • ณัฐนันท์ ศรีวัฒนานุพงศ์
  • ณัฐวดี สินสวัสดิ์
  • ธารทิพย์ ตันชวลิต
  • นฤพร เวชยกุลชัย
  • นาถลัดดา เลอวิศิษฎ์
  • ประณยา อำพันสกุล
  • ปราณปรียา วรรณรัตน์
  • พลอยลดา มาบัง
  • พัชรนันท์ ชูศรีนวล
  • ภัทรธีญา ลาวัลแก้ว
  • มนัสชนก เรืองธารา
  • รัชภร สิทธิเดช
  • วัลย์ลิกา สุดจันทร์
  • ศศิภัสสร เนปเปอร์
  • ศศิภีกดิ์ฤดี สิริสรณ์สิริ
  • อมรรัตน์ สาตแสงพุฒ
  • อาวาตีฟ อับดุบกาเดร์

 

กรุงเทพมหานครฯ

  • กณิกนันต์ เพียรลิขิต
  • กนกธร แซ่หยี
  • กนกวรรณ ตันกายา
  • กมลวรรณ โชตินิพัทธ์
  • กมลวรรณ บุญทาตุ้ย
  • กมลวรรณ ศิวะพรพันธ์
  • กัญจน์กมล กิจจุลลจาริต
  • กัณฐิกา มั่นชูพงศ์
  • กันตพร อุบลวรรณี
  • กัลญ์วิกา เยี่ยมแสง
  • กัลยา จะไป
  • กำไรมาศ ขันแก้ว
  • เกวลิน สุระเกษ
  • ขวัญฤดี มีเมืองเก่า
  • จารุทัศน์ ตั้งพานิชดี
  • จิรนันท์ ขวัญศรี
  • จิรัฐิพร ปัญญารัตนากร
  • ฉัตรพร ทรงนวรัตน์
  • ชนม์ณกานต์ นิวาตวงศ์
  • ชนัญธิดา สมบัติศิริ
  • ชมขจร เชียงจง
  • ชไมพร เกิดสุทธิ
  • ชรินทร์ทิพย์ ทองสุกโชติ
  • ชศาภรณ์ สังข์แก้ว
  • โชติรส โรจน์รุ่งสัตยุ
  • ญาชิตา ธัญญาทวีกร
  • ฐิตารัตน์ ฐิรเรืองรัตน์
  • ณัฎฐกานต์ ธีรบุตรอนันต์
  • ณัฐนรี เนตรลักษณ์
  • ณัฐวดี ระวัง
  • ณัฐสลัลภร แสงวีระศิริ
  • ณิชชา นพกิจกำจร
  • ณิฐชมนต์ สวัสดิ์วัฒนดล
  • ณิรินทร์ญา เกตุวงษ์
  • ณีนภา
  • ดลหทัย เต็มสินสุข
  • ดารณีย์ แตงชุมพล
  • ธนวรรณ เดชชุษณะนาถ
  • ธนัฏฐา เนียมประดิษฐ์
  • ธนิดา จันธำรงค์
  • ธัญญ์ธิชา  อินปา
  • ธัญญา​ กอวิรัตน์
  • ธันย์ชนก ธิจีน
  • ธิดารัตน์ สว่างทิพย์
  • นนท์ชยลักษณ์ พรรณาผลากูล
  • นพจิรา เรืองวัฒนานนท์
  • นฤมล ลอง
  • นัญชิญาต์ ชาญวชิรวาณิช
  • นันท์ฐพร คูนพานิช
  • นาตนภา  สอนศรี
  • นิศารัตน์ แซ่ฟู
  • นิอร ชีวินเฉิดฉาย
  • บุษญาวรรณ​ ปรีดากรณ์​
  • ปณิชา นพจิระเดช
  • ปทิตตา เบาะจันทึก
  • ปภัชญา เลิศอัครธร
  • ปภิชญา สายสวาสดิ์
  • ประทุมพร​ มาลาค​ีสวัสดิชัย​
  • ประภัสสร พันธ์มะลี
  • ประภาศรี เบ้ตระกูล
  • ปริตา สุรคุณารักษ์
  • ปลายลาณี ทัดทรัพย์ฤทธิ์
  • ปัทมาพร ถนอมกลาง
  • ปาณิศา อนุสกุลโรจน์
  • ปิติมา อังสุรังษี
  • ปิยะวรรณ เจริญศิริ
  • ปิโร โรหิตเสถียร
  • เปรม​ยุ​ดา​ กฤษณ​จินดา​
  • พนิดา เต็มเปี่ยมเจนสุข
  • พรรณวดี ซากะ
  • พรรณวดี พงศ์ภัณฑารักษ์
  • พรรณวิภา ศุภสมุทร
  • พลอยนภัส ธนูทอง
  • พลอยนภัส เลรุ่งพัฒน์
  • พัชรพรรณ อ่อนพันธ์
  • พัชรินทร์ ชูชาติ
  • พัชรินทร์  เทศประสิทธิ์
  • พัทธกานต์ อนุรุทธิกร
  • พิชญา พูนนิพงษ์
  • พิชญาภา ลือชานิมิตจิต
  • พิชญา โรจนเดชานนท์
  • พินิจนันท์ คำนวน
  • พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล
  • พิมพ์ภัทรา สุพาณิชย์
  • พิมพร วงค์ฝั้น
  • เพชรลดา​ เพ็ชร​เรือน​ทอง
  • ภรทิพย์ กังวานพณิชย์
  • ภัทราวรรณ คิ้วสุวรรณศรี
  • ภัสราวดี เผ่าจินดา
  • ภาชินี วรรธกะวิกรานต์
  • มธุรดา เอกพัฒน์
  • มยุรฉัตร พฤกษ์ไพบูลย์
  • มาริตา​  อุดมวงศ์ศิริ
  • มินตรา คล่องวราการ
  • มินท์ธิตา พวงเพ็ชร์
  • เมวิกา เพ่งผล
  • ยุภาพร บุญเหลือ
  • รวีภัส ทองหอม
  • ระพีพรรณ พลาหาญ
  • ลลิตา วิลาศเลอพงศ์
  • ลักษณ์นารา พ่วงโชคอนันต์
  • วนิดา โวหารา
  • วรณัน อติเศรษฐพงศ์
  • วรณิชชา แสงสุพรรณ
  • วรวลัญฑ์ ลีลานิตย์กุล
  • วราภา ทรัพย์มี
  • วราลักษณ์ อาตวงษ์
  • วรีภรณ์ ทองประสาท
  • วิชญาดา ขันติยู
  • ศมาพร ภูติรัตน์
  • ศา​ตนันท์​ สว่างเนตร
  • ศิรินันท์ เกตุยั่งยืนวงศ์
  • ศิริรัตน์ สงวนวงศ์
  • ศิโรรัตน์ จันทา
  • ศิวพร เนียมปาน
  • สาธกานต์ ชัยยะ
  • สาริศา ประทีปพวงรัตน
  • สุชาดา กุศโลปกรณ์
  • สุณิษา อารีย์รักษ์วานิช
  • สุดาพร เหนือเมฆิน
  • สุทาวรรณ ไวยศิริ
  • สุนทรี จันทร์ผ่อง
  • สุนทรียา กาบคำ
  • สุพรรณี​ ไพศาล​พัฒน​สุข​
  • อนิสา ทองทา
  • อนุสรา คงกิตติโสภี
  • อรชพร​ สวัสดี
  • อรทัย  ภู่พิพัฒน์
  • อรอนงค์ เฟื่องฟู
  • อลิสา สุวรรณแสง
  • อัญพิมพิดา ภูวิชญาพิมุกข์
  • โอริสสา ปัทมาลัย
  • Arena Muadthong
  • Chutipa Charoennam
  • Kannika Suhatthaphorn
  • Kanokporn Thienghathaitham
  • Panjaporn kitgrongpaibul
  • Papatsorn Thammaprasit
  • Thanatha Phutanakul
  • Thnanchanok Tangaphiworakhun
  • Umpaka saingam
  • Varinda Pipatshukiat

 

♦ กติกาการประกวดรอบคัดเลือก ♦

สำหรับผู้ผ่านเข้ารอบจะได้รับอีเมลสำหรับทำคลิปรีวิว

รายละเอียดการถ่ายคลิปรีวิว

  • ทางทีมงานจะส่งบรีฟรายละเอียดการทำคลิปรีวิวให้คุณแม่ทุกท่านที่ผ่านเข้ารอบในวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ทางอีเมลที่แจ้งไว้ในใบสมัคร
  • หลังได้รับอีเมลแล้ว จัดทำคลิปรีวิวตามความถนัด ความยาวไม่เกิน 2 นาที
  • ถ่ายทำคลิปเป็นแนวนอนโดยจัดแสงให้มีความสว่างเพียงพอ สามารถเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
  • ไม่ควรใช้ฉากหลังรก หรือปรับแต่งมากเกินไป
  • สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการรีวิวได้

วิธีส่งคลิปวิดีโอ 

  • โพสต์คลิปลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตั้งค่าเป็น “สาธารณะ”
  • ใส่ #MomInfluencerContestss2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids #ABK22
  • หลังโพสต์คลิปรีวิวเรียบร้อย ให้นำส่ง Link มาที่ใต้โพสต์ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด
    ที่ Facebook : Amarin Baby & Kids
  • โพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 7 กันยายน 2565 เท่านั้น!!

ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ วันที่ 17 ก.ย. 65

ผ่านช่องทาง Facebook : Amarin Baby & Kids

 

เกณฑ์การตัดสินรอบคัดเลือก

พิจารณาจากจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุด และจากคุณภาพของคลิป

ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. – 7 ก.ย. 2565 

พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) ครั้งเดียว ในวันที่ 7 ก.ย. 2565 เวลา 18.00 น.

เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของคลิป (100 คะแนน) ดังนี้

  • วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  • สื่อสาร Key message ครบถ้วน 40 คะแนน
  • ความโดดเด่นของคลิป 30 คะแนน

หมายเหตุ

  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
  • หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามเข้าไปทาง inbox Facebook : Amarin Baby & Kids โดยพิมพ์คำว่า MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 พร้อมคำถามที่ต้องการสอบถาม
ตั้งชื่อเล่นลูกสาว

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด หนึ่งพยางค์ สองพยางค์ เพราะๆ น่ารัก น่าทะนุถนอม เรียกง่าย ครอบครัวที่กำลังจะมีลูกสาว มาดูชื่อที่สนใจกันเลยค่ะ

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะได้ลูกสาวมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว และกำลังมองหา ชื่อเล่น เพราะๆ คิ้วๆ เรียกได้ตั้งแต่เล็กยันโต ไม่โดนเพื่อนล้อ วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมชื่อ เพื่อนำไปใช้ ตั้งชื่อเล่นลูกสาว มาให้ได้เก็บเอาไปคัดเลือกกันแล้วค่ะ

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว
ตั้งชื่อเล่นลูกสาว

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย

ชื่อเล่นลูกสาว เกิดวันอาทิตย์

ชื่อ ความหมาย
ซิดนีย์ เมืองในประเทศออสเตรเลีย
ณชา สะอาด บริสุทธิ์
เดลต้า คำเฉพาะ (Delta) ภาษาอังกฤษ
เติมเต็ม เพิ่มให้เต็ม
เติมใจ เพิ่มความรู้สึกในใจ
ทอรุ้ง การเกิดรุ้งกินน้ำ
นินิว ชื่อเฉพาะ เติมจากคำว่า นิว (New) ที่แปลว่าใหม่ ในภาษาอังกฤษ
โนริ สาหร่าย – ภาษาญี่ปุ่น
โบรัม ชื่อเฉพาะ
แป้งร่ำ แป้งที่ปรุงด้วยเครื่องหอม
ปิงปิง ชื่อเฉพาะ
ผิงผิง สงบสุข สันติ – ภาษาจีน
พิกเล็ต หมูน้อย ลูกหมู (Piglet) ภาษาอังกฤษ
ฟ้าใส ท้องฟ้ากระจ่าง ไม่มีเมฆหมอก
มันตา ความรู้, ปัญญา, ความรอบรู้
มายมิ้นท์ ชื่อยี่ห้อลูกอม
วาววา ตุ๊กตา – ภาษาจีน
อองฟอง เด็ก (Enfants) ภาษาฝรั่งเศส

ชื่อเล่นลูกสาว เกิดวันจันทร์

ชื่อ ความหมาย
สวย งามน่าพึงพอใจ
หยก หินเนื้อละเอียด แข็ง หลายสี ถือเป็นของมีค่าและมงคล
กช ดอกบัว
กัญ ชื่อราศีกันย์ใน 12 ราศี
กัสจัง ชื่อตัวละครการ์ตูน (Gus Chan) – ญี่ปุ่น
ซันซัน สวย – จีน
ณมน อยู่ในหัวใจ
ตังตัง เงิน
ธัญ เจริญรุ่งเรือง
นับตังค์ นับเงิน หมายถึงร่ำรวยเงินทอง
บันบัน ดีดี (Bun Bun) – โรมาเนีย
ปันปัน ชื่อเฉพาะ
ฟรังก์ สกุลเงินของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศลิกเตนสไตน์ (Franc) – อังกฤษ
มนต์ คำศักดิ์สิทธิ์เช่นคำสวดในพระพุทธศาสนา
หงส์ นกในความเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่สวยงาม สง่า
หลัน ดอกกล้วยไม้ – จีน
ฮัน ชื่อเฉพาะ – เกาหลี

ชื่อเล่นลูกสาว เกิดวันอังคาร

ชื่อ ความหมาย
บีน่า ผู้หญิงที่ฉลาด มีแววตาสวยงาม
ผักหวาน ผักชนิดหนึ่ง
พลอยใส อัญมณีชนิดหนึ่ง มีหลายสี ลักษณะใส
แพรวา ผ้าไหมชนิดหนึ่ง
ฟานฟาน ชื่อเฉพาะ
มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยว
มีนา เดือนมีนาคม, ปลา
ยูริ ดอกลิลลี่ – ภาษาญี่ปุ่น
เยลลี่ ขนมเนื้อหนึบ
ร่มบุญ ส่วนบุญที่ปกป้องคุ้มครองอยู่
ไลลา ไปมา, เยื้องกราย
วาโย ลม
เอลลี่ เทพธิดาผู้เลอโฉม (Elle) ภาษาอังกฤษ
เอวา ผู้หญิงคนแรกทางศาสนาคริสต์
เอพริล เดือนเมษายน (April) ภาษาอังกฤษ
อัญญา เป็นที่รักที่เมตตากรุณา

ชื่อลูกสาว เกิดวันพุธกลางวัน

ชื่อ ความหมาย
ธารใส สายน้ำในลำธารที่ใส สะอาด
น้ำหนาว ชื่ออุทยานในจังหวัดเพชรบูรณ์
เนเน่ ที่รัก (Nene) ภาษาสเปน
นาน่า ชื่อเฉพาะ
เบบี้ เด็ก (Baby) ภาษาอังกฤษ
บราวนี่ ขนมชนิดหนึ่ง (Brownie) ภาษาอังกฤษ
บิวตี้ สวย (Beauty) ภาษาอังกฤษ
ปอฟาง ฟางจากต้นปอ
เปียโน เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง (Piano) ภาษาอังกฤษ
ฝันหวาน ฝันดี
เพียงฝัน แค่ฝัน
มัดหวาย ลายมัดหวาย
ม่านน้ำ น้ำที่ตกลงมามองดูคล้ายม่าน
ม่านไหม ม่านที่ทำจากผ้าไหม
มิลาน เมืองในประเทศอิตาลี
มิวสิก ดนตรี (Music) ภาษาอังกฤษ
เมโลดี้ ทำนอง (Melody) ภาษาอังกฤษ
โมเดล แบบจำลอง, นางแบบ (Model) ภาษาอังกฤษ
เลดี้ หญิงสาว (Lady) ภาษาอังกฤษ
สมายล์ รอยยิ้ม (Smile) ภษาอังกฤษ
เอแคลร์ ชื่อขนมหวานชนิดหนึ่ง
ฮาร์โมนี่ ความกลมกลืนกัน (Harmony) ภาษาอังกฤษ

อ่านต่อ…ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคเครียด ในเด็ก ซึมเศร้า

แม่จ๋าหนูเครียด! อาการแบบนี้แสดงว่าลูกเข้าสู่ โรคเครียด

โรคเครียด ใช่ว่ามีแต่ในผู้ใหญ่ พ่อแม่จ๋า!รู้ไหมเด็กก็เครียดเป็นนะ อาการแบบไหนที่แสดงว่าลูกเครียดพ่อแม่ควรสังเกตและเข้าใจความเครียดของเด็กส่งผลต่อพัฒนาการได้

แม่จ๋าหนูเครียด! อาการแบบนี้แสดงว่าลูกเข้าสู่ โรคเครียด

จิตแพทย์เผยสถิติเด็กเครียดในปัจจุบันมีมากถึง 30 % แจง 10% อยู่ในระดับที่รุนแรง ชี้เหตุเด็กเครียดเนื่องจากถูกดุด่า ตำหนิ เห็นพ่อแม่เครียดเลยซึมซับ ระบุด้านครูสั่งการบ้านเยอะและยาก มีส่วนทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคเครียด แนะ 4 วิธีป้องกัน หมั่นสังเกตอาการ ไม่กดดัน ดุด่าหรือตำหนิ และควรเข้าใจมีเวลาอยู่กับลูกทุกวัน

ที่มา : สสส.
เป็นเด็กไม่ได้อารมณ์ดีตลอดเวลานะ โรคเครียด ในเด็ก
เป็นเด็กไม่ได้อารมณ์ดีตลอดเวลานะ โรคเครียด ในเด็ก

กรมสุขภาพจิตประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยอายุต่ำกว่า 20 ปีกว่า 1.8 แสนราย ผ่านแอปพลิเคชัน Mental Health Check-in ตั้งแต่ 1 ม.ค.2563-30 ก.ย. 2564 พบว่าวัยรุ่นมีความเครียดสูง 28% เสี่ยงซึมเศร้า 32% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 22% ชี้วัยรุ่นเครียดสูง เข้าสังคมลดลง ติดจอและเกมออนไลน์มากขึ้น ยังพบบางรายทะเลาะกันในครอบครัวนำไปสู่การฆ่าตัวตายนางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเชื่อว่านี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิตต้องดูแลติดตามระยะยาว แต่ผู้มีปัญหาส่วนหนึ่งปกปิดไว้ เพราะถูกตีตราว่าเป็นเรื่องน่าอาย เมื่อต้นสัปดาห์นี้ยูนิเซฟได้เผยแพร่รายงาน The State of the World’s Children 2021; On My Mind: promoting, protecting and caring for children’s mental health ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 7 คนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ในขณะที่เด็กอีกมากกว่า 1,600 ล้านคนต้องเผชิญกับการเรียนรู้ที่หยุดชะงักลง และอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตต่อไปอีกหลายปี ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ ความเครียดและความวิตกกังวล ปัญหาความรัก และภาวะซึมเศร้า

ที่มา : www.js100.com

จากรายงานสภาวะการณ์ปัจจุบันข้างต้น จะเห็นได้ว่า โรคเครียด กับเด็กไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป เมื่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต และค่านิยมของสังคมมีความแปรเปลี่ยนไป จากสังคมที่เด็กค่อย ๆ ใช้เวลาเรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับวัย และพัฒนาการทางร่างกายของเขา กลับต้องมาเผชิญกับการแข่งขัน รีบเร่ง และก้าวกระโดดของพัฒนาการในทุก ๆ ด้านที่เด็กต้องเรียนรู้ให้เร็ว และไวกว่าพัฒนาการจริงของตัวเองจะตามทัน

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมเราทุกวัน เจอข่าวคราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย การหลงผิดของเด็ก ๆ มากขึ้น และลดอายุเด็กที่กระทำผิดน้อยลงไปทุกที

สังคมที่เร่งรีบ ปล่อยเด็กไว้กับสื่อตลอดเวลา ขาดสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
สังคมที่เร่งรีบ ปล่อยเด็กไว้กับสื่อตลอดเวลา ขาดสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว

ตอนนี้เด็กไม่มีความสุขกับชีวิต จนถึงขั้นอยากตาย ตอนพ่อแม่พามาหาหมอคืออาการไม่อยากไปโรงเรียน ร้องไห้ และทำทุกวิถีทางที่ไม่ต้องไปโรงเรียน พ่อแม่เองก็ไม่เข้าใจ หมอซักถามไปเรื่อยๆ พบว่าอารมณ์เด็กเศร้ามาก รู้สึกไม่รู้จะอยู่ไปทำไม? เขาอยากตาย”

ปัจจุบันเด็กที่ต้องมาพบจิตแพทย์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และอายุน้อยลงเรื่อยๆ อายุน้อยสุดตอนนี้ 3 ขวบ ขอบพระคุณ หมอกอล์ฟ พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ที่มา : ข้อความบางส่วนจาก เฟซบุ๊ก Paween Prasertsuk

ความเครียดในเด็ก แบ่งเป็น 2 ระดับ

ระดับที่ 1 ภาวะเครียดฉับพลัน (Acute Stress) จะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ

ระดับที่ 2 ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) จะทำให้เด็กต้องทุกข์ทรมานเป็นเวลานานๆ และอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเคมีในสมอง (Brain Chemistry) และทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง

แม่จ๋า! สังเกตหนูหน่อยอาการแบบนี้แสดงว่าลูกกำลังเครียด

การสังเกตเด็กที่เครียดอาจจะยาก แต่สามารถพบได้จากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรมและทางร่างกาย เช่น

เด็กเล็ก ก็เครียดเป็นนะ
เด็กเล็ก ก็เครียดเป็นนะ ขอขอบคุณภาพจาก www.unicef.org/thailand
  • ร้องไห้และกรีดร้องบ่อยครั้ง
  • พฤติกรรมก้าวร้าว ดื้อดึง เกเร
  • พัฒนาการในการเรียนรู้เกิดความบกพร่องและ/หรือลดลง
  • ทักษะการพูดอ่อน พูดติดอ่าง
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง มีความวิตกกังวล หรือมีความกลัว
  • แยกตัวจากเพื่อน เล่นน้อยลง
  • ขี้หงุดหงิด ขี้แย
  • กลัวการแยกจากคนหรือสิ่งของ
  • ไม่มีสมาธิ มีปัญหาด้านความจำ บ่นปวดศรีษะ
  • น้ำหนักน้อยหรือตกเกณฑ์และไม่อยากอาหาร
  • ปวดท้อง หรือมีปัญหาในการย่อยอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
  • ฝันร้าย

นอกจากนี้ ยังรวมถึงพฤติกรรมถดถอย เช่น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง (เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว) ที่เด็กเคยทำได้เองแล้วแต่กลับเรียกร้อง ร้องขอให้พ่อแม่ช่วย หรือปฏิเสธที่จะทำด้วยตัวเอง หรือการกลับมามีปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น

อ่านต่อ>> วิธีลดความเครียด และวิธีป้องกันไม่ให้ลูกเครียดทำอย่างไร คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ปอดอักเสบอาการ โรคปอดอักเสบ

hMPV ต้นเหตุ ปอดอักเสบอาการ อันตรายใกล้เคียง RSV

ปอดอักเสบอาการ เป็นอย่างไร และอาการในเด็กสังเกตได้อย่างไร คุณหมอมีคำตอบ พร้อมแนะให้เฝ้าระวังอันตรายถึงชีวิต hMPVต้นเหตุอันตรายใกล้เคียง RSV พ่อแม่ต้องรู้ไว้

hMPV ต้นเหตุ ปอดอักเสบอาการ อันตรายใกล้เคียง RSV

 ปอดอักเสบ หรือที่บางคนอาจเรียกว่า ปอดบวม เป็นอาการของโรคที่พ่อแม่ควรรู้ และเฝ้าระวัง เนื่องจากโรคปอดอักเสบมีลักษณะการอักเสบของเนื้อปอดที่สามารถคร่าชีวิตของลูกได้

ทำความรู้จัก ต้นเหตุปอดอักเสบ ตัวร้าย!!

สาเหตุที่ทำให้ลูกเกิดปอดอักเสบ มีสาเหตุมาจาก 3 ประการ ได้แก่
  1. ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ ซี่งจะกล่าวต่อไป
  2. ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ สำลักเศษอาหารเข้าไปในปอด หายใจเอาควัน ฝุ่น เข้าไปในร่างการในปริมาณมาก เป็นต้น
  3. การแพ้ภูมิตัวเอง ภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่
    • ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE)
    • ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกแฝด เด็กขาดสารอาหาร
    • ผู้สูงอายุ
    • ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง
    • ผู้ป่วยเอดส์
    • ผู้ป่วยเบาหวาน
    • ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ
    • ฯลฯ
ในบางกรณีอาจเกิดจากโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน เป็นต้น
ปอดอักเสบอาการ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ
ปอดอักเสบอาการ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ

ปอดอักเสบ ติดต่อกันอย่างไร?

เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุมักอยู่ในน้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย และกระจายได้โดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสำลักเอาสารเคมี หรือเศษอาหารเข้าปอด การแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา การให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น ๆ เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากโรคปอดอักเสบ

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด กรณีติดเชื้อจากแบคทีเรีย
  • ภาวะช็อก กรณีติดเชื้ออย่างรุนแรง
  • ภาวะมีน้ำ หรือเป็นหนองในเยื่อหุ้มปอด
  • ภาวะมีฝีในปอด

ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ

เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของ โรคปอดอักเสบ ซึ่งในเด็กเล็กมักจะพบว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือทั้งไวรัสแบคทีเรียร่วมกัน
เชื้อไวรัสที่พบบ่อย ได้แก่

เชื้อแบคทีเรียที่มักพบในเด็ก ได้แก่

  • Streptococus Pneumonia มากที่สุด
  • Haemophilus Influenza type B (HIB)
  • Staphylococus Aures
  • Mycoplasma Pneumonia
  • Chlamydia Pneumonia
hMPV โรคปอดอักเสบ น่ากลัวพอกับ RSV
hMPV โรคปอดอักเสบ น่ากลัวพอกับ RSV

hMPV เชื้อไวรัสตัวใหม่ ของโรคทางเดินหายใจ จริงหรือ??

จริงๆ เชื้อ human metapneumovirus (hMPV) นี้ เป็นเชื้อที่มีมานานแล้ว แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้า การส่งตรวจต่าง ๆ ก็ง่ายและรวดเร็วขึ้น จึงเจอเชื้อนี้ได้มากขึ้น การตรวจเชื้อใช้วิธีการตรวจโดยวิธีการ swab ป้ายตรวจเหมือนกับการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ RSV  แต่ถึงเชื้อไวรัส hMPV นี้จะไม่ใช่เชื้อตัวใหม่ แต่ก็เป็นไวรัสตัวร้ายของลูกน้อย ซึ่งมีอันตรายใกล้เคียง RSV ที่พ่อแม่รู้จักกันดี เลยทีเดียว

เชื้อไวรัสฮิวแมนเมตานิวโมไวรัส เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจในเด็ก พบมากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี และพบในช่วงฤดูหนาว และช่วงฤดูฝนมากที่สุด

hMPV กับ ปอดอักเสบอาการ อย่างไร??

พ่อแม่ควรสังเกตอาการของลูกน้อย เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินหายใจ แม้ว่าการสังเกตอาการในเด็กจะค่อนข้างสังเกตได้ลำบาก ซึ่งอาการมีตั้งแต่อาการหวัดเพียงเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรง โดยให้เฝ้าระวังอาการต่อไปนี้ ซึ่งหากพบ และมีอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบนำลูกไปพบแพทย์เพื่อความปลอดภัย

  • มีไข้สูง มีน้ำมูก อาจมีอาการอย่างน้อย 5-7 วัน
  • ไอมาก มีเสมหะ เจ็บคอ
  • หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเร็ว มีเสียงหวีดเมื่อหายใจ มีภาวะหลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบรุนแรงได้
  • ในรายที่รุนแรง อาจมีอาการหอบเหนื่อยมาก หรือระบบหายใจล้มเหลวได้
  • เบื่ออาหาร รับประทานนมได้น้อย เพราะดูดนมได้ลำบาก สังเกตได้จากเวลาดูดนมจะจมูกบาน ซี่โครงบาน อกบุ๋ม
  • เด็กหงุดหงิด งอแง รู้สึกไม่สบายตัว ร้องกวน กระสับกระส่าย หน้าสั่น
  • ซึม และอาจมีอาการตัวเขียวได้
  • ในเด็กโตจะมีอาการเจ็บหน้าอกตลอดเวลาที่หายใจเข้าออก
ปอดอักเสบอาการ รุนแรง ต้องพ่นยา
ปอดอักเสบอาการ รุนแรง ต้องพ่นยา

อ่านต่อ >>การรักษา และดูแลเมื่อลูกเป็นโรคปอดอักเสบ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง สัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังตั้งครรภ์!!

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง ประจำเดือนของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่จะมาทุก ๆ 21 – 35 วัน หรืออาจมาคลาดเคลื่อนไม่เกิน 7 วัน หากเกิน 7 วันหมายถึง ท้อง?

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง สัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังตั้งครรภ์!!

การที่ประจำเดือนขาดหรือมาช้า อาจมีสาเหตุมาจาก ความเครียด ความวิตกกังวล การลดน้ำหนัก ไม่สบาย เป็นต้น แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า  สาเหตุมาจากอะไร ท้องหรือไม่ท้อง ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง มาให้คุณผู้หญิงได้พิจารณาว่า อาการที่เกิดขึ้นในตอนนี้คืออะไร มาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง
ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง สัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังตั้งครรภ์!!

ประจำเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง มักเกิดคำถามนี้ขึ้นเป็นประจำสำหรับผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือเกิดความผิดพลาดในการคุมกำเนิด เช่น ถุงยางอนามัยขาด ลืมกินยาคุม โดยปกติหากมีเพศสัมพันธ์แล้วประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจเป็นไปได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีนี้อาจใช้ได้สำหรับผู้หญิงที่ประจำเดือนมาตรงกำหนดทุกเดือน  แต่สำหรับผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจต้องสังเกตสัญญาณการตั้งครรภ์อื่น ๆ และใช้ชุดตรวจครรภ์ร่วมด้วยเพื่อยืนยันผล อย่างไรก็ตาม ประจำเดือนไม่มา อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ความเครียด วัยหมดประจำเดือน ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ

ประจำเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง

ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ป้องกันหรือการป้องกันเกิดความผิดพลาด เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 1 – 2 สัปดาห์ โดยนับจากวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน แต่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด เป็นไปได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ทั้งนี้ อาจตรวจเช็คสัญญาณการตั้งครรภ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน คัดหน้าอก และซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเพื่อยืนยัน หากตรวจแล้วไม่พบการตั้งครรภ์ให้เว้นไปอีก 1 สัปดาห์ และหากประจำเดือนยังไม่มาให้ตรวจอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากตรวจทั้ง 2 ครั้งแล้วยังไม่พบการตั้งครรภ์และประจำเดือนยังไม่มา อาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมน HCG ที่พบในหญิงตั้งครรภ์ยังไม่มากพอ จึงควรเข้ารับการตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง นอกจากนี้ ประจำเดือนไม่มาอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การลดน้ำหนักมากเกินไป การเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ใช้ยาคุมกำเนิด ความเครียด กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ

สัญญาณเตือน ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์

  • ประจำเดือนขาด ประจำเดือนมาช้า เนื่องจากร่างกายเกิดการปฏิสนธิ ถ้าหากประจำเดือนขาดหายไป หรือ คลาดเคลื่อนไปหลายวัน เป็นอาการบ่งบอกว่าคุณอาจกำลังตั้งครรภ์ 
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เป็นผลมาจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกาย เนื่องจากอวัยวะหลายส่วนของร่างกาย เช่น หัวใจ ปอด และไต จะต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อบำรุงตัวอ่อนทารกที่อยู่ในครรภ์
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาการคลื่นไส้และอาเจียนมักเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากเริ่มมีการตั้งครรภ์ เป็นหนึ่งในอาการแพ้ท้องที่พบบ่อยร้อยละ 50 แต่ในบางรายก็อาจไม่มีอาการดังกล่าว หรือมีอาการในช่วง เดือนที่ 3 – 4 ได้
  • เบื่ออาหาร ลักษณะการกินเปลี่ยนแปลงไป บางคนอาจจะอยากรับประทานอาหารแปลๆ ที่ไม่เคยกิน หรือเบื่ออาหารที่เคยชอบ หรืออาจอยากรับประทานอาหารเปรี้ยว ๆ เป็นต้น
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายและความดันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลายบ่อยๆ
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีการเปลี่ยนแปลง
  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น จะมีอาการรู้สึกตัวร้อนรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้ เนื่องจากร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นไปกดกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้แม่ตั้งครรภ์ปวดปัสสาวะบ่อย อาการปัสสาวะบ่อย จะเริ่มดีขึ้นเมื่อมดลูกขยายเข้าในท้อง
  • ท้องผูก ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบต่อระบบขับถ่าย ทำให้ทำงานได้ช้าลง และเป็นที่มาของอาการท้องผูก
  • มีเลือดออกจากช่องคลอด เลือดออกกะปริบกะปรอย คล้ายกับเวลาใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งอาจเกิดจากตัวอ่อนที่ไปฝังตัวอยู่บนผนังมดลูก
  • ตกขาวมากกว่าปกติ เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอดมากขึ้น และหลุดออกมาเป็นตกขาว
  • ปวดศีรษะ ผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะเล็กน้อย หรืออาจเป็นลมหน้ามืดได้ เกิดจากการที่เมื่อมีการกดทับของหลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดจากร่างกายไปสู่หัวใจได้ไม่ดี ทำให้มีอาการปวดหัว หน้ามืด เป็นลม พบบ่อยในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
  • ตึงคัดเต้านม เต้านมและหัวนมมีการเปลี่ยนแปลง อาจรู้สึกคัดตึงคล้ายๆ ช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือนหรือเสียวจี๊ด ๆ ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นได้หลังจากที่ประจำเดือนเริ่มขาดไปประมาณ 1 สัปดาห์
  • ปวดหลัง พบได้บ่อยตั้งแต่เดือนแรก จนใกล้คลอด สาเหตุก็เกิดจากมดลูกเช่นกัน เมื่อตั้งครรภ์ มดลูกมีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้หลังต้องแบกน้ำหนักเพิ่มจนทำให้ปวดหลังขณะตั้งครรภ์ได้
  • จมูกไว คนที่กำลังตั้งครรภ์จะสามารถรับรู้ได้ไวกว่าคนทั่วไป ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอนโตรเจนที่เพิ่มขึ้น
ซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเพื่อยืนยัน
ซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเพื่อยืนยัน

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ตั้งครรภ์ช่วงระยะ 1 – 2 สัปดาห์แรก จะไม่ค่อยแสดงอาการมากเท่าไร ซึ่งอาการคนท้อง แต่ละคนอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันไป แม่ตั้งครรภ์บางคน อาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลย บางคนอาจมีอาการน้อยมาก หากต้องการทราบว่าตั้งครรภ์จริงหรือไม่  ควรตรวจการตั้งครรภ์ โดยเบื้องต้นอาจจะตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป  

หรือไปตรวจกับคุณหมอเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ จะได้ทราบผลที่แน่ชัด และหากตั้งครรภ์ จะได้รีบฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อสุขภาพของแม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจทั่วไป อาจจะยังไม่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ เพราะชุดตรวจการตั้งครรภ์จะตรวจพบการตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมน HCG ในปัสสาวะมีมากพอ ซึ่งอาจกินเวลาอีกหลายวันหลังจากประจำเดือนขาดไป

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้ประจำเดือนไม่มา

นอกจากการตั้งครรภ์ อาจมีหลายสาเหตุที่ส่งผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนไม่มาได้ สาเหตุที่อาจพบได้บ่อยมีดังนี้

  • ความเครียด อาจส่งผลให้ประจำเดือนมานานขึ้นหรือสั้นลง และอาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือขาดหายไป เนื่องจากความเครียดส่งผลต่อการสั่งการของสมองที่ทำหน้าที่กระตุ้นรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ที่กระตุ้นการมีประจำเดือน
  • การออกกำลังกายมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเกิดความเครียด ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ผิดปกติทำให้หยุดการตกไข่ และส่งผลต่อการมีประจำเดือน
  • การลดหรือการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เช่น การอดอาหาร การรับประทานยาลดน้ำหนัก อาจยับยั้งการผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการตกไข่ และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป อาจส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนขาดได้
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดบางชนิด อาจส่งผลให้ประจำเดือนหยุด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดียว ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม การฉีดยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด อย่างไรก็ตาม หากหยุดรับประทานยาคุมกำเนิด ประจำเดือนก็จะกลับมาเป็นปกติ
  • กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ หรือระบบฮอร์โมนมีลักษณะถุงน้ำหลายใบภายในรังไข่ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่งผลให้ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่สามารถปล่อยไข่ได้ ส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคนี้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนขาด
  • วัยหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้หญิงที่มีอายุ 40 – 55 ปี เนื่องจากระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ส่งผลให้การตกไข่น้อยลง และหยุดลงในที่สุด  ทำให้ไม่มีประจำเดือน

เมื่อไหร่ควรพบคุณหมอ

หากประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนขาดร่วมกับปัจจัยเหล่านี้ควรเข้าพบคุณหมอ

  • ประจำเดือนมานานถึง 7 วัน หรือมากกว่านั้น
  • ประจำเดือนมาบ่อยในทุก ๆ 21 วัน หรือมาน้อยในทุก ๆ 35 วัน นับจากประจำเดือนวันสุดท้าย
  • บางเดือนประจำเดือนมาน้อยมาก หรือบางเดือนประจำเดือนมามากกว่าปกติ สลับกันไป
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติและทำให้ตั้งครรภ์ได้ยาก
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ ในขณะที่คุณผู้หญิงอายุ 45 ปี

ข้อมูล ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง ที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงทำให้คุณผู้หญิงได้ทราบรายละเอียด และสามารถประเมินได้ในเบื้องต้นว่า ตั้งครรภ์หรือไม่ แต่หากจะให้แน่นอนควรได้รับการตรวจโดยแพทย์นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่วางแผนได้ มีลูกเมื่อพร้อม เทคโนโลยีตอบโจทย์ เพิ่มโอกาสการมีลูกให้สำเร็จได้ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการรักษา พร้อมออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละครอบครัว ที่ “Superior A.R.T.”

ที่ตรวจครรภ์ มีกี่แบบ? พร้อมวิธีใช้และวิธีอ่านผล

เช็กให้ชัวร์! หลั่งในไม่ท้อง หลังคุมกำเนิดกิน ฉีด ฝังไปแล้วกี่วัน

10 อาการเตือนคนเริ่มท้อง และเรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://hellokhunmor.com, https://www.sikarin.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

อันตรายจากแป้งฝุ่น

อันตรายจากแป้งฝุ่น แป้งเด็ก จอห์นสันประกาศเลิกขาย!!

อันตรายจากแป้งฝุ่น แป้งเด็ก เผยภัยเงียบจากแป้งฝุ่น เมื่อ Johnson&Johnson เลิกผลิตแป้งจากแร่ทัลก์ จบปัญหาฟ้องร้องแป้งเสี่ยงมะเร็ง ยกเลิกขายทั่วโลกปีหน้า!

อันตรายจากแป้งฝุ่น แป้งเด็ก จอห์นสันประกาศเลิกขาย!!

เมื่อบริษัทผลิตแป้งเด็กชื่อดัง ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็กมาอย่างยาวนาน อย่าง จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson &Johnson)ประกาศเลิกขายแป้งแล้วทั่วโลก ในปีหน้า!!

ที่มา bbc.com
ที่มา bbc.com

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและของใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ประกาศว่าจะเลิกขายแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์ทั่วโลกในปี 2023 หลังจากมีคดีความรวมถึงแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทเปลี่ยนมาใช้แป้งข้าวโพดแทนแร่ดังกล่าว

สาเหตุสำคัญที่ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ยกเลิกแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์ เนื่องจากมีคดีความเกี่ยวกับผลของการใช้แป้งเด็กที่มีส่วนผสมจากแร่ดังกล่าว แม้ว่าบริษัทจะอ้างวิจัยอิสระว่าแป้งเด็กของบริษัทนั้นมีความปลอดภัยก็ตาม

คดีความที่ยาวเป็นหางว่าวมากถึง 38,000 คดีนี้ส่งผลทำให้ยอดขายของแป้งเด็กนั้นลดลงจนต้องระงับการขายแป้งเด็กที่ผลิตจากแร่ทัลก์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา โดยบริษัทให้เหตุผลว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไป และมีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับแป้งเด็กตัวที่ผลิตจากแร่ทัลก์ดังกล่าว

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้บริษัทแพ้คดีและต้องจ่ายค่าชดใช้ เช่น ในปี 2018 ทาง Johnson & Johnson ต้องจ่ายค่าเสียหายไปมากถึง 21.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับ Joanne Anderson หญิงวัย 68 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งซึ่งเชื่อมโยงกับการสัมผัสแร่ทัลก์โดยตรง

นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทยังโดนแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นบริษัทให้เลิกผลิตแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์อีกด้วย

หลังจากนี้บริษัทกล่าวว่าจะขายแต่แป้งเด็กที่ผลิตจากแป้งข้าวโพดเป็นหลักทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันแป้งเด็กรูปแบบใหม่นั้นมีการจำหน่ายไปแล้วในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าแป้งเด็กของบริษัทมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน

ที่มา : www.bbc.com/positioningmag.com

แป้งทัลก์ แป้งอันตรายจริงหรือ??

แป้งทัลคัม หรือแป้งทัลก์ อันตรายจากแป้งฝุ่น ไม่ได้มีแต่ในแป้งเด็ก!!

แป้งทัลก์ หรือแป้งทัลคัม ทำมาจากทัลก์ เป็นแร่ธาตุที่มีธาตุองค์ประกอบหลักคือ แมกนีเซียม ซิลิคอน และออกซิเจน มีความสามารถในการดูดซับความชื้น และลดแรงเสียดสีได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง และช่วยป้องกันผดผื่นคันได้ จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมกันอย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น แป้งฝุ่นโรยตัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หรือแป้งทาหน้า และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย

แป้งเด็ก ใช้หลังอาบน้ำ
แป้งเด็ก ใช้หลังอาบน้ำ

สารก่อมะเร็งในแร่ทัลก์

แอสเบสตอส (Asbestos) สารก่อมะเร็งที่ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) และ U.S.Environmental Protection Agency จัดให้เป็นสารก่อมะเร็งที่ไม่สามารถจัดจำพวกได้

แร่ทัลก์เกิดจากการนำหินทัลก์ มาโม่ให้ละเอียด อบให้แห้งและฆ่าเชื้อ แม้จะมีการแยกสิ่งแปลกปลอมออก แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ จึงยังมีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่บางอย่าง ที่อาจจะมีคุณสมบัติคล้ายแอสเบสตอส (Asbestos) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) และ U.S. Environmental Protection Agency จัดให้เป็น Unclassifiable Carcinogen (สารก่อมะเร็งที่ไม่สามารถจัดจำพวกได้)

ทัลก์จัดเป็นสารอนินทรีย์ จึงไม่ถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าโรยแป้งฝุ่นในปริมาณมาก ผงแป้งจะลอยฟุ้งกระจายในอากาศ หากสูดดมเข้าไปเป็นเวลานาน จะเกิดการสะสมเป็นก้อนในปอดทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการโรยแป้งไปที่ตัวโดยตรง แต่ควรเทใส่มือในปริมาณน้อยๆ และลูบไล้ที่มือก่อนทาบางๆ บนตัว ส่วนสตรีไม่ควรโรยแป้งบริเวณจุดซ่อนเร้น

ซึ่งในปี ค.ศ. 1970 คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (The U.S. Food and Drug Administration) ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีแป้งทัลก์ผสมอยู่ ไม่พบการปนเปื้อนของแอสเบสตอส (Asbestos)

การตรวจสอบแป้งทัลก์ในประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทย อย.ขอชี้แจงว่า ทัลก์หรือทัลคัม (Talc หรือ Talcum powder) เป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัว ทัลก์พบได้ในแร่ธาตุตามธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 เกรด ได้แก่ เกรดที่ใช้ในอุตสาหกรรม และเกรดที่ใช้ในยา อาหารและเครื่องสำอาง ต้องใช้ทัลก์ที่มีความบริสุทธิ์สูง เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และต้องไม่มีการปนเปื้อนของแร่ใยหินหรือแอสเบสตอส (Asbestos) ซึ่งเป็นสารที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง

อย.เผยว่า สำหรับกรณีการปนเปื้อนของแร่ใยหินหรือแอสเบสตอส (Asbestos)ในทัลก์ อย.มีการติดตามเฝ้าระวังมาโดยตลอด โดยในปี พ.ศ.2552-2553 ได้ส่งตรวจวิเคราะห์หาแร่ใยหินในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีส่วนผสมของทัลก์จำนวน 40 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหินแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ถึง 2558 อย.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีส่วนผสมของทัลก์ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์ โดยส่งตัวอย่างแป้งฝุ่นโรยตัว จำนวน 73 ตัวอย่าง ทุกตัวอย่างตรวจไม่พบแร่ใยหินปนเปื้อนแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่น่าวิตกกังวลกับข่าวดังกล่าว

แป้งผงทัลก์ ช่วยลดความอับชื้น กับ อันตรายจากแป้งฝุ่น
แป้งผงทัลก์ ช่วยลดความอับชื้น กับ อันตรายจากแป้งฝุ่น

ข้อแนะนำให้การใช้ แป้งเด็ก

  • ควรอ่านฉลากหรือคำแนะนำในผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปาก
  • ไม่ควรสูดดมแป้ง
  • สตรีไม่ควรโรยแป้งบริเวณอวัยวะเพศ
ที่มา : อยู่กับยา

อ่านต่อ>> ภาวะผงทัลคัมเป็นพิษ และวิธีการใช้แป้งฝุ่นให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผลไม้คนท้อง

ผลไม้คนท้อง บำรุงครรภ์ ได้ประโยชน์ทั้งแม่และลูก

ผลไม้คนท้อง ในระหว่างตั้งครรภ์ การบริโภคผลไม้ช่วยให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่งผลดีทั้งแม่และลูก ช่วยทดแทนการบริโภคขนมที่ไม่มีประโยชน์

ผลไม้คนท้อง บำรุงครรภ์ ได้ประโยชน์ทั้งแม่และลูก

ในช่วงตั้งครรภ์ การบริโภคของแม่มีความสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงถึงทารกในครรภ์ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารขยะ หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งในบทความนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูล ผลไม้คนท้อง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรบริโภคมาฝากดังนี้ค่ะ

ผลไม้คนท้อง
ผลไม้คนท้อง

ผลไม้คนท้อง บำรุงครรภ์ ได้ประโยชน์ทั้งแม่และลูก

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีความต้องการบริโภคขนมหวานต่าง ๆ เช่น ขนมเค้ก บราวนี่ คุกกี้ สายไหม ทองหยอด ฝอยทอง ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการสร้างพฤติกรรมดังกล่าว โดยหันมารับประทานผลไม้แทน

นอกจากผลไม้จะสามารถทดแทนความต้องการบริโภคของหวานได้แล้ว ยังให้สารอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการอีกด้วย ผลไม้ช่วยบำรุงครรภ์ให้แข็งแรง บำรุงสุขภาพทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ โดยสามารถนำไปใส่ในสลัด สมูทตี้ โยเกิร์ต หรือทดแทนอาหารว่างระหว่างวันได้

ทำไมคนท้องจึงควรรับประทานผลไม้ ?

ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถรับประทานผลไม้ได้ตามปกติ เพราะผลไม้เป็นแหล่งแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยคนท้องควรรับประทานผลไม้ให้ครบ 5 ส่วนต่อวัน

ผลไม้ที่เหมาะกับคนท้องมีอะไรบ้าง ?

  • ส้ม เป็นผลไม้ที่มีโฟเลตสูง ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันความพิการทางสมองและประสาทของทารกในครรภ์ได้ และส้มยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายด้วย
  • มะม่วง เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์ หากขาดวิตามินเอ อาจนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้ เช่น ท้องเสีย หรือติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น และมะม่วงยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอีกด้วย โดยมะม่วงเพียง 1 ถ้วยมีวิตามินซีถึง 100% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน
  • กล้วย เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย เช่น โพแทสเซียม วิตามินบี 6 วิตามินซี และไฟเบอร์ เป็นต้น ซึ่งช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และอาการคลื่นไส้อาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ได้
  • แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ โดยมีการศึกษาพบว่า การรับประทานแอปเปิ้ลในระหว่างตั้งครรภ์ อาจช่วยลดโรคหอบหืดและภูมิแพ้ในเด็กได้ นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และโพแทสเซียม ซึ่งสำคัญต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์เช่นกัน
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต วิตามินซี ไฟเบอร์ โฟเลต รวมทั้งฟลาโวนอยด์และแอนโทรไซยานิน  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ส่วนคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  การรับประทานเบอร์รี่จะช่วยให้ได้รับพลังงานมากขึ้น และยังส่งผ่านทางรกไปเลี้ยงทารกในครรภ์ได้ดี เพราะคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในเบอร์รี่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าคาร์โบไฮเดรตที่มีในขนมหวานจำพวกเค้ก โดนัท หรือคุกกี้
  • อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีโฟเลตสูงกว่าผลไม้หลายชนิด และเป็นแหล่งวิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค ไฟเบอร์ โคลีน แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และตะคริวที่ขา หรือโคลีน ที่ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมองและระบบประสาทของทารก
  • มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยวอุดมด้วยวิตามินซี ช่วยลดอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ และบรรเทาอาการท้องผูก แต่ก็ควรระมัดระวัง เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด และอาจทำลายผิวเคลือบฟัน ดังนั้น ควรบ้วนปากหลังรับประทานทุกครั้ง
  • แก้วมังกร อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและมีวิตามินซีสูง จึงช่วยในการกระตุ้นต่อมน้ำนมให้คุณแม่ได้เป็นอย่างดี
  • ฝรั่ง มีวิตามินซีและวิตามินเอ ช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหวัด บำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง
  • มะละกอสุก อุดมไปด้วยวิตามินซี สารเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี และแคลเซียม ช่วยให้คุณแม่ตั้งท้องขับถ่ายง่ายขึ้น แก้ปัญหาท้องผูก
  • องุ่น เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามินนานาชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ มีเส้นใย น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังมีแมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก กรดโฟลิก ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้องุ่นสีเข้มยังช่วยต่อต้านริ้วรอย และทำให้ผิวของคุณแม่ดูอ่อนเยาว์อีกด้วย
  • แตงโม มีโพแทสเซียม ที่สามารถช่วยควบคุมอัตราความดันโลหิตของร่างกาย และยังมีวิตามินซีธรรมชาติที่ดีต่อร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งควรหามารับประทานเสริมจากอาหารหลักในแต่ละมื้อ เช่น แคนตาลูป สับปะรด เกรปฟรุต กีวี่ ลูกแพร์ ลูกพลับ หรือมะขาม เป็นต้น

นำผลไม้มาทำสมูทตี้
นำผลไม้มาทำสมูทตี้

เคล็ดลับในการรับประทานผลไม้สำหรับคนท้อง

วิธีการดังต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณแม่สามารถรับประทานผลไม้ได้มากเพียงพอตามที่ต้องการ

  • วางผลไม้ไว้ใกล้ตัว คุณแม่สามารถล้างผลไม้ และวางในชามใกล้ตัว เพื่อรับประทานเป็นของว่างได้ง่ายขึ้น
  • นำมาปรุงเป็นเมนูอาหาร เพื่อหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ การนำผลไม้ที่ชอบ มาทำเป็นอาหารหรือของว่างอย่างสลัด สมูทตี้ ก็ช่วยให้คุณแม่รับประทานผลไม้ได้มากขึ้นด้วย
  • รับประทานกับโยเกิร์ตหรือน้ำสลัด เพื่อเพิ่มรสชาติและคุณประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น การนำผลไม้ที่ชอบไปจิ้มกับโยเกิร์ตก่อนรับประทาน ก็จะช่วยให้ได้โปรตีนจากโยเกิร์ตเพิ่มขึ้น หรืออาจนำผลไม้ไปจิ้มกับน้ำสลัดรสชาติต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ได้รสชาติที่แปลกใหม่
  • ทำเป็นเครื่องดื่ม หากไม่สะดวกในการรับประทาน อาจนำผลไม้มาทำเป็นสมูทตี้ หรือน้ำผลไม้แทน
  • รับประทานผลไม้อย่างหลากหลาย เพื่อคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน คุณแม่ควรรับประทานผลไม้ที่หลากหลาย ไม่ควรรับประทานผลไม้ชนิดเดิมซ้ำ ๆ แต่ควรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกจำเจ

ข้อควรระวังในการรับประทานผลไม้สำหรับคนท้อง

ขณะตั้งครรภ์ หากต้องการรับประทานผลไม้สด ก็ควรล้างให้สะอาดก่อน เพื่อป้องกันสารตกค้างและเชื้อโรค ที่เป็นอันตรายต่อแม่และทารก หากต้องการดื่มน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่คั้นสด และไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ คุณแม่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นอันตรายต่อทั้งแม่และเด็ก ดังนั้น ควรเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และบรรจุในขวดหรือกระป๋องมิดชิด เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ผลไม้ที่คนท้องไม่ควรรับประทาน

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรระมัดระวังในเรื่อง โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ ผลไม้ก็ไม่ใช่ทุกชนิดที่ จะมีประโยชน์สำหรับ คนท้อง ผลไม้ที่คนท้องห้ามกิน มีดังนี้

มะม่วงดิบ

ปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะแนะนำให้คนท้องรับประทานมะม่วงสุกให้มาก ๆ แต่ในกรณีของมะม่วงดิบนั้นต่างกัน เพราะมะม่วงดิบจะย่อยได้ง่ายกว่ามะม่วงสุก ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดอาการแน่นท้องได้นั่นเอง ยิ่งช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 – 3 ด้วยแล้ว ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงมะม่วงดิบโดยด่วน เพราะช่วงนี้มดลูกจะใหญ่ขึ้น จนเบียดกับกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารย่อยอาหารได้ช้าลง ถ้ากินมะม่วงดิบด้วยแล้ว ก็จะทำให้เกิดอาการแน่นท้องได้ ดังนั้นหากคุณแม่อยากรับประทานมะม่วงล่ะก็ เลือกรับประทานมะม่วงสุกจะดีกว่า เพราะย่อยง่าย และยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วย

ผลไม้รสหวาน

ในขณะตั้งครรภ์ บางครั้งคุณแม่ก็คงอยากจะรับประทานผลไม้หวาน ๆ แต่รู้ไหมว่ายิ่งรับประทานผลไม้หวานจัดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจจะทำให้หลังคลอดก็ยังลดน้ำหนักไม่ลงได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดี คุณแม่หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด ๆ จะดีกว่า เพราะนอกจากจะเสี่ยงโรคอ้วนแล้ว ยังเสี่ยงโรคเบาหวานอีกด้วย ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ารับประทานเลยดีกว่า

ทุเรียน

เชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคน ก็คงจะมีอาการอยากรับประทานทุเรียนกันบ้าง ยิ่งหน้าทุเรียนด้วยแล้ว แค่ได้เห็นก็แทบจะอดใจไม่ไหว แต่คุณแม่ควรต้องหักห้ามใจตัวเองไว้ก่อน เพราะทุเรียนจัดว่าเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง เพราะสาเหตุใดหรือ ก็เพราะว่าทุเรียนจะทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ได้ และยังทำให้เกิดอาการจุกแน่นท้อง แน่นหน้าอกที่เป็นอยู่แล้วรุนแรงขึ้นอีกด้วย ถึงจะไม่อันตรายสักเท่าไหร่ แต่ก็สร้างความทรมานให้กับคุณแม่มากทีเดียว

รายชื่อ ผลไม้คนท้อง ที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมมาแนะนำให้บริโภคนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง หรือผลไม้กระป๋องก็ดีทั้งนั้น แต่ขอให้แน่ใจว่า ไม่มีการเติมน้ำตาลในผลไม้แช่แข็ง หรือผลไม้กระป๋องนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง ที่กินคนเดียวได้ถึงสอง

แจกสูตร เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน กินอย่างไรให้ลงลูก

7 ข้อแนะนำ อาหารคนท้อง กินอย่างไรถูกหลักไม่ขาด-เกิน

โฟเลต หรือ กรดโฟลิก สิ่งสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ห้ามขาด!!!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com, https://www.vichaiyut.com, https://www.sanook.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน ลูกร้องงอแงทั้งคืนกล่อมนอนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมนอน ฝันร้ายของแม่แต่เพราะอะไรลูกถึงได้มีอาการนี้ ทำความรู้จัก Overtired baby เพื่อสงบลูกน้อย

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby!!

ดูเจ้าตัวเล็กก็ง่วงนอนมากอยู่ หาวไม่ยอมหยุด คืนนี้แม่คงได้หลับสบาย เต็มอิ่มเสียที แต่เมื่อฝันร้ายมาเยือน ทำไมกล่อมลูกนอนเท่าไหร่ เจ้าตัวน้อยของแม่ก็ไม่ยอมนอนเสียทีนะ พอวางลงบนที่นอนก็ตื่นเสียละ ต้องมาเริ่มกล่อมนอนใหม่กันอีกแล้ว

ทำไม ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน ??

แม่หลาย ๆ คนคงได้พบกับเหตุการณ์ การกล่อมลูกนอนมาราธอน กล่อมนอนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมนอนเสียที หรือนอนเพียงไม่กี่นาที กล่อมเป็นหลายชั่วโมง เพียงไม่นานก็ตื่นมาร้องงอแงเสียแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน
ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน

ลูกเหนื่อยเกินไป (Overtired baby)

เหนื่อยเกินไป ง่วงมากจนเกินไป การได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอของทารก ทำให้เกิดอาการงอแง ร้องไห้ ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน อาการแบบนี้ เกิดจากลูกน้อยเหนื่อยเกินไป และส่งผลกระทบต่อการนอน ทำให้นอนยาก และไม่ยอมหลับยอมนอนนั่นเอง เราเรียกภาวะแบบนี้ว่า Overtired baby

สังเกตอาการแสดงว่า ลูกคุณเหนื่อยเกินไป

เมื่อลูกน้อยของคุณผ่านช่วงเหนื่อย พวกเขาจะก้าวไปสู่ระยะที่เหนื่อยเกินไป แม้ว่าลูกจะอยู่ในวัยทารก แต่เชื่อเถอะว่า พวกเขาฉลาดพอที่จะสื่อสารได้แล้ว โดยการส่งสัญญาณของทารกที่เหนื่อยล้า  ที่มีอาการให้สังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • หาวมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เด็ก ๆ จะหาวมากขึ้นเมื่อเหนื่อย การวิจัยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไม่แน่ใจว่า การหาวมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ถ้ามี อาจเป็นไปได้ว่าการหาวปลุกสมองหรือเป็นวิธีการสื่อสาร
  • ร้องไห้หนักขึ้น ทารกที่เหนื่อยเกินไป จะจู้จี้จุกจิก และร้องไห้ได้ง่ายขึ้น
  • ขยี้ตา ดึงหู ทารกที่เหนื่อยล้าอาจขยี้ตา และใบหน้าหรือดึงหู
  • ติดแม่ เมื่อลูกมีภาวะ overtired baby เด็กจะไม่ยอมอยู่ห่างจากแม่ ยึดมั่นในตัวคุณอย่างแน่วแน่
  • ไม่ยอมนอน ร้องไห้งอแง หรือเมื่อนอนไปแล้วสักพักก็จะตื่นในเวลาที่รวดเร็ว
  • นอนผิดเวลา . คุณอาจพบว่าลูกน้อยของคุณหลับไปในขณะที่คุณกำลังเตรียมขวดนมหรือกำลังตีไข่
  • แอคทีฟมากเกินไป ทารกที่เหนื่อยล้าสามารถแสดงพลังงานได้มากมาย คุณสามารถโทษฮอร์โมนเหล่านั้น คอร์ติซอลและอะดรีนาลีนได้
เมื่อ ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน แม่ต้องเอาเข้าเต้าทั้งคืน
เมื่อ ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน แม่ต้องเอาเข้าเต้าทั้งคืน

ฮอร์โมนความเครียดในเด็ก

เมื่อลูกน้อยของคุณเหนื่อยเกินไป ระบบตอบสนองความเครียดของทารกจะเริ่มทำงาน กระตุ้นคอร์ติซอล และอะดรีนาลีนให้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายเล็กๆ ของลูกน้อย คอร์ติซอล(Cortisol)ช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับ และตื่นของร่างกาย อะดรีนาลีนเป็นตัวการสู้หรือหนี

Cortisol มีหน้าที่อะไร

Cortisol คือฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกาย (Stress hormone) ปกติร่างกายจะหลั่งออกมาปริมาณมากที่สุดในตอนเช้า ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น และมีพลังต่อสู้ในวันใหม่ของทุกวัน และจะลดลงเหลือเพียง 10% ในช่วงเย็น

นอกจากนี้ ในสถานการณ์คับขัน Cortisol ยังมีหน้าที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และอัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้ต่อสู้กับปัญหาข้างหน้า แต่ถ้าเรามีความเครียดสะสมเรื้อรัง จากการทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนไม่พอ หรือ ออกกำลังกายเกินพอดี ระดับ Cortisol ที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจาก ฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์ ในการสลายและทำลายล้าง (Catabolic hormone) ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว แต่ถ้ามีน้อยไป ก็จะทำให้ ไม่มีแรงลุกขึ้นจากที่นอนตอนเช้า ขาดความกระตือรือร้น และอ่อนเพลียตอนกลางวัน

อะดรีนาลีน มีหน้าที่อะไร

อะดรีนาลีน คือฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองปฏิกิริยาของร่างกายที่สั่งให้ต่อสู้ หรือหนีเมื่อตกอยู่ในเหตุการณ์อันตราย ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว บีบตัวแรง และหลอดลมในปอดขยายตัวขึ้น

เมื่อฮอร์โมนทั้งสองนี้อยู่ในระดับสูง จะมีบทบาทสำคัญในการหลั่งออกมาตามกระแสเลือดในร่างกาย ทำให้ร่างกายยากที่จะผ่อนคลาย และสงบทำให้การที่ลูกจะเข้านอน หลับสนิท เป็นเรื่องที่ยาก

overtired baby เมื่อลูกเหนื่อยเกินไป
overtired baby เมื่อลูกเหนื่อยเกินไป

เด็กต้องการนอนนานแค่ไหน??

ทารกต้องการการนอนหลับในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการทางสมองที่เหมาะสม ซึ่งเป็นระยะเวลาการนอนหลับโดยเฉลี่ยสำหรับทารกในช่วง 24 ชั่วโมง เป็นดังนี้

  • 0–3 เดือน ต้องการการนอนนาน 16–17 ชั่วโมง
  • 4–6 เดือน ต้องการการนอนนน 14–15 ชั่วโมง
  • 6–12 เดือน ต้องการการนอนนาน3–14 ชั่วโมง

และจากข้อมูลของ American Academy of Pediatrics เด็กวัยหัดเดิน (อายุ 12 ถึง 24 เดือน) ต้องการการนอนหลับระหว่าง 11 ถึง 14 ชั่วโมงในช่วง 24 ชั่วโมง

อ่านต่อ>>>วิธีช่วยให้ลูกหลับสบาย และวิธีป้องกันไม่ให้ลูกเป็น Overtired baby คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไอศกรีม สารก่อมะเร็ง

ไอศกรีม เจ้าดังพบสารก่อมะเร็ง! สั่งเรียกคืนหลังอียูเตือน

ไอศกรีม ของโปรดของเด็ก ๆ ที่กินเท่าไหร่ไม่รู้จักเบื่อ แต่พ่อแม่สามารถวางใจให้ลูกกินตามใจได้หรือไม่ เมื่อเบลเยียมสั่งเรียกคืนไอศกรีมเจ้าดังหลังพบสารก่อมะเร็ง

ไอศกรีม เจ้าดังพบสารก่อมะเร็ง! สั่งเรียกคืนหลังอียูเตือน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เบลเยียมสั่งเรียกคืนไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ไอศกรีมยี่ห้อดังออกจากชั้นวางขายเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) แจ้งเตือนว่า พบสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง

ภายหลังจากที่ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของอียูได้ตรวจสอบหาสารปนเปื้อนในไอศกรีมยี่ห้อดังที่ผลิตโดยบริษัท เจอเนอรัล มิลส์ ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่จากสหรัฐเมริกา ตามคำขอของประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ออกมาประกาศเตือนในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า พบเจอสาร 2-คลอโรเอทานอล ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวชนิดกระปุกใหญ่และถ้วยมินิ ล็อตหมดอายุเดือนมีนาคม-เมษายน 2023 ซึ่งสารนี้ส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ และสามารถก่อโรคร้าย เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ด้วยเหตุนี้ เบลเยียม รวมทั้งฝรั่งเศส และสเปน จึงได้ทำการสั่งระงับการวางขายไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ล็อตดังกล่าว

ไอศกรีม ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง
ไอศกรีม ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

โดยสำนักงานด้านสุขอนามัยอาหารแห่งชาติของเบลเยียมได้เรียกคืนไอศกรีมเพิ่มขึ้นอีก 7 รายการ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม หลังจากที่ได้เรียกคืนไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ไปแล้วกว่า 10 รายการ ซึ่งรวมถึงไอศกรีมรสวานิลลา รสช็อกโกแลตเบลเยียม รสถั่วแมคคาเดเมีย บริทเทิล และรสพราลีนส์ แอนด์ ครีม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมนอกจากนี้ ยังมีการสั่งห้ามไม่ให้ผู้บริโภคที่รับประทานไอศกรีมล็อตที่มีปัญหาจากสารปนเปื้อน หากซื้อมาแล้วให้นำสินค้าไปทำลายทิ้ง และรีบติดต่อเจอเนอรัล มิลส์ เพื่อเรียกร้องเงินคืน

ด้านบริษัทผู้ผลิตอย่างเจอเนอรัล มิลส์ ได้ออกมาแถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สารปนเปื้อนซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งนี้ น่าจะมีต้นตอมาจากสารสกัดวานิลลาของซัพพลายเออร์เจ้าหนึ่ง สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานตรวจสอบอาหารแห่งชาติบราซิลที่ระบุว่า พบสารปนเปื้อนในไอศกรีมวานิลลาของฮาเกน-ดาซส์ และให้หลีกเลี่ยงสินค้าดังกล่าวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่มา : www.matichon.co.th

จากข่าวดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกมากเกินไป จนทำให้เจ้าตัวเล็กอดกินไอศกรีมของโปรดไปจนตลอดชีวิตกันเชียวล่ะ เพราะใช่ว่าไอศกรีมจะมีแต่โทษเพียงอย่างเดียว อย่างน้อย ๆ มันก็ให้ประโยชน์ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เวลาเราได้กินไอศกรีมแล้วก็รู้สึกสดชื่นกันใช่ไหมล่ะ ดังนั้นทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตส่วนผสมของไอศกรีมถ้วยนั้น ๆ ที่เราจะหยิบให้ลูกเสียดีกว่าการห้ามรับประทานอย่างเด็ดขาด เพราะอย่างไรไอศกรีมกับเด็กก็เป็นของคู่กันที่ขาดกันเสียมิได้

ไอศกรีมมิใช่ตัวร้าย หากไม่มีส่วนผสมเหล่านี้!!

การเลือก ไอศกรีม มารับประทานทางที่ดีเราควรเลือกรับประทานไอศกรีมที่ได้มาตรฐาน ผลิตจากโรงงานที่น่าเชื่อถือ และหากจะให้มั่นใจคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาถึงส่วนประกอบบางอย่างที่ผู้ผลิตไอศกรีมบางรายใส่ลงมาเพื่อเพิ่มกำไรให้แก่ตน โดยมิได้คำนึงถึงอันตรายต่อผู้บริโภค การนำไขมันที่เหลือจากโรงฆ่าสัตว์มาใช้เป็นส่วนผสมในไอศกรีมนั้น เป็นอันตรายเพราะไขมันจากสัตว์นั้นมีจำนวนของไขมันอิ่มตัวสูง เป็นไขมันชั้นเลวที่หากบริโภคมากไป จะก่อให้เกิดโรคอ้วน และไขมันอุดตัวเส้นเลือดได้ นอกจากนี้ยังควรสังเกตหากมีส่วนผสมของสารสังเคราะห์จากสารเคมีดังต่อไปนี้ในไอศกรีมถ้วยโปรดของเราแล้ว ขอแนะนำให้ควรงดรับประทานทันที

ไอศกรีม ไม่ใช่ตัวร้าย หากไม่มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์บางตัว
ไอศกรีม ไม่ใช่ตัวร้าย หากไม่มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์บางตัว
  1. ไดอิธิลกลูคอล (Diethyl Glucol) สารเคมีราคาถูกที่ใช้ในการตีไขมันให้กระจายแทนการใช้ไข่ สารชนิดนี้เป็นสารกันเยือกแข็งที่ใช้กันน้ำแข็งไม่ให้ละลายเร็ว และใช้ในน้ำยากัดสี
  2. อัลดีไฮด์ – ซี71 (Aldehyde-C71) เป็นสารที่ใช้ ในการสร้างกลิ่นที่ไม่ค่อยมีในประเทศไทย เช่น เชอร์รี่ และเพื่อให้ไอศกรีมเป็นของเหลวติดไฟง่าย และยังนำไปใช้ทำสีอะนิลีน จำพวกพลาสติก และยาง
  3. ไปเปอร์โอรัล (Piperoral) ใช้แทนกลิ่นวานิลลา เป็นสารเคมีเดียวกับที่ใช้ผสมในยาฆ่าเหา และหมัด
  4. อิธิลอะซีเตท (Ethyl acetate) ใช้สร้างกลิ่นรสสับปะรด อีกทั้งยังใช้เป็นตัวทำความสะอาดหนังและผ้าทอ กลิ่นของสารเคมีตัวนี้ก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง ตับ และหัวใจที่ผิดปกติ
  5. บิวธีรัลดีไฮด์(Butyraldehyde) ใช้สร้างกลิ่นรสเมล็ดในผลไม้เปลือกแข็ง เช่น ถั่วต่าง ๆ สารนี้เป็นสารที่ใช้เป็นสารประกอบสำคัญในกาวยาง
  6. แอนนิล อะซีเตท(Anyle acetate) สารนี้จะให้กลิ่นกล้วยหอม และเป็นสารที่ใช้ทำลายล้างไขมัน
  7. เบนซิล อะซีเตท(Benzyle acetate) เป็นสารที่ใช้สร้างกลิ่น และรสสตรอเบอร์รี่เป็นสารละลายไนเตรท ทำให้เกิดความอยากอาหาร
  8. แซคคารินหรือน้ำตาลเทียม เติมเพื่อให้มีสีและกลิ่นที่หอมหวาน ซึ่งสารแซคคารินนั้นได้มีการพิสูจน์แล้วว่า มีส่วนสนับสนุนทำให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน

ไม่ใช่ว่าในไอศกรีมทุกยี่ห้อจะมีสารเหล่านี้ทั้งหมด ที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อมูลที่พบในไอศกรีมบางรายเท่านั้น ที่ผู้ผลิตไร้จิตสำนึกใส่ส่วนผสมอันตรายเหล่านี้เข้ามา แต่ในสารบางตัวที่แม้จะไม่ได้มีอันตรายแต่หากเราบริโภคเข้าไปในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายก็ทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจำกัดปริมาณการรับประทานไอศกรีมของลูกด้วย

อาหารที่เสี่ยงต่อ มะเร็ง
อาหารที่เสี่ยงต่อ มะเร็ง

13 อาหารที่คุณไม่ควรกิน หากไม่อยากเป็นมะเร็ง

นอกจากเรื่องของไอศกรีมแล้ว ยังมีอาหารชนิดอื่นเช่นกันที่หากคุณรับประทานเป็นประจำ มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้

1.อาหารแปรรูปสูง

เรารู้มานานแล้วว่าอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาล โซเดียม ไขมันอิ่มตัว และส่วนผสมทางเคมีมากเกินไปสามารถส่งผลต่อสภาวะสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอ้วน เป็นต้น  แต่สำหรับโรคมะเร็งนั้น จากการศึกษาของนักวิจัยชาวฝรั่งเศสและบราซิล การบริโภคอาหารแปรรูปพิเศษ เช่น ขนมปัง ขนมอบที่ผลิตเป็นจำนวนมาก น้ำอัดลม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยวรสเค็มและหวาน หรือนักเก็ตไก่ เป็นต้น หากเรารับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคมะเร็งโดยรวมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นร้อยละ 11

2.มันฝรั่งทอด

จากการศึกษาของสำนักงานมาตรฐานอาหารแห่งสหราชอาณาจักร (FSA) ผู้ร้ายคืออะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นเมื่ออาหารประเภทแป้งปรุงด้วยอุณหภูมิสูง แม้ว่าความกรอบสีน้ำตาลของมันฝรั่งทอดอาจดูน่ากิน แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และอาจส่งผลต่อระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์

3.แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์สามารถเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ 5 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปาก 17 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหาร 30 เปอร์เซ็นต์ ตามรายงานของ American Society of Clinical Oncology (ASCO) ตัวเลขเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยิ่งคุณดื่มมากขึ้น

4.เบคอน

องค์การอนามัยโลกได้จัดประเภทเนื้อสัตว์ที่ผ่านการหมักเกลือ บ่ม หมัก หรือรมควันเป็นสารก่อมะเร็ง การรับประทานเบคอน 50 กรัมหรือเทียบเท่าเบคอน 4 แผ่นหรือฮอทดอก 1 อัน ทุกวันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ 18 เปอร์เซ็นต์

ใส่ใจเรื่องอาหารที่ลูกกินสักนิด ห่างไกลมะเร็ง
ใส่ใจเรื่องอาหารที่ลูกกินสักนิด ห่างไกลมะเร็ง

5.เนื้อย่าง

ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ การปรุงเนื้อสัตว์ที่อุณหภูมิสูงบนเปลวไฟหรือการทอดในกระทะจะสร้างสารเคมีสองชนิดที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งได้ นั่นคือเฮเทอโรไซคลิกเอมีน (HCAs) และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการรับประทานเนื้อไหม้เกรียมบ่อยๆ ช่วยเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับอ่อนได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อีกการศึกษาพบว่าเกือบสองเท่าของความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในสตรีวัยหมดประจำเดือน

6.เนื้อแดง

ไม่ว่าคุณจะปรุงด้วยวิธีใด การบริโภคเนื้อแดงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ การกินเนื้อแดงมีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

7.ขนมปังขาว และข้าวขาว

แม้ว่าคุณจะไม่เคยสูบบุหรี่ แต่การรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลในเลือดสูงบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอดได้ถึง 49 เปอร์เซ็นต์ ตามที่นักวิจัยจาก University of Texas MD Anderson Cancer Center นักวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลในเลือดสูงจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มปัจจัยการเจริญเติบโตที่คล้ายกับอินซูลิน ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งปอดที่เพิ่มขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องเลิกกินคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เพียงแค่เลือกกินชนิดที่มีดัชนีน้ำตาลในเลือดที่ต่ำกว่า เช่น ขนมปังโฮลวีต และข้าวโอ๊ต เป็นต้น

8.ผลิตภัณฑ์นม

การบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก และถึงแม้นมจะได้รับการศึกษามากที่สุด ไอศกรีม ชีส และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ ก็อาจเป็นปัญหาได้เช่นกัน ตามรายงานของ Healthlineนักวิจัยบางคนเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างการบริโภคนมกับมะเร็งต่อมลูกหมากอาจเนื่องมาจากปริมาณไขมัน แคลเซียม และฮอร์โมนของนม ในขณะที่คนอื่นๆ ตั้งทฤษฎีว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมอาจทำให้ระดับวิตามินดี และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาในปี 2016 ถือว่าการเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์นมกับมะเร็งไม่สามารถสรุปผลได้ แต่ถ้าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมีอยู่แล้ว ให้ปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับอาหารของคุณ

7.ข้าวโพดคั่วไมโครเวฟ

ไม่ใช่ป๊อปคอร์นที่เป็นปัญหา แต่เป็นถุง ป๊อปคอร์น ที่ด้านในมีสารเคมีที่ป้องกันไม่ให้เมล็ดเกาะติดอยู่ เมื่อถุงร้อนขึ้น สารเคลือบจะสลายตัว ทำให้เกิด  กรด perfluorooctanoicซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

โรคอ้วน จากอาหาร
โรคอ้วน จากอาหาร

8.น้ำอัดลม

นักวิจัยชาวออสเตรเลีย ระบุว่า การ  ดื่มน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 แก้วเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งหลายชนิด เช่น ตับ ต่อมลูกหมาก รังไข่ และถุงน้ำดี

อาหารเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ช่วยทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน สารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการ แต่การเลือกรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ดังนั้นเรามาใส่ใจการเลือกรับประทานอาหารให้ได้ประโยชน์ นอกจากความอร่อยเพียงอย่างเดียวกันเถอะ

ข้อมูลอ้างอิงจาก health.kapook.com/www.thehealthy.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 อาหารก่อมะเร็ง ยิ่งกินมาก ยิ่งทำลายสุขภาพ

ลูกเป็นมะเร็ง แม่เล่า จากหวัดธรรมดาสุดท้ายกลายเป็นมะเร็งสมอง

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 แนวทางฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเด็กเล็ก

ระวัง! ปวดท้องน้อยจี๊ดๆ อาจเป็นต้นเหตุจากโรคเหล่านี้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จองวัคซีนเข็ม3

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 แนวทางฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเด็กเล็ก

จองวัคซีนเข็ม3 ให้ลูกอายุ 5-11 ปี ต้องรู้อะไรบ้างก่อนจองคิว วัคซีนเข็มกระตุ้น จำเป็นไหม มีแนวทางการฉีดอย่างไร หากลูกติดเชื้อโควิด 19 ยังต้องฉีดเข็ม3 อีกไหม

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 !! แนวทางฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเด็กเล็ก

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยมติที่ประชุมอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเห็นชอบทุกคนฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น อย่างน้อยเข็ม 3 โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้รับเข็มกระตุ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่หากติดเชื้อ จะมีอาการหนักและเสียชีวิตได้

วัคซีนเข็มกระตุ้นจำเป็น!!

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มติที่ประชุมอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 แนะนำให้ประชาชนทุกคนได้ควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น อย่างน้อยเข็มที่ 3 เป็นพื้นฐาน เพราะเมื่อเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันจะลดลงตามธรรมชาติ จึงแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นหลังได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาแล้ว 4 เดือนขึ้นไป โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจและความจำเป็นอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้มีความเสี่ยงอื่นๆ และโดยเฉพาะกลุ่ม 608 (ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน) ซึ่งหากติดเชื้อจะเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหนักและเสียชีวิตได้

แนะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้เด็กเล็ก จองวัคซีนเข็ม3 เลย
แนะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้เด็กเล็ก จองวัคซีนเข็ม3 เลย

ทั้งนี้ จากการระบาดที่ผ่านมา พบว่าการได้รับวัคซีนสามารถลดการป่วยหนักและเสียชีวิตของประชาชนได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่ยังไม่ได้รับเข็มกระตุ้น หรือยังไม่ได้รับวัคซีน ให้ไปรับวัคซีนตามกำหนด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กระจายวัคซีนไปยังหน่วยบริการที่ใกล้บ้านที่สุด และให้บริการแบบ walk in ทุกจุดฉีด เพื่อให้เกิดความสะดวกกับประชาชน เป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งหากได้รับเชื้อจะสามารถลดอาการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ที่มา : กองโรคติดต่อทั่วไป/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

สาธารณสุขเตือน กลุ่มเด็กติดโควิดสูงขึ้น ย้ำฉีดวัคซีน เว้นระยะห่างในครอบครัว ป้องกันแพร่เชื้อให้ผู้สูงอายุ

นายแพทย์จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบกลุ่มเด็ก 0-9 ปี และวัยรุ่น 10-19 ปี มีการติดเชื้อสูงขึ้น โดยกลุ่มอายุ 0-4 ปี และ 5-9 ปี ส่วนใหญ่ติดเชื้อในครอบครัว กลุ่มอายุ 10-14 ปี และ 15-19 ปี เป็นการติดเชื้อในโรงเรียน ส่วนการสัมผัสผู้ติดเชื้อนอกบ้านและในชุมชน เป็นกลุ่ม 15-19 ปี ทั้งนี้ หากมีการติดเชื้อในบ้าน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ขอให้เว้นระยะห่างจากผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เพราะอาจติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป จะมีอัตราติดเชื้อเสียชีวิตสูงกว่าเด็กเล็กถึง 200 เท่า จึงต้องรณรงค์ให้มารับวัคซีนทั้งในเด็กและผู้สูงอายุ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ลดอาการรุนแรงและเสียชีวิต

ด้าน นายแพทย์วิชาญ กล่าวว่า การระบาดในระลอกนี้พบผู้ป่วยเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ปี สูงขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะอาการค่อนข้างน้อย แต่ต้องเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็ก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในครอบครัว และไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย โดยแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในกลุ่มเด็ก ของกระทรวงสาธารณสุข มีผู้เชี่ยวชาญทั้งในคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาผลการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา พิจารณาอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานข้อมูลวิชาการทั้งมาตรฐานและความปลอดภัย ผลการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประสิทธิผลด้านการป้องกันการติดเชื้อ การป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต

ลูกเคยติดเชื้อ โควิด 19 ต้องเว้นระยะห่าง จองวัคซีนเข็ม3 อย่างไร
ลูกเคยติดเชื้อ โควิด 19 ต้องเว้นระยะห่าง จองวัคซีนเข็ม3 อย่างไร

ปัจจุบันมีวัคซีนที่ผ่านการพิจารณาให้ฉีดในกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้แก่

  • ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) สำหรับอายุ 5-11 ปี
  • ไฟเซอร์ (ฝาสีม่วง) สำหรับอายุ 12-17 ปี
  • ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม สำหรับอายุ 6-17 ปีขึ้นไป
  • สูตรไขว้ ซิโนแวคและไฟเซอร์ สำหรับอายุ 12-17 ปี

ย้ำ!! อย่ากังวลกับการฉีดวัคซีนเด็กเล็ก

โดยตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2565 ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 5-11 ปี ไปแล้ว 66,165 คน จากทั้งหมด 5.1 ล้านคน ยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับวัคซีน

อาการข้างเคียงพบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด  คลื่นไส้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดข้อ มีผื่น เป็นต้น

ที่มา : ศูนย์ข้อมูล COVID 19 กรมประชาสัมพันธ์

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 กับแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด19 เข็มกระตุ้น สำหรับผู้ที่มีอายุ 5-11 ปี

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้มีมติแนวทางคำแนะนำในการฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้แก่เด็กที่มีอายุระหว่าง 5-11 ปี เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้ทำความเข้าใจ และทราบถึงหลักการการได้รับวัคซีนให้แก่บุตรหลาน ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 โดยมีคำแนะนำครอบคลุมทั้งกับเด็กที่เคยได้รับวัคซีนเข็ม 1 และ 2 มาแล้ว และเด็กที่เคยติดเชี้อโควิด 19 ขณะที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ได้รับวัคซีนแล้ว 1 เข็ม และได้รับวัคซีนมาแล้ว 2 เข็ม จะต้องเว้นระยะห่างระหว่างเข็มอย่างไร เคยติดเชื้อแล้วยังจำเป็นต้องได้รับวัคซีนหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาฝากก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะทำการ จองวัคซีนเข็ม3 ให้แก่ลูกน้อย

 

กรณียังไม่เคยได้รับเชื้อโควิด 19 มาก่อน

กลุ่มเด็กที่มีอายุ 5-6 ปี 

  • ได้รับวัคซีน Pfizer ฝาสีส้ม ในเข็มที่ 1 และ 2 โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหลังจากได้รับวัคซีนเข็ม 2 ควรไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็น Pfizer ฝาสีส้ม (เต็มโดส) ในเข็มที่ 3

กลุ่มเด็กอายุ 6-11 ปี

  • ได้รับวัคซีน Pfizer ฝาสีส้มมาทั้งสองเข็ม โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหลังจากได้รับวัคซีนเข็ม 2 แล้ว ควรไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เลือกได้ทั้ง Sinovac และ Pfizer ฝาสีส้ม(เต็มโดส) เลือกตามสมัครใจ

กรณีเคยติดเชื้อโควิด 19 

เด็กที่มีอายุ 5-11 ปี 

  • ไม่เคยได้รับวัคซีน หลังจากหายจากการติดเชื้อโควิด 19 ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น Pfizer ฝาสีส้ม (เต็มโดส) ในเด็กอายุ 6-11 ปี สามารถเลือกรับวัคซีน Sinovac ได้ตามความสมัครใจ
  • ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้วติดเชื้อ ให้เว้นระยะห่างหลังจากหมดเชื้อแล้ว ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ค่อยรับวัคซีนเข็มกระตุ้น Pfizer ฝาสีส้ม (เต็มโดส) หรือในเด็กอายุ 6-11 ปี สามารถเลือกเป็น Sinovac ได้
  • ได้รับวัคซีน 2 เข็ม แล้วติดเชื้อ ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด 19 แล้ว

หมายเหตุ คำแนะนำระบุเฉพาะวัคซีนภาครัฐในขณะนี้ อย่างไรก็ตามสามารถพิจารณาวัคซีนได้ทุกชนิด และขนาดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยตามช่วงอายุ

วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก จำเป็นแค่ไหน
วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก จำเป็นแค่ไหน

คำแนะนำฉีดไฟเซอร์เด็ก 5-11 ขวบ

  • ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้มสูตรสำหรับเด็ก ขนาด 10 ไมโครกรัม ปริมาณ 0.2 มิลลิลิตร เข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง เว้นระยะห่าง 3-12 สัปดาห์
  • หากเด็กอายุ 5-11 ขวบ ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ สูตรสำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ (ขนาด 10 ไมโครกรัม ฝาสีส้ม) และมีอายุครบ 12 ปี หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ด้วยไฟเซอร์ สูตรสำหรับผู้ใหญ่ อายุมากว่าหรือเท่ากับ 12 ปี (ขนาด 30 ไมโครกรัม ฝาสีม่วง) อย่างไรก็ตาม หากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ขนาด 10 ไมโครกรัม ก็ให้ถือว่าผู้นั้นรับวัคซีนครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำ
  • กรณีเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์สำหรับผู้ใหญ่ฝาสีม่วงตามแนวทางการให้บริการวัคซีนโควิด-19 (ไฟเซอร์) สำหรับนักเรียน/นักศึกษา อายุ 12 ปีขึ้นไปที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า

ส่วนข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กมีอยู่ 2 ข้อ ซึ่งหากมีอาการดังต่อไปนี้ “ยังไม่ควรฉีดวัคซีน”

  • เด็กอยู่ในช่วงกำลังป่วย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ควรรักษาอาการให้หายดี และเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าร่างกายจะกลับมาปกติ
  • เด็กผู้มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจมีอันตรายถึงชีวิตที่อาการของโรคยังไม่คงที่ ห้ามฉีด นอกจากแพทย์ประเมินว่าฉีดได้เท่านั้น
ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข, ศูนย์ข้อมูล COVID–19, องค์กรอนามัยโลก (WHO) ,www.paolohospital.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปิด 5 สูตร ฉีดวัคซีนโควิด19 ในเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี

จองวัคซีน เข็ม 3เด็กเล็กพรุ่งนี้!(10ส.ค.)ไฟเซอร์เข็มกระตุ้น

จุดฉีด วัคซีนเข็มกระตุ้น วอล์คอิน จองคิวผ่านแอปฯ ล่าสุด

มือเท้าปากเปื่อย ระบาดอีกแล้วเตือนพ่อแม่ระวังเชื้อแรงขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่