รีวิวถุงเก็บน้ำนม

รีวิวถุงเก็บน้ำนม สะอาด พกพาสะดวก

ถุงเก็บน้ำนม จัดเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้คุณแม่วัยทำงานหรือคุณแม่ที่ไม่มีเวลาให้นมลูกจากเต้า รวมถึงคุณแม่ที่มีปริมาณน้ำนมมากกว่าปกติ สามารถเก็บสต็อกน้ำนมของตัวเองไว้ เพื่อให้ลูกได้ทานในช่วงเวลาที่ต้องการ หรือเก็บสะสมไว้ตอนที่มีน้ำนมออกมาน้อย การใช้ถุงเก็บน้ำนมเมื่อเทียบกับการเก็บน้ำนมไว้ในขวด การใช้งานถุงเก็บน้ำนมจะประหยัดพื้นที่มากกว่า ง่ายต่อการจัดเก็บ ง่ายต่อการพกพาระหว่างเดินทาง สามารถจัดเก็บได้ในระยะยาว และน้ำนมที่ถูกเก็บไว้ในถุงเก็บน้ำนมจะมีความสะอาด สด ใหม่ สามารถให้ทารกดื่มได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งเจือปนจากการจัดเก็บ มาดู รีวิวถุงเก็บน้ำนม ที่สะอาด ปลอดภัย และพกพาสะดวก เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่กันค่ะ

รีวิวถุงเก็บน้ำนม สะอาด พกพาสะดวก

รีวิวถุงเก็บน้ำนม

ประเภทน้ำนมแม่ ระยะเวลาการนำมาใช้และอุณหภูมิในการจัดเก็บ

  • น้ำนมแม่ที่ลูกทานไม่หมด ต้องใช้ภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากลูกทานนมเสร็จ ถ้ายังใช้ไม่หมดต้องทิ้ง
  • น้ำนมแม่ปั๊มเสร็จใหม่ เก็บที่อุณหภูมิห้อง (25°C) อยู่ได้สูงสุด 4 ชั่วโมง เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา (4°C)  อยู่ได้สูงสุด 4 วัน เก็บช่องแช่แข็ง (-18°C) อยู่ได้และควรใช้ภายใน 6 เดือนดีที่สุด แต่สามารถเก็บได้สูงสุดถึง 12 เดือน
  • น้ำนมแม่ที่ละลาย หรือ แช่แข็งก่อนหน้านี้แล้วนำมาะลาย เก็บที่อุณหภูมิห้อง (25°C) อยู่ได้สูงสุด 1-2  ชั่วโมง เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา (4°C) อยู่ได้สูงสุด 1 วัน โดยห้ามนำนมแม่ไปแช่แข็งซ้ำอีกหลังจากละลายแล้ว เพราะจะเกิดกลิ่นหืนและสูญเสียคุณค่าทางสารอาหาร รวมถึงมีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีเกิดขึ้น

 

ทำไมถึงต้องใช้ถุงเก็บน้ำนม

  • ช่วยยืดอายุน้ำนมแม่ คุณค่าสารอาหารในนมแม่ไม่เสียหาย สามารถนำมาให้ลูกทานได้ในวันอื่นๆ เช่น ในวันที่คุณแม่มีธุระไม่อยู่บ้านหรือต้องกลับไปทำงาน โดยไม่ว่าใครจะอยู่ดูแลเด็ก ก็สามารถนำน้ำนมแม่มาให้ลูกทานได้
  • ช่วยให้น้ำนมแม่ไม่ปนเปื้อนจากเชื้อโรค หรือแบคทีเรียต่างๆ ทำให้น้ำนมแม่คงความสด สะอาด ปลอดภัย
  • ช่วยให้ลูกมีน้ำนมแม่ไว้ทานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป
  • สามารถเก็บฟรีซ (Freeze) ไว้ได้นานในตู้แช่เย็น ทำให้มีสต๊อกน้ำนมให้ลูก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผง
  • ประหยัดพื้นที่ในตู้แช่นมได้มากกว่าการเก็บแบบกล่องหรือขวด รวมถึงเวลานำมาใช้ ถุงเก็บน้ำนมที่ตั้งทิ้งไว้จะละลายเร็วกว่าเก็บในขวดนม หรือกล่องพลาสติก
  • สามารถใช้ถุงเก็บน้ำนมใส่น้ำลงไปแล้วแช่แข็ง ใช้แทนน้ำแข็ง แช่น้ำนมในกระติกได้ เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องปั๊มนมที่ทำงาน แล้วแช่ใส่กระติกกลับบ้าน ทำให้กระติกและถุงบรรจุน้ำนมไม่เปียกแฉะหรือน้ำหยดจากน้ำแข็งที่ละลาย และไม่สิ้นเปลือง

เลือกถุงเก็บน้ำนมอย่างไร

  • ทนทาน ตะเข็บที่ใช้ปิดเปิดเหนียวแข็งแรง ทำจากวัสดุพลาสติก 2 ชั้น เพื่อรองรับแรงกระแทกและการขีดข่วน
  • ออกแบบให้เหมาะกับการทำละลายน้ำนมในน้ำอุ่น หรือทนทานต่อการแช่แข็ง
  • ตัวถุงควรตั้งตรงเพื่อง่ายในการใส่น้ำนมแม่ และฐานของตัวถุงเก็บน้ำนมแม่ควรวางราบได้เพื่อง่ายต่อการจัดเก็บ
  • ควรเลือกแบบมีซิปล็อค 2 ชั้นขึ้นไป เพื่อป้องกันการรั่วของน้ำนม
  • ขนาดถุงเก็บน้ำนมสามารถบรรจุน้ำนมแม่ได้ตามปริมาณที่ต้องการ โดยขนาดที่เป็นที่นิยมคือ 8 ออนซ์ (240 มิลิลลิตร) เพราะเป็นปริมาณที่คุณแม่ส่วนใหญ่ปั๊มได้และทารกสามารถดื่มได้ประมาณ 2 มื้อ แต่บางคนอาจชอบที่จะเก็บในถุงเล็กมากกว่า เนื่องจากสะดวกต่อการนำออกมาละลายครั้งต่อครั้ง
  • มีฉลากที่สามารถใช้เขียนวันเดือนปีและเวลาการปั๊มนมหรือเวลาบรรจุนมลงไปแต่ละครั้ง มีตัวเลขหรือฉลากบอกปริมาณน้ำนมที่บรรจุในถุงน้ำนม
  • ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย ไม่มีส่วนผสมของสาร BPA (BPA: Bisphenol A) สาร BPA นั้น พบได้ในบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม  เมื่อโดนความร้อนจะละลายออกมาปนเปื้อนอาหาร โดยปริมาณการปนเปื้อนอาหารจะสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิแวดล้อมรอบภาชนะที่บรรจุสูงขึ้น

แนะนำ 10 ถุงเก็บน้ำนม ทนทานคุณภาพดีใช้งานสะดวก

  1. Philips Avent

ขนาด 6 ออนซ์ (180 มิลลิลิตร) จุดเด่นของถุงเก็บน้ำนมรุ่นนี้คือ ช่องเปิดขนาดใหญ่ที่ทำให้การจัดเก็บน้ำนมและการนำน้ำนมออกมา ง่าย รวดเร็ว สะดวก วัสดุปราศจากสาร BPA ตัวถุงเหนียว ซิปและตะเข็บข้างแข็งแรง ซีลเก็บน้ำนมถึง 2 ชั้น จัดเก็บหรือพกพาในการเดินทางทำได้สะดวก ถุงสามารถวางตั้งอยู่ได้ด้วยตนเองและวางราบเพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.philips.co.th/

รีวิวถุงเก็บน้ำนม

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.philips.co.th/

 

  1. Nanny

ขนาด 5 ออนซ์ (150 มิลลิลิตร) และขนาด 8 ออนซ์ (240 มิลลิลิตร) เป็นถุงเก็บน้ำนมคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองจากสถาบันทั้งในไทยและต่างประเทศ วัสดุระดับพรีเมี่ยม สะอาดและปลอดภัยสูงสุด ระบบซีลปิดปากถุงเป็นแบบดับเบิ้ลซิปล็อค โดยมีพื้นที่เขียนบันทึกอยู่ด้านบนของตัวถุง และพื้นที่เขียนไม่กินบริเวณที่บรรจุน้ำนม ป้องกันการปนเปื้อนจากหมึกปากกา ตัวถุงวางตั้งได้ทำให้สะดวกเวลาเทนมใส่ และวางนอนเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บได้

เว็บไซต์อ้างอิง: http://www.nannyproducts.com/

รีวิวถุงเก็บน้ำนม

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/nannybabyproduct/

  1. Nanobébé 

ขนาด 5 ออนซ์ (150 มิลลิลิตร) ถือว่าเป็นขนาดกะทัดรัด วัสดุในการผลิตปลอดสาร BPA ตัวถุงแต่ละถุงสามารถวางซ้อนกันได้อย่างพอดี สามารถจัดเรียงเข้าช่องแช่เย็นได้แบบไม่กินพื้นที่ มีตัว Storage (ซื้อคู่กันพร้อมถุงน้ำนม) ที่เป็นการออกแบบสำหรับการจัดเก็บถุงน้ำนมให้จัดเรียงตามวันที่จัดเก็บและนำออกมาใช้ตามวันหมดอายุได้อย่างสะดวก คุณแม่ที่ชอบแนว minimal น่าจะถูกใจถุงเก็บน้ำนมแบรนด์นี้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/nanobebethailand/

รีวิวถุงเก็บน้ำนม

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/nanobebethailand/

 

  1. Lamoon

ขนาด 8 ออนซ์ (240 มิลลิลิตร) มีสีสันที่น่ารัก 3 รูปแบบ เกรดเดียวกับที่นำไปใช้ผสมอาหาร ไม่ต้องกังวลว่าสีจะไปปนเปื้อนกับนมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก มีซิปล็อค 2 ชั้นและตัวถุงป้องกันการปนเปื้อนด้วยช่องเทเข้า-ออก แยกจากกัน สินค้าถุงเก็บน้ำนมนี้โดดเด่นด้วยตัวบอกสถานะอุณหภูมิของน้ำนมช่วยบอกอุณหภูมิที่เหมาะสม (เย็นเกินไป/ร้อนเกินไป/พร้อมดื่ม) โดยแสดงเป็นสีให้คุณแม่เห็นสะดวก ผิวสัมผัสด้านทั้งถุงทำให้จับไม่ลื่นมือ มีช่องข้อมูลขนาดใหญ่ที่เขียนง่ายด้วยปากกาลูกลื่นและมองเห็นข้อมูลได้ชัดเจน

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.lamoonbaby.com/press/7350/

ถุงเก็บน้ำนม

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.lamoonbaby.com/

 

อ่านต่อ.. รีวิวถุงเก็บน้ำนม สะอาด พกพาสะดวก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คาร์ซีทแรกเกิด คาร์ซีท

คลิปจำลองเหตุรถชน 5 แบบเผยให้เห็น คาร์ซีทแรกเกิด ปกป้องลูกได้

คาร์ซีทแรกเกิด สำหรับเด็ก ของจำเป็นที่คุณจะเห็นประโยชน์เมื่อยามเกิดอุบัติเหตุ มาดูคลิปแสดงความปลอดภัย สาธิตการชน 5 แบบแล้วจะรู้ว่าคาร์ซีทสำคัญ

คลิปจำลองเหตุรถชน 5 แบบเผยให้เห็น คาร์ซีทแรกเกิด ปกป้องลูกได้!!

คาร์ซีท (Car Seat) ของควรมีหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการพาลูกนั่งรถ คาร์ซีทแรกเกิด ที่ใคร ๆ หลายคนต่างกังวลว่าควรมีหรือไม่ ลูกจะสามารถนั่งคาร์ซีทได้ตอนอายุเท่าไหร่ หรือเด็กเล็ก ทารกแค่ให้แม่อุ้มไว้ขณะนั่งรถก็เพียงพอแล้ว ไม่อันตรายหรอก ก่อนจะด่วนสรุปสิ่งใด ขอแนะนำให้ทุกท่านลองรับชมคลิปต่อไปนี้ คลิปดีดี ที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มีมุมมองที่เปลี่ยนไปกับ คาร์ซีท

 

คลิปแสดงความปลอดภัยเมื่อให้เด็กทารกนั่งบนรถที่มีการชน หรือเบรคกระทันหัน โดยจำลองสถาณการณ์ 5 แบบ
  1. ไม่คาด seat belt
  2. คาด seat belt (แบบนี้จะไปอันตรายที่สมอง และกระดูกสันหลังแทน)
  3. ให้แม่ของเด็กอุ้มเอาไว้
  4. นั่ง car seat แบบหันหน้า
  5. นั่ง car seat แบบหันหลัง
ที่มา : ถึงบางอ้อกับหมอเอ

พ.ร.บ.จราจรทางบก เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องนั่งคาร์ซีท บูสเตอร์ซีท ขณะ เด็กสูงไม่เกิน 135 ซม. ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามอุ้มนั่งเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 2 พัน!!

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 บัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2560 เรื่อง มาตรการ เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ลงวันที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 123 ภายใต้บังคับมาตรา 123/1 ในขณะขับรถยนต์ ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ต้องปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

1) ผู้ขับขี่ ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะขับรถยนต์

(2) คนโดยสาร

(ก) คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์

(ข) คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

(ค) คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วย เข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือคนโดยสารมีเหตุผลทางสุขภาพอันไม่สามารถรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งได้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง แต่บุคคลนั้นต้องมีวิธีการป้องกันอันตราย ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กและที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตรายตาม (2) (ข) และวิธีการ ป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด

พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com
คาร์ซีทแรกเกิด จำเป็น
คาร์ซีทแรกเกิด จำเป็น

8 จุดสำคัญของเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนให้ทารกนั่งรถ มีดังนี้ 

  1. สมองและศีรษะที่เปราะบาง เด็กแรกเกิด จะมีขนาดศีรษะเท่ากับ 1 ใน 4 ของร่างกาย ถือได้ว่ามีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับ ขนาดของร่างกายโดยรวม คาร์ซีทจึงควรมีที่ปกป้องบริเวณศีรษะ
  2. ระบบหายใจที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทารกจะใช้ท้องเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหายใจ บ่อยครั้งเมื่อบริเวณท้องงอตัวหรือถูกกดทับ จะเกิดสภาวะหายใจติดขัดได้ง่าย คาร์ซีทจึงควรที่จะมีองศาการนอนที่เหมาะสม โดยองศาที่เหมาะสมอยู่ที่ 135-170 องศา
  3. กระดูกสันหลังที่ยังไม่สามารถทรงตัวได้ เด็กแรกเกิดจะมีแนวกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง สะโพกสามารถเคลื่อนได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลจัดให้สรีระอยู่ในท่านั่งและนอน ที่เหมาะสมสามารถขยับแขนและขาได้ง่ายเป็นธรรมชาติ คาร์ซีทแรกเกิดจึงเป็นสิ่งที่ควรมีเพื่อช่วยปกป้องเด็กในเรื่องนี้
  4. ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่เด็กแรกเกิด มีความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายต่ำ ดังนั้นการช่วยปรับอุณหภูมิแวดล้อมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คาร์ซีทควรมีการระบายอากาศที่ดีโดยเฉพาะด้านหลังของตัวเด็ก เพราะเป็นจุดที่เหงื่อออกง่ายและมากกว่าจุดอื่น ๆ
  5. การนอนที่ยังไม่เป็นระบบ เด็กแรกเกิด จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 จะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างของกลางวันกลางคืน
  6. ผิวหนังบองบางไวต่อสิ่งสัมผัส ผิวหนังของเด็กมีความหนาเพียงครึ่งเดียวของผิวผู้ใหญ่ จึงไวต่อสิ่งสัมผัสและแห้งง่าย ด้วยรูขุมขนที่ละเอียดเล็ก จึงทำให้คลายความร้อนได้ช้า มีเหงื่อออกมาก เนื้อผ้าของคาร์ซีทก็ควรที่จะปลอดภัยต่อผิวเด็ก ไม่ก่อเกิดอาการแพ้ และก็ควรระบายอากาศไม่กักเก็บเหงื่อ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัว หรืออาจเกิดอาการแพ้เหงื่อตัวเอง
  7. ประสาทสัมผัสที่อ่อนแอ ทารกจะมีระยะการมองเห็นสั้นๆ สายตา การมองเห็นยังไม่ดีพอ เด็กจะรับรู้ข้อมูลส่วนใหญ่ ผ่านการสัมผัสทางด้านร่างกาย คาร์ซีทจึงควรมีหลังคาที่สามารถปิดบังแสงแดด และสามารถป้องกันรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อทั้งผิวและสายตาของเด็ก
  8. ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ สิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กแรกเกิด จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และก่อให้เกิดภูมิแพ้ที่ติดตัวเด็กไปเป็นระยะเวลาหลายปี ทารกจะมีระยะมองเห็นสั้นๆ รับรู้ข้อมูลผ่านการสัมผัสทางด้านร่างกาย

อ่านต่อ>> เคล็ดลับวิธีการฝึกลูกให้นั่งคาร์ซีท คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รีวิวนมกล่อง

รีวิวนมกล่อง UHT หอม อร่อย มีประโยชน์

เมื่อเด็กโตขึ้น ข้าวจะเข้ามาเป็นอาหารหลักแทนที่นม ส่วนนมจะกลายเป็นอาหารเสริมเพื่อเพิ่มแคลเซียม โปรตีนและวิตามินต่าง ๆ ให้แก่เด็กในแต่ละช่วงวัย อย่างไรก็ตามนมยังถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงตลอดกาล หาดื่มได้ง่าย โดยเฉพาะนมวัว ซึ่งนมวัวจะมีแคลเซียมสูงกว่านมชนิดอื่น ๆ ตัวแคลเซียมในนมจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายของเด็ก มีผลต่อการเพิ่มความสูง เป็นส่วนประกอบหลักในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน เป็นแร่ธาตุสำคัญในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหานมกล่องที่ช่วยเสริมสารอาหารให้ลูกรัก วันนี้กองบรรณาธิการมี รีวิวนมกล่อง UHT 10 แบรนด์ที่น่าสนใจ มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

รีวิวนมกล่อง UHT หอม อร่อย มีประโยชน์

รีวิวนมกล่อง

ประเภทของนมกล่อง

  1. นมยูเอชที (UHTหรือ Ultra-High Temperature Milk) ขั้นตอนการผลิตมีการฆ่าเชื้อจนจุลินทรีย์ตายเกือบทั้งหมด สามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 6-8 เดือน มีสารอาหารครบถ้วน เพราะแทบจะไม่สูญเสียวิตามินใด ๆ จากการผลิต และมีการใส่สารอาหารที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมลงไปด้วย
  2. นมสเตอริไลซ์ (Sterilized Milk) ขั้นตอนการผลิตใช้ความร้อนสูงในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์จนตายหมด สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี แต่นมประเภทนี้จะสูญเสียวิตามินที่สำคัญบางอย่างไปในกระบวนการผลิต จึงมีสารอาหารไม่ครบถ้วน
  3. นมสดพาสเจอร์ไรซ์ (Pasteurized Milk) ขั้นตอนการผลิตมีการฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อน แต่ก็ยังมีจุลินทรีย์บางชนิดหลงเหลืออยู่บ้าง จึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเท่านั้น และมีอายุประมาณ 7-10 วัน มีรสชาติที่หอมมันอร่อย ใกล้เคียงนมสดที่สุด

เลือกนมกล่องอย่างไรถึงเหมาะกับเด็ก

  • ผลิตจากแหล่งที่มีคุณภาพ ผ่านขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย
  • ก่อนเลือกซื้อ ต้องอ่านฉลากโภชนาการที่กล่องด้วยทุกครั้ง แต่เนื่องจากนมเป็นอาหารเสริมจากมื้อหลัก ไม่จำเป็นต้องเน้นดื่มนมกล่องที่เห็นว่าให้ปริมาณสารอาหารหรือพลังงานมากที่สุด นมกล่องที่ดีควรมีสารอาหารที่สำคัญอย่างครบถ้วน ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและการเติบโตอย่างเต็มที่
  • กล่องนมมีสภาพปกติ ไม่มีส่วนไหนบุบ บวม หรือรั่วออกมา ต้องมีวันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุระบุไว้อย่างชัดเจน
  • ความชอบของเด็ก ควรรู้หรือสอบถามมาก่อนว่าเด็กชอบรสชาติแบบไหน เลือกแบบที่เด็กชอบ เด็กจะมีความสุขกับการดื่มนมโดยไม่ต้องบังคับ ดื่มได้ทุกวัน

แนะนำ 10 นมกล่อง แคลเซียมสูง ช่วยส่งเสริมพัฒนาการสำหรับเด็ก

  1. Enfagrow A+ Superior สูตร 3

นมเอนฟาโกร เอพลัส ซุพีเรียร์ เป็นนมกล่อง UHT แบบเติมสารอาหาร ขนาดบรรจุ 1 กล่อง มีปริมาณ 180 มิลลิลิตร นอกจากรสจืดยอดนิยมแล้ว ยังมีอีก 3 รส ได้แก่ รสวานิลลา, รถช็อกโกแลต และรสน้ำผึ้ง ตัวนมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดื่มง่าย อิ่มท้องนานหลังดื่ม จากฉลากโภชนาการที่กล่องมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน มีแคลเซียม, ดีเอชเอ, โอเมก้าสูง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์สมอง ที่สำคัญมีการใส่ธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่เด็กๆ มักขาดลงในนมด้วย แต่เพราะมีสารอาหารเพิ่มเติมครบถ้วนในปริมาณสูง ราคาถ้าเทียบกับนมกล่องยี่ห้ออื่นจึงจัดว่าราคาสูง

เว็บไซต์อ้างอิง: www.enfababy.com/ยูเอชทีเอนฟาโกรเอพลัสซุพีเรียร์สูตร3

รีวิวนมกล่อง

อ้างอิงรูปภาพ: www.enfababy.com/ยูเอชทีเอนฟาโกรเอพลัสซุพีเรียร์สูตร3

 

  1. Thai-Danish UHT Fresh Milk

นม UHT ไทยเดนมาร์ค หรือที่เรียกว่านมวัวแดง (เรียกตามรูปวัวสีแดงบนกล่องนม) ทำมาจากน้ำนมโคสดแท้ ไม่ผสมนมผง มีหลายขนาดและราคา ตั้งแต่ปริมาณ 125 มิลลิลิตร 200 มิลลิลิตร และ 250 มิลลิลิตร มีแคลเซียมจากธรรมชาติและโปรตีนสูง เป็นนมที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน รสชาติอร่อย ดื่มง่าย มี 3 รส คือ รสจืด รสหวาน และรสช็อกโกแลต ถ้าเด็กทานอาหารครบมื้อครบถ้วน การดื่มนม UHT ไทยเดนมาร์คที่เป็นน้ำนมโคสดแท้ ก็เพียงพอที่จะช่วยเสริมในเรื่องของแคลเซียมและโปรตีนให้แก่ร่างกาย ราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่าย

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.dpo.go.th/product/นม-ยู-เอช-ที/

รีวิวนมกล่อง

อ้างอิงรูปภาพ: https://f.btwcdn.com/store-49776/product/d7b59592-ca2c-98b7-ed1f-61f7ff660e20.jpg

 

  1. Hi-Q UHT 1 Plus ซูเปอร์โกลด์ 

นมไฮ-คิว 1 พลัส ซูเปอร์โกลด์ เป็นนมกล่อง UHT แบบเติมสารอาหาร ขนาดบรรจุ 1 กล่องมีปริมาณ 180 มิลลิลิตร มีรสจืดที่หอมมันอร่อย จากฉลากโภชนาการที่กล่องมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน โดยมีโอเมก้าในปริมาณสูง ด้วยรสชาตินมที่หอมมันอร่อย เลยเป็นนมกล่องที่เด็ก ๆ ชื่นชอบและมักจะดื่มบ่อยครั้งต่อวัน

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.hifamilyclub.com/products/toddler-products.html

นมกล่อง UHT

อ้างอิงรูปภาพ: https://danonecareplus.com/th/product/detail/hiq-uht-1-plus-super-gold

 

  1. นมจิตรลดา

นมจิตรลดารสจืด UHT ทำมาจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ขนาดบรรจุ 1 กล่องมีปริมาณ 200 มิลลิลิตร รสชาติจืดเข้มมันอร่อย ทานง่าย มีแคลเซียมสูง ไม่ทำให้ท้องผูก ราคาไม่แพง มีขายในร้านสะดวกซื้อ แต่หาซื้อยากเพราะมักจะถูกซื้อยกแพ็คทำให้หมดเร็ว

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.theroyalproject.org/product-category/uht/

นมกล่อง UHT

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.theroyalproject.org/wp-content/uploads/2020/09/FP-01_UHT-1000.png

 

อ่านต่อ.. รีวิวนมกล่อง UHT หอม อร่อย มีประโยชน์ ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานภาษาอังกฤษ

นิทานภาษาอังกฤษ สนุก และได้ฝึกทักษะด้านภาษา

นิทานอีสป นิทาน 2 ภาษา นิทานภาษาอังกฤษ นอกจากความสนุกสนานเพลินเพลิดแล้ว ยังได้ฝึกพัฒนาการทางด้านภาษา และได้คติสอนใจดีๆ จากนิทานอีกด้วย

นิทานภาษาอังกฤษ สนุก และได้ฝึกทักษะด้านภาษา

การอ่าน นิทานก่อนนอน ให้ลูกฟังมีประโยชน์หลายด้าน เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ความคิด สติปัญญา ได้รับความสุข ความอบอุ่นจากคุณพ่อคุณแม่ หากเล่า นิทานภาษาอังกฤษ ลูกก็จะได้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านภาษาเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้น ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำนิทานอีสป แบบ 2 ภาษา มาฝากในวันนี้ค่ะ

นิทานเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะกับหมาป่า
นิทานเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะกับหมาป่า

นิทานภาษาอังกฤษ สนุก และได้ฝึกทักษะด้านภาษา

นิทานอีสป : เด็กเลี้ยงแกะกับหมาป่า (The Shepherd Boy & the Wolf)

ณ หมู่บ้านชายป่า มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งชอบพูดโกหกเป็นประจำ วันหนึ่งเกิดนึกสนุกอยากแกล้งชาวบ้านจึงร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย ๆ หมาป่ามันจะมากินแกะแล้ว” ชาวบ้านต่างพากันมาช่วย พอเด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นก็หัวเราะด้วยความชอบใจ แล้วชอบเล่นสนุปแบบนี้อีกหลายครั้ง ชาวบ้านก็พากันวิ่งหน้าตาตื่นมาช่วยเขาทุกครั้ง และพบว่าพวกเขาถูกหลอกอีกเช่นเคย จนวันหนึ่งหมาป่าก็มาจริง ๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงแกะตะโกนให้คนมาช่วยสุดเสียง “ช่วยด้วย ๆ หมาป่ามันจะมากินแกะแล้ว” แต่ครั้งนี้กลับไม่มีชาวบ้านออกมาช่วยเด็กเลี้ยงแกะอีกแล้ว เพราะคิดว่าเขาคงจะโกหกอีก สุดท้ายเจ้าหมาป่าจึงกินแกะของเด็กเลี้ยงแกะไปทีละตัว ๆ จนหมด

A Shepherd Boy tended his master’s Sheep near a dark forest not far from the village. Soon he found life in the pasture very dull. All he could do to amuse himself was to talk to his dog or play on his shepherd’s pipe.

One day as he sat watching the Sheep and the quiet forest, and thinking what he would do should he see a Wolf, he thought of a plan to amuse himself.

His Master had told him to call for help should a Wolf attack the flock, and the Villagers would drive it away. So now, though he had not seen anything that even looked like a Wolf, he ran toward the village shouting at the top of his voice, “Wolf! Wolf!”

As he expected, the Villagers who heard the cry dropped their work and ran in great excitement to the pasture. But when they got there they found the Boy doubled up with laughter at the trick he had played on them.

A few days later the Shepherd Boy again shouted, “Wolf! Wolf!” Again the Villagers ran to help him, only to be laughed at again.

Then one evening as the sun was setting behind the forest and the shadows were creeping out over the pasture, a Wolf really did spring from the underbrush and fall upon the Sheep.

In terror the Boy ran toward the village shouting “Wolf! Wolf!” But though the Villagers heard the cry, they did not run to help him as they had before. “He cannot fool us again,” they said.

The Wolf killed a great many of the Boy’s sheep and then slipped away into the forest.

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนที่ชอบโกหก แม้พูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อ

Liars are not believed even when they speak the truth.

 

อ่านต่อ…นิทานภาษาอังกฤษ สนุก และได้ฝึกทักษะด้านภาษา คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รีวิวแป้งเด็ก

รีวิวแป้งเด็ก ผิวลื่น แห้งสบาย ปลอดภัยต่อเด็ก

แป้งเด็กเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานและต้องไม่เป็นอันตรายต่อผิวอันบอบบาง ไม่ระคายเคืองผิว ลดความอับชื้น ใช้แล้วสบายตัว แต่ในสมัยก่อนเมื่อไม่มีการวิจัยทางการแพทย์อย่างถี่ถ้วน แป้งเด็กทาตัวหรือแป้งฝุ่นโรยตัวนิยมผสมสารทัลคัมเป็นส่วนประกอบ เพราะคุณสมบัติเด่นของสารทัลคัม คือ ดูดซับความเปียกชื้นและลดการเสียดสีของผิวหนัง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการวิจัยทางการแพทย์อย่างละเอียด กลับพบว่าแม้สารทัลคัมจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่สารทัลคัมที่มีลักษณะเป็นผงละเอียด จะทำให้แป้งที่ผสมกับทัลคัมฟุ้งในอากาศและเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเด็ก จะก่อให้เกิดอาการระคายเคือง และด้วยทัลคัมเป็นสารอนินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ หากเด็กใช้ในระยะเวลานาน จึงไปสะสมในร่างกายจนเป็นผลให้เด็กเป็นโรคระบบทางเดินหายใจได้ วันนี้กองบรรณาธิการ จึงมา รีวิวแป้งเด็ก พร้อมวิธีการเลือกแป้งเด็กให้ปลอดภัยกับลูกรักของเรากันค่ะ

รีวิวแป้งเด็ก ผิวลื่น แห้งสบาย ปลอดภัยต่อเด็ก

รีวิวแป้งเด็ก

ทำไมต้องปลอดสารทัลคัม (Talcum หรือ Talc) 

สารทัลคัม เป็นสารอนินทรีย์หรือแร่หินทัล (Talc) เป็นแร่ที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เป็นสารอนินทรีย์ ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO ) และ U.S. Environmental Protection Agency จัดเป็นสารก่อมะเร็งที่ไม่สามารถจัดจำพวกได้ โดยในกระบวนการผลิตแป้งเด็ก ทัลคัมจะถูกนำมาใช้โดยการนำมาบดให้ละเอียด ทำให้แห้ง แล้วฆ่าเชื้อในกระบวนการผลิต

ดังนั้น การเลือกแป้งเด็กควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากแจกแจงส่วนประกอบอย่างชัดเจนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งผู้ผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายรายในปัจจุบันหันมาเลือกใช้ผงแป้งจากพืชทดแทนการใช้ทัลคัมแล้ว 

ประโยชน์ของแป้งเด็ก

  • ดูดซับความชื้น ช่วยดูแลผิวของเด็กให้แห้งสบายตลอดวัน ทำให้สบายตัว
  • ลดการเสียดสีจากผ้าอ้อม ลดการระคายเคือง ปกป้องผิวจากความเปียกชื้นและลดการเกิดผดผื่น
  • ควบคุมการระเหยของน้ำในชั้นผิวให้เป็นไปอย่างพอเหมาะ คงความชุ่มชื้นให้ผิวที่บอบบาง

เลือกแป้งเด็กอย่างไรให้ปลอดภัยต่อลูกรัก

  • ผ่านการทดสอบการแพ้จากแพทย์ โดยสังเกตว่ามีสัญลักษณ์ไฮโป-อัลเลอร์เจนิกกำกับ สัญลักษณ์ Hypo-Allergenic ช่วยยืนยันถึงการทดสอบทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐานสากลที่ควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอย่างใกล้ชิด ทำให้แน่ใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบนั้นมีความอ่อนโยน จะไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง สามารถใช้ได้กับทั้งผิวแพ้ง่ายหรือผิวที่บอบบาง
  • เลือกแป้งที่มีเนื้อเนียนละเอียด ไม่ฟุ้งกระจาย มีคุณสมบัติป้องกันความเปียกชื้นซึ่งจะช่วยลดผดผื่นและความระคายเคือง
  • เลือกแป้งเด็กที่ผลิตจากพืช เช่น ข้าวโพด หรือ ข้าวเจ้าที่สามารถย่อยสลายได้ ลดการสะสมตามเสื้อผ้า หรือในระบบทางเดินหายใจ

ใช้แป้งเด็กอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกวิธี

  • ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูก และปาก ขณะใช้ต้องระมัดระวังไม่ให้ฟุ้งกระจาย ป้องกันเด็กสูดดมแป้ง
  • ใช้แป้งเด็กในปริมาณที่เหมาะสม เทแป้งเด็กลงบนฝ่ามือครั้งละน้อยๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ทาแป้งเด็กให้ทั่วตัว ห้ามโรยแป้งเด็กไปที่ตัวแล้วทาแป้งเด็กไปให้ทั่ว ๆ ตัว ซึ่งวิธีการทาแป้งเด็กแบบนี้แป้งเด็กจะฟุ้งกระจายไปทั่ว และสามารถเข้าปากและจมูกของเด็กได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้
  • ห้ามโรยแป้งเด็กที่สะดือ โดยเฉพาะในเด็กวัยแรกเกิด เพราะแป้งเด็กจะเข้าไปอุดตันในสะดือและทำให้เกิดการอักเสบ
  • เก็บแป้งให้ห่างไกลมือเด็ก เพราะเด็กอาจเอาไปเขย่าเล่น ทำให้แป้งหกหรือเผลอสูดดมเข้าไปจนสำลักแป้งเข้าปอด
  • เช็ดแป้งที่สะสมตามข้อพับออกเพื่อป้องกันการหมักหมมจากเหงื่อไคล
  • ไม่ควรใช้กับบริเวณจุดซ่อนเร้น

 

แป้งเด็กที่ปลอดภัยจะต้องไม่มีส่วนผสมดังนี้

  • น้ำหอม (Fragrance) เป็นสาเหตุทำให้เกิดการระคายเคือง
  • พาราเบนส์ (Paraben) เป็นสารกันเสียทำให้ผิวแพ้ง่าย
  • น้ำมันมิเนอรัล (Mineral Oil) เป็นสารเคลือบผิวก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน
  • สารทัลคัม (Talcum หรือ Talc) เป็นสารอนินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เด็กอาจเป็นโรคหอบหืดได้

10 แบรนด์แป้งเด็ก ปลอดภัยจากสารเคมี อ่อนโยนต่อผิวทารก

  1. แป้งเด็กแคร์คลาสสิค สูตรไฮโป-อัลเลอร์เจนิก (Care Classic Baby Powder สีฟ้า)

ผ่านการทดสอบไฮโป-อัลเลอร์เจนิก โดยแพทย์ผิวหนังประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วว่าเป็นสูตรที่อ่อนโยน มีส่วนประกอบเป็นสารสกัดธรรมชาติจากขมิ้น ช่วยลดผดผื่นที่เกิดจากการเปียกชื้น ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง ไม่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการผิวแพ้ง่าย มีกลิ่นหอมอ่อนโยน เนื้อแป้งเนียนสีขาว

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.care.co.th/

รีวิวแป้งเด็ก

 อ้างอิงรูปภาพ: https://www.care.co.th/

 

  1. Absorba (แอ็บซอร์บา)

แป้งเด็กสูตรอ่อนโยน สินค้าแบรนด์จากฝรั่งเศส กลิ่นหอมละมุน ผงแป้งไม่ฟุ้งกระจายตอนเท ใช้แป้งข้าวโพดซึ่งเป็นเกรดเดียวกับที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและยา เน้นความปลอดภัยต่อผิวและทำให้ผิวเรียบนุ่มลื่น แน่นอนว่าไม่มีส่วนผสมของ Talcum ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ที่ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ รวมถึงไม่มีการทดลองหรือใช้ส่วนผสมจากสัตว์ จึงมีคุณสมบัติเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อกลุ่มวีแกน (Vegan)  เนื้อแป้งสามารถซึมซับความชื้นได้ดีมาก ไม่สร้างความระคายเคืองให้แก่ผิว  

เว็บไซต์อ้างอิง: https://sahagrouponline.com/absorba

รีวิวแป้งเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://sahagrouponline.com/absorba

 

  1. ReisCare Baby Powder Extra Mild

แป้งเด็กไรซ์แคร์ มีเนื้อแป้งที่ขาวเนียนละเอียด อีกหนึ่งแบรนด์ที่มั่นใจได้ว่าปราศจากส่วนผสมของแป้งทัลคัม ผลิตจากแป้งข้าวบริสุทธิ์ ผ่านกระบวนการผลิตและฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีทันสมัย สะอาดปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อผิวที่บอบบาง ไม่สะสมในปอดหรือเกาะตัวเป็นคราบให้ไม่สบายตัวใต้ร่มผ้า ไม่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.reiscare.com/

แป้งเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/commerce/products/reiscare

 

  1. Srichand Newborn Powder

แป้งโรยตัวสำหรับเด็กจากศรีจันทร์ เนื้อเนียนละเอียด หากทาให้เด็กสม่ำเสมอ ผิวเด็กจะเนียนนุ่ม ส่วนผสมผสานคุณค่าจากน้ำผึ้งและโปรตีนจากน้ำนมอัลมอนด์  อ่อนโยนจนใช้กับเด็กทารกตั้งแต่วัยแรกเกิดได้เลย แป้งดูดซับความเปียกชื้นส่วนเกินบนผิวได้ดี ปกป้องผิวให้แข็งแรงจนไม่ระคายเคืองได้ง่ายหรือเกิดภาวะผดผื่นคัน

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/srichandbaby/

แป้งเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/srichandbaby/photos/3534849056602389

 

อ่านต่อ.. รีวิวแป้งเด็ก ผิวลื่น แห้งสบาย ปลอดภัยต่อเด็ก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รีวิวหมอนคนท้อง

รีวิวหมอนคนท้อง แม่หลับสบาย ไม่ปวดหลัง

อาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ เกิดจากโครงสร้างร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อแบกรับน้ำหนักของทารกที่เพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์ โดยน้ำหนักตัวของทารกที่เพิ่มขึ้น จะถ่วงท้องด้านหน้าของคุณแม่ ทำให้คุณแม่ต้องแอ่นตัวมาด้านหลัง ซึ่งพอแอ่นตัวมาทางด้านหลังจะส่งผลให้กล้ามเนื้อพยุงหลังต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น จนเกิดอาการเกร็งและปวดหลังปวดสะโพกตามมา นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์มักมีปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อและหลังร่วมด้วย ฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้กระดูกข้อต่อหลวม นั่นคือที่มาของอาการปวดเวลาเดิน ยืน หรือแม้แต่เวลานั่งพักนิ่ง ๆ ถึงได้ยังมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก หรือปวดเมื่อยต่อเนื่องตลอดเวลา “หมอนคนท้อง” จึงเป็นตัวช่วยหนึ่ง ที่ช่วยให้คุณแม่อนหลับสบายมากขึ้น วันนี้กองบรรณาธิการมี รีวิวหมอนคนท้อง 10 แบรนด์น่าสนใจ มาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อกัน

รีวิวหมอนคนท้อง แม่หลับสบาย ไม่ปวดหลัง

รีวิวหมอนคนท้อง

ทำไมต้องใช้หมอนคนท้อง

หมอนคนท้องช่วยบรรเทาความทรมานจากอาการปวดหลัง ลดอาการปวดเมื่อยตามตัว วิธีใช้งานให้เอาหมอนคนท้องวางรองเพื่อพิงหลังหรือรองไว้หลังสะโพกขณะนั่ง รวมถึงสามารถใช้รองรับน้ำหนักตัวของคุณแม่ขณะนอนก็ได้ ช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดขา ปวดแขน คุณแม่จะสามารถนอนได้สบายตัวและหลับได้สนิท

หมอนคนท้องมีรูปร่างที่เข้ากันกับสรีระของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุด โดยท่านอนตะแคงซ้ายจะเป็นท่านอนที่เหมาะสมที่สุดในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ไม่ใช่ว่าคุณแม่จะถนัดการนอนตะแคงซ้าย และนอนตะแคงซ้ายได้ตลอดเวลา การมีหมอนคนท้องมาช่วยรองรับสรีระที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้คุณแม่ไม่อึดอัด บรรเทาอาการปวดและสามารถพักผ่อนได้ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทารกในครรภ์

 

หมอนคนท้องมีกี่แบบ

หมอนคนท้องมีหลากหลายรูปแบบตามลักษณะการใช้งาน แต่ส่วนใหญ่จะมีดังนี้

  • หมอนคนท้องแบบลิ่ม มีน้ำหนักเบา พกพาง่ายใช้สะดวก ราคาไม่แพง ช่วยรองและพยุงท้องขณะคุณแม่นอนทำให้รู้สึกสบายท้องเวลานอน แต่ข้อจำกัดคือมีขนาดเล็กจึงไม่สามารถวางเข่าได้
  • หมอนคนท้องแบบตัวซี (C) ตัวหมอนเหมาะสำหรับท่านอนตะแคงตัวมาด้านใดด้านหนึ่ง ใช้รับน้ำหนักช่วงหลังและบริเวณหัวเข่า เหมาะกับบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด
  • หมอนคนท้องแบบตัวอี (E) ตัวหมอนจะรองรับทุกสัดส่วน คุณแม่ท้องสามารถนอนตะแคงได้ทั้งซ้ายและขวา
  • หมอนคนท้องแบบตัวจี (G) ตัวหมอนรองรับได้ทุกสัดส่วนของคุณแม่ท้อง ช่วยให้นอนตะแคงซ้ายขวาได้สบาย โดยที่หมอนไม่ทับแขน และภายหลังคลอดยังสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้งานเป็นหมอนรองให้นมลูกได้อีกด้วย
  • หมอนคนท้องแบบตัวยู (U) ตัวหมอนมีส่วนเว้าส่วนโค้งตามสรีระของคุณแม่ท้อง ช่วยให้สามารถนอนตะแคงซ้ายขวาได้สะดวก ไม่ต้องพลิกหมอนกลับด้านไปมา สามารถนอนหงายได้ และภายหลังคลอดยังสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้งานเป็นหมอนรองให้นมลูก หรือเป็นหมอนฝึกนั่งสำหรับลูก
  • หมอนคนท้อง 5-Shape ตัวหมอนลักษณะคล้ายเลข 5 รองรับช่วงท้องและก้นได้อย่างดี ภายหลังคลอดสามารถใช้เป็นหมอนรองขณะให้นมลูก หรือใช้เป็นหมอนอิงก็ได้

เลือกหมอนคนท้องอย่างไรถึงได้ประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

  • รูปแบบการใช้งาน และเหมาะกับสรีระคุณแม่ตั้งครรภ์
  • ราคาและคุณภาพของสินค้าที่สมเหตุสมผล
  • ใช้วัสดุที่ดีทั้งด้านในและด้านนอก โดยภายนอกหมอนที่ต้องสัมผัสโดยตรงกับผิวเป็นประจำควรทำจากวัสดุธรรมชาติ ระบายอากาศได้ดี และป้องกันไรฝุ่น สามารถดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ปลอกหมอนถอดซักได้ ส่วนวัสดุภายในควรเป็นวัสดุที่สามารถรองรับและกระจายน้ำหนักได้ดี ไม่นุ่มหรือไม่แข็งจนเกินไป
  • สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ เช่น หลังคลอดใช้เป็นหมอนสำหรับนอนหรือนั่งให้นม หรือใช้เป็นหมอนที่ช่วยให้ทารกฝึกนั่งได้

รีวิวหมอนคนท้อง พร้อมใช้ ลดปวดหลัง

  1. Unilove Hopo 8 in 1 Multi Pillow

หมอนคนท้องแบบตัวยู ตัวหมอนสัมผัสเย็น ใช้แล้วสบายผิว วัสดุภายนอกผลิตจากผ้าฝ้ายธรรมชาติ ส่วนวัสดุภายในบุด้วยเส้นใยคูลไลท์ (Coolite) ที่ทางแบรนด์ระบุว่าเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์นี้เท่านั้น ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นอับและไรฝุ่น ภายหลังคลอดสามารปรับเป็นหมอนสำหรับนอนหรือนั่งให้นมทารก คุณพ่อเองก็สามารถใช้งานเวลาให้นมทารกจากขวดนมได้ ปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นเบาะรองนอนสำหรับทารกได้ ใช้เป็นหมอนสำหรับฝึกนั่งของทารกได้ด้วย เรียกว่าใช้ได้ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนลูกน้อยฝึกนั่งกันไปเลย

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/Unilove.thailand

รีวิวหมอนคนท้อง

อ้างอิงรูปภาพ:

https://www.facebook.com/Unilove.thailand/photos/pcb.637683157764721/637683084431395

 

  1. GLOWY Full Body Pillow

หมอนคนท้องแบบตัวยู ปลอกหมอนถอดซักได้ ผ้าไส้ในนั้นทางแบรนด์ระบุเคลือบกันไรฝุ่น กันเชื้อแบคทีเรีย สามารถใช้ได้ทั้งบ้าน ใช้ได้หลายท่า คุณแม่ท้องใช้ตอนหลังตื่นนอนจะสบาย ไม่ปวดเมื่อยตัว ขนาดหมอนรองรับคอ หลัง ไหล่ เนื้อหมอนให้สัมผัสนุ่มฟู เวลากดหรือลงน้ำหนักรู้สึกนุ่มแน่น ให้ความรู้สึกเหมือนมีหมอนมาโอบรอบตัวตลอดเวลาที่นอน และใช้หนุนหลังเวลานั่งอ่านหนังสือได้ดีมาก ภายหลังคลอดก็สามารปรับเป็นหมอนสำหรับนั่งให้นมทารกได้ด้วย

เว็บไซต์อ้างอิง: https://glowystar.com/th/articles/6856-glowy-full-body-pillow

รีวิวหมอนคนท้อง

อ้างอิงรูปภาพ: https://cache-igetweb-v2.mt108.info/

 

  1. ENFANT หมอน 8 IN 1 หมอนรองท้องอเนกประสงค์

ตัวหมอนสัมผัสนุ่มลื่นคล้ายกำมะหยี่ ไม่ระคายเคืองผิว ไม่เป็นขน นิ่มฟูไม่ยุบตัวง่าย ปลอกถอดออกทำความสะอาดซักได้ ใช้ได้ทั้งรองครรภ์ รองขาตั้งสูงให้เลือดไหลเวียนเพื่อลดบวม รองหลังนั่งพิงเวลาดูทีวี ปรับเป็นหมอนรองแขนลดความเมื่อยล้าเวลาให้นม เป็นเบาะนอนลูกแบบมีหมอนรองก้นหรือมีหมอนกันกรดไหลย้อนได้ รวมถึงใช้ฝึกนั่งให้กับลูกน้อยได้ด้วย คุณประโยชน์สมชื่อหมอน ใช้ได้เอนกประสงค์ทั้งคุณแม่และคุณลูก ใช้ยาวๆ ไปเลย

เว็บไซต์อ้างอิง: https://sahagrouponline.com/

หมอนคนท้อง

อ้างอิงรูปภาพ: https://i0.wp.com/

 

  1. Elava หมอนข้างคนท้อง

เวลาใช้ตัวหมอน หมอนกระจายแรงกดทับจากบริเวณอก ท้อง และขาได้ดี จะไม่อึดอัดท้องขึ้นมาที่อก ใช้แล้วจะหลับสบาย หมอนสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชิ้นเอาไปใช้รองร่างกายส่วนอื่นๆ ที่เมื่อยล้า หรือใช้พิงหลังได้สบายๆ ตัวหมอนนุ่มนิ่มเป็นผ้าเยื่อไม้ ไม่เป็นขุย ไม่ระคายผิว ระบายอากาศได้ดี ให้สัมผัสเย็นสบาย ขนาดหมอนกะทัดรัด ไม่กินเนื้อที่ในการวางหรือเก็บ

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/elava.thailand

หมอนคนท้อง

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/elava.thailand/

 

อ่านต่อ… รีวิวหมอนคนท้อง แม่หลับสบาย ไม่ปวดหลัง …ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ขวดนมเด็ก

10 ขวดนมเด็ก Food grade ปลอดภัยต่อลูกรัก

นมแม่เป็นอาหารที่ทรงคุณค่าทางโภชนาการที่สุดสำหรับทารก แต่คุณแม่อาจไม่ว่างโอบอุ้มลูกน้อยดื่มนมจากเต้าตลอดเวลา หรือเมื่อทารกเติบโตขึ้น พ้นวัยหนึ่งปีเข้าสู่วัยกำลังซน ปริมาณนมแม่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอหรือไม่สามารถให้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมอีกแล้ว การให้นมชนิดอื่น เช่น นมวัวหรือนมแพะ จึงเป็นตัวช่วยเสริมเพื่อให้การพัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างเต็มที่ ดังนั้น ขวดนมเด็ก จึงเป็นสิ่งของหนึ่งที่ขาดไปเสียไม่ได้สำหรับทุกครอบครัวที่มีเด็กทารกจนถึงเด็กเล็กเป็นสมาชิกซึ่งโดยปกติก็จะเลิกดูดนมจากขวดไม่ได้เลยทันที

10 ขวดนมเด็ก Food grade ปลอดภัยต่อลูกรัก

 

ขวดนม มีส่วนประกอบสำคัญ คือ จุกนม ฝาจุกนมที่ใช้ปิดขวดนม และขวดนม ซึ่งปกติแล้วแต่ละแบรนด์จะบรรจุภัณฑ์ขายรวมกันมาเป็นเซ็ตขวดนมที่สมบูรณ์ แต่อาจจะมีการขายจุกนมแยกเพื่อให้นำไปเปลี่ยนใหม่ได้ เพราะจุกนมสามารถเก่าขาด ตันจนดูดยาก หรือเนื้อของวัตถุเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ในส่วนของฝาจุกนมจะมาพร้อมกับขวดนม ซึ่งขวดนมจะมีหลายขนาด เหมาะกับเด็กในวัยแตกต่างกัน

ขวดนมเด็ก

 

การเลือกขวดนม 

เฉพาะตัวขวดนม แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต

  1. ขวดนมแก้ว สามารถทนความร้อนได้ดี เอาเข้าเตาไมโครเวฟหรือนำไปนึ่งได้ ทำความสะอาดได้หมดจด แน่นอนว่าสามารถต้มเพื่อทำความสะอาดได้ แต่ข้อเสียคือเรื่องน้ำหนักที่ทารกในช่วงแรกจะถือเองไม่ไหว และมีความเสี่ยงคือขวดนมแก้วจะแตกได้หากตกจากที่สูง อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ทำตก ขวดนมแก้วมีความคงทนและใช้ได้นานมาก ไม่ต้องห่วงเรื่องจะมีสารเคมีละลายมาปะปนกับนม หรือการเป็นรอยขีดข่วนซึ่งมักสะสมเชื้อโรค
  2. ขวดนมพลาสติก หาซื้อง่ายกว่าขวดนมแก้ว ราคาถูกกว่า พกพาไปนอกบ้านสะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องแตก ทารกสามารถถือประคองระหว่างนอนดื่มนมได้ถนัดมือ แต่จะทนความร้อนได้จำกัด อีกทั้งการทำความสะอาดอาจจะไปทำให้เกิดรอยขีดข่วนส่งผลให้เชื้อราหรือเชื้อโรคอื่น ๆ เข้าไปเติบโตและเป็นอันตรายแก่สุขภาพของลูกน้อยได้ 
  3. ขวดนม Tritan คือขวดนมพลาสติกที่ถูกพัฒนามาอีกขั้น พลาสติก Tritan เป็นสิทธิบัตรของบริษัท Eastman Chemical ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพลาสติกที่มีความใสเหมือนแก้ว ปราศจากสารก่อมะเร็ง ทนความร้อนได้ถึง 100 องศา จึงมั่นใจในการใช้บรรจุนมร้อน ๆ  อีกทั้งยังทนทานจนยากต่อการเกิดรอยขีดข่วน 

ในส่วนของสีขวดนม เป็นปกติที่จะพบทั้งแบบแก้วใส สีขาวขุ่น สีชา สีน้ำผึ้ง หรือสีน้ำตาล โดยมาตรฐานขั้นต่ำขวดนมต้องทนความร้อนได้สูงถึง 110 องศาเซลเซียสเพื่อให้นึ่งได้ และขวดนมสีน้ำตาลมักมีอายุการใช้งานนานที่สุด สามารถใช้ได้ถึง 2 ปี 

ขวดนม จุกนม และช่วงวัย

เด็กในแต่ละช่วงวัยต้องการดื่มนมเป็นปริมาณที่แตกต่างกัน ทำให้แต่ละครั้งที่ดื่ม ก็ใช้เวลาในการดื่มแตกต่างกันด้วย รวมถึงความสามารถในการจับยกขวดนมหรือแรงดูดในแต่ละช่วงวัยก็แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกซื้อขวดนม จึงต้องเลือกขนาดขวดนมให้สัมพันธ์กับช่วงวัย เพื่อเด็กหรือคนป้อนจะได้ถือ และเด็กดูดนมได้คล่อง ดื่มจนหมดแทนที่จะเหลือนมติดขวดหรือก้นขวดไว้ ซึ่งปกตินมที่เหลือค้างจะเสียเร็วกว่านมในขวดนมที่ยังไม่ได้ดูดด้วย

ขวดนมและรูปร่างจุกนม มักพบว่าแบ่งขนาดบรรจุตามช่วงอายุ ดังนี้

  • สำหรับเด็กอ่อน 3 เดือนแรก
    • ขวดนมไซส์ SS-S มีความจุประมาณ 3-5 ออนซ์ (หรือประมาณ 90 – 150 มิลลิลิตร)
    • จุกนมมีรูแบบกลม นมไหลเหมือนนมแม่
  • สำหรับเด็กอายุ 3-6 เดือน 
    • ขวดนมไซส์ M มีความจุประมาณ 5-7 ออนซ์ (หรือประมาณ 150 – 210 มิลลิลิตร)
    • จุกนมมีรูแบบสามแฉก ดูดนมออกมาได้มากขึ้น
  • สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป 
    • ขวดนมไซส์ L มีความจุประมาณ 7-11 ออนซ์ (หรือประมาณ 210 – 330 มิลลิลิตร)
    • จุกนมมีรูแบบสามแฉก เพื่อให้ดูดนมได้ในปริมาณทีพอเหมาะ หรือจุกนมมีรูแบบกากบาท น้ำนมไหลออกมามากกว่าแบบอื่น ทำให้ดูดได้เร็วและอิ่ม การปรับเปลี่ยนต้องสังเกตความเร็วในการดูดของเด็กน้อยเป็นสำคัญ หากดูดช้าไม่ควรเปลี่ยนไปใช้แบบกากบาท เพราะจะทำให้สำลักได้

ในส่วนของจุกนม หากคุณแม่ซื้อเก็บสำรองไว้เยอะ และไม่อยากซื้อหามาเพิ่ม สามารถนำที่สำรองไว้มาตัดเป็นรูปร่างสามแฉก หรือกากบาทเองได้ ซึ่งก่อนนำไปใช้งาน ไม่ว่าจะเอามาตัดแต่งรูจุกนมเพิ่มหรือไม่ อย่าลืมลวกทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง

การเตรียมขวดนมให้เพียงพอ

จำนวนขวดนมที่ต้องใช้ ขึ้นอยู่กับจำนวนมื้อของหนูน้อยในหนึ่งวันประกอบกับคุณแม่อยากเก็บน้ำนมเผื่อไว้มากน้อยเพียงใด โดยขนาดขวดนมตามช่วงวัยที่เสนอไว้ครอบคลุมหนึ่งมื้อเป็นอย่างต่ำ 

การปั๊มนมหรือชงนมแล้วเก็บไว้ในขวดนม หากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง จะอยู่ได้ 3-4 ชั่วโมง ต่างกับการเก็บไว้แช่เย็นในกระเป๋าเก็บความเย็น อาจอยู่ได้ถึง 24 ชั่วโมง แต่หากใส่ขวดนมและแช่แข็งจะเก็บไว้ได้นานถึง 3-8 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าจะอุ่น อย่าลืมคำนึงถึงวัสดุผลิตขวดนม ตรวจสอบจากฉลากสินค้าให้ดีเสียก่อนว่าสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้

แม้คุณแม่ไม่ชอบแนวคิดการแช่แข็งนมเอาไว้ก่อน ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เผื่อจำนวนขวดนมที่จะใช้งานเลย เพราะบ่อยครั้งที่เด็ก ๆ จะอ้วกแหวะนมออกมาจนหมดหลังจากอิ่มแล้ว และเพื่อให้อิ่มท้องจริง ๆ ก็ต้องป้อนเพิ่มเติมไปอีก จึงควรมีขวดนมสำรองเอาไว้เสมอ

10 แบรนด์ ยอดขวดนมครองใจคุณแม่

  • Medela

ขวดนมหลักของ Medela มี 2 ขนาด คือ 150 มิลลิลิตร และ 250 มิลลิลิตร วัสดุในการผลิตคือ Polypropylene ที่ปราศจากสาร BPA ไม่เป็นอันครายต่อลูกน้อย จุกนมมาในเซ็ตพร้อมกันเป็นการออกแบบจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้สัมผัสคล้ายกับหัวนมแม่จริง ๆ ทำให้ทารกดูดอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ติดขัด มีผลในการลดความเสี่ยงที่เด็กจะเป็นโคลิค (ภาวะผวาและร้องไห้บ่อยในช่วงเวลาเย็นหรือกลางคืน)

เว็บไซต์อ้างอิง: www.facebook.com/MedelaThailandOfficial/

ขวดนมเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/MedelaThailandOfficial/

 

  • Attoon

ผลิตจาก Tritan ที่คุณแม่หลายท่านวางใจ ปราศจากสาร BPA หรือสารอันตรายต่าง ๆ ตามคำอธิบายผลิตภัณฑ์ สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 110 องศาเซลเซียส จุกนมผลิตจากซิลิโคนคุณภาพสูง ยืดหยุ่นดี สีพิมพ์บนขวดเป็นสีเกรดเดียวกับสีผสมอาหาร ปลอดภัยไม่มีสารพิษ แต่อาจเลือนลงไปได้ตามกาลเวลา มีทั้งขนาด 2, 4, 5, 8, และ 9 ออนซ์ และแบบปากขวดกว้างกับปากขวดแคบ บางแบบมาพร้อมแขนจับเพื่อให้ลูกน้อยหัดถือขวดนมเองได้ถนัดมือ

เว็บไซต์อ้างอิง: www.attoonbaby.com/

ขวดนมเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.attoonbaby.com/

 

  • Pigeon

แบรนด์นี้นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กคุณภาพสูงในประเทศญี่ปุ่น มีความปลอดภัยสูงต่อลูกน้อย ทางแบรนด์นำเสนอทั้งขวดนมแบบแก้วและแบบพลาสติกในตลาด บนกล่องบรรจุภัณฑ์จะระบุช่วงวัยที่เหมาะสมกับการใช้ขวดนมทำให้คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องซื้อผิด หากซื้อเป็นเซ็ต สามารถหาซื้อที่เป็นเซ็ตสำหรับเด็กแรกเกิดและอายุมากกว่าสามเดือนที่บรรจุมาพร้อมกันในคราวเดียว โดยขวดนมขนาด 5 ออนซ์สามารถใช้ได้ในเด็กแรกเกิด และ 8 ออนซ์เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป

เว็บไซต์อ้างอิง: pigeon.co.th/

ขวดนม

อ้างอิงรูปภาพ: https://pigeon.co.th/assets/images/product/bo-010.jpg 

 

อ่านต่อ… 10 ขวดนมเด็ก Food grade ปลอดภัยต่อลูกรัก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชื่อจริงลูกสาว

ชื่อจริงลูกสาว ลูกชาย ชื่อตามวันเกิด + ความหมายของชื่อ

การตั้ง ชื่อจริงลูกสาว ลูกชาย นิยมตั้งตามหลักโหราศาสตร์ ละเว้นตัวอักษร สระ ที่ไม่เป็นมงคลตามวันเกิดนั้นๆ เพื่อเสริมให้ชีวิตลูกเจริญรุ่งเรือง

ชื่อจริงลูกสาว ลูกชาย ชื่อตามวันเกิด + ความหมายของชื่อ

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการตั้ง ชื่อจริงลูกสาว ลูกชาย เพราะอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ หน้าที่การงานมั่นคง จึงมักเตรียม ตั้งชื่อลูก ตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตของลูกรัก ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้รวบรวม ชื่อลูกสาว และ ชื่อลูกชาย ตามวันเกิด มาให้แล้วค่ะ

ชื่อจริงลูกสาว
ชื่อจริงลูกสาว

 

ชื่อจริงลูกสาว ลูกชาย ชื่อตามวันเกิด + ความหมายของชื่อ

ชื่อลูกสาว เกิดวันอาทิตย์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันจันทร์เวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
อุรชา อุ-ระ-ชา ลูกสาว
อัญธิดา อัน-ทิ-ดา ลูกสาวผู้มีความแตกต่าง
อัญญ์ชามา อัน-ชา-มา ลูกสาวผู้มีความรู้ยิ่ง
อรอุรชา ออน-อุ-ระ-ชา ลูกสาวที่งดงาม
อณุทิดา อะ-นุ-ทิ-ดา ลูกสาวคนเล็ก
ยุธิดา ยุ-ทิ-ดา ลูกสาวที่ถูกส่งเสริม
ยลธิดา ยน-ทิ-ดา ลูกสาวผู้น่ามอง
พิชญ์ชามา พิด-ชา-มา ลูกสาวผู้เป็นนักปราชญ์
ปิยธิดา ปิ-ยะ-ทิ-ดา ลูกสาวที่น่ารัก
บุตรปรีย์ บุด-ตระ-ปรี ที่รักของลูก

ชื่อลูกชาย เกิดวันอาทิตย์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันจันทร์เวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
อาทินันท์ อา-ทิ-นัน ลูกชายคนแรก
อัครดนัย อัก-คะ-ระ-ดะ-นัย ลูกผู้เด่นเป็นเยี่ยม
วีรดล วี-ระ-ดน บุตรชายผู้กล้าหาญ
วีรดนย์ วี-ระ-ดน บุตรชายผู้กล้าหาญ
ยุวรัตน์ ยุ-วะ-รัด ลูกชายที่ดี
ยชญ์ดนัย ยด-ดะ-นัย ลูกชายอันทรงเกียรติ
มนต์ดนัย มน-ดะ-ไน ลูกชายผู้มีปัญญา
พีรดนย์ พี-ระ-ดน ลูกชายผู้กล้าหาญ
พัทธดนย์ พัด-ทะ-ดน บุตรชายผู้เป็นที่รักที่ผูกพัน
พัชรดนัย พัด-ชะ-ระ-นัย ลูกชายผู้กล้าแข็งดังเพชร

ชื่อลูกสาว เกิดวันจันทร์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันอังคารเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กันยกร กัน-ยะ-กอน สร้างสิริมงคล สร้างความสุขสมบูรณ์พูนสุข
กันตพร กัน-ตะ-พอน น่ารักและประเสริฐ
คณภัทร คะ-นะ-พัด ผู้เป็นที่รักของหมู่คณะ ความดีงาม
จันทร์วลัย จัน-วะ-ไล วงจันทร์ วงเดือน
ชนมน ชะ-นะ-มน ใจของคน ผู้เป็นดุจดวงใจของคน
นภัสกร นะ-พัด-สะ-กอน รัศมีบนท้องฟ้า แสงจันทร์ แสงอาทิตย์
ธัญชนก ทัน-ชะ-นก ให้เกิดสิริมงคล หรือให้เกิดโชค
ณฐพร นัด-ถะ-พอน นักปราชญ์ ผู้ประเสริฐ
ดลพร ดน-ละ-พอน บันดาลพร
บงกช บง-กด ดอกบัว

ชื่อลูกชาย เกิดวันจันทร์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันอังคารเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ยชญ์ดนัย ยด-ดะ-นัย ลูกชายอันทรงเกียรติ
มนต์ดนัย มน-ดะ-ไน ลูกชายผู้มีปัญญา
พัทธดนย์ พัด-ทะ-ดน บุตรชายผู้เป็นที่รักที่ผูกพัน
พัชรดนัย พัด-ชะ-ระ-นัย ลูกชายผู้กล้าแข็งดังเพชร
ธนดน ทะ-นะ-ดน บุตรชายผู้มีทรัพย์
ดนัยณัฐ ดะ-นัย-นัด ลูกชายผู้ฉลาดปราดเปรื่อง
ดนัยณัฐ์ ดะ-นัย-นัด ลูกชายผู้ฉลาดปราดเปรื่อง
ดนยพงศกร ดะ-นะ-ยะ-พง-สะ-กอน ลูกชายที่เจริญรอยตามบรรพบุรุษ
ณัฐดนัย นัด-ดะ-นัย บุตรของนักปราชญ์
กันย์ดนัย กัน-ดะ-ไน ลูกชายผู้น่ารัก

ชื่อลูกสาว เกิดวันอังคาร (เวลา 06.00 น. – เช้าวันพุธเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
อุรชา อุ-ระ-ชา ลูกสาว
อัญธิดา อัน-ทิ-ดา ลูกสาวผู้มีความแตกต่าง
อัญญ์ชามา อัน-ชา-มา ลูกสาวผู้มีความรู้ยิ่ง
อรอุรชา ออน-อุ-ระ-ชา ลูกสาวที่งดงาม
อณุทิดา อะ-นุ-ทิ-ดา ลูกสาวคนเล็ก
สุวธิดา สุ-วะ-ทิ-ดา ลูกสาวผู้งดงาม
สุตาภัตร สุ-ตา-พัด ธิดาผู้เจริญ ธิดาผู้ดีงาม
สุดารมย์ สุ-ดา-รม ลูกสาว(หญิงสาว)ที่มีความสุข
สุณัฐธิดา สุ-นัด-ทิ-ดา บุตรสาวผู้มีความรู้ดี,บุตรสาวนักปราชญ์ที่ดี
ศุภสุดา สุ-พะ-สุ-ดา ธิดาผู้มีความสุข

ชื่อลูกชาย เกิดวันอังคาร (เวลา 06.00 น. – เช้าวันพุธเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
อาทินันท์ อา-ทิ-นัน ลูกชายคนแรก
สิริดนย์ สิ-ริ-ดน ลูกชายผู้มีสิริมงคล
ศิวัฒ สิ-วัด เกิดจากผู้ยิ่งใหญ่, ลูกพระศิวะ
วีรดล วี-ระ-ดน บุตรชายผู้กล้าหาญ
วีรดนย์ วี-ระ-ดน บุตรชายผู้กล้าหาญ
ยุวรัตน์ ยุ-วะ-รัด ลูกชายที่ดี
ยชญ์ดนัย ยด-ดะ-นัย ลูกชายอันทรงเกียรติ
มนต์ดนัย มน-ดะ-ไน ลูกชายผู้มีปัญญา
พีรดนย์ พี-ระ-ดน ลูกชายผู้กล้าหาญ
พัทธดนย์ พัด-ทะ-ดน บุตรชายผู้เป็นที่รักที่ผูกพัน

ชื่อลูกสาว เกิดวันพุธกลางวัน (เวลา 06.00 น. – เย็นวันพุธเวลา 17.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
อณุทิดา อะ-นุ-ทิ-ดา ลูกสาวคนเล็ก
สุวธิดา สุ-วะ-ทิ-ดา ลูกสาวผู้งดงาม
สุตาภัตร สุ-ตา-พัด ธิดาผู้เจริญ ธิดาผู้ดีงาม
สุดารมย์ สุ-ดา-รม ลูกสาว(หญิงสาว)ที่มีความสุข
สุณัฐธิดา สุ-นัด-ทิ-ดา บุตรสาวผู้มีความรู้ดี,บุตรสาวนักปราชญ์ที่ดี
ศุภสุดา สุ-พะ-สุ-ดา ธิดาผู้มีความสุข
ศุภธิดา สุบ-พะ-ทิ-ดา ธิดาผู้มีความสุข
วีร์สุดา วี-สุ-ดา ลูกสาวผู้กล้าหาญ
วลักษ์สุดา วะ-ลัก-สุ-ดา บุตรสาวผู้มีผิวขาวสวย
ฤทัยสุดา รึ-ทัย-สุ-ดา ลูกสาวผู้เป็นดั่งดวงใจ

ชื่อลูกชาย เกิดวันพุธกลางวัน (เวลา 06.00 น. – เย็นวันพุธเวลา 17.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
อาทินันท์ อา-ทิ-นัน ลูกชายคนแรก
อัครดนัย อัก-คะ-ระ-ดะ-นัย ลูกผู้เด่นเป็นเยี่ยม
สิริดนย์ สิ-ริ-ดน ลูกชายผู้มีสิริมงคล
ศิวัฒ สิ-วัด เกิดจากผู้ยิ่งใหญ่, ลูกพระศิวะ
วีรดล วี-ระ-ดน บุตรชายผู้กล้าหาญ
วีรดนย์ วี-ระ-ดน บุตรชายผู้กล้าหาญ
ยุวรัตน์ ยุ-วะ-รัด ลูกชายที่ดี
มนต์ดนัย มน-ดะ-นัย ลูกชายผู้มีปัญญา
พีรดนย์ พี-ระ-ดน ลูกชายผู้กล้าหาญ
พัทธดนย์ พัด-ทะ-ดน บุตรชายผู้เป็นที่รักที่ผูกพัน

 

อ่านต่อ…ชื่อจริงลูกสาว ลูกชาย ชื่อตามวันเกิด + ความหมายของชื่อ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นพญานาค

ฝันเห็นพญานาค หรือจะมีโชคลาภ เลขเด็ด

ฝันเห็นพญานาค ฝันเห็นพญานาคสีเขียว ฝันเห็นพญานาคสีขาว ฝันเห็นพญานาคหลายเศียร เป็นฝันดีหรือฝันร้าย จะมีโชคหรือไม่ ความฝันบอกอะไร

ฝันเห็นพญานาค หรือจะมีโชคลาภ เลขเด็ด

พญานาค ความเชื่อและศรัทธาที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง มีจริงหรือไม่ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ถ้าหากเรา ฝันเห็นพญานาค จะมีความหมายว่าอย่างไร บ่งบอกถึงเรื่อง โชคลาภ หรือเงินทองหรือเปล่า ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำการ ทำนายฝัน มาฝากแล้วค่ะ

ฝันเห็นพญานาค
ฝันเห็นพญานาค

ฝันเห็นพญานาค หรือจะมีโชคลาภ เลขเด็ด

“นาค” หรือ “พญานาค” ก็คือ มโหราด  มีความหมายว่า งูใหญ่  ตามคัมภีร์  พระพุทธศาสนา ( ปรมัตตราโชขติกมหาอภิธัมมัตถสังคทฏีกา ) แบ่งรายละเอียด คือ ๑,๐๒๔  ชนิด  คำว่านาค ปรากฏไว้ในที่หลายแห่งว่า  มีลำตัวยาวอย่างงู  แต่มีหงอนที่สวยงามตามยศศักดิ์  ดังปรากฏตามวัดวาอารามทั่วไป  กล่าวกันว่า  ที่อยู่ของเทวดาจะอยู่เหนือพิภพ  มนุษย์และสัตว์  จะอยู่บนพิภพ ส่วนใต้พิภพเป็นที่อาศัยของนาค  นาคนั้นมีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายได้ตามใจปรารถนา  แม้จะเดินทางไปไหนก็ไม่ต้องเลื้อยไปอย่างงู  แต่หากเมื่อตาย  นอนหลับหรือผสมพันธุ์  ก็ต้องกลับสู่ร่างนาคเช่นเดิม  ตำนานพุทธาวตาร  พระสมณโคดมบรมพุทธเจ้าก็มีนาคเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลายคราว  ครั้งหนึ่งนาคได้แปลงกายเป็นมนุษย์เข้าบวชเป็นพระภิกษุ แต่เมื่อพอหลับนอน กายก็กลับร่างเป็นงูใหญ่  จนพระภิกษุรูปอื่นเห็นเข้า  จึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า  ให้ทรงทราบ  พระองค์จึงให้ลาสิกขาไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน  แต่นาคก็ทูลขอให้พระภิกษุ  ทำพิธีบวชให้เรียกขานว่า “นาค” ด้วย ดังนั้นชายใดที่ได้เข้าบวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา  จึงได้รับการเรียกขานว่า  นาคก่อนเสมอ
เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้  เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา ๑ พรรษา  ครั้นถึงวันออกพรรษา ( ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ) จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์  ซึ่งเชื่อกันว่าวันนี้  โลกทั้ง ๓ จะมองเห็นกันทั้งหมด  เหล่าบรรดาเทวดามนุษย์สัตว์และนาคมีความปิติยินดี  นำเครื่องบูชาถวายกันอย่างพร้อมเพรียง  โดยพญานาค ก็พ่นลูกไฟให้เห็นกันในวันดังกล่าวด้วย

 

ฝันเห็นพญานาค

ทำนายว่า จะได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ หรือจะได้รับโชคลาภทางการเสี่ยงโชค จะมีข่าวดีเร็วๆ นี้

  • เลขนำโชค : 1 4 6 9 30 19 82 913

 

ฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่

ทำนายว่า เป็นความฝันที่ดีและเป็นมงคล สื่อว่าในช่วงนี้จะได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ รวมถึงได้รับการติดต่อจากญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ห่างไกล มีโอกาสได้ติดต่องานกับชาวต่างชาติ-ต่างภาษา มุ่งมั่นทำความดีเข้าไว้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

  • เลขนำโชค : 3, 4, 9

 

ฝันเห็นรูปปั้นพญานาค

ทำนายว่า จะสูญเสียข้าวของ หรือเงินทองภายในบ้าน

  • เลขนำโชค : 5, 8, 0, 4

 

ฝันเห็นพญานาคสีเขียว

ทำนายว่า มิตรทางไกลจะติดต่อมาหา หรือตนเองจะได้เดินทาง หรือได้พบปะกับเพื่อนสนิทที่ห่างกันไปนาน เรื่องงานมีโอกาสได้ลาภจากการทำงานอย่างไม่คาดคิด

  • เลขนำโชค : 4, 5

 

ฝันเห็นพญานาคสีเขียวตัวใหญ่

ทำนายว่า ระวังต้องทุกข์ยากลำบากใจ ด้วยเหตุซึ่งเกิดจากบุคคลซึ่งมีวัยอ่อนกว่า

  • เลขนำโชค : 5, 2

 

ฝันเห็นพญานาคสีแดง

ทำนายว่า จะได้รับโชคลาภจากหน้าที่การงาน ได้เลื่อนตำแหน่ง  การงานจะเจริญเติบโตก้าวหน้าประสบความสำเร็จ มีดวงเกี่ยวกับการเสี่ยงโชคในช่วงนี้

  • เลขนำโชค : 2, 1

 

ฝันเห็นพญานาคขาว

ทำนายว่า ระวังเรื่องปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงปัญหาการโดนใส่ร้ายป้ายสี หรือมีเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงต้องวางตัวอย่างมีสติให้มากๆ

  • เลขนำโชค : 3, 7

 

ฝันเห็นพญานาคสีดำ

ทำนายว่า ถ้าเป็นหญิงจะได้พบเนื้อคู่ ซึ่งเนื้อคู่คนนี้เป็นผู้มีอำนาจวาสนาดี และถ้าเป็นชายจะมีวาสนาดี

  • เลขนำโชค : 6, 5, 8, 1

 

ฝันเห็นพญานาคสีทอง

ทำนายว่า ให้วางแผนค่าใช้จ่ายดีๆ เพราะมีเกณฑ์เสียเงินเสียทอง ส่วนคนที่มีคนรักอยู่แล้ว ให้ระวังมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง แต่สำหรับคนโสดถือว่าเป็นความฝันที่ดี เพราะมีเกณฑ์ได้พบเจอคนที่ถูกใจในเร็วๆ นี้

  • เลขนำโชค : 6, 4, 0, 8, 5

 

ฝันเห็นพญานาค 2 ตัว

ทำนายว่า มีเกณฑ์ได้รับเงินทองและโชคลาภ ปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นภายในบ้านจะค่อยๆ คลี่คลาย พบแต่ความสุขร่มเย็น

  • เลขนำโชค : 3, 5, 4

 

ฝันเห็นพญานาคหลายเศียร

ทำนายว่า ช่วงนี้ควรจะระงับยับยั้งสิ่งที่คิดไว้ หรือกำลังคิดจะทำไปก่อน เพราะอาจจะไม่เป็นผลดีแก่ตัวผู้ฝันและครอบครัว จะคิดทำการสิ่งใดต้องรอบคอบเป็นพิเศษ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพราะอาจเกิดปัญหายุ่งยากบางอย่างขึ้นให้คุณต้องตามแก้ไข

  • เลขนำโชค : 6, 2, 0, 8

 

อ่านต่อ…ฝันเห็นพญานาค หรือจะมีโชคลาภ เลขเด็ด คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เอาตัวรอด เหตุกราดยิง

วิ่งซ่อนต่อสู้วิธี เอาตัวรอด จากเหตุกราดยิงทักษะที่ลูกควรรู้

เอาตัวรอด จากเหตุร้าย เหตุกราดยิงที่ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่กลับใกล้กว่าที่คิด วิ่ง ซ่อน สู้ 3 วิธีเอาตัวรอดทักษะที่ลูกควรรู้ยามวิกฤต

วิ่ง ซ่อน ต่อสู้ วิธี เอาตัวรอด จากเหตุการณ์กราดยิงทักษะที่ลูกควรรู้!!

เหตุการณ์กราดยิง เหตุร้ายที่พ่อแม่ไม่คิดว่าจะเกิดกับลูกได้ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดนครราชสีมาขึ้น ส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฆาตกรได้กราดยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก คงทำให้หลาย ๆ คนเริ่มตระหนักถึงการสอนทักษะวิชาเอาตัวรอดจากเหตุร้ายให้แก่เด็ก และบุคคลทั่วไปได้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด เพราะแม้ว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในอดีต แต่แนวโน้มในปัจจุบันที่ผู้คนในสังคมมีความเครียดสะสม และภัยร้ายต่าง ๆ ก็มีให้เห็นไม่น้อย เช่น การปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า การยิงกันกลางตลาดสด เป็นต้น

ช่องมหิดลแชนแนล ได้จัดทำคลิปวิดีโอ “3 วิธีเอาตัวรอด จากเหตุการณ์กราดยิง (วิ่ง-ซ่อน-สู้)” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์กราดยิง โดยมี ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล นักอาชญาวิทยาที่จะมาอธิบายทั้ง 3 ขั้นตอน วิ่ง ซ่อน สู้ เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากกรณีการกราดยิง

 

ขอขอบคุณคลิปดี ๆ จาก mahidolchannel

เหตุการณ์กราดยิง : ความสูญเสียที่ยากจะคาดเดา

Active Shooter คือ บุคคลที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้คนในพื้นที่จำกัด และมีคนหมู่มากอยู่รวมกัน ในกรณีส่วนใหญ่ผู้ร้ายมักใช้อาวุธปืน และไม่มีรูปแบบหรือวิธีการในการเลือกเหยื่อ สถานการณ์กราดยิงนั้นคาดเดาไม่ได้ และมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปกติ การควบคุมเหตุร้ายให้ได้ในทันทีจำเป็นต้องหยุดการยิงให้ได้เร็วที่สุด จะช่วยบรรเทาอันตรายต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ แต่ถึงกระนั้น ระยะเวลาในช่วงเวลาเกิดเหตุ อย่างน้อยต้องใช้เวลากว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ ผู้อยู่ในเหตุการณ์จึงควรมีทักษะการ เอาตัวรอด และเตรียมพร้อมทั้งร่างกาย และจิตใจเพื่อรับมือกับสถานการณ์กราดยิงนี้

วิ่ง ซ่อน สู้!!

ไม่ใช่ชื่อหนังภาพยนตร์แต่อย่างใด แต่เป็น 3 วิธี เอาตัวรอด จากเหตุการณ์กราดยิง ที่ผู้เชี่ยวชาญของ FBI แนะนำ หากคุณได้ยินเสียงปืนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือหากคุณเห็นคนติดอาวุธ พกปืน ยิงข่มขู่ผู้คน จงเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องชีวิตของตัวคุณเองทันที สังเกต และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ว่าเกิดอะไรขึ้น และจะทำอย่างไรต่อไป โดยเลือกวิธีการ เอาตัวรอด จากหลักการ RUN  HIDE FIGHT : วิ่ง ซ่อน สู้

RUN : วิ่งหนี ถ้าเป็นไปได้

  • หากระยะห่างระหว่างคุณกับมือปืน/ผู้ติดอาวุธมีระยะห่างพอสมควร ให้รีบอยู่ห่างจากเสียงปืน/คนถืออาวุธ หากปืน/ผู้ติดอาวุธอยู่ในอาคารของคุณ และประเมินแล้วว่า ทางที่จะพาตัวคุณออกจากอาคารสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้วิ่งออกจากอาคาร และย้ายไปให้ไกลจนกว่าคุณจะอยู่ในที่หลบภัยที่ปลอดภัย
  • ทิ้งข้าวของ สัมภาระของคุณไว้ข้างหลัง ทิ้งให้มากที่สุด ไม่ควรถือข้าวของพะรุงพะรังในการพาตัวหนีออกจากที่เกิดเหตุ เพื่อให้เคลื่อนไหว เคลื่อนตัวได้เร็ว
  • ยกมือขึ้นเหนือหัว เมื่อผ่านพ้นจุดอันตราย และกำลังวิ่งเข้าสู่ที่ปลอดภัยที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ จงทำให้มือของคุณมองเห็นได้จากเจ้าหน้าที่ ที่ตั้งกองกำลังรายล้อมคนร้าย เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเราเป็นคนร้ายได้
  • ถ้าเจอคนอื่นช่วยได้ก็ช่วย แต่ถ้าเขาไม่ไปด้วย เราไม่ต้องห่วงเขา เราต้องวิ่งต่อไป
  • โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อทำได้อย่างปลอดภัย อย่าทึกทักเอาเองว่ามีผู้อื่นรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว คุณจะได้ให้ข้อมูลที่คุณรู้ในอีกมุมหนึ่งแก่เจ้าหน้าที่ ข้อมูลที่คุณให้อาจมีความสำคัญ เช่น จำนวนมือปืน คำอธิบายทางกายภาพ และการระบุตัวตน จำนวนและประเภทของอาวุธ และตำแหน่งของมือปืน

    เอาตัวรอด จากเหตุกราดยิง
    เอาตัวรอด จากเหตุกราดยิง

วิธีการวิ่งหนี เหตุกราดยิง

การวิ่งหนี มี 2 ลักษณะ คือ

  1. วิ่งทางตรง ถ้าคนร้ายกราดยิงปืนรัศมี ซ้าย – ขวา แนะนำให้วิ่งหนีเป็นเส้นตรง การวิ่งหนีขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละสถานที่
  2. วิ่งซิกแซก ถ้าคนร้ายยิงปืนแบบกำหนดเป้าหมาย แนะนำให้วิ่งหนีแบบสลับฟันปลา หรือวิ่งซิกแซก โอกาสรอดมีสูงกว่าการวิ่งหนีขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละสถานที่

HIDE : ซ่อนอย่างเงียบ ๆ ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด

  • หากผู้ก่อเหตุอยู่ใกล้กัน และคุณไม่สามารถอพยพได้อย่างปลอดภัย ให้ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ให้พ้นสายตาคนร้าย เป็นที่ที่เหมาะต่อการซ่อน
  • เลือกที่ซ่อนที่มีผนังหนา และหน้าต่างน้อย ถ้าเป็นไปได้
  • พยายามหมอบ เพราะระยะการยิงส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระดับเอว การหมอบหลังที่กำบังจึงทำให้มีโอกาสรอด
  • ล็อคประตู และนำสิ่งกีดขวางมาขวางประตูไว้ เช่น ขวางด้วยเฟอร์นิเจอร์ ถ้าเป็นไปได้ เนื่องจากบ่อยครั้งที่จะเห็นว่าคนร้ายพบว่าประตูล็อคก็จะเดินผ่านไป
  • พยายามซ่อนตัวกระจายกันไป อย่าไปซ่อนตัวในที่เดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าหมายได้ง่าย
  • ปิดไฟ ซ่อนตัว อย่าพยายามที่จะทำอะไรเสียงดังเรียกร้องความสนใจ
  • ปิดเสียงโทรศัพท์ และปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
  • ปิดหน้าต่าง ม่านบังตา และมู่ลี่ และหลีกเลี่ยงการถูกมองเห็นจากภายนอกห้อง ถ้าเป็นไปได้
  • หากคุณอยู่กลางแจ้ง และไม่สามารถวิ่งหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย ให้หาที่ซ่อนที่จะให้การป้องกันจากเสียงปืน เช่น กำแพงอิฐ ต้นไม้ใหญ่ หรืออาคาร
  • หากพบที่ซ่อนที่ปลอดภัยแล้ว ให้อยู่ในตำแหน่งเดิมจนกว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

 

สู้ เมื่อจำเป็น
สู้ เมื่อจำเป็น

FIGHT : สู้ ขัดขวาง หรือทำให้มือปืนไร้ความสามารถ เมื่อเข้าตาจน

  • เป็นทางเลือกสุดท้าย สู้ต่อเมื่อคุณไม่สามารถหนี หรือซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อชีวิตของคุณอยู่ในอันตรายที่ใกล้เข้ามา ให้เตรียมตัวสู้
  • พยายามทำให้ไร้ความสามารถ ให้คนร้ายบาดเจ็บ หรือขัดขวางการกระทำของผู้ยิง โดยจุดที่โจมตีอันดับแรกให้โจมตีที่ดวงตา คอ และบริเวณระหว่างขา จะทำให้เขาหยุดชะงัก และถ้าเราสามารถซ้ำจุดเดิมได้จะทำให้คนร้ายหยุดได้
  • ถ้าเป็นไปได้ ในกรณีที่จุดเกิดเหตุมีผู้ประสบเหตุหลายคน ให้ออกมาช่วยกัน อย่าสู้คนเดียว
  • แสดงท่าทางก้าวร้าวต่อผู้ยิง
  • ใช้สิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวของคุณ เช่น ถังดับเพลิง ก้อนหิน เหล็ก หรือเก้าอี้ มาเป็นอาวุธป้องกันตัว
  • นึกภาพเส้นทางหลบหนีที่เป็นไปได้ รวมถึงเส้นทางที่เข้าถึงได้ทางกายภาพสำหรับนักเรียนและเจ้าหน้าที่ที่มีความทุพพลภาพ และคนอื่นๆ ที่มีความคล่องตัวจำกัด

อ่านต่อ>> PTSD ความผิดปกติทางจิตใจหลังภยันตราย พ่อแม่รับมืออย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เจ็บท้องข้างซ้าย

เจ็บท้องข้างซ้าย ระหว่างตั้งครรภ์ เป็นเพราะอะไร อันตรายไหม?

เจ็บท้องข้างซ้าย – ผู้หญิงหลายคนมักมีอาการปวดหรือเจ็บท้องด้านซ้ายในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ อาการเจ็บดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มดลูกกำลังขยายตัวเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับลูกน้อยของคุณ หรือ อาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือ อาการท้องผูก  นอกจากนี้ยังอาจเป็นสัญญาณของอาการผิดปกติของหัวหน่าว (SPD) หรืออาการปวดกระดูกเชิงกราน (PGP) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อเอ็นที่รองรับกระดูกเชิงกรานคลายตัวเนื่องจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่เรียกว่า รีแล็กซิน (relaxin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างโดยเนื้อเยื่อของรังไข่ นอกจากนี้ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) หรือการติดเชื้อที่ไตอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณท้องด้านซ้ายได้เช่นเดียวกันในระหว่างตั้งครรภ์

เจ็บท้องข้างซ้าย ระหว่างตั้งครรภ์ เป็นเพราะอะไร อันตรายไหม?

สาเหตุที่เป็นไปได้ของอาการ เจ็บท้องข้างซ้าย ในระหว่างตั้งครรภ์

1. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs)

UTIs หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นเรื่องปกติธรรมดาแหล่งที่เชื่อถือได้ในระหว่างตั้งครรภ์ แต่แพทย์มักจะสามารถรักษาได้ง่าย พวกเขาสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในขณะตั้งครรภ์ อาการรวมถึง:

  • ปวดหรือกดทับบริเวณท้องน้อย
  • ปวดหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ
  • ไข้
  • รู้สึกเหนื่อยมาก
  • รู้สึกสั่นคลอน
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำคาวปลา
  • ปัสสาวะมีสีแดงหรือขุ่น

2. แก๊สในกระเพาะอาหาร หรือ กรดไหลย้อน (GERD)

แก๊ส หรือ กรด ที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ของอาการปวดท้องส่วนล่างในหญิงตั้งครรภ์ เกิดขึ้นได้เนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ฮอร์โมนตั้งครรภ์ทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ช้าลง
  • มดลูกที่กำลังเติบโตสร้างแรงกดต่อระบบย่อยอาหาร

3. ท้องผูก

อาการท้องผูกเป็นเรื่องปกติในสตรีมีครรภ์ ฮอร์โมนที่แปรปรวน การรับประทานอาหารที่ขาดใยอาหาร ขาดการออกกำลังกาย ยาธาตุเหล็กที่จำเป็นต้องกิน หรือความวิตกกังวลทั่วไป ล้วนนำไปสู่อาการท้องผูกได้ ซึ่งอาการท้องผูกอาจทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงได้ในบางครั้ง

4. มดลูกหดรัดตัวตามปกติระหว่างตั้งครรภ์ (Braxton-Hicks)

ลักษณะการหดตัวของมดลูกในระหว่างตั้งครรภ์อาจไม่สม่ำเสมอและคาดเดาไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องและรู้สึกไม่สบายตัว อย่างไรก็ตามอาการนี้ถือเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งการหดตัวของมดลูกมักเกิดในไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ ซึ่งแตกต่างจากการที่มดลูกหดหรือบีบรัดตัวก่อนคลอดหรืออาการปวดท้องคลอดหรือเจ็บครรภ์คลอด

 

ปวดท้องข้างซ้ายตอนท้อง
ปวดท้องข้างซ้ายตอนท้อง

 

5. สัญญาณเตือนการคลอดก่อนกำหนด

อาการปวดท้องที่ไม่หายไปเมื่อผู้หญิงเคลื่อนไหวไปมาอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งหมายถึงการคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 38 ของการตั้งครรภ์

อาการและอาการแสดงของการคลอดก่อนกำหนด ได้แก่ :

  • ปวดบริเวณท้องน้อย
  • มีอาการปวดหลังไม่หาย
  • ท้องเสีย
  • มดลูกบีบรัดตัวอย่างรุนแรง
  • การเปลี่ยนแปลงของปริมาณ หรือ ความสม่ำเสมอของตกขาว อาจมีมูกหรือมีเลือดมากขึ้น

อาการ เจ็บท้องข้างซ้าย ระหว่างตั้งครรภ์ ในแต่ละไตรมาส

  • ไตรมาสแรก

อาการปวดท้องข้างซ้ายในช่วงไตรมาสแรก มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตามปกติจากการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารที่ทำงานแย่ลงในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคกรดไหลย้อน และกระเพาะย่อยอาหารได้ช้าลง อย่างไรก็ตาม อาการปวดท้องข้างซ้ายในการตั้งครรภ์ระยะแรกอาจเป็นสัญญาณเตือนของการแท้งบุตร หรือมีการตั้งครรภ์นอกมดลูกซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉิน  การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นภาวะที่พบได้ยาก แต่อาจคุกคามต่อชีวิตได้ มักเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ปฏิสนธิเติบโตนอกมดลูกหรือฝังตัวผิดที่ไปอยู่ในท่อนำไข่ เมื่อไข่เจริญเติบโตอาจทำให้ท่อนำไข่แตก ซึ่งอาจทำให้เลือดออกภายในอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์นอกมดลูก ได้แก่ :

  • เริ่มด้วยปวดท้องน้อยหรือกระดูกเชิงกรานเล็กน้อย
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • ปวดบริเวณหลังส่วนล่าง
  • ตะคริวเล็กน้อยที่ด้านหนึ่งของอุ้งเชิงกราน

อาการต่างๆ อาจแย่ลงเมื่อไข่เจริญเติบโตขึ้น โดยสัญญาณของท่อนำไข่แตก ได้แก่:

  • ปวดท้องหรือกระดูกเชิงกรานกะทันหันอย่างรุนแรง
  • ปวดไหล่
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • อาการวิงเวียนศีรษะ และรู้สึกเหมือนจะเป็นลม

อ่านต่อ…เจ็บท้องข้างซ้าย ระหว่างตั้งครรภ์ เป็นเพราะอะไร อันตรายไหม? คลิกที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แพ้ท้อง

แพ้ท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับมืออย่างไร

แพ้ท้อง สัญญาณบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ แต่ไม่ใช่อาการที่จะเกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน บางคนอาจไม่มีอาการแพ้ท้องใดๆ เลย ซึ่งอาการแพ้ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

แพ้ท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับมืออย่างไร

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนต้องเผชิญกับอาการ แพ้ท้อง บางคนแพ้มากไม่สามารถรับประทานอาหารได้ จนร่างกายซูบผอม อะไรคือสาเหตุของการแพ้ท้อง อาการ การรักษา หรือการช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อช่วยให้อาการทุเลาลง สามารถป้องกันอาการไม่ให้เกิดได้หรือไม่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ มาฝากคุณแม่แล้วค่ะ

แพ้ท้อง
แพ้ท้อง

คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับมืออย่างไรกับอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง (Morning Sickness) เป็นอาการคลื่นไส้และอาเจียนที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ และอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ เบื่ออาหาร หรืออาการอื่นร่วมด้วย โดยจะพบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และอาการจะเริ่มดีขึ้นแล้วหายไปในช่วงกลางหรือหลังไตรมาสที่ 2 แต่บางรายอาจมีอาการแพ้ท้องตลอดการตั้งครรภ์

อาการแพ้ท้อง

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีอาการแพ้ท้องแตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าจะมีอาการ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ รู้สึกแสบลิ้นปี่ เบื่ออาหาร เหม็นกลิ่นสิ่งต่าง ๆ เช่น กลิ่นอาหาร น้ำหอม เป็นต้น  และอาจมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลร่วมด้วย

โดยทั่วไปแล้วจะพบว่าคุณแม่เริ่มมีอาการแพ้ท้องรุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ 4-6 และอาการจะค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 12-14 คุณแม่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องตลอดช่วงระยะเวลาการตั้งครรภ์ได้

นอกจากนี้ อาการแพ้ท้องอาจถูกกระตุ้นได้ง่ายจากกลิ่น อาหารที่มีรสเผ็ด ความร้อน หรือภาวะน้ำลายมาก ในบางกรณีอาจมีอาการแพ้ท้องได้แม้ไม่มีสิ่งกระตุ้น และอาจเกิดในช่วงใดก็ได้ตลอดวัน แต่มักจะมีอาการในช่วงเช้า

ควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการดังนี้

  1. อาเจียนรุนแรงจนควบคุมไม่ได้
  2. ปัสสาวะได้น้อยและมีสีเข้มกว่าปกติ หรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลามากกว่า 8 ชั่วโมง
  3. รู้สึกร่างกายขาดน้ำ
  4. วิงเวียน อ่อนแรง จะเป็นลมเวลาลุกขึ้นยืน
  5. หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
  6. เจ็บท้อง
  7. เจ็บหรือมีเลือดออกขณะปัสสาวะ
  8. น้ำหนักลดลง

อาการแพ้ท้องเกิดจากสาเหตุใด

อาการ แพ้ท้อง มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ โดยในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของอาการแพ้ท้องที่แน่ชัด ส่วนมากมักถูกกระตุ้นจากกลิ่นหรือการรับประทานอาหารบางชนิดได้ง่าย ผู้ที่ตั้งครรภ์อาจปรึกษากับแพทย์เพื่อหาวิธี บรรเทาอาการแพ้ท้อง ได้ ยกเว้นในผู้ที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) ควรพบแพทย์โดยเร่งด่วน

ทั้งนี้อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งท้องลูกคนแรก จะมีโอกาสแพ้ได้มากขึ้น ถึงแม้ยังไม่มีผลการพิสูจน์ทางการแพทย์ถึงสาเหตุของอาการแพ้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่มาจากเด็กทารกในครรภ์และรกทำให้ปริมาณฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น
  • อาจเกิดจากสภาวะทางด้านจิตใจที่มีความเครียด
  • สัญชาตญาณการต่อต้านอาหารที่อาจส่งผลต่อเด็กในครรภ์จึงทำให้เหม็นกลิ่นอาหาร

สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรง มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง อาจมีสาเหตุมาจากอาการของโรคหรือสภาวะอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ อย่างโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ หรือโรคตับ แต่พบได้ค่อนข้างน้อย

คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีโอกาสแพ้ท้องเพิ่มมากขึ้น หากมีปัจจัยดังต่อไปนี้

  • เคยมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากการเมารถ ปวดไมเกรน ได้กลิ่นหรือการรับประทานอาหารบางชนิด หรือเคยได้รับยาคุมกำเนิดที่มีส่วนประกอบของเอสโตรเจน (Estrogen) ก่อนการตั้งครรภ์
  • เคยมีอาการแพ้ท้องจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ๆ
  • ตั้งครรภ์ทารกแฝดหรือมากกว่า 1 คนขึ้นไป

นอกจากนี้ หากเคยตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง สมาชิกในครอบครัวมีประวัติการแพ้ท้องอย่างรุนแรง หรือเคยมีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ๆ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่ออาการแพ้ท้องที่รุนแรง

การวินิจฉัยอาการแพ้ท้อง

แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการแพ้ท้องได้จากอาการที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป แต่ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าผู้ตั้งครรภ์อาจมีอาการแพ้ท้องที่รุนแรง แพทย์อาจตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาภาวะขาดน้ำ การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจางและภาวะขาดน้ำ สมดุลเกลือแร่ สารอาหาร หรือวิตามินบางชนิด รวมไปถึงอาจมีการอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจดูพัฒนาการของทารกว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่

 

อ่านต่อ…แพ้ท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับมืออย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง กินอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพ

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง กินเจกินอะไรได้บ้าง กินเจอย่างไรไม่ให้อ้วน ให้นมลูกกินเจได้ไหม เรื่องควรรู้ก่อนถือศีลกินเจ กินอย่างไรให้ได้บุญ พร้อมสุขภาพดี

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง กินอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพ เรื่องควรรู้ก่อนถือศีลกินเจ!!

เทศกาลกินเจ วนมาถึงอีกแล้ว เทศกาลบุญที่วนกลับมาประจำทุกปี ประเพณีของคนเชื้อสายจีนในประเทศไทย ที่ยึดถือสืบทอดประเพณีกันมา โดยที่มาที่ไปของประเพณีนี้ว่ากันว่า เริ่มรู้จักการกินเจกันที่แรก คือ จังหวัดภูเก็ต โดยคนจีนจากมณฑลฮกเกี้ยน (ฝูเจี้ยน) แต้จิ๋ว และซัวเถา ได้เดินทางเข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินในเมืองไทย บริเวณพื้นที่หมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จำนวนมาก และได้นำเอาประเพณีกินเจ กินผัก หรือ เจี๊ยะฉ่าย เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาเต๋า (ลัทธิเต๋า) ที่พวกเขานับถือ โดยพวกเขามีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องเทพเจ้าประจำตระกูลหรือเทพเจ้าประจำหมู่บ้าน หากมีเหตุเภทภัยอันใดเกิดขึ้น ก็จะแก้เคล็ดด้วยการอัญเชิญเทพเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตนนับถือ มาบูชากราบไหว้เพื่อให้คุ้มครองปกป้องรักษาตน พร้อมกับการถือศีลกินผัก งดบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด งดทำบาปเพื่อส่งผลให้เภทภัยต่างๆ หายไป โดยมักจะกินเจ 9 วัน เพราะถือว่าเป็นการบูชา 9 เทวกษัตริย์ ที่เชื่อว่าจะมารับเคราะห์หรือเภทภัยต่างๆ แทนมนุษย์

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง กินให้สุขภาพดีได้อย่างไร
กินเจห้ามกินอะไรบ้าง กินให้สุขภาพดีได้อย่างไร

คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “อุโบสถ หรือการรักษาศีล 8” ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวันตามหลักศีล 8 ข้อ และไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ช่วงหลังจึงเรียกคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ว่า “กินเจ” ไปด้วย แต่ถึงกระนั้นการกินเจไม่ใช่เพียงแต่งดเนื้อสัตว์ อาหาร และเครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ แต่ยังรวมถึงการรักษาศีล ประพฤติตัวเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย

แต่อีกหนึ่งที่มาของการกินเจที่น่าสนใจ คุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ นักสะสมความรู้เรื่องจีน บอกว่า เป็นเรื่องจากทางการแพทย์จีน เนื่องจากก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่านั้นมีความเครียดทำให้มีการหลั่งสารพิษออกมา ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็สะสมสารพิษจากเนื้อสัตว์ที่กินเข้าไปตลอดทั้งปี ทางการแพทย์จีนเชื่อว่าหากหยุดกินเนื้อสัตว์สัก 9-10 วันต่อปีได้ จะช่วยสลายสารพิษเหล่านี้ออกไปบ้าง และทำให้อายุยืนขึ้น

กินเจห้ามกินอะไรบ้าง ??

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การกินเจไม่ใช่เพียงแต่การงดเว้นรับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกจิตใจ บำเพ็ญรักษาศีล จึงเรียกได้ว่าเป็น การถือศีลกินเจ นั่นเอง ดังนั้นธรรมเนียมปฎิบัติของผู้ที่ต้องการถือศีลกินเจ จึงมิใช่เพียงแค่การรับประทานผัก ละเว้นเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ยังมีข้อปฎิบัติที่แตกต่างจากการรับประทานมังสวิรัติอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้

  1. งดเว้นการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ ที่ได้มาจากการเบียดเบียนสัตว์ เช่น นม เนย ไข่ ไขมันสัตว์ น้ำผึ้ง เป็นต้น
  2. งดเว้นการกินผักที่มีกลิ่นฉุน หรือผักที่มีกลิ่นแรง ซึ่งผักเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้ที่ถือศีลกินเจทำให้มีจิตใจที่เร่าร้อน ขัดขวางการรักษาศีล ผักต้องห้ามทั้ง 5 ชนิด ได้แก่
    • กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม)
    • หัวหอม และพืชตระกูลหอม หัวหอมใหญ่ หอมแดง ต้นหอม (บางคนอาจจะรวมผักชีด้วย)
    • หลักเกียว หรือ กระเทียมโทนจีน
    • กุยช่าย
    • ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมา)
  3. งดเว้นการใช้ เครื่องปรุงรส ที่เป็นผลผลิตที่มาจากสัตว์ มาประกอบอาหาร เช่น น้ำปลา น้ำมันหอย ผงชูรส ผงปรุงรสหมู และไก่ เป็นต้น
  4. งดเว้นการกินอาหารที่มีรสจัด เน้นอาหารรสชาติอ่อน ๆ  เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป เพราะถือว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพร่างกาย เป็นการฝึกให้จิตใจไม่ยึดติดกับรสชาติ
  5. งดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และของมึนเมาทุกชนิด
  6. ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
  7. ถ้วยชาม ภาชนะใส่อาหารจะต้องไม่ปะปนกันกับคนที่ไม่ได้กินเจ

    ประวัติการ ถือศีล กินเจ
    ประวัติการ ถือศีล กินเจ

กินเจแตกต่างจากมังสวิรัติ อย่างไร??

มังสวิรัติแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ มังสวิรัติแบบไม่เคร่งครัดที่สามารถบริโภคนม และไข่ได้ ส่วนอีกประเภทคือมังสวิรัติแบบเคร่งครัด ซึ่งจะมีความคล้ายกับการกินเจตรงที่งดเว้นเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เหมือนกัน แต่มังสวิรัติจะสามารถนำผักทุกชนิดมาปรุงได้ ในขณะที่อาหารเจมีการปรุงอาหารที่เข้มงวดกว่า เช่น งดผักที่มีกลิ่นฉุน รวมถึงยังต้องรักษาศีลให้จิตใจบริสุทธิ์ด้วย

อ่านต่อ >>กินเจอย่างไร ไม่ทำลายสุขภาพ แม่ให้นมกินเจได้ไหม คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อเท่ๆ

100 ชื่อจริงลูกชาย ชื่อเท่ๆ อินเทรนด์ ความหมายดี

ตั้งชื่อลูก ชื่อลูกชาย ชื่อจริงลูกชาย ชื่อลูกชาย 2 พยางค์ ชื่อลูกชาย 3 พยางค์ ชื่อลูกชาย 4 พยางค์ ชื่อเท่ๆ ทันสมัย ชื่อมงคล ความหมายดี

100 ชื่อจริงลูกชาย ชื่อเท่ๆ อินเทรนด์ ความหมายดี

คนไทยให้ความสำคัญกับชื่อจริงมากกว่าชื่อเล่น เพราะเป็นชื่อที่ใช้อย่างเป็นทางการ หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา ชื่อลูกชาย ชื่อเท่ๆ เพราะๆ  ความหมายดี ที่เหมาะกับลูกชาย เพื่อเตรียมไว้ ตั้งชื่อลูก ที่กำลังจะคลอดในอีกไม่ช้า มาแวะทางนี้เลยค่ะ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำมาฝากคุณพ่อคุณแม่แล้ว

ตั้งชื่อลูก ชื่อเท่ๆ
ตั้งชื่อลูก ชื่อเท่ๆ

100 ชื่อจริงลูกชาย ชื่อเท่ๆ อินเทรนด์ ความหมายดี

อักษรกาลกิณีของผู้ที่เกิดในแต่ละวัน

  1. ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ศ ษ ส ห ฬ ฮ
  2. ผู้ที่เกิดวันจันทร์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ อ
  3. ผู้ที่เกิดวันอังคาร มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ก ข ค ฆ ง
  4. ผู้ที่เกิดวันพุธ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี (กลางวัน) คือ จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  5. ผู้ที่เกิดวันพุธ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี (กลางคืน) คือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  6. ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ด ต ถ ท ธ น
  7. ผู้ที่เกิดวันศุกร์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ย ร ล ว
  8. ผู้ที่เกิดวันเสาร์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
กฤตัชญ์ กริ-ตัด ผู้รู้คุณคนอื่น มีความกตัญญู
คณุตม์ คะ-นุด ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย
จิรทีปต์ จิ-ระ-ทีบ รุ่งเรืองตลอดกาลนาน
ณัฐปคัลภ์ นัด-ปะ-คัน ปราชญ์ผู้องอาจ
ติณณภพ ติน-นะ-พบ ผู้ข้ามภพได้ ชื่อของผู้บรรลุธรรม
นิพพิชฌน์ นิบ-พิด ปัญญา เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ตรัสรู้
ผรัณชัย ผะ-รัน-ไช มีชัยชนะไปทั่ว
พิทยุตม์ พิด-ทะ-ยุด ผู้มีความรู้สูงสุด
ศาตนันท์ สา-ตะ-นัน มีความสุขและความเพลิดเพลิน
อนันยช อะ-นัน-ยด เกิดมาเป็นที่หนึ่ง
อิงครัต อิง-คะ-รัด ผู้ยินดีในความรู้
กฤตยชญ์ กริด-ตะ-ยด นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน
คณพศ คะ-นะ-พด มีอำนาจในหมู่คณะ
ชวกร ชะ-วะ-กอน ผู้สร้างเชาวน์ ผู้มีเชาวน์
ณฏฐพล นัด-ถะ-ทะ-พน กำลังของนักปราชญ์
ธนลภย์ ทะ-นะ-ลบ ได้ทรัพย์
ธรรมปพน ทำ-ปะ-พน มีคุณธรรมบริสุทธิ์
นฤสรณ์ นะ-รึ-สอน เป็นที่พึ่งของคนทั้งหลาย
วรลภย์ วอ-ระ-ลบ ผู้มีลาภอันประเสริฐ
วฤนท์ธม วะ-ริน-ทม มากมายยิ่งใหญ่
สรฐชญณ์ สอน-ถะ-ชน มีความรู้เป็นที่พึ่งอย่างมั่นคง
จรณินทร์ จะ-ระ-นิน เป็นใหญ่เพราะความประพฤติดี
จิรัฎฐ์ จิ-รัด ดำรงมั่น อยู่นาน
ชิณณวรรธน์ ชิน-นะ-วัด อยู่กับความเจริญ
ญานุจจัย ยา-นุด-ใจ สะสมความรู้ มีความรู้มาก

อ่านต่อ…100 ชื่อจริงลูกชาย ชื่อเท่ๆ อินเทรนด์ ความหมายดี คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคผื่นกุหลาบ

โรคผื่นกุหลาบ ในเด็ก ลูกไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนไม่หาย พ่อแม่ต้องระวัง!

โรคผื่นกุหลาบ – ในเด็กและทารก (Pityriasis Rosea) หรือ โรคส่าไข้ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่อาจทำให้เด็กมีไข้และผื่นขึ้นตามร่างกาย มักเกิดขึ้นได้กับเด็กอายุระหว่าง หกเดือน ถึง สองปี และพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน สาเหตุเกิดจากไวรัสในกลุ่มเริม ที่ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อเริมอื่นๆ  บางครั้งเรียกว่าโรค “ผื่นร้อยวัน” เนื่องจากเด็กบางคนอาจป่วยด้วยโรคนี้ได้นาน 3-4 เดือน  อย่างไรก็ตามหากป่วยแล้วเด็กจะไม่กลับมาป่วยซ้ำอีก

โรคผื่นกุหลาบ ลูกไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนไม่หาย พ่อแม่ต้องระวัง!

สาเหตุของโรคผื่นกุหลาบ

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคผื่นกุหลาบในเด็ก แต่มีการสันนิษฐานว่า เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเริม ได้แก่ Human Herpesvirus-6 (HHV-6) , Human Herpesvirus -7 (HHV-7) และ Epstein-Barr Virus ซึ่งไวรัสทั้งหมด สามารถพบได้ในน้ำลาย และเสมหะของเด็ก นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อไวรัสได้บน ของเล่น หรือ ของใช้ต่างๆ ของเด็ก เช่น แก้วน้ำ ช้อน ส้อม และเสื้อผ้า เป็นต้น

อาการและอาการแสดงของ โรคผื่นกุหลาบ ในเด็ก

หากลูกของคุณป่วยด้วย โรคผื่นกุหลาบ พวกเขาอาจมีอาการไข้ขึ้นอย่างกะทันหัน และเมื่ออุณหภูมิของร่างกายกลับสู่ปกติบางครั้งอาจเกิดผื่นสีแดงอมชมพู หรือสีส้ม ซึ่งดูคล้ายกับสีของดอกกุหลาบ มักเป็นรูปวงรี  หรือวงกลมรูปไข่ ตรงกลางของผื่นมักมีลักษณะย่น บางครั้งผื่นจะลุกลามเป็นรูปต้นคริสต์มาสที่ด้านหลังของเด็ก ซึ่งอาจทำให้คันและผื่นอาจตกสะเก็ดเล็กน้อย

ผื่นมักปรากฏตามตัวก่อนและกระจายไปที่แขนและขา มักไม่ขึ้นบนใบหน้า ในคนที่มีผิวขาว ผื่นจะเป็นสีแดงอมชมพู หรือส้ม แต่สำหรับเด็กที่มีผิวคล้ำ ผื่นอาจมองเห็นได้หลากหลายสี ตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงสีน้ำตาล หรือ สีเทา เมื่อเกิดผื่น เด็กอาจมีอาการคัน และ ระคายเคืองที่ผิวหนัง โดยทั่วไปผื่นจะคงอยู่เป็นเวลาสองวันและค่อยๆ จางลง อย่างไรก็ตามเด็กบางคนอาจมีไข้สูงแต่ไม่มีผื่นได้เช่นกัน  ในเด็กบางรายซึ่งพบได้ไม่บ่อยอุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นอย่างกะทันหัน และอาจนำไปสู่อาการชักจากไข้ได้ กรณีส่วนใหญ่ของ โรคผื่นกุหลาบ จะหายเป็นปกติใน 1 ถึง 2 เดือนโดยไม่ต้องรักษา บางกรณีอาจสั้นเพียง 2 สัปดาห์ ในขณะที่บางกรณีอาจอยู่ได้นาน 3 เดือนหรือนานกว่านั้น

อาการของโรคที่คล้ายกัน

อาการของโรค สะเก็ดเงิน อาจคล้ายกับอาการของ โรคผื่นกุหลาบ การเปรียบเทียบอาจเป็นประโยชน์สำหรับการวินิจฉัยแยกโรค โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีการอักเสบ โดยมีลักษณะเป็นหย่อมๆ แห้ง แดง (เป็นเม็ดเลือดแดง) หนา ซึ่งปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเงินเทา ผื่นเหล่านี้อาจเรียกว่า papules หรือ plaques และส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบต่อหนังศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า มือ เท้า และ/หรือหลังส่วนล่าง

เด็กที่ป่วยอาจคันอย่างรุนแรงหรือเจ็บ ในบางกรณี เด็กที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอาจพบความผิดปกติที่ส่งผลต่อเล็บ เล็บเท้า และเนื้อเยื่ออ่อนภายในปาก ความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี โรคสะเก็ดเงินอาจจัดได้ว่าไม่รุนแรง ปานกลาง หรือรุนแรง ขึ้นอยู่กับปริมาณของผิวหนังที่เกิดโรคและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคล ประมาณหนึ่งในสามของกรณีนี้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงิน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับอาการของโรค ผื่นกุหลาบ

  • ในระยะก่อนผื่นขึ้นจะพบไข้สูงประมาณ 39.5-40.5 องศาเซลเซียส
  • อาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณหลังหู ท้ายทอย หนังตาบวมเล็กน้อย เยื่อบุตาแดง
  • ในระยะที่ไข้ลดจะพบผื่นราบสีแดงขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ที่ลำตัวและแขน ผื่นบางจุดอาจมีลักษณะนูนเล็กน้อยหรืออาจมีวงสีแดงจางๆอยู่รอบๆ ผื่นแดง
ผื่นกุหลาบในเด็ก
ผื่นกุหลาบในเด็ก

ภาวะแทรกซ้อน

  • อาการชักจากไข้นานประมาณ 2-3 นาที ซึ่งเป็นภาวะแซกซ้อนที่พบได้ประมาณ 6-15% ของผู้ป่วยส่าไข้ (โดยเฉพาะในเด็กอายุ 12-15 เดือน) และนับเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของทารกที่มีอาการชักจากไข้
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตับอักเสบ หรือภาวะเกร็ดเลือดต่ำแทรกซ้อน ซึ่งพบได้น้อยมาก
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ตับอักเสบ ไขกระดูกไม่ทำงาน เป็นต้น

ผื่นกุหลาบ ในเด็ก ติดต่อได้หรือไม่ อย่างไร?

ความจริงผื่นกุหลาบเป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ อย่างไรก็ตาม การติดต่อหรือแพร่กระจายของเชื้อจะเกิดขึ้นได้ก่อนอาการป่วยจะปรากฏ กล่าวคือ เชื้อจะสามารถแพร่กระจายได้ก่อนที่เด็กจะมีไข้หรือมีผื่นขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงไม้ค่อยพบการติดต่อกันในเด็ก ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันการแพร่กระจายของโรคและยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค สุขอนามัยของมือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัส

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์
คุณควรไปพบแพทย์หากลูกของคุณ มีอาการต่อไปนี้

  • เซื่องซึม (ง่วงนอนมาก ตื่นยาก)
  • ขับถ่ายน้อยกว่าปกติ
  • มีไข้เรื้อรัง หลังจากผ่านไป 48 ชั่วโมง
  • มีอาการชัก ที่กินเวลาไม่ถึงห้านาที

ที่สำคัญ ควรโทรเรียกรถพยาบาลทันทีถ้าหาก :

  • ลูกของคุณมีอาการชักนานเกินกว่ 5 นาที
  • ลูกของคุณไม่ตื่นหลังจากเกิดอาการชัก
ลูกป่วยผื่นกุหลาบ
ลูกป่วยผื่นกุหลาบ

การรักษาโรคผื่นกุหลาบในเด็ก

ผื่นที่ขึ้นอาจทำให้เกิดอาการคันได้เป็นเวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ แต่โดยทั่วไปแล้วจะหายไปเองภายใน 6 ถึง 8 สัปดาห์ การรักษาส่วนใหญ่รักษาตามอาการและประคับประคองขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และดูปัจจัยเรื่อง อายุ และสุขภาพโดยทั่วไป เด็กหลายคนอาจไม่ต้องการการรักษา  เป้าหมายของการรักษา คือการบรรเทาและลดอาการคัน การรักษาดังกล่าวรวมถึงการให้ยาแก้แพ้ ครีมสเตียรอยด์ หรือขี้ผึ้ง ซึ่งมีการใช้วิธีการรักษาที่หลากหลายเพื่อลดระยะเวลาของผื่น รวมถึงการให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัสบางชนิด เช่น อะไซโคลเวียร์และแฟมซิโคลเวียร์ และยาปฏิชีวนะอีริโทรมัยซิน อย่างไรก็ตามยังมีหลักฐานที่สนับสนุนการรักษาเหล่านี้อย่างจำกัด

นอกจากนี้การส่องไฟใช้สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของผิวหนังอักเสบ การบำบัดด้วยแสงอาจใช้เองหรือร่วมกับการรักษาเฉพาะที่ เด็กที่ได้รับผลกระทบบางคนอาจได้รับการรักษาด้วยการสัมผัสกับแสงแดดมากขึ้น ซึ่งแสงยูวีเพียงเล็กน้อยนั้นสามารถบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวได้

โรคผื่นกุหลาบมักจะมีลักษณะเฉพาะ แพทย์จะวินิจฉัยตามประวัติสุขภาพและการตรวจร่างกายของเด็ก นอกจากนี้ อาจมีการตรวจเลือดเพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกัน ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของบุตรของท่านจะเป็นผู้ตัดสินใจในการรักษาโดยพิจารณาจากอาการผื่นคัน การรักษาและบรรเทาอาการอาจรวมถึง:

  • การใช้โลชั่น หรือ ยาแก้แพ้ คอร์ติโคสเตียรอยด์
  • ยาที่ใช้รับประทาน
  • การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต  B (UVB) ที่ทำโดยแพทย์ผิวหนัง
  • การประคบเย็น
  • การใช้น้ำอุ่นสำหรับอาบน้ำ การเติมข้าวโอ๊ตหรือแป้งข้าวโพดลงไปในน้ำ จะช่วยบรรเทาอาการคันได้
  • เมื่อขึ้นจากน้ำ ควรทาผิวของเด็กด้วยโลชั่นป้องกันอาการคันที่อ่อนโยน เช่น ซาร์นาหรืออาวีโน

อ่านต่อ…โรคผื่นกุหลาบ ลูกไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนไม่หาย พ่อแม่ต้องระวัง! คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคฉี่หนู

โรคฉี่หนู อันตรายใกล้ตัวเด็ก ที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง!

โรคฉี่หนู – พอเขาสู่ช่วงฤดูฝน ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บมากมายที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระวังว่าเด็กๆ ที่บ้านอาจป่วยได้ โดยเฉพาะโรคที่มากับน้ำท่วม ยิ่งบ้านไหนน้ำท่วมหนัก ระบายไม่ทัน น้ำขังเป็นเวลานาน อาจเป็นโอกาสที่เชื้อโรคต่างๆ จะสะสมและเจริญเติบโตอยู่ในน้ำ หากเด็กๆ ไม่ระมัดระวังอาจเผลอเอามือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสกับปากหรือขยี้ตาได้ ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้เด็กๆ เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะ โรคฉี่หนู (Leptospirosis) ที่มักแพร่ระบาดในหน้าฝน หรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ดังนั้นความเข้าใจในโรค และการป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่จำเป็นต้องรู้

โรคฉี่หนู อันตรายใกล้ตัวเด็ก ที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง!

โรคนี้ ถือเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบบ่อยที่สุดในโลก เกิดจากสภาพแวดล้อมด้านสุขอนามัยที่ไม่ดี การประกอบอาชีพทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับสัตว์หรือน้ำ การเดินทาง ผจญภัย และกีฬา การวิ่งลุยโคลน การเดินลุยน้ำท่วม หรือการสัมผัสดิน เด็กๆ มักได้รับเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ตัวการของโรคฉี่หนูเข้าสู่ร่างกายได้เนื่องจากกิจกรรมตามวัย ต่างๆ เช่น การว่ายน้ำในคลอง เดินลุยน้ำท่วม นั่งเล่นในน้ำท่วมขัง หรือการเล่นกับ สัตว์เลี้ยง ปัจจุบัน โรคฉี่หนู เป็นโรคที่มนุษย์ยังไม่มีภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดต่อการติดเชื้อ และยังไม่มีโปรแกรมการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้ในประเทศไทย

สาเหตุของ โรคฉี่หนู

แม้ชื่อจะบอกว่าเป็น โรคฉี่หนู แต่ความจริงสัตว์ฟันแทะชนิดอื่นๆ ก็สามารถแพร่เชื้อได้ สาเหตุของ โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการเลย แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษา โรคฉี่หนู อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อไต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง) ตับวาย หายใจลำบาก และถึงแก่ชีวิตได้

รูปแบบที่รุนแรงของการติดเชื้อฉี่หนูเรียกว่า ‘Weil’s disease’  ซึ่งมีผู้คนนับหมื่นติดเชื้อทุกปี แต่ส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์จากการรักษา อย่างไรก็ตามหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม มีการติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้จากความเสียหายของอวัยวะที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นผู้ป่วยโรคฉี่หนูทุกราย ควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โรคเลปโตสไปโรซิสเกิดจากแบคทีเรียเลปโตสไปรา ที่สามารถพัฒนาก่อตัวเป็นโรคได้เมื่อคุณสัมผัสกับ :

  • สัตว์ที่ติดเชื้อ
  • ปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ
  • ดินหรือน้ำปนเปื้อนเชื้อ

แบคทีเรียเลปโตสไปรา (Leptospira) สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ทางบาดแผล หรือเยื่อเมือกเช่น ตาหรือปาก จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงที่มีฟันแทะ สามารถเป็นพาหะของโรคฉี่หนูได้ ในสัตว์เลี้ยงสามารถพบการแพร่เชื้อได้ในสุนัขแต่อาจพบได้น้อยในแมว

สัตว์ที่เป็นโรคฉี่หนูอาจไม่มีอาการผิดปกติ พวกมันอาจปล่อยแบคทีเรียซึ่งส่วนใหญ่ก่อตัวขึ้นที่ไตและอยู่ในปัสสาวะสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื้อสามารถอยู่รอดได้หลายสัปดาห์หรือนานเป็นเดือน เมื่อเด็กไปสัมผัสอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้  โดยเชื่้อเลปโตสไปรา มักพบในปัสสาวะของสัตว์บางชนิดต่อไปนี้

  • วัว
  • หมู
  • ม้า
  • แรคคูน
  • เม่น
  • สุนัข
  • หนู
  • กระรอก

สำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัขหากต้องการป้องกันโรคฉี่หนูจากสุนัข สามารถพาสุนัขไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนูได้ตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข วัคซีนในสุนัขจะให้การป้องกันอย่างน้อย 12 เดือน ดังนั้นอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทุกปี เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ และคนในครอบครัวที่เลี้ยงสุนัข

อาการ

อาการของโรคเลปโตสไปโรซิสในช่วงสองสามวันแรกนั้นอาจดูคลุมเครือมาก และเกือบจะเหมือนกับโรคติดเชื้อทั่วไปในเด็ก เช่น ไข้หวัดใหญ่  ซึ่งผู้ปกครองอาจชะล่าใจและไม่ได้ขอคำแนะนำจากแพทย์ หากเด็กมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อ หากไม่มีการตรวจเลือดจะไม่สามารถวินิจฉัยการเจ็บป่วยได้ การวินิจฉัยเด็กอาจทำได้ยากเนื่องจากมีอาการที่หลากหลาย

บางครั้งการติดเชื้อจะแสดงอาการคล้ายกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นผื่นแดงบนผิวหนัง อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่สำคัญเสมอ และควรนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที อย่างไรก็ตามอาการดังต่อไปนี้ล้วนเป็๋นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้หากติดเชื้อฉี่หนู

  • มีไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • หนาวสั่น
  • อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อาเจียน
  • ดีซ่าน (ผิวและตาเหลือง)
  • ตาแดง
  • อาการปวดท้อง
  • ท้องเสีย
  • ผื่นขึ้น

อ่านต่อ…โรคฉี่หนู อันตรายใกล้ตัวเด็ก ที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง! ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ สากล

สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ สากลสอนลูกรู้ไว้หากภัยมา

ขอความช่วยเหลือ เมื่อกำลังตกอยู่ในอันตราย ทักษะจำเป็นที่ทุกคนควรรู้ สัญญาณง่าย ๆ ที่จะช่วยชีวิตใครได้หลายคน รวมถึงตัวคุณเองเมื่อภัยมา สอนลูกรู้ไว้อุ่นใจกว่า

สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ สากลสอนลูกรู้ไว้หากภัยมา!!

ภัย อันตรายร้ายมีอยู่รอบตัว ยิ่งในสังคมปัจจุบันที่การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของบุคคลเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก การที่เราจะถูกคนร้ายจ้องทำร้ายเมื่อไหร่ ในรูปแบบใดนั้น จึงเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การร้อง ขอความช่วยเหลือ จากคนอื่นเมื่อถึงคราวโชคไม่ดีนั้น ในบางทีเราอาจไม่สามารถ ขอความช่วยเหลือ ด้วยการส่งเสียงเสมอไป เพราะในบางเหตุการณ์คนร้ายอาจอยู่ใกล้ตัวเรามาก หรือโดนขู่บังคับแม้ว่าเราจะอยู่ในที่สาธารณะก็ตาม ดังนั้น สัญญาณมือขอความช่วยเหลือนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรรู้ไว้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเราในยามเกิดเหตุเท่านั้น แต่หากทุกคนรู้ความหมายของสัญญาณมือขอความช่วยเหลือดังกล่าว จะได้เข้าใจเมื่อมีคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาที่เราเช่นกัน คิดดูสิว่า ถ้าหากมีการสร้างความตระหนักถึงการเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอดต่าง ๆ เหล่านี้ให้มากขึ้น การเรียนรู้ การส่งต่อความรู้ การแชร์ข้อมูลลงสื่อโซเซียล ให้ทุกคนรับรู้ เราอาจจะได้ช่วยชีวิตใครได้หลาย ๆ คนที่กำลังลำบากอยู่ก็เป็นได้

sos สัญญาณ ขอความช่วยเหลือ
sos สัญญาณ ขอความช่วยเหลือ

บางครั้งในการเตือนภัย บางอย่างไม่สามารถขอความช่วยเหลือผ่านเสียงได้  “สัญลักษณ์ SOS Hand Signal ” ซึ่งมันควรเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนควรศึกษา ทำความเข้าใจ เพราะช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที ที่เราสามารถสื่อสารขอความช่วยเหลือออกไปถึงใครบ้างคนได้นั้น อาจหยุดยั้งการกระทำที่รุนแรง ในคดีทำร้ายร่างกายได้

สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (The Signal for Help) คืออะไร?

การขอความช่วยเหลือด้วย สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (The Signal for Help) ถูกสร้างขึ้นโดยมูลนิธิสตรีแห่งแคนาดา The Canadian Women’s Foundation โดยเป็นสัญญาณมือแบบอวัจนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอย่างสุขุมเมื่อมีคนต้องการความช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อตัวผู้ขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นสัญญาณสากลที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก

ขั้นตอนการส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ

  • หงายฝ่ามือออกหาผู้อื่น
  • พับนิ้วโป้งเข้าหาฝ่ามือ
  • พับนิ้วที่เหลือทั้ง 4 มากุมปิดนิ้วโป้ง
  • ค่อยๆ ทำช้าๆ อีกหลายครั้ง
สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ สากล
สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ สากล

พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จัก สัญญาณดังกล่าวว่า นี่คือสัญญาณมือแปลว่า “ช่วยด้วย” ใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

  1. สัญญาณขอความช่วยเหลือแสดงว่ากำลังถูกคุกคามอยู่
  2. ใช้ขอความช่วยเหลือเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถจะพูดได้

สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ ใช้ได้จริง!!

ในกรณีแรก เป็นตัวอย่างเคสที่ผู้ถูกคุกคามส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือจนเอาตัวรอดมาได้ เมื่อช่วงปลายปี 2564 โดยเหตุเกิดในสหรัฐอมริกา รัฐนอร์ธแคโรไลนา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีหญิงสาววัยรุ่นอายุ 16 ปี หายตัวไปจากบ้าน สืบสวนจนพบว่าเธอถูกลักพาตัว เธอพยายามส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือให้แก่รถคันอื่น ๆ ที่ขับผ่าน เพราะเธออยู่ในรถคนร้าย ทำให้ไม่สามารถส่งเสียงได้ คนร้ายจะรู้ตัว โชคดีเป็นของเธอ เมื่อพลเมืองดีพบเห็นสัญญาณ sos จากภาษามือที่เธอส่งไป จึงได้แจ้งตำรวจท้องถิ่น จนสามารถช่วยเหลือเธอได้ในที่สุด

สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ กรณีไม่สามารถส่งเสียงได้
สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ กรณีไม่สามารถส่งเสียงได้

เคส “สัญญาณมือ” ที่เกิดในประเทศไทย

ไม่น่าเชื่อใช่ไหมว่า กรณีแบบนี้จะเกิดขึ้นในไทยเช่นกัน เคสตัวอย่างต่อไปนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านบึง ได้เข้าช่วยเหลือ โชเฟอร์แท็กซี่ที่ส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือแบบสากล หลังถูกผู้โดยสารเมายาเสพติดว่าจ้าง และในระหว่างทางได้ทำการข่มขู่ด้วยปืน อีกทั้งยังโชว์ยาเสพติดที่ตนเองเสพ  ทำให้โชเฟอร์รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงออกอุบายขอเข้าห้องน้ำ และตั้งจีพีเอสมายัง สภ.บ้านบึง เมื่อถึงบริเวณสถานีตำรวจ จึงได้ส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ ซึ่งมีคนบริเวณนั้นเห็นในครั้งแรกยังไม่เข้าใจ โชเฟอร์จึงทำซ้ำอีกรอบ จากนั้นผู้ที่พบเห็นจึงวิ่งไปแจ้งตำรวจ และสามารถช่วยเหลือ จับกุมผู้โดยสารเมายาดังกล่าวได้

ด้านโชเฟอร์แท๊กซี่เล่าว่า ตนเองจำสัญญาณมือขอความช่วยเหลือดังกล่าวมาจาก TikTok โดยลองฝึกทำมาประมาณครึ่งวัน เพราะคิดว่าอาชีพอย่างตนมีความเสี่ยง อาจต้องเจอคนไม่ดี และไม่อาจเลือกรับผู้โดยสารได้ เพราะหากเลือกผู้โดยสารก็จะถูกร้องเรียนได้ จึงศึกษาไว้เผื่อจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และก็เกิดเหตุที่ต้องนำมาใช้ได้จริง ๆ

อ่านต่อ >>การขอความช่วยเหลือ ด้วยสัญญาณรูปแบบอื่น ๆ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

SX 2022

“ไทยเบฟ” ผนึกกำลังชูแนวคิดความยั่งยืน “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” ในงาน Sustainability Expo 2022 ครั้งที่3

อนาคตลูก.. อยู่ในมือเรา!! เปิดมหกรรมความยั่งยืน SX 2022 รวมพลังบวกสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อผลักดันทศวรรษแห่งการปฎิบัติ ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก”

คณะผู้จัดงาน 5 องค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนของไทย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกันพัฒนาแพลตฟอร์มสู่มหกรรมด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้ชื่อ SX 2022 ตาม คอนเซ็ปต์ “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) อันเป็นการน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” มาเผยแพร่และส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปและองค์กรต่าง ๆ ร่วมกันสานต่อพระราชดำริให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Development Goals – SDGs) ที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศไว้ด้วย

SX 2022

สำหรับงานในปีนี้ ไทยเบฟ ยังคงตอกย้ำแนวคิดด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กรที่จะ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต”เพื่อให้ชุมชนและสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยยึดหลัก ESG (Environmental, Social และ Governance) เป็นแกนในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยนำเสนอเรื่องราวครบคลุมในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด Enabling Sustainable Growth อาทิ การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ Packaging Circularity การจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยนำเสนอตัวอย่างของโครงการการเก็บกลับ-รีไซเคิล ทั้งในด้านผลการดำเนินงานและความร่วมมือที่เกิดขึ้น  ThaiBev Unite to Fight the Cold Project  โครงการ ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว โดยส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล rPET Water Resources Management for Community โครงการการบริหารจัดการพื้นที่ด้วยระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ได้ดำเนินการความร่วมมือร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) Biodiversity นำเสนอความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการประเมินแหล่งที่อยู่อาศัยและชนิดพันธุ์ที่สำคัญ และโครงการที่สำคัญ อาทิ การจัดการน้ำเสียผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมโดย Knockdhu Distillery ซึ่งเป็นโรงกลั่นมอลต์วิสกี้ในเครือที่ประเทศสกอตแลนด์ Food Loss and Waste Management การขจัดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารผ่านโครงการต่าง ๆ ในกลุ่มอาหารเครือไทยเบฟ ตั้งแต่โรงงานผลิตต้นทางจนถึงการส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมช่วยลดขยะอาหารผ่านโครงการ “กินหมดเกลี้ยง” และ “ไม่กินบอกเอาออกให้”   และ  Community Based Disaster and Risk Management (CBDRM) ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน

SX 2022

SX 2022
 

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวคิดในการจัดงานว่า “งาน Sustainability Expo 2022 หรือ SX 2022 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้วเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมารวมตัวกัน และขยายเครือข่ายออกไปยังต่างประเทศ แต่ยังคงยึดโมเดลและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการจัดงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้นำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ให้เกิดความยั่งยืนในบริบทของสังคมไทย จากการริเริ่ม TSX Expo ภายใต้เครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน หรือ Thailand Supply Chain Network (TSCN) ใน 2 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ 5 องค์กรธุรกิจ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

SX 2022

SX 2022บริษัท เอสซีจี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผนึกกำลังกันพัฒนาแพลตฟอร์มสู่มหกรรมด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาค ภายใต้ชื่อ SX 2022 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นำเสนอโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า B2C2B (Business-to-Consumer-to-Business) ที่ยึดผู้บริโภคเป็นแกนกลาง โดยเชื่อมโยงระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค และผู้บริโภคจะเชื่อมโยงกลับสู่ภาคธุรกิจ”

SX 2022

SX2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่  26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 บนพื้นที่กว่า 40,000 ตรม. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีบริษัทชั้นนำและองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวมกว่า 100 แห่งมาร่วมงาน รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญและผู้นำองค์กรธุรกิจกว่า 150 รายที่มาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนทัศนคติบนเวทีเสวนา เพื่อให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทรนด์นวัตกรรมเทคโนโลโลยีที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในทุกมิติ ผ่านนิทรรศการ เวทีสัมมนา ตลอดจนหลากหลายกิจกรรมที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย

มาร่วมสร้างสมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า ในงานมหกรรมการแสดงสินค้าด้านความยั่งยืน SX 2022 ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.sustainabilityexpo.com