นั่งท่าผีเสื้อ

นั่งท่าผีเสื้อ ท่านั่งดีต่อสุขภาพ ที่แม่ท้องควรรู้

นั่งท่าผีเสื้อ (Bhadrasana) เป็นท่าโยคะที่แพทย์แนะนำให้ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่และอยู่ในระยะคลอดหมั่นทำเป็นประจำ เพราะท่านี้ได้รับการวิจัยทางการแพทย์มาแล้วว่า ช่วยให้ผู้หญิงในระยะคลอดสามารถรับมือกับความเจ็บปวดบริเวณท้องและส่วนล่างในตอนปวดท้องคลอดได้ดีขึ้น

นั่งท่าผีเสื้อ ท่านั่งดีต่อสุขภาพ ที่แม่ท้องควรรู้

นั่งท่าผีเสื้อ
นั่งท่าผีเสื้อ

ท่าผีเสื้อ สามารถช่วยเตรียมข้อสะโพกและหัวหน่าวของหญิงตั้งครรภ์ให้ขยายออก ทำให้กล้ามเนื้อต้นขาและอุ้งเชิงกรานยืดขยายและแข็งแรง ช่วยเตรียมฝีเย็บให้ยืดขยายไว้ เมื่อถึงเวลาคลอด ส่วนที่ต้องเจ็บตึงจะสามารถยืดหยุ่นขยายออกได้ดี การคลอดจะง่ายและราบรื่นสำหรับผู้ที่คลอดโดยวิธีการธรรมชาติ

คลอดแบบผ่าตัด กับประโยชน์จากท่าผีเสื้อ

สำหรับคุณแม่ที่เลือกการผ่าคลอด หรือจำเป็นต้องผ่าคลอดด้วยเงื่อนไขด้านสุขภาพ ท่านั่งผีเสื้อช่วยให้สุขภาพครรภ์แข็งแรง แม้จะเลือกผ่าคลอด แต่การเจ็บครรภ์ก่อนคลอดก็เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือแม้แต่ความรู้สึกอึดอัดระหว่างตั้งครรภ์ ท่าผีเสื้อช่วยบริหารอุ้งเชิงกราน และทำให้กล้ามเนื้อไม่หดเกร็งเกินไปจากน้ำหนักของครรภ์ ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดการลองทำกายบริหารด้วยท่านั่งผีเสื้อเช่นกัน

การจัดท่าผีเสื้อ

  1. นั่งบนเตียง หรือพื้น
  2. งอขาสองข้างเข้าหาตัว คล้ายนั่งสมาธิและให้ฝ่าเท้าสองข้างประกบกัน
  3. ดึงส้นเท้าเข้าหาตัวให้มากที่สุด 
  4. เอามือสองข้างวางกดไว้บนเข้า แล้วกดตัวไปข้างหน้า ไม่ต้องกดตัวจนสุด ให้องศาการกดอยู่ระหว่าง 15-30 องศา การกดตัวเอาที่ระยะองศาที่คุณแม่พอรู้สึกตึงบ้างแต่ไม่มากเกินไป คุณแม่บางท่านอาจจะอยากใช้หมอนรองที่ตัก สามารถทำได้ตามต้องการ
  5. หายใจเข้าออกช้า ๆ แต่ละครั้งหายใจลึก ๆ นับลมหายใจเข้าถึง 20 ครั้ง แล้วเหยียดตัวขึ้นนั่งหลังตรงตามปกติ นับเป็นการทำท่าผีเสื้อ 1 ชุด
  6. สามารถทำซ้ำอีกได้ โดยใน 1 ชั่วโมงควรทำไม่เกิน 3 ชุดเพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ร่างกายมากเกินไป

ข้อควรระวังในการบริหารด้วยท่าผีเสื้อ

แม้การบริหารร่างกายด้วยท่าผีเสื้อจะไม่ใช่การขยับร่างกายอย่างมาก เน้นการเหยียดยืดและการกำหนดลมหายใจ แต่ร่างกายและสภาพการตั้งครรภ์ของผู้หญิงแต่ละคนมีความแตกต่าง ดังนั้นในบางรายอาจจะไม่ใช่ว่าท่าผีเสื้อคือท่าที่เหมาะสมและให้ผลดีเสมอไป แม้ตอนนี้จะไม่มีรายงานความผิดปกติจากการใช้ท่าผีเสื้อ แต่เมื่อต้องการบริหารร่างกายด้วยท่านี้เพื่อเตรียมการสำหรับการคลอดที่จะมาถึง ว่าที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่จึงควรปรึกษาความเห็นของแพทย์ก่อน

กลไกการเจ็บท้องคลอด และการเร่งปากมดลูกเปิดด้วยท่าผีเสื้อ

เมื่อมีอาการเจ็บท้องคลอดจริง อาการเจ็บท้องที่เหมือนกับเจ็บเตือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ็บอย่างสม่ำเสมอ เจ็บจากส่วนบนของมดลูก เจ็บร้าวไปยังด้านล่างของร่างกาย ท้องแข็งตึง ความเจ็บที่ยาวนานจะดำเนินไปจนกว่าการคลอดจะสิ้นสุด นี่เกิดจากมดลูกหดตัวเป็นจังหวะ โดยครั้งหนึ่งนาน 30-60 วินาที ก่อนจะกลายเป็น 60-90 วินาที การบีบรัดตัวของมดลูกจะทำให้ร่างกายท่อนล่างรวมถึงมดลูกเองขาดเลือดและออกซิเจน 

ในช่วงการเจ็บคลอดนี้ การทำท่าผีเสื้อมาก่อนจะทำให้เจ็บปวดน้อยลง และระหว่างที่เจ็บท้องคลอดจริง หากทำท่าผีเสื้อไปด้วย จะทำให้บรรเทาความเจ็บปวด เพราะปากมดลูกที่พยายามจะเปิดเต็มที่จะเปิดได้ง่ายขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นลง 

 

อ่านต่อ… นั่งท่าผีเสื้อ ท่านั่งดีต่อสุขภาพ ที่แม่ท้องควรรู้ ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

หนุมาน

ครั้งแรกในเชียงใหม่ กับการแสดง Immersive Theatre สำหรับเยาวชน ชุด “หนุมาน สู้ สู้! ภารกิจปลุกหนุมาน และการผจญภัยของเหล่านักรบวานร”

Glom Immersive Theatre ร่วมกับ INGROUP ASIA เชิญชวนน้อง ๆ และครอบครัว ร่วมผจญภัย ปลดปล่อยจินตนาการ ไปพร้อมกับเหล่านักรบวานร เพื่อปลุกหนุมานให้ตื่นจากการหลับใหล ใน “หนุมาน สู้ สู้! ภารกิจปลุกหนุมาน และการผจญภัยของเหล่านักรบวานร” ณ Dream Space Gallery เชียงใหม่ เริ่ม 27 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป สำรองการเข้าชมฟรีได้แล้ววันนี้

หนุมาน

บริษัท อินกรุ๊ป เอเชีย จำกัด (INGROUP ASIA) ร่วมกับ Glom Immersive Theatre และ Dream Space Gallery ขอชวนน้อง ๆ เหล่าเยาวชนมาร่วมสัมผัสสุดยอดประสบการณ์การแสดงรูปแบบใหม่ Immersive Theatre ที่ชวนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมสนุกไปพร้อม ๆ กับการแสดง ผสานทั้งจินตนาการ และเทคนิคตระการตาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแห่งป่าไม้อันชวนพิศวง นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ผ่านซุ้มประตูรูปปั้นหนุมานอมพลับพลา ทุกคนจะพบกับการต้อนรับจากนักปราชญ์รอบรู้ ผู้พาทุกคนเข้าสู่ภารกิจสุดแสนท้าทาย ขอความช่วยเหลือจากนางเงือกผู้เลอโฉมและชมพูพาน พร้อมเข้าร่วมเป็นเหล่านักรบวานรผู้พิทักษ์ ฝ่าเขาวงกตสุดอัศจรรย์ เพื่อภารกิจสำคัญในการปลุกเจ้าหนุมานชาญสมรให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล ใน “หนุมาน สู้ สู้! ภารกิจปลุกหนุมาน และการผจญภัยของเหล่านักรบวานร”

“ตื่นเถิดหนุมาน!” เกิดจากความตั้งใจนำเสนอการแสดงในรูปที่แบบแปลกใหม่ โดยทีมงาน Glom Immersive Theatre ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมสนุกสนาน ที่พัฒนาทั้งความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ปลูกฝังความเข้าใจอันดีในวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่แตกต่าง

ทีมงาน Glom Immersive Theatre และ INGROUP ASIA เปิดเผยว่า “นี่เป็นอีกครั้งที่พวกเราภูมิใจนำเสนองานศิลป์ร่วมสมัย โดยครั้งนี้เราทุ่มเททั้งเวลา พัฒนาแนวคิดต่าง ๆ มานานกว่า 5 เดือน รวมถึงทุ่มทุนจำนวนมาก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของหนุมาน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมเอกที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการอย่าง ‘รามเกียรติ์’

หนุมาน สู้ สู้! ภารกิจปลุกหนุมาน

หัวใจสำคัญอันเป็นเสน่ห์ของงานแสดงครั้งนี้ ผู้ชมจะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ถึงแม้ในแต่ละรอบการแสดงจะมีเส้นเรื่องที่คล้ายกัน ทว่าการมีส่วนร่วมของผู้ชมในแต่ละรอบนั้น มีส่วนในการกำหนดเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษ ทั้งแสง สี เสียง เสื้อผ้า และอุปกรณ์ประกอบฉากสุดอลังการ พร้อมยังได้เตรียมเซอร์ไพรส์ต่าง ๆ เอาไว้ให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจในทุกย่างก้าวของการรับชม อย่างการปรุงยาวิเศษ รหัสลับที่รอการไขปริศนา แมลงเรืองแสง ต้นไม้แห่งเวทมนตร์ และความมหัศจรรย์อื่น ๆ ที่รอคอยให้ผู้ชมได้เข้ามาพิสูจน์อีกเพียบ

ยิ่งกว่านั้นเรายังได้ร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ฉากอันแสนตระการตา เนรมิตซุ้มประตูรูปปั้นหนุมานอมพลับพลา ประติมากรรมหิน ต้นไม้ ป่าดงดิบ เพื่อแสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ของศิลปินเชียงใหม่ กระตุ้นให้เกิดการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยการออกแบบทั้งหมดนั้น ทีมงานยังตระหนักถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งสถานที่ส่วนใหญ่ทำจากกระดาษและไม้ไผ่

พบกับการแสดงชุด “หนุมาน สู้ สู้! ภารกิจปลุกหนุมาน และการผจญภัยของเหล่านักรบวานร” 27-28 สิงหาคม, 3-4 และ 10-11 กันยายน ณ Dream Space Gallery เชียงใหม่ ระยะเวลาการแสดงรอบละ 45 นาที 4 รอบการแสดงต่อวัน (14.00น. / 15.15น. / 17.00น. และ 18.15น.)

เข้าชมฟรี จำกัดจำนวนที่นั่งเพื่อประสบการณ์รับชมที่ดีที่สุดในแต่ละรอบ

สำรองที่นั่งล่วงหน้าสามารถติดต่อได้ที่ 064-0182233

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Ingroup ASIA, Part Time Theatre

Instagram: ingroup.asia, parttimetheatre.official 

หนุมาน

 

 

 

บำรุงผิวหลังคลอด

เคล็ดลับ บำรุงผิวหลังคลอด ใช้ได้ทั้งคุณแม่และคุณลูก

ไหนใครเพิ่งคลอดลูก หรือกำลังจะคลอดลูกในอีกไม่กี่วันนี้บ้างคะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีวิธีดูแล บำรุงผิวหลังคลอด มาแนะนำให้ค่ะ บอกเลยว่าหลังคลอดคุณแม่อาจต้องเจอกับปัญหาผิวแห้ง ผิวหมองคล้ำ ผิวหย่อนคล้อยจากการยืดขยายไว้ตอนท้อง แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ทุกอย่างแก้ไขได้ แล้วคุณแม่จะกลับมามีผิวสวยใส สุขภาพผิวดีอีกครั้งค่ะ

ผิวหลังคลอด กับ 3 ปัญหาที่คุณแม่ต้องเจอ

1. ผิวหมองคล้ำ

ตอนท้องระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เมลานินหรือเม็ดสีเพิ่มขึ้น ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวหมองคล้ำ ในหลายส่วนบนร่างกาย เช่น ผิวหน้า ผิวต้นคอ รักแร้ ต้นขา ขาหนีบ ข้อพับต่าง ๆ เส้นกลางหน้าท้อง ลานหัวนม เป็นต้น

2. ผิวแห้ง แตกลาย

ผิวแห้ง มาได้จากหลายปัจจัยค่ะ เช่น ฮอร์โมน อุณหภูมิ อากาศ ขาดการบำรุงผิว และดื่มน้ำน้อย ล้วนส่งผลให้เกิดปัญหาผิวแห้งที่อาจจะสะสมมาตั้งแต่ตอนท้อง พอหลังคลอดผิวก็ยิ่งแห้งมากขึ้น ส่วนผิวแตกลาย เกิดจากการที่ผิวยืดขยายช่วงตั้งครรภ์ ทำให้จนทำให้ผิวหน้าท้อง ผิวท้องแขน ผิวตรงข้อพับขา เกิดเป็นรอยแยกขาว ๆ เป็นต้น

3. ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือน พอคุณแม่คลอดลูก ก็อาจมีภาวะหย่อนคล้อยตามส่วนต่าง ๆ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ตามมาได้ค่ะ

วิธีดูแล บำรุงผิวหลังคลอด ให้กลับมาสวยใส เปล่งปลั่ง

จะกู้ผิวเสียหลังคลอด ให้กลับมาสวยใส ผิวมีสุขภาพดี คุณแม่ต้องมีตัวช่วยค่ะ แนะนำนี่เลย Baby Oil ไอเทมที่คุณแม่ใช้ผสมน้ำอาบให้ลูก หรือใช้หลังอาบน้ำเสร็จ ด้วยการหยด Baby Oil บนฝามือแล้วนวดลงบนผิวลูกน้อย นอกจากจะทำให้ผ่อนคลาย อารมณ์ดี นอนหลับสบาย ยังเป็นการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวไม่แห้งได้ดีมาก ๆ ด้วยค่ะ

บำรุงผิวหลังคลอด ให้กลับมาสวยใส เปล่งปลั่ง

สำหรับคุณแม่เพื่อการมีผิวที่สวยสดใส Baby Oil ของลูกน้อย คุณแม่หยิบมาใช้กับผิวตัวเองได้เช่นกันค่ะ แนะนำว่าหลังอาบน้ำเสร็จ ให้คุณแม่ทา  Baby Oil ให้ทั่วผิวกาย เนื้อออยล์ที่ซึมลงผิวจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นผิว ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ไม่แห้งกร้าน รอยแตกลายที่เป็นเอฟเฟคมาจากตอนอุ้มท้อง จะค่อย ๆ ดีจึ้นและจางหายไปค่ะ

บำรุงผิวหลังคลอด

นอกจากนี้คุณแม่ยังใช้ Baby Oil ในการเช็ดเครื่องสำอางบนผิวหน้า หรือจะใช้ในการหมักผม หรือใส่ผมหลังสระเสร็จ ก็ช่วยให้เส้นผมนุ่ม สลวย มีน้ำหนัก ไม่แห้งชี้ฟู อ่อ คุณแม่ที่ให้นมลูก ก็สามารถใช้ Baby Oil ในการนวดเปิดท่อน้ำนมได้ด้วยนะ นาทีนี้บอกเลยว่า แค่มี Baby Oil ขวดเดียวใช้คุ้มสุด ๆ ใช้ดี ใช้ได้ทั้งคุณแม่ คุณลูก

ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์ ไอเทมคู่ใจที่แม่เลิฟ ใช้ บำรุงผิวหลังคลอด

แค่เห็นขวดใส ๆ สีชมพูอ่อนหวาน ของ ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์ ขวดนี้ บอกเลยว่าแม่ ๆ ที่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ถูกตกมาเป็นสาวกกันทุกคนค่ะ ความดีงามของ ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์ คือเนื้อออยล์ใสมาก ทาซึมลงผิวเร็ว ไม่เหนอะหนะผิว

ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์

ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์ สูตรชุ่มชื้นพิเศษ ช่วยเติมเต็ม เก็บกักความชุ่มชื้นให้กับผิว มีสารสกัดธรรมชาติ ซากุระ สารสกัด 100% Organic จากอาร์แกน ออยล์ มีวิตามินอี น้ำมันดอกทานตะวัน ช่วยในการเต็มเติมและเก็บกักความชุ่มชื้นให้ผิว เนื้อออยล์อ่อนโยน ใสบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของพาราเบน กูลเตน และสีสังเคราะห์ จึงปลอดภัยต่อผิว ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์ ผ่านการทดสอบ (Hypoallergenic Tested) ไม่ทำให้แพ้หรือระคายเคือง คุณแม่สามารถใช้กับผิวลูกได้ตั้งแต่แรกเกิดค่ะ

ถึงจะดูแลผิวตอนตั้งท้องมาดีขนาดไหน แต่หลังคลอดลูกก็อาจจะต้องเจอกับปัญหาผิวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้คุณแม่หมดความมั่นใจได้ค่ะ และนอกจากการดูแล บำรุงผิวหลังคลอด ที่สามารถใช้ตัวช่วยในการดูแลผิวด้วย Baby Oil แล้ว อย่าเพิ่มในเรื่องของการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายด้วยการเดิน ว่ายน้ำ หรือโยคะ ก็จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีความกระชับไม่หย่อนคล้อย ผิวแข็งแรงสุขภาพดี

แนะนำว่าทุกวันหลังอาบน้ำเสร็จมาสร้างช่วงเวลาแสนสุขระหว่างแม่ลูก ด้วยการดูแลบำรุงผิวไปพร้อมกัน แม่ลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน การสัมผัส กอด ช่วยเพิ่มสายใยรักผูกพันระหว่างแม่ลูกได้ดีมาก ๆ ค่ะ

คุณแม่สามารถหาซื้อ ดีนี่ ออร์แกนิค ซากุระ เบบี้ออยล์ ได้ที่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์

#ดีนี่ที่แม่นับล้านวางใจ #DneeBabyOil

 

 

คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม

คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม โรคภูมิแพ้กำเริบตอนท้อง ควรทำอย่างไร?

คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม – ในระหว่างตั้งครรภ์ คนท้องอาจต้องใช้ยาตามแพทย์และเภสัชกรกำหนดให้ การหยุดใช้ยาที่จำเป็นทางการแพทย์อาจเป็นอันตรายต่อทั้งคุณและลูกน้อยของคุณ ยาต่างชนิดกันมีความเสี่ยงต่างกัน แต่ความสะดวกสบายของคุณก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเกิดอาการแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหลระหว่างตั้งครรภ์คงเป็นเรื่องที่ทรมานกายใจคุณแม่ไม่น้อย  ซึ่งในกรณีนี้ ยาแก้แพ้ อาจช่วยรักษาและบรรเทาอาการต่างๆ ของภูมิแพ้ได้ ดังนั้นบทความนี้เราจะมากล่าวถึงความปลอดภัยของการใช้ยาแก้แพ้ในหญิงตั้งครรภ์ค่ะ

คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม ? โรคภูมิแพ้กำเริบตอนท้อง ควรทำอย่างไร?

การตั้งครรภ์ ย่อมหมายถึงการต้องใส่ใจเป็นพิเศษกับทุกสิ่งที่คุณทาน การใช้ชีวิตประจำวัน ตลอดจนการใช้ยารักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ รวมถึงอาการภูมิแพ้กำเริบแพ้ โดยทั่วไป  เนื่องจากบางครั้งการตั้งครรภ์ทำให้การแพ้แย่ลง หรือทำให้เกิดปัญหาไซนัสอักเสบที่มีอาการคล้ายคลึงกัน ซึ่งเรียกว่าโรคจมูกอักเสบจากการตั้งครรภ์

อาการคัดแน่นจมูกในหญิงตั้งครรภ์ อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มระดับสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกาย รวมถึงในจมูกทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ สิ่งนี้สามารถทำให้มีอาการเหมือนเป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ ซึ่งหากมีอาการรุนแรงอาจส่งผลให้เลือดกำเดาไหลในระหว่างตั้งครรภ์ และ/หรือไซนัสลงคอที่อาจทำให้คุณไอตอนกลางคืน

เมื่อเกิดอาการภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่:

  • ไอ
  • จาม
  • อาการคันตา
  • คัดจมูก น้ำมูกไหล

ซึ่งภาวะเหล่านี้อาจส่งผลต่อการหายใจของคุณ โชคดีที่มีการรักษาที่ปลอดภัยมากมาย ที่คุณสามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้อย่างได้ผล การเรียนรู้ทางเลือกต่างๆ และการปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพอาจเป็นประโยชน์ บทความนี้จะแนะนำคุณเกี่ยวกับยาแก้ภูมิแพ้กำเริบ ที่ได้ผลสำหรับคุณและปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์ นอกจากนี้คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการอาการภูมิแพ้ที่ไม่ต้องใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ

เมื่อพูดถึงการใช้ยารักษาภูมิแพ้ขณะตั้งครรภ์ เราควรกังวลเกี่ยวกับทารกในครรภ์เป็นอันดับแรก และต้องระมัดระวังในการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์เป็นพิเศษ และหากเป็นไปได้ ให้หลีกเลี่ยงยาเหล่านี้ในช่วงไตรมาสแรก ที่สำคัญที่สุด ก่อนใช้ยารักษาโรคภูมิแพ้ใดๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน

คนท้องกินยาแก้แพ้

คนท้องกินยาแก้แพ้ ได้ไหม ? จะปลอดภัยกว่าหรือไม่ที่จะงดยาภูมิแพ้ทั้งหมดเมื่อตั้งครรภ์?

หากอาการของคุณไม่รุนแรง แพทย์ของคุณอาจแนะนำการรักษาอื่นแทน คุณสามารถป้องกันภูมิแพ้ที่บ้านของคุณหรือพึ่งพาสเปรย์น้ำเกลือพ้นจมูก แต่ถ้าอาการภูมิแพ้เป็นปัญหาใหญ่ เช่น ทำให้นอนหลับยาก การทานยาบรรเทาอาการอาจดีต่อสุขภาพของคุณและลูกน้อยของคุณ หากคุณเป็นโรคหอบหืดจากภูมิแพ้ คุณต้องทานยาตามที่กำหนด โรคหอบหืดที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์

กล่าวคือ คือ การไม่ทานยารักษาโรคภูมิแพ้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ทำให้นอนไม่หลับและไม่สามารถทำงานได้ การใช้ยาโดยได้รับอนุญาตจากแพทย์อาจดีกว่าสำหรับทั้งแม่และทารกในครรภ์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงที่เป็นโรคหอบหืดจากภูมิแพ้ในการใช้ยาตามที่กำหนด โรคหอบหืดที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์

หากคุณวางแผนที่จะตั้งครรภ์ ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ รวมทั้งยาที่ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยา ยารักษาโรคภูมิแพ้หลายชนิดอาจใช้ได้ดีในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ควรปรึกษาหารือกันเพื่อที่คุณจะได้สบายใจ

คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม ? ยาชนิดไหน ที่ปลอดภัยสำหรับแม่ท้อง?

ยาแก้แพ้ และยาพ่นจมูก ถือว่าปลอดภัยที่จะใช้ในระหว่างตั้งครรภ์มากกว่ายาแก้หวัด อย่างไรก็ตามมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องนี้ที่สำคัญที่ต้องรู้ ก่อนคุณจะไปร้านขายยา ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หลายคนใช้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ มีการศึกษาวิจัยหลายชิ้น ที่แสดงให้เห็นว่ายารักษาโรคภูมิแพ้ที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ร้านยาหลายชนิดปลอดภัยที่จะใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ ยาแก้แพ้ตามฤดูกาลระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งสตรีมีครรภ์ส่วนใหญ่สามารถรับประทานยารักษาโรคภูมิแพ้ ที่วางจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ร้านขายยาได้อย่างปลอดภัย ตัวอย่างยาที่มีการวิจัยสนับสนุนว่าปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ (ตามข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน) ได้แก่

  • เซทิริซีน (Zyrtec)
  • คลอเฟนิรามีน (ChlorTrimeton)
  • ไดเฟนไฮดรามีน (เบนาดริล)
  • ลอราทาดีน (คลาริติน)

ยังมีสเปรย์ฉีดจมูกคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ปลอดภัยสำหรับใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ยาที่ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ได้ดีและมีอันตรายต่ำอีกตัวหนึ่ง ได้แก่ pseudoephedrine แต่ข้อควรระวัง คือ อาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดข้อบกพร่องที่ผนังช่องท้อง ดังนั้นควรงดใช้ pseudoephedrine ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบกับสูตินรีแพทย์ก่อนใช้ยาภูมิแพ้ที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ นอกจากนี้ สเปรย์ฉีดจมูกที่ปราศจากสเตียรอยด์ Astepro (azelastine hydrochloride) อาจเป็นทางเลือกที่ดีหากแพทย์ยินยอม เป็นยาได้รับการอนุมัติให้รักษาอาการภูมิแพ้ หรือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ในผู้ใหญ่ และยังไม่มีรายงานว่าเป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์หรือทารก อย่างไรก็ตาม มีอาจยังมีข้อมูลที่จำกัด และการศึกษาทดลองในสัตว์บางชิ้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้ ห่กได้รับยาในปริมาณมาก

หากคุณกำลังพิจารณาใช้ยาภูมิแพ้ ให้พูดคุยกับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลประโยชน์ต่างๆ ในการจัดการกับอาการภูมิแพ้ที่ไม่รุนแรง เภสัชกรอาจแนะนำให้ใช้ยาต้านฮีสตามีนแบบรับประทาน เช่น ลอราทาดีน (Claritin, Alavert) หรือเซทิริซีน (Zyrtec Allergy)

สำหรับอาการปานกลางถึงรุนแรง เภสัชกร อาจแนะนำให้ใช้ สเปรย์คอร์ติโคสเตียรอยด์แบบไม่ต้องมีใบสั่งยาในขนาดยาที่มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด นอกเหนือจากยาต้านฮีสตามีนแบบรับประทาน ตัวเลือกต่างๆ ได้แก่ สเปรย์ฉีดจมูก budesonide (Rhinocort Allergy) และสเปรย์ฉีดจมูก fluticasone (Flonase Allergy Relief) เป็นต้น

คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม? ยาแก้ภูมิแพ้กำเริบชนิดใดที่ควรระวัง หรือ หลีกเลี่ยง

แม้ว่ายาแก้แพ้ส่วนใหญ่จะปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ยาบางชนิดที่ใช้รักษาอาการภูมิแพ้อาจไม่ปลอดภัย สตรีมีครรภ์ควรคำนึงถึงสูตรยาที่ป้องกันการการแพ้แบบผสม ที่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ เช่น แอสไพริน หรือ NSAIDs และยาระงับอาการไอหรือเสมหะบางชนิด

แพทย์ไม่ได้ศึกษายาบางชนิดเกี่ยวกับความปลอดภัยในการตั้งครรภ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากการทดสอบกับสตรีมีครรภ์ไม่เป็นไปตามหลักจริยธรรม เป็นผลให้ข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับยาเกิดจากรายงานและความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของยาทั่วไป ตามที่ American College of Allergy, Asthma & Immunology (ACAAI) ระบุว่า ยาหลายชนิดถือว่าไม่ปลอดภัยในช่วงไตรมาสแรก การพิจารณาความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทารกมีพัฒนาการมากที่สุดในช่วงเวลานั้น ซึ่งยาแก้แพ้ที่อาจไม่ปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่:

Pseudoephedrine (Sudafed) : ในขณะที่การศึกษาบางชิ้นพบว่า pseudoephedrine ปลอดภัยในการตั้งครรภ์ มีรายงานการเกิดข้อบกพร่องของผนังช่องท้องในทารกของมารดาที่ใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น ตาม ACAAI
Phenylephrine และ phenylpropanolamine : สารที่ทำให้ระคายเคืองเหล่านี้ถือว่า “ไม่เป็นที่ต้องการ” มากกว่าการใช้ pseudoephedrine

นอกจากนี้ คุณควรระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงยาภูมิแพ้ที่มีสาร เช่น ซูโดอีเฟดรีน (ซูดาเฟด) เว้นแต่แพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณจะอนุญาติ แม้ว่ายาลดน้ำมูกจะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับทารกในครรภ์ แต่ก็อาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นในบางคนได้  มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นเล็กน้อยของการเกิดข้อบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับยาหลอก แม้ว่าจนถึงขณะนี้ ความเสี่ยงที่เป็นไปได้เหล่านั้นได้รับการระบุในช่วงไตรมาสแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า Sudafed อาจเป็นทางเลือกที่จำกัดสำหรับผู้หญิงในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่ไม่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงมาก่อน (ต่อเมื่อแพทย์บอกว่าใช้ได้เท่านั้น)

คนท้องกินยาแก้แพ้

อ่านต่อ…คนท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม โรคภูมิแพ้กำเริบตอนท้อง ควรทำอย่างไร? ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ แบบไหนดีต่อลูก

ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ เลือกของเล่นที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับช่วงวัย ลูกได้เล่นอย่างมีความสุข สนุกสนาน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกในด้านต่างๆอีกด้วย

ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ แบบไหนดีต่อลูก

การเลือก ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ นอกจากเป็นของที่ลูกชอบ อยากเล่นแล้ว ควรเลือก ของเล่นเด็ก ที่ช่วยเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และสังคม ด้านภาษาและการสื่อสาร รวมทั้งด้านความคิด ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำข้อมูลของเล่นที่เหมาะมาฝากดังนี้ค่ะ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ แบบไหนดีต่อลูก

ชุดของเล่นเครื่องครัว ช่วยเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม
ชุดของเล่นเครื่องครัว ช่วยเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม

พัฒนาการเด็ก 3 ขวบ

พัฒนาการด้านร่างกาย

  • ทรงตัวดีขึ้นกว่าเดิม กระโดดขาเดียวได้ ทรงตัวยืนขาเดียวได้ในเวลาสั้น ๆ
  • วิ่งและปีนป่ายอย่างคล่องตัว ก้าวขึ้นลงบันไดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องจับราวบันได
  • ใส่และถอดเสื้อผ้าได้ด้วยตนเอง
  • วางวัตถุหรือรูปทรงขนาดเล็กลงล็อกได้
  • ปั่นจักรยาน 3 ล้อได้
  • วาดรูปวงกลมโดยใช้ดินสอหรือดินสอสี
  • มีพัฒนาการทางการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นจากเดิม
  • มีฟันน้ำนมครบ 20 ซี่
  • อาจกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้ในตอนกลางวัน บางรายอาจกลั้นได้ในเวลากลางคืนด้วย

พัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษา

  • ปฏิบัติตามคำบอก 2-3 ขั้นตอนได้
  • เข้าใจคำบอกตำแหน่ง เช่น ใน บน ข้างใต้ ข้างล่าง เป็นต้น
  • พูดชื่อตัวเอง อายุ และเพศ หรือบอกชื่อเพื่อนได้
  • เริ่มใช้คำสรรพนามแทนตัวเอง หรือระบุลักษณะนามสิ่งของบางอย่างได้
  • พูดสนทนาได้ยาวขึ้น โดยใช้ 2-3 ประโยค และสื่อสารให้คนแปลกหน้าเข้าใจได้
  • เล่นแสดงบทบาทสมมติเป็นเรื่องราว โดยเล่นกับตุ๊กตา สัตว์ หรือคนอื่น ๆ
  • เข้าใจและจดจำตัวเลขได้มากขึ้น
  • วาดรูปวงกลมด้วยดินสอหรือสี
  • เปิดและปิดฝาขวดได้

พัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์

  • เริ่มเลียนแบบผู้ใหญ่และคนรอบข้าง
  • แสดงความรักต่อเพื่อนโดยไม่ต้องถูกกระตุ้นหรือบอก
  • แสดงความวิตกกังวลเมื่อเห็นเพื่อนร้องไห้
  • รู้จักแบ่งปันและรอให้เพื่อนเล่นเมื่อถึงคราวของเพื่อน
  • เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ รู้ว่าอันไหนเป็นของตนเองหรือของคนอื่น
  • แสดงอารมณ์อย่างหลากหลายมากขึ้น
  • แยกจากพ่อแม่ได้ โดยไม่ร้องงอแง
  • อาจหงุดหงิดเมื่อกิจกรรมหลักที่ต้องทำทุกวันมีการเปลี่ยนแปลง

สัญญาณบ่งบอกว่าเด็กอาจมีพัฒนาการผิดปกติ

หากพบว่า เด็กมีภาวะหรือพฤติกรรมดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงพัฒนาการผิดปกติ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุ จะได้รีบรักษาให้เด็กมีกลับมามีพัฒนาการปกติ

ด้านร่างกาย

  • ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย เช่น ใช้ช้อนตักอาหารไม่ได้ ใส่เสื้อหรือถอดกางเกงเองไม่ได้
  • ขยับร่างกายได้นิดหน่อย แขนขาเกร็ง หยิบจับสิ่งของไม่สะดวก
  • ถามคำถามซ้ำ ๆ เหมือนไม่ค่อยได้ยินสิ่งที่ตัวเองหรือคุณพ่อคุณแม่พูด
  • ตากับมือเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน คล้ายมีปัญหาการมองเห็น
  • มีปัญหาในการเดินขึ้นลงบันได
  • มีน้ำลายไหลออกจากปาก
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

ด้านอารมณ์และสังคม

  • ไม่เล่นบทบาทสมมติ หรือไม่ใช้จินตนาการอยู่กับตัวเอง
  • ไม่เข้าสังคม หรือไม่ชอบอยู่กับเพื่อนในวัยเดียวกัน
  • ไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองช้าเป็นประจำ

ด้านภาษาและการสื่อสาร

  • เมื่อมีคนถามคำถาม เด็กพูดถวนคำถามแทนที่จะตอบคำถาม
  • พัฒนาการด้านการใช้ภาษาถดถอย เช่น ลืมคำศัพท์ที่เคยรู้จัก
  • พูดเป็นประโยคได้ไม่เกิน 2 – 3 คำ หรือพูดไม่ชัดเป็นอย่างมาก
  • ไม่สบตาคนอื่น

ด้านความคิด

  • ปฏิบัติตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้
  • มีสมาธิจดจ่อกับอะไรได้ไม่นาน
  • ไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา
  • เล่นของเล่นง่าย ๆ ไม่ได้

 

อ่านต่อ…ของเล่นเสริมพัฒนาการ 3 ขวบ แบบไหนดีต่อลูก คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีเพิ่มความสูง

เคล็ด(ไม่)ลับ วิธีเพิ่มความสูง ให้ลูก คุณแม่ควรเริ่มตั้งแต่ 5 ขวบปีแรก และเสริมด้วย Arginine และVitamin K2

รู้ไหมคะว่า 60% ของความสูงลูกในอนาคตเป็นช่วงเวลาสำคัญ ใน 5 ขวบปีแรก1 คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก หรือ Growth Plate เป็นกระดูกอ่อนที่มีผลต่อความสูง2 ฉะนั้นหากอยากให้ลูกมีความสูงที่สมวัย กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีความลับของ 2 สารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มความสูง ที่เด็ก ๆ ควรได้รับอย่างเพียงพอในช่วง 5 ขวบปีแรก มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ค่ะ กลัวลูกไม่สูง! กลัวลูกไม่โตทันเพื่อนวัยเดียวกัน! คุณพ่อคุณแม่อย่าได้กังวลใจกันไปค่ะ ถึงแม้ความสูงของลูกส่วนหนึ่งจะมาจากกรรมพันธุ์ แต่ถ้าหากช่วยสร้างความสูงให้ลูกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็ก ๆ โดยเฉพาะ 5 ขวบปีแรกของชีวิตว่าลูกจะมีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่สมวัยมากขึ้น ทีนี้มาดู วิธีเพิ่มความสูง ให้ลูกกันค่ะ

1. อาหารนเด็กบางคนจะมีมาตรฐานความสูงที่เป็นไปตามช่วงวัย หรือเด็กบางคนก็อาจมีความสูงที่เกินมาตรฐานของช่วงวัย สิ่งสำคัญที่จะมาส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่ดี เริ่มจากอาหารที่รับประทานในทุกวัน การเตรียมอาหาร 3 มื้อหลักให้ลูก แนะนำว่าต้องมีสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารกลุ่มโปรตีน คาร์โบไฮเดรต รวมถึงพืชผัก ผลไม้ นมที่มีแคลเซียม เพราะมีประโยชน์ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตที่ดี

2. ออกกำลังกาย เด็กควรได้ออกไปวิ่งเล่น ทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล ปั่นจักรยาน การเดิน วิ่งเหยาะ ๆ กระโดดเชือก ฯลฯ อย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ การออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ใช้กำลังได้ทั้งตัว นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มการสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโต

3. นอนหลับ เด็กไม่ควรนอนดึก และควรเข้านอนแต่หัวค่ำ เด็กเล็กอายุ 1-2 ปี ควรนอนหลับให้ได้ 11-14 ชั่วโมงเด็กอายุ 3-5 ปี ควรนอนหลับให้ได้ 10-13 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ นอนหลับสนิทจะช่วยให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือ Growth Hormone ผลิตออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีผลโดยตรงกับความสูงของลูก

วิธีเพิ่มความสูง

ฮอร์โมนการเจริญเติบโต หรือ Growth Hormone ฮอร์โมนสำคัญที่มีผลต่อความสูง

เตี้ย ไม่สูง จะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือ Growth Hormone ตัวนี้หรือเปล่านะ ? ตอบเลยค่ะว่า ลูกจะสูงหรือไม่สูง อยู่ที่ Growth Hormone นี่แหละค่ะ ซึ่งฮอร์โมนมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโต จะผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) มีหน้าที่ในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับร่างกาย และยังเป็นฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อความสูง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก Growth Hormone จะไปกระตุ้นการหลั่ง IGF1 (Insulin Like Growth Factor I) ในกระแสเลือด ซึ่งจะถูกสร้างจากเซลล์ตับ4  ภายใต้การควบคุมของ Growth Hormone3

Growth Hormone จะหลั่งออกมาเฉพาะตอนที่ร่างกายหลับลึกเท่านั้น หลังจากหลับไปแล้ว 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนจนถึงตีหนึ่งครึ่ง ซึ่งถ้าหากนอนหลับตอนตีหนึ่งครึ่ง ก็จะไม่ได้ Growth Hormone การหลับที่ถูกต้องคือการหลับตั้งแต่ 4 ทุ่ม เพราะร่างกายกว่าจะหลับลึกจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง3

วิธีเพิ่มความสูง

ลูกสูง..ควรได้รับการเสริมด้วย Arginine เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งของ Growth Hormones  และ Vitamin K2 ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

คุณพ่อคุณแม่รู้จักกรดอะมิโนที่ชื่อว่า Arginine กันไหมคะ? Arginine เป็นกรดอะมิโน (Amino Acid) ที่จำเป็นต่อร่างกาย ในทารกและเด็กที่กำลังเจริญเติบโต Arginine จะไปกระตุ้นการหลัง Growth Hormones ที่ผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมอง โดย GH (Growth Hormones)5 จากผลวิจัยพบว่า Growth Hormone จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ Growth Plate (แผ่นการเจริญเติบโต) หนาตัวขึ้นถึง 12% และส่งผลให้กระดูกยืดขึ้นในแนวยาว และมีผลต่อความสูงของเด็ก6 Jiang MY, Cai DP. Neurosci Bull 2011;27:156-162

และยังมีผลงานวิจัยที่รองรับว่า เด็กที่บริโภค Arginine 2.8-3.2 กรัม/วัน จะสูงขึ้น 0.33 ซม./ปี และสูงเร็วกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่บริโภค Arginine ต่ำกว่าปริมาณ 2.2 กรัม/วัน Van Vught AJ et al. Br J Nutr (2013), 109, 1031-1039.

คุณแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกรับ Arginine ได้จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ปลา ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนมที่มีส่วนประกอบของ Arginine ปัจจุบัน Arginine ถูกนำมาพัฒนาให้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนมเพราะมีส่วนช่วยในเรื่องความสูงของเด็ก5

พอจะทราบประโยชน์ของ Arginine กรดอะมิโนจำเป็น ที่มีผลโดยตรงต่อความสูงของลูกน้อย แต่ยังไม่หมดนะคะเพราะว่ามีอีกหนึ่งวิตามินที่ชื่อว่า Vitamin K2 ที่ก็มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายไม่แพ้ Arginine เลยค่ะ Vitamin K2 มีส่วนช่วยในการนำพาแคลเซียมไปยังเนื้อเยื่อกระดูกได้มากกว่า Vitamin K1 ถึง 3 เท่า มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงไม่เปราะบาง Vitamin K2 เป็นวิตามินที่พบในชีส ยีสต์ และอาหารหมักหรือ Fermented Food เช่น กิมจิ ถั่วหมัก เป็นต้น มีจุดเด่นที่ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้าง Osteocalcin (ออสทิโอแคลซิน) ให้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับ Vitamin K1 โดย Osteocalcin เป็นโปรตีนที่อยู่ในกระดูกช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และมีหน้าที่ในการจับแคลเซียม เพื่อนำพาไปเข้าสู่กระดูกได้ดีขึ้น จึงทำให้กระดูกแข็งแรง ไม่เปราะบาง7

ช่วง 5 ขวบปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่มีส่วนช่วยในเรื่องความสูงจึงไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พลาดโอกาสการดูแลในเรื่องพัฒนาการการเจริญเติบโตให้กับลูกน้อย ลูกอาจจะไม่สูง ฉะนั้นหากอยากให้ลูกเป็นเด็กที่มีความสูงสมวัย ต้องดูแลทั้งเรื่องการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โภชนาการสารอาหารต้องครบ 5 หมู่ และต้องนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในทุกวันด้วยค่ะ แต่.. วิธีเพิ่มความสูง ให้ลูกที่ครบสูตร แนะนำให้คุณแม่เสริมด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนม ที่มีส่วนประกอบของ Arginine ที่ช่วยเพิ่มการหลั่ง Growth Hormone ซึ่งมีผลต่อความสูงของลูก และ Vitamin K2 เสริมกระดูกให้แข็งแรงยิ่งขึ้นค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนม ที่มีส่วนประกอบของ Arginine และ Vitamin K2 สามารถรับตัวอย่างขนาดทดลอง ฟรี ! คลิก https://bit.ly/3Qd5xkV

*ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

 

 

References:
1 Developed by (2000). the National Center for Health Statistics in collaboration with the National Center for
Chronic Disease Prevention and Health Promotion http://www.cdc.gov/growthcharts
2 Kuczmarski, R. J. et al.,(2002). Vital Health Stat 11(246): 1-190. 30. Adapted from: Rosello-Diez, et al. 2015.
3 http://www.wongkarnpat.com/viewya.php?id=2052
4 clmjournal.org/_fileupload/journal/162-4-7.pdf
5 Van Vught AJ et al. Br J Nutr (2013), 109, 1031-1039.
6 Jiang MY, Cai DP. Neurosci Bull 2011;27:156-162.
7 Schurger LJ, et al.Blodd. 2007;109(8):3279-83.
Anemia

Anemia ภาวะซีดในเด็ก ลูกโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็ก รู้เร็วรักษาได้!

Anemia หรือ Iron-Deficiency Anemia คือ โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของเด็กเล็กในปัจจุบัน ปัญหานี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการ พฤติกรรม และสุขภาพโดยรวมระยะยาวของเด็ก เพื่อให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในบทความนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับ สาเหตุ และอาการภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก การป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ตลอดจนแนวทางในการเสริมธาตุเหล็กในวัยเด็กค่ะ

Anemia ภาวะซีดในเด็ก ลูกโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็ก รู้เร็วรักษาได้!

ภาวะซีดในเด็ก โลหิตจางในเด็ก เพราะขาดธาตุเหล็ก คืออะไร?

โลหิตจาง เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็ก สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคโลหิตจาง คือ การได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เด็กที่เป็นโรคโลหิตจางจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำหรือมีระดับค่าของฮีโมโกลบินในเลือดต่ำ ซึ่งเฮโมโกลบินเป็นโปรตีนที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์อื่นๆ ในร่างกายได้เป็นปกติ อวัยวะทุกอย่างตั้งแต่สมอง หัวใจ ไปจนถึงกล้ามเนื้ออาจไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอสำหรับการทำงานอย่างสมบูรณ์

โลหิตจางมักเป็นอาการของโรคมากกว่าตัวโรคเอง ในบางกรณีโรคโลหิตจางเกิดขึ้นได้ชั่วคราวและเกิดจากการ ขาดสารอาหาร หรือ การเสียเลือด ส่วนสาเหตุอื่นๆ อาจเป็นผลมาจากภาวะเรื้อรังหรือโรคที่สืบทอดมาซึ่งรวมถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม ปัญหาภูมิต้านตนเอง มะเร็ง และโรคอื่นๆ  แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศไทย โลหิตจางในเด็กส่วนใหญ่จะเกิดจากกรณีของการขาดธาตุเหล็กค่ะ

ภาวะซีด

สาเหตุของ Anemia โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

ทารกและเด็ก ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดธาตุเหล็ก ได้แก่ :

  • คลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักแรกเกิดน้อย
  • เสียเลือด
  • ดื่มนมวัวหรือนมแพะก่อนอายุ 1 ขวบ
  • เด็กนมแม่ที่ไม่ได้รับอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กหลังอายุ 6 เดือน
  • ดื่มนมสูตรที่ไม่เสริมธาตุเหล็ก
  • อายุ 1 ถึง 5 ปีที่ดื่มนมวัว นมแพะ หรือนมถั่วเหลืองมากกว่า 24 ออนซ์ (710 มิลลิลิตร) ต่อวัน
  • มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การติดเชื้อเรื้อรังหรือการจำกัดอาหาร
  • ได้รับสารตะกั่วในปริมาณที่เป็นอันตราย
  • กินอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ สามารถนำไปสู่การขาดธาตุเหล็กได้
  • น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • เด็กหญิงวัยรุ่นมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดธาตุเหล็กเพราะร่างกายของพวกเขาสูญเสียธาตุเหล็กในช่วงมีประจำเดือน

อาการ และอาการแสดงของ Anemia ภาวะซีด จากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

ลักษณะ อาการ (Symptoms) และ อาการแสดง (Signs) ของภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็ก ส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏให้เห็นจนกว่าเด็กจะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

โดยสัญญาณ และอาการของเด็กที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก มีดังต่อไปนี้

  • สีผิวซีด หน้าซีด เมื่อระดับฮีโมโกลบินลดลง
  • เหนื่อยง่าย
  • มือเท้าเย็น
  • มีการเติบโตและพัฒนาการที่ช้าลง
  • เบื่ออาหาร
  • หายใจเร็วผิดปกติ
  • มีปัญหาด้านพฤติกรรม
  • ติดเชื้อบ่อย
  • ความต้องการที่ผิดปกติในสิ่งที่ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ เช่น น้ำแข็ง สิ่งสกปรก สี หรือแป้ง

อ่านต่อ….Anemia ภาวะซีด ในเด็ก ลูกโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็ก รู้เร็วรักษาได้! ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม

คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม จะส่งผลอะไรถึงลูกในครรภ์?

คนท้องกินน้ําอัดลมได้ไหม คาเฟอีน สี และน้ำตาลในน้ำอัดลมจะมีผลต่อสุขภาพแม่และทารกในครรภ์อย่างไร แล้วน้ำอัดลมไม่มีคาเฟอีน ไม่มีน้ำตาล ไม่มีสีจะส่งผลอย่างไร

คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม จะส่งผลอะไรถึงลูกในครรภ์?

โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ เป็นสิ่งสำคัญที่ควรดูแลเอาใจใส่ เพราะสิ่งที่คุณแม่รับประทานมีผลต่อสุขภาพของตนเองและลูกน้อยในครรภ์ วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้รวบรวมข้อมูลเพื่อหาคำตอบที่ว่า คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม มาฝากคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายดังนี้ค่ะ

คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม
คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม

คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม จะส่งผลอะไรถึงลูกในครรภ์?

จากงานวิจัย การกินน้ำอัดลมชนิดต่าง ๆ ในแต่ละวันระหว่างตั้งครรภ์ จะมีผลดังนี้

ทักษะการเรียนรู้และความจำของเด็ก

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร the American Journal of Preventive Medicine ให้ข้อมูลว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์อาจต้องหยุดบริโภคน้ำอัดลม เพราะอาจส่งผลถึงทักษะการเรียนรู้และความจำของลูกที่คลอดออกมา

เนื่องจากงานวิจัยพบว่า เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์บริโภคน้ำตาลมาก โดยเฉพาะน้ำตาลจากการดื่มน้ำอัดลม สามารถทำให้เด็กมีคะแนนสติปัญญาระดับโลกต่ำได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้ทางวาจาและทักษะที่ไม่ใช่คำพูด

ในส่วนของน้ำอัดลมที่มีแคลอรี่ร้อยละ 0 ก็ไม่ได้ดีกว่าน้ำอัดลมทั่วไป และการดื่มน้ำอัดลมในช่วงตั้งครรภ์ อาจสัมพันธ์กับความสามารถในการมองเห็นของเด็ก

คาเฟอีนในน้ำอัดลม

เหตุผลหลักที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำอัดลมคือ คาเฟอีนที่อยู่ในน้ำอัดลม งานวิจัยจากสมาคมการตั้งครรภ์แห่งอเมริกา (American Pregnancy Association) ให้ข้อมูลว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่บริโภคคาเฟอีนมากกว่า 300 มิลลิกรัม สามารถนำไปสู่การแท้งได้ ดังนั้น จึงควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละวัน นอกจากนี้ คาเฟอีนยังส่งผลกระทบต่อการนอนหลับของคุณแม่ และระดับแคลเซียมในร่างกาย ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันของทารกในภายหลังอีกด้วย

น้ำอัดลมประเภทไม่มีคาเฟอีน

น้ำอัดลมไม่มีคาเฟอีน ฟังดูแล้วน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะปลอดจากคาเฟอีน แต่ส่วนใหญ่มีแคลอรี่สูง ซึ่งอาจส่งผลให้คุณแม่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

น้ำอัดลมประเภทไดเอท

คุณแม่คงคิดว่า น้ำอัดลมไดเอท หรือน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล น่าจะปลอดภัยในการบริโภคระหว่างตั้งครรภ์ แต่หากมีการบริโภควันละครั้งทุกวัน อาจมีความเสี่ยงได้ ซึ่งผลการวิจัยกับผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวน 60,000 คน พบว่าการบริโภคน้ำอัดลมไดเอท อย่างน้อยหนึ่งแก้วต่อวัน มีแนวโน้มว่า จะคลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์) เป็นจำนวน 38 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่ได้บริโภคน้ำอัดลมไดเอทเลย ในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ที่บริโภคน้ำอัดลมไดเอท 4 แก้วต่อวัน จะมีความเสี่ยงมากขึ้นถึง 80 เปอร์เซนต์

อีกงานวิจัยจากผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวน 3,000 คน พบว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ที่บริโภคน้ำอัดลมไดเอททุกวัน มีแนวโน้ม 2 เท่า ที่จะคลอดบุตรที่มีน้ำหนักมากเกินไป เมื่อเทียบกับผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้บริโภคเลย

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัยได้แนะนำว่า ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมที่มีการแต่งสีและรสชาติในปริมาณมาก เนื่องจากน้ำตาลเทียม (saccharin) ในน้ำอัดลมอาจนำไปสู่การพิการแต่กำเนิดของทารก อย่างไรก็ตามคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรอ่านฉลากข้อมูลโภชนาการของน้ำอัดลมว่ามีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่

ไม่มีสารอาหาร และมีแคลอรี่ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร

น้ำอัดลมมีสารอาหารน้อยมาก และสารอาหารที่มีก็ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากนี้น้ำอัดลมยังมีแคลอรี่ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร อีกทั้งยังไม่มีวิตามินและแร่ธาตุ ที่ช่วยในการพัฒนาของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ตั้งครรภ์ติดการบริโภคน้ำอัดลม ควรเปลี่ยนเป็นการจิบเพียงเล็กน้อยในบางคราว ก็อาจทำให้ไม่เกิดอันตรายแก่ทารกในครรภ์ได้

อาการกรดไหลย้อน

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่บริโภคน้ำอัดลม อาจทำให้เกิดอาการ กรดไหลย้อน ได้ หรือทำให้อาการแย่ลง เนื่องจากมีงานวิจัยที่ระบุว่า คาเฟอีนที่อยู่ในน้ำอัดลม อาจทำให้อาการกรดไหลย้อนแย่ลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ ถ้าคุณแม่มีอาการกรดไหลย้อนหลังจากการดื่มน้ำอัดลม ควรหยุดดื่มน้ำอัดลมทันที

 

อ่านต่อ….คนท้องกินน้ำอัดลมได้ไหม จะส่งผลอะไรถึงลูกในครรภ์? คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

bocavirus คือ

bocavirus คือ เชื้อโรคทางเดินหายใจอาการแบบไหนเช็ก!

bocavirus คือ เชื้อก่อโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่เพิ่งค้นพบว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดบวมและโรคร้ายแรงอื่น ๆ

bocavirus คือ เชื้อโรคทางเดินหายใจอาการแบบไหนเช็ก!

โรคทางเดินหายใจในเด็ก เป็นโรคที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ และสร้างความทรมานต่ออาการของโรคให้กับลูก ๆ ของเราไม่น้อยเลยทีเดียว เชื้อก่อโรคทางเดินหายใจในเด็กมีหลากหลายชนิด หลากหลายสายพันธุ์ เคยมีการสำรวจในประเทศไทย (ในปี 2005-2010) สำรวจเด็กจำนวนเกือบ 28.000 คน พบว่า เชื้อก่อโรคทางเดินหายใจที่พบมากในเด็กไทย เป็นดังต่อไปนี้

  1.  RSV 19.5%
  2.  Phinovirus 18.7%
  3.  Bocavirus 12.8%
  4. Parainfluenza 9%
  5. Infulenza 8%
  6. Adenovirus 3.5%
  7. H.meptapneumo 2.9%
  8. Coronavirus 2.6%

ปัจจุบันการตรวจหาสาเหตุเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรค สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีก้าวไกลมาก ตรวจหาสาเหตุได้หลายเชื้อ ด้วยวิธีหาสารพันธุกรรม (PCR) มีทั้งตรวจหาเชื้อไวรัส 21 ชนิด และตรวจรวมไวรัส-แบคทีเรีย 33 ชนิดที่พบบ่อย ทำให้เราได้ทราบถึงชนิดของเชื้อก่อให้เกิดโรคได้ชัดเจน แม่นยำขึ้น

bocavirus คือ เชื้อก่อโรคทางเดินหายใจในเด็ก
bocavirus คือ เชื้อก่อโรคทางเดินหายใจในเด็ก

การรู้สายพันธุ์ของเชื้อโรคดีอย่างไร?

ไม่เพียงแค่ SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ แต่จริงๆแล้วโรคทางเดินหายใจสามารถเกิดได้จากเชื้อหลายชนิด เช่น Influenza virus, RSV, Rhinovirus, Enterovirus, Adenovirus,Human metapneumovirus, Bocavirus หรือแม้กระทั่งแบคทีเรีย เช่น Mycoplasma, Legionella เป็นต้น ซึ่งอาการทางคลินิกมักมีอาการที่คล้ายคลึงกัน การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ดี แม่นยำและรวดเร็ว จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การวินิจฉัย และการรักษารวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น หากเป็นการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับประทานยาปฏิชีวนะ แต่หากเป็นเชื้อก่อโรคจากไวรัสการรับประทานยาปฎิชีวนะโดยไม่จำเป็น ก็จะเสี่ยงต่อการดื้อยาในอนาคตได้

คนไข้วัยเด็ก และผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะแทรกซ้อน มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาโดยเร็วกว่าผู้ป่วยอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อลดการแพร่กระจาย และป้องกันการระบาดไปสู่วงกว้างได้อีกด้วย

Bocavirus คือ อะไร?

Human bocavirus (HBoV) เป็นหนึ่งในไวรัสหลายชนิดที่ทำให้เกิดโรคหวัด การติดเชื้อทางเดินหายใจ และกระเพาะและลำไส้อักเสบในมนุษย์  HBoV เป็นไวรัส DNA สายเดี่ยวขนาดเล็กในตระกูลไวรัส Parvoviridae ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพค้นพบ HBoV ในปี 2005 ในตัวอย่างการล้างจมูกจากเด็กที่ติดเชื้อทางเดินหายใจของสาเหตุที่ไม่ชัดเจน ประมาณ 3% ของตัวอย่างมีไวรัสชนิดนี้เรียกว่า HBoV1 การค้นพบนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเทคนิคใหม่ในห้องปฏิบัติการรวมถึงการทดสอบ PCR (ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส) เพื่อตรวจจับ DNA ของไวรัส

bocavirus พบรายงานทั่วโลก เป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบน และส่วนล่างอักเสบ รวมถึงโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ ติดเชื้อได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด ส่วนใหญ่พบในช่วงอายุ 6 ถึง 36 เดือน

แม้ว่า bocavirus จะทำให้เกิดอาการคล้ายกลุ่มอาการไข้หวัดใหญ่ และสามารถหายเองได้ แต่ยังมีข้อให้ควรระวัง เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคเยื่อแก้วหูอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

การตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส
การตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส

สาเหตุของการติดเชื้อ bocavirus และการแพร่กระจาย

การติดเชื้อ bocavirus ส่วนใหญ่เป็นระบบทางเดินหายใจ และเกี่ยวข้องกับ HBoV1 โรคที่มีอาการส่งผลต่อเด็กอายุระหว่าง 6 และ 24 เดือน เชื้อไวรัสดังกล่าว สามารถติดเชื้อในผู้ใหญ่ได้ แต่จะมีอาการน้อยกว่ามาก อาจเกิดจากการหลั่งสารช่วยหายใจจากจมูก ลำคอ และปาก Bocaviruses ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร จะตรวจพบเชื้อในสารคัดหลั่งในอุจจาระ แต่พบได้น้อยกว่าระบบทางเดินหายใจ

เนื่องจากโบคาไวรัสเป็นไวรัสที่ตรวจพบใหม่ การศึกษาพื้นฐานจำนวนมากจึงยังคงอยู่ระหว่างการวางแผนหรือกำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้น ข้อสรุปเกี่ยวกับการแพร่กระจายของไวรัสจึงขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางอย่าง แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไวรัสสามารถตรวจพบได้ในปริมาณมากในทางเดินหายใจและในสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยในโรงพยาบาลบางราย ผู้วิจัยจึงแนะนำว่าโบคาไวรัสส่วนใหญ่แพร่กระจายไปยังมนุษย์คนอื่นๆ โดยการหลั่งทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตาม ยังพบได้ในอุจจาระอีกด้วย ( โรคท้องร่วง) และในเลือด ดังนั้นสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการแพร่กระจายไวรัส น่าเสียดายที่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีระบบการเพาะเลี้ยงเซลล์ของสัตว์หรือไวรัสเพื่อตรวจสอบสายพันธุ์โบคาไวรัส อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่าจากการศึกษาทางระบาดวิทยาเพียงไม่กี่ครั้งที่พบว่าโบคาไวรัสสามารถพบได้ทั่วโลกในประชากรประมาณ 1.5%-19% โดยปกติแล้วในเด็กที่ป่วย

อาการและสัญญาณของการติดเชื้อ bocavirus คือ

เนื่องจากมักพบโบคาไวรัสในบุคคลเท่านั้น (โดยปกติในทารก เด็ก และบ่อยครั้งในผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว) ที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างหรือท้องร่วง อาการ และสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ มีดังนี้

  • ARTI (เรียกอีกอย่างว่า RTIs การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน) โดยเฉพาะในทารกและเด็ก
  • ไอ
  • หายใจดังเสียงฮืด ๆ และหลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งสิ่งนี้จะพัฒนาไปสู่โรคปอดบวม (การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง)
  • หายใจถี่ หายใจลำบาก
  • ไข้
  • อาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว เนื่องจากขาดออกซิเจน
  • น้ำมูกไหล
  • ท้องเสีย ท้องร่วง อาจเกิดจากกระเพาะและลำไส้อักเสบ
  • อาเจียน
การติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก อันตราย
การติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก อันตราย

ทารกและเด็กที่มีอาการไม่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้มักป่วยหนัก และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า bocavirus นั้นเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอาการแสดงเหล่านี้ทั้งหมด หรือบางส่วน แต่พบความสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือได้ว่า โบคาไวรัสนั้นมีส่วนสัมพันธ์กับโรคปอดบวมในเด็ก

ระยะฟักตัวของเชื้อ Bocavirus ?

ยังไม่ชัดเจนว่าระยะฟักตัวของการติดเชื้อ bocavirus อาจเป็นเท่าใด มันอาจอยู่ในสารหลั่งเป็นเวลาหลายสัปดาห์โดยเด็กที่ไม่มีอาการ และมากกว่า 70% ของการติดเชื้อทางเดินหายใจ HBoV เกี่ยวข้องกับไวรัสอื่นเช่นกัน ทำให้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเชื้อโบคาไวรัสก่อตัวขึ้นในช่วงใดระหว่างการติดเชื้อ และเริ่มมีอาการ ไม่ชัดเจนว่าระยะเวลาติดต่อกันของการติดเชื้อ bocavirus นั้นเป็นอย่างไร แต่คนที่มีสุขภาพดีหรือป่วยสามารถพบเชื้อ bocavirus ในสารคัดหลั่งทางเดินหายใจเป็นเวลาหลายสัปดาห์

อ่านต่อ>> ปัจจัยเสี่ยง วิธีป้องกัน และการรักษา bocavirus คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

enterovirus คือ วัคซีนโรคมือเท้าปาก

enterovirus คือ เชื้อ โรคมือเท้าปาก ชนิดรุนแรงข่าวดีมีวัคซีนป้องกันแล้ว!!

วัคซีน enterovirus คือ วัคซีนป้องกัน โรคมือเท้าปาก ในเด็กชนิดรุนแรง ทำให้สมองอักเสบ ระบบหายใจและเลือดล้มเหลวถึงตายได้ วีคซีนทางเลือกหากลูกอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

enterovirus คือ เชื้อ โรคมือเท้าปาก ชนิดรุนแรงข่าวดีมีวัคซีนป้องกันแล้ว!!

“โรคมือเท้าปากโดยทั่วไปไม่น่ากลัว สามารถหายป่วยได้เอง มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง จาก enterovirus 71 ที่ทำให้สมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจ และระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีไข้สูง ซึมอ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ และชัก หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน”

โรคมือเท้าปาก ระบาดในเด็กเล็ก อาการรุนแรง
โรคมือเท้าปาก ระบาดในเด็กเล็ก อาการรุนแรง

 

โรคมือเท้าปาก กับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค

มือเท้าปาก สาเหตุ ของโรคเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเตอโรไวรัส ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน โดยปกติสาเหตุของเชื้อโรคมือเท้าปาก ที่พบบ่อยในประเทศไทย คือ เขื้อไวรัสค็อกซากี (Coxsackie) ชนิด เอ 16 ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง และยังพบการติดเชื้อจากเชื้อ enterovirus 71 หรือ อีวี 71 ที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

enterovirus คือ ??

เชื้อไวรัส enterovirus เป็นกลุ่มเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ โรคมือเท้าปาก ที่เป็นโรคที่พ่อแม่ที่มีลูกในวัยเด็กเล็ก จะต้องประสบพบเจอ เพราะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมาก มักแพร่ระบาดในสถานศึกษา เนื่องจากมีการรวมกลุ่มกันของเด็กเล็กจำนวนมาก และการระมัดระวังป้องกันตัวของเด็กยังไม่ดีพอจึงทำให้เกิดการระบาดของโรคได้ง่าย

EV 71 !!

enterovirus มีหลายสายพันธุ์ โดยพบไวรัส enterovirus 71 (EV 71) ซึ่งเป็นไวรัสตัวร้ายสาเหตุสำคัญของโรคมือ เท้า ปาก และโรคเฮอร์แปงไจนาในเด็กเล็ก ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในเด็ก ต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบเลือด และสมอง

ไวรัส EV71 ทำให้เกิดผลกระทบมากมายตั้งแต่การติดเชื้อที่ไม่มีอาการ และโรคมือเท้าปากที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคทางระบบประสาทที่มีภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทส่วนกลางอย่างรุนแรง และภาวะหัวใจล้มเหลว ในกรณีที่รุนแรงอัตราการเสียชีวิตอาจสูง โดยเฉพาะในเด็กอายุ 5 ปีหรือน้อยกว่า EV71 ถือเป็น enterovirus ที่เป็นพิษต่อระบบประสาทที่รุนแรงที่สุด

สถานการณ์ของมือเท้าปากที่รุนแรงมักเกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) หรือ อีวี 71 ซึ่งมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ทำให้สถานการณ์ของโรคดังกล่าวระบาดรุนแรงขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่พ่อแม่อย่าเพิ่งกังวลใจกันมากเกินไป เพราะโดยปกติสาเหตุของเชื้อโรคมือ เท้า ปาก ที่พบบ่อยในประเทศไทย คือ เชื้อไวรัสค็อกซากี (Coxsackie) ชนิดเอ 16 ซึ่งพบในเด็กอายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป และเป็นชนิดไ

โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน โดยมีการระบาดช่วงฤดูฝน สาเหตุจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเตอโรไวรัส ที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ โดยไวรัสค็อกซากี เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่การระบาดของเชื้อโรคมือ เท้า ปาก ครั้งนี้มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือ อีวี 71 ที่พบก่อโรคในเด็กกลุ่มอายุน้อยลง คือ อายุน้อยกว่า 2 ปี เมื่อได้รับเชื้อจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง มีไข้สูง อาเจียนมาก หายใจหอบ มีภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตต่ำจนช็อก ในกรณีที่มีสมองอักเสบร่วมด้วย มีอาการชักเกร็ง ซึม และเสียชีวิตได้

enterovirus คือ เชื้อก่อโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรง
enterovirus คือ เชื้อก่อโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรง

วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก ชนิดรุนแรง!!

หากจะเรียกว่า วัคซีน EV 71 เป็นวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากก็ไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ควรเรียกได้ว่าเป็นวัคซีนที่ป้องกันโรคมือเท้าปาก จากเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (อีวี 71) เพราะในสายพันธุ์อื่น ๆ ของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคนี้ เช่น คอกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16) ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันได้ 

วัคซีน EV 71 

ปัจจุบันมีการนำวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 เข้ามาเพื่อฉีดป้องกันโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรง ซึ่งนับเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดี เพราะเปอร์เซ็นต์ในการป้องกันโรคมือเท้าปาก (EV71) จากผู้ที่ได้รับวัคซีนค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยแสดงออกมาจากทีมวิจัยวัคซีน EV71 ในกลุ่มตัวอย่างเด็กที่รับวัคซีนตั้งแต่ 1 เข็มขึ้นไป จำนวน 40,724 คน และในเด็กที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มขึ้นไป จำนวน 35,802 คน พบผล ดังนี้

  • มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคมือเท้าปาก จากเชื้อ EV71 จำนวน 89.7%
  • วัคซีนมีประสิทธิผลการป้องกันโรคมือเท้าปาก EV71 ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 88.0%
  • วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก EV71 มีประสิทธิผลการป้องกันอาการรุนแรง จำนวน 100%

แสดงผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้

  1. บริเวณที่ฉีดวัคซีน บวม แดง เจ็บ นูน คัน พบจำนวน 0.72%
  2. มีอาการข้างเคียงเป็นไข้ ไอ ถ่ายเหลว และปวดศีรษะ จำนวน 2.3%
  3. ผลข้างเคียงรุนแรงที่สัมพันธ์กับวัคซีน จำนวน 0.08%
  4. ไม่มีรายงานการเสียชีวิต
วัคซีนโรคมือเท้าปาก enterovirus คือ EV71
วัคซีนโรคมือเท้าปาก enterovirus คือ EV71

ในปัจจุบัน มีวัคซีนที่ป้องกันโรคมือ เท้า ปาก จากเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (อีวี 71) ซึ่งมีประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี โดยฉีด 2 เข็ม ในการฉีดนั้นเว้นระยะห่างจากวัคซีนเข็มแรกเป็นเวลา 1 เดือน สำหรับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากแล้ว สามารถฉีดได้แต่จะต้องหายจากโรคก่อน และต้องเว้นระยะห่างประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้หากมีโรคประจำตัว รับประทานยา หรือแพ้ยา และมีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน

อ่านต่อ>> ฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติดเชื้อมือเท้าปากได้ ป้องกันลูกน้อยอย่างไร คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานออนไลน์

สสส. จับมือ Me Books เปิดตัว “นิทานออนไลน์” 4 ภาษา

สสส. จับมือ มีบุ๊คส์ มาเลเซีย พัฒนาแอปพลิเคชัน “Me Books” เปิดตัว นิทานออนไลน์ 4 ภาษา บนแนวคิด ปลุกหนังสือให้มีชีวิต คาดเข้าถึงเด็ก 1 แสนคนภายในปี 2565

สสส. จับมือ Me Books เปิดตัว “นิทานออนไลน์” 4 ภาษา

มีบุ๊คส์ มาเลเซีย และ สสส. พัฒนาแอปพลิเคชัน “Me Books” เปิดตัว นิทานออนไลน์ 4 ภาษา บนแนวคิด ปลุกหนังสือให้มีชีวิต ชูเป็นต้นแบบโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม คาดเข้าถึงเด็ก 1 แสนคนภายในปี 2565 ตอกย้ำความสำเร็จไทย พัฒนานวัตกรรมสุขภาพสู่ระดับสากล

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2565 ที่อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยาวนาน สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องภาวะการเรียนรู้ของเด็กถดถอย เด็กกว่า 4 ล้านคน อยู่ในช่วงวัยที่ระบบประสาทและสมองเจริญเติบโตในอัตราสูงสุดกว่า 80% ของชีวิต ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องได้รับการพัฒนา

สสส. โดยศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) ร่วมกับ บริษัท มีบุ๊คส์ จำกัด ประเทศมาเลเซีย พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชัน “Me Books” ภายใต้แนวคิดปลุกหนังสือให้มีชีวิต เครื่องมือเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาวะ ผ่าน นิทานออนไลน์ 4 ภาษา ให้มีความน่าสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าให้เด็กไทยเข้าร่วม 100,000 คน ภายในปี 2565

อ่านนิทานให้ลูกฟัง
อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) คืออะไร?

ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) มุ่งเป้าพัฒนาสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ ลดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัว ผ่าน “แอปพลิเคชัน “Me Books” พร้อมเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนงานสุขภาวะในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในลักษณะ Startup ที่มีความคล่องตัว สร้างสรรค์ ใช้โครงสร้างทางธุรกิจแบบเต็มตัว

สสส. เปิดกว้างสร้างความร่วมมือทั้งไทยและต่างประเทศให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะไปสู่วงกว้างได้อย่างยั่งยืน สนใจเข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพได้ที่เว็บไซต์ www.sooklife.com” ดร.สุปรีดา กล่าว

นิทาน ออนไลน์
นิทาน ออนไลน์

นายเฮา จิน ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน Me Books กล่าวว่า แอปฯ Me books ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก กับผู้ปกครอง ครู บรรณารักษ์ นักเล่านิทาน ด้วยระบบการสร้างพัฒนาการเด็กแบบขั้นบันได ตั้งแต่การอ่าน ฟัง พูดออกเสียง พร้อมตอบโต้โดยการสัมผัสผ่านหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 450 เรื่อง รวมถึงหนังสือคุณภาพของ SOOK Enterprise สสส. และมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งมาในรูปแบบ 4 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน และมลายู

ความพิเศษคือ เครื่องมืออัดเสียงเพื่อให้ผู้ดูแลเด็กสามารถใช้แอปฯ สร้างเรื่องราวใหม่ร่วมกับเด็กเสริมสร้างการเรียนรู้ทางภาษาได้ นอกจากนี้ แอปฯ เปิดกว้างให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่น การประกวดแข่งขันเล่านิทาน (Voice-Over Storytelling) ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ได้ตั้งแต่วันนี้

นางสาวภาสวรรณ สังฆสุบรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์กิจการสร้างสุข (Sook Enterprise) สสส. กล่าวว่า

Sook Enterprise สสส. ดำเนินงานในบทบาทภาคธุรกิจ มุ่งขยายฐานผู้รับประโยชน์และต่อยอดองค์ความรู้สุขภาวะ พัฒนาองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์ และบริการให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการมีสุขภาวะที่ดีและปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของทุกคน มุ่งเป้าพัฒนากิจกรรมและโมเดลธุรกิจในรูปแบบการสร้างภาคีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อส่งเสริมวิถีสุขภาพดี 4 มิติ กาย ใจ สังคม ปัญญา ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงได้โดยตรง สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ของ Sook Enterprise กว่า 50 กิจกรรม

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ SOOK แอปพลิเคชันไลน์ @SOOK และยูทูบ SOOK Channel

นิทาน
นิทาน

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก หรือเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน

ความร่วมมือระหว่างแอปพลิเคชัน Me Books และ สสส. จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด คือการใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน ยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว

นายกวี ตันจรารักษ์ ศิลปินนักร้อง คุณพ่อลูกแฝด กล่าวว่า การเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลไม่สามารถเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตในชีวิตประจำวันได้ แต่ต้องเลือกใช้วิธีการรับมือโดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม การเล่านิทานของ Sook Publishing สสส. ผ่านแอปพลิเคชัน Me Books ที่มีถึง 4 ภาษา

ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิด การจดจำ การตอบโต้ และการเรียนรู้ที่ใช้ควบคู่กับวิถีชีวิตของครอบครัวในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

แม่ ๆ ทราบไหมคะว่าการอ่านนิทานให้ลูกฟัง มีประโยชน์มากกว่าที่คิด นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะสามารถสั่งสอน อบรมลูก โดยที่ลูกไม่รู้สึกเหมือนถูกสอน แต่ลูกกลับจะได้ความสุข ความสนุกสนาน แถมยังสัมผัสได้ถึงความรักของคุณพ่อคุณแม่ผ่านกิจกรรมการอ่านนิทานก่อนนอนนี้ นอกจากความสนุกสนานและการเสริมสร้างจินตนาการให้ลูกน้อยแล้ว การเล่านิทาน ยังช่วยเสริมปัญญาเด็ก นิทานจะช่วยให้เด็กฉลาดทั้งทางปัญญา (IQ) และฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ทำให้เด็กช่างคิด ช่างถาม ช่างสังเกต ได้อีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 นิทานสอนใจ!! พร้อมข้อคิดดี ๆ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

เทคนิคดีๆสร้าง IQ EQ และ MQ ให้เจ้าตัวเล็ก

20 วิธีสานสายใยความผูกพันกับลูกน้อยก่อนเข้านอน

ลูกนอนน้อย นอนดึก แก้ได้ด้วย 5 ต้องห้าม 5 ต้องทำ!!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทารกอุจจาระมีมูก

ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม?

ทารกอุจจาระมีมูก ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลใจว่า เป็นอาการปกติของทารก ลูกไม่สบายหรือเปล่า เป็นโรคอะไรไหม ควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่

ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม?

เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะเครียดและกังวล กลัวลูกจะเจ็บหรือป่วย โดยเฉพาะลูกในวัยที่ยังสื่อสารไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะทารกไม่สามารถบอกอาการที่เกิดขึ้นได้ การสังเกต อุจจาระลูก จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในบทความนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับ ทารกอุจจาระมีมูก มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อช่วยให้วิเคราะห์ถึงสาเหตในเบื้องต้นได้

ทารกอุจจาระมีมูก
ทารกอุจจาระมีมูก

ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม?

หากทารก ถ่ายเป็นมูก โดยมีปริมาณมูกเพียงเล็กน้อย และไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องวิตกกังวลใด ๆ แต่หากทารกถ่ายอุจจาระ โดยมีมูกในปริมาณมาก ร่วมกับอาการ ท้องเสีย อาจเกิดจาก อาการแพ้ หรือ โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร หรือสาเหตุอื่น ๆ

ทั้งนี้ โดยธรรมชาติแล้ว ลำไส้จะผลิตมูก เพื่อช่วยเคลือบลำไส้ ย่อยอาหาร และลำเลียงอุจจาระ ในบางครั้งมูกจำนวนหนึ่งก็ออกมาพร้อมกับอุจจาระ ทั้งนี้หากทารก ถ่ายเป็นมูก เพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อวัน โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย แสดงว่าเป็นการถ่ายปกติ

หาก อุจจาระลูก มีมูกปนมามากหรือ ถ่ายเป็นมูก เป็นเวลาหลายวัน อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

ท้องเสีย

ทารกที่มีอาการท้องเสีย จะถ่ายบ่อย ถ่ายเหลว  อาจมีมูกปนมากับอุจจาระด้วย อย่างไรก็ดี ทารกที่ดื่มนมแม่ จะถ่ายเหลว และบ่อยเป็นปกติอยู่แล้ว จึงชี้ชัดได้ยากว่า เป็นการถ่ายปกติ หรือท้องเสีย

สัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกท้องเสีย มีดังนี้

  • มีการขับถ่ายมากกว่าปกติ และอุจจาระเหลว
  • ทารกแสดงอาการปวด เช่น ร้องไห้ ร่างกายเกิดอาการเกร็ง หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • ปัสสาวะน้อยลง เพราะร่างกายขาดน้ำเนื่องจากการถ่ายหลายครั้ง

สาเหตุของการท้องเสีย

  • การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรตา ไวรัสอะดิโน ไวรัสโนโร ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มีไข้ หนาวสั่น และปวดเมื่อยตามร่างกายได้
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ซาลโมเนลลา ชิเกลลา สแตฟิโลค็อกคัส แคมปีโลแบคเตอร์ อีโคไล เป็นต้น ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้ทารกท้องเสียอย่างรุนแรง และอาจทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด อาเจียน และมีไข้ร่วมด้วย
  • การติดเชื้อที่หูอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้ทารกมีอาการท้องเสียร่วมกับคลื่นไส้ เบื่ออาหาร เป็นหวัด และอาจสังเกตเห็นว่าทารกจับหรือดึงหูของตนเองบ่อยครั้ง
  • การติดเชื้อปรสิต เชื้อไกอาเดียที่อาศัยอยู่ในลำไส้อาจทำให้ทารกท้องเสีย อุจจาระเป็นไข ท้องอืด หรือมีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ เกิดขึ้นได้ทั้งในกรณีที่ทารกต้องรับประทานยาเองหรือคุณแม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะในช่วงให้นมบุตร อาการท้องเสียอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รับประทานยาหรือหลังจากรับประทานยาตามแพทย์สั่งจนหมด ซึ่งเป็นผลจากการรับประทานยาโดยตรง หรือการรับประทานยาทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ถูกทำลายไปด้วย อย่างไรก็ตามไม่ควรหยุดรับประทานยาเอง เพราะอาจทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาได้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์
  • การดื่มน้ำผลไม้ปริมาณมาก โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรักโทสสูงหรือประกอบด้วยน้ำตาลซอร์บิทอล และเครื่องดื่มที่มีรสหวานมากเกินไป
  • การแพ้โปรตีนจากนมวัว ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรดื่มนมวัว นมผง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว ทั้งนี้คุณแม่ที่ยังให้นมบุตรแล้วรับประทานอาหารที่มีนมวัวผสมอยู่ ลูกอาจเกิดอาการแพ้โปรตีนจากนมวัวได้
  • การแพ้อาหาร เช่น ไข่ ถั่ว ถั่วเหลือง ธัญพืช ปลา หอย อาหารทะเล เป็นต้น
  • การได้รับสารพิษ รวมถึงสารเคมี สารจากพืช ยา หรือของเล่นต่าง ๆ ที่ทารกนำเข้าปาก

อ่านต่อ….ทารกอุจจาระมีมูก จะเป็นอันตรายไหม? คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ

อ้วน รังสิตเตือนพ่อแม่ ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ น้องโรฮาเกือบต้องผ่าตัด

อ้วน รังสิต เตือนพ่อแม่หากลูกปวดท้องมาก สังเกตให้ดีอาจเป็นแบบน้องโรฮามีภาวะ ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ที่ทำให้ปวดท้องไม่หายตรวจไม่เจอ โชคดีแม่สังเกตจนพบโรคได้ทัน

อ้วน รังสิตเตือนพ่อแม่!! ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ น้องโรฮาเกือบต้องผ่าตัด

“อ้วน รังสิต” เผยอุทาหรณ์ ลูกชายปวดท้อง หาหมอ 3 คน บอกไม่เป็นไร ไม่มีไรน่าห่วง แต่กลับบ้านมายังปวดท้องไม่หาย จนล่าสุด ภรรยาเอะใจให้อัลตราซาวด์ จนตรวจพบว่าลูกมีภาวะลำไส้กลืนกัน

โดย “อ้วน รังสิต” เล่าว่า “ตั้งแต่เมื่อวานโรฮาปวดท้องแล้วไปหาหมอมา 3 คนภายในวันเดียว หมอบอกไม่เป็นไร ไม่มีไรน่าห่วง กลับมาบ้านแต่ก้ยังคงปวดท้องเป็นระยะ จะปวดมากทุกครั้งที่กินอาหาร สุดท้ายมาอีกครั้งและออมม่าขอให้หมออัลตร้าซาวน์ถึงเห็นว่ามีภาวะลำไส้กลืนกันอย่างที่ออมม่าคิด”

อ้วน รังสิต เผยลูกเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ปวดท้อง
อ้วน รังสิต เผยลูกเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ปวดท้อง

“สรุปงานนี้ออมม่าวิเคราะห์เก่งกว่าหมอ คุณแม่ทุกคนต้องสังเกตอาการลูกน้อยกันดีๆ ด้วยน้า อย่าปล่อยผ่านง่ายๆ ไม่งั้นอาการจะยิ่งแย่อาจถึงขั้นต้องผ่าตัด”

“สุดท้ายคือสงสารเด็กน้อยมาก ถูกจับล็อคทั้งวัน ตะโกนจนหมดแรงเลย หายไวๆ แล้วกลับไปฉลองวันเกิดน้าเจ้าโรฮา”

ที่มา : www.amarintv.com

ลูกปวดท้อง อย่าวางใจ! 

อ้วน รังสิต เตือนพ่อแม่ หากลูกปวดท้องไม่หาย ปวดมากทุกครั้งที่กินอาหาร ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะขนาดเขาพาลูกน้อยไปหาหมอมาถึง 3 คนยังตรวจไม่พบ ดังนั้นพ่อแม่มีส่วนสำคัญที่จะเฝ้าสังเกตอาการลูก เพื่อนำไปเป็นข้อมูลช่วยหมอวินิจฉัยได้อีกแรง

ลำไส้กลืนกัน เป็นอย่างไร??

โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) เป็นความผิดปกติของลำไส้อย่างรุนแรง โดยลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวมุดเข้าไปสู่โพรงลำไส้ส่วนที่อยู่ถัดไปทางด้านปลาย ทำให้ลำไส้อุดตัน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่ลำไส้ใหญ่เชื่อมต่อกับลำไส้เล็ก ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเจ็บบริเวณช่วงท้องอย่างรุนแรง

ส่วนมากจะพบโรคนี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ช่วงวัยอื่นมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพราะหากลำไส้กลืนกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ลำไส้ขาดเลือดจนเกิดการเน่า ลำไส้แตกทะลุ และเยื่อบุช่องท้องอักเสบ รวมทั้งติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจเสียชีวิตได้

โรคลำไส้กลืนกัน โรคที่เกิดได้แม้ในเด็กที่แข็งแรง!!

ลำไส้กลืนกันเป็นอีกหนึ่งโรคอันตรายที่มักพบในเด็กเล็ก ที่สำคัญมักเกิดกับเด็กที่ค่อนข้างแข็งแรง จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลและสังเกตลูกน้อยเป็นพิเศษ

ทารกปวดท้องอาจเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ให้ร้องงอแง รืบไปหาหมอ
ทารกปวดท้องอาจเป็น ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ให้ร้องงอแง รืบไปหาหมอ

สังเกตอย่างไรว่าลูกเป็น ลำไส้กลืนกัน

โรคลำไส้กลืนกัน พบมากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งความเป็นเด็กเล็ก ทำให้เขาไม่สามารถบอกอาการของตัวเองได้ชัดเจน จึงเป็นหน้าที่ ที่พ่อแม่ควรจะศึกษาอาการของโรคเอาไว้ หากพบว่าลูกปวดท้องบ่อย ๆ ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคลำไส้กลืนกันหรือไม่ และสังเกตอาการร่วมต่าง ๆ ที่มีดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องเฉียบพลัน
  • กระสับกระส่าย
  • มือเท้าเกร็ง
  • ท้องเป็นตะคริวเป็นพักๆ โดยช่วงแรกจะเกิดขึ้นครั้งละประมาณ 10-15 นาทีแล้วหายไป และเว้นช่วงประมาณ 20-30 นาทีก่อนที่อาการจะกลับมาอีกครั้ง
  • เด็กจะร้องไห้เสียงดัง และงอเข่าเข้ามาบริเวณหน้าอกขณะที่ปวดท้อง
  • ง่วงซึม เหนื่อยล้า เนื่องจากมีอาการปวดท้อง ถ้าหากมีอากาซึม และเป็นไข้ร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาณอันตราย เตือนว่ามีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
  • อาจมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย (บางรายอาจยังไม่พบ) เช่น อุจจาระมีเลือดคล้ำ ๆ ปนเมือก อาเจียน คลำพบก้อนในท้อง มีไข้ ท้องผูกหรือท้องร่วง เป็นต้น โดยอาการร่วมเหล่านี้จะแตกต่างไปในแต่ละคน

โรคนี้สามารถเกิดได้กับวัยผู้ใหญ่เช่นกัน โดยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเป็นพัก ๆ ติดต่อกันนาน 2-3 อาทิตย์ ซึ่งจะระบุอาการยากกว่าในวัยเด็ก เพราะอาการที่เกิดขึ้นอาจใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ

ลำไส้กลืนกัน สาเหตุ ??

ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิด Intussuception ได้ แต่การเกิดโรคลำไส้กลืนกันในเด็กอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส ลำไส้อักเสบ การผ่าตัดลำไส้ มีติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้องอกในลำไส้ที่ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวผิดปกติ ในกรณีของเด็กโตและผู้ใหญ่อาจมีสาเหตุมาจากพังผืดในลำไส้ การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักหรือการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ การติดเชื้อจากโรคต่าง ๆ อย่างโรคโครห์น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้กลืนร่วมกันได้มากขึ้น คือ เป็นเพศชาย อายุตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี มีภาวะลำไส้หมุนตัวผิดปกติ มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคนี้ หรือเคยมีอาการในตอนเด็กก็อาจมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำเมื่อโตขึ้น

ปวดท้อง ท้องผูก ถ่ายยาก อาการ่วม โรคลำไส้กลืนกัน
ปวดท้อง ท้องผูก ถ่ายยาก อาการ่วม โรคลำไส้กลืนกัน

การวินิจฉัยโรคลำไส้กลืนกัน

ในประเทศไทยปัญหาสำคัญของโรคลำไส้กลืนกัน คือ การวินิจฉัยได้ช้า รายงานจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นว่ายิ่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาช้า อัตราสำเร็จในการรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัดจะน้อยลง การศึกษาในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ พบว่าผู้ป่วยเพียงครึ่งหนึ่งได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ครั้งแรกที่มาพบแพทย์ กว่าครึ่งที่เหลือได้รับการวินิจฉัย และรักษาเป็นโรคอื่นมาก่อน โดยส่วนใหญ๋ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นเป็น “ลำไส้อักเสบ

เมื่อหมอสันนิษฐานว่าเด็กอาจมีอาการของโรคสำไส้กลืนกัน แพทย์จะวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยเริ่มจากการสอบถามประวัติอาการของเด็กและตรวจร่างกาย อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัยด้วย ดังนี้

  • การเอกซเรย์เพื่อตรวจดูการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้
  • การทำอัลตราซาวด์โดยใช้คลื่นเสียงจับภาพลำไส้ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นบริเวณที่ลำไส้มีความผิดปกติ
  • การตรวจลำไส้ด้วยการสวนแป้งแบเรียม (Air Enema, Barium Enema) เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแพทย์จะสอดท่อเข้าไปในลำไส้ใหญ่ และปล่อยอากาศหรือของเหลวอย่างแป้งแบเรียมผ่านท่อดังกล่าวเข้าไปในลำไส้บริเวณที่ตรวจพบการอุดตัน ซึ่งวิธีนี้สามารถรักษาอาการลำไส้อุดตันได้อย่างดี และอาจไม่ต้องรับการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม

อ่านต่อ >>วิธีการรักษา และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้หากปล่อยไว้นาน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปฐมพยาบาลงูกัด

ปฐมพยาบาลงูกัด เรื่องควรรู้ช่วงหน้าฝน ทุกนาทีคือชีวิตลูก

ปฐมพยาบาลงูกัด ทำอย่างไรเมื่อลูกถูกงูกัด ต้องตีงูก่อน หรือรีบพาลูกไปโรงพยาบาลก่อนดี โรงพยาบาลไหนบ้างมีเซรุ่ม เรื่องที่พ่อแม่ควรรู้ เพราะทุกนาทีหมายถึงชีวิต

ปฐมพยาบาลงูกัด เรื่องควรรู้ช่วงหน้าฝน ทุกนาทีคือชีวิตลูก!!

สัตว์มีพิษ ไว้ใจไม่ได้ เรื่องที่พ่อแม่ควรระวัง โดยเฉพาะหากมีลูกเล็ก เพราะแม้ว่างูจะกัดคนเพื่อป้องกันตัวเอง หรือเมื่อถูกรบกวน และทำให้ตกใจ ก็ตาม แต่เด็กผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องราว เมื่อเห็นสัตว์แปลก ๆ ก็อาจไปเผลอเหยียบ หรือแหย่ จนงูตื่นกลัว ส่งผลให้งูกัดได้ หากถูกงูกัดไม่ว่าจะเป็นงูมีพิษหรือไม่ ให้รีบพาส่งโรงพยาบาล เพื่อเข้ารักการรักษา และสังเกตอาการทันที เนื่องจากพิษงูอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ปฐมพยาบาลงูกัด ลูกถูกงูกัด
ปฐมพยาบาลงูกัด ลูกถูกงูกัด

งูกัด ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!!

โดยเรื่องราวอุทาหรณ์ในครั้งนี้ พ่อของเด็กน้อยเป็นผู้โพสต์ลงบน Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เผยวินาทีสุดช็อก แนบภาพหลักฐาน พร้อมวิดีโอ โดยระบุแคปชันว่า เป็นบทเรียนจนวันตายเลย อย่าเอาแผ่นหิน แผ่นปูนมาวางไว้ในบ้านกันน่ะครับ สัตว์​มีพิษจะเข้าไปอยู่ อันตรายมาก โดยเฉพาะกับเด็กเล็กและคนแก่ จนตอนนี้ผ่านมา 6 ชม. ลูกผมยังโคม่าอยู่เลย ให้น้ำเกลือยาฆ่าเชื้อ เจาะเลือด ตรวจทุกอย่างจนพรุนไปหมด ให้ยาแก้แพ้แล้ว รอฉีดเซรุ่มแก้พิษงูเห่า เวลาทุกนาทีตอนนี้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า และมีค่ากับชีวิตมาก ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี รอดมาดูความสวยงามของชีวิตน่ะลูก ใจพ่อจะขาดแล้ว

ที่มา : www.komchadluek.net

อุทาหรณ์จากเรื่องจริง ที่ใครคิดว่า งูกัด เป็นเรื่องไกลตัว ขอให้คิดกันเสียใหม่ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ช่วงที่เหล่าบรรดาสัตว์มีพิษมีอยู่รอบตัว แม้ว่าเราจะวางใจว่าบ้านเป็นที่ ๆ ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ใครจะเดาใจเจ้างูพิษ เหล่านี้ได้ เมื่อเด็กไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้อันตราย จึงเป็นสาเหตุให้เรามักพบข่าวคราว เด็กโดนงูกัดกันอยู่บ่อย ๆ เหมือนดั่งพ่อเจ้าของเรื่องข้างต้น ที่กรุณาเล่า และเตือนพ่อแม่ถึงประสบการณ์ที่ตนเองได้พบมา หากยังไม่แน่ใจ ลองดูประสบการณ์อุทาหรณ์ของนักแสดงดัง ที่ ลูกถูกงูกัด เช่นกัน

ทำเอาหลายคนตกใจหนักมาก หลังเห็นรูปล่าสุดที่อดีตนักแสดงดัง เอ็กซ์ ธิตินันท์ ออกมาอัพเดทผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยเป็นรูปตอนที่ลูกสาวของตนเองอยู่โรงพยาบาล รวมถึงมีรูปงูเห่าถูกจับไว้ ซึ่งหนุ่มเอ็กซ์เล่าเรื่องราวโดยย่อผ่านแคปชั่นว่า

“ฟังเพลงกำลังเล่นอยู่หน้าบ้าน แม่หันไปเห็นงูอยู่ใกล้มาก ลูกมีรอยแดงที่นิ้วบอกเจ็บ ให้รีบพามา รพ.ไว้ก่อนนะครับ คุณหมอก็แนะนำว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าใช่” แหละถูกแล้ว เลยต้องนอนดูอาการ 24-48 ชม. 6 ชม.แรก สังเกตอาการแบบเข้มข้น ถ้ามีตาหนักจะหลับ ปากชา และจะหายใจลำบาก 6 ชม.ระทึก #พระคุ้มครองนะลูกพ่อ #ดวงใจพ่อ #ขอให้ไม่ใช่ #ขอบคุณพี่ๆรปภ.มากนะครับที่มาช่วยจับ

ที่มา : www.dailynews.co.th

สังเกตอย่างไรว่าถูกงูมีพิษกัดหรือไม่?

งูกัด (Snake Bite) จัดเป็นภาวะสุขภาพที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลและรักษาอย่างเร่งด่วน และเมื่อถูกงูกัด คำถามแรกที่มักจะได้รับกันบ่อย ๆ คือ งูที่กัดนั้นมีพิษหรือไม่ การจำแนกลักษณะบาดแผล และอาการระหว่างถูกงูมีพิษหรือไม่มีพิษกัดนั้นสำคัญมาก เนื่องจากจะช่วยให้ผู้ถูกกัดหรือผู้ที่เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลและดูแลอาการเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และทันเวลาก่อนนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

แต่ไม่ได้หมายความว่า หากเราถูกงูไม่มีพิษกัดแล้วจะไม่เป็นอันตราย เพราะหากถูกงูที่มีหรือไม่มีพิษกัด เราอาจเกิดอาการแพ้ หรือติดเชื้อได้

เด็กเล็ก พ่อแม่ดูแลใกล้ชิด ยังพลาดถูกงูกัดได้
เด็กเล็ก พ่อแม่ดูแลใกล้ชิด ยังพลาดถูกงูกัดได้

วิธีสังเกตแผลงูกัด จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  • งูไม่มีพิษกัด งูชนิดนี้จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปภายในร่างกายของผู้ที่ถูกกัดไม่ได้ และจะพบบาดแผลเป็นรอยฟันบนผิวหนังเรียงเป็นแถว โดยแผลจากงูไม่มีพิษจะต่างจากแผลงูมีพิษที่ไม่ปล่อยพิษ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ถูกงูไม่มีพิษกัดควรเข้ารับการรักษาทันทีเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด งูไม่มีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น งูเขียวชนิดต่าง ๆ งูสิง งูแสงอาทิตย์ งูดิน งูเหลือม หรืองูหลาม
  • งูมีพิษกัด งูชนิดนี้จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปในผิวหนัง เยื่อเมือก หรือดวงตาของผู้ที่ถูกกัด ลักษณะรอยแผลที่พบจะมีรอยเขี้ยว 2 จุดชัดเจน  หรือมีเลือดซึมออกจากแผล และบริเวณรอบ ๆ รอยเขี้ยวมีสีคล้ำ หรืออาจพองเป็นถุงน้ำ ทั้งนี้ งูมีพิษบางตัวอาจกัดโดยไม่ปล่อยพิษออกมา (Dry Bite) ก็ได้ งูมีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยนั้นมีหลายชนิด เช่น งูจงอาง งูเห่า งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม งูสมิงคลา งูกะปะ งูทะเล หรืองูเขียวหางไหม้ เป็นต้น

ผู้ที่ถูกงูมีพิษกัดจะมีอาการแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ได้รับพิษและปริมาณพิษที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย อาการถูกงูมีพิษกัดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มที่ส่งผลต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่

  1. พิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา อาการ เริ่มจากแขนไม่มีแรง กระวนกระวาย ลิ้นเกร็ง พูดจาอ้อแอ้ ตามัว น้ำลายฤูมปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อการกลืนเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด
  2. พิษต่อระบบการแข็งตัวของเลือด (Hematotoxin) ได้แก่ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา และงูกะปะ อาการเริ่มจากปวดแผลมาก มีเลือดซึมออกจากแผล จากอวัยวะต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดา เหงือก ไอ อาเจียน ปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด เกิดจากภาวะระบบไหลเวียนล้มเหลว และเสียชีวิต
  3. พิษต่อกล้ามเนื้อ (Mytotoxin)  ซึ่งมักจะไม่พบในภาวะน้ำท่วม เนื่องจากเป็นงูทะเล พิษงูออกฤทธิ์ทำลายกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่แล้ว มักเป็นกล้ามเนื้อลาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจ
  4. เซลล์ผิวที่ถูกงูกัด (Cytotoxin) พิษงูทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่ถูกงูกัด ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวมแดง หรือเนื้อตาย

    งูมีพิษ สัตว์มีพิษ ปฐมพยาบาลงูกัด
    งูมีพิษ สัตว์มีพิษ ปฐมพยาบาลงูกัด

อาการของผู้ที่ถูกงูกัด

ผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด จะมีลักษณะบาดแผล และอาการที่สังเกตได้ เช่น

  • แผลที่ถูกกัดมีรอยเขี้ยว 2 เขี้ยว
  • เกิดรอยแดงบวมรอบบริเวณที่ถูกกัด
  • รู้สึกปวดแผลรุนแรง
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • หายใจลำบาก
  • ตาเบลอ
  • มีน้ำลาย และเหงื่อออกมากขึ้น
  • รู้สึกชาหรือเป็นเหน็บทั่วใบหน้าและตามแขนขา
  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการรุนแรงเมื่อได้รับพิษงูเข้าไปในร่างกาย โดยเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกงูกัดจะบวมมากขึ้น มีตุ่มน้ำ หรือเนื้อเยื่อตาย หนังตาตก กลืน หายใจ และขยับร่างกายไม่ได้ ช็อกและหมดสติ ไตล้มเหลวโดยมีปัสสาวะออกมาน้อยหรือไม่มีเลย เสียเลือดมากจากการอาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเลือดออกจากปาก จมูก หรือบริเวณที่ถูกกัด หรืออาจร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต

อ่านต่อ>> วิธี ปฐมพยาบาลงูกัด และโรงพยาบาลที่มีเซรุ่ม คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาสีฟันเด็ก

9 ไอเทมขาดไม่ได้! ดูแลคุณแม่และลูกน้อย เติบโตสมวัย สดใส แข็งแรง

ดูแลกันและกันประสาคุณแม่คุณลูกกับ 9 ผลิตภัณฑ์ ของใช้ใกล้ตัว ที่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบาย สุขภาพกายแข็งแรง แถมยังเสริมสร้างพัฒนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย มีติดบ้านหรือพกติดตัวไว้ดีแน่นอนค่ะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids คัดสรรสินค้าแม่และเด็กแต่ละชิ้นมีรางวัลการันตีคุณภาพ Amarin Baby & Kids Awards 2021 ไม่ว่าจะเป็น ยาสีฟันเด็ก เครื่องปั๊มนม สเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค คอกกั้น ขนมเด็ก เป็นต้น

แปรงสีฟัน และ ยาสีฟันเด็ก Jordan

1. แปรงสีฟัน และ ยาสีฟันเด็ก Jordan

ฝึกพัฒนาการง่าย ๆ ในการดูแลตัวเองของลูกน้อยด้วยการแปรงฟันกันค่ะ โดยเฉพาะช่วงฟันน้ำนม Jordan มีแปรงสำหรับเด็กหลายช่วงวัยเพื่อให้เข้ากับสรีระมือเด็ก อย่างรุ่น 3-5 ปี มีขนแปรงนุ่มและแน่นขึ้นเป็น 2 เท่า ปลายมน มีจุดสีฟ้าสำหรับแต้มยาสีฟัน รูที่ด้ามช่วยให้จับถนัดมือทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่จะฝึกและลูกน้อยที่จะแปรงเอง มาพร้อมสีสันลายการ์ตูนสุดน่ารักน่าใช้ ส่วน ยาสีฟันเด็ก กลิ่นหอมสตรอเบอร์รี่ มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 500 PPM ปริมาณเหมาะสมตามที่ทันตแพทย์แนะนำ ปราศจากสาร SLS ที่ทำให้เกิดฟอง และปราศจากน้ำตาล จึงดูแลสุขภาพปากและฟันลูกน้อยได้อย่างหมดจด มาดูแลช่องปากและฟันของเด็ก ๆ ด้วยแปรงสีฟัน และ ยาสีฟันเด็ก JORDAN ที่ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids การันตีคุณภาพ จนได้ รับรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST ORAL CARE PRODUCT FOR KIDS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/jordanthailand/

เครื่องปั๊มนม Malish

2. เครื่องปั๊มนม Malish

คุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกน้อยในวัยที่ต้องดื่มนมจากอกหรือเข้าเต้า การใช้เครื่องปั๊มนมจะช่วยให้คุณแม่สบายตัวขึ้น สำหรับแบรนด์ Malish รุ่น Celia Duo ตัวนี้จะช่วยคุณแม่ปั๊มนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดดเด่นเรื่องจังหวะการดูดเร็ว เกลี้ยงเต้าไว ช่วยเคลียร์ให้เต้าคุณแม่ไม่เป็นก้อน และยังมีบริการเลือกกรวยให้ตรงกับขนาดหัวนมของคุณแม่ด้วย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการทำสต็อกน้ำนม เครื่องปั๊มนม Malish รุ่น Celia Duo มีความโดดเด่นกับฟังก์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณแม่ จนได้รับการการันตีคุณภาพ ด้วยรางวัล RISING STAR สาขา BEST ELECTRIC BREAST PUMP จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://th-th.facebook.com/malishthailand/

สเปรย์แอลกอฮอล์ KUMO

3. สเปรย์แอลกอฮอล์ KUMO

ยุคนี้ขาดไม่ได้เรื่องความสะอาดนะคะ โดยเฉพาะพื้นที่ของลูกน้อยที่เค้าไม่ทันระวังตัว จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยไว้ใจได้ อย่าง Kumo รุ่นนี้เป็นสเปรย์แอลกอฮอล์แบบหัวฉีดฟ๊อกกี้มาตรฐานโรงงานจากญี่ปุ่น ให้สัมผัสละอองสเปรย์ที่อ่อนโยน ทั่วถึง มาพร้อมล็อคเปิดปิดในตัว ผลิตจากแอลกอฮอล์ธรรมชาติ ได้รับมาตรฐาน Food Grade ผ่านการรับรองจาก อย. แล้วว่าไม่มีสารตกค้าง ลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่อาการเจ็บป่วยของลูกน้อย รวมทั้งลดการสะสมของเชื้อราได้ถึง 99.9% เหมาะทั้งใช้ทำความสะอาดมือและสิ่งของเครื่องใช้ทุกชนิดที่ไม่มีปฏิกิริยาเคมีกับแอลกอฮอล์ เช่น มือ ของเล่นเด็ก โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร หน้าจอโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ไม่ใส่สี และน้ำหอม ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง จึงอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบางแพ้ง่าย ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัว สเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค KUMO เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทุกคนในครอบครัว ได้รับการันตีคุณภาพด้วยรางวัล RISING STAR สาขา BEST DISINFECTANT CLEANER FOR KIDS จากการประกวด Amarin Baby & Kids

ข้อมูลเพิ่มเติม SHOPEE

คอกกั้นเด็ก Bebeplay

4. คอกกั้นเด็ก Bebeplay

เมื่อลูกน้อยโตขึ้นพื้นที่สนุกของเค้าก็กว้างขึ้นตามพัฒนาการ คอกกั้นเด็ก Babeplay บอกเลยว่าทั้งน่ารัก ฟังก์ชั่นเพียบ ปลอดภัยหายห่วง เพราะผลิตด้วยวัสดุ HDPE Food Grade และเม็ดสีที่คิดค้นด้วยนวัตกรรม Food Grade Pigment ซึ่งเป็นสีที่ใช้ในการผลิต ขวดนมและยางกัด ผ่านมาตรฐาน Food Contact เจ้าเดียวในไทย แผ่นคอกมีขนาดสูงถึง 62 ซม. ซึ่งเด็กเล็กใช้เกาะเดินได้ แต่ข้ามออกมาไม่ได้ มาพร้อมจุกสูญญากาศที่พื้นกันขยับ ดีไซน์น่ารักเป็นรูปหมี สีสันพาสเทล ส่วนด้านในมีบอร์ดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และยังประกอบง่าย จะปรับทรง เพิ่มขนาด เสริมเครื่องเล่นเป็นเพลย์ยาร์ดเมื่อลูกโตขึ้นก็ได้ด้วยค่ะ คอกกั้น BEBEPLAY ได้รับการการันตีคุณภาพการใช้งานที่คุ้มค่า ด้วยรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST SAFETY FENCE PLAYPEN จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bebeplay.co/pages/hugbear

COCORO

5. ผลิตภัณฑ์ลดเลือนรอยแตกลาย COCORO

คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่จะพบกับปัญหาหนักใจคล้ายกันเรื่องนึง นั่นคือหน้าท้องที่ขยายจากการตั้งครรภ์จะทิ้งรอยแตกลายไว้เป็นของแถม แต่ถ้าคุณแม่เริ่มดูแลเรื่องผิวพรรณได้เร็ว ปัญหานี้ก็จะเบาลงเยอะค่ะ Cocoro เป็นครีมลดรอยแตกลาย แบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก คาโมมายล์ การบูรและอัลลันโทอิน ให้กลิ่นสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสเป็นออยล์เย็น ๆ มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยแตกลาย เพิ่มความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนของผิว คงความชุ่มชื่น และยังช่วยลดรอยแผลหรือคีลอยด์จากแผลผ่าตัดได้ด้วย ใช้ได้ทั้งบริเวณหน้าท้อง หน้าอก ต้นขา และก้น COCORO ออยล์เซรั่ม ได้รับการการันตีคุณภาพเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุณแม่ให้ความไว้วางใจเลือกใช้ กับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST PREGNANCY STRETCH MARKS PRODUCTS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.cocorohanako.com/cocoro-organic-butter

ขนมเด็ก DOZO เบบี้ไบท์ข้าวหอมญี่ปุ่นอบกรอบ

6. ขนมเด็ก DOZO เบบี้ไบท์ข้าวหอมญี่ปุ่นอบกรอบ

คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาขนมเด็กที่มีประโยชน์กับลูกน้อยอยู่หรือเปล่าคะ แนะนำนี่เลย DOZO เบบี้ไบท์ข้าวหอมญี่ปุ่นอบกรอบ เมนูฟิงเกอร์ฟู้ดสำหรับวัยหัดกินอายุ 6 เดือนขึ้นไป ผลิตจากส่วนผสมออร์แกนิคทั้งข้าวญี่ปุ่น แครอท และน้ำตาล ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานจาก USDA ORGANIC ตรารับรองอาหาร และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกา ไม่มีส่วนผสมของกลูเตน ถั่วเปลือกแข็งและนม ไม่เจือสีและกลิ่นสังเคราะห์ ไร้วัตถุกันเสีย ที่ก่อให้เกิดการพ้าอาหาร ขนมเด็ก DOZO Japanese Rice Cracker Baby Bite ได้รับการีนตีว่ามีคุณประโยชน์ดีกับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป ด้วยรางวัล 100 % ORGANIC สาขาอาหารและขนมเด็ก BEST BABY FOOD AND SNACKS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.tops.co.th/th/dozo-baby-bite-japanese-rice-cracker-carrot-24pcs-50g-8851004813538

. หมอนกันกรดไหลย้อน PAPA BABY

7. หมอนกันกรดไหลย้อน PAPA BABY

อีกหนึ่งไอเทมสำหรับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพของลูกน้อยตั้งแต่แรกคลอด ต้องนี่เลยค่ะ PAPA BABY ที่นอนกันกรดไหลย้อนเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ช่วยให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้ง่ายขึ้น ดีไซน์ให้รองรับลูกน้อยคล้ายกับการอุ้มของแม่ ช่วยป้องกันกรดไหลย้อนและลดอาการแหวะนม เบาะหนานุ่มทำให้ลูกยังนอนหลับสบาย ตื่นมาสดใส ไม่งอแง หมอนกันกรดไหลย้อน PAPY BABY ได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST BABY BEDDING PRODUCTS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.papa.co.th/search/tag/หมอนกันกรดไหลย้อน

อาหารเสริมสำหรับเด็ก BAMBOLINA

8. อาหารเสริมสำหรับเด็ก BAMBOLINA

อาหารเสริมสำหรับลูกน้อยวัย 6 เดือนขึ้นไปจากแบรนด์ BAMBOLINA ที่เน้นคุณค่าจากผลไม้บดแท้ ๆ ไร้สารปรุงแต่ง ผลิตจากประเทศเบลารุส (ยุโรปตะวันออก) ผ่านการรับรองจากอย. รสชาติหวานอร่อยเป็นธรรมชาติ มีให้เลือกหลายรสชาติตามความชอบของลูกน้อย ตัวช่วยดี ๆ ที่คุณแม่จะให้ลูกกินผลไม้ได้ทุกที่ทุกเวลา BAMBOLINA อาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีคุณประโยชน์ต่างร่างกายของเด็ก และเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ไม่มีน้ำตาล ไม่ปรุงแต่งรสชาติ ไม่มีวัตถุกันเสีย ทำให้ได้รับการันตีด้วยรางวัล  NATURAL & ORGANIC สาขาอาหารและขนมเด็ก BEST BABY FOOD AND SNACKS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม SHOPEE  

นิทานชุดป๋องแป๋ง จาก PASS EDUCATION

9. นิทานชุดป๋องแป๋ง จาก PASS EDUCATION

การอ่านนิทานให้ลูกฟัง และอ่านไปพร้อมกับลูก เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่พ่อแม่สามารถใช้เวลาร่วมกันกับลูก และยังเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับลูกด้วยนะคะ ขอแนะนำ PASS EDUCATION สำนักพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก เพื่อส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ และพัฒนาการพัฒนาการเชิงบวกของเด็ก โดยมีหนังสือนิทานยอดนิยมมากมาย เช่นนิทานชุดป๋องแป๋ง สำนักพิมพ์ PASS EDUCATION กับชุดหนังสือนิทานที่มีคุณภาพ เป็นสื่อที่มีประโยชน์ต่อเด็กและครอบครัว ได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST CHILDREN’S BOOK PUBLISHER จากกรประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.passeducation.com/en/

คุณพ่อคุณแม่ถูกใจใช่เลยกับสินค้าแม่และเด็กชิ้นไหนกันบ้างคะ ถ้าถามเราก็ว่าดีทั้ง 9 แบรนด์เลยค่ะ ทั้ง ยาสีฟันเด็ก แปรงฟันสีฟันเด็ก คอกกั้นเด็ก ออลย์ทาผิวคุณแม่ หนังสือนิทาน อาหารเสริม ขนมเด็ก เครื่องปั๊มนม เป็นต้น ที่สำคัญทุกแบรนด์มีรางวัลการันตีคุณภาพด้วยนะคะ

แกล้งเด็ก หลอกเด็กให้กลัว

ฟิลเตอร์ แกล้งเด็ก หลอกผีอย่าหาทำ!ลูกขี้กลัวจนป่วยได้

เมื่อคอนเทนต์สำคัญกว่าอนาคตเด็ก แกล้งเด็ก หลอกผีบน Tiktok ติดเทรนด์ฮิตใคร ๆก็ทำกัน แต่รู้ไหมผลร้ายเกิดแก่ลูกคุณ พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจพังเพียงเพื่อให้สนุก

ฟิลเตอร์ แกล้งเด็ก หลอกผีอย่าหาทำ! ลูกขี้กลัวจนป่วยได้

หลอกให้ลูกกลัว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกของพ่อแม่ เพื่อหวังผลให้ลูกทำตาม จัดการกับความดื้อซนของลูก เช่น ถ้าดื้อ…เดี๋ยวให้หมอฉีดยาเลย เดี๋ยวให้ตำรวจมาจับไป เดี๋ยวผีจะมาหลอก เป็นต้น เป็นวิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ เพราะสามารถทำให้สถานการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะสถานการณ์เฉพาะหน้าที่พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมลูกได้ ให้ผ่านพ้นไปได้ และได้ผลรวดเร็ว

ในสังคมปัจจุบัน ที่โลกสื่อสารกันด้วย สื่อโซเซียล ไม่ว่าจะเป็น Facebook  Tiktok Line Instragram และช่องทางอื่น ๆ ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญมีลูกเล่น ฟิลเตอร์ และเทรนฮิต มากมาย ที่ถูกใจคนเล่น เพราะได้รับผลตอบรับแทบจะทันที ที่เราสื่อสารออกไป ทำให้ไม่ว่าผู้ใหญ่ วัยรุ่น เด็กเล็ก เด็กโต หรือแม้แต่ผู้สูงอายุ ยังมี account เป็นของตนเอง

สื่อโซเซียล ในชีวิตคนสมัยนี้
สื่อโซเซียล ในชีวิตคนสมัยนี้

คอนเทนต์ คืออะไร?

คอนเทนต์ คือ สาร ที่ผู้ส่งสารต้องการส่งไปยังผู้รับสารในรูปแบบต่างๆ เช่นคลิปวิดีโอ คลิปเสียง รูปภาพ อินโฟกราฟิก นิทาน เพลง ฯลฯ  อาจเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้หลายอย่างรวมกัน เพื่อสื่อให้ผู้รับสารเข้าใจตรงกันกับเรา

การสร้างคอนเทนต์ จึงเป็นสิ่งที่ต่างคนต่างคิดหาวิธีให้มีคอนเทนต์ที่มีผู้คนสนใจยิ่งมีจำนวนมากยิ่งดี จึงมีเทรนด์ฮิตแปลก ๆ ทั้งน่าสนใจบ้าง และไม่น่าสนใจ หรือบางเทรนด์ออกไปในแนวอันตรายบ้าง เช่นในเทรนด์ฮิต tiktok ที่ใช้ฟิลเตอร์ผีหลอกถ่ายคลิปกับเด็กเล็ก ให้เด็กดูหน้าจอแล้วผู้ใหญ่จะวิ่งหนีออกจากห้อง โดยทิ้งเด็กไว้ในห้อง ภาพก็จะมืดลง แล้วผีก็จะโผล่ออกมา แกล้งเด็ก ให้เด็กกลัวจนร้องไห้ สร้างความสนุกสนานกับผู้รับชม

สร้างรอยบาดแผลเด็ก บนความสนุก!!

จากกรณีดังกล่าว เพจดังอย่าง Drama addict ได้แสดงความห่วงใย พร้อมทั้งยกคำแนะนำของคุณหมอมาฝากไว้ให้คิดกัน ดังนี้

ฟิลเตอร์ผีหลอกที่นิยมกันใน tiktok ตัวนี้ในบ้านเราจะฮิตใช้ถ่ายคลิปกับเด็กเล็ก โดยให้เด็กดูหน้าจอ แล้วพอฟิลเตแร์ทำงาน ผู้ใหญ่จะวิ่งหนีออกจากห้อง ทิ้งเด็กไว้ในห้อง แล้วภาพก็จะมืดลง และมีผีตัวนี้โผล่ออกมา บางคลิปเด็กกลัวจนร้องไห้เลย
บ้านไหนทำงั้นกับเด็กๆ ขอให้ระวัง “การปลูกฝังความกลัวโดยไร้เหตุผล”
ซึ่งแลกมาด้วยพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กที่ถดถอย
อย่าเห็นแก่การทำคอนเท้นท์ลงโซเชี่ยล โดยเอาเด็กมาเสี่ยงแบบนั้นครับ
https://www.babybbb.com/article_detail.php?nid=530

แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังลงไปในความรู้สึกของลูก คือ ‘ความรู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผล’ ในขณะที่ เหตุผล คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังลูกตั้งแต่วัยนี้ด้วยเช่นกันเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลและมีสมดุลทางอารมณ์ ดังที่ ศ. เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ได้เคยบอกไว้ว่า

เพจ Drama addict เตือน แกล้งเด็ก แบบนี้อันตราย
เพจ Drama addict เตือน แกล้งเด็ก แบบนี้อันตราย
“ในบรรดาความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความเข้มแข็งของเด็กคือความกลัว (FEAR) ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ ว้าวุ่น หวาดกลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง และพาลเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จึงต้องพยายามเลี้ยงลูกอย่าให้เป็นคนขลาด กลัวอะไรโดยไม่มีเหตุผล”
ดังนั้นการหลอกให้ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล หรือกลัวในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องกลัว จึงเป็นเสมือนการตอกย้ำให้พัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจของลูกย่ำอยู่กับที่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ผลจากการถูกหลอกให้กลัว…อย่างไร้เหตุผล
แน่นอนว่า ความกลัวอย่างไร้เหตุผล ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจของลูกโดยตรง โดยเฉพาะลูกวัยที่จินตนาการกำลังเบ่งบาน ทำให้เมื่อไรที่เขารู้สึกกลัว ความกลัวนั้นจะฝังแน่นในความรู้สึกมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า และด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ ทำให้การใช้เหตุผลของลูกยังไม่ดีพอ โอกาสที่ดีกรีความกลัวจะพลุ่งพล่านจึงมีมากขึ้น
หากเราหลอกให้ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล ความกลัวนี้จะติดไปจนกระทั่งเขาโต และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวในสิ่งที่ไม่น่าจะกลัว เช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“เป็นการสร้างนิสัยให้เด็กขาดการใช้ความคิดไตร่ตรอง ใคร่ครวญหาความจริงด้วยเหตุผล ทำให้เสียบุคลิกภาพ ยิ่งไปกว่านั้น หากลูกมีความกลัวอย่างรุนแรง เมื่อต้องอยู่ในภาวะเช่นนั้นนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการทางประสาทได้ เช่น เด็กที่กลัวความมืด หากให้อยู่ในห้องมืดคนเดียว จะเกิดความเครียด นอนไม่หลับในเวลากลางคืน หัวใจจะเต้นเร็ว ในสมองจะจินตนาการไปต่าง ๆ นานา และสามารถหวีดร้องได้เมื่อใบไม้ใบหนึ่งปลิวมาปะทะหน้าต่าง ทั้ง ๆ ที่ในความมืดนั้นไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น การช่วยให้เด็กเลิกกลัวอย่างไม่มีเหตุผลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะช่วยพัฒนาการใช้เหตุผลของเด็ก ให้รู้จักคิดใคร่ครวญ พิสูจน์ความจริงก่อนตอบสนอง เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่กลัวสิ่งใดง่าย ๆ ทั้งเป็นการช่วยทำให้เด็กไม่หลงเชื่อสิ่งใดอย่างง่าย ๆ เพียงเพราะรู้สึกกลัวอย่างไม่มีเหตุผล”
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก www.facebook.com/DramaAdd
แกล้งเด็ก จนกลัว ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ
แกล้งเด็ก จนกลัว ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ

หลอกให้เด็กกลัวอย่างไร้เหตุผล จะเกิดผลเสียอย่างไร?

โรคกลัวของเด็กเป็นความผิดปกติ ทางจิตเวชจัดอยู่ในกลุ่มโรควิตกกังวล ซึ่งเด็กจะมีอาการกลัวสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่างมากเกิน กว่าปกติ และเป็นความกลัวที่ค่อนข้างจะไม่สมเหตุสมผล ถึงเด็กจะรู้ตัวแต่ก็ไม่สามารถหยุดความกลัวได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความกลัวพวกเขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์

เมื่อพ่อแม่ได้ทราบถึงผลเสียของการ แกล้งเด็ก ให้กลัว จนลูกอาจเกิดอาการวิตกกังวลได้แล้ว พร้อมกันนี้เราได้นำบทความของ พญ.ชนม์นิภา แก้วพูลศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 มาฝากกัน เพื่อให้พ่อแม่ได้เฝ้าระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ฝังใจลูกได้

ความวิตกกังวลของเด็ก แบ่งเป็น”โรค”อะไรได้บ้าง

ความวิตกวังกลในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ลักษณะอาการที่ปรากฏอาจแสดงออกมา ในรูปแบบอารมณ์หงุดหงิด ปวดหัว ปวดท้อง ซึ่งบางครั้งเด็กเองก็ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ว่ามีสาเหตุมาจากเรื่องอะไร การรักษาอาจรักษาด้วยยา หรือปรับความคิดของเด็ก เช่น ให้เด็กรู้อารมณ์ตนเองที่เกิดขึ้นว่าคืออารมณ์อะไร ความรุนแรงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน เพื่อฝึกจัดการความคิดในเรื่องที่สามารถจัดการได้ ช่วยให้เด็กลดความกังวลลง

โรคกลัวการเข้าสังคม

เป็นความกังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม กลัวการวิพากย์วิจารณ์ของคนอื่น หรือกลัวว่าจะมีการแสดงออกที่เป็นที่หน้าอายต่อคนอื่น ทำให้เด็กเกิดการเก็บตัว ไม่อยากออกไปพบผู้อื่น หรือไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าผู้คน บางครั้งผู้ปกครองอาจมองว่าเด็กขี้เกียจหรือขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก

เทคนิคการรักษา : ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กรับรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่เป็นเพียงความวิตกกังวล ชี้นำให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้นจากความกังวล ทำให้เด็กเห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เด็กรู้สึกกลัว สอนให้เด็กจัดลำดับความกลัว และสอนวิธีการรับมือกับความกลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากน้อยสุดไปมากสุด หรืออาจมีการใช้ยารักษาร่วมด้วย

โรค selective mutism หรือการไม่ยอมพูดในบางสถานการณ์

เด็กจะไม่พูดในบางสถานการณ์หรือเวลาอยู่กับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย แต่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ปกติ และสามารถพูดได้ปกติเมื่ออยู่กับบุคคลที่คุ้นเคย เช่น สมาชิกในครอบครัว

เทคนิคการรักษา : ผู้ปกครองควรสร้างแรงจูงใจให้เด็กเห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก อาจเริ่มจากการให้เด็กทำท่าทางแสดงออกตอบสนองเวลาสื่อสาร เช่น การพยักหน้า ส่ายหน้า แสดงออกทางสีหน้า และชมเชยเมื่อเด็กมีการตอบสนองที่ดี แต่หากเด็กมีอาการเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหรือโรคอื่นๆ อาจต้องมีการใช้ยารักษาร่วมด้วย

เด็กขี้กลัว อย่างไม่มีเหตุผล
เด็กขี้กลัว อย่างไม่มีเหตุผล

โรคแพนิก (panic disorder)

ภาวะตื่นตระหนกของร่างกาย เช่น ภาวะใจสั่น เหงื่อแตก คลื่นไส้ มึนหัว เจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด หรือเกิดขึ้นค่อนข้างเร็วภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที จนทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมากและเด็กเกิดความกลัว

เทคนิคการรักษา : ผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจกับเด็กว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอาการแพนิก ซึ่งไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรงหรืออันตรายแก่ชีวิต ลักษณะของอาการสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้โดยไม่มีสาเหตุ แต่ในช่วงหลังๆ ของอาการอาจเกิดขึ้นได้จากการมีสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียดที่สะสมโดยไม่รู้ตัว อาการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ จนบางครั้งอาจทำให้เด็กเกิดความกังวลจนไม่กล้าเข้าสังคมได้ นอกจากการทำความเข้าใจอาการและสาเหตุแล้ว อาจจะต้องใช้การรักษาด้วยยาร่วมด้วย

อ่านต่อ>> แกล้งเด็กไม่ใช่เอ็นดู ส่งผลเสียต่อพัฒนาการลูกอย่างไร คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นเสือ

ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร?

ฝันเห็นเสือ สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าป่า มีความดุร้าย อันตราย อาจถึงแก่ชีวิต หากได้เผชิญหน้ากัน ฝันแบบนี้จะสื่อถึงอะไร เกี่ยวข้องกับตัวเลขใดบ้าง

ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร?

หากเมื่อคืนคุณ ฝันเห็นเสือ ตื่นขึ้นมาคงยังรู้สึกช็อค ตื่นเต้น ตกใจ เสือที่กินเนื้อสด ๆ เป็นอาหาร ปราดเปรียว ว่องไว ความฝัน นี้บ่งบอกถึงเรื่องใด ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมความหมายที่เกี่ยวข้องกับการฝันเห็นเสือต่าง ๆ มาให้แล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร?

ฝันเห็นเสือหลายตัว
ฝันเห็นเสือหลายตัว

ภาพรวมความหมาย ฝันเห็นเสือ

ทำนายว่า ตามตำราทำนายฝันโบราณระบุว่า ถ้าคุณ ฝันเห็นเสือ จะมีเรื่องดี ๆ การงานจะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ ก้าวหน้า อะไรที่ติด ๆ ขัด ๆ มันจะผ่านพ้นไป ที่สำคัญเรื่องเงินทองโชคลาภจะมีราชรถวิ่งเอามาให้ ไม่ว่าจะเป็นลาภลอยหรือลาภจริง

ความรัก

ตามตำราทำนายฝันโบราณระบุว่า ถือเป็นนาทีทองของคนที่ชอบอารมณ์ในการมีความรักและคนที่เราแอบชอบ แอบรักเข้ามาใกล้ชิด เพราะคุณจะเนื้อหอมมากกว่าน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือถ้าคุณมีแฟนแล้วฝันแบบนี้ระวังงานงอก บ้านพัง แนะนำให้วางตัวให้ดี ๆ ไม่เช่นนั้นจะมีเหตุนองเลือดจะหาว่าไม่เตือน

เลขเด็ด

เลข 3 เลข 5 เลข 6 และเลข 8

 

ฝันเห็นเสือ 1 ตัว

ทำนายว่า ช่วงนี้จะทำอะไรก็ให้แบ่งรับแบ่งสู้อย่าเพิ่งทุ่มไปซะจนหมดตัวและหัวใจ สิ่งที่คุณหวังไว้จะได้สมหวังดังคิด เหมือนเนรมิตได้ดังตาเห็น จะมีโอกาสได้โชคลาภจากการเสี่ยงโชค

ความรัก

ช่วงนี้ควรระวังเนื้อระวังตัวให้มาก อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินไป คู่รักที่คบกันมานาน ถึงเวลาแล้วที่จะได้ประกาศฤกษ์ดีเสียที คุณมีโอกาสที่จะพบกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน และเกิดอาการบันดาลโทสะได้ง่าย ๆ

ดวงการเงิน การงาน

จะเกิดเรื่องติด ๆ ขัด ๆ จากผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานกับพี่น้องเครือญาติ จะมีคนทำให้เสียทรัพย์สินเช่น รถยนต์ นาฬิกา ทอง เพราะความไว้ใจจึงทำให้เสียรู้คนอื่น อย่าเพิ่งลงทุนร่วมหุ้นกับใครหากยังไม่รู้ใจกันดีพอ ต้องศึกษาประวัติกันให้ดีก่อน ป้องกันปัญหาที่จะตามมา

เลขมงคล เด่นนำโชค

0 2 6

เลขมงคล เด่นรอง

16 35

556 325

 

ฝันเห็นเสือหลายตัว

ทำนายว่า ต้องระวังเป็นพิเศษกับเรื่องสุขภาพของผู้ใหญ่ที่จะไม่ค่อยปกติและเป็นเหตุ ให้ท่านกังวลใจ เพศตรงข้ามจะนำพาโชคทางการเงินมาให้คุณ หากมีการเดินทางจะราบรื่นและปลอดภัยทุกประการ

ความรัก

คนที่มีคู่แล้วจะมีปากเสียงกันบ่อย ไม่เข้าใจกันบ่อย ถ้ายังไม่รู้จักอภัยให้กันและกัน ระวังจะเกิดการขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่คุณก็เก่งนะที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตัวคุณเอง ปัญหาทางความรักจะมาจากอารมณ์ของคุณเอง ถ้าควบคุมอารมณ์ได้ดีก็ยังราบรื่นเป็นปกติดี

ดวงการเงิน การงาน

มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนงาน ออกจากงาน บางทีถึงขั้นตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพเลยก็เป็นได้ ระวังจะเกิดปัญหากับเพื่อนฝูงที่ไปช่วยเหลือแบบไม่มีเหตุผล คนทำธุรกิจอิสระจะมีโอกาส เจริญก้าวหน้า เป็นอย่างดี

เลขมงคล เด่นนำโชค

3 6

55 21 52 36 046

 

ฝันเห็นเสือโคร่ง

ทำนายว่า จะมีเหตุให้ต้องเดินทางไปธุระหลายแห่งจนแทบไม่มีโอกาสหยุดพัก เร็ว ๆ นี้ คุณมีดวงที่จะต้องเดินทางไกล มีโอกาสพบผู้ช่วยเหลือแบบฟลุค ๆ

ความรัก

ความรักไม่ได้ดังใจที่คุณคิดไว้ มักได้ยินเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่เป็นประจำ ระวังจะแอบชอบคนมีเจ้าของและก็อาจทำให้คนที่แอบชอบคุณเกิดความไม่พอใจและเกิดการขัดแย้งกันได้ คนที่เคยทะเลาะกันหรือหึงหวงกันอยู่จะดีขึ้น และกลับมารักใคร่กันดีกว่าเก่า

ดวงการเงิน การงาน

การเงินเข้ามือขวาออกมือซ้าย เก็บเงินไม่ได้ เริ่มเป็นหนี้เป็นสิน กระทบกับชีวิตประจำวัน ระวังให้ดี มีการขัดแย้งกันในทีมงานถึงขั้นแตกแยกท่านจะร้อนใจเพราะลูกน้องลูกจ้างหรือบริวาร อย่าเพิ่งลงทุน ขยับขยาย ทำอะไรเสี่ยง ๆ ได้ไม่คุ้มเสีย

เลขมงคล เด่นนำโชค

3 5 7 9

เลขมงคล เด่นรอง

10 39

35 116

 

อ่านต่อ…ฝันเห็นเสือ จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้น หรือหมายถึงอะไร? คลิกหน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ไข้หวัดใหญ่ ระบาด

เตือนไข้หวัดใหญ่ระบาด!รุนแรงในรอบ 2ปีรีบฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี เพื่อคนไทยปลอดภัยในยามที่ ไข้หวัดใหญ่ ระบาด เมื่อหมอเตือนให้พ่อแม่ระวังลูกน้อยอย่างใกล้ชิด แล้ววัคซีนป้องกันจะช่วยได้แค่ไหนใครได้สิทธิ

เตือนไข้หวัดใหญ่ระบาด!รุนแรงในรอบ 2ปีรีบฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2565 นี้ มีรายงานพบผู้ป่วย 2,820 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 มิถุนายน 2565) โดยได้จำแนกกลุ่มผู้ป่วยตามอายุ ดังนี้

  • ผู้ป่วยอายุ 15-24 ปี พบมากที่สุด คิดเป็น 11.45%
  • กลุ่มอายุ 25-34 ปี คิดเป็น 10.11%
  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ กลุ่มเด็กแรกเกิด – 1 ปี คิดเป็น 9.93%

เปิด “พยากรณ์โรค และภัยสุขภาพ” ของกรมควบคุมโรค

ทางกรมควบคุมโรค ยังได้พยากรณ์โรค และภัยสุขภาพไว้ โดยคาดว่าจะมีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การไม่บังคับการสวมใส่หน้ากากอนามัย การเลิกล็อคดาวน์ เป็นต้น ดังนั้นจึงได้เตือนให้ประชาชนดูแลตนเอง และบุตรหลานเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และโรคโควิด-19 โดยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในบริเวณที่ชุมชน เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล แม้ว่ามาตรการป้องกันโรคจะผ่อนคลายลงแล้วก็ตาม

เด็กป่วย ไข้หวัดใหญ่ มากขึ้น
เด็กป่วย ไข้หวัดใหญ่ มากขึ้น

หมอเตือน ไข้หวัดใหญ่ ระบาด ปีนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปี!!

โรคไข้หวัดใหญ่ ที่อาจจะกลับมาระบาดในปี 2565 หลังจากลดลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 คาดการณ์ว่าจะมีความรุนแรงกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนใหญ่ มีการเว้นระยะห่าง และสวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นกิจวัตร ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี

แต่ในอีกนัยหนึ่งประชาชนก็ขาดโอกาสในการรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อีกทั้งหลังจากที่มีการประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันต่างๆ ยกเลิกการสวมใส่หน้ากากอนามัย ก็จะทำให้ประชาชนมีโอกาสรับเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน และหลายประเทศอยู่ในช่วงฤดูฝน มีอากาศชื้น ทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายและมีอายุนานขึ้น การที่ร่างกายห่างหายจากภูมิคุ้มกันเป็นเวลานานนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โรคทวีความรุนแรงและกว้างขวางมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรง เช่น สตรีมีครรภ์ เด็กเล็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

เสี่ยงเสียชีวิต 2 เท่า หากติดเชื้อทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่!!

จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์โดย The Lancet (ตีพิมพ์ 25 มีนาคม 2565) พบว่าผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากขึ้นถึง 2 – 4 เท่า เมื่อเทียบกับเป็นโรคโควิด-19 เพียงโรคเดียว ในขณะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต สูงถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศอื่นๆ ยังพบว่า 7 ใน 10 คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม การอักเสบของสมอง ความล้มเหลวของอวัยวะหลายส่วน และภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตอีกด้วย

ลดอาการรุนแรงได้หากได้รับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ในกลุ่มเด็กเล็ก
ลดอาการรุนแรงได้หากได้รับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ในกลุ่มเด็กเล็ก

ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด ป้องกันไข้หวัดใหญ่

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงกรณีเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น ไม่เกี่ยวกับเมือกในลำคอแห้ง แต่ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคในร่างกายและวิธีปฏิบัติในการป้องกันโรค พร้อมแนะประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด”  ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์  หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยร่างกาย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงควรดูแลเป็นพิเศษ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการป่วยและเสียชีวิตได้

ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด ป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์

  1.  ปิด  คือ ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้ผ้า หรือกระดาษทิชชู่ปิดปาก และจมูกทุกครั้ง และหากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  2. ล้าง คือ ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำ และสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได ราวบนรถโดยสาร เป้นต้น
  3. เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือในสถานที่แออัด มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
  4. หยุด คื อ เมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มาก ก็ควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ

ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

อ่านต่อ>> วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้จริงหรือ ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วยังต้องฉีดอีกไหม คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่