white dot

white dot คืออะไร ความเจ็บปวดที่แม่ให้นมต้องรู้! พร้อมวิธีรักษาแสนง่าย

white dot จุดขาวๆ เล็กๆ ที่หัวนม! แท้จริงสาเหตุเกิดจากอะไร? ทำไมถึงเป็นไวท์ดอทได้  แล้วไวท์ดอท ทำไงหาย มาดูวิธีการป้องกันไม่ให้เกิด white dot รวมถึงวิธีการรักษาด้วยตัวเองกันค่ะ

white dot รักษาได้ด้วยตัวเอง! ความเจ็บปวดที่แม่ให้นมต้องรู้!

ปัญหา white dot  ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นแล้ว คุณแม่ต้องรีบแก้ไขให้ไวที่สุด เพราะถ้าปล่อยไว้อาจส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา นั่นก็คือ ท่อน้ำนมตัน และ เต้านมอักเสบ ได้

ไวท์ดอท (white dot) คือ?

ไวท์ดอท หรือเรียกว่าเป็นชื่อเล่นของ milk blister และเวลาที่เป็น milk blister ส่วนใหญ่จะมีอาการ ไวท์ดอท หรือจุดขาวๆ เกิดขึ้น (milk blister เกิดจากการอุดตันของท่อน้ำนมที่หัวนม) ซึ่งสร้างความปวดเต้าพร้อมปวดร้าวดวงใจให้คุณแม่ให้นมเป็นอย่างมาก

โดย ไวท์ดอท จะมีลักษณะเป็นจุดขาวๆ บางคนสีอมเหลือง บางคนมีเป็นเหมือนหนังบางๆ คลุมด้านบน ข้างในจะเห็นแผ่นขาวๆ ปกคลุม ซึ่งตำแหน่งที่เกิด white dot สามารถเกิดได้ทั้งหมดบนหน้าตัดหัวนมของคุณแม่ แล้วแต่ว่าใครจะมีท่อใหญ่ตรงไหน โดยจุดที่เกิดนี้สามารถโยงไปหาตำแหน่งของก้อนที่อุดตันในเต้านมได้ ดังนั้นจึงบอกได้ว่า คุณแม่ให้นมที่เป็นไวท์ดอท ก็เนื่องมาจากท่อน้ำนมอุดตันนั่นเอง

Must read : กลไกการหลั่งน้ำนมที่แม่มือใหม่ควรรู้!

Must read : 13 สาเหตุที่ทำให้น้ำนมแม่มาน้อย

white dot

white dot เกิดจาก ?

ไวท์ดอท ไม่ใช่หนอง แต่เป็นน้ำนมที่ถูกผิวหนัง เนื้อเยื่อ หรือเศษไขมันไปปิดที่รูของท่อน้ำนมไว้ ทำให้เห็นเป็นจุดขาวๆ เหมือนสิวหัวหนอง หรือตุ่มใสๆ (นมส่วนหน้าจะใส) ส่งผลให้น้ำนมไหลออกไม่ได้ ซึ่งมันจะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดจี๊ดๆ แปล้บๆ เหมือนโดนเข็มแทง ทั้งนี้อาจมีไตเป็นลำหรือเป็นก้อนในเต้านม และบางคนถึงขั้นเต้านมอักเสบได้ เพราะเนื่องจากในเต้า ซึ่งมีน้ำนมแต่มันอยู่ข้างใน ไม่ได้หายไปไหน แค่มันออกมาไม่ได้นั่นเอง

Must read : 6 เทคนิคแก้ไข “หัวนมบอด”

โดยเจ้าจุดสีขาวนี้ เกิดได้จากสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการที่ลูกดูดไม่เกลี้ยงเต้า , เข้าเต้าผิดท่า , คุณแม่ปั้มนมไม่สม่ำเสมอ หรือปล่อยทิ้งให้เต้าเป็นก้อนแข็งบ่อยๆ นั่นเอง แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการกินอาหารที่เป็นของทอด ของมัน จะส่งผลต่อการเกิดน้อยมากๆ เพราะคนที่ชอบกินของมันๆ หวานๆ มักจะเป็น Inspissated milk ซะมากกว่า คือ อาการที่น้ำนมข้นกลายเป็นไขมันเส้นๆ บีบออกมาได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าคนที่ไม่ชอบกินมัน กินหวาน ก็ยังเป็น ไวท์ดอท ได้

Must read : นมเกลี้ยงเต้า บันไดสู่การให้นมแม่สำเร็จ

Must read : ท่าให้นมลูกที่ถูกต้อง ช่วยให้ลูกน้อยได้รับน้ำนมอย่างเต็มที่

 

อ่านต่อ >> “อาการเมื่อเป็นไวท์ดอท
พร้อมวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดไวท์ดอท” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กไหลตาย

โรคไหลตาย ทำเด็ก 5 เดือนดับ! หมอชี้อัตราตายสูงมักเกิดกับเด็กชาย

จากกรณี ทารกเพศชายวัย 5 เดือน เสียชีวิตถูกผ้าห่มคลุมหน้า ในวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมานั้น หมอได้เผยผลชันสูตรแล้วว่าเสียชีวิตจาก “โรคไหลตาย”

โรคไหลตาย ทำเด็ก 5 เดือนดับ! หมอชี้อัตราตายสูง มักเกิดกับเด็กชาย

จากกรณี ทารกเพศชายวัย 5 เดือน เสียชีวิตถูกผ้าห่มคลุมหน้า ในวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ร.ต.ท.ณัฐกิตติ์ จารัตน์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองจันทบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิทยุกู้ภัย สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จันทบุรี ว่ามีเด็กทารกวัย 5 เดือน เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ภายในบ้านพักคนงานพื้นที่หมู่ 11 บ้านเสม็ดงาม ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.พระปกเกล้าฯ และกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบเป็นห้องแถวปลูกติดกันเป็นบ้านพักคนงานโรงงานแกะสลัก จากการตรวจสอบภายในห้องที่เกิดเหตุ พบศพทารกเพศชาย อายุ 5 เดือน 3 วัน นอนหงายเสียชีวิตอยู่บนฟูกที่นอน ศีรษะตะแคงหันไปทางซ้าย โดยมีฟองน้ำลายออกมาทางปากและจมูก และมีผ้าห่มสีแดงลายการ์ตูนวางอยู่ข้างศพ

จากการสอบสวน น.ส.นัฎชา ไพรัตน์ อายุ 27 ปี แม่ของทารกที่เสียชีวิต ซึ่งให้การทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ที่ผ่านมา ตนได้นอนให้นมลูกชายบนที่นอนตามปกติ จนลูกหลับจึงได้นำผ้าห่มมาคลุมไว้ที่หน้าอก จากนั้นได้เผลอหลับไปพร้อมลูก โดยมี นายลิขิต เพ็งเดช อายุ 27 ปีสามีตนนอนอยู่บนพื้นข้างที่นอน

โรคไหลตายในทารก
โรคไหลตายในทารก

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 2 ก.ย. ที่ห้องพยาธิ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี แพทย์นิติเวชได้ผ่าชันสูตรศพของ ด.ช.วัย 5 เดือน เพื่อสรุปหาสาเหตุที่แน่ชัด สำหรับผลการชันสูตรสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตนั้น ไม่ได้เกิดจากการขาดอากาศหายใจเพราะมีผ้าห่มคลุมปิดหน้า แต่เกิดจากโรค SIDS หรือ โรคไหลตาย ในทารก หรือโรคการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก ซึ่งเป็นการที่เด็กทารกเสียชีวิตในทันใด โดยไม่ได้คาดคิดของเด็กในขวบปีแรก โดยยังเปิดเผยอีกว่า ทารกมีอัตราการตายจากโรคนี้สูง มักเกิดกับเด็กชาย ในช่วงอายุ 6 เดือนแรก เด็กคลอดก่อนกำหนด และคนใกล้ชิดสูบบุหรี่

ขอบคุณข่าวจาก : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2854888

โรคไหลตาย คืออะไร?

โรคไหลตายในทารก หรืออาการหลับไม่ตื่นในทารก มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) อาจเรียกว่า cot death หรือ crib death เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตลูกน้อยมากกว่าสามพันคนต่อปี โดยที่คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันเตรียมใจกับการสูญเสียครั้งนี้ เนื่องจากโรคไหลตายในเด็กสามารถเกิดขึ้นในทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง และอาจเกิดขึ้นขณะพ่อแม่นำลูกเข้านอนและเมื่อตื่นมาพบว่าปลุกลูกไม่ตื่นอีกเลย เป็นการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุและสามารถเกิดได้กับทารกทุกคนและทุกช่วงเวลา โดยทั่วไปแล้วจะเกิดกับทารกที่อายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ขวบ ช่วงเวลาที่เกิดคือเที่ยงถึงสามโมงเช้าของวันใหม่ โรคไหลตายในทารกจะเกิดในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนประมาณร้อยละ 90 โดยทารกจะไม่ปรากฏอาการใดนำมาก่อน เช่น ร้องงอแงหรือเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นก่อนเสียชีวิต

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรคไหลตาย เกิดจากอะไร? และป้องกันได้อย่างไร?

พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ

ชวนแม่มาเช็ก พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ ลูกวัย 4 ขวบ ควรส่งเสริมทักษะอะไรดี

เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัย 4 ขวบถือว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่สำคัญของวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตเห็นถึง พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ ที่เริ่มจะเดิน วิ่งเล่น พูด คิด และเริ่มใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ พร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโต เตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตในวัยอนุบาล

ชวนแม่ ๆ มาเช็ก พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ ของลูกทำอะไรได้บ้าง

การทำความเข้าใจกับพัฒนาการที่สำคัญในช่วงนี้เป็นการต่อยอดมาจากหนูน้อยวัยเตาะแตะ ที่เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่คุ้นเคย ไปสู่การมีสังคม มีเพื่อนในห้องเรียน มีการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเจ้าตัวเล็กที่กำลังเข้าสู่วัยอนุบาล มาดูกันค่ะว่าพัฒนาการลูกในวัย 4 ขวบสามารถทำอะไรได้บ้าง และคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมทักษะอะไรเพื่อกระตุ้น พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ ให้เจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมวัย

พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ ด้านร่างกาย

พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ
www.pexels.com
  • เด็กในช่วงนี้จะมีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น เรียนรู้วิธีควบคุมร่างกาย ทรงตัว
  • มีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ที่แข็งแรงขึ้น ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
  • เริ่มวาดรูปหน้าคนและแขนขา รูปทรงต่าง ๆ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม
  • สร้างผลงานตามความคิด จินตนาการของตัวเองโดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
  • เขียนหนังสือเป็นตัวอักษรได้
  • เรียนรู้ที่จะกินอาหารได้ด้วยตัวเอง
  • สามารถแต่งตัวได้เองและไปเข้าห้องน้ำเองได้แล้ว
  • มีการทรงตัวที่ดีขึ้น เช่น สามารถกระโดดด้วยสองเท้า กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้ และยืนบนเท้าข้างหนึ่งถึงห้าวินาที เป็นต้น
  • ขึ้นบันไดแบบสลับเท้าเองได้แล้ว
  • เดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและข้างหลังด้วยความคล่องตัว และสามารถหยุดเมื่อเจออุปสรรคหรือสิ่งกีดขวาง
  • เล่นลูกบอลโดยใช้ร่างกายประสานงานได้ดีขึ้น เช่น โยนลูกบอลไปข้างหน้า รับลูกบอลได้ด้วยมือสองมือ เตะบอลไปข้างหน้า
  • สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นเส้นตรงหรือตัดตามรูปภาพได้
  • สามารถเหยียบและบังคับรถสามล้อหรือเริ่มหัดขี่จักรยานสองล้อ
  • เริ่มสนุกที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบด้าน มีความกระตือรอร้น กระฉับกระเฉง ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบเล่นกิจกรรมเป็นเวลานาน ๆ

พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ ด้านสติปัญญาและภาษา

พัฒนาการ เด็ก 4 ขวบ
www.pexels.com
  • ในช่วงนี้ลูกจะกลายเป็นคนช่างพูด สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วและชัดเจนขึ้น
  • รู้จักชื่อ นามสกุล และชื่อเล่นของตัวเอง และสามารถบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้คนอื่นฟังได้อย่างต่อเนื่อง
  • เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มมากขึ้น เริ่มใช้ประโยคที่ซับซ้อน และพูดเป็นประโยค 5-6 คำ
  • เริ่มเป็นเจ้าหนูจำไม ช่างซักถามและตั้งคำถาม เช่น ทำไม อะไร ใคร เมื่อไหร่ สามารถตอบคำถามบางอย่างได้ เช่น เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวัตถุ 2 ชนิดได้ เหมือนกันหรือแตกต่าง โดยดูจากขนาด น้ำหนัก หรือความสูง
  • วางสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับ เช่น จากมากไปหาน้อยที่สุด สั้นที่สุดถึงสูงที่สุดได้
  • สามารถจำแนกสิ่งต่าง ๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้
  • เริ่มรู้จักสนทนาโต้ตอบ แม้ว่าการโต้แย้งอาจไม่สมเหตุสมผล หรือใช้คำที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจดีพอ และเริ่มเลียนแบบการใช้คำไม่สุภาพ/คำหยาบคาย หรือเริ่มต้นพูดโกหกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ตัวเองผิด
  • พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ตนชอบและสนใจ
  • ร้องเพลงง่าย ๆ ได้
  • สามารถฟังและทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ เช่น เก็บของเล่น
  • สามารถท่องพยัญชนะและจดจำรูปทรงและสีได้ เริ่มนับเลขได้เพิ่มขึ้น
  • พยายามทำสิ่งต่าง ๆ และพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเองเมื่อได้รับคำแนะนำ
  • ยังไม่สามารถแยกว่าอะไรถูกอะไรผิด
  • เริ่มเข้าใจช่วงเวลามากขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ พัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ และเทคนิคกระตุ้นพัฒนาการลูกวัย 4 ขวบ คลิกหน้า 2

วัยทอง 2 ขวบ Terrible Two

วัยทอง 2 ขวบ Terrible Two จะรับมืออย่างไร ?

วัยทอง 2 ขวบ Terrible Two ภาวะทางอารมณ์ พฤติกรรมของลูกน้อยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คุณ พ่อคุณแม่ หรือแม่แต่คนรอบข้างยังต้องตกใจว่าทำไมลูกน้อยผู้น่ารัก ว่านอนสอนง่ายหายไป ทำไมตอนนี้ไม่ฟังกันบ้างเลย !!

 

วัยทอง 2 ขวบ Terrible Two สาเหตุเพราะอะไร ?

รู้ไหมคะว่าสาเหตุของ วัยทอง 2 ขวบ Terrible Twoนั่นมาจากการที่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ และ ความรู้สึกเติบโตเร็วกว่าส่วนที่ควบคุมเหตุผล จึงทำให้เด็กๆ เมื่อย่างเข้าสู่วัย 2 ขวบ มักจะมีอารมณ์ พฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากเดิม หากลูกๆ ที่บ้านใกล้เข้าสู่วัยนี้ หรืออยู่ในช่วงวัย 2 ขวบ มาลองดูว่าลูกมีอาการเหล่านี้กันหรือไม่…

หงุดหงิด เจ้าอารมณ์

เอาแต่ใจ ร้องโวยวาย

ไม่ยอม ดื้อรั้นสุดๆ

ชอบกรีด กระทืบเท้า โยนของทิ้ง

ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้

เด็กวัยทอง 2 ขวบ Terrible Twoภาวะอารมณ์ พฤติกรรมที่จะเป็นอยู่แค่ช่วงวัยหนึ่งของลูกเท่านั่น ซึ่งเพื่อให้กระทบต่อพฤติกรรมของลูกในระยะยาว แนะนำให้ช่วยกันแก้ไขกันนะคะ

อยากรู้เทคนิครับมือลูกวัยทอง 2 ขวบ
จาก Mom Pro คุณแม่มือโปรโชว์เหนือ คลิกเลยค่ะ⇓

 

คลิปรายการ Mom Pro Mom Pro คุณแม่มือโปรโชว์เหนือ จาก Youtube : Amarin Baby & Kids

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

ลูกเข้าสู่ วัยทอง 2 ขวบ งอแงไร้เหตุผล เพราะอะไรต้องดู!
หมอชี้! วิธีปราบ เด็กร้องไห้ ลูกร้องแบบไหนเรียกเอาแต่ใจ
หมอชี้! วิธีปราบ เด็กร้องไห้ ลูกร้องแบบไหนเรียกเอาแต่ใจ 
กฎ 3 ข้อรับมือลูกเล็กร้องไห้เอาแต่ใจให้ได้ผล!
เตาะแตะงอแงแต่เช้า! ไม่เอานะลูก
เทียบชัดๆ มีลูกคนเดียว กับ มีลูกสองคน ต่างกันแค่ไหน?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Tags

ฝึกเขียนอนุบาล

แบบฝึกหัด ฝึกเขียนอนุบาล แจกฟรี!! กว่า 50 ใบงานอนุบาล 1-3

แจกฟรี!! แบบฝึกหัด ฝึกเขียนอนุบาล ฝึกกล้ามเนื้อมืออนุบาล แม่ๆ ไปโหลดกันเลยกว่า 50 แบบฝึกเขียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูก ทั้ง ฝึกเขียน ก.ไก่ และ abc เพื่อลูกวัยอนุบาล 1-3

แจกฟรี!! ใบงาน ฝึกเขียนอนุบาล กว่า 50 แบบฝึกหัด

ฝึกเขียนอนุบาล การขีดเขียน ฝึกเขียนหนังสือ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นต่อลูกน้อย เพราะเป็นทักษะที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่เล็กไปจนโต โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมสร้างทักษะการเขียนให้กับลูกน้อยได้เอง ด้วยการเริ่มฝึกลูกจากการเขียนชื่อของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเล่น ชื่อจริง นามสกุล ทั้งชื่อที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะการเขียนชื่อเป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อเขียนได้เด็กจะเกิดความภูมิใจและกระตุ้นความสนใจในการเขียนได้ดีที่สุด

แต่การที่ลูกน้อยจะเริ่มฝึกเขียนหรือหยิบจับดินสอได้คล่องนั้น ก็ต้องมีกล้ามเนื้อมือที่แข็งแรงพร้อมสำหรับการเขียนแล้วจริง ๆ เสียก่อน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อมือเด็กได้ด้วยการหากิจกรรมที่ใช้มือในการทำเป็นหลักให้เด็กได้ลองทำ เช่น การให้เด็กขยำกระดาษ การปั้นต่างๆ การกรอกน้ำใส่ขวด การร้อยลูกปัด การใช้กรรไกรตัดกระดาษ การฝึกขีดเขียน เป็นต้น

โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสรรหานำมาให้ลูกลองฝึกลองทำกันได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบฝึกหัดอนุบาลขั้นพื้นฐาน เพื่อฝึกขีดเขียน อย่างใบงาน ฝึกเขียน ก.ไก่ อนุบาล หรือ ใบงาน ฝึกเขียน abc อนุบาล ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยในการเสริมสร้างทักษะการควบคุมจัดการกับประสาทนิ้วมือ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจับดินสอของเด็ก

ดังนั้น เพื่อช่วยเสริมทักษะการเขียนให้กับลุกน้อย ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวม ไฟล์ PDF แบบฝึกหัด ใบงาน ฝึกเขียนอนุบาล ฝึกกล้ามเนื้อมืออนุบาล ให้คุณพ่อคุณแม่ดาวน์โหลดกันได้ฟรี!!! กว่า 50 แบบฝึกเขียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูก ทั้ง ฝึกเขียน ก.ไก่ และ abc สำหรับลูกวัยอนุบาล 1-3 โดยเฉพาะ

รวมใบงาน ฝึกเขียนอนุบาล หัดเขียนรูปทรง 

ขอขอบคุณ :ฝึกเขียนอนุบาล

 

 

ดาวน์โหลดไฟล์ แบบฝึกหัด ลากเส้น ลีลามือ สำหรับเด็กเตรียมอนุบาลและอนุบาล 1 คลิกที่นี่!!

 

ดาวน์โหลดไฟล์ แบบฝึกหัดการม้วนหัวพยัญชนะไทย สำหรับชั้นอนุบาล 1 คลิกที่นี่!!

 

ดาวน์โหลดไฟล์ แบบฝึกหัดทักษะภาษาไทย เรียนรู้สระและวรรณยุกต์
ชุดที่ 1 ชั้นอนุบาล 2 คลิกที่นี่!!

 

ดาวน์โหลดไฟล์ แบบฝึกหัดทักษะภาษาไทย เรียนรู้พยัญชนะ ชุดที่ 1 ชั้นอนุบาล 3 คลิกที่นี่!!

 

ดาวน์โหลดไฟล์ แบบฝึกลีลามือ ชุดที่ 1 ชั้นอนุบาล 3 คลิกที่นี่!!

 

 

>> ดาวน์โหลดไฟล์ใบงานฝึกเขียนอนุบาล คลิกต่อหน้า 2 <<

 


ขอบคุณไฟล์ใบงาน ฝึกเขียนอนุบาล ทั้งหมด จาก www.youngciety.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION เสกหน้าแม่..ให้เนียนแน่นในพริบตา!

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION SPF50 PA+++ รองพื้นเนื้อเนียน นวัตกรรมใหม่ปกปิดได้ดี ทาแล้วมีเนื้อเนียนเสมือนแป้ง คุมมันได้ยาวนาน หมดความกังวลเรื่องผิวหน้าไม่เรียบ

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION
เสกหน้าแม่..ให้เนียนแน่นในพริบตา!

กาลครั้งหนึ่งเมื่อความเนียนมาเยือน…ใบหน้าใสเนียนแน่นตลอดวัน ต่างเป็นความฝันของสาวๆ (หรือหนุ่มๆ) มาเนิ่นนานโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา แต่คงไม่ต้องมโนอีกต่อไป เพราะความฝันได้กลายเป็นจริงแล้ว! เมื่อ 4U2 แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังช่วยขจัดความกังวลต่างๆเกี่ยวกับผิวหน้าที่ไม่เรียบเนียนทั้ง ฝ้า กระ หลุมสิว ริ้วรอยและรูขุมขน ให้ถูกปกปิดได้อย่างง่ายดายด้วยรองพื้นเนื้อเนียนตัวใหม่ล่าสุด 4U2 Better Skin Foundation SPF50 PA+++ ทาปุ๊บ หน้าเนียนแน่น คุมมันได้ยาวนาน หมดความกังวลเรื่องผิวหน้าไม่เรียบ ที่ประทับใจอีกอย่างคือมีกันแดดสูง ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะได้อย่างครบครัน

รองพื้นนวัตกรรมใหม่ปกปิดได้ดี ทาแล้วมีเนื้อเนียนเสมือนแป้ง มีทั้งหมด 4 เฉดสี ออกแบบสีมาเพื่อผิวของสาวเอเชียโดยเฉพาะ ตั้งแต่สีผิวขาวชมพู ขาวเหลือง ผิวสองสี จนถึงผิวคล้ำ รับรองผิวหน้าไม่โดด ไม่ลอย ไม่โดนเพื่อนล้อ  เมื่อผิวหน้าแม่..ไม่เพอร์เฟ็คก็ปกปิดสิค่ะ!! ด้วย 4U2 BETTER SKIN FOUNDATION #รองพื้นหน้าเนียน

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION SPF50 PA+++ มี 4 เฉด
ราคาชิ้นละ 599 บาท โปรโมชั่นเหลือ 399 บาท มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM และ

www.4U2Thailand.com

 

6 เคล็ดลับ หน้าเนียนใสไม่มีพลาด!

หลายคนมักสงสัยว่า ทำไมเมื่อใช้รองพื้นเนื้อดีตัวเดียวกับเพื่อน แต่กลับหน้าไม่เนียนเหมือนนาง คุณอาจพลาดขั้นตอนบางอย่างไปก็ได้ ลองมาทำตามเคล็ดลับนี้กันดีกว่า ผลลัพท์ที่ได้รับรองคุ้มเว่อร์

1.รอให้โลชั่นซึมก่อน  สำหรับสาวๆหลายคนที่ใจร้อน เร่งทารองพื้นหลังพึ่งทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวเลย อาจทำให้รองพื้นและแป้งจับตัวเป็นก้อน ดูไม่เนียนสวย ลองรอให้ครีมบำรุงซึมเข้าผิวให้ดีก่อน จากนั้นค่อยเริ่มลงรองพื้น แล้วจะพบว่ารองพื้นดูเนียนขึ้นเยอะ

2.ทาไพรเมอร์หรือคอนซีลเลอร์  สำหรับสาวๆที่มีปัญหาหลุมสิว แผลเป็น หรือฝ้ากระ แม้รองพื้นจะดีขนาดไหนก็ไม่สามารถปกปิดได้ดีเท่าการใช้ไพรเมอร์หรือคอนซีลเลอร์ปกปิดเฉพาะจุดนั้นๆ โดยทาหลังจากทามอยเจอร์ไรเซอร์ และก่อนทารองพื้น

3.เลือกรองพื้นคุณภาพ ไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวแบบไหน รองพื้นที่มีเนื้อเนียนปกปิดได้ดีก็ย่อมให้ผลลัพธ์น่าประทับใจเสมอ ยิ่งหากคุณมีผิวที่มีรอยหลุมสิว ฝ้า กระ การใช้รองพื้นที่ช่วยปกปิดดีอย่าง ก็จะช่วยปกปิดให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นได้

4U2 BETTER SKIN FOUNDATION

4.อย่ารีบเลือกสีรองพื้น การเลือกสีรองพื้นให้เหมาะกับผิว ต้องดูตามอันเดอร์โทน หรือที่เข้าใจกันว่าเป็นเฉดผิวที่ซ่อนอยู่ภายใน เช่นสาวไทยส่วนใหญ่มีอันเดอร์โทนเป็นสีเหลือง ก็ควรเลือกรองพื้นที่มีสีอมเหลือง สาวเชื้อสายจีนที่มีผิวขาวชมพู ก็ควรเลือกรองพื้นสีชมพู สาวผิวคล้ำควรเลือกรองพื้นสีเหลืองอมน้ำตาล เป็นต้น เรื่องการเลือกรองพื้นควรเลือกเคาน์เตอร์ที่มี Beauty Advisor ประจำอยู่จะดีที่สุด เพื่อจะได้ขอคำแนะนำเรื่องการเลือกเฉดสีที่เหมาะกับคุณได้ง่ายขึ้น

5.เริ่มจากจำนวนน้อยก่อน เริ่มทารองพื้นในจำนวนน้อยๆโดยเริ่มตรงจุดที่มีรอยหลุมสิว หรือฝ้า กระ ก่อนแล้วค่อยเกลี่ยไปตรงจุดอื่นๆบนใบหน้า หากรู้สึกว่ายังปกปิดได้ไม่ดีพอ ค่อยทารองพื้นทับอีกครั้ง

6.เซทรองพื้นให้ติดทน  รองพื้นไม่ควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งหน้า เพราะแป้งจะช่วยให้รองพื้นเซทตัวได้ดีขึ้น สำหรับสาวผิวแห้งควรปัดทับรองพื้นด้วยแป้งคอมแพ็คพาวเดอร์ ส่วนสาวผิวมันควรปัดแป้งฝุ่นหรือแป้งคุมมันทับ

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คุมน้ำหนักแม่ท้อง

คนท้องกินอย่างไรไม่ให้อ้วน กับ 9 วิธีคุมน้ำหนักตอนท้องให้ได้ผล

คนท้องกินอย่างไรไม่ให้อ้วน คุมน้ำหนักตอนท้อง ยังไงไม่ให้มากเกินเกณฑ์  กลายเป็นเรื่องยากสำหรับแม่ท้องหลายคน เพราะความอยากอาหารมันรุมเร้า จะหยุดกินตามใจปากไม่ใช่เรื่องง่ายแถมยังกังวลว่า ถ้ากินไม่มากพอลูกอาจตัวเล็ก เติบโตไม่เต็มที่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีน้ำหนักก็พุ่งพรวดจนคุณหมอสั่งเบรดไปคุมน้ำหนักด่วน

แม่ท้อง คุมน้ำหนักตอนท้อง ได้ไม่ดีเสี่ยงอันตรายทั้งตัวเองและลูกน้อย

คุมน้ำหนักแม่ท้อง

แม่ท้องทราบหรือไม่ว่า การกินมากเกินไปหรือเพิ่มการกินเป็น 2 เท่าเพราะมีอีกคนในท้องต้องกินด้วย ความจริงแล้ว ปริมาณอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกายกลับสะสมอยู่ในตัวแม่ และแม้จะรู้สึกว่า “ถ้าชั้นกินเยอะตอนท้องไม่ใช่เรื่องผิด เพราะยังไงน้ำหนักต้องขึ้นอยู่” น้ำหนักส่วนเกินนี้กลายเป็นต้นเหตุของโรคอ้วน ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คลอดยาก และสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ เรื่องการ คุมน้ำหนักตอนท้อง ให้อยู่เกณฑ์เป็นสิ่งที่แม่ควรใส่ใจตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์

น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับแม่ท้อง

ถึงจะมีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้อง แต่ร่างกายขณะตั้งครรภ์ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นเพียง 20 % จากตอนปกติเท่านั้น การกินมากเกินไปทำให้แม่อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกๆ เดือน แม่ท้องจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองน้ำหนักมากเกินไปหรือยัง

หากแม่อยากรู้ว่าตัวเองตอนนี้ “น้ำหนักเกิน” จนต้องถึงเวลาคุมน้ำหนักตอนท้องหรือยัง สามารถวิธีการคำนวนดัชนีมวลกาย (BMI) ดังต่อไปนี้

                                 ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก(กิโลกรัม)

                                                              ส่วนสูง(เมตร)2

ตัวอย่าง  แม่ท้องน้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 155 เซนติเมตร

ดัชนีมวลกาย  =             60_______

1.55 2

ดัชนีมวลกาย  =            25.39

เทียบผลลัพธ์ดูว่าน้ำหนักอยู่ระดับไหน

BMI 18.5 – 24.9    น้ำหนักปกติ      ควร คุมน้ำหนักตอนท้อง ให้อยู่ระหว่าง 11 – 15 กิโลกรัม

BMI 25 – 29.9        น้ำหนักเกิน        ควร คุมน้ำหนักตอนท้อง ให้อยู่ระหว่าง 6.7-11.2 กิโลกรัม

BMI มากกว่า 30      อ้วน                     ควร คุมน้ำหนักตอนท้อง ให้อยู่ระหว่าง 4.9-9.0 กิโลกรัม

คุมน้ำหนักแม่ท้อง

9 วิธีช่วยแม่คุมน้ำหนักตอนท้องให้ได้ผล

  1. ห้ามอดอาหาร แต่ให้เลือกกินแทน

พฤติกรรมการกินของแม่มีผลต่อพัฒนาการของลูกในท้อง การลดน้ำหนักที่นิยมกันทั่วไปอย่าง การอดอาหารบางมื้อ หรือการงดข้าวเย็น จึงไม่เหมาะสมกับแม่ท้อง และห้ามทำเป็นอันขาด แต่ควรหันมาใช้วิธีเลือกอาหารที่กินให้เหมาะสมแทน เพราะนอกจาก คุมน้ำหนักตอนท้องได้ดีแล้ว ตัวแม่และลูกน้องยังได้สารอาหารมีประโยชน์ครบถ้วนด้วย

  1. ควรปรึกษาแพทย์ก่อนคุมน้ำหนัก

โดยปกติแล้ว การลดน้ำหนักตอนท้องควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลเท่านั้น แม่ไม่ควรตัดสินใจจากความรู้สึกเวลาส่องกระจกแล้วเป็นว่าตัวบวมขึ้น หรือใส่เสื้อผ้าตัวเดิมไม่ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา นอกจากนี้แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการ คุมน้ำหนักตอนท้อง ที่ถูกต้องและไม่กระทบต่อสุขภาพของลูกน้อย

คุมน้ำหนักหลังคลอด

 3.รู้ก่อนว่าตัวเองต้องกินเท่าไรใน 1 วัน

ผู้หญิงที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติต้องการพลังงานอยู่ที่ 1900 – 2500 กิโลแคลอรีต่อวัน  เมื่อตั้งครรภ์จะต้องการพลังงานเพิ่มเฉลี่ย 300 กิโลแคลอรี่ ในช่วงไตรมาสที่ 2 -3 หรือเพียง 20 % เท่านั้น ยกเว้นกรณีที่น้ำหนักก่อนท้องน้อยหรือสูงกว่าเกณฑ์ หรือมีลูกแฝด จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน หลังจากแม่ท้องทราบแล้วว่าตัวเองควรกินเพิ่มอีกเท่าไร ก็สามารถจัดสรรอาหารในแต่ละวันได้เหมาะสมต่อไป

 4.เลี่ยงอาหารให้พลังงานสูง และของหวาน

อาหารจำพวกแป้งกินแล้วรู้สึกอิ่มท้อง แต่การกินแป้ง และของหวานที่ให้พลังงานสูงยิ่งทำให้น้ำหนักตัวแม่เพิ่มเร็วขึ้นด้วย แม่ท้องหลายคนชอบขนมหวาน เพราะกินแล้วรู้สึกสดชื่น มีแรง มีความสุข โดยเฉพาะช่วงแพ้ท้อง แต่น้ำหวาน ขนมหวาน หรือเบเกอรี่กลับเป็นเมนูที่ไม่มีสารอาหารที่ลูกน้อยต้องการ  แถมอาจทำให้แม่ท้องเสี่ยงต่อ ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ด้วย

เมนูที่แม่ท้องควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ น้ำอัดลม ของหวาน อาหารทอดน้ำมัน ชีสหรือนมสด (สูตรไม่พร่องไขมัน) เนื้อติดมัน คาเฟอีน แอลกอฮอล์ อาหารทะเลสด และของหมักดอง เป็นต้น

อ่าน เทคนิคการดูแลน้ำหนักแม่ท้องให้ได้ผล หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคเป็นสาวก่อนวัย

แม่แชร์ประสบการณ์! เมื่อลูกสาวเป็น “โรคเป็นสาวก่อนวัย”

โรคเป็นสาวก่อนวัย เป็นโรคที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่เมื่อเป็นแล้วและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็อาจจะมีผลต่อส่วนสูงของเด็กไปตลอดชีวิต คือจะโตไปเป็น “ผู้ใหญ่เตี้ย” ได้

แม่แชร์ประสบการณ์! เมื่อลูกสาวเป็น “โรคเป็นสาวก่อนวัย”

เด็กที่อยู่ในวัย 7-10 ขวบขึ้นไป จะเริ่มก้าวเข้าสู่วัยเด็กโตกันแล้ว ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ฟันน้ำนมหลุด มีฟันแท้ขึ้น มีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น  และสำหรับในเด็กผู้หญิงบางคน จะเริ่มมีเต้านมหรือก้อนแข็ง ๆ ขึ้นบริเวณเต้านม หากเกิดกับเด็กในวัย 8 ขวบขึ้นไป ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง แต่หากเกิดก่อน 8 ขวบ ก็อาจจะเป็นเพราะเป็น โรคเป็นสาวก่อนวัย ได้ ตัวแม่พริมาเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยนี้เช่นเดียวกัน และได้ทราบมาว่าแม่ ๆ หลายคนกังวลถึงเรื่องนี้กันมาก จึงได้นำประสบการณ์ของ “แม่เบ๊นซ์” ที่ได้แชร์ประสบการณ์ที่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของลูกสาววัย 8 ขวบ จึงได้ค้นคว้าหาข้อมูล ไปปรึกษาแพทย์ และทำการรักษา โรคเป็นสาวก่อนวัย ไว้อย่างเข้าใจง่ายและละเอียด ในเฟสบุ๊คส่วนตัว Nutchanok Charoenwatcharawit ดังนี้

โพสนี้ขอเป็นสาระ วิชาการ และเล่าประสบการณ์ล้วนๆนะคะ มีประโยชน์มากกับแม่ๆที่มีลูกสาว 👩‍👧  ยาวถึงขั้นยาวมาก ใครอยากได้วิทยาทานมาอ่านกันได้ค่ะ

จากที่เบนซ์พาเทียร่าไปตรวจ โรคเป็นสาวก่อนวัย มีหลายคนอินบ๊อคมาสอบถามเยอะมากเกี่ยวกับโรคนี้เบนซ์เลยตัดสินใจมาโพสเรื่องโรคนี้ จากที่เบนซ์ศึกษามาและคุยกับคุณหมอนะคะ อาจจะไม่ละเอียดมาก ใครที่สงสัยว่าลูกสาวตัวเองเป็น ลองพาตรวจดูค่ะ

❤️❤️เรื่องนี้เบนซ์ขออนุญาตเทียร่าโพสแล้ว เพราะตอนนี้นางเริ่มโตแล้ว และเรื่องนี้คิดว่าควรให้เค้าตัดสินใจว่าจะยอมให้เราเล่าเรื่องของเค้ารึเปล่า ซึ่งนางยอมค่ะ❤️❤️

โรคเป็นสาวก่อนวัย เกิดจากการที่ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมนเพศหญิงขึ้น หรือรังไข่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงขึ้นมาเอง หรือเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม (เราน่าจะเป็นสาเหตุด้วย เพราะตัวเราประจำเดือนมาตอนอายุประมาณ 10 ปี)

ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้เด็กเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กปกติ แล้วก็หยุดโตเร็วกว่าเด็กปกติด้วย (เนื่องจากมวลกระดูกเปิดเร็วและปิดเร็วกว่าเด็กปกติ) และยังทำให้เด็กมีหน้าอกขึ้นเร็ว และประจำเดือนมาเร็วกว่าเด็กปกติด้วยค่ะ

วิธีการตรวจ จะตรวจจากการเจริญเติบโตของเด็ก ตรวจมวลกระดูก ระดับฮอร์โมน บางคนอาจจะต้องอัลตราซาวน์ดูรังไข่ หรือ MRI ด้วย
โดยปกติการรักษาเด็กที่เป็นโรคเป็นสาวก่อนวัยจะฉีดยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนช่วยชะลอการเป็นสาว ทำให้เด็กกลับมาเจริญเติบโตแบบเด็กปกติ

เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย
เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

อันนี้คือคร่าว ๆ เนอะ เท่าที่ศึกษามาอธิบายแบบง่าย ๆ

ส่วนเทียร่า นูน่าเริ่มสังเกตเห็นเหมือนเริ่มมีหน้าอกมาซักพัก แล้วส่วนสูงก็มากกว่าเพื่อนในห้องพอสมควรด้วย (อายุ 8 ปี 9 เดือน สูง 137 ซม.) เลยให้เบนซ์พาเทียร่าไปตรวจ จากที่รู้เรื่องอาการของโรคคร่าว ๆ มาบ้างก็เริ่มศึกษาละเอียดขึ้น

หลังจากนั้นก็เริ่มหาหมอ ตอนแรกหาหมอโรงพยาบาลเอกชนที่เทียร่าเคยรักษาอยู่ โดยเป็นคุณหมอเฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อเด็ก ไปถึงคุณหมอแจ้งว่าหน้าอกยังขึ้นไม่เยอะ ตรวจมวลกระดูกดู มวลกระดูกของเทียร่าเท่ากับเด็กอายุประมาณ 10 ขวบครึ่ง (ตอนตรวจอายุ 8 ขวบครึ่ง) ซึ่งไวกว่าเด็กปกติ คุณหมอขอรอ 3 เดือนจะขอตรวจฮอร์โมน

แต่ระหว่างที่รอ เบนซ์ก็เริ่มศึกษาลึกขึ้น ปรึกษากับพี่เบิร์ด หาบทความเกี่ยวกับ โรคเป็นสาวก่อนวัย คุยกับพี่ ๆ ที่เป็นหมอที่รู้จัก สุดท้ายได้ตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาลไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

เหตุผลหลัก โรงพยาบาลนี้มีแพทย์เฉพาะทางอาจารย์หมอด้านต่อมไร้ท่อเด็กที่พี่ที่สนิทกันรู้จักอยู่ และถ้ารักษาโรงพยาบาลรัฐมันก็จะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้พอสมควรเลยด้วยค่ะ

วันแรกของการไปหาหมอ ก็พาเทียร่าไปทำบัตรโรงพยาบาลก่อน แล้วก็ไปแผนกกุมารแพทย์เพื่อพบคุณหมอ (กว่าจะได้พบคุณหมอใช้เวลาพอสมควรในการรอเรียกคิวชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง) ซึ่งพอคุณหมอก็แจ้งอาการให้คุณหมอทราบ คุณหมอก็เริ่มตรวจเทียร่า คุณหมอแจ้งว่า การเจริญเติบโตหน้าอกของเด็กจะมี 5 ระดับ ซึ่งของเทียร่า ข้างขวาอยู่เกือบระดับ 2 ส่วนข้างซ้ายอยู่ระดับ 1 ถ้าดูจากแค่นี้ มันยังไม่ผิดปกติเท่าไหร่ (แต่โดยปกติถ้าเด็กมีหน้าอกแล้ว ประจำเดือนจะมาภายใน 3 ปี) เด็กที่เป็นโรคนี้ที่ชัดเจนเลยคือ อายุ 8 ปี หน้าอกจะเจริญเติบโตที่ระดับ 3 จึงขอ x-ray มวลกระดูกเชื่อเช็คต่อ ทีนี้พอได้ผลมาคุณหมอก็แจ้งว่า ตอนนี้มวลกระดูกเทียร่าอยู่ที่ 11 ขวบกว่าแล้ว (อายุตอนเข้าพบคุณหมอคือ 8 ปี 10 เดือน) ซึ่งค่อนไปทางเป็นโรคเป็นสาวก่อนวัยแล้ว

ทีนี้คุณหมอขอนัดตรวจฮอร์โมนต่อ ซึ่งของเทียร่า คุณหมอขอตรวจฮอร์โมนในเลือด จะต้องเข้าแล๊ปรอฟังผล ถ้าตรวจต้องมาอาทิตย์ถัดไปเพราะตรวจเฉพาะวันอังคารเท่านั้น และใช้เวลานานประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่จะลองตรวจเลือดแบบไม่ต้องเข้าแล๊ปก่อนก็ได้ ถ้าโชคดีเจอเลยก็ไม่ต้องมาตรวจแบบเข้าแล๊ป ซึ่งตรวจวันนั้นได้เลย แต่ถ้าไม่เจอต้องเจ็บตัว 2 ทีนะ ตอนเย็นคุณหมอจะโทรมาแจ้งผลเลือด
เราเห็นว่าไหน ๆ ก็มาแล้วเลยให้ตรวจเลือดเลยก่อนแล้วกัน สรุปผลเลือดที่ตรวจออกมา มีฮอร์โมน แต่ยังไม่สามารถฟันธงได้ เลยต้องมาตรวจอึกรอบ

💰 ค่าใช้จ่ายในการหาหมอวันแรก 90 บาท/ ค่า x-ray 800-900 บาท ค่าตรวจเลือดถ้าจำไม่ผิด 200 กว่าบาท ส่วนของครั้งถัดไปนางพยาบาลแจ้งค่าใช้จ่ายเลยว่าอยู่ที่ 5-6 พันบาท

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แม่แชร์ประสบการณ์! เมื่อลูกสาวเป็น “โรคเป็นสาวก่อนวัย”

พาลูกเที่ยว

ปักหมุด 6 ที่เที่ยวในกรุงเทพฯ พาลูกเที่ยว ใกล้แค่นี้ก็ฟินได้

เดี๋ยวนี้ที่เที่ยวที่เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนของลูกมีเยอะมากเลยค่า จนบางครั้งก็ปักหมุดกันไปถูกเลยว่าจะไปที่ไหนดี วันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับบ้านไหนที่ยังไม่แพลนเดินทางไปเที่ยวไกล ๆ Amarin Baby & Kids มีสถานที่ที่จะ พาลูกเที่ยว ในกรุงเทพฯ มาฝากค่า

6 ที่เที่ยวปักหมุด! พาลูกเที่ยว ในกรุงเทพฯ

ปักหมุดจุดที่ 1 พาลูกเที่ยว “พิพิธภัณฑ์เด็กจตุจักร”

พาลูกเที่ยว พิพิธภัณฑ์เด็ก
www.cdm-bangkok.com

ที่ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร” หรือ children discovery museum Bangkok เป็นเหมือนโลกใบกว้างของเด็ก ๆ ที่ให้ทั้งครอบครัวได้มาสนุกร่วมกัน เกือบทุกโซนของที่นี่จึงเหมือนเป็นการกระชับพื้นที่ให้กับพ่อแม่ลูกได้มาใช้เวลาวันหยุดทำอะไรร่วมกัน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ ทุกเพศทุกวัย เสริมพัฒนาการได้ตั้งแต่วัย 1+ จนถึงเด็กโตกันเลย เด็ก ๆ ทุกคนจะได้ใช้จินตนาการ พัฒนาการ ทักษะ ความคิด ควบคู่ไปกับความสนุกสนานเพลิดเพลิน

ในพิพิธภัณฑ์เด็กจะแบ่งออกเป็นโซนตามแต่ละอายุช่วงวัยให้เล่นอย่างเหมาะสม ทั้งโซนภายในอาคาร เช่น อาคารสายรุ้งให้บริการห้องสมุด เมืองสายรุ้งที่เหมาะสำหรับเด็ก 3-6 ขวบ อาคารทอตะวัน มีกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กในวัย 7-12 ขวบมากมาย และลานกิจกรรมด้านนอกที่มีทั้งสนามเด็กเล่น water play หรือสวนน้ำ และพื้นที่สำหรับนักสำรวจขุดหาฟอสซิล ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเติมประสบการณ์มากมาย ทั้งวิทยาศาสตร์ ศิลปะ เทคโนโลยีใกล้ตัว ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กันได้ทั้งวันเลย

พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร)
ที่ตั้ง : ถนน กำแพงเพชร 4 เขตจตุจักร แขวง ลาดยาว กรุงเทพมหานคร
เวลาเปิด-ปิด : 10.00 น. – 16.00 น. หยุดวันจันทร์
เบอร์โทรศัพท์ : 02 -272-4500

ปักหมุดจุดที่ 2 พาลูกเที่ยว “ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิลด์”

พาลูกเที่ยว ซีไลฟ์ แบงคอก
https://www.facebook.com/SEALIFEBangkokOceanWorld/

พาลูกไปผจญภัย เปิดประสบการณ์ให้กับเจ้าตัวน้อยที่ SEA LIFE Bangkok Ocean World ได้สัมผัสกับบรรยากาศใต้ท้องทะเลอย่างใกล้ชิดกับเหล่าปลาน้อยใหญ่ในอุโมงค์ยักษ์ 360 องศาที่มีเพียงแค่กระจกคั่น ชมความสวยงามของเต่าทะเล แถมด้วยการแสดงโชว์ให้อาหาร ไฮไลต์น่ารักจากเพนกวินแอฟริกันตัวน้อย ที่เปิดให้ชมแบบเต็มอิ่มกันวันละหลายรอบ ตะลึงพรึงเพริดไปกับการสำรวจมหาสมุทร ในโซน “Tropical Ocean” ที่มองผ่านแท็งก์น้ำขนาดบิ๊กเบิ้มที่สูงกว่า 7 เมตร ให้เด็ก ๆ ได้สำรวจสัตว์น้ำและแนวปะการังเขตร้อนกันแบบจุใจ พร้อมเรียนรู้แคมเปญการอนุรักษ์สัตว์น้ำของที่นี่ด้วย

และไปสนุกต่อกับโซน “Shark Shipwreck” จำลองซากเรือปรักหักพังให้เหล่าปลานานาพันธุ์มาแหวกว่าย และระวังเจ้าฉลามที่จะแอบซุ่มโผล่ออกมาให้หนู ๆ ตกใจจนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว รวมถึงกิจกรรมพิเศษมากมายในซีไลฟ์ แบงคอก ที่ให้ความคุ้มค่าและครบทุกอรรถรส เช่น โรงหนังแบบ 4D ร่วมสำรวจความลับใน SEA LIFE Bangkok Aquarium จากเบื้องหลังการทำงานจริงของเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่าเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ หรือจะพากันสนุกและตื่นเต้นกันทั้งครอบครัวด้วยการนั่งบนเรือท้องกระจกบางใสที่จะทำให้มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับฉลาม ปลากระเบน และปลานานาพันธุ์แบบใกล้ชิด หรือจะร้องว้าวไปกับมุมมอง 180 องศาใต้หมวกทรงกลมเหมือนนักประดาน้ำ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ใต้น้ำจริงๆ แอบทำตัวเนียนไปกับเหล่าสัตว์น้ำกันไปเลย

ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิลด์ 
ที่ตั้ง : ชั้น B1-B2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
เวลาเปิด-ปิด : 10.00 น.- 21.00 น. ทุกวัน
เบอร์โทรศัพท์ : 02-687-2000

ปักหมุดจุดที่ 3 พาลูกเที่ยว ในกรุงเทพฯ “สวนรถไฟ”

พาลูกเที่ยว สวนรถไฟ
พาลูกเที่ยว ในกรุงเทพฯ สวนรถไฟ

สวนรถไฟหรือสวนวชิรเบญจทัศ อีกหนึ่งส่วนสาธารณะที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองที่เป็นมุมพักผ่อนนอนชมธรรมชาติแบบสบาย ๆ สำหรับครอบครัวแล้ว ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ เช่น ปั่นจักรยานชมธรรมชาติรอบสวนบน “เส้นทางสำหรับปั่นจักรยาน” สนุกกับการรู้จักผีเสื้อแสนสวยหลากสายพันธุ์และแมลงต่าง ๆ ทำให้เด็ก ๆ เข้าใจถึงธรรมชาติและปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ที่ “อุทยานผีเสื้อและแมลงกรุงเทพฯ” ปลูกฝังจิตสำนึก วินัย และความมีน้ำใจภายใน “เมืองจราจรจำลอง” เด็ก ๆ อายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป สามารถทดสอบใบขับขี่จักรยาน เรียนรู้เกี่ยวกับกฏจราจร การใช้ถนนขี่รถจักรยานอย่างถูกต้องภายในถนนจำลอง เมื่อสอบผ่านก็สามารถนำใบขับขี่มาใช้บริการที่นี้เล่นได้อีกด้วย ยังไม่หมดนะคะ ในสวนรถไฟยังมี “ศูนย์เยาวชนวชิรเบญจทัศ” ที่มีสนามเด็กเล่นและสระว่ายน้ำ เรียกว่าพากันมาสนุกสุขสันต์สัมผัสธรรมชาติในวันหยุดได้ดีทีเดียว

สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)
ที่ตั้ง : ถนนกำแพงเพชร 3 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
เวลาเปิด-ปิด : 05.00 -21.00 น. ทุกวัน
เบอร์โทรศัพท์ : 02 537 9221

อ่านต่อ 6 ที่เที่ยวปักหมุด! สำหรับ พาลูกเที่ยวในกรุงเทพฯ  คลิกหน้า 2

พาลูกเที่ยว Line Village BANGKOK
facebook.com/LineVillageBangkok/
ชื่อจริงลูกสาว

ไอเดียตั้งชื่อจริงลูกสาว 50 ชื่อที่แปลว่าเจ้าหญิง ครบทุกภาษา!!

รวม 50 ชื่อจริงลูกสาว มีความหมายว่า เจ้าหญิง ทุกภาษา… หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาไอเดียในการตั้งชื่อจริงลูกสาวพร้อมความหมายดีๆ ต้องห้ามพลาด! ชื่อจริงลูกสาว ซึ่งเป็น 50 ชื่อที่แปลว่าเจ้าหญิงนี้!!

50 ชื่อลูกสาว มีความหมายว่า เจ้าหญิง ครบทุกภาษา!

ขึ้นชื่อว่า ลูกสาว สำหรับพ่อแม่แล้ว..ก็มองว่าลูกนั้นเปรียบเสมือนเป็น “เจ้าหญิง” ตัวน้อยๆ ของพ่อแม่ ซึ่งเมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดมาเป็น ผู้หญิง ก็อดไม่ได้ที่คุณแม่ๆ ที่ชื่นชอบเจ้าหญิง คงอยากจะตั้งชื่อ ชื่อจริงลูกสาว ซึ่งเป็น ชื่อที่แปลว่าเจ้าหญิง มีความหมายตามที่คุณแม่ชอบกันอย่างแน่นอน

ดังนั้นเพื่อเอาใจคุณแม่ๆ และบ้านที่มีลูกสาว ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวม ชื่อจริงลูกสาว ที่มีความหมายว่า “เจ้าหญิง” จากหลายๆ ภาษา อาทิ อังกฤษ , กรีก, อาราบิค , ฝรั่งเศส รวมถึง ชื่อไทยที่แปลว่าเจ้าหญิง มาให้กว่า 50 ชื่อด้วยกัน พร้อมคำอ่าน ว่าแต่จะมีชื่อจริงลูกสาวเพราะๆ ที่มีความหมายว่า เจ้าหญิง ชื่อใดบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

ชื่อจริงลูกสาว : ชื่อที่แปลว่าเจ้าหญิง คำอ่าน ภาษา
Alysa เอลิสซา Greek, English
Amirah อมิราห์ Arabic
Amira อมิร่า Arabic
Ameera อมีร่า Arabic
Aricia อริเซีย Greek
Avantika อวันติกา Hindu
Berangaria เบรองกาเรีย French
Binna บินน่า Latin, English
Brinly บรินลี English
Caliana คาเลียน่า Arabic
Damita ดามิตา Spanish
Deoch เดโอช Celtic
Erendira เอเรนเดรีย Spanish
Erendiria เอเรนดิเรีย Spanish
Etheswitha เอสวิทรา Anglo Saxon
Grisandole กรีซานโด Old English
Jahzara จาซาร่า African
Kerrie  เคอรี English
Kerry  เคอรี English
Malika มาริก้า African
Mira มิร่า Hindi
Princess พริ้นเซส English
Roderica โรเดริก้า German, Teutonic
Sabby แซปบี้ Latin, English
Sabrina ซาบริน่า Latin, Celtic, English
Sade ซาซ่า Hebrew, Nigerian
Sara ซารา Hebrew , English
Sarah ซาร่าห์ Hebrew , English
Sarai ซาเรีย Hebrew
Sarena ซารีน่า Hebrew
Sarina ซาริน่า Hebrew
Sarine ซารีน Hebrew
Sarinna ซารีนน่า Hebrew
Sarita ซาริตา Spanish, Hebrew
Sharon ชารอน Hebrew
Sharron ชาร์รอน Hebrew
Tanya ทันยา Russian
Tiana เทียน่า Greek
Tia เทีย Spanish, Greek, English
Tiegan ไทแกน Irish, English
Tonie โทไน English
Vana วานา English
Zabrina  ซาบริน่า English
Zaira เซยร่า Irish, Arabic
Zara ซาร่า French, Hebrew, Arabic
Zavrina ซาวริน่า English
ขัตติยานี ขัต – ติ – ยา – นี Thai
เทพนารี เทบ – นา – รี Thai
เทวิกา เท – วิ – กา Thai
ยุพเรศ ยุบ – พะ – เรด Thai

 

อ่านต่อ >> ไอเดียตั้งชื่อจริงลูกสาว จากเจ้าหญิงดิสนีย์” คลิกหน้า 2

ทดลองวิทยาศาสตร์

พ่อไอเดียเจ๋ง!! ชวนลูก ทดลองวิทยาศาสตร์ ง่ายๆ จากของเหลือใช้ในบ้าน

ทดลองวิทยาศาสตร์ ใครว่ายาก เด็กอนุบาลก็ทำได้ !! คุณพ่อแชร์ไอเดียสุดเจ๋ง ชวนลูกชายวัย 3 ขวบ เปิดห้องทดลองของตัวเองจากอุปกรณ์ และของเหลือใช้ในบ้าน ทั้งสนุกและได้ต่อยอดความรู้นอกห้องเรียน คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนอยากชวนลูกเล่นบ้าง ทำตามได้ไม่มีหวงเลยค่ะ

5 การ ทดลองวิทยาศาสตร์ สุดเจ๋ง ชวนลูกเปิดห้องทดลองเองได้ที่บ้าน

เพราะความรู้ไม่จำกัดอยู่แค่ห้องเรียนหรือหนังสือเล่มหนา สำหรับเด็กวัยอนุบาลที่สนใจสำรวจสิ่งรอบตัวและได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ทดลองวิทยาศาสตร์ แบบง่ายๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยเข้าใจสิ่งรอบตัว และความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ตามวัยอย่างเหมาะสม มีทัศนคติที่ดีกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อต่อยอดในอนาคต

ทดลองวิทยาศาสตร์

คุณพ่อท่านหนึ่งมาแชร์ประสบการณ์ชวนลูกชายวัยใกล้สี่ขวบทำการ ทดลองวิทยาศาสตร์ แบบง่าย ๆ ที่บ้าน เพื่อสอนลูกเกี่ยวกับน้ำ ไว้ในเว็บไซต์ pantip พร้อมกับถ่ายภาพนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการทดลองทั้ง 4 อย่างให้เห็นทุกขั้นตอนโดยระบุว่า

“แชร์ประสบการณ์ชวนลูกชายวัยใกล้จะสี่ขวบ (อนุบาล 1) ลองทำการทดลองวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆที่บ้านเมื่อช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์

ที่ผ่านมาครับเนื่องด้วยโรงเรียนของลูกชายจัดงานวันวิทยาศาสตร์ แต่ลูกชายผมไม่ค่อยสบายเลยให้หยุดโรงเรียนเพราะกลัวจะไปติดเพื่อนๆและมีโอกาสได้เห็นภาพกิจกรรมวันวิทยาศาสตร์ของทางโรงเรียนทาง Facebook เพื่อนๆของลูกชายดูสนุกและสนใจกับกิจกรรมวิทยศาสตร์มากๆ เลยคิดว่าจะปล่อยผ่านไปแบบนี้ไม่ได้ น่าจะต้องจัดการทดลองวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆให้ลูกชายที่บ้านบ้างครับ

เป็นการทดลองวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆ ที่พอจะหาอุปกรณ์ได้เองภายในบ้านครับ

(ยกเว้นการทดลองสุดท้ายที่ต้องออกไปซื้อเบกกิ้งโซดาครับ)

ืทดลองวิทยาศาสตร์

การทดลองที่ 1: ไข่ลอยน้ำ

อุปกรณ์: ไข่ 2 ฟอง, แก้วน้ำ 2 ใบ, น้ำเปล่า และเกลือ

วิธีทดลอง: เทน้ำเปล่าลงในแก้วใบที่หนึ่งและสอง ใส่เกลือลงไปในแก้วใบที่ 2 ประมาณ 5-6 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลาย จากนั้นค่อยๆใส่ไข่ฟองแรกลงในแก้วน้ำใบที่หนึ่ง ไข่ร่วงลงไปที่ก้นแก้วทันที แล้วจึงค่อยๆใส่ไข่อีกใบลงในแก้วใบที่สอง ไข่กลับลอยขึ้นมา

การทดลองนี้ใช้สอนเรื่องของความหนาแน่นของน้ำ ให้ลูกรู้ว่าถึงน้ำจะจับกำไว้เหมือนสิ่งของไม่ได้ แต่น้ำก็มีน้ำหนัก แก้วที่ไม่ใส่เกลือ น้ำหนักของไข่มากกว่าน้ำ ไข่จึงจม แต่แก้วที่ใส่เกลือลงไป เมื่อเกลือละลายทำให้น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าไข่ ไข่จึงลอยได้  แต่ลูกชายผมยังไม่เข้าใจครับ เขาาคิดแค่ว่าเกลือทำให้ไข่ลอยน้ำได้

ทดลองวิทยาศาสตร์

การทดลองที่ 2: แก้วสีรุ้ง

อุปกรณ์: น้ำผลไม้, น้ำมันพืช, แอลกฮออล์ และแก้ว 1 ใบ

วิธีทดลอง: เทน้ำผลไม้ใส่ในแก้วที่เตรียมไว้ ตามด้วยน้ำมันพืช และแอลกอฮอล์ ทิ้งไว้พักสักจะเห็นว่าของเหลวทั้งสามชนิด แยกตัวออกจากและแบ่งเป็น 3 ชั้น (แต่ลูกชายผมหนักมือ ฉีดไซริงค์แรงไปหน่อยครับเลยดูไม่ค่อยออกครับว่าแยกตัวออกเป็น 3 ชั้น 555)

การทดลองนี้สอนเรื่องความหนาแน่นของน้ำและของเหลว ลูกชายผมพอจะเข้าใจนิดหน่อยครับ ว่าน้ำคนละชนิดกันเลยไม่ผสมกัน ^^

ทดลองวิทยาศาสตร์

การทดลองที่ 3: เทียนไขดูดน้ำ

อุปกรณ์: เทียนไข, แก้วน้ำ,สีผสมอาหารหรือน้ำหวาน  และจานใส่น้ำ

วิธีทดลอง: หยดสีผสมอาหารลงในน้ำที่เตรียมไว้ (ที่บ้านผมเลยเลือกผสมกับน้ำหวานเฮลบลูบอยแทนครับ) วางเทียนลงกลางจาน จุดไฟ แล้วก็เอาแก้วมาครอบเทียนไว้ จากนั้นเทน้ำผสมสีลงในจาน สักพักเทียนจะดับและสังเกตเห็นว่าน้ำที่อยู่รอบๆแก้วค่อยไหลเข้าไปในแก้ว

การทดลองนี้สอนเกี่ยวกับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจนที่มีอยู่ภายในแก้วถูกใช้ในการเผาไหม้ของเทียนจนหมด ทำให้น้ำและออกซิเจนที่อยู่ด้านนอกของแก้วถูกดันเข้าไปแทนที่อากาศภายในแก้ว ลูกชายผมไม่เข้าใจ เพราะยากเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้ แต่ตอนที่ลูกเห็นน้ำค่อยๆไหลเข้าไปในแก้ว มันน่าตื่นเต้นมาก

อ่าน การทดลองของนักวิทย์ตัวจิ๋วต่อ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สิ่งที่พ่อแม่อยากรู้ พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ ลูกควรทำอะไรเองได้บ้าง

เมื่อเจ้าตัวเล็กเข้าสู่อายุ 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าเจ้าตัวเล็กเริ่มมีความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น บอกและแสดงความต้องการ มีความสนใจและเริ่มที่จะสนุกกับสิ่งรอบด้านมากขึ้น และดูเหมือนว่าทั้งจินตนาการและภาษาจะมีการพัฒนาขึ้นอย่างมากเชียวล่ะ มาดูกันค่ะ พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ เจ้าตัวเล็กทำอะไรเองกันได้บ้างแล้ว

พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ ที่พ่อแม่ควรรู้

พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ
pixabay.com

พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ ด้านร่างกาย

  • สามารถวิ่งและปีนป่ายได้อย่างคล่องแคล่ว
  • มีการทรงตัวได้ดีขึ้น สามารถกระโดดขาเดียวได้ ทรงตัวยืนขาเดียวได้ในเวลาสั้น ๆ
  • สามารถขึ้นลงบันไดได้โดยไม่ต้องจับราวบันได
  • สามารถแต่งตัวใส่และถอดเสื้อผ้าได้ด้วยตัวเองได้
  • ปั่นจักรยานสามล้อได้
  • วางวัตถุได้ตามล็อกที่กำหนดได้หรือวางจิ๊กซอว์ได้ 3-4 ชิ้น
  • วางซ้อนบล็อกได้มากกว่า 6 ชิ้น
  • รู้จักเล่นของเล่นที่มีคันโยก ปุ่ม และชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว
  • สามารถจับดินสอวาดรูปวงกลมได้และบางทีอาจวาดเป็นรูปภาพของแม่
  • เปิดหน้าหนังสือเองได้
  • หมุนเปิด-ปิดขวดน้ำ บิดลูกบิดประตู หรือเสียบกุญแจเข้ารูประตูได้แล้ว
  • เริ่มควบคุมกล้ามเนื้อที่ใช้ปัสสาวะและขับถ่ายได้ บางรายอาจกลั้นปัสสาวะได้ในตอนกลางคืน

Tips: คุณพ่อคุณแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางร่างกายของลูกน้อยได้ง่าย ๆ ด้วยการชวนเจ้าตัวเล็กทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกัน เช่น ออกมาวิ่ง เดิน หรือขี่จักรยานสามล้อ หรือแม้แต่การเล่นของเล่นด้วยกันภายในบ้าน

พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ
pixabay.com

พัฒนาการ เด็ก 3 ขวบ ด้านสติปัญญาและทักษะภาษาการสื่อสาร

  • รู้จักชื่อตัวเอง สามารถพูดชื่อ อายุ และเพศ หรือบอกชื่อเพื่อนได้
  • รู้จักสรรพนาม เช่น ฉัน เขา คนนั้น คนนี้ และชุดคำศัพท์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น
  • สามารถปฏิบัติตามคำบอก 2-3 ขั้นตอนได้ เช่น เลือกแปรงสีฟันของตัวเอง
  • เข้าใจคำบอกตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ข้างใน ข้างบน ข้างใต้ ข้างล่าง
  • สามารถระบุลักษณนามสิ่งของบางอย่างได้
  • พูดประโยคในการสื่อสารให้พ่อแม่และคนอื่น ๆ เข้าใจได้เป็นประโยค 3-4 คำ และยาวขึ้น 2-3 ประโยค
  • มีจินตนาการเล่นบทบาทสมมติสร้างเรื่องราวกับพ่อแม่ ตุ๊กตา ของเล่น ฯลฯ
  • เข้าใจและรู้จักจำนวนตัวเลข สี ได้มากขึ้น

Tips : เพื่อช่วยให้ลูกได้มีการพัฒนาภาษาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มคลังคำศัพท์ให้กับลูกน้อยมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรมีส่วนร่วมในการพูดคุยโต้ตอบหรือตั้งคำถาม อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนดูนะคะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ พัฒนาการด้านอารมณ์สังคม และเทคนิคส่งเสริมพัฒนาการลูกวัย 3 ขวบ คลิกหน้า 2

โปรตีน

สมองดี ความจำดี เริ่มต้นที่ “โปรตีน”

โปรตีน เป็นหนึ่งในกลุ่มสารอาหารหลัก 5 หมู่ที่สำคัญต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมถึงโปรตีนยังจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และสมองของเด็กๆ อีกด้วยค่ะ อาจารย์ แววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้ให้คำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกน้อยให้ได้รับโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไว้ดังนี้ค่ะ

โปรตีน สารอาหารสำคัญสำหรับเด็ก ช่วยในเรื่องความจำและการทำงานของระบบประสาทและสมอง ให้เขาพร้อมเสมอสำหรับทุกการเรียนรู้

โปรตีน
อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

โปรตีน สำคัญกับสมองเด็ก

สมองของเด็กเรียนรู้และพัฒนาไม่มีวันหยุด 

สมองเป็นอวัยวะที่มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา  มีกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย เซลล์สมองสามารถเพิ่มจำนวนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามวัยที่เพิ่มขึ้น ถ้าได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังงานเพียงพอ และมีสารอาหารสำหรับสมองอย่างครบถ้วนตามช่วงวัย เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการทำงานของสมองและระบบประสาท  หากร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ จะมีผลกระทบต่อเซลล์สมองโดยตรง ทำให้การเรียนรู้ช้า สมองมีความเครียด ไม่สดชื่น

โปรตีนคุณภาพดีเป็นสารอาหารสำคัญที่ทำให้สมองมีสุขภาพดีอยู่เสมอ  ร่างกายของเด็กจึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนคุณภาพดีอย่างเพียงพอต่อเนื่องทุกวัน  เพื่อเป็นอาหารของสมอง เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่  และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กในช่วงวัย 5-12ปี  ให้มีพัฒนาการทางสมองที่ปรกติ มีสมองที่เจริญเติบโตสมวัย  สารอาหารจากโปรตีนจะถูกนำไปใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายของสมอง และระบบสื่อสัญญาณของเซลล์ประสาทให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สมองมีกระบวนการเรียนรู้และความทรงจำที่ดีอยู่ตลอดเวลา

 

ทำไม เด็กต้องการโปรตีนมากกว่าผู้ใหญ่ ? 

แต่ละช่วงวัยร่างกายมีความต้องการโปรตีนที่แตกต่างกัน เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่เท่ากันต่อ1กิโลกรัมเท่ากัน ทารกแรกเกิดมีความต้องการโปรตีนมากที่สุด และจะลดลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

ในช่วงอายุ 5-12 ปีเด็กต้องการโปรตีน เฉลี่ยวันละ 1.1-1.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม  ซึ่งมากกว่าวัยผู้ใหญ่ที่มีความต้องการโปรตีนเพียงวันละ 0.8-1  กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม  ทั้งนี้เพราะสมองและร่างกายของเด็กกำลังเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่มากกว่า   โดยโปรตีนจะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ ทำให้มีส่วนสูงและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น  เซลล์เนื้อเยื่อของเด็กจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าร่างกายได้รับปริมาณโปรตีนที่เพียงพอ  นอกจากนี้เด็กยังต้องการโปรตีนสำหรับซ่อมแซมเซลล์ที่อาจเกิดจากการหกล้ม เป็นแผล โปรตีนจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแร็งอย่างรวดเร็ว จึงต้องมั่นใจว่าเด็กจะได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวันตามที่ร่างกายต้องการ เพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งทางร่างกายและสติปัญญา

 

โปรตีนสำคัญอย่างไรต่อสุขภาพและสมองของเด็กวัยเรียนรู้

คุณแม่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ประโยชน์ของโปรตีนนอกจากมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายแล้ว โปรตีนยังมีส่วนช่วยในการสร้างระบบภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย  ช่วยป้องกันโรค ทำหน้าที่สร้างมวลกล้ามเนื้อ  สังเคราะห์ฮอร์โมน และสร้างสารสื่อประสาทในสมองให้มีประสิทธิภาพ   ส่งเสริมศักยภาพด้านความจำและการเรียนรู้

กรดอะมิโน(Amino Acid)  ซึ่งย่อยสลายเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์  มีความกระตือลือร้นที่จะเรียนรู้  ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ  มีภาวะขาดโปรตีนจะส่งผลโดยตรงต่อทั้งร่างกาย และ สมอง  ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ส่งผลเสียต่อการทำงานของร่างกายทั้งระบบ ทำให้เซลล์สมองมีขนาดเล็กลง ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของสารสื่อประสาทภายในสมองทำงานได้น้อยลง  ทำให้ขาดสมาธิในการเรียนรู้ และอาจมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปรกติ  ระบบภูมิต้านทานต่อโรคลดลง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย  ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดน้อยลง ฉุนเฉียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับสติปัญญา สุขภาพทางกายและใจของเด็กได้

 

 เลือกรับประทานโปรตีนอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การรับประทานโปรตีนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย ควรมีความสมดุล  ของโปรตีน 2 ชนิดรวมกัน คือโปรตีนจากพืช และโปรตีนจากสัตว์  ซึ่งโปรตีนทั้ง2ชนิดนี้จะช่วยเติมเต็มคุณค่าทางโภชนาการของกันและกัน

  • โปรตีนจากพืช ส่วนใหญ่ได้จากถั่วเหลือง มีสารไอโซฟลาโวนช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง พบมากในถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์สมองไม่ให้ถูกทำลาย
  • โปรตีนจากสัตว์ ได้จาก เนื้อสัตว์ ไข่ นม  มีจุดเด่นตรงที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน ทั้ง 9 ชนิด ร่างกายจึงดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต  โปรตีนจากสัตว์จึงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้

การได้รับโปรตีนจากทั้ง 2 แหล่ง จะช่วยให้สมองและร่างกายของเด็กมีพัฒนาการที่ดี ดังนั้นเด็กจึงควรได้รับโปรตีนที่หลากหลายในปริมาณที่เพียงพอในทุกๆ วัน

นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนที่หลากหลาย ในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยทำให้ร่างกายและสมองแข็งแรง เด็กในช่วงวัย 5-12 ปี  ควรได้รับโปรตีนอย่างน้อยวันละ 25 กรัม  จึงจะเพียงพอสำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ  บำรุงสมองและระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรเน้นการกินอาหารประเภทโปรตีนให้หลากหลายในหนึ่งวัน

ประเภทอาหาร

ปริมาณโปรตีนที่ร่างกายได้รับ

ไข่ไก่ วันละ 1-2 ฟอง

 7-14 กรัม
นม 1-2 กล่อง

 5-10 กรัม

ปลาหรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน (น้ำหนักดิบ) 100 กรัม

18 กรัม

ปลาหรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน (ปรุงสุก) 100 กรัม

23 กรัม

 

วิตามินและแร่ธาตุสำหรับบำรุงสมอง

นอกจากโปรตีนแล้ว  ร่างกายยังต้องการสารอาหารอื่นๆ เพื่อช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมองให้ทำงานได้อย่างเป็นปรกติและมีประสิทธภาพ โดยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกายมีดังนี้

วิตามินบี 12 หรือโคบาลามิน (Cobalamin) ช่วยป้องกันไม่ให้สมองและระบบประสาทถูกทำลาย  อีกทั้งช่วยเสริมสร้างความจำ ตลอดจนมีผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของสมอง  ช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เพื่อเป็นพลังงานในการทำงานของสมอง และมีส่วนช่วยสร้างเยื่อหุ้มเส้นใยประสาท แหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูงได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่  และโยเกิร์ต

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งเซลล์สมอง และมีบทบาทสำคัญในการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้สมองพัฒนาอย่างเต็มที่  แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงได้แก่ ผักใบเขียว เนื้อแดง

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่หลักคือ การสร้างมวลกระดูก  ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง  โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้แคลเซียมยังทำหน้าที่ช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายให้ทำงานได้ดี เด็กควรได้รับแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม เพื่อป้องกันภาวะมวลกระดูกบาง  โรคกระดูกอ่อนที่ทำให้กระดูกแขนและขาคดงอ หลังโก่ง อาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่น นม ถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว

แมกนีเซียม ทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของแคลเซียม ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ดี ทำให้กระบวนการเสริมสร้างกระดูกมีประสิทธิภาพมากขึ้น  และมีความจำเป็นต่อระบบการส่งสัญญาณประสาทของเด็กอีกด้วย อาหารที่มีแมกนีเซียมได้แก่ นม อัลมอนด์ กล้วย ผักใบเขียว

 

สมดุลของโปรตีน สร้างศักยภาพให้สมอง

ไม่มีสารอาหารชนิดใดเพียงอย่างเดียว ที่จะสามารถทำหน้าที่ดูแลร่างกายและสมองได้ดีที่สุดการรับประทานอาหารที่หลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารครบถ้วน อย่างไรก็ตามโปรตีนซึ่งจัดเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับวัยเด็กเนื่องด้วยมีประโยชน์และทำหน้าที่หลากหลายในร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ดังนั้นในทุกมื้ออาหารจึงควรจัดอาหารที่ผสมผสานโปรตีนจากหลายแหล่ง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อร่างกายและสมอง เช่นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ และนม หรืออาจเสริมด้วยเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโปรตีนหลายชนิด เช่นโปรตีนจากนมโปรตีนจากถั่วเหลือง เพื่อได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งต่อร่างกายและสมอง

แววตา เอกชาวนา
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

 

 

สิ่งที่ควรสอนลูก

สิ่งที่ควรสอนลูก 10+1 ข้อ พ่อแม่ห้ามพลาด! เพื่อลูกมีความสุขไปตลอดชีวิต

นี่คือแนวทาง สิ่งที่ควรสอนลูก เพื่อให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เติบโตเป็นคนดี มีความสุข มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ต่อสู้ได้กับทุกปัญหาได้ กับคำแนะนำดีๆ จากนักจิตวิทยา 10 + 1 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ!!

นักจิตวิทยาแนะ!! 10 สิ่งที่ควรสอนลูก + 1 ข้อ
ที่ควรทำเพื่อลูกและตัว (พ่อแม่) เอง

เชื่อว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน ย่อมอยากให้ลูกน้อยของตัวเอง เป็นเด็กเก่งมีความสามารถ เพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีอนาคตที่ดี ซึ่งนอกจากการส่งไปเรียนรู้ พัฒนาสมอง สร้างเสริมทักษะประสบการณ์ต่างๆ แล้ว ก็ยังมี สิ่งที่ควรสอนลูก เพื่อให้เขาเติบโตเป็นคนที่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมไปถึงเพื่อให้ลูกของเราเป็นบุคคลที่มีค่าและมีความสุขกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้นั่นก็เป็นเรื่องสำคัญ!!

ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกให้กับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่สมัยนี้ ซึ่งเป็น สิ่งที่ควรสอนลูก ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เขาเป็นคนที่สมบูรณ์ในสังคม และมีชีวิตที่มีความสุข ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอเสนออีกหนึ่งคำแนะนำในการเลี้ยงลูกให้ถูกทาง กับ 10+1 ข้อที่พ่อแม่ควรทำ สิ่งที่ควรสอนลูก จากคุณครูเม เจ้าของเพจ ตามใจนักจิตวิทยา โดยคุณครูเม ได้บอกถึง 10 ข้อที่พ่อแม่ควรทำเพื่อลูก และ 1 ข้อที่พ่อแม่ควรทำเพื่อตัวเองเพื่อลูก ไว้ดังนี้ …

สิ่งที่ควรสอนลูก ข้อแรก ⇓

1. พูดในสิ่งที่จะทำ และทำในสิ่งที่พูดเสมอ

พ่อแม่ต้องตระหนักอยู่เสมอเมื่อเราสอนหรือบอกให้ลูกทำอะไรสักอย่าง แต่พ่อแม่เองก็ทำตามไม่ได้ เช่น

  • ให้ลูกฟังพ่อแม่ แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยฟังเขา
  • ให้ลูกพูดกับพ่อแม่ดีๆ แต่พ่อแม่กลับขึ้นเสียงใส่เขา
  • ให้ลูกใจเย็นๆ แต่พ่อแม่ก็ใจร้อนเสียเหลือเกิน
  • ให้ลูกมีวินัย ตรงต่อเวลา แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยมารับเขาตรงเวลาหรือเอาจริงเอาจังเรื่องตารางเวลาเสียที …ฯลฯ

ดังนั้น ก่อนจะบอกลูกให้ทำอะไร พ่อแม่ควรทำสิ่งนั้นให้ได้เสียก่อน หรือ อย่างน้อยต้องแสดงให้ลูกเห็นถึงความพยายามจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ไม่ใช่คาดหวังให้ลูกทำอยู่ฝ่ายเดียว

 

สิ่งที่ควรสอนลูก ข้อต่อมา

2. มองเห็นและชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ลูกทำ และบอกให้เขารู้ว่า พ่อแม่รับรู้ถึงสิ่งที่เขาทำด้วยความจริงใจ

ธรรมชาติของคนเรามักมองหาจุดด่างดำหรือตำหนิมากกว่ามองเห็นสิ่งดีๆ ที่มาควบคู่กัน พ่อแม่เวลามองลูก เรามักปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามองเห็นปัญหาก่อนเรื่องดีๆ ในตัวเขา เราพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาก่อนการชื่นชมสิ่งดีๆ ที่เขามี ณ ปัจจุบัน ดังนั้นวันนี้แม้ลูกเรายังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ แต่อย่าลืมมองหาสิ่งดีๆ และชื่นชมเขาด้วย ก่อนที่เขาจะท้อใจ เพราะวันทุกวัน ตัวเขามีแต่ข้อตำหนิไม่จบไม่สิ้น

ในทางกลับกัน บางครั้งเมื่อลูกทำสิ่งต่างๆ ได้ดี พ่อแม่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เช่น เมื่อพาลูกเล็กไปข้างนอก เขาไม่ได้แสดงอารมณ์ทางลบหรือบ่นเหนื่อยเลย พ่อแม่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตรงนี้เขาทำได้ดีมาก พ่อแม่สามารถบอกให้ลูกรับรู้ได้เช่นกัน เช่น “ขอบคุณลูกนะ ที่วันนี้อดทนได้ดีมากๆ” หรือ “วันนี้ลูกอดทนและรอคอยได้เยี่ยมมากๆ เลย”

 

3. ให้ลูกเรียนรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของเขาด้วยตัวเขาเอง

ถ้าสิ่งที่ลูกทำ ผลลัพธ์ของสิ่งนั้นไม่นำไปสู่อันตรายถึงชีวิต พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกได้รับผลของการกระทำของตนเองบ้าง เช่น

เมื่อลูกอยากลองชิมอาหารรสเผ็ดของผู้ใหญ่ แม้เราจะเตือนแล้วก็ตาม ก็ลองให้เขาชิมดู และรับรู้รสเผ็ดดูบ้าง

เมื่อลูกอยากลองแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง (ด้วยวิธีที่ผู้ใหญ่อย่างเราก็รู้แหละว่า มันไม่ช่วยอะไร) ก็ลองปล่อยให้เขาลองผิดลองถูกดู

หรือ เมื่อลูกทำผิด เขาควรได้รับผลลัพธ์ของการกระทำ ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับกติกาของแต่ละที่ที่ตกลงกันไว้ ถ้าทำผิดที่โรงเรียน พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกถูกโรงเรียนลงโทษ ไม่ควรปกป้องหรือแก้ตัวแทนเด็ก เพื่อให้ลูกเรียนรู้การกระทำของตนเอง ถ้าทำผิดที่บ้าน พ่อแม่ควรสอนเขา และงดกิจกรรมหรือสิ่งที่เขาชอบ ในบางครั้งอาจจะให้ทำงานชดเชยสิ่งที่ตนเองทำไป

เด็กเรียนรู้วันนี้ ดีกว่าเขาไปเรียนรู้ในวันข้างหน้า เพราะผลลัพธ์ในวันข้างหน้าอาจจะหนักหนาสาหัสกว่าผลลัพธ์ในวันนี้มากนัก ที่สำคัญเรียนรู้วันนี้ที่ยังมีพ่อแม่อยู่ ดีกว่าเรียนรู้ในวันที่เขาไม่เหลือใคร

 

อ่านต่อ >> สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ..เพื่อลูกมีความสุขไปตลอดชีวิต” คลิกหน้า 2

 

ฝากครรภ์

ฝากครรภ์ สำคัญอย่างไร? ควรฝากเมื่อไหร่? ทำไมต้องฝากครรภ์?

ไขข้อสงสัยว่าทำไมแม่ท้องถึงต้อง “ฝากครรภ์”? การฝากครรภ์มีความสำคัญอย่างไรและควรฝากเมื่อไหร่? กับคุณหมอเต้ พ.ต.ต. ภาคภูมิ เตชะขะวนิชกุล

ฝากครรภ์ สำคัญอย่างไร? ควรฝากเมื่อไหร่? ทำไมต้องฝากครรภ์?

การ “ฝากครรภ์” คืออะไร?

การฝากครรภ์ คือ การไปพบแพทย์ สูตินรีแพทย์ หรือบุคคลากรทางสาธารณสุขอย่างสม่่าเสมอ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ให้มีพัฒนาการที่ดี แข็งแรง และมารดาสามารถคลอดได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้หากตรวจพบความผิดปกติระหว่างฝากครรภ์ แพทย์ หรือบุคคลากรทางสาธารณสุขจะสามารถรักษาหรือให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับมารดาได้ (อ่านต่อ ฝากครรภ์ช้า ไม่กินยาบำรุง อันตราย! เสี่ยงลูกพิการ)

ฝากครรภ์ สำคัญอย่างไร?

ความสำคัญของการ ฝากครรภ์ นั้น ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำเอาคำอธิบายที่ฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายจากคุณหมอเต้ พ.ต.ต. ภาคภูมิ เตชะขะวนิชกุล นายแพทย์ (สบ 2 )หน่วยมะเร็งนรีเวช กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลตำรวจ ที่ได้อธิบายไว้ที่เฟสบุ๊คส่วนตัว Tae Taychawanit ดังนี้

❤️เมื่อคืนอยู่เวร คนไข้ที่นี่จะมีคำถามที่เป็นประโยชน์เยอะครับ ชอบๆ เวลาอยู่เวร จะได้รับคำถามที่บางทีไม่ทันตั้งตัว แต่เป็นคำถามที่คิดว่า เป็นประโยชน์ครับ ประมาณสองทุ่มกว่า ๆ คืนวันอาทิตย์ มีคุณแม่ท่านหนึ่งมากับสามีของเธอ เป็นทายาทตระกูลดัง ขอเล่าสิ่งที่ประทับใจก่อน ปกติเวลาพบปะคนไข้ คุณครูของผมจะสอนเสมอว่า ไม่ต้องรอให้คนไข้ไหว้นะ แต่เธอควรยกมือไหว้คนไข้ก่อนเลย🙏🏻 ก็จำมาและปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน คนไข้ท่านนี้เป็นว่าที่คุณแม่ 🤰🏻 อายุครรภ์ประมาณยี่สิบกว่าสัปดาห์ เธอและครอบครัวเพิ่งกลับจากเยอรมัน💑 จึงพลาดนัดการ ฝากครรภ์ ไปเมื่อวานนี้ เธอค่อนข้างกังวลใจ ว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เมื่อสัมผัสประเทศไทย🇹🇭 เธอจึงมุ่งหน้ามาโรงพยาบาลก่อนเป็นลำดับแรก เราจึงได้เจอกัน หลังจากตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเรียบร้อย เธอก็ถามคำถามนึงมาว่า “คุณหมอคะ ทำไมคนท้องต้องมาหาหมอคะ นี่ดิฉันป่วยหรือคะ” นั่นสิครับ เธอเป็นหญิงตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ โรคประจำตัวก็ไม่มี แล้วเหตุใดต้องมาฝากครรภ์หรือมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ มาตอนใกล้คลอดเลยไม่ได้หรือไร ก็ตอบเธอไปแบบนี้ครับว่า “จะเรียกป่วยก็ไม่คงจะไม่ใช่สักทีเดียวครับ แต่หญิงตั้งครรภ์มีภาวะทั้งทางกายภาพ และจิตใจ ที่เปลี่ยนไปจากผลของฮอร์โมน ไม่ว่าจะฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ ที่ทำให้อาเจียนไงครับ รวมถึงอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น เราจะไม่ทราบได้เลย ว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผิดปกติ และต้องได้รับการรักษาหรือไม่ รวมถึงปัจจัยบางอย่างต้องได้รับบำรุงเสริม เช่น การได้รับธาตุเหล็กครับ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การคลอด เป็นต้นครับ”

การฝากครรภ์
การฝากครรภ์

เมื่อทราบกันแล้วว่าคนท้องไม่ใช่คนป่วย แต่ที่ต้อง ฝากครรภ์ เพราะสภาพร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้ควรอยู่ในการดูแลของคุณหมอนั่นเอง สำหรับคำถามต่อไปว่า ควรเริ่มไปฝากครรภ์เมื่อไหร่? นั้นมีความสัมพันธ์กับปัจจัยของการได้รับยาบำรุงเสริมด้วย ดังนั้น มาฟังคุณหมออธิบายต่อถึงยาบำรุงต่าง ๆ ที่แม่ท้องควรได้รับระหว่างตั้งครรภ์กันก่อนค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ฝากครรภ์ สำคัญอย่างไร? ควรฝากเมื่อไหร่? ทำไมต้องฝากครรภ์?

active citizen

สอนลูกให้เป็น พลเมืองแบบ active citizen โดยพ่อเอก

โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปมากและมีแนวโน้มที่มากขึ้นเรื่อยๆ ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหนึ่ง  รวมถึงข่าวล่าสุดที่ไฟป่าอะเมซอนซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำ แต่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีอันทันสมัยต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์และสร้างให้โลกใบนี้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องใช้พลังงานอันมหาศาล จริงอยู่ที่เราเห็นว่ามีการพัฒนาพลังงานสีเขียวหรือพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่นั่นคือการลดการทำลายให้ช้าลงไม่ใช่การสร้างให้โลกกลับมาดีเหมือนเดิม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ไกลตัวเราเลย และการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็อยู่รอบตัวเราเช่นกัน เราสามารถจะช่วยรักษาโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไร นอกจากการปรับตัวในการใช้ชีวิต หรือ ผมกำลังจะพูดถึงการเป็น active citizen

คำว่า active citizen หมายถึง การเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตอาสา ไม่นิ่งดูดายต่อปัญหา และมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ถึงเวลาที่เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันแล้ว ไม่ใช่แค่ของตัวเราแต่ต้องสอนลูกเราด้วย เพราะในวันที่เขาโตขึ้นเขาต้องอยู่กับโลกใบที่ไม่เหมือนเดิม และถ้าเราได้เดินทางไปต่างประเทศ เราจะเห็นว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศเขาใช้ชีวิตแบบ active citizen มาหลายปีแล้ว วันนี้ อยากมาชวนให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็น active citizen เป็นพลเมืองของโลก ลองมาดูกันว่าควรเริ่มทำอย่างไร

เริ่มง่ายๆ จากตัวเรา สู่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน และสังคม ครอบครัวเราเองก็ได้เรียนรู้การเป็น active citizen จากโรงเรียนที่ลูกๆเรียนอยู่ รวมไปถึงการเข้าไปทำกิจกรรมที่เขาใหญ่บ่อยๆ กับเบิกบานบุรีจนมีกลุ่มครอบครัวกลุ่มเล็กๆ ที่เลี้ยงลูกในแนวนี้และมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ขอเล่าว่าแต่ละที่ให้อะไรเราบ้าง และเรานำมาใช้กันได้จริงๆ

มาดูตัวอย่างการเป็น active citizen กันฮะ

โรงเรียนของน้องปั้นแป้ง ไม่มีการใช้ถุงพลาสติกเลยในทุกกิจกรรม ดังนั้น เราเป็นผู้ปกครองเวลาจะจัดอะไรไปโรงเรียนก็จะใส่ถุงผ้าไป และที่โรงเรียนมีโรงแยกขยะที่ละเอียดมาก ทั้งหมดจะมีรถที่มารับไปรีไซเคิลหรือเอาไปใช้ประโยชน์ได้หมด เช่น เป็นเชื้อเพลิงในโรงงาน หรืออย่างกล่องนมก็นำไปผลิตโต๊ะ เก้าอี้ ส่วนรถขยะเข้าไปที่โรงเรียนน้อยกว่าเดือนละครั้ง

ร้านขายอาหารและขนม และตลาดเช้าในโรงเรียนก็จะไม่มีการใช้ถุงพลาสติก หรือกล่องโฟมให้ ต้องเตรียมกล่องพลาสติก ปิ่นโต กระติกน้ำมาเอง ขนมหรืออาหารบางประเภทจะใช้ใบตองห่อ เช่น ข้าวเหนียวหมู ขนมไทย หรือกระทั่งกล้วยเชื่อมทั้งหลายจะถูกจัดวางในกระทงใบตอง ถ้าทานที่โรงเรียนจะทานในภาชนะที่เขาจัดไว้และต้องล้างตากเอง แต่ถ้าจะซื้อกลับบ้านก็ต้องใส่ภาชนะที่เอามาเองเท่านั้น จะซื้อน้ำก็มีให้เลือกดื่มในขวดแล้วไปล้างมาเก็บหรือจะเทใส่กระติกออกไป ส่วนนมขวดก็มีขายนะ แต่ไม่มีหลอดให้ ดื่มเสร็จล้างขวด แยกฟอยล์ แล้วคว่ำไว้ที่สถานีรีไซเคิล

โรงเรียนของพี่ปูนปั้น สอนให้เด็กรู้คุณค่าของขยะที่เรามองข้ามไป และการจัดการต่อสิ่งเหล่านี้ โดย จะมีวันขายทรัพยากรของแต่ละชั้นปีที่เด็กๆ จะขนขยะรีไซเคิลที่แยกและสะสมไว้ที่บ้านมาขายที่โรงเรียน โดยมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อเปิดบัญชีให้เด็กฝากเงินที่ได้จากการขายขยะไว้ด้วย เป็นการปลูกจิตสำนึกที่เกื้อกูลต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างพอเพียง ลดการเบียดเบียนโลก

ที่โรงเรียนจะมีขายขนม อาหาร (ที่มีประโยชน์) เฉพาะตอนเย็น ไม่มีขนมห่อลูกกวาดให้กินเหมือนที่อื่น และถ้าจะซื้อขนมที่ขายในตอนเย็น ก็ต้องนำกล่องมาใส่เอง ไม่มีอะไรใส่ให้ ถ้าวันไหนเด็กๆ ลืมกล่อง ก็อดขนมไป ทำให้ปูนปั้นละเอียดและรอบคอบ เช็คกระเป๋าก่อนไปโรงเรียนทุกวัน และอาหารหรือขนมก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ล้วนๆ คนขายคือ คุณพ่อคุณแม่จิตอาสาที่ส่วนใหญ่ก็คือเจ้าของกิจการที่ทำอาหารและขนมเหล่านั้นเป็นธุรกิจ

สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนก็เอื้อให้เด็กซึมซับกับเรื่องเหล่านี้ เช่น มีศาลาที่ไว้ล้างมือและแยกขยะพวกพลาสติกเมื่อทานเสร็จด้วย เช่นขวดนม และทางโรงเรียนก็จัดให้มีจัดกิจกรรมเก็บขยะในชุมชนเสมอ

เบิกบานบุรี เป็นสถานที่พักผ่อนและจัดกิจกรรมสำหรับครอบครัว เน้นการเกื้อกูลธรรมชาติและชุมชน เช่นเดียวกับที่โรงเรียนลูกๆ ที่นี่ไม่มีการใช้ถุงและขวดพลาสติก อาหารใส่ห่อใบตอง ใส่ปิ่นโต ทานอาหารกันด้วยช้อนกลาง เพราะถ้าเหลือ จะนำไปเทรวมและแจกจ่ายชาวบ้านแถวนั้น ทานเสร็จเก็บเองล้างเอง บางทีอาหารเราก็ทำกันเองด้วยนะเออ

ก่อนทานอาหารจะมีบทพิจารณาอาหาร ที่ทำให้เรามีสติก่อนจะลงมือตักอาหาร และทุกๆ กิจกรรมที่นี่จะสอนเด็กๆ ให้ดูแลธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนโลกนี้ ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ธรรมชาติ ต้นไม้ แมลง และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในเบิกบานบุรี

รวมทั้งมีกิจกรรมนนอกสถานที่ในเชิงอนุรักษ์ เช่น การเดินป่าเขาใหญ่และการไปปลูกป่าที่ภูหลง วัดป่ามหาวัน เป็นต้น

ซึ่งทั้งหมดก็ได้ทำให้ครอบครัวเรา มาปรับใช้ พยายามลดละเลิกกันมาพักใหญ่ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ใช้ถุงผ้าสำหรับใส่ทั้งของใช้เสื้อผ้า และของในซุปเปอร์มาร์เก็ต (โดยเก็บถุงผ้าไว้หลังรถพร้อมใช้ทุกเมื่อ) บางทีถ้าลืมเอาไปแล้วซื้อของไม่เยอะ ก็จะใส่กระเป๋าสะพาย

พ่อแม่ลูกจะมี กล่องอาหาร แก้วน้ำ และหลอดส่วนตัว เวลาไปโรงเรียนก็จะเห็นเด็กทั้ง 2 คนพะรุงพะรัง เป็นปกติ เราเปลี่ยนมาใช้กล่องอาหารเวลาซื้อกับข้าว อยู่บ้านก็ให้เด็กๆ พยายามแยกขยะแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เดี๋ยวนี้เราใช้หลอดสแตนเลสกับแก้วน้ำส่วนตัว แต่ถ้าเวลาไปซื้อน้ำดื่มข้างนอกลูกๆ จะคอยเตือนไม่ให้รับหลอดจนเราก็คุ้นชินไปซะแล้ว ดังนั้น หากเห็นเราหอบทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าโน้ตบุ๊ค กระเป๋าใส่กล่องกับข้าว และกระติกน้ำก็โปรดเข้าใจ เราอยากใส่ใจโลกนี้เพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน

อ่านมาถึงขนาดนี้แล้วแปลว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องสนใจบ้างหละ อย่าคิดมากครับ ทำเลย

ปล. มีหนังสือนิทานแนะนำที่เด็กๆบ้านนี้อ่านและได้ใช้เตือนสติทุกครั้ง คือ นิทานของสานอักษร ชุด “ใครหนอใครกัน” จะมี 3 เล่ม คือ ใครหนอใครกัน..ทำบ้านฉันละลาย, ใครหนอใครกัน.. ทำบ้านฉันเลอะ และ คือ ใครหนอใครกัน..ทำบ้านฉันหาย เวลาปั้นแป้งจะฉีกทิชชู่เยอะ เราก็จะสอนว่าทำแบบนี้ บ้านพี่หมีละลายหมดแน่เลย ปั้นแป้งก็จะหยุดทันที (สติมา)

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

แนะนำ 4 “บอร์ดเกม” ฝึกลูกสมองไว ไหวพริบดี

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แมริออท บอนวอย

แมริออท บอนวอย มอบของขวัญสุดน่ารัก Mr. Men & Little Miss

แมริออท บอนวอย มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษร่วมกับ Mr. Men & Little Miss ให้สมาชิกรุ่นจิ๋วที่เข้าพักในเครือโรงแรมและรีสอร์ท ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กว่า 450 แห่ง พร้อมโอกาสสุดพิเศษในการพบปะกับผู้สร้างสรรค์ตัวการ์ตูนชื่อดัง Adam Hargreaves

แมริออท บอนวอย มอบของขวัญสุดน่ารัก Mr. Men & Little Miss 

แมริออท บอนวอย โปรแกรมสิทธิประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว ร่วมมือกับ ซานริโอ้ (Sanrio) มอบเหล่าตัวการ์ตูนอารมณ์ดี “มิสเตอร์ เมน (Mr. Men) และ ลิตเติ้ล มิส (Little Miss)” ให้สมาชิกรุ่นจิ๋วได้เพลิดเพลินกับวันหยุดแบบพิเศษยิ่งกว่าเดิม พร้อมโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้พบ และ ร่วมวาดภาพไปกับ อดัม ฮากรีฟส์ (Adam Hargreaves) ศิลปินผู้สร้างสรรค์ตัวการ์ตูนดังกล่าว ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และเมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่น

โดยการร่วมมือครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า… แมริออท บอนวอย ให้ความสำคัญกับคุณค่าของการเดินทาง และสนับสนุนผู้ปกครองให้ส่งเสริมการรักการค้นพบสิ่งใหม่ๆ และประสบการณ์ให้กับเด็กๆ

โปรแกรมสิทธิประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยวสุดเอกซ์คลูซีพ ของ Marriott Bonvoy ไม่เพียงมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ไม่เหมือนใคร แต่ยังพร้อมให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกวัย เพื่อให้มั่นใจว่าแขกทุกคนจะได้รับความประทับใจจากการเข้าพัก ซึ่งสมาชิกวัยเด็กของแมริออท บอนวอย จะได้รับความเพลิดเพลินไปกับสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ เช่น อาหารเช้าฟรี หรือส่วนลดสำหรับไอศกรีม ในเครือโรงแรมและรีสอร์ทที่เข้าร่วม

เพ็กกี้ ฟาง โรว (Peggy Fang Roe) หัวหน้าฝ่ายขายและการตลาดของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชียแปซิฟิก กล่าว.. “การร่วมมือครั้งพิเศษระหว่าง Marriott Bonvoy และ ซานริโอ้ เพื่อมอบชุดตัวการ์ตูน Mr. Men & Little Miss เป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นในการค้นหาหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อตอบแทนสมาชิกของเราและคนที่เขารัก ซึ่งครอบคลุมสำหรับสมาชิกวัยเด็กของ แมริออท บอนวอย ที่โดยปกติเราก็มีการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้อยู่แล้ว และสำหรับการร่วมมือครั้งพิเศษนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้จัดหาความสนุกที่มากกว่าเดิมให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวระหว่างการพักผ่อนที่แสนวิเศษของพวกเขา”

Marriott Bonvoy

คาแร็กเตอร์ของตัวการ์ตูนทั้ง 10 คาแร็กเตอร์ เป็นลิมิเต็ด อิดิชั่น โดยมีการสวมใส่เครื่องประดับที่แสดงถึงการท่องเที่ยว และได้รับแรงบันดาลใจมาจากกิจกรรมต่างๆ ของ แมริออท บอนวอยโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่การสำรวจจุดหมายปลายทาง ไปจนถึงการเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ และตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2562 นี้ สมาชิกระดับแพลตตินัม เอลิท (Platinum Elite) และสูงขึ้นไป ที่เดินทางท่องเที่ยวพร้อมบุตรหลาน ที่มีอายุต่ำกว่าหรือเท่ากับ 12 ปี จะได้รับตุ๊กตาลิมิเต็ด อิดิชั่น จำนวน 2 ตัว ต่อห้อง ต่อการเข้าพัก ในเครือโรงแรมและรีสอร์ทที่เข้าร่วมกว่า 450 แห่งทั่วเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้สมาชิกวัยเด็กระดับซิลเวอร์ เอลิท (Silver Elite) และโกลด์ เอลิท (Gold Elite) จะได้รับตุ๊กตาเมื่อทำการแลกคะแนนในการเข้าพัก ตามข้อกำหนดและเงื่อนไข ซึ่งสามารถสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> marriottbonvoyasia.com/mrmen

 

อลาสแตร์ แมคแฮรี่ (Alastair McHarrie) ผู้อำนวยการออกใบอนุญาตของซานริโอ้ กล่าว… “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ แมริออท บอนวอย และส่งต่อความสนุกสนานของตัวการ์ตูน Mr. Men & Little Miss ไปยังผู้รับทุกรุ่นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรามั่นใจว่าตัวการตูนที่ได้รับเลือกทั้ง 10 คาแร็กเตอร์ จะเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่ดีในการเดินทางให้เด็กๆ เพราะพวกเขาจะได้ร่วมเดินทางผจญภัยและจดจำช่วงเวลาความสนุกที่แสนพิเศษไปด้วยกัน”

ถ่ายภาพวันหยุด เพื่อลุ้นรางวัลสุดพิเศษ

ตั้งแต่วันที่ 15 กค. – 31 สิงหาคม 2562 นี้ สมาชิกระดับซิลเวอร์ เอลิท (Silver Elite) และสูงขึ้นไป
ที่เดินทางพร้อมบุตรหลาน สามารถร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดี รับห้องพักฟรี 3 คืน ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี
พร้อมชุดตุ๊กตา Mr. Men & Little Miss ครบเซต เพียงถ่ายภาพคู่กับ Mr. Men & Little Miss ของตัวเองที่ได้รับจากโรงแรมหรือรีสอร์ทในเครือแมริออท และโพสต์ภาพลงบนอินสตาแกรม พร้อมติดแฮชแท็กชื่อของโรงแรม ตามด้วย #MarriottBonvoy และ #MrMenLittleMiss

ชุดตัวการ์ตูน Mr. Men & Little Miss สำหรับ แมริออท บอนวอย

คอลเลกชัน Mr. Men & Little Miss สุดลิมิเต็ดนี้ ได้มีการดีไซน์ให้เหมาะสำหรับทุกวัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนุกสนานให้กับครอบครัวระหว่างวันหยุดพักผ่อนได้ คาแร็กเตอร์ทั้งหมดประกอบไปด้วย Mr. Happy, Mr. Brave, Mr. Cool, Mr. Tickle, Mr. Marvellous, Little Miss Sunshine, Little Miss Helpful, Little Miss Princess, Little Miss Fun, และ Little Miss Curious

สามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของ แมริออท บอนวอย และพอร์ตโฟลิโอของจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ได้ที่ >> MarriottBonvoyAsia.com หรือ marriottbonvoyasia.com/kids

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

รู้ทันภาวะ “เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย” ก่อนลูกหยุดสูง

ทำยังไงให้สูง? คำถามที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในวัยเริ่มจะเป็นวัยรุ่นกังวล เพราะเราทราบกันมาว่าเมื่อมีประจำเดือน หรือเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม จะหยุดสูงแล้ว ใครอยากรู้ทันภาวะ เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ต้องอ่าน!

รู้ทันภาวะ “เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย” ก่อนลูกหยุดสูง

เรื่องความสูง เริ่มเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กังวลสำหรับลูกที่เริ่มเข้าสู่วัยก่อนวัยรุ่น หรือประมาณ 7-10 ขวบ เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ก็มักจะหยุดสูง ทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เตี้ยนั่นเอง หากถามว่า ทำยังไงให้สูง นอกจากกรรมพันธุ์ ภาวะโภชนาการ และพยาธิสภาพของเด็กแล้ว การที่ลูกมีประจำเดือนมาเร็ว หรือแตกเนื้อหนุ่มเร็ว ก็เป็นอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้ลูกหยุดสูงได้เช่นกัน หรือเราเรียกภาวะนี้กันว่า ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยนั่นเอง ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำคลิปจาก Mahidol Channel โดย อ.พญ.อรสุดา เลิศบรรณพงษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ดังนี้

ภาวะ เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย คืออะไร?

เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย คือ ภาวะที่เด็กมีระดับฮอร์โมนเพศสูง และเกิดขึ้นเร็วก่อนวัยหนุ่มสาวปกติ ส่งผลกระทบทำให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น สูงเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่จะหยุดสูงเร็วเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลทำให้เด็กโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ตัวเตี้ยได้ และในเด็กผู้หญิงจะมีประจำเดือนและมีหน้าอกขึ้นก่อนวัย อาจถูกเพื่อนล้อหรืออาจถูกคุกคามทางเพศได้ โดยจะพบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชายประมาณ 8-20 เท่า พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นที่จะต้องหมั่นสังเกต เพราะมักมีความผิดปกติแอบแฝงอยู่

ภาวะนี้เกิดจากการทำงานของต่อมใต้สมองที่อยู่บริเวณฐานสมองซึ่งมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนมากระตุ้นต่อมเพศ นั่นคือ อัณฑะในเพศชาย และ รังไข่ในเพศหญิง ซึ่งมีการสร้างฮอร์โมนเพศเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

สาเหตุของภาวะ เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

เนื่องจากในขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่พบว่าส่วนใหญ่เกิดจาก

  1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่มีประวัติเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็ว เช่นพ่อเสียงแตกเร็ว หรือแม่มีประจำเดือนเร็ว ลูกก็อาจจะเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วได้
  2. สิ่งแวดล้อม ภาวะโภชนาการหากเด็กร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เช่นเด็กอ้วน ซึ่งปัจจุบันพบมากขึ้นจากการที่กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ชอบทานของกรอบ ทอด มัน อาหารไขมันสูง อาหารจานด่วน (อ่าน กรมอนามัยเผย! กินไขมันมากไป เสี่ยงโรค “เป็นสาวก่อนวัย”) ก็มักจะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่าปกติ การได้รับสารหรืออาหารที่มีฮอร์โมนปนเปื้อน โดยเฉพาะเอสโตรเจนสังเคราะห์หรือสารที่ออกฤทธิ์เสมือนเอสโตรเจน
  3. พยาธิสภาพ พยาธิสภาพในสมอง เช่นก้อนเนื้องอก สมองเคยขาดออกซิเจน หรือเคยติดเชื้อมาก่อน หรือเคยได้รับการฉายรังสี ก็จะไปกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนเพศมาได้ พยาธิสภาพในต่อมเพศ เช่นถุงน้ำในรังไข่ในเด็กหญิง ก็จะทำให้มีการสร้างฮอร์โมนเพศมากขึ้น แต่พบว่า 90% ของเด็กหญิงที่เป็นสาวเร็วมักไม่มีสาเหตุ ส่วนอีก 10% คือมีพยาธิสภาพ ในขณะที่เด็กชายมักจะมีพยาธิสภาพถึง 90% ดังนั้นในเด็กชายจึงต้องทำการตรวจเพิ่มเติมทุกราย

สัญญาณเตือนว่าลูกเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยหรือไม่?

เด็กผู้ชาย

  • ลูกอัณฑะและองคชาติขยายตัว
  • เริ่มมีขนบริเวณอวัยวะเพศและรักแร้
  • สิว หน้ามัน กลิ่นตัว และเสียงแตก
  • ส่วนสูงเพิ่มขึ้น

เด็กผู้หญิง

  • เต้านมเจริญขึ้น
  • เริ่มมีขนบริเวณอวัยวะเพศและรักแร้
  • สิว หน้ามัน กลิ่นตัว
  • สะโพกผาย
  • มีตกขาว และประจำเดือน
  • ส่วนสูงเพิ่มรวดเร็ว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ กินไก่ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย จริงหรือ?