จิ๋มล็อค

ภาวะ “จิ๋มล็อค” ต้นเหตุของการมีลูกยาก

ฮะ!! อะไรนะ!!? ภาวะ “จิ๋มล็อค” มีด้วยเหรอ!? แล้วเกี่ยวอย่างไรกับ การมีลูกยาก … มันคืออะไร ไปหาคำตอบนี้กัน

 

 

แทบจะสะดุ้งกันเลยใช่ไหมละคะ กับชื่อภาวะแปลก ๆ ของ”จิ๋มล็อค” … อย่าขำไปนะคะ เพราะภาวะนี้มันมีอยู่จริง หากใครมีโอกาสเคยได้อ่านข่าวของคู่รักชาวอิตาลีคู่หนึ่งที่เกิดนึกพิเรนทร์อยากมีเซ็กส์กันในทะเล แต่เจ้ากรรมคุณผู้ชายไม่สามารถดึงจุ๊ดจู๋ออกจากจิ๊มิของคุณผู้หญิงได้ จึงเกิดเหตุการณ์ “จู๋ติดและจิ๋มล็อค” ขึ้น!! ทำเอาชาวบ้านบริเวณชายหาดต้องพากันหามทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลกันไป กว่าจะแยกทั้งคู่ออกจากกันได้นั้นก็ต้องวางทั้งยาสลบ ให้ทั้งยากล้ามเนื้อ แถมต้องฉีดสารหล่อลื่นเข้าไปในช่องคลอดของคุณผู้หญิงกันอีก … เรียกได้ว่าใช้เวลามากโขอยู่

แต่เอาเถอะค่ะ อันนั้นเราก็คงต้องปล่อยเขาไปแล้วเอาเรื่องราวนี้มาเป็นประสบการณ์และนำมาเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์แทน … แล้วภาวะ”จิ๋มล็อค” คืออะไรกันนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันค่ะ

ภาวะจิ๋มล็อค คืออะไร?

ภาวะจิ๋มล็อคหรือที่ศัพท์ทางการแพทย์เรียกกันว่า “Vaginismus” นั้น เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อบริเวณปากช่องคลอดของคุณผู้หญิงทั้งหลายเกิดการหดรัดตัว โดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถเอาจุ๊ดจู๋ของคุณผู้ชายออกมาได้ แต่ไม่ใช่แค่เอาออกไม่ได้เท่านั้นนะคะ ยังมีภาวะเอาเข้าไม่ได้อีกด้วยละค่ะ

 

อะไรคือปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้?

  1. เกิดอาการตกใจขณะมีเซ็กส์ – ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่นั้น จู่ ๆ คุณแม่ก็มีอาการตกใจเสียอย่างนั้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณปากช่องคลอดเกิดการหกเกร็งค้างเฉียบพลัน ทำให้จุ๊ดจู๋ของคุณพ่อถูกกล้ามเนื้อรอบ ๆ ปากช่องคลอดรัดแน่นจนไม่สามารถดึงออกได้
  2. ขนาดของจุ๊ดจู่นั้นฟิตพอดีกับช่องคลอดมากเกินไป – อย่าหัวเราะเยาะไปค่ะ เพราะขนาดของจุ๊ดจู๋ที่ว่านั้นจะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ แต่ถ้าหากฟิตจนเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความกระชับพอเหมาะพอเจาะจนล็อคติดกันพอดีนั่นเอง
  3. มีเซ็กส์ในน้ำ – การมีเซ็กส์ในน้ำนั้น น้ำจะชะล้างเอาสารคัดหลั่งภายในช่องคลอดออกไป ทำให้ขาดสารหล่อลื่นตามธรรมชาติค่ะ นอกจากนั้น การมีเซ็กส์ในน้ำยังทำให้เกิดสภาวะสูญญากาศภายในช่องคลอดได้ง่ายขึ้นด้วย
ปมในวัยเด็ก

ปมในวัยเด็ก เยียวยาอย่างไรให้ลูกดีขึ้น

ปมในวัยเด็ก เรื่องบอบบางที่คนทำคาดไม่ถึง แต่อาจทำให้เด็กตาดำ ๆ คนนึงรู้สึกฝังใจไปตลอดชีวิต!

 

 

จากกรณีเพจดังอย่าง Red Skull Phatthalung ได้โพสต์ข้อความอันเกี่ยวกับเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกคุณครูเขียนข้อความประจานด้วยข้อความไม่เหมาะสมว่า “ยังไม่ชำระค่าเทอม 700 บาท” นั้นทำเอาเป็นที่วิจารณ์กันเป็นอย่างมากในโลกของโซเชียลถึง การกระทำดังกล่าวนั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ปกครองไม่คิดว่าจะได้เจอ เพราะต่างพากันคาดหวังว่า การที่ลูกไปเรียนหนังสือนั้น นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังคาดหวังว่าลูกจะได้หล่อหลอมจิตใจ เป็นเด็กที่คิดดี ทำดี และรักดีมีความคิดที่ดีได้อีกด้วย แต่พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ทำเอาหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แหลกสลายได้ด้วยเช่นกัน ก็ใครเล่าจะไปรับได้เมื่อรู้ว่า ลูกต้องกลายเป็นเด็กที่ถูกเพื่อน ๆ ล้อและมองว่าเป็นตัวตลก แบบนี้ยิ่งไม่ถูกต้องใหญ่

แต่ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่มองว่า พอถึงเวลาถ้าคุณรู้ว่าต้องจ่ายค่าเทอมก็ไปจ่ายสิ จะมาโทษคุณครูฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้หรอก มันต้องโทษผู้ปกครองด้วย … อันนี้ก็คงไม่เถียง แต่ถ้าหากครอบครัวเขาไม่ได้มั่งมีพร้อมจะควักหรือจ่ายเหมือนคุณละ เขาก็อาจจะกำลังหาเงินกันอยู่ก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาชึพที่ต้องหาเช้ากินค่ำเนี่ย ยิ่งแล้วใหญ่นะคะคุณ ไหนจะต้องหมุนเงิน กู้หนี้ยืมสินทั้งในและนอกระบบอีก มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย

จะว่ากันไปก็นานาจิตตังค่ะ หลายคนหลากหลายความคิด แต่ที่แน่ ๆ การกระทำที่ทางโรงเรียนมองว่า เป็นแค่การฝากข้อความถึงผู้ปกครองเท่านั้นเอง แบบนี้ถามหน่อยค่ะว่า เด็ก ๆ จะรู้เรื่องหรือไม่ พวกเขาทำผิดอะไร ทำไมถึงต้องทำกับเขาแบบนี้ด้วย นอกจากคำถามที่ไม่มีใครอธิบายให้เด็กฟังได้ เด็กก็อาจจะเกิดความอคติกับครอบครัวได้ด้วยเช่นกัน

หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ ในเมื่อมีวิธีมากมายที่จะสามารถสื่อสารข้อความดังกล่าวจากโรงเรียนถึงผู้ปกครอง เพราะการกระทำที่ไม่คิดเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้าง ปมในวัยเด็ก ได้โดยที่คนทำเองคาดไม่ถึงเลยละค่ะ แล้วแบบนี้จะมาโทษเด็กไม่ได้นะคะว่า ขี้เกียจไม่ยอมมาโรงเรียนอีก เพราะเด็กที่ไหนจะเกิดความรู้สึกอยากไปโรงเรียนเพื่อไปเจอสังคมที่พร้อมจะหัวเราะเยาะใส่เขากัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ทีมงาน Amarin Baby and Kids รู้สึกว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับลูกของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนี้ หรือเรื่องไหนที่สามารถสร้าง ปมในวัยเด็ก ให้กับพวกเขาได้ เราจะมีวิธีการเยียวยาพวกเขาอย่างไรได้บ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

โฟเลต คนท้อง

โฟเลต คนท้อง ต้องกินบำรุงร่างกาย ป้องกันทารกในครรภ์ผิดปกติ

โฟเลต คนท้อง จำเป็นต้องกินบำรุงร่างกายอย่างต่อเนื่อง โฟเลตมีส่วนสำคัญในการบำรุงร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรง และยังช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดให้กับทารกอีกด้วย โฟเลตถือเป็นหนึ่งในสารอาหารที่คนท้องต้องได้รับอย่างเพียงพอเพื่อบำรุงให้ครรภ์มีสุขภาพดีตลอด 9 เดือน

 

โฟเลต คืออะไร?

สงสัยกันไหมคะว่าทำไม โฟเลต คนท้อง ต้องทานกันอย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการตั้งครรภ์ …โฟเลต (folate) หรือ โฟลิก (Folic Acid) คือกลุ่มวิตามินบี 9 ที่มีความสำคัญต่อการสร้างและการแบ่งเซลล์เพื่อให้ตัวอ่อนมีความสมบูรณ์ในช่วง 28 วันแรกหลังจากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

*โฟเลตที่ร่างกายได้รับยังมีส่วนสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งเป็นยีนหรือสารพันธุกรรม และสังเคราะห์กรดอะมิโนอีกหลายตัว รวมทั้งมีความจำเป็นในการแบ่งตัวเซลล์ และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่างๆ

ดังนั้นเพื่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ก่อนเริ่มตั้งครรภ์แนะนำให้รับประทานโฟเลตเพื่อเตรียมร่างกายทุกวันๆ ละ 400 ไมโครกรัม เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน จากนั้นเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกและตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือนให้เพิ่มปริมาณการทานโฟเลตเป็นวันละ 600 ไมโครกรัม

โฟเลต คนท้อง

ทำไมต้อง “โฟเลต” สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ที่ดีมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้คุณแม่ท้องมีสุขภาพครรภ์สมบูรณ์ซึ่ง โฟเลต (folate) ก็เป็นหนึ่งในสารอาหารจำเป็นที่คนท้องควรต้องได้รับต่อเนื่องสม่ำเสมอ การทานโฟเลตในเบื้องต้นก็เพื่อเป็นการเตรียมร่างกายของแม่ให้แข็งแรงนั่นเองค่ะ ไปดูกันว่าโฟเลต คนท้อง กินแล้วได้ประโยชน์ต่อสุขภาพครรภ์ในเรื่องอะไรกันบ้าง…

  1. ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
  2. ช่วยสร้างเซลล์สมอง และช่วยพัฒนาการของเซลล์สมองให้กับทารกในครรภ์
  3. ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติที่ระบบประสาทของทารก
  4. ช่วยป้องกันทารกในครรภ์จากภาวะไม่มีเนื้อสมอง
  5. ช่วยป้องกันทารกในครรภ์จากภาวะไขสันหลังปิดไม่สนิท
  6. ช่วยป้องกันทารกเกิดมามีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ แขนขาพิการ

คุณแม่พอจะทราบถึงความสำคัญ และประโยชน์จากการทานโฟเลตอย่างต่อเนื่องกันแล้วนะคะ ทีนี้เราจะไปดูกันว่าในทุกๆ วันจะ   สามารถทานโฟเลตจากแหล่งอาหารใดกันได้บ้างค่ะ

 

โฟเลต คนท้อง

นอกจากโฟเลตแล้ว คุณแม่ท้องควรได้รับโภชนาการสารอาหารครบ 5 หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ซึ่งก็มาจากเนื้อสัตว์ ข้าว พืชผักผลไม้ ฯลฯ ที่ต้องรับประทานอย่างสมดุลหลากหลายกันในทุกมื้ออาหารด้วยนะคะ เพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีครรภ์สุขภาพสมบูรณ์ดีตลอดช่วงการตั้งครรภ์ 9 เดือนค่ะ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
*รศ.ธรา วิริยะพานิช.กรดโฟลิก-โฟเลต.www.doctor.or.th
รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์.อาหารการกิน.คู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.หน้า 24.
*“โฟลิก” ป้องกันลูกพิการแต่กำเนิด.โรงพยาบาลราชวิถี.http://www.rajavithi.go.th
“โฟเลต” วิตามินวิเศษฯ.www.thairath.co.th

 

เด็กแรกเกิด

เด็กทารก แรกเกิด กับ 10 โรคฮิตที่พ่อแม่ต้องระวัง!

เด็กทารก แรกเกิด คือเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 1 เดือน ซึ่งร่างกายและจิตใจยังเติบโตไม่สมบูรณ์ ทำให้พบโรคได้บ่อย เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าผู้ใหญ่ การดูแลและป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

Continue reading “เด็กทารก แรกเกิด กับ 10 โรคฮิตที่พ่อแม่ต้องระวัง!”

โรคในทารกแรกเกิด

โรคในทารกแรกเกิด 10 โรคฮิตลูกมักเป็นในขวบปีแรก

1 ในสิ่งสำคัญที่พ่อแม่มือใหม่ควรทำ คือ รู้จัก/เฝ้าระวัง พร้อมรับมือ กับ โรคในทารกแรกเกิด ซึ่งมี 10 โรคด้วยกันที่ล้วนแล้วแต่เป็นอาการและ โรคยอดฮิต ที่ลูกน้อยมักเป็นบ่อยในช่วงวัยขวบปีแรก จะมี โรคที่เกิดขึ้นในวัยทารก โรคใดบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

10 โรคในทารกแรกเกิด ยอดฮิต!
ลูกมักเป็นในขวบปีแรก

ลูกน้อยในวัยขวบปีแรก ถือเป็นวัยที่ร่างกายและจิตใจยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ จึงย่อมมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็จะแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ทั้งนี้การดูแลลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะลูกน้อยสามารถเจ็บป่วย หรือ มีอาการไม่สบายตัว ได้บ่อยครั้ง

เนื่องจากการที่อวัยวะต่างๆของเด็ก ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่นี่เอง โรคต่างๆของเด็กมักแตกต่างจากโรคของผู้ใหญ่ ถึงแม้บางชนิดอาจเหมือนกันก็ตาม และจากการที่เนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคในเด็กต่ำกว่าในผู้ใหญ่ โรคในทารกแรกเกิด หรือ โรคเด็ก จึงมักมีความรุนแรงมากกว่าในผู้ใหญ่ ดังนั้นขั้นตอนและวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กจึงแตกต่างจากในผู้ใหญ่

ทั้งนี้สำหรับโรคเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องรักษากับหมอเด็ก (กุมารแพทย์) เพราะแพทย์ทุกสาขาสามารถดูแลเด็กได้ทุกคน เนื่องจากในการเรียนแพทย์ ทุกคนต้องผ่านการเรียนการสอนในเรื่องของโรคเด็กเป็นวิชาหลักวิชาหนึ่งเสมอ

แต่เมื่อเป็นโรคที่ซับซ้อนก็ควรเป็นการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก หรือ โรคในทารกแรกเกิด ซึ่งแพทย์ที่ดูแลเด็กอยู่ในขณะนั้นมักจะเป็นผู้แนะนำคุณพ่อคุณแม่เสมอ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคุณพ่อคุณแม่มีความสะดวกกว่าในการพบหมอเด็กหรือในโรงพยาบาลที่มีการแยกสาขาตรวจ เมื่อเด็กป่วยก็พบหมอเด็กได้เลยตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม โรคของเด็ก มีสาเหตุเช่นเดียวกับในโรคของผู้ใหญ่ เพียงแต่แตกต่างกันในอุบัติการณ์ (การพบได้มากหรือน้อย) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคในเด็ก มีทั้งมาจาก การติดเชื้อ, โรคแต่กำเนิด, โรคจากมีพัฒนาการบกพร่อง, โรคจากอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสำหรับ โรคในทารกแรกเกิด ก็มี 10 โรคยอดฮิต ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงขวบปีแรก ที่ลูกมักเป็น จะมีโรคใดบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

คลิกอ่าน >> “10 โรคยอดฮิต ลูกมักเป็นในขวบปีแรก” หน้า 2

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อมงคล ครบทุกวัน จ.- อา.

หากคุณกำลังมองหาไอเดีย สำหรับ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมรายชื่อ ที่เป็นชื่อมงคลกว่า 10,000 ชื่อ ครบทุกวันจันทร์ ถึง อาทิตย์ มาไว้ที่นี่แล้ว อยาก ตั้งชื่อลูก ชื่อไหน เลือกดูกันได้เลยค่ะ

“ชื่อ” ถือเป็นสิ่งแทนตัวตนของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด พ่อแม่บางคนมีความกังวลเกี่ยวกับการตั้งชื่อลูกเป็นอย่างมาก ถึงขนาดเดินทางไปหาพระ หรือเกจิอาจารย์ดังที่เคารพนับถือให้ทำการตั้งชื่อให้ เพราะว่าเชื่อว่าจะมีความเป็นมงคลและจะเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวลูกไปจนโต ถ้าหากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อนั้นก็จะอยู่ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต

รวมชื่อมงคล สำหรับ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด
ครบทุกวัน จันทร์-อาทิตย์

ทั้งนี้หลักการตั้งชื่อมงคล ส่วนใหญ่จะใช้ หลักทักษา คือ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด  ซึ่งทักษานั้นก็ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละวัน ตัวอักษรอักขระบางตัวนั้น เป็นโทษของวันหนึ่ง แต่กลับ เป็นคุณประโยชน์ต่ออีกวันหนึ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยทักษาประจำวันเกิด สามารถนับเวลาเกิดตามแบบไทยได้ โดยแบบโหราศาสตร์ไทยจะนับเริ่มต้นวันที่ 06.00 – 05.59 น. ของอีกวันเป็นวันเดียวกัน

เกิดวันอาทิตย์ เวลา 6.00 – เช้าวันจันทร์เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันอาทิตย์

เกิดวันจันทร์ เวลา 6.00 – เช้าวันอังคาร เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันจันทร์

เกิดวันอังคาร เวลา 6.00 – เช้าวันพุธ เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันอังคาร

เกิดวันพุธ เวลา 6.00 – เย็นวันพุธเวลา 17.59 นาที นับเป็น วันพุธกลางวัน

เกิดวันพุธ เวลา 18.00 – เช้าวันพฤหัส เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันพุธกลางคืน

เกิดวันพฤหัส เวลา 6.00 – เช้าวันศุกร์ เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันพฤหัสบดี

เกิดวันศุกร์ เวลา 6.00 – เช้าวันเสาร์ เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันศุกร์

เกิดวันเสาร์ เวลา 6.00 – เช้าวันอาทิตย์ เวลา 05.59 นาที นับเป็น วันเสาร์

หลักวิธีการ ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

อย่างไรก็ดีการตั้งชื่อลูกนั้น หากยึด ทักษาปกรณ์ เป็นหลัก สำหรับ ชื่อมงคล ตามวันเกิด ต้องใช้อักษรในวรรค บริวาร , อายุ , เดช , ศรี , มูละ , อุตสาหะ หรือมนตรีเท่านั้น ห้ามอักษร วรรคกาลกิณี โดยเด็ดขาด!!! อีกทั้งชื่อที่ดีควรมีภาษาและความหมาย คำแปลที่ดีเป็นมงคล ความยาว 2-4 พยางค์ มีตัวอักษร ,สระในวรรค/ทักษาอื่นๆ รวมๆ กันอยู่ในชื่อ

ในส่วนของการ ตั้งชื่อลูกชาย มักใช้ วรรคเดช นำหน้า ตามหลัง หรือเป็นส่วนประกอบ ส่วนการ ตั้งชื่อลูกสาว มักจะใช้ วรรคศรี นำหน้า ตามหลัง หรือเป็นส่วนประกอบ หรือใช้วรรคอื่นๆ นำหน้าชื่อก็ได้ เพื่อเป็นการแก้ข้อบกพร่อง หรือส่งเสริมในเรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้หลักการตั้งชื่อลูก ก็ยังมี 8 สิ่งที่ต้องคำนึงด้วย

คลิกอ่าน >> “สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการตั้งชื่อลูกตามวันเกิด” หน้า 2

อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง

อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง ดีอย่างไร?

เพราะแม่ลูก(ในท้อง) สื่อถึงกันได้ การ อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง ก็เป็นการกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของลูกในท้องอย่างหนึ่ง ในขณะที่อยู่ในครรภ์ ลูกจะสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกผ่านจากการฟังเสียง หากคุณพ่อคุณแม่คอยพูดคุยหรือ อ่านนิทานให้ลูกในท้อง ฟังบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และ ยังช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่ควบคุมการได้ยิน ให้มีพัฒนาการที่ดีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด และเตรียมพร้อมสำหรับการสื่อสาร การพูด และพัฒนาการด้านภาษาหลังคลอดได้อีกด้วย

อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง ดีอย่างไร?

ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปในการเริ่มอ่านนิทานให้ลูกฟัง

เนื่องจากระบบประสาทสัมผัสหูของทารกในครรภ์ จะเริ่มสร้างเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 18 สัปดาห์ และจะสมบูรณ์เมื่ออายุครรภ์ได้ 24-26 สัปดาห์ ลูกในท้องจะรับรู้เสียงได้แล้ว แต่เสียงที่ได้ยินจะเป็นเสียงที่ไม่ชัดเจน อื้อๆ เช่น เสียงหัวใจเต้น เสียงการเคลื่อนไหวที่อยู่ในร่างกายคุณแม่นั่นเอง แต่อย่าลืมว่าเสียงที่ลูกในท้องจะได้ยินอีกเสียงก็คือเสียงของคุณแม่เองด้วย เพราะเสียงจากคุณแม่มีแหล่งกำเนิดมาจากกล่องเสียงที่คอ ซึ่งอยู่ในร่างกายของคุณแม่นั่นเอง ดังนั้นหากคุณแม่คอยพูดคุยกับลูกในท้องบ่อยๆ หรืออ่านนิทานด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย อย่างน้อยที่สุด ลูกในท้องก็จะรับรู้ว่าคุณแม่กำลังอารมณ์ดีอยู่นะ และสิ่งนี้จะส่งผลให้ลูกในท้องรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย ทั้งนี้ คุณพ่อก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ด้วยนะคะ เพราะจะยิ่งช่วยทำให้บรรยากาศในการเล่านิทานสนุกสนานมากขึ้นไปอีกด้วย

เคล็ด(ไม่)ลับ ในการ อ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง

  1. ใช้เวลาอ่านนิทานในเวลาเดิมทุกวัน ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือช่วงเวลาที่คุณแม่พักผ่อน อาจจะเป็นช่วงก่อนนอน หรือช่วงเช้าที่เพิ่งตื่นนอนก็ได้ เพราะจะเป็นช่วงที่คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด คุณแม่สามารถใช้ช่วงเวลานี้เอนหลังพักผ่อนจากวันที่วุ่นวาย ยังเป็นช่วงเวลาทองที่คุณแม่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์ ทำความรู้จักกับลูกในท้องอีกด้วย
  2. แต่หากไม่สามารถทำได้ในเวลาเดิม ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ในความเป็นจริงแล้ว สามารถทำในเวลาไหนก็ได้ค่ะ
  3. ให้คุณพ่อมาร่วมอ่านนิทานให้ลูกฟังได้ด้วย นอกจากจะช่วยทำให้บรรยากาศการเล่านิทานสนุกสนานมากขึ้น ยังช่วยให้คุณพ่อได้เชื่อมสายใยความผูกพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้อีกด้วย และอาจจะเป็นโอกาสให้ลูกในท้องจำเสียงคุณพ่อได้อีกด้วยนะ
  4. สามารถใช้หลักการเดียวกันกับข้อ 3 กับพี่สาวและพี่ชาย คุณแม่สามารถให้พี่สาวและพี่ชายได้มีส่วนร่วมในการอ่านนิทานได้ค่ะ ลูกที่อยู่ในท้องก็จะได้คุ้นเสียงของพี่ๆ และพี่ๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้นที่มีหน้าที่ช่วยคุณแม่เลี้ยงน้อง ทำให้รู้สึกไม่ต่อต้านการมีน้องไปด้วยค่ะ วิธีนี้ผู้เขียนได้เคยลองใช้กับลูกของผู้เขียนเองแล้ว โดยพี่สาวจะมีหน้าที่ร้องเพลงกล่อมให้น้องในท้องนอนทุกวัน โดยใช้เพลง Twinkle Twinkle Little Star เมื่อน้องคลอดออกมาแล้ว เมื่อไรที่น้องร้องไห้ พี่สาวจะร้องเพลงนี้ให้น้องฟัง แล้วน้องก็จะหยุดร้องและฟังทุกครั้ง (แต่กับเพลงอื่น น้องก็จะไม่หยุดร้องค่ะ)
  5. เลือกนิทานที่ใช้เสียงสูงต่ำในการเล่า หรือจะเลือกนิทานที่เป็นกลอนก็ได้ค่ะ เพราะลูกที่อยู่ในท้องจะตอบสนองกับโทนเสียงและจังหวะในการพูดมากกว่าคำพูด การมีโทนเสียงที่หลากหลายจึงสำคัญต่อการเล่านิทานให้ลูกในท้องฟังค่ะ
  6. ไม่ต้องแปลกใจหากลูกในท้องดิ้นหรือตอบสนองต่อเสียงของคุณแม่ แล้วคุณแม่จะมีความสุขในช่วงเวลาที่ได้เชื่อมต่อกับลูกในท้องค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ประโยชน์ของการอ่านนิทานให้ลูกในท้องฟัง และ การอ่านนิทานให้ลูกในท้องฟังทำให้ลูกฉลาดขึ้นหรือไม่

สูตรโจ๊กหมู

สูตรโจ๊กหมู อย่างง่าย เมนูเพิ่มธาตุเหล็กให้ลูกรัก (มีคลิป)

ใครกำลังมองหา สูตรโจ๊กหมู เพื่อทำเป็นอาหารเช้าให้ลูกน้อย เชิญทางนี้ เชฟแม่หมีมี สูตรโจ๊กหมู อย่างง่ายมาฝาก รับรองทำง่าย กินง่าย แถมเป็นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการแน่นอน

มื้อเช้า  ถือเป็นมื้อสำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อย เมนูอาหารเช้าส่วนใหญ่จึงควรเป็นเมนูที่จะต้องมาช่วยเพิ่มพลังให้ร่างกายและสมองของลูกน้อยด้วย และเมนูอาหารสำหรับเด็กที่ทำง่าย กินง่ายในมื้อเช้า ของหนีไม่พ้น เมนูโจ๊ก

สูตรโจ๊กหมู

อย่างไรก็ดีเชื่อว่า… แม้จะเป็น เมนูโจ๊ก ง่ายๆ แต่ก็มีคุณแม่หลายคนมักจะไปซื้อมาให้ลูกน้อยกินเป็นอาหารเช้ามากกว่าทำเองแน่ ๆ และก็เชื่อเลยว่าบ่อยครั้งที่คุณแม่อาจอารมณ์เสียได้ เพราะเจอโจ๊กน้ำใสบ้าง หมูก้อนเล็กบ้าง หรือไม่ก็ได้เครื่องในที่เหม็นคาวอีก หรือถ้าเป็น โจ๊กสำเร็จรูป ที่แม้จะทำง่ายก็จริง แค่แกะซอง เทใส่ชาม พร้อมกดน้ำร้อนใส่ก็เอาให้ลูกกินได้ แต่ลูกน้อยของคุณก็อาจได้สารอาหารที่ไม่เพียงพอ

ดังนั้นเชฟแม่หมีจึงมี สูตรโจ๊กหมู มาฝาก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่จะทำให้สมองสดใสพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว แถมยังทำง่าย ทำได้สะดวกรวดเร็วพอๆ กับการแกะซองโจ๊กเลยก็ว่าได้ แต่แตกต่างกันตรงที่ลูกจะได้รับสารอาหารมากกว่า โจ๊กซอง แน่นอน แล้วเจ้า สูตรโจ๊กหมู อย่างง่ายนี้ จะมีส่วนผสมและวิธีการทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

วัตถุดิบและส่วนผสม ของ สูตรโจ๊กหมู อย่างง่าย
เมนูเพิ่มธาตุเหล็กให้ลูกรัก

วัตถุดิบและส่วนผสม ปริมาณตวง
ข้าวตุ๋น ½             ถ้วย
หมูสับ 1/4           ถ้วย
ตับหมูหั่นบางๆ 50           กรัม
ซีอิ๊วขาว 1-2           ช้อนชา
น้ำตาลทราย ¼             ช้อนชา
น้ำซุป 1              ถ้วย
ไข่ลวก 1              ฟอง

ดูคลิปวีดีโอ “ขั้นตอนการทำ โจ๊กหมูอย่างง่าย” คลิกหน้า 2

วัคซีนไข้เลือดออก

อัพเดท! วัคซีนไข้เลือดออก ต้องเป็นก่อนถึงฉีดได้

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกำลังเฝ้าติดตามเกี่ยวกับข่าวคราวการขึ้นทะเบียน วัคซีนไข้เลือดออก และหลายๆ โรงพยาบาลก็ได้นำวัคซีนมาให้บริการกันแล้ว แต่เนื่องจากเป็นวัคซีนตัวใหม่ ทำให้เกิดคำถามว่า ฉีดแล้วจะป้องกันโรคได้ดีไหม? ต้องอายุเท่าไรถึงฉีดได้? มีผลข้างเคียงหรือไม่? ฉีดแล้ววัคซีนจะอยู่ได้นานกี่ปี? นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลล่าสุดมาอีกว่า วัคซีนไข้เลือดออก จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสำหรับคนที่เคยติดเชื้อไวรัสเดงกีมาก่อนเท่านั้น ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนไข้เลือดออกมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ตัดสินใจกันก่อนพาลูกไปฉีดกันค่ะ

อัพเดท! วัคซีนไข้เลือดออก ต้องเป็นก่อนถึงฉีดได้

ทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออกกันก่อน

  1. โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus)
  2. เชื้อไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์ เชื่อว่าเมื่อติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์หนึ่งแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์อื่นซึ่งร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน
  3. คนที่ติดเชื้อจากไวรัสเดงกีจะแสดงอาการต่างกัน บางรายอาจแค่มีไข้เล็กน้อยและหายได้เอง แต่ในบางรายอาจมีอากาารรุนแรงมาก เช่น มีไข้สูงมาก มีเลือดออกมากจนช็อคอย่างรุนแรง
  4. ทางการแพทย์เชื่อว่า การติดเชื้อไวรัสเดงกีจากเชื้อดคนละสายพันธุ์ในครั้งหลัง อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น
  5. ในขณะนี้ยังไม่มียารักษาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสเดงกีได้ แต่โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่สามารถหายได้เองจากภูมิคุ้มกันที่ตัวเองสร้างขึ้น สิ่งที่แพทย์จะทำหากลูกติดเชื้อไวรัสเดงกี คือ รักษาแบบประคับประคอง ให้น้ำเกลือ ให้เลือด ให้เกร็ดเลือด และเผ้าระวังไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ
  6. การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการป้องกันยุง อย่าให้ยุงกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

วัคซีนไข้เลือดออก คืออะไร?

วัคซีนไข้เลือดออก (Dengue Vaccine) เป็นวัคซีนผลิตจากเชื้อไวรัสมีชีวิต แต่ถูกทำให้ฤทธิ์อ่อนลงจนไม่สามารถก่อโรคในคนได้ ใช้ฉีดกระตุ้นเพื่อให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่  (Dengue) สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

คำแนะนำในการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก

วัคซีนไข้เลือดออก

ขอบคุณข้อมูลภาพจาก : www.chulalongkornhospital.go.th
  1. วัคซีนไข้เลือดออก สามารถป้องกันเชื้อได้ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ แต่ระดับการป้องกันเชื้อแต่ละสายพันธุ์จะแตกต่างกัน
  2. ประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการป้องกันโรคโดยรวมเมื่อฉีดครบจำนวน 3 เข็ม อยู่ที่ประมาณ 65.6 %
  3. เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพต่อการป้องกันโรคสูงสุด ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดห่างกัน 6 เดือน
  4. แนะนำสำหรับเด็กที่มีอายุ 9 ขึ้นไป และในผู้ใหญ่
  5. ในกลุ่มเด็กอายุมากกว่า 9 ปีและผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีน เมื่อถูกยุงกัดและเป็นไข้เลือดออกตามธรรมชาติ วัคซีนสามารถลดการเกิดโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 80%
  6. สามารถป้องกันโรคได้นาน 6 ปีเป็นอย่างต่ำ แต่ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอว่าสามารถป้องกันโรคไปได้นานแค่ไหน เนื่องจากวัคซีนเพิ่งทดลองกับอาสาสมัครไปเพียง 6 ปี
  7. วัคซีนอาจเพิ่มความเสี่ยงในคนที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้เฉพาะคนที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้วเท่านั้น  โดยมีคำแนะนำในการฉีดดังนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกให้ฉลาดสมวัย

พ่อแม่ยุคใหม่ เลี้ยงลูกให้ฉลาดสมวัย ต้องพึ่งตัวช่วยที่ใช่!

หนึ่งในปัญหาการเลี้ยงลูกยุคใหม่ คือ พ่อแม่ไม่เข้าใจธรรมชาติของลูก และมีความคาดหวังในตัวเด็กมากเกินไป จู้จี้ขี้บ่น ห้ามนู่นห้ามนี่ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสถาบันแนะนำวิธีการ เลี้ยงลูกให้ฉลาดสมวัย มากมาย แต่สุดท้ายทุกบ้านก็ขอติดแฮชแท็กคำว่า #สะดวกแบบนี้ อยู่ดี แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มีแนวคิดเดียวกัน คือ “ตัวช่วยด้านโภชนาการที่ดี” ที่ไม่ว่าใครจะบอกดี ก็จะข้ามน้ำข้ามทะเลหามาให้ลูกได้ลิ้มลองให้จนได้ เพราะบางอย่างให้ผลดี ช่วยให้ลูกเจริญอาหาร เติบโตตามวัยอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ และพร้อมเรียนรู้ในทุกๆ วัน

สำหรับอาหารเสริมยอดฮิตของเด็กๆ มีให้เลือกมากมาย อาทิ นม ในที่นี้รวมไปถึงนมผง นม UHT และนมพาสเจอร์ไรส์ ที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ซึ่งจำเป็นมากในช่วงวัยเด็กจนถึงช่วงวัยรุ่น

 น้ำมันปลา ที่มี โอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบหลัก มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง ที่สำคัญเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และ DHA (DocosahexaenoicAcid) กรดไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของเด็กอย่างมาก โดยอยู่ในกลุ่มของสาร โอเมก้า 3 ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถผลิตหรือสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง ช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านสมองของเด็กได้ดี ช่วยในเรื่องความจำ รวมทั้งทักษะในด้านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และช่วยบำรุงระบบประสาทให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

วิตามินบีคอมเพล็กซ์ แหล่งรวมเหล่าวิตามินบีทั้งหลาย ตั้งแต่

วิตามิน B1 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

วิตามิน B2 ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตโปรตีน และไขมัน

วิตามิน B6 มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์และมีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท

วิตามิน B12 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

กรดแพนโทธินิค ช่วยในการใช้ประโยชน์ (เมตาบอลิซึม) ของไขมันและคาร์โบไฮเดรต

โฟเลต มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง

ไนอะซิน ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตโปรตีน และไขมัน

บโอติน เป็นองค์ประกอบสำคัญเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ (เมตาบอลิซึม) ของไขมันและคาร์โบไฮเดรต

และ ซุปไก่สกัดสำหรับเด็ก ที่ผ่านกระบวนการสกัดเข้มข้น ซุปไก่สกัด ซึ่งมีกรดอะมิโนถึง 20 ชนิด   ที่จำเป็นต่อการสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ ให้ร่างกาย ซึ่งโปรตีนจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต

สำหรับบ้านไหนที่เป็นสาวกซุปไก่สกัดสำหรับเด็กคงตื่นเต้นไม่น้อย และพลาดไม่ได้ที่จะให้ลูกได้ลองนวัตกรรมใหม่ของ สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดผสมนม ตัวช่วยใหม่ในการเสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กๆ ในวัยเจริญเติบโตแบบองค์รวม เหมาะสำหรับเด็กๆ วัย 4-8 ปี ที่ชื่นชอบในการดื่มนม เพราะมีนมเป็นส่วนประกอบสำคัญ และมีซุปไก่สกัด 12% รวมถึงมีดีเอชเอ (DHA), โอเมก้า 3 (OMEGA 3), วิตามินบีคอมเพล็กซ์ และ แคลเซียม สามารถดื่มได้ตลอดทั้งวัน

สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดผสมนม

สัมผัสประสบการณ์ดื่มซุปไก่สกัดผสมนมได้แล้ว กับ 2 รสชาติใหม่ ได้ใจเด็กน้อยไปเต็มๆ ได้แก่ ซุปไก่สกัดผสมนมรสช็อกโกแลต และ ซุปไก่สกัดผสมนมกลิ่นเมลอน บรรจุมาในขวดขนาด 180 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 35 บาท มีวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ที่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคที่มาพร้อมจูบ

พ่อแม่ควรระวัง! 5 โรคที่มาพร้อมจูบ

ไม่อยากให้ลูกหลานป่วยบ่อย พ่อแม่ต้องระวัง 5 โรคที่มาพร้อมจูบ นี้เอาไว้ให้ดี!

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องราว หรืออ่านเจอคำเตือนจากสื่อต่าง ๆ หรือแม้แต่จาก Amarin Baby And Kids เอง เราก็มีโอกาสได้โพสต์เตือนคุณพ่อคุณแม่ กันอยู่บ่อย ๆ ว่า การปล่อยให้คนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนรู้จักจูบหรือหอมเด็กนั้นอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเสียเท่าไรนัก เนื่องจากตัวทารก หรือเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ยังมีภูมิต้านทานต่ำ หากได้รับการสัมผัสจากบุคคลที่ไม่สบายโอกาสเสี่ยงที่จะติดโรคต่าง ๆ นั้นก็ยิ่งสูงมากขึ้น

และถ้าหากพูดถึง โรคที่มาพร้อมจูบ ละก็หลาย ๆ ท่านอาจจะนึกถึง “โรคเริม” กันใช่ไหมละคะ ซึ่งโรคเริมนี้ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ 5 โรคที่มาพร้อมจูบ ที่ทีมงานได้รวบรวมมาไว้ที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่จะมีโรคอะไรอีกหรือไม่นั่น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

5 โรคที่มาพร้อมจูบ มีอะไรบ้าง?

โรคแรก: โรคเริม

โรคที่มาพร้อมจูบ โรคแรกที่คนนึงถึงเลยก็คือ โรคเริม เริมในช่องปากเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของการติดเชื้อครั้งแรก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 10 เดือน – 3 ขวบ เมื่อหายแล้วเชื้อมักหลบซ่อนที่ปมประสาท ถ้ามีปัจจัยกระตุ้น เช่น เป็นมีไข้ โดนแดดจัด ร่างกายอ่อนแอ เชื้อที่แฝงอยู่ก็จะกำเริบขึ้นมาอีก

เชื้อไวรัสเริมนั้น สามารถติดต่อกันได้ผ่านการจูบ หรือการให้นมแม่ ในผู้ใหญ่อาจมีเชื้อได้โดยไม่ทำอันตรายกับร่างกาย แต่สำหรับเด็กทารกที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะ 6 สัปดาห์แรกของชีวิตยิ่งอันตรายที่สุด สัญญาณแรกที่สังเกตได้ คือ ทารกไม่ยอมดูดนม ซึม มีไข้ ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ถ้าพบว่ามีอาการแบบนี้ให้รีบพาไปหาคุณหมอ

อาการของโรค: พบได้ตั้งแต่ไม่มีอาการของโรค ไปจนถึงเสียชีวิต สามารถติดต่อได้ทางผิวหนัง หรือเยื่อบุที่เปิด เช่น ทางตา เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก หรือคนอื่น ๆ โดยจะมีอาการต่าง ๆ กันตามการติดเชื้อ เช่น ที่ตามีอาการตาแดง มีลักษณะตุ่มน้ำใสบริเวณที่ติดเชื้อ เป็นต้น ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันปกติจะไม่แสดงอาการ แต่จะแสดงอาการในคนที่ภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็กทารก ผู้ได้รับยากดภูมิต้านทาน เชื้อสามารถแพร่กระจายในเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ได้

อ่านต่อบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง >> แม่แชร์! ลูกเป็น” โรคเริม ” เพราะสัมผัสของใครบางคน!

โรคที่มาพร้อมจูบ
เครดิต: MEDICAL PPT – blogger

โรคที่สอง: โรคจูบ

โรคจูบ หรือที่เราเรียกกันอีกอย่างว่า Kissing Disease ซึ่งเกิดจากไวรัส Ebstein Barr หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า EB เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสและทางน้ำลาย และส่วนใหญ่แล้วในประเทศไทยนั้น จะพบการติดเชื้อดังกล่าวได้ในเด็กที่มีอายุ 2 ขวบปีแรกค่ะ

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้รับการติดเชื้อ เจ้าเชื้อไวรัสก็จะแอบแฝงอยู่กับบุคคลนั้นไปตลอดชีวิตโดยไม่ทำให้เกิดอาการ แต่มีโอกาสแพร่สู่คนอื่นได้เรื่อย ๆ จากเชื้อที่ออกมาปนอยู่ในน้ำลาย การติดเชื้อชนิดนี้จึงเกิดขึ้นได้กว้างขวางทั่วโลก ในบางคนที่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้ออาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้หลายโรค รวมถึงโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก เป็นต้น

อาการของโรค: ไข้สูง เจ็บคอ จากคอหอย หรือทอน ซิล มีการอักเสบ และมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ส่วนอาการอื่นๆที่อาจจะพบร่วมด้วยคือ อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลำได้ ตับโต ม้ามโต มีจุดเลือดออกที่เพดานปาก ถ่ายอุจจาระเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีน้ำมูก เป็นต้น ซึ่งอาการส่วนใหญ่จะหายภายในเวลา 2 สัปดาห์ ยกเว้นอาการอ่อนเพลียที่อาจหลงเหลืออยู่ได้นานหลายเดือน

อาการไข้เลือดออก

อาการไข้เลือดออก ระบาดหนัก กับโรคใกล้ตัวที่ต้องระวัง

ช่วงหน้าฝน ยิ่งฝนตกบ่อยๆ อาจเป็นโอกาสให้ยุงเพาะพันธุ์เพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อได้ เช่น อาการไข้เลือดออก ที่เกิดจากยุงลาย ซึ่งล่าสุดมีข่าวเรื่องการระบาดของโรคไข้เลือดออก พบผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 3,000 ราย ภายในสัปดาห์เดียว คุณพ่อคุณแม่จึงควรระมัดระวัง

Continue reading “อาการไข้เลือดออก ระบาดหนัก กับโรคใกล้ตัวที่ต้องระวัง”

อาการไข้เลือดออก

เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังแล้ว ไข้เลือดออกในเด็ก ระบาดหนัก

ยิ่งฝนตกบ่อย ก็เป็นโอกาสให้ยุงได้เพาะพันธุ์ แค่ลูกโดนยุงกัด คนเป็นแม่ก็โกรธจะแย่แล้ว ยังต้องมากังวลโรค ไข้เลือดออกในเด็ก ที่อาจจะเกิดได้อีก วันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข่าวจากอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับสถานการณ์โรค ไข้เลือดออกในเด็ก มาฝากกันค่ะ

เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังแล้ว ไข้เลือดออกในเด็ก ระบาดหนัก

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แจงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปี 2561 พบมีผู้ป่วยแล้ว 17,302 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 21 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ได้รับแจ้งและอยู่ระหว่างตรวจสอบ 9 คน จากข้อมูลการป่วยและเสียชีวิตตามกลุ่มอายุ พบว่าอัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กวัยเรียนอายุ 10–14 ปี รองลงมาอายุ 5-9 ปี แต่เมื่อพิจารณาการเสียชีวิตพบว่าในปี 2561 นี้ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกลับเป็นกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 14 ราย

เผยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้เช่นกัน โดยได้กล่าวว่า ขอให้ประชาชนสังเกตตัวเอง ลูกหลาน และคนใกล้ชิด หากมีอาการไข้สูง 2 วันแล้วไม่ดีขึ้น ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สำคัญขอให้ระวังยุงกัด ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในภาชนะที่มีน้ำขัง และที่เก็บน้ำไว้ใช้ก็ขอให้มีฝาปิดด้วย

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (EOC) กรณีการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ได้เปิดกลุ่มไลน์แอด “@AntiYung” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และสอบถามทุกข้อสงสัยที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก จากทีมเฉพาะกิจพิชิตยุง สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการตนเองและคนในครอบครัว หากมีอาการไข้สูงมากโดยฉับพลัน ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ถ้ามีไข้สูง 2-3 วันไม่หายหรือไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไข้ ไม่ควรไปฉีดยาลดไข้หรือซื้อยากินเอง และขอให้ดูแลเป็นพิเศษในผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัวและผู้สูงอายุ เพราะหากป่วยแล้วมีโอกาสรุนแรงกว่าปกติได้

และได้เชิญชวนประชาชนทุกคนและหน่วยงานต่างๆ ดูแลบ้านเรือน ชุมชน และหน่วยงานของตนเองไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

  1. เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  3. เก็บน้ำ ภาชนะใส่น้ำต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่

เพื่อป้องกัน 3 โรคในคราวเดียวกัน คือ 1. โรคไข้เลือดออก 2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3. ไข้ปวดข้อยุงลาย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ไข้เลือดออกในเด็ก มีอาการอย่างไร?

เพราะยังเป็นเด็ก จึงทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้ดีเท่าผู้ใหญ่ว่าทรมานจากอาการไข้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอาการไข้เลือดออกในระยะแรก ก็เหมือนอาการหวัดทั่วไปซะด้วยสิ แล้วจะทำอย่างไรถึงจะแยกได้ออกว่าลูกป่วยเป็นไข้เลือดออกหรือเป็นหวัดทั่วไป มีวิธีสังเกตอาการดังนี้ค่ะ

อาการป่วยของไข้เลือดออก แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง

เผยเทคนิคสอนลูก ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง (มีคลิป)

อยากให้ลูกพูภาษาอังกฤษเก่งๆ ต้องดูนี่! เทคนิค ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง โดย อ.คริส และน้องวิน ลูกชายคนโตสุดน่ารัก จะต้องเริ่มยังไง หรือสอนจากหนังเรื่องไหน ตามมาดูกันค่ะ

เชื่อหรือไม่? ลูกน้อยสามารถ ฝึกภาษาอังกฤษจากการ์ตูน ได้ แล้วจะต้องทำอย่างไร เริ่มยังไง สอนแบบไหน ตามมาดู อ. คริส เผยเทคนิคสอนลูกให้เป็นเด็ก 2 ภาษา ด้วยวิธี ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง กันค่ะ รับรองว่าไม่เพียงแต่เป็นการนั่งดูการ์ตูนเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ลูกจะสามารถ เรียนรู้คำศัพท์ ฝึกพูดอังกฤษ จากสำเนียงต้นฉบับได้เป็นอย่างดีแน่นอน

อ. คริส เผยเทคนิคสอนลูก
เรียนรู้คำศัพท์ ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา อยาก สอนภาษาอังกฤษให้ลูก อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไปค่ะ เพราะทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆมาช่วยคุณแม่แล้ว กับ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง ที่ตอนนี้เป็นคุณพ่อลูก 2 อีกด้วย  ซึ่ง อ.คริส จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ ให้เก่งๆ กันทั้งครอบครัว และสำหรับวันนี้ อ.คริส จะมาสอนลูกพูดอังกฤษ ในตอน ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง

การ สอนภาษาอังกฤษที่บ้าน หรือ ฝึกภาษาอังกฤษจากการ์ตูน / หนัง ให้ลูกน้อย ถือเป็นเทคนิคที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากพ่อแม่ลูกจะได้ทำกิจกรรมในบ้านรวมกันแล้ว ลูกน้อยยังได้ประโยชน์ที่มากกว่าความสนุกสนานในการดูหนัง หรือ การ์ตูน นั้นก็คือ การเรียนรู้คำศัพท์ รวมปึงประโยค คำพูด และสำเนียงที่แท้จริงของเจ้าของภาษาโดยไม่ต้องไปเจอตัวจริง ซึ่งเคล็ดลับง่ายๆ หากคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้จะเริ่มสอนลูก หรือ ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง ให้ลูกยังไง ก่อนอื่นคือขอให้รู้ไว้ว่าเวลาจะดูหนัง หรือการ์ตูน ให้เลือกดูแบบ Soundtrack ซึ่งถึงแม้ว่าลูกอาจจะอ่านภาษาไทย(คำแปล) ทัน แต่อย่างน้อย ลูกก็จะได้ฟังสำเนียงที่แท้จริง ซึมซับเข้าหูไปด้วย

ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง

แล้ว อ. คริส กับน้องวิน จะมีเทคนิควิธี การฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง กันอย่างไรบ้าง ตามมาดูเลยค่ะ …รับรองว่าไม่เพียงแต่เป็นการนั่งดูการ์ตูนเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ลูกน้อยของคุณจะสามารถเรียนรู้คำศัพท์ ฝึกพูดอังกฤษ จากสำเนียงต้นฉบับได้เป็นอย่างดีแน่นอน

ชมคลิป อ.คริส เผยเทคนิคสอนลูก เรียนรู้คำศัพท์
ฝึกภาษาอังกฤษจากหนัง ได้ด้านล่างนี้เลย ⇓

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิควิธี ฝึกอังกฤษจากหนัง ให้ลูกน้อย และเมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่ ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อลูกน้อยของเราจะได้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

ช่วง Chinese talk

 

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

RSV คือ

RSV คือ อะไร? เตรียมรับมือกับไวรัสอันตรายในหน้าฝน

เมื่อฝนตก สิ่งที่มาพร้อมฝนก็คือโรคภัยไข้เจ็บ ทุกๆ ปี แม่ๆ จะได้ยินว่าโรคนั้นโรคนี้ระบาดอีกแล้ว แต่วันนี้ที่อยากจะมาเตือนกันคือการระบาดของโรค RSV ทำไมโรคนี้ถึงน่ากลัวหรือคะ? RSV คือ โรคที่ติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV มีอาการคล้ายหวัดแต่อาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ เมื่อติดต่อจำทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหาย ไอ มีน้ำมูก และหากติดเชื้อรุนแรง ก็อาจถึงขั้นปอดอักเสบได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเด็กต่ำกว่า 5 ปี

RSV คือ อะไร? เตรียมรับมือกับไวรัสอันตรายในหน้าฝน

และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก เมื่อติดเชื้ออาการจะรุนแรงและหายได้ช้า  แถมยังไม่มียารักษาได้อีกด้วย สิ่งเดียวที่ทำได้คือการประคองอาการ รักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากโรคนี้ และรอเวลาจนกว่าร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน RSV ขี้นมาได้เอง

อ่านต่อ 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Tags

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ดูแล ทารกคลอดก่อนกำหนด อย่างไรให้ปลอดภัย

พบกับ ทารกคลอดก่อนกำหนด ที่ตัวเล็กที่สุด ที่ใคร ๆ ก็ว่าไม่น่ามีชีวิตรอด! แต่เธอและครอบครัวพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่!!

 

 

โดยปกติแล้ว ทารกส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาอยู่ในท้องแม่นานเก้าเดือน เพื่อให้ร่างกายมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะลืมตาดูโลก ผิดกับ มานูชิ ที่ต้องกลายเป็น ทารกคลอดก่อนกำหนด ที่ตัวเล็กและมีชีวิตรอดที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น มานูชิ เกิดก่อนล่วงหน้า 12 สัปดาห์ก่อนวันครบกำหนดคลอด เธอเกิดมาด้วยน้ำหนักตัวเพียง 400 กรัม ซึ่งถือว่าเป็น ทารกคลอดก่อนกำหนด ที่ตัวเล็กที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น เนื่องจากน้ำหนักโดยเฉลี่ยของทารกแรกคลอดนั้นจะอยู่ระหว่าง 2,700 กรัมถึง 4,100 กรัม

ทารกคลอดก่อนกำหนด

น้ำหนักของ มานูชิ ถือเป็นน้ำหนักที่น้อยมากจนถึงขั้นแม่แต่ทีมหมอผู้ทำคลอดเองยังกล่าวว่า โอกาสรอดนั้นมีเพียงแค่ 0.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้คุณหมอได้ทำการตรวจอัลตร้าซาวด์ให้กับแม่ขอมานูชิที่มีอายุ 48 ปี จนพบว่า นั้นต้องประสบกับปัญหาไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์ คุณหมอจึงตัดสินใจให้ทำการผ่าคลอดโดยทันที

เนื่องจากอวัยวะภายในร่างกายของ มานูชิ ยังไม่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็น ไต สมอง หรือแม้แต่หัวใจ ร่างกายของเธอถูกห่อหุ้มด้วยผิวหนังบาง ๆ ราวกับกระดาษเท่านั้น คุณหมอบอกให้คุณแม่ของเธอทำใจ เพราะโอกาสที่เธอจะอยู่และมีชีวิตรอดนั้นริบหรี่เหลือเกิน

ดร. ซุนิล เล่าว่า “อาการของมานูชิน่าเป็นห่วง เพราะแม้แต่การหายใจยังเป็นไปด้วยความยากลำบากเลย แต่เราก็ไม่สามารถละทิ้งความพยายามที่จะช่วยเหลือทารกรายนี้ได้ เราต้องเริ่มต้นให้อาหารทารกคลอดก่อนกำหนดรายนี้ด้วยการให้อาหารเสริมผ่านทางหลอดเลือดดำ ซึ่งหมายความรวมถึงสารอาหารที่จำเป็นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กรดอะมิโน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ และวิตามิน”

ทารกคลอดก่อนกำหนด

จากวันนี้ถึงวันนี้ มานูชิ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า เธอแข็งแกร่งเพียงใด ถึงแม้เธอจะตัวเล็ก แต่เธอก็สามารถสู้และฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชได้  และปัจจุบันทารกน้อยรายนี้มีอายุได้ 6 เดือนแล้ว แถมมีพัฒนาการที่ดีและสมบูรณ์อีกเสียด้วย

การดูแล ทารกคลอดก่อนกำหนด ให้มีชีวิตรอดและอยู่ได้อย่างแข็งแรงนั้นนอกจากจะอาศัยปาฏิหาริย์แล้ว ยังต้องอาศัยความรู้อันเกี่ยวกับวิธีการดูแล ทารกคลอดก่อนกำหนด ให้ถูกวิธีอีกด้วย ซึ่งทีมงาน Amarin Baby And Kids ได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านเพื่อเป็นข้อมูลด้วยเช่นกัน จะมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

RSV คือ

RSV คือ อะไร? เตรียมรับมือกับไวรัสอันตรายในหน้าฝน

ช่วงหน้าฝน เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และเป็นปัญหาสำคัญของลูกน้อยวัยทารก และเด็กเล็ก ที่คุณพ่อ คุณแม่เป็นกังวลใจ โรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ RSV คือ 1 ในโรคที่คุณพ่อ คุณแม่ควรระมัดระวัง เนื่องจากเป็นโรคใกล้ตัว โดยมีอาการคล้ายกับโรคหวัดธรรมดา ทำให้บางครั้งอาจมองข้าม จนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงได้ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ RSV เพื่อป้องกันความเสี่ยงกันค่ะ

Continue reading “RSV คือ อะไร? เตรียมรับมือกับไวรัสอันตรายในหน้าฝน”

อาหารลดไขมันในเลือด

15 อาหาร ลดไขมันในเลือด ที่ไม่ควรพลาด

การกินอาหารช่วย ลดไขมันในเลือด ได้ แต่อาหารชนิดไหนบ้างล่ะ ที่ถูกปากและดีกับร่างกาย ส่วนมากอาหารที่อร่อยมักจะไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ดันไม่ค่อยอร่อยซะนี่

ปัญหาไขมันในเลือดสูงเป็นปัญหาที่เกิดจากการกินอาหารแปรรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง และอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งหากร่างกายมีไขมันในเลือดสูง ก็จะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ในอนาคตได้ เช่น โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ เป็นต้น โรคต่างๆ เหล่านี้ สามารถขจัดและป้องกันได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการกินอาหาร หากไม่อยากป่วย หันมากินอาหาร ลดไขมันในเลือด เหล่านี้ที่นอกจากกินแล้วดี ยังอร่อยกว่าที่คิดอีกด้วยนะ

15 อาหาร ลดไขมันในเลือด ที่ไม่ควรพลาด

ไขมันในเลือดคืออะไร?

หลอดเลือดแดง หรือ เส้นเลือดแดง คือ หลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ โดยทั่วไปในหลอดเลือดแดงเกือบทุกหลอดเลือด จะเป็นที่อยู่ของเลือดแดง ซึ่งเลือดแดงคือเลือดที่มีออกซิเจนสูง และมีอาหารที่ร่างกายจะนำไปเลี้ยงเซลล์/เนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย

คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้ และสามารถพบได้ในอาหาร เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะในกระบวนการสร้างเซลล์ในร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการคอเลสเตอรอลในการช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ

หากระดับคอเลสเตอรอลมีมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น เนื่องจากคอเลสเตอรอลจะไปเกาะตัวกันบนผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก คอเลสเตอรอลแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

  • คอเลสเตอรรอลชนิดที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) ทำหน้าที่ในการนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากเซลล์กลับไปยังตับ เพื่อทำลายหรือขับออกในรูปของเสียจากร่างกาย
  • คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย หากมีมากกว่าที่เซลล์ต้องการก็จะไปสะสมที่บริเวณผนังหลอดเลือด เป็นชนิดที่อันตรายและส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้

กินอะไร? ลดไขมันในเลือด ได้

ส้มลดไขมันในเลือด
ส้ม 1 ในอาหาร ลดไขมันในเลือดที่หาซื้อง่าย ได้ประโยชน์มหาศาล

1. ส้ม ผลไม้ที่กินง่าย หาซื้อได้ทั่วไป แต่กลับมีประโยชน์มหาศาลที่จะช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี เพราะในเส้นใยของส้ม มีสารเพกทินสูงที่สามารถละลายน้ำได้ สารนี้จะช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีออกจากอาหารที่ทานเข้าไปและช่วยขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีอีกด้วย ในส้มยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งช่วยรักษาสมดุลปริมาณโซเดียมในร่างกายอีกด้วย

บทความแนะนำ เผยเคล็ดลับ! วิธีเลือกส้มหวาน อร่อย ไม่เปรี้ยว ไม่ฟ่าม

2. ผักเคล (ผักตระกูลเดียวกับคะน้า) อย่างที่ทราบกันดีว่าผักใบเขียวดีกับร่างกายและหลอดเลือด แต่ผักเคลกลับให้ประโยชน์ยิ่งกว่านั้น ในผักเคลมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และยังมีกากใยและกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงอีกด้วย ผักเคลจึงเป็นผักที่แนะนำให้คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันในหลอดเลือดสูงแล้ว ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะป้องกันโรคนี้อีกด้วย

ผักบุ้ง
ผักบุ้ง ช่วยป้องกันการดูดซับคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย

3. ผักบุ้ง ใช่ค่ะ ผักบุ้งบ้านเรานี่เอง ผักที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังผัดกินกับข้าวก็อร่อย สารอาหารในผักบุ้งก็มีมากมาย ได้แก่ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนช่วยในการป้องกันการดูดซับคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย

ทับทิม ลดไขมันในเลือด
ดื่มน้ำทับทิม ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด

4. น้ำทับทิม น้ำที่มีรสชาติหวานที่ไม่ต้องเติมน้ำตาล และมีรสเปรี้ยวนิดๆ ทำให้ดื่มได้ง่าย ไม่หวานเลี่ยน นอกจากความอร่อยแล้ว น้ำทับทิม ยังสามารถช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย การดื่มน้ำทับทิมเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบได้อีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่