อาหารเด็ก 6 เดือน

12 เมนู อาหารเด็ก 6 เดือน กับสูตรอร่อยเพื่อลูกวัยเริ่มกิน!

อาหารเด็ก 6 เดือน คุณแม่สามารถหาเริ่มทำเมนูอาหารเสริมให้ลูกน้อยวัย 6 เดือนกินได้ ซึ่งควรเน้นแบบ บดนิ่มกินง่าย ว่าแต่จะมีสูตรเมนูน่าหม่ำอะไรบ้างที่เหมาะกับลูกวัยเริ่มกิน ตามมาดูกัน

รวมเมนู อาหารเด็ก 6 เดือน
กับ
12 สูตรอร่อยเพื่อลูกวัยเริ่มกิน!

เมื่อลูกน้อยมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก็สามารถเริ่มกินอาหารเสริมนอกจากนมแม่ได้แล้ว ซึ่ง อาหารเด็ก 6 เดือน มื้อแรกที่คุณแม่จะหัดให้ลูกน้อยกิน ควรเน้นเป็นอาหารบดนิ่ม กินง่าย และ อาหารทารก 6 เดือน ควรเป็นรสธรรมชาติ ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงใด ๆ เพราะโดยทั่วไปถ้ามีการเติมรสให้อร่อยอย่างของผู้ใหญ่ ในบางครั้งจะพบว่าอาจทำให้ลูกได้รับเกลือโซเดียมสูง เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และเสี่ยงต่อการติดรสหวาน  ไม่ยอมกินอาหารรสธรรมดาแล้ว

Must read : “มื้อแรกของลูก” อาหารเสริมตามวัย เริ่มอย่างไรจึงจะดี?

Must read : หมู ไก่ ปลา ให้เบบี๋กินอะไรก่อนดีนะ

โดยทุกครั้งที่คุณแม่เริ่ม อาหารเด็ก 6 เดือน ชนิดใหม่ ควรเริ่มทีละอย่าง ถ้าภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากนั้นไม่พบว่ามีอาการแพ้ เช่น ผื่นแพ้เห่อ หรือ อาเจียน ท้องอืด ฯลฯ ที่ผิดปกติ จึงค่อยเริ่มอาหารชนิดอื่นต่อไปค่ะ

อาหารเด็ก 6 เดือน
อาหารเด็ก 6 เดือน ให้เน้นเป็นอาหารบดนิ่ม กินง่าย และ ควรเป็นรสธรรมชาติ

และสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มทำเมนู อาหารเด็ก 6 เดือน มื้อแรกอะไรให้ลูกน้อยกิน เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารได้ครบถ้วนมากขึ้น Amarin Baby & Kids ขอเสนอ 12 เมนู + 1 อาหารว่าง ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่ลูกน้อยในวัย 6 เดือนต้องการ พร้อมกับสูตรและวิธีทำสุดง่ายมาฝากกันค่ะ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

1. เมนู “หลุมมหัศจรรย์” ( อาหารเด็ก 6 เดือน )

>> ขนมปังปั่นเนื้อเหนียวนุ่ม ราดด้วยน้ำซุปตำลึงสีเขียว <<

ใช้เวลาปรุง 30 นาที (ส่วนผสมสำหรับ 2 – 3 ที่)

  • ขนมปังขาว (ตัดขอบ) 3 แผ่น
  • นมที่ลูกดื่ม 50 มิลลิลิตร
  • ใบตำลึง 1 ทัพพี
  • น้ำซุป 100 มิลลิลิตร

อาหารเด็ก 6 เดือนวิธีทำ

  1. นำนมต้มให้อุ่น ใส่ขนมปังตามลงไป แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด (พักไว้)
  2. ต้มตำลึงในน้ำซุป แล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นผสมให้เข้ากันให้ละเอียด
  3. เวลาเสิร์ฟ นำขนมปังที่ปั่นแล้วใส่ถ้วย ใช้ช้อนกดตรงกลางให้เป็นหลุมแล้วเทซุปตำลึงใส่ตรงกลาง เมื่อจะป้อนลูกน้อยให้คนให้เข้ากันอาหารก็จะมีลักษณะเหลวมากยิ่งขึ้น

♥ Cooking Tip ♥ คุณแม่สามารถเปลี่ยนจากตำลึงเป็นผักอื่น ๆ เพื่อช่วยเพิ่มความหลากหลายได้ เช่น ผักโขม ผักตังโอ๋ ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ  หากคุณแม่ห่วงเรื่องแพ้อาหาร ขอแนะนำให้ใช้ “ขนมปังออแกนิกส์” เพื่อหลีกเลี่ยงแป้งสาลี ผงฟู และนมผง ได้ เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถเพิ่มเมนูให้กับลูกน้อยได้แล้วค่ะ

 

 

2. เมนู “ข้าวต้มผสมนมแม่”

(ส่วนผสมสำหรับ 1 มื้อ)

  • ข้าวต้มข้าวกล้อง 2 ช้อนโต๊ะ
  • กล้วยน้ำว้าบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำอุ่นสะอาด
  • นมแม่หรือนมผง

อาหารเด็ก 6 เดือนวิธีทำ

  1. ต้มข้าวกล้อง โดยใช้ข้าวสาร 1 ส่วนต่อน้ำ 4 ส่วน ใช้ไฟอ่อนต้มจนนิ่ม (รอจนอุ่นแล้วแบ่งเป็นสัดส่วนเท่า ๆ กัน แช่แข็งไว้จนกว่าจะใช้)
  2. บดกล้วยน้ำว้าด้วยกระชอนถี่โดยใช้ช้อนกด จากนั้นแบ่งมาผสมกับข้าวต้มตามสัดส่วนข้างบน (สามารถนำอาหารเด็กที่แช่แข็งไว้มาอุ่นด้วยไมโครเวฟ และไม่ควรเกิน 15 วินาที)
  3. เติมน้ำอุ่นเล็กน้อยเพื่อให้เหลวขึ้นตามความเหมาะสมกับอายุเด็ก
  4. ผสมนมแม่หรือนมผงเพื่อเพิ่มสารอาหาร เสิร์ฟอุ่น ๆ หรืออุณหภูมิห้อง

♥ Cooking Tip ♥

สำหรับ อาหารเด็ก 6 เดือน เมนูนี้ เป็นอาหารบดที่สามารถนำไปใส่ถาดน้ำแข็งเก็บไว้ก่อนจะนำมาอุ่นในมื้อต่อไปก็ได้และควรบดวัตถุดิบแต่ละอย่างแยกกันแล้วค่อยมาผสมตอนก่อนป้อนให้ลูกกินเพื่อให้ได้สารอาหารเต็มที่ และเมื่อเพิ่มส่วนผสมในแต่ละครั้งก็จะง่ายที่จะดูว่าเด็กแพ้ส่วนผสมนั้นหรือไม่

 

3. เมนู “พาสต้าตุ๋นตุนพลัง”

ฟักทอง มีคุณประโยชน์มากมาย อุดมไปด้วยเส้นใยวิตามินซี และสังกะสี อีกทั้งยังมีสารแคโรทีนอยด์ ที่ช่วยพัฒนาระบบการมองเห็นและต้านอนุมูลอิสระเมื่อเด็ก ๆ ได้กินฟักทองจึงช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และรักษากระดูกรวมถึงฟันให้แข็งแรง

เตรียม 15 นาที ปรุง 15 นาที (ส่วนผสมสำหรับ 1 ที่)

  • พาสต้าต้มสุกชนิดใดก็ได้ 3 ช้อนโต๊ะ
  • ฟักทองสุก 3 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่แดงสุก 1 ฟอง
  • นมที่ลูกดื่ม 150 มิลลิลิตร
อาหารเด็ก 6 เดือน
หน้าตาเมนู “พาสต้าตุ๋นตุนพลัง”

วิธีทำ

  1. นำนมที่ลูกดื่มเทลงปั่นพร้อม ๆ กับฟักทองและพาสต้าจนละเอียด
  2. จากนั้นโรยด้วยไข่แดง พร้อมเสิร์ฟ

♥ Cooking Tip ♥ อาหารเด็ก 6 เดือน เมนูนี้ สามารถเปลี่ยนจากนมผสมเป็นนมแม่เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้ลูกน้อย หากคุณแม่ห่วงเรื่องแพ้อาหาร ขอแนะนำให้ใช้ “พาสต้าออแกนิกส์ฺ” เพื่อหลีกเลี่ยงแป้งสาลี ผงฟู และนมผงได้ค่ะ

 

4. เมนู  “ข้าวต้มผักโขมแครอทแสนรัก”

(ส่วนผสมสำหรับแบ่งกินได้หลายครั้ง)

  • แครอทนึ่ง
  • ผักโขมนึ่ง
  • ข้าวต้มข้าวกล้อง
  • นํ้าอุ่นสะอาด

อาหารเด็ก 6 เดือนวิธีทำ
1. นำแครอทมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเท่า ๆ กัน นำไปนึ่งโดยใช้เวลาประมาณ 10 – 12 นาทีหรือจนกว่าจะนิ่ม
2. นำใบผักโขมมานึ่งเช่นเดียวกันโดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที (ควรใช้ผักโขมใบอ่อนหรือปวยเล้งเพราะมีเส้ยใยหยาบเยอะกว่า)
3. นำแครอทนึ่ง ผักโขมนึ่ง และข้าวต้มมาปั่นรวมกัน โดยใส่นํ้าอุ่นเล็กน้อยจนได้ความข้นที่ต้องการ

5. เมนู ข้าวบดอะโวคาโดกับซุปปลาแซลมอน”

สำหรับ อาหารเด็ก 6 เดือน เมนูนี้ ใช้เวลาปรุง 20 นาที (ส่วนผสมสำหรับ 1 ที่)

  • ข้าวต้มกรองน้ำออก 1 ทัพพี
  • อะโวคาโด 1 ช้อนโต๊ะ
  • นมที่ลูกดื่ม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำซุปผัก 150 มิลลิลิตร
  • ผักกาดขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • ปลาแซลมอน 1 ช้อนโต๊ะ
อาหารเด็ก 6 เดือน
หน้าตาของเมนู “ข้าวบดอะโวคาโดกับซุปปลาแซลมอน”

วิธีทำ

  1. นำข้าวบดกับอะโวคาโดและนม (พักไว้)
  2. นำน้ำซุปต้มกับปลาและผักกาดขาว เมื่อสุกแล้วบดให้เข้ากัน จัดเสิร์ฟพร้อมกับข้าวบด

♥ Cooking Tip ♥ อะโวคาโด มีโปรตีนสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี

Must read : อะโวคาโด สุดยอดอาหาร พร้อม วิธีเลือกอะโวคาโด ที่สุก เนื้อสีสวย ไม่เน่าเละ!

 

 

ดูอีก >> 6 สูตรวิธีทำเมนูอาหารทารก 6 เดือน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คำศัพท์หน้าฝน

มารู้จัก คำศัพท์หน้าฝน สนุกๆคุยเล่นแก้เบื่อตอนฝนตกกันดีกว่า

ฝนมาช้าแต่ก็มานะ !! ปีนี้หน้าฝนอาจไม่ตรงตามฤดูกาลที่ควรจะตกตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังได้สัมผัสบรรยากาศของหน้าฝนที่ชุ่มช้ำ  แต่บางวันที่พายุเข้าและฝนตกหนักนานหลายชั่วโมง ทำให้เด็กๆ อดวิ่งสนุกข้างนอกและต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน หากคุณพ่อคุณแม่กลัวลูกน้อยจะเบื่อ ลองหากิจกรรมที่ทำได้ทั้งครอบครัวมาเล่นด้วยกัน อย่างเกมส์ทาย คำศัพท์หน้าฝน ที่นอกจากสนุกแล้วยังเติมความรู้ให้เด็ก ๆ ไปในตัวด้วย

มาเรียนรู้ คำศัพท์หน้าฝน สนุกๆ แก้เบื่อช่วงฝนตกหนักกันดีกว่า 

ช่วงนี้พอตกเย็นมักจะเห็นเมฆตั้งเคล้ามาแต่ไกล เป็นสัญญาณบอกให้เด็ก ๆ รู้ว่า “เย็นนี้ฝนตกหนักอีกแล้ว”  ถึงน้ำฝนจะช่วยให้อากาศที่ร้อนระอุตอนกลางวันคลายลง รู้สึกเย็นสบาย สดชื่นขึ้น แต่ถ้าเด็กๆอาจโดนฝนระหว่างทางกลับบ้าน จนทำให้เป็นหวัด หรือมีอาการคัดจมูกเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน เด็กๆ ต้องรู้จักเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน ด้วยการพกอุปกรณ์ป้องกันฝน ซึ่งมีหลายชนิดและมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษแตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมารวมเป็นหมวด คำศัพท์หน้าฝน ให้เด็กๆ เรียนรู้ได้

รายการ KidTalks ช่วง DaddyTalks กับอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ พร้อมพี่น้องวินสตันกับวิลล์เบิร์ตจะพาทุกคนไปรู้จักกับ คำศัพท์หน้าฝน ภาษาอังกฤษ ที่สามารถแบ่งออกเป็นหมวดหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1.  หมวดสภาพอากาศ

  2. หมวดอุปกรณ์ป้องกันฝน

  3. หมวดอาการป่วยเมื่อโดนฝน

ตามมาดูกันว่าน้องวิน น้องวิลล์ และลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่รู้จักคำศัพท์ วิธีออกเสียง และความหมายของคำศัพท์มากแค่ไป ลองมาติดตามกันเลย

คำศัพท์หน้าฝน รู้จักหรือยังจ๊ะเด็กๆ  

hot season  หน้าร้อน

rainy season  หน้าฝน

cool season  หน้าหวาน

drought  ภัยแล้ง

flood       อุทกภัย

It’s drizzling /spotting    ฝนตกปรอยๆ

It’s raining   ฝนตกหนักขึ้น

it’s poring down/ reain hard /reaining cat and dogs ฝนตกหนักมาก

thunder  ฟ้าร้อง

lightning   ฟ้าผ่า ฟ้าแล๊บ

storm     พายุุ

open / put up your umbrella  กางร่มออก

stay under your umbrella     ยืนอยู่ใต้ร่ม

rain jacket/ reain coat    เสื้อกันฝน

windshield  wiper/windscream wiper  ที่ปัดน้ำฝน (หน้ารถยนต์)

Catch a cold   ไปติดหวัดมา

sore throat      เจ็บคอ

Have phlegme  มีเสมหะ

Have a cogh     ไอ

ประโยคหน้าฝน รู้จักหรือยังจ๊ะเด็กๆ 

It’s raining outside    ข้างนอกฝนตก

It’s still reaining hard outside    ข้างนอกฝนยังตกหนักอยู่เลย

Your heard is damp  หัวชื้น

Take a warm shower   อาบน้ำอุ่น

Have a glass of warm milk   ดื่มนมอุ่น ๆ

Go to bed early    เข้านอนเร็ว ๆ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการทาย คำศัพท์หน้าฝน ภาษาอังกฤษของเด็กๆ ทั้งสองคน เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

ดวงตา

ตาดีสู่อัจฉริยะ

ดวงตา คือหน้าต่างแห่งการเรียนรู้ ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้เรียนรู้ ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส ส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นถึงความสำคัญในการดูแลให้ครบทั้งสายตาและสมอง เพื่อการพัฒนาการอย่างเต็มศักยภาพของลูกน้อย

 

ดวงตา จุดเริ่มต้นการเรียนรู้

รู้ไหมว่า 80% ของการเรียนรู้ในวัยเด็ก มีจุดเริ่มต้นมาจากการมองเห็น Eye Gym Eye Genius สร้างตาดีสู่อัจฉริยะ กับดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส (Dutch Mill GEN I Vi-Q+) นมยูเอชทีสำหรับเด็กๆ ที่เน้นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา ประกอบไปด้วย ผงกีวี่สกัด ที่อุดมไปด้วยลูทีนธรรมชาติ มีวิตามินเอสูง และ Q+ สื่อถึงสารอาหารที่สำคัญ เช่น โอเมก้า 3 6 9 และวิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

ดวงตา

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส (Dutch Mill GEN I Vi-Q+) จัดงาน Eye Gym Eye Genius สร้างตาดีสู่อัจฉริยะ ภายในงานมีการจัด  Eye Gymnasium แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเด็กๆ จะได้สนุกไปกับลานฝึกทักษะการมองเห็นสู่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เช่น เกม Eye Gym Eye Genius Dance บริหารสายตากระตุ้นสมอง เกม Picture Smart เทคนิคจับภาพ เกม Eagle Hunt ตาม ล่าหาพี่อีเกิ้ล ฝึกทักษะการสังเกต และคิดวิเคราะห์ เกม Kiwi Ninja ฝึกทักษะตาไว และความสัมพันธ์ของการทำงานร่วมกัน ระหว่างสายตากับสมอง

ดวงตา

ภายในงานมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุ มาให้ความรู้กับคุณพ่อคุณ แม่ในการดูแลลูกน้อยให้สุขภาพดวงตา และพัฒนาการสมองที่ดีสมวัย

 

ดวงตา

ดวงตา
 

 

นักแสดงชื่อดังกับลูก ได้พูดถึงความประทับใจที่ได้มางาน Eye Gym Eye Genius สร้างตาดีสู่อัจฉริยะ กับดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส (Dutch Mill GEN I Vi-Q+) “งานวันนี้สนุกมากๆ เลยค่ะ ได้ความรู้ในเรื่องพัฒนาการที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของลูก เป็นความรู้อีกด้านที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกนั้นเพียงดูแลบำรุงแค่สมองอาจไม่ พอ แต่ต้องดูแลสายตาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

เรายังได้ความรู้เรื่องโภชนาการสารอาหารต่างๆ ที่ควรเน้นให้เด็กในวัยลูก เช่น ผงกีวี่สกัด ที่มีลูทีนจากธรรมชาติ  วิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น และยังมีดีเอชเอ โอเมก้า 3 6 9 วิตามินบี 12 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในนม   ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัสเลยค่ะ

นอกจากนี้ยังมีโซนที่ชอบ คือ Eye Clinic และ Eye Consult ที่ลูกไปตรวจพัฒนาการสายตาสู่สมองน้องก็สนุกมากๆ กับกิจกรรมในงานอย่าง Smart Picture คิดเป็นภาพ ที่เป็นมิติการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง อย่างการจำแผนที่อิตาลี ก็คิดเป็นภาพรองเท้าบูท และเกม Eye Gym Eye Genius Dance ได้บริหารสายตากระตุ้นสมองด้วยค่ะ”

Eye-Brain Sync ดวงตา กับ สมอง ทำงานร่วมกัน อยากให้ลูกๆ มีพัฒนาการการมองเห็นที่ดีพร้อมสำหรับการเรียนรู้ ต้องมาจากการมีดวงตาที่สมบูรณ์ เพื่อให้สมองเกิดการเรียนรู้ขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่จะเน้นบำรุงสมองให้ลูกอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องบำรุงสายตาให้พลัสยิ่งกว่า … ดัช มิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส (Dutch Mill GEN I Vi-Q+) มีประโยชน์ต่อสายตาและสมองของเด็กๆ ค่ะ

ดวงตา

 

น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก

อยากผอมต้องสูตรนี้! 7 สูตร น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก สำหรับแม่หลังคลอด

หลังรู้สึกปลาบปลื้มกับความน่ารักน่าชังของลูกน้อยแล้ว แม่หลังคลอดหลายคนรู้สึกกังวลกับรูปร่างตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งน้ำหนักที่เหลือหลังคลอดและ “หน้าท้อง” สะสมอยู่รอบเอว และอยากลดน้ำหนักให้กลับมาหุ่นสวยเป๊ะเหมือนเดิม น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก เป็นทางเลือกสุขภาพที่ช่วยให้แม่ๆ ลดน้ำหนักได้อย่างเป็นธรรมชาติ แบบไม่ต้องกังวลว่าจะกลับมาอ้วนอีก

น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก สูตรปั้นหุ่นสวยของแม่หลังคลอด

สมูทตี้ หรือน้ำผักผลไม้ปั่น เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ใคร ๆก็ดื่มได้ไม่ยาก นอกจากรสหวานอร่อยจากผักผลไม้แท้ๆ แล้วยังช่วยลดน้ำหนักได้ดี เพราะดื่มได้บ่อยแทนการกินขนมจุกจิก หรือน้ำหวาน ทำให้แม่ควบคุมอาหารได้ดีขึ้นแบบไม่ต้องทนหิว ถ้ากินข้าวไม่อิ่มลองดื่ม น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก เพิ่มอีกสักแก้วก็อยู่ท้องพอดี แถมไม่ต้องกลัวอ้วน

น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก

 

ประโยชน์คับแก้วจาก น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก

1 ดื่มแค่แก้วเดียวเหมือนกินสลัดจานโต

เวลาอยากกินผักผลไม้เยอะๆ คนส่วนใหญ่มักสั่งสลัด แต่ต้องเคี้ยวจนเมื่อยปาก แถมอาจได้ไขมันส่วนเกินจากน้ำสลัดแบบไม่ตั้งใจ ถ้าเปลี่ยนมาเป็น น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก ที่ทำสดๆ ใช้เวลาดื่มไม่นานก็เท่ากับกินผักผลไม้ทั้งจานแล้ว

น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก

2 ช่วยปรับสภาพลำไส้และล้างพิษตกค้างในร่างกาย

เส้นใยอาหารจาก น้ำผักผลไม้ สูตรลดน้ำหนัก เป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยขับของเสียตกค้างออกจากลำไส้ พร้อมกับปรับสภาพการทำงานให้เป็นปกติ จากกินแป้งและเนื้อสัตว์ปริมาณมาก จนเป็นต้นเหตุของโรคท้องผูก บวมน้ำ สิว และผิวหยาบกร้าน

3 อุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวสวยของคุณแม่

คุณแม่หลังคลอดสูญเสียสารอาหารจำเป็นไปมากมาย อีกทั้งการอดอาหารแบบเดิมๆ ทำให้น้ำหนักลดลงจริง แต่ผิวหนังกลับหย่อนคล้อย หมองคล้ำไม่สดใส การดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นช่วยเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็นต่อผิว ควบคู่กับการลดน้ำหนัก หุ่นคุณแม่กลับมาเป๊ะปัง แถมผิวนุ่มกระจ่างใสไปพร้อมๆ กัน

น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก

ทำไมต้องกิน น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก หลายสี

ความลับธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่แฝงอยู่ในผักผลไม้ทุกชนิด คือ สารพฤกษเคมี หรือไฟโตนิวเทรียนต์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ผักผลไม้มีสี กลิ่น และรสชาติเฉพาะตัว  แถมยังมีสรรพคุณช่วยต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดด้วย น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก นี้จึงประกอบด้วย  7 สีหลัก ที่มีประโยชน์แตกต่างกันดังต่อไปนี้

น้ำผักผลไม้ปั่นสีเขียว ช่วงล้างพิษ

สรรพคุณ: แก้ท้องผูก ท้องอืด  บรรเทาอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง และความเครียด

เพราะในผักใบเขียวมีสารคลอโรฟิลล์ปริมาณมาก แค่ร่างกายดึงไปใช้เพียง 1 ส่วน ก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย ล้างลำไส้ให้สะอาด ไม่หลงเหลือสารพิษ ระบบเผาผลาญจึงททำงานดีขึ้นไปด้วย

น้ำผักผลไม้ปั่นสีแดง บำรุงผิวสวย

สรรพคุณ แก้ผิวหมองคล้ำจากการออกแดด ผิวเป็นตุ่มพอง และป้องกันมะเร็ง

อุดมด้วยสารไลโคปีน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งทำงานดีกว่าเบต้าโรทีมและวิตามินอีหลายเท่า จึงช่วยยับยั้งการเกิดเมลานินบนชั้นผิว ต้นเหตุของความหมองคล้ำ ผิวจึงกลับมาขาวกระจ่างใส

น้ำผักผลไม้ปั่นสีส้ม เพิ่มภูมิต้านทาน

สรรพคุณ บรรเทาโรคภูมิแพ้เกสระดอกไม้ อาการเริ่มต้นของโรคหวัด กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างผิวใหม่

อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ไม่เป็นหวัดง่าย และฟื้นฟูร่างกายจากอาการอ่อนล้าของแม่ ๆ ที่ต้องเลี้ยงลูกตลอด 24 ชม.

น้ำผักผลไม้ปั่นสีเหลือง เติมพลังให้ร่างกาย

สรรพคุณ บรรเทาอาการมือ-เท้าเย็น ฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า หรือรู้สึกไม่สดชื่น

โดยเฉพาะกล้วย ผลไม้สีเหลือที่มีฟรุตโตสที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันที ส่วนผลไม้สีเหลือชนิดอื่นเองมีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ไม่หยาบกร้าน และชะลอการเสื่อมของเซลล์

น้ำผักผลไม้ปั่น สูตรลดน้ำหนัก

น้ำผักผลไม้สีม่วง ชะลอวัย

สรรพคุณ บรรเทาอาการตาล้า โลหิตจาง และบำรุงผมให้เงางาม

อุดมด้วยสารแอนโทไซยานินช่วยผ่อนคลายสายตาที่ใช้อย่างหนัก และมีสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการผลัดเซลล์เก่าพร้อมสร้างเซลล์ใหม่ บรรเทาผิวหนังที่เสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลต

น้ำผักผลไม้สีชมพู บำรุงผิวสวย

สรรพคุณ แก้ปัญหาสิวและผิวแห้ง

สีชมพูที่ได้จากการผสมผักผลไม้สีแดงกับสีขาว ทำให้มีกรดแล็กติกและไอโชฟลาโวน ช่วยกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ผิวขาวใส ไร้ปัญหาสิว

น้ำผักผลไม้สีดำ แก้มือเท้าเย็น

สรรพคุณ แก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ บวมน้ำ และผิวหยาบกร้าน

สีดำจากส่วนผสมต่างๆให้ผลดีต่อสุขภาพแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดที่เลือกมากิน

อ่าน สูตรน้ำผักผลไม้ 7 สี ทำตามง่ายๆที่บ้าน หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โฟร์โมสต์คว้ารางวัล BEST BRAND AWARD

โฟร์โมสต์คว้ารางวัล BEST BRAND AWARD จากลาซาด้า

 

กรุงเทพ – บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม “โฟร์โมสต์”  นำโดย นายนกูล พรพิริยะกุลชัย ฝ่ายการตลาดดิจิทัล เข้ารับมอบรางวัล “BEST BRAND AWARD 2019” จาก มร.ยาน ฟอนเทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจลาซาด้า ที่มอบให้กับ โฟร์โมสต์ ในฐานะแบรนด์ที่มีอัตราการเติบโตบนแพลตฟอร์มลาซาด้า สูงสุดตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน 2562 รวมถึงแบรนด์มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างการเติบโตให้กับลาซาด้า ในงาน Lazada Mega Seller Conference 2019 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562

เปลี่ยนนามสกุลลูก

เปลี่ยนนามสกุลลูก กลับมาใช้นามสกุลของแม่ทำอย่างไร?

ตอบข้อสงสัย หากหย่ากันแล้วอยากให้ลูกกลับมาใช้นามสกุลของแม่ หรือ ยังไม่จดทะเบียนแต่อยาก เปลี่ยนนามสกุลลูก จากเดิมเป็นนามสกุลพ่อให้กลับมาเป็นนามสกุลแม่ทำได้ไหม อย่างไร?

เปลี่ยนนามสกุลลูก กลับมาใช้นามสกุลของแม่ทำอย่างไร?

การเปลี่ยนนามสกุลลูกจากเดิมที่ใช้นามสกุลของบิดาอยู่ ให้กลับมาใช้นามสกุลเดิมของมารดานั้น สามารถทำได้และไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมกรณีต่าง ๆ ในการ เปลี่ยนนามสกุลลูก และวิธีการเปลี่ยนดังต่อไปนี้

กรณีที่ 1 การเปลี่ยนนามสกุลลูกหลังจดทะเบียนหย่า

ในกรณีที่มีการจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาได้หย่าร้างกัน หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว คุณแม่ต้องการเปลี่ยนนามสกุลลูกจากเดิมเป็นนามสกุลของบิดา ให้กลับมาเป็นนามสกุลเดิมของมารดา สามารถทำได้หรือไม่?

ตอบ  หากมีการหย่าต้องรู้ว่าอำนาจปกครองอยู่ที่ใคร

  • ถ้าอำนาจปกครองอยู่ที่บิดา การขอใช้นามสกุลมารดาก็ต้องให้บิดามาให้ความยินยอมด้วย
  • ถ้าอำนาจปกครองอยู่ที่มารดา การขอใช้นามสกุลของมารดาให้มารดายื่นขอใช้นามสกุลได้ ณ สำนักทะเบียนอำเภอ/เขต ที่บุตรมีชื่ออยู่
เปลี่ยนนามสกุล
เปลี่ยนนามสกุล

กรณีที่ 2 การเปลี่ยนนามสกุลลูกหลังจดทะเบียนหย่า อำนาจปกครองบุตรเป็นของมารดา แต่บิดาสลักหลังให้ค่าเลี้ยงดูบุตรอยู่

ตอบ  กรณีที่บันทึกท้ายการหย่าระบุให้มารดามีอำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียวนั้น มารดาสามารถไปติดต่อสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านเพื่อขอเปลี่ยนนามสกุลบุตรได้ทันที โดยไม่ต้องให้บิดาเด็กให้ความยินยอมแต่อย่างใด และไม่ต้องสนใจว่าบิดาเด็กจะส่งเสียเลี้ยงดูบุตรอยู่หรือไม่ ในวันไปเปลี่ยนควรนำใบหย่าติดตัวไปด้วย 

กรณีที่ 3 การเปลี่ยนนามสกุลลูกในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ในใบเกิดมีชื่อบิดาเป็นพ่อของเด็ก แต่ติดต่อบิดาไม่ได้แล้ว

ตอบ หากติดต่อไม่ได้แนะนำให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อออกเอกสารยืนยันว่าไม่สามารถติดตามตัวได้ เพื่อยื่นขอเปลี่ยนนามสกุลต่อไป

 

 

เปลี่ยนนามสกุลลูก
เปลี่ยนนามสกุลลูก

เอกสารที่ใช้ในการเปลี่ยนนามสกุลลูก

เอกสารที่ใช้ในการขอเปลี่ยนนามสกุลบุตร ได้แก่

  1. สูติบัตรของบุตร
  2. สำเนาทะเบียนบ้านที่บุตรมีชื่ออยู่
  3. หลักฐานการจดทะเบียนหย่า
  4. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
  5. สำเนาทะเบียนบ้าน
  6. ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.2) หรือใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) หรือบันทึกข้อตกลงในการใช้ชื่อสกุล โดยให้นำใบเกิดของลูกไปยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม

ค่าธรรมเนียม : ฉบับละ 100 บาท กรณีการออกใบแทน  ฉบับละ 25 บาท

ยื่นคำร้องได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตที่ผู้ยื่นคำขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

เปลี่ยนนามสกุลบุตร
เปลี่ยนนามสกุลบุตร

เอกสารที่ใช้ในการขอเปลี่ยนนามสกุล (ภรรยา) ในกรณีสิ้นสุดการสมรส

เอกสารที่ใช้ในการขอเปลี่ยนนามสกุล กรณีสิ้นสุดการสมรส ได้แก่

  1. บัตรประจำตัวประชาชนผู้ยื่นคำขอ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. บันทึกข้อตกลงการใช้ชื่อสกุล กรณีคู่สมรสประสงค์จะใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือหลักฐานสิ้นสุดการสมรส หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สูติบัตร, สำเนาทะเบียนรับบุตรบุญธรรม, สำเนาทะเบียน  รับรองบุตร ฯลฯ

ค่าธรรมเนียม

  1. การเปลี่ยนชื่อสกุลครั้งแรกเมื่อจดทะเบียนสมรส ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  2. การเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะการสมรสสิ้นสุด ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  3. การเปลี่ยนชื่อสกุลภายหลังการจดทะเบียนสมรสครั้งต่อๆ ไป ฉบับละ 50 บาท
  4. การเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะเหตุอื่นๆ ฉบับละ 100 บาท

ยื่นคำร้องได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตที่ผู้ยื่นคำขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

และสำหรับกรณีที่บุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว คืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถตัดสินใจได้เองว่าต้องการที่จะใช้นามสกุลพ่อหรือแม่ จึงสามารถยื่นคำร้องเพื่อขอเปลี่ยนนามสกุลได้ด้วยตนเองเลย ไม่จำเป็นต้องดูว่าอำนาจการปกครองอยู่ที่ใคร

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, www.decha.com, สำนักงานเขตบางกะปิ, ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐฯ สายด่วน 1111

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การผ่าคลอด

การผ่าคลอด โดยไม่มีข้อบ่งชี้ เพิ่มความเสี่ยงจากการคลอด!!

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาประกาศจุดยืนเรื่อง การผ่าคลอด โดยไม่มีข้อบ่งชี้ เพิ่มความเสี่ยงจากการคลอดหลายอย่าง และมีความรุนแรงหลายระดับทั้งต่อมารดาและทารก

การผ่าคลอด โดยไม่มีข้อบ่งชี้ เพิ่มความเสี่ยงจากการคลอด!!

แม่ท้องที่อยู่ในช่วงของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2-3 มักจะเริ่มวางแผนคลอดลูก รวมถึงกังวลถึงความเจ็บปวดระหว่างคลอดธรรมชาติ (อ่าน คลอดธรรมชาติแบบบล็อคหลัง อีกหนึ่งทางเลือกของคุณแม่) ทำให้ต้องตัดสินใจว่าควรจะผ่าตัดคลอดหรือคลอดทางธรรมชาติดี ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงมีข้อมูลจากการประกาศจาก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ ถึงจุดยืนต่อการผ่าตัดคลอด ดังนี้

ในปัจจุบันนี้ การผ่าตัดคลอดมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศ การศึกษาและการประมวลผลจาก World Health Organization (WHO) พบว่า การผ่าคลอดนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้สูงกว่าการคลอดทางช่องคลอด และยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น รวมทั้งเกิดความสิ้นเปลืองของทรัพยากรอื่นๆ โดยไม่เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อกำหนดถึงอัตราการผ่าตัดคลอดที่เหมาะสมที่เป็นมาตรฐานยอมรับกันทั่วโลก เพราะอัตราดังกล่าวขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ของแต่ละประเทศ การศึกษาในประเทศไทยพบว่า อัตราการผ่าตัดคลอดในสถานพยาบาลของรัฐในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่สูง คือ ประมาณร้อยละ 30-50 และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การประเมินอัตราการผ่าตัดคลอดนั้น WHO แนะนำให้สถานพยาบาลใช้การเก็บข้อมูลแบบ Robson Classification ซึ่งเป็นวิธีการที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ในการประเมิน ติดตาม เปรียบเทียบข้อมูลทั้งภายในและระหว่างสถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ รวมทั้งใช้ในการวางแผนการพัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของการดำเนินงานเพื่อลดการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น

ผ่าตัดคลอด
ผ่าตัดคลอด

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรหลักของประเทศในการกำกับดูแลด้านวิชาการและมาตรฐานวิชาชีพสาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ขอประกาศจุดยืนเกี่ยวกับการผ่าตัดคลอดในประเทศไทย ดังต่อไปนี้

  1. การผ่าตัดคลอด ควรทำเฉพาะในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น คือเมื่อทารกไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัย หรือเมื่อมารดามีภาวะแทรกซ้อนขั้นรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้
  2. ประชาชนควรทราบว่าการผ่าตัดคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพิ่มความเสี่ยงจากการคลอดหลายอย่าง และมีความรุนแรงหลายระดับทั้งต่อมารดาและทารก มากกว่าการคลอดทางช่องคลอด
  3. การผ่าตัดคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
  4. ก่อนการผ่าตัดคลอด สตรีตั้งครรภ์ทุกรายควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและเหมาะสม เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของการผ่าคลอดจากบุคลากรทางการแพทย์ จนเข้าใจดีและยินยอมรับการผ่าตัด
  5. สตรีตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคลอดตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ควรสามารถเข้าถึงสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการผ่าตัดคลอดได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา
  6. อัตราการผ่าตัดคลอดที่เหมาะสมของแต่ละสถานพยาบาลอาจแตกต่างกัน เพราะแปรผันตามบริบทและสถานการณ์ที่รับผิดชอบ
  7. สถานพยาบาล หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้องควรเก็บข้อมูลการคลอดแบบ Robson classification เพื่อประโยชน์ในการประเมินและติดตามข้อมูลสำหรับการวางแผนการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานเพื่อลดการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น

ประกาศ ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2562

พลอากาศโทนายแพทย์การุณ เก่งสกุล ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย คนที่ 18

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 10 ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ของ การผ่าคลอด

นิทานอีสป

12 นิทานอีสป เน้นข้อคิด! “สอนลูกให้ฉลาดทันคน รู้จักเอาตัวรอด”

รวม นิทานอีสป 12 เรื่อง คัดมาให้แล้ว! รวมคลิป นิทานอีสป พร้อมข้อคิด นิทานอีสปสั้นๆ เน้นสอนใจเด็กๆ ให้ฉลาดทันคน และเอาตัวรอดใช้ชีวิตได้ในยุค 4G

12 นิทานอีสป เน้นสอนลูกให้ฉลาดทันคน รู้จักเอาตัวรอด

การจะปลูกฝังและบ่มเพาะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้น จะต้องทำกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ ซึ่งต้องช่วยกันอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูให้ลูกมีคุณธรรมในด้านต่าง ๆ และพ่อแม่ก็ต้องปฏิบัติตามนั้นพร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย

Must read : อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง ดีอย่างไร?

Must read : อ่าน นิทานก่อนนอน เสริมพัฒนาการลูกน้อยตามวัย เริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด

ทั้งนี้ นิทาน ก็ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่พ่อแม่มักใช้ในการเล่าเรื่องให้กับเด็ก ๆ ฟัง โดยนิทานส่วนใหญ่จะมีการสอดแทรกข้อคิดดี ๆ เข้าไปในเนื้อเรื่อง เพราะสำหรับเด็กเล็ก ๆ แล้วการสอนในเรื่องต่าง ๆ ผ่านเรื่องเล่าโดยเฉพาะถ้ามีภาพเป็นการ์ตูนสีสันสวยงามอย่างนิทาน จะยิ่งทำให้เด็ก ๆ ชอบฟัง ถือเป็นการดึงดูดความสนใจให้ลูกพร้อมที่จะรับในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการสอน ผ่านสื่อที่ให้ความสนุกสนาน โดยที่สื่อนั้นควรสอดแทรกคติสอนใจเข้าไปด้วย เพราะจะทำให้ลูกได้รับทั้งความสนุกและได้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ที่ค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในสมองน้อย ๆ ของเขา อย่างนิทานที่เด็กชอบฟังกันเพราะเป็นเรื่องที่มีสัตว์เป็นตัวละคร ก็คือ นิทานอีสป

Must read : กรมอนามัยชี้! อ่านนิทานให้ลูกฟัง ช่วยเสริมพัฒนาการและสติปัญญา

นิทานอีสป คือ?

เป็นหนึ่งในนิทานชื่อดัง ที่แต่งโดยทาสชาวกรีก ชื่อ อีสป ถือเป็นนักเล่านิทานอัจฉริยะของโลก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้คนที่ได้ฟัง โดยจะเป็นเรื่องสั้นที่ให้คติคำสอน สอดแทรกศีลธรรมและสอนบทเรียนให้กับเด็กๆ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ ซึ่งเนื้อเรื่องมักจะมีอารมณ์ดี สนุกสนาน เป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมาเป็นตำนาน และตอนจบที่เป็นบทสรุปของเรื่องก็จะมีคำว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า” เด็กที่อ่านหรือฟังนิทานอีสปบ่อย ๆ ก็จะจำกันได้

ทั้งนี้ลักษณะเด่นของ หนังสือนิทานอีสป มักจะใช้สัตว์เป็นตัวนำเรื่อง โดยสัตว์ต่างๆ จะกระทำและพูดคุยเหมือนคน แต่ว่าจะรักษาลักษณะของสัตว์ชนิดนั้นๆไว้ เช่น เสือดุร้าย ลาโง่เขลาเชื่องช้า หมาป่าเจ้าเล่ห์ นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบของตัวละครที่เป็นสัตว์กับนิสัยต่างๆ ของมนุษย์ เช่น หมาจิ้งจอก มักจะหมายถึงคนเจ้าเล่ห์ สิงโตหรือราชสีห์ มักจะหมายถึงหรือเป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจ หนู หมายถึงผู้ต่ำต้อย ลา มักจะหมายถึงผู้ที่ด้อยสติปัญญา เป็นต้น

Must read : อยากให้ลูกฝันดีต้อง เล่านิทานให้ลูกฟัง

ทั้งนี้ นิทานอีสป ก็มีหลายเรื่องที่ให้ข้อคิดแตกต่างกันออกไปมากมาย แม่ฮันน่าห์ ผู้เขียนบทความเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงได้คัดตัวอย่างของนิทานอีสปที่มีข้อคิดสอนใจเด็ก ๆ เกี่ยวกับ การให้รู้จักฉลาดทันคน เอาตัวรอดในสังคมยุคนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข จะมีเรื่องใดบ้าง ตามมาดูกันเลย

ข้อคิดสอนใจ “อย่าประมาท” จากเรื่อง มดกับตั๊กแตน

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : MISbook Channel

 

ข้อคิดเตือนว่า อย่าหาเหตุผลจากคนพาล จากเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Chon Chonlawit

คติ “ไม้นวมดีกว่าไม้แข็ง” จากเรื่อง ลมกับพระอาทิตย์

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : ตัวกะเปี๊ยก TV

 

ข้อคิดเรื่องเมื่อมีภัยควรตั้งสติแล้วใช้ปัญญาแก้ไข จากเรื่อง ไก่ฟ้ากับหมาจิ้งจอก

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : KnocKnacK Chanel

 

ดูต่อ “7 นิทานอีสปสอนใจลูกให้รู้จักเอาตัวรอด ฉลาดทันคน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ซาลโมเนลลา

ลูกติดเชื้อ “ซาลโมเนลลา” เตือนอย่าเอามือเข้าปาก กินอาหารไม่สุก

แม่แชร์อุทาหรณ์ ลูกสาววัย 11 เดือน ติดเชื้อ ซาลโมเนลลา มีไข้สูง ถ่ายเหลว จนต้องแอดมิท เตือนอย่าทานอาหารที่ไม่สุกและน้ำที่ไม่ได้ต้มสุก

ลูกติดเชื้อ “ซาลโมเนลลา” เตือนอย่าเอามือเข้าปาก กินอาหารไม่สุก

เด็กที่อยู่ในวัยหยิบจับสิ่งของเข้าปาก เอามือเข้าปาก มักจะเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้ รวมถึงเชื้ออุจจาระร่วง ซาลโมมเนลลา เช่นกัน เชื้อนี้เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงและมีไข้ แต่เมื่อเกิดกับเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันน้อยแล้วล่ะก็ อาการต่าง ๆ ก็จะรุนแรงขึ้น ดังเช่นอุทาหรณ์จากคุณแม่จากเพจแม่มาเม้าท์ ที่ได้เล่าเรื่องราวการติดเชื้อ ซาลโมเนลลา ที่เกิดกับลูกสาววัย 11 เดือน ดังนี้

Hi Salmonella
บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับลูกสาวแม่ กับโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อซานโมเนลลา หรือจะอ่านว่าซัลโมเนลลาก็ได้ โดยเชื้อโรคนี้จะเกิดกับเด็กเล็กตั้งแต่ 0-15 ปี ใช่ค่ะน้องเจอแปนโดนแจ็คพอตนี้เข้าไปเต็มๆ น้องถูกเลือกให้ติดเชื้อนี้ตั้งแต่อายุ 11 เดือน ไม่สิ แม่หยิบยื่นเชื้อไวรัสนี้ให้น้องเอง เดี๋ยวแม่จะบอกนะว่าน้องนี้ได้รับเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมาน้องแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย และนี่เป็นครั้งแรกหนักหนาเหลือเกิน จนต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลถึง 4 วัน 3 คืน

อาการเริ่มต้น (วันศุกร์)
เริ่มตัวร้อนมีไข้ ไข้จะขึ้นๆ ลงๆ แต่ยังเล่นได้ กินได้ปกติ แค่ซึมๆ นิดหน่อย และติดแม่มาก ไม่ค่อยเอาใคร วันแรกที่มีไข้ เมื่อแม่พาน้องไปหาหมอ หมอวัดไข้ได้ 39.6 องศา ตัวร้อนมาก น้องซึมๆ พยาบาลพาไปเช็ดตัว เช็ดๆ ถูๆ แรงมาก มันเป็นวิธีที่จะทำให้ไข้ลด ขยี้หัว ขยี้หลัง ทั้งตัว จนไข้ลดเหลือ 37 องศากว่า หลังจากนั้นเข้าพบหมอเพื่อประเมิณอาการเบื้องต้น หมอให้ยาลดไข้ และให้เช็ดตัวบ่อยๆ และกลับมาดูอาการที่บ้าน

อาการคืนแรก (คืนวันศุกร์-เช้าวันเสาร์)
มีไข้ขึ้นๆ ลงๆ แต่เมื่อประมาณตีสาม ไข้ขึ้นสูงมาก แม่เช็ดตัวให้แทบจะทุกชั่วโมงเลย อาการเริ่มออก น้องท้องเสียถ่ายประมาณ 3 รอบ อุจจาระมีกากอาหารมีน้ำเยอะมาก 2 รอบแรกเต็มแผ่นผ้าอ้อมสำเร็จรูป ส่วนรอบ 3 เริ่มมีน้ำจนน่ากังวล จึงตัดสินใจพาโรงพยาบาลอีกครั้ง น้องร้องไห้หนักมาก เริ่มงอแงไม่ค่อยเอาใคร วัดไข้ วัดชีพจรก็ร้องไห้ วันนั้นจึงตัดสินใจแอดมิท

วันแรกที่แอดมิท (เช้าวันเสาร์-คืนวันเสาร์)
วัดไข้ วัดชีพจร เจาะเลือดพร้อมกับดูดเลือดออกไปตรวจถึง 3 หลอด แล้วเปลี่ยนเป็นสายให้น้ำเกลือ น้ำเกลือขวดแรกเริ่มขึ้น น้องซึมๆ อยู่ เล่นแฟลชการ์ดได้ แต่กินข้าวได้น้อยมาก หลังจากนั้นก็แปะที่เก็บปัสสาวะ และตักอุจจาระไปตรวจ วันนี้ยังมีไข้ตัวร้อนอยู่ตลอด พยาบาลเข้ามาวัดไข้แทบจะทุกชั่วโมง เพราะไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศากว่า เช็ดตัว ให้ยาลดไข้ ดีขึ้นมาหน่อย เป็นแบบนี้จนถึงเช้า น้องไม่ค่อยงอแงจะมีร้องไห้ โวยวายตอนมาวัดไข้ และก็เช็ดตัว (มียาหลังอาหาร 3 มื้อ เป็นยากลุ่มฆ่าเชื้อประมาณ 4 ตัว)

โรคติดเชื้อซาลโมเนลลา
โรคติดเชื้อซาลโมเนลลา

วันรุ่งขึ้น (เช้าวันอาทิตย์-คืนวันอาทิตย์)
อาการยังทรงๆ หมดน้ำเกลืขวดแรกไปเติมขวดที่สองต่อ วันนี้ถ่ายประมาณ 6 ครั้ง (อุจจาระมีสีเขียวเข้มๆ มีมูกด้วย มูกใสๆ ยืดๆ บางรายมีมูกและมีเหลือ นี่ถือว่าเบาหน่อย) น้องทานอาหารในแต่ล่ะมื้อได้น้อย มื้อล่ะ 5 คำ ทานนมได้ 3 มื้อ มื้อล่ะ 3-4 ออนซ์เป็นนมสูตรใหม่ที่ทางโรงพยาบาลปรับให้สำหรับน้องที่ยังท้องเสียอยู่ วันนี้ก็เช่นกันที่มีไข้สูง 39-40 องศา แม่รู้ว่าเค้าปวดท้อง เพราะแม่เอาเค้ามานอนบนตัวเค้าจะอ้อนๆ หน่อย คือเค้าจะเกร็งท้อง เหมือนกันคนที่แขม่วพุงขึ้นลงอยู่แบบนั้น แค่ตด อุจจาระก็เล็ดออกมาแล้ว ผลการเพาะเชื้อออกแล้ว หมอว่าน้องติดเชื้อในลำไส้ และกระเพาะอาหาร เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ซาลโมเนลลา หมออธิบายตัวเชื้อและสาเหตุไปเบื้องต้น เดี๋ยวแม่จะอธิบายอีกทีว่ามาได้อย่างไร

วันถัดมา วันแม่แห่งชาติ เช็คอินโรงพยาบาลช่วงเวลาดีๆ ที่วันนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว (เช้าวันจันทร์-คืนวันจันทร์)
อาการเริ่มดีขึ้นแล้วค่ะ ไข้ลงมา 36 37 ร่าเริงแล้ว แต่ก็ยังท้องเสียอยู่ ถ่ายมา 5-6 ครั้ง วันนี้น้องทานได้เยอะขึ้น อาหารยังอ่อนอยู่

วันนี้หนูพร้อมกลับบ้านแล้ว พอแล้วโรงพยาบาล (เช้าวันอังคาร)
ก่อนกลับบ้านวันนี้ มีหมอมาตรวจประเมิณอาการดูว่ากลับบ้านได้แล้ว แต่ยังคงต้องกินยาฆ่าเชื้ออยู่ เพราะเชื้อจะอยู่ในร่างกายราวๆ 1 สัปดาห์ วันนี้มีการเก็บอุจจาระอีกครั้งเพื่อไปเพาะเชื้อ แต่ช่วงที่เก็บน้องยังไม่ถ่ายท้อง พยาบาลใช้ไม้ที่หุ้มสำลี คัตเติลบัตนั่นแหละแต่ไม้จะยาวๆ และหัวใหญ่อยู่ แหย่เข้าไปในรูทวารน้อง น้องนอนนิ่งไม่ร้องเลย ทำเอาแม่

สาเหตุ
ด้วยความที่แม่อยู่กับน้องแทบจะ 24 ชั่วโมง เลยรู้กิจวัตรประจำวัน ทำไรมา กินอะไรเข้าไป โดยวันก่อนที่จะมีไข้ แม่พาน้องไปทานอาหารนอกบ้าน แล้วด้วยความเสียดายเงินสิบบาทยี่สิบบาท แม่หยิบน้ำขวดหลังรถให้น้องทาน จริงๆ น้องมีน้ำขวดต้มสุกส่วนตัวแต่แม่ไม่ได้หยิบลงไป ตอนหยิบก็เอะใจ ไม่เป็นไรหรอก เพราะปกติก็เคยทานได้อยู่ แจ็คพอตแตกเลย นั้นแหละเป็นสาเหตุ เพราะน้ำที่อยู่ในรถและตากแดดเป็นเวลานาน เป็นแหล่งเพาะเชื้อดีๆ นี่เองซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ในรถนานแค่ไหนแล้ว ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็มาจากน้ำดิบ น้ำที่ไม่ได้ต้มสุก น้ำแข็ง การหยิบจับของเล่นเข้าปาก เอามือเข้าไป ตัวนี้ก็มีส่วนเช่นกัน อาหารไม่สุกก็ด้วยนะ ที่หมอเค้าบอกมาค่ะ

อ่านต่อ ใช้ขวดน้ำซ้ำ ถูกวิธี ลูกน้อยห่างไกลจากการติดเชื้อ

อ่านต่อ หมอเตือน! ระวัง 2 ตัวการ ลูกท้องเสีย ท้องร่วง

การป้องกัน และการรักษาอย่างต่อเนื่อง เชื้อจะอยู่ราวๆ 1 สัปดาห์
การป้องกันก็ต้องดูแลความสะอาดมือเป็นพิเศษหน่อย หมั่นล้างมือบ่อยๆ เช็ดข้าวของ ของเล่นด้วยแอลกอฮอล์ลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ  ตอนนี้ก็เลี่ยงการดื่มน้ำจากขวด ให้กินน้ำต้มสุกแล้ว แม่พลาดเองจริงๆ ช่วงกลับมาจากโรงพยาบาลก็กินยากลุ่มฆ่าเชื้อวันละ 5 ครั้ง กินต่อเนื่องจนยาหมด ประมาณ 10 วันนับจากวันที่เป็น น้องมีเรียนว่ายน้ำก็ต้องหยุดไปก่อน เพราะยังท้องเสียอยู่ ไม่ควรนำเชื้อโรคไม่แพร่ไปสระ อันนี้กาดอกจันทน์ไว้เลยนะ ถ้าเด็กท้องเสียอย่าพาลงสระ เพราะจะแพร่เชื้อโรคให้คนอื่นได้ แม่ต้องให้น้องหยุดไปเทมอนึงก่อน แล้วค่อยไปเรียนใหม่ กลับมาบ้านครั้งนี้ก็ดูแลรักษาความสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม น้องเริ่มทานอาหารได้เยอะเหมือนเดิม แต่ยังคงงดผักผลไม้ ขับถ่ายดีขึ้นไม่มีมูกแล้ว เริ่มมีชื้นเนื้อๆ บ้าง แต่ยังไม่ปกติ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ เรื่องราวของหนูจะเป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มากก็น้อยนะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ซาลโมเนลลา คืออะไร? พบเชื้อได้ที่ไหนและอาการแบบไหนคือสัญญาณอันตราย?

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก โดย พ่อเอก

คุณพ่อคุณแม่เชื่อว่าเด็ก 3-4 ขวบ มีความรับผิดชอบได้มากแค่ไหน? ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า ‘อย่าเพิ่งไป serious อะไรกับเด็ก เด็กก็คือเด็ก’ ถูกเลยฮะ เด็กก็คือเด็ก … แต่ทำไมคิดว่า ‘เด็กยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เลยไม่ สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ ’ หรือจริงๆ แล้ว ‘เราเองที่ไม่เชื่อ จึงไม่ใช้เวลากับเรื่องนี้มากพอ’

เพราะการสอนให้เด็กรู้จักความรับผิดชอบ ใช้เวลามากกว่าสอนเด็กโตเยอะนัก … แต่ไม่ใช่ว่า เขาสอนไม่ได้ และถ้าเลือกไม่สอนตอนนี้ เมื่อเขาโตพอ ที่จะสอนได้ มันก็ไม่ง่ายที่เขาจะทำตาม

ผมเริ่มสอนให้ปูนปั้นเรียนรู้คำว่า responsibility ตั้งแต่ 2-3 ขวบ ซึ่งดูท่าเขาจะชอบใจมาก เมื่อรู้คำอธิบายและยิ่งดีใจเมื่อได้รับคำชมว่าเขามี responsibility ผมยกตัวอย่างให้ฟัง 3 เรื่องครับ

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ เรื่องแรก : ผมชงน้ำแดงให้ปูนปั้นดื่มแล้วผมก็งีบไป พอตื่นขึ้นมา ปูนปั้นก็เดินมาบอกว่า “ปูนปั้นทำน้ำแดงหก” แล้วจูงมือผมไปดูที่ครัวว่า น้ำหกตรงนี้ แต่ “ปูนปั้นไปเอาผ้ามาเช็ดแล้วครับ” ผมชมเขา แล้วแตะๆ พื้น มันยังเหนียวอยู่ ปะป๊าเอื้อมไปเอาทิชชู่เปียกจะมาเช็ด ปูนปั้นขอเช็ดเอง พร้อมคำพูดว่า“ทำหกเองก็ต้องเช็ดเองใช่มั้ยครับ

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ เรื่องที่ 2 : ปูนปั้นออกไปช่วยผมเล็มต้นไม้ เรียกว่าไปป่วนดีกว่าแต่เขาก็สนุกกับทุกอย่างที่เป็นเรื่องใหม่ๆ พอเล็มเสร็จ ปกติผมก็จะกองๆ ไว้ที่พื้น แล้วว่างๆ จะมาเก็บอีกที ปูนปั้นถามผมว่า “Is it good?” (ที่จะทิ้งมันไว้อย่างนี้) แล้วก็ตอบเองว่า “It’s not good na krub Papa” ผมเลยต้องไปหยิบถุงมาแล้วเจ้าตัวป่วนก็ช่วยเก็บ

สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ เรื่องที่ 3 : เราไม่สนับสนุนให้ปูนปั้นดูจอ แต่ตอนนั้นปูนปั้นใกล้ 4 ขวบแล้ว เราก็จะยอมบ้างเป็นกรณี ถ้าเป็นเรื่องราวที่ดี เช่น สัตว์ อวกาศ รถไฟ เป็นต้น แต่ไม่มีเด็ดขาด พวกยอดมนุษย์หรือการ์ตูนรุนแรงทั้งหลาย ช่วงนั้นที่ปูนปั้นชอบมากเลยก็จะพวก ยานอวกาศ, ดาวเทียม , จรวด, ดาวเคราะห์ต่างๆ ไปจนถึงแรงโน้มถ่วง (โอ้ยยย อธิบายแทบจะไม่ถูก เวลามีคำถาม) วันหนึ่งปูนปั้นขอดู clip การปล่อยยานอวกาศ ผมโอเคว่าให้ดูแค่ 2 คลิปนะ (คลิปนึงประมาณ 5-8 นาที) แล้วผมก็ยื่นมือถือให้ แล้วก็ทำไม่สนใจ สักพัก ปูนปั้น หยิบมาคืน “Papa krub, I watched 2 clips already

เด็กสอนได้ เด็กรู้จักความรับผิดชอบ เราพร้อมจะเหนื่อยอธิบายหรือป่าว? เพราะความเหนื่อยไม่ได้อยู่ที่การอธิบาย แต่อยู่ที่อธิบายจนเขาสามารถอธิบายกลับให้เรารู้ว่าเขาเข้าใจอย่างไร เพราะการส่งเสริม ไม่ได้อยู่ที่การพยายามบีบบังคับ แต่อยู่ที่พยายามให้กำลังใจเขาทุกครั้ง ชมลูกทุกครั้งที่เขาทำดี

อ้อ เรื่องอันตรายทิ้งท้ายอีกนิดครับ ยุคนี้เป็นยุคที่เด็กน่าสงสารเพราะต้องโดยติวๆๆๆ จนแทบไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กๆ แต่จะมีผู้ปกครองอีกสายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนั้นและอยากให้ลูกใช้ชีวิตแบบเด็ก ซึ่งตรงนี้เราเห็นด้วยและเราก็มาสายนี้ แต่ก็ทำให้เกิดคำเรียกประมาณว่า พ่อแม่สายชิล ซึ่งความอันตรายมันไปอยู่ที่การตีความคำว่าชิลแบบผิดๆ บางอย่างมันไม่ใช่ชิลแต่มันคือการสอนให้ลูกไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ และนั้นจะปลูกฝังความเข้าใจผิดไปในตัวเด็ก เช่น การไปโรงเรียนสาย, การไม่ทำการบ้าน, การโวยวายวิ่งในร้านอาหารและพ่อแม่มองว่าไม่เป็นไรเด็กๆ ก็ต้องซน, การที่เห็นเด็กทิ้งของ ทำของหก ในที่สาธารณะและคุณพ่อคุณพ่อปล่อยผ่าน เป็นต้น เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องชิลนะครับ

เด็กก็คือเด็ก ถ้าคุณสอนถูกต้อง เขาก็จะทำถูกต้อง แต่ถ้าสอนผิดเขาก็เป็นอย่างที่คุณสอน

ต่อให้เขาเคยทำดี แต่เด็กก็คือเด็ก อาจจะทำแค่ครั้ง สองครั้ง แล้วเขาเลิกทำ ถ้าคุณหมดกำลังใจ มันก็จบ แต่หากคุณพูดคุยกับเขาต่อ คุณทำให้เขารู้ว่า ‘ภูมิใจและชื่นชม’ เดี๋ยวเขาเขาจะกลับมาทำต่อ

เคล็ดลับ สอนลูกให้มีความรับผิดชอบ มันอยู่ตรงนี้ครับ

  • ยอมเหนื่อยที่จะอธิบายซ้ำ บนรอยยิ้ม
  • คุณหมอพัฒนาการท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า เด็กทำดี ไม่ใช่เรื่องคุณธรรม ศีลธรรม เพราะเขาอาจจะยังไม่เขาใจ เขาทำเพราะอยากได้รับคำชม ดังนั้น อยากให้เขาทำดี ต้องชมเขา เมื่อเขาทำดี และเมื่อทำดีบ่อยๆ เขาเติบโตเรียนรู้ เรื่องคุณธรรมศีลธรรม มันก็จะส่งเสริมต่อไปเอง

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

แนะนำ 4 “บอร์ดเกม” ฝึกลูกสมองไว ไหวพริบดี

“ลูกช่างถาม” รับมืออย่างไร ไม่ขัดพัฒนาการลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รวมสูตรบำรุงสมองลูก เมนูเด็ก3ขวบ ใน 1 วันกินอะไรดี

เมนูเด็ก3ขวบ เป็นหนึ่งในคำถามที่พ่อแม่อยากรู้และใช้ค้นหาในอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยๆจนน่าแปลกใจ เพราะจริง ๆ แล้วเด็กวัยนี้น่าจะคุ้นเคยกับอาหารหลายชนิด และสามารถกินอาหารเองได้แล้ว แต่กลับพบว่าหลายบ้านที่ลูกยังมีปัญหาเรื่องการกินอยู่ เช่น กินอาหารซ้ำๆ เลือกกิน กินน้อย และไม่กินผัก เป็นต้น

เมนูเด็ก3ขวบ แสนอร่อยตลอดวัน ช่วยบำรุงสมองให้พร้อมเรียนรู้

เด็กอายุ 3 ขวบเป็นวัยที่เริ่มไปโรงเรียน และออกไปพบเจอประสบการณ์ใหม่นอกบ้าน ร่างกายเติบโตจากวัย 1-2 ขวบอย่างชัดเจน สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เช่นวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่ายได้อย่างคล่องแคล่ว และอยากลองทำกิจกรรมที่ท้าทายมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ดี  และมักต่อต้าน ขัดขืนคำสั่งพ่อแม่อยู่เนืองๆ

เมนูเด็ก3ขวบ

ฤทธิ์ความดื้อนี้สร้างปัญหาต่อพฤติกรรมการกินด้วย เด็กวัยนี้หลายคนมักเลือกกิน ไม่เหมือนวัย 1-2 ขวบที่ไม่ว่าแม่จะทำเมนูไหนลูกก็ยอมกินแค่โดยดี  ถึงจะกินปริมาณน้อยแต่อาจไม่ปฏิเสธ แต่เด็ก3 ขวบเขารู้แล้วว่าตัวเองชอบกินอะไร ไม่ชอบอะไร ถ้าเจอเมนูที่ไม่ถูกใจก็สามารถบอกได้ชัดเจนทันทีว่า ไม่ชอบผัก ไม่ชอบปลา ถ้าปฏิเสธอาหารจานนั้นไม่ได้ก็ใช้วิธี “อมข้าว” แทน เมนูเด็ก3ขวบ จึงต้องแตกต่างไปจากเดิม

นอกจากแม่ต้องทำจานโปรดของลูกแล้ว ต้องสรรหา เมนูเด็ก3ขวบ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทำให้ลูกได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ยิ่งดีไปกว่านั้นอาหารยังช่วยบำรุงสมองลูก มีคุณค่าสูง ดีต่อสุขภาพเพื่อให้ลูกเจริญเติบโต มีความพร้อมทั้งร่างกาย สมองและจิตใจ พร้อมกับการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและนอกบ้านได้อย่างเต็มที่

เคล็ดลับ เมนูเด็ก3ขวบ ลูกกินง่าย

  • สร้างบรรยากาศการกินอาหารให้สนุกสนาน แม้ลูกจะไม่ยอมกินข้าว หรือกินน้อยจนทำให้แม่รู้สึกหงุดหงิด แต่ไม่ควรใช้วิธีบังคับ ดุด่า เพราะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และทำให้เวลากินข้าวกลายเป็นช่วงเวลาที่ลูกหวาดกลัว การปรับพฤติกรรมการกินยิ่งยากขึ้นไปอีก

 

  • พลิกแพลงเมนูหลากหลายจากอาหารที่ลูกชอบ เด็กวัยนี้มักกินอาหารซ้ำๆ แต่คุณแม่ไม่จำเป็นต้องทำเมนูเดียวเท่านั้น อย่างเช่น ลูกชอบกินไก่ทอด ลองปรับเป็นเมนูไก่น้ำแดง เพื่อให้มีรสชาติต่างจากเดิมและใส่ผักชิ้นเล็กให้ลูกคุ้นเคยด้วย

 

  • แต่งตัวให้จานโปรด นอกจากรสอร่อยแล้ว หน้าตาอาหารสีสันน่ากินช่วยกระตุ้นให้ลูกกินอาหารได้ง่ายขึ้น เช่นจัดเป็นเบนโต๊ะตัวการ์ตูนที่ลูกชอบ หรือใช้พิมพ์คุกกี้มากดผัก เนื้อสัตว์มีเป็นของเล่นชิ้นโปรด วิธีนี้ช่วยให้ เมนูเด็ก3ขวบ น่ากินมากขึ้น

มื้อเช้าสำหรับ เมนูเด็ก3ขวบ

เมนูเด็ก3ขวบ

ข้าวโอ๊ตนมสดผลไม้แห้ง

ข้าวโอ๊ต                  2             ช้อนโต๊ะ

ผลไม้อบแห้ง เช่น ลูกเกด สตรอว์เบอร์รี่                2             ช้อนโต๊ะ

นมสดรสจืด            ½            ถ้วย

น้ำตาลทราย (ไม่ขัดสี)          1             ช้อนชา

วิธีทำ

ต้มน้ำตาลในนมสดให้ละลายหมด คนให้เข้ากัน แล้วใส่ข้าวโอ๊ตกับผลไม้อบแห้งลงไปตุ๋นให้สุก ตักใส่ถ้วยรอให้เย็นลงสักหน่อยก่อนให้ลูกกิน

เคล็ดลับความอร่อย:  ลองชิมผลไม้อบแห้งก่อน หากหวานพอแล้วไม่ต้องเติมน้ำตาลอีก

 

เมนูเด็ก3ขวบ

โจ๊กหมูข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง                               ¼             ถ้วย

หมูสับ                                     ¼             ถ้วย

ใบตำลึงลวกสับ                     2             ช้อนโต๊ะ

แครอทสับ                               1             ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว                                  2             ช้อนโต๊ะ

น้ำเปล่า                                  1              ถ้วย

วิธีทำ

1.ต้มข้าวกับน้ำครึ่งถ้วยนาน 15 นาที พอเมล็ดข้าวบาน แล้วเติมน้ำที่เหลือแล้วต้มต่ออีก 10 นาทีจนข้าวสุกนิ่ม จากนันบดผ่านกระชอนให้ละเอียดเป็นโจ๊ก

2.เทข้าวลงหม้อใบเดิมแล้วต้มให้เดือด (ถ้าแห้งไปให้เติมน้ำ) ระหว่างนี้ ผสมเนื้อหมู ตำลึง แครอท และซีอิ๊วขาวครึ่งช้อนโต๊ะให้เข้กัน ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วต้มกับข้าวจนสุกดี ปรุงรสด้วยซีอิ๊วที่เหลือ ปิดเตา ตักใส่ถ้วย ตามด้วยไข่ลวก

เคล็ดลับความอร่อย: เติมความอิ่มด้วย นมจืด 1 แก้ว กับมะละกอสุก 4-5 ชิ้น

มื้อเที่ยงสำหรับ เมนูเด็ก3ขวบ

เมนูเด็ก3ขวบ

ราดหน้าเส้นหมี่กุ้ง

เส้นหมี่ขาวหรือข้าวกล้องลวกสุกหั่นเป็นท่อน                     ½             ถ้วย

กุ้งสดหั่นชิ้นเล็ก                     2              ตัว

แครอทหั่น ถั่วลันเตา และเมล็ดข้าวโพด                2              ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด (ละลายน้ำ  2 ช้อนโต๊ะ)  2  ช้อนชา

น้ำมันงา                                 1             ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว                                  1              ช้อนชา

น้ำตาลทราย                          1             ช้อนชา

น้ำซุปผัก                                 ½             ถ้วย

น้ำมันพืช                                 1              ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผัดกุ้งกับน้ำมันในกระทะให้สุก ตามด้วยผักทั้งหมด พอสุแล้วเติมน้ำซุป ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลลงผัดให้เดือด เติมแป้งละลายน้ำ คนให้เข้ากันเหยาะน้ำมันงา ปิดเตา ตักราดบนเส้นหมี่ให้ทั่ว

เมนูเด็ก3ขวบ

สปาเกตตีผัดแฮม

เส้นสปาเกตตีต้มสุก                              ½             ถ้วย

แฮมหั่นชิ้น                                              2              ช้อนโต๊ะ

แครอท ถั่วลันเตา และเมล็ดข้าวโพด  1             ช้อนโต๊ะ

บรอกโคลีหั่นลวก                                  1              ช้อนโต๊ะ

ซอสมะเขือเทศ                                       2-3          ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส                                             2             ช้อนชา

เกลือป่น                                                  1/8         ช้อนชา

เนยเค็ม                                                   1              ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผัดแฮมกับเนยให้ร้อน ใส่เส้นสปาเกตตี ซอสมะเขือเทศ ซอสปรุงรส และเกลือผัดให้เข้ากันดี (ถ้าเส้นแห้งไปเติมน้ำ 1-2 ช้อนโต๊ะ) แล้วใส่ผักทั้งหมดลงเคล้าให้เข้าทั่ว ปิดเตา ตักใส่จาน

อ่าน มื้อเย็นกับมื้อว่างสำหรับเด็ก3ขวบ หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย ทำอย่างไรดี ?

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย เป็นหนึ่งในปัญหาหนักใจที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเจอกันอยู่บ่อยๆ การขับถ่ายที่เป็นปกติควรมีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน อาการที่แสดงว่า ลูกท้องผูก ให้สังเกตง่ายๆ คือ ท้องแข็ง ท้องอืด ขับถ่ายยากและอุจจาระมีลักษณะคลายกระสุน เป็นต้น ฉะนั้นเพื่อให้ลูกน้อยมีระบบขับถ่ายที่เป็นปกติ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ

 

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย ทำอย่างไร ?

จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส (Lactobacillus) เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะเพศ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีจุดเด่นในการบรรเทาหรือป้องกันต่างกัน และจุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี เป็นหนึ่งในสายพันธุ์นั้น ปัจจุบันมีการนำจุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส หลากหลายสายพันธุ์มาเสริมในอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ละสายพันธุ์ให้ผลด้านสุขภาพแตกต่างกันไป จุลินทรีย์โดยเฉพาะสายพันธุ์ จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี เป็นสายพันธุ์หนึ่งมีการนำมาใช้และมีการวิจัยสนับสนุนผลด้านสุขภาพดังนี้

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี หรือ แอล รียูเทอรี (Lactobacillus reuteri, L. reuteri)

  • เป็นจุลินทรีย์ที่มักพบในน้ำนมแม่
  • เป็นจุลินทรีย์ที่มีผลวิจัยรับรอง ในการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในทางเดินอาหาร เมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่น
  • กระตุ้นการขับถ่าย ลดอาการสำรอกนม ลดท้องผูก ปวดท้องและลดระยะเวลาร้องไห้ในทารกที่มีภาวะร้องโคลิค
  • เป็นจุลินทรีย์ที่ถูกใช้ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกและนำมาใช้อุตสาหกรรมนมผงทารกในยุโรปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005
  • ได้รับการรับรองความปลอดภัยโดยองค์กรความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากล

ลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ แอล รียูเทอรี ช่วยให้สุขภาพทางเดินอาหารแข็งแรงด้วย 3 กลไกหลัก คือ

  1. แย่งอาหารจุลินทรีย์ตัวไม่ดี ทำให้มีอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
  2. แย่งจับพื้นที่จุลินทรีย์ตัวไม่ดี ป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ตัวร้ายเข้าจับกับผนังลำไส้
  3. ปล่อยสาร “Reuteri (รียูเทอรี)” ฆ่าจุลินทรีย์ตัวที่ไม่ดีและผลิต Lactic acid ซึ่งยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ตัวที่ไม่ดี

โภชนาการที่เหมาะสม รวมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ถือเป็นตัวช่วยกระตุ้นทำให้ระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรง ดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำหรับลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นคุณแม่ควรดูแลเรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกให้ดี เพื่อให้มีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรงและพัฒนาการทางอารมณ์อย่างเหมาะสมนะคะ

#จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเด็ก #แอลรียูเทอรี #ท้องแฮปปี้  #ลูกน้อยเติบโตแฮ้ปปี้ทุกวันลูกท้องผูก ไม่ถ่าย

ทำความรู้จัก “แอล รียูเทอรี” เพิ่มเติม คลิก จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ 

ตรวจทานโดย ศ.พญ.วันดี วราวิทย์

 

อ้างอิง

  • Sinkiewicz G, et al. Microbial Ecology in Health and Disease. 2008; 20: 122_126
  • Coccorullo P, et al. J Pediatr. 2010 Oct;157(4):598-602.
  • Savino F, et al. Pediatrics. 2010 Sep;126(3):e526-33.
  • Szajewska H, et al. J Pediatr. 2013 Feb;162(2):257-62
  • Indrio F et al. Euro J Clin Invest 2011;41(4): 417-22.
  • Romano C, Ferrau V et al. J Pediatr Child Health, 2010. Epub.
  • European Food Safety Authority (EFSA). 2007a. Introduction of a qualified presumption of safety (QPS) approach for assessment of selected microorganisms referred to EFSA: opinion of the scientific committee. EFSA J 587:8-16
  • GRAS Notice No GRN 000254
  • Scientific Committee on Food (SCF). 2003. Report of the Scientific Committee on Food on the Revision of Essential Requirements of Infant Formulae and Follow-on Formulae
  • ESPGHAN Committee on Nutrition. 2004. Probiotic Bacteria in Dietetic Products for Infants: A Commentary by the ESPGHAN Committee on Nutrition.

2 ภัยใกล้ตัว เกิดในบ้าน แค่แม่เผลอ ทำลูกถึงตาย

เพราะ ภัยใกล้ตัว เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากไม่ระมัดระวังให้ดีอาจทำให้ลูกเป็นอันตรายจนถึงชีวิต เพียง “แค่แม่เผลอไม่กี่นาที” เหมือน 2 อุบัติเหตุไม่คาดฝันที่คร่าชีวิตลูกน้อยไปตลอดกาล

ภัยใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องเล็กแค่แม่เผลอเพียงเสี้ยวนาที อันตรายถึงชีวิต

เว็บไซต์ข่าวสดรายงานข่าว คุณแม่ลูกกสองวัย 30 ปีอุ้มร่างของเด็กหญิงวัย 1 ขวบที่หมดสติไปขอความช่วยเหลือหลังประสบเหตุจมน้ำอยู่ในถังน้ำความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ซึ่งมีน้ำอยู่เต็มถังและมีฟองแชมพูกับแก้วน้ำลอยอยู่ คุณแม่เปิดเผยว่า “วันนี้ตนเลี้ยงลูกคนเดียวแล้วเผลอหลับไปพอตื่นขึ้น กลับพบว่าลูก 2 คนอยู่ในห้องน้ำ แต่ลูกสาวคนเล่นหัวจมอยู่ในถัง จึงรีบคว้าตัวลูกแล้วร้องให้คนช่วย”

ภันใกล้ตัว
เครดิตภาพ social.tvpoolonline.com

เมื่อหน่วยกู้ภัยและแพทย์ชำนาญการมาช่วยปั๊มหัวใจได้เร่งทำ CPR ปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตอยู่ราว 20 นาที ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ภายหลังมีรายงานข่าวว่าไม่สามารถยื้อชีวิตของหนูน้อยเอาไว้ได้ ทางเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวมาณ.ที่นี้

ขอให้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่ถึง ภัยใกล้ตัว ที่เกิดขึ้นกับลูกวัย 1 ขวบปีขึ้นไปได้ตลอดเวลา เพราะเด็กวัยนี้มีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากคลานมาเป็นเดิน จึงสนุกกับการสำรวจสิ่งรอบตัว ชอบรื้อ ค้น หยิบจับ กัด ชิม ดมสิ่งของต่างๆ จึงเป็นอันตรายได้ง่าย โดยเฉพาะเหตุ “จมน้ำในภาชนะเก็บน้ำ” ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย เพราะเด็กอาจเผลอเอาหัวจุ่มลงไปในถังน้ำ หรือเดินสะดุดแล้วลงกะละมังที่มีน้ำรองอยู่ แล้วไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องน่าสลดใจดังกล่าว

การดูเอาใจใส่ของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ในจุดที่ดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย หากเผลอไผลเพียงไม่กี่นาที ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยไหนก็อาจเป็นอันตราย เหมือนกับเหตุการณ์คาดไม่ถึงทีจากในเพจอปพร.เขตบางบอน เมื่อได้รับแจ้งจากผู้ปกครองเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หลังลูกชายวัย 12 ปี ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งใส่อยู่ในขวดเครื่องดื่มทั่วไป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำหวาน

ภัยใกล้ตัว
เครดิตภาพ www.mgronline.com

โดยมีเนื้อความระบุว่า “เตือนภัยสำหรับผู้ปกครอง อย่าเอาน้ำยาทุกชนิดใส่ขวดน้ำไว้ที่บ้านเด็ดขาด เพราะเด็กไม่รู้ว่าเป็นน้ำยาอะไรจึงได้ยกขึ้นมาดื่มกิน” ด้านแม่ของเด็กชายเปิดเผยว่า ลูกชายกลับมาจากโรงเรียนแล้วหยิบขวดน้ำในตู้เย็นมาดื่ม ไป 1 ครั้งแล้วรู้สึกแสบคอ จึงโทรบอกแม่ก่อนจะถูกส่งไปล้างท้องและฉีดยาเคลือบกระเพาะไว้ อาการปลอดภัยดี

ภายหลังสอบถามคนในครอบครัวจึงทราบว่า พ่อกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำไว้ในขวดเครื่องดื่ม แต่แม่ไม่ทราบจึงนำไปแช่ตู้เย็น เมื่อลูกชายกลับมาโรงเรียนและกระหายน้ำจัด จึงหยิบมาดื่มทันที โชคดีที่ดื่มไปในปริมาณไม่มากจึงช่วยเหลือไว้ทัน

น้ำยาล้างห้องน้ำเป็นอีกหนึ่ง ภัยใกล้ตัว ที่ต้องระวัง เพราะมีส่วนประกอบของสาร  Anionic surfactant  เมื่อดื่มเข้าไปจะมีอาการปวดแสบท้องและอาเจียน นอกจากนี้อาจจะทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไป มีอาการปวดแสบท้อง อาเจียน และเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก

การเปลี่ยนภาชนะของน้ำยาทำความสะอาดในบ้านไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาล้างห้องน้ำไปใส่ภาชนะชนิดอื่นหรือขวดน้ำ โดยไม่มีฉลากระบุให้ขัดเจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายเหมือนเหตุการณ์ข้างต้นได้

อ่านต่อ 9 ภัยอันตรายในบ้านเกิดขึ้นได้เมื่อแม่เผลอ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

สำหรับแม่ตั้งครรรภ์ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่กำลังกังวลว่าจะทำอย่างไรเมื่อลูกคลอดออกมา โดยเฉพาะการ แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อในสูติบัตรได้หรือไม่ และจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่? ที่นี่มีคำตอบค่ะ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

การเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพบุคคล และเป็นจุดเริ่มต้นที่กฎหมายเข้ามามีบทบาท เมื่อลูกคลอดออกจากท้องแม่แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นั่นก็คือการแจ้งเกิดนั่นเอง โดยการแจ้งเกิดนั้น มีขั้นตอนต่อไปนี้

แจ้งเกิดลูก ทำอย่างไร?

  1. ผู้ที่ทำคลอดจะต้องออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑) ให้ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปใช้ในการแจ้งเกิดที่เทศบาล สำนักงานเขต หรือ อำเภอ (ในกรณีที่เกิดในสถานพยาบาล)
  2. ถ้าเกิดที่บ้าน เช่น บ้านพ่อแม่ ถ้าอยู่ในเขตท้องที่ของที่ว่าการอำเภอ ให้แจ้งผู้ใหญ่บ้านประจำหมู่บ้านที่เด็กเกิด ผู้ใหญ่บ้านจะต้องรับแจ้ง และออกเอกสารเป็นใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร ๑ ตอนหน้า) ให้ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน
  3. เมื่อได้รับหนังสือรับรองการเกิดแล้ว ให้เตรียมเอกสารหลักฐานอื่น ๆ เพื่อไปประกอบ ดังนี้
    • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ไปแจ้ง
    • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑ หรือ ท.ร. ๑ ตอนหน้า)
    • และสำเนาทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อลูกน้อยเข้าไป
  4. เมื่อรวบรวมเอกสารมาครบแล้ว ให้เจ้าบ้าน คุณพ่อ หรือคุณแม่ นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาแจ้งต่อนายอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ หรือ เทศบาล หรือเขต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกใบสูติบัตรให้
  5. ระยะเวลาในการแจ้งเกิด ภายในเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกน้อยเกิด
  6. สถานที่แจ้งเกิด ถ้าสถานที่ที่ลูกน้อยเกิดตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้แจ้งเกิดที่เขตนั้น แต่ถ้าอยู่นอกเขต ให้ไปแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนที่ว่าการอำเภอที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่นั้น
แจ้งเกิด ไม่มีพ่อ
แจ้งเกิด ไม่มีพ่อ

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ ทำได้ไหม?

ตามกฎหมายแล้ว เด็กที่เกิดแต่หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของหญิงมารดาเท่านั้น ตามป.พ.พ.มาตรา 1546 ดังนั้น การที่ชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก จะมีระบุในสูติบัตรคนเกิดหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของมารดาเด็กที่จะแจ้งหรือไม่ก็ได้

 

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ จะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่?

การไม่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด จะทำให้มีปัญหาตอนสมัครเรียนหรือไม่?

ตอบ – ไม่มีปัญหาในการสมัครเรียน การที่ชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก จะมีระบุในสูติบัตรคนเกิดหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของมารดาเด็กที่จะแจ้งหรือไม่ก็ได้ โรงเรียนย่อมไม่มีสิทธิมาบังคับให้มารดาเด็กแจ้งชื่อบิดาของเด็ก เนื่องจากถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ข้อดีและข้อเสียของการ แจ้งเกิดลูก โดยระบุชื่อพ่อ

  • ในกรณีที่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด ลูกสามารถใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่ก็ได้
  • และหากใช้นามสกุลพ่อ ลูกถือเป็นบุตรที่ชอบโดยกฎหมายของพ่อด้วยเช่นกัน ทำให้ลูกมีสิทธิได้รับมรดกจากพ่อ
  • แต่หากระบุชื่อพ่อ แต่ไม่สามารถตามตัวได้ จะมีความยุ่งยากในการทำเอกสารที่ต้องมีการลงลายมือชื่อบิดา ทั้งตอนเข้าเรียน เรื่องเกี่ยวกับทะเบียนบ้าน การทำพาสปอร์ต ในกรณีที่เด็กอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์
  • หากต้องการลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของบุตร คุณแม่ควรไปทำใบ ปค.14 เพื่อให้อำนาจในการปกครองบุตรอยู่ที่แม่ฝ่ายเดียว (โดยการทำใบ ปค.14 มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้)
    • ยื่นคำร้องที่ฝ่ายทะเบียน : สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่แม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ไม่ดูลูก)
    • เอกสาร ตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด ได้แก่ 1) สูติบัตรของลูก 2) ทะเบียนบ้านลูก แม่ และพยาน 2 คน 3) บัตรประจำตัวประชาชน ลูก(ถ้ามี) แม่ และพยาน 2 คน 4) ใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อนามสกุล(ถ้ามี)
    • คุณสมบัติของพยาน 1) อายุ 20 ปีขึ้นไป 2) ใครก็ได้ แต่ควรเป็นญาติกับแม่เด็ก เนื่องจากนายทะเบียนอาจจะสอบสวนเพิ่มเติม
    • หมายเหตุ 1) เด็กไม่ต้องไปด้วยก็ได้ 2)ทำวันเดียวเสร็จ ก่อนออกหนังสือ นายทะเบียนจะทำเรื่องไปขอตรวจสอบการจดทะเบียนรับรองบุตรก่อน 3) เอกสารตัวจริงเก็บไว้ เวลาใช้ให้ใช้สำเนา โดยจะใช้ไปตลอดจนกว่าเด็กจะอายุ 20 ปี

แจ้งเกิด ไม่มีชื่อพ่อ

ข้อดีและข้อเสียของการ แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อ

  • การไม่ระบุชื่อบิดา คุณแม่มีสิทธิในการปกครองเด็กแต่เพียงผู้เดียว
  • เมื่อลูกโตขึ้น จะไม่ยุ่งยากในการยื่นเอกสาร เช่น การเข้าเรียน การทำงาน การรับราชการ หรือการเป็นทหาร ไม่ต้องตามตัวพ่อให้วุ่นวาย
  • หากต้องการเพิ่มชื่อพ่อในสูติบัตรในภายหลัง ต้องระบุชื่อพ่อจริง ๆ เท่านั้น ไม่สามารถระบุชื่อคนอื่นได้ ต้องมีหลักฐานการตรวจ DNA แสดงความเป็นพ่อ แม่ และลูก แนบไปกับคำขอเพิ่มชื่อในสูติบัตร โดยเขตจะพิมพ์สูติบัตรใบใหม่ที่มีชื่อบิดาด้วย

แม้ว่าการไม่ระบุชื่อพ่อในใบเกิด จะทำให้แม่เป็นผู้มีสิทธิในการปกครองแต่เพียงผู้เดียว แต่หากต้องการให้พ่อของลูกกลับมามีสิทธิในการปกครองด้วยในภายหลัง ก็สามารถทำได้โดยการจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็กในภายหลัง หรือจดทะเบียนรับรองว่าเด็กเป็นบุตรของตน หรือให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ได้เช่นกัน

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.decha.com, เพจพูดคุยภาษากฎหมาย, www.thanulegal.com, www.thailaws.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาม่วง

เพจหมอเด็กเตือน! ใช้ยาม่วงกับลูก..เสี่ยงเป็นมะเร็ง*

เพจหมอเด็ก ออกมาโพสต์เตือน ยาม่วง ที่ใช้ป้ายปาก รักษาแผลในปาก อันตราย!!! เพราะมีงานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้

เพจหมอเด็กเตือน! ใช้ ยาม่วง กับลูก…เสี่ยงเป็นมะเร็!!

ยาม่วง หรือ  เจนเชียนไวโอเลต (Gentian violet)  เป็นยาที่หลายคนคุ้นเคย และอาจเคยผ่านการใช้กันมาแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ซึ่งสรรพคุณของยาม่วง หรือ เจนเชียนไวโอเลต ถูกค้นพบในตอนแรกคือมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ ซึ่งต่อมาในปัจจุบันก็ได้พัฒนามาเป็นยาน้ำประเภทสารละลายสีม่วง ใช้ทารักษาการติดเชื้อทางผิวหนัง รักษาการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย เชื้อราในช่องปากและ ตามผิวหนังของร่างกาย

ยาม่วง เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?

แต่ล่าสุดทางเฟซบุ๊กเพจ หมอเด็ก ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า มีงานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ โดยใจความที่โพสต์ มีดังนี้…

ใครที่ชอบใช้ยาม่วงมาทาแผลในสมัยก่อน บอกเลยว่าตอนนี้ไม่ควรใช้ เพราะมันอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้
ยาม่วงที่ว่านี้คือ Gentian violet (เจนเชียนไวโอเลต) ที่พ่อๆแม่ๆหลายคนชอบเอามากวาดลิ้น กวาดช่องปากในเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อรานั่นแหละ จะบอกว่าตอนนี้งานค้นคว้าและวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่า การใช้ยาม่วงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ด้วย
ถามว่าแล้วในเมื่อมันอันตรายทำไมเพิ่งจะมาบอก คือในทางการแพทย์เนี่ยปกติแล้วมันไม่มีอะไร 100% หรอก ความรู้ต่างๆ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามแต่ข้อมูลใหม่ๆมาสนับสนุน ตัวยาก็เช่นกัน ถ้ามีการทดลองด้วยตัวแปรใหม่ๆตามยุคสมัย การใช้ยาก็อาจจะเจอผลลัพธ์ข้างเคียงที่เปลี่ยนไปจากอดีตก็ได้ ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนาน ยาบางตัวเพิ่งส่งผลเคียงข้างหลังจากใช้ไปแล้วหลายสิบปีก็มี เหมือนกับข่าวการห้ามยาพาราเกินขนาดนั่นแหละ ที่แต่ก่อนเอะอะไรผู้ใหญ่ก็กิน 2 เม็ด แต่เดี๋ยวนี้ให้เปลี่ยนไปกินตามน้ำหนักตัวแทน
เจ้ายาม่วงนี่ก็เหมือนกัน แต่ก่อนมันอาจไม่เห็นผลข้างเคียง แต่ล่าสุดมีงานวิจัยในสัตว์พบว่า หลังจากใช้ยาม่วงไประยะนึงแล้ว ยานี้ส่งผลให้สัตว์เป็นมะเร็งได้ ฉะนั้นหลายๆ ประเทศเค้าเลยยกเลิกห้ามใช้เด็ดขาดถาวรแล้วนั่นเอง อย่างที่อเมริกา กับแคนาดา ก็เพิ่งถอนยานี้ออกจากตลาดไปในปีนี้หมาดๆเลย
แต่ทว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่บ่งชี้ชัดว่ายานี้เป็นอันตรายกับมนุษย์ขนาดไหน แต่พี่เล่นเตือนว่าห้ามใช้กับแมวกับหมาเด็ดขาด ใครจะกล้าเอาไปใช้กับลูกได้อีกหล่ะถูกไหม

ทีนี้ถ้าห้ามใช้ยาม่วง แล้วควรใช้อะไรแทนดี ?

เวลาแม่ๆ สงสัยว่าคราบขาวๆ ในปากน้อง เกิดจากน้ำนมหรือติดเชื้อราเนี่ย ต้องดูให้ดีเพราะถ้าเราเช็ดคราบน้ำนมที่ลิ้นแล้ว ลิ้นแเดง แสดงว่าอักเสบ เป็นเชื้อรา ก็ต้องพาน้องมาให้คุณหมอดูอีกที เพราะบางครั้งน้องอาจไม่มีอาการอะไรให้เห็น หรือถ้ามีก็อาจแค่ไม่ค่อยดูดนมเพราะมีเจ็บจากอาการอักเสบของเยื่อบุในช่องปาก ซึ่งถ้าคุณหมอดูแล้วเห็นว่าเป็นเชื้อรา สมัยนี้ก็จะให้ยา Nystatin oral suspension มาแทน โดยหยอดกระพุ้งแก้มวันละ 4 ครั้ง 5-10 วัน ก็โอเคแล้วล่ะ

เพื่อนใคร หรือบ้านไหนที่ยังใช้ยาม่วงกันอยู่ ก็ฝากเตือนฝากบอกพวกเค้ากันด้วยนะ อันนี้ซีเรียสเลย

Ref อ้างอิงผลวิจัยจาก: oehha.ca.gov และขอขอบคุณอาจารย์หมอแผนกเด็กประจำ โรงพยาบาลรามคำแหง Ramkhamhaeng Hospital

อ่านต่อหน้า 2 >> ไขข้อสงสัย..!
แท้จริงในไทย ยาม่วงยังปลอดภัยใช้ได้จริงหรือ?

อ่านต่อบาความอื่นน่าสนใจ คลิก:

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

แม่รู้ไหม! ทิชชู่เปียก ย่อยสลายไม่เหมือนกระดาษ ยิ่งใช้เยอะยิ่งสร้างขยะล้นโลก

ทิชชู่เปียก แก็ดเจ็ตประจำตัวคุณแม่ที่ขาดไม่ได้ สามารถใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกของลูกน้อยได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะลูกน้อยวัยทารกที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมอยู่บ่อยๆ แต่แม่ๆทราบหรือไม่ว่า ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ไม่เหมือนกระดาษหรือทิชชู่ทั่วไป เพราะมีส่วนผสมหลายชนิด รวมถึงใยพลาสติกขนาดเล็ก จึงไม่สลายเองตามธรรมชาติกลายเป็นขยะล้นโลก

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย นานถึง 100 ปี ยิ่งใช้มากยิ่งสร้างขยะเพิ่ม 

เพราะการดูแลลูกน้อยที่มีเรื่องวุ่นวายต้องทำตลอดวัน ทิชชู่เปียกกลายเป็นตัวช่วยคุณแม่ให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆออกจากตัวลูกน้อยได้อย่างดี บางบ้านใช้ทิชชู่เปียกตั้งแต่ลูกแรกเกิดจนโต แถมพกไว้ใช้จนติดเป็นนิสัย เปื้อนเมื่อไรก็หยิบมาเช็ดแล้วทิ้ง สะดวกทันใจได้ทันที

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

ด้วยรูปลักษณ์เป็นแผ่นบางมีน้ำชุ่ม ๆ ทำให้แม่หลายคนเข้าใจผิดว่า ทิชชู่เปียกทำจากกระดาษเหมือนกระดาษชำระทั่วไป ความจริงแล้วทิชชู่เปียกจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ทำมาจากโพลีเอสเตอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของใยพลาสติกและผ่านกระบวนการทางเคมี จึงมีโอกาสเกิดการระคายเคืองบนผิวลูกน้อย อีกทั้ง ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ยากจึงกลายเป็นขยะสะสมเช่นเดียวกับพลาสติก ดังนั้นคุณแม่ควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

เว็บไซต์กรีนพีซ เปิดเผยข้อมูลจากสถาบัน EarthWatch เกี่ยวกับขยะพลาสติกด โดยระบุว่า คนทั่วโลกใช้ทิชชู่เปียกมากกว่า 9.3 ล้านแผ่นต่อวัน เพื่อเช็ดทำความร่างกายแทนการล้างด้วยน้ำ เมื่อใช้แล้วทิ้ง ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ยากเหล่านี้กลายเป็นตัวการที่ทำให้ระบบท่อน้ำเสียอุดตัน อีกทั้งต้องใช้เวลายาวนานกว่า 100 ปี พอ ๆ กับ ขยะพลาสติกเลยทีเดียว

แม้บนซองทิชชู่เปียกจะมีคำว่า “flushable” หมายถึงสามารถกดลงชักโครกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะย่อยสลายเองตามธรรมชาติ จึงกลายเป็นขยะตกค้าง ร้านค้าในประเทศอังกฤษไอซแลนด์ราว 800 ร้านค้ายกเลิกการขายทิชชู่เปียกถึง 34 ยี่ห้อที่ถูกระบุว่าเป็นตัวการของขยะอุดท่อ และหากหลุดรอดไปเป็นขยะในแหล่งน้ำหรือทะเล กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป

ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย

ทิชชู่เปียก ย่อยสลายได้ดีจริงไหม

ปัจจุบันเจ้าของสินค้าหลายแบรนด์ได้ผลิตทิชชู่เปียกที่ระบุว่าสามารถ “ย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ(Biodegradable) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าพลาสติกชีวภาพ ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือชีวมวลต่างๆ เช่น น้ำตาอ้อยหรือข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง โปรตีนถั่ว เป็นต้น

แม้จะเป็น ทิชชู่เปียก ย่อยสลาย ได้เองด้วยน้ำและแสงแดด แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า จะเป็นการสลายตัวได้สมบูรณ์ เพราะสุดท้ายก็ยังเหลือเป็นใยพลาสติกชนิดเล็ก ๆ ที่ดูดซับสารเคมีอันตราย เช่นดีดีทีและโลหะหนักเอาไว้ กลายเป็นสิ่งตกค้างในผืนดินและแหล่งน้ำต่างๆ

อ่าน ใช้ทิชชู่เกินความจำเป็นส่งผลเสียอย่างไร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

PLAYMOBIL THE MOVIE

รู้จักของเล่นยอดฮิตของโลก PLAYMOBIL ก่อนออกผจญภัยใน PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่

PLAYMOBIL THE MOVIE : “PLAYMOBIL” (เพลย์โมบิล) ของเล่นสัญชาติเยอรมันชื่อดังที่เริ่มก่อตั้งในปี 1974 และสร้างยอดขายในแต่ละปีชนิดพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ของเล่นยอดฮิตรายยักษ์ที่สุดของโลกด้วยจำนวนกว่า 3,000 ล้านชิ้น

PLAYMOBIL THE MOVIE

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เด็กๆ ทั่วทั้งโลกต่างมีความสุขไปกับของเล่นแบรนด์นี้ด้วยขนาดชิ้นความสูง 7.5 เซนติเมตร (3 นิ้ว) และฟังก์ชั่นพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้แทบทุกชิ้น ตั้งแต่หัวจรดเท้า มีอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ให้เลือกเสริมได้เพียบ เรียกได้ว่าเด็กๆ ที่เล่นสามารถเปลี่ยนรูปแบบของตัวคาแรคเตอร์ออกมาให้ต่างกันได้แบบนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

PLAYMOBIL THE MOVIE

ในขณะที่ของเล่นอย่าง LEGO เน้นไปที่การสร้างให้เป็นรูปเป็นร่าง PLAYMOBIL จะเน้นไปที่การให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการในการเล่น รวมทั้งยังมีการออกจำหน่ายคอลเลคชั่นของเล่นธีมใหม่ๆ ชวนเล่นอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัศวิน, ตำรวจ, โรงพยาบาล, สวนสัตว์ ฯลฯ

PLAYMOBIL THE MOVIEรู้จักของเล่นยอดฮิตของโลก PLAYMOBIL ก่อนออกผจญภัยใน PLAYMOBIL THE MOVIE รวมไปถึงการได้จับมือกับค่ายภาพยนตร์รายใหญ่เพื่อออกคอลเลคชั่นสุดพิเศษจากหนังดังมากมายให้เด็กๆ ได้เข้าถึงในวงกว้างขึ้น อาทิ How To Train Your Dragon, Ghostbusters หรือ Spirit ทำให้เกิดความหลากหลาย ไม่ว่าจะนำไปเล่นหรือเก็บสะสม จนเกิดการขยายฐานแฟนเพลย์โมบิลไปทั่วโลก

 

 

และ ปีนี้ เจ้าของเล่นยอดฮิตนี้ได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นขึ้นฉายบนจอยักษ์ที่เป็นเรื่องราวของเพลย์โมบิลโดยตรงเป็นครั้งแรกในชื่อ “PLAYMOBIL THE MOVIE” / PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่” ที่มาพร้อมมอบประสบการณ์การผจญภัยหยุดยั้งศัตรูลึกลับในดินแดนมหัศจรรย์ต่างๆ อาทิ ดินแดนเทพนิยาย, โลกของสายลับ, เมืองคาวบอย หรืออาณาจักรโรมัน พร้อมไปกับการเรียนรู้ความหมายของการเป็น ‘ฮีโร่ที่แท้จริง’ ผ่านการผจญภัยของตัวละคร ตัวโปรดที่ได้นักแสดงและศิลปินชั้นนำมาร่วมพากย์เสียงกันคับคั่ง

PLAYMOBIL THE MOVIE

นำโดย เร็กซ์ (ให้เสียงโดย แดเนียล แรดคลิฟฟ์) สายลับอัจฉริยะมีพาหนะคู่ใจเป็นรถพอร์ชสีขาวสุดเท่และอุปกรณ์ไฮเทคเพียบ มาร์ลา (ให้เสียงโดย อันยา เทย์เลอร์-จอย) พี่สาวสุดมั่นที่ต้องตามหาน้องชายของเธอ ชาร์ลี หนุ่มน้อยที่หายตัวไปในโลกของเล่น PLAYMOBIL เดล หนุ่มขับรถฟู้ดทรั๊คสายฮา นางฟ้าทูนหัว (ให้เสียงโดยเมแกน เทรนเนอร์) นางฟ้าใจดีผู้ดูแลอาณาจักร ราชาแม็กซิมัส (ให้เสียงโดย อดัม แลมเบิร์ต) ตัวร้ายผู้เต็มไปด้วยความเพี้ยน และ โรโบไตรตอน หุ่นยนต์เพื่อนซี้ที่มาร่วมผจญภัย

PLAYMOBIL THE MOVIE

มาร่วมแปลงร่างเป็นเพลย์โมบิล ออกทะยานจัดเต็มการผจญภัยแสนสนุกหรรษาไปพร้อมกันใน “PLAYMOBIL เดอะ มูฟวี่” : 29 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งเสียงภาษาไทยและเสียงภาษาอังกฤษ

Cr. คลิป Playmobil เดอะ มูฟวี่ จาก Mongkol Major Mongkol Cinema

PLAYMOBIL THE MOVIE : เรื่องเกิดขึ้น เมื่อ ชาร์ลี น้องชายของเธอหายตัวไปในดินแดนเวทย์มนต์เกินจินตนาการของ Playmobil , มาร์ทา ต้องออกผจญภัยเพื่อหาทางพาเขากลับมาให้ได้ เธอต้องเดินทางผ่านโลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ระหว่างทางเธอได้กับเพื่อนใหม่ไม่ว่าจะเป็น เดล คนขับรถบรรทุกอาหารปากหวาน เจ้าหน้าที่หน่วยลับ เร็กซ์ แดชเชอร์ หุ่นยนตร์สมองเพี้ยน ภูติวิเศษและอีกมากมาย
ผ่านการผจญภัยสุดแสนอัศจรรย์นี้ มาร์ลาและชาร์ลีได้ตระหนักว่า ไม่ว่าชีวิตจะพาไปทางไหน เราจะทำฝันให้สำเร็จได้ตราบใดที่ยังคงเชื่อในตัวเอง!

อ่านบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม นั้นฟังดูน่ากลัวสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะเราไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้เลย แต่การตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้ลูกหายขาดจากโรคได้

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ซึ่งบางครั้งความผิดปกตินี้ก็ส่งผ่านทางพ่อแม่ที่เป็นพาหะสู่รุ่นลูก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์มารดา ที่สำคัญคือ โรคทางพันธุกรรมนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จะตรวจพบรวมทั้งหาทางรักษาได้ก็ต่อเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว การวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีจะช่วยให้ทารกน้อยมีโอกาสเติบโตได้อย่างปกติ แต่หากล่าช้า ผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมามีตั้งแต่ความพิการ ไปจนถึงการเสียชีวิตได้

5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

  1. ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

กระทรวงสาธารณสุข เผยประเทศไทยพบเด็กเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ปีละกว่า 4,000 ราย มีประชาชนมียีนโรคนี้แฝงในตัวกว่า 22 ล้านคน หรือพบได้ทุก 1 ใน 3 คน พร้อมถ่ายทอดความผิดปกติให้ลูก โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเกิดจากความผิดปกติของยีน ซึ่งยีนตัวนี้มีหน้าที่สร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน ประกอบไปด้วยกลุ่มโปรตีน 2 ชนิด คือ แอลฟาโกลบินและเบตาโกลบิน เมื่อใดที่ยีนผิดปกติ จะส่งผลต่อการสร้างฮีโมโกลบิน เกิดเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

เนื่องจากธาลัสซีเมียเป็น โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงหมายความว่า พ่อหรือแม่ของผู้ป่วยอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับพันธุกรรมหรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียแฝงจะไม่เกิดอาการใด ๆ แต่สามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงนั้น ต้องได้รับการรักษาไปตลอดชีวิตด้วยการถ่ายเลือดและขับเหล็ก

การวินิจฉัยธาลัสซีเมียสามารถทำได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ เพื่อหาว่าเด็กป่วยเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่และรุนแรงแค่ไหน การทดสอบเพื่อวินิจฉัยสำหรับทารกในครรภ์นั้นประกอบด้วย

  • การตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมจากรกเด็ก (Chorionic Villus Sampling: CVS) แพทย์จะนำรกเด็กมาตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม โดยจะทำการทดสอบเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ของการตั้งครรภ์
  • การเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจสภาวะทารกในครรภ์ (Amniocentesis) แพทย์จะนำตัวอย่างน้ำคร่ำซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวทารกไปตรวจ โดยจะทำการทดสอบนี้เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 16
  • การสกรีนระหว่างเด็กอยู่ในครรภ์ เพื่อตรวจดูว่าเด็กในท้องเสี่ยงที่จะเกิดมาและป่วยเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่โดยการสกรีนนั้นจะทำการตวรจก่อนที่จะมีอายุครรภ์ครบ 10 สัปดาห์ เพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่มีเวลาตัดสินใจว่าจะทำการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ในกรณีที่เด็กจะป่วยเป็นธาลัสซีเมียเมื่อเกิดมา
โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม

2. ภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกส์พีดี (G6PD: glucose-6 phosphate dehydrogenase)

หรือเรียกกันว่าโรคแพ้ถั่วปากอ้า โรคนี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้เป็นปกติ จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง หายใจไม่อิ่ม เป็นต้น โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังมีภาวะติดเชื้อ รวมทั้งเมื่อได้รับอาหารหรือยาบางชนิด หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงนักก็มักหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์หลังได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สารกระตุ้นที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกที่พบกันบ่อย ได้แก่ ยาบางชนิด เช่น ยาซัลฟา ยารักษาโรคมาลาเรีย คลอแรมเฟนิคอล รวมทั้งการบูร ลูกเหม็น และถั่วปากอ้า เป็นต้น

เพราะโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม x คนไข้ส่วนใหญ่จึงเป็นเพศชาย โดยมีสถิติการเกิดโรคและพาหะแฝงในเพศชายอยู่ที่ 11-13 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมากเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และจากสถิติรวมทั้งประเทศพบว่านี่คือโรคทางพันธุกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากธาลัสซีเมีย ซึ่งมีพาหะแฝงรวมทั้งหมดราว 30 เปอร์เซ็นต์ และมีอีก 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรค

โรคนี้ไม่สามารถป้องกันการส่งผ่านจากพ่อแม่ได้ แต่ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมทั้งทำจิตใจให้เบิกบาน ผ่อนคลาย และไม่เครียด
  • ห้ามรับประทานอาหารหรือใช้ยาบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้เกิดการสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาหรืออาหารเสริมมาใช้เอง และต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าตนเองป่วยด้วยภาวะนี้
  • ห้ามใช้ลูกเหม็นหรือสารเคมีบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัว
  • รีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง หายใจไม่อิ่ม หรือปัสสาวะมีสีเข้ม เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย