ทัศนคติของพ่อแม่

หมอเตือน! ทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูกที่ควรระวัง

ทัศนคติของพ่อแม่ แบบคุณเป็นแบบไหน? ตรรกะการเลี้ยงลูกแบบส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ยังคงใช้ได้กับเด็กยุคปัจจุบันหรือไม่? เรามีคำตอบ

หมอเตือน! ทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูกที่ควรระวัง

“เคยถูกเลี้ยงมาแบบนี้ ก็เห็นโตมาได้ ไม่เห็นเป็นไร”

“สมัยพ่อแม่ยังเด็ก ก็โดนตีแถมหนักกว่านี้ ยังทนมาได้ ไม่เห็นเป็นไร”

ทัศนคติของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูก ที่แสดงออกมาผ่านคำพูด “เคยมาก่อน ไม่เห็นเป็นไร” เป็นตรรกะที่เกิดจาก ทัศนคติของพ่อแม่ ที่ได้รับการส่งต่อ ส่งผ่านจากรุ่นก่อนหน้า รุ่นพ่อแม่ของเราอีกทอด หรือจากประสบการณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ได้เคยผ่านมาก่อนแล้วในชีวิต แต่เคยคิดบ้างไหมว่า ตรรกะ หรือทัศนคติในการเลี้ยงลูกเหล่านั้น มันใช้ได้จริงหรือ? มันยังคงคุณค่าจากอดีตมาจนถึงรุ่นลูกของเราในปัจจุบัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนเลยอย่างงั้นหรือไม่? หรือแท้ที่จริงแล้วเราเพียงแค่ลืมความรู้สึกไม่เข้าใจในตรรกะการดูแลลูกของพ่อแม่เราต่างหาก ว่าในช่วงอายุนั้นเรารู้สึกงง โดดเดี่ยว คับข้องใจ และมีเหตุผลโต้แย้งต่อทัศนคติของพ่อแม่พวกเรามากมาย แต่ไม่สามารถทำได้หรือไม่?

บทความการดูแลลูก สารเตือนใจพ่อแม่จากจิตแพทย์เด็ก!!

ทัศนคติของพ่อแม่ ที่อันตราย
ทัศนคติของพ่อแม่ ที่อันตราย

ในเฟซบุ๊กของทาง ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย ได้แสดงถึงบทความเกี่ยวกับทัศนคติของพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกแบบที่คุณหมอใช้คำว่า “ตรรกะอันตรายในการเลี้ยงลูก” ฟังดูอาจเป็นเหมือนคำที่รุนแรง มันจะมีผลน่ากลัวขนาดนั้นเลยเชียวหรือ กับการเลี้ยงลูกแบบที่เราก็เคยได้รับมาก่อน แต่ลองมาฟังความเห็นของคุณหมอไปป์ แฮปปี้คิดส์ จากในเพจกันดูว่ามีเหตุผลเพียงพอที่เราควรจะรีบตระหนัก และปรับเปลี่ยน การเลี้ยงลูก ของเรากันแล้วหรือยัง

#ตอนเด็กเคยโดนเหมือนกันโตมาไม่เห็นเป็นไร
#ตรรกะอันตรายในการเลี้ยงลูก
หากเราจะปลูกต้นไม้สักต้น ให้เติบโตงอกงามไปได้ดี
นอกจากใช้ความรักความทุ่มเทแล้ว
เราคงต้องมีความรู้ในการปลูกต้นไม้พันธุ์นั้นๆ
ทั้งวิธีการที่เหมาะสมในการเพาะเมล็ด ให้น้ำ ให้ปุ๋ย แสงแดด ฯลฯ
รวมถึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น
การเลี้ยงลูกก็เช่นกัน
เราไม่สามารถใช้เพียงความรักและสัญชาตญาณ มาเลี้ยงลูกได้
เราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก
เราจึงจะเลี้ยงลูกได้ให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุข
เหมือนต้นไม้ที่จะเติบโต แตกกิ่งก้าน ผลิดอกออกผลได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ทัศนคติในการเลี้ยงลูกของเรา
มักถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของการถูกเลี้ยงมาจากพ่อแม่ของเราอีกทอดหนึ่ง
ดังนั้น การตัดสินว่า ถูกเลี้ยงมาแบบนี้เหมือนกัน โตมาก็ไม่เป็นเป็นไร
จากประสบการณ์ของตนเพียงคนเดียว หรือคนรอบตัวไม่กี่คน
โดยไม่ศึกษาหาความรู้ หรือเปิดใจฟังในเรื่องการเลี้ยงลูกที่อาจไม่ตรงกับความเชื่อเดิม
อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก
ความรู้ ทฤษฎีด้านจิตวิทยาพัฒนาการและการเลี้ยงลูก
แม้จะฟังดูเป็นเรื่องนามธรรม
แต่สิ่งนั้นผ่านการศึกษา วิจัย มามากมายและยาวนานเท่าที่จะทำได้
ถึงอาจจะไม่ตรงกับบางคน แต่ก็มีความน่าเชื่อถือกว่าการคิด คาดเดาเอาเองแน่นอน
ที่สำคัญ อนาคต ใครจะคาดเดาได้ว่าลูกของเราจะโชคดี ไม่มีผลกระทบ
เหมือนเราที่เคยประสบมาแบบเดียวกัน ในเมื่อเรากับลูกเป็นคนละคน ที่อยู่ในบริบทต่างกัน
หากใครจะมองว่าคุณโลกสวย
แต่คุณยึดมั่นในแนวทางที่มีการศึกษาวิจัยไว้แล้ว ผสมผสานกับการเลี้ยงลูกในแบบของคุณ
สำหรับหมอ มันคือการมองโลกตามความเป็นจริงครับ
จากสิ่งที่คุณหมอต้องการสื่อให้เห็นถึงทัศนคติของพ่อแม่ต่อการเลี้ยงลูกของบางคนในสมัยนี้ ที่มีตรรกะยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ที่เคยประสบมา ใช้แต่เพียงประสบการณ์ในวัยเด็กของตนเองมาตัดสิน และใช้เป็นแนวทางในการดูแลลูกในปัจจุบัน โดยขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการด้านจิตวิทยาพัฒนาการเด็กนั้น ดูเผิน ๆ อาจไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือปัญหาต่อลูกน้อยของเรา แต่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่เป็นประสบการณ์ของคุณพ่อ คุณแม่ อาจจะไม่ได้ผิดไปเสียทุกเรื่อง แต่ถึงอย่างไรก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ได้คลอบคลุมกับปัญหาในทุก ๆ ด้านของชีวิตลูกดังนั้นการที่เราจะมีข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ความหลากหลายของวิธีการต่าง ๆ ในการเลี้ยงลูก ที่เราได้รับจากการศึกษาค้นคว้าความรู้จากทฤษฎีด้านจิตวิทยาพัฒนาการและการเลี้ยงลูกอย่างที่คุณหมอแนะนำแล้ว นั่นจะทำให้คุณพ่อ คุณแม่สามารถมองเห็นปัญหาของลูกเราได้อย่างรอบด้าน และช่วยแนะนำแก้ไขให้เขาได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขี้น

ตัวอย่างทัศนคติความเชื่อผิด ๆ ที่เคยทำตามกันมาส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

ตั้งแต่ลูกเริ่มลืมตาขึ้นมาบนโลกนี้ ในอ้อมกอดของคุณพ่อ คุณแม่ทุกคน ต่างก็คงมีความตั้งใจเดียวกันว่า “จะเลี้ยงลูกในดีที่สุด” ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าไหม? หากเราลองกลับมาตั้งคำถามกับวิธีการดูแลลูกต่าง ๆ ที่เราได้รับสืบทอดกันมาว่า วิธีเหล่านั้นจะส่งผลดี หรือผลเสียต่อลูกมากน้อยแค่ไหน หรือควรปรับปรุง เพิ่มเติมอย่างไรให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันให้มากที่สุด

ดูแลลูก ด้วยตรรกะใหม่
ดูแลลูก ด้วยตรรกะใหม่

Don’t !!

“อย่าอุ้มลูกบ่อย อย่าโอ๋ลูกมาก เดี๋ยวกลายเป็นเด็กติดแม่”

หลาย ๆ คนคงเคยเจอเหตุการณ์ที่คุณปู่คุณย่าห้ามไม่ให้เราไปอุ้มลูกเวลาที่ลูกร้องไห้งอแงในช่วงวัยทารก หรือแม้แต่ห้ามไม่ให้เราปลอบลูก กอดลูก หรือตามใจลูกมากไปในทุกช่วงวัยของเขา ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้ลูกกลายเป็น เด็กติดมือ เด็กติดพ่อแม่ เป็นลูกแหง่ แล้วมันจะเป็นทัศนคติของพ่อแม่ที่ดีเช่นนั้นจริงหรือ?

เรามาลองดูคำตอบที่เกี่ยวข้อง และน่าสนใจจาก เพจสถาบันราชานุกูล ได้กล่าวไว้ดังนี้

นักวิชาการและจิตเวชเด็กชี้ว่า ช่วงขวบปีแรกของลูกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่พ่อแม่ควรให้ความรักโอบกอดลูกน้อยให้เต็มที่ เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย กลายเป็นเด็กที่มีความรักตนเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง และเหนี่ยวรั้งให้เขากลายเป็นเด็กดีไม่ก่อปัญหาให้กับสังคม

“เมื่อพ่อแม่โอบกอด หอมทารก ทารกจะรู้สึกปลอดภัย ช่วยกระตุ้นประสาททำให้เด็กพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้ดี ถ้าพ่อแม่ทำได้แบบนี้เด็กไม่ค่อยมีปัญหา ช่วยลดปัญหาให้น้อยลง” พญ.สุนิดา กล่าว

ฉะนั้น ถ้าเด็กไว้เนื้อเชื่อใจแล้ว เมื่อเด็กก้าวสู่ขวบปีที่ 2 ซึ่งเป็นวัยที่เด็กจะเริ่มดื้อ ถ้าเด็กไม่เชื่อไม่รักกันมาก่อน พ่อแม่จะรั้งเด็กไม่ได้เลย แต่หากพ่อแม่หนักแน่นในการเลี้ยงดูเด็ก พร้อมใกล้ชิด เรียนรู้เด็กไปพร้อมๆ กับที่เด็กเรียนรู้พ่อแม่ แต่หากขวบปีแรกดูแลเด็กไม่ดี เมื่อถึงวัยซนเด็กต่อต้าน พ่อแม่ยิ่งใส่ความรุนแรงแล้วเด็กเก็บไว้ เด็กก็ไปรอระเบิดเมื่อเขากลายเป็นวัยรุ่น เพราะเมื่อวัยเด็กเขาทำอะไรพ่อแม่ไม่ได้ เมื่อเด็กกลายเป็นวัยรุ่นเขาจะต่อล้อต่อเถียงกับพ่อแม่รุนแรงมากขึ้น

ดร.แอนนี่ เลิศอัษฎมงคล ดีกรีปริญญาโทและเอก สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยแห่งซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเธอเป็นผู้บริหารโรงเรียนสอนภาษา เลิฟ อิงลิช สคูล และสถาบัน Baby Language Thailand By DBL ดร.แอนนี่ กล่าวว่า

“ผู้ใหญ่บางคนบอกว่า อย่าอุ้มเด็กเยอะเดี๋ยวติดมือ ลูกร้องอย่าเพิ่งไปโอ๋ เด็กจะได้รู้สึกรอหรืออดทนนี่คือทฤษฎีไทย แต่ทฤษฎีฝรั่งให้อุ้ม ลูกเราอุ้มไปเหอะ การอุ้มคือสัมผัสร่างกายที่เด็กโหยหาตลอด คือสัมผัสแห่งรัก คือการเติมเต็ม เมื่อทารกร้องแม่ต้องเข้าไปอุ้ม ถ้าไม่อุ้มทารกจะคิดว่า ฉันไม่มีค่าพอให้อุ้มเลยหรือ ทารกร้องไม่อุ้มเหมือนความต้องการของเขาไม่ถูกเติมเต็ม ยิ่งวัยขวบปีแรกยิ่งต้องเต็ม เมื่อความรักเขาเต็มที่ แล้วเขาก็จะสามารถหยิบยื่นความรักให้คนอื่นได้ รักตัวเองในแบบไม่ต้องโตไปต้องให้เพื่อนยอมรับ ไม่ต้องติดยาเหมือนเพื่อน แต่ถ้าเด็กไม่รู้สึกอิ่มความรักตั้งแต่แด็ก พ่อแม่ยังไม่ยอมรับเขา เขาจะออกไปหาการยอมรับจากเพื่อน เพราะเขาหาเองไม่ได้จากบ้าน อยากให้ลูกน้อยหัดรอ แต่ไม่ใช่อายุเท่านี้ การโอ๋ไม่ใช่การตามใจ คำว่าโอ๋คือเรากำลังช่วยให้เขารู้สึกดีกับความรู้สึกไม่ดีที่เกิดอยู่ภายใน ทารกเกิดความทุกข์เขาจึงร้องไห้ โอ๋เพื่อช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น แอนนี่ให้อายุ 0-3 ขวบสำคัญ แต่ 0-12 เดือนสำคัญที่สุด อย่างทฤษฎีตะวันตกให้แยกห้องนอนตั้งแต่ลูกอายุ 3-6 เดือน แต่เมื่อพ่อแม่ไทยเลือกที่จะแยกก็ต้องยอมรับด้วยว่า ลูกเมื่อโตขึ้นเขาจะแยกครอบครัวออกไปเร็วมากๆ นะคะ”

Don’t !!

 “ขู่ลูกให้กลัว จะได้ไม่ดื้อ ไม่กล้าทำอีก”

ขู่ลูกมากไป
ขู่ลูกมากไป

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยใช้วิธีการขู่กับลูกน้อยกัน เพื่อหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกที่เราไม่ต้องการ แต่ การขู่ลูก นั้นเป็นวิธีการที่สมควรใช้จริงหรือไม่ จะมีผลร้ายใดตามมาต่อพฤติกรรมของลูกเราบ้างนะ

เราลองมาดูตัวอย่างของการใช้วิธีการขู่ให้กลัว เพื่อให้ลูกเลิกเล่นมือถือที่เคยเป็นข่าวดัง ว่าคุณหมอได้แนะนำไว้อย่างไรกัน

ปัญหาการติดหน้าจอของเด็กๆ “เป็นปัญหาของผู้ใหญ่” การโกหก หลอก ขู่ ทำให้เด็กๆ หวาดกลัว เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะสุดท้ายพอลืมไปหรือหายกลัว เด็กก็กลับไปติดหน้าจอใหม่ เพราะปัญหาที่ผู้ใหญ่ ไม่เคยได้รับการแก้ไขหรือถูกมองเห็น

การใช้วิธีที่กล่าวมา…เด็กหลายคน กลายเป็นเด็กหวาดระแวง หวาดกลัว ถดถอย งอแงง่าย จากความกลัวในสิ่งที่เผชิญ ที่สำคัญ คือ เสียโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับกติกา ฝึกวินัย และฝึกการ “ควบคุมตัวเอง” ด้วยความเข้าใจในเหตุผล

เราอาจจะได้เด็กที่ไม่กล้าเล่นมือถือ (ในระยะสั้นๆ) แต่เราอาจจะได้เด็กขี้กลัว งอแงง่าย และที่เลวร้าย… เด็กที่ “ไม่เชื่อถือผู้ใหญ่” ของตัวเอง

อย่าทำเลยนะคะ… ปรับที่ “ตัวเอง” ช่วยลูกเรื่องการฝึกวินัย อาจไม่ง่าย… แต่ยั่งยืนกว่าเยอะ

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

จากตัวอย่างทัศนคติของพ่อแม่เพียงสองเรื่อง ที่แม้ว่าเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อย กับตรรกะที่ว่า ก็เคยถูกเลี้ยงมาแบบนี้ ไม่เห็นเป็นไรนั้น ก็สามารถชี้ให้บรรดาคุณพ่อ คุณแม่ได้เห็นเพียงพอแล้วละว่า การยึดถือตรรกะที่ทำตามต่อ ๆ กันมา คงไม่ใช่ทัศนคติของพ่อแม่ที่ดีต่อการดูแลลูก ของเราเป็นแน่ ปัจจัยเรื่องบริบท ยุคสมัย และความคิดอ่านของเด็กรุ่นใหม่ กับรุ่นพ่อแม่อย่างเรา ๆ คงไม่สามารถนำมาเทียบเคียงใช้หลักการเดียวกันได้เสมอไป ที่สำคัญคำว่า “ไม่เห็นเป็นไร” แท้จริงแล้ว มันไม่ก่อปัญหาแก่ลูกจริง ๆ หรือว่าเป็นเพียงการฝังรากของปัญหาแห่งพฤติกรรมแก่ลูกในอนาคตกันแน่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 เทคนิค ตามใจลูก [สร้างวินัยเชิงบวก] ฝึกลูกคิดเป็น มีความรับผิดชอบ

8 วิธี รับมือลูกดื้อ “เผลอทำผิด” โดยไม่ต้องดุด่า!

4 พฤติกรรม “สปอยล์ลูก” สุดเสี่ยงที่พ่อแม่ควรเลี่ยง

พ่อแม่รังแกลูก ไม่รู้ตัว “บาป 14 ประการ” ข้อคิดเตือนใจจากท่านว. วชิรเมธี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ส่าไข้

หมอเตือน!! ส่าไข้ ระบาดหนักในเด็กเล็ก ระวังชักจากไข้สูง

ส่าไข้ โรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ สามารถติดต่อกันได้ผ่านการไอ จาม โดยในช่วงเปิดเทอม พี่อาจนำไวรัสชนิดนี้มาติดน้องเล็กได้

หมอเตือน!! ส่าไข้ ระบาดหนักในเด็กเล็ก ระวังชักจากไข้สูง

ตามที่เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ได้บอกผลการติดตามข้อมูลระบาดวิทยาในเดือนมิถุนายน พบว่า จากมาตรการของภาครัฐในการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันนั้น เกิดผลพลอยได้ ดังนี้

ในเดือนมิถุนายน 2563 ที่เพิ่งผ่านมา ข้อมูลของโรงพยาบาลวิชัยยุทธพบโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสประจำถิ่นที่เราติดตาม ไข้หวัดใหญ่ อาร์เอสวี (RSV), Human metapneumovirus (hMPV) ไม่พบเลยต่อเนื่อง 3 เดือนแล้ว

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้ง A และ B ไม่พบเลย

เชื้อไวรัสทางเดินหายใจ RSV และเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ hMPV Human metapneumovirus เดือนที่แล้วไม่พบเลย

อุบัติการณ์โรคไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ เดือนที่แล้วพบ 9 ราย

โรคชิคุนกุนยา หรือไข้ปวดข้อยุงลาย เดือนที่แล้วพบ 1 ราย

โรคไวรัส Noro (โนโร) และ Rota(โรตา) ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ไวรัสโนโรพบ 1 รายและไวรัสโรตาไม่พบเลย

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสประจำถิ่น ไข้หวัดใหญ่ RSV, hMPV ไม่พบเลยมา 3 เดือนแล้วตั้งแต่เมษายนถึงมิถุนายน

จากการปิดโรงเรียน งดการรวมกลุ่ม รณรงค์ให้คนส่วนใหญ่ใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน เขาใส่เพื่อป้องกันเรา เราใส่เพื่อป้องกันเขา การหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลก่อนเอามือมาขยี้ตา แคะจมูก เว้นระยะห่างทางสังคม และกินร้อน ช้อนกลางส่วนตัว ทำให้การระบาดของโรคดังกล่าว ลดลงจนแทบจะไม่พบการระบาดเลย แต่คุณหมอมนูญก็ยังได้เตือนมากอีกว่า ในเดือนกรกฎาคม ที่เด็ก ๆ เปิดเทอมกันแล้ว รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้ออื่น ๆ เพิ่มขึ้นได้

และเมื่อโรงเรียนเปิดเทอมได้ไม่กี่วัน หมอวิน จากเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ ก็ได้ออกมาเตือนว่า เกิดการระบาดของโรค ๆ หนึ่ง ที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก นั่นก็คือ ส่าไข้ นั่นเอง โดยหมอวินได้กล่าวถึงโรคนี้ว่า

#ส่าไข้ และ #การชักจากไข้สูง
#โรคที่พบบ่อยในเด็กเล็กช่วงนี้

ระยะนี้เริ่มมีเด็กเล็กในวัยต่ำกว่า 2 ขวบ โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก มาหาพ่อหมอด้วยอาการ ‘ชักจากไข้สูง’ หลายคน โดยตรวจร่างกายไม่ค่อยมีอะไรผิดปกติยกเว้น ‘ไข้สูง’ ลอย และพอถามเพื่อน ๆ หมอเด็กด้วยกันก็พบว่า ช่วงนี้เด็กมีอาการแบบเดียวกันนี้เยอะขึ้นชัดเจน และสุดท้ายพอเป็นไข้สูงลอยไปสัก 3-5 วัน ไข้ก็จะลดลง (เอง) และผื่นแดงก็เริ่มขึ้น … เป็นอันปิดคดีได้ว่า นี่คือ #หัดกุหลาบ หรือ ส่าไข้นั่นเอง

โรคส่าไข้ คืออะไร?

ส่าไข้ คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคเริมที่ชื่อว่า Human Herpesvirus 6: HHV-6 และอาจเกิดจากเชื้อไวรัส Human Herpes Virus 7: HHV-7 ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางการไอ จาม สัมผัสโดนสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจอย่างน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วยเมื่ออยู่ใกล้กัน ทำให้เกิดผื่นแดงกระจายทั่วตัวและมีไข้ขึ้นสูง โดยพบในทารกและเด็กเล็กมากกว่าวัยอื่น ทางการแพทย์อาจเรียกโรคนี้ได้อีกหลายชื่อ เช่น ไข้ผื่นกุหลาบ หัดกุหลาบ หัดเทียม

ส่าไข้ มีอาการอย่างไร?

  • ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็วเกือบ 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า และลดลงภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หรืออาจมีไข้อยู่ประมาณ 3-5 วัน บางรายมีอาการอื่น ๆ ร่วมกับไข้ขึ้นหรือเป็นนำมาก่อน เช่น น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวม
  • หลังไข้ลดลงมักจะเกิดผื่นขนาดเล็กประมาณ 2-3 มิลลิเมตร บริเวณหน้าอก หลัง ท้อง และคอ หรืออาจลามไปที่ใบหน้า แขน และขา โดยผื่นที่พบจะเป็นจุดเล็ก ๆ หรือเป็นปื้นสีแดงออกชมพู มีลักษณะค่อนข้างแบน ไม่ค่อยมีอาการคันหรือเจ็บ ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นและหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึง 1-2 วัน
  • หงุดหงิดง่าย
  • ท้องเสีย
  • ไม่อยากอาหาร
  • เปลือกตาบวม
โรคส่าไข้
โรคส่าไข้

รักษา โรคส่าไข้ ได้อย่างไร?

ส่าไข้ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง จะเน้นการดูแลแบบประคับประคองไปตามอาการด้วยการบรรเทาอาการตามคำแนะนำ ดังนี้

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ผู้ป่วยที่อยู่ในวัยทารกหรือเด็กที่ยังรับประทานนม มารดาควรพยายามให้นมอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
  • ทานยาลดไข้เมื่อไข้ขึ้นสูง**ควรอ่านฉลากยาก่อนหรือปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อรับประทานยาในปริมาณที่เหมาะสม**
  • หากรับประทานยาแล้วยังคงมีไข้ ควรเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ
  • ในเด็กเล็ก ควรเฝ้าระวังการชักจากไข้สูง

เพราะตอนช่วงไข้สูงมากในเด็กเล็ก จะทำให้สมองเด็กถูกกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ ซึ่งเจอได้บ่อยในเด็กเล็กตั้งแต่ 6 เดือนจนถึงอายุ 5 ปี ย้ำว่า เกิดได้ในเด็กปกติสุขภาพดี โดย หมอวิน ยังได้แนะนำเพิ่มเติม หากเด็กมีอาการชักจากไข้สูงดังนี้

หากลูกชักจากไข้สูง … เน้นย้ำว่า #ไม่งัด #ไม่ง้าง #ไม่ถ่าง #ไม่กด #ไม่ทั้งหมด ชักหยุดเอง … ตามคำแนะนำของสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทยบอกไว้ … หน้าที่ของเราคือ ไม่ตกใจ ถอดเสื้อผ้าลูก ตะแคงตัว หัวต่ำ เช็ดตัวลดไข้ หากมียาพาราเซตามอลชนิดเหน็บก็เหน็บก้นไปเลยเพื่อลดไข้ อย่าป้อนยาในขณะชัก ไม่เอาอะไรยัดปาก โอกาสที่เด็กจะกัดลิ้นนั้นไม่ได้มากครับ แต่ถ้าเราเอาอะไรยัดเข้าไป จนหายใจไม่ได้ หรือยัดจนฟันหักลงไปอุดหลอดลมล่ะ งานเข้าแน่นอน … ปกติชักหยุดเองใน 1-5 นาที (โดยทั่วไปไม่นานกว่า 15 นาที) แล้วเราก็รีบพาส่ง รพ. ใกล้บ้าน

หากเป็นการชักครั้งแรก ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะต่ำกว่า 18 เดือน หรืออาการชักไม่ตรงไปตรงมา ชักนาน มีเขียวหรือสำลักขณะชัก หยุดชักแล้วยังไม่ฟื้นคืนสติ แพทย์จะแนะนำให้นอน รพ. เพื่อติดตามอาการใกล้ชิดและตรวจเพิ่มเติมเมื่อมีข้อบ่งชี้นะครับ … อย่างไรก็ตาม ในเด็กเล็กหากคุณหมอแนะนำให้ตรวจน้ำไขสันหลังก็ต้องทำนะครับ เพราะสาเหตุของการชักในเด็กเล็กอีกอย่างที่สำคัญและอันตรายมากก็คือ ‘โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ’ นั่นเอง

ส่าไข้ โรคที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยอะไร เป็นโรคที่สามารถหายได้เอง มีเพียงอาการไข้ที่น่ากังวล แต่สำหรับเด็กเล็ก โรคนี้อาจเสี่ยงต่อการชักจากไข้สูงได้ โดยในช่วงนี้ ที่พี่โตเปิดเทอม ไปโรงเรียนกันแล้ว บ้านไหนที่มีน้องเล็กหรือเด็กเล็กที่อายุไม่เกิน 2 ขวบ ก็ควรเฝ้าระวัง เพราะพี่คนโต อาจทำโรคมาให้น้องได้โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคร้ายที่มากับยุง

อัพเดท ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 กว่า 25 แห่งรพ.รัฐ-เอกชน ทั่วกรุง

8 โรคฮิตเปิดเทอม พ่อแม่เตรียมไว้เลย เปิดเทอมนี้ เจอแน่!!

โรคเฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดในเด็กเล็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC, หมอวิน จากเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ, pobpad.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชิคุนกุนยา

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคร้ายที่มากับยุง

ชิคุนกุนยา เป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตในหน้าฝน ที่คุณแม่ต้องระวัง เพราะเป็นโรคที่มาจาก “ยุงลาย” เช่นเดียวกับ โรคไข้เลือดออก และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา

โดยสถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือ ชิคุนกุนยา ในปี 2563 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน พบผู้ป่วยแล้ว 1,630 ราย ต่อมาถึงวันที่ 5 กรกฎาคม พบผู้ป่วยสะสม 3,258 รายจาก 56 จังหวัด จะเห็นได้ว่า ตัวเลขผู้ป่วยจากโรคชิคุนกุนยา เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในเวลาเพียง 1 เดือน วันนี้ #ทีมแม่ABK จึงมีข้อมูลมาบอกเพื่อให้เตรียมพร้อมในการรับมือกันค่ะ

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคร้ายที่มากับยุง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา ในปี 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 3,258 ราย จาก 56 จังหวัด ไม่มีผู้เสียชีวิต
คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสจะพบผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีฝนตกในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และปัจจุบันการพบผู้ป่วยโรคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ สามารถพบผู้ป่วยในภาคอื่นๆ ได้เช่นกัน

  • กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ 25-34 ปี (18.17%) 35-44 ปี (17.46%) และ 45-54 ปี (16.02%) ตามลำดับ
  • ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ
  • จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรกคือ จันทบุรี อุทัยธานี ลำพูน ระยอง ตราด ตามลำดับ
  • มีการรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ และลำปาง จากโปรแกรมตรวจสอบข่าวการระบาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่มา : 1 2

 

ชิคุนกุนยา
หน้าฝนต้องระวัง โรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยา หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย คืออะไร?

โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือ โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคเกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชื่อ ชิคุนกุนยาไวรัส  เป็นไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายที่เป็นพาหะโรคไข้ปวดข้อยุงลาย คือ ยุงลายบ้าน และ ยุงลายสวน เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัดทำให้คนนั้นติดโรคได้ โดยยุงลายทั้งสองสายพันธุ์นี้ มักเป็นยุงที่พบได้ทั่วไปทั้งในเมือง และในต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสวน เป็นยุงหากินกลางวัน มีลายขาวดำตามลำตัวและตามขา ชอบวางไข่ในน้ำสะอาด (โดยเฉพาะน้ำฝน) ที่ขังอยู่ในภาชนะต่าง ๆ เช่น กระถางต้นไม้ อ่างน้ำ โอ่งเก็บน้ำ โดยไข่จะเป็นตัวยุงภายใน 7-10 วัน ยุงพวกนี้ชอบอาศัยในบ้าน ใกล้ ๆ บ้าน ในโรงเรียน ในสถานที่ที่มีแสงแดดน้อย หรือ มีร่มเงา และมีอากาศเย็น

โรคชิคุนกุนยา
โรคชิคุนกุนยา มีพาหะจากยุงลายบ้าน และ ยุงลายสวน

คำว่า ชิคุนกุนยา มาจากภาษาถิ่นอาฟริกา ที่หมายความถึง อาการบิดเบี้ยวของข้อ ทั้งนี้เพราะโรคนี้ มีอาการสำคัญ คือ ข้อบวม และข้ออักเสบ จนเกิดการผิดรูป ในประเทศไทย พบว่ามักมีการระบาดในภาคใต้ โดยโรคนี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย รวมทั้งทารกในครรภ์เมื่อมารดาติดเชื้อไวรัสนี้ (พบได้น้อย) ไปจนถึงผู้สูงอายุ และโอกาสเกิดโรคใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย อาการเป็นอย่างไร?

อาการของโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นอาการเฉียบพลัน เกิดภายหลังได้รับเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (ถูกยุงลายมีเชื้อกัด) ประมาณ 1-12 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ส่วนใหญ่ประมาณ 2-5 วัน โดยมีอาการหลักคล้ายกับโรคไข้เลือดออก คือ

  • มีไข้ ไข้สูงทันที (อุณหภูมิมักสูงถึง 40 องศาเซลเซียส) แต่บางคนอาจมีไข้ต่ำได้
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และปวดข้อมาก ทยอยปวดทีละข้อ ซึ่งปวดได้หลายข้อ มักเป็นกับข้อเล็ก ๆ เกิดทั้งข้อด้านซ้ายและด้านขวา
  • มีผื่นแดงคล้ายไข้เลือดออกขึ้นในบริเวณลำตัว แต่บางครั้งอาจพบที่แขน ขา ได้ด้ว
  • ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา เยื่อตาแดง ตากลัวแสง (เห็นแสงสว่างแล้วน้ำตาไหล) แต่ไม่มาก และอ่อนเพลีย

โดยทั่วไป จะมีไข้อยู่ประมาณ 2 วัน แล้วไข้ลงทันที แต่อาการอื่นๆ จะคงอยู่ต่ออีกประมาณ 5-7 วัน โดยเฉพาะอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ อาจเป็นอยู่นานเป็นเดือน หรือ บางคนเป็นปี หรือ หลาย ๆ ปี

ไข้ปวดข้อยุงลาย
อาการหลักของโรคไข้ปวดข้อยุงลาย คือ มีไข้สูง ปวดตามข้อ

โรคชิคุนกุนยา อันตรายหรือไม่?

โรคชิคุนกุนยา หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลายเป็นโรครุนแรงน้อยกว่าโรคไข้เลือดออกมาก ในประเทศไทย ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกิดจากโรคนี้ แต่การปวดข้อ และข้ออักเสบส่งผลถึงคุณภาพชีวิต เพราะอาการปวดข้อเหล่านี้ อาจเป็นอาการเรื้อรังนานเป็นเดือนหรือเป็นปีได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะเกิดความรุนแรงมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย โดยผู้สูงอายุจะมีอาการรุนแรงกว่าวัยอื่น ๆ และระยะเวลาในการเจ็บป่วยจากข้ออักเสบ ก็ขึ้นกับอายุเช่นกัน โดยพบว่า ในเด็กและวัยหนุ่มสาว อาการต่าง ๆ มักหายเองได้ภายใน 5-15 วัน วัยกลางคน อาการมักหายเองได้ภายใน 1-2.5 เดือน แต่ในผู้สูงอายุ จะมีอาการอยู่นานกว่านี้ เป็นหลายเดือน หรือ เป็นปี ๆ นอกจากนี้ อาจพบผู้ป่วยบางราย (โอกาสเกิดได้น้อย) เกิดโรคสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ หรือ เส้นประสาทอักเสบ ทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงบนผิวหนัง ดวงตา ไต หัวใจ หรือระบบประสาทได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคชิคุนกุนยา มีวิธีรักษาอย่างไร?

โรคชิคุนกุนยา ยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค ดังนั้นแนวทางการรักษา จะใช้หลักการเดียวกันกับ โรคไข้เลือดออก คือ การรักษาแบบประคับประคอง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสชิคุณกุนยา โดยการรักษาประคับประคองตามอาการ คือ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนเต็มที่ โดยไม่แนะนำยาแก้ปวดในกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs,Non-steroidal anti-inflam matory drugs) เช่น แอสไพริน และยาลดไข้สูง ไอบูโปรเฟน (Ibruprofen) เพราะจะเพิ่มโอกาสเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้

วิธีการป้องกัน โรคชิคุนกุนยา

การป้องกันยุงกัด เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคที่เกิดจากยุง เนื่องจากโรคที่เกิดจากยุงนั้นไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคได้โดยเฉพาะเมื่อได้รับเชื้อจากยุงที่เป็นพาหะ วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค คือ “ป้องกันไม่ให้ยุงกัด” โดย กรมควบคุมโรคได้แนะนำให้ประชาชนให้ยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” เพื่อป้องกันโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคไข้เลือดออก และโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า โดยมีหลัก 3 เก็บดังนี้

  1. เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  3. เก็บน้ำ ภาชนะใส่น้ำต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่

นอกจากนี้ ยังควรจัดหาและใช้อุปกรณ์ป้องกันยุง เช่น มุ้ง มุ้งลวด เพื่อป้องกันยุงกัด และใช้ยาทากันยุง ถ้ามีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านหรือไปในที่เสี่ยงต่อยุงชุกชุม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดอีกด้วย

ชิคุนกุนยา
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดของโรคชิคุนกุนยาคือ การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด

โรคชิคุนกุนยา นี้แปลเป็นภาษาไทยว่า “เจ็บจนตัวงอ” ซึ่งแสดงถึงสภาพของคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ ว่าจะได้รับความเจ็บปวดขนาดไหน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ที่มีเด็กเล็ก จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงพาลูกไปในที่ชุกชุม เพื่อป้องกันยุงกัด เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยลดโอกาสการเป็น โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ไปได้ส่วนหนึ่งเลยค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

เปรียบเทียบสารสำคัญในสเปรย์กันยุงและแผ่นแปะกันยุง ซื้ออย่างไร แบบไหนดี?

6 พาหะนำโรค หน้าฝนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี!

ดูแลผิวลูกหน้าฝน รับมือเชื้อราและแบคทีเรีย

5 เชื้อไวรัสที่มากับหน้าฝน พ่อแม่ที่มีลูกเล็กต้องระวัง !

มารู้จัก คำศัพท์หน้าฝน สนุกๆคุยเล่นแก้เบื่อตอนฝนตกกันดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaihealth.or.th, haamor.com, www.chulalongkornhospital.go.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  

อัพเดท ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 กว่า 25 แห่งรพ.รัฐ-เอกชน ทั่วกรุง

เป็นที่รู้กันว่า ไข้หวัดใหญ่ ต้องฉีดวัคซีนทุกปี เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ในแต่ละปีสายพันธุ์ที่ระบาดก็ไม่เหมือนกัน แม้วัคซีนจะไม่ใช่เครื่งการันตีว่าจะป้องกันโรคได้ 100 % แต่ช่วยให้โอกาสติดเชื้อน้อยลง และถึงลูกเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ก็มีอาการไม่รุนแรง ยิ่งเข้าหน้าฝนพร้อมเปิดเทอมแบบนี้ คุณแม่ต้องรีบพาลูกไปฉีดให้ไว ทีมแม่ ABK พาไปส่อง ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 ของโรงพยาบาลรัฐ และเอกชนในกรุงเทพฯ กันหน่อยว่า อยู่ที่เท่าไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

 

อัพเดท ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 โรงพยาบาลรัฐ-เอกชนดังทั่วกรุงฯ

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 โรงพยาบาลกรุงเทพ

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563

 

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 950 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับเด็กแรกเกิด – 15 ปี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.bangkokhospital.com

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 750 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล) โปรโมชั่นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2563

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2625-9000 หรือ www.bch.in.th

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  โรงพยาบาลกรุงเทพสยามเซนต์คาร์ลอส

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 850 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.stcarlos.com

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ บางแค

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563

 

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 750 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kasemrad.co.th

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ ประชาชื่น

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 980 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.kasemrad.co.th

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563   โรงพยาบาลเจ้าพระยา 

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 890 บาท (ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.chaophya.com

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ อายุน้อยกว่า 9 ปี (ฉีด 2 เข็ม) ราคาเข็มละ 1,200 บาท /อายุน้อยกว่า 9 ปี (ฉีด 1 เข็ม) ราคาเข็มละ 600 บาท / อายุ 15 ปีขึ้นไป (ฉีด 1 เข็ม) ราคาเข็มละ 890 บาท (ราคาทั้งหมดนี้ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.saintlouis.or.th

 

โรงพยาบาลธนบุรี 1

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 850 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)  โปรโมชั่นพิเศษภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thonburihospital.com

 

โรงพยาบาลธนบุรี 2

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 980 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.thonburi2hospital.com

 

โรงพยาบาลนนทเวช

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 700 บาท (ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nonthavej.co.th

 

โรงพยาบาลพญาไท 1

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 790 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.phyathai.com

 

โรงพยาบาลพญาไท 2

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 790 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.phyathai.com

 

โรงพยาบาลพญาไท 3

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 790 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.phyathai.com

 

โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 790 บาท  (ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.phyathai.com

 

โรงพยาบาลพระรามเก้า

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ969 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.praram9.com

 

โรงพยาบาลเพชรเกษม 2

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  สำหรับ 1 เข็ม ราคา 599 บาท / 2 เข็ม ราคา 999 บาท (รวมค่าแพทย์และบริการทางการแพทย์)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.petkasem2hospital.com

 

โรงพยาบาลเพชรเวช

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 600 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.petcharavejhospital.com

 

โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  ราคาเข็มละ ราคา 450 บาท (รวมค่าแพทย์และบริการทางการแพทย์)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่    www.phaetpanya.com

 

โรงพยาบาลแพทย์รังสิต

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  ราคาเข็มละ ราคา 1,310 บาท (รวมค่าแพทย์และบริการทางการแพทย์)

 

โรงพยาบาลรามาธิบดี

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  แบ่งราคาเป็น 2 ระดับคือ

  1. ในเวลาราชการ ราคาเข็มละ 450 บาท (ไม่รวมค่าแพทย์) บริการเฉพาะเวลาราชการ
  2. นอกเวลาราชการ เข็มละ 650-850 บาท มีค่าบริการทางการแพทย์ 300-500 บาท เป็นเข็มละ 650-850 บาท โดยประมาณ

สอบถามรายละเอียดการฉีดวัคซีน โทร. 02-2012521

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

โรงพยาบาลลาดพร้าว

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 690 บาท  (รวมค่าแพทย์ 500 – 800 บาท และค่าบริการ 100 บาท)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.ladpraohospital.com 

 

โรงพยาบาลวิภาราม

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  ราคาเข็มละ ราคา 1,300 บาท (รวมค่าแพทย์และบริการทางการแพทย์)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.vibharam.com

 

โรงพยาบาลเวิล์ดเมดิคอล

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์  ราคาเข็มละ ราคา 1,100 บาท (รวมค่าแพทย์และบริการทางการแพทย์)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.theworldmedicalcenter.com

 

โรงพยาบาลศิครินทร์

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  

ราคาเข็มละ 980 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sikarin.com

 

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณย์

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 556 บาท  (ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

สอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1474  หรือ www.siphhospital.com

 

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล

วัคซีนไข้หวัดใหญ่  แบ่งราคาเป็น 2 ระดับคือ

  1. ในเวลาราชการ 09.00-15.00 น. ราคาเข็มละ 368 บาท + ค่าบริการทางการแพทย์ 100 บาท
  2. นอกเวลาราชการ ราคาเข็มละ 500 บาท + ค่าบริการทางการแพทย์ประมาณ 300-500 บาท

สอบถามรายละเอียด โทร. 02-8496600 ต่อ 3004-3005

 

โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์ 

ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563  

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 800 บาท  (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.synphaet.co.th

 

โรงพยาบาลหัวเฉียว

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 858 บาท (รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.hc-hospital.com

 

หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะสามารถเลือก ราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2563 จากโรงพยาบาลสำหรับลูกน้อยได้แล้ว  อย่าลืมรีบพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนป้องกันนะคะ  โดยเฉพาะเด็กเล็ก  เด็กวัยอนุบาลและประถมที่เริ่มไปโรงเรียนกันแล้ว  ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าช่วงที่อยู่นอกบ้าน นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีวิธีดูแลสุขภาพอื่นๆ ที่ไม่ควรละเลย เพื่อเสริมเกราะป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้แน่นหนายิ่งขึ้น  ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรการป้องกันโควิดที่เด็กๆ ทำอยู่ เช่น การใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับคนป่วย ล้างมือบ่อยๆ  กินอาหารให้ครบ 5 หมู่โดยเฉพาะผักผลไม้ ซึ่งมีวิตามินสูง

หากสังเกตว่าลูกมีอาการไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้สูง ไอจาม มีน้ำมูก ปวดกล้ามเนื้อ ควรให้หยุดเรียนทันที และแยกตัวจากคนอื่นๆในบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เพราะไข้หวัดใหญ่เป็นได้ทุกวัย ที่สำคัญคือการรักษาโรคนี้จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะเท่านั้น การกินเพียงยาลดไข้ หรือยารักษาหวัดทั่วไปไม่ทำให้อาการดีขึ้น  หากมีอาการสงสัยว่าลูกน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาว่าเป็นสายพันธุ์ใด   เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  เมื่อได้รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ในสายพันธุ์ที่เป็นแล้ว   หลังจากนั้นไม่กี่วันลูกก็จะหายเป็นปกติ

 

ทั้งนี้กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า… ในประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาทิ โรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นต้น ควรได้รับการ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสในการนอนโรงพยาบาล สอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


แหล่งข้อมูล : kapook.com

 

บทความน่าสนใจอื่นๆ

จีนพบ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่” แม่เตรียมตัวระวังลูกเล็กให้ดี

 

หมอเตือน! อาการไข้หวัดใหญ่ คล้ายกับโควิด-19 ติดร่วมกันได้ทำให้ป่วยหนัก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

ถักเปีย

100 ทรงผมลูกสาว ถักเปีย ไปโรงเรียนสุดน่ารักรับเปิดเทอม

เข้าสู่ฤดูกาลเปิดเทอมของเหล่าหนู ๆ อย่างเป็นทางการ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเลยได้กลับมาทำหน้าที่ดูเเลลูกน้อยช่วงเช้าก่อนไปโรงเรียน  โดยเฉพาะ คุณลูกสาวที่ต้องคอย ถักเปีย สุดน่ารัก เพื่อไปโรงเรียนในเเต่ละวัน ทีมเเม่ ABK จึงได้รวบรวม 100 ทรงผมลูกสาวถักเปียไปโรงเรียน เพื่อเป็นไอเดีย ให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำไปลองใช้กันค่ะ 

รวมไอเดีย ถักเปีย ทำผมไปโรงเรียนให้ลูกสาว

เปียสาม

เปียสาม หรือ ผมเปียธรรมดา ทรงผมคลาสสิคที่เหล่าลูกสาวตัวน้อยต้องเคยผ่านการทำผมทรงนี้
วิธีการทำก็ไม่ยากค่ะ เพียงเเค่เเบ่งผมออกเป็น 3 ช่อ หลังจากนั้นก็เลยสลับไขว้ไปมา ขั้นตอนนี้สำหรับผู้ที่เริ่มหัดอาจรู้สึกว่าสับสน ดังนั้นเราไปดูรูปเเบบทรงเปียสามเก๋ ๆ เเละวิธีทำพร้อมกันเลยค่ะ 

 

ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
thechirpingmoms
ถักเปีย
thechirpingmoms
ถักเปีย
thechirpingmoms
ถักเปีย
IG mandas_braids
ถักเปีย
IG toddlerhairideas
ถักเปีย
IG therighthairstyles
ถักเปีย
IG prettylittlebraids
ถักเปีย
IG therighthairstyles
ถักเปีย
www.herb-health.com
ถักเปีย
IG therighthairstyles
ถักเปีย
www.herb-health.com
ถักเปีย
www.herb-health.com
ถักเปีย
www.herb-health.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com

 

คลิปวิดีโอสอนวิธี ถักเปียสาม

 

เปียสอง หรือ เปียเกลียว

ใครที่คิดว่าเปีย 3 มีความยากไป เเนะนำให้ลองถักจากเปีย 2 หรือเปียเกลียวก่อนได้ค่ะ เพราะวิธีทำไม่ยุ่งยาก เพียงเเค่เเบ่งผมสองช่อม้วนไขว้กันไปมา สำหรับลุคเปีย 2 จะมีความสุภาพ เรียบร้อย มีความน่ารัก ละมุน ๆ สามารถปรับถักเป็นเปียคาดเพื่อเพิ่มดีเทลของผมได้ค่ะ

ถักเปีย
brownhairedbliss.com

 

ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
IG easytoddlerhairstyles
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
IG flettemamma

คลิปวิดีโอสอนวิธี ถักเปีย สอง หรือ เปียเกลียว

เปียสี่

สำหรับเปียสี่ จะมีความพิเศษตรงที่เมื่อเปียออกมาเเล้วเปียจะมีความหนาเป็นเเพ โดยมากนิยมทำเพียงข้างเดียว เพราะ ผมต้องเเบ่งออกเป็น 5 ช่อ ถ้าถักเป็นเปียเดียวจะทำให้ผมดูหนา เเละสวยงามค่ะ เเต่ก็มีหลายเเบบที่ใช้วิธีการถักเเบบหลายข้าง ให้ความรู้สึกน่ารักไปอีกเเบบค่ะ 

ถักเปีย
therighthairstyles
ถักเปีย
www.herb-health.com

 

คลิปวิดีโอสอนวิธี ถักเปีย สี่

ถักเปียนูน 

เปียนูน หรือ ที่ใครหลายคนเรียกว่าเปียไดโนเสาร์ เพราะมีความนูนออกมา คล้าย ๆ กระดูกสันหลังของไดโนเสาร์ ความน่ารักของเปียนูน คือ ตัวเปียที่นูนออกมาด้านนอก เผื่อคุณเเม่บ้านไหนอยากดัดเเปลงทรงผมของลูกน้อย ก็สามารถนำเอาเเบบของเปียนูนไปปรับใช้ได้ค่ะ เเละมีวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก

ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
therighthairstyles
ถักเปีย
therighthairstyles
ถักเปีย
therighthairstyles

 

คลิปวิดีโอสอนวิธี ถักเปีย นูน

 

ถักเปียคาด 

ว่าด้วยทรงผมที่จะทำให้ลูกสาวมีความละมุนเพิ่มขึ้น นั่นคือทรงเปียคาด ลักษณะของผมทรงนี้เป็ยผมเปียที่คาดรอบศีรษะ หรือ อาจคาดเเบบแบ่งครึ่ง 2 ข้าง ข้อดีของผมทรงนี้คือ ไม่ว่าผมสั้นหรือผมยาวสามารถปรับออกเเบบใช้ได้ทั้งคู่ ให้ลุคน่ารัก เเบบหวาน ๆ 

ถักเปีย
beautifieddesigns.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
therighthairstyles
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คลิปวิดีโอสอนวิธี ถักเปีย คาดผม

เปียหางปลา
ทรงเปียที่ดูละเมียดละไม กับการถักที่เป็นลักษณะเปียเส้นย่อยๆ หลวมๆ ดูเซอร์สบายๆ ช่วยเพิ่มลุคเจ้าหญิงให้กับลูกน้อย เหมาะทั้งถักไปโรงเรียน หรือ วันไหนไปเที่ยว ออกงาน ก็สามารถเข้ากันได้ดีกับทุกลุค สำหรับทรงนี้วิธีทำก็ง่ายมากค่ะ การเเบ่งช่อผมจะเเบ่งเป็นช่อเล็ก ๆ ส่วนขั้นตอนถักไป จะเป็นอย่างไรนั้นเลื่อนดูวิธีทำ ด้านล่างได้เลยค่ะ 

 

ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
brownhairedbliss.com
ถักเปีย
IG Braidandstyles12
ถักเปีย
brouwnhairedbliss.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com

 

คลิปวิดีโอสอนวิธี ถักเปีย หางปลา

https://www.youtube.com/watch?v=sEEPcM21gig

ทรงผมแบบผสม

นอกจากทรงผมเปียทั้งหมดที่กล่าวมา ยังมีทรงผมเเบบผสมกันหลายรูปเเบบเอาไว้เป็นไอเดียให้คุณเเม่ใช้กับลูกน้อยค่ะ ปรับเเต่งกันได้ตามใจชอบ เเต่ละทรงน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ

ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
littlewl
ถักเปีย
thechirpingmoms
ถักเปีย
FB @simplystranded
ถักเปีย
@flettenmama
ถักเปีย
therighthairstyles
ถักเปีย
FB @simplystranded

 

ถักเปีย
IG toddlehairideas
ถักเปีย
FB @tousledandtangledhair
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.styleinterest.com
ถักเปีย
www.thainarak.net
ถักเปีย
www.thainarak.net

จัดไปเเบบจุก ๆ สำหรับผมเปียของลูกน้อย มีหลากหลายตั้งเเต่เปีย 2 ไปจนถึงเปีย 4 อีกทั้งยังมีเปียหางปลา เปียนูน มาไว้ให้คุณเม่ปรับใช้กับคุณลูกสาว เพื่อความน่ารัก สุดคิวท์ ตลอดช่วงเปิดเทอมนี้ค่ะ


แหล่งที่มา :       1  2  3  4   5  6

บทความน่าสนใจเพิ่มเติม 

20 ทรงผมสุดน่ารัก สำหรับลูกสาว พร้อมเคล็ดลับสำหรับลูกสาวผมน้อย

ทรงผมลูกสาว พร้อมวิธีทำแสนง่าย 18 ทรง

ทรงผมลูกชาย เท่ ๆ ตัดง่ายๆ ไม่แหว่งไม่เจ็บ ด้วยสิ่งนี้…!?

ใครมีลูกสาวต้องรู้ 25 เรื่องสุดคิวท์ของเจ้าหญิงประจำบ้าน

 

 

 

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า

แม่มีลุ้น! เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า ได้ทุกบ้าน 600 บาทต่อเดือน

ทีมแม่ ABK มีข่าวดีมาฝากค่ะ เมื่อ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน เห็นชอบหลักการให้ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ศึกษาความเป็นไปได้ก่อนเสนอ ครม.ต่อไป

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ครั้งที่ 1/2563 มีความกังวลว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีเด็กเล็ก เนื่องจากศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนปิด ทำให้รายจ่ายครอบครัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองยังมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไวรัส ในขณะที่รายได้ลดลง หรือขาดรายได้ ซึ่งมีผลต่อการดูแลเด็กให้ได้รับอาหารและการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม

ตั้งเป้า เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า เริ่มจ่ายปีงบประมาณ 2565

ในส่วนวาระสำคัญ ที่ประชุมเห็นชอบหลักการการให้เงินอุดหนุน 600 บาทต่อเดือน เด็กอายุ 0-6 ปี แบบถ้วนหน้า จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป จากที่ปัจจุบันให้เงินอุดหนุนแก่เด็กเฉพาะครอบครัวที่มีฐานรายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี พบว่าการมีปัญหาการตกหล่นของเด็กจากครอบครัวยากจนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสูงถึง 30% ด้วยเหตุเพราะกระบวนการคัดเลือกมีความยุ่งยาก การตัดสินใจว่าใครจน ไม่จน โดยเจ้าหน้าที่ ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องคุณสมบัติผู้มีสิทธิ อีกทั้งพบว่าคนที่ยิ่งจนกลับเป็นผู้ที่ไม่ได้สมัคร บางคนคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ บางคนเตรียมเอกสารไม่ครบ จึงเสนอให้จ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าแทน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

สำหรับการจ่าย เงินอุดหนุนแรกเกิดแบบถ้วนหน้า จะสามารถดูแลเด็กวัย 0-6 ปี จำนวน 4.1 ล้านคน ในปี 2565 จากเดิม 1.99 ล้านคน ที่จ่ายด้วยเกณฑ์รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 1 แสนบาท ทั้งนี้ จำนวนเด็กจะค่อยๆ ลดลงเนื่องจากเด็กเกิดน้อยลง ทำให้มีที่ต้องจ่ายแบบถ้วนหน้าประมาณ 3.8 ล้านคน ในปี 2570

มอบหมายพม. ศึกษาความเป็นไปได้ ก่อนเสนอครม.ต่อไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมความพร้อมการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และทำแผนการดำเนินงาน/งบประมาณกลับมาเสนอ กดยช. อีกครั้งก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า “การให้เงินอุดหนุนเด็กแบบถ้วนหน้าจะเป็นหลักประกันรายได้ เพื่อให้แน่ใจว่าครอบครัวที่มีเด็กเล็กในประเทศไทยจะสามารถหาสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กได้อย่างต่อเนื่องทั้งด้านอาหารและการเดินทางไปสถานพยาบาล รวมถึงเป็นการรองรับครอบครัวคนจนใหม่ ที่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19” นางสาวรัชดา กล่าว

ทีนี้ก็ต้องรอลุ้นกันล่ะค่ะว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่เด็กแรกเกิดจะได้รับสวัสดิการ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือนทุกคน หากมีความคืบหน้าทีมแม่ ABK จะรีบมาอัพเดทให้คุณแม่ได้ทราบโดยเร็ว  และอย่าลืมกด See First ติดดาวไว้ เพื่อไม่พลาดข่าวสารสิทธิประโยชน์ดีๆ จาก Amarin Baby & Kids กันนะคะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 1 แสนบาท และยังไม่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิ์เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ดูข้อมูลการลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่นี่เลยค่ะ รวมข้อมูล เงินอุดหนุนบุตร 2563 ครบตั้งแต่วิธีสมัคร จนถึง การรับเงิน


ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

บทความน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

เงินอุดหนุนบุตร 2563 เข้าวันไหน จะได้สิทธิ์หรือไม่ เช็กเลย!

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด กับ เงินสงเคราะห์บุตร ต่างกันอย่างไร?

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย

ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกชาย 333 ชื่อ สุดฮิต เท่ไม่เหมือนใคร ใช้ได้ทุกปี

รวมไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกชาย สุดฮิต ชื่อลูกชาย กว่า 333 ชื่อ เท่ไม่เหมือนใคร ใช้ได้ทุกปี ไม่มีเอาท์ บ้านไหนมีลูกชาย อยากได้ชื่อลูกที่ฟังแล้วหล่อ ต้องห้ามพลาด!

ไอเดียตั้งชื่อเล่นลูกชาย สุดฮิต กว่า 333 ชื่อ

เรียกได้ว่าการตั้งชื่อเล่นลูกชาย ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ยาก ที่พ่อแม่หลายคนมักปวดหัว เพราะถ้าเป็นลูกสาวก็สามารถหยิบจับเห็นอะไรที่ดูน่ารักๆ นำมาเรียกแทนหรือตั้งชื่อได้ง่ายกว่า แต่ถ้าจะตั้งชื่อเล่นลูกชาย ก็อาจต้องคิดหาคำว่าจะตั้งแบบไหนให้ดูเท่ มีสไตล์ เก๋ไม่เหมือนใคร ฟังแล้วสมกับเป็นผู้ชาย

ซึ่งหากคุณแม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งท้องลูกชายอยู่ ก็สามารถดูไอเดียสำหรับ ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ได้ที่นี่เลยค่ะ เพราะทีมแม่ ABK ได้รวบรวมและช่วยคิดเป้นไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกชาย มาให้แล้วกว่า 333 ชื่อ มีอักษรตั้งแต่ ก – ฮ คัดมาให้แต่ชื่อเล่นสุดฮิต เท่ๆ แค่ฟังก็หล่อแล้ว โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกนำไปใช้ตั้งใช้กับลูกชายได้เลย ว่าแต่จะมีชื่อเล่นลูกชาย อะไรบ้างตามมาดูกันเลยค่า

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย
ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อมงคล ชื่อเล่นลูกชาย

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ก

เกมส์  ก๊อตจิ  โกกิ  กัปตัน  เก่งกาจ  กราฟ  กิลด์  การันต์  กำปั่น  กุนต์
โกเบ  กัสโต้  กองปราบ  ก๊วยเจ๋ง  กองหนุน  กองทัพ  กองพล กันภัย
แกรมม่า  แกรมมี่  ก้านธูป  กู๊ดเดย์ กูเกิ้ล กันดั้ม กตัญญ์  กระป๋อง

 

ชื่อเล่นลูกชาย ข

ข้าวกล้า  ขอบฟ้า  ข้ามฟ้า  ขุนไกร  ขุนศึก  ขุนเขา
เข็มทิศ  เขตแดน  ขนุน  ขนาน  ขุนอิน  ขุนแผน  ขันเงิน

 

 ชื่อเล่นลูกชาย ค

คิวเรน   คิวเท  คอนโด  คชา  คณิต  คามิน  คิมหันต์  คีตะ  คีริน
คอปเตอร์  แคมป์  ค่าย  คูเปอร์  คินโน่  คิมม่อน  เคอร์ฟิว
ค่าย  คามิว  คาเวียร์  แคนนอน  เคนจิ  คิรัว  เคนโซ่

 

ชื่อเล่นลูกชาย ง ,  จ

เงินปอนด์  เงินล้าน  โงกุน  งานเขียน

เจแปน  จูเนียร์  จิณ  จินตะ  จั่นเจ้า  จอมยุทธ์  เจ้าคุณ  จอมทัพ
เจ้าสัว  จีโน่  จูโน่

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ฉ , ช

ฉลาม  เฉาก๊วย  เฉิน  ฉากตั้ง

ชูก้า  เชิร์ต  เชลซี   แชมป์เปี้ยน  ชาคอน  ชิโร่  ชอบธรรม
โชน  ชายฝั่ง  ชีโต๊ส  โชกุ

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ซ

ซิม  ไซมอนด์  ซีวิค  ซอโซ่  ซีนาย  ซันโว  ซันเดย์  ซีคอน
ซูกัส  ซิกแซก  โซน่าร์  เซนต์  เซฟตี้  เซริว  ซีซั่น
เซเว่น  เซนเซ  ซันไบร์ท

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ฌ , ญ  , ฎ , ฐ ,

ฌาน , ญี่ปุ่น , ฎีกา , ฐานทัพ , ณคุณ  ณนน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งชื่อเล่นลูก ชื่อเล่นลูกชาย ด

ดินสอ  ไดมอนด์  เดนเต้  ดราก้อน  ดาวเหนือ  ดิน

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ต

โตเกียว  เติร์ก  ต้นซุง  แต๊งกิ้ว  ตุลย์  ไตเติ้ล  เตชินท์  ต้นแบบ
ต้นสน  ต้นน้ำ  ไตตั้น  เตย์  ต๊อทตี้  ตะวัน  ต้าหลง  เตชิต
ใต้ฝุ่น  ใต้หล้า  แต้มเหนือ  ตองเก้า  ตั้งเต  ต้นหน

 

ตั้งชื่อลูก ชื่อเล่นลูกชาย ถ , ท , ธ

ถ้วยทอง  ถั่วพู

ทิกเกอร์  ทะเล  แทนไทย  เทียบฟ้า  ท่านขุน  ท๊อปเท็น
ทิวไผ่  ทาม  ไทป์  เทปัน  เทียนไข  เทคออฟ  ไทจิ ไทเซ  ไทเป

ธันวา  ธงรบ  ธรรมดี  ธารบุญ

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย น

นาบุญ  นีม  นะโม  นัตโตะ  นำทัพ  นูโว   นาที  นที  นาวี
น้ำหนุน  น้ำเหนือ  น้ำไนล์  น่านฟ้า  นิทาน  นาวา  โนอาร์
นาซ่า  นักรบ  นิวตั้น นายท่าน นาโน  นักปราชญ์
ไนตรัส  นนน (นะ-นน)

momketing 2021

วันสุดท้าย!! Amarin Baby & Kids ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่มีลูกอายุ0-6 ปีร่วมทำแบบสำรวจความคิดเห็นคุณแม่ ลุ้นรับผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ลูกฟรี 50 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 10,000 บาทคลิกที่ลิงก์นี้เลย >> https://bit.ly/3z4Eqzp

 

ชื่อเล่นลูกชาย บ

บิ๊กวัน  บิ๊กไบค์  แบรี่  บอมเบย์  บูสเตอร์  ไบร์ท  เบรฟ
เบ็นเท็น  บีเติร์ด  ใบบุญ  ไบตั้น บอสตัน เบลิญ

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ป

ปัญญ์  ปุณย์  เปปเปอร์   ป้ายแดง  เป็นเอก  เปเล่  ปีกุน
ปูนปั้น  ปั้นจั่น  ปอเช่  โป๊ยไก่  ปลาวาฬ  ปอโต้ ปูเล่

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่น ผ  ฝ

ผู้กอง  แผ่นดิน  แผ่นเสียง  ผ่านฟ้า  ฝุ่น

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย พ

พรอนโต้  แพงต้อนท์  พิกเซล  พูม่า  พัตเตอร์  พอร์ช
แพททริค   เพทาย  โพสต์เตอร์  พนา  พระพาย  พระนาย
พันไมล์  พันลี้  พู่กัน  ฟากฟ้า  ฟ้าคราม  ฟ้าลั่น  เฟย  พายุ

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ฟ ,  ภ

ฟินิกซ์  ฟิจิ  โฟโต้  แฟรง์  ฟังชั่น  ฟีโน่  ฟีฟ่า  โฟวิว  ฟาร์ม

ภูผา  ภูเขา  ภีม   ภควา   ภันเต  ภาค

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ม

มาเวล  มีคุณ  มัสแตง  มาเฟีย  มาร์วิน   แมนยู   มังกร  เมิร์ธ
แมททิว  มาร์ช  แม่ทัพ  ไม้เอก  ไม้โท  ไม้ตรี  แม็คโคร  ไม้คิว

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูก ย  ร

ยีนส์  ยูโร  ยูฟ่า  ยิม  ยูนีค

เรย์  ระฆัง  เรียวมะ  รถดิ๊ฟ  ริวจิน  ริวกิ  รถถัง  ราม  ริมธาร  รามิล

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ล

แล้วแต่  ลั่นเตา  ลาเต้  ล็อตโต้  ลายไทย  ลูกศร  โลมา  ลูก้า

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย ชื่อเล่นลูกชาย ว

ไวกิ้ง  วอร์ม  แวน  ไวท์  วีโก้  เวสป้า  วาตะ  วายุ

ชื่อเล่นลูกชาย  ศ  ส

ศิลา  ศิลป์  ศูนย์

สเก็ต  แสงเหนือ  แสงใต้  สิบทิศ  สายฟ้า  สิงโต
สีไม้  สกาย  สายลม

 

ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อเล่นลูก ห , ฬ

เหินฟ้า  หมอก  หมากล้อม  หมื่นฟ้า  หรัญญ์  เหนือเมฆ

โฬม  ฬาม

 

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย

ไอโฟน  โอบเอื้อ  ออโต้  อาทิ  อั่งเปา  เอ็มเจ  อาเซียน
อองตอง  เอเธนส์  โอเปค  อาร์ทเตอร์   อาเธอร์   เอิร์ธ
ออก้า  ออกัส  อิ๊กคิว  โอริว   โอชิ  เอสโซ่  เอสโซ่
ไอคิว  องศา  อชิ  อัศวิน  อิฐ  อิงค์กิต  อีตั้น  อันซีน แองเกิ้ล

 

ชื่อเล่นลูกชาย ฮ

ฮิม  ฮีโร่  ฮ่องเต้  ฮาเลย์  ฮาร์เปอร์  โฮมรัน  ฮอนด้า ฮิวโก้

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจนอกจากไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกชาย คลิกที่ภาพได้เลย 

รวม 60 ทรงผมลูกชาย2020 ตัดตามเทรนด์ปังได้ไม่มีเบื่อ

25 เรื่องสุดว้าว คนมีลูกชาย ต้องรู้

ชื่อจริงลูกชาย 300 ชื่อมงคล ตั้งให้ลูก โตไปมีอำนาจ ได้เป็นเจ้าคนนายคน

เมนูขิง

แจกฟรี!!เมนูขิง เรียกนมแม่ หลากหลายทั้งคาว และหวาน

สูตรเด็ด เมนูขิง เมนูอาหารของสุดยอดสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแม่ แถมพ่วงด้วยประโยชน์ของขิงที่ดีต่อคุณแม่หลังคลอดให้กลับมาหุ่นเพรียว และยังดีต่อลูกน้อยหลากหลายด้าน

แจกฟรี!! เมนูขิง เรียกนมแม่ หลากหลายทั้งคาว และหวาน

ขิง พืชสมุนไพรที่ว่ากันว่ามีประโยชน์ต่อคุณแม่ ทั้งในยามตั้งครรภ์ และให้นมบุตร เพราะการทานขิงจะช่วยไปกระตุ้น และเพิ่มปริมาณน้ำนมของคุณแม่ที่ต้องการให้นมลูก อีกทั้งยังดีต่อการช่วยลดความอ้วน ให้คุณแม่หลังคลอดกลับมามีหุ่นที่สวยเป๊ะดังเดิมโดยไม่มีผลต่อการให้นมลูกอีกด้วย เนื่องจากว่าขิง มีสรรพคุณช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น

ขิง ช่วยเพิ่มน้ำนมจริงหรือไม่?

เรามีงานวิจัยที่มาช่วยสนับสนุนถึง คุณประโยชน์ของขิง ว่าสามารถช่วยกระตุ้น และเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่ได้จริงหรือไม่?

ในเฟซบุ๊กเพจ นมแม่แฮปปี้ ได้แสดงให้เห็นถึงงานวิจัยเกี่ยวกับขิงและการเพิ่มน้ำนมไว้ ดังนี้

จากงานวิจัย http://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/27505611/
วิจัยจากคุณแม่ 63 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรกได้แคปซูลขิงผงตั้งแต่หลังคลอด
กลุ่มที่สอง ได้รับยาหลอก (placebo)
แล้วติดตามผลว่า กลุ่มที่ #กินขิง #น้ำนมมาเร็วกว่าหรือไม่
(วัดผลวันที่ 3 และวันที่ 7 หลังคลอด)
.
จากงานวิจัยนี้ พบว่า กลุ่มแรกที่ได้รับแคปซูลขิง ณ วันที่ 3 น้ำนมมาเร็วกว่าค่ะ
แต่พอมาวัดกัน ณ วันที่ 7 ไม่พบความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่ม
.
ก็คือถ้ากินในช่วงแรกๆ อาจจะช่วยให้น้ำนมมาเร็วขึ้น
แต่พอวันเวลาผ่านไป กลับไม่เห็นความแตกต่างในระยะวันที่ 7 นะคะ
แสดงให้เห็นเลยว่า ประโยชน์ของขิง ก็มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการเพิ่มน้ำนมของคุณแม่หลังคลอดได้อย่างมีนัยยะสำคัญเลยเชียว แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า นอกจากเรื่องการกินไม่ว่าจะเป็นขิง หัวปลี หรือสมุนไพรใด ๆ ที่ร่ำลือกันว่ามีส่วนช่วยเพื่อไปกระตุ้น และบำรุงให้มีน้ำนมแล้ว ส่วนสำคัญอีกด้านของการเพิ่มน้ำนมให้สร้างได้ดี นั่นก็คือ การระบายน้ำนมออก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเพิ่มใหม่ “ยิ่งดูด ยิ่งปั๊ม ออกมาก ยิ่งไปสร้างให้มีน้ำนมมากขึ้น” ดังนั้น จึงควรให้คุณแม่ทำควบคู่กันไปกับการหาอาหารมาบำรุง ให้มีน้ำนมมากด้วย

ฉีก..เมนูขิง แบบเดิม มาลองเมนูใหม่ ไม่ซ้ำจำเจกันดีกว่า

ซุปขิง (Ginger Soup)

ซุปขิง
ซุปขิง
ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)
  • ขิงอ่อนปอกเปลือกซอยบาง ๆ 3 ถ้วย
  • มันฝรั่งหั่นเต๋า 3 ถ้วย
  • หอมหัวใหญ่สับ 1/2 ถ้วย
  • หอมฝรั่งซอย 1 ถ้วย
  • วิปปิ้งครีมสด 1/2 ถ้วย
  • น้ำสต๊อกไก่ 6 ถ้วย
  • เครื่องปรุงรส เกลือ พริกไทยดำป่น น้ำมันมะกอก

วิธีทำ

  1. ผัดหัวหอมสับ ตามด้วยขิง ต้นหอม พริกไทย และมันฝรั่ง ด้วยไฟอ่อนจนสุกและนิ่ม เร่งไฟขึ้นผัดต่ออีกสักครู่ เติมน้ำสต๊อกที่ได้จากข้อ 1 แล้วลดไฟเป็นไฟกลางต้มต่อจนมันผรั่งนิ่ม จึงปิดไฟ พักให้เย็น
  2. เมื่อเย็นได้ที่แล้ว นำมาใส่ในเครื่องปั่นจนได้ซุปเนื้อละเอียดเนียนดี เทกรองผ่านกระชอน
  3. ยกขึ้นตั้งไฟกลาง ต้มให้ร้อน แล้วค่อยเติมครีมสด คนให้พอเข้ากัน
  4. ตักใส่ถ้วย พร้อมเสริฟ

ปลาทอดราดซอสขิง 

ปลากะพงทอดซอสขิง
ปลากะพงทอดซอสขิง

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

  • ปลา
  • ขิงสับ 50 กรัม
  • กระเทียมสับ 3 กลีบ
  • พริกขี้หนูสับ 5 เม็ด
  • หัวหอมสับ 1/2 หัว
  • เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย เหล้าจีน น้ำตาล น้ำมะนาว พริกไทยป่น
  • น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ

  1. หมักเกลือกับปลา แล้วทอดให้เหลือง พักไว้
  2. ผสมน้ำตาลกับน้ำ คนให้ละลาย ใส่เหล้าจีน ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ หัวหอมสับ ขิงสับ พริกไทยป่น น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน เตรียมไว้
  3. กระทะตั้งไฟใส่น้ำมันรอให้ร้อน เอาน้ำซอสที่ผสมไว้ลงผัดให้เข้ากัน นำปลาใส่ลงในน้ำซอสเคี่ยวจนน้ำซอสแห้ง
  4. จัดใส่จาน นำซอสที่เหลือ ราดบนตัวปลา พร้อมเสริฟ

ก๋วยเตี๋ยวบกยำขิงสด

เมนูขิง ก๋วยเตี๋ยวบกยำขิงสด
ก๋วยเตี๋ยวบกยำขิงสด

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

  • เส้นหมี่ข้าวกล้อง 50 กรัม
  • หมูสับ 30 กรัม
  • กุ้งสด 30 กรัม
  • ขิงซอยเป็นเส้น 10 กรัม
  • โหระพาเด็ดเอาแต่ใบ 15 กรัม
  • สะระแหน่เด็ดเอาแต่ใบ 15 กรัม
  • ผักสลัดรวม 25 กรัม
  • น้ำมะนาว 10 กรัม
  • น้ำตาลทรายสีรำ 5 กรัม
  • น้ำปลา 10 กรัม
  • พริกขี้หนูสวนซอยละเอียด 2 กรัม
  • ผักชีใบเลื่อยซอยละเอียด 15 กรัม
  • ต้นหอมซอย 2 กรัม

วิธีทำ

  1. ลวกเส้นหมี่ข้าวกล้อง หมูสับ และกุ้งสดให้สุก พักไว้
  2. ผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย มะนาว และพริกขี้หนูซอย ปริมาณตามชอบเป็นน้ำยำ
  3. หั่นผักสดพอดีคำ ใส่เส้นหมี่ข้าวกล้อง หมูสับ กุ้ง โรยหน้าด้วยโหระพา ใบสะระแหน่ ผักชีใบเลื่อย และน้ำยำ พร้อมเสริฟใส่จาน

 

กินคาว ต้องกินหวาน เมนูขิง แบบหวานพร้อมเสริฟจ้า!!

กาแฟร้อนผสมขิง

กาแฟร้อนผสมขิง
กาแฟร้อนผสมขิง

ส่วนผสม

  • กาแฟเอสเปรสโซ 1 ช็อต ***สำหรับแม่ให้นม ควรทานกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน และเมนูนี้ เหมาะสำหรับแม่ให้นมที่ชอบทานกาแฟ จะทานกาแฟ(ที่ไม่มีคาเฟอีน) ทั้งทีอย่างน้อยก็ได้ประโยชน์จากขิงไปในตัว***
  • น้ำเชื่อมขิง 10 กรัม
  • นมอุ่น 10 ออนซ์
  • ผงอบเชยเล็กน้อย

วิธีทำ

เทน้ำเชื่อมขิงลงในกาแฟแล้วคนให้เข้ากัน ใส่นมอุ่นตามลงไปโรยด้วยผงอบเชยเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟ

Tip : วิธีทำน้ำเชื่อมขิงโฮมเมด นำขิงแก่ 100 กรัมต้มในน้ำเปล่า 1 ลิตร พอเดือดแล้วใส่น้ำตาลทรายขาว 500 กรัมและน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน 3 – 4 ชั่วโมง

นมเย็นกับเจลลี่ขิง

นมเย็นกับเจลลี่ขิง
นมเย็นกับเจลลี่ขิง

ส่วนผสม

  • นมสดแช่เย็น 2 ถ้วย
  • เจลลี่ขิงหั่นเต๋าเล็ก 1 ถ้วย
  • คาราเมลน้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำแข็งเล็กน้อย

ส่วนผสมเจลลี่ขิง

  • ขิงแก่ปอกเปลือกหั่นแว่น 150 กรัม
  • น้ำเปล่า 4 ถ้วย
  • น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย
  • เจลาตินผง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเย็นจัด 5 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม คาราเมลน้ำตาลทรายแดง

  • น้ำตาลทรายแดง 1 1/2 ถ้วย
  • น้ำ 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ทำเจลลี่ขิงโดยแช่เจลาตินในน้ำเย็นให้พองตัว เตรียมไว้ จากนั้นนำน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟกลาง พอเดือดใส่ขิงและน้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้เข้ากัน พอเดือดอีกครั้งหรี่ไฟลง เคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 15 – 20 นาทีจนส่วนผสมงวดลงครึ่งหนึ่ง ปิดไฟ ยกลง กรองส่วนผสมด้วยกระชอนตาถี่ใส่ลงในหม้ออีกใบ ยกขึ้น ตั้งไฟกลาง พอเดือดใส่เจลาตินที่เตรียมไว้ลงไป คนให้ละลายเข้ากัน พอเดือดอีกครั้งหรี่ไฟลง เคี่ยวต่อสักครู่ประมาณ 10 นาที ปิดไฟ พักให้เย็น เทใส่ถาดมีขอบหรือกล่องพลาสติก นำไปแช่เย็นให้เจลลี่เซตตัวประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป

2. ทำคาราเมลน้ำตาลทรายแดงโดยใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงในหม้อยกขึ้นตั้งไฟกลาง พอเดือดหรี่ไฟลง เคี่ยวให้ส่วนผสมข้นประมาณ 20 นาที ปิดไฟ ยกลง พักให้เย็น

3. วิธีเสิร์ฟ ตักเจลลี่ที่ตัดเป็นชิ้นแล้วใส่ลงในแก้ว เทคาราเมลเติมลงไปตามชอบ จากนั้นค่อย ๆ รินนมที่แช่เย็นไว้ใส่ลงไป ตาม
ด้วยน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ ก่อนรับประทานคนให้คาราเมลละลายเข้ากันก่อน

คราวนี้คุณแม่ ๆ ที่ต้องการเพิ่มน้ำนมแก่ลูกน้อย ก็ไม่ต้องทานเมนูเดิม ๆ ซ้ำซากจำเจกันอีกต่อไปแล้ว กับ เมนูขิง หลากหลายเมนูที่เรามานำเสนอทั้งเมนูคาว และเมนูหวาน อย่าลืมลองไปทำรับประทานกันดู แล้วคุณแม่จะพบว่าการทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับความอร่อยนั้นไม่ยากเลย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เมนูหัวปลี ตัวช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ หัวปลีทำอะไรได้บ้าง?

9 ผลไม้เพิ่มน้ำนม แม่หลังคลอดน้ำนมน้อย ต้องกิน!

เปลือกไม้นมนาง ดีจริง! สมุนไพรเพิ่มน้ำนม บำรุงนมแม่ (มีสูตรวิธีทำ)

10 สาเหตุที่แม่ น้ำนมน้อย แก้ได้ด้วยวิธีกระตุ้นน้ำนมสุดเวิร์ก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Goodlife Update.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ขี้เซา

9 เคล็ดไม่ลับ ปลุกลูก ขี้เซา ให้ตื่นเช้าไปโรงเรียนแบบสดใส พร้อมเรียนรู้อย่างมีความสุข

หลังจากหยุดยาวติดต่อกันมาหลายเดือน เด็ก ๆ เริ่มเปิดเทอมไปโรงเรียนกันแล้ว และในช่วงที่ไม่ได้ไปโรงเรียนนั้นทำให้เด็ก ๆ ส่วนหนึ่งได้กลายเป็นเด็ก ขี้เซา จนไม่อยากตื่นไปโรงเรียนกันเลยใช่ไหมคะ ยิ่งในช่วงแรก ๆ ของการเปิดเรียนที่เด็ก ๆ จะต้องปรับตัวใหม่ให้ตื่นเช้าขึ้นเพื่อตื่นมาทำกิจวัตรประจำวัน ไหนจะต้องเผื่อเวลาการเดินทางให้ไปก่อนโรงเรียนเข้า กลายเป็นเรื่องกุมขมับของคุณพ่อคุณแม่ขึ้นมาในช่วงเวลาเร่งด่วน มาดูเคล็ดลับที่จะช่วยปลุกลูกให้ตื่นเช้าไปโรงเรียนแบบสดใส กระปรี้กระเปร่า พร้อมที่จะไปโรงเรียนและทำกิจกรรมตลอดทั้งวันได้อย่างมีความสุขกันค่ะ

9 เคล็ดไม่ลับ ปลุกเด็ก ขี้เซา ให้ตื่นเช้า ไม่งอแงไปโรงเรียน

วิธีปลุกลูกให้ตื่นไปโรงเรียน

1.ให้ลูกเข้านอนเป็นเวลา

หลังจากที่การหยุดเรียนหลายเดือนสร้างความเคยชินกับการนอนดึกตื่นสายให้ลูก ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มปรับเวลาให้ลูกได้กลับมาเข้านอนให้เร็วขึ้นในเวลาหัวค่ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้มีเวลานอนที่นานขึ้น ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรตอนเช้าได้อย่างสดใส ไม่อ่อนเพลีย ซึ่งการที่ร่างกายได้นอนหลับอย่างเพียงพอก็จะส่งผลดีต่อพัฒนาการสมองและการเจริญเติบโตของร่างกายลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเริ่มต้นเวลาเช้าที่ดีจะทำให้ตลอดทั้งวันของลูกพร้อมเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่ดี และมีความสุข สดใส

2.จัดตารางกิจกรรมก่อนนอน

การให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญต่อการตื่นเช้าในวันใหม่และได้การนอนหลับที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียนควรได้นอนอย่างน้อย 9-10 ชั่วโมง ซึ่งการนอนหลับสนิทนั้นจะทำให้โกรทฮอร์โมนในช่วงกลางคืนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลต่อการเจริญเติบโตที่ของลูก แต่การจะบอกให้ลูกให้เข้านอนไวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะลูกจะมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนทั้งทำการบ้าน ออกไปวิ่งเล่น อ่านหนังสือ หรือเรียนพิเศษ ฯลฯ ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้จัดตารางสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ของลูกเป็นเวลาได้อย่างเหมาะสมและมีกำหนดเวลาเข้านอนชัดเจน ก็จะทำให้ลูกได้ใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ เมื่อร่างกายได้ใช้อย่างเต็มที่ก็จะทำให้ลูกรู้สึกอยากพักผ่อน นอนหลับสนิท และทำให้ลูกตื่นนอนตอนเช้า สมองแอคทีฟ พร้อมไปโรงเรียนด้วยความสบาย รู้สึกผ่อนคลาย ไม่งอแงในตอนตื่น

ปลุกลูกให้ตื่น

3.ใช้เสียงปลุกที่อบอุ่น

เสียงปลุกที่ดีที่สุดกลับไม่ใช้เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังกังวาน แต่เป็นเสียงกระซิบปลุกของคุณพ่อคุณแม่ที่ข้างหู “เช้าแล้วนะจ๊ะ ตื่นนอนได้” หรือ Good Morning อรุณสวัสดิ์ ด้วยน้ำเสียงที่สดใส อ่อนโยน พร้อมอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น หรือใช้มือลูบหัวหรือหลังของลูกเบา ๆ ก็จะช่วยปลุกเจ้าตัวเล็กให้ตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข ไม่ควรปลุกลูกด้วยการตะโกนหรือตวาดเสียงดังที่อาจทำให้ลูกตกใจกลัว ไม่อยากตื่นนอน และทำให้การเริ่มต้นวันใหม่ของลูกกลายเป็นเรื่องแย่ หมดสนุกไปได้

4.ปลุกลูกด้วยเสียงเพลง

นอกจากเสียงปลุกของคุณพ่อคุณแม่แล้ว อาจจะใช้เสียงเพลงสนุกสนานที่ลูกชอบ เป็นเพลงจังหวะสนุกสนานเพื่อสร้างบรรยากาศแจ่มใสในยามเช้า ให้ลูกตื่นมาด้วยความสดใส ลุกขึ้นมาขยับร่างกายเล็กน้อย เพื่อให้สมองของลูกตื่นตัว สร้างความกระปรี้กระเปร่าพร้อมทำกิจวัตรยามเช้าก่อนไปโรงเรียนได้อย่างอารมณ์ดี

วิธีปลุกลูกให้ตื่น

5.ปลุกลูกด้วยแสงธรรมชาติ

ก่อนเข้านอนคุณพ่อคุณแม่เปิดผ้าม่านออกเล็กน้อย เพื่อให้แสงสว่างจากพระอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามาในห้องนอน เป็นสัญญานให้เด็ก ๆ ได้รู้ว่าถึงเวลาเช้าของพวกเขาแล้ว และพร้อมที่จะตื่นมาขึ้นมาได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ

6.ปลุกลูกให้เร็วขึ้น 10 นาที

การปลุกเด็ก ๆ ที่กำลังนอนหลับสบายให้ลุกขึ้นมาตื่นในตอนเช้าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงแรก ๆ ของการเปิดเทอมไปโรงเรียน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะเผื่อเวลาปลุกลูกให้เร็วขึ้นประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ช่วงเวลายามเช้าที่เร่งรีบของทุกคนไม่รีบจนเกินไป

7.ให้ลูกจัดเตรียมชุดนักเรียนและสิ่งของไปโรงเรียนด้วยตัวเอง

ก่อนเข้านอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ลองฝึกให้ลูกได้เตรียมชุดนักเรียน สิ่งของเครื่องใช้ลงกระเป๋า และจัดตารางสอนตามตารางเรียนในวันถัดไปด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกรู้สึกกระตือรือร้นที่อยากจะให้ถึงเวลาเช้าเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาไปโรงเรียน การให้ลูกได้ทำเช่นนี้ทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่าการจัดเตรียมทุกอย่างล่วงหน้า จะทำให้ตอนเช้าไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป ไม่หลงลืมสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ ทั้งยังเป็นการหัดให้ลูกได้ช่วยเหลือดูแลตัวเองและรู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองได้อีกทางด้วย

ฝึกลูกตื่นเช้าไปโรงเรียน

8.ปรับสภาพห้องนอน

ควรทำให้ห้องนอนลูกเป็นห้องสำหรับนอนหลับอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลาเข้านอนคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศในห้องด้วยการใช้แสงไฟสลัวที่ทำให้ลูกรู้ว่านี่คือเวลาเข้านอนแล้วนะ ให้ลูกงดดูทีวี หรือปิดหน้าจอทีวี คอมพิวเตอร์ ฯลฯ หรืออุปกรณ์ที่ทำให้ห้องมีแสงสว่างเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการนอน ใช้เวลาก่อนนอนประมาณ 15 นาทีในการหนังสือให้ลูกฟังซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ลูกได้นอนหลับสบาย หรือเปิดเสียง White noise ที่เป็นคลื่นเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก เสียงคลื่นทะเล เสียงลมพัด เสียงน้ำไหล เสียงนกร้อง ฯลฯ ในระหว่างพาลูกเข้านอน ก็จะช่วยกล่อมลูกรักให้นอนหลับง่ายขึ้น และทำให้ตอนเช้าตื่นนอนขึ้นมาอย่างกระปรี้ประเปร่า อารมณ์แจ่มใส

ตัวอย่างเสียง white noise 

9.เก็บที่นอนหลังลุกจากเตียง

เพื่อไม่ทำให้ลูกขี้เซางัวเงีย หลังจากปลุกลูกให้ลุกจากที่นอนแล้ว ลองชวนให้เด็ก ๆ เก็บที่นอนด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ล้มตัวกลับลงนอนอีกครั้ง หรือกระโดดตบขึ้นลงซัก 2-3 ครั้งเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เป็นการวอร์มร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงในเช้าวันใหม่ ทั้งยังเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบ สร้างนิสัยความมีระเบียบวินัย และทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในการช่วยคุณแม่ทำสิ่งดี ๆ ในยามเช้าอีกด้วย

หลังจากที่ลองใช้วิธีเหล่านี้ปลุกลูกให้ตื่นเช้าอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เริ่มปรับตัวและมีการจัดระเบียบชีวิตให้ดีขึ้นได้ ส่งผลต่อวินัยเชิงบวกที่จะทำให้ลูกดูแลรับผิดชอบช่วยเหลือตัวเองได้ในทุกเช้า พร้อมที่จะไปโรงเรียนในเช้าวันใหม่ได้อย่างสดใส มีความสุข ที่สำคัญคุณแม่ควรเตรียมอาหารเช้าให้ลูกได้รับประทานก่อนไปโรงเรียน ที่จัดเป็นมื้อสำคัญต่อการเรียนรู้และอารมณ์ของเด็ก ๆ ได้ดีตลอดทั้งวันนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.mgronline.comwww.aboutmom.cowww.nurtureandthriveblog.com

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ:

วิจัยชี้! ตื่นเช้า อายุยืน นอนตื่นสายเสี่ยงอายุสั้น

ปลุกลูกตื่นเช้า ด้วย 3 เทคนิค เพราะร่างกายลูก 7 – 12 ขวบมักขี้เซา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

“แอ็บซอร์บา” เปิดตัวหน้ากาก และ แจ็คเก็ต ทำจาก “นวัตกรรม ผ้ายับยั้งเชื้อไวรัส”

“แอ็บซอร์บา” เปิดตัวหน้ากาก และ แจ็คเก็ต ทำจาก “นวัตกรรม ผ้ายับยั้งเชื้อไวรัส”  เพื่อคุณแม่และลูกน้อยได้อุ่นใจกว่าเดิม เริ่มขายครั้งแรกในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ออนไลน์ปี 63  วันที่ 2 – 5 ก.ค. นี้

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียในปัจจุบันนี้  ทำให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิตแบบปลอดภัยจากเชื้อโรค (New Normal) มากขึ้น

แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชั้นนำ “แอ็บซอร์บา” ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงนำ  “นวัตกรรมผ้ายับยั้งเชื้อไวรัส”  มานำร่องการผลิต โดยเริ่มปล่อยสินค้ากลุ่มแรก คือ  หน้ากากผ้า และ แจ็คเก็ตเด็ก  เป็นการตอบโจทย์ของคุณแม่และลูกน้อยที่จำเป็นต้องออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้าน ได้อุ่นใจมากขึ้นกว่าเดิม

“นวัตกรรมผ้ายับยั้งเชื้อไวรัส” ผลิตขึ้นจากเนื้อผ้า ViralOff  เคลือบสาร Silver Chloride  ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือช่วยลดการสะสมของเชื้อไวรัสได้ 99% ภายใน 2 ชั่วโมง * และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ 99%**    นอกจากนี้ ตัวเนื้อผ้าเองก็มีคุณสมบัติแห้งไว ระบายอากาศได้ดี ช่วยลดการเกิดกลิ่นอับชื้น และด้วยความพิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิตตามมาตรฐานของแบรนด์ “แอ็บซอร์บา” คุณแม่สามารถมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของสินค้า “แอ็บซอร์บา”  ปลอดภัยต่อผิวบอบบางของลูกน้อยอย่างแน่นอน

ราคาขาย หน้ากากผ้า แอ็บซอร์บา สำหรับเด็ก (2 – 5 ปี) ราคา 169.- สำหรับผู้ใหญ่ ราคา 199.-
ราคาขาย  แจ็คเก็ตเด็ก 2,790 บาท    

เริ่มจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศที่ งานงานสหกรุ๊ปแฟร์ ออนไลน์ปี 63 วันที่ 2 – 5 ก.ค. 2563 ผ่านช่องทางออนไลน์ Lazada, Shopee และ JD Central

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebooks : Absorba TH

*อ้างอิง ผลการทดสอบจากการเพาะเชื้อในห้องทดลอง สถาบัน Boken Quality Evaluation Institute Osaka Function Textile Testing Center ประเทศญี่ปุ่น ทำการทดสอบกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 Test Report No.20219067944-1 มาตรฐานการทดสอบ ISO18184:2019  หลังผ่านการซัก 20 ครั้ง ประสิทธิภาพยังคงอยู่

**ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อ้างอิงผลการทดสอบจากการเพาะเชื้อในห้องทดลอง สถาบันSGS (Thailand) Limited  ทำการทดสอบกับเชื้อ  Staphylococcus aureus Test Report No.4598764 มาตรฐานการทดสอบ JIS L 1902 : 2015 หลังผ่านการซัก 20 ครั้ง ประสิทธิภาพยังคงอยู่

Tags

โฟร์โมสต์รักษ์โลก เดินหน้าภารกิจลดการใช้พลาสติก เปิดตัว ‘กล่องนมจากป่าปลูก’ รีไซเคิลได้ 100%

โฟร์โมสต์เดินหน้าภารกิจลดการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนเพื่อสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม นำร่องก่อนด้วยการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ขนาด 200 มล. มาเป็นกล่องกระดาษที่ผลิตจากป่าปลูก และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้นำกลับมารีไซเคิลได้ทั้งหมดภายในปี 2025 

บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เพื่อคนไทยมานานกว่า 60 ปี สานต่อพันธกิจระดับโลกของฟรีสแลนด์คัมพิน่าด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคที่กำลังมองหาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นำร่องก่อนด้วยการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ในไลน์ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ขนาด 200 มล. จากขวดพลาสติกประเภท HDPE มาเป็นกล่องกระดาษทรงหน้าจั่ว (Gable Top) ซึ่ง 100% ของกล่องนมผลิตด้วยกระดาษที่มาจากต้นไม้ในป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน โดยมีการปลูกทดแทนมากกว่าปริมาณที่ใช้  ( Renewable, Responsibly managed and Sustainable forest) อีกทั้งพลังงานกว่า 50 % ที่ใช้ในการผลิตกล่องนมยังมาจากพลังงานชีวภาพที่สามารถผลิตทดแทนได้ (Renewable and Bio-energy) และกล่องนี้ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด 100% Recycle อีกด้วย โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนมาใช้กล่องนมที่ทำจากกระดาษในครั้งนี้ จะสามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกได้ถึง 0.38 ล้านตันต่อปี โดยการเริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ Eco-friendly นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของบริษัทในเครือฟรีสแลนด์คัมพิน่าทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย เพื่อสอดรับกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยเรามีเป้าหมายที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำไปรีไซเคิลได้ หรือนำกลับมาใช้ได้ใหม่ภายในปี 2025 

โฟร์โมสต์เรามุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพและสร้างความยั่งยืนในทุกองค์ประกอบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบของน้ำนมโคนั้นคือฟาร์มโคนม การผลิตที่มีมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% ทั้งนี้เพื่อส่งมอบโภชนาการที่ดีจากน้ำนมโคธรรมชาติจากฟาร์มโคนม ถึงมือผู้บริโภคชาวไทยให้มีสุขภาพดีและร่างกายที่แข็งแรง

ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์รสจืด ช๊อคโกแลต และสตรอเบอรี ขนาด 200 มล. ในกล่องกระดาษแบบใหม่ ! มีจำหน่ายที่ 7-11 ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป หรือค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์เพิ่มเติมได้ที่เวปไซต์ www.foremostthailand.com หรือเฟสบุ๊ค www.facebook.com/ForemostThailand

Tags

โรคฮิตเปิดเทอม

8 โรคฮิตเปิดเทอม พ่อแม่เตรียมไว้เลย เปิดเทอมนี้ เจอแน่!!

โรงเรียน 1 ในแหล่งที่เด็กจะต้องอยู่ร่วมกัน นอกจากพ่อแม่ต้องระวังโรคโควิด-19 แล้ว ยังต้องระวังอีก 8 โรคฮิตเปิดเทอม ด้วย เช่น โรคมือเท้าปาก โรคไข้หวัดใหญ่ RSV

8 โรคฮิตเปิดเทอม พ่อแม่เตรียมไว้เลย เปิดเทอมนี้ เจอแน่!!

เปิดเทอมทีไร สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เด็ก ๆ ที่มักจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพตามมา เนื่องจากการอยู่ร่วมกันหลาย ๆ คน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ ให้กันและกันนั่นเอง ดังนั้น ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวม 8 โรคฮิตเปิดเทอม โรคที่พบได้บ่อยเมื่อเปิดเทอม เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ เตรียมตัว และคอยสังเกตลูก ๆ เมื่อลูกมีอาการต้องสงสัย จะได้พาลูกไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที

8 โรคฮิตเปิดเทอม พ่อแม่เตรียมไว้เลย เปิดเทอมนี้ เจอแน่!!

  1. โรคสุกใส หรือ โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มาด้วยอาการไข้ออกผื่น พบมากในเด็กแต่สามารถพบในผู้ใหญ่ได้โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ บางกรณีสามารถหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไปหลบอยู่ที่ปมประสาทของผู้ป่วย และสามารถทำให้เกิดโรคงูสวัดได้หากผู้ป่วยรายนี้มีภูมิต้านทานลดลง

สาเหตุ โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลล่า (varicella zoster virus) ซึ่งแพร่กระจายโดยการหายใจเอาฝอยละอองจากทางเดินหายใจของผู้ป่วยเข้าไป หรืออาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำที่ผิวหนังของผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ

อาการของโรค หลังจากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส อาการจะแสดงภายใน 8-21 วัน เริ่มจากมีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและมีผื่นเริ่มจากลำตัว ใบหน้าและลามไปแขนขา อาจพบตุ่มขึ้นในช่องปากและเยื่อบุต่าง ๆ ได้ มักมีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มน้ำอย่างรวดเร็ว และตกสะเก็ดจะหลุดหายไปในเวลา 5-20 วัน

โรคสุกใส
โรคสุกใส

2. โรคมือเท้าปาก

เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ทำให้มีตุ่ม ผื่น หรือแผลอักเสบมีหนองที่ผิวหนังบริเวณมือ ฝ่ามือ เท้า ฝ่าเท้า และภายในปาก และสร้างความเจ็บปวด พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แต่สามารถเกิดกับเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นและหายป่วยภายในเวลาประมาณ 7-10 วัน

สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ส่วนใหญ่เกิดจากสายพันธุ์ค็อกซากี้ เอ16 (Coxsackie A16 Virus) และส่วนที่เกิดจากเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักและอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาะแทรกซ้อนหรืออาการที่รุนแรงเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างภาวะสมองอักเสบ โดยเชื้อไวรัสเหล่านี้จะสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการปนเปื้อนอยู่ในของเหลวในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ของเหลวในแผลหนอง อุจจาระ และของเหลวที่ออกมาจากการไอหรือจาม

อาการของโรค ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสเป็นอาการนำก่อน จากนั้นจึงมีอาการอื่น ๆ ตามมาภายใน 1-2 วันหลังจากมีไข้ คือ ไอ เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร อ่อนเพลีย และจะเริ่มมีตุ่ม ผื่น หรือแผลอักเสบมีหนองที่ผิวหนังบริเวณมือ ฝ่ามือ เท้า ฝ่าเท้า และบริเวณปากทั้งภายนอกและภายใน

3. เฮอร์แปงไจน่า

โรคเฮอร์แปงไจน่า เป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกันกับมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มของ เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) แต่มีอาการที่แตกต่างกันคือจะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น ขณะที่โรคมือเท้าปาก นอกจากจะมีแผลที่ปากแล้วจะมีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าด้วย กลุ่มเสี่ยงของโรคเฮอร์แปงไจน่าส่วนมากจะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 10 ขวบ และเจอในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานของเชื้อนี้ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่รวมกันในโรงเรียนอนุบาล มักเล่นของเล่นรวมกัน หยิบจับสิ่งของรวมกัน จึงมีโอกาสติดต่อได้ง่าย โดยตัวเชื้อจะอยู่ได้นานในอากาศเย็นและชื้น จึงระบาดมากในฤดูฝน แต่ก็สามารถพบได้ในทุกฤดู

สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) การติดต่อเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสกับเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ของคนที่มีเชื้อ เพราะบางครั้งอาจสัมผัสแล้วเผลอรับประทานเข้าไป ก็ทำให้ติดเชื้อได้

อาการของโรค ลักษณะอาการจะมีไข้สูงประมาณ 39.5-40 องศาเซลเซียส และมีแผลในช่องปากบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ต่อมทอนซิล และในโพรงคอหอยด้านหลัง แต่ถ้าเป็นมือ เท้า ปาก ไข้จะไม่สูง และมีแผลกระจายอยู่ทั่วปาก รวมทั้งมีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าด้วย

 

4. ไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัด

ไข้หวัดใหญ่ (Flu or Influenza) คือ โรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในส่วนของจมูก ลำคอ และปอด อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอหรือจาม แต่มีความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ โรคนี้เป็นโรคที่สามารถพบได้ตลอดปี และระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

สาเหตุ เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสกลุ่ม Influenza Virus ผ่านทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ การรับของเหลวที่มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ผ่านการกิน การดื่ม หรือการสัมผัสเชื้อเข้าสู่เนื้อเยื่อร่างกายโดยตรงทางเลือด น้ำเหลือง น้ำหล่อลื่นที่ดวงตา

อาการของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเบื้องต้นคล้ายผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา แต่อาการป่วยไข้หวัดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้มากกว่า เช่น มีไข้สูงมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียหมดแรง ไอ จาม เจ็บคอ คออักเสบ บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วงร่วมด้วย บางราย ผู้ป่วยมีอาการแสดงอย่างอื่น แต่ไม่มีไข้ และอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นได้ด้วย ทั้งนี้อาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับร่างกาย อายุ และโรคประจำตัวเดิมของแต่ละบุคคลด้วย

5. โรค RSV

ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก เชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ

สาเหตุ เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของผู้ป่วย โรค RSV มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

อาการของโรค ไวรัส RSV ในระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฟักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้รู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ

โรค RSV
โรค RSV

6. ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ

เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง แต่หากเกิดอาการรุนแรงขึ้นก็อาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้

สาเหตุ ส่วนใหญ่ภาวะอาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต ซึ่งพบมากในเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม อาหารกระป๋องที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น หน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น

อาการของโรค ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณของเชื้อที่ร่างกายได้รับเข้าไป ผู้ป่วยมักจะรู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้ อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง หรืออาเจียนเป็นเลือด มีอาการปวดท้องแบบบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ถ่ายท้อง ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน ไม่อยากอาหาร มีอาการสูญเสียน้ำ เช่น รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หมดเรี่ยวแรง ปากแห้ง ตาโบ๋ กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะน้อย เป็นต้น มีอาการทางระบบประสาท เช่น มองเห็นไม่ชัด แขนเป็นเหน็บ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

7. โรคตาแดง

โรคตาแดง คืออาการเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักติดต่อกันได้ง่าย เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตาแดงที่พบได้บ่อยได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย

สาเหตุ เป็นโรคระบาดทางตาที่พบได้บ่อย มักมีการระบาดเป็นช่วง ๆ เป็นประจำทุกปี ส่วนใหญ่เป็นในช่วงฤดูฝนติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็ว การติดต่อของโรคเกิดโดยตรงจากการสัมผัส การใช้ของร่วมกัน การไอจาม แม้กระทั่งการหายใจรดกันก็อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการภายใน 1-2 วัน และเมื่อเกิดเป็นตาแดงขึ้น จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นนานถึง 2 สัปดาห์

อาการของโรค ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการตาแดงอย่างเฉียบพลัน เคืองตามาก เคืองแสง เจ็บตา น้ำตาไหล ตาบวม มักไม่มีขี้ตาหรือมีขี้ตาเป็นเมือกใส ๆ เล็กน้อย ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาจึงจะมีขี้ตามาก บางคนมีต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูโตและเจ็บ ผู้ที่เป็นตาแดงมักเป็นกับตาข้างหนึ่งก่อน ต่อมาอีก 2-3 วัน อาจลุกลามเป็นกับตาอีกข้างหนึ่งได้ ระยะเวลาของโรคนี้จะเป็นนานประมาณ 10-14 วัน

8. โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue) ที่แพร่สู่ร่างกายคนจากการกัดของยุงลายตัวเมีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการป่วยรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา ยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคเป็นยุงที่ออกหากินเฉพาะในตอนกลางวัน ชอบอาศัยอยู่ในแถบอากาศร้อนชื้น อาจพบโรคนี้ประปรายตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนคือเดือนพฤษภาคม-กันยายน

สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ พบใน”ยุงลาย” เชื้อไวรัสเดงกี่จะอาศัยอยู่บริเวณผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง ดังนั้นเมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ที่ต่อมน้ำลายไปกัดคน เท่ากับว่าคนคนนั้นรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายไปเต็ม ๆ

อาการของโรค อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้สูง ตัวร้อน ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย แต่ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการแสดงที่รุนแรงกว่า คือ มีไข้สูงมาก ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วลำตัว ในบางรายอาจคลื่นไส้อาเจียน อาจพบผื่นแดงหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนังทั่วตัว หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น มีเลือดออกตามเนื้อเยื่อในร่างกายในรายที่ร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ

หากสังเกตุดี ๆ โรคฮิตเปิดเทอม เกือบทุกโรคนั้น มีการติดต่อผ่านการไอ จาม และการใช้สิ่งของร่วมกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรเน้นย้ำให้ลูก ๆ ทำตามมาตรการการป้องกันโรคของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด เช่น งดใช้สิ่งของร่วมกัน ล้างมือบ่อย ๆ สวมใส่หน้ากากเป็นประจำ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้แล้ว ยังช่วยป้องกัน โรคฮิตเปิดเทอม นี้ได้อีกด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคเฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดในเด็กเล็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

การเรียนลูก เป็นเพียงเรื่องของครู จบที่โรงเรียนจริงหรือ?

เปิดเทอมนี้ เตรียมของให้ลูกไปโรงเรียน ต้องมีอะไรบ้าง

แนะ 4 วิธี ทำความสะอาดของใช้ ใกล้ตัว ให้ปลอดเชื้อโควิด-19

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สสส., www.pobpad.com, www.rama.mahidol.ac.th, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคเฮอร์แปงไจน่า

โรคเฮอร์แปงไจน่า ในเด็กไม่รุนแรงแต่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน

โรคเฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับโรคมือ เท้า ปาก มักเกิดกับเด็กเล็ก มีวิธีป้องกันอย่างไร พ่อแม่ต้องรู้ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอันตราย!!

โรคเฮอร์แปงไจน่า ในเด็กไม่รุนแรงแต่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน!!

ในบรรดาโรคระบาดที่น่ากลัวสำหรับเด็ก โรคเฮอร์แปงไจน่า อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูสำหรับใครหลายคน แต่ว่าโรคนี้อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะกับเด็กอายุน้อยที่อยู่รวมกันในสถานที่ต่าง ๆ จำนวนมาก คุณพ่อคุณแม่ควรทำความรู้จักกับโรคนี้ไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพ และเพื่อป้องกันโรคให้ลูกรักกันนะคะ

รู้จักโรคเฮอร์แปงไจน่า รู้ไว้ไม่ประมาท

รู้จัก โรคเฮอร์แปงไจน่า
รู้จัก โรคเฮอร์แปงไจน่า

โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina) เป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มของเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) แต่มีอาการที่แตกต่างกันคือจะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น เป็นโรคที่พบได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้จะติดต่อกันได้ในสถานที่ที่มีเด็ก ๆ อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น

 

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก RAMA CHANNEL

อ่านเพิ่มเติม >> การติดเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 โรคระบาดสายพันธุ์รุนแรง

อ่านเพิ่มเติม >>ทำไมเด็ก ๆ ถึงชอบเป็น โรคมือเท้าปาก

 

โรคมือ เท้า ปาก กับ โรคเฮอร์แปงไจน่า แตกต่างกันอย่างไร? 

แม้ว่าโรคมือ เท้า ปาก และ โรคเฮอร์แปงไจน่า จะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่อาการแตกต่างกัน คือ โรค มือ เท้า ปาก จะมีไข้ มีผื่น ตุ่มน้้าใส หรือเม็ด แดง ๆ ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายอาจมีอาการ อาเจียน ถ่ายเหลวรุนแรง ร่างกายขาดน้้า ปอดบวมน้้า หอบเหนื่อย ซึม ชัก เกร็ง ช็อกเสียชีวิต

ส่วนโรคเฮอร์แปงไจน่า จะไม่พบผื่นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า จะสังเกตอาการของโรคนี้ได้ค่อนข้างลำบากในช่วงแรก ต่อเมื่อเริ่มมีผื่นขึ้นจึงจะสามารถสังเกตอาการได้ บางรายอาจพบเพียงผื่น และแผลตื้น ๆ กราย ๆ ในช่องปาก เท่านั้น

 

เฝ้าระวังอาการแบบไหนคือเฮอร์แปงไจน่า

อาการของโรคจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน  ที่พบได้คือ

  • มีไข้แบบเฉียบพลัน ได้รับยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น และอาจมีไข้สูง 40 องศา เด็กบางคนอาจมีอาการชักจากไข้สูง
มีไข้ อาเจียน ซึมลง
มีไข้ อาเจียน ซึมลง
  • กลืนลำบาก ทำให้เบื่ออาหาร น้ำลายไหล
  • อาเจียน
  • อาจพบมีภาวะร่างกายขาดน้ำ เช่น ริมฝีปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย
  • พบแผลในปาก เป็นแผลเล็ก ๆ หลายแผลบริเวณเพดานอ่อน ต่อมทอนซิล ผนังคอด้านหลัง ลักษณะของแผลที่พบจะเกิดใน 2 วันหลังการติดเชื้อ โดยแผลมีขนาด 2-4 มิลลิเมตร สีขาวหรือเทาอ่อนมีขอบแดง ซึ่งส่วนใหญ่แผลหายภายใน 7 วัน

แพทย์จะวินิจฉัยจากลักษณะรอยแผลในปาก โดยเฮอแปงไจน่าจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากแผลจากโรคอื่น ๆ ทั้งนี้แพทย์จะซักประวัติอาการป่วยเพิ่มเติมอย่างละเอียด

การติดต่อของโรคเฮอร์แปงไจน่า

การติดต่อเกิดขึ้นได้จากการสัมผัส นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อุจจาระ หรือการแพร่เชื้อที่ปนเปื้อนมาในน้ำ อาหาร ภาชนะ มือ ของเล่น โต๊ะเก้าอี้ จึงมักพบในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

โรคเฮอร์แปงไจน่าอันตรายแค่ไหน?

โดยทั่วไปแล้วโรคเฮอร์แปงไจน่ามักจะมีอาการไม่รุนแรง ยกเว้นไข้สูง แต่ก็ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้จากโรคนี้ เช่น การอักเสบของก้านสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวพบได้น้อย

ตื่นตัวไม่ตื่นตูม

โรคเฮอร์แปงไจน่า ปาก ลำคอมีแผล
โรคเฮอร์แปงไจน่า ปาก ลำคอมีแผล

สำหรับไวรัสเอนเทอโร ที่เป็นไวรัสก่อโรคเฮอร์แปงไจน่า พบว่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบว่า ไวรัสเอนเทอโรเป็นต้นเหตุของสมอง และเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กอายุน้อยกว่า 14 ปี 34 ราย และผู้ใหญ่ 4 ราย จากจำนวนทั้งหมด 930 ราย

ทั้งนี้ ในผู้ใหญ่ พบว่าอาการไม่มากเป็นเพียงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และหายเองภายในเวลา 2-3 วัน และยังพบอีกว่า ทารกแรกคลอดเมื่อกลับบ้านก็มีโอกาสติดเชื้อได้ทันที และมีจำนวน 36% ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน ที่มีการติดเชื้อรุนแรงและสมองอักเสบ ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโร
“การที่ผู้ใหญ่พบการติดเชื้อน้อย น่าจะอธิบายจากการที่ได้สัมผัสเชื้อ ต่อเนื่องเป็นเวลานานจนมีภูมิต้านทาน ดังนั้น…ถ้ามีการติดเชื้อและมีอาการรุนแรงในวงกว้างของเชื้อเอนเทอโรในผู้ใหญ่ จำเป็นต้องมีการหาสาเหตุอย่างละเอียด…เมืองไทยก็มีสายพันธุ์ต่าง ๆ ของเชื้อเอนเทอโร 71 เกือบครบถ้วนไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านนัก”

โดยมีทั้ง C1 C2 และ C4 รวมทั้ง B5 แต่ก็ไม่มีโรครุนแรงดังเช่นประเทศต่างๆ เป็นเครื่องแสดงว่า ชนิดของสายพันธุ์มิได้เป็นตัวกำหนดความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นกับปัจจัยในคนอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ควรท่องจำกันให้ขึ้นใจนั่นก็คือ ข้อควรปฏิบัติในการป้องกันตนเอง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด “กินร้อน…ช้อนกลาง และล้างมือด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ ไอจามปิดปาก ผู้ใดมีอาการเจ็บป่วยต้องแยกตัวไม่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่น”

การทำความสะอาดกำจัดเชื้อก่อโรค

ถึงแม้เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ 70% จะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้มากมายหลายชนิด แต่ไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัส รวมถึงเชื้อก่อโรคมือเท้าปากที่กำลังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขวันนี้ ดังนั้น แม้สะดวกแต่ไม่ได้ผลในการกำจัดเชื้อวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสม คือ การล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ เพื่อชะล้างเชื้อจากผิวหนัง

ส่วนการฆ่าเชื้อที่พื้น และอุปกรณ์จะต้องใช้ Sodium hypochlorite 0.5% เช่น ไฮเตอร์ Clorox ในกรณีที่เป็นผง ให้ใช้ขนาด 5 กรัม กับน้ำ 950 ซีซี เก็บไว้ใช้ได้นาน 7 วัน ยกเว้นถ้าเปลี่ยนสีแสดงว่าหมดอายุต้องทิ้ง เตรียมใหม่ น้ำยานี้ใช้ทำความสะอาดพื้นผิว สิ่งของ เครื่องใช้ ชุบน้ำยาชุ่มเช็ดบนพื้นผิวที่ต้องการ หรือราดที่พื้น ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงล้างหรือเช็ดออก

การนำอุปกรณ์ที่ทำความสะอาดแล้วตากแดดให้แห้ง จะช่วยเสริมการกำจัดเชื้อได้ดีขึ้น ส่วนน้ำยาฆ่าเชื้ออื่นที่ใช้ไม่ได้คือ แอลกอฮอล์ 70% ไลซอล อีเทอร์ คลอโรฟอร์ม ไอโซโปรพานอล (isopropyl alcohol) ความร้อนต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส สำหรับอาหารควรอุ่นให้เดือดหรือร้อนจัดอย่างน้อย 10 นาที

เด็กเปิดเทอม ทำให้มีโอกาสติดเชื้อสูง
เด็กเปิดเทอม ทำให้มีโอกาสติดเชื้อสูง

 

ดูแลอย่างไร หากลูกป่วยเป็นเฮอร์แปงไจน่า

โรคนี้มีอาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ภายใน 7-10 วัน ด้วยการรักษาตามอาการ ดังนี้

  • ให้ยาลดไข้ พาราเซตามอล หรือ ให้ไอบูโปรเฟน ในกรณีเด็กมีไข้สูง โดยต้องมีการเช็ดตัวร่วมด้วยเสมอจนกว่าไข้จะลดลง
  • ให้เด็ก จิบ ดื่มน้ำเย็นบ่อย ๆ หรือดื่มนมเย็นที่มีรสไม่หวานมาก
  • กินน้ำแข็ง หรือไอศครีมที่มีรสชาติไม่เปรี้ยวและไม่หวานมาก
  • ให้อาหารจืด อ่อน ย่อยง่าย (ไม่ควรให้น้ำผลไม้หรืออาหารรสเปรี้ยวมาก)
  • ในกรณีที่เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร แพทย์อาจใช้ยาที่มีส่วนผสมของยาชา

แต่หากเด็กมีไข้สูง ได้ยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น เด็กมีอาการชักจากไข้สูง ไม่ยอมดื่มน้ำ นม หรือรับประทานอาหารได้น้อยมาก มีภาวะขาดน้ำที่เห็นได้ชัด เช่น ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้มมาก ริมฝีปากแห้ง ตาโหลลึก ซึมผิดสังเกต หรือแสดงอาการกระสับกระส่าย ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์โดยเร็ว

 

การป้องกันโรคเฮอร์แปงไจน่า

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคนี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลเรื่องสุขอนามัยให้ลูกอยู่เสมอ ดังนี้

หมั่นล้างมือ ป้องกันติดเชื้อ
หมั่นล้างมือ ป้องกันติดเชื้อ
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนหลังรับประทานอาหาร รวมถึงก่อนปรุงอาหาร
  • ใช้กระดาษชำระหรือผ้าเช็ดหน้าปิดเวลาไอจาม หรือใช้ท้องแขนปิดปาก
  • ทิ้งกระดาษชำระที่ใช้แล้วลงถังขยะ และล้างมือหลังจากใช้ห้องน้ำทุกครั้ง
  • ผู้ที่ดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ ต้องล้างมือก่อนและหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อม ชุดชั้นในเด็ก หรือหลังการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อุจจาระของเด็ก
  • หมั่นทำความสะอาด พื้น โต๊ะ เก้าอี้ ของเล่น และวัสดุอื่นที่เด็กชอบหยิบจับ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบ่อย ๆ
  • หากเด็กป่วยเป็นโรคเฮอร์แปงไจน่า ต้องหยุดเรียน 1 สัปดาห์  เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อ

เด็กเล็กภูมิคุ้มกันเขายังไม่มากพอ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรดูแลลูกรักอย่างใกล้ชิด หมั่นรักษาความสะอาด ดูแลสุขอนามัย โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่เป็นช่วงเปิดเทอมที่เด็ก ๆ ต้องอยู่รวมกลุ่มกันในโรงเรียน เมื่อลูกไม่สบาย พ่อแม่ก็อย่าประมาท เฝ้าระวังอย่าให้ลูกอาการหนัก เมื่อติดเชื้อ แม้โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจะมีน้อยก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก
โรงพยาบาลเปาโล , รายการพบหมอรามา , โรงพยาบาลสมิติเวช , www.thairath.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน ที่พ่อแม่ควรรู้!

มือเท้าปากระบาด เตือนคุณพ่อ คุณแม่ให้ระวัง

แผลในปาก ลูกน้อย สาเหตุและวิธีการดูแลรักษา

การติดเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 โรคระบาดสายพันธุ์รุนแรง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคจิต

โรคจิต แอบถ่ายในห้าง โดนเด็ก 10 ขวบสั่งสอนแบบนี้

โรคจิต แอบถ่ายต้องละอาย เมื่อเด็ก 10 ขวบ สั่งสอนชุดใหญ่ “หนูเป็นเด็กยังมีความคิดเลย พี่โตเท่าควายแล้วแต่ไม่มีความคิด” หลังถูกจับได้ว่าแอบถ่าย “แม่” ในห้องน้ำกลางห้างดัง

“ควรทำตัวดีกว่านี้” เด็ก 10 ขวบสั่งสอน โรคจิต แอบถ่ายแม่ในห้องน้ำ

รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ได้นำเสนอ เรื่องราวความกล้าหาญของหนูน้อยวัยเพียง 10 ขวบ ที่ออกโรงปกป้องคุณแม่สุดตัวหลังทราบว่ามีโจร โรคจิตแอบถ่ายคุณแม่ตัวเองในห้องน้ำ  เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ห้างแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง หลังพลเมืองดีจับกุมตัวชายวัย 21 ปีขณะใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายภาพหญิงวัย 37 ปีที่กำลังเดินเข้าห้องน้ำ พร้อมของกลางเป็นภาพถ่ายก้นของหญิงคนดังกล่าว

โรคจิต
เครดิตภาพจาก รายการ เรื่องเล่าเช้านี้

หญิงผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ว่า ตนไปซื้อของกับลูกสาววัย 10 ขวบ หลังจากซื้อของเสร็จจึงเข้าห้องน้ำก่อนกลับบ้าน ขณะเดินออกมาพบชาย โรคจิต คนนี้แอบถ่ายภาพตนเองตลอดทางรวมถึงผู้หญิงอีกหลายคนด้วย โชคดีที่มีพลเมืองจับตัวไว้ได้จึงโทรแจ้งตำรวจไปดำเนินคดี

นี่คือ…สาเหตุ “ลูกถูกล่วงละเมิดเพศ” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง!

เตือนภัย! ภัยใกล้ตัว คนคุ้นหน้าหวังฉุดดญ. ขึ้นรถตู้ “ข่มขืน”

 

เครดิตภาพจาก รายการ เรื่องเล่าเช้านี้

หลังจากสอบสวน ชายคนดังกล่าวยอมรับสารภาพว่าแอดถ่ายคลิปไว้จริง จึงถูกตั้งข้อกล่าวหาก่อนความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อื่นตามมาตรา 394 โดยต้องจ่ายค่าปรับ 1,000 บาท พร้อมกล่าวตักเตือน และปล่อยตัวไป

โรคจิต
เครดิตภาพ: รายการเรื่องเล่าเช้านี้

แต่ลูกสาววัย 10 ขวบใจกล้าคนนี้ไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ เธอเดินตรงเข้าไปต่อว่า พร้อมกับอบรมสั่งสอนหนุ่มโรคจิตคนนี้อย่างไม่เกรงกลัว โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

 “คนไทยต้องเป็นคนดีนะ ไม่ใช่แบบนี้ พี่จำไว้ด้วยนะ รู้ไหมหนูเป็นเด็ก หนูยังมีความคิดเลย พี่โตเท่า…พี่ไม่มีความคิดเลย”

 “หนูดูพี่มีระดับนะ แต่พี่ทำตัวเหมือน… ควรทำตัวให้ดีกว่านี้นะ”

“ รู้ไว้ด้วยว่าพ่อแม่ลูกคนอื่นเขาก็เสียใจ รู้ไหมถ้าพ่อแม่พี่รู้ว่าพี่เป็นคนแบบนี้ พ่อแม่พี่จะรู้สึกยังไง ทีนี้อย่าทำอีกนะ”

งานนี้บอกได้คำเดียวว่า…มีแต่อาย

สอนลูกรับมือ โรคจิต แบบไหนให้ได้ผล

ปัญหาคุมคามทางเพศจากคนโรคจิตเกิดขึ้นบ่อยๆกับผู้หญิงทุกวัย ไม่เว้นแม่แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนวิธีรับมือให้กับลูกน้อยเป็นความรู้ติดตัวไว้เอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน และไม่ตกเป็นเหยื่อของอันตรายเหล่านี้

  • คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความใส่ใจ คอยดูแล และให้ความใกล้ชิดกับลูกมาก ๆ และที่สำคัญคือ อย่าปล่อยให้ลูกต้องอยู่คนเดียว คุณพ่อคุณแม่บางท่านพาลูกไปด้วยทุกที่เพราะกลัวลูกจะเป็นอันตรายหากต้องอยู่ห่างจากสายตา
  • สอนให้ลูกรู้จักระมัดระวังตัว อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • สอนให้ลูกปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เช่น เด็กในช่วงวัยเริ่มเป็นวัยรุ่นประมาณ 12 ปี ขึ้นไปมักจะต้องการเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม จึงมักแสดงออกหรือทำตัวเพื่อให้อีกฝ่ายสนใจ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสอนให้ลูกอย่าทำตัวล่อแหลม และคอยดูแลในเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสม ไม่เปิดนั่นเว้านี่ เพราะจะเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่ายขึ้น

 เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

  •   หากใส่กระโปรงสั้น ควรสอนให้ลูกใส่กางเกงซับในเสมอ
  • หากลูกสาวโตพอที่จะเข้าห้องน้ำเองได้ เวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะควรสอนให้ลูกสังเกตรอบๆ ห้องว่ามีรู รอยแยก หรือสิ่งของที่ไม่ควรอยู่ในห้องน้ำหรือไม่ เพราะอาจเป็นกล้องที่โจร โรคจิตติดตั้งไว้สำหรับแอบถ่าย
  • หากไม่แน่ใจ ควรแนะนำให้ลูกหาแฟ้ม กระเป๋านักเรียน หรือกระดาษมีปิดไว้ก่อนถอดเพื่อทำธุระ
  • เวลาขึ้นบันได หรือนั่งเก้าอี้ในรถสาธารณะ พยายามเอากระเป๋ามาบังหรือปิดกระโปรงไว้
  • พยายามอย่าเข้าใจวัตถุต้องสงสัยว่าติดกล้อมแอบถ่ายไว้ ส่วนใหญ่มักวางไว้ที่พื้นเช่น กระเป๋า หรือรองเท้า
  • การแอบถ่ายใต้กระโปรงมักเกิดจากด้านหลัง หากไปในที่คนพลุกพล่านควรสอนให้ลูกหันมองด้านหลังบ่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณก่อนขึ้นบันได
  • พูดคุยกับลูกอย่างเปิดอกเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อให้ลูกสิ่งนี้เป็นเรื่องเลวร้าย ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม หากใครมากรทำแบบนี้กับลูก ให้บอกพ่อแม่ คุณครู หรือเจ้าหน้าที่ได้ทันที
  • กรณีลูกโดนแอบถ่าย สอนลูกให้ตั้งสติก่อน แล้วแสดงออกว่า เรารู้ตัวและไม่ยินยอม
  • ลุกหนีออกจากบริเวณดังกล่าวทันที และร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างให้เร็วที่สุด
  • แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด

แหล่งข้อมูล  รายการเรืิ่องเล่าเช้านี้    www.thairath.co.th  sistacafe.com

 

ข้อเท็จจริง มิจฉาชีพ ทำไมถึงลักพาตัวเด็กน้อย

 

สอนลูกให้รู้จัก “พื้นที่ส่วนตัว” ป้องกันถูกละเมิดทางเพศ

 

ลูกโตก่อนวัย ภัยอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น สุดง่าย เห็นผลใน 5 วัน

เชื่อว่าคุณแม่หลังคลอดหลายคนกำลังกังวลกับปัญหาน้ำหนักเกิน รูปร่างไม่กระชับเหมือนก่อนตั้งท้อง แต่ไม่สามารถออกกำลังกายอย่างเต็มที่เพื่อลดน้ำหนักได้เพราะร่างกายยังฟื้นตัวได้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังต้องกินอาหารบำรุงเพื่อให้นมลูกอีกด้วยใช่ไหมคะ? วันนี้ ทีมแม่ ABK มีเคล็ดลับดี ๆ มาฝาก กับ เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น ที่ให้คุณแม่หลังคลอดได้ลดน้ำหนักง่าย ๆ จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลยค่ะ

 

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น

ทำง่าย แค่อาบน้ำก็ลดน้ำหนักได้ เห็นผลใน 5 วัน

 

รู้ไหม แค่อาบน้ำอุ่นก็ลดน้ำหนักได้

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

การอาบน้ำ ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำความสะอาด ชำระล้างสิ่งสกปรก และทำให้รู้สึกผ่อนคลายหลังจากทำงานอย่างเหนื่อยล้ามาทั้งวันเท่านั้น แต่การอาบน้ำอุ่นตามเทคนิคลดน้ำหนักนี้ จะเป็นการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกาย และทำให้คุณแม่หลังคลอด รวมไปถึงคุณผู้หญิงทุกคนสามารถลดน้ำหนักได้อย่างง่าย ๆ ด้วยค่ะ

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ด้วยการอาบน้ำอุ่น

โดยปกติแล้ว การแช่น้ำอุ่นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที ความร้อนและความดันของน้ำจะช่วยให้การหมุนเวียนเลือดและของเหลวในร่างกายดีขึ้น ซึ่งจะช่วยกำจัดของเสียและไขมันส่วนเกินได้ และมีเคล็ดลับที่สาวญี่ปุ่น มักจะทำหลังอาบน้ำเสร็จ เป็นเคล็ดลับที่ง่าย รวดเร็ว และได้ผลจริง มีวิธีดังนี้ค่ะ

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด เทคนิคที่ 1

เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ให้ปรับอุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 38-41 องศา จากนั้นยืนหันหลังให้ฝักบัว แล้วใช้ฝักบัวฉีดค้างลงตรงบริเวณก้นกบ(บริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ) ให้น้ำไหลผ่านประมาณ 15-30 วินาที

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

วิธีนี้จะช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น และช่วยให้ระบบเผาพลาญดีขึ้น ผลลัพธ์ของสาวญี่ปุ่นที่ได้ลองทำติดต่อกัน 5 วัน พบว่าน้ำหนักลดลงไป 1 กิโลกรัม

อ่านเพิ่มเติม >> 9 วิธีลดน้ำหนักหลังคลอด..ให้คุณแม่กลับมาสวยเป๊ะเหมือนเดิม!

 

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด เทคนิคที่ 2

เทคนิคที่ 2 เป็นเทคนิคลดหน้าท้อง และลดน้ำหนัก ที่ทำได้ง่ายอีกวิธีหนึ่งค่ะ คุณผู้หญิงและคุณแม่หลังคลอดสามารถทำได้ขณะอาบน้ำเช่นกัน ไปดู 4 ขั้นตอนลดหน้าท้องและลดน้ำหนักด้วยน้ำอุ่นกันค่ะ

1. เตรียมน้ำอุ่นประมาณ 40 องศาเซลเซียส
2. นั่งคุกเข่าในน้ำในท่าตัวตรงยืดอก ใช้มือแนบที่บริเวณหน้าท้องช้า ๆ ค่อย ๆ ลูบกดลงเบา ๆ ประมาณ 20 ครั้ง

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

3. ใช้ฝ่ามือคลึงบริเวณหน้าท้อง ในลักษณะวงกลมวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ประมาณ 20-30 ครั้ง

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

4. ฉีดน้ำอุ่นที่ปรับอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย บริเวณหน้าท้อง

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

 

อ่านเพิ่มเติม >> “แช่น้ำอุ่น สูตรลดน้ำหนัก” ตามสไตล์ของคุณแม่ชาวญี่ปุ่น!

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ด้วยการดื่มน้ำอุ่น

การอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น นอกจากจะช่วยให้ผ่อนคลายและเป็นเคล็ดลับลดน้ำหนักได้แล้ว การดื่มน้ำอุ่นยังมีประโยชน์กับร่างกายมากกว่าที่่คิดด้วยนะคะ

ดื่มน้ำอุ่น ดีอย่างไร?

1. ช่วยป้องกันอาการบวมน้ำและความอ้วนจากไขมันสะสม การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกาย และเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญอาหารและขยายหลอดเลือด จึงช่วยป้องกันอาการดังกล่าวได้

2. ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกอบอุ่นที่เยื่อเมือกในช่องปาก เพิ่มความเร็วในการไหลเวียนเลือดไปยังกระเพาะอาหาร ซึ่งจะส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่าอิ่มเร็วขึ้น จึงลดการกินอาหารส่วนเกินได้

3. ช่วยปรับสภาพผิวแห้งและบอบบาง เนื่องจากน้ำอุ่นช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือดได้ถึง 3,000 มิลลิลิตรต่อนาที ทำให้เอนไซต์ภายในเซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า และยับยั้งการสร้างเม็ดสีตัวการของผิวหมองคล้ำได้อีกด้วย

4. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยป้องกันอาการเลือดข้นกว่าปกติ จึงไม่เป็นต้นเหตุแพร่กระจายของแบคทีเรียในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวที่เป็นส่วนสำคัญของภูมิคุ้มกัน  ทำให้ร่างกายแข็งแรง

 

เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด

 

เคล็ดลับลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำอุ่น

และวันนี้ นอกจากจะมี เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด มาแบ่งปันแล้ว ทีมแม่ ABK ยังมีเคล็ดลับในการดื่มน้ำอุ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกายมาฝากด้วย

1. ดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอนตอนเช้า โดยให้ดื่มน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส 1 แก้ว

2. อย่าเพิ่งกลืน เมื่อดื่มน้ำอุ่นอึกแรก อย่าเพิ่งรีบกลืน ให้กลั้วคอทําความสะอาดช่องปากแล้วค่อยบ้วนทิ้ง เพราะการกลั้วคอจะช่วยทําความสะอาดช่องปากในตอนเช้า วิธีนี้สามารถเพิ่มภุมิคุ้มกันโรคในช่องปากได้

3. ค่อย ๆ ดื่ม ขณะดื่มน้ำอุ่น ห้ามดื่มอึกใหญ่โดยเด็ดขาด ให้ค่อย ๆ ดื่มน้ำลงท้องเพื่อกระตุ้นอวัยวะภายในช้า ๆ อย่างนุ่มนวล น้ำ 1 แก้ว ควรใช้เวลาดื่มประมาณ 10 นาที จึงจะเหมาะสมที่สุด วิธีนี้เป็นการฝึกความอดทนและจดจ่ออยู่กับความรู้สึกของร่างกาย

4. ให้ดื่มน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิผิวหนัง หรือประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะ เพราะไม่ร้อนและไม่เย็นเกินไป ซึ่งจะทําให้กระบวนการเคมีที่สลายโมเลกุลใหญ่ทํางานดีขึ้น

 

อ่านเพิ่มเติม >> เผยสูตร ดื่มน้ำลดความอ้วน “ดื่มถูกหลัก” ได้ผลเริ่ด แถมสุขภาพดี!

อ่านเพิ่มเติม >> อยากผอมต้องสูตรนี้! 7 สูตร น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก สำหรับแม่หลังคลอด

 

ยังไม่หมดเท่านี้นะคะ เรายังมีสูตรเครื่องดื่มลดความอ้วนด้วยน้ำอุ่น มาฝาก เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้คุณผู้หญิงสามารถทำดื่มกันได้ตามความชอบ ดังนี้

ดื่มน้ำอุ่น กับ มะนาว

แช่มะนาวฝาน 1 ชิ้นลงในน้ำอุ่น แล้วดื่ม กลิ่นน้ำมันหอมระเหยของมะนาวจะช่วยระงับความอยากอาหาร ทำให้กินอาหารน้อยลง หรืออาจจะนำน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นแล้วดื่มหลังตื่นนอนเป็นประจำ จะช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย และทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยนะคะ

ดื่มน้ำอุ่น กับ กีวี

แช่ กีวีหั่น 1 ชิ้นลงในน้ำอุ่น เติมน้ำผึ้งเล็กน้อย แล้วดื่ม กีวีมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน และอุดมด้วยใยอาหาร จึงกระตุ้นการย่อยของกระเพาะอาหารให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ดื่มน้ำอุ่น กับ สะระแหน่

แช่สะระแหน่ 3 ใบลงในน้ำอุ่น แล้วดื่ม สะระแหน่มีสรรพคุณกระตุ้นการเผาผลาญ กลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่เย็นสดชื่นยังทำให้สมองตื่นตัว ยิ่งส่งเสริมการเผาผลาญให้ดีมากยิ่งขึ้น

 

จาก เทคนิคลดน้ำหนักหลังคลอด ฉบับญี่ปุ่น และเคล็ดลับการลดน้ำหนักด้วยการอื่มน้ำอุ่นที่ได้แบ่งปันไปข้างต้น หากใครได้ลองทำดูแล้ว ได้ผลหรือไม่อย่างไร อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนักที่ได้ผล ก็คือ ความมีวินัย ค่ะ เพราะนอกจากเทคนิคที่เราได้แบ่งปันแล้ว ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าทำได้ รับรองว่ารูปร่างที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรง อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : moteco-web.jp , www.cosmenet.in.th , goodlifeupdate.com
และข้อมูลประกอบจาก
: นิตยสารชีวจิต , women.mthai.com

 

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

5 วิธีฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด ให้กลับมาแข็งแรง สุขภาพดี

กินไข่ ลดน้ำหนัก อย่างไรให้แม่ลดอ้วน ?

2 สูตร น้ำขิง ลดน้ำหนัก กินแล้วสวย หุ่นดี

อ้วนหลังคลอด น่ากลัวอย่างไร อยากรู้ต้องอ่าน!

 

 

 

ผมร่วงหลังคลอด แม่มือใหม่รับได้มั้ย 6 เคล็ดลับป้องกันผมร่วงให้ลูกจำหน้าแม่ได้แบบสวยๆ

สำหรับคุณแม่มือใหม่หลาย ๆ คนต้องเผชิญปัญหา ผมร่วงหลังคลอด ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์เห็นผมของตัวเองร่วงหลุดออกมาเยอะมาก อาจจะรับไม่ได้ เป็นเพราะอะไรทั้งที่ก่อนคลอดผมยังดูดก ไม่ร่วงบาง ผมร่วงเยอะแบบนี้อันตรายมั้ย แล้วจะหยุดร่วงเมื่อไหร่ มาหาคำตอบกันค่ะ

ผมร่วงหลังคลอด เกิดจากอะไร แม่มือใหม่รับได้มั้ย?

โดยปกติผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนมี “ผมร่วง” เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่ปัญหาของคุณแม่มือใหม่ที่ต้องเจอคือเส้นผมหลุดร่วงหนักมากหลังคลอด ทั้งที่ในระหว่างตั้งครรภ์กลับพบว่ามีผมร่วงน้อยมาก แม้กระทั่งก่อนตั้งครรภ์ในคนที่เคยมีผมร่วงง่าย เส้นผมที่ควรจะร่วงปกติก็กลับยังคงอยู่ แถมเส้นผมยังดูมีสุขภาพดีอีกด้วย นั่นเป็นเพราะความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้เส้นผมแข็งแรงและดกหนาไม่ค่อยร่วงเลยในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ฮอร์โมนตัวนี้จะลดฮวบลงหลังคุณแม่คลอดลูก ทำให้เส้นผมที่เคยอยู่ในช่วงเติบโตเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนไปอยู่ในช่วงพัก หลังจากที่เคยหยุดร่วงนานกว่า 9 เดือน และกลับมาหลุดร่วงออกไปจากศีรษะพร้อม ๆ กัน ทำให้คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญกับภาวะ “ผมร่วงหลังคลอด”

ผมร่วงผิดปกติ

ผมร่วงหลังคลอดอันตรายไหม แบบไหนเรียกว่า “ร่วงผิดปกติ”

อาการของผมร่วงหลังคลอดจะเป็นการร่วงกระจายไปทั่วบริเวณศีรษะจนสังเกตได้ ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่ดูเหมือนว่ามี “ผมร่วงมากขึ้น” กว่าปกติ ในช่วงประมาณ 1-6 เดือนหลังคลอด (เฉลี่ยอยู่ที่ 3 เดือน) โดยเส้นผมจะร่วงได้มากถึงวันละ 400 – 500 เส้น ไม่ว่าจะเป็นตอนสระผม ตอนหวีผม บางครั้งร่วงเป็นกระจุก บางครั้งอาจไม่พบทันที่หลังคลอดแต่กลับพบว่าผมเริ่มร่วงมากเมื่อเข้าสู่ช่วงประมาณ 3-4 เดือนหลังคลอดก็ได้ ทำให้คุณแม่หลายคนมีอาการผมร่วงหลังคลอดเกิดขึ้นเมื่อทารกอายุได้ 3 เดือน

ทั้งนี้อาการผมร่วงหลังคลอดถือว่าไม่เป็นอันตรายและไม่ได้เกิดขึ้นกับแม่ทุกคน ซึ่งถือว่าเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น อาการผมร่วงจะเกิดขึ้นและจะหยุดร่วง มีเส้นผมงอกขึ้นใหม่เข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อถึงช่วง 6-12 เดือนหลังคลอด และอาจจะมีผมร่วงบ้างเป็นปกติ แต่ถ้าหลังจากนี้คุณแม่สังเกตว่าผมยังร่วงมากผิดปกติ มีการร่วงต่อเนื่องเกินร่วงเกินวันละ 30-50 เส้น อาการผมร่วงยังไม่หายไปหลังจากคลอดลูกแล้วกว่า 1 ปี อาจเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย เช่น โรคโลหิตจาง หรือโรคที่เกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุของอาการผมร่วงและแนวทางการรักษาต่อไป

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะผมหลุดร่วงหลังคลอดได้อีก เช่น

  • ภาวะโภชนาการบกพร่อง การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะแม่ท้องที่กินอาหารน้อยเกินไปหรือลดกินอาหารที่มีสารอาหารจำพวก วิตามินบี 3, บี 5, บี 6, และบี 7 (ไบโอติน) ธาตุเหล็กและ สังกะสี ทำให้แม่ท้องขาดสารอาหารเหล่านี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมร่วงได้
  • ภาวะไข้สูง มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หลังจากมีไข้สูง 39-40 องศา ก่อนจะมีผมร่วง 60-120 วัน เช่น โรคไข้เลือดออก, ไข้หวัดใหญ่, ไข้จากการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ อาการผมร่วงจากภาวะนี้ อาจจะเป็นผลโดยตรงจากโรคเหล่านี้หรือเป็นจากยาที่ใช้รักษาโรคเหล่านี้ที่ได้รับช่วงเจ็บป่วย
  • ความเครียด แม่หลังคลอดอาจเกิดภาวะเครียดที่ขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดูลูกในบทบาทคุณแม่มือใหม่ การให้นม อาการที่เกิดขึ้นหลังคลอด ฯลฯ ซึ่งเมื่อเกิดความเครียดจะส่งผลโดยตรงกับฮอร์โมนในร่างกาย อาจหยุดการทำงานที่ไม่จำเป็นเช่น การสร้างผมก็หยุดไว้ก่อน จนทำให้ผมร่วง

กินยาคุมผมร่วง

  • การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ชนิดฮอร์โมนรวม อาจทำให้เกิดผมร่วงได้โดยเฉพาะคนที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เพราะยาคุมกำเนิดส่งผลกระทบต่อการเจริญปกติของเส้นผมได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดอาการผมร่วงในระยะ 3 เดือนแรกหลังจากได้ใช้ยาคุมกำเนิดไปสักระยะแล้ว หลังจากหยุดใช้ยาคุมกำเนิด ภาวะผมร่วงจะยังไม่หยุดทันที อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน อาการผมร่วงจึงจะหยุดร่วง จากนั้นเส้นผมจะงอกขึ้นมาใหม่แล้วแต่ปฏิกิริยาของแต่ละบุคคล สำหรับคุณแม่หลังคลอดลูกแล้ว ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้หลัง 6 เดือนขึ้นไป แต่ควรระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นด้วย
  • การสระผมบ่อยเกินไป คุณแม่ที่ชอบสระผมทุกวันอาจทำให้หนังศีรษะแห้ง จนเกิดอาการคันศีรษะ ระคายเคือง จนเป็นรังแค และทำให้ผมร่วงได้ในที่สุด รวมถึงการใช้ไดร์เป่าผมหลังสระผมบ่อยเกินไป ความร้อนที่นอกจากจะทำให้ผมแห้งเสีย ขาดความชุ่มชื่นแล้ว ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ผมขาดหลุดร่วงจากการทําสี
ผมขาดหลุดร่วงจากการทําสี
  • ทำสีผม ดัดผม ยืดผม สารเคมีจากน้ำยาเหล่านี้นอกจากจะทำร้ายสุขภาพเส้นผมแล้ว ยังทำร้ายหนังศีรษะ เนื่องจากสารเคมีจะซึมลึกเข้าไปถึงโคนผม ทำให้มีอาการคันและผมร่วงตามมา โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่อยู่ในช่วงให้นมลูก ที่นอกจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ผมร่วงอยู่แล้ว แม้การทำสีผม ดัดผม ยืดผมสามารถทำได้ แต่อาจจะต้องคิดให้ดีเพื่อไม่ให้ผมหลุดร่วงมากกว่าเดิม

6 เคล็ดลับป้องกันผมร่วงให้ลูกจำหน้าแม่ได้แบบสวยๆ

1.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมร่วงเกิดจากการขาดสารอาหาร ซึ่งการรับประทานครบ 5 หมู่นั้นก็จะมีส่วนช่วยทำให้เส้นผมงอกขึ้นใหม่ แต่ในช่วงที่มีอาการผมร่วงหลังคลอดคุณแม่ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม ได้แก่

  • อาหารที่มีธาตุเหล็กได้แก่ ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ และผักใบเขียวต่างๆ
  • อาหารที่มีธาตุสังกะสีได้แก่ ธัญพืช ข้าวโพด ข้าวกล้อง และเนื้อสัตว์
  • อาหารที่มีวิตามิน B และไบโอตินสูงได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องใน ปลาเนื้อขาว ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ข้าว ข้าวโพด ธัญพืชไม่ขัดสี และผักหลากสี เป็นต้น
  • ผลไม้ที่อุดมด้วย วิตามินซี วิตามินอี ซิลิเนียม ทองแดง เป็นต้น เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงและสุขภาพของเส้นผมให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด อาหารที่ใส่ผงชูรสเยอะ หรืออาหารที่มีไขมันสูงด้วยจะดีที่สุด

2.ไม่เครียด/ ไม่จิตตก

คุณแม่มือใหม่หลายคนมีภาวะเครียดจากการเลี้ยงลูก ไหนจะต้องปรับตัวกับบทบาทใหม่ ซึ่งการเกิดภาวะเครียดก็เป็นสาเหตุของผมหลุดร่วงได้ วิธีแก้ปัญหาคือ การปล่อยใจให้สบาย ๆ หลีกเลี่ยงเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียด หากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายให้เวลากับตัวเองเพื่อไม่ให้เครียดจากการเลี้ยงลูกมากเกินไป เช่น ออกกำลังกาย ฟังเพลง ทำงานอดิเรกที่ชอบ กินให้อิ่ม นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และหาผู้ช่วยมาสลับสับเปลี่ยนเลี้ยงลูกน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ บ้าง

3.หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด

ในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ถือเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 98% ดังนั้นเพื่อไม่ให้มีภาวะผมร่วงมากยิ่งขึ้น ในระยะนี้คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม หากใช้ยาคุมกำเนิดแล้วมีอาการผมร่วงไม่หาย หรือผมร่วงมากกว่าผิดปกติ หากสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าเกิดจากยาคุมกำเนิดหรือไม่ ควรเปลี่ยนชนิดยาคุมกำเนิดที่ใช้หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด

4.สระผมให้ถูกวิธี

แม้การสระผมจะดูเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้จากการสระผมบ่อย ๆ ซึ่งที่ถูกต้องนั้นควรสระผมวันเว้นวัน ใช้แชมพูที่อ่อนโยน และในขณะสระผมไม่ควรเกาหนังศีรษะแรง ๆ ควรใช้ปลายนิ้วมือนวดเบา ๆ เป็นการกระตุ้นเส้นเลือดที่หนังศีรษะเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดที่รูขุมขนทำให้รากผมแข็งแรงขึ้นได้และหลังจากสระผมเสร็จแล้วควรเช็ดและปล่อยให้ผมแห้งเองตามธรรมชาติ ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมหรือใช้เครื่องหนีบผมด้วยความร้อน เพราะจะยิ่งทำให้เส้นผมหลุดร่วง บางลงกว่าเดิมจนทำให้คุณแม่เสียความมั่นใจ

แก้ปัญหาผมร่วงหลังคลอด

5.หลีกเลี่ยงการทำสี ดัด ย้อมผม

เรื่องความสวยงามมาคู่กับผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่รู้สึกตัวเองโทรม อยากเข้าร้านเสริมสวย ทำผม เพื่อปรับปรุงให้หน้าตาดูสดใส แต่การใช้ความร้อนกับเส้นผม รวมไปถึงการใช้สารเคมีในการเปลี่ยนสีผม ดัด หรือย้อมผมบ่อย ๆ จะทำให้เส้นผมอ่อนแอและง่ายต่อการหลุดร่วง

6.ตัดผมให้สั้นลงหรือเปลี่ยนทรงผม

หากผมหลุดร่วงเป็นปริมาณมากจนมองเห็นหนังศีรษะ คุณแม่อาจแก้ไขด้วยการตัดผมให้สั้นลงเพื่อลดอาการผมร่วง หรือเปลี่ยนทรงผมเป็นทรงอื่นที่ช่วยให้ผมดูหนาขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้คุณแม่เพิ่มขึ้นได้

แม่ผมร่วง ลูกจําหน้าได้
แม่ผมร่วง ลูกจําหน้าได้

ผมร่วงหลังคลอดแสดงว่าลูกจำหน้าแม่ได้จริงหรือ?

โดยปกติพัฒนาการทารกในช่วงอายุระหว่าง 3 – 5 เดือน ลูกจะเริ่มมองเห็นได้ดีขึ้น ด้วยความใกล้ชิดและความผูกพันที่แสนวิเศษจะทำให้ลูกจำหน้าคุณแม่ได้ และที่กล่าวกันว่า ผมร่วงหลังคลอดแสดงว่าลูกจำหน้าแม่ได้ เนื่องจากภาวะผมที่ร่วงมากนั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ 3-6 เดือนหลังคลอด เป็นช่วงเวลาเดียวกับพัฒนาการของทารกที่ลูกจะเห็นหน้าและจดจำหน้าแม่ได้นั่นเอง โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยจำหน้าคุณแม่ได้แล้ว เช่น

  • จ้องหน้าแม่ไม่ละสายตา ลูกจะมองทุกอย่างที่เป็นแม่ไม่ว่าจะเป็นดวงตา ผม รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะดังนั้นไม่ว่าคุณแม่จะมีผมหลุดร่วงในช่วงนี้ หรือจะเปลี่ยนทรง ตัดผม เจ้าตัวน้อยก็ยังจำหน้าแม่ได้ชัดเจน
  • จำกลิ่นแม่ได้ กลิ่นตัวของแม่นั้นมีลักษณะเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร ลูกสามารถจำได้ว่าคน ๆ นั้นไม่ใช่แม่ของตัวเองภายในช่วงเวลาเพียงไม่นาน
  • จำเสียงแม่ได้ เพียงแค่ได้ยินเสียงแม่ ลูกจะหันหน้าตามทุกครั้งที่ได้ยินเสียง และจะแสดงความกระตือรือร้นหันตามหาเสียงของแม่อย่างจริงจัง
  • พูดส่งเสียงไม่หยุด ทุกครั้งที่แม่อยู่ใกล้ ๆ และมองเห็นแม่อยู่ตรงหน้า เจ้าตัวน้อยจะส่งเสียงคุยอ้อแอ้ เริ่มยิ้ม และมีปฏิสัมพันธ์กับคุณแม่

ถึงแม้ว่าการเป็นคุณแม่มือใหม่จะทำให้เส้นผมที่รักจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อาการผมร่วงหลังคลอดอาจทำให้คุณแม่หลายคนหวั่น ๆ กลัวว่าผมจะบาง หมดสวยลงไปบ้าง แต่ก็เป็นเพียงอาการชั่วคราวที่คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ในระยะนี้ถ้าคุณแม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และหลัง 6 เดือนเมื่อฮอร์โมนเข้าที่เข้าทาง วงจรการเติบโตของเส้นผมเข้าสู่ภาวะปกติผมก็กลับมางอกใหม่ ให้คุณแม่สวยได้เหมือนเดิมแล้วละคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pobpad.comwww.lovefitt.com

อ่านต่อเรื่องอื่นที่น่าสนใจ คลิก!: 

วิธีรับมือ ผมร่วง หลังคลอด ด้วย 15 สูตรสมุนไพรแก้ผมร่วง

คลิกเลย! ทรงผมเสริมดวง แม่ 12 ราศี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีเพิ่มความสูง

ฮาวทู 5 วิธีเพิ่มความสูง อยากให้ลูกสูง ต้องทำแบบนี้ทุกวัน

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวิตกกังวลกลัวว่าลูกเตี้ย มีความสูงไม่ได้มาตรฐานสมวัย สูงไม่เท่าเพื่อนในวัยเดียวกัน มาลองดู วิธีเพิ่มความสูง ที่เป็นแนวทางช่วยให้ลูกมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นมาได้

ปัจจัยที่ส่งต่อผลความสูงและ วิธีเพิ่มความสูง ให้ลูกรัก

หากคุณพ่อคุณแม่มองว่าลูกตัวเล็ก กลัวว่าลูกไม่สูงสมวัย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ส่วนสูง” ของเด็กแต่ละคนนั้นจะมีอัตราความสูงที่ไม่เท่ากัน และมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความสูงได้ เช่น

  • กรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่พบมากที่สุด ในกรรมพันธุ์ของพ่อแม่มีผลประมาณ 60-80 % หากพ่อแม่สูงทั้งคู่ลูกก็มีโอกาสที่จะสูง หรือถ้าพ่อแม่ไม่สูงทั้งคู่ ลูกก็จะมีโอกาสไม่สูงได้ แต่ถ้าพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูง ลูกก็จะมีความสูงในระดับกลาง ๆ ซึ่งพันธุกรรมของฝ่ายแม่จะมีผลต่อความสูงมากกว่าฝ่ายพ่อ
  • โภชนาการ อาหารมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของลูกตั้งแต่ในช่วงตั้งครรภ์ได้รับและในวัยที่กำลังเจริญเติบโต การได้สารอาหารไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม หรือลูกมีพฤติกรรมที่เลือกกิน ลูกกินน้อย ก็อาจทำให้เด็กเจริญเติบโตช้าและตัวเตี้ยกว่าเด็กที่มีโภชนาการดี
  • ขาดการออกกำลังกายในวัยเด็ก
  • ลูกเครียด อันเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือการเลี้ยงดู ซึ่งความเครียดจะมีผลโดยตรงต่อการหลั่งฮอร์โมนในการเจริญเติบโต

ลูกเครียด

  • การเจ็บป่วยหรือป่วยเรื้อรังด้วยโรคหรือความผิดปกติบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและส่วนสูงได้ เช่น โรคหอบหืด ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ความผิดปกติเกี่ยวกับต่อมนี้อาจส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าคนทั่วไป โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว เป็นต้น รวมถึงการใช้ยาบางตัวในการรักษาโรคอาจมีผลกับการเจริญเติบโต หรือการที่ร่างกายถูกกระทบกระเทือนทางศีรษะอย่างแรงหรือบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น การหกล้ม ตกบันได ตกชิงช้าก็มีผลต่อความสูงได้เช่นเดียวกัน
  • ร่างกายขาดฮอร์โมนที่ช่วยเจริญเติบโตหรือความสูงหรือฮอร์โมนไม่สมดุล ได้แก่ ภาวะขาดโกรทฮอร์โมน ฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน ( ในเพศหญิง) และเทสโทสเตอโรน (ในเพศชาย) ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและช่วยควบคุมสมดุลของการสร้างกระดูก ทำให้เด็กมีความสูงไปตามพันธุกรรมที่กำหนดไว้ รวมทั้งภาวะขาดไทรอยด์ (Thyroid Gland) โดยเฉพาะไทร็อกซิน (Thyroxin) เป็นตัวกระตุ้นให้กระดูกมีพัฒนาการที่ดีหากขาดตัวนี้อาจทำให้เตี้ยและไม่สมส่วนได้

อัตราความเร็วในการเพิ่มส่วนสูงของเด็กแต่ละวัย

  • ทารกแรกเกิดมีส่วนสูงเฉลี่ย 50 เซนติเมตร
  • ช่วงอายุ 6 เดือนแรก เด็กสูงขึ้นเฉลี่ย 2.5 เซนติเมตรต่อเดือน/ ช่วงอายุ 6 เดือนหลัง เด็กสูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 เซนติเมตรต่อเดือน
  • ช่วงอายุ 1-2 ปี ความสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12 เซนติเมตร
  • ช่วงอายุ 2-7 ปี ความสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-6 เซนติเมตร/ปี
  • ช่วงอายุ 8-15 ปี ความสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7-8 เซนติเมตร/ปี

ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ

ช่วงเวลาที่เด็กแต่ละเพศสามารถสูงได้อย่างรวดเร็วที่สุด คือ

  • อัตราการเจริญเติบโตร่างกายของเด็กผู้หญิง มักเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 9-10 ปี จะสามารถสูงได้มากที่สุดตอนอายุ 11 ปี ในช่วงวัยก่อนมีประจำเดือน ซึ่งในช่วงเวลานี้เด็กหญิงจะสามารถสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 8-10 เซนติเมตรต่อปี ถือว่าเป็นช่วงเป็นโอกาสทองของความสูง และจะสูงขึ้นช้าลงเมื่อมีประจำเดือน จนกระทั่งอายุประมาณ 16-18 ปี ความสูงก็จะค่อนข้างคงที่หรือหยุดสูง
  • อัตราการเจริญเติบโตร่างกายของเด็กผู้ชาย มักเริ่มต้นเมื่ออายุประมาณ 11 ปี และจะสามารถสูงได้มากที่สุดตอนอายุ 13 ปี และความสูงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 4-5 ปี จนกระทั่งร่างกายจะค่อย ๆ ลดอัตราการเติบโตลงเมื่อมีอายุ 18-20 ปี

ดังนั้นความสูงของร่างกายเด็กจะคงที่และมีร่างกายมีการเติบโตเกือบเต็มที่เช่นเดียวกับความสูงของผู้ใหญ่ ในช่วงอายุ 17-18 ปีและร่างกายจะหยุดสูงเมื่อมีอายุ 20 ปี

หยุดสูงตอนอายุเท่าไหร่

ทำไมร่างกายถึงหยุดสูง?

การเจริญเติบโตของร่างกายบางด้านนั้นมีข้อจำกัด รวมถึงความสูงที่จะหยุดสูงในที่สุด เนื่องจากการหยุดเจริญเติบโตของกระดูก โดยเฉพาะบริเวณแผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate) ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนพิเศษบริเวณส่วนปลายของกระดูกยาว ซึ่งในช่วงวัยเด็กกระดูกส่วนนี้ยังเจริญเติบโตต่อเนื่องส่งผลให้กระดูกตามส่วนต่าง ๆ ยาวขึ้น จนเข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 20 ที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กระดูกอ่อนดังกล่าวกลายเป็นส่วนของกระดูกแข็ง และไม่สามารถเติบโตได้อีก ดังนั้นก่อนที่ลูกจะหยุดสูง ไม่อยากให้ลูกเตี้ย การสร้างพฤติกรรมและทำกิจกรรมเพื่อช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ตั้งแต่ยังเล็ก เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสูงให้กับลูกได้

ฮาวทู 5 เคล็ดลับช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกรัก

1.ให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์

อาหารที่ช่วยเพิ่มความสูงคือ อาหารที่มีสารอาหารจำพวกวิตามินส่วนช่วยในการเติบโต เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 12 และ วิตามินดี เป็นต้น แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น แคลเซียมและฟลูออไรด์ที่มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย และโปรตีนที่เป็นสารอาหารหลักช่วยในการเจริญเติบโต ซึ่งมาจากแหล่งอาหาร ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ปลาตัวเล็กๆ ผักใบเขียว และผลไม้ พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น เน้นให้ลูกรับประทานสารอาหารเหล่านี้ควบคู่กันการกินให้ครบ 5 หมู่ และครบ 3 มื้อทุก ๆ วัน

เพิ่มความสูง

2.ดื่มนม

ในน้ำนม อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารมากมาย ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และและเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง กระดูกแข็งแรง จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเด็กที่ไม่ได้แพ้นมวัวควรได้ดื่มนมรสจืดนมอย่างน้อย 2 แก้วต่อวันควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มนมในวัยเด็กจะช่วยเพิ่มความหนาของมวลกระดูกได้และยังช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อได้ด้วย

3.ให้ลูกได้ออกกำลังกายเป็นประจำ

เด็ก ๆ ควรได้ออกกำลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที -1 ชั่วโมง การออกกำลังกายแป็นประจำมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพราะจะช่วยทำให้ร่างกายกระตุ้นการหลั่งของโกรทฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตให้เพิ่มมากขึ้น กีฬาที่มีส่วนช่วยเพิ่มความสูงได้ เช่น กระโดดเชือก กระโดดสูงหรือเล่นแทมโบลีน ว่ายน้ำ โหนบาร์ นอกจากนี้ยังมีกีฬาบาสเก็ตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล วิ่ง เต้นแอโรบิก โยคะ ต่อยมวย หรือแม้แต่การเดินเร็วก็มีส่วนในการกระตุ้นความสูงทั้งสิ้น

4.จัดท่าทางให้ถูกต้อง

ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำกิจกรรมในท่าทางต่าง ๆ ถ้าอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องอาจกระทบต่อส่วนสูงได้ เช่น การเดินหลังค่อมหรือนั่งหลังงอตลอดเวลาอาจจะทำให้กระดูกคดงอผิดรูป แถมยังทำให้ดูเสียบุคลิกภาพและดูเตี้ยกว่าปกติด้วย การนอนงอตัว ที่จะทำให้กระดูกสันหลังคดงอ ร่างกายเติบโตได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตท่าทางของลูก และช่วยปรับท่าให้ยืนตัวตรงหรือนั่งหลังตรงจนชิน เพื่อบุคลิกภาพที่ดีและส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น

โกรทฮอร์โมน เพิ่มความสูง

5.นอนหลับเป็นเวลาและเพียงพอ

ในวัยเด็กที่ร่างกายมีเจริญเติบโตอยู่นั้น ควรนอนอย่างน้อย 9-11 ชั่วโมง ซึ่งในขณะนอนหลับสนิทนั้นจะเป็นเวลาที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้มีผลต่อความสูงของลูก หากนอนไม่เพียงพออาจส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดนี้และฮอร์โมนชนิดอื่น ๆ น้อยลง ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่าลูกจะไม่สูง เมื่อได้ทราบสาเหตุและเทคนิคเพิ่มความสูงกันไปแล้วก็ลองเลือกวิธีที่เหมาะสมนำไปใช้กันดูในช่วงวัยที่ลูกกำลังเจริญเติบโต ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กกราฟเพื่อติดตามส่วนสูงของลูกจากกรมอนามัยได้ ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.pobpad.comwww.gh3tallplus.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รู้ทันภาวะ “เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย” ก่อนลูกหยุดสูง

โรคเตี้ยในเด็ก โรคใกล้ตัวที่พ่อแม่ควรทำความรู้จัก

เด็กวัยเรียน

อยากให้ลูกสมองแอคทีฟ ร่างกายแข็งแรง พร้อมเรียนรู้ทุกวัน ต้องทำไง ?

ช่วงนี้เด็กๆ ต้องอยู่บ้านกันนานขึ้น เหตุเพราะโรงเรียนมีการเลื่อนเปิดเทอมออกไป แต่เพื่อไม่ให้การเรียนรู้ต้องสะดุดลง เรามีคำแนะนำที่จะช่วยให้ลูกรักของคุณพ่อคุณแม่ มีสมอง และร่างกายแข็งแรง พร้อมสำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียนกันค่ะ

ไวรัสโควิด-19 ยังระบาดอยู่ค่ะ เด็กๆ อาจจะป่วยได้ถ้าพาออกไปสนุกข้างนอก ฉะนั้นเราจะมาเปลี่ยนบ้านให้เป็นสถานที่เรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเด็กๆ กันค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถหากิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลาทุกวัน 2-3 ชั่วโมงไปกับการ

  • เรียนหลักสูตรออนไลน์ ซึ่งหลายๆ สถาบันการเรียน เช่น สอนภาษา คณิตศาสตร์ ดนตรี ฯลฯ หรือ แม้แต่โรงเรียนของเด็กๆ เอง ก็ได้มีการปรับรูปแบบการสอนมาเป็นโปรแกรมออนไลน์ เด็กๆ สามารถเรียนได้จากที่บ้าน
  • เรียน Home School กับคุณพ่อคุณแม่
  • การทำกิจกรรมสนุกๆ Home Learning ให้ความรู้ต่าง เช่น ปลูกผักสวนครัว , การทำงานประดิษฐ์ DIY , การทำ Cooking ฯลฯ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้การเรียนรู้ทั้งใน และนอกห้องเรียนมีประสิทธิภาพ สมอง และร่างกายของลูกต้อง พร้อมอยู่ตลอดเวลาค่ะ

เด็กวัยเรียน

เด็กวัยเรียน ต้องบำรุงสมองและร่างกาย ให้พร้อมสำหรับทุกการเรียนรู้ในทุกวัน

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน การกระตุ้นให้สมองของเด็กๆ ตื่นตัว พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในทุกวัน เป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่การมีสมองดี ต้องมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงด้วย ถึงจะส่งผลให้การเรียนมีทั้งประสิทธิภาพและศักยภาพ

และอย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้เด็กๆ ต้องเผชิญกับภาวะทางสุขภาพ ไม่ใช่มีแค่ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดเท่านั้น  แต่ยังมีเชื้อโรค เชื้อไวรัสต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลตลอดทั้งปี ซึ่งปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้มีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กๆ อย่างแน่นอน หากภูมิต้านทานโรคในร่างกายไม่แข็งแรง ก็จะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ไม่สบายได้ตลอดเวลาค่ะ ร่างกายไม่แข็งแรง สมองก็จะเรียนรู้ได้ไม่เต็มที่ค่ะ

ดังนั้นหากอยากให้ลูกสมองดี เรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ร่างกายมีภูมิต้านทานแข็งแรง คุณแม่ต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการอาหารการกินของลูกค่ะ โดยเฉพาะเด็กวัยเรียน ที่ต้องเรียนรู้จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ทั้งต่อสมอง และร่างกาย ซึ่งนอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว การหาอาหารเสริมที่เป็นเครื่องดื่มสำหรับเด็ก ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เด็กๆพร้อมสำหรับทุกการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน

เด็กวัยเรียน

ทุกเช้าให้ลูกดื่ม สก๊อต คิตซ์  ซุปไก่สกัดผสมนม รสช็อกโกแลตที่ ผสานคุณค่าของซุปไก่สกัด เข้ากับนม  มี DHA , Omega3 และ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ 8 ชนิด (B1, B2, B6 ,B12 , กรดแพนโทธินิค , โฟเลต , ไนอะซิน , ไบโอติน)  อร่อย ดื่มง่าย  เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียน

เด็กวัยเรียน

และเพื่อให้ลูกพร้อมสำหรับเช้าวันใหม่ อย่างสดใส ช่วงเวลากลางคืน ถือเป็นช่วงที่สมองของเด็กๆ จะได้พักผ่อน เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี เติบโตอย่างสมวัย ก่อนเด็กๆ เข้านอน ให้คุณแม่เตรียม สก๊อต คิตซ์ ช็อกโก ซุปไก่สกัด สำหรับเด็ก ให้ลูกดื่มก่อนเข้านอน  เมื่อเด็กๆได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เด็กๆจะตื่นเช้ามาด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม พร้อมสำหรับทุกการเรียนรู้ในทุกๆวัน

สก๊อต คิตซ์ ช็อกโก ซุปไก่สกัดสำหรับเด็ก เป็น ซุปไก่สกัดที่อร่อย ดื่มง่าย ไม่มีกลิ่นคาวของซุปไก่สกัด มีโอเมก้า 3 ( Omega 3 )  ดีเอชเอ ( DHA ) พร้อมวิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมองของเด็กๆ

เด็กๆ สามารถดื่มได้ทุกวัน กับ สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดผสมนม ดื่มตอนเช้า และ สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัด ดื่มก่อนนอน เตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนได้ในทุกๆวัน  

เมื่อเด็กๆไปโรงเรียน ยากที่จะหลีกเลี่ยงเชื้อโรค หรือไวรัสต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเรียน เล่น ก็ต้องรับมือกับเชื้อโรค ไวรัสต่างๆ ถ้าร่างกายเด็กๆแข็งแรง มีภูมิต้านทาน ก็สู้ได้ไม่ยากค่ะ

เด็กวัยเรียน