ท้อง6เดือน

ท้อง6เดือน ข้อห้าม ข้อควรทำ เมนูแนะนำ มีอะไรบ้าง? มาเกินครึ่งทางแล้ว!

account_circle
event
ท้อง6เดือน
ท้อง6เดือน

ท้อง6เดือน – เมื่อการตั้งครรภ์ย่างเข้าเดือนที่ 6 ถ้าเทียบเป็นสัปดาห์ คือ คุณอุ้มท้องเจ้าตัวเล็กมาได้ 26 สัปดาห์ ซึ่งเข้าสู่โค้งสุดท้ายของไตรมาสที่สองแล้วค่ะ เรียกได้ว่าก่อนหน้านี้คุณได้ผ่านความยากลำบากทุกอย่างที่ขวางหน้ามาในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองช่วงแรกได้แล้ว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และความเหนื่อยล้าต่างๆ  อย่างไรก็ตามยังมีอาการในไตรมาสที่สามที่ใกล้เข้ามาแล้วรอคุณอยู่ เช่น นอนไม่หลับ ท้องผูก ปวดหลัง และอื่นๆ สำหรับช่วงนี้อาการคลื่นไส้ของคุณจะดีขึ้น แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนต่อจากนี้ คือ คุณจะรู้สึกหิวบ่อยขึ้น เนื่องจากในระยะนี้เป็นช่วงที่ลูกน้อยของคุณต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ดังนั้นความรู้สึกอยากกินตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติของช่วงที่กำลังย่างเข้าไตรมาสที่สาม ที่สำคัญ ยังคงมีข้อควรระวังต่างๆ และสิ่งที่คุณควรปฏิบัติในช่วงนี้ ตลอดจนเรื่องของโภชนาการที่ต้องให้ความสำคัญ วันนี้มาดูกันค่ะว่า ข้อห้าม ข้อควรทำ และเมนูแนะนำของคนท้อง 6 เดือนมีอะไรบ้าง?

ท้อง6เดือน ข้อห้าม ข้อควรทำ เมนูแนะนำ มีอะไรบ้าง? มาเกินครึ่งทางแล้ว!

ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน แปลว่าใกล้จะสิ้นสุดไตรมาสที่สองแล้ว เชื่อว่าช่วงนี้คุณอาจรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเริ่มตื่นเต้นกับการใกล้มาถึงของลูกน้อยในอีกไม่กี่เดือนแล้วใช่มั้ยละคะ ในช่วงนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายขึ้นกว่าเดิม เพราะอาการอ่อนเพลียคลื่นไส้ในช่วงเริ่มตั้งครรภ์จะลดลงจนเกือบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามคุณจะต้องเตรียมรับมือกับ อาการตั้งครรภ์ ใหม่ๆ  ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า แต่เรื่องที่น่าชื่นใจของคนเป็นแม่ คือที่แน่ๆ ในช่วงนี้ลูกน้อยของคุณมีพัฒนาการในการเจริญเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว ลักษณะของเด็กทารกจะดูคล้ายคนตัวเล็กมากขึ้น ปอดและปฏิกิริยาการดูดนมของเขาเกือบจะพร้อมแล้วเพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไป ช่วงนี้ คุณอาจไม่มีอาการแพ้ท้องแล้ว เว้นแต่คุณจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงส่วนน้อยที่โชคร้ายที่อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ตลอดทั้ง 9 เดือนที่อุ้มท้อง 

เช็คเลย! รวมอาการ ท้อง6เดือน ที่อาจเกิดขึ้นได้

คราวนี้มาเข้าเรื่องกันเลยนะคะ เมื่อคุณเดินทางมาถึง เดือนที่ 6 หรือสัปดาห์ที่ 26 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการที่อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ได้ อาจมีดังต่อไปนี้ค่ะ 

  • รู้สึกปวดเมื่อย : โดยเฉพาะบริเวณหลัง สะโพก และอุ้งเชิงกราน (เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นของลูกน้อยในครรภ์) 
  • รู้สึกคัน : โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณท้อง เนื่องจากผิวหนังของคุณมีการยืดขยายออกเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งคุณสามารถใช้ครีมทาป้องกันผิวแตกลายได้
  • ปวดซี่โครง ลูกน้อยของคุณโตขึ้นและใช้พื้นที่ในช่องท้องมากขึ้น คุณอาจรู้สึกถึงการเตะและกระทุ้งในบริเวณต่างๆ รวมทั้งซี่โครงของคุณ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของทารก นอกจากนี้ฮอร์โมนที่เพิ่มปริมาณ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในร่างกายและทรวงอก และอาการอื่นๆ เช่น อาการเสียดท้อง อาจทำให้เกิดอาการเจ็บซี่โครงได้เช่นเดียวกัน
  • รู้สึกเวียนหัวบ่อย : เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตของคุณเพิ่มขึ้น เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปยังมดลูกของคุณได้มากขึ้น
  • ขาบวมหรือเป็นตะคริวที่ขา :  รวมถึงข้อเท้า เนื่องจากเส้นเลือดทำงานหนักขึ้นเพื่อให้เลือดส่วนเกินทั้งหมดไหลผ่านร่างกายของคุณ
  • หิวตลอดเวลา :  เป็นเพราะร่างกายต้องการพลังงานที่มากขึ้น สำหรับคน 2 คน นอกจากนี้ ความรู้สึกหิวบ่อยยังเกิดได้จากความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น : ในช่วงนี้น้ำหนักของคุณจะเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยปัจจัยหลายๆ อาทิ น้ำหนักของทารกในครรภ์ที่เพิ่มขึ้น น้ำคร่ำ มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น หรือ ปริมาณเลือดที่เพิ่มมากขึ้น และของเหลวอื่นๆ 
  • ยังรู้สึกเหนื่อย : ช่วงนี้ร่างกายของคุณจะทำงานเพื่อฟูมฟักลูกน้อยของคุณมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยได้แม้ว่าจะไม่มากเหมือนช่วงแรกของการตั้งครรภ์
  • มีอาการท้องผูก : ฮอร์โมนการตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ นอกจากนี้ แรงกดจากการขยายตัวของมดลูกอาจทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดอาการท้องผูกได้
  • เป็นกรดไหลย้อน : ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความดันที่สูงขึ้นที่มดลูกออกสู่ท้องจะดันน้ำย่อยเข้าไปในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก หรือที่เรียกว่า ฮาร์ทเบิร์น หรือ กรดไหลย้อน ได้
  • ท้องอืดจากแก๊ส : เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัว กระบวนการย่อยอาหารทำงานได้ช้าลงและสร้างแก๊สในปริมาณมากขึ้น
  • คัดแน่นจมูก : การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก ทำให้เกิดความรู้สึกคัดแน่นจมูกได้
  • เลือดกำเดาไหล :  การไหลเวียนโลหิตที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กในจมูกขยายตัว ความดันที่กระทำต่อหลอดเลือดอาจทำให้เลือดกำเดาไหลได้
  • เลือดออกตามไรฟัน : การเพิ่มขึ้นของการไหลเวียนของเลือดและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นสาเหตุของเหงือกบวมและมีเลือดออกในระหว่างตั้งครรภ์
  • ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น : เนื่องจากอาการแพ้ท้องมีน้อยในเดือนนี้ ความอยากอาหารจึงสูงขึ้น
  • ข้อเท้าบวม : การกักเก็บน้ำในร่างกายและแรงกดของมดลูกที่กำลังเติบโตบนเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ หรือ ข้อเท้าบวม
  • ปวดเมื่อยที่เท้า : อาการบวมน้ำ เช่นเดียวกับการเพิ่มน้ำหนักตัวจากการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดแรงกดที่เท้าเพิ่มเติมทำให้รู้สึกปวดเมื่อยที่เท้าได้
  • ตกขาวสีขาว : ปากมดลูกและผนังช่องคลอดจะอ่อนตัวลงระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เกิดตกขาว ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเข้าสู่มดลูกผ่านทางช่องคลอด
  • อึดอัดหายใจไม่สะดวก : มดลูกที่กำลังเติบโตสร้างแรงกดดันต่อกระบังลมซึ่งอาจทำให้รู้สึกหายใจไม่ค่อยออกได้
  • ปวดหลัง : มดลูกยังกดบริเวณหลังส่วนล่างของคุณอีกด้วย นอกจากนี้การตั้งครรภ์ยังส่งผลให้เกิดการยืดของเอ็นข้อต่อในบริเวณอุ้งเชิงกรานและหลังส่วนล่าง ซึ่งปัจจัยทั้งสองนี้นำไปสู่อาการปวดหลัง
  • นอนไม่หลับ : การต้องลุกไปห้องน้ำบ่อยครั้ง ตลอดจนอาการปวดหลัง คัดจมูก และอื่นๆ ที่มารบกวน อาจส่งผลให้คุณนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทได้บ่อยในช่วงนี้
  • ท้องแข็ง เจ็บท้องหลอก :  เนื่องจากมดลูกบีบรัดตัว อาจทำให้รู้สึกตึงหรือแน่นที่บริเวณท้อง และอาจจะมีอาการปวดท้องได้ทุก ๆ 5-10 นาที ได้
  • ท้องแตกลาย : พบได้บ่อยในสตรีมีครรภ์และปรากฏขึ้นระหว่าง 55% ถึง 90% ของหญิงตั้งครรภ์ แม้ว่ารอยแตกลายจะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง แต่ก็อาจทำให้ระคายเคืองและทำให้เกิดอาการคันหรือแสบร้อนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป อาการเหล่านี้และลักษณะที่ปรากฏมักจะจางลง บริเวณอื่นๆ นอกจากท้องที่มักจะเกิดรอยแตกลายระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ หน้าอก สะโพก และต้นขา
  • เส้นเลือดขอด : เส้นเลือดขอดเกิดขึ้นได้เนื่องจากเส้นเลือดต้องดันเลือดส่วนเกินไปยังมดลูกของคุณเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการทางโภชนาการของทารกที่กำลังเติบโต เส้นเลือดเหล่านี้ซึ่งมีอาการบวมและเป็นสีม่วงบริเวณต้นขาและใต้เข่าจะเรียกว่าเส้นเลือดขอด

ข้อห้าม! ข้อควรระวัง! คนท้อง6เดือน

มาถึงข้อควรระวัง และสิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงนี้ค่ะ 

  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

เมื่อคนตั้งครรภ์ดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมผ่านรกและอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ การดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นอาการที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและความผิดปกติทางร่างกายของเด็กหลังคลอดแล้วได้ดังต่อไปนี้  เกิดความบกพร่องทางสติปัญญา มีปัญหาด้านพฤติกรรม และ พัฒนาการล่าช้า

  • ไม่ควรดื่มกาแฟ (คาเฟอีน) มากเกินไป 

เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ คาเฟอีนสามารถดูดซึมผ่านรกและส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ แม้ว่าข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการบริโภคคาเฟอีนจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่การวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรจำกัดการบริโภคคาเฟอีนไว้ที่ 200 มิลลิกรัม ต่อวัน (กาแฟประมาณ 1.5 ถ้วย)  ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าปริมาณที่มากกว่านี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และอาจเพิ่มความเสี่ยงของการสูญเสียการตั้งครรภ์และน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

  • งดสูบบุหรี่ 

การสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งคนมีครรภ์และทารกในครรภ์ได้ นอกเหนือจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและมะเร็งปอดแล้ว การสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ยังสามารถทำให้เกิดปัญหา อีกหลายอย่าง เช่น คลอดก่อนกำหนด ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มอาการทารกเสียชีวิตกะทันหัน ปัญหาเกี่ยวกับรก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด สตรีมีครรภ์ควรเลิกสูบบุหรี่ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง บุคคลที่มีปัญหาในการเลิกบุหรี่สามารถพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับความช่วยเหลือและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่มีได้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารบางชนิด 

เป็นเรื่องปกติสำหรับสตรีมีครรภ์ที่จะหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเนื่องมาจากความรู้สึกของกลิ่นที่เปลี่ยนไปหรือเพราะอาหารทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบาย อย่างไรก็ตาม มีอาหารบางอย่างที่คนตั้งครรภ์ทุกคนควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน ได้แก่

เนื้อสัตว์และอาหารสำเร็จรูป : เช่น สลัดไก่สำเร็จรูป อาจมีเชื้อ ลิสเทอเรีย (Listeria) เป็นแบคทีเรียที่สามารถส่งผ่านเชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับทารกในครรภ์
ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ล้างให้สะอาด : ผลไม้หรือผักที่ไม่ได้ล้างสามารถติดเชื้อลิสเทอเรียได้ นอกจากนี้ยังสามารถแหล่งที่เชื่อถือได้มีปรสิตที่เรียกว่า toxoplasma ซึ่งเป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์
น้ำผลไม้และผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ : เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์สำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากนมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์อาจมีลิสเทอเรียและแบคทีเรียอื่นๆ ที่อาจทำให้อาหารเป็นพิษได้
ปลาที่มีสารปรอทสูง : ปลานาก ปลาฉลาม และปลาแมคเคอเรลเป็นปลาที่มีสารปรอทในระดับสูง แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้แสดงให้เห็นว่าหากทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทอาจทำให้สมองเสียหายหรือมีปัญหาด้านการได้ยินและการมองเห็นหลังคลอดได้
เนื้อดิบและปลาดิบ : เนื้อและปลาดิบ รวมทั้งซูชิและหอยนางรมดิบ สามารถมีได้ทั้งเชื้อซัลโมเนลลาและทอกโซพลาสโมซิส หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคที่เกิดจากอาหารจากเชื้อโรคเหล่านี้ การเจ็บป่วยที่เกิดจากอาหารอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ มีไข้ และภาวะติดเชื้อในมดลูก ซึ่งเป็นการติดเชื้อในเลือดที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
ไข่ดิบ : ไข่ดิบอาจมีเชื้อซัลโมเนลลา สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีไข่ดิบ เช่น แป้งคุกกี้ที่ยังไม่อบหรือน้ำสลัดซีซาร์แบบโฮมเมด เป็นต้น

  • งดทำความสะอาดกระบะทราย

สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยน หรือทำความสะอาดกระบะทราย การทำความสะอาดอาจกระบะทราย เช่น กระบะอุจจาระและปัสสาวะแมว อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ทอกโซพลาสโมซิส หรือที่ในบ้านเราเรียกว่า “โรคขี้แมว” ได้  หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อท็อกโซพลาสโมซิสอาจส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ ส่งผลให้ทารกอาจมีความผิดปกติรุนแรงหลังคลอด ได้แก่ ตาบอด ความบกพร่องทางสติปัญญา สมองเสียหาย มีปัญหาทางการได้ยิน เป็นต้น

  • หลีกเลี่ยงการทานยาบางชนิด

สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) และยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ โดยแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงยาต่อไปนี้ ไอบูโพรเฟนและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาลดความดันโลหิต (ACE inhibitors) ยาแก้หวัดและไข้หวัดใหญ่ที่มีส่วนประกอบเฉพาะ ยารักษาสิวบางชนิด หากสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อการให้คำแนะนำเกี่ยวกับยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงทางเลือกอื่นหากบุคคลนั้นไม่สามารถใช้ยาตามปกติได้ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรหลายชนิดที่คนตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้ ตัวอย่าง ได้แก่  โสม หรือ ว่านหางจระเข้ เป็นต้น

  • ระมัดระวังการใช้น้ำมันหอมระเหยบางกลิ่น

แม้ว่าการใช้น้ำมันหอมระเหย จะช่วยปรับสมดุลกายและใจช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ช่วยคลายความเครียด ลดความวิตกกังวล ช่วยให้จิตใจสงบ อย่างไรก็ตาม หนึ่งข้อควรระวังในช่วงไตรมาสที่ 3 คือ การใช้น้ำมันหอมระเหยบางกลิ่นที่อาจส่งผลเสียต่อแม่และเด็กได้ ดังนั้นก่อนเลือกที่จะใช้การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อที่จะได้ทราบลักษณะการใช้ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายทั้งกับแม่และเด็กในภายหลัง

  • งดออกกำลังกายบางประเภท

แพทย์แนะนำให้คนท้องส่วนใหญ่ออกกำลังกาย สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจจำเป็นต้องจำกัดการออกกำลังกาย หากแพทย์ให้ไฟเขียว หญิงตั้งครรภ์ควรตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 20-30 นาทีต่อวันเกือบทุกวันในสัปดาห์ อาจมีการออกกำลังกายบางอย่างที่ไม่เหมาะสมในระหว่างตั้งครรภ์ แต่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แพทย์สามารถให้คำแนะนำที่ดีที่สุดเกี่ยวกับประเภทของการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่อาจทำให้เสี่ยงที่จะเสียการทรงตัว หรือหกล้ม

ข้อห้ามต่างๆ เบื้องต้นทั้งหมดที่กล่าวไป อาจทำให้ทั้งคุณและทารกเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งระหว่างและหลังคลอดได้ การระมัดระวังตัวปฏิบัติตัวอย่างไม่ประมาท ตลอดจนการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และรับการตรวจติดตามอย่างรอบคอบ จะทำให้คุณสามารถลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

ตั้งครรภ์6เดือน
ตั้งครรภ์6เดือน

ท้อง6เดือน อาการแบบไหน? ที่ควรรีบไปพบแพทย์

มาเกินครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว คุณต้องใส่ใจกับทุกสัญญาณเตือนทางร่างกายตลอดการตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน อาการผิดปกติ และที่น่าสงสัยต่างๆ อาจเป็นปัญหาร้ายแรงได้ ดังนั้นควรตรวจอาการบางอย่างเพื่อทำความเข้าใจว่าเมื่อใดที่คุณควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของการคลอดก่อนกำหนดได้

  • มดลูกบีบตัวมากกว่าห้าครั้งต่อชั่วโมง
  • มีเลือดแดงสดออกจากช่องคลอด
  • บวมที่ใบหน้าหรือมือ
  • ปวดขณะถ่ายปัสสาวะ
  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็น
  • ปวดท้องรุนแรงหรือเป็นเวลานาน
  • อาเจียนเฉียบพลันหรือต่อเนื่อง
  • การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ช้าลงหรือไม่มีเลย
  • มีของเหลวใสไหลออกมาจากช่องคลอดอย่างกะทันหัน

อ่านต่อ…ท้อง6เดือน ข้อห้าม ข้อควรทำ เมนูแนะนำ มีอะไรบ้าง? มาเกินครึ่งทางแล้ว! ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up