โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

แม่แชร์! ลูกป่วย โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เพราะทำสิ่งนี้ทุกวัน

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคที่ทำให้ลูกชายของแม่ต้องผ่าตัดจมูก … 

 

จากกรณีที่สื่อต่างประเทศได้พากันแชร์เกี่ยวกับเรื่องราวประสบการณ์ของคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ได้โพสต์เตือนคุณแม่ทุก ๆ คนให้ระวังให้ดีหากชอบปล่อยให้ลูกนอนห้องแอร์ที่อากาศเย็นมาก ๆ

โดยคุณแม่เล่าว่า สามีชอบเปิดแอร์และพัดลมให้ลูกนอน โดยเลือกที่จะเปิดแอร์ในอุณหภูมิ 16 องศา และไม่ใช่แค่นั้นนะคะ ยังเปิดพัดลมเบอร์แรงที่สุดอีกด้วย 

คุณแม่คอยเตือนสามีตลอดเวลา เพราะกลัวว่าลูกจะไม่สบาย แต่ทุกครั้งที่ปิด สามีก็มักที่จะโกรธ และสิ่งที่คุณแม่กังวลและเป็นห่วงก็เกิดขึ้นจริง ๆ ลูกชายของคุณแม่เริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ น้ำมูกไหลเป็นประจำ พอโตขึ้นอาการก็เริ่มแย่ลง จนสุดท้ายพบว่าเป็น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หมอเลยแนะนำให้ทำการผ่าตัดดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ จากภาพที่เห็นนั้น เป็นภาพของกระดูกอ่อนที่อยู่ในโพรงจมูกของลูกชายคุณแม่ คุณแม่รู้เลยว่า ลูกชายนั้นต้องเจ็บปวดมากขนาดไหน ด้วยความเป็นห่วง จึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้กับเด็กคนไหนอีก จึงได้ตัดสินใจแชร์เรื่องราวนี้ ไว้เป็นเพื่อเป็นอุทาหรณ์กับครอบครัวอื่น

และเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มาฝากกันค่ะ

คุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้คืออะไร อันตรายหรือไม่ แล้วมีอาการอย่างไร … เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปทำความรู้จักกับโรคนี้พร้อม ๆ กันค่ะ 

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ คืออะไร?

โรคภูมิแพ้ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น จนส่งผลทำให้เป็น  “โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้” นั่นเอง

นอกเสียจากนี้ โรคดังกล่าว ยังเป็นโรคที่เกิดจากเยื่อบุจมูกนั้นมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่ว่านี้สามารถพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในบ้าน และที่สามารถพบได้บ่อยคือ ฝุ่นในบ้าน ตัวไรในฝุ่น เชื้อราในอากาศ แมลงสาบ ยุง แมลงวัน มด ขนสัตว์ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง เป็นต้น

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ นั้น พบได้ประมาณ 10 – 25 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั่วโลก และดูเหมือนว่าในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มจะพบว่ามีผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง สำหรับในวัยเด็กนั้นจะพบว่า มีเด็กผู้ชายเป็นโรคนี้บ่อยกว่าเด็กผู้หญิง  ส่วนในผู้ใหญ่จะพบว่าผู้หญิงเป็นมากกว่าป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย

สาเหตุของโรค

พบว่า ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุที่ทำให้มีประชากรเป็นโรคภูมิแพ้นี้มากขึ้นนั้นมาจาก มลพิษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในอากาศ มลพิษในอากาศและบ้าน และวิถีในการดำรงชีวิต รวมถึงข้าวของเครื่องใช้หรืออาหารการกินที่มีสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น

อาการของโรค

  • คันจมูก
  • จามติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง
  • มีน้ำมูกใส
  • คัดจมูก
  • คันที่ตา คอ หู หรือที่เพดานปาก
  • ปวดศีรษะ
  • เสียงเปลี่ยน
  • จมูกไม่ได้กลิ่น
  • น้ำมูกไหลลงคอ
  • หูอื้อ หรือมีเสียงดังในหู
  • คันตา
  • มีอาการอักเสบของผิวหนังรอบดวงตาก อันเกิดจากการขยี้ หรือมีรอยคล้ำรอบดวงตา
  • เจ็บคอเรื้อรัง เป็นต้น

 วิธีการรักษาและป้องกัน

  • พยายามหาต้นตอหรือสาเหตุให้ได้ว่า ลูกหรือคนในครอบครัวนั้นแพ้อะไร หากทราบแล้วก็ให้หลีกเลี่ยงหรือกำจัดสิ่งที่แพ้หรือเป็นตัวกระตุ้นออก ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยนั้นได้แก่  ฝุ่น หากทราบว่าลูกแพ้ฝุ่น ก็ให้หมั่นทำความสะอาดบ้านและบริเวณรอบ ๆ เป็นประจำ และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้พรม เป็นต้น
  • หมั่นทำความสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องนอน ห้องน้ำ เครื่องนอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ้าห่ม อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส และใช้เวลาซักอย่างนอนนาน 30 นาที
  • พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

  • การบรรเทาอาการด้วยการใช้ยา นอกจากการดูแลตัวเองแล้ว การใช้ยาก็เป็นสิ่งจำเป็นด้วยเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นยาต้านฮิสทามิน หรือการใช้สเตียรอยด์พ่นจมูก เพื่อช่วยควบคุมอาการของโรค สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเด็กที่มีอายุมากว่าหรือเท่ากับ 2 ปี และถึงแม้ว่าจะสามารถใช้ได้ ก็ต้องใช้ให้อยู่ในปริมาณที่แพทย์กำหนดด้วยนะคะ 
  • การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ก็เป็นการรักษาอย่างหนึ่งซึ่งเป็นการรักษาโดยฉีดสารที่ก่อภูมิแพ้ที่คิดว่าเป็นสาเหตุเข้าไปในร่างกายทีละน้อย และค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ดีขึ้น สำหรับวิธีนี้ จะเป็นการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นมาก และไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาเท่านั้นนะคะ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ถ้าอยากให้ได้ผลดี ก็อาจต้องฉีดต่อเนื่องไปอีก 3 – 5 ปีเลยละค่ะ
  • การผ่าตัด ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา และนิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโรคบางอย่างร่วมด้วย เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด เยื่อบุจมูกบวมมากผิดปกติ ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ ซึ่งไม่ดีขึ้นหลังให้การรักษาด้วยยา นั่นเอง

นอกเหนือจากนี้ การจะให้ร่างกายห่างจากโรค คุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ดื่มน้ำให้มาก ๆ และพยายามทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอนะคะ

ขอบคุณที่มา: โลกของโฮ่ง และ Health Today

อ่านต่อเรื่องอื่นที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up