ลูกไม่เล่นของเล่น

ไขข้อข้องใจ ทำไม ลูกไม่เล่นของเล่น ที่ซื้อให้ เล่นแต่อะไรก็ไม่รู้!?

ลูกไม่เล่นของเล่น –  คิดว่าคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านอาจเคยมีประสบการณ์ที่ซื้อของเล่นให้ลูกเล่นด้วยความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกในการเล่น แต่ความหวังพังทลายเมื่อลูกไม่เล่นตามที่เราคาดหวังไว้ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้การเล่นของเล่นของเด็กๆ ไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ ลูกไม่ยอมเล่นของเล่นที่ซื้อให้ ชอบเล่นกับอะไรที่ไม่ใช่ของเล่น เป็นเพราะอะไรกันนะ?

ไขข้อข้องใจ ทำไม ลูกไม่เล่นของเล่น ที่ซื้อให้ เล่นแต่อะไรก็ไม่รู้!?

เชื่อว่าพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนใช้เวลาไม่น้อยหมดไปกับการค้นคว้าเกี่ยวกับของเล่นเด็กใหม่ ๆ ที่อินเทรนด์และคิดว่าดีที่สุด และเหมือนว่าจะเหมาะสมกับการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ของเด็ก แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งคือ ของเล่นทั้งหมดถูกทิ้งขว้างอยู่บนพื้น เพราะสิ่งที่ลูกต้องการเล่นด้วยในตอนนั้นกลายเป็น ขวดน้ำ รีโมทคอนโทรล ลังกระดาษ หรือตะกร้าผ้า!

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะ ว่าสาเหตุที่ลูกชอบเล่นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ของเล่น อย่างเช่น ขวดน้ำ รีโมท กุญแจ ลังกระดาษ และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นเพราะว่าจินตนาการของเด็กเล็กหรือวัยเตาะแตะนั้นมีสูงมากกว่าที่พ่อแม่คิด ไม่ว่าเราหยิบยื่นอะไรให้ หรือพวกเขาคลานต้วมเตี้ยมเดินเตาะแตะไปเจออะไรเข้าพวกเขาจะสามารถจินตนาการในการเล่นสนุกกับสิ่งนั้นๆ ได้เสมอ

ลูกไม่เล่นของเล่น
ลูกไม่เล่นของเล่น

และนี้คือเหตุผลที่เด็กๆ ชอบเล่นกับสิ่งของต่างๆ ต่อไปนี้ที่อยู่ในบ้าน

  • กุญแจ  ด้วยความแวววาว และ ขนาดที่พอๆ กับของเล่น เวลาหฃ่นพื้นมีเสียงที่ไพเราะ และสามารถเล่นสนุกกับการซ่อนหาในที่เล็กๆ เช่น กระเป๋าได้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเจ้าตัวเล็กถึงได้ชอบกุญแจ
  • รีโมทคอนโทรล ปุ่มนุ่มๆ หลากสีสันที่แสดงไฟกะพริบเมื่อกด ทำให้รีโมทคอนโทรลเป็นของเล่นที่น่าพึงพอใจของเด็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสามารถเปิดและปิดสิ่งอื่นๆ ได้! ยิ่งสร้างความรู้สึกมหัศจรรย์ขั้นสุดให้กับเด็กๆ ได้มาก
  • กระดาษทิชชู่ การดึงกระดาษทิชชู่จากกล่องสร้างความอัศจรรย์ใจให้เด็กๆ เมื่อพวกเขาพบว่ายิ่งดึงยิ่งก็ยิ่งมีอีกชิ้นหนึ่งโผล่ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า แถมทิชชู่ยังนิ่มพอที่จะฉีกเอาเข้าปากได้! 
  • ขวดน้ำ ขวดน้ำเป็นเหมือนของวิเศษสำหรับเด็กๆ ยิ่งเป็นขวดที่มีน้ำอยู่ข้างในไม่ต้องพูดถึง ด้วยลักษณะของขวดใส่ๆ บีบแล้วมีเสียงกร็อบแกร๊บ ก็เพียงพอที่จะสะกดให้เด็กสนใจได้นานหลายนาที
  • พาชนะต่างๆ  ช้อน ไม้พาย ชาม หม้อ และกระทะ เป็นของเล่นคลาสสิกที่กลายเป็นเครื่องดนตรีแสนสนุกได้ แค่เอามือเคาะๆ จับแล้วตีๆ ก็มีเสียงประหลาดเกิดขึ้นได้แล้ว!
  • ลังใส่ของ ด้วยกล่องที่เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ มากมาย ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับของเล่นใหม่มากมายมากองอยู่ตรงหน้า เป็นธรรมดาที่จะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้ลูกได้มาก และมักจะจบด้วยการ รื้อค้น เขวี้ยงปา ยิ่งมีเสียงต่างๆ เด็กๆ ก็จะยิ่งหัวเราะชอบใจ

ลูกเก็บของเล่นพัฒนาทักษะ EF ทักษะทางสมองที่จำเป็นสำหรับลูก

ของเล่น เสริมIQ EQลูกน้อย..ใครว่าอัจฉริยะสร้างไม่ได้!

ของเล่นธรรมชาติ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่ไม่สำเร็จรูป แต่มหัศจรรย์ต่อลูกน้อย

นอกจากนี้ สาเหตุที่ลูกไม่ยอมเล่นของเล่นที่เราซื้อให้อาจมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่

1. มีตัวเลือกมากเกินไป

การมีของเล่นมากเกินไป ทำให้เด็กๆ ถูกกระตุ้นเกินขอบเขต อาจทำให้เด็กสนใจที่จะเล่นน้อยลง เพราะหมดพลังไปกับการต้องใช้สมองในการคิดไตร่ตรองมากเกินไปที่จะเริ่มต้นเล่นอะไรสักอย่าง นอกจากนี้การมีของเล่นมากเกินไปจะทำให้เด็กไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ทำให้เปลี่ยนความสนใจไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วหรือละความสนใจได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีของเล่นเพียงชิ้นเดียว เราก็สามารถหาวิธีการต่างๆ ให้ลูกเล่นสนุกได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ชิ้นเดียว หรือฝากาน้ำเก่าๆ สำหรับเด็กเล็กแล้วอาจเป็นของเล่นที่สนุกสนานกว่าของเล่นราคาแพงตามห้างสรรพสินค้าเสียอีก

2. พื้นที่ในการเล่นไม่เพียงพอ

การมีพื้นที่โล่งๆ สำคัญอย่างยิ่งในการที่เด็กๆ จะมีพื้นที่ในการจินตนาการ สร้างสรรค์ และสำรวจ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ แค่พื้นที่ที่พวกเขามีอิสระเพียงพอในการครอบครองและสามารถจัดแจงย้ายของเล่นไปมาเพื่อสร้างหอคอยหรือเมืองต่างๆ  พยายามรักษาพื้นที่เปิดโล่งในบ้านอย่างน้อยหนึ่งจุดให้ปลอดโปร่งเปรียบเหมือนดั่งกระดาษแผ่นใหม่ที่รองานศิลปะ หากคุณไม่มีพื้นที่ที่คิดว่าเหมาะสมในบ้าน ให้ลองสร้างพื้นที่เปิดโล่งให้มากขึ้นในห้องเพื่อส่งเสริมการเล่นปลายเปิดให้ลูก

ลูกไม่เล่นของเล่น

3. การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ 

บางครั้งพ่อแม่ไม่ได้มีส่วนร่วมเพียงพอ หรือในทางกลับกัน อาจมีส่วนร่วมมากเกินไป จริงอยู่ที่เราเป็นเพื่อนเล่นคนแรกของลูก แต่เราต้องให้พื้นที่พวกเขาในการเรียนรู้และเติบโตด้วย ควรให้เด็กๆได้ใช้เวลาสักสองสามนาทีในการมองหาและเล่นของเล่นด้วยตัวเองในโอกาสต่างๆ ก่อนที่เราจะเข้าไปช่วยหรือร่วมเล่นด้วยพวกเขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ที่จะเล่นด้วยตัวเอง เมื่อลูกเรียกร้องให้เรามีส่วนร่วมก็เป็นโอกาสที่เราจะสร้างบทสนทนากับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเล่น สนับสนุนให้ลูกอธิบายกระบวนการคิดของพวกเขาโดยไม่ขัดขวางจินตนาการ

3. สมองของเด็กเติบโตอย่างรวดเร็ว

เมื่อเด็กอายุ 3 ขวบ สมองของพวกเขามีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของสมองผู้ใหญ่ ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ลูกของคุณอาจเบื่อของเล่นที่เราเพิ่งซื้อให้ใหม่หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน หากเกิดเหตุการณ์นี้ การใช้วิธีหมุนเวียนของเล่นจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ

4. ของเล่นไม่เหมาะสมกับวัยของลูก

เป็นไปได้ว่าของเล่นที่หยิบยื่นให้อาจยังไม่เหมาะกับวัยหรือพัฒนาการของลูก ความเหมาะสมกับวัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถตอบโจทย์ได้ว่าเด็กจะชอบของเล่นมากน้อยแค่ไหน ทางที่ดีควรพิจารณาช่วงอายุที่ผู้ผลิตแนะนำเพื่อเป็นแนวทางแต่บางครั้งก็ไม่ต้องยึดติดกับตัวเลขเสมอไป หากเรารู้จักความสามารถและพัฒนาการของลูกเป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามการเลือกของเล่นให้ลูกต้องคำนึงถึงพัฒนาการเป็นหลัก ต้องรู้ว่าลูกพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่งได้แล้วหรือยัง ทางที่ดีพ่อแม่ควรเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะต่างๆ ของเด็กเล็กที่พัฒนาในแต่ละช่วงวัย ก่อนการช้อปปิ้งของเล่นในครั้งต่อไป

วิธีรับมือเมื่อลูกไม่เล่นของเล่น

  • เล่นให้ดู เมื่อลูกของคุณได้ของเล่นชิ้นใหม่ ให้ทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่างว่าเล่นอย่างไร คุณควรให้คำแนะนำและความช่วยเหลือแบบใช้มือ เพื่อสอนและส่งเสริมให้ลูกของคุณเล่นกับของเล่นใหม่อย่างเหมาะสม
  • ให้เวลาลูก หากลูกของคุณไม่สนใจของเล่นทันทีหลังจากที่คุณแนะนำมัน หรือเสียสมาธิขณะเล่น ลองให้เวลากับลูกมากขึ้น เพื่อสำรวจและค้นพบของเล่นในแบบของตัวเองแทนในแบบที่คุณต้องการให้เป็น  การปล่อยให้เด็กพัฒนาความสนใจในบางสิ่งบางอย่างในเวลาของตนเองจะส่งผลให้มีการเล่นที่เป็นอิสระมากขึ้นและการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  • ชื่นชม เมื่อลูกของคุณเล่นกับของเล่นอย่างเหมาะสม ควรชื่นชมและบอกให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาทำได้ดี ตัวอย่าง เช่น  ต่อบล็อกเก่งจัง ทำได้ดีมากลูก!
  • สร้างเรื่องราว พ่อแม่สามารถสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีที่เควรและไม่ควรเล่นกับของเล่น สอนวิธีการที่เหมาะสมในการเล่นกับของเล่นและเหตุผลที่เราควรเล่นกับของเล่นแต่ละชิ้นให้ลูกได้เข้าใจ
  • ผลัดเปลี่ยนของเล่น หากลูกของคุณยังคงเพิกเฉยต่อของเล่นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ให้นำของเล่นออกจากมุมของเล่น และเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าหรือที่เก็บของที่ลูกของคุณไม่เห็นมัน แล้วลองเสนอให้ลูกเล่นอีกครั้งในสองสามสัปดาห์ถัดไป คุณอาจพบว่าของเล่นที่ก่อนหน้านี้ถูกละเลยอาจกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดชิ้นใหม่ได้ โดยที่ลูกของคุณได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ และสามารถรับมือกับความท้าทายที่ของเล่นนำเสนอได้ดียิ่งขึ้น วิธีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของเล่นนี้ช่วยในการสร้างของเล่นใหม่อีกครั้ง ช่วยยืดอายุของของเล่น และช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้จากของเล่นแต่ละชิ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการเล่นพร้อมแล้ว
  • เข้าใจเมื่อลูกไม่พร้อม เด็กบางคนอาจยังไม่พร้อมสำหรับพัฒนาการที่จะเล่นกับของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แม้ว่าผู้ผลิตจะจำกัดอายุไว้ก็ตาม  ของเล่นจะสนุกยิ่งขึ้นสำหรับทั้งคุณและลูก เมื่อลูกสามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกของคุณเล่นของเล่นได้อย่างปลอดภัย อย่าลืมทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง หมั่นให้ลูกฝึกฝน และชมเชยเสมอ และถ้าจำเป็นอย่าลังเลที่จะนำของเล่นออกไปเก็บไว้จนกว่าลูกของคุณจะสามารถเล่นกับมันได้อย่างเหมาะสม

แม้การเลือกของเล่นสำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจที่แตกต่างกัน ไปบางครั้งของเล่นที่พ่อแม่เห็นว่าเหมาะกับลูก เด็กอาจไม่สนใจ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป หากเรารู้วิธีในการเลือกของเล่นที่เหมาะสมให้กับลูกด้วยความเข้าใจในพัฒนาการและความต้องการของลูกตลอดจนทักษะต่างๆ ที่ลูกมี เมื่อลูกสนุกไปกับของเล่นที่อยู่ตรงหน้า สามารถเล่นได้อย่างถูกวิธี ก็จะเป็นการเสริมสร้างทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดในการเล่น (PQ)ได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : parents.com , waytoplay.toys , greenpinatatoys.com , montikids.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พี่น้อง แย่งของเล่น พ่อแม่ควรทำยังไง? ไม่ให้พี่น้อยใจที่ต้องเสียสละให้น้อง!

เทคนิค “จับ-จด” เปลี่ยนชีวิต สร้างนิสัยรู้จักคิด หยุด! ลูกงอแง ร้องซื้อของเล่น

ระวัง! ของเล่นอาบน้ำ เป็ดเหลือง ทำลูกติดเชื้อ เสี่ยงตาบอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

KHUN Organic

‘KHUN Organic’ แนะนำ 2 ไอเทมใหม่ โลชั่นกันยุงออร์แกนิค และเจลทาหลังยุง-แมลงกัด ตัวช่วยครอบครัวยุคใหม่ให้ลูกน้อยปลอดภัยจากยุงร้าย ห่างไกลสารเคมี

เข้าสู่หน้าฝนทีไร สายฝนที่ตกชุกมักจะมาคู่กับภาพน้ำขังตามพื้นที่และภาชนะต่างๆ ซึ่งเอื้อต่อการวางไข่และเพิ่มประชากรยุงที่นำมาสู่ความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะโรค (แตกต่างไปตามสายพันธุ์ของยุง) ซ้ำร้ายเมื่อผิวของเราถูกยุงกัด น้ำลายยุงจะทำให้ผิวเกิดตุ่มแดง ทำให้ผิวอักเสบ รู้สึกแสบๆ คันๆ และทิ้งรอยดำไปหลายวัน จนบางรายอาการหนักถึงขั้นต้องพบแพทย์ได้ หลายครอบครัวจึงต้องเตรียมรับมือกับเจ้ายุงร้าย ยิ่งครอบครัวไหนมีเด็กเล็กยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะลักษณะและกลิ่นของผิวเด็กดึงดูดให้ยุงบินหามากกว่าผิวผู้ใหญ่ ล่าสุด KHUN Organic (คุน ออร์แกนิค) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสำหรับเด็ก ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมี่ยมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กจนเป็นที่ไว้วางใจหลากหลายครอบครัวมากว่า 7 ปี ได้เชื่อว่าสำหรับพ่อแม่แล้ว เพื่อลูกน้อยต้องดีที่สุด ได้สานต่อพันธกิจจึงแนะนำ 2 ไอเทมใหม่ KHUN Organic Body Lotion โลชั่นกันยุงออร์แกนิค และ KHUN Organic Soothing Gel เจลทาหลังยุงและแมลงกัด เพื่อเป็นตัวช่วยครอบครัวยุคใหม่ให้ลูกน้อยสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากยุงร้าย ห่างไกลสารเคมี

KHUN Organic Body Lotion
KHUN Organic Body Lotion
โลชั่นกันยุงออร์แกนิคกลิ่นเลม่อน ขนาด 50ml. ราคา 285 บาท

Signature Product ของแบรนด์กับโลชั่นกันยุงออร์แกนิคกลิ่นเลม่อนและตะไคร้หอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ ที่ได้รับการพัฒนาสูตรมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างสรรค์ขึ้นจากการคัดสรรวัตถุดิบเกรดคุณภาพเพื่อมอบคุณค่าการฟื้นบำรุงผิวและปกป้องผิวจากยุงสูงสุด โดยปลอดสารเคมี ผ่านเนื้อโลชั่นสูตรอ่อนโยน เนื้อเข้มข้น เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะผิว  ที่อุดมด้วยคุณค่าการบำรุงจากวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระและกรดไขมันที่จำเป็นต่อผิวจากส่วนผสมของ Jojoba Oil (น้ำมันจากผลโจโจบา) น้ำมันธรรมชาติช่วยให้โลชั่นสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวของลูกน้อยได้ดีขึ้น พร้อมฟื้นบำรุงและโอบอุ้มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ผสานกับ Shea Butters ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการโอบอุ้มความชุ่มชื้นให้กับผิวของลูกน้อยได้ดียิ่งขึ้น  และเหมาะสำหรับสภาพผิวเด็กที่มีความบอบบางและผิวแห้ง นอกจากนี้ Shea Butters ยังมีกรดซินนามิก ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อีกด้วย โลชั่นจะช่วยปกป้องผิวจากยุงได้นาน 3-5 ชม. โดยปราศจากสาร Deet (สารเคมีที่มีคุณสมบัติไล่ยุง แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ไม่เหมาะสำหรับเด็ก) จึงเหมาะสำหรับผิวทารกแรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่และผู้ที่มีสภาพผิวบอบบางแพ้ง่าย สามารถใช้ทาได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ตอบโจทย์อิริยาบถของลูกน้อยที่ชอบเอามือเข้าปากให้ปลอดภัยกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่น่าเชื่อถือและเป็นตัวช่วยทางเลือกที่ดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกบ้าน

วิธีใช้ : ควรล้างมือให้สะอาดก่อน จากนั้นบีบเนื้อโลชั่นลงบนฝ่ามือปริมาณเมล็ดถั่วเขียวและวอร์มบนฝ่ามือ จากนั้นทาเนื้อโลชั่นลงบนผิวหน้าและผิวกายของลูกน้อย

 

KHUN Organic Soothing Gel
KHUN Organic Soothing Gel
เจลทาหลังยุงและแมลงกัด ขนาด 18ml. ราคา 295 บาท

เจลทาหลังยุงและแมลงกัดแบบ 3 in 1 ใช้สะดวกครบจบในขวดเดียว ที่ช่วยบรรเทาอาการคัน ระคายเคือง ลดเลือนรอยดำและขาลาย โดยใช้ส่วนผสมสำคัญจากธรรมชาติแทนสารเคมี และปลอดภัยจากสเตียรอยด์ ด้วยคุณประโยชน์ของอโลเวร่า ผสานกับน้ำมัน Eucalyptus Oil และวิตามินบี จึงทำให้เนื้อเจลบางเบา สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมมอบสัมผัสเย็นอ่อนนุ่มควบคู่กับกลิ่นหอมผ่อนคลาย ช่วยฟื้นบำรุงผิว พร้อมบรรเทาอาการระคายเคืองและลดเลือนรอยดำ ขาลาย ได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังบรรเทาตุ่มบวมบนผิวลูกน้อยให้หายไปอย่างรวดเร็วเผยผิวให้ดูสุขภาพดี เจลเหมาะสำหรับทาให้กับผิวของลูกน้อยวัย 3 เดือนขึ้นไป ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่และผู้ที่มีสภาพผิวบอบบางแพ้ง่าย

วิธีใช้ : เมื่อพบรอยยุงกัด ควรทำความสะอาดผิวบริเวณนั้นด้วยน้ำสบู่และน้ำอุ่น จากนั้นล้างมือให้สะอาดและแต้มเจลทันที หากเล็บของลูกน้อยเริ่มยาว ควรตัดเล็บเพื่อป้องกันการเกาและเกิดแผลติดเชื้อ

 

ให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ปลอดภัยจากยุงร้าย ห่างไกลสารเคมีกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสำหรับเด็กคุณภาพพรีเมี่ยมจาก แบรนด์ KHUN Organic (คุน ออร์แกนิค) ที่พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้งมาตลอด 7 ปี และหลายครอบครัวต่างไว้วางใจ ได้แล้ววันนี้ ที่ แผนกเด็กห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสาขาที่ร่วมรายการ หรือช่องทางออนไลน์ผ่าน Central Online และสามารถช้อปพร้อมกับอ่านบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ที่แฟนเพจ KHUN Organic www.facebook.com/khunorganic  Instagram www.instagram.com/khunorganic เว็บไซต์ www.khunorganic.co.th และ Line : @khunorganic รวมถึง Hot Line : 094-545-6041

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม
KHUN Organic Body Lotion

ทำไมต้องโลชั่นกันยุง #Khunorganic สำหรับลูกน้อย

  • ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ปลอดภัยจากสารเคมี
  • กลิ่มหอมเลม่อน ลูกน้อย Happy
  • ปกป้องยุงประมาณ 3-5 ชม. โดยปราศจากสาร DEET
  • บำรุงผิวด้วย Shea Butters และน้ำมันธรรมชาติหลายชนิด
  • บ้านไหนเด็กๆชอบเอามือเข้าปาก ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่น่าเชื่อถือเป็นทางเลือกที่ดี
  • สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด
  • ทาหน้าได้ ยุงไม่กัดหน้าและแก้มนุ่มๆ ของลูกน้อย
  • สามารถใช้ได้บ่อยตามต้องการ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • สูตรอ่อนโยน ปราศจากสารเคมีและไม่ได้ทำการทดลองกับสัตว์

No Petrochemicals No Paraben, formaldehyde No EDTA No Silicone No Colorant No artificial fragrance No animal testing Non GMOs

  • สามารถใช้ได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด วัยผู้ใหญ่ และผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • ขนาด ราคา 285 บาท

 

KHUN Organic Soothing Gel

แพ้น้ำลายยุง ตุ่มบวม หายช้า ทิ้งรอยดำ ขาลาย ทำแม่กลุ้ม!!

ประโยชน์ดีๆ ที่ทุกครอบครัวควรมี #Khunเจลทาหลังยุงกัด ไว้ติดบ้าน

  • บรรเทาอาการแพ้ยุง เพราะเด็กเล็กภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์จึงก่อให้เกิดการแพ้ได้ง่าย
  • ลดอาการคัน เท่ากับ หยุดเกา ทำให้ลดโอกาสเกิดแผล ซึ่งก่อให้เกิดรอยดำและขาลาย
  • มีวิตามินช่วยลบเลือนรอยดำและขาลาย
  • บ้านไหนเด็กๆชอบเอามือเข้าปาก ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่น่าเชื่อถือเป็นทางเลือกที่ดี
  • ใช้สมุนไพรแทนการใช้สารเคมีและไม่ได้ทำการทดลองกับสัตว์

No Steroid No Paraben No Alcohol No EDTA No Colorant No artificial fragrance

No animal testing Non GMOs

  • สามารถใช้ได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด วัยผู้ใหญ่ และผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • ขนาด ราคา 295 บาท
ละมุนเบบี้

กลุ่มแม่ ๆ แฮปปี้ เลือกใช้ ละมุน Disney Collection Mom Magic Moment สะดวกคุณแม่ ปลอดภัยคุณลูก

ละมุนเบบี้ ผู้นำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสำหรับแม่และเด็กแบรนด์ไทยรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำ Co-Branding กับ Disney หยิบความน่ารักของคาแรกเตอร์แบมบี้ ดัมโบ้ มาทำสินค้าคอลเลคชั่นแรกในรูปแบบลายเส้นพิเศษสุดเอกซ์คลูซีฟสำหรับแม่ละมุนโดยเฉพาะ

ละมุน

โดยสินค้า Lamoon x Disney Mom Magic Moment Collection ที่กลุ่มคุณแม่ไว้วางใจเลือกใช้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

Mommy Moment คู่ใจแม่ให้นม ประกอบด้วย ถุงเก็บน้ำนมของละมุนที่ขึ้นชื่อเรื่อง ลดการเหม็นหืนของน้ำนมแม่ เมื่อมีการฟรีซ ที่เติบโตต่อเนื่องด้วยการบอกต่อในกลุ่มแม่ระดับ Premium ที่รักถุงเก็บน้ำนมละมุน Keep &Feed รุ่นพรีเมี่ยม เป็นสื่อกลางความรักของคุณแม่และลูกน้อย ด้วยคุณสมบัติพิเศษ Keep ให้ถุงหนากว่าถุงทั่วไปถึง 30 % ป้องกันการแตก ช่วยลดกลิ่นเหม็นหืนและ Feed คุณค่าสารอาหารในนมแม่ไม่ให้ถูกทำลายจากการอุ่นนม เพียงแค่ดูจาก Indicator ที่บอกอุณหภูมิบนถุงนม 35-40 องศา ได้เลย

ละมุนเบบี้

รวมไปถึง ผ้าคลุมให้นม เนื้ออ่อนนุ่มไม่ระคายเคืองกับผิวอันบอบบาง ให้ลูกน้อยดูดนมอย่างสบายตัว รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นในอ้อมอกแม่  ให้คุณแม่สะดวกในการปั้มนมทุกที่ ทุกเวลา มาพร้อมกระเป๋าเก็บอุณหภูมิลายเข้าชุดกัน  มีคุณสมบัติสามารถแยกเก็บทั้งร้อนและเย็นได้ สามารถใส่เครื่องปั้มนมได้หลากหลายรุ่น และเก็บนมเวลาที่คุณแม่มีความจำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน หรือจะเอาไว้ใส่อาหารเป็น Lunch Bag ก็สามารถทานได้อย่างมั่นใจแบบ New Normal

Happy Moment สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยสินค้า 2 ชนิดที่ละมุนตั้งใจเลือกตั้งแต่ส่วนผสม และการผลิตจนออกมาเป็น Sticker และ Spray กันยุง นาน 6-8 ชั่วโมง มีผลทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่รับรองประสิทธิภาพป้องกันได้ทั้งยุงลายสวนและยุงลายบ้านที่ดุที่สุด
แต่ยังให้แม่มั่นใจว่าลูกรักปลอดภัย ปกป้องด้วยสารสกัดจากธรรมชาติแท้100% ปราศจาก DEET ที่เป็นอันตราย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ พร้อมลายน่ารักๆ จาก Disney คือ Bambi Dumbo

เรียกได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของ Lamoon x Disney  Mom Magic Moment Collection ใส่ใจในทุกรายละเอียดของคุณแม่ตั้งแต่เตรียมพร้อมการตั้งครรภ์ จนถึงคลอดลูกน้อยเลยทีเดียว สำหรับสินค้า  Lamoon Mom Magic Moment  สามารถหาซื้อได้ทั้งร้านค้าออนไลน์และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ www.lamoonbaby.com Facebook และ Line@ Lamoonbaby  Lazada, Shopee,  Central Robinson, Central Food Hall, Tops Market, Tops Superstore, Tops Online, Villa The Mall ร้าน Mother Care , Big C ,Home Pro ที่ร่วมรายการ

ละมุน Lamoon

ลูกพูดติดอ่าง

ลูกพูดติดอ่าง จะหายเองได้ไหม เป็นมากแค่ไหนต้องไปหาหมอ?

ลูกพูดติดอ่าง – กว่าที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะเปล่งเสียงพูดที่มีความหมายออกมาได้ แน่นอนว่าคนเป็นพ่อแม่ต่างเฝ้ารอคอยเสียงที่ลูกพยายามสื่อความหมายออกจากปากได้เป็นครั้งแรก ซึ่งคำพูดแค่เพียงพยางค์เดียวที่สื่อความหมายได้ ก็พลอยทำให้คนเป็นพ่อแม่หัวใจพองโต และตื่นเต้นไปตามๆ กันได้อย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อถึงวันที่ลูกน้อยเติบโตมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า เริ่มพูดสื่อความหมายได้มากขึ้น พูดเก่งขึ้น เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านอาจเคยพบเจอลักษณะการพูดที่ผิดปกติของลูก โดยเฉพาะการที่ ลูกพูดติดอ่าง กันมาบ้างไม่มากก็น้อย หลายคนอาจเป็นกังวลและสงสัยว่าทำไมลูกถึงพูดติดอ่าง ลูกจะเลิกพูดติดอ่างได้เองไหม พูดติดอ่างแบบไหนที่ต้องพาไปรักษา วันนี้เรามาไขข้อข้องใจไปพร้อมกันค่ะ

ลูกพูดติดอ่าง จะหายเองได้ไหม เป็นมากแค่ไหนต้องไปหาหมอ?

พูดติดอ่างคืออะไร?

การพูดติดอ่างคือ ลักษณะของการพูดตะกุกตะกัก หรือขาดความความคล่องแคล่วในการพูด เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในเด็กอายุ 2- 6 ปี ถือว่าเป็นพัฒนาการในการพูดอย่างหนึ่งของเด็กๆ เป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่จะพูด เด็กที่พูดติดอ่างมักรู้ว่าเขาต้องการจะพูดอะไรเพียง แต่มีปัญหาในการพูด ตัวอย่างเช่น อาจพูดซ้ำคำ หรือพูดลากเสียงพยัญชนะหรือเสียงสระ หรืออาจหยุดชั่วคราวระหว่างพูด ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็กเล็กๆ แทบทุกคน ที่จะมีช่วงเวลาที่ค้นพบว่าการพูดเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม คิดคำพูดไม่ทันจึงพยายามที่จะพูดซ้ำ ทำให้พูดติดๆ ขัดๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถือว่าผิดปกติ เด็กส่วนใหญ่จะหายจากการพูดติดอ่างได้เองเมื่อเริ่มโตขึ้น มีเด็กเพียง 1 ใน 100 คน ที่มีปัญหาติดอ่างอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุของการพูดติดอ่าง

ความจริงแล้วไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า การพูดติดอ่างเกิดจากอะไร นักวิจัยยังคงศึกษาสาเหตุพื้นฐานของการพูดติดอ่างซึ่งอาจมีหลายปัจจัยร่วมด้วย โดยสาเหตุที่เป็นไปได้ของการพูดติดอ่าง ได้แก่ :

  • พัฒนาการตามปกติของเด็กเล็ก  การพูดติดอ่างอาจเป็นลักษณะแต่กำเนิดของเด็กเอง  เด็กเล็กจำนวนมากต้องเผชิญช่วงพูดติดอ่าง โดยเฉพาะตั้งแต่อายุ 18 เดือนถึง 2 ปี เนื่องจากต้องฝึกฝนทักษะการพูดและภาษา เป็นการพูดตะกุกตะกักที่มักจะเกิดขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีปัญหาด้านการพูดอื่นๆ อาจมีแนวโน้มที่จะพูดติดอ่างได้มากกว่า
  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อควบคุมการพูด รวมถึงระบบประสาท ซึ่งมีหลักฐานบ่งชี้ว่าส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการควบคุมการเคลื่อนไหวของคำพูด มีการวิจัยพบว่าคนที่พูดติดอ่างประมวลผลภาษาแตกต่างจากผู้ที่ไม่มีความผิดปกติของคำพูด โดยจะมีปัญหาในการถ่ายทอดภาษาผ่านสมอง
  • พันธุกรรม  ดูเหมือนว่าการพูดติดอ่างอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่สืบทอดมาและประสบการณ์การพูดติดอ่างพบได้บ่อยในคนที่อยู่ครอบครัวเดียวกัน
ลูกพูดติดอ่าง
ลูกพูดติดอ่าง

เดิมเคยมีการลงความเห็นว่าการพูดติดอ่างอาจเกิดจากความเครียดเพราะเด็กที่พูดติดอ่างจะมีอาการมากขึ้นเมื่อเกิดความเครียด แต่ในทางกลับกันพบว่าเด็กที่มีปัญหาความเครียดรุนแรงหลายคนก็ไม่มีปัญหาพูดติดอ่าง  นอกจากนี้พังผืดใต้ลิ้น หรือ การไม่มีลิ้นไก่ หรือ ลิ้นไก่สั้น ไม่ได้เป็นสาเหตุของการพูดติดอ่างเช่นเดียวกัน

5 ความเข้าใจผิดเมื่อ ลูกไม่พูด..พูดช้า และ 6 วิธีฝึกลูกพูด

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพูดช้า ผิดปกติ?

ให้ ลูกเล่นเลอะเทอะ บ้างสิดี! เลอะแบบนี้ ดีต่อพัฒนาการ!

เคล็ดลับสำหรับผู้ปกครองเมื่อ ลูกพูดติดอ่าง

พ่อแม่เป็นผู้ที่มีอิทธิอย่างมากในการช่วยเหลือเด็กที่พูดติดอ่างเพราะพ่อแม่ควรเป็นคนที่ลูกรู้สึกสนิทใจมากที่สุดเมื่อแสดงออกทางการสื่อสาร ต่อไปนี้คือขั้นตอนบางส่วนที่พ่อแม่คุณสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือ

  1. พยายามพูดช้าๆและใจเย็นกับลูกที่พูดติดอ่าง กระตุ้นให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกัน
  2. พยายามรักษาบรรยากาศที่สงบเงียบที่บ้าน
  3. เอาใจใส่สิ่งที่ลูกพูด ไม่ใช่วิธีที่ลูกพูด นี้จะทำให้คุณต้องช้าลงและให้ความสนใจ อย่าแสดงอาการใจร้อนเมื่อลูกของคุณพยายามคุยกับคุณ
  4. ไม่ควรบอกลูกว่า  “พูดให้ช้าลงหน่อย” หรือ “พูดให้ชัดกว่านี้ได้ไหม”
  5. ลดการถามคำถามและการขัดจังหวะเมื่อลูกกำลังพูด
  6. อย่าเพ่งความสนใจไปที่การพูดติดอ่าง หรือความผิดปกติของคำพูดอื่นๆ ของลูกมากเกินไป
  7. พยายามหาเวลาใกล้ชิดพูดคุยกับลูกในแต่ละวันแบบตัวต่อตัว

ลูกมีเพื่อนทิพย์! เพื่อนในจินตนาการ ชอบพูดคนเดียวปกติไหม?

วิธีพูดกับลูกด้วย ภาษาเด็กเล็ก ช่วยลูกพูดไว สื่อสารได้เร็ว!

7เทคนิคเลี้ยงลูกให้มั่นใจด้วยคำชมและ คำพูดให้กำลังใจ

ผลกระทบเมื่อการพูดติดอ่างไม่หายไปเมื่อเด็กโตขึ้น

การพูดติดอ่างสามารถนำไปสู่ :

  • ปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น
  • กังวลเรื่องการพูดต่อหน้าคนอื่น หรือการพูดในที่สาธารณะ
  • ไม่พูดหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องพูด
  • สูญเสียการมีส่วนร่วมและความสำเร็จทางสังคม โรงเรียน หรือการทำงาน
  • โดนล้อเลียนกลั่นแกล้ง
  • ความนับถือตนเองต่ำ

เมื่อใดควรไปพบแพทย์ หรือนักพยาธิวิทยาภาษาพูด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า การพูดติดอ่าง เป็นเรื่องปกติของเด็กอายุระหว่าง 2 ถึง 6 ปี และจะดีขึ้นเอง อย่างไรก็ตามการพูดติดอ่างที่ยังคงมีอยู่ อาจต้องได้รับการรักษา เพื่อปรับปรุงความคล่องแคล่วในการพูดให้เป็นปกติพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนอาจไม่สบายใจ หรือสะดวกใจที่จะแสวงหาการบำบัดการพูดสำหรับลูกที่พูดติดอ่าง ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น ไม่อยากเพิ่มความประหม่าในตนเองของบุตรหลานเกี่ยวกับความผิดปกติของคำพูด ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าหากลูกของคุณอายุเกิน 3 ขวบ และพูดติดอ่างมาสามถึงหกเดือน ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ นั่นเป็นเพราะว่าเด็กงอาจมีปัญหามากกว่าพัฒนาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว ซึ่งหากลูกมีปัญหาต่อไปนี้ ควรพิจารณาในเรื่องของการบำบัดรักษา

  • พูดติดอ่างติดต่อกันนานเกินกว่าหกเดือน
  • พูดติดอ่างบ่อยขึ้นหรือต่อเนื่องเมื่อเด็กโตขึ้น
  • เกิดขึ้นพร้อมกับอาการกล้ามเนื้อตึงหรือพูดลำบากอย่างเห็นได้ชัด
  • ส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • ทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือปัญหาทางอารมณ์ เช่น กลัวหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องพูด

ลูกพูดติดอ่าง

หานักบำบัดการพูดที่เชี่ยวชาญเรื่องการพูดติดอ่าง นักบำบัดสามารถช่วยตัดสินใจได้ว่าลูกของคุณพร้อมที่จะเข้ารับการบำบัดรักษาหรือไม่ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่พูดติดอ่างเป็นเวลานานจะได้ประโยชน์จากการบำบัดด้วยการพูด และได้ผลลัพธ์ในการบำบัดรักษาที่ค่อนข้างดี  ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร การบำบัดด้วยคำพูดจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับบุตรหลานของคุณในขณะที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับการพูดติดอ่างและพัฒนาทักษะด้านการพูดต่อไป

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : mayoclinic.org , webmd.com , healthline.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทำไมลูกพูดไม่หยุด ลูกพูดมาก เป็นเพราะอะไร ควรกังวลไหม

10 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด เมื่อลูกพูดช้าเพราะแม่รู้ใจเกินไป!!

วิจัยชี้! แค่มองตาลูกก็กระตุ้น ทักษะด้านภาษา ได้แล้ว!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปั๊มน้ำนม power pumping

วิธี ปั๊มน้ำนม แบบ power pumping เพิ่มน้ำนมได้จริงหรือ?

ปั๊มน้ำนม วิธีไหนที่สามารถเพิ่มน้ำนมแม่เป็นทวีคูณ วิธี power pumping (pp) ช่วยเพิ่มน้ำนมได้ดีกว่าแบบปกติจริงหรือ แม่น้ำนมหด น้ำนมน้อย มามุงกันได้เลยที่นี่!

วิธี ปั๊มน้ำนม แบบ power pumping เพิ่มน้ำนมได้จริงหรือ?

มหัศจรรย์นมแม่

น้ำนมแม่ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์มากมายต่อลูกน้อย และรู้หรือไม่ว่า ในนมแม่นั้นยังมีความจำเพาะกับแม่และลูก นมแม่ที่ผลิตขึ้นในแต่ระยะการเจริญเติบโตของลูกน้อยนั้น จะมีปริมาณสารอาหารที่แตกต่างตามความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงวัยของเด็ก นอกจากนั้นระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่สมบูรณ์ ทารกจะมีภูมิคุ้มกันโดยรับแอนติบอดี้ต่างๆ ตามที่แม่สร้างขึ้นผ่านทางนมแม่ นมแม่จึงช่วยให้ทารกสามารถปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องตนเองจากสภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้ นมแม่จึงถือเป็นอาหารและยาที่ดีที่สุดของลูก

น้ำนมแม่มหัศจรรย์
น้ำนมแม่มหัศจรรย์

การปั๊มน้ำนม เป็นวิธีเก็บสำรองนมแม่ที่สะดวก ประหยัดเวลาในการให้นมลูก  และยังช่วยให้คุณแม่หมดกังวลเรื่องปริมาณนมที่อาจไม่เพียงพอเมื่อให้นมจากเต้า สามารถเก็บไว้ให้ลูกได้ดื่มภายหลังช่วยให้ไม่ขาดตอน นอกจากนี้ ในกรณีที่ไม่ว่างหรือต้องไปทำงานนอกบ้าน ผู้ที่รับหน้าที่แทนก็ป้อนนมให้เด็กได้ทันที สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรเรียนรู้วิธีการปั๊ม และการเก็บรักษานม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกน้อยได้รับนมที่มีคุณภาพ และยังเป็นผลดีต่อสุขภาพเต้านมของตัวคุณแม่เองด้วย

การปั๊มนมยังมีข้อดีอีกหลายประการ เช่น

  • ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนม ส่งผลให้คุณแม่มีปริมาณน้ำนมเพิ่มมากขึ้น
  • ช่วยเก็บสำรองนมแม่ไว้ให้ทารก ในกรณีที่คลอดก่อนกำหนดหรือแม่ให้นมจากเต้าโดยตรงไม่ได้
  • ช่วยเก็บสำรองนมแม่ ในกรณีที่แม่อาจต้องหยุดให้นมเนื่องจากใช้ยาหรือรับการรักษาที่ส่งผลต่อคุณภาพและการปนเปื้อนของน้ำนมแม่
  • ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการคัดเต้านม แต่หากปั๊มนมมากเกินไปในช่วงที่คัดเต้านมอาจทำให้อาการเจ็บยิ่งรุนแรงขึ้นได้

ควรเริ่มปั๊มนมเมื่อใด ?

การปั๊มนมควรเริ่มหลังคลอดบุตร โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมไม่เพียงพอ อาจเริ่มปั๊มนมทันทีหลังคลอด เพราะจะช่วยให้น้ำนมไหลออกมามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้เด็กเรียนรู้การดูดนมจากขวดเร็วเกินไป เพราะอาจทำให้เด็กสับสนและติดดูดนมจากขวด ทว่าอาการนี้อาจไม่เกิดขึ้นเสมอไป เด็กบางคนปรับตัวได้ดี ทำให้ดูดนมจากเต้าและขวดนมสลับกันได้โดยไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ หากคุณแม่ไม่ได้เริ่มปั๊มนมตั้งแต่หลังคลอด และต้องกลับไปทำงานหลังครบกำหนดลาคลอด ควรเริ่มฝึกปั๊มนมอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้า โดยอาจปั๊มนมหลังจากให้นมลูกเรียบร้อยแล้วหรือปั๊มระหว่างให้นมเลยก็ได้ การฝึกปั๊มนมจะช่วยให้คุณแม่เรียนรู้วิธีปั๊มนมได้อย่างถูกต้อง และยังเป็นการเริ่มเก็บสำรองน้ำนมไว้สำหรับลูกน้อยเมื่อถึงเวลาต้องกลับไปทำงาน

ข้อมูลอ้างอิงจาก pharmacy.mahidol.ac.th/pobpad.com
ปั๊มน้ำนม ช่วยกระตุ้นเพิ่มนมแม่
ปั๊มน้ำนม ช่วยกระตุ้นเพิ่มนมแม่

Power Pumping เทคนิคกระตุ้นน้ำนม..ปั๊มแล้วพักน้ำนมเพิ่ม

คุณแม่ที่น้ำนมน้อย หรือน้ำนมหดน้อยลง อาจเนื่องด้วยภารกิจที่ยุ่งเหยิงประจำวันทำให้จำใจต้องปล่อยให้เต้านมคัดอยู่บ่อยครั้ง จนปริมาณน้ำนมลดน้อยลง วันนี้ ทีมแม่ ABK ได้นำเทคนิคปั๊มนมแบบใหม่ ปั๊มแล้วพัก เป็นเทคนิคการเพิ่มน้ำนมโดยวิธีการที่เรียกว่า power pumping(pp)
หลักการของ pp (power pumping) คือการเลียนแบบการดูดบ่อย ๆ ของลูกในช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว หรือบางครั้งที่ลูกป่วยรับประทานอาหารอื่นไม่ได้เลย จึงเกาะเต้าแม่ดูดนมแม่ตลอดเวลา เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 2-3 วันในช่วงที่ป่วย ทำให้คุณแม่ทราบว่าหลั่งจากนั้นปริมาณน้ำนมจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน หรือเรียกได้ว่าเป็นการหลอกร่างกายให้ผลิตน้ำนมด้วยการปั๊มน้ำนมนั่นเอง
 5 วิธีการเพิ่มน้ำนมแบบ PP  
การทำ pp มีหลายวิธี  หลายสูตร ซึ่งทั้งหมดก็อาศัยหลักการคือ ทำการปั๊มน้ำนมบ่อย ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของวัน ปั๊มแล้วพัก เพื่อกระตุ้นน้ำนม

วิธีที่ 1 ปั๊มสองข้าง วันละรอบ สูตร 20:10:10:10:10

วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อาจเพราะระยะเวลาในการปั๊มน้ำนมเพียงวันละหนึ่งรอบ แต่คุณแม่ต้องมีอุปกรณ์ปั๊มนม 2 เครื่อง เพื่อใช้ในการปั๊มทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน โดยมีวิธีการทำ ดังนี้
  1. เตรียมเครื่องปั๊มนม 2 เครื่อง โดยทำการปั๊มน้ำนมสองข้างพร้อมกัน
  2. รอบในการปั๊มใช้สูตร ปั๊ม 2 ข้างปั๊มนาน 20 นาที พัก 10 นาที ปั๊ม 10 นาที พัก 10 นาที ปั๊ม 10 นาที รวมเป็นเวลา 60 นาทีต่อการทำ pp 1 รอบ เพียงวันละรอบ
  3. จำเป็นต้องปั๊มนมให้เกลี้ยงเต้า ป้องกันการเกิดท่อน้ำนมอุดตัน อาจใช้มือบีบให้เต้าเกลี้ยง และยังเป็นการช่วยให้สร้างน้ำนมใหม่ได้อย่างเต็มที่ในครั้งต่อไป
  4. ทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน ประมาณ 3-7 วัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าน้ำนมมาเพิ่มขึ้น

    ปั๊มน้ำนม เพิ่มน้ำนมให้ลูกมีกินไม่ขาดตอน
    ปั๊มน้ำนม เพิ่มน้ำนมให้ลูกมีกินไม่ขาดตอน

วิธีที่ 2  ปั๊มสูตร 10:10:10 x 2 รอบ

วิธีนี้จะดีต่อคุณแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่มีเวลาต่อเนื่องถึง 1 ชั่วโมง แบบวิธีแรก โดยการแบ่งปั๊มเป็น 2 รอบ ครั้งละเพียง 30 นาที ดังนี้
  1. เตรียมเครื่องปั๊มน้ำนม 2 เครื่อง โดยทำการปั๊มทั้งสองข้างพร้อมกัน
  2. ปั๊มน้ำนมเป็นรอบ โดยปั๊มรอบหนึ่งแล้วพัก หรือเริ่มปั๊มอีกรอบตามเวลาที่สะดวก
  3. รอบในการปั๊มใช้สูตร ปั๊ม 2 ข้างโดยปั๊ม 10 นาที พัก 10 นาที ปั๊ม 10 นาที รวมเป็นเวลา 30 นาทีต่อการทำ pp 1 รอบ
  4. ทำแบบนี้ 2 รอบต่อวัน ทำต่อเนื่องทุกวัน

วิธีที่ 3 ปั๊มพร้อมนำลูกเข้าเต้า

สำหรับวิธีนี้เหมาะกับบ้านไหนที่มีเครื่องปั๊มนมเพียงเครื่องเดียว หรือคุณแม่ที่มีเวลาอยู่กับลูก สามารถนำลูกเข้าเต้าได้ ก็สามารถใช้วิธีปั๊มข้างหนึ่ง ขณะที่ให้ลูกดูดนมอีกหนึ่งข้าง ปั๊มนานเท่าเวลาที่ลูกดูดจนอิ่มเกลี้ยงเต้า ทำต่อเนื่องทุกวัน หากคุณแม่ที่กลัวลูกดูดนมข้างเดียวไม่อิ่ม หรือน้ำนมน้อย ก็สามารถให้ลูกดูดนมข้างแรกก่อน เมื่อสลับไปอีกข้างจึงค่อยนำเครื่องปั๊มนมมาปั๊มข้างที่ลูกดูดไปแล้วก็ได้เช่นกัน

วิธีที่ 4 เครื่องปั๊ม+ ขวดสูญญากาศ

เป็นวิธีสำหรับคุณแม่ที่มีเครื่องปั๊มเพียงเครื่องเดียว และไม่ได้อยู่กับลูก ไม่สามารถนำลูกเข้าเต้าได้ตลอด ก็ยังสามารถเพิ่มน้ำนมด้วยวิธี ppนี้ได้เช่นกัน โดยการปั๊มข้างขวา 10 นาทีส่วนข้างซ้ายเอาขวดสูญญากาศมาแปะเอาไว้ ต่อมาย้ายมาปั๊มข้างซ้ายนาน 10 นาทีย้ายขวดสูญญากาศมาแปะไว้ที่ด้านขวา ต่อมาย้ายกลับมาปั๊มที่ข้างขวา รวมทั้งสิ้นหกรอบ รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง

ปั๊มน้ำนม วิธี pp ช่วยเพิ่มน้ำนม
ปั๊มน้ำนม วิธี pp ช่วยเพิ่มน้ำนม

วิธีที่ 5 ปั๊มน้ำนมปกติ แต่เพิ่มความถี่

เป็นเรื่องปกติที่แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะต้องทำการปั๊มน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกได้มีน้ำนมตลอด วิธีการปั๊มนมวิธีนี้จะคล้ายการปั๊มนมปกติ แต่ทำถี่ขึ้น จากทุก 3-4 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็นทุก 1-2 ชั่วโมง เป้าหมายคือปั๊มให้ได้ 10 ครั้งต่อวัน ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 วันโดยมีวิธีการ ดังนี้
  1. ถ้าเลือกปั๊มนมทุก 1 ชั่วโมง ให้ปั๊มนาน 10 นาที
  2. ถ้าเลือกปั๊มนมทุก 2 ชั่วโมง ให้ปั๊มนาน 15 นาที
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าคุณแม่จะเลือกวิธีแบบไหน เป้าหมายหลักของการเพิ่มน้ำนมด้วยวิธี pp นี้ คือการกระตุ้น ปั๊มนมให้ได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปั๊มนมแบบ pp ไม่ได้ใช้เวลาทั้งวัน คุณแม่บางคนอาจเลือกเวลาที่สะดวก ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป เช่น เวลาที่ลูกหลับ ไม่ว่าจะเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนหรือตอนเช้ามืด หรือบางคนใช้วิธีมาถึงที่ทำงานก่อนเวลาเพื่อทำ pp หรือบางคนใช้เวลาพักเที่ยง 1 ชั่วโมงทำ pp ไปด้วยทานข้าวกลางวันไปด้วย เป็นต้น
power pumping เพิ่มน้ำนม?
power pumping เพิ่มน้ำนม?

ปั๊มน้ำนม แบบ power pumping เพิ่มน้ำนมได้จริงหรือ?

กับระยะเวลาในการปั๊มน้ำนม 1 ชั่วโมงต่อรอบ ถือว่าต้องใช้เวลาพอสมควร ทำให้คุณแม่อยากรู้ว่าวิธีนี้จะเพิ่มน้ำนมได้จริงไหม? ก่อนอื่นเรามาดูปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการเพิ่มน้ำนม ดังนี้

  • เด็กอายุเกิน 5 เดือน ปริมาณน้ำนมแม่มักจะอยู่ตัว อาจส่งผลให้การเพิ่มน้ำนมไม่ชัดเจนเท่ากรณีที่ลูกอายุน้อยกว่านี้ แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเพิ่มน้ำนมแม่ด้วยวิธีนี้เลย เพียงแต่โอกาสในการสำเร็จจะน้อยลงเท่านั้น
  • พยายามทำให้น้ำนมออกมาได้เกลี้ยงเต้า หลังการปั๊มนมทุกครั้งควรใช้มือบีบไล่น้ำนมออกให้เกลี้ยงเต้า ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ดีกว่า
  • หลักการสำคัญของการกระตุ้นเพิ่มน้ำนมวิธีนี้อยู่ที่การทำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดควรมีเวลาทำติดต่อกัน 3 วัน ส่วนมากจะเห็นผลในการทำติดต่อกัน 7 วันขึ้นไป
  • หากคุณทำทุกวิธีการแล้วยังคงไม่สามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมจากเดิมได้ คุณแม่อาจอยู่ใน 5% ของผู้หญิงที่มีปริมาณต่อมน้ำนมน้อย แต่การกระตุ้นน้ำนมด้วยวิธี pp ก็สามารถช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมเต็มขีดความสามารถของร่างกายแล้ว คิดเสียว่าการที่ลูกได้รับนมแม่บ้าง แม้ต้องเสริมด้วยนมผง ก็ยังดีกว่าการที่ลูกไม่ได้รับนมแม่เลย

นอกจากปัจจัย และวิธีการที่ถูกต้องในการกระตุ้นเพิ่มน้ำนมแม่ด้วยวิธี power pumping ที่เราได้มอบให้คุณแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว ทางทีมแม่ ABK ขอเป็นกำลังใจแก่คุณแม่ทุกท่านที่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกน้อย ให้สามารถทำได้ประสบความสำเร็จสมดั่งตั้งใจ และนอกจากกำลังใจที่มีให้แล้ว เรายังมีเคล็ดลับดี ๆ จากคุณหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด มากฝากกัน เพื่อให้การทำ power pumping เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่ายขึ้น

แม่จ๋า อย่าพึ่งเครียด อาจทำให้น้ำนมหด
แม่จ๋า อย่าพึ่งเครียด อาจทำให้น้ำนมหด
เคล็ดลับทำให้ pp เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่ายขึ้น
  1. หากตารางการปั๊มนมเป็นการปั๊มแบบปกติ การล้างและนึ่งอุปกรณ์ทุกครั้งหลังใช้ เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าเป็นการทำ pp ซึ่งเป็นการปั๊มทุก 10 นาที อนุโลมให้ล้างและนึ่งเหมือนปกติ เวลาที่ไม่ได้ใช้ ให้เก็บในภาชนะสะอาดและเข้าตู้เย็นหรือกระเป๋าเก็บความเย็น และล้างมือทุกครั้งก่อนทำการปั๊มนมหรือให้นมลูก

  2. ใช้เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบบ 2 ข้าง ถึงแม้ว่าการมีแบบข้างเดียวก็ทำ pp ได้ แต่ผลลัพธ์ไม่ดีเท่า 2 ข้าง

  3. ใช้เสื้อในแบบให้นมโดยไม่ต้องจับ จะทำงานอื่นไปด้วยได้

  4. หลังทำ pp ควรบีบด้วยมือต่อให้เกลี้ยงเต้า

  5. ก่อนปั๊มทุกครั้ง ควรทาลาโนลินบางๆเคลือบลานนมหัวนม เพื่อป้องกันไม่ให้บาดเจ็บจากการใช้งานหนัก

  6. เวลาปั๊มอย่ามองปริมาณน้ำนมในขวด จะได้ไม่เครียด ความเครียดจะทำให้น้ำนมลด!!! ให้ดูซีรีย์หรืออ่านหนังสือที่ชอบ

  7. การเลือกเวลาที่ทำ pp ให้เลือกเวลาที่ลูกหลับหรือมีคนอื่นอยู่คอยดูแลลูกแทน จะได้ไม่ถูกขัดจังหวะแผนการปั๊มตามเวลา

  8. จำไว้ว่า pp คือการเลียนแบบพฤติกรรมทารกที่บางครั้งขอกินตลอดเวลา เช่น ช่วง growth spurt หรือช่วงป่วยแล้วทานอาหารอื่นไม่ได้เลย คุณแม่แต่ละท่านจะเลือกวิธีใดก็ได้ที่เหมาะสมกับบริบทของตัวเอง หรือจะลองทำทุกๆวิธีแล้วเปรียบเทียบดูว่า วิธีไหนเหมาะกับตัวเอง

  9. อย่าสูญเสียความหวัง บางคนน้ำนมเพิ่มขึ้นภายในเวลาไม่กี่วัน บางคนนานถึง 2 สัปดาห์ ขอให้ทำต่อเนื่อง ดื่มน้ำและทานอาหารให้ครบ

  10. ชื่นชมตัวเองว่า คุณเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณทำดีที่สุดแล้ว คุณรักลูกไม่น้อยกว่าคุณแม่ท่านอื่นที่มีน้ำนมให้ลูกกินมากมาย

ข้อมูลอ้างอิงจาก FB: สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

4 วิธีกระตุ้นนมแม่ อย่างได้ผลดี ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บ

ตารางความถี่ในการให้นมลูก คัมภีร์ป้อนนม เพื่อแม่มือใหม่โดยเฉพาะ!

ทำอย่างไรดี ? ท่อน้ำนมอุดตันเพราะ “ไวท์ดอท (white dot)” !!

9 ผลไม้เพิ่มน้ำนม แม่หลังคลอดน้ำนมน้อย ต้องกิน!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Shizenlabs Innogro™

ชิเซนแลบ อินโนโกร (Shizenlabs Innogro™) ผสานคุณค่าธรรมชาติกับวิทยาศาสตร์ เป็นเซรั่มและแชมพู ลดปัญหาผมร่วง ผมบาง สุดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น

สิงหาคม 2564 – ‘ชิเซนแลบ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™) เซรั่มและแชมพู ลดปัญหาผมร่วง ผมบาง สุดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น โดย บริษัท บอดี้ เวิร์คส์ จำกัด ผู้เชี่ยวด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะประเทศไทย นำเสนอคอนเซ็ปต์  ชิเซนแลบ ไม่เคยทิ้งผม …ผมก็จะไม่ทิ้งคุณ” โดยเปิดตัว นักแสดงหนุ่ม “ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด เพื่อตอกย้ำผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเยี่ยม ที่ช่วยเสริมบุคลิกและสร้างความมั่นใจในทุกกิจกรรมของผู้ชาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีเส้นผมหนา ดกดำ สุขภาพดีนั้น เป็นส่วนหนึ่งให้เขายืนหนึ่งในตำแหน่งพระเอกตลอดกาล

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ‘ชิเซนแลบ’ (Shizenlabs) คือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ‘ชิเซน’ (Shizen) หมายถึง ‘ธรรมชาติ’ ในภาษาญี่ปุ่น เมื่อหลอมรวมกับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ‘อินโนโกร’ Innogro™ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตจนกลายมาเป็น ‘ชิเซนแลบ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™) ผลิตภัณฑ์จากความมุ่งมั่น พิถีพิถันสร้างสุขภาพจากภายใน สู่ภายนอก เพราะมนุษย์เรานั้น ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างมีพลัง สุขภาพที่ดีอย่างสมบูรณ์ยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนล้วนต้องการสิ่งที่มาจากธรรมชาติเป็นหลัก เพราะปราศจากผลกระทบจากสารเคมี

ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะสุดพรีเมียม ‘ชิเซนแลบ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™)  ยึดหลักแนวคิด ‘อินโนโกร’ (Innogro™) ผสานคุณค่าทางวิทยาศาสตร์จากฝั่งตะวันตก และสมุนไพรจากฝั่งตะวันออกเพื่อที่จะขจัดต้นตอต่างๆของปัญหาผมหลุดร่วงผมบาง นอกจากนี้ Shizenlabs ยังได้คัดสรรสารสกัดธรรมชาติจากแหล่งที่ดีที่สุด นำมาสกัดคุณค่าบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านมาตรฐานการผลิตของญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่า ‘ประสิทธิภาพต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยเสมอ’ จึงเกิดเป็นนวัตกรรมสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งคุณค่าจากธรรมชาติแต่ละหยด ในระดับโมเลกุลที่ลงลึก จะช่วยปรับสมดุล ผลัดเซลล์ และแก้ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ ‘ชิเซนแลบส์ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™)  ยังถ่ายทอดศิลปะธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์บ่งบอกถึงสุนทรียศาสตร์ และความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้งาน เช่น หัวลูกกลิ้งของเซรั่ม ที่จะช่วยให้สะดวกขึ้นเวลาใช้ โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องนวด ดูดซึมเซรั่มเข้าสู่หนังศีรษะอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งมอบคุณค่าจากเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมชาติที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ และสร้างความรู้สึกดีทุกครั้งที่สัมผัส

‘ชิเซนแลบ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™) แชมพูและเซรั่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ได้นำส่วนผสมหลักสุดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ปาล์มเลื่อย (Saw Palmetto) มีคุณสมบัติป้องกันการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชายเป็น DHT ช่วยแก้ปัญหาการหดตัวของรูขุมขน โสม (Panax Ginseng Root) เพิ่มการไหลเวียนโลหิต กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม ป้องกันการเปลี่ยนแปลงฮอรโมนเพศชายเป็น DHT สำหรับ สึบากิ (Tsubaki) สารต้านอนุมูลอิสระ ให้ความชุ่มชื้นแก่หนังศีรษะลดการอักเสบ ทำความเส้นผมให้สะอาดสดชื่น และถั่วเหลือง (Soyamine) อุดมด้วยสารไอโซฟลาโวน กระตุ้นการสร้างเซลล์เส้นผม ป้องกันการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชายเป็น DHT นอกจากส่วนผสมหลักแล้วยังมีสมุนไพรสุดพรีเมี่ยมอีก 14 ชนิด เช่น น้ำมันเมล็ดทานตะวัน, เมนทอล, เมล็ดกาแฟ, น้ำมันเปลือกส้ม, น้ำมันมะกรูด, น้ำมันอาร์แกน, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์ม, น้ำมันแมคคาเดเมีย, น้ำมันมะกอก, มดยอบ, ใบโรสแมรี่, พุดแสงอุษาและไบโอติน

*** DHT – Dihydrotestosterone ฮอร์โมนเพศชาย มีหน้าที่พัฒนาลักษณะทางเพศของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นการมีขนบริเวณต่างๆ ของร่างกาย การมีเสียงที่ทุ้มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และที่สำคัญทำให้เกิดอาการศีรษะล้าน-เถิกขึ้นได้

 

‘ชิเซนแลบ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™)

3 ผลิตภัณฑ์ลดผมร่วง ผมบาง ด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่น

 

 

Shizenlabs Innogro™

Shizenlabs Innogro™ Anti-Hair Loss Serum for Men

ขนาด 40 มล. ราคา 1,590 บาท

ชิเซนแลบ อินโนโกร เซรั่มบำรุงผม ลดผมร่วง ผมบางสำหรับผู้ชาย โดยนวัตกรรมการผลิตจากญี่ปุ่น อุดมสารสกัดธรรมชาติจากแหล่งที่ดีที่สุด อาทิ ปาล์มเลื่อย, โสม และส่วนผสมสมุนไพร 3 ชนิด ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ลดปัญหาผมหลุดร่วงและเร่งการเจริญเติบโต เซรัมมาในบรรจุภัณฑ์รูปแบบของโรลเลอร์บอล จึงตรงเข้าสู่หนังศีรษะและแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมได้ดี

 

 

Shizenlabs Innogro™

Shizenlabs Innogro™ Anti-Hair Loss Serum for Women

ขนาด 40 มล. ราคา 1,590 บาท

เซรั่มบำรุงผม ลดผมร่วง ผมบางสำหรับผู้หญิง โดยนวัตกรรมการผลิตจากญี่ปุ่น พร้อมสารสกัดธรรมชาติจากแหล่งที่ดีที่สุด  อาทิ ปาล์มเลื่อย, โสม และส่วนผสมสมุนไพร 3 ชนิด ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ลดปัญหาผมหลุดร่วงและเร่งการเจริญเติบโต มาในรูปแบบของโรลเลอร์บอล จึงตรงเข้าดูแลเส้นผมและหนังศีรษะได้ง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมได้ดี

 

 

Shizenlabs Innogro™

Shizenlabs Innogro™ Anti-Hair Loss Shampoo

ขนาด 200 มล. ราคา 590 บาท

แชมพู ลดผมร่วง สำหรับทุกสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ ด้วยนวัตกรรมการผลิตสุดทันสมัยจากประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมสารสกัดที่ให้คุณประโยชน์สูงสุด อาทิ สึบากิ, ถั่วเหลือง และสมุนไพร 14 ชนิด จึงช่วยให้ผมนุ่มสลวย หวีง่าย ไม่ชี้ฟู  ปกป้องและฟื้นฟูสภาพเส้นผมและหนังศีรษะให้สุขภาพแข็งแรง ที่สำคัญช่วยลดปัญหาการหลุดร่วงของเส้นผม ป้องกันไม่ให้เส้นผมถูกทำลายและเสียสมดุล พร้อมกลิ่นหอมและเย็นสดชื่นทันทีที่ใช้

สามารถซื้อ ‘ชิเซนแลบ อินโนโกร’ (Shizenlabs Innogro™) เซรั่มและแชมพู สุดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่นได้แล้ววันนี้ที่ ห้ามสรรพสินค้าสยามทาคาชิมายะ (Siam Takashimaya) และช่องทางออนไลน์ www.shizenlabs.com , Shopee และ Lazada

 

 

 

ผู้ชายติดโควิด

แพทย์เผย! ผู้ชายติดโควิด เสี่ยงเซ็กส์เสื่อมกว่าเดิม 6 เท่า!

ผู้ชายติดโควิด – เหมือนว่าเมื่อเวลาผ่านไป จะมีข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับโคโรนาไวรัสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะว่าหลังจากการระบาดใหญ่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในหลายประเทศต่างทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของไวรัส โดยการวิจัยมากมายแสดงความกระจ่างเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสต่อร่างกายของมนุษย์โดยรวม แต่ล่าสุดจากผลการวิจัยเผยว่าสุขภาพทางเพศ และอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้ชายอาจได้รับผลกระทบในระยะยาวจากไวรัสร้ายตัวนี้ด้วย

แพทย์เผย! ผู้ชายติดโควิด เสี่ยงเซ็กส์เสื่อมกว่าเดิม 6 เท่า!

เว็บไซต์ webmd.com มีการเปิดเผยผลวิจัย ของนักวิจัยในอิตาลี นำโดย ศาสตราจารย์เอ็มมานูเอลเล่ เอ. ยานนีนี ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและการแพทย์ด้านเพศวิทยา มหาวิทยาลัยโรม ทอร์เวอร์กาต้า กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยงานวิจัยได้ตีพิมพ์ในวารสารแอนโดรโลยี (Andrology) ระบุว่า ผู้ชายที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือโรคอีดี (Erectile dysfunction) ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวพอที่จะมีสัมพันธ์ทางเพศได้

งานวิจัยดังกล่าวได้ทำการสำรวจผ่านทางระบบออนไลน์ Sex@COVID ในประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 7 เมษายน ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามจำนวน 6,821 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นชาย 2,644 คน หญิง 4,177 คน

โดยผลการวิจัยพบว่ามีชายที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มีลักษณะแสดงอาการของโรคอีดี มากถึง 28 เปอร์เซ็นต์ โดยมากกว่า ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการของโรคซึ่งพบอยู่เพียง 9.33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อโควิดทำให้เสี่ยงต่อการมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกือบ 6 เท่า โดยคำนวณตัวเลขออกมาได้ที่  5.66 เท่าด้วยกัน

ผู้ชายติดโควิด
ผู้ชายติดโควิด

สำหรับตัวเลขเบื้องต้นยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีอาการของโรคอีดี อาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าคนทั่วไป โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่า ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่าผู้ที่เคยมีอาการอีดีหรืออาการทรุดลง ควรทำการกักตัวและตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อความปลอดภัย โดยมีการตั้งสมมุติฐานว่า ไวรัสโควิด-19 อาจเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือทำให้อาการแย่ลง

นอกจากนี้ยังมีนักวิจัย ในสหรัฐอเมริกานำทีมโดย ดร.ไรอัน เบิร์กลุน แพทย์ผู้ชำนาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ กำลังร่วมมือทำการศึกษาว่าการรอดชีวิตจาก COVID-19 อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การวิจัยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสามประการที่สามารถนำไปสู่การเริ่มมีอาการ ED หรือสมรรถภาพทางเพศเสื่อมในผู้ชายที่ติดเชื้อไวรัส ได้มีดังต่อไปนี้

1. ผลกระทบของหลอดเลือด

สมรรถภาพทางเพศเป็นตัวทำนายของโรคหัวใจ ดังนั้นเราจึงรู้ว่าระบบหลอดเลือดและระบบสืบพันธุ์เชื่อมต่อกัน เราทราบด้วยว่าโควิด-19 ทำให้เกิดการอักเสบได้มากทั่วร่างกาย โดยเฉพาะในหัวใจและกล้ามเนื้อรอบข้าง ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงองคชาตอาจอุดตันหรือแคบลงอันเป็นผลมาจากสภาพของหลอดเลือดใหม่หรือแย่ลงซึ่งเกิดจากไวรัส

2. ผลกระทบทางจิตใจ

กิจกรรมทางเพศสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสุขภาพจิต ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากไวรัสและการระบาดใหญ่อาจเชื่อมโยงกับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและอารมณ์ไม่ดี

3. สุขภาพโดยรวมเสื่อมโทรม

อีดี มักเป็นอาการของปัญหาพื้นฐาน ผู้ชายที่มีสุขภาพไม่ดี มีความเสี่ยงมากขึ้นในการพัฒนาอาการของภาวะอีดีและมีปฏิกิริยารุนแรงต่อ COVID-19 เนื่องจากไวรัสสามารถก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพได้มากมาย สุขภาพที่ไม่ดีโดยทั่วไป จึงเป็นสาเหตุสำคัญของความกังวลเกี่ยวกับอีดี และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

“การหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสุขภาพโดยรวม” ดร.ไรอัน เบิร์กลุน อธิบาย

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อายุน้อยและมีสุขภาพดี ซึ่งพัฒนาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างกะทันหัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมี COVID-19 นี่อาจเป็นสัญญาณของบางสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้นเกิดขึ้น”

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการวิจัยคือความเสียหายของลูกอัณฑะที่อาจเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อ COVID-19 ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าความเสียหายนั้นเป็นแบบถาวร ชั่วคราว หรืออาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ซึ่งอายุยังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงในการพัฒนาทั้งภาวะ ED และกรณีที่รุนแรงของ COVID-19

ผู้ชายติดโควิด

“มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าอาจมีผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดและผลทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกิดจากโควิด-19 แต่คำตอบก็คือ ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าผลกระทบระยะยาวทั้งหมดคืออะไร” ดร.เบิร์กลุนด์ กล่าว “เราทราบดีว่าไวรัสสามารถทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้หลายวิธี แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก ก่อนที่เราจะทราบผลได้อย่างแน่นอน”

เรายังคงเรียนรู้เกี่ยวกับความเสียหายระยะยาวที่ไวรัสสามารถก่อขึ้นได้ ดร.เบิร์กลันด์กล่าวว่า เราเพิ่งเริ่มเข้าใจถึงภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวที่ไวรัสสามารถทำให้เกิดได้ ซึ่งรวมถึง ลิ่มเลือด ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท ความเสียหายต่อหัวใจ ปอด ไต และตอนนี้ ผลเสียต่อสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์ของผู้ชาย ผู้ป่วยจำนวนมากยังต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเป็นเวลาหลายเดือน แม้ว่าจะมีสุขภาพที่แข็งแรงดีมาก่อนก็ตาม

“การศึกษาครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างที่สำคัญของการไม่รู้ถึงผลกระทบระยะยาวของไวรัสเพียงพอ” ดร. เบิร์กลุนด์กล่าว “ต้องใช้เวลาและการวิจัยมากขึ้นจนกว่าเราจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้น” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัย รับการฉีดวัคซีนเมื่อคุณมีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และปกป้องคนรอบข้าง

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : webmd.com , health.clevelandclinic.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผู้เชี่ยวชาญคาด อนาคตโควิดจะกลายเป็น โรคระบาดในเด็กเล็ก

งานวิจัยชี้! เด็กป่วยโควิด ส่วนใหญ่หายเป็นปกติได้ภายในหนึ่งสัปดาห์

แม่แชร์ เมื่อลูกติดโควิด! วิธีรักษา Home Isolation เด็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตรวจสุขภาพ

เด็กแต่ละวัย แรกเกิด-6 ปี ควร “ตรวจสุขภาพ” อะไรบ้าง?

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกน้อยคลอดออกมา คุณหมอตรวจอะไรบ้าง และเด็กแต่ละวัยควรได้รับการ “ตรวจสุขภาพ” ด้านไหน ช่วงไหนบ้าง? คุณหมอแป๊กกี้ เจ้าของเพจ Dr.Pakky หม่ามี้หมอเด็ก ได้สรุปข้อมูลการตรวจสุขภาพที่จำเป็นของเด็กแต่ละวัย ตั้งแต่แรกเกิด-6 ปีไว้ดังนี้

ตรวจสุขภาพ เด็กแรกเกิด ดูอะไรบ้าง?

1. ตรวจความสมบูรณ์ทั่วไปของอวัยวะภายนอก

น้ำหนัก ความยาว เส้นรอบศีรษะ เท้า ขา ข้อสะโพก เสียงปอด เสียงหัวใจ

2. ตรวจการได้ยิน

(ไม่ได้ตรวจทุกคนแต่ถ้าอยู่ในที่ที่สามารถตรวจการได้ยินได้ควรตรวจค่ะ) เนื่องจากในเด็กปกติจะพบมีความผิดปกติของการได้ยินได้ 1-2 คนต่อเด็ก 1000 คน

ที่แนะนำควรตรวจในกลุ่มเสี่ยงคือ

  • ตอนตั้งครรภ์ คุณแม่มีประวัติติดเชื้อไวรัส เช่น หัด ซีเอ็มวี เริม
  • มีประวัติบกพร่องทางการได้ยินในครอบครัว
  • มีความผิดปกติของรูปศีรษะ รูปหู มีติ่งหรือรูหน้าหู
  • หลังคลอดเด็กอยู่ ICU แล้วมีการใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • มีประวัติให้ยาบางตัวที่มีพิษต่อหู
  • เด็กตัวเหลืองมากจนถึงต้องถ่ายเลือด

3. ตรวจเลือดคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์และโรค PKU

2 โรคนี้ต้องตรวจทุกคนค่ะ ทุกรพ.จะตรวจเลือดให้ก่อนลูกกลับบ้านอยู่แล้วค่ะ

4. ตรวจตา

(ไม่ได้ทำทุกคน) แต่แนะนำตรวจในกลุ่มเสี่ยง เช่น คลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคทางพันธุกรรมที่มีผลต่อตา

ตรวจสุขภาพเด็ก อายุ 9-12 เดือน

ตรวจสุขภาพทารก

1. ตรวจความสมบูรณ์ทั่วไป

น้ำหนัก ความยาว เส้นรอบศีรษะ เท้า ขา เสียงปอด เสียงหัวใจ

2. ตรวจคัดกรองพัฒนาการ, ออทิสติก

3. ตรวจเลือดคัดกรองภาวะซีดโลหิตจาง

4. ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี

เฉพาะเคสกรณีแม่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้และถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีครบแล้ว ก็มีโอกาส 4 % ที่ภูมิคุ้มกันไม่ขึ้นและต้องฉีดวัคซีนอีกรอบค่ะ

5. ตรวจเลือดคัดกรองภาวะตะกั่วเกิน (ตรวจอายุ 9 เดือน-2 ปี)

ตรวจเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น อาศัยอยู่ในเขตอุตสาหกรรม, ในครอบครัวมีการทำอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับตะกั่ว เช่น เครื่องประดับ ช่างประปา สี เครื่องยนต์ หลอมตะกั่ว กระสุน

6. ตรวจฟันโดยหมอฟัน

โดยทั่วไปแนะนำเมื่ออายุ 1 ปี ค่ะ

ตรวจสุขภาพเด็ก อายุ 1-3 ปี

การตรวจสุขภาพเด็กในช่วงวัยนี้จะเป็นการตรวจน้ำหนัก ส่วนสูง และพัฒนาการทั่วไป

ตรวจสุขภาพเด็ก อายุ 3-6 ปี ดูอะไรบ้าง?

ตรวจสุขภาพเด็ก

1. ตรวจความสมบูรณ์ทั่วไป

น้ำหนัก ความยาว เส้นรอบศีรษะ ขา เท้า เสียงปอด เสียงหัวใจ

2. ตรวจคัดกรองพัฒนาการ

เรื่องกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การเรียนรู้ สมาธิ

3. ตรวจวัดความดันโลหิต

เนื่องจากเราสามารถพบภาวะความดันโลหิตสูงในเด็กได้ 1.4-6 % โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น คลอดก่อนกำหนด , โรคหัวใจแต่กำเนิด , มีติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ , มีประวัติโรคไตในครอบครัว

4. ตรวจตา

ถ้าเป็นไปได้ แนะนำตรวจกับคุณหมอตาเด็กเมื่ออายุ 4-6 ปี แม้ไม่มีอาการอะไร คุณหมอตาจะตรวจหาภาวะตาขี้เกียจ ซึ่งพบได้ 2-4% ของเด็ก ตรวจค่าสายตา ตรวจการเห็นสี กล้ามเนื้อตา แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น กะพริบตาบ่อยๆ หยีตาเวลามอง เอียงหัวเวลามอง ควรไปตรวจเลยค่ะ

5. ตรวจฟัน เป็นประจำทุกปี

 

ด้วยรัก หมอแป๊กกี้ พญ.ฐิติมา คุรุพงศ์

#ดีดีคิดส์คลินิก #คลินิกเด็กศรีราชา

ที่มา : guideline in health supervision ราชวิทยาลัยกุมารแห่งประเทศไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ เตรียมพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว รวมถึง สอนให้ลูกน้อยรู้จักดูแลรักษาสุขภาพตนเอง เพราะร่างกายที่แข็งแรงเป็นต้นทุนชีวิตที่ดี สู่การเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ


ติดตามเรื่องราวน่ารู้ และมุมมองในการดูแลเด็ก กับคุณหมอแป๊กกี้

ได้ที่เพจ Dr.pakky หม่ามี้หมอเด็ก

หมอแป๊กกี้

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก มีความสำคัญอย่างไร?

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

อาการหนาวสั่นหลังคลอดลูก เกิดจากอะไร?

วัคซีนไข้หวัดใหญ่

7 กลุ่มเสี่ยง ฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี! ฉีดที่ไหน เช็คเลย!

ในช่วงโรคโควิดระบาด การฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ จะช่วยลดความเสี่ยงให้มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะผู้ป่วยอาจติดเชื้อทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้ กรมควบคุมโรคจึงเชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง เข้ารับบริการฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

7 กลุ่มเสี่ยง ฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี! ฉีดที่ไหน เช็คเลย!

โรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนผ่านทางการสัมผัสละอองฝอยของระบบทางเดินหายใจได้ โดยผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ ไปจนถึงมีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรือเกิดภาวะปอดอักเสบซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะติดเชื้อโรคทั้ง 2 ชนิดร่วมกันได้ ซึ่งอาจส่งผลให้มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นได้ ทีมแม่ ABK จึงขอนำข่าวจาก เพจไทยคู่ฟ้า ที่ได้เผยว่า

กรมควบคุมโรค เชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐใกล้บ้าน หรือ รพ.เอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ส.ค.64
โดยประชาชนที่ถือเป็น 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  2. เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี
  3. ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างรับเคมีบำบัด และเบาหวาน
  4. ผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. ผู้มีโรคธาลัสซีเมีย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ติดเชื้อ HIV มีอาการ
  7. ผู้มีน้ำหนักมากกว่า 100 กก. หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กก./ตร.ม.
การศึกษาในอเมริกา และจีน พบว่า ผู้ติดโรคโควิด-19 กว่า 60% เป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้อาการรุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงเป็นการลดโอกาสเกิดอาการรุนแรงเมื่อติดโรคโควิด-19
ฉีดวัคซีน
ฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยงจึงมีความจำเป็นในช่วงที่มีโรคโควิดระบาด แม่ท้อง เด็กเล็ก และทุกคนที่อยู่ใน 7 กลุ่มเสี่ยงนี้ สามารถไปฉีดวัคซีนได้ตามสถานที่ที่กล่าวไว้ข้างต้นกันได้ฟรีค่ะ และสำหรับประชาชนทั่วไปก็สามารถไปฉีดได้ตามโรงพยาบาลทั่วไปได้อีกด้วย นอกจากนี้ ทีมแม่ ABK ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่และระยะห่างในการฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และ วัคซีนโควิด มาฝากกันค่ะ

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

  • ไอ เจ็บคอ คัดจมูกหรือมีน้ำมูก
  • ปวดศีรษะ
  • มีไข้สูง
  • อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • หายใจหอบเหนื่อย เมื่อมีภาวะปอดอักเสบ

ข้อควรเฝ้าระวัง

  1. โรคไข้หวัดใหญ่มีอาการคล้ายกับโรคโควิด-19 มาก หากมีอาการควรพบแพทย์ทันที
  2. อาการเบื้องต้นไม่สามารถใช้ในการแยกโรคได้ จึงจำเป็นต้องใช้การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น
  3. การแพร่กระจายของโรคสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำมูก เสมหะ หรือการไอและจามได้เช่นเดียวกัน
  4. โรคไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดแทรกซ้อนกับโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต จึงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกัน

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

  1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์
  2. ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปื ในช่วงเดือนพฤษภาคมและตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่
  3. ประชาชนทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ โรคตับ โรคตวายเรื้อรัง เป็นต้น ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางระบบประสาท ผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคอ้วน และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ กับ วัคซีนโควิด ต้องฉีดห่างกันอย่างไร?

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

หลายคนยังสงสัย ว่าหากต้องฉีดวัคซีนทั้งไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน จะต้องฉีดห่างกันแค่ไหน มาดูกันค่ะ

  • ผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ โดยให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เดือน จึงค่อยฉีดวัคซีนโควิด-19
  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เข็มที่ 1 และอยู่ระหว่างรอกำหนดฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 สามารถรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ โดยให้ห่างจากวัคซีนเข็มที่ 1 อย่างน้อย 1 เดือน และหลังจากนั้นให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ตามกำหนดนัด โดยให้มีระยะห่างจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือน
  • สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของซิโนแวค (Sinovac) เข็มที่ 1 แล้ว ให้ฉีดจนครบทั้ง 2 เข็มก่อนโดยระยะการฉีดห่างกัน 2 – 4 สัปดาห์ จึงรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้ โดยให้ห่างจากวัคซีนเข็มที่ 2 อย่างน้อย 1 เดือน
  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ครบทั้ง 2 เข็มแล้ว โดยระยะการฉีดระหว่างเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกันประมาณ 10 – 12 สัปดาห์ สามารถเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้หลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แล้วอย่างน้อย 1 เดือน
  • สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ต้องการจะฉีดวัคซีน ให้เว้นระยะ 3 เดือน
สรุปแล้ว คือ ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ห่างจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นเข็ม 1 หรือเข็ม 2 และไม่ว่าจะเป็นวัคซีนโควิดประเภทใดก็ตาม ควรฉีดห่างกัน 1 เดือน จะฉีดวัคซีนอย่างไหนก่อนหรือหลังก็ได้ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A รุนแรงและอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์

หมอสูติตอบชัด! คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ฉีดอย่างไรให้..ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

รู้ก่อนฉีด! ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด -19 เช็คเลย!

แยกให้ออก ภูมิแพ้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่กับโควิด -19 อาการ ต่างกันยังไง?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เงินเยียวยานักเรียน

วิธีเช็ค “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท เข้าวันไหน?

สพฐ.แจงวิธีและขั้นตอนในการลงทะเบียนรับ “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท ทั้งรัฐและเอกชน ให้ผู้ปกครองได้ตรวจสอบว่าได้รับสิทธิ์หรือไม่ ผ่านแอพ สช. On Mobile และเว็บไซต์

วิธีเช็ค “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท เข้าวันไหน?

ศึกษาธิการแจง!! ได้เต็ม 2,000 ไม่หัก!!

ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา ภาครัฐและเอกชน โดยนักเรียนที่เรียนอยู่ใน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล-ม.6) ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐ หรือ โรงเรียนเอกชน ก็จะได้รับเงินเยียวยาจำนวน 2,000 บาท ต่อ นักเรียน 1 คน

ทาง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการจ่าย “เงินเยียวยานักเรียน” ว่า นักเรียนทุกคน ทุกสังกัด จะได้รับ เงินเยียวยานักเรียน คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ต่อนักเรียน 1 คน โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ซึ่งมีอยู่ราว 11 ล้านคน

  • สถานศึกษาในสังกัด ศธ. ที่รับเงินอุดหนุนจากรัฐ รวม 9.8 ล้านคน
  • สถานศึกษานอกสังกัด ศธ. รวม 1.2 ล้านคน

งบประมาณรวมทั้งสิ้น 22,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับภายในวันที่ 31 สิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้

โดยปัจจุบันนี้ ทาง กระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง โดยทาง ศธ. ได้ตั้งเป้าหมายว่าทุกคนจะได้รับเงินภายใน 7 วัน หลังจากที่เงินถึง ศธ. รวมทั้งจะมีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หากยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวทันท่วงที โดยมีขั้นตอนในการโอนเงินให้ผู้ปกครอง ดังนี้

ขั้นตอนการโอนจ่ายเงินเยียวยานักเรียน

  • หากผู้ปกครองมีบัญชีธนาคารก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรง
  • หากใช้วิธีโอนเงินไม่ได้จะให้โรงเรียนบริหารจัดการผ่านครูประจำชั้นในการออกแบบการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครอง เช่น นัดหมายผู้ปกครองเข้ามารับเงินสดที่โรงเรียนให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน

สำหรับผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล-ม.6 ต้องการตรวจสอบว่านักเรียนได้รับสิทธิ์หรือไม่ สามารถเช็คได้ทั้ง 2 ช่องทาง คือทางเว็บไซด์ และ แอพพลิเคชั่น ดังนี้

เช็ค เงินเยียวยานักเรียน ทางเว็บไซด์ และ ผ่าน สช. On Mobile

สำหรับนักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.

สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ https://student.edudev.in.th

– กรอกเลขประจำตัวประชาชน

– กรอกเลขประจำตัวนักเรียน

เงินเยียวยา 2000
เงินเยียวยา 2000
เงินเยียวยา โรงเรียนรัฐ
เงินเยียวยา โรงเรียนรัฐ

 

โดยรายชื่อนักเรียนที่จะสามารถตรวจสอบได้นั้น ต้องเป็นนักเรีนที่ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่สถานศึกษารายงานและยืนยัน/รับรอง จากระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center: DMC) ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564 เท่านั้น

หากนักเรียนศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัดอื่น ๆ กรุณาติดต่อต้นสังกัด หรือ สถานศึกษาของตัวนักเรียนเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โดยจะไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากระบบนี้

นักเรียนโรงเรียนเอกชน

ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ https://regis-test.opec.go.th/ 

  • นักเรียนไทยให้กรอกเลขประจำตัวประชาชน
  • นักเรียนต่างชาติ หรือนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน ให้ใช้รหัส G-Code จากโรงเรียนที่ศึกษาอยู่

นอกจากการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์แล้ว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน “สช. On Mobile” ซึ่งผู้ปกครองหรือนักเรียนสามารถ “ตรวจสอบสิทธิ์เยียวยานักเรียน”  รวมถึงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลไปถึงโรงเรียนเอกชน ผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเอกชน รวมทั้งผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปได้ โดยมีขั้นตอนการลงทะเบียน ดังนี้

สช. On Mobile
สช. On Mobile
  1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “สช. On Mobile” ได้ที่ Play Store และ App Store
เงินเยียวยานักเรียน
เงินเยียวยานักเรียน
เงินนักเรียน 2000
เงินนักเรียน 2000

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2. เข้าสู่ระบบสำหรับบุคคลทั่วไป

    • สามารถเข้าสู่ระบบผ่านโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เฟซบุ๊ก (FaceBook) อีเมล์ (Gmail) และไลน์ (Line)
    • สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่สะดวกในการสมัครผ่านโซเชียลมีเดีย ให้เลือกสมัครสมาชิกและกรอกรายละเอียด

3. ตรวจสอบสิทธิ์มาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้แก่ผู้ปกครองในอัตรา 2,000 บาท/นักเรียน 1 คน ภาคเรียนที่ 1/2564 คลิ๊กที่แบนเนอร์

เงินเยียวยานักเรียน
เงินเยียวยานักเรียน
เช็คเงินเยียวยา 2000
เช็คเงินเยียวยา 2000

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    • กรอกข้อมูล สำหรับนักเรียนไทย ตรวจสอบโดยใช้เลขประจำตัวประชาชนนักเรียน และคลิกตรวจสอบ ระบบจะปรากฎข้อความ ดังนี้
      • ได้รับสิทธิ์
      • ไม่มีสิทธิ์
      • มีรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อน
    • สำหรับนักเรียนต่างชาติหรือนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน ตรวจสอบโดยใช้รหัส G-code ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และคลิกตรวจสอบ ระบบจะปรากฎข้อความ ดังนี้
      • ได้รับสิทธิ์
      • ไม่มีสิทธิ์
      • มีรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อน

เมื่อผู้ปกครองได้ตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว หากมีขื่ออยู่ในผู้ที่ได้รับสิทธิ์ ก็เพียงรอให้ทางโรงเรียนที่นักเรียนเรียนอยู่แจ้งกำหนดการรับเงินต่อไปค่ะ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการคาดว่าจะได้รับภายในวันที่ 31 สิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้ และจะดำเนินการจ่ายให้แก่ผู้ปกครองผ่านทางโรงเรียนภายใน 7 วัน

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เช็กสิทธิรับ เงินเยียวยาโควิด ม.33 ม.39-40 ต้องทำยังไง ได้เงินวันไหน?

4 ผลกระทบของการให้เด็ก เรียนออนไลน์ (ใช้สื่อ online)

ลูกเรียนออนไลน์ไม่เข้าใจ พ่อแม่รับมือยังไงดี?

วิธีสอนลูกเรียนเก่ง เริ่มต้นได้ที่บ้าน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.komchadluek.net, กรุงเทพธุรกิจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รักกันให้ลูกเห็น

ประโยชน์ของการ รักกันให้ลูกเห็น พ่อแม่ยิ่งรักกัน ยิ่งดีต่อใจลูก

รักกันให้ลูกเห็น – ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ ยิ่งเป็นความรักระหว่างสามีและภรรยาที่ต่างคนมีให้กัน และแสดงออกให้ลูกได้เห็น จะยิ่งทำให้บรรยากาศในครอบครัวมีแต่ความสุขสงบ การแสดงความรักและความเสน่หาของพ่อแม่ ด้วยสายตาที่ห่วงใยกัน การคอยคอยเอาใจใส่ การกอดจูบ จับมือ ส่งผลดีกับลูกได้อย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง

ประโยชน์ของการ รักกันให้ลูกเห็น พ่อแม่ยิ่งรักกัน ยิ่งดีต่อใจลูก

เด็กๆ มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ว่าความรักคืออะไรผ่านการเฝ้าดูวิธีที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อกัน ตลอดจนความรักของพ่อแม่ที่มีให้พวกเขาและตระหนักได้ว่าพวกเขาเป็นที่รัก และการได้เห็นว่าพ่อแม่รักใคร่ปรองดองกันดียังเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กๆ มีความมั่นใจในความรัก

Inès Pélissié du Rausas ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาอารมณ์ กล่าวในหนังสือ Talking to Children About Love  กล่าวว่า การที่เด็กๆ ได้เห็นพ่อแม่แสดงท่าทีที่อ่อนโยนต่อกัน เช่น ได้เห็นพ่อนำดอกไม้หรือของขวัญมอบให้แม่ เห็นแม่พูดคำอ่อนโยนอ่อนหวานกับพ่อ เห็นพ่อแม่ยิ้มให้กัน กอดจูบกัน หรือเห็นพ่อแม่ขอโทษและคืนดีหลังจากการโต้เถียง ด้วยความอ่อนโยนของพ่อแม่ที่แสดงต่อกันนี้เอง ที่จะช่วยให้เด็กได้เข้าใจว่าความรักคืออะไร “เด็กที่เห็นพ่อแม่แสดงความอ่อนโยนต่อกันถือว่าโชคดี พวกเขาจะได้ค้นพบว่าการรักใครสักคนหมายถึงการอยู่เคียงข้างกัน ช่วยเหลือกัน และคิดถึงคนอื่นก่อนที่จะคิดถึงตัวเอง”

เด็ก ๆ จะได้รับประสบการณ์ทางอ้อมจากความสุขที่เกิดขึ้นในหัวใจของผู้ที่ได้รับการจูบ รอยยิ้ม หรือการจ้องมองที่อ่อนโยน “ความรักใคร่ปรองดองของพ่อแม่ที่แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ จะช่วยให้เด็กๆ ได้รับรู้ว่าความรักเป็นเสมือนของขวัญที่พิเศษจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เป็นของขวัญที่สัมผัสได้ผ่านทางร่างกาย”

เหตุผลที่พ่อแม่ควรแสดงความรักกันต่อหน้าลูก

และต่อไปนี้ คือ เหตุผลบางประการ ที่พ่อแม่ควรแสดงความรักกันให้ลูกเห็น

1. ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ลูก

“ลูกรู้สึกเป็นที่รักเมื่อได้เห็นแม่และพ่อรักกัน” พ่อรักแม่และแม่รักพ่อ มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างกันที่ลูกๆ สัมผัสได้ จะช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจ และปลอดภัย เด็กๆ จะรู้สึกได้ว่าครอบครัวของเรามีความรักความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นทีมเดียวกัน จะไม่แยกจากกันไปไหน ลูกจะรู้สึกปลอดภัยทางใจ เมื่อเห็นพ่อกับแม่รักกัน วิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดวิธีหนึ่งที่เด็กๆ จะได้เห็นความรักของพ่อแม่ คือการแสดงออกทางกายระหว่างพ่อและแม่

รักกันให้ลูกเห็น
รักกันให้ลูกเห็น

2. ทำให้ลูกมีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส

บ้านคือสถานที่ที่ลูก ๆ ควรได้เห็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีงาม และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กน้อย การแสดงออกให้ลูกได้เห็นว่า พ่อ แม่ รักกัน ในรูปแบบที่เหมาะสม การที่พ่อแม่สัมผัสกันอย่างเปิดเผยด้วยความรัก เช่น การกอดหรือหอม เด็ก ๆ จะเกิดมุมมอง และทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อพวกเขาโตขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติแบบเดียวกันกับลูกๆ และคนรักของพวกเขา และลูก ๆ ของเราก็จะมีความสัมพันธ์อันดีมีความสงบสุขและความอบอุ่นในชีวิตครอบครัว

3. สร้างเกราะป้องกันอันตรายที่เกิดจากการขาดความอบอุ่นทางใจ

พ่อแม่ที่มีความรักทางกายต่อกัน มักจะมีแนวโน้มที่จะแสดงความรักต่อลูกของพวกเขามากขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กทุกคนต้องการความรักทางกายจากแม่และพ่อมาก โดยเฉพาะเมื่อพวกเขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ เมื่อพ่อแม่ตอบสนองความต้องการทางกายและใจของลูกได้ แน่นอนว่าจะเป็นการสร้างเกราะป้องกันอันตรายมากมายในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าเด็กขาดความอบอุ่นและไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางกายและใจที่เหมาะสมอาจเดินออกนอกลู่นอกทางได้ง่าย และนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องเพศ และยาเสพติดได้

4. ช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แค่เพียงลูกได้เห็นการแสดงความรักที่งดงามระหว่างพ่อแม่ของพวกเขา จะช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่ดีได้จริงๆ มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรักและมั่นคงระหว่างพ่อและแม่ เป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการของลูก สิ่งนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีการคิด สร้างความเข้าใจ การสื่อสาร ความประพฤติ การแสดงอารมณ์ และได้พัฒนาทักษะทางสังคมที่ดีให้กับเด็กซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาให้ชีวิตของพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ

ผลเสียจากการที่ลูกเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ 

การทะเลาะวิวาท และการโต้เถียง อาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแต่งงานที่บางครั้งอาจไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แม้จะเป็นคู่ที่รักและเข้าใจกันดี อาจมีบ้างที่ต้องมีปากมีเสียงกัน ยิ่งเวลาที่ต่างคนต่างเหนื่อยจากการเลี้ยงลูกหรือการทำงานก็อาจพาลให้อารมณ์เสียและมีเรื่องให้ปะทะอารมณ์กันได้ทุกเมื่อ การที่เด็กได้เห็นการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพ่อแม่ เปรียบได้กับการล่วงละเมิดเด็กทางอารมณ์ได้ เนื่องจากพฤติกรรมของพ่อแม่ที่สดงให้ลูกเห็นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและร่างกายของเด็กในทางลบ

William Axinn นักวิจัยจากสถาบัน UM Institute for Social Research  ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อแม่ที่มีผลกระทบต่อเด็ก  โดยผลการศึกษาพบว่าการเชื่อมโยงทางอารมณ์ของพ่อแม่ที่มีต่อกัน ส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกได้มากจนอาจกำหนดอนาคตของเด็กๆ ได้

ทุกคู่มีเรื่องไม่ลงรอยกัน ซึ่งเมื่อคลี่คลายอย่างสงบแล้วย่อมมีสุขภาพที่ดี อย่างไรก็ตาม หากการทะเลาะวิวาทเหล่านี้กลายเป็นการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่ ก็อาจส่งผลเสียต่อเด็กๆ ได้ การต่อสู้ของผู้ปกครองส่งผลต่อเด็กอย่างไร? ต่อไปนี้คือผลเสียบางประการที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อลูกซึมซับภาพของการทะเลาะกันของพ่อและแม่

รักกันให้ลูกเห็น

1. ความก้าวร้าว

ผลกระทบของพ่อแม่ที่ชอบทะเลาะเบาะแว้งลงไม้ลงมือ แสดงวาจาและท่าทีที่รุนแรงต่อหน้าลูกอาจกลายเป็นหายนะได้ เมื่อเด็กเล็ก ๆ เห็นการบาดหมางระหว่างพ่อแม่ของพวกเขา จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแก้ปัญหาในอนาคต เมื่อเด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน จะเริ่มเชื่อว่าการทะเลาะเบาะแว้งพูดจาด่าทอน ใส่อารมณ์กันไปมา คือวิธีแก้ปัญหา ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามแก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันกับทุกคน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ในอนาคตกับคนรอบข้างที่ไม่ราบรื่นและล้มเหลว

2. ความทุกข์ทางอารมณ์

ความรุนแรงในครอบครัวหรือพ่อแม่ที่ต่อสู้กันต่อหน้าเด็กอาจทำให้เกิดความทุกข์ทางอารมณ์ในเด็กได้อย่างมาก การเห็นการต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองเป็นประจำอาจทำให้เกิดปัญหาความวิตกกังวลและปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ในเด็ก เด็กที่เห็นความรุนแรงในครอบครัวในช่วงเริ่มต้นชีวิตมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหา

3. ความล้มเหลวในความสัมพันธ์

แน่นอนว่าเด็กเลียนแบบในสิ่งที่พวกเขาเห็นพ่อแม่ทำ หากคุณและคู่สมรส ทะเลาะกันอย่างต่อเนื่อง ลูกของคุณก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมาเรียนรู้และปฏิบัติในสิ่งเดียวกัน เป็นผลให้ความสัมพันธ์ของลูกของคุณกับคู่ของเขาอาจประสบปัญหาในวัยผู้ใหญ่ อาจทำให้ลูกของคุณรู้สึกว่าจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์จากความกลัวที่จะได้รับบาดเจ็บหรือการต้องปะทะอารมณ์

รักกันให้ลูกเห็น

4. ปัญหาสุขภาพกายและใจ

การเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นประจำอาจทำให้ลูกรู้สึกวิตกกังวล ชีวิตหดหู่ และหมดหนทาง ผลที่ตามมาคือ เด็กเหล่านี้มักมีการแสดงออกบางอย่างที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย พวกเขาอาจหยุดกิน หรือกินมากเกินไป พวกเขาสามารถทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดหัวหรือปวดท้อง พวกเขาอาจมีปัญหาในการนอนหลับตอนกลางคืน การต่อสู้กันระหว่างพ่อแม่อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมด้านลบ เช่น ความหวาดระแวงในเด็ก

5. ความนับถือตนเองต่ำ

ความรู้สึกอับอาย ความรู้สึกผิด ความไม่คู่ควร และความไร้อำนาจที่เกิดจากการเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเด็ก ที่สำคัญอาจส่งผลให้ความนับถือตนเองของเด็กลดลงเรื่อยๆ และส่งผลไปจนถึงวัยที่โตเป็นผู้ใหญ่ เขาอาจพบว่าการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองทั้งในด้านอาชีพ และส่วนตัวเป็นเรื่องยากที่จะทำได้

6. ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้

ภาพของการการต่อสู้ทะเลาะเบาะแว้งลงไม้ลงมือสาดวาจาที่เ็นพิษอย่างต่อเนื่องระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครอง สามารถทำให้จิตใจของเด็กหมกมุ่นอยู่กับความกลัว และความสับสนอย่างต่อเนื่อง เด็กอาจจมอยู่กับกับความทุกข์ที่มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งอื่นในชีวิตได้ โดยเฉพาะกับสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเช่น การเรียน

โดยรวมแล้ว ความสุขและความสามัคคีในครอบครัวที่เกิดขึ้นด้วยภาพของพ่อแม่ที่รักใคร่ปรองดองกันดี ตลอดจนวิธีในการตอบสนองความต้องการทางกายและใจของเด็กๆ การแสดงความรักของพ่อแม่ที่มีให้กัน และการแสดงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกๆ อย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ นอกจากทำให้บรรยากาศของครอบครัวโอบล้อมไปด้วยความรักและความสงบสุขแล้ว ยังสามารถพัฒนาทักษะความฉลาดที่รอบด้าน ด้วย Power BQ ได้ในหลายด้านด้วยกัน อาทิ  ความฉลาดทางอารมณ์ EQ  , ความฉลาดทางคุณธรรม MQ , ความฉลาดต่อการเผชิญกับปัญหา AQ  และ ความฉลาดของการเข้าสังคม (SQ)

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : parenting.firstcry.com , allprodad.com , aleteia.org , techexplorist.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกขี้อิจฉา สาเหตุเกิดจากอะไร พ่อแม่จะแก้ไขได้หรือไม่?

ระวัง! พ่อแม่ติดมือถือ สื่อสารกับลูกน้อยลง ส่งผลเสียกว่าที่คิด!

เข้าใจธรรมชาติ เด็กวัยอยากรู้อยากเห็น อีกเรื่องจำเป็นของพ่อแม่คน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกต้องการจากพ่อแม่

11 เรื่องที่ ลูกต้องการจากพ่อแม่ ขอแค่นี้ ให้หนูได้ไหม?

ลูกต้องการจากพ่อแม่ – ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครอง แน่นอนว่าลูกเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่อาจมีบางครั้งที่เราเผลอลืมหรือมองข้ามไปว่าสิ่งที่เด็กตัวน้อยต้องการจากเรา จริงๆ แล้ว คืออะไร ที่ไม่ใช่ของเล่นราคาแพง หรือเสื้อผ้ารองเท้าใหม่ๆ การเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนให้มีคุณภาพ ความสมดุลระหว่างการให้ความรักเวลาและการอบรมสั่งสอนเป็นสิ่งสำคัญ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นหาความต้องการของตัวเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความต้องการพื้นฐานส่วนตัว เมื่อได้รับการตอบสนองจากพ่อแม่อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยพัฒนาให้พวกเขามีสุขภาพจิตที่ดี มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงต่อการใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

วันนี้เรามาไล่เรียงดูความต้องการพื้นฐานของเด็กๆ ที่บางครั้งพ่อแม่อย่างเราๆ อาจมองข้ามหรือลืมไปกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

11 เรื่องที่ ลูกต้องการจากพ่อแม่ ขอแค่นี้ ให้หนูได้ไหม?

หากเด็กๆ สื่อสารให้พ่อแม่รับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการจากพ่อแม่ได้ พวกเขาจะพูดว่า…

1. “หนูเรียนรู้จากพ่อแม่ เป็นแบบอย่างที่ดีให้หนูหน่อย”

การอบรมสั่งสอนลูก การแสดงออกให้เห็นย่อมดีกว่าการพร่ำบอกให้ฟัง  การ “เป็นแบบอย่างที่ดี” คือสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าจะมีอิทธิพลต่อเด็กได้มากมายเพียงใด หลายคนอาจพูดมากกว่าที่จะทำให้ลูกเห็น เพราะบางครั้งการพูดอาจง่ายกว่าการลงมือทำ หากเราไม่ต้องการให้ลูกของเราแสดงออกอย่างก้าวร้าวเวลาไม่ได้อย่างใจ เราต้องเป็นแบบอย่างในการควบคุมอารมณ์และจัดการกับสิ่งที่ทำให้เราโกรธอย่างสงบ แม้มันอาจฟังดูยาก แต่รู้มั้ยคะ ว่าลูก ๆ กำลังเฝ้าดูเราอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นคนในแบบที่เราต้องการให้ลูกของเราเป็น อยากให้เลูกเป็นแบบไหนเราก็ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีในแบบนั้น เท่านี้เอง

2. “อุ้มหนู กอดหนู จูบหนูเถอะ มันไม่ใช่การสปอยล์ลูกหรือโอ๋หรอก”

แน่นอนว่า เด็กๆ ต้องการความรักจากพ่อแม่ เราจำเป็นต้องแสดงให้พวกเขาเห็นและรู้สึก ความรักไม่สามารถทำให้ลูกเสียเด็กหรือเสียคนได้  การแสดงความรักต่อเด็กๆ ช่วยสร้างความผูกพัน และความรู้สึกที่ปลอดภัย ทั้งยังเป็นแบบอย่างให้ลูกสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัว ตลอดจนคนรอบข้างด้วยความรัก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ของพวกเขากับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยผู้ใหญ่ มีหลายวิธีในการแสดงความรักที่ดี นี่คือตัวอย่างบางส่วนของการแสดงความรักที่ไม่มีอะไรเสียหาย

  • กอดและจูบพวกเขาบ่อยๆ
  • ใช้เวลาทำสิ่งที่คุณสามารถสนุกร่วมกันกับลูกๆ ได้
  • พูดคุยกับพวกเขาและฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ
  • สนับสนุนและชื่นชมความสำเร็จของพวกเขา
  • เห็นอกเห็นใจพวกเขาในความพยายามที่จะทำในสิ่งต่างๆที่ท้าทาย

3. “สมองของหนูยังพัฒนาอยู่ หนูอาจเรียนรู้ช้า แต่หนูต้องการเรียนรู้ ถ้าพ่อแม่อดทนที่จะสอน”

สอนลูกโดยการใช้วินัยเชิงบวกที่เข้มแข็ง และมั่นคง เด็ก ๆ ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำตามที่พ่อแม่บอกไปหมดทุกอย่าง เด็กส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้ แต่การเรียนรู้ของเด็กๆ จำเป็นต้องใช้เวลา จำได้ไหมว่าลูกของคุณล้มกี่ครั้ง? ก่อนที่จะหัดเดินโดยไม่โยกเยก การเรียนรู้ “กฎของมนุษย์” นั้นซับซ้อนกว่าการเรียนรู้ “กฎแรงโน้มถ่วง” ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ซึมซับ รวบรวม และใช้ข้อมูลนั้น หากเด็กไม่เข้าใจในสิบครั้งแรกที่คุณพูด ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาดื้อรั้นหรือเอาแต่ใจ หมายความว่าพวกเขาต้องการเวลาและการฝึกฝนมากขึ้น พวกเขาต้องการคำแนะนำ ความกรุณาปราณี ไม่ใช่การลงโทษ

ลูกต้องการจากพ่อแม่
ลูกต้องการจากพ่อแม่

4. “อยู่เคียงข้างหนูเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

พ่อแม่ต้องเป็นฐานที่ปลอดภัยสำหรับลูกๆ เสมอ อยู่เคียงข้างลูกในทุกสถานการณ์ หมั่นพาเด็กๆ เปิดโลก ได้สำรวจและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ สร้างความผูกพันแน่นแฟ้นด้วยการเป็นพ่อแม่ที่ให้ความรักความอบอุ่น และสนองตอบต่อความต้องการของลูกอย่างเหมาะสม เด็กที่มีความรู้สึกผูกพันแน่นแฟ้นกับพ่อแม่จะมีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น แสดงออกในพฤติกรรมที่เป็นปัญหาน้อยลง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดี นำมาซึ่งผลการเรียนดีและสุขภาพจิตที่ดี

5. “พูดกับหนูและรับฟังหนูอย่างตั้งใจ”

ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูก เมื่อลูกพูดหรือถามให้ตั้งใจฟัง แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่สำคัญ เรามักจะลืมไปว่าการสื่อสารเคือการโต้ตอบแบบสองทาง พูดคุยสอบถามถึงสิ่งที่อยู่ในความคิด และสิ่งที่สำคัญสำหรับลูกของคุณ สิ่งที่ไม่สำคัญสำหรับผู้ใหญ่อาจมีความสำคัญมากสำหรับเด็กๆ หากเราตั้งใจฟังสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ของลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก พวกเขาจะไว้ใจพ่อแม่ และกล้าเปิดใจที่จะปรึกษาปัญหาต่างๆ ในชีวิตเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น พวกเขาจะรู้สึกว่าพ่อแม่คือคนที่สามารถพึ่งพาทางใจได้เสมอยามมีปัญหา

เข้าถึงใจลูกด้วยการ รับฟังลูก อย่างใส่ใจ ทักษะที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องไม่มองข้าม

วิธี ทำให้ลูกไว้ใจ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร ให้ลูกวางใจในเรา?

ส่องเทคนิค เลี้ยงลูกแบบฝรั่ง ปล่อยลูกตามสบาย ฟรีสไตล์ แต่ได้ดี?

6. “บางครั้งหนูแค่อยากระบายให้ฟังโดยไม่มีการตัดสิน”

เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เด็กมักต้องการระบายบางสิ่งที่คับข้องใจ ไม่สบายใจ หรือไม่เข้าใจ พวกเขาต้องการได้ยิน และเข้าใจ และอยากให้พ่อแม่ฟังด้วยใจที่เปิดกว้างและเอาใจใส่  พ่อแม่ของเด็กวัยรุ่นอาจสงสัยว่าทำไมลูกๆ จึงไม่คุยกับพวกเขาอีกต่อไป เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่มีใครชอบถูกสอนตลอดเวลา อีกทั้งไม่มีใครอยากอยู่ใกล้คนที่คอยบรรยายพูดพร่ำบ่นจู้จี้จุกจิกอยู่ตลอดเวลาหรือไม่เปิดใจรับฟังแต่ตัดสินไปก่อนที่จะรับรู้เรื่องราวทั้งหมดเสียก่อน

7. “ยอมรับในความเป็นหนู อย่าเปรียบเทียบหนูกับเด็กคนอื่น”

ผู้ปกครองทุกคนต้องการให้ลูกของพวกเขาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความปรารถนาตามธรรมชาตินี้บางครั้งอาจทำให้คุณเปรียบเทียบลูกของคุณกับคนอื่นการศึกษาของฮาร์วาร์ดแกรนท์พบว่า การมีความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ และลูกซึ่งเด็กรู้สึกว่าได้รับการเลี้ยงดูและยอมรับ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น การเปรียบเทียบของคุณจึงทำให้ลูกของคุณกับเด็กคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร

ลูกต้องการจากพ่อแม่

8. “ให้หนูได้ออกไปเล่นนอกบ้านบ่อยๆ”

การเล่นมีประโยชน์มากมายต่อพัฒนาการของเด็ก การเล่นกลางแจ้งแบบไม่มีอะไรกีดขวางยิ่งดี สภาพแวดล้อมกลางแจ้งเต็มไปด้วยโอกาสในการพัฒนาและการเรียนรู้ การเล่นนอกบ้านมักจะทำให้เด็กๆ รู้สึกมีอิสระมากขึ้น เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พัฒนาตนเองได้ เด็กยังสามารถเล่นโดยใช้ประสาทสัมผัส ซึ่งมักไม่มีในสิ่งอำนวยความสะดวกในร่ม

9. “ให้หนูได้กินอาหารที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ”

เด็กเล็กๆ ไม่สามารถซื้อหรือทำอาหารเองได้ ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ในการจัดหาสิ่งที่ต้องการ หน้าที่พ่อแม่ไม่พ้นการสรรหาหาอาหารที่ลูกชอบ และต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารที่มีประโยชน์และอร่อย มีให้เลือกหลายประเภท ซึ่งอาจต้องใช้การทดลอง และความคิดสร้างสรรค์เพื่อค้นหาสิ่งที่ลูกชอบได้อย่างลงตัว

10. “ได้โปรดเชื่อใจหนู”

การทำผิดพลาดไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากเราต้องการให้บุตรหลานของเรามีวิจารณญาณที่ดีในชีวิต เราต้องให้พวกเขาได้ฝึกการตัดสินใจ นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจทำผิดพลาดในบางเรื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ตามควรฝึกให้พวกเขาได้ตัดสินใจในสิ่งที่จะไม่เป็นอันตรายหรือเสี่ยงต่อสุขภาพตนเองและผู้อื่น เด็กไม่สามารถเรียนรู้ที่จะเดินได้โดยไม่ล้มเลย

11. “คำชมของพ่อแม่มีความหายกับหนูมากนะ”

คำพูดที่ให้กำลังใจสามารถส่งผลดีต่อเด็กได้อย่างมาก จงชื่นชมลูกอย่างจริงใจและมุ่งเน้นไปที่ความพยายามของพวกเขา ไม่ใช่ความสามารถหรือผลลัพธ์ เมื่อพ่อแม่ชื่นชมลูกๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในการสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง และแรงจูงใจภายในของเด็กๆ ในการทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อพ่อแม่เข้าใจในการปฏิบัติต่อลูกและตอบสนองลูกอย่างเหมาะสมตั้งแต่เล็กจนโต มีความเข้าใจลูกๆ เสมอในความต้องการพื้นฐานที่สำคัญย่อมส่งผลให้ทำให้เด็กๆ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าได้อย่างมั่นคงมีคุณภาพ มีภูมิคุ้มกันในชีวิตที่ดี และช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้านต่างๆ ได้มากมาย อาทิ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)ความฉลาดของการเข้าสังคม (SQ) ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ความฉลาดในการเล่น PQ และ ความฉลาดต่อการเผชิญกับปัญหา AQ เป็นต้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : parentingforbrain.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เปิดเทคนิค สอนลูกให้ใจแกร่ง ฟันฝ่าอุปสรรคชีวิตได้ราบรื่น

ส่อง 10 เคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ แบบชาวยิว

5 เทคนิค สอนลูกให้เรียนรู้ จากความล้มเหลว เพื่อลุกขึ้นสู้!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ออยลาตุ้ม

บอกลาปัญหาผิวของลูกน้อย “ออยลาตุ้ม” เวชสำอางเพื่อผิวแพ้ง่ายที่ได้รับการไว้วางใจในอังกฤษมากว่า 50 ปี

ปังเวอร์ ๆ สำหรับงานดูแลผิวลูกน้อยให้นุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ผิวมีสุขภาพดีสุด ๆ ทีมแม่ABK ยกให้ “Oilatum ออยลาตุ้ม” ผลิตภัณฑ์เวชสำอางบำรุงผิวจากประเทศอังกฤษ ที่ครอบครัวคนอังกฤษไว้ใจมานานกว่า 50 ปี คือใช้กับผิวลูกแล้วดีมาก เลยอยากมาบอกต่อให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้หาซื้อมาใช้กับผิวลูก ขอบอกว่า ผิวแห้ง แพ้ง่าย เอาอยู่เลยค่ะ

มีคำถามจากเพื่อน ๆ สงสัยว่า ผิวเด็กเล็ก ๆ เนี่ยนะจะแห้ง แพ้ง่าย ตอบให้ตรงนี้ว่า “ผิวเด็กแห้ง และขาดความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าผิวผู้ใหญ่ คือเรื่องจริง!!” เพราะอะไรรู้ไหมคะ ? ทีมแม่ABK ขออธิบายสั้น ๆ แล้วเราจะได้ไปดูแลบำรุงผิวลูกพร้อมกันค่ะ

…ผิวทารกแรกเกิด ผิวเด็ก มีความบาง อ่อนโยนมากกว่าผิวผู้ใหญ่ โครงสร้างของเซลล์ผิวยังไม่มีการเรียงตัวที่สมบูรณ์แข็งแรง และยังไม่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จึงทำให้ผิวเด็กเล็ก ๆ แห้งง่าย ไวต่อสิ่งรบกวน จะเห็นว่าผิวลูกมักจะเกิดการระคายเคือง เกิดผื่น แดง คันได้ง่ายมาก…

 

ปัจจัยที่ทำให้ผิวแห้ง มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง ?

  • อายุ

เด็กทารก เด็กเล็ก ผิวแห้งจากชั้นโครงสร้างผิวหนังยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ จึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ส่วนผู้ใหญ่อายุเยอะขึ้น ผิวแห้ง ส่วนหนึ่งมาจากคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังมีน้อยลง

  • อากาศ

สภาพอากาศไม่ว่าจะ ร้อนเกินไป หรือ หนาวเกินไป ก็มีส่วนที่ทำให้สูญเสียน้ำใต้ชั้นผิวหนังได้

  • อุณหภูมิน้ำ

การอาบน้ำอุณหภูมิปกติจะดีกับผิวหนังของคนเรามากกว่า เพราะการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ รูขุมขนขยายตัว และทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย

  • พันธุกรรม

พ่อแม่ที่มีปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับผิว บางทีก็ถ่ายทอดมายังลูกได้ด้วยเหมือนกันค่ะ

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมี เช่น พาราเบน น้ำหอม แอลกอฮอล์ ฯลฯ ก็ยิ่งส่งผลให้ผิวเกิดการแห้ง แพ้ ระคายเคือง

และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมลูกถึงมีปัญหาผิวแห้ง แพ้ง่าย หรือถ้าในเด็กที่มีปัญหาผิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งมีปัญหามากขึ้น แนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลบำรุงผิวลูกให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อจะได้มีผิวสุขภาพดี แข็งแรงกันตั้งแต่เล็ก ๆ ค่ะ

 

ออยลาตุ้ม

Oilatum ออยลาตุ้ม …ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กผิวแห้ง

จริง ๆ แม่รู้จักและใช้ผลิตภัณฑ์ของออยลาตุ้ม มาก่อนลูกนะคะ เพราะหลังคลอดลูกอาจจะด้วยฮอร์โมน และวัยที่เพิ่มขึ้น ผิวแห้งง่ายมาก จนมีเพื่อนแนะนำเวชสำอางดูแลผิวของ ออยลาตุ้ม ให้ได้รู้จัก คือความพิเศษของออยลาตุ้ม เค้าจะมีสารให้ความชุ่มชื้นที่เรียกว่า อีมอยเลียนท์ ซึ่งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่โดยจะทำหน้าที่สร้างฟิล์มเคลือบผิวของเราเพื่อล็อคความชุ่มชื่นให้กับผิวได้ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง ส่วนตัวนี้นะที่แม่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เป็นสบู่ก้อนอาบน้ำ Oilatum Soap Bar ความพิเศษของออยลาตุ้ม โซพ บาร์ คือใช้ได้ทั้งผิวหน้า ผิวกายเลยค่ะ

Oilatum

โดยฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิว ตัวนี้ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของผิว บางวันอาบน้ำเสร็จก็ไม่ได้ทาผิวด้วยโลชั่นเพิ่มนะ เพราะรู้สึกผิวไม่แห้งตึงหลังอาบน้ำค่ะ ด้วยความที่ใช้ออยลาตุ้มแล้วดีกับผิวเราไง ก็เลยอยากให้ลูกได้ใช้ด้วย ซึ่งจริง ๆ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผลิตภัณฑ์ของเด็กทารกเลยนะ คือใช้ได้กับผิวลูกตั้งแต่แรกเกิดเลย แม่เลยจัดมา 2 ตัวนี้ค่ะ

ออยลาตุ้ม

  • Oilatum Baby Bath Emollient ออยลาตุ้ม เบบี้ บาธ อีมอลเลียนท์ เป็นผลิตภัณฑ์ผสมน้ำอาบ คือใช้ผสมลงในน้ำแล้วใช้อาบให้ลูกแทนสบู่ได้เลย พอผสมกับน้ำแล้วเนื้อเขากลายเป็นสีขาวขุ่นมีลักษณะคล้ายน้ำนม ตัวนี้คือใช้อาบน้ำได้ทั้งความสะอาด และได้การดูแลปกป้องผิวไปด้วยเลยนะ ออยลาตุ้ม เบบี้ บาธ จะช่วยคงความชุ่มชื้นกับผิวแห้ง ผิวขาดน้ำทำให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น ผิวเนียนนุ่มน่ากอด น่าสัมผัสมากขึ้น มีทริคพิเศษสำหรับตัวนี้นิดนึง นอกจากผสมน้ำอาบแล้ว ยังใช้แทนออยทาผิวลูกได้ด้วย ถ้าลูกมีปัญหาผิวแห้งอักเสบมาก ๆ โดยพออาบน้ำเสร็จแล้ว ชโลมให้ทั่วตัวลูกขณะตัวเปียกได้เลย แล้วค่อยใช้ผ้าเช็ดตัวซับตัวลูกให้แห้ง วิธีนี้จะช่วยทำให้ผิวลูกชุ่มชื่นยาวนานยิ่งขึ้น หรือคุณแม่จะใช้ก็ได้เช่นกันนะคะ

ออยลาตุ้ม Oilatum

  • Oilatum Baby Cream Emollient หลังอาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวให้แห้ง แล้วทาบำรุงผิวด้วย ออยลาตุ้ม เบบี้ ครีม อีมอลเลียนท์ จากที่แม่สังเกตตอนทาผิวให้ เขาจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายผิวมาก ๆ ผลิตภัณฑ์ทาผิวของออยลาตุ้ม ตัวนี้เนื้อครีมเข้มข้นมาก แต่มันไม่หนักอย่างที่คิดนะคะ เพราะเกลี่ยง่าย เนื้อครีมซึมลงผิวเร็ว ไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะเลยค่ะ เหมาะสำหรับเด็กที่มีผิวแห้งขาดน้ำ คุณสมบัติของเนื้อครีมจะไปสร้างชั้นฟิล์มปกป้องผิว ช่วยลดการสูญเสียน้ำ ผิวลูกจะนุ่มชุ่มชื้นตลอดวันค่ะ

จำได้ว่าตอนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Oilatum มาใช้กับผิวลูก ก็สงสัยว่า “Emollient อีมอลเลียนท์” คือสารอะไร ? จนไปหาข้อมูลทำให้รู้ว่าสารตัวนี้ดีกับผิวมาก ๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับผิวเด็ก แต่ดีกับผิวผู้ใหญ่ทุกวัยเช่นกัน ยิ่งโดยเฉพาะถ้ามีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย

Emollient อีมอลเลียนท์ คือ สารบำรุงผิวที่ทาหน้าที่เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ โดยวิธีสร้างชั้นฟิล์ม เพื่อป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว ไม่ให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และยังทำหน้าที่หล่อลื่นผิว ลดความเสียดทาน ทำให้ผิวนุ่มนวล และลื่นมือเวลาสัมผัส โดยมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบในการรักษาความชุ่มชื้นของผิว ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีปัญาผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ ที่สำคัญ อีมอยเลียนท์ เป็นสารที่ใกล้เคียงไขมันตามธรรมชาติของผิวมนุษย์มากที่สุด และมีการใช้มาอย่างยาวนานแล้ว โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ การได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารอีมอลเลียนท์ ผิวจะค่อย ๆ กลับมาแข็งแรง มีสุขภาพผิวดี ไม่แห้ง และคืนความนุ่มฟูให้กับผิว

Oilatum

ผลิตภัณฑ์ Oilatum ออยลาตุ้ม เหมาะกับใคร ?

  • Oilatum Soap Bar เหมาะสำหรับที่มีผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย สามารถใช้ได้ทั้งครอบครัวตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ

วิธีใช้ : ใช้เป็นสบู่อาบน้ำได้ทั้งผิวหน้า และผิวกาย

  • Oilatum Baby Bath Emollient เหมาะสำหรับผิวทารก , เด็ก และทุกวัยใช้ได้ทั้งครอบครัว

 วิธีใช้ : ใช้ได้ทั่วร่างกาย ผสมน้ำอาบ หรือใช้ทาผิวหลังอาบน้ำเสร็จในขณะที่ผิวยังหมาด ๆ

  • Oilatum Baby Cream Emollient เหมาะสำหรับผิวทารก , เด็ก และทุกวัย ใช้ได้ทั้งครอบครัว

วิธีใช้ : ทาผิวเพื่อบำรุงให้ความชุ่มชื้น หลังอาบน้ำ หรือทาบ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ

Oilatum เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางดูแลผิว ที่ได้รับรางวัลการันตี ในเรื่องความเชี่ยวชาญทางด้านผิวแห้งโดยเฉพาะ และได้รับความไว้วางใจจากหลายครอบครัวมายาวนานกว่า 50 ปีในประเทศอังกฤษ

เพราะ Oilatum เป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากน้ำหอม ปราศจากพาราเบน ปราศจากซัลเฟต และปราศจากซิลิโคน ซึ่งสารเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพผิวอย่างแน่นอน

คุณพ่อคุณแม่สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม คลิก https://www.facebook.com/oilatumThailand  สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ Lazada , Boots , Pharmahof , Save Drug , P&F และร้านขายยาชั้นนำทั่วไป

Oilatum Baby Bath Emollient : https://bit.ly/3zLBOYk

Oilatum Soap Bar : https://bit.ly/3vYjrfL

Oilatum Baby Cream Emollient: https://bit.ly/3gCNsvI

ออยลาตุ้ม

ยาน้ำฟาวิพิราเวียร์

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ รับยาที่ไหน ลูกควรกินเท่าไหร่?

มารู้จัก ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ยาต้านไวรัส ที่ช่วยรักษาอาการป่วยรุนแรงของผู้ติดเชื้อโควิด19 ตำรับแรกของไทย พัฒนาเพื่อใช้สำหรับเด็ก และผู้ที่กลืนยายาก

เช็กเลย.. ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ รับยาที่ไหน ลูกควรกินเท่าไหร่?

โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีการแพร่ระบาดใหญ่เป็นวงกว้าง ปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคโควิด-19 แล้วกว่า 100 ล้านราย และเสียชีวิตกว่า 2 ล้านราย (ร้อยละ 2)  สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเข้มแข็งก็ยังพบการติดเชื้อสูง และโดยเฉพาะในเชื้อโควิดกลายพันธุ์ ที่มีความรุนแรง ติดเชื้อง่าย และพบการติดเชื้อในเด็กเพิ่มมากขึ้น ทำให้โรคโควิด-19 จึงมิใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป

เด็กกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
เด็กกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โรคโควิด-19 แพร่กระจายเชื้อได้อย่างไร?

▪ ทางละอองฝอย ผ่านการไอจามรดกันในระยะ 1-2 เมตร
▪ ทางการสัมผัส ผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เช่น น้ำมูก น้ำลาย ทั้งโดยทางตรง หรือทางอ้อมผ่านพื้นผิวสัมผัสที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ราวจับ สำหรับสิ่งคัดหลั่งอื่น เช่น  อุจจาระ พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อได้น้อยมาก
▪ ทางอากาศ พบในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยไอมาก  ใกล้ชิดผู้ป่วยในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก  การทำหัตถการที่ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของละอองฝอยขนาดเล็ก ได้แก่ การดูดเสมหะ การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น

โรคโควิด-19 ในเด็ก

อาการของโรคโควิด-19 ในเด็กมีอะไรบ้าง?

▪ โรคโควิด-19 สามารถมีอาการได้หลากหลายตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย จนถึงปอดอักเสบรุนแรง หรือเสียชีวิต
▪ ระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการของโรคประมาณ 4-5 วัน หลังสัมผัสโรค เด็กมักติดเชื้อจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในบ้านที่ติดเชื้อหรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19
▪ อาการของโรคโควิด-19 ที่พบมากที่สุดคือ ไข้ ไอแห้งๆ และอ่อนเพลีย อาจพบอาการปวดเมื่อย คัดจมูก น้ำมูกไหล จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือผื่นตามผิวหนัง สำหรับอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง พบได้เล็กน้อย

โรคโควิด-19 ในเด็กมีอาการรุนแรงไหม?

▪ ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 มีอาการไม่รุนแรง มักพบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ไข้ ไอ ปวดกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยเด็กเพียงร้อยละ 5  เท่านั้นที่มีอาการรุนแรงหรือวิกฤติ เช่น ปอดอักเสบรุนแรง ระบบหายใจหรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว รวมถึงภาวะอักเสบหลายระบบในเด็ก
▪ ผู้ป่วยเด็กสามารถพบติดเชื้อแต่ไม่มีอาการได้ประมาณร้อยละ 4
▪ ภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อย มักพบในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น  เด็กเล็กอายุน้อยกว่า  1 ปี  ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว  เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคปอดเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
▪ อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2้

ข้อมูลอ้างอิงจาก บทความ นพ.ชัยศิริ ศรีเจริญวิจิตร กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ รพ.ศิครินทร์

อ่านต่อ⇒ แม่แชร์ เมื่อลูกติดโควิด! วิธีรักษา Home Islation เด็ก

ล้างมือบ่อย ๆ ช่วยป้องกันโรคโควิด-19
ล้างมือบ่อย ๆ ช่วยป้องกันโรคโควิด-19

ทำความรู้จักกับ “ยาฟาวิพิราเวียร์”

ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นยาต้านเชื้อไวรัสที่อยู่ในสูตรยารักษาผู้ป่วย COVID-19 ของไทย โดยใช้ควบคู่ไปกับยาอื่นและได้ผลดี ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้กับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอาร์เอ็นเอไวรัสหลายชนิด
สำหรับในประเทศไทย ยาฟาวิพิราเวียร์ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วย COVID-19 เป็นกรณีพิเศษและจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังพบว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ มีความปลอดภัย สามารถลดความรุนแรงและการสูญเสียจาก COVID-19 ได้ โดยองค์การเภสัชกรรมได้ทำการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิฟิราเวียร์ ในระดับห้องปฏิบัติการได้เรียบร้อยแล้ว

ยาฟาวิพิราเวียร์จะออกฤทธิ์ 2 แบบ คือ ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสและทำให้เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ คือ เข้าไปยับยั้งเอนไซม์ RNA-dependent RNA polymerase,RdRP ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีในไวรัสเท่านั้น เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสาร Active Form = favipiravir-ribofuranosyl-5′-triphosphate (RTP) ให้ไวรัสกลายพันธุ์จนภูมิต้านทานในร่างกายมนุษย์สามารถเข้าไปกำจัดไวรัสจนหมด หรือเหลือปริมาณน้อยจนไม่สามารถก่อโรคในร่างกายได้อีก

ผู้ป่วยใดที่ควรได้รับยาฟาวิพิราเวียร์

แพทย์จะพิจารณาเริ่มยาฟาวิพิราเวียร์ในผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบ ที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปี มีโรคประจำตัว ดังนี้ โรคปอดเรื้อรัง โรคตับ ไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน รวมถึงในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วิธีการรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ (รูปแบบยาเม็ด)

ขนาดยาที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 9 เม็ดทุก 12 ชั่วโมงในวันแรก และลดเหลือครั้งละ 4 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมงในวันที่เหลือ ผู้ที่น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม ขนาดยาจะสูงขึ้น โดยในวันแรกจะรับประทานครั้งละ 12 เม็ดทุก 12 ชั่วโมง และลดเหลือครั้งละ 5 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมงในวันที่เหลือ สำหรับผู้ป่วยเด็กจะต้องมีการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามวันและเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ระยะเวลาในการรักษาอยู่ที่ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตับอักเสบ เป็นต้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก เภสัชกรหญิงนันทพร เล็กพิทยา เภสัชกรภิฏฐา สุรพัฒน์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ช่วยบรรเทาอาการโควิด-19
ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ช่วยบรรเทาอาการโควิด-19

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ตำรับแรกในไทย

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ยาต้านเชื้อไวรัส ถือเป็นตำรับแรกในประเทศไทย ที่ถูกพัฒนาและคิดค้นสูตรโดย งานเภสัชกรรมฯ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) ยาชนิดน้ำเชื่อมนี้ทำไว้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยสูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด โดยมุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือประเทศไทยให้สามารถผลิตยาให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้ และพบการติดเชื้อในเด็กเพิ่มมากขึ้น

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เล่าว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ช่วงนี้ พบผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีผู้ติดเชื้อเป็นเด็กจำนวนค่อนข้างสูง และใช้ยารักษาแบบเม็ดได้ค่อนข้างลำบาก ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้หารือกับบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด เพื่อผลิตยาในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ในรูปแบบยาน้ำเชื่อมที่ใช้รักษาโควิด-19

ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ตำรับแรกของไทย
ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ตำรับแรกของไทย

วิธีใช้ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์

ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาน้ำเชื่อมปราศจากน้ำตาล ลักษณะเป็นยาน้ำใส สีส้ม รสราสป์เบอรี่

ขนาดรับประทานในเด็ก ช่วงอายุ ตั้งแต่แรกเกิด – 10 ปี
ระยะเวลาการให้ยา 5 – 10 วัน (วันละ 2 ครั้ง ห่างกัน 12 ชม.)
วันแรก รับประทานขนาด 60 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 30 มก.)
วันต่อมา รับประทานขนาด 20 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 10 มก.)
ขนาดรับประทานในผู้ใหญ่
วันแรก รับประทานขนาด 1,800 มก. วันละ 2 ครั้ง
วันต่อมา รับประทานขนาด 800 มก. วันละ 2 ครั้ง
กรณีผู้ใหญ่น้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม
วันแรก รับประทานขนาด 2,400 มก. วันละ 2 ครั้ง
วันต่อมา รับประทานขนาด 1,000 มก. วันละ 2 ครั้ง
วิธีการเก็บรักษา
ควรเก็บในที่ที่ไม่โดนแสงแดด ในอุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

ช่องทางติดต่อรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์

ในกรณีที่แพทย์มีความประสงค์จะใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กและผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ให้อาหารทางสายที่มีผลการตรวจ RT- PCR ยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ที่อยู่ในระบบการดูแลของโรงพยาบาล หรือเข้าสู่ระบบการดูแลที่บ้าน Home Isolation ที่มีแพทย์ติดตามหรือในผู้ที่แพทย์เห็นสมควรจากประวัติสัมผัสและผลตรวจ Rapid Antigen Test เป็นบวก

สามารถติดต่อเพื่อขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยนำผลยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 เข้ามาพบแพทย์และรับยาได้ที่ favipiravir.cra.ac.th หรือโทร.06-4586-2470 ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน โดยในระยะแรกโรงพยาบาลจุฬาภรณ์สามารถผลิตได้จำกัดเพียงไม่เกิน 100 รายต่อสัปดาห์ และยานี้ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.prachachat.net /fb:nithi.mahanonda

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รีวิว ยาน้ำแก้ไอสำหรับเด็ก ตัวไหน? ช่วยบรรเทาอาการไอและปลอดภัยกับลูกน้อย

ยาน้ำลดไข้ ของเด็ก แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันอย่างไร พ่อแม่ควรรู้!

หมอเฉลย สาเหตุ “เด็ก 3 เดือนติดโควิด-19″ พ่อแม่ต้องระวัง!!

เด็กติดโควิด ระวังเชื้อจากพ่อแม่ แพร่ Covid-19 สู่ลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคระบาดในเด็กเล็ก

ผู้เชี่ยวชาญคาด อนาคตโควิดจะกลายเป็น โรคระบาดในเด็กเล็ก

โรคระบาดในเด็กเล็ก – นักวิจัยคาดการณ์ว่าไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค โควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นในอนาคต และผู้ที่เสี่ยงที่จะติดเชื้อส่วนใหญ่จะกลายเป็นเด็กเล็กที่อายุน้อยเกินกว่าที่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

ผู้เชี่ยวชาญคาด อนาคตโควิดจะกลายเป็น โรคระบาดในเด็กเล็ก

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาที่โลกต้องเชิญกับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ มีการรสร้างแบบจำลองที่คล้ายกันในหลายประเทศ และกลุ่มอายุ ทำให้นักวิจัยสามารถคาดการณ์แนวโน้มของโควิด-19 ได้ว่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไรในอีก 1 ปี 10ปี หรือ 20 ปีนับจากนี้

ดร. ออตตา บียอร์นสตัด  นักนิเวศวิทยาเชิงทฤษฎี  กล่าวกับ Medscape Medical News ว่า “เราอยู่ท่ามกลาง การระบาดใหญ่ของไวรัส ซึ่งเป็นคำที่นักระบาดวิทยาใช้เมื่อไม่เคยพบไวรัสมาก่อน ความแปลกใหม่ของ COVID-19 ก็เหมือนกับในอดีตที่เรารู้จักโรคหัดหรือไข้ทรพิษครั้งแรก  แม้ว่าอาจไม่มีอะไรแน่นอน แต่นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาและนอร์เวย์มีข้อมูลมากพอที่จะคาดการสถานการณ์ในอนาคตที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ COVID-19 อาจไม่ถูกกำจัดให้หมดไปได้ แต่จะเปลี่ยนสถานะเป็นโรคประจำถิ่นเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ กล่าวคือ มีอัตราป่วยคงที่และสามารถคาดการณ์ได้

แยกให้ออก ภูมิแพ้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่กับโควิด -19 อาการ ต่างกันยังไง?

งานวิจัยชี้! เด็กป่วยโควิด ส่วนใหญ่หายเป็นปกติได้ภายในหนึ่งสัปดาห์

แม่แชร์ เมื่อลูกติดโควิด! วิธีรักษา Home Isolation เด็ก

โรคระบาดในเด็กเล็ก
โรคระบาดในเด็กเล็ก

การศึกษาในครั้งนี้ ได้รับการเผยแพร่ออนไลน์ในวันที่ 11 สิงหาคมใน Science Advances โดย ดร.บียอร์นสตัด กล่าวว่าหากสถานการณ์ของโรคเป็นไปตามที่คาดการณ์  ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันโรคจากการได้รับวัคซีนหรือการสัมผัสกับโรคหลายครั้งเช่นเดียวกับที่ไวรัสที่ “ทำให้เกิดโรคหวัดในเด็ก”  “หากเราสัมผัสกับไวรัสหลายครั้งในช่วงชีวิตแบบซ้ำๆ ถึงแม้จะติดเชื้อแต่อาการก็จะไม่รุนแรง

“จำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างการระบาดใหญ่เป็นตัวเลขที่น่ากลัว เช่นเดียวกับการระบาดครั้งใหญ่ครั้งก่อนๆ” บียอร์นสตัดกล่าว นอกจากเด็กแล้วยังเป็นไปได้ที่ไวรัส SARS-CoV-2 อาจเสี่ยงต่อผู้สูงอายุแต่โอกาสอาจเป็นไปได้น้อยกว่า

การสร้างแบบจำลอง

“ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน ปัจจุบันกลายเป็นเพียงไวรัสที่เกิดตามฤดูกาล ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ COVID-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นในอนาคตได้เช่นเดียวกันและไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อประชากรที่เคยสัมผัสโรค หรือมีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ” แพทย์หญิง โมฮันดาส ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กที่โรงพยาบาลเด็กลอสแองเจลิส กล่าว

“สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า เรามีวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าไข้หวัดใหญ่” ความพร้อมและประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็กเล็กในอนาคตน่าจะส่งผลกระทบสำคัญต่อการวิวัฒนาการของโรค”

ดร.บียอร์นสตัด กล่าวว่า “มีการแพร่ระบาดเป็นจำนวนมากในเด็กและคนหนุ่มสาวซึ่งทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในขณะนี้” นักวิจัยเชื่อว่า หากความรุนแรงของ COVID-19 ในเด็กโดยทั่วไปลดลง สถานการณ์ของโรคโดยรวมก็จะลดลงเช่นกัน เนื่องจาก SARS-CoV-2 จะกลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่น ในขณะที่มีบางกรณีของโรคร้ายแรงในกลุ่มอายุนั้น แต่ก็พบได้ยากมาก

ดร. เทย์เลอร์ ฮีลด์ กล่าวว่า “มีแนวโน้มมากขึ้น ที่ SARS-CoV-2 จะไม่ถูกกำจัดให้สิ้นซากไป แต่กลายเป็นไวรัสประจำถิ่น อาจจะเป็นไวรัสตามฤดูกาล เมื่อตระหนักถึงเหตุการณ์นี้ บทความนี้จะให้แบบจำลองตามอายุของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

“มันสมเหตุสมผลแล้วที่เด็ก ๆ จะกลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  SARS-CoV-2 ได้มากที่สุด เนื่องจากผู้ใหญ่สามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันโดยผ่านการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีน แต่เด็กคือกลุ่มประชากรที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

บทเรียนจากประวัติศาสตร์

การระบาดของโรคทางเดินหายใจในอดีตแสดงให้เห็นว่ากลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงสูงสุด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในปี พ.ศ. 2432 และ พ.ศ. 2433 หรือที่เรียกว่าการระบาดของไข้หวัดเอเชียหรือรัสเซีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1 ล้านคน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี การระบาดครั้งนั้นเกิดจากโคโรน่าไวรัสในมนุษย์ชื่อว่า HCoV-OC43  แต่ในปัจจุบัน ดร.บียอร์นสตัด กล่าวว่า “เชื้อชนิดนี้ได้กลายเป็นเพียงเป็นไวรัสประจำถิ่นและไม่น่ากลัวเหมือนในอดีต โดยส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบต่อเด็กที่อายุ 7-12 เดือน”

โรคระบาดในเด็กเล็ก

สถานการณ์การติดเชื้อโควิดในเด็กไทย

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า มีเด็กไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 ม.ค.-4 ส.ค. 2564 มากกว่า 65,086 คน โดย แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน

เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่มีโควิดสายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย  ส่งผลให้มีการติดเชื้อในเด็กมากขึ้นอย่างน่าตกใจ  แม้ว่าเด็กจะมีอาการไม่ค่อยมาก แต่จะมีกลุ่มอาการเหมือนโรคคาวาซากิ ซึ่งบางทีอาจจะรุนแรงได้ในเด็ก และไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่เด็กจะมีอาการตามหลังการติดโควิด-19ไม่เกิน 1 เดือน ดังสถานการณ์ปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองต่างต้องการให้ลูกได้ฉีดวัคซีนค่อนข้างมาก

แต่ปัญหาคือวัคซีนที่มีขณะนี้ มีเพียงยี่ห้อเดียว คือ ยี่ห้อไฟเซอร์ ซึ่งได้รับการรับรองในต่างประเทศที่ให้ใช้ในเด็กได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป อีกวัคซีนซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าใช้ในเด็กแล้วมีความปลอดภัย คือ ซิโนแวค ที่ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 3ขวบขึ้นไป โดยใช้ปริมาณครึ่งโดสของผู้ใหญ่ แต่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เหมือนวัคซีนไฟเซอร์ที่องค์การอนามัยโลกมีการรับรองให้ฉีดในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : webmd.com , bangkokbiznews.com , tcijthai.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

จิตแพทย์แนะ 4 วิธีรับมือความเครียด ในช่วงการระบาดของโควิด-19

หมอสูติตอบชัด! คนท้องฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม ฉีดอย่างไรให้..ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

รวมคำถามพบบ่อย คนท้องกับโควิด โดยคุณหมอโอฬาริก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกชอบกัดเล็บ

ลูกชอบกัดเล็บ ควรกังวลไหม ควรทำอย่างไรให้ลูกเลิกกัดเล็บ

ลูกชอบกัดเล็บ – คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมลูกน้อยที่บ้านถึงได้ชอบกัดเล็บตัวเอง ลูกเราผิดปกติหรือเปล่า? พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ค่อนข้างจริงจังเมื่อเห็นลูกกัดเล็บ  เช่น สั่งให้ลูกดึงมือออก สั่งให้หยุด หรือขู่ว่าจะนิ้วกุด บางคนดุลูก ตีมือลูก ไปถึงขั้นตีปาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเป็นกังวลว่าเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายลูกได้ พอลูกหยุดทำพ่อแม่ก็รู็สึกสบายใจ แต่สิ่งที่พ่อแม่มองไม่เห็น ทั้งยังเป็นสาเหตุที่แท้จริงกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ นั่นก็คือ “ความวิตกกังวล” ในใจลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่อาจไม่คิดไม่ถึง ความจริงแล้วการกัดเล็บเป็นหนึ่งในพัฒนาการของเด็กวัยหัดเดิน และเด็กส่วนใหญ่จะเลิกพฤติกรรมนี้ไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป

ลูกชอบกัดเล็บ ควรกังวลไหม ทำยังไงให้ลูกเลิกกัดเล็บ?

การดูดนิ้วหัวแม่มือ การกัดฟัน การบิดผม และการแคะจมูก ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากสภาพทางจิตใจ การกัดเล็บก็เช่นกัน  งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการกัดเล็บอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรม ลูกของคุณอาจกัดเล็บเนื่องจากความสนใจที่พวกเขาได้รับ เมื่อคุณยืนกรานให้หยุด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าการกัดเล็บเป็นนิสัย ซึ่งเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ลูกอาจทำโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุของการกัดเล็บในเด็ก

เด็กกัดเล็บด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ความวิตกกังวล ความเครียด ความเบื่อหน่าย และความสบายใจ สาเหตุประการที่ทำให้เด็กกัดเล็บ คือ

1. เพื่อความสบาย

ทารกดูดนิ้วหัวแม่มือเพื่อเป็นการปลอบประโลมตัวเองซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะเป็นการกระทำที่ให้เกิดความรู้สึกสบาย ผ่อนคลายเมื่อพวกเขากำลังเล่นหรืออยู่คนเดียว และการกัดเล็บตัวเองก็เป็นรูปแบบการผ่อนคลายที่พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นจากการดูดนิ้วโป้งเมื่อเด็กโตขึ้น ดังนั้นเด็กวัยเตาะแตะอาจกัดเล็บตัวเองได้เมื่อรู้สึกสบาย

2. ความเบื่อหน่าย

เด็กมักจะกัดเล็บเมื่อรู้สึกเบื่อหรือรู้สึกว่าทำอะไรซ้ำซากจำเจ นอกจากนี้ยังสามารถเห็นการกัดเล็บได้เมื่อพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมและมือของพวกเขาเป็นอิสระ ระหว่างดูทีวี หรืออยู่ในชั้นเรียน

ลูกชอบกัดเล็บ
ลูกชอบกัดเล็บ

3. บรรเทาความวิตกกังวลและความเครียด

เด็ก ๆ อาจกัดเล็บเพื่อแสดงความตึงเครียดที่รู้สึกอยู่ลึกๆ เพียงชั่วคราวในวัยเด็ก เด็กทุกคนต่างมีความวิตกกังวลในแบบของตัวเอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในโรงเรียน หรือรู้สึกเขินอายในสนามเด็กเล่นเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นได้ การกัดเล็บที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่วงเวลาเช่นนี้อาจเป็นวิธีที่บุตรหลานของคุณจัดการกับความเครียดหรือปลอบโยนตัวเอง หากเป็นกรณีนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

สถานการณ์ต่างๆ ที่บ้านหรือโรงเรียนที่อาจทำให้เกิดความเครียดหรือวิตกกังวลทำให้เกิดการกัดเล็บในเด็กมีสถานการณ์กดดันมากมายที่อาจทำให้พวกเขาวิตกกังวลได้ เช่น:

  • การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างสมาชิกในครอบครัวหรือพ่อแม่
  • การสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหรือญาติสนิท
  • พ่อแม่หย่าร้างกัน
  • ย้ายบ้านใหม่
  • เข้าโรงเรียนใหม่
  • โดนเด็กคนอื่นรังแก
  • การโดนลงโทษ

4. เลียนแบบ

เด็กสามารถซึมซับและรับพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างรวดเร็ว การกัดเล็บเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่พบได้ทั่วไป และเมื่อเห็นพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัวทำแบบนั้น เด็กๆ ก็อาจเลียนแบบนิสัยนั้นได้โดยไม่รู้ตัว

5. เป็นกรรมพันธุ์

มีโอกาสที่นิสัยของคุณจะถูกส่งต่อไปยังลูก ๆ ผ่านทางยีนของพ่อแม่ หากคุณเคยกัดเล็บตอนคุณยังเด็ก ลูกของคุณก็มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมชอบกัดเล็บได้เช่นกัน

ลูกชอบกัดเล็บควรกังวลหรือไม่?

โดยปกติ การกัดเล็บไม่ใช่สาเหตุหลักที่น่ากังวล การกัดเล็บในเด็กเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และบ่อยครั้งที่การกัดเล็บเป็นนิสัยประเภทหนึ่งที่เด็ก ๆ เรียนรู้ และจะหยุดเองได้

การใช้เวลากับลูกให้มากและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและไว้ใจได้ จะกระตุ้นให้พวกเขาแบ่งปันความรู้สึกกังวลกับคุณ หากลูกของคุณกัดเล็บเป็นประจำจนเลือดออก ลูกฉีกแผ่นเล็บ หรือปลายนิ้วมือเปื้อนเลือด รวมกับพฤติกรรมวิตกกังวลหรือตึงเครียดอื่นๆ ที่อาจถือเป็นการทำลายตนเอง และอาจกำลังทุกข์ทรมานจากความวิตกกังวลหรือความเครียดมากกว่าปกติสำหรับเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ควรต้องปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าลูกของคุณกำลังทุกข์ทรมานจากสาเหตุบางอย่างที่ร้ายแรงกว่านั้น สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องรับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อที่จะได้ช่วยแก้ไขได้ทันเวลา

นอกจากนี้เราอาจเคยได้ยินว่าการกัดเล็บอาจเชื่อมโยงกับออทิสติก แต่ความจริงแล้วเด็กที่ชอบกัดเล็บไม่จำเป็นต้องเป็นออทิสติกเสมอไป เด็กและผู้ใหญ่หลายคนมีสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อความสบายใจ  เช่น ม้วนผม เคาะพื้นผิว เล่นกับเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ แต่หากคุณรู้สึกว่าลูกของคุณแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับออทิสติก โปรดติดต่อกุมารแพทย์ของคุณ

วิธีรับมือเมื่อลูกชอบกัดเล็บ

มีหลายวิธีในการช่วยให้เด็กๆ เลิกกัดเล็บ แต่สิ่งสำคัญคืออย่าไปเร่งพวกเขา  เด็กๆ ไม่ควรรู้สึกเขินอายหรือละอายใจ

เมื่อพูดถึงการกัดเล็บในวัย 2 ขวบ บางครั้งทางเลือกที่ดีที่สุดคือการทำต่อไปตามปกติ และหวังว่านิสัยเล็กๆ น้อยๆ นี้จะหายไปเอง ถ้าไม่เช่นนั้น เรามีวิธีอื่นที่อาจใช้ได้ผล

ต่อไปนี้เป็นวิธีแก้ไขที่มีประสิทธิภาพสำหรับการกัดเล็บในเด็ก:

1. ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลของลูก

อย่างที่ทราบกันว่าการกัดเล็บช่วยคลายความตึงเครียดและรับมือกับความรู้สึกที่ยากลำบากของเด็ก หากคุณสังเกตเห็นว่าลูกของคุณกัดเล็บบ่อยขึ้นจนผิดสังเกตเมื่อเขาเครียดหรือกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เช่น เปลี่ยนโรงเรียน ย้ายไปอยู่ที่อื่น หรือความขัดแย้งในครอบครัว ให้ใช้เวลาพูดคุยกับเขา หาช่วงเวลาที่ดีเมื่อเขาอยู่ในอารมณ์ที่เหมาะสม และเชื่อมต่อกับเขาเพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เขาอาจกำลังเป็นกังวลอยู่ ให้ลูกได้บอกให้รู้ และหาทางแก้ไขด้วยเหตุผลของคุณ

2. ตัดเล็บให้ลูกเป็นประจำ

การเล็มเล็บเป็นวิธีที่ดีในการป้องกันการกัดเล็บให้น้อยที่สุด ตัดและตะไบเล็บให้ลูกทุกสัปดาห์  เพื่อไม่ให้เล็บของลูกไม่มีขอบหยาบๆ ที่กระตุ้นให้เด็กๆ ต้องแทะ การดูแลเล็บที่ดีมีแนวโน้มที่จะทำให้เด็กๆ ลืมนิสัยการกัดเล็บ และไม่หันกลับมากัดเล็บของพวกเขาอีก

ลูกชอบกัดเล็บ

3. เสนอทางเลือกอื่น

เสนอทางเลือกอื่นเพื่อคลายความวิตกกังวลของลูก  การบีบและคลึงมือจะช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลายได้ดีขึ้น กิจกรรมที่ทำให้พวกเขายุ่งเป็นทางเลือกที่ดี อาทิ  การทำงานศิลปะ และงานฝีมือควบคู่ไปกับการกระตุ้นจินตนาการเพื่อคลายความเครียด กิจกรรมกลางแจ้งให้เด็กๆ ได้ออกกำลังกายให้ได้เหงื่อซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปลดปล่อยพลังงานหรือความเครียดที่ถูกเก็บเอาไว้

4. สอนให้ลูกตระหนักถึงพฤติกรรม

คุณอาจเริ่มต้นด้วยการบอกลูกเกี่ยวกับสุขอนามัยและผลเสียบางประการของการกัดเล็บ แต่ต้องเป็นเหตุผลที่ไม่น่ากลัวเกินไปสำหรับเด็กๆ  เล่าให้ลูกฟังว่าทำไมการเอานิ้วเข้าปากจึงไม่ใช่เรื่องดีเพราะเราทุกคนมีสิ่งสกปรกและแบคทีเรียอยู่ที่เล็บ การสอนลูกให้เลอกพฤติกรรมต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะส่วนใหญ่แล้วลูกของคุณจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังทำอยู่ ด้วยเหตุนี้เด็กๆ อาจตกใจได้เมื่อคุณตะโกนใส่พวกเขาให้หยุดการกระทำในทันที

5. ให้รางวัลกับพฤติกรรมเชิงบวก

เมื่อคุณเห็นว่าลูกพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นและเหมาะสมลูกเริ่มไม่มีพฤติกรรมกัดเล็บหรือกัดเล็บน้อยลง ควรชื่นชมและให้รางวัลพวกเขา พาพวกเขาไปกินไอศกรีม เพื่อเป็นรางวัล หรือซื้อของเล่นชิ้นใหม่ที่พวกเขาต้องการให้พวกเขา โดยธรรมชาติแล้ว เด็กมักจะชอบเอาใจพ่อแม่ และแสวงหาความสนใจจากพ่อแม่ดังนั้นการชมเชยการมีสติเกี่ยวกับนิสัยหรือการสร้างสุขภาพที่ดีจึงกระตุ้นให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ดีได้

6. อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่

พยายามอย่ากังวลมากนักหากเทคนิคและความพยายามต่างๆ ในการลดละเลิกพฤติกรรมการกัดเล็บของลูกใช้ไม่ได้ผลในทันที หรือต้องหยุดกลางคันการเริ่มต้นใหม่ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่มีอะไรเสียหาย ควรให้เวลากับเด็กๆ และพยายามทำความเข้าใจว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่จะเลิกนิสัยกัดเล็บได้

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อลูกกัดเล็บ

การขู่ลูกเกี่ยวกับการกัดเล็บ การพร่ำบ่น หรือการพูดซ้ำซากให้ลูกได้ยินบ่อยๆ อาจทำให้ลูกเกิดความเครียดสะสมซึ่งไม่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหา เป็นการดีที่สุดที่จะทำตามคำแนะนำต่างๆ หรือปล่อยให้เด็กๆ ได้เข้าใจถึงผลกระทบตามธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้อาจมีพ่อแม่หลายคนคิดหาวิธีให้ลูกเลิกกัดเล็บด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม  ซึ่งวิธีที่ไม่แนะนำให้ใช้ คือ ยาทาเล็บที่มีรสขม เนื่องจากลูกน้อยของคุณมีแนวโน้มที่จะมองว่าการที่พ่อแม่ทำแบบนี้คือการลงโทษที่รุนแรงเกินไป เพราะการกัดเล็บของพวกเขาก็เป็นสิ่งที่ทำโดยสัญชาตญาณ  ดังนั้นการทำให้นิ้วของเด็กๆ มีรสชาติแย่ๆ ไม่ใช่ความคิดที่ดีในการแก้ปัญหา มีวิธีการอื่นๆ ที่ยอดเยี่ยมและเมตตากว่ามากมายในการช่วยลูกวัยเตาะแตะของคุณเรื่องพฤติกรรมการกัดเล็บ

ผลเสียของการกัดเล็บที่อาจเกิดขึ้นได้

ต่อไปนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการกัดเล็บในเด็ก:

  • บางครั้งเด็กอาจแทะเล็บลึกมากจนเลือดออกเมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ บ่อยอาจทำให้นิ้วเจ็บหรือเหงือกอักเสบได้
  • การกัดเล็บด้วยมือที่สกปรกอาจนำไปสู่การติดเชื้อโรคต่างๆ และทำให้เจ็บป่วยได้
  • การกัดเล็บอย่างรุนแรงอาจเป็นสัญญาณของปัญหาด้านความวิตกกังวลที่ต้องได้รับการจัดการ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าพฤติกรรมการกัดเล็บของเด็กๆ สามารถหายไปเองได้เมื่อเด็กๆ โตขึ้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไปหากพฤติกรรมไม่เข้าค่ายที่ต้องกังวล วิธีแก้ปัญหาเพื่อหยุดนิสัยชอบกัดเล็บด้วยการเสริมทางเลือกเสริมทางเลือกเชิงบวก ตลอดจนการให้คำแนะนำและการอธิบายให้เด็กๆ ได้ตระหนักถึงผลเสียของการกัดเล็บด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัยของลูกจะช่วยปรับพฤติกรรมของลูกได้ และยังช่วยเสริมสร้างทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ให้กับเด็กๆ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : parenting.firstcry.com , kidadl.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทารกชอบขยี้ตา ลูกชอบถูหน้าตัวเอง เป็นเพราะอะไร?

ลูกชอบนอนละเมอ พ่อแม่ควรกังวลไหม จะแก้ไขได้อย่างไร?

เคล็ด(ไม่)ลับ ลูกเป็นหวัดคัดจมูก วิธีแก้แบบไม่ใช้ยา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เครียดลูกป่วยบ่อย นมแม่ช่วยได้ไหม

เครียดลูกป่วยบ่อย ทำไมลูกกินนมแม่ยังป่วยบ่อยได้นะ??

เครียดลูกป่วยบ่อย อยู่ใช่ไหม เวลาลูกป่วยไม่เพียงแต่ทรมานลูก แต่พ่อแม่ก็พลอยทุกข์ใจไปด้วย เหตุใดลูกถึงป่วยบ่อย ทั้งที่เลี้ยงด้วยนมแม่ มาหาสาเหตุไปพร้อมกัน

เครียดลูกป่วยบ่อย ทำไมลูกกินนมแม่ยังป่วยบ่อยได้นะ??

ลูกป่วยบ่อย นับว่าเป็นปัญหาที่น่าหนักใจของพ่อแม่ทุกคน ไม่ว่าลูกของเราจะอยู่ในวัยใดก็ตาม พ่อแม่ก็ไม่อยากที่จะเห็นลูกต้องทรมานจากการป่วย นอกจากนั้นยังสร้างความกังวล ทำให้พ่อแม่เครียดลูกป่วยบ่อยว่า การที่ลูกป่วยบ่อยนั้นจะส่งผลต่อพัฒนาการของเขาหรือไม่

จากสถิติขององค์การยูนิเซฟ พบว่า เฉพาะปี 2558 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั่วโลก จำนวนมากถึง 9 แสนราย เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ ซึ่งโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ อุจจาระร่วง มือเท้าปาก คางทูม อีสุกอีใส หัด และไข้เลือดออก ซึ่งการเจ็บป่วยในวัยนี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการ และสุขภาพโดยรวมของเด็ก และการรักษาที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยลดอัตราการตายของเด็กที่ติดเชื้อ ยังสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้แก่ครอบครัว สังคม และภาครัฐด้วย

เครียดลูกป่วยบ่อย รับมืออย่างไรดี
เครียดลูกป่วยบ่อย รับมืออย่างไรดี

สำหรับโรคติดเชื้อในเด็กที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่

  • โรคทางเดินหายใจ โดยปอดบวม ยังเป็นโรคอันดับหนึ่ง เป็นเพราะคนเราต้องหายใจตลอดเวลา เมื่อเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ โอกาสที่จะหายใจใส่กัน และแพร่โรคก็มีมาก
  • โรคทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเชื้อไวรัสโรตา
  • โรคหัด ซึ่งโรคติดเชื้อหลายชนิดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

สัญญาณทั่วไปที่อาจบ่งบอกว่าลูกไม่สบาย 

หากคุณพ่อคุณแม่สามารถทราบได้ถึงอาการผิดปกติก่อนลูกป่วย หรือป่วยในขั้นเริ่มต้นไม่รุนแรง ก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียได้

  1. ไข้สูง นับเป็นอาการเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อาการที่แสดงออก เช่น หน้าแดง เหงื่อออก เป็นต้น
  2. กระหายน้ำมาก ในช่วงวัยเด็กหัดเดิน หากสังเกตเห็นว่าลูกดื่มน้ำมาก และปัสสาวะบ่อยเกิน อาจสงสัยในเรื่องเบาหวานในเด็กได้
  3. หายใจลำบาก การหายใจมีเสียงหวีด หายใจถี่เร็ว เป็นปัญหาทั่วไปที่มีสาเหตุได้หลายประการ เช่น โรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปอดบวม หลอดเลือดฝอยอักเสบ การหายใจลำบากกะทันหันอาจเกิดจากการสำลักหรืออุดตันในทางเดินหายใจ
  4. ปวดท้อง อาการปวดท้องมักมาพร้อมกับอาการท้องผูก แม้ว่าจะพบได้ยากในทารก แต่ก็เป็นอาการทั่วไปในเด็กโต สาเหตุอื่นๆ ของอาการปวดท้อง ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs) ไส้ติ่งอักเสบ  อาการแพ้นม และโรคเครียด เป็นต้น
  5. ปวดขณะปัสสาวะ ความรู้สึกเจ็บปวดระหว่างถ่ายปัสสาวะ ร่วมกับความถี่ในการปัสสาวะเพิ่มขึ้น เป็นอาการของ UTI ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยในเด็ก
  6. เมื่อยล้ามาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงกะทันหัน จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากปัญหาในไขสันหลังและเส้นประสาท
  7. ใบหน้าบวม อาการแพ้ส่วนใหญ่ เช่น ลมพิษ การติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือการก่อตัวของซีสต์ไขมัน อาจทำให้ใบหน้าบวมได้
  8. ริมฝีปากสีฟ้า สีม่วงอมน้ำเงิน ตัวเขียว เป็นผลมาจากการขาดออกซิเจนในกระแสเลือด
  9. ผื่นรุนแรง มีหลากหลายสาเหตุ เช่น ลมพิษ แมลงกัดต่อย ผื่นจากการแพ้ยา เป็นต้น
  10. น้ำหนักขึ้นช้า อาจเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยหลายประการที่ขัดขวางการดูดซึมอาหาร หรือขัดขวางการย่อยอาหาร ดังนั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นช้า อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ การเลี้ยงดู หรือมักเกิดจากปัจจัยต่างๆ ร่วมกัน
  11. เหม่อลอย มีปัญหาด้านการรับรู้ ไม่สามารถจดจ่องานที่ทำได้

    ภูมิคุ้มกัน กับ นมแม่
    ภูมิคุ้มกัน กับ นมแม่

 ภูมิคุ้มกัน เกราะป้องกันที่ดีให้ลูกน้อย

ความ เครียดลูกป่วยบ่อย นอกจากการที่พ่อแม่จะคอยเฝ้าระวังจากปัจจัยภายนอกแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเจ็บป่วยของลูกคือ การเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ลูก เป็นเกราะป้องกันจากภายในที่มีประสิทธิภาพ กล่าวกันว่าระบบภูมิคุ้มกันของเด็กจะเติบโตเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น และภูมิคุ้มกันของเด็กจะสร้างขึ้นเมื่อมีการเจ็บป่วยหรือการติดเชื้อที่ตามมาทุกครั้ง แต่มิได้หมายความว่าเด็กที่ป่วยบ่อยจะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงที่สุดมักจะต่อสู้กับเชื้อโรคโดยไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้น ดังนั้น การเจ็บป่วยมักจะไม่ใช่สัญญาณที่ดี แต่เป็นการเตือนให้ดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น

3 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ลูกน้อย

1. ได้รับอาหารที่มีประโยชน์

ภาวะทุพโภชนาการเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดภูมิคุ้มกันทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ควรจะเลี้ยงลูกของคุณด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็น แร่ธาตุ วิตามิน และกรดอะมิโนที่สำคัญ

นมแม่ : แหล่งสารภูมิคุ้มกันเดียวในทารกแรกเกิด

ทารกเกิดมาโดยไม่มีแอนติบอดี้ของตัวเอง และได้รับภูมิคุ้มกันจากนมแม่ในวันแรกหลังคลอด น้ำนมแม่มีแอนติบอดี้ที่เป็นประโยชน์ในระบบย่อยอาหารของทารกแรกเกิด องค์การอนามัยโลก WHO และ UNICEF แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จนถึง 1 ปี เพราะนมแม่มีประโยชน์มากมาย รวมถึงมีจุลินทรีย์ LGG ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

“ทำไมลูกกินนมแม่ ถึงยังป่วยบ่อย?”

เด็กนมแม่ไม่ใช่ไม่ป่วย แต่ความรุนแรงของโรคมักจะน้อยกว่าเด็กที่ได้รับนมผสม เด็กนมแม่เมื่อโตขึ้น จนถึงวัยเข้าโรงเรียน เด็กคนอื่นๆ ก็แพร่เชื้อใส่ลูกเรา ตามธรรมชาติของเด็กที่อยู่รวมกัน นี่คือสิ่งที่ต้องทำใจว่าการเจ็บป่วยของเด็กวัยนี้ คือ เรื่องปกติที่ต้องพบเจอ แต่ขอให้มั่นใจว่า ถ้าไม่ได้กินนมแม่ ลูกคงเจ็บป่วยบ่อย และ หนักกว่านี้

ข้อมูลอ้างอิง:ข้อความบางส่วนจาก FB:สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด

“นมแม่ กับ ภูมิคุ้มกันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?”

อย่างที่ทราบกันดีว่า อาหารเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ก็จะทำให้เป็นเด็กที่แข็งแรง เจ็บป่วยยาก และแม้จะป่วยก็อาการไม่หนัก ซึ่งในเด็กทารกนั้นร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน และอาหารที่เด็กทารกได้รับก็มีเพียงแค่นมเท่านั้น

ในน้ำนมแม่มีปัจจัยการเจริญเติบโตชนิดพิเศษ (special growth factors) ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สมอง ลำไส้ และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายให้เจริญเติบโตเต็มที่ ดังจะเห็นได้ว่า เด็กที่ถูกเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กที่ยังกินนมแม่อยู่จะมีการติดเชื้อที่น้อยกว่าและมีความรุนแรงน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม เพราะระบบภูมิคุ้มกันพัฒนาได้เร็วกว่า

ข้อมูลอ้างอิง:ข้อความบางส่วนจาก FB:สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด
เครียดลูกป่วยบ่อย นมแม่ช่วยได้
เครียดลูกป่วยบ่อย นมแม่ช่วยได้

“เปิดอีกหนึ่งสาเหตุการป่วยบ่อยของเด็กกินนมแม่อาจมาจาก “แพ้อาหาร”

ลูกในวัยทารกจะแพ้อาหารได้อย่างไร คงต้องขอบอกว่า เด็กแพ้ผ่านน้ำนมแม่ จากอาหารที่แม่รับประทานเข้าไปนั่นเอง อาหาร 8 อย่างที่เด็กมักแพ้ง่าย ได้แก่
1. ไข่
2. นม และอาหารที่ทำจากนม ชีส, โยเกิร์ต ครีม ไอศครีมนมเนย
3. ปลา
4. อาหารทะเลที่มีเปลือก กุ้ง, หอย,ปู
5. ถั่วเหลือง และอาหารจากถั่วเหลือง เต้าหู้ น้ำเต้าหู้
6. ถั่วต่างๆ เม็ดมะม่วงหิมพานต์, อัลมอนด์, วอลนัท
7. แป้งสาลี ขนมปัง
8. ถั่วลิสง

โดยให้สังเกตว่าลูกน้อยมีอาการแพ้ต่ออาหารเหล่านั้นระหว่างที่ให้นมแม่หรือไม่ หากแพ้ให้งดทันที เพราะเมื่อลูกเกิดอาการแพ้มักจะมีอาการที่ทำให้ไม่สบายตัว บ่อย ๆ ครั้งเข้าก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บป่วยในขั้นต่อไปได้เช่นกัน

อาการแพ้ที่เกิดขึ้นกับลูกตั้งแต่เป็นทารก เราคิดว่าปกติ แต่มันไม่ปกติเท่าไรนัก เช่น

ผื่น: หมอมักบอกว่าผดร้อนบ้าง ผดฮอร์โมนบ้าง แพ้เหงื่อบ้าง
– ครืดคราด มีน้ำมูกใสๆ เสมหะ ไอ บางคนก็บอกว่าเป็นหวัด (แต่เป็นหวัดต้องมีไข้ค่ะ ถ้ามีน้ำมูกเฉยๆ คือแพ้อะไรบางอย่าง)
ท้องอืด ถ่ายเป็นมูกๆ มูกเลือด ประกบผ้าอ้อมแล้วเห็นมูกยืด อึกลิ่นเปรี้ยวๆ

สำหรับอาการแพ้สะสม (กินมาตั้งนานแล้วไม่เห็นเป็นไร อยู่ๆ ค่อยมีอาการแพ้)

เมื่อภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ดีขึ้นและมากขึ้น น้องจะแสดงอาการแพ้ได้เร็วขึ้นและมากขึ้น

นี่เป็นสาเหตุที่หลายคนไม่แพ้ต้ังแต่เล็กๆ มาแพ้นมวัวตอนอายุเป็นขวบๆ ค่ะ

เมื่อลูกแพ้ง่าย สารคัดหลั่งก็อาจไปทำให้คอแดง ระคายคอ โพรงไซนัสบวมเป็นไซนัสอักเสบ เป็นหวัดคออักเสบ หูอักเสบได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ เพราะเจอสารก่อภูมิแพ้สะสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวๆ น้องก็จะป่วยค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง:ข้อความบางส่วนจาก FB: นมแม่แฮปปี้

น่าอ่าน5 วิธีรับมือ ลูกแพ้อาหารที่แม่กิน ลูกแพ้อาหารผ่านนมแม่ทำไงดี

อาหารทะเล หนึ่งในแปดสิ่งที่เด็กชอบแพ้
อาหารทะเล หนึ่งในแปดสิ่งที่เด็กชอบแพ้

2. ให้ลูกได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามกำหนด

การฉีดวัคซีนให้แก่เด็ก จะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยที่เป็นอันตราย อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันให้กับพวกเขา เพราะร่างกายได้สร้างแอนติบอดี้จากเชื้อในวัคซีนนั้น ๆ แล้ว ปกติแล้วเมื่อทารกคลอดออกมาจะได้รับการฉีดวัคซีนทันที และจะต้องมารับเรื่อยๆ ตามกำหนด ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ที่ต้องพาลูกไปรับวัคซีนให้ตรงตามกำหนด

3. พักผ่อนให้เพียงพอ 

ร่างกายทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอด 24 ชั่วโมง แต่จะซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองระหว่างการนอนหลับ การไม่ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้การทำงานของร่างกายอ่อนแอลง และทำให้มีโอกาสเกิดโรคได้ง่ายขึ้น ร่างกายที่พักผ่อนเต็มที่มักจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าลูกของคุณนอนหลับเพียงพอทุกวัน นอนวันละ 6-8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันที่ดี

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.thaihealth.or.th/www.emedihealth.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แพ้นมวัว หมอชี้! แท้จริงเป็นเพราะพ่อแม่

นมแม่ ช่วยสร้างสมองลูก โต 20-30%

4 วิธีกระตุ้นนมแม่ อย่างได้ผลดี ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บ

เช็กลิสต์ 5 ผื่นแพ้ในทารก พร้อมวิธีรับมือที่แม่ต้องรู้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การใช้ยาในคนท้องที่ติดโควิด

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่กินได้ vs ยาต้องห้าม

“หนูเป็นโควิด แล้วลูกหนูจะเป็นอะไรไหมคะคุณหมอ” “คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง”  คำถามที่คุณแม่ท้องกังวลที่สุดในเวลานี้เกี่ยวกับโควิด นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, กรรมการแพทยสภา เจ้าของเพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์ มาช่วยคลายสงสัยคุณแม่ท้อง ในเรื่องผลกระทบของโควิดต่อการตั้งครรภ์ รวมถึง การใช้ยาในคนท้องที่ติดโควิด ดังนี้

รายงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 มีจำนวนแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 สะสมแล้ว 1993 คน ในปัจจุบันคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อเยอะกว่านี้บางโรงพยาบาลมีคุณแม่ที่ติดเชื้อโควิดมาคลอดทุกวัน 

ณ เวลานี้ คงเรียกได้ว่า การติดเชื้อโควิดในคนท้องพบได้เป็นเรื่องปกติ

เวลาที่เกิดการเจ็บป่วยในคนท้อง มักมีชุดคำถามที่ต้องถาม ดังนี้

  • การตั้งครรภ์จะส่งผลต่อตัวโรคอย่างไร
  • ตัวโรคจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร ทั้งต่อแม่และทารกในครรภ์
  • การรักษาจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร ทั้งต่อแม่และทารกในครรภ์
  • ผลที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลระยะสั้น หรือระยะยาว

การตั้งครรภ์ส่งผลต่อโรคโควิตอย่างไร 

ในคนท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายระบบ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน ยกตัวอย่างของระบบหายใจ คนท้องจะมีมดลูกที่ใหญ่ขึ้น จะไปดันกระบังลม ทำให้ปริมาตรของช่องปอดเหลือน้อย หายใจได้ลำบาก หากมีการติดเชื้อโควิด 19 แล้วลงไปที่ปอดก็ยิ่งจะทำให้ระบบการหายใจแย่ลงไปอีก

ตัวโรคจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร 

เมื่อคนท้องติดโควิดจะส่งผลทำให้อัตราการนอนโรงพยาบาลสูงขึ้น อัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสูงขึ้น รวมถึงอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น นี่คือสิ่งที่กระทบกับแม่ ส่วนกับทารกในครรภ์นั้น จะเพิ่มอัตราการคลอดก่อนกำหนด การเกิดทารกน้ำหนักน้อย รวมถึงอัตราการผ่าตัดคลอดที่สูงขึ้น

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง
คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง

การรักษาจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร 

การรักษาโรค covid-19 นั้นส่วนใหญ่ รักษาแบบประคับประคอง เช่น ทานยาลดไข้ ทานยาลดอาการไอ อย่างไรก็ดี หากมีอาการมากต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอาจจะจำเป็นต้องใช้ยา และการรักษาอื่นๆ มากขึ้น

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง 

  • Favipiravir เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโควิด 19 อย่างไรก็ดี ยาตัวนี้มีผลทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ จึงหลีกเลี่ยงให้ยานี้ในช่วงไตรมาสแรก และสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ก่อนที่จะเริ่มใช้ยาตัวนี้ ควรจะตรวจการตั้งครรภ์ก่อน 
  • Remdisevir ยาตัวนี้ใช้รักษาโควิด 19 ในสตรีตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรกได้ เนื่องจากมีข้อมูลความปลอดภัยในคนท้องอยู่จำนวนหนึ่ง และไม่มีรายงานผลกระทบต่อทารกในครรภ์
  • ฟ้าทะลายโจร ห้ามให้ในสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากมีรายงานในสัตว์ทดลองว่า เพิ่มการบีบตัวของมดลูก ส่งผลให้เกิดภาวะแท้ง
  • ยาแก้ไอและยาขับเสมหะ มีหลายชนิดจำเป็นต้องปรึกษาเภสัชกร ว่าชนิดใดสามารถใช้ในคนท้องได้ ต้องระวังยาแก้ไอที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลให้เกิดความพิการในทารกได้ 
  • เอกซเรย์ปอด สามารถทำได้ในสตรีตั้งครรภ์ เนื่องจากขนาดของรังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพปอดปริมาณน้อยมาก ไม่ส่งผลกับทารกในครรภ์ 

ส่วนผลของ covid 19 จะส่งผลกับทารกที่เกิดมาหรือไม่ในอนาคต จำเป็นต้องทำการติดตามข้อมูลอย่างละเอียด กันต่อไป

ณ เวลานี้ covid 19 กำลังระบาดหนักในประเทศไทย คนท้อง คือกลุ่มเสี่ยงสูง หมออยากฝากให้ทุกคนป้องกันระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่ 

ขอให้ทุกคนแข็งแรง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นได้ตั้งแต่ในท้องแม่ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมหาข้อมูลต่างๆ ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีสู่ลูกน้อยในครรภ์ เป็นต้นทุนชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเกิดให้กับลูกน้อย


ติดตามเรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และสุขภาพสตรี กับคุณหมอโอฬาริก

ได้ที่เพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์

เพจ หมอโอฬาริก

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

แนวทางปฏิบัติตัวช่วงโควิด สำหรับ คนท้อง แม่หลังคลอด ทารกแรกเกิด

กรมอนามัยเผย คนท้องติดเชื้อโควิด เสี่ยงป่วยหนัก แนะฉีดวัคซีนป้องกัน! หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์