แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ

ฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล

แบบฝึกหัด แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา เรียนรู้พยัญชนะ และคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้ทบทวนความจำของเด็กๆ เตรียมความพร้อมก่อนเข้าป.1

ฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จำเป็นในยุคสมัยนี้ เป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกันทั่วโลก จึงเป็นภาษาที่สอง ที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เลือกให้ลูกได้เรียน คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหา แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เพื่อนำมาให้ลูกได้ฝึกฝนทักษะด้านภาษา ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำมาฝากแล้ว มาดาวน์โหลดเก็บไว้ให้ลูกกันเลยค่ะ

 

แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ

ฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล

พยัญชนะภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก

handwriting practice worksheet        พยัญชนะตัวพิมพ์ใหญ่ A-Z

dash trace handwriting worksheet    พยัญชนะตัวพิมพ์เล็ก a-z

cursive handwriting worksheet          พยัญชนะตัวพิมพ์ใหญ่ A-Z แบบมีหาง

alphabet handwriting practice            พยัญชนะตัวพิมพ์เล็ก  a-z แบบมีหาง

 

ระบายสี พยัญชนะ A-Z, รูปที่ชื่อขึ้นต้นด้วย A-Z และวงกลมที่มีพยัญชนะ A-Z

alphabet coloring letter a                                   alphabet coloring letter n

alphabet coloring letter b                                    alphabet coloring letter o

alphabet coloring letter c                                    alphabet coloring letter p

alphabet coloring letter d                                    alphabet coloring letter q

alphabet coloring letter e                                     alphabet coloring letter r

alphabet coloring letter f                                      alphabet coloring letter s

alphabet coloring letter g                                     alphabet coloring letter t

alphabet coloring letter h                                     alphabet coloring letter u

alphabet coloring letter i                                      alphabet coloring letter v

alphabet coloring letter j                                      alphabet coloring letter w

alphabet coloring letter k                                     alphabet coloring letter x

alphabet coloring letter l                                      alphabet coloring letter y

alphabet coloring letter m                                    alphabet coloring letter z

 

การอ่าน เขียน และออกเสียงภาษาอังกฤษ

phonics 1        เลือกพยัญชนะที่เป็นเสียงขึ้นต้นของภาพนั้น

phonics 2        ตัดภาพแล้วนำไปวางในช่องที่ภาพขึ้นต้นด้วยตัวพยัญชนะนั้น

phonics 3        วงกลมคำที่มีเสียงลงท้ายเหมือนกัน เขียนคำลงในช่องแล้ววงกลมจำนวนพยางค์ เขียนพยัญชนะที่หายไป

phonics 4         เขียนสระที่ออกเสียงคำขึ้นต้นของภาพ

phonics 5         วงกลมพยัญชนะที่มีเสียงคำขึ้นต้นของภาพ

phonics 6         เขียนสระเสียงสั้นที่หายไป

 

อ่านต่อ…ฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ สำหรับอนุบาล คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เรียน ว่ายน้ำ ตอนอายุกี่ขวบดี

เด็กจมน้ำพลูวิลล่าอีกราย!แบบนี้ควรเริ่มเรียน ว่ายน้ำ กี่ขวบ

ว่ายน้ำ ให้เป็นทักษะชีวิตในการเอาตัวรอดปลอดภัยที่เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ เมื่อมีข่าวเด็ก จมน้ำ พลูวิลล่าหลายราย ทำเอาคนโซเซียลเกิดคำถามควรให้เริ่มเรียนตอนกี่ขวบ

เด็กจมน้ำพลูวิลล่าอีกราย!แบบนี้ควรเริ่มเรียน ว่ายน้ำ กี่ขวบ??

จมน้ำ (Drowning / Submersion Injury) คือ ภาวะความบกพร่องระบบทางเดินหายใจอันเกิดจากการจมอยู่ใต้น้ำ ก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง จากข่าวเศร้าที่ปัจจุบันเกิดเป็นประจำให้พบเห็นเกี่ยวกับการจมน้ำนั้น ทำให้ผู้ใหญ่เริ่มตระหนักถึงภัยจากน้ำ การจมน้ำในเด็ก ที่ใกล้ตัวกว่าที่เราคาดคิด

ข่าวเด็กจมน้ำเสียชีวิต เกิดถี่เฉลี่ยเดือนละ 4 คน

เหตุสลดเด็ก 7 ขวบ จมสระน้ำในพูลวิลล่า เสียชีวิตที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ล่าสุดทางผู้ปกครองไม่ติดใจการเสียชีวิต โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กชายที่พักอาศัยอยู่ในละแวกพูลวิลล่าเกิดเหตุ คาดว่าเด็กที่จมน้ำได้แอบปีนรั้วเข้ามาในบ้านพัก และเกิดพลัดตกลงไปในสระน้ำเสียชีวิต เมื่อผู้ดูแลที่พักมาพบได้แจ้งไปยังผู้ปกครอง สำหรับเหตุการณ์จมน้ำเสียชีวิตมีหลายกรณีที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ทีมกู้ภัยทางน้ำ ต้องงมหาร่างผู้เสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละ 4-5 ราย ซึ่งถือเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนละเลย

เด็ก จมน้ำ ว่ายน้ำ ไม่เป็น อันตราย
เด็ก จมน้ำ ว่ายน้ำ ไม่เป็น อันตราย

ผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กก่อนวัยเรียน และกลุ่มอายุ 13-14 ปี สถิติเฉลี่ยผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเดือนละ 4-5 ศพ อุบัติเหตุจากการจมน้ำถือเป็นภัยเงียบ ที่หลายคนไม่ทันระวัง เพราะคนทั่วไปมักจะระวังอุบัติเหตุที่อยู่บนบก ยิ่งช่วงฤดูฝนจะมีเหตุเกิดขึ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดจะมีการไปหาปลาแล้ววูบหมดสติจมน้ำเสียชีวิต ส่วนเด็กมักเกิดเหตุจากการชวนกันไปเล่นน้ำ หรือครอบครัวประมาทจนเด็กจมน้ำในบริเวณบ้าน

ที่มา : https://www.thairath.co.th

ระดับของการเกิดภาวะต่างๆ จากการจมน้ำ

  • Near Drowning คือ ภาวะรอดชีวิตจากการจมน้ำ โดยผู้ป่วยอาจรอดชีวิตเป็นเวลามากกว่า 24 ชั่วโมงหรือรอดชีวิตเพียงชั่วขณะ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะก่อนจมน้ำเสียชีวิต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
  • Secondary Drowning คือ ภาวะแทรกซ้อนจากการจมน้ำ โดยมีน้ำเข้าไปในปอดผู้ป่วย ทำให้ปอดบวมหรืออักเสบ ส่งผลให้ร่างกายแลกเปลี่ยนออกซิเจนและหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปได้ยาก ผู้ที่ประสบภาวะนี้จะแสดงอาการออกมาหลังผ่านไปนานกว่า 24 ชั่วโมง
  • Dry Drowning  คือ ภาวะจมน้ำที่มีน้ำเข้าปากหรือจมูก ส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจกระตุกและปิดลง ภาวะนี้มักเกิดขึ้นทันทีหลังจมน้ำ
  • Immersion Syndrome คือ ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจากการจมน้ำที่เย็นมาก ซึ่งอาจเกิดจากการตอบสนองของระบบประสาทร่วมกับการบีบตัวของหลอดเลือด

สถิติที่พบ จะพบว่า ผู้ใหญ่และเด็กจะประสบอุบัติเหตุจมน้ำในที่ที่เล่นน้ำแตกต่างกัน

  • ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี มักจมน้ำขณะอาบน้ำในอ่างอาบน้ำสำหรับเด็ก
  • เด็กเล็กอายุ 1–5 ปี มักจมน้ำในสระว่ายน้ำ
  • ผู้ใหญ่มักเสี่ยงจมน้ำเมื่อเล่นกีฬาหรือกิจกรรมผาดโผนทางน้ำ หรือเล่นน้ำในสระว่ายน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน ลำคลอง หรือแม่น้ำ

ช่วยคนจมน้ำถูกวิธี โอกาสรอดสูง!!

เมื่อเราพบเห็นคนจมน้ำ แม้จะมีข้อแนะนำว่าให้ควรช่วยเหลือทันที แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะไปช่วยเหลือคนจมน้ำ ควรจะรู้วิธีช่วยคนจมน้ำที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยต่อคนจมน้ำ และตัวผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือเองอีกด้วย

เด็กชอบเล่นน้ำ ว่ายน้ำ
เด็กชอบเล่นน้ำ ว่ายน้ำ
  • ควรใช้อุปกรณ์ที่มีด้ามจับยาวหรือเชือกโยนลงไปให้ผู้ที่จมน้ำจับในกรณีที่ยังมีสติ หรือว่ายลงไปในน้ำเพื่อนำตัวผู้ที่จมน้ำขึ้นมา โดยมีวิธีในการดึงคนจมน้ำเข้าฝั่ง ดังนี้
    • ดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก วิธีการนี้ผู้ช่วยเหลือ ต้องเข้าด้านหลังผู้จมน้ำ ใช้มือข้างหนึ่งพาดบ่าไหล่ด้านหลังไขว้ทะแยงหน้าอก จับข้างลำตัวด้านตรงข้ามผู้จมน้ำ มืออีกข้างใช้ว่ายเข้าหาฝั่ง ในขณะที่พยุงตัวผู้จมน้ำเข้าหาฝั่งต้องให้ใบหน้า โดยเฉพาะปาก และจมูกผู้จมน้ำอยู่พ้นเหนือน้ำ
    • วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง เป็นวิธีที่ผู้ช่วยเหลือเข้าด้านหลังของผู้จมน้ำ ใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับขากรรไกรทั้ง 2 ข้างของผู้จมน้ำ แล้วใช้เท้าตีน้ำช่วยพยุงเข้าหาฝั่ง และพยายามให้ใบหน้าของผู้จมน้ำลอยเหนือผิวน้ำ
    • วิธีดึงเข้าฝั่งด้วยวิธีจับผม ผู้ช่วยเหลือเข้าด้านหลังผู้จมน้ำ ใช้มือข้างหนึ่งจับผมผู้จมน้ำไว้ให้แน่น แล้วใช้มืออีกข้างว่ายพยุงตัวเข้าหาฝั่ง โดยที่ปาก และจมูกผู้จมน้ำลอยเหนือผิวน้ำ วิธีเหมาะสำหรับผู้ที่ดิ้นมาก หรือพยายามกอดรัดผู้ช่วยเหลือ
  • ควรทำซีพีอาร์ให้แก่ผู้ที่จมน้ำทันทีในกรณีที่หยุดหายใจ โดยผายปอดและปั๊มบริเวณทรวงอก เพื่อช่วยให้เลือดลำเลียงออกซิเจนได้มากขึ้น
  • ห้ามขยับบริเวณคอหรือศีรษะผู้ที่จมน้ำ โดยเฉพาะขณะหมดสติ เนื่องจากผู้ประสบเหตุอาจได้รับบาดเจ็บที่คอหรือกระดูกสันหลัง
  • หากผู้ประสบเหตุจมน้ำในน้ำเย็น ควรถอดเสื้อผ้าที่เปียกออกและคลุมด้วยเสื้อผ้าอื่น ๆ หรือผ้าห่ม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะตัวเย็นเกิน
  • ควรโทรเรียกรถพยาบาลให้นำตัวส่งแพทย์เพื่อดูแล และรักษาต่อ

อ่านต่อ>> สมาคมกุมารแพทย์แนะ เด็กควรเริ่มเรียน ว่ายน้ำ ตอนอายุเท่าไหร่ดี คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บัตรทอง รับยาร้านยาใกล้บ้าน

ไม่เสียเวลารอ บัตรทอง รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้แล้ว

บัตรทอง ผู้ใช้มีเฮ! ไม่ต้องรอรับยานานอีกต่อไปที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยถือ สิทธิบัตรประกันสุขภาพ สามารถรับยาได้ที่ร้ายขายยาใกล้บ้าน สปสช.แจงเริ่ม 1 ตุลาคมนี้

มีเฮ!! ไม่เสียเวลารอ บัตรทอง รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้แล้ว

ปัจจุบันในประเทศไทย มีสิทธิเพื่อเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากภาครัฐอยู่ 5 ประเภท ได้แก่ สิทธิข้าราชการ สิทธิพนักงานส่วนท้องถิ่น สิทธิพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกันตนของกองทุนประกันสังคม และสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันดีว่า สิทธิบัตรทอง

สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิ บัตรทอง

บัตรทอง เป็นสวัสดิการให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้า แม่ค้า คนทำงานรับจ้างที่ไม่มีสวัสดิการคุ้มครอง หรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงานเช่นเดียวกับแรงงานในระบบที่มีสิทธิลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำ เพื่อใช้สิทธิโดยไม่ต้องเสียค่าบริการ (ตรวจสอบสิทธิได้ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ www.nhso.go.th)

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มที่สิทธิบัตรทองให้ความคุ้มครองดังกล่าว สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ จากนั้นสามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำตามสิทธิที่เลือก ตามถิ่นที่อยู่อาศัย หากการรักษาพยาบาลเกินศักยภาพของหน่วยบริการ แพทย์จะพิจารณาส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพสูงกว่าตามภาวะความจำเป็นของโรค และสามารถขอเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี

ประชาชนมีเฮ! สิทธิ บัตรทอง เพิ่มบริการ รับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน
ประชาชนมีเฮ! สิทธิ บัตรทอง เพิ่มบริการ รับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน

สิทธิที่จะได้รับจาก บัตรทอง

  • เจ็บป่วยทั่วไป ที่ไม่ใช่อาการฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำตามสิทธิ เพียงยื่นบัตรประชาชน
  • เจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรืออาการรุนแรงขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ระดับ สีแดง สีเหลือง และสีเขียว (ตามนิยามทางการแพทย์) ให้เข้ารับบริการกับหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง กรณีเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่เข้าร่วม ให้ติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อแนะนำข้อมูลหรือประสานหาเตียงรองรับ
  • อุบัติเหตุ แบ่งเป็น 2 กรณี หากประสบอุบัติเหตุทั่วไป ให้ปฏิบัติเหมือนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่กรณีประสบอุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหมดก่อน ส่วนเกินจึงจะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้
  • สิทธิ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) คือ สิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) ที่หากไม่รักษาทันทีมีโอกาสเสียชีวิตสูง ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤติ และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยมี 6 กลุ่มอาการที่เข้าข่าย ดังนี้1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
    2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรงหายใจติดขัดมีเสียงดัง
    3. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
    4. เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
    5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกพูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วนหรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
    6. อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิตโดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สามารถย้ายเข้าระบบหน่วยบริการได้ แต่หากปฏิเสธไม่ขอย้าย ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อไปเอง (หากมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามได้ที่ ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.) 02 872 1699 ตลอด 24 ชั่วโมง)
ที่มา : https://www.set.or.th

ผลสำรวจผู้ใช้สิทธิบัตรทองปี 2565 พบมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น

26 ก.ย.2565 ทีมสื่อ สปสช. รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 9/2565 เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน มีมติรับทราบผลสำรวจความเห็นของประชาชน ผู้ให้บริการและองค์กรภาคีที่เกี่ยวข้องต่อการดำเนินงานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยพบว่า ความพึงพอใจของประชาชนอยู่ที่ 97.69% ส่วนของภาคีเครือข่ายและภาคประชาชน 97.62% และหน่วยบริการอยู่ที่ 86.19%

สำหรับสิ่งที่ยังไม่พึงพอใจ ด้านประชาชนและองค์กรภาคีเครือข่าย ต้องการให้สามารถไปรักษาที่หน่วยบริการได้ทุกที่ เพิ่มสิทธิการรักษาให้ครอบคลุมทุกโรค และสร้างการรับรู้ในหน่วยงานมากยิ่งขึ้น เพิ่มเติมการส่งเสริมและดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งขยายบริการให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่

ลลิตยา-กองคำ รองเลขาธิการ-สปสช
ลลิตยา-กองคำ รองเลขาธิการ-สปสช

นอกจากนี้ยังได้มีข้อเสนอต่อการระบบบริการของสิทธิบัตรทองด้วยเช่นกัน อาทิ สนับสนุนและส่งเสริมเพื่อลดความแออัดในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลและระบบช่วยนัดหมาย ทบทวนระเบียบ กฎเกณฑ์ และงบประมาณ ขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ฯลฯ

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากผลสำรวจในปี 2564-2565 นี้ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของประชาชน หน่วยบริการ หรือภาคีเครือข่าย ต่างมีความพึงพอใจต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาระบบบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากประเด็นความพึงพอใจจากผลสำรวจ เช่น การลงทะเบียนสิทธิย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที  นโยบายผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว  มะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ผู้รับบริการจะได้รับ ฯลฯ

พญ.ลลิตยา กล่าวต่อไปว่า กระบวนการสำรวจความเห็นนี้เป็นสิ่งที่ทาง สปสช. ทำมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งแต่ละปีการได้เสียงสะท้อนกลับมา ทำให้รู้ว่าการดำเนินงาน นโยบาย และระบบบริการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน และควรที่จะปรับปรุงในส่วนไหนเพิ่มเติม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเพื่อมุ่งสร้างระบบบริการที่ตอบโจทย์ให้กับทั้งประชาชน ผู้ให้บริการ และองค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://prachatai.com

อ่านต่อ>> บัตรทอง ไม่หยุดพัฒนา เพิ่มบริการ “รับยาจากร้านขายยา” ลดการรอคอย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นิทาน พื้นบ้าน

นิทาน พื้นบ้าน อ่านให้ลูกฟัง สนุก เพลิดเพลิน

นิทาน พื้นบ้าน มักจะมีคติสอนใจให้แก่เด็กๆ นิทานจะสะท้อนให้เห็นถึงสังคม จารีต ประเพณี ศาสนา และประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นนั้นๆ

นิทาน พื้นบ้าน อ่านให้ลูกฟัง สนุก เพลิดเพลิน

แต่ละภาคของไทยจะมี นิทาน พื้นบ้าน ที่มีความแตกต่างกันไปตามแต่ลักษณะสำคัญของภูมิภาคนั้นๆ โดยแบ่งเป็น 4 ภาคคือ นิทานพื้นบ้านภาคกลาง นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน และนิทานพื้นบ้านภาคใต้ วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอนำเสนอ นิทานพื้นบ้านภาคกลาง จะมีเรื่องอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

นิทาน พื้นบ้าน ไกรทอง
นิทาน พื้นบ้าน ไกรทอง

 

นิทาน พื้นบ้าน อ่านให้ลูกฟัง สนุก เพลิดเพลิน

 

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง : ไกรทอง (จ.พิจิตร)

          ชาละวันเป็นจระเข้เจ้า อาศัยอยู่ในถ้ำทองใต้บาดาล ในถ้ำทองจระเข้ จะกลายร่างเป็นคนได้ ชาละวันตอนกลายร่างเป็นคนจะเป็นหนุ่มรูปงาม โดยชาละวันเองมีเมียสาวสวยเป็นนางจระเข้ 2 ตัวคือ วิมาลา และเลื่อมลายวรรณ ชาละวันเป็นหลานชายของ ท้าวรำไพ ผู้เป็นจระเข้เจ้าที่อยู่ในศีลธรรม ไม่เคยจับสัตว์หรือมนุษย์กินเป็นอาหารและจะกินแต่ซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหารเท่านั้น ชาละวันแม้อยู่ในถ้ำทองจะอิ่มทิพย์ไม่ต้องกินเนื้อ แต่ด้วยความมีนิสัยที่เป็นอันธพาล จึงชอบมาเมืองข้างบนตามแม่น้ำลำคลอง จับคนที่เป็นชาวบ้านและสัตว์กินเพื่อความสนุกสนาน

ณ หมู่บ้านดงเศรษฐี แขวงเมืองพิจิตร มีพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง มีความงามเป็นที่เลื่องลือ ชื่อนางตะเภาแก้ว ผู้พี่ และนางตะเภาทองผู้น้อง ทั้งสองเป็นบุตรเศรษฐีคำ และคุณนายทองมา วันหนึ่งนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองได้ลงไปเล่นน้ำที่ท่าหน้าบ้าน ช่วงเวลานั้นเจ้าชาละวัน ซึ่งเป็นจระเข้ได้ออกมาว่ายน้ำหาเหยื่อ เมื่อได้เห็นนางตะเภาทอง ก็ลุ่มหลงในความงาม จึงโผล่ขึ้นเหนือน้ำเข้าไปคาบนางตะเภาทองแล้วดำดิ่งไปยังถ้ำทอง อันเป็นที่อยู่ของเจ้าชาละวัน

เมียของชาละวัน คือ วิมาลา และเลื่อมลายวรรณ เห็นก็ไม่พอใจแต่ก็ห้ามสามีไม่ได้ เพราะเกรงกลัวจึงต้องยอมให้ผัวมีเมียเป็นมนุษย์อีกคน เมื่อนางตะเภาทองฟื้นขึ้นมาเจ้าชาละวันก็เกี้ยวพาราสี แต่นางตะเภาทองก็ไม่สนใจ เจ้าชาละวันจึงจำต้องใช้เวทมนตร์สะกดให้นางตะเภาทองหลงรัก และยอมเป็นภรรยาตั้งแต่นั้นมา

เศรษฐีคำและคุณนายทองมาโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ที่นางตะเภาทองบุตรสาวคนเล็กถูกเจ้าชาละวันคาบไป และคิดว่าบุตรสาวตนคงตายไปแล้ว ด้วยความรักในบุตรสาวและความแค้นในเจ้าชาละวัน จึงประกาศออกไปว่าใครที่พบศพนางตะเภาทอง และสามารถปราบจระเข้ตัวนี้ได้จะมอบสมบัติของตนเองให้ครึ่งหนึ่ง และจะให้แต่งงานกับนางตะเภาแก้วด้วย

แต่ก็ไม่มีหมอจระเข้คนไหนสามารถปราบเจ้าชาละวันได้ นอกจากกลายเป็นเหยื่อของเจ้าชาละวันคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดก็มีชายหนุ่มรูปงามนามว่า ไกรทอง ซึ่งได้ร่ำเรียนวิชาการปราบจระเข้จากอาจารย์คง จนมีความเก่งกล้า ได้อาสามาปราบเจ้าชาละวัน แต่อาจารย์คงรู้ว่าเจ้าชาละวันเป็นพญาจระเข้มีอำนาจมาก และหนังเหนี่ยว ฆ่าฟันไม่ตาย เนื่องจากมีเขี้ยวเพชรทำให้อยู่ยงคงกระพัน จึงได้มอบหอกสัตตโลหะ , เทียนระเบิดน้ำ เสื้อยันต์และลูกประคำปลุกเสก แก่ไกรทอง

รุ่งเช้าตั้งพิธีบวงสรวงพร้อมอ่านคาถา ทำให้เจัาชาละวันเกิดร้อนลุ่มต้องออกจาก ถ้ำขึ้นมาต่อสู้กับไกรทอง ไกรทองกระโดดขึ้นบนหลังจระเข้ และแทงด้วยหอกสัตตโลหะ ทำให้อาคมของเขี้ยวเพชรเสื่อม หอกได้ทิ่มแทงเจ้าชาละวันจนบาดเจ็บสาหัส และได้หนีกลับไปที่ถ้ำ แต่ไกรทองก็ใช้เทียนระเบิดน้ำตามไปต่อสู้อีกในถ้ำ

ระหว่างที่เข้าไปในถ้ำไกรทองก็พบกับวิมาลา เมียของชาละวัน ด้วยความเจ้าชู้จึงเกี้ยวพาราสี นางวิมาลาจนนางใจอ่อนยอมเป็นชู้ และบอกทางไปช่วยนางตะเภาทอง

ไกรทองตามมาต่อสู้กับเจ้าชาละวันในถ้ำาต่อจนเจ้าชาละวันตาย และไกรทองก็ได้พานางตะเภาทองกลับขึ้นมา เศรษฐีดีใจมากจึงจัดงานแต่งงานให้ไกรทองกับนางตะเภาแก้ว พร้อมมอบสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง แถมนางตะเภาทองให้อีกคน ไกรทองจอมเจ้าชู้ก็รับไว้ ด้วยความยินดี

แต่ยังไม่จบแค่นั้นด้วยความเจ้าชู้ของไกรทองแม้ชาละวันตายไป ไกรทองก็ยังหลงรสรักกับนางวิมาลา จึงไปหาสู่ที่ถ้ำทอง และคิดจะพานางวิมาลาไปอยู่กินด้วย โดยทำพิธีทำให้นางยังคงเป็มมนุษย์แม้ออกนอกถ้ำทอง นางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองจับได้ว่า สามีไปมาหาสู่นางจระเข้ จึงไปหาเรื่องกับนางในร่างมนุษย์จนนางวิมาลาทนไม่ไหวกลับร่างเป็นจระเข้และไกรทองต้องออกไปห้ามไม่ให้เมียตีกันและอำลาจากนางวิมาลาด้วยใจอาวรณ์

 

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง : บางแม่หม้าย (จ.สุพรรณบุรี)

มีเรื่องเล่ากันว่ามีชายหนุ่มสองพี่น้องผูกสมัครรักใคร่สาวทางบ้านบางแม่หม้าย จนถึงได้สู่ขอและกำหนดนัดวันแต่งงาน เมื่อถึงกำหนดฝ่ายเจ้าบ่าวก็เคลื่อนขบวนสำเภาขันหมากมารับพวกมโหรีที่บ้านแห่งหนึ่ง เรียกว่า บ้านบางซอซึ่งวงมโหรีได้บรรเลงเพลงมาตามทางอย่างสนุกสนาน แต่ที่สนุกที่สุดก็เมื่อเดินทางมาถึงย่านน้ำอันกว้างใหญ่ อุดมไปด้วยสัตว์น้ำที่ดุร้าย คือ จระเข้ได้เกิดพายุใหญ่พัดจนสำเภาล่มจึงเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า บ้านสำเภาล่ม หรือสำเภาทลายปัจจุบันเรียก บ้านสำเภาทอง

เมื่อเรือล่ม บางคนก็จมน้ำตาย บางคนก็ถูกจระเข้คาบไป เจ้าบ่าวถูกจระเข้คาบว่ายไปทางทิศเหนือ ถึงบ้านเจ้าสาว เมื่อพวกของเจ้าสาวเห็นก็จำได้จึงไปบอกเจ้าสาว.. เจ้าสาวเสียใจมากวิ่งตามตลิ่งตามดูเจ้าบ่าวไปจนถึงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่อาจตามไปได้ทันท่วงทีจึงได้แต่แลมองไปจนสุดสายตา ที่ที่เจ้าสาวยืนมองอยู่นี้ ต่อมาเรียกว่า วัดบ้านสุด

แม้กระนั้นนางก็มิได้ท้อถอย มุ่งหน้าติดตามไปเรื่อย ๆ จนเหนื่อยอ่อนจึงนั่งพักที่โคกแห่งหนึ่งต่อมาได้ชื่อว่า “โคกนางอ่อน” เมื่อหายเหนื่อย นางก็ตามต่อไปอีกจนถึงโพนางเซาต่อมานางได้ข่าวว่า มีจระเข้คาบคนรักไปทางทิศใต้ จึงย้อนกลับมาและพบศพ นางจึงนำศพมาฌาปนกิจที่วัด ต่อมาวันนั้นชื่อว่า “วัดศพ” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วัดประสบสุข และบ้านเจ้าสาวจึงได้ชื่อว่า “บางแม่หม้าย” มาจนทุกวันนี้

อ่านต่อ…นิทาน พื้นบ้าน อ่านให้ลูกฟัง สนุก เพลิดเพลิน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ล่วงละเมิด ลวนลาม ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

อย่ารอให้เกิดก่อน! เทคนิคสอนลูกไม่ให้ถูก ล่วงละเมิด

ล่วงละเมิด ลวนลาม เด็กเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด เปิดสถิติน่าตกใจที่ผ่านมา พร้อมวิธีสอนลูกป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิด

อย่ารอให้เกิดก่อน! เทคนิคสอนลูกไม่ให้ถูก ล่วงละเมิด

ข่าวลวนลาม ล่วงละเมิด เด็กในปัจจุบันเป็นที่พบเห็นกันมากขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

สถิติการล่วงละเมิดเด็ก 2563

วันที่ 28 ธันวาคม 2563 มติชน รายงานว่า นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี  จังหวัดปทุมธานีแถลงผลการดำเนินงาน และสถิติรับเรื่องราวร้องทุกข์ของมูลนิธิฯ ประจำปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 – 25 ธันวาคม 2563 รวมรับเรื่องราวร้องทุกข์ทั้งสิ้น 10,147 ราย

ทั้งนี้มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้จำแนกเป็นปัญหาต่าง ๆ ซึ่งปัญหาอันดับ 1 ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ การข่มขืนและทำอนาจาร จำนวน 863 ราย จัดเป็นประเภทปัญหาที่ต้องความสำคัญและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พบว่า ปี 2563 มีผู้มาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือเพิ่มมากกว่าปี 2562 (786 ราย) ถึง 77 ราย ร้องทุกข์เฉลี่ยวันละ 2.40 ราย เปรียบเทียบกับปี 2562 จำนวน 786 ราย เพิ่มขึ้น 9.80 % พบว่า

  • อันดับ 1 ผู้ที่ข่มขืนเป็นคนรู้จัก/แฟน/เพื่อน 340 ราย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 43.26%
  • อันดับที่ 2 ผู้ที่ข่มขืนเป็นญาติ/คนในครอบครัว/พ่อเลี้ยง 241 ราย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 30.6%
  • อันดับ 3 ผู้ที่ข่มขืนเป็นคนข้างบ้าน 44 ราย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 5.60% ข่มขืน

จากสถิติที่นำเสนอมาให้เห็นนั้น จะพบว่า คนร้ายที่ทำการ ล่วงละเมิด เด็กนั้น ล้วนเป็นคนใกล้ตัว คนรู้จักของเด็กแทบทั้งสิ้น แต่ใช่ว่าคนร้ายที่จ้องทำมิดีมิร้ายกับลูกคุณจะมีเพียงคนใกล้ตัวเท่านั้น เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางเพจดัง Drama addict ได้มีการออกมาแจ้งเตือนให้ระวังคนร้ายที่ไล่ลวนลามเด็กนักเรียนย่านห้างดัง พบว่าก่อเหตุมาเป็นเดือนแล้ว ยังไม่สามารถจับตัวได้ จนโรงเรียนละแวกดังกล่าวต้องออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ปกครองให้ระวังดูแลเด็กนักเรียนให้ดี

ที่มา เพจ Drama addict
ที่มา เพจ Drama addict

เมื่อภัยร้าย การล่วงละเมิด การลวนลาม นั้นมีอยู่รอบตัวลูกมากมายเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่คงหนักใจว่าแล้วเราจะป้องกันระมัดระวังภัยให้แก่ลูกของเรากันได้อย่างไรดี เมื่อเราไม่สามารถคุ้มครอง ดูแลเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ลวนลาม ต้นตอไปสู่ปัญหาใหญ่!!

“โรคใคร่เด็ก” (Pedophilia) หนึ่งในอาการบกพร่องทางจิตประเภทหนึ่งในกลุ่มโรคกามวิปริตที่มักเกิดความต้องการทางเพศกับเด็ก ชอบเด็กหรือรักเด็กมากในลักษณะคลั่งไคล้เกินขอบเขตปกติ โดยมักจะเกิดอารมณ์เมื่อเห็นภาพเด็ก และเกิดความติดตาตรึงใจ จนนำไปสู่การนำเด็กมาเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่ทางเพศ โดยโรคใคร่เด็กมักพบได้บ่อยในเพศชายที่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไป แต่ทั้งก็อาจเจอได้ในวัยรุ่นตอนปลายเช่นกัน ทางการแพทย์จึงมีการกำหนดว่า ผู้ที่มีอายุมากกว่า 16 ปี ที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กอายุน้อยกว่าอย่างน้อย 5 ปี จะจัดเป็นโรคใคร่เด็ก

ลักษณะของการล่วงละเมิดทางเพศ  มีรูปแบบต่างๆดังนี้

การล่วงละเมิดโดยไม่มีการสัมผัส ได้แก่

  • เปิดอวัยวะเพศให้เด็กดู
  • การให้เด็กดูภาพหรือวิดีโอโป๊
  • การสำเร็จความใคร่ต่อหน้าเด็ก
  • ทำกิจกรรมทางเพศให้เด็กดู

การล่วงละเมิดโดยการสัมผัส

  • การสัมผัสกอดจบลูบคลำร่างกายหรืออวัยวะเพศของเด็ก
  • การให้เด็กลูบคลำจับต้องอวัยวะเพศของผู้ใหญ่ หรือให้เด็กสำเร็จความใคร่ให้
  • สอดใส่อวัยวะเพศ หรือสิ่งของอย่างอื่นทางช่องคลอด หรือ ทวารหนัก หรือ ทางปาก ของเด็ก

การใช้เด็กเพื่อหาผลประโยชน์

  • ใช้เด็กในการถ่ายภาพหรือวิดีโอโป๊
  • การใช้เด็กค้าประเวณี

หลังจากที่เราทำความรู้จักกันไปบ้างแล้ว เรามาลองดูกันบ้างว่าในทางกฎหมาย เราจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?

บาดแผลทางใจ ล่วงละเมิด เด็ก ที่เด็กไม่อาจบอกใคร
บาดแผลทางใจ ล่วงละเมิด เด็ก ที่เด็กไม่อาจบอกใคร

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษและลงโทษโดยคำนึงถึงความผิดปกติทางจิต “โรคใคร่เด็ก” และอาจไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชผู้ทำความผิดจึงมีความผิดและรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา แบ่งออกตามรูปแบบของการกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก

  1. ไม่มีการสัมผัสร่างกาย เช่น เปลือยกายให้เด็กดูอวัยวะเพศ แอบดูเด็กอาบน้ำ พูดจาลวนลาม ให้เด็กดูภาพ-คลิปลามกเพื่อเร่งเร้าหรือกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
  2. สัมผัสร่างกายแต่ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ เช่น กอด จูบ ลูบคลำอวัยวะเพศเด็กด้วยมือหรือปากให้เด็กจับอวัยวะเพศเพื่อสำเร็จความใคร่
  3. ล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากกระทำชำเราแล้วจะบังคับ ข่มขู่เด็ก ให้เก็บเป็นความลับและกระทำชำเราซ้ำๆ หรือทำร้ายร่างกายหรือฆ่า

ยูนิเซฟชี้!! ไทยขาดความเชี่ยวชาญการคุ้มครองเด็กในระดับชุมชน

วันที่ 22 เมษายน 2562 องค์กรยูนิเซฟ ประเทศไทย องค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ประเทศไทยยังขาดความเชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็กในระดับชุมชน ประเทศไทยได้มีการดำเนินงานด้านคุ้มครองเด็กในหลายด้าน เช่น การจัดตั้งศูนย์พึ่งได้ (One Stop Crisis Centre) ในระดับจังหวัดและอำเภอ และจัดตั้งบ้านพักเด็กและครอบครัวในทุกจังหวัดเพื่อให้การดูแลรักษาและช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในภาวะเปราะบางรวมทั้งเด็กที่ถูกกระทำรุนแรง อีกทั้งยังจัดให้มีบริการสายด่วน 1300 เพื่อรับเรื่องร้องเรียนทุกปัญหาสังคมรวมทั้งการกระทำรุนแรงต่อเด็ก

แต่ปัญหาของไทยอยู่ที่ ยังขาดบุคลากรที่ดูแลเรื่องนี้ในระดับท้องถิ่น หรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นระดับที่มีเหตุการณ์รุนแรง หรือล่วงละเมิดเด็กมากที่สุด ปัจจุบัน อัตราส่วนของนักสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยคือราว ๆ 4 คนต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี 207 คน หรืออังกฤษซึ่งมี 137 คนต่อประชากร 100,000 คน ในระดับท้องถิ่น คาดว่ามีการขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์ราว 7,000 คน

ซึ่งการขาดแคลนนักวิชาชีพเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองเด็กที่มีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้เด็กต้องถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะเข้าถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสม หรือไม่ก็อาจตกหล่นในกระบวนการส่งต่อ

อ่านต่อ >>สอนเด็กให้รู้จักภัยใกล้ตัว หากถูกล่วงละเมิด ด้วยนิทาน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคกินไม่หยุด

ลูกกินเก่ง อาจป่วย โรคกินไม่หยุด พร้อมสาเหตุ และวิธีรับมือ

โรคกินไม่หยุด – สำหรับคนเป็นพ่อแม่ แค่ลูกได้กินอิ่มนอนหลับขับถ่ายดี ก็ถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตแล้ว จริงมั้ยคะ?  แต่ในทางกลับกัน ในเรื่องของอาหารการกินถ้าหากลูกชอบกินแบบไม่หยุดหย่อน กินมาก กินเร็ว กินไม่รู้จักอิ่ม คนเป็นพ่อแม่ก็ย่อมทุกข์ใจได้เช่นกัน ด้วยความกังวลในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของลูก เช่น น้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือ เป็นโรคอ้วน และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกวันนี้ มีความเจ็บป่วยในเด็กที่เชื่อมโยงกับการกินอาหารที่ผิดปกติอย่างโรค กินไม่หยุด  (Binge Eating Disorder : BED)  ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่ต้องได้รับการรักษาเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของเด็ก

เด็กที่ป่วย โรคกินไม่หยุด  มักมีปัญหาในการกิน กล่าวคือพวกเขาจะกินมากเกินไปโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โรคกินไม่หยุดส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 2% ทั่วโลก ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับอาหาร เช่น ระดับคอเลสเตอรอลสูง และโรคเบาหวาน เป็นต้น อย่างไรก็ตามสำหรับสาเหตุของโรคนี้ อาหารไม่ใช่ผู้ต้องหาเพียงฝ่ายเดียวเดียว แต่โรคทางจิตเวชบางอย่างยังสามารถเชื่อมโยงกับการพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ ได้  เช่น ความวิตกกังวล ความเครียดสูง หรือ ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

ลูกกินเก่ง อาจป่วย โรคกินไม่หยุด พร้อมสาเหตุ และวิธีรับมือ

โดยปกติแล้วเด็กส่วนใหญ่อาจมีวันที่ได้กินอาหารปริมาณมากกว่าปกติได้หากมีวาระหรือโอกาสพิเศษต่างๆ แต่สำหรับเด็กที่ป่วยด้วยโรคกินไม่หยุด พวกเขาจะสามารถกินอาหารมื้อหนักๆ ได้แบบไม่รู้จักอิ่มในทุกวาระโอกาส พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่สามารถหยุดการกินได้ แม้ว่าจะอิ่มจนไม่สบายท้องแล้วก็ตาม สำหรับเด็กที่มีปัญหากินมากเกินไปบางครั้งอาจเป็นเพราะการกินอาหารทำให้รู้สึกสงบหรือสบายใจหรือหยุดพวกเขาจากความเครียดต่างๆ อย่างไรก็ตามหลังจากการได้กินอาหารแล้วผลที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับพวกเขา คือ ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด และความทุกข์ใจ นอกจากนี้ เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นโรคกินไม่หยุด มักมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีน้ำหนักปกติก็ยังสามารถป่วยเป็นโรคกินไม่หยุดได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในวัยเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุและอาการของโรคตลอดจนวิธีในการรับมือ

สาเหตุของโรคกินไม่หยุด

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาของความผิดปกติของการกิน รวมทั้งทางชีววิทยา/พันธุกรรม จิตวิทยา และโภชนาการ ส่วนประกอบทางชีววิทยาและพันธุกรรมที่หลากหลายอาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาความผิดปกติของการกินที่ผิดปกติ ซึ่งรวมถึง  เคมีในสมอง ภาวะทางจิตเวชที่มีอาการร่วม และรูปร่าง/ขนาดร่างกาย มีงานวิจัยล่าสุด กำลังตรวจสอบผลกระทบของระดับเซโรโทนินที่ต่ำกว่าปกติซึ่งบังคับให้คนกระหายและแสวงหาอาหารประเภทแป้งในปริมาณที่มากเกินไป (เช่น ของว่าง ของหวาน) ที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนินในระดับที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า BED อาจเชื่อมโยงกับโรคสมาธิสั้น หรือ สมาธิสั้น (ADHD) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกไวต่อพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น เช่น การกินมากเกินไป สุดท้าย เด็กที่มีรูปร่างใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติอาจมีแนวโน้มที่จะป่วยได้มากกว่าเด็กที่มีรูปร่างที่เล็กกว่าหรือเพรียวบางกว่า พวกเขาอาจประสบกับความอับอายรูปร่างของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้อาหารเพื่อระงับความทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย

ความผิดปกติของการกินมากเกินไปมักมีสาเหตุมาจากองค์ประกอบทางจิตใจและอารมณ์ที่ได้รับการจัดการอย่างไม่เหมาะสม ด้วยการใช้อาหารในทางที่ผิด สิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุดคือ บาดแผลทางจิตใจบางรูปแบบและ/หรือประสบการณ์ที่น่าวิตกอย่างมากมักเป็นสาเหตุของโรคกินไม่หยุด ซึ่งอาจรวมถึง:

  • การถูกล่วงละเมิดทางร่างกายหรือทางอารมณ์
  • การถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • การถูกละเลยทางอารมณ์
  • ความขัดแย้งหรือความตึงเครียดในบ้านสูง
  • การหย่าร้างของผู้ปกครองหรือการแยกกันอยู่ การสูญเสียผู้ปกครอง
  • ความอัปยศอับอายในที่สาธารณะซ้ำแล้วซ้ำอีก
  • การถูกปฏิเสธโดยคนรอบข้างและ/หรือคนที่รัก
  • การถูกกลั่นแกล้ง
  • ประสบการณ์เลวร้ายที่คุกคามชีวิต (เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ ภัยธรรมชาติ)

เมื่อประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจเช่นนี้ไม่ได้รับการเยียวยาบำบัดหรือไม่ได้รับการแก้ไข เด็กอาจรู้สึกท่วมท้นไปด้วยอารมณ์และความคิดของตนในการตอบสนองต่อบาดแผล จากนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะ “ยัดเยียด” อารมณ์ และความต้องการของตนด้วยสิ่งที่มากเกินไป เช่น ปริมาณอาหาร เป็นต้น

ในทางโภชนาการ เด็กและวัยรุ่นที่ป่วยด้วยโรคกินไม่หยุด อาจถูกกดดันให้รับประทานอาหารที่ “ดีต่อสุขภาพ” และ/หรือควบคุมอาหาร โดยได้รับการสนับสนุนให้หลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวและของหวาน แม้ว่าวิธีนี้จะดูเหมือนเป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้เด็กหยุดกินมากเกินไปและมีน้ำหนักที่พอเหมาะตามเกณฑ์ แต่ก็มักจะไม่ได้ผลเพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กต้องการอาหารที่มีประโยชน์น้อยลงไปอีก

ลูกป่วยโรคกินไม่หยุด
ลูกป่วยโรคกินไม่หยุด

อาการของ โรคกินไม่หยุด

สำหรับพ่อแม่ การสังเกตอาการการกินมากเกินไปของลูกอาจเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากอาการมักเกิดขึ้นโดยลำพัง ความอับอายที่พวกเขารู้สึกก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ บังคับให้พวกเขาซ่อนพฤติกรรมของตนจากผู้อื่น ดังนั้น จึงเป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ที่จะเข้าใจว่าสัญญาณเตือนอื่นๆ ที่ควรระวังที่อาจบ่งชี้ว่าลูกของคุณกำลังต่อสู้กับโรคนี้

สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตว่าการเกิดขึ้นของอาการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่รับประกันความกังวลหรือบ่งชี้ว่า BED มันเป็นกลุ่มดาวของสัญญาณหลายอย่างที่อาจบ่งบอกถึงการต่อสู้ของเด็กกับโรค แม้ว่ารายการสัญญาณเตือนที่สังเกตได้ต่อไปนี้จะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็สามารถระบุสัญญาณที่พบบ่อยที่สุดที่เด็กหรือวัยรุ่นอาจกำลังดิ้นรนกับเตียงได้

1. คุณพบกระดาษห่ออาหารเปล่าในห้องนอน ห้องน้ำ กระเป๋าเป้ ในรถยนต์ หรือสถานที่อื่นๆ ที่เด็กอาจใช้เวลาอยู่คนเดียว บ่อยครั้งที่กระดาษห่อหุ้มถูกซ่อนไว้ โดยคุณอาจพบว่ามันอยู่ใต้เตียง ยัดไว้ที่หลังลิ้นชัก หรือฝังไว้ในถังขยะอย่างมีกลยุทธ์

2. ลูกของคุณดูเหมือนจะหมกมุ่นอยู่กับอาหาร มักจะพูดถึงอาหารมื้อต่อไปหรือของว่าง สิ่งที่พวกเขาต้องการซื้อที่ร้านขายของชำ หรือ ร้านอาหาร  ดังนั้น มีแนวโน้มว่าเด็กที่มีปัญหาเรื่องการกินมากเกินไปกำลังใช้พลังงานส่วนใหญ่ของตนเองไปหมกมุ่นอยู่กับอาหาร

3. ลูกของคุณกินเร็วผิดปกติและกินส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ หรือในบางรายอาจดูเหมือนกินน้อยมากในขณะที่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

4. ลูกของคุณมองหาอาหารเมื่อมีความทุกข์ทางอารมณ์และ/หรือรู้สึกหนักใจแม้ว่าร่างกายจะไม่หิวก็ตาม เมื่อมีสัญญาณเตือนดังกล่าว ข้อความที่ดูเหมือนไร้เดียงสาเช่น “ผมเหนื่อยจังวันนี้ ผมอยากกินคัพเค้กครับแม่” หรือ “ไก่ทอดจะช่วยให้หนรู้สึกดีขึ้น” ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าการกินของพวกเขาไม่เป็นระเบียบ

5. คุณสังเกตเห็นการเพิ่มของน้ำหนักที่ไม่เหมาะสมตามวัยและ/หรือความผันผวนของน้ำหนักที่ไม่ได้เกิดจากสภาวะทางการแพทย์หรือการพัฒนาทางกายภาพเชิงบรรทัดฐาน ประมาณ 70% ของผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องการกินมากเกินไปก็มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนเช่นกัน เป็นผลให้ผู้กินอาหารมากเกินไปอดอาหารบ่อยครั้งในความพยายามที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลยังเป็นการสร้างวงจรของการกินไม่หยุดแบบเรื้อรัง การอดอาหารแบบ “โยโย่” อาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดและรวดเร็ว

6. ลูกของคุณแสดงอาการซึมเศร้าและ/หรือวิตกกังวล อย่างเห็นได้ชัด ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กทั้งหมดที่ป่วยโรค BED กำลังดิ้นรนกับภาวะซึมเศร้า สิ่งนี้อาจปรากฏในรูปแบบของการขาดเรียนและความรับผิดชอบอื่น ๆ การพบปะสังสรรค์กับเพื่อนน้อย หรือไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมนอกหลักสูตรและงานอดิเรกที่เหมาะสมกับวัย การแสดงความโกรธหรือความเกลียดชังเพิ่มขึ้น เงียบขึม เก็บกด ใช้เวลาอยู่คนเดียวในห้องนอนและ/หรือนอนมากขึ้น และไม่ร่วมกิจกรรมที่พวกเขาเคยเล่นด้วยความสนุกสนาน

อ่านต่อ…ลูกกินเก่ง อาจป่วย โรคกินไม่หยุด พร้อมสาเหตุ และวิธีรับมือ ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด เพราะๆ เท่ๆ เสริมสิริมงคล

ตั้งชื่อลูกชาย เพราะ ๆ ทันสมัย ชื่อมีความหมายที่ดี ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด เสริมความเป็นสิริมงคล ชื่อเด่น การงานเริ่ด การเงินดี ชีวิตรุ่งเรือง

ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด เพราะๆ เท่ๆ เสริมสิริมงคล

ลูกชายกำลังจะคลอดแล้ว มามองหา ชื่อลูกชาย เตรียมไว้กันดีกว่า คนไทยให้ความสำคัญกับชื่อจริงอย่างมาก นอกจากจะเพราะระรื่นหูเวลาเรียกแล้ว ความหมายก็ต้องดี ชื่อก็ต้องเสริมดวงของเจ้าของด้วย ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำชื่อมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกโดยการ ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด เพื่อความเป็นสิริมงคลกันค่ะ

ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด
ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด เพราะๆ เท่ๆ เสริมสิริมงคล

ชื่อลูกชาย เกิดวันอาทิตย์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันจันทร์เวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ชญานนท์ ชะ-ยา-นน ยินดีในความรู้
ชนกันต์ ชะ-นะ-กัน เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ชยพล ชะ-ยะ-พน มีพลังคือชัยชนะ
ชัชชน ชัด-ชน นักสู้
ชัชรินทร์ ชัด-ชะ-ริน ผู้เป็นใหญ่
ฐากูร ถา-กูน ที่เคารพ
ณภัทร นะ-พัด ดีงามด้วยความรู้
ณัทธร นัด-ทอน ทรงความรู้
เดชาธร เด-ชา-ทอน ทรงไว้ซึ่งเดช
ดนุสรณ์ ดะ-นุ-สอน มีตนเองเป็นที่พึ่ง
ตุนท์ ตุน คล่องแคล่ว ว่องไว
นัทธ์พิรดา นัด-พิ-ระ-ดา ผูกพันกับความกล้าหาญ และความสุข
ธนัท ทะ-นัด ให้ทรัพย์สมบัติ
พีราวัชร พี-รา-วัด กล้าหาญดั่งเพชร
ภาณุภัทร พา-นุ-พัด เจริญด้วยแสงสว่าง

ชื่อลูกชาย เกิดวันจันทร์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันอังคารเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ชยธน ชะ-ยะ-ทน ทรงไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติ
ชลธร ชน-ละ-ทอน ผู้ทรงไว้ซึ่งน้ำ คือ ทะเล
ณรงค์ นะ-รง การรบ
ณพล นะ-พน มีพละกำลังดี
ณัช นัด เกิดมาเพื่อความรู้ ผู้ให้เกิดความรู้
ตฤณ ตริน หญ้า
ธนกร ทะ-นะ-กอน สร้างทรัพย์สิน
ธนวัฒน์ ทะ-นะ-วัด เจริญด้วยทรัพย์
ธนนท์ปภพ ทะ-นน-ปะ-พบ ยินดีมั่นคงในโลก
ธนัน ทะ-นัน ผู้มีทรัพย์
นัทธ์ นัด ผูกพัน
พรรธน์สพล พัด-สะ-พน กำลังแข็งแกร่ง และเจริญ
พชรพล พัด-ชะ-ระ-พน แข็งแกร่งดุจเพชร
ภพสรรค์ พบ-สัน สร้างภพ สร้างโลก
วรนน วอ-ระ-นน มีใจประเสริฐ

ชื่อลูกชาย เกิดวันอังคาร (เวลา 06.00 น. – เช้าวันพุธเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
เดชาธร เด-ชา-ทอน ทรงไว้ซึ่งเดช
ดนุสรณ์ ดะ-นุ-สอน มีตนเองเป็นที่พึ่ง
เตโชดม เต-โช-ดม มีเดชสูงสุด
ธนดล ทะ-นะ-ดน บันดาลทรัพย์
ธนเดช ทะ-นะ-เดด มีทรัพย์เป็นอำนาจ
ธนภูมิ ทะ-นะ-พูม พื้นที่แห่งทรัพย์
ธนาฒย์ ทะ-นาด ผู้ร่ำรวย
นัทธ์พิรดา นัด-พิ-ระ-ดา ผูกพันกับความกล้าหาญ และความสุข
นภาเดช นะ-พา-เดด อำนาจฟ้า
ปัญจพล ปัน-จะ-พน มีพลังห้าอย่าง
พชร พด-ชะ-ระ เพชร
พีรเจษฎ์ พี-ระ-เจด ผู้กล้าและเป็นใหญ่
ภาณิน พา-นิน ผู้พูดเก่ง นักพูด
ภัณนวรจน์ พัน-นะ-วะ-รด รุ่งเรืองด้วยคำพูดใหม่ ๆ
ภูดิทภัทร พู-ดิด-พัด สูงส่งเจริญดีงาม

 

ชื่อลูกชาย เกิดวันพุธกลางวัน (เวลา 06.00 น. – เย็นวันพุธเวลา 17.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กรวีร์ กอ-ระ-วี กล้าหาญในการทำงาน
กมนทัต กะ-มน-ทัด ที่ให้ตามความปรารถนา
กรณ์ กอน การกระทำ
กีรติ กี-ระ-ติ ผู้มีเกียรติ
ขัตติย ขัด-ติ-ยะ พระเจ้าแผ่นดิน
เขมวันต์ เขม-มะ-วัน ที่แห่งความเกษม เจริญรุ่งเรือง
คทาธร คะ-ทา-ทอน ผู้ถือตะบองเป็นอาวุธ
ฐากูร ถา-กูน ผู้น่าเลื่อมใส
ณรงค์ฤทธิ์ นะ-รง-ริด มีฤทธิ์ในการรบ
ตุลธร ตุน-ละ-ทอน ทรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรง
ทัพพ์ ทับ ทรัพย์สมบัติ
ธาดา ทา-ดา ผู้สร้าง
นครินทร์ นะ-คะ-ริน เจ้าเมือง
ปกรณ์ ปะ-กอน คัมภีร์
ภรัณยู พะ-รัน-ยู ผู้ปกป้อง

 

อ่านต่อ…ตั้งชื่อลูกชายตามวันเกิด เพราะๆ เท่ๆ เสริมสิริมงคล คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สารเคมีรั่วไหล สารพิษ ปฐมพยาบาล

สารเคมีรั่วไหล ไม่ทันตั้งตัวรับมือไม่ดีส่งผลระบบประสาทได้

สารเคมีรั่วไหล พบบ่อยครั้งขึ้นในปัจจุบัน นักวิชาการชี้สูดดมเข้าไปผลกระทบระยะยาว เสี่ยงมะเร็ง ภัยอันตรายที่ไม่รู้วิธีรับมือไม่ได้แล้ว รู้ไว้ปลอดภัยกว่า

สารเคมีรั่วไหล ไม่ทันตั้งตัวรับมือไม่ดีส่งผลระบบประสาทได้!!

อ.อ๊อด แนะอพยพ ปชช.ออกจากจุดสารเคมีรั่วให้ไกลที่สุด หากสูดดมนานส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง – เสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็ง  ล่าสุดผู้ว่าฯ นครปฐม ลงพื้นที่สั่งปิดโรงงานสารเคมีรั่ว ชั่วคราว วัน เพื่อตรวจสอบสาเหตุและหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัท อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ จำกัด ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หลังเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลแต่สามารถปิดวาล์วได้แล้ว แต่ต้องตรวจสอบว่ามีน้ำมันรั่วไหลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันกลิ่นสารเคมีที่ลอยไปไม่อันตราย แต่อาจเกิดการระคายเคืองตา เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อประมาณ 6 โมงเช้าวันนี้ (22 ก.ย. 2565) เบื้องต้น สั่งโรงงานหยุดการดำเนินการผลิตชั่วคราว 1 วัน เพื่อให้ช่างตรวจสอบจุดที่ชำรุด และให้อุตสาหกรรมจังหวัดเข้ามาตรวจสอบก่อนเปิดการผลิต ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบรุนแรง แต่เนื่องจากกลิ่นกระจายตัวออกไปในวงกว้าง จึงทำให้ประชาชนเกิดความสงสัย

  • นักวิชาการแนะอพยพจากพื้นที่

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลกับ workpointTODAY ถึงกรณีสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานย่านนครชัยศรี จ.นครปฐม ว่า สารเคมีที่รั่วไหลออกมานั้นน่าจะเป็นสารเคมีอะโรเมติกเบนซิน กลุ่มโทลูอีนที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติก สารโทลูอีน จะมีลักษณะเป็นของเหลว ใสๆ และมีกลิ่นที่รุนแรง เมื่อสูดดมเป็นเวลานานจะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง และทำให้ระบบทางเดินหายใจระคายเคืองอย่างรุนแรง จะมีอาการแสบจมูก หากสะสมในร่างกายจำนวนมากสารเคมีชนิดนี้จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งในเม็ดเลือด

ที่มา : https://workpointtoday.com
สารพิษ สารเคมีรั่วไหล จากโรงงาน
สารพิษ สารเคมีรั่วไหล จากโรงงาน

จากเหตุการณ์เหตุสารเคมีรั่วไหล โรงงานพื้นที่ขุนแก้ว อำเภอนครชัยศรี อาจมีโอกาสที่สารพิษอันตรายจะเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดอันตราย ดังนั้นหากเรารู้วิธีดูแลตัวเองในขณะ สารพิษรั่วไหล ว่าจะต้องรับมืออย่างไรให้ได้รับสารพิษที่ระเหยมาให้น้อยที่สุด และการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียได้

เมื่อ สารเคมีรั่วไหล ทำให้ร่างกายเสี่ยง 3 กลุ่มโรค!!

สารเคมีที่รั่วออกมานั้น ระเหยออกมาตามอากาศ ที่เราสูดดม ดังนั้นจึงเป็นการหลีกเลี่ยงได้ยากหากเราอยู่บริเวณใกล้เคียง  โดยสารเคมีที่รั่วไหลมานั้น เป็นสาร Biphenyl และ Diphenyl oxide เป็นสารเคมีที่มีลักษณะก่อผลึกใสไม่มีสี จะทำให้เกิดการระคายเคืองตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับ สาร Biphenyl หรือสัมผัสเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อตับ และระบบประสาท ซึ่งสารพิษอาจส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความเสี่ยงป่วยจาก 3 กลุ่มโรค ดังนี้

1) กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ อาเจียน คลื่นไส้

2) กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น อาการคันตามร่างกาย มีผื่นแดงตามร่างกาย

3) กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่น อาการแสบหรือคันตา ตาแดง

ทั้งนี้ ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด หอบหืด ภูมิแพ้ เป็นต้น หากได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป

การปฐมพยาบาล เมื่อได้รับสารพิษ

สารเคมีเมื่อเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม ย่อมมีผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน เพราะเป็นสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการ และอาจทำให้เกิดเป็นสารพิษเมื่อสารนั้นไปทำลายระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ ดังนั้นนอกจากเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิด สารเคมีรั่วไหล ที่เป็นอันตรายต่อผู้คนในจังหวัดนครปฐมแล้ว เราทุกคนควรรู้หลักการเบื้องต้นของการปฐมพยาบาล หรือรับมือกับสถานการณ์ที่คล้ายเคียงกันนี้ หรือแม้แต่การพบเจอผู้ที่ได้รับสารพิษโดยตั้งใจก็ตาม เพราะความจริงแล้วสารพิษจากสารเคมีนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างท่อ โซดาไฟ เป็นต้น เราจึงควรทำความเข้าใจไว้เพื่อความปลอดภัย

ช่องทางการรับสารพิษ

  1. การกิน
  2. การสูดดม
  3. สัมผัสผ่านเยื่อบุ (ผิวหนัง ตา และจมูก)
สูดดมสารพิษในปริมาณมากอาจหมดสติได้
สูดดมสารพิษในปริมาณมากอาจหมดสติได้

การประเมินภาวะการได้รับสารพิษ

การได้รับสารพิษ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลที่รีบด่วน และเฉพาะเจาะจง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องประเมินจำแนกให้ได้ว่าอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยนั้น  ว่าเกิดจากสารพิษใด นอกจากประเมินอาการแล้ว ยังจำเป็นต้องสังเกตสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยร่วมด้วย ดังนี้

  • การคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง น้ำลายฟูมปาก หรือมีรอยไหม้นอกบริเวณริมฝีปาก มีกลิ่นสารเคมีบริเวณปาก
  • เพ้อ ชัก หมดสติ  มีอาการอัมพาตบางส่วนหรือทั่วไป  ขนาดช่องม่านตาผิดปกติ อาจหดหรือขยาย
  • หายใจขัด หายใจลำบาก มีเสมหะมาก มีอาการเขียวปลายมือปลายเท้า  หรือบริเวณริมฝีปาก   ลมหายใจมีกลิ่นสารเคมี
  • ตัวเย็น  เหงื่อออกมาก  มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อได้รับสารพิษจากการกิน

ควรรีบส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่หากผู้ป่วยมีอาการซึม หมดสติ แน่นหน้าอก หรือหายใจติดขัด ควรติดต่อรถพยาบาลมาส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาล สามารถติดต่อสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โทร. 1669 โดยในระหว่างรอรถพยาบาล เราสามารถปฎิบัติตัว ดังนี้

  • ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก เพื่อลดการสัมผัสสารพิษจากเสื้อผ้าผู้ป่วยที่ไปสัมผัสโดน
  • จับผู้ป่วยให้นอนตะแคง เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
  • รอรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

    สวมใส่หน้ากากอนามัยสองชั้น ป้องกัน สารเคมีรั่วไหล
    สวมใส่หน้ากากอนามัยสองชั้น ป้องกัน สารเคมีรั่วไหล

สิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อได้รับสารพิษจากการกิน

ด้วยความเชื่อดังต่อไปนี้ ที่มักจะบอกต่อ ๆ กันมาเพื่อนำมาใช้เป็นวิธีล้างพิษเป็นวิธีที่การที่ผิด ไม่แนะนำ ในความเป็นจริงแล้ววิธีต่าง ๆ เหล่านั้นจะยิ่งช่วยเพิ่มความอันตรายต่อผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากการกินมากขึ้นไปอีก เพราะสารพิษเหล่านี้เมื่อไปทำด้วยวิธีการเหล่านั้นจะยิ่งทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยมากขึ้น และอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจมากขึ้นด้วย

  1. ล้วงคอให้อาเจียน
  2. ห้ามผู้ป่วยที่รับสารพิษกินไข่ดิบ โดยหวังจะให้อาเจียน
  3. ให้ผู้ที่ได้รับสารพิษดื่มน้ำ หรือนมในปริมาณมาก ๆ เพื่อหวังเจือจาง

อ่านต่อ>> วิธีปฐมพยาบาล เมื่อได้รับสารพิษที่พ่อแม่ควรรู้ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝันว่ามีลูก

ฝันว่ามีลูก จะสมหวังดั่งฝัน หรือหมายความว่าอะไร?

ความฝัน ฝันว่ามีลูก ฝันว่ามีลูกชาย ฝันว่ามีลูกสาว ฝันว่าเด็กเดินมาให้อุ้ม ฝันเห็นเด็ก ฝันว่าอุ้มเด็กผู้หญิง ฝันว่าอุ้มเด็กผู้ชาย หมายความว่าอย่างไร

ฝันว่ามีลูก จะสมหวังดั่งฝัน หรือหมายความว่าอะไร?

ผู้ที่กำลังรอให้ลูกมาเกิด หาก ฝันว่ามีลูก คงรู้สึกดีใจ แต่ผู้ที่ยังไม่พร้อมมีลูก คงรู้สึกกังวลใจไม่น้อย เพราะความเชื่อเรื่อง ความฝัน อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน หลายคนเชื่อว่าความฝัน บ่งบอกอะไรบางอย่าง แล้วฝันว่ามีลูก ฝันเกี่ยวกับเด็กต่าง ๆ จะมีความหมาย ทำนาย ว่าอย่างไร พร้อมเลขเด็ด ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมมาฝากแล้วค่ะ

ฝันว่ามีลูก
ฝันว่ามีลูก

ฝันว่ามีลูก

ทำนายว่า คุณจะถูกคนชั้นสูงรังแก จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องงานและเรื่องที่อยู่อาศัย อาจจะได้เงินคืนจากลูกหนี้แบบไม่คาดคิดมาก่อน

ความรัก

คนที่อยากมีกิ๊กบ้างคงต้องร้องเพลงรอเพราะอีกนานกว่าที่คุณจะสมหวัง คนที่มีคู่แล้วให้ระวังเรื่องความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างคู่ของคุณกับเพื่อนสนิทของคุณ จับตาดูไว้ให้ดีๆ จะมีเรื่องที่เสี่ยงกับปัญหาชู้สาว รักสามเส้า หรือการเปลี่ยนคนรัก

ดวงการเงิน การงาน

ต้องหนักแน่นใช้ความอดทนกับการทำงานที่มีแรงกดดันนี้ไปก่อน แล้วทุกคนจะยอมรับในความสามารถของคุณเอง การงานเรียกได้ว่ารุ่งเรือง สดใส เป็นช่วงโอกาสทองของคุณเลยทีเดียว การงานได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในสายงานเป็นอย่างดี

เลขมงคล เด่นนำโชค

0 2 7 9

059 337 415

 

ฝันว่ามีลูก 2 คน

ทำนายว่า จะมีเหตุให้ต้องเดินทางไปธุระหลายแห่งจนแทบไม่มีโอกาสหยุดพัก ศัตรูที่เคยไม่ถูกกันจะมาขอคืนดี ความเจริญของคุณจะมาจากความอ่อนน้อมถ่อมตนกับคนที่มีอายุมากกว่า

ความรัก

คนโสดอาจจะมีเรื่องรักซ้อนเข้ามาสอดแทรกให้ยุ่งยากใจได้ ใครที่ชอบมีความรักแบบปิดบังซ่อนเร้น ช่วงนี้จะรู้สึกร้อนรุ่ม เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย คนที่เคยทะเลาะกันหรือหึงหวงกันอยู่จะดีขึ้น และกลับมารักใคร่กันดีกว่าเก่า

ดวงการเงิน การงาน

ได้ลาภจากการทำงาน หรืออาจจะได้งานพิเศษทำแบบไม่คาดคิด จะได้ข่าวดีเรื่องงานในอนาคต ถ้าจะย้ายงานหรือเปลี่ยนงานหรือหางานใหม่จะรู้ผลในเดือนนี้ การเงิน ค่อนข้างนิ่ง รายได้อาจหดหายไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับฝืดเคือง

เลขมงคล เด่นนำโชค1 8 9

เลขมงคล เด่นรอง

00 75 98

19 44 884

 

ฝันว่ามีลูก 3 คน

ทำนายว่า คุณมีเกณฑ์จะต้องระวังในเรื่องของการหลอกลวงจากมิตรใหม่ที่เข้ามาสนิทสนมกับคุณ คุณจะได้ลาภก้อนโตจากผู้ใหญ่ ระวังต้องทุกข์ยากลำบากใจด้วยเหตุซึ่งเกิดจากบุคคลซึ่งมีวัยอ่อนกว่า!

ความรัก

คุณควรระวังการมีปากเสียงกับคู่ครอง และกับเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน คุณอาจจะพบคนที่ถูกใจแล้ว แต่มันยังไม่ใช่จังหวะที่จะเจอเนื้อคู่ ถึงคุณจะมีแฟนแล้ว แต่ก็จะมีคนเสนอตัวเข้ามาใกล้ชิด

ดวงการเงิน การงาน

จะมีปัญหาเรื่องการประสานงานไว้ว่าจะกับคนสนิท หรือ คนข้างนอกแต่ก็จะฝ่าฟันผ่านไปได้แค่ใช้ความพยายาม อีกประมาณ 2 เดือนการเงินของคุณจะมั่นคงและดีขึ้นกว่าเก่า การงานหนักหนาสาหัสเอาการ ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่แล้วผลที่ตามมาคุณจะหายเหนื่อยแน่นอน

เลขมงคล เด่นนำโชค

6 9

เลขมงคล เด่นรอง

78

42 49 694 417 890

 

ฝันว่ามีลูกหลายคน

ทำนายว่า ต้องระวังเป็นพิเศษกับเรื่องสุขภาพของผู้ใหญ่ที่จะไม่ค่อยปกติและเป็นเหตุ ให้ท่านกังวลใจ สิ่งที่คุณหวังไว้จะได้สมหวังดังคิด เหมือนเนรมิตได้ดังตาเห็น ความใจร้อนใจเร็วของคุณจะพาคุณตกเหวได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณคิดช้าอีกนิดทบทวนอีกหน่อยจะทำให้ถึงที่หมายสำเร็จได้

ความรัก

อย่าปล่อยให้ตัณหาราคจริตมาครอบงำจิตสำนึกเกินไป เพราะอาจเพลี่ยงพล้ำเสียตัวได้! คนที่เป็นแฟนกันมานานจะมีปัญหาเรื่องการมีคนใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักของคุณ คู่รักที่เลิกกันไปแล้วกว่าจะกลับมาคืนดีกันจะต้องรออีกนานถึงจะมีโอกาศรีเทิร์น

ดวงการเงิน การงาน

จะพบกับปัญหาที่ยังไม่มีทางออก หรือยังแก้ไขไม่ได้ในระยะนี้ ต้องมีความอดทนสูงมาก ควรระวังข้าวของมีค่าจะเสียหาย เครื่องจักรที่จำเป็นต่ออาชีพของคุณจะชำรุดจนต้องซื้อใหม่ คนทำธุรกิจอิสระจะมีโอกาส เจริญก้าวหน้า เป็นอย่างดี

เลขมงคล เด่นนำโชค

2 7

เลขมงคล เด่นรอง

77 88

70 725

 

ฝันว่าภรรยามีลูก

ทำนายว่า ระวังสิ่งของที่คนแปลกหน้านำมาให้นี้อาจมีเจตนาอื่นแฝงอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความพยายามจึงจะสมหวังในสิ่งที่ต้องการ ช่วงนี้ระวังศัตรูคู่แข่งของคุณจ้องจะทำร้ายคุณอยู่

ความรัก

คนโสดจะมีเกณฑ์ได้พบรักกับคนที่มีเจ้าของแล้วเข้าให้อย่างจัง คนที่มีคู่แล้วต้องใจเย็น อย่าหมางเมินกัน หมั่นเติมความรักด้วยคำหวานๆวันละนิด คนที่คุณแอบชอบอยู่ เขาเริ่มรู้แล้วว่าคุณกำลังแอบชอบเขา

ดวงการเงิน การงาน

ริเริ่มทำการใดๆ อย่านั่งรอแค่หวังน้ำบ่อหน้า เพราะอาจจะไม่ได้อย่างที่ใจเราต้องการ มีการขัดแย้งกันในทีมงานถึงขั้นแตกแยกท่านจะร้อนใจเพราะลูกน้องลูกจ้างหรือบริวาร การงานออกนอกลู่นอกทางบ้าง ขาดความเอาใจใส่เท่าที่ควร ต้องมีสติ สมาธิ ความอดทนสู้กว่าปกติ

เลขมงคล เด่นนำโชค

2 5 9

เลขมงคล เด่นรอง

02

13 389 386

 

อ่านต่อ…ฝันว่ามีลูก จะสมหวังดั่งฝัน หรือหมายความว่าอะไร? คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทานกล่อมนอน นิทาน ก่อนนอน เล่านิทานก่อนนอน กิจกรรมครอบครัวก่อนนอน นอกจากลูกจะสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย

เมื่อใกล้เวลาเข้านอน ลูกๆ ก็ตั้งตารอการเล่า นิทาน ก่อนนอน ของคุณพ่อคุณแม่อย่างมีความสุข เป็นวิธีการนำลูกเข้านอนที่ลูกสัมผัสได้ถึงความรัก และความอบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเล่าจบลูกก็จะรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว โดยไม่งอแง วันนี้มาเล่าเรื่องที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากกันค่ะ นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทาน ก่อนนอน เงือกน้อยผจญภัย
นิทานก่อนนอน เงือกน้อยผจญภัย

นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทาน เรื่องเงือกน้อยผจญภัย ต้นฉบับเขียนโดย Hans Christian Andersen ชาวเดนมาร์ค ซึ่งไม่ได้จบแบบ Happy Ending จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงตอนจบขึ้นมาใหม่ ให้เหมาะสมกับเป็น นิทานสำหรับเด็ก มาเริ่มเรื่องกันเลยค่ะ

 

ในท้องทะเลอันไกลโพ้น มีราชาแห่งท้องทะเลนามว่า ไทรทัน ปกครองอาณาจักรเงือกอยู่ด้วยความสุขสงบ คิงไทรทันมีลูกสาวทั้งหมด 7 คน นางเงือกทุกคนสามารถว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำได้หลังจากอายุ 15 ปี แต่นางเงือกน้อยคนสุดท้องนั้นยังเด็กเกินไป เธอจึงเฝ้ารอคอย โดยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์จากปากของเหล่าพี่ ๆ ที่ได้ประสบพบเจอ บอกเล่าความน่าอัศจรรย์ใจของโลกที่อยู่ด้านบน

นางเงือกน้อยชอบใช้เวลาส่วนใหญ่ว่ายน้ำไปยังซากเรือที่จมลงสู่ก้นทะเล เรือที่เก็บสมบัติต่าง ๆ จากเบื้องบน ของใช้ที่เธอไม่เคยเห็นกลายเป็นของสะสมสุดโปรด นางเงือกน้อยมักจะเล่นของเหล่านั้นไปพร้อม ๆ กับการร้องเพลง โดยมีฝูงปลารายล้อมเป็นเพื่อน เสียงอันก้องกังวานของเงือกน้อยขึ้นชื่อว่า ไพเราะที่สุดในท้องทะเล

 

ในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เงือกน้อยอายุครบ 15 ปี เธอก็รีบว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ ภาพที่เห็นคือเรือลำใหญ่ บนเรือบรรเลงดนตรีไพเราะ กะลาสีกำลังเต้นรำอยู่บนดาดฟ้า เธอเห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ที่ดูเหมือนทุกคนบนเรือต่างให้ความสนใจและเคารพยำเกรง “เขาต้องเป็นเจ้าชายแน่ ๆ” นางเงือกน้อยคิด และรู้สึกประทับใจชายหนุ่มคนนั้นทันที

 

นางเงือกน้อยเพลิดเพลินกับภาพตรงหน้าได้เพียงไม่นานก็เกิดพายุโหมกระหน่ำ ลูกเรือทุกคนพยายามคุมใบเรือและพวงมาลัยเรือเอาไว้เพื่อต้านแรงลมนั้น แต่คลื่นโหมแรงน่ากลัวจนในที่สุดเรือก็พลิกคว่ำ ร่างของชายหนุ่มรูปงามคนนั้นกระเด็นตกเรือในทันที เงือกน้อยตกใจมาก เธอรู้ดีว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ใต้น้ำได้นาน จึงรีบพุ่งตัวดำดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วคว้าคอเสื้อของชายคนนั้นเอาไว้ ก่อนที่จะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำให้เร็วที่สุด ทั้งสองลอยคออยู่ในน้ำกระทั่งพายุสงบ

 

ในตอนเช้า นางเงือกน้อยมองเห็นหาดทราย เธอพยายามพาร่างที่นิ่งไม่ไหวติงของเจ้าชายขึ้นฝั่ง และจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลานั้นพลางรำพึงว่า “เขาตายแล้วเหรอ” เธอเริ่มร้องเพลงเศร้า แต่ทันใดนั้นเจ้าชายก็เริ่มขยับตัว “โอ้ คุณเป็นยังไงบ้าง” เงือกน้อยถามพร้อมแตะหน้าผากของเขา ในตอนนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงผู้คนมากมายกำลังตรงมา เธอจึงรีบว่ายน้ำไปหลบอยู่ตรงโขดหิน มองดูเจ้าชายถูกผู้คนทำการช่วยเหลือ โดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ใครทำให้เขารอดชีวิตมาได้

 

เงือกน้อยกลับไปยังท้องทะเล เมินเฉยต่อเหล่าพี่ ๆ ที่อยากรู้ว่า การเดินทางไปโลกเหนือน้ำของเธอเป็นยังไงบ้าง เธอนิ่งเงียบ รู้สึกเศร้าหมอง เพราะตกหลุมรักเจ้าชายเข้า และแล้วเธอก็นึกถึงเรื่องราวของแม่มดแห่งท้องทะเล ผู้ที่สามารถดลบันดาลอะไรก็ได้  เงือกน้อยไม่นึกกลัวเลยสักนิด เธอรีบไปหาแม่มดในทันที

 

เมื่อพบกับแม่มด เงือกน้อยได้บอกไปว่าเธอต้องการจะมีขาแบบมนุษย์ เพื่อที่จะได้อยู่กับเจ้าชาย “ไม่มีปัญหาจ้ะที่รัก เรื่องง่าย ๆ” แม่มดบอก “แต่ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ฉันขอแลกเสียงของเธอกับขาคู่นี้” นางเงือกน้อยตกใจ เสียงของเธอคือสิ่งมีค่าที่ทำให้ใคร ๆ ต่างหลงรัก “เธอไม่จำเป็นต้องใช้มันนี่สาวน้อย เธอทั้งสวย น่ารัก ทำให้เจ้าชายหลงรักได้ไม่ยากอยู่แล้ว” แม่มดพูดต่อ “อ้อ แต่มีข้อแม้นะ ถ้าเจ้าชายแต่งงานกับคนอื่นไปละก็ วันรุ่งขึ้นเธอก็จะตาย และเสียงของเธอจะอยู่กับฉันไปตลอดกาล แต่ใครจะรู้ เขาอาจจะเลือกเธอก็ได้” เงือกน้อยครุุ่นคิด “ว่ายังไง ฉันไม่มีเวลาทั้งวันนะ” ในที่สุดนางเงือกน้อยก็ตอบตกลง แม่มดจึงร่ายมนตร์ทันที เธอรู้สึกเหมือนถูกหมุนเหวี่ยง และเมื่อลืมตาตื่นขึ้น เธอก็อยู่บนชายหาดที่เคยช่วยเจ้าชายเอาไว้ และที่น่าตกใจคือ ความฝันของเธอเป็นจริงแล้ว หางของเธอหายไป เธอมีขา !

 

“คุณผู้หญิง คุณมีปัญหาหรือเปล่า” ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าชายที่เอ่ยประโยคนี้ นางเงือกน้อยพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีเสียงใดออกจากปากของเธอ “พูดไม่ได้เหรอ” เขาถาม นางเงือกน้อยส่ายหัว “โอ้ ! งั้นผมจะพาไปที่ปราสาท คุณสามารถล้างเนื้อล้างตัวที่นั่นและหาเสื้อผ้าแห้ง ๆ มาใส่ได้”

 

อ่านต่อ…นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บุลลี่ บุลลี่ที่โรงเรียน

อาม่าคุกเข่าอ้อนวอน! แก๊งวัยรุ่นหยุด บุลลี่ หลานชาย

บุลลี่ รังแก กลั่นแกล้ง เป็นพฤติกรรมที่พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจไม่แค่เด็กที่ถูกรังแกเท่านั้น แต่เด็กที่รังแกก็นับว่ามีปัญหาไม่แพ้กัน อย่าปล่อยพวกเขาเผชิญลำพัง

อาม่าคุกเข่าอ้อนวอน! แก๊งวัยรุ่นหยุด บุลลี่ หลานชาย

บูลลี่ (Bully) คือ พฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่นทั้งทางวาจาและร่างกาย หากเกิดในชีวิตจริงมักเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สถานะทางสังคม รวมถึงการทำร้ายร่างกาย ส่วนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่เกิดจากการประจานกันทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลายครั้งการบูลลี่สร้างผลกระทบทางด้านความรู้สึกมากมายจนอาจเกิดเป็นแผลทางใจฝังลึกจนยากเยียวยา หรืออาจลุกลามไปจนเกิดการปะทะ และสร้างบาดแผลทางกายได้

การกลั่นแกล้งกัน การข่มขู่ หรือการบุลลี่ ในสังคมของการอยู่ร่วมกัน เราสามารถพบเจอปัญหานี้ได้อยู่เสมอ แต่ในปัจจุบันที่สังคมมีความเปิดกว้าง และเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างง่ายดาย การบุลลี่กันจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น เพราะการแกล้งกันนั้นสามารถกระจายวงกว้างออกไปได้มาก และเร็วกว่าในสมัยก่อน ทำให้เรื่องราวบานปลาย และยากจะควบคุม ทุกคนสามารถใส่ข้อมูลต่าง ๆ ลงในสื่อโซเซียลโดนไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนทำการแชร์ ดังนั้นบางทีเราอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการกลั่นแกล้ง บุลลี่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่ก็ได้ โดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ตัวด้วยการกดแชร์ข้อมูลที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก่อนเพียงปุ่มเดียว

บุลลี่ บูลลี่ในโรงเรียน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้
บุลลี่ บูลลี่ในโรงเรียน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้

การบุลลี่นั้นสามารถเกิดได้หลายแบบ ดังนี้

  • บูลลี่ทางร่างกาย เป็นการทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายให้เกิดการบาดเจ็บ มีบาดแผล ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอก บางกรณีอาจส่งผลต่อจิตใจอีกด้วย
  • บุลลี่ทางวาจา แม้ไม่มีบาดแผลทางกายให้เห็น แต่การพูดส่อเสียด ล้อเลียน ใส่ร้าย การประจานด้วยคำพูดให้ผู้อื่นได้ยิน นอกจากจะสร้างความอับอาย วิตกกังวล อาจสร้างความเครียด เก็บกด ส่งผลถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หรือหวาดกลัวสังคม ถือเป็นบาดแผลทางใจที่เจ็บปวดไม่น้อย
  • บูลลี่ทางสังคม เป็นการสร้างกระแสสังคมรอบข้างให้โหมกระหน่ำมายังเหยื่อของการ บุลลี่ เสมือนการยืมมือคนรอบข้างให้ร่วมกันทำร้ายบุคคลเพียงคนเดียว  เช่น การปล่อยคลิปของเหยื่อ  หรือการสร้างข่าวลือ จนผู้เสพหลงเชื่อและพร้อมจะแชร์ และกระพือข่าวให้ไปในวงกว้างขึ้น จนกว่าผู้ถูกกระทำไม่มีที่ยืนทางสังคม

บุลลี่ ในโรงเรียน ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่ตัวเด็ก!!

ภาพหดหู่! อาม่าคุกเข่าวอนแก๊งวัยรุ่นหยุดรังแกหลานชาย หลังโดนบูลลี่จนไม่กล้าไปเรียน

 วิดีโอหนึ่งที่โพสต์บนเว่ยปั๋ว พบเห็นคุณย่ารายหนึ่งจากมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ถึงขั้นยอมลงทุนคุกเข่าต่อหน้ากลุ่มวัยรุ่นในที่สาธารณะ วิงวอนให้หยุดรังแกหลานชายของเธอเสียที

ในวิดีโอพบเห็น อาม่าผู้น่าสงสารกำลังคุกเข่าต่อหน้าพวกแก๊งอันธพาล วิงวอนร้องขอพวกเขาให้หยุดรังแกหลานชายของเธอ ซึ่งสร้างบาดแผลทางจิตใจแก่หลานชายของเธอ ถึงขั้นไม่กล้าไปโรงเรียน

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่ง ชื่อว่าหลี่ เล่าว่า “หลานของอาม่าเพิ่งเข้าเรียนระดับมัธยม และมักถูกรังแกโดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16 ปี พวกเขาทุบตีทำร้ายเขา และตอนนี้เขากลัวมากจนไม่กล้าไปโรงเรียน อาม่าทราบเรื่องเข้าจึงคุกเข่าร้องขอพวกอันธพาล ให้หยุดบูลลี่หลานชายของเธอ”หลี่ เล่าต่อว่า กลุ่มแก๊งอันธพาลวางมาดคาบบุหรี่และนั่งมองอาม่าที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนด้วยสายตาเย็นชา “ผมยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องมาเห็นผู้หญิงวัยชราคุกเข่าอ้อนวอนขอพวกเขาหยุดรังแกหลานชาย”

ภาพในวิดีโอในเวลาต่อมา พบเห็นผู้สัญจรผ่านไปมาบางส่วนเริ่มไม่พอใจ และพยายามเข้าคลี่คลายสถานการณ์ เข้าพยุงให้อาม่าลุกขึ้น จากนั้นเหตุโต้เถียงระหว่างแก๊งอันธพาลกับผู้สัญจรผ่านไปมาก็ดูจะดุเดือดเลือดพล่านยิ่งขึ้น แต่เคราะห์ที่ดีสถานการณ์ไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุกระทบกระทั่งใดๆ

ที่มา : https://mgronline.com
พฤติกรรมก้าวร้าว รังแกคนอื่น เพื่อเรียกร้องความสนใจ
พฤติกรรมก้าวร้าว รังแกคนอื่น เพื่อเรียกร้องความสนใจ

สถิติการแกล้งกันในโรงเรียนของประเทศไทยเมื่อปี 2561 พบว่าไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว โดยช่วงอายุที่โดนแกล้งมากและรุนแรงที่สุดคือช่วง 13 – 18 ปี ซึ่งเด็กที่ถูกแกล้งก็จะโดนสารพัดวิธีทั้งแกล้งต่อหน้า ลอบทำร้าย และ Cyber Bullying โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับบุคลิกของเด็กที่ถูกแกล้ง

ผลงานวิจัยของคุณครูกรกช ไชยวงค์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เรื่องการกลั่นแกล้งในชั้นเรียน ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ซึ่งครูกรกชได้ทำการศึกษาในเด็กนักเรียนชั้น ม. 1 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบด้านจิตใจมากที่สุด แล้วยังมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ เพราะทำให้เด็กเหล่านี้มีความวิตกกังวลสูง ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียน ซึ่งไปสอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันสถิติศาสตร์ (UIS) ของ UNESCO ที่บอกว่าเด็ก ๆ ที่โดนแกล้งส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกไร้ค่า และมากกว่าครึ่งต้องลาออกจากโรงเรียน ทำให้เสียโอกาสทางการเรียนรู้

นอกจากนี้แล้วคุณหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศาสนติ์ จิตแพทย์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า เด็กที่โดนแกล้งอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีแนวโน้มสูงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า และนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด ซึ่งตรงกับผลงานวิจัยระยะยาวของมหาวิทยาลัย Duke ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1993 ในการตามติดชีวิตเด็ก 1,420 คน ในรัฐนอร์ทเเคโรไลน่า สหรัฐอเมริการ เป็นเวลา 20 ปี พบว่า เด็กที่โดนแกล้งบ่อย ๆ และรุนแรง เมื่อโตจะมีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้ามากกว่า 50% และในจำนวนนั้นมีแนวโน้มสูงว่าจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาการถูกแกล้ง

ที่มา : https://www.istrong.co
จะเห็นได้ว่า การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน การบุลลี่ในเด็กนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อตัวผู้ที่ถูกแกล้งแล้ว เด็กที่กลั่นแกล้งคนอื่น หรือสมาชิกในครอบครัวของเด็กทั้งสอง ก็มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต และพฤติกรรมด้วยเช่นกัน การสำรวจพบว่าส่วนมากแล้วคนมัก “รังแกคนอื่น” เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจ สามารถควบคุมคอนโทรลคนอื่นได้ ซึ่งการรังแกนั้นก็มีทั้งทำร้ายร่างกายและจิตใจ

อ่านต่อ>> ทำไมเด็กถึงรังแกคนอื่น พร้อมแนะวิธีปรับพฤติกรรม คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ใบงานอนุบาล 3

แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย

ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย ฝึกลากเส้น ลายเส้น จับคู่ วาดรูป ระบายสี คิดเลข เรียงลำดับ ศิลปะ ฝึกภาษา พัฒนาสมอง พัฒนากล้ามเนื้อ

แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย

แบบฝึกหัด ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดเสริมทักษะ การขีดเขียนช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เสริมสร้างจินตนาการ พัฒนาการด้านภาษา การพูด ฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นหน่วยความจำ เกิดความคุ้นเคย วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวม ใบงานอนุบาล 3 มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำไปให้ลูกฝึกทำกันเลยค่ะ

 

ใบงานอนุบาล 3
ใบงานอนุบาล 3

แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย

เด็กวัยอนุบาล เป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตนอกบ้าน การมีสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น โดยพัฒนาการของเด็กวัยอนุบาล เริ่มจากอายุ 2-5 ปี ช่่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพมากที่สุด เช่น สร้างบุคลิกภาพของตัวเอง ค่อนข้างดื้อ ซุกชนมาก ในบางครั้งความคิดและการกระทำของเด็กจะไม่ตรงกับความเป็นจริง

เด็กวัยอนุบาล มีพัฒนาการที่สำคัญ 4 ด้านคือ

  1. พัฒนาการด้านร่างกาย ส่วนแขนและขายาวออกไป ศีรษะได้ขนาดกับลำตัว โครงกระดูกแข็งแรงขึ้น ฟันแท้จะเริ่มขึ้น 1-2 ปี เริ่มมีทักษะการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แต่งตัวได้ ใส่รองเท้าและอาบน้ำได้
  2. พัฒนาการด้านอารมณ์ มักเป็นคนเจ้าอารมณ์หงุดหงิดและโกรธง่าย ดื้อรั้น เป็นวัยที่เรียกว่าชอบปฏิเสธและอาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน แต่อย่างไรก็ตามพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กจะมั่นคงเพียงใดขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูเป็นสำคัญ
  3. พัฒนาการด้านสังคม เริ่มรู้จักคบเพื่อน ปรับตัวรู้จักร่วมมือ ยอมรับฟัง รู้จักแข่งขันระหว่างกลุ่ม 4-5 ขวบ และมักเล่นกับเพศเดียวกัน
  4. พัฒนาการด้านภาษา เริ่มใช้ภาษาได้ดี ขึ้นรู้จักศัพท์เพิ่มขึ้นมากขึ้น พ่อแม่มีส่วนร่วมการพัฒนาการทางภาษาของเด็กมาก เช่น การชักจูงให้เด็กพูด ซักถาม การแนะนำที่ดี การเน้นคำให้ถูกต้อง เมื่อพูดกับเด็กผู้ใหญ่ยอมรับฟังการพูดคุยของเด็กจะช่วยให้เด็กรู้จักพูดในสิ่งที่มีสาระยิ่งขึ้น

การขีดเขียน เป็นการประสานการทำงานของตา มือ และสมอง ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ พัฒนาสมอง ความคิด และจินตนาการ ช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น

ฝึกลากเส้น

ลากเส้น 1                              ลากเส้น 3

ลากเส้น 2                              ลากเส้น 4

 

วาดรูปตามรอยปะ

วาดรูปตามรอยปะ 1                                  วาดรูปตามรอยปะ 5

วาดรูปตามรอยปะ 2                                  วาดรูปตามรอยปะ 6

วาดรูปตามรอยปะ 3                                  วาดรูปตามรอยปะ 7

วาดรูปตามรอยปะ 4

 

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกต้อง

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกช่อง 1

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกช่อง 2

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกช่อง 3

 

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 1                     ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 5

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 2                    ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 6

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 3                     ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 7

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 4                     ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 8

 

จับคู่

บวกเลยแล้วจับคู่ 1

บวกเลยแล้วจับคู่ 2

บวกเลยแล้วจับคู่ 3

 

แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด 1                                  แบบฝึกหัด 6

แบบฝึกหัด 2                                  แบบฝึกหัด 7

แบบฝึกหัด 3                                  แบบฝึกหัด 8

แบบฝึกหัด 4                                  แบบฝึกหัด 9

แบบฝึกหัด 5                                  แบบฝึกหัด 10

 

อ่านต่อ…แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

เข้าใจ SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทารก ภัยเงียบพรากชีวิตลูก!

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) ในทารก เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของทารกอ่อนแอลงเและสูญเสียการทำงานไปตามกาลเวลา เหตุเกิดจากยีนที่หายไปหรือกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้ทารกสูญเสียเซลล์ประสาทสั่งการ ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทในไขสันหลังที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หากเซลล์ประสาทสั่งการนี้ไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อจะอ่อนแอและฝ่อในที่สุด หากคุณได้ทำการทดสอบก่อนคลอดและพบว่าลูกน้อยของคุณเสี่ยงต่ออาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เป็นเรื่องปกติที่คุณจะรู้สึกหนักใจ แต่การได้รู้เกี่ยวกับลักษณะต่างๆ ของอาการป่วยจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อทารกแรกเกิดคลอด เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกพร้อมมากขึ้น สำหรับเส้นทางข้างหน้าที่ต้องรับมือ

เข้าใจ SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทารก ภัยเงียบพรากชีวิตลูก !

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบต่อเด็กทารกและเด็กเล็ก พบได้น้อยในผู้ใหญ่ โรค SMA ส่งผลกระทบต่อเด็กประมาณ 1 ใน 8,000 ถึง 10,000 คน ในโลก โดย SMA  Type 1 ที่เกิดตั้งแต่แรกคลอดพบได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของทุกกรณี  กรณีที่อาการรุนแรงมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่และอายุขัยของทารก

ประเภทของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

ในทางการแพทย์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อลีบของกระดูกสันหลัง สามารถแบ่งออกได้ 5 Type ดังนี้

  • 0  :  เป็น SMA ที่รุนแรงและพบได้ยากที่สุด ซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนคลอด ทารกมักจะเคลื่อนไหวในครรภ์น้อยกว่าทารกที่แข็งแรงเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้ ทารกอาจเกิดมาพร้อมกับข้อที่ผิดรูปหรือหดตัว  กล้ามเนื้อของทารกจะอ่อนแรงมาก (Hypotonia) ตั้งแต่แรกเกิด เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อที่ควบคุมระบบทางเดินหายใจที่อ่อนแอ ซึ่งเด็กมักจะเสียชีวิตหลังคลอด เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
  • 1  : เป็นชนิดที่รุนแรง และพบได้บ่อยที่สุด ยังเป็นที่รู้จักกันในนามโรค Werdnig-Hoffman Disease  มักเกิดขึ้นภายในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ทารกมักมีปัญหาในการเงยศีรษะ ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการให้อาหารเนื่องจากมีปัญหาในการดูดและการกลืน ทารกที่มี SMA ชนิดที่ 1  มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตภายใน 2 ปี แรกเนื่องจากติดเชื้อทางเดินหายใจหรือมีอาการปอดยุบ
  • 2 : เป็นประเภท รุนแรงปานกลางกลาง เรียกได้อีกอย่างว่าโรค Dubowitz Syndrome อาการมักเริ่มระหว่าง 6 ถึง 18 เดือน และส่วนใหญ่ส่งผลต่อแขนขาส่วนล่าง ทารกและเด็กเล็กที่มี SMA ประเภทนี้อาจนั่งได้ แต่เดินไม่ได้ พวกเขามักจะประสบกับอาการ กระดูกสันหลังคด  (Scoliosis) และมือสั่นที่ควบคุมไม่ได้ ทารกที่มีอาการของ SMA ประเภทนี้จะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้จนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่อายุเฉลี่ยมักไม่เกิน 20 หรือ 30 ปี
  • 3 : เป็น SMA ที่รุนแรงเล็กน้อย เรียกอีกอย่างว่า Kugelbert-Welander Syndrome  ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการในเด็กเล็กและเด็กโต โดยอาการป่วยมักจะเริ่มหลังจากอายุได้ 18 เดือน บางครั้งอาการจะไม่ปรากฏจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเหินลำบาก แต่มักจะเดินได้เองโดยไม่ต้องช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามมักติดเชื้อทางเดินหายใจได้บ่อย นอกจากนี้อาจมีปัญหากับการขึ้นบันได หรือบางกรณีอาจต้องใช้รถเข็น อย่างไรก็ตาม SMA ชนิดนี้ไม่มีผลต่ออายุขัย
  • 4 : เป็น SMA ประเภทที่หายากซึ่งปรากฏในผู้ใหญ่อายุ 30 กลางๆ ในประเภทนี้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ผู้ป่วยมักจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และ SMA ประเภทนี้ไม่ส่งผลต่ออายุขัยของผู้ป่วย

สัญญาณและอาการของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA คืออะไร?

สัญญาณของ SMA อาจแตกต่างกันไป ทารกบางคนที่เป็นโรค SMA นั้นมักมีกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ และไม่เรียนรู้ที่จะพลิกตัวหรือนั่งได้ในวัยที่เหมาะสม เด็กที่โตแล้วอาจหกล้มได้บ่อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน หรือมีปัญหาในการหยิบจับและยกสิ่งของ เด็กที่มี SMA สามารถพัฒนาเกิดอาการกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) ได้ หากกล้ามเนื้อบริเวณหลังอ่อนแอมากเด็กอาจยืนหรือเดินไม่ได้และที่สำคัญอาจต้องการความช่วยเหลือในการกินและการหายใจเป็นพิเศษ

อาการทั่วไปของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

อาการของ SMA ในทารก ขึ้นอยู่กับประเภทของโรค

  • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
  • สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ
  • ความอ่อนแอของกล้ามเนื้อช่วงลำตัว
  • ไม่สามารถพลิกตัว นั่ง เดิน หรือยืนได้
  • มีปัญหาในการกินอาหาร
  • ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย

สาเหตุของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

โรค SMA ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทสั่งการของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ของทารก ตั้งแต่การเคลื่อนไหวไปจนถึงการหายใจและการดูดหรือกลืน SMA สาเหตุสำคัญเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทารกสืบทอดมาจากพ่อแม่ ด้วยยีนกล้ามเนื้อที่อยู่ในไขสันหลังและส่วนล่างของสมองขาดหายไปหรือเกิดการกลายพันธุ์  ได้แก่ ยีน SMN1 ที่ไม่สามารถผลิตโปรตีนที่เพียงพอสำหรับเซลล์ประสาทสั่งการ เพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ

เซลล์ประสาทกล้ามเนื้อจะหดตัวและตาย ทำให้สมองไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้โดยตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อในศีรษะคอแขนและขา เนื่องจากเซลล์ประสาทสั่งการจะสลายตัวและไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อได้ เด็กที่ได้รับยีน SMN1 จากพ่อแม่เพียงคนเดียวอาจไม่แสดงสัญญาณของ SMA แต่สามารถถ่ายทอดยีนนี้ไปให้บุตรหลานของตนได้ในอนาคต การทดสอบทางพันธุกรรมของผู้ที่มี SMA และผู้ปกครองสามารถช่วยระบุได้ว่าบุคคลใดเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นโรค SMA

ลูกป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ลูกป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของทารกที่ป่วย SMA

  • การเคลื่อนไหวของศีรษะ

กล้ามเนื้อที่อ่อนแออาจทำให้ลูกน้อยของคุณพัฒนาความแข็งแรงของคอได้อย่างยากลำบาก ลูกน้อยของคุณอาจไม่สามารถหันศีรษะไปตามเสียงหรือเงยศีรษะได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ SMA อาจทำให้ลูกน้อยของคุณควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะได้ยาก การทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

  • การเคลื่อนไหวของแขนและขา

เด็กอาจเคลื่อนไหวแขนหรือขาได้น้อยมาก หรือมีปัญหาในการยกและหยิบจับสิ่งของ แขนขาของพวกเขาอาจอ่อนแอและดูผิดธรรมชาติ ซึ่งมักมีปัญหาในการพัฒนาทักษะต่างๆ ของร่างกาย เช่น

  • การเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นด้วยแขนและขา
  • ความสามารถในการดันตัวขึ้นเมื่อนอนหงาย
  • การออกแรงถีบขาเมื่อเท้าอยู่บนพื้นแข็ง
  • การถือและหยิบจับของเล่นแบบเขย่า
  • การพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง

การพลิกตัวและลุกขึ้นนั่งอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อยของคุณ พวกเขาอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการที่สำคัญ เช่น :

  • การพลิกจากนอนคว่ำไปนอนหงาย และจากหงายไปคว่ำ
  • ความสามารถในการนั่งได้เอง

อย่างไรก็ตาม หากลูกน้อยของคุณไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ด้วยตัวเอง คุณสามารถช่วยพวกเขาได้ สิ่งนี้สามารถช่วยให้ข้อต่อของพวกเขาไม่แข็งทื่อในขณะที่ถูกกระตุ้นความอยากรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เมื่อลูกน้อยของคุณตื่น คุณสามารถช่วยจัดตำแหน่งพวกเขาได้ เมื่อวางทารกไว้ข้างลำตัวให้ใช้ผ้าห่มที่ม้วนขึ้นเพื่อรองรับหลังของทารก เมื่อวางทารกในท่านอนหงายให้ใช้ผ้าห่มพับที่สะโพกทั้งสองข้างของพวกเขาเพื่อป้องกันไม่ให้ขาพลิกออกไปด้านนอก ข้อสำคัญควรให้ลูกน้อยของคุณนอนหงายเสมอ และอย่าใช้ผ้าห่มในเปลเว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์ การทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัด จะช่วยให้คุณสามารถจัดตำแหน่งในการนอนของลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม

อ่านต่อ…เข้าใจ SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทารก ภัยเงียบพรากชีวิตลูก !

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกด้วยอาหาร วีแกน จะ ขาดสารอาหาร ไหม

เลี้ยงลูกแบบ วีแกน ดีไหม เลี้ยงยังไงไม่ให้ลูกขาดสารอาหาร

วีแกน เทรดอาหารแนวใหม่ ที่ห่วงใย โรคอ้วนในเด็ก แต่จะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรหากนำมาให้ลูกรับประทาน ลองศึกษา และวางแผนให้ดีหากไม่อยากให้ ลูกขาดสารอาหาร

เลี้ยงลูกแบบ วีแกน ดีไหม เลี้ยงยังไงไม่ให้ลูกขาดสารอาหาร!!

ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต และการพัฒนาในทุก ๆ ด้านของร่างกาย ดังนั้น โภชนาการที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับวัยนี้ ในปัจจุบันที่ผู้ปกครองจำนวนมากตื่นตัวกับโภชนาการของครอบครัว ทำให้มีแนวทางเลือกรับประทานอาหารเกิดขึ้นมาใหม่หลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ อาหารแบบคีโตน หรือการรับประทานอาหารแบบวีแกน ซึ่งในแบบหลังกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก

วีแกน (Vegan Food) คือ อะไร??

การรับประทานอาหารแบบวีแกน เป็นการรับประทานอาหารมังสวิรัติประเภทหนึ่ง แต่มีจุดมุ่งหมายหลักเน้นไปในเรื่องสุขภาพ ทำให้ผู้รับประทานอาหารแบบวีแกน จะมีความเคร่งครัดมากกว่าผู้รับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ (Veggie) เพราะว่า นอกจากการรับประทานอาหารแบบวีแกน จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดแล้ว ยังจะงดเว้นการบริโภคอาหารที่ไม่เบียดเบียนสัตว์เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการงดบริโภค นม เนย ชีส ไข่ และน้ำผึ้ง หรืออาหารในกลุ่มเจลาติน เพราะสิ่งเหล่านี้ทำมาจากไขของกระดูกสัตว์ นอกจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว คนที่เป็นวีแกน ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน ข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิดจะต้องไม่มีวัสดุที่ต้องไปเบียดเบียนสัตว์ เช่น กระเป๋าหนังสัตว์ รองเท้าที่มีส่วนประกอบของชิ้นส่วนของสัตว์ เป็นต้น หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ใดที่ใช้การทดลองกับสัตว์ เช่น เครื่องสำอางบางแบรนด์ที่มีการทดลองใช้กับหนูก่อนการวางจำหน่าย ชาววีแกนจะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์นั้น ๆ ซึ่งแนวคิดแบบวีแกนนี้ ชาวยุโรป และอเมริกากำลังเป็นที่นิยม และค่อนข้างเคร่งครัดอย่างมาก

อาหารแบบ วีแกน
อาหารแบบ วีแกน

ประโยชน์ของอาหารวีแกนต่อสุขภาพ

จุดประสงค์ของชาววีแกนที่เน้นการรับประทานเฉพาะผัก ผลไม้ งดการรับประทานเนื้อสัตว์ นอกจากเป้าหมายในเรื่องของการไม่เบียดเบียนชีวิตแล้ว ยังเน้นในเรื่องของสุขภาพร่างกายของมนุษย์ โดยเชื่อว่าการรับประทานเนื้อสัตว์แบบไม่พอดี จะสร้างปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต หรือไขมันในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุก่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โดยชาววีแกนจะต้องมีการวางแผนในมื้ออาหารให้มีแหล่งอาหารทดแทนที่สามารถให้สารอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ ไม่ใช่เพียงแค่งดเท่านั้น แต่ต้องรู้จักคำนวณ ปริมาณสารอาหารที่ควรจะได้รับต่อวัน โดยพิจารณาจากวัย อายุ และการต้องการสารอาหารของแต่ละคน

อาหาร วีแกน กับเด็ก

ในสหรัฐอเมริกา ทารกหลายล้านคนได้รับอาหารแบบ วีแกน ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาโดยไม่มีผลข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้เด็กรับประทานอาหารแบบวีแกนนี้จะต้องได้รับการวางแผน และผ่านการให้คำปรึกษาจากแพทย์เสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่ที่ตัดสินใจเลือกการรับประทานอาหารแบบวีแกนได้รับสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมสารอาหารที่ครบถ้วนต่อความต้องการของร่างกายในการพัฒนาให้ร่างกายเจริญเติบโต ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติที่หลากหลาย  และวางแผนมาอย่างดีนั้นเหมาะสำหรับทุกคน ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย ซึ่งปรากฎในงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า หากเรามีการวางแผน และชดเชยสารอาหารที่ขาดหายไปจากการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็ก

สำหรับเมืองไทย กระแสความนิยมทานอาหารแบบวีแกน เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากได้ทั้งสุขภาพ และอาหารหลาย ๆ เมนูส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นอาหารคลีน และให้พลังงานไม่มากด้วย จึงเหมาะกับคนที่กำลังสนใจเรื่องสุขภาพ กำลังลดน้ำหนัก กำลังลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และหลาย ๆ คนเห็นเพื่อน ที่เริ่มทานอาหารตามสไตล์แบบวีแกน เห็นผลในเรื่องน้ำหนัก ผิวพรรณที่ดีขึ้น และทำให้หน้าตาผ่องใส จึงทำให้เกิดเป็นกระแสนิยมมากขึ้น แต่สำหรับการเลี้ยงลูกด้วยอาหารแบบวีแกนนั้น ยังคงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการได้รับสารอาหารก่อนการให้ลูกรับประทานวีแกน เพราะการคำนึงถึงแต่ข้อดี โดยขาดความรู้ ความเข้าใจในหลักการแล้ว นอกจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างในข่าวต่อไปนี้

แม่วีแกนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต หลังให้ลูก 1 ขวบ กินแต่ผัก-ผลไม้ จนเสียชีวิตจากการขาดสารอาหาร
.
หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ฐานฆาตกรรมลูกชายของตัวเองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค. 2565) ศาลในสหรัฐฯ ก็มีคำสั่งแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต ‘ชีลา โอแลร์รี’ (Sheila O’Leary) แม่วีแกนวัย 38 ปี จากฟลอริดา ที่ให้ลูกกินแต่ผักและผลไม้ จนขาดอาหารเสียชีวิต
ที่มา : The MATTER
ทางเลือกให้ลูกน้อย อาหารแบบ วีแกน
ทางเลือกให้ลูกน้อย อาหารแบบ วีแกน

ข้อควรระวัง

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกแนวทางใหม่ให้แก่ลูก คุณจะต้องมีความรู้เบื้องต้นเสียก่อนว่า เด็กทารก ก่อน 6 เดือน ควรได้รับสารอาหารจากนมแม่เพียงอย่างเดียว ไม่ควรเสริมอาหารใด ๆ ให้แก่เด็กในวัยก่อน 6 เดือน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ นมสูตรสำหรับทารกที่ทำจากถั่วเหลืองเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย

วัยเด็กเป็นวัยที่ต้องการอาหารที่มีความหลากหลาย ต้องการพลังงานที่เพียงพอต่อการใช้ในกิจกรรมที่มากมาย และในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกายอีกด้วย ดังนั้นหากต้องการให้ลูกรับประทานอาหารแบบวีแกน โดยยังคงมีพัฒนาการที่แข็งแรงสมวัยแล้ว ต้องควรระวังในเรื่องของ ผักและผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบหลักของการรับประทานอาหารวีแกนนั้น จะมีไฟเบอร์ในปริมาณที่มาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงอาจเป็นสาเหตุให้เด็กอิ่มก่อนที่จะได้รับพลังงานแคลอรี่ และสารอาหารที่เพียงพอ

เด็กเป็นวัยที่ต้องการอาหารที่ให้พลังงานแคลอรี่ที่มากว่าผู้ใหญ่ เพื่อใช้ในการทำกิจกรรม และช่วยให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรง เด็ก ๆ ที่รับประทานอาหารแบบวีแกนจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับไขมันดีเพื่อใช้เป็นพลังงานในแต่ละวัน ซึ่งไขมันดีจากพืชนั้นมีมากมาย เช่น ถั่วลิสง เนยถั่ว อะโวคาโด

 

อ่านต่อ >>สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนให้ลูกกินอาหารแบบวีแกน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

เปิดเหตุผล!! พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน งานวิจัยชี้จากสิ่งนี้นี่เอง

พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน กับสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น มาร่วมไขความลับไปกับงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงเหตุผล และอันตรายที่ลูกจะได้รับ อย่าคิดว่าแค่เรื่องเล็กน้อย

เปิดเหตุผล!! พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน งานวิจัยชี้จากสิ่งนี้นี่เอง

หากคุณเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีพี่น้อง เป็นพ่อแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน หนึ่งในคำพูดที่มักอำกัน แหย่กันนั้น คงหนีไม่พ้น “ลูกรักของพ่อ” “ลูกรักของแม่” แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อ พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน ส่งผลกระทบต่อลูก และทั้งครอบครัว ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

ผลงานวิจัยนักวิจัยอเมริกัน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่าร้อยละ 70 ของพ่อแม่มักจะมี “ลูกรัก” ที่รักมากกว่าลูกคนอื่น ๆ แม้จะเป็นลูกในสายเลือดที่คลานตามกันมา

นักวิชาการเชื่อว่า หากพูดกันจริง ๆ แล้ว พ่อแม่ทุกคนล้วนแต่มีความรักที่ 2 มาตรฐานที่ให้กับลูกแต่ละคน”

พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จริงหรือ
พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จริงหรือ

ผิดไหม…ที่รักลูกไม่เท่ากัน!!

ความรักเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ ไม่เฉพาะแต่ความรักระหว่างหนุ่มสาว ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็เช่นกัน เพราะความรักเป็นเรื่องที่ไม่อาจฝืน!! พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง การที่เราจะมีความรู้สึกต่อสิ่งใดนั้น เป็นเรื่องที่บังคับกันได้ยาก แต่หากคุณเป็นพ่อแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน การระวังในแสดงออกถึงความรู้สึกต่อลูกแต่ละคนต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ พ่อแม่ไม่อาจรักลูกได้เท่ากัน แต่สามารถแสดงออก และทำหน้าที่ของ พ่อแม่ ต่อลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกันได้

เช็กอาการเข้าข่าย เราเป็น พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน อยู่หรือไม่??

  1. ในการกระทำแบบเดียวกันของลูกสองคน คุณกำลังรู้สึกเครียด หงุดหงิด รำคาญ หมั่นไส้ กับลูกทั้งสองคนไม่เท่ากันหรือไม่
  2. รู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่กับลูกคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหรือไม่
  3. สังเกตน้ำเสียงที่เราใช้พูดกับลูกแตกต่างกันระหว่างสองคนหรือไม่ เช่น คนหนึ่งเราพูดกับเขาอย่างอ่อนโยน อีกคนใช้น้ำเสียงแข็ง ดุดัน เหมือนเป็นคำสั่งมากกว่าคำพูดอยู่หรือไม่
  4. เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ทำร่วกัน เรามักเห็นภาพการมีกิจกรรม หรือช่วงเวลาดี ๆ กับคนหนึ่ง แต่กับอีกคนมีแต่เหตุการณ์น่าอึดอัดใจ เช่น ทำโทษ ทะเลาะกัน หรือไม่
  5. คุณสามารถนึกถึงด้านดีของลูกได้ง่าย และมากกว่าลูกอีกคนหรือไม่
  6. คุณกำลังพยายามหนึความจริง ด้วยการไม่ถูกใจ ไม่พอใจเวลามีคนพูดว่า คุณเป็นพ่อแม่ที่รักลูกไม่เท่ากันอยู่หรือไม่

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เช็กลิสต์อาการเหล่านี้ได้ครบ หรือมีสัญญาณเตือนมากกว่าครึ่งหนึ่ง นั่นแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังเข้าสู่ภาวะ พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน เสียแล้ว

คำแนะนำสำหรับพ่อแม่

หากคุณพ่อคุณแม่สามารถยอมรับได้ว่า เราอาจจะไม่สามารถรักลูกทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว เราก็จะสามารถระมัดระวังในการแสดงออกได้ดีกว่าที่เราไม่ตระหนักรู้ข้อเท็จจริงในข้อนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการการแสดงออกถึงการรักลูกไม่เท่ากัน คือ การตระหนักถึงการปฏิบัติต่อลูกทุกคน และพยายามรักษาความยุติธรรมให้มากที่สุด แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่ไม่เป็นไร เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่พยายาม เด็กก็สามารถรับรู้ถึงความตั้งใจดีนั้นได้ แม้ว่าเขาอาจจะพอรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้บ้าง แต่การกระทำของเราทำให้เขาเข้าใจเราได้มากขึ้น

เมื่อมีลูกอีกคน ทำให้พี่คนโตเกิดความคิด พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน
เมื่อมีลูกอีกคน ทำให้พี่คนโตเกิดความคิด พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน
  • ตระหนัก และเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อแม่จะซื้อของขวัญชิ้นหนึ่ง ลองเพิ่มการที่จะซื้อของขวัญอีกชิ้นหนึ่งให้ลูกทั้งคู่ หากเป็นการซื้อโดยไม่ได้มีวาระพิเศษ หรือเหตุผล เช่น เป็นวันเกิด หรือเป็นรางวัล ก็ควรตระหนักและพยายามซื้อให้ได้รับเท่าเทียมกัน หรือ หากคนหนึ่งได้รับค่าขนม อีกคนหนึ่งจะได้รับเช่นกันเมื่อเขาโตถึงวัยเดียวกัน
  • ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูกแต่ละคน โดยพยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างชัดเจน เช่น การใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมเป็นครอบครัวร่วมกันให้มากที่สุด เป็นต้น
  • หากการแสดงออกถึงความรักที่ไม่เท่ากัน มันเกิดจากสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น เมื่อคุณแม่เพิ่งคลอดน้องคนใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลากับลูกคนเล็กมากกว่าลูกคนโต คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายบอกให้ลูกอีกคนเข้าใจถึงเหตุผล และกอดลูกให้บ่อยเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อให้เขาสามารถรับรู้ได้ถึงความใส่ใจของเรา การกอดแม้เพียงเวลาสั้น ๆ แต่มากด้วยความจริงใจก็สามารถเยียวยาจิตใจ เพิ่มความอบอุ่นในใจลูกได้เสมอ แบ่งเวลาให้เขาเพียงสักนิดจะส่งผลดีต่อลูกอย่างมหาศาล เพราะความรู้สึกที่เสียไปแล้ว ซ่อมไม่ง่ายเลย
  • หาเวลาพักเสียบ้าง งานพ่อแม่เป็นงานที่ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันลา การที่เราเหนื่อยล้า จะส่งผลต่อความรู้สึก และการตอบสนองต่อลูกได้ เด็กบางคนอาจเกิดมาเลี้ยงยาก หากพ่อแม่ไม่มีเวลาพักเหนื่อยล้าจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้ หาตัวช่วย คนช่วย ขอเวลานอกให้ได้พักกาย พักใจ เว้นระยะห่างเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจดีขึ้น
  • อย่าทำร้ายแม้ไม่ใช่ลูกรัก การรู้สึกว่าไม่เป็นลูกที่รัก ไม่ใช่ลูกคนโปรดก็ทำให้เด็กเจ็บปวดมากพอแล้ว พ่อแม่โปรดอย่าทำร้ายเขาเพิ่มด้วย คำพูด หรือการกระทำเพิ่มอีกเลย เช่น การพูดจาประชดประชัน เปรียบเทียบ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันเลย

เหตุใดจึงควร แสดงความรักในฐานะพ่อแม่ที่มีต่อลูกอย่างเท่าเทียมกัน

Mallory Williams,LCSW ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบระยะยาวอย่างร้ายแรงต่อการเติบโตในครอบครัวที่แสดงออกถึงการรักลูกไม่เท่ากัน ไว้ดังนี้

“เด็กที่ไม่เป็นที่โปรดปราน เขาจะรับรู้ความรู้สึกนั้นได้และจะทำให้เด็กรับรู้ถึงการมีคุณค่าในตนเองต่ำ ความรู้สึกที่ถูกปฎิเสธ และไม่เป็นที่รัก ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่เคยมีค่าควรแก่การเอาใจใส่ มอบความรัก และความภาคภูมิใจในแบบเดียวกับที่ลูกรักได้รับ ซึ่งมันจะส่งผลระยะยาวต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ในวัยเรียน และในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เนื่องจากความสัมพันธ์ในการเลี้ยงดูบุตรได้กำหนดรากฐาน และความคาดหวังของความสัมพันธ์ในอนาคต” วิลเลียมกล่าว

รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักเท่าเทียม ทำได้จริงหรือ
รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักเท่าเทียม ทำได้จริงหรือ

การไม่เห็นคุณค่าในตนเองนี้เองจะส่งผลอันตรายระยะยาวที่สำคัญที่สุด คือ โรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความไม่คงที่ของอารมณ์ และบาดแผลทางใจที่ส่งผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น และที่น่าตกใจ คือ ผลกระทบดังกล่าว ไม่ได้เกิดกับเด็กที่ไม่ใช่ลูกคนโปรดเท่านั้น แต่ลูกคนโปรดของพ่อแม่ก็สามารถได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน

เด็กที่เป็นลูกรัก แม้พวกเขาจะได้รับคำชม และการยกย่อง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ความจริงแล้วพวกเขามักจะประสบกับปัญหากลัวการล้มเหลว กลัวทำได้ไม่ดีพอ และรู้สึกกดดันอย่างมากที่จะต้องรักษาผลงานเอาไว้ มันทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด นอกจากต้องแบกรับความคาดหวังที่มากับความรักที่ไม่เท่าเทียมแล้ว พวกเขายังมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับพี่น้องคนอื่นอันเนื่องมาจาก ความรักที่ไม่เท่าเทียมที่พ่อแม่แสดงออกจนพวกลูก ๆ รับรู้ได้นี่เองอีกด้วย

Journal of Marriage and Family เปิดผลสำรวจพบว่า มีเพียงเด็กจำนวน 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้สึกถึงการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจากแม่ของพวกเขา การศึกษาพบว่า ความแสดงออกถึง พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้นในผู้ใหญ่วัยกลางคน

อ่านต่อ >>งานวิจัยเผย!! เหตุผลที่พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝันว่าท้องใกล้คลอด

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!!

ความฝัน ทำนายฝัน ฝันว่าท้อง ฝันว่าท้องใกล้คลอด ฝันเห็นคนท้อง เป็นฝันดีหรือฝันร้าย ความฝันนี้เป็นสัญญาณว่าจะเจอเหตุการณ์ใด ควรดีใจ หรือควรระวัง

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!!

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ตื่นมาบางคนอาจดีใจ บางคนอาจกังวลใจ ความฝันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือมีความหมายแฝงอย่างไร ไม่ว่าจะฝันเห็นตัวเองตั้งครรภ์ ฝันเห็นคนที่ตั้งครรภ์ หรือฝันเกี่ยวกับคนตั้งครรภ์ ความหมายของความฝันนี้จะเป็นอย่างไร ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้หาข้อมูล พร้อมทั้งเลขเด็ดมาฝากแล้วค่ะ

ฝันว่าท้อง
ฝันว่าท้อง

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!!

ฝันว่าท้อง

สำหรับสาวโสด

หากสาวโสดฝันว่าตั้งท้อง ก็จะมีชีวิตที่โดดเดี่ยว เดียวดาย อยู่ตัวคนเดียวเรื่อยไป หาคนที่ถูกใจ หรือคู่ที่รู้ใจได้ยาก จะคบใครก็มักจะเจอแต่คนไม่จริงใจ ถ้าจะให้จำกัดความ คำว่า “คานทอง” ดูจะเหมาะสมกับคำทำนายฝันนี้ที่สุด

สำหรับหญิงที่มีคู่ครอง

หากมีคู่ครองแล้ว และฝันว่าตั้งท้อง ก็อาจจะเกิดความขัดแย้ง หรือมีปากเสียงกับคู่รัก ไม่มีความสุขในชีวิต ใครที่เหงาอยู่แล้ว ก็จะยิ่งอ้างว้าง

แต่ในบางตำราทำนายฝันโบราณ ก็ ทำนายฝัน เอาไว้อีกนัยน์หนึ่งว่า ท้อง หมายถึงสิ่งดีกำลังเข้ามา ชีวิตกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ก้าวหน้า และจะตั้งตัวได้ในไม่ช้า หากเจอกับอุปสรรค หรือปัญหาต่าง ๆ หากลองใช้สติไตร่ตรอง ก็จะแก้ไขได้ไม่ยาก บางตำราก็ว่า หากท้อง สำหรับผู้ที่รับราชการ หรือทำงานบริษัท ก็อาจจะได้รับการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง หน้าที่การงานสูงขึ้น แต่หากเป็นพ่อค้าแม่ค้า ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการค้า หรือย้ายที่ทาง ไปในทางที่ไม่ดีนัก และสำหรับ วิธีแก้ฝัน ว่ากันว่า ทำได้โดยให้หมั่นทำบุญ ทำทาน ทำแต่ความดี ทั้งกาย วาจา ใจเพื่อให้จิตใจสบาย คลายกังวล เรื่องร้าย ๆ ก็จะกลายเป็นดีในที่สุด

เลขเด็ดเมื่อฝันว่าท้อง

19 10 59 195 101 910

 

ฝันว่าท้องคลอดลูก

ฝันว่าท้องคลอดลูกทำนายว่า การเสี่ยงโชค จงแสวงโชคจากคนที่ไม่รู้จักมาก่อนและมาจากทางทิศตะวันออก จะมีแต่คนนำพาโชคลาภมาให้คุณ ระวังจะถูกเอาเปรียบจากคนที่คุณไม่คิดว่าเขาจะทำได้

ด้านความรัก

คนโสดมีเกณฑ์ได้พบกับการเริ่มต้นใหม่ในเรื่องความสัมพันธ์กับมิตรต่างเพศ คุณมีแววได้คนอายุน้อยกว่ามาเป็นเพื่อนสนิทและอาจพัฒนาไปเป้นแฟนได้ในอนาคต อย่าเล่นหูเล่นตากับใครเขาเข้าล่ะ เพราะจะมีสัมพันธ์เกินเลย

ด้านการเงิน การงาน

จะเด่นมากในด้านการงานที่เกี่ยวกับการค้าต่างแดน หรืองานที่ต้องพบปะกับคนต่างชาติ ต่างภาษา คุณจะใช้จ่ายมากไปสักนิดในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ควรเก็บ ๆ ไว้บ้าง ต้องแบกภาระงานหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เลขเด็ดเมื่อฝันว่าท้องคลอดลูก

39 41 66 148 339 669

 

ฝันเห็นคนอื่นท้อง

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากว่าเราจะฝันเห็นคนอื่นตั้งท้องเช่นเดียวกันกับเรา โดยความฝันดังกล่าวนี้อาจตีความได้ว่าคุณจะมีโอกาสพบกับปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความผิดหวัง ความเศร้าใจ หรือการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่สมหวัง ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาความเครียดที่อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ด้านความรัก

เรื่องของความรักของคนที่กำลังโสดในตอนนี้มีเกณฑ์จะได้กระโดดโลดเต้นอีกครั้ง เพราะกำลังจะได้เจอคที่ถูกใจเดินมาสารภาพรักกันต่อหน้าเลยก็ว่าได้ ในเรื่องดี ๆ ก็ยังมีเรื่องที่ไม่ดีแฝงอยู่ ในระวังคำพูดและการกระทำที่จะเกิดความขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะคุณก็มีความสามารถในระดับหนึ่งที่จะจัดการปัญหาเหล่านั้นให้หมดไปด้วยตัวเอง รวมถึงเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาชู้สาว รักสามเศร้า หรือการเปลี่ยนคนรักที่จะเป็นปัญหาเข้ามากวนใจให้คุณคิดไม่ตก

ด้านหน้าที่การงาน การเงิน

เห็นทีช่วงนี้คุณจะต้องเพิ่มการระวังตัวให้มากขึ้น เพราะมีคนกำลังคอยจ้องที่จะทำร้ายอยู่ เรื่องการเงินให้ระวังการวางบิลเก็บเงินที่จะกลายเป็นหนี้สูญไม่สามารถเรียกเก็บได้ แนะนำให้พยายามทำใจทิ้งเงินก้อนนั้นไป สำหรับใครที่ประกอบอาชีพค้าขาย หรือทำธุรกิจส่วนตัวเห็นทีว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่กำไรงอกงาม ออกดอกออกผลดี มีแววว่าจะได้ขยับขยายกิจการออกไปเพิ่มเติมอีก

เลขเด็ดเมื่อฝันเห็นคนอื่นท้อง

35 19 593 851 983

 

อ่านต่อ…ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สกู๊ตเตอร์เด็ก

ข้อควรรู้ก่อนซื้อ สกู๊ตเตอร์เด็ก ซื้อให้ลูกเล่น แบบไหนที่เหมาะกับลูก?

สกู๊ตเตอร์เด็ก – การให้ลูกฝึกทักษะร่างกายด้วย สกู๊ตเตอร์แบบขาไถ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการพัฒนา “ความมั่นใจทางร่างกาย” ให้กับเด็ก ๆ นอกจากการเตรียมตัวสำหรับการเรียนรู้การขี่จักรยานแล้ว สกู๊ตเตอร์ยังช่วยให้เด็กๆ ทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม การเลือกสกู๊ตเตอร์สำหรับเด็กอาจซับซ้อนกว่าที่เราคิด วันนี้เรามาดูเคล็โลับในการเลือกซื้อสกู๊ตเตอร์ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยกันค่ะ

ข้อควรรู้ก่อนซื้อ สกู๊ตเตอร์เด็ก ซื้อให้ลูกเล่น แบบไหนที่เหมาะกับลูก?

สกูตเตอร์ก็เป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆ เช่นเดียวกับจักรยาน สามล้อถีบ และยานพาหนะแบบนั่งขับอื่นๆ  สกู๊ตเตอร์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กวัยหัดเดินไม่ได้เป็นเพียงวิธีสนุก ๆ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ยังเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการสร้างทักษะต่างๆ ที่แข็งแกร่งและความรู้สึกของความเป็นอิสระอีกด้วย ต่อไปเราจะมาดูประโยชน์ที่มากมายของสกู๊ตเตอร์กันค่ะ

ประโยชน์ของ สกู๊ตเตอร์เด็ก

1. เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดี

CDC รายงานว่า มีเพียง 24% ของเด็กอายุระหว่าง 6 ถึง 17 ปีเท่านั้น ที่ได้รับการออกกำลังกายตามปริมาณที่แนะนำ (วันละ 60 นาที/วัน)  ส่งผลให้จำนวนเด็กที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน และภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักเพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้ลูกๆ ของคุณออกกำลังกายและขยับร่างกายทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ แต่บางครั้งอาจไม่ง่ายเสมอไปในโลกทีวี คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ตที่ดึงดูดใจเด็กๆให้หยุดยิ่งอยู่กับที่พร้อมหน้าจอในมือ

แต่อะไรจะดึงดูดใจเด็กน้อยได้มากไปกว่าการเชิญชวนให้พวกเขาออกไปขี่สกู๊ตเตอร์ แม้ว่าจะเป็นเพียงทางขึ้นและลงทางรถหรือทางเท้าหน้าบ้านของคุณ คุณจะได้ช่วยให้ลูกของคุณได้ออกกำลังกาย แต่พวกเขาอาจไม่คิดว่าการเล่นสกู๊ตเตอร์คือการออกกำลังกายเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมที่สนุกและเป็นที่โปรดปรานสำหรับเด็กๆ ส่วนใหญ่

2. สกู๊ตเตอร์เด็ก ช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่

การเรียนรู้ที่จะขี่สกู๊ตเตอร์นั้นเด็กๆ ต้องใช้ทั้งทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กไปพร้อมๆกัน  ลูกของคุณจะต้องใช้ขาดันพื้น ยืนตัวตรง ทำหลังให้มั่นคง แล้วจับแฮนด์รถสกู๊ตเตอร์ด้วยนิ้วมือ กิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเด็กวัยหัดเดินโดยใช้ร่างกายในรูปแบบที่หลากหลายสามารถเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแกร่งขึ้น และมีการประสานงานกันมากขึ้น พวกเขาจะใช้ทักษะเหล่านี้ต่อไปในกิจกรรมแบบ อื่นๆ เช่น การเล่นกีฬา ทำงานบ้าน สร้างหอคอยบล็อกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และแม้กระทั่งกับการพัฒนาลายมือของพวกเขา

3. สกู๊ตเตอร์เด็ก ช่วยเพิ่มความมั่นใจ

กี่ครั้งแล้ว? ที่คุณได้ยินเจ้าตัวเล็กของคุณพูดว่า “หนูใส่รองเท้าไม่ได้”  “หนูติดกระดุมเสื้อไม่ได้” หรือ “หนูทำความสะอาดของเล่นด้วยตัวเองไม่ได้” หรือบางบ้านอาจเคยได้ยินทั้งสามอย่าง แม้ว่าจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่เด็กเล็กสามารถทำได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยสิ่งที่พวกเขาคิดว่าทำไม่ได้บางครั้งพวกเขาอาจต้องการแค่ความมั่นใจในตนเองว่าจริงๆ แล้วพวกเขาสามารถทำได้ ซึ่งการขี่สกู๊ตเตอร์อย่างอิสระอาจเป็นก้าวแรกในการตระหนักว่าพวกเขามีความสามารถเพียงใดที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

4. สกู๊ตเตอร์เด็ก ช่วยพัฒนาการทรงตัวที่ดีขึ้น

เด็กวัยเตาะแตะล้มลงมากกว่าปกติ เพราะพวกเขายังคงเข้าใจจุดศูนย์ถ่วงของตัวเองและคิดหา “ความสมดุล” ทั้งหมดนี้ สกู๊ตเตอร์เป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการฝึกให้ร่างกายเหยียดตรงขณะทำงานอื่นๆ เช่น บังคับเลี้ยว ประสานการเคลื่อนไหวของมือและตา จับตาดูสภาพแวดล้อม หลบสิ่งกีดขวาง และเบรก

5. ช่วยให้เด็กๆ ได้ออกไปข้างนอกบ้าน

อากาศบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเราทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ ด้วย การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ใช้เวลานอกบ้านนอนหลับได้ดีขึ้น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น และมีทักษะในการบริหารงานที่ดียิ่งขึ้น พวกเขายังอาจได้รับประโยชน์จากระดับวิตามินดีที่สูงขึ้น และการมองเห็นที่ดีขึ้น

6. ช่วยเตรียมพร้อมให้เด็กๆ ก่อนเริ่มขี่จักรยาน

ทักษะบางอย่างที่จำเป็นในการขี่จักรยานนั้นแตกต่างจากสกู๊ตเตอร์ แต่ทักษะหลายอย่างก็เหมือนกันทุกประการ การทรงตัว การประสานมือและตา การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก และความมั่นใจเพียงเล็กน้อย การอนุญาตให้บุตรหลานของคุณฝึกบนสกู๊ตเตอร์ คุณจะตั้งค่าให้บุตรหลานใช้งานได้ง่ายขึ้นหากพวกเขาเริ่มขอจักรยาน

เพื่อช่วยคุณค้นหาสกู๊ตเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับบุตรหลานของคุณ ไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าไหร่ หรือคุณกำลังมองหาสกู๊ตเตอร์สำหรับเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง การให้ลูกเล่นสกู๊ตเตอร์เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการช่วยให้บุตรหลานของคุณเรียนรู้การทรงตัว พัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว ในขณะที่สนุกสนานและได้ออกกำลังกาย

เมื่อคุณได้ตัดสินใจแล้วและต้องการเลือกสกู๊ตเตอร์เตะสำหรับเด็ก ควรคำนึงเหตุผลบางประการต่อไปนี้

  • อายุของเด็ก(เช่น รถสามล้อสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี)
  • สภาพของพื้นที่ที่จะใช้เล่น
  • ด้านความปลอดภัย เช่น หมวกกันน็อค อุปกรณ์ป้องกันหัวเข่า
  • เลือกประเภทสกู๊ตเตอร์ที่เหมาะกับประเภทกิจกรรม แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและความทนทานเฉพาะตัว
  • ช่วงราคาเทียบกับคุณภาพ

ประเภทของ สกู๊ตเตอร์เด็ก

แบบ 3 ล้อ (Lean to Steer)

สกู๊ตเตอร์
สกู๊ตเตอร์
ขอบคุณภาพจาก : https://bestscooterforkidsreviews.com

 

แบบ 2 ล้อ

สกู๊ตเตอร์ขาไถ
สกู๊ตเตอร์ขาไถ

ขอบคุณภาพจาก : https://bestscooterforkidsreviews.com

 

แบบ Trick Scooter

สกู๊ตเตอร์ขาไถ
สกู๊ตเตอร์ขาไถ

ขอบคุณภาพจาก : https://bestscooterforkidsreviews.com

 

แบบ Cruiser

พัฒนาการลูก

หยุด!! เปรียบเทียบ พัฒนาการลูก ส่งเสริม-เข้าใจ ลูกโตตามวัยแบบแฮปปี้

คุณพ่อ คุณแม่ หลายคนมักจะวิตกกังวลเกี่ยวกับ พัฒนาการลูก การเจริญเติบโตของลูกน้อย และมีหลายคนที่มักจะเปรียบเทียบ พัฒนาการลูก กับเด็กคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันสามารถพูดได้ หรือเดินได้แล้ว ในขณะที่ลูกของเรายังไม่สามารถทำอะไรได้ เหตุผลสำคัญคืออะไร เรามีคำตอบ

หยุด!! เปรียบเทียบ พัฒนาการลูก

ส่งเสริม-เข้าใจ ลูกโตตามวัยแบบแฮปปี้

พัฒนาการลูก ทำไมไม่ควรเปรียบเทียบ?

มีคุณแม่จากทางบ้าน สอบถามมากับทีมกองบรรณาธิการ ABK ว่าอยากจะเลิกเปรียบเทียบลูกของตัวเองกับลูกของคนอื่นเสียที โดยเฉพาะเวลาที่เข้าไปดูในอินเทอร์เน็ต บ่อยครั้งที่คุณแม่ต้องชะงักทันที เมื่อได้ไปอ่านเจอว่าลูกของคนอื่นทำโน่นได้ ทำนี่ได้ ก่อนลูกของเราด้วยซ้ำ จริงอยู่ว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ในการให้ความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก แต่ก็นำไปสู่การเปรียบเทียบโดยที่คุณแม่เองก็ไม่ได้ตั้งใจ หากคุณแม่ยังต้องการที่จะใช้อินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ในการเลี้ยงลูกต่อไป แม่น้องเล็กมีข้อเตือนใจเกี่ยวกับ พัฒนาการลูก มาฝากค่ะ

1. เด็กทุกคนล้วนต่างกัน

ไม่ว่าคุณแม่จะได้รู้ ได้เห็นอะไรในโลกออนไลน์ ความจริงที่ว่า “เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ แต่เร็วช้า คล้ายและต่างในเส้นทางของตัวเอง” ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เช่น ทารกคนหนึ่งอาจคลานเอาๆ และชอบปีนป่าย แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (นิ้วมือ) หยิบจับสิ่งของ ขณะที่ทารกอีกคน (อายุเท่ากัน) ชอบสำรวจมือตัวเองมากและชอบใช้มือหยิบจับไปทุกสิ่งโดยไม่สนใจจะคลานเลย ก็ถือว่าเด็กทั้งคู่มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าเหมือนกัน สิ่งสำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ควรดูคือ ลูกของคุณมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า ไม่หยุดนิ่ง หรือถดถอย

พัฒนาการลูกน้อย
เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ แต่เร็วช้า คล้ายและต่างในเส้นทางของตัวเอง

2. ให้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเป็นเพียง “แนวทาง”

หากจะใช้ข้อมูลพัฒนาการด้านต่างๆ จากอินเทอร์เน็ต ควรใช้เป็นแนวทางให้รู้ลักษณะและทิศทางโดยรวมของพัฒนาการนั้น เช่น เด็กอายุ 1 ขวบ 6 เดือนคนหนึ่งอาจพูดได้ 100 คำ ขณะที่อีกคนพูดได้เพียง 10 คำ แต่ใช้ภาษาท่าทางสื่อสารได้ดีมาก เด็กทั้งสองคนนี้ก็มีพัฒนาการปกติเหมือนกัน

ประโยชน์ของข้อมูลพัฒนาการต่างๆ คือ การให้ข้อมูลไว้เป็นช่วง (เช่น ระหว่างอายุ 1 ขวบ 6 เดือนถึง 2 ขวบเด็กในช่วงวัยนี้จะพูดได้มากขึ้นๆ) เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่นำไปดูความก้าวหน้าของลูก มากกว่าการเจาะจงไล่ตามให้ได้ตามจำนวนต่างๆ ที่บอกไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย สิ่งสำคัญที่สุด คือ หากคุณพ่อ คุณแม่กังวลเรื่องพัฒนาการของลูกมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดีกว่าค่ะ

อ่าน “ดูแลสุขภาพอนามัยส่งเสริมพัฒนาการลูก” คลิกหน้า 2