กางเกงผ้าอ้อม

กางเกงผ้าอ้อม ข้อดี VS ข้อเสีย วิธีใช้และวิธีซัก อ่านได้ที่นี่

การใช้ผ้าอ้อมผ้าและผ้าอ้อมสำเร็จรูป มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ทำให้ในบางครั้งแม่ ๆ ก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรเลือกใช้ผ้าอ้อมแบบไหนดี กางเกงผ้าอ้อม จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อเอาใจแม่ ๆ สายกลาง ที่ต้องการข้อดีของการระบายอากาศในผ้าอ้อมผ้า และไม่เลอะเทอะในผ้าอ้อมสำเร็จรูปมารวมไว้ด้วยกัน

กางเกงผ้าอ้อม ข้อดี VS ข้อเสีย วิธีใช้และวิธีซัก อ่านได้ที่นี่

กางเกงผ้าอ้อมเด็ก คืออะไร?

กางเกงผ้าอ้อม มีลักษณะคล้ายกางเกง มีการตัดเย็บมาเป็นรูปทรงของผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทำให้ง่ายต่อการสวมใส่ มีแผ่นรองซับปัสสาวะ เพื่อให้ซึมซับได้ดีกว่าผ้าอ้อมผ้าทั่วไป ในบางยี่ห้อสามารถปรับขนาดของกางเกงให้เหมาะกับช่วงวัยของทารกได้ วัสดุที่นำมาทำกางเกงผ้าอ้อม ทำจากผ้าซึ่งสามารถนำมาซักทำความสะอาด เพื่อกลับมาใช้ซ้ำอีกได้ ด้านนอกกางเกงจะสามารถกันน้ำได้เล็กน้อย

กางเกงผ้าอ้อมซักได้ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร?

ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงรวบรวมข้อดีข้อเสียของ กางเกงผ้าอ้อม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผ้าอ้อมผ้า และผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แม่ ๆ ดังนี้ค่ะ

เปรียบเทียบข้อดี VS ข้อเสีย ของผ้าอ้อมแต่ละชนิด

  • เมื่อเทียบราคา ปริมาณ และระยะเวลาในการใช้ กางเกงผ้าอ้อมจะประหยัดเงินกว่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป แต่จะมีราคาแพงกว่าผ้าอ้อมผ้า
  • การซึมซับ กางเกงผ้าอ้อมจะสามารถซึมซับได้ดีกว่าผ้าอ้อมผ้า เพราะมีแผ่นรองซับที่แยกต่างหากจากกางเกง ซึ่งคุณแม่สามารถใส่แผ่นรองซับได้มากถึง 3 แผ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมซับ ในกรณีที่ทารกปัสสาวะ ทารกจะรู้สึกเปียกเหมือนใส่ผ้าอ้อมผ้า แต่จะไม่เฉอะแฉะเท่าผ้าอ้อมผ้า แต่เมื่อเทียบความสามารถในการซึมซับกับผ้าอ้อมสำเร็จรูปนั้น แน่นอนว่าผ้าอ้อมสำเร็จรูปจะสามารถซึมซับได้ดีกว่า สามารถรองรับปริมาณปัสสาวะได้หลายครั้งในขณะที่รู้สึกแห้งได้มากกว่า
  • ความสามารถในการกันน้ำ สำหรับกางเกงผ้าอ้อมซึ่งด้านนอกกางเกงจะทำจากวัสดุที่สามารถกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง โดยน้ำที่ซึมออกมานั้นจะมีปริมาณไม่มาก เพื่อให้แม่ ๆ รับรู้ได้ว่าด้านในผ้าอ้อมเปียกชื้นแล้ว ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ ในขณะที่ผ้าอ้อมผ้าไม่สามารถกันน้ำได้เลย เมื่อทารกปัสสาวะจะทำให้เปื้อนออกมาบริเวณที่ทารกนอน แต่เมื่อเทียบกับผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่สามารถกันน้ำได้ 100%  จนกว่าปริมาณปัสสาวะจะมีปริมาณเกินกว่าที่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปยี่ห้อนั้นรองรับได้ ก็จะไม่มีการรั่วซึมออกมาได้เลย
  • ความสามารถในการระบายอากาศ แน่นอนว่าการใส่ผ้าอ้อมผ้าจะสามารถระบายอากาศได้ดีที่สุด เพราะเมื่อเปียกชื้น แม่ ๆ จะสามารถรับรู้และเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ได้ทันที สำหรับกางเกงผ้าอ้อมนั้น ที่วัสดุด้านนอกสามารถกันน้ำได้ ทำให้มีความสามารถในการระบายอากาศลดลงด้วยเช่นกัน แต่ด้วยรูปทรงของกางเกงผ้าอ้อมที่ใส่แล้วไม่แนบตัวเท่าที่ควร ทำให้พอจะมีรูระบายอากาศตามขอบขาและขอบเอวได้บ้าง สำหรับผ้าอ้อมสำเร็จรูปนั้น ความสามารถในการระบายอากาศค่อนข้างมีน้อย เนื่องจากวัสดุที่ผลิตออกมาเพื่อกันไม่ให้ปัสสาวะซึมหรือเล็ดลอดออกมาด้านนอกได้เลย ดังนั้น เด็กที่ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเป็นประจำ หากไม่เปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ภายในเวลาที่กำหนด หรือทารกอุจาระแต่คุณแม่ไม่ทราบ ก็จะเพิ่มโอกาสเกิดการระคายเคืองต่อผิวหรือเป็นผื่นผ้าอ้อมได้ง่าย
กางเกงผ้าอ้อมเด็ก
กางเกงผ้าอ้อมเด็ก
  • เสียเวลาในการซักตาก ในข้อนี้จะเปรียบเทียบผ้าอ้อมผ้ากับกางเกงผ้าอ้อมเท่านั้น เนื่องจากผ้าอ้อมสำเร็จรูปเป็นการใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง สำหรับกางเกงผ้าอ้อม จะซักยากและแห้งยากกว่าผ้าอ้อมผ้า เนื่องจากรูปทรงที่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง ทำให้ทำความสะอาดได้ยาก นอกจากนี้ยังผลิตมาจากผ้าที่หนากว่าผ้าอ้อมผ้าเพื่อรองรับการซึมซับ จึงทำให้แห้งยากกว่าผ้าอ้อมผ้า
  • ปรับขนาดได้ สำหรับข้อนี้ กางเกงผ้าอ้อมได้ดีที่สุด ในหลาย ๆ ยี่ห้อจะทำเป็นกระดุมหลาย ๆ เม็ด เพื่อให้ปรับขนาดได้ ทำให้สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเลิกผ้าอ้อมได้ สำหรับผ้าอ้อมผ้าก็สามารถปรับขนาดได้เช่นกัน แต่ส่วนมากเมื่อทารกโตขึ้น ก็ไม่สามารถใส่ผ้าอ้อมผ้าได้แล้ว เพราะขนาดของผ้าอ้อมไม่ใหญ่พอ สำหรับผ้าอ้อมสำเร็จรูป แม่ ๆ ต้องซื้อในขนาดที่เหมาะสมกับตัวลูกในแต่ละช่วงวัย
  • สวมใส่ง่าย ผ้าอ้อมผ้าสวมใส่ยากที่สุด เพราะจะต้องพับให้ได้รูปทรงให้เหมาะกับการสวมใส่ สำหรับกางเกงผ้าอ้อมและผ้าอ้อมสำเร็จรูป สวมใส่ได้ง่ายพอกัน เพียงสอดผ้าอ้อมไว้ใต้ก้นทารกและพับขึ้นามาปิดและติดกระดุมหรือเทป ก็ใช้ได้แล้ว
  • ใช้เพื่อฝึกเลิกผ้าอ้อมได้ดี สำหรับผ้าอ้อมผ้า และกางเกงผ้าอ้อม ที่เมื่อเด็กปัสสาวะ จะรู้สึกเปียกชื้น เมื่อนำมาฝึกเลิกผ้าอ้อม ทำให้ลูกรับรู้ว่าเมื่อปัสสาวะลงผ้าอ้อม จะเลอะเทอะหรือเปียกชื้น ก็จะยอมไปปัสสาวะที่ชักโครกแทน ในขณะที่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ยากต่อการใช้เพื่อเลิกผ้าอ้อม เพราะเมื่อเด็กปัสสาวะออกมาแล้วจะไม่รู้สึกเปียกชื้นเลย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีใช้และวิธีซัก กางเกงผ้าอ้อม

ไข้ทับระดู

ไข้ทับระดู ไม่ใช่อาการป่วยไข้ทั่วไป แต่อันตรายถึงชีวิต!

ไข้ทับระดู เป็นโรคที่ดูไม่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงสมัยนี้ เพราะเป็นเพียงแค่อาการไข้ขณะที่มีประจำเดือน จนทำให้ผู้หญิงหลาย ๆ คนมองข้ามสัญญาณอันตรายที่นำไปสู่ “ไข้ทับระดูที่มีสภาะวะโรคแอบแฝง”

ไข้ทับระดู ไม่ใช่อาการป่วยไข้ทั่วไป แต่อันตรายถึงชีวิต!

ไข้ทับระดู คืออะไร?

ไข้ทับระดู คือ อาการป่วยไข้ของผู้หญิง ในช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งไข้ทับระดูสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไข้ทับระดูที่ไม่มีสภาวะอื่นแอบแฝง และ ไข้ทับระดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝง

ไข้ทับระดูอาการเป็นอย่างไร?

  • ไข้ทับระดูที่ไม่มีสภาวะอื่นแอบแฝง ไข้ทับระดูชนิดนี้ จะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ โดยอาการไข้นี้ เมื่อได้ทานยา ก็จะหายได้ ในบางครั้งอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือปวดประจำเดือนร่วมด้วย
  • ไข้ทับระดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝง จะมีอาการไข้ขึ้นสูงหนาวสั่น ปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องน้อย มีตกขาวปนหนองออกมาระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งบางครั้งประจำเดือนอาจมีมากผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น หากมีอาการจะรุนแรงมากขึ้นในทุก ๆ รอบเดือนนั่นเป็นสัญญาณของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง

ไข้ทับระดู สาเหตุ มาจากอะไร?

เนื่องจากขณะมีประจำเดือนร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล มีภูมิต้านทานลดน้อยลงจึงมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อง่ายกว่าปกติ

แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไข้ทับระดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝง หรือ โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรับ นั้น เกิดจากซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อคลาไมเดีย (Chlamydia trachomatis) ที่ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศไม่ดี ทั้งนี้หากผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เชื้อจะไปทำลายท่อรังไข่และอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา นั่นคือภาวะมีบุตรยาก เป็นหมัน หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก อีกทั้งบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ไข้ทับระดู อาการ
อาการไข้ทับระดู

ไม่เพียงเท่านี้อาการแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกคือ เกิดฝีหนองในอุ้งเชิงกราน ที่ส่งผลให้ไข้เพิ่มสูงขึ้นและมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง บางรายหนองแตกในท้องต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาหนองออกหรือไม่ก็ใช้วิธีการให้ยาฆ่าเชื้อปฏิชีวนะแทนหากอาการไม่รุนแรงมากนัก

ไข้ทับระดูกี่วันหาย?

สำหรับไข้ทับระดูที่ไม่มีสภาวะอื่นแอบแฝง มักจะหายจากอาการไข้ภายในครึ่งวัน – 5 วัน ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคนว่าเป็นมากหรือน้อย แต่สำหรับไข้ทับระดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝงนั้น ไม่สามารถหายจากอาการได้เองหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้น หากสงสัยว่าอาจเป็นไข้ทับระดูชนิดนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ไข้ทับระดู ห้ามกินอะไร? ต้องกินยาอะไรบ้าง? ป้องกันได้อย่างไร?

อาการเด็กออทิสติก

แม่แชร์ วิธีสังเกต อาการเด็กออทิสติก รู้ก่อนรักษาได้เร็ว

อาการเด็กออทิสติก ในรายที่ไม่ได้เป็นรุนแรงมาก มักจะสังเกตอาการได้ยาก ทำให้เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้อง จนอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้นได้

แม่แชร์ วิธีสังเกต อาการเด็กออทิสติก รู้ก่อนรักษาได้เร็ว

ออทิสติก (Autistic) คือ ภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักษะการสื่อสารด้อยกว่าคนปกติ ทั้งนี้ ผู้ป่วยออทิสติกมักมีพฤติกรรมทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เช่น โยนของไปมา สะบัดมือซ้ำ ๆ หรือชอบพูดเลียนแบบ โดยอาการอาจรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ได้ เพราะผู้ป่วยออทิสติกแต่ละคนมีปัญหาและความรุนแรงที่แตกต่างกัน

โดยปัจจุบันยังไม่มีการระบุสาเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดออทิสติกอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน บางรายอาจเสี่ยงเป็นออทิสติกได้สูงหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นออทิสติก ดังนั้น ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำกระทู้จากคุณแม่ joley ที่ได้โพสต์เรื่องราวที่ลูกถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก โดยคุณแม่ได้สังเกตอาการและพบแพทย์ได้เร็ว จึงทำให้สามารถเข้ารับการกระตุ้นพัฒนาการได้ทัน ซึ่งเรื่องราวต่อไปนี้ คุณแม่ต้องการแชร์เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเพื่อให้คุณแม่ได้สังเกต อาการเด็กออทิสติก ไว้ดังนี้

ลูกชายเราวัย 2 ขวบ 8 เดือนถูกวินิจฉัยว่าเป็น ASD หรือที่ทุกคนคุ้นหูกันว่า ออทิสติกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ

ลูกชายเราเป็นเด็กซุกซน เติบโตมามีพัฒนาการตามวัย เริ่มคว่ำได้ตอน 4 เดือน คลาน 6 เดือน จับยืนได้ตอน7เดือน เริ่มเดินตอน 11 เดือน เริ่มพูดได้ ตอน 15เดือน ทุกอย่างเป็นปกติมาโดยตลอด น้องเป็นเด็กร่าเริง เลี้ยงง่าย ไม่งอแง พูดจารู้เรื่อง ตอบสนองดี แต่มีสิ่งนึงที่แปลกคือ น้องชอบเดินเขย่งเท้า ก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะน้องใช้รถหัดเดินที่หมุนรอบโต๊ะ ยอดฮิตตอน 7เดือน ตั้งแต่นั้นมาน้องเริ่มเดินเขย่ง แต่ไม่มาก พอทักให้เดินปกติก็เดินได้

น้องอยู่บ้านย่าอีกหลังกับพี่เลี้ยง(พี่เลี้ยงคนนี้ไม่สามารถมาอยู่บ้านเราได้เพราะมีเงื่อนไขบางอย่าง)
เราและสามีจะแวะไปไปหาน้องเกือบทุกวัน ไปอ่านหนังสือช่วงเย็นให้ฟัง วันเสาร์อาทิตย์เราไปรับน้องกลับมาบ้าน ทุกเสาร์อาทิตย์เราจะมีกิจกรรม พาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านทุกวัน ย่ากับพี่เลี้ยงรักน้องมาก น้องเติบโตมาท่ามกลางความรักที่เต็มเปี่ยม

การเลี้ยงดูทางบ้านย่าค่อนข้างตามใจ มีการเปิด TV ให้ดู ซึ่งเราห้ามหลายรอบ แต่เหมือนไม่เป็นผล น้องเริ่มดูตอนเกือบ ๆ 2 ขวบ แต่กว่าเราจะโวยวายให้น้องเลิกดูได้ก็แค่ 2อาทิตย์ก่อนการตรวจ พอ 2 ขวบเต็มเราพาน้องไปเรียนฝึกเข้ากลุ่มพัฒนาการด้านภาษาและสังคม เริ่มมีบางอย่างที่เราเห็นว่าไม่ปกติ
เช่น ซนมาก ฃอบปีนป่าย ไม่ค่อยฟัง ต้องเรียกหลายครั้ง เวลาทำกิจกรรมกับครู บางอย่างสนใจทำ บางอย่างไม่ทำ น้องสามารถบอกชื่อตัวเองได้ แต่พอคุณครูให้พูด น้องจะทำท่าแกล้งไม่ยอมพูด
คนรอบข้างเรามองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะคิดว่ายังไม่ถึงวัยเค้าหรือเปล่า เราเริ่มเหนื่อยกับการพาลูกไปทำกิจกรรม ดูท่าทีลูกไม่ได้มีพัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้นเท่าไหร่ น้องๆที่อยู่ใน Class เดียวกันเริ่มพูดเป็นประโยคยาวๆ ในขณะเดียวกับที่ลูกเราพูดเป็นคำๆ กับประโยคสั้นๆ

ออทิสติก
ออทิสติก

จนในที่สุด 8 เดือนผ่านไป เราตัดสินใจพาน้องไปตรวจพัฒนาการเด็ก เพราะคิดว่าน้องเป็นสมาธิสั้น
เราทำการบ้านไปส่วนนึง สรุปพัฒนาการแต่ละด้านเพื่อไม่ให้ข้อใดข้อนึงหลุดไป ทันทีที่เริ่มคุยกับหมอ หมอพูดว่าดูเรากังวลมากเราเลยเล่าอาการของน้องให้หมอฟังว่าเราไม่แน่ใจว่าลูกเราเป็น ADHD หรือเปล่า แต่ไม่น่าใช่ ASD (คิดเองล้วนๆ) อาการของลูกเรา คือ

  • ชอบเขย่งเท้า
  • ไม่ค่อยสบตาเรียกไม่หัน ต้องเรียกหลายๆครั้ง
  • พูดเป็นคำ เป็นวลี เหมือนถูกป้อนโปรแกรม
  • พูดตามได้ แต่เสียงก็จะเป็นแบบโมโนโทน
  • ความจำดีท่อง ก-ฮ A-Z นับ1-20เป็นภาษาอังกฤษ รู้จักสี รู้จักข้าวของเครื่องใช้ สัตว์เป็น100ชนิด ซึ่งบางอย่างเราจำไม่ได้ แต่น้องจำได้
  • ชอบร้องเพลง น้องร้องเพลงเด็กได้หลายเพลง บางส่วนจำเนื้อไม่ได้ก็จะดำน้ำไป
  • ถามตอบดี รู้ชื่อนามสกุลตัวเอง สะกดชื่อตัวเองได้
  • ชอบเล่นกับเพื่อน น้องมีเพื่อนอายุ 4 ขวบ 5 ขวบ ก็เล่นกันดี(เจอกันเสาร์อาทิตย์)
  • ชอบเข้าสังคม ไม่กลัวคนแปลกหน้า
  • รู้จักแบ่งปันไม่หวงของ
  • เล่นของเล่นตามฟังก์ชั่นที่ถูกออกแบบมา
  • ชอบอ่านหนังสือมากเวลาอ่านเค้าจะนิ่งเงียบไม่ซน
  • ทำตามคำสั่งได้เก็บของ ทิ้งขยะ ซื้อของจ่ายเงินเองได้
  • ถอดเสื้อผ้าใส่เองได้ประมาณนึง
  • อารมณ์ร่าเริง ยิ้มง่าย ไม่ชอบให้ถูกตำหนิ พอถูกตำหนิเบาๆแบบเค้าพอรับรู้ได้ก็จะเสียใจมาก
  • เล่นบทบาทสมมติเป็นเล่นเป็นคุณหมอ เป็นเด็กเล็ก เป็นสัตว์
  • กินยากชอบกินของไม่กี่อย่าง
  • มีอาการกลัวเพิ่มขึ้นจากเด็กๆที่ไม่เคยกลัว ก็กลัว เช่นกลัวหมา กลัวการตัดเล็บ

หลังการตรวจสิ้นสุดลง หมอแจ้งว่าน้องเป็น ASD แต่เป็นน้อย แนะนำให้น้องเข้าโรงเรียนจะได้มีสังคมและไปฝึกพูด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แม่แชร์ วิธีสังเกต อาการเด็กออทิสติก..Second Opinion และแนวทางการรักษา

ชวนคุณแม่ช้อปของแท้ ในราคาลดสุดๆ ทุกวันพฤหัส! กับ JD CENTRAL

เจดี เซ็นทรัล (JD CENTRAL) เอาใจคุณแม่นักช้อปด้วยแคมเปญ “Mommy Thursday ช้อปของแท้ คุณแม่มั่นใจ”  พร้อมดีลเด็ดๆ และสินค้าราคาสุดคุ้มทุกวันพฤหัสบดี

เจดี เซ็นทรัล (JD CENTRAL ) ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ได้จัดแคมเปญสุดพิเศษเฉพาะคุณแม่ ให้ได้ช้อปสินค้าเพื่อลูกทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ด้วยสินค้าคุณภาพ สำหรับคุณแม่และลูกน้อย ครบครันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ของใช้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ สินค้าเพื่อการเลี้ยงดู    ลูกน้อย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกคุณแม่ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เด็กเล็ก เสื้อผ้าเด็ก ผ้าอ้อม และกองทัพของเล่น  ตลอดจนเครื่องใช้เพื่อความปลอดภัยในบ้าน และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย ในราคาที่การันตีความคุ้มค่า จากแบรนด์คุณภาพชั้นนำ ที่สำคัญเป็นของแท้ 100% !! ช่วยให้คุณแม่อยู่บ้านดูแลลูกได้เต็มเวลา แต่ได้สินค้าราคาพิเศษสุดๆ ส่งถึงบ้าน!

สินค้าดีมีให้คุณแม่คลิก! ทุกวันพฤหัส!

คุ้มค่าราคาถูก  ชวนคุณแม่ช้อปกระหน่ำไปกับสินค้าคุณภาพดีเพื่อทุกคนในครอบครัว ในราคาสุดพิเศษทุกวันพฤหัสบดี กับสินค้า Flash Sale ราคาพิเศษ ทั้งสินค้า Cool Kids และ Mommy in Trend ให้ทั้งคุณหนูและคุณแม่สุดจิ๊ดได้ช้อปสนุกสุดใจ

คุ้ม ที่ได้ของแท้   แค่เห็นสัญลักษณ์ Baby Safe Buy  ก็ช้อปได้อย่างมั่นใจกับของแท้ 100%  

คุ้ม ยิ่งซื้อยิ่งลด  เพียงซื้อสินค้าแนะนำจาก เจดี เซ็นทรัล  พร้อมรับดีลสุดพิเศษ ยิ่งซื้อมาก! ยิ่งลดมาก! รับส่วนลดเพิ่มเติมอีกถึง 20%

คุ้มเพราะซื้อง่าย   อย่าลืม! โหลดแอป JD CENTRAL หรือ เข้าเวป  jd.co.th แล้วไปช้อปกันเลย

โปรโมชั่นสุดคุ้ม จัดส่งฟรีทั่วประเทศ เมื่อช้อปเพียง 99 บาท กับแคมเปญ “Mommy Thursday ช้อปของแท้ คุณแม่มั่นใจ” บนแอปพลิเคชั่น JD CENTRAL และเว็บไซต์ JD.CO.TH

สิทธิพิเศษกับลูกค้าใหม่ รับคูปอง ฟรี! ที่นี้เลย >>>> http://bit.ly/2KcyRbP แล้วพบกันทุกวัน พฤหัสบดี นะคะ

สารก่อภูมิแพ้ ในเสื้อผ้า

สารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้า กำจัดได้ง่ายๆ แค่ซักผ้าถูกวิธี ลูกน้อยสุขภาพดีไม่เสี่ยงป่วยภูมิแพ้

รู้ไหมคะว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) มีอยู่รอบๆ ตัวเราเลยค่ะ แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่สวมใส่กันทุกวัน สำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ เรื่องความสะอาดของชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้ลูกน้อยต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เพราะสารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้า อาจทำให้ลูกน้อยสุขภาพแย่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และเป็นภูมิแพ้ได้ค่ะ

 

สารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้า มาจากไหน ?

สารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้า มาจากชุดเสื้อผ้าที่มีขั้นตอนการผลิตที่ต้องใช้สารเคมีเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นสีย้อมผ้า ยาฆ่าเชื้อ ยากำจัดกลิ่นประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นต้น นอกจากนี้สารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้ายังมาจากการซักทำความสะอาดชุดเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอนที่ไม่สะอาดมากพอ  การใช้ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม แม้กระทั่งความสกปรกที่ตกค้างอยู่ในอุปกรณ์ซักผ้าก็เป็นสาเหตุของการเกิดผื่นแพ้สัมผัสขึ้นได้เช่นกันค่ะ ซึ่งอาการของผื่นแพ้สัมผัสจะมีผื่นแดงเล็กๆ คล้ายผดขึ้นตามผิวหนัง เกิดอาการแสบ คัน ระคายเคืองโดยเฉพาะบริเวณข้อพับต่างๆ ค่ะ

สารก่อภูมิแพ้ ในเสื้อผ้า

ซักทำความสะอาดในเครื่องซักผ้า จะแพ้ได้ยังไง ?

รู้ไหมคะว่าถึงคุณแม่จะซักทำความสะอาดชุดเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอนของลูกน้อย ฯลฯ ด้วยน้ำยาซักผ้า ปรับผ้านุ่มอย่างดี แถมซักในเครื่องซักผ้า ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆ จะปลอดภัยจากสารก่อภูมิแพ้ได้ค่ะ เพราะเครื่องซักผ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณแม่ในการซักผ้านั้นก็อาจเป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้ได้อีกด้วยนะคะ

นั่นก็เพราะว่าเครื่องซักผ้าหนึ่งเครื่องที่บ้าน คุณแม่ไม่ได้ใช้ซักเสื้อผ้าลูกอย่างเดียว แต่ยังใช้ซักผ้าของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะถุงเท้า ชุดทำงาน ชุดเครื่องนอน ฯลฯ การสะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ ภายใน ไม่ว่าจะเป็นไขมัน คราบเหงื่อไคล รวมไปถึงคราบตกค้างจากผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม สิ่งเหล่านี้สามารถสะสมหมักหมมอยู่ในเครื่องซักผ้าได้เช่นกันค่ะ และสิ่งสกปรกที่อยู่ในเครื่องซักผ้าก็คือ หนึ่งในตัวการที่ทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นภูมิแพ้กันได้ค่ะ

 

สารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้า

อยากให้ผ้าของลูกสะอาด ต้องซักกำจัดสารก่อภูมิแพ้

เพื่อป้องกันการเกิดภูมิแพ้ให้กับลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว แนะนำคุณแม่ว่าให้ซักทำความสะอาด ชุดเครื่องนอน  ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าม่าน ผ้าคลุมโซฟา ของเล่นลูกที่เป็นผ้า และถอดซักได้นั้น ให้ทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งก่อนที่จะนำไปซักต่อในเครื่องซัก ควรนำมาแช่ในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 55 – 60  องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที จากนั้นก็ นำมาซักทำความสะอาดต่อในเครื่องซักผ้า

แต่ถ้าจะให้สะดวกในการซักผ้า ไม่ว่าจะชุดเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ฯลฯ ควรเป็นเครื่องซักผ้าถนอมผ้าที่สามารถซักได้ ทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น และมีระบบกำจัดสารก่อภูมิแพ้ไปในตัวด้วยก็จะดีมากๆ เพราะนอกจากจะอ่อนโยนต่อชุดเสื้อผ้าแล้ว ก็ยังอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อยด้วยค่ะ

สารก่อภูมิแพ้ ในเสื้อผ้า

เครื่องซักผ้าฮิตาซิ เครื่องซักผ้าถนอมผ้าที่คุณแม่เลือกใช้ !!

เครื่องซักผ้าฮิตาชิ รุ่น SF–170ZCV เป็นเครื่องซักผ้าถนอมผ้าที่ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่บ้าน หรือคุณพ่อบ้านก็ต้องชอบกันค่ะ เพราะถ้าคุณตระหนักถึงสุขภาพ สุขอนามัยของลูกๆ และทุกคนในครอบครัว เครื่องซักผ้าฮิตาชิ รุ่น SF-170ZCV ตอบโจทย์ได้ดีเลยค่ะ เพราะเขามีระบบซักน้ำร้อน Hot Wash ด้วยโปรแกรม 60 องศา Allergy Care สามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ในเสื้อผ้าได้ ที่สำคัญคุณแม่ไม่ต้องเสียเวลานำผ้าไปแช่น้ำร้อนก่อนนำมาซักต่อในเครื่องซักผ้าค่ะ

ที่นอกจากนี้คือมี Auto Self Clean ที่เป็นระบบทำความสะอาดถังซักอัตโนมัติคือ หลังจากที่ซักชุดเสื้อผ้าต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว ระบบ Auto Self Clean จะทำความสะอาดถังซักอัตโนมัติให้ทันทีค่ะ ซึ่งฟังก์ชันพิเศษ Auto Self Clean มีในเครื่องซักผ้าฮิตาชิทุกรุ่น ที่ได้รับรองจากสถาบันโรคภูมิแพ้ ประเทศอังกฤษ (Allergy UK) ค่ะ

เอาเป็นว่าถ้าอยากโบกมือลาจากโรคภูมิแพ้ ที่มีสาเหตุมาจากทั้งชุดเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม อุปกรณ์ของเล่นลูกที่ทำมาจากผ้า ตุ๊กตาผ้าต่างๆ ฯลฯ การใช้เครื่องซักผ้าปลอดสารก่อภูมิแพ้ ที่ช่วยกำจัดเชื้อโรค เชื้อรา ไรฝุ่น เป็นต้น เป็นวิธีที่ง่าย และก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ ค่ะ 

 

กระดูกสันหลังคดในเด็ก

แม่แชร์ ประสบการณ์ผ่าตัด กระดูกสันหลังคดในเด็ก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

กระดูกสันหลังคดในเด็ก มักเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 10-15 ปี เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทีมงานจึงขอนำประสบการณ์จากคุณแม่ ที่เล่าถึงความเจ็บปวดเมื่อลูกต้องผ่าตัดจากโรคนี้ มาเตือนกันค่ะ

แม่แชร์ ประสบการณ์ผ่าตัด กระดูกสันหลังคดในเด็ก

ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

กระดูกสันหลังคดในเด็ก (Scoliosis) คือ การคดงอของกระดูกสันหลัง หรือมีลักษณะบิดเบี้ยวไปด้านข้าง ทำให้เสียสมดุลและไม่สวยงาม ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกวัย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 10-15 ปี โดยทั่วไปหากอาการไม่รุนแรงมักไม่ต้องเข้ารับการรักษา แต่หากกระดูกสันหลังคดมาก อาจทำให้มีอาการปวดหลัง หรือรู้สึกเหนื่อยได้ง่ายง แพทย์จึงอาจแนะนำให้ผู้ป่วยใส่เสื้อเกราะดัดหลัง (Brace) หรือเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการคดงอและความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้อาการย่ำแย่ลงในแต่ละคน

กระดูกสันหลังคดในเด็ก เกิดจากอะไร?

ภาวะ กระดูกสันหลังคดในเด็ก เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งแบ่งตามประเภทของกระดูกสันหลังคดออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ กระดูกสันหลังคดที่ไม่ทราบสาเหตุซึ่งพบว่าอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรม กระดูกสันหลังคดแต่กำเนิด และกระดูกสันหลังคดจากปัญหาสุขภาพอื่น เช่น โรคกล้ามเนื้อฝ่อ โรคสมองพิการ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ากระดูกสันหลังคด สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำเรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ได้แชร์ประสบการณ์การผ่านความเจ็บปวดของลูกสาว เมื่อต้องเข้ารับการผ่าตัดจากภาวะ กระดูกสันหลังคดในเด็ก ดังนี้

สวัสดีค่ะ กระทู้นี้ดิฉันตั้งใจเขียนขึ้น เพื่อแชร์ประสบการณ์ การพาลูกเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังคด เพราะหมอบอกว่าเด็กสมัยนี้เป็นกันเยอะมาก ในขณะที่มาหาหมอในแต่ละครั้ง เราก็จะพบเด็กที่มาพบคุณหมอด้วยโรคนี้อยู่ตลอด จึงอยากแชร์เผื่อมีคุณพ่อคุณแม่ท่านใด กำลังหาข้อมูลเพื่อที่จะรักษาหรือเตรียมผ่าตัดค่ะ และในการบอกเล่าครั้งนี้ คุณแม่อาจจะใช้คำศัพท์ทางการแพทย์ไม่ถูกต้อง 100% นะคะ บางสิ่งก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง อาศัยว่าเล่าจากความเข้าใจส่วนตัวค่ะ

ย้อนกลับไป 28 มีนาคม 2561
พาลูกไปพบคุณหมอครั้งแรกที่โรงพยาบาลตากสิน เพราะลูกสาว (ตอนนั้นอายุ 10 ขวบ) ชอบบ่นว่าปวดหลัง ปวดไหล่ แรก ๆ เราก็จะนวด ๆ ไหล่ให้ลูกบ้างเพราะเข้าใจว่ากระเป๋านักเรียนมันหนักเกินไป (พ่อแม่หลายท่านอาจจะเจอปัญหานี้นะคะ กระเป๋านักเรียนที่ต้องแบกหนังสือเรียนวันละ 6-7 วิชา ที่ผู้ใหญ่อย่างเรายังบ่นหนัก) แต่พอสังเกต เราเริ่มเห็นหลังของลูก ช่วงสะบักแขนข้างขวาโค้งออกมา หลังมันไม่เรียบเหมือนหลังปกติ แต่ตอนนั้นถ้าไม่สังเกตก็แทบจะมองไม่เห็นว่าโค้งนะคะ พอไปพบคุณหมอ เอ็กซเรย์แล้ว ผลออกมา หมอบอกว่า “กระดูกสันหลังของน้องคดนะคุณแม่”
ได้ยินครั้งแรกคือเครียดนะคะ ตกใจด้วยว่าเกิดขึ้นได้ยังไง หมอวัดออกมาปรากฏว่าคด 20 องศา สำหรับเรา ก็ว่าเยอะแล้ว แต่หมอบอกว่าเด็กสมัยนี้เป็นเยอะมาก บางคนคด 10 หรือ 20 องศา ก็ใช้ชีวิตปกติเยอะแยะไป มันไม่เป็นไร ถ้าองศาที่คดมันไม่เพิ่ม หมอนัดอีก 6 เดือน มาวัดกันใหม่ แม่ใจเย็นๆ นะ ไม่ต้องเครียด หมอบอก (ภาพนี้เอ็กซเรย์ครั้งแรก คด 20 องศาค่ะ)

กระดูกสันหลังคด
กระดูกสันหลังคด

20 มีนาคม 2562 ครบ 1 ปีเต็มที่พบอาการ วันนี้ถูกส่งไปตรวจกับอาจารย์หมอ หมอบอกว่าวัดอยู่ตั้งนาน ทำไมคดเยอะจัง 40 องศา หมอหันมามองหน้า “เราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะ ว่าจะใส่เสื้อเกราะดามไว้หรือจะผ่าตัด ถ้าใส่เสื้อเกราะดามไว้ ก็ต้องมาเอ็กซเรย์ดู และต้องไม่คดเพิ่มแล้วนะ ถ้าใส่เสื้อเกราะแล้วยังคดเพิ่ม คือเสียเวลา เพราะสุดท้ายยังไงก็ต้องผ่าตัด แต่ถ้าจะผ่าเลย ตอนนี้ยังทำไม่ได้นะ เพราะหมอที่โรงพยาบาลนี้ผ่าไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาลที่เครื่องมือพร้อมกว่านี้ ประเด็นที่สองคือ น้องยังไม่มีประจำเดือน นั่นหมายความว่าร่างกายน้องยังไม่หยุดโต ถ้าผ่าตอนนี้ น้องสูงขึ้น ก็จะมีปัญหาตามมาอยู่ดี แม่ลองคิดดูนะ ว่าจะไปรักษาต่อที่ไหน ต้องเลือกโรงพยาบาลที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังได้ และให้หมอที่นั่นวินิจฉัยหาแนวทางรักษาอีกที”
ฟังแค่นี้ หัวอกแม่ เข่าอ่อนเลย สงสารลูก ถามหมอว่าถ้าจะผ่า ค่าใช้จ่ายเยอะไหมค่ะ หมอบอกแค่ค่าเหล็กก็สองแสน บอกเลยว่าเครียดมากๆ ถ้าผ่าแล้วจบปัญหาทุกอย่าง มันก็ไม่ต้องคิดเยอะ แต่กลัวว่าจะมีอะไรตามมาอีกไหม มันเครียดไปหมด นี่ยิ้มไม่ออกตั้งแต่เดินออกจากโรงพยาบาล จนลูกสาวเอามือมาจบหน้าแล้วบอกว่า “แม่อย่าทำหน้าแบบนี้” ถึงต้องฝืนยิ้มออกมา เพราะแม่จะอ่อนแอไม่ได้ แม่ต้องเข้มแข็ง เพื่อลูกและเราจะผ่านมันไปด้วยกัน….

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แม่แชร์! เมื่อลูกต้องผ่าตัดเพราะเป็น กระดูกสันหลังคดในเด็ก

เลือกบราให้เก็บทรงสวย

เลือกบราให้เก็บทรงสวย ใส่สบาย มั่นใจได้ทุกชุด

หลายครั้งที่คุณแม่และสาวๆ ทั้งหลาย กังวลว่าจะใส่เสื้อผ้าได้ไม่สวย กลัวเห็นเนื้อส่วนเกินที่หลัง เห็นขอบบรา และห่วงเต้านมจะเสียทรงไป แต่วันนี้ขอให้ทุกคนกลับมามั่นใจใส่ทุกชุดให้สวยสดใสได้ ด้วย Seamless Bra บราไร้ตะเข็บ รุ่น New Classic  จาก Cherilon Intimate

 

Seamless Bra บราไร้ตะเข็บ รุ่น New Classic

บราสวยรุ่นใหม่จาก Cherilon Intimate  เป็นบราไร้ตะเข็บ ไร้โครงใต้เต้า ไร้ตะขอ เนื้อผ้าทอด้วยเส้นใยคุณภาพ นุ่ม ระบายอากาศดี มีความยืดหยุ่นสูง สปริงตัวดี สามารถปรับเข้ากับรูปร่างของผู้ที่สวมใส่ได้พอดี และคืนรูปกลับโดยไม่เสียรูปทรง ช่วยเก็บกระชับลอนเนื้อส่วนเกินแผ่นหลัง ใต้วงแขน ให้ดูเนียนเรียบได้แสนง่ายดาย หมดกังวลใจกับเนื้อส่วนเกิน

เลือกบราให้เก็บทรงสวย

สำหรับบรารุ่นนี้นั้น เชอรีล่อน อินทิเมท ได้ปรับรูปลักษณ์ให้มีความพิเศษ ด้วยดีไซน์ช่วงคอด้านหน้าให้เป็นรูปตัววีกว้าง เพิ่มความสวยเพรียวมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านหลังโค้งเว้ารูปตัวยู สายบ่าดีไซน์กว้าง ทอต่อเนื่องเพื่อความเนียนเรียบ โอบกระชับพยุงเต้าทรงได้ดี พร้อมฟองน้ำเสริมทรงสามารถถอดออกได้ นอกจากนี้ตัวฟองน้ำยังดีไซน์เต้าทรงพิเศษให้ดูสวยเป็นธรรมชาติ ยามสวมใส่เสมอ

 ครบทุกสีสัน เพราะSeamless Bra บราไร้ตะเข็บ มีให้เลือกถึง 6 สีสวยคือ สีเนื้อ สีดำ สีเทา สีน้ำตาลมอคคา สีน้ำเงินกรมท่า  และสีชมพูนู้ด หรือสีโอวัลติน  ราคาเพียง 550.- บาทเท่านั้น

เลือกบราให้เก็บทรงสวย

คุณแม่หรือสาวๆ ที่สนใจ บราที่ตอบโจทย์ความสวยและสบาย  ติดต่อได้ที่เคาท์เตอร์ของ Cherilon Intimate

แผนกชุดชั้นในห้ามสรรพสินค้าทั่วไป   Facebook  : cherilonworld   ig  : @cherilonworld

 

 

 

วิธีการชงนม

WHO เผย! ขั้นตอนและ วิธีการชงนม ล้าง ฆ่าเชื้อ ที่ถูกต้อง

ชงนมให้ลูกต้องใส่น้ำร้อนก่อนหรือใส่นมก่อน? ควรใช้น้ำแบบไหน? ล้างขวดอย่างไรให้สะอาด? บทความนี้ขอคลายข้อสงสัยแม่ ๆ โดยนำเอาขั้นตอนและ วิธีการชงนม ที่ถูกต้องมาให้อ่านกันค่ะ

WHO เผย! ขั้นตอนและ วิธีการชงนม ล้าง ฆ่าเชื้อ ที่ถูกต้อง

การชงนมผง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่จริง ๆ แล้วไม่ง่ายนะคะ เพราะการชงนมให้ลูก หากชงไม่ถูกวิธี อาจมีแบคทีเรียเจือปนในขวดได้ ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ เป็นสาเหตุความเจ็บป่วยต่าง ๆ นา ๆ ได้เช่นกัน บทความนี้จึงขอนำเอาคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก ที่อธิบายถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการล้าง ฆ่าเชื้อ และ วิธีการชงนม ที่ถูกต้อง ดังนี้

ขั้นตอนการ ล้าง ฆ่าเชื้อ และเก็บรักษาขวดนม

การทำความสะอาดขวดนมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงนม เช่น จุก ฝา เป็นต้น เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะแบคทีเรียต่าง ๆ สามารถติดมากับขวดนมและอุปกรณ์การชงนมได้ และถึงแม้ว่าจะล้างและฆ่าเชื้อมาดีแค่ไหน แต่หากเก็บรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจเป็นสาเหตุให้แบคทีเรียเติบโตได้

ขั้นตอนการล้างขวดนม

ขั้นตอนการชงนม
ขั้นตอนการชงนม
  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด
  2. ล้างขวดนมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงนมด้วยน้ำยาล้างขวดนมด้วยแปรงที่สะอาดทั้งภายในและภายนอกขวดนม
  3. ล้างน้ำยาออกด้วยน้ำสะอาด

ขั้นตอนการฆ่าเชื้อ

การฆ่าเชื้อขวดนม สามารถฆ่าเชื้อได้ในเครื่องนึ่งหรือฆ่าเชื้อขวดนมที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป แต่หากไม่ใช้เครื่องเหล่านี้ คุณแม่สามารถใช้หม้อต้มน้ำเป็นอุปกรณ์ฆ่าเชื้อได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

วิธีการฆ่าเชื้อขวดนม
วิธีการฆ่าเชื้อขวดนม
  1. เติมน้ำลงในหม้อสะอาดที่ใหญ่เพียงพอที่จะจุ่มขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้
  2. ใส่ขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงในหม้อ โดยขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องจมอยู่ในน้ำ
  3. ปิดฝาหม้อ รอจนน้ำเดือด ปิดไฟ
  4. เมื่อต้องการใช้ถึงเปิดฝาหม้อนำมาใช้

การเก็บรักษาขวดนม

หลังขั้นตอนการฆ่าเชื้อแล้ว การเก็บรักษาให้ขวดนมไม่ปนเปื้อนเชื้อโรคก็มีความสำคัญเช่นกัน หลังจากนำขวดนมออกจากการฆ่าเชื้อแล้ว ควรเก็บขวดนมไว้ในที่ปิด เช่นในกล่อง หรือตู้ ที่มีฝาปิด และควรประกอบขวดนมพร้อมทั้งปิดฝาขวดนมทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปในขวดได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีการชงนมที่ถูกต้องจากองค์การอนามัยโลก

จุ๊บลูก

ปล่อยคนแปลกหน้า จุ๊บลูก ครั้งเดียว ติดเชื้อหนักเกือบตาบอด

เตือนแล้ว แต่ยังต้องเตือนอีก!แค่จุ๊บเดียวที่เผลอให้คนทั่วไปมากอดหอม จุ๊บลูก เพราะเอ็นดูในความน่ารักของเจ้าตัวน้อย แต่ผลที่ตามมาอาจทำคนเป็นพ่อแม่น้ำตาตก เพราะติดเชื้อจากผู้ใหญ่คนนั้นป่วยจนต้องแอดมิทอยู่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน

เผลอให้คน จุ๊บลูก ที่ดวงตา ลูก 4 เดือนติดเชื้อเกือบตาบอด

อุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่ลูกอ่อนครั้งนี้ เกิดขึ้นกับครอบครัวชาวอเมริกันที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าว  METRO ถึงอาการของเด็กแรกเกิด วัยเพียง 4 เดือน ที่ติดเชื้อเริมบริเวณดวงตาจนเกือบสูญเสียการมองเห็น หลังจากพาไปโบสถ์ คุณแม่วัย 21 ปี เอชลีช ไวท์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า

จุ๊บลูก เริม

เธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่ดวงตาข้างขวาของ โนอา ทินเดล ลูกชายวัย 4 เดือน ที่มีบวมพอง และมีของเหลวไหลออกมา พร้อมกับอาการไข้สูง จึงพาไปพบแพทย์ทันที หลังจากตรวจอาการแล้วจึงทราบว่า เจ้าตัวน้อยติดเชื้อเริม ชนิดหนึ่งที่ติดต่อผ่านการสัมผัสและสารหัดหลั่ง อย่าง น้ำมูก น้ำลายจากผู้ป่วย

แต่ตัวเธอและคนในครอบครัวไม่มีใครป่วยเลยสักคน จึงแน่ใจว่าติดมาจากคนนอกบ้าน ซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เธอพาลูกน้อยไปโบสถ์ แล้วเพื่อนฝูง  และคนแปลกหน้าต่างพากันมารุมกอดและ จุ๊บลูก ด้วยความเอ็นดูโดยที่เธอไม่ทันได้ระวัง หลังจากนั้นไม่กี่วัน ลูกเริ่มมีไข้ และดวงตาบวมเป่ง

หลังจากผ่านการตรวจอย่างละเอียด แพทย์ชี้แจงว่า ลูกของเธอติดเชื้อเริมอย่างรุนแรงจากการจูบ จนเข้าไปทำลายท่อน้ำตา จึงไม่สามารถขับน้ำตาออกมาทำความสะอาดดวงตามปกติ ทำให้ตาขวาอักเสบจนเกือบบอดสนิท เพราะ ลูกน้อยวัยเพียง 4 เดือนจึงต้องแอดมิทอยู่โรงพยาบาลนานถึงสองเดือนครึ่งทีเดียว

เอชลีชจึงอยากให้ประสบการณ์ของเธอเป็นอุทาหรณ์เตือนพ่อแม่ทุกคนให้ระวังคนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนในครอบครัวที่ป่วยอย่าให้มาสัมผัสหรือ จุ๊บลูก รวมถึงตระหนักถึงอันตรายของโรคจากการจูบก่อนจะสายเกินไป

รักษาความสะอาด จุ๊บลูก

โรคเริมเริ่มจากผู้ใหญ่     

จากกรณีโนอาที่แพทย์ตรวจพบแล้วว่าเป็นการติดเชื้อเริม ซึ่งเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่แพร่กระจายได้ง่ายมากผ่านน้ำลาย การสัมผัสเนื้อตัว และสิ่งของผู้ป่วย ความอันตรายอยู่ที่หากผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่มักไม่แสดงอาการรุนแรง เนื่องจากภูมิต้านทานสูงจึงต่อสู้กับเชื้อโรคได้ แต่สำหรับเด็กๆ อาจลุกลามและกลายเป็นป่วยรุนแรงได้

เริมเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex ซึ่งมี 2 ชนิดคือ HSV-1 พบได้ในทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มักทำให้เกิดแผลในปาก และ HSV-2 พบมากที่อวัยวะเพศ มักเป็นในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

หลังจากรับเชื้อจะใช้เวลาฟักเชื้อประมาณ 2-3 วัน แต่บางคนอาจเป็นสัปดาห์  ลูกจะเกิดอาการระคายเคืองบริเวณที่สัมผัสเชื้อ ปวดแสบปวดร้อน มีตุ่มแผล บางรายอาจมีไข้สูง ปวดหัวหรือปวดกล้ามเนื้อ อาการนี้จะเป็นอยู่ราว 10 วันแล้วแผลจะยุบหายไป แต่จริงๆแล้วไม่หายสนิท เพราะเชื้อยังฟักตัวอยู่ในปมประสาท จึงเป็นซ้ำได้อีกหากภูมิร่างกายต่ำ

MUST READ : เมื่อพ่อแม่เป็นเริ่มทำอย่างไรไม่ให้ติดลูก

หากลูกน้อยมีอาการของโรคเริ่ม คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ส่วนวิธีการรักษามักเป็นรักษาตามอาการ เพราะยังไม่มียาเฉพาะโรคโดยตรง เช่น ให้ยาลดไข้แก้ปวดเมื่อมีอาการไข้ หากป่วยหนักต้องแอดมิทเพื่อให้สารอาหารทางน้ำเกลือเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ พร้อมกับยาต้านไวรัส

ความเสี่ยงของโรคนี้ขึ้นอยู่กับวัยของเด็ก ยิ่งลูกอายุน้อยเท่าไรโอกาสที่จะติดเชื้อรุนแรงก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกายยังไม่ดีพอ ฉะนั้นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกสัมผัสกับผู้ป่วย หรือคนแปลกหน้าเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า ใครป่วยเป็นโรคอะไรบ้าง

อ่านต่อ วิธีไม่ให้คนนอกบ้านสัมผัสลูกแบบไม่ดราม่า หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

งูเขียวหางไหม้กัด

แชร์เรื่องจริง! ลูกรอดจาก งูเขียวหางไหม้กัด เพราะรับมือด้วยวิธีนี้..?

ระวัง! ลูกถูกงูกัด โดยเฉพาะ งูเขียวหางไหม้กัด 1 ใน งูพิษ หน้าฝน .. ที่พ่อแม่ต้องระวังพร้อมรู้ถึงวิธีการรับมือที่ถูกต้อง เมื่อลูกถูกงูกัด ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ

แชร์ประสบการณ์! ลูกรอดจากการถูก งูเขียวหางไหม้กัด
ภัยร้ายที่มากับฝน พ่อแม่ต้องรับมือให้ถูก!!

ช่วงฝนตก นอกจากโรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมกับหน้าฝนแล้ว ก็ยังมีภัยร้ายอื่นๆ ที่พ่อแม่ต้องระวังลูกน้อยให้ดีเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยเฉพาะภัยจากสัตว์มีพิษที่มักหนีฝนเข้ามาในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น กิ้งกือ ตะขาบ แมงป่อง คางคก และงู เป็นต้นซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ไม่คอยเฝ้าระวังดูแลลูกน้อยให้ดี ก็อาจทำให้ลูกน้อยได้รับพิษจากสัตว์เหล่านี้ได้

Must read : 6 พาหะนำโรค หน้าฝนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี

เช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้ ที่มีเด็กชายถูก งูเขียวหางไหม้กัด โดยผู้เป็นคุณน้า ได้ออกมาเล่าแชร์ประสบการณ์สุดระทึกของหลานชายนี้ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Link Ruengpanyawhut เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เมื่อหลานชายของเธอถูก งูเขียวหางไหม้กัด เข้าที่นิ้วมือทำให้มือบวมจนเลือดแทบจะไม่สามารถไปเลี้ยงนิ้วมือได้ และแม้จะพาน้องไปส่งถึงมือหมอแล้ว แต่ก็ยังมีขั้นตอนรอดูอาการด้วย ไม่ใช่ว่าคุณหมอจะรีบเร่งฉีดเซรุ่มแก้พิษงู ที่ งูเขียวหางไหม้กัด ให้เพียงอย่างเดียว จึงอยากแชร์ประสบการณ์นี้ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้อ่าน เพื่อพร้อมรับมือ

อ่านข้อความจาก เฟซบุ๊ก Link Ruengpanyawhut เล่าเหตุการณ์
หลานชายรอดจากการถูก งูเขียวหางไหม้กัด ภัยร้ายที่มากับฝน ได้ที่
โพสต์ด้านล่าง

เรื่องเล่า เมื่อคินคิน โดนงูเขียวหางไหมกัด (ฝากให้คุณแม่ๆได้อ่านดู เผื่อไว้นะคะ)คิน…

Link Ruengpanyawhut 发布于 2019年6月14日周五

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : Link Ruengpanyawhut

ความรู้เพิ่มเติม : งูเขียวหางไหม้ (Green pit viper) เป็นงูบกที่มีพิษน้อยที่สุดในบรรดางูพิษ พบได้ทั่วประเทศ แต่จะพบบ่อยที่สุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ลำตัวมีเขียว หางสั้นมีสีแดงน้ำตาล ชอบหากินกลางคืน และอาศัยเกาะตามกิ่งไม้ ใต้ถุนบ้าน

พิษของมันจัดเป็น hemotoxin ซึ่งหากถูก งูเขียวหางไหม้กัด จะเกิดอาการปวดอย่างรุนแรงทันทีที่ถูกกัด แล้วค่อยๆหายใน 5-6 ชั่วโมง ซึ่งบริเวณที่ถูกกัดจะบวมอย่างรวดเร็วในระยะ 3-4 วันแรก แล้วค่อยๆ ยุบบวมในเวลา 5-7 วัน ทั้งนี้จะมีเลือดออกจากรอยเขี้ยวแต่ไม่มาก ถ้าได้พิษมาก อาจมีเลือดตามอวัยวะต่างๆได้

 

อ่านต่อ >> “7 งูพิษ หน้าฝน ที่พบบ่อย
พร้อม 6
ข้อวิธีรับมือเมื่อลูกถูกงูกัด” คลิกหน้า 2


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.siamhealth.net

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หาโรงเรียนให้ลูก

หาโรงเรียนให้ลูก ต้องเลือกที่ “ใช่” และ “ตรงใจ” ลูก

เรื่องการ หาโรงเรียนให้ลูก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ในทุกยุค ทุกสมัย แต่เดิมหลายคนอาจจะเลือกโรงเรียนให้ลูกจากชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน โรงเรียนใกล้บ้านที่สะดวกกับเดินทางรับส่ง แต่ในยุคที่เด็ก ๆ เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี ความต้องการของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ที่การทำงาน การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเลือกโรงเรียนให้ลูกจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย เพราะนอกจากต้องเป็นโรงเรียนที่เตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จแล้ว  ยังต้องโดนใจลูกรักอีกด้วย

วันนี้เวลลิงตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ มีหลักการง่ายๆ 3 ข้อมาให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะ หาโรงเรียนให้ลูก ลองพิจารณากันดูค่ะ

หาโรงเรียนให้ลูก เลือกอย่างไร ให้โดนใจลูก

  1. ต้องเริ่มที่ลูก

เด็กแต่ละคนมีความชอบ ศักยภาพ และสิ่งที่เป็นความถนัดที่ต่างกัน สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ทราบดีว่าลูกถนัดด้านไหน ก็ส่งเสริมให้ไปทางนั้นได้เลย ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ยังจับทางไม่ได้ ยังไม่แน่ใจ เราแนะนำให้ลองเลือกโรงเรียนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสในการเรียนรู้แบบอิสระที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตจริงให้ลูก จะทำให้ลูกได้มีเวลาในการค้นหาตัวตน และสิ่งที่เขาถนัดได้อย่างเต็มที่

  1. สำคัญที่หลักสูตร

การศึกษาที่เน้นแต่วิชาการอาจไม่ตอบโจทย์อนาคตและการเรียนรู้ของเด็กอีกต่อไปแล้ว  ความรู้ทางวิชาการเป็นเพียงแค่พื้นฐาน เพราะทักษะการนำความรู้มาใช้ชีวิตจริงเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่า และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทักษะที่สำคัญในยุคนี้  นอกจากนี้ทักษะอื่นๆเช่นการมีมนุษยสัมพันธ์  การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การเผชิญกับปัญหา การใช้ชีวิตให้มีความสุข เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก  และอีกเรื่องที่สำคัญไม่น้อยคือโดยเรื่องของภาษาที่จะช่วยเปิดกำแพงการเรียนรู้ของลูกให้มากขึ้น

บทความแนะนำ นักวิชาการและแพทย์แนะ! รักลูก อย่าสอนลูกให้เป็นแค่คนเก่ง!

  1. ค่าใช้จ่ายและสถานที่

เป็นอีกปัจจัยที่ผู้ปกครองนำมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่าย หลายโรงเรียนมีข้อเสนอที่หลากหลายและยืดหยุ่นได้ และเมื่อได้โรงเรียนที่สนใจแล้วแนะนำให้เข้าไปพูดคุยรายละเอียด และดูสถานที่จริงเลย พาเด็กๆ เข้าไปด้วยเพราะนี่คือที่ๆ เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่มากกว่าบ้านด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเรายังแนะนำให้เลือกโรงเรียนที่ไม่ไกลบ้านจนเกินไป เพื่อลดความเครียดจากการเดินทางของเด็ก ๆ

โรงเรียนนานาชาติ คือ โลกกว้างแห่งการเรียนรู้

เมื่อพูดถึงโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นตัวเลือกของคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน ไม่เพียงแค่เรื่องภาษาแต่การเรียนการสอนในรูปแบบของต่างประเทศนั้นถูกพัฒนาและพิสูจน์มาแล้วว่าได้คุณภาพ ช่วยให้เด็กกล้าคิด กล้าลอง เกิดแนวคิดใหม่ๆ และส่งเสริมพัฒนาการให้ก้าวไกลได้มากขึ้น  ยกตัวอย่าง หลักสูตรของโรงเรียน Wellington College International School Bangkok (โรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ) ที่นำเรื่องของ Wellness หรือ Wellbeing มารวมกับหลักสูตร เพื่อปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข

บทความแนะนำ  10 ทักษะสร้างหลักคิดเพื่อพัฒนาอารมณ์ EQ ของลูกน้อย

โดยหลักสูตรนี้เด็ก ๆ จะถูกกระตุ้นให้คิดและให้แก้ปัญหาตลอดเวลา เน้นการสร้างแรงบันดาลใจมาเสริมสร้างการใช้สติปัญญาอย่างสร้างสรรค์ในการเรียนรู้และการใช้ชีวิต พัฒนาทักษะของการเป็นผู้นำ ให้เด็กได้เรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเอง การเรียนที่นี่จึงไม่ใช่แค่เพียงความรู้เท่านั้น แต่เด็ก ๆ จะได้ค้นหาตัวตนของตนเองพร้อม ๆ ไปกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข ทั้งหมดนี้คือจุดแข็งที่ทำให้แนวทางการพัฒนาเด็กของโรงเรียนนี้แตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

บทความแนะนำ 9 สิ่งพื้นฐานที่พ่อแม่ควรสอนลูก ให้รู้จักการใช้ชีวิต!

ไม่เพียงเท่านี้เรายังมีประสบการณ์จริงจาก 3 คุณพ่อที่ต่างกันทั้งไลฟ์สไตล์และอาชีพ แต่ที่ตรงกันคือการเลือกโรงเรียนที่ต้องทำให้ลูกมีความสุข และสนุกกับการเรียนในทุกวันมาฝากกันด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ>>วิธีเลือกโรงเรียนให้ลูก ในสไตล์ของ 3 คุณพ่อคนดัง<< คลิกหน้า 2

ชวนลูกปลูกต้นไม้

ฝึกลูกเก่งอังกฤษแบบสนุก ลอง ชวนลูกปลูกต้นไม้ กันเถอะ

ชวนลูกปลูกต้นไม้ กิจกรรมง่ายๆ ทำกันเองได้ในบ้าน ที่ช่วยเสริมสร้างทักษะรอบด้านเพิ่มเติมจากห้องเรียน แถมเด็กๆยังได้ลองเอาความรู้มาใช้งานจริงด้วย อยากรู้ว่าการปลูกต้นไม้ช่วยลูกเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างไร ลองมาดูกันค่ะ

ชวนลูกปลูกต้นไม้ พร้อมเรียนรู้คำศัพท์กับประโยคน่ารู้ให้ลูกเก่งภาษาไม่แพ้ใคร

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กรอบรู้ เก่งรอบด้าน นอกจากการพาไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ นอกสถานที่ตามความสนใจ จะช่วยกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจแล้ว การทำกิจกรรมในบ้านอย่าง ชวนลูกปลูกต้นไม้ ช่วยเสริมพัฒนาการทางร่างกาย ความคิด แถมยังเป็นวิธีเรียนภาษาให้ได้ผลอีกอย่างหนึ่ง

ชวนลูกปลูกต้นไม้ ได้อะไร

เวลาปลูกต้นไม้อาจดูเป็นงานเลอะๆ เทอะๆ สักหน่อย แต่รู้ไหมว่าระหว่างนั้นในสมองลูกกำลังฝึกฝนสารพัดอย่าง รู้หรือไม่ว่าการ ชวนลูกปลูกต้นไม้ เพียงหนึ่งครั้งให้ประโยชน์คุ้มค่า คุ้มเวลาทั้งทักษะ EF (effective function) เป็นบทเรียนชีวิตง่ายๆที่สอนให้เด็กรู้วิธีควบคุมและยืดหยุ่นกับตัวเอง ความมีวินัย ความอดทนต่อการทำงานไล่ไปทีละขั้นตอนจนสำเร็จ เริ่มต้นจากผสมดิน เตรียมที่ปลูก เพาะเมล็ด เฝ้ารดน้ำดูแลจนกว่าต้นอ่อนน้อยๆจะงอกขึ้นมา สิ่งเหล่านี้จะช่วยปลูกฝังทักษะชีวิตที่จำเป็นกับลูกเมื่อเติบโต ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ยังเล็ก

นอกจากนี้ ปลูกต้นไม้เหมือนกิจกรรมกลางแจ้งทั่วไป ลูกจะได้ใช้กล้ามเนื้อประสานกับประสาทสัมผัสทั้งห้าเข้าด้วยกัน จึงมีความชำนาญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงกว่าอยู่แต่ในห้องแอร์ เมื่อลูกได้เห็นวงจรชีวิตของต้นไม้ เรียนรู้วิธีดูแลต้นไม้แต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ระบบนิเวศน์ของสิ่งมีชีวิต

เมื่อลูกเกิดความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติรอบตัวแล้ว ก็เท่ากับได้ปลูกฝังแนวคิดของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลงในตัวลูกด้วย ช่วยให้เขาหวงแหนและอยากรักษาธรรมชาติไว้ ซึ่งกำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญในอนาคตนี้ การชวนลูกปลูกต้นไม้ ยังเป็นแบบฝึกหัดมีชีวิตให้ลูกได้นำความรู้จากห้องเรียนมาใช้ปฏิบัติจริงด้วย

ทั้งความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เพื่อคำนวนระหว่างผสมดิน ขุดหลุมปลูก  วิทยาศาสตร์ที่สังเกตการเจริญเติบโตของต้นไม้ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงยังเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้ใกล้ชิดกัน เล่นสนุก พูดคุย และช่วยกันทำงาน จังหวะนี้เองคุณพ่อคุณแม่ชวนลูกคุยภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกทักษะภาษา ทบทวนคำศัพท์ และเรียนรู้ประโยคใหม่ๆได้ด้วย

คำศัพท์และประโยคที่เรียนรู้จากการ ชวนลูกปลูกต้นไม้ ส่วนใหญ่จะเป็นประโยคคำสั่ง เป็นขั้นตอนทำไล่เลียงกันเป็นลำดับ ซึ่งจะขึ้นต้นประโยคด้วยคำกริยา (verb) เช่น water the plant, wash my hands หรือการใช้ประโยคเพื่อบอกถึงสิงที่กำลังจะทำต่อไป เช่น Daddy is going to start digging, We are going to put the three into the hole เป็นต้น

รายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอนนี้ อ.คริส ชวนลูกปลูกต้นไม้ ด้วยกัน สอนให้น้องวิลเบิร์ตลงมือปลูกต้นไม้แรกในชีวิตด้วยตัวเอง พร้อมกับสอดแทรกวิธีพูดและคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้เด็กวัยเพียงสองขวบเศษ พูดตามและจดจำได้ง่าย อ.คริสจะมีเทคนิคการสอนที่คุณพ่อคุณแม่นำไปประยุกต์ใช้ได้บ้าง ลองติดตามกันดูนะคะ

มาทบทวนคำศัพท์กันอีกครั้งนะคะ

garden / yard    สวน

seasonal fruit    ผลไม้ตามฤดูกาล

plant                   ต้นไม้เล็กๆ/ ต้นอ่อน

plant pot            กระถางต้นไม้

water can           ฝักบัวรดน้ำต้นไม้

bucket                 ถังน้ำ

shovel                 พลั่ว

soil                       ดิน

fertilizer              ปุ๋ย

dig                       ขุด

stone                   หิน

we are in the garden     เราอยู่ในสวน

we are going to plant the mango tree    เรากำลังจะปลูกต้นมะม่วง

you hold this with two hands    จับสองมือ

we put the fertillizerin into the hole       เราเติมปุ๋ยลงในหลุมปลูก

we zre going to put the ress into the hole   เอาต้นไม้วางลงในหลุม

you have to put the stones around the tree    เอาก้อนหินวางรอดต้นไม้

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคเด็ดๆตอน ชวนลูกปลูกต้นไม้ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

โรงเรียนทางเลือก ฝึกลูกวางแผน

โรงเรียนทางเลือก เรียนรู้ตามทางของลูก #2 โดย พ่อเอก

ขอเล่าเรื่อง โรงเรียนทางเลือก ต่อจากตอนที่แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ที่จะเลือก โรงเรียนทางเลือก ให้ลูก ควรจะต้องทราบและจะต้องเตรียมให้พร้อม ทั้งกาย ใจ และเวลา ก็คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมกับโรงเรียน ซึ่งจะมีทั้งที่เป็นกิจกรรมแบบทางเลือก แบบจิตอาสา และแบบภาคบังคับ เพราะ โรงเรียนทางเลือก เชื่อในแนวทางการศึกษาว่า ครอบครัวและชุมชนจะต้องร่วมกันสรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ อยากเรียกให้เท่ๆ ก็จะต้องเป็น Educational Ecosystem กันเลย ฟังดูอาจจะทำให้เกร็งหรือกังวล แต่จริงๆ กิจกรรมเหล่านั้นให้อะไรดีๆ มากมาย ซึ่งกิจกรรมก็อาจจะมีตั้งแต่ การอบรมสัมมนาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจการเลี้ยงดูเด็กๆ เพื่อให้เป็นแนวเดียวกับโรงเรียน กิจกรรมครอบครัวที่ทำร่วมกันกับครอบครัวอื่น กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชนรอบโรงเรียน รวมจนถึงกิจกรรมด้านธรรมะ เป็นต้น

ครอบครัวเรามีคำถามในใจ เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของลูกหลายข้อ ซึ่งอาจจะบังเอิญที่แนวการศึกษาแบบทางเลือกได้ให้คำตอบมา เราก็เลยยกมาสัก 3 คำถาม เพราะเชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวก็มีคำถามเหล่านี้ในใจ

  • เราจะให้ลูกใช้คอมพิวเตอร์ได้เมื่อไหร่ (อันนี้ลูกไม่ได้ถามนะ พ่อถามแม่ 555)

สัปดาห์นี้ทางโรงเรียนพี่ปูนปั้นมีกิจกรรมสัมมนาและได้เชิญ คุณหมอมิน เจ้าของเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา มาเป็นวิทยากร ผลคือการจองทะลัก และเราก็ได้คำตอบของคำถามแรกมาโดยบังเอิญ

คุณหมอมินมาพูดในหัวข้อ Unspoken Words ที่โรงเรียนของพี่ปูนปั้น โดยมีตอนหนึ่งที่พูดถึงเด็กติดเกมส์ ซึ่งในตอนท้าย คุณหมอพูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่า ในวัย 6 ขวบเราสามารถให้ลูกเล่นได้ แต่ต้องมีกฎกติการใช้งาน และไม่แนะนำให้มีเป็นของส่วนตัว เนื่องจากเด็กอาจจะยังแบ่งเวลา หรือใช้ social Media ไม่ถูกต้อง จนอาจเกิดเหตุอื่นๆ ตามมา เช่น cyber bully

บทความแนะนำ 7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับดวงตาของเด็กวัยเรียน ที่เกิดจากหน้าจอ

หากมีเหตุต้องใช้ อาจจะทำ cell phone contract หรือ electronic contract โดยร่างร่วมกันพ่อแม่ลูก แปะไว้กับฝาบ้าน หากวันใดลูกทำผิดกฎก็ไปชี้ว่าตอนนี้หนูไม่ได้ทำตามที่สัญญากันไว้นะและหากต้องซื้อเป็นของส่วนตัวกันจริงๆ ก็ให้เป็นการยืม เช่น แม่ซื้อให้หนูยืมใช้นะคะ เพราะยามมีปัญหากันลูกจะได้ไม่บอกว่า “นี่ของส่วนตัวหนู”

สำหรับ account ใน social media ก็เช่นกัน ให้ share account กัน โดยบอกลูกด้วยว่า เพราะเป็นห่วงในการใช้สื่อประเภทนี้ อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงโทษและภัยที่อาจจะมาถึงเราได้ เพราะหากลูกไปเล่นเอง โดยมีใครก็ไม่รู้ add มา วันนั้นอาจจะเกิดภัยที่เราไม่คาดคิดเช่นกัน

  • ลูกขึ้น ป.1 แล้ว ควรให้ลูกพกเงินไปโรงเรียนเท่าไหร่

ตอนพี่ปูนปั้นยังอยู่อนุบาล ผมได้มีโอกาสขึ้นเวทีกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กอยู่หลายครั้งและหนึ่งในหัวข้อที่มีการคุยในระหว่างทานอาหารก็คือ คุณพ่อคุณแม่จะต้องตัดสินใจยากอีกครั้งตอนเข้า ป.1 ว่าเราควรให้เงินลูกไปโรงเรียนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม เพราะหากให้มากไปลูกอาจจะใช้เงินซื้อของไม่มีประโยชน์และเป็นการสอนให้ลูกไม่รู้ค่าของเงิน แต่หากให้น้อยไปลูกอาจจะมีเงินไม่พอในการซื้อของกินเมื่อหิว หรือหนักไปกว่านั้นในโรงเรียนที่ครอบครัวมีฐานะอาจจะไปสร้างปมบางอย่างให้ลูก นั่นสิ แล้วเราควรให้เงินลูกไปเท่าไหร่ดี

บทความแนะนำ 7 เคล็ดลับง่าย ๆ สอนลูกออมเงิน และรู้จักคุณค่าของเงิน

โรงเรียนทางเลือก ส่วนใหญ่ไม่มีขนมห่อ ไม่มีของเล่น ไม่มีอาหารที่ไม่มีประโยชน์เข้าไปขาย อย่าได้หวังจะได้เห็นช็อกโกแลต มันฝรั่งทอด ลูกกวาดต่างๆ เลย ดังนั้น การนำเงินไปโรงเรียนมากๆ ไม่มีความหมาย ที่โรงเรียนของปูนปั้นตอนเลิกเรียนจะมีขนมหรืออาหารจากคุณแม่อาสามาขายเปลี่ยนไปในแต่ละวัน เช่น เค้กกล้วยหอม ซูชิ ขนมปังกรอบ ข้าวเหนียวหมู โยเกิร์ต น้ำสมุนไพร เป็นต้น เด็กๆ ต้องมายืนดูป้ายหน้าร้านว่าวันนี้มีอะไรมาขายบ้าง และต้องเอากล่องมาใส่อาหารที่ซื้อ เพราะที่นี่ไม่มีถุงใส่ให้ (เป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่พี่ปูนปั้นไม่เคยลืมกล่องอาหารแม้แต่วันเดียว)

อ้อ ที่โรงเรียนกำหนดว่าไม่ให้นำเงินมาเกิน 50 บาทในแต่ละวัน ตัดปัญหาได้เลยทีเดียวกับคำถามนี้ เพราะเด็กทุกคนใช้กติกาเหมือนๆ กัน และต่อให้แอบเอามามากกว่านี้ก็ไม่มีอะไรให้ซื้อโชว์ซื้ออวด ตัวเลขดังกล่าวก็ถือว่ากำลังดี วันไหนพี่เขาเล่นกีฬาแล้วหิว ก็จะหมด เพราะน้ำเก๊กฮวย 10 บาท กับขนมปัง 2 ห่อก็เกลี้ยงพอดี วันไหนพี่เขาหิวน้อยหน่อยก็มีเงินมาหยอดกระปุกสะสมซื้อเลโก้ของชอบของตัวเอง และที่สำคัญกติกาที่โรงเรียนคือ ห้ามยืมเงินกันด้วย

  • ทำอย่างไรให้ลูกได้หัดวางแผน ทำงานแบบโปรเจ็กต์

เนื่องจากเราเห็นเด็กในประเทศที่มีระบบการศึกษาดี มักจะสามารถทำงานเป็นกลุ่ม มีการกำหนดเป้าหมาย วางแผนงาน ลงมือทำ และส่งมอบงานกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่เราคิดว่าดีกับเด็กและมีประโยชน์ต่อพัฒนาการเด็กมากกว่า เพราะในการทำงานเราได้เห็นเด็กเรียนเก่งมากมาย ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือ ไม่รู้จักการวางวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แต่สามารถแก้ปัญหาเป็นข้อๆ ได้เท่านั้น

ซึ่ง โรงเรียนทางเลือก หลายที่มักจะมีการสอนแนวนี้ หรือ ไม่ก็จะมีกิจกรรมแนวนี้ให้เด็กได้คิดได้ทำ เช่น โรงเรียนที่ปั้นแป้งเรียนเด็กประถมต้องผลัดเวรกันวางแผนว่าวันนี้จะทำมื้อกลางวันเมนูอะไรให้ทั้งห้องทาน โดยจะต้องเริ่มจากวางเมนู วางแผนจ่ายกับข้าว ให้พอกับจำนวนเพื่อนร่วมชั้นและคุณครู วางค่าใช้จ่ายให้ได้ตามงบ ไปจนถึงทำอาหาร เสิร์ฟอาหาร หรืออย่างโรงเรียนพี่ปูนปั้นนักเรียนชั้นประถม 4 ก็มีโครงการชื่อ ของหายได้คืน ซึ่งเด็กจะมีการทำงานเป็นระบบมาก ซึ่งพี่ปูนปั้นได้ลองใช้บริการแล้ว คือ หลังเลิกเรียนวันก่อนพอทำการบ้านเสร็จพี่ปูนปั้นวางซองใส่การบ้านทิ้งไว้แล้วก็ไปวิ่งเล่น จากนั้นก็ไปเรียนไวโอลิน พอเลิกก็หิ้วกระเป๋ากลับบ้านกับปะป๊า ทิ้งซองการบ้านไว้แถวนั้นวันรุ่งขึ้นเรารีบไปแต่เช้าก็ไม่เจอของบนโต๊ะ แต่คุณครูก็มาแจ้งในวันต่อมาว่า พี่ป.4 ได้จัดการเก็บของไว้ให้แล้วและของได้ถูกส่งไปที่ห้องคุณครูที่คอยบันทึกและส่งมอบของ สรุปว่าพี่ปูนปั้นก็ได้ของคืนครบถ้วน งานโครงการดีๆ แบบนี้ ฟังดูเหมือนง่าย แต่สำหรับเด็กประถม ไม่ใช่งานธรรมดาเลย คุณพ่อคุณแม่คิดเหมือนกันมั้ย


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

การบ้านอนุบาล เรื่องปวดหัวทั้งตัวพ่อและตัวแม่

“ลูกช่างถาม” รับมืออย่างไร ไม่ขัดพัฒนาการลูก

แชร์ประสบการณ์ ฝึกวินัยการกินให้ลูก กินข้าวตรงเวลา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นอนหลับสนิทตลอดคืน

4 เคล็ดลับ ช่วยลูกน้อยนอนหลับสนิทตลอดคืน

นอนหลับสนิทตลอดคืน รู้ไหมว่าดีต่อร่างกายและสุขภาพของลูกน้อย แต่จะทำยังไงถึงจะทำให้ลูกได้นอนหลับสนิท เพราะไม่ใช่กับเด็กทุกคนที่จะนอนง่าย หลับเร็ว และก็หลับลึกด้วยหนะซิค่ะ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาค่ะ เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้ว่าต้องทำไงลูกน้อยถึงมีช่วงเวลาการนอนหลับที่ได้คุณภาพ คุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามพลาดเคล็ดลับที่นำมาฝากกันนะคะ

 

นอนหลับสนิทตลอดคืน ให้ประโยชน์อะไรกับลูกน้อยบ้างนะ !!

เด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงขวบปีแรกขึ้นไป ถ้าได้ นอนหลับสนิทตลอดคืน จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายถูกเติมเต็มอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่เจ็บป่วยบ่อย  ในเด็กแรกเกิด เด็กเล็กๆ เด็กวัยกำลังโต ควรได้รับการพักผ่อนนอนหลับต่อคืนประมาณ 8-12++ ชั่วโมง ซึ่งชั่วโมงการนอนหลับจะค่อยๆ ลดลงไปตามช่วงอายุค่ะ

เด็กที่เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หรือก่อน 3 ทุ่ม จะเป็นการนอนหลับที่ได้ประโยชน์และคุณภาพมากที่สุด เพราะโกรท ฮอร์โมน (Growth Hormone) ฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องพัฒนาการการเจริญเติบโต จะหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ในช่วง 22.00-24.00 น. เซลล์ต่างๆ ในร่างกายที่ถูกใช้งาน หรือสึกหรอไปก็จะได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์พร้อมสำหรับการทำงานได้ตลอดเวลาอีกครั้ง ที่สำคัญสมองในส่วนการเรียนรู้ก็จะทำงานมีประสิทธิภาพ ข้อดีคือเด็กที่ได้นอนหลับเต็มเต็มอิ่ม จะช่วยให้เรียนรู้เก่ง จำแม่นด้วยค่ะ

นอนหลับสนิทตลอดคืน

เคล็ดลับง่ายๆ ลูกน้อยนอนหลับสนิทตลอดคืน

อย่างที่บอกไปค่ะว่าการนอนหลับที่ได้คุณภาพช่วยลูกน้อยให้มีพัฒนาการ และสุขภาพดี แต่ก็ยังมีคุณแม่ลูกเล็กส่วนหนึ่งที่ ยังเจอกับปัญหาลูกนอนหลับไม่สนิท นอนหลับยาก เอาเป็นว่าใครที่เป็นพ่อแม่มือใหม่ลองนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กับลูกน้อยที่บ้านกันดูค่ะ

1. ดูดนมแม่ก่อนนอน

การได้กอด มองตาลูก ในช่วงเวลาที่ให้ลูกเข้าเต้าดูดนม เป็นหนึ่งในวิธีเธอราพีที่ดีมากๆ ค่ะ ก่อนถึงเวลาเข้านอนให้ลูกดูดนมแม่ให้อิ่ม แต่ขณะที่ลูกดูดนมให้คุณแม่ลูบสัมผัสลูกเบาๆ ที่ผิวเนื้อ คิว ดวงตา จมูก เป็นต้น จะทำให้ลูกดูดนมอย่างมีความสุข เมื่อความสุขสารแห่งความสุข เอ็นโดรฟินก็จะหลั่งออกมา สมองก็มีความผ่อนคลาย สักพักลูกก็จะค่อยๆ เคลิ้มลงและหลับได้ง่ายไปในที่สุดค่ะ

2. บรรยากาศเป็นใจ

การกล่อมให้ลูกนอนหลับ สิ่งแวดล้อมในห้องนอน หรือในบ้านต้องเงียบสงบ ไม่เปิดไฟ ไม่เปิด(เล่น)มือถือ ต้องไม่มีเสียงรบกวนใดๆ อากาศภายในห้องนอนต้องสบายๆ ไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป เป็นต้น

3. นวดเบาๆ ก่อนนอน

เด็กเล็กๆ ที่หลับยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ลองนวดเบาๆ ที่ช่วงหลัง ช่วงแขน เท้าทั้งสองข้าง ช่วงบริเวณหน้าอกไปจนถึงท้อง เป็นต้น การผ่อนคลายลูกน้อยด้วยการนอนสัมผัสเบาๆ จะช่วยให้นอนหลับง่าย นอนหลับสนิทมากขึ้น แนะนำให้นวดด้วยโลชั่นเด็กที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากธรรมชาติค่ะ

นอนหลับสนิทตลอดคืน

4. เสื้อผ้าใส่นอนต้องสบาย

ไม่ว่าจะเป็นชุดหมีเต็มตัว หรือชุดนอนปกติ หรือแม้แต่ชุดเสื้อผ้าที่ใส่ในทุกวัน สำหรับเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิด  แนะนำว่าต้องเลือกที่มีผิวสัมผัสที่ให้ความสบาย ไม่ระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อยนะคะ เพราะหากชุดเสื้อผ้าทำให้ผิวลูก น้อยไม่สบายตัว ก็จะไปรบกวนการนอนหลับ ทำให้หลับได้ไม่สนิทค่ะ และถึงแม้ชุดเสื้อผ้าที่คุณแม่เลือกมาสวมใส่ให้ลูกถึงจะเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็ก ก็สามารถทำร้ายผิวลูกให้เกิดการระคายเคืองขึ้นได้ค่ะ ดังนั้นแนะนำว่าในขั้นตอนการซักทำ ความสะอาดควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กเท่านั้นะคะ

นอนหลับสนิทตลอดคืน

ใหม่! ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ดีนี่ นิวบอร์น แฮปปี้เนส เป็นหนึ่งไอเทมสำคัญที่แม่ลูกเล็กควรมีใช้กันค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ดีนี่ นิวบอร์น แฮปปี้เนส เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้า ที่คิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคุณแม่ลูกเล็กโดยเฉพาะ  ด้วยสูตรที่อ่อนโยน ผสมสารสกัด “ออร์แกนิค คาโมมายล์” ช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากธรรมชาติ ซึ่งกลิ่นหอมอ่อนๆ จากธรรมชาตินี่แหละค่ะ ที่ช่วยให้ลูกนอนหลับสนิทตลอดคืนด้วย

มั่นใจว่าปลอดภัยต่อผิวลูกน้อย เพราะ…ปราศจากสารเคมีที่อันตรายต่อผิวบอบบาง Gluten Free ผ่านการทดสอบที่ดีที่สุดว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว (Hypo allergenic Tested)

เห็นไหมคะว่าการส่งเสริมให้ลูกน้อยได้นอนหลับง่าย นอนหลับสนิทตลอดคืนไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะลองนำเอาเคล็ดลับที่ให้ไปใช้กับเจ้าตัวเล็กที่บ้านกันนะคะ

นอนหลับสนิทตลอดคืน

 

แสดงแบบ : คุณแม่แจง น้องมาวิน 

เลี้ยงลูกวัย 6 ขวบ

เลี้ยงลูกวัย 6 ขวบ อย่างไร ? ให้ฉลาดเรียนรู้ เล่นสนุก อารมณ์ดี

ลูกๆ บ้านไหนอยู่ในวัยอนุบาล และประถมต้นแล้วบ้างคะ คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่าเด็กในช่วงวัยนี้กำลังจะก้าวไปสู่วัยเด็กโต ซึ่งพัฒนาการไม่ว่าจะการสื่อสาร การเรียนรู้ อารมณ์ความรู้สึกจะเติบโตพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวกระโดด เด็กๆ จะเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จะบอกแสดงออกมาอย่างชัดเจน ตรงนี้แหละค่ะที่พ่อแม่ต้องสังเกตลูก เพื่อจะได้ส่งเสริมและสนับสนุนพวกเขาได้ถูกทางค่ะ

 

เลี้ยงลูกวัย 6 ขวบ พ่อแม่ต้องเรียนรู้และเข้าใจพัฒนาการลูกให้มากที่สุด

คุณพ่อคุณแม่จะ เลี้ยงลูกวัย 6 ขวบ ที่กำลังโตนี้อย่างไร เพื่อให้พวกเติบโตพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพที่ดีรอบด้านนั้น เราไปทำความเข้าใจพร้อมกันค่ะ

  • ฉลาดเรียนรู้

เด็กวัยนี้ชอบที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน ชอบทำกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งการสังเกตว่าลูกให้ความสนใจในเรื่องใด เรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น ชอบว่ายน้ำมากกว่าทำงานศิลปะ ชอบวิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าวิชาคณิตศาสตร์ ฯลฯ พ่อแม่อย่าเพิ่งไปขัดใจลูกให้มาทำตามใจเรานะคะ แต่สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมให้เขาได้ทำ ได้เรียนรู้ในสิ่งเขาชอบและถนัด ซึ่งตรงนี้จะทำให้ลูกมีความสุข และสามารถทำในเรื่องที่ถนัด และไม่ถนัดออกมาได้ดีไปพร้อมกันค่ะ

  • ฉลาดเคลื่อนไหว

การไม่อยู่นิ่งเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยกำลังโตค่ะ ชอบวิ่ง ชอบเล่นกีฬา ชอบปีนป่าย ชอบเต้นกิจกรรมเข้าจังหวะ ชอบพบปะ ผู้คน ชอบความสนุกสนาน การเคลื่อนไหวของเด็กๆ วัยนี้ มีความหมายต่อพัฒนาการของพวกเขาค่ะ โดยเฉพาะพัฒนาการด้านร่างกาย เนื่องจากการเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมต่างๆ จะเป็นการพัฒนาส่งเสริมให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มีความแข็งแรง มากขึ้น ต่อยอดให้มีความพร้อมสมบูรณ์ในก้าวที่เติบโตขึ้นต่อไปข้างหน้าค่ะ

  • ฉลาดด้านอารมณ์

การสร้างหรือพาลูกให้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งที่บ้านเองก็ตาม ควรเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด นอกจากนี้ เรายังควรเคารพในสิ่งที่ลูกเลือกในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น อาหารการกิน อย่าบังคับนะคะ แต่สามารถแนะนำด้วยวิธีและการสื่อสารในเชิงบวกได้ค่ะ เพราะถ้าบรรยากาศแวดล้อมรอบตัวลูกดีแล้ว ก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของลูก ทำให้เป็นเด็กที่ร่าเริง สดใส กล้าแสดงออก และก็จะฉายแววเด่นออกมาค่ะ

การเลี้ยงลูกวัยกำลังโตอย่างเข้าใจ ไม่กดดัน ให้พวกเขาได้คิด ได้ตัดสินใจในเรื่องที่ชอบ สิ่งที่อยากทำด้วยตัวเอง โดยมีพ่อแม่และคนในครอบครัวให้การสนับสนุนส่งเสริม ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ ลูกมีความสุข เป็นเด็กที่มีประสิทธิภาพ และเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพรอบด้านที่สมบูรณ์มากค่ะ

แต่นอกจากการเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจตามวัย ตามพัฒนาการความชอบ ความถนัดแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การ  ส่งเสริมให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดีและมีประโยชน์ อย่าลืมนะคะว่าการเลี้ยงลูกวัยกำลังโตแบบนี้ เด็กๆ เขามักจะตัดสินใจ ได้เองบางอย่างแล้วว่าอยากทาน หรือไม่อยากทานอะไร และถ้าคุณแม่ไม่กดดันในสิ่งที่ลูกเลือกมากเกินไป เขาจะยิ่งมีความสุขในการทานมากขึ้นค่ะ

เด็กในช่วงวัย 6 ขึ้นไป หากคุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้เขาได้มีเครื่องดื่มบำรุงร่างกายที่ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย บำรุงสมองให้  เรียนรู้ได้เก่งสมวัยก็จะยิ่งดีมากๆ ค่ะ เพราะเด็กวัยเรียนต้องใช้พลังงานเยอะมาก เพราะทั้งเรียน ทำกิจกรรม ซึ่งนอกเหนือจากอาหาร 3 มื้อที่ครบประโยชน์ 5 หมู่แล้ว คุณแม่ยังสามารถเสริมให้ลูกได้ดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกายระหว่างวันได้ค่ะ

อย่าง โอวัลตินสมาร์ท รสไวท์มอลต์วานิลลา ขอบอกเลยว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับเด็กวัยคิดส์ที่เลือกดื่มกันมากค่ะ เพราะไม่เพียงแต่เป็นเครื่องดื่มที่รสชาติ อร่อย หวานน้อย ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายถึง 4 ชนิด นั่นคือ ดีเอชเอ, โอเมก้า, กาบา และ วิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมองของเด็กๆ ให้ได้เรียนรู้เก่งได้อย่างสมวัยค่ะ

เลี้ยงลูกวัย 6 ขวบ
โอวัลตินสมาร์ท รสไวท์มอลต์วานิลลา อร่อย สนุก ช่วยให้ทุกการเรียนรู้ของลูกไม่สะดุด ดื่มได้ทุกวัน ได้ประโยชน์เต็มๆ

สามารถหาซื้อ  ได้ที่ร้านค้าทั่วไปและซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ สามารถติดตามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :

www.ovaltine.co.th หรือ www.facebook.com/OvaltineThailand

Von Willebrand Disease คือ

Von Willebrand Disease คือ อะไร? วิธีสังเกตว่าลูกเป็นหรือไม่?

Von Willebrand Disease คือ โรคเลือดออกง่าย โรคผิดปกติทางพันธุกรรมที่คนไทยเป็นกันไม่น้อย ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกรุนแรงจนเสียชีวิตได้

Von Willebrand Disease คือ อะไร? วิธีสังเกตว่าลูกเป็นหรือไม่?

โรค Von Willebrand Disease คือ อะไร?

โรควอนวิลลิแบรนด์ เป็นโรคเลือดออกง่ายทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดในประชากรทั่วโลก โดยผู้ป่วยจะมีภาวะเลือดออกง่าย และมักมีเลือดออกตามเยื่อบุตามผนังต่าง ๆ และในผู้หญิง จะพบว่ามีประจำเดือนมามากและนานเกินสัปดาห์ หรือ มีภาวะเลือดออกรุนแรงจนเป็นอันตรายได้ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนในพลาสมา ที่เรียกว่าวอนวิลลิแบรนด์แฟคเตอร์ เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

วิธีสังเกตว่าลูกเป็น “โรคเลือดออกง่าย” หรือไม่?

รศ.พญ.ดารินทร์ ซอโสตถิกุล ภาควชิากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลัย ได้แจงวิธีสังเกตว่าลูกอาจจะเป็นโรค Von Willebrand Disease หรือไม่ โดยพ่อแม่สามารถสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ ได้ดังนี้

  1. มีรอยจ้ำฟกช้ำเกิดขึ้นเอง
  2. มีเลือดกำเดาไหลบ่อย
  3. ในขณะที่เลือดกำเดาไหล เลือดจะไหลนาน และมีปริมาณมาก
  4. หากเป็นผู้หญิงจะมีประจำเดือนมามากและนาน
  5. มีปัญหาเลือดออกง่ายจากเยื่อบุต่าง ๆ และเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ
โรคเลือดออกง่าย
โรคเลือดออกง่าย

หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจจะเป็นโรค Von Willebrand ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาระดับความรุนแรงของภาวะเลือดออก เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถทำกิจวัตรประจำวัน และดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เพราะหากปล่อยไว้ อาการของโรคนี้อาจกำเริบและเป็นอันตรายได้เมื่อต้องได้รับการผ่าตัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคลอดบุตร หรือแม้แต่การถอนฟัน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ Von Willebrand Disease คือ อะไร? และระดับความรุนแรงของโรค

การเห็นคุณค่าในตนเอง

Self Esteem การเห็นคุณค่าในตนเอง สิ่งสำคัญที่ต้องสร้างให้ลูก

การเห็นคุณค่าในตนเอง หรือการสร้างให้ลูกภูมิใจ เชื่อมั่น และนับถือว่าตัวเองมีคุณค่า นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ เพราะเมื่อลูกโตไป สิ่ง ๆ นี้จะเป็นภูมิคุ้มกันเมื่อลูกต้องพบเจอกับความผิดหวัง

Self Esteem การเห็นคุณค่าในตนเอง สิ่งสำคัญที่ต้องสร้างให้ลูก

Self Esteem คือ อะไร ?

การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self Esteem) คือ ความคิดเห็นที่มีต่อตัวเอง  ซึ่งส่งผลต่อความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิต รวมถึงการรับมือกับอารมณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยผู้ที่มี Self Esteem สูงนั้นจะมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ในทางกลับกัน การมี Self Esteem ต่ำจะส่งผลให้รู้สึกแย่ และมีมุมมองความคิดต่อตัวเองในแง่ลบ ซึ่งเป็นเหตุให้ขาดความกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ และรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถในการเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความท้าทายในชีวิต

พฤติกรรมของเด็กที่มี Self Esteem ต่ำ

การที่เด็กมี Self Esteem (การเห็นคุณค่าในตนเอง) ต่ำ ส่งผลกระทำต่อร่างกายและจิตใจเด็กเป็นอย่างมาก โดยเด็กมักจะแสดงอาการดังนี้

  • เกลียดตัวเอง
  • รู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกเหมือนไม่มีใครชอบ
  • ไม่เห็นข้อดีของตัวเอง
  • โทษตัวเอง
  • ไม่มีความสุข
  • ไม่ค่อยมีความมั่นใจ
  • มีปัญหาในการตัดสินใจ
  • ไม่เชื่อในคำชื่นชมของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง

ดังนั้น เด็กที่มี Self Esteem ต่ำมักจะเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัว หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องพบปะกับผู้อื่น เพราะคิดว่าผู้อื่นอาจรู้สึกไม่ชอบตนเอง กลัวการเริ่มต้นใหม่ โดยอาจขาดความสามารถในการริเริ่มหรือทำในสิ่งที่ท้าทาย หรือทำสิ่งที่เป็นความท้าทายไม่ได้ เพราะเชื่อว่าพวกเขาไม่มีความสามารถพอ ไม่กล้าตัดสินใจ หรือพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ เพราะกลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด ละเลยการดูแลตัวเอง และเสี่ยงมีพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพมากขึ้นด้วย มีความผิดปกติในการรับประทานอาหาร และบางรายอาจถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย อีกด้วย

self esteem คือ
self esteem คือ

จะเห็นได้ว่าเด็กที่มี Self Esteem ต่ำ จะสร้างปัญหาต่อการใช้ชีวิตของลูกเมื่อลูกโตขึ้น แต่หากลูกมี Self Esteem สูง จะทำให้พ่อแม่มั่นใจได้ว่าเมื่อลูกโตขึ้นและเจอกับปัญหาใด ๆ ก็ตามที่อาจจะหนักหน่วงมาก ๆ ลูกก็จะสามารถรับมือกับสิ่ง ๆ นั้นได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงมีเทคนิคปลูกฝัง Self Esteem มาฝากกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 10 เทคนิคปลูกฝัง Self Esteem การเห็นคุณค่าในตนเอง เริ่มได้ตั้งแต่ 2 ปีแรก

สำลีตรารถพยาบาล

ทุกสิ่งที่สัมผัสผิวลูก… แม่ต้องเลือกดีที่สุดเสมอ

สำหรับลูกน้อยที่มีผิวบอบบาง แพ้และระคายเคืองง่าย การใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ต้องสัมผัสผิวลูกจึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องให้ความสำคัญ วันนี้เราจึง มีตัวอย่างเทคนิคการเลือกซื้อของใช้ จากคุณแม่คนเก่ง  คุณจอย-เจ้าของเพจ AE มาเอง ที่พิถีพิถันเลือกของใช้เพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดมาฝากค่ะ

 

หาข้อมูล ทดลองใช้ ดูทุกอย่างก่อนซื้อให้ลูก

จอยเป็นคนซื้อของให้ลูกยากมากค่ะ กว่าจะเลือกได้แต่ละชิ้นจะพิถีพิถันและเลือกนานมาก ก่อนซื้อจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ดูรีวิว ดูเฟสบุ๊คเพจคุณแม่และกรุ๊ปต่างๆ ว่าเขาใช้อะไรกัน คอยสอบถามความคิดเห็นจากเพื่อนๆและคนที่เคยใช้ด้วย เพราะจอยเป็นบิวตี้บล๊อกเกอร์ ก็จะรู้จักบล๊อกเกอร์ที่เป็นคุณแม่หลายๆท่าน ซึ่งเขาก็จะมีแนะนำว่าผลิตภัณฑ์ไหนที่ใช้แล้วดีต่อลูกจากประสบการณ์จริงๆ แต่ถึงแม้จอยจะมีข้อมูลแล้วก็ยังไม่เชื่อง่ายๆค่ะ เพราะพอเขาแนะนำมา จอยก็จะลองซื้อสิ่งของนั้นทาทดลองใช้ดูก่อน ว่าดีจริงหรือไม่ ทดลองนิดนึงก่อนว่าปลอดภัยต่อลูกหรือเปล่าด้วยค่ะ

สำลีตรารถพยาบาล

ความสะอาด ปลอดภัย สำลีที่ใช้แม่ก็ต้องใส่ใจที่สุด

การเลี้ยงลูกทารกสิ่งสำคัญมาก คือความสะอาดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะลูกมีผิวบอบบาง ภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ และต้องระวังสิ่งของที่จะสัมผัสกับผิวลูกและสิ่งที่ลูกเอาเข้าปากด้วยค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกแพ้หรือต้องติดเชื้อไม่สบาย  แม้กระทั่งของใช้เล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้ามไป จอยก็ไม่มองผ่านค่ะ เช่น สำลีที่จะใช้ทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของลูกน้อย  จากตอนแรกที่หลังคลอดลูกใหม่ๆ จอยไม่รู้ว่าจะต้องเลือกใช้สำลีอะไร และไม่รู้ว่าต้องใช้สำลีแบบไหนที่เหมาะกับการทำความสะอาดส่วนต่างๆ ให้ลูก ตอนนั้นจอยซื้อสำลีมาทุกยี่ห้อ และซื้อมาเยอะมากทุกแบรนด์เลยค่ะ เพื่อจะนำมาลองใช้ว่าต่างกันอย่างไร  แบบไหนดีกว่ากัน จากนั้นจอยก็ดูว่าแบบแผ่นแบบก้อน มันเหมาะกับจุดไหนของลูกบ้าง ดูจากรีวิว แล้วก็ดูจากข้อมูลวิธีการเลี้ยงลูกด้วย เมื่อจอยได้ทดลองใช้สำลีหลายๆ แบรนด์ และนำมาเปรียบเทียบกันค่อนข้างเยอะแล้ว สุดท้ายก็ได้สำลีตรารถพยาบาลที่เรามั่นใจว่าใช้แล้วสะอาด ปลอดภัย และใช้ได้ดีกับลูกน้อยที่สุดค่ะ

สำลีตรารถพยาบาล

สำลีตรารถพยาบาล อ่อนโยนกับทุกส่วนของลูกน้อย

จากตอนแรกที่จอยลองผิดลองถูก กับการใช้สำลีทำความสะอาดลูก และได้รู้ว่าสำลีตรารถพยาบาลปลอดภัยและสะอาดเหมาะกับลูกน้อย ค่ะ เพราะจากการที่ลองใช้ยี่ห้ออื่นๆทั้งแบบแผ่น แบบก้อน ก็รู้ว่าสำลีตรารถพยาบาล ให้สัมผัสนุ่มพิเศษ อ่อนโยนเส้นใยมีความเหนียวและยาวไม่เป็นขุย บางแบรนด์จอยเคยใช้ แค่หยิบมาดูก็เป็นเส้นใยผงๆ ยุ่ยๆ ง่าย  และสำลีตรารถพยาบาลยังซึมซับน้ำได้ดี เวาที่จอยชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดลูก ทำให้เช็ดง่ายและรวดเร็ว เพราะการทำความสะอาดเด็กอ่อนต้องทำด้วยวามรวดเร็ว และสะอาดไปพร้อมกัน

สำลีตรารถพยาบาล

ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ใช้ได้ทุกจุดบอบบางของลูก 

นอกจากนี้สำลีตรารถพยาบาล ยังมีให้ใช้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับการทำความสะอาดจุดต่างๆ ของร่างกายลูก เช่น สำลีแบบก้อนจะเหมาะกับการชุบน้ำเช็ดก้น และส่วนต่างๆ  สำลีแบบแผ่นก็ใช้เช็ดใบหน้าและร่างกายลูกได้ หรือใช้ช่วยซับน้ำจากการเช็ดครั้งแรกได้ดี  มีสำลีแบบคอตตอนบัดด้วย จอยก็นำมาใช้เช็ดตามซอกเล็กๆ รูจมุก รูหูของลูกได้ดีค่ะ ใบหน้าของลูกก็จะเริ่มใช้สำลีแผ่นมาเช็ด เหมือนหน้าคุณแม่เองก็ใช้สำลีแผ่น จึงใช้สำลีแผ่นชุบน้ำสะอาดเช็ดหน้าลูก เอาสำลีก้อนมาเช็ดก้นและส่วนต่างๆ ส่วนคอตตอนบัด ก็เช็ดตามรูจมูก รูหู และส่วนซอกเล็กๆ ค่ะ

สำลีตรารถพยาบาล

สำลีประจำบ้าน เพื่อลูกน้อยและครอบครัว

สำลีตรารถพยาบาลที่จอยใช้ ไม่ใช่แค่ใช้กับลูกเท่านั้นนะคะ เพราะจอยเองก็ใช้สำลีแผ่นเช็ดเครื่องสำอาง คุณสามีก็ใช้เช็ดแผล ใช้คอตตอนบัดเช็ดทำความสะอาดหู  เรียกว่าใช้ทั้งครอบครัวเลยค่ะ  และตอนนี้ครอบครัวจอยก็ยังพกทิชชูเปียกหรือเบบี้ไวพ์ตรารถพยาบาล เพื่อใช้ทำความสะอาดลูกและตัวเราเองเวลาเดินทางออกไปนอกบ้าน ซึ่งก็ใช้สะดวกและทำให้เราสะอาดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น   ที่สำคัญคือสำลีตรารถพยาบาล เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและมีมายาวนาน จอยเองก็เคยใช้มาตั้งแต่เด็ก  แม้จะลองนำสำลีหลายแบรนด์มาทดลองใช้ แต่พอเราได้ทดลอง และทดสอบเรายิ่งเทใจไปที่ตรารถพยาบาล เพราะคุณแม่ของจอยเองก็เชื่อถือ บอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี สะอาดปลอดภัย และไว้ใจในคุณภาพเสมอ จนซื้อมาให้จอยใช้กับลูกยกลังเลยค่ะ  เป็นสำลีที่ใช้ได้ทั้งครอบครัว ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นสำลีที่มีหลากหลายแบบมาก เป็นเจ้าแม่วงการสำลีเลย ไม่ว่าจะเป็นสำลีแผ่น สำลีก้อน ทิชชูเปียก คอตตอนบัด บ้านจอยใช้แต่ของตรารถพยาบาลอย่างเดียวเลยค่ะ  สะอาดปลอดภัย เป็นสำลีที่ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะสำหรับทุกครอบครัวจริงๆ ค่ะ

สำลีตรารถพยาบาล

รายละเอียดเพิ่มเติม

Facebook : Ambulance Brand

Tag

#Ambulance Brand  #สำลีรถพยาบาล #ambulance #สำลี #cotton  #อ่อนโยน  #ฝ้ายบริสุทธิ์100%