โรคผิวหนัง

6 โรคผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก

แพทย์เผย! 6 โรคผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อที่พบได้บ่อยในเด็ก … ที่สำคัญผู้ใหญ่ก็เป็นได้ด้วยนะ!!

 

 

หลายคนคิดว่า โรคผิวหนังอักเสบ นั้นเป็นโรคที่ไกลตัว เพราะเราดูแลและรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี จึงเป็นไปได้ยากที่เราจะประสบกับโรคนี้ แต่หารู้ไม่ว่า โรคผิวหนังอักเสบ ที่ว่านี้พบได้บ่อยในเด็กและผู้ใหญ่เลยละค่ะ ซึ่งโรคดังกล่าวนั้นมักจะแสดงออกมาลักษณะของการเป็นผื่นในบริเวณที่เกิดโรค ซึ่งความรุนแรงก็แตกต่างกันออกไป

เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันดังนี้ค่ะ

  1. เชื้อไวรัส
  2. แบคทีเรีย
  3. รา
  4. ปรสิต

ศาสตราจารย์แพทย์หญิง ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด็อกเตอร์แพทย์หญิง จิตติมา ฐิตวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ว่า โรคผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อนั้น พบได้บ่อยในชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก ๆ ด้วยแล้ว ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยจะมีโรคอะไรบ้างนั้นไปดูกันค่ะ

6 โรคผิวหนังอักเสบ ที่พบได้บ่อย

โรคอีสุกอีใส

อีสุกอีใส
เครดิต: Medthai

เกิดจาก: โรคอีสุกอีใส นั้นเกิดจาก เชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา-ซอสเตอร์ (varizella-zoster)

ติดต่อได้โดย: ผ่านทางเดินหายใจ

อาการของโรค: เริ่มจากมีไข้ ขณะเดียวกันก็จะมีตุ่มแดงที่ทำให้เกิดความรู้สึกคันกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว ต่อมาตุ่มแดงเปลี่ยนเป็นตุ่มใส ๆ คล้ายหยดน้ำ อีก 2-3 วันต่อมาก็จะเริ่มตกสะเก็ด และมีตุ่มใหม่เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดเป็นผื่นเต็มตัว สำหรับในเด็กนั้น ผื่นอาจจะน้อย อาการไม่มาก ผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็กค่ะ

วิธีการรักษา: ปกติแล้วจะหายได้เอง หากพบว่าลูกเป็นละก็ ให้ลูกดื่มน้ำเยอะ ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ตัดเล็บให้สะอาด เช็ดตัวลูกทันทีหากพบว่ามีไข้ หากลูกมีอาการคันมาก ๆ ก็ให้ผ้าชุมน้ำเย็น หรือน้ำแข็งแปะไว้บริเวณดังกล่าวค่ะ

โรคงูสวัด

โรคผิวหนังอักเสบ
เครดิตภาพ: iStock
เกิดจาก: โรคงูสวัดที่ว่านี้ เกิดจากเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทเส้นใดเส้นหนึ่ง แบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นประสาท เชื้อกระจายมาที่ผิวหนังเกิดตุ่มเหมือนอีสุกอีใสขึ้นตามบริเวณที่เส้นประสาทเส้นนั้นไปเลี้ยง ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคงูสวัด คือการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง จากอายุมากขึ้น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ หรือได้รับยากดภูมิ
อาการ: ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทนำมาก่อนหรือเกิดพร้อมกับผื่น เป็นต้น ผื่นงูสวัดจะเป็นแนวยาวซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น ไม่พันรอบตัว เพราะเส้นประสาท 1 เส้นเลี้ยงแค่ครึ่งหนึ่งของลำตัว แม้ผื่นงูสวัดหายไปแล้ว ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการปวดเรื้อรังบริเวณนั้นไม่หายขาด

โรคหูดข้าวสุก

โรคผิวหนังอักเสบ
เครดิตภาพ: iStock
เกิดจาก: การติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วย จริงอยู่ที่โรคนี้จะไม่อันตรายเท่าไร แต่ก็สามารถติดต่อแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้
อาการ: มีลักษณะเป็นตุ่มนูนที่มีสีเดียวกับผิวหนังขนาดต่าง ๆ กัน ซึ่งพบได้มากกว่า 10 ตุ่มขึ้นไปตรงกลางตุ่มมักบุ๋ม ภายในตุ่มจะพบสารสีขาวแข็งคล้ายข้าวสุก หากลูกเป็นจะพบได้บ่อยในบริเวณลำตัว หน้าอก หลัง แขน และขาค่ะ
วิธีการรักษา: การจี้ไฟฟ้า พ่นไนโตรเจนเหลว ทายา แต่วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือแพทย์จะหนีบเอาตุ่มสีขาวออกให้หมดเพื่อทำลายเชื้อไวรัสภายใน เป็นต้น
เมนูเส้นเซี่ยงไฮ้

แจกสูตร เมนูเส้นเซี่ยงไฮ้ หมูสับ แก้ลูกเบื่อข้าว (มีคลิป)

บ้านไหนมีปัญหา ลูกเบื่อข้าว ไม่ยอมกินเมนูอาหารที่มีข้าว เชฟแม่หมีมีสูตร “เซี่ยงไฮ้หมูสับ” เมนูเส้นเซี่ยงไฮ้ ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาลูกเบื่อข้าวได้อีกเมนูหนึ่ง จะมีส่วนผสมและวิธีทำอย่างไร ตามมาดูกันเลย

แจกสูตร “เซี่ยงไฮ้หมูสับ” เมนูเส้นเซี่ยงไฮ้ แก้ลูกเบื่อข้าว

ปัญหา ลูกไม่ยอมกินข้าว หรือ ลูกไม่อยากกินข้าว อาจทำให้คุณแม่กังวลเพราะกลัวน้ำหนักลูกจะน้อย หรือขาดสารอาหาร การคิดสรรหาเมนูใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกน้อยที่เบื่อข้าวได้เจอเมนูอาหารใหม่ๆ ที่แปลกหน้าแปลกตา ก็จะช่วยให้ลูกหันมาสนใจได้

ทั้งนี้อาหารตระกูลคาร์โบไฮเดรตที่นอกเหนือจากข้าว อย่างจำพวกตระกูลเส้นทั้งหลาย ที่ให้พลังงานเหมือนข้าว ก็สามารถเอามาปรุงอาหารให้ลูกกินแทนก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

เปลี่ยนแป้งเป็น เมนูเส้น

ทั้งนี้ เมนูสารพัดที่มาจาก “เส้น” ถือเป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่สามารถเอามาทดแทนข้าวได้เป็นอย่างดี คุณแม่จึงควรไปทำความรู้จักที่มาของเส้นชนิดต่าง ๆ ที่ลูกน้อยกินได้ ก่อนที่ตัดสินใจเลือกซื้อเส้นมาทำอาหาร ซึ่งบรรดาเส้นทั้งหลายที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้นทำมาจากการนวดแป้งชนิดต่าง ๆให้กลายมาเป็นเส้นยาว ๆ อย่างที่เห็น แต่จะมาจากแป้งอะไรอะไรบ้าง ตามมาดูกันค่ะ

เมนูเส้นเซี่ยงไฮ้

  • เส้นจากแป้งข้าวเจ้า

เมื่อเปลี่ยนจากแป้งมาเป็นเส้นแล้ว จะยังคงสีขาวให้เห็น เช่น เส้นใหญ่ เส้นหมี่ เส้นเล็ก เกี้ยมอี๋ สาคู ฯลฯ ซึ่งเส้นที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้านี้เหมาะสำหรับลูกน้อยวัยเบบี๋มากว่าเส้นที่มาจากแป้งชนิดอื่น ๆ เพราะย่อยง่าย

  • เส้นจากแป้งสาลี

ส่วนใหญ่มักเป็นเส้นสีเหลืองจำพวกลูกครึ่ง ที่นิยมทำอาหารฝรั่งทั้งหลาย เช่น มักกะโรนี สปาเก็ตตี พาสต้าต่าง ๆ หรือ อาหารแดนอาทิตย์อุทัยอย่างอุด้ง โซบะ หรือ อาหารจีนอย่างบะหมี่ ก็ทำมาจากแป้งสาลี แต่ถ้าคุณแม่จะให้ลูกกินเส้นจำพวกนี้ควรจะทดลองให้กินทีละน้อยๆ ก่อนและหลังกินควรสังเกตลูกอย่างใกล้ชิดเพราะเด็กบางคนก็แพ้แป้งสาลีได้

อ่านต่อ “วัตถุดิบและส่วนผสม ของ เมนูเส้นเซี่ยงไฮ้หมูสับ” คลิกหน้า 2

Tags

ยกเว้นภาษี

แม่เฮ! คลังออกกฎ ยกเว้นภาษี ค่าฝากครรภ์ ค่าคลอดบุตร

มาปั๊มลูกกันเถอะ! ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข่าวดีมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เนื่องจากสมัยนี้คนไทยมีลูกกันน้อยลง ในบางบ้านก็มีลูกเพียงแค่ 1-2 คนเท่านั้น ทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรลดลงเป็นอย่างมาก ประชากรวัยแรงงานลดลง ในขณะที่อัตราส่วนของผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังจึงเล็งเห็นถึงปัญหานี้ที่จะส่งผลให้โครงสร้างประชากรของประเทศไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงออกมาตรการมาจูงใจให้ผู้มีเงินได้มีลูกเพิ่มขึ้น โดยการ ยกเว้นภาษี ค่าฝากครรภ์ ค่าคลอดบุตร โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แม่เฮ! คลังออกกฎ ยกเว้นภาษี ค่าฝากครรภ์ ค่าคลอดบุตร

27 มิ.ย.25614 – นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามในกฎกระทรวง ฉบับที่ 338 (พ.ศ. 2561) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135 ตอนที่ 44 ก แล้ว ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ ระบุว่าโดยที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรลดลง ทำให้มีประชากรวัยแรงงานลดลงและอัตราส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้มีเงินได้มีบุตรเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลให้โครงสร้างประชากรของประเทศมีความเหมาะสมกับการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต สมควรกำหนดให้เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสได้จ่ายเป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรของตนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกหมื่นบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

สำหรับเนื้อหากฎกระทรวงระบุว่า  อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513 และมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (99) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

“(99) เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสได้จ่ายเป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรของตนตามจำนวนที่จ่ายจริงสำหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวแต่ไม่เกินหกหมื่นบาท หากการจ่ายค่าฝากครรภ์ และค่าคลอดบุตรสำหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวมิได้จ่ายในปีภาษีเดียวกัน ให้ได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงในแต่ละปีภาษี แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกหมื่นบาท ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด”

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : ไทยโพสต์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จากข่าวสรุปได้ดังนี้ อ่านต่อหน้า 2

คำพูดแย่ ๆ

8 คำพูดแย่ ๆ ที่แม่ลูกอ่อนไม่อยากได้ยิน

วินาทีที่ลูกน้อยในท้องลืมตาดูโลก หน้าที่แม่ก็เริ่มขึ้น การดูแลเด็กน้อยคนหนึ่งให้เติบโตได้อย่างมีความสุขและแข็งแรงนั้น ต้องใช้พลังกายและพลังใจอย่างมหาศาล แน่นอนว่าจะต้องเหนื่อยแบบไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ดังนั้น คำพูดและการกระทำของสามีหรือคนรอบข้างนั้นมีความสำคัญมาก ที่จะทำให้แม่ลูกอ่อนอย่างเรา ๆ มีแรงหรือหมดแรง มาดูกันคะว่า คำพูดแย่ ๆ คำไหนบ้างที่สามีไม่ควรพูดเพื่อทำร้ายจิตใจแม่ลูกอ่อนกันบ้าง

 8 คำพูดแย่ ๆ ที่แม่ลูกอ่อนไม่อยากได้ยิน

1. วันๆ ทำอะไร ทำไมบ้านรกจัง

อยากให้เข้าใจกันก่อนว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ชอบอยู่กับบ้านที่รกๆ หรอกค่ะ แต่ที่ปล่อยให้บ้านรกเป็นเพราะไม่มีเวลาที่จะทำไงล่ะคะ เพราะต้องเอาเวลาที่มีทั้งหมดไปดูแลลูก ไหนจะป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม กล่อมลูกหลับ ปั๊มนม ล้างขวดนม เตรียมอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย ขนาดเวลาส่วนตัวที่จะได้เข้าห้องน้ำ กินข้าวเช้า ยังแทบจะไม่มีเวลาเลยค่ะ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาทำความสะอาดบ้าน

ลองเปลี่ยน คำพูดแย่ ๆ เป็น “วันนี้แม่คงเหนื่อยมากเลยใช่ไหม   เดี๋ยวพ่อช่วยเก็บบ้านให้นะจ๊ะ”

หากสามีแสดงความเข้าใจว่าที่บ้านรกเป็นเพราะไม่มีเวลาจริง ๆ และยังช่วยกันทำความสะอาดบ้านเพราะเห็นว่าแม่เหนื่อย แค่นี้ก็ช่วยเติมกำลังใจให้แม่ลูกอ่อนได้เป็นอย่างมากแล้วล่ะค่ะ

2. กับข้าวไม่อร่อยเลย

ไม่มีใครเกิดมาแล้วทำอาหารได้อร่อยในทันทีหรอกค่ะ และผู้หญิงบางคนก่อนที่จะมาเป็นแม่คน ก็แทบจะไม่เคยได้เข้าครัวมาก่อน เมื่อมีครอบครัวแล้ว ก็อยากจะทานอาหารกันพร้อมหน้า และอยากให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน จึงเลือกที่จะทำอาหารที่มีประโยชน์ทานกันที่บ้าน กว่าจะทำอาหารออกมาได้แต่ละจานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย  หากได้ยินคำวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ก็อาจทำให้หมดกำลังใจที่จะทำอาหารได้นะคะ

ลองเปลี่ยนคำพูดเป็น “กับข้าววันนี้ใช้ได้เลย  แต่อ่อนเค็มไปหน่อย  ถ้าเติมน้ำปลาอีกนิดจะอร่อยเลย”

การวิจารณ์อาหารสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเชิงลบในการวิจารณ์ จริง ๆ แล้วคนที่ทำอาหาร รู้อยู่แล้วค่ะ ว่าอาหารจานนี้ไม่ได้อร่อยมาก หากได้รับคำวิจารณ์ตามความจริงแต่ไม่ใช้คำพูดเชิงลบ เชื่อว่าคนที่ทำอาหารจานนั้นรับกับคำวิจารณ์ได้แน่นอนค่ะ

3. เมื่อไรจะลดความอ้วน

การตั้งครรภ์ลูกหนึ่งคน ผู้หญิงจะต้องมีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 10-15 กิโลกรัม เมื่อลูกคลอดออกมา ลูกเอาน้ำหนักออกไปเพียงแค่ 3-5 กิโลกรัมเท่านั้น ที่เหลืออยู่ที่แม่ทั้งหมดค่ะ ดังนั้นแม่หลังคลอดจึงมีน้ำหนักที่มากกว่าก่อนคลอดอยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีภรรยาคนไหนอยากดูแย่ในสายตาของสามีตัวเองหรอกค่ะ  แม่หลังคลอดทุกคนมีความทุกข์ใจในน้ำหนักที่เพิ่มมามากพออยู่แล้ว หากได้ยินคำพูดนี้จากปากสามีแล้วล่ะก็ แม่ลูกอ่อนต้องหมดความมั่นใจแน่ ๆ

ลองเปลี่ยนคำพูดเป็น “พ่อว่าเรามาหาเวลาออกกำลังกายกันไหม  จะได้มีสุขภาพดีและลดน้ำหนักไปในตัว”

หรืออาจจะพูดว่า “ถ้าอยากจะออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน เดี๋ยวจะดูลูกให้นะ” คำพูดเหล่านี้ แสดงถึงความเข้าใจและความร่วมมือในการลดความอ้วน จึงจะทำให้แม่ลูกอ่อนรู้สึกดีและมีกำลังใจที่จะลดน้ำหนักได้อีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คำพูดแย่ ๆ ที่แม่ลูกอ่อนไม่อยากได้ยิน

โรคจากสระว่ายน้ำ

แพทย์เตือนพ่อแม่ระวัง! ลูกติด 6 โรคจากสระว่ายน้ำ

อย่าปล่อยให้การพาลูกออกกำลังกาย ต้องเป็นติด 6 โรคจากสระว่ายน้ำ … จะมีโรคอะไรบ้างนั้นไปดูกันค่ะ

 

 

กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เลือกที่จะพาลูก ๆ ไปทำทุกครั้งที่มีเวลา หรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์คงหนีไม่พ้น การพาลูกไปว่ายน้ำ เพราะการว่ายน้ำถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่สามารถออกกำลังกายได้ครบทุกส่วน แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากการออกกำลังกายนั้น ทำให้ลูกติด โรคจากสระว่ายน้ำ!!

นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร จากเพจหมอชาวบ้านได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า โรคจากสระว่ายน้ำนอกเหนือจากโรคระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังสามารถพบเห็นได้ว่ามีการป่วยเป็นโรคผิวหนังได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีโรคอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

6 โรคจากสระว่ายน้ำ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง!

  • โรคด่างแดด – หากคุณพ่อคุณแม่พบเห็นว่า ลูกมีรอยด่างบริเวณใบหน้าภายหลังจากที่ว่ายน้ำเสร็จนั้น ทราบหรือไม่คะว่า รอยด่างที่เกิดนั้นเกิดจากการที่ลูกได้รับแสงแดดที่ร้อนจัด ทำให้ผิวไม้แดด และถ้าหากโดนแดดจัดนาน ๆ จะทำให้เกิดรอยโรคขรุขระ ที่เรียกกันว่า “แอ็กทินิก เคอราโทซิส (actinic keratosis)”
  • ผิวติดเชื้อแบคทีเรีย – โรคนี้เกิดจากการใช้สระน้ำร่วมกันกับคนอื่นค่ะ ทำให้เกิดเป็นตุ่มหนองบริเวณข้อศอก ข้อเข่า เท้า นิ่วมือ หรือข้อนิ้วมือได้
  • หูดข้าวสุก – สามารถพบได้บ่อยในเด็ก และถือเป็นโรคจากสระว่ายน้ำ ชนิดหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าระวัง โดยมีสาเหตุอันเนื่องมาจาก การใช้สิ่งของต่าง ๆ ร่วมกัน ผ้าเช็ดตัว เครื่องเล่นในสระว่ายน้ำ เป็นต้น
  • หูชั้นนอกอักเสบ – โรคนี้ถือได้ว่าเป็นโรคที่พบบ่อยจากคนที่ชอบว่ายน้ำเลยละค่ะ ซึ่งหูชั้นนอกอักเสบนั้น มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า โรคหูนักว่ายน้ำ เกิดจากการเสียสมดุล เนื่องจากขณะว่ายน้ำนั้น น้ำได้เข้าไปในหู และไปชำระล้างขี้หูซึ่งเป็นกำแพงกันเชื้อโรคตามธรรมชาติออกไป นอกเหนือจากนี้ยังเกิดจากการเอาไม้พันสำลีแยงหูอีกด้วยนะคะ ดังนั้น หากลูก ๆ ของคุณพ่อคุณแม่บ่นว่ามีน้ำอยู่ในหูของพวกเขาละก็ แนะนำให้ลูกกระโดดขึ้นลง แล้วเอียงศีรษะให้หูด้านที่มีน้ำขังอยู่ออกมาแทนค่ะ หรืออาจใช้นิ้วมือกดรูหูเพื่อทำให้เกิดแรงดูด อาจทำให้น้ำไหลออกมาได้ก็ได้นะคะ แต่ถ้าทำแล้วรู้สึกว่าหูยังอื้ออยู่ แนะนำให้ไปพบแพทย์เฉพาะทางหูคอจมูกจะดีที่สุดค่ะ
  • โรคท้องร่วง
  • โรคตับอักเสบ 

ซึ่งทั้งโรคท้องร่วงและโรคตับอักเสบนั้น เกิดจากการที่ลูกเผลอดื่มน้ำในสระเข้าไปนั่นเอง ทางที่ดีแนะนำให้สอนลูกให้รู้จักวิธีการป้องกันโรคเหล่านี้ด้วยการ

    1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสระว่ายน้ำ เช่น อาบน้ำทุกครั้งก่อนลง และขึ้นจากสระ
    2. ระวังอย่าให้น้ำเข้าปาก และระวังอย่าให้สำลักน้ำ
    3. ไม่พาลูกลงว่ายน้ำขณะที่มีอาการท้องเสียอย่างเด็ดขาด
    4. เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กเล็กในห้องน้ำเสมอ ห้ามไม่ให้เปลี่ยนที่ขอบสระ
    5. ล้างก้นลูกเล็ก ก่อนพาลงสระน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเชื้อโรคในสระน้ำ เป็นต้น
ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ

รวม ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ ง่ายๆ ใช้สอนลูกได้ (มีคลิป)

อ. คริส เกาะกระแสบอลโลก! ชวนลูกดูบอลแบบสนุกสนานไปกับคุณพ่อ พร้อมสอดแทรก ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ ง่ายๆ ให้ลูกไปพร้อมๆ กันได้ จะมีประโยค หรือ ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ อะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา อยาก สอนภาษาอังกฤษให้ลูก อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไปค่ะ เพราะทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆมาช่วยคุณแม่แล้ว กับ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง ที่ตอนนี้เป็นคุณพ่อลูก 2 อีกด้วย  ซึ่ง อ.คริส จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ ให้เก่งๆ กันทั้งครอบครัว

รวม ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ ง่ายๆ ใช้สอนลูกได้

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สอนภาษาอังกฤษลูกอย่างสนุกสนาน อ.คริส จึงตามติดกระแสช่วงนี้ที่คงหนีไม่พ้น กับเรื่องของ ฟุตบอลโลก นั่นเอง ซึ่ง “ฟุตบอล” ถือเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่เด็กผู้ชายแทบทุกคนที่ชอบ ไม่เว้นแม้แต่เด็กผู้หญิงก็ชอบและสามารถเล่นเตะฟุตบอลเหมือนเด็กผู้ชายได้เช่นกัน ทั้งนี้หากคุณพ่อชวนลูกไปเตะบอล หรือกำลังนั่งดูบอลอยู่ ก็สามารถสอน คำศัพท์เกี่ยวกับเรื่องฟุตบอล ไปพร้อมๆ กันได้ เพื่อให้ลูกได้ภาษา เก่งอังกฤษ เป็นเด็กสองภาษา ได้แบบง่ายๆ ซึ่งมี ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ ก็มีมากมายที่เด็กๆ และคุณพ่อควรรู้

ว่าแต่จะมีประโยคหรือคำศัพท์อะไรบ้าง และแต่ละคำจะต้องออกเสียงยังไง ตามมาดู อ.คริส กับน้องวิน สอนกันแบบเน้นๆ สุดสนุกสนาน ในรายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks ตอน มาเตะฟุตบอลกันเถอะ กันเลยค่า

ชมคลิป รวม ประโยค และ คำศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ แบบง่ายๆ ที่ใช้สอนลูกได้ด้านล่างนี้เลย ⇓

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและ ศัพท์ฟุตบอล ภาษาอังกฤษ แสนง่าย ที่ อ.คริส ได้สอนมาข้างต้น เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่ ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อลูกน้อยของเราจะได้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

ช่วง Chinese talk

 

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์ หลัง 30 ปี เสี่ยงมะเร็งทั้งแม่-ลูกจริงหรือ?

มีหลากหลายผลการวิจัยระบุว่า ควรมีลูกช่วงอายุประมาณ 29 – 30 ปี ลูกจะแข็งแรง สุขภาพดี และฉลาด แต่หาก ตั้งครรภ์ หลัง 30 ปีไปแล้ว จะมีความเสี่ยงต่างๆ มากขึ้น เช่น ร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ พัฒนาการทางสมองล่าช้า หรือเสี่ยงโรคมะเร็ง จริงหรือไม่? มาหาคำตอบกันค่ะ

Continue reading “ตั้งครรภ์ หลัง 30 ปี เสี่ยงมะเร็งทั้งแม่-ลูกจริงหรือ?”

ตั้งครรภ์

วิจัยชี้! มีลูกหลัง 30 ลูกเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้

หากคุณคิดจะ มีลูกหลัง 30 หรือ ตั้งครรภ์อายุมาก ระวังให้ดี! มีผลวิจัยออกมาเผย ลูกน้อยที่คลอกออกมา อาจเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้

เชื่อว่าหลายคนมองว่า…ชีวิตครอบครัวจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีลูกไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ปัจจุบันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนแต่งงานช้า หรือเมื่อแต่งไปแล้วก็มักจะยังไม่พร้อมที่จะมีลูก หรืออยากมีอะไรให้ครบและพร้อมก่อนเพื่ออนาคตที่ดีของลูก จึงมีแนวโน้มที่หลายคู่รักมักมีลูกในวัย 30 ปีไปแล้ว

และนั่นจึงทำให้หลายคนต้องประสบกับ ภาวะมีบุตรยาก รวมถึงความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์มากขึ้น ***ที่สำคัญการมีลูกช้า หรือ มีลูกหลัง 30 ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ลูกที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้ในอนาคตอีกด้วย

วิจัยชี้ มีลูกหลัง 30 ลูกเสี่ยงเป็นมะเร็ง

โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย UCLA ในสหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยเดนมาร์ก ได้ทำการศึกษาข้อมูลของเด็กชาวเดนมาร์กจำนวน 5,856 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วย โรคมะเร็ง ก่อนอายุ 16 ปี และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอายุพ่อแม่ของเด็กในช่วงที่ให้กำเนิดลูก โดยแบ่งเป็นอายุต่ำกว่า 25 ปี, อายุ 25-29 ปี, อายุ 30-34 ปี, อายุ 35-39 ปี, อายุ 40-45 ปี และอายุ 45 ปีขึ้นไป

จากการศึกษาดังกล่าว พบว่า…

  • ผู้หญิงที่มีลูกในช่วงอายุระหว่าง 30-34 ปี มีความเชื่อมโยงในการทำให้ลูกป่วยเป็น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

  • ขณะที่ผู้หญิงที่มีลูกหลังจากอายุ 35 ปีขึ้นไป เสี่ยงทำให้ลูกเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ได้ โดยเฉพาะ มะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอล (Acute Lymphoblastic Leukemia) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วย

ทั้งนี้ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย UCLA หนึ่งในทีมนักวิจัยคนหนึ่งยังได้ระบุอีกว่า… เหตุที่ทำให้การ มีลูกหลัง 30 แล้วลูกที่เกิดมามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งนั้น อาจเป็นเพราะเกิดการกลายพันธุ์ในระดับโครโมโซม หรือมี โครโมโซมผิดปกติ ของพ่อแม่ที่มีอายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสำหรับการกลายพันธุ์ดังกล่าว ยังสามารถเกิดได้ทั้งในอสุจิของผู้เป็นพ่อและเซลล์ไข่ของผู้เป็นแม่  ซึ่งไม่ต่างจากกรณีที่มีลูกตอนอายุที่มากขึ้น แล้วทำให้ทารกที่เกิดมาเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรมนั่นเอง

 

อ่านต่อ “อายุที่เหมาะสมกับการตั้งครรภ์
และทำอย่างไรให้ตั้งครรภ์ปลอดภัยเมื่ออายุมาก” คลิกหน้า 2

คำย่อ ขายของออนไลน์

เอาใจแม่ขาช้อป! แฉ คำย่อ ขายของออนไลน์

อะไรคือ CF ห้าม CC? แล้ว รส. พต. สต. ib. pm. คืออะไร? คำย่อ ขายของออนไลน์ คืออะไร? แม่ ๆ ทุกคนที่ริจะซื้อของออนไลน์ต้องรู้คำศัพท์เหล่านี้นะคะ ไม่อย่างนั้นของเล่นลูกราคาแสนถูกอาจหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตาเพราะซื้อไม่ทันแน่นอนค่ะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงอาสารวบรวม คำย่อ ขายของออนไลน์ มาให้แม่ ๆ ได้ทราบกันค่ะ

เอาใจแม่ขาช้อป! แฉ คำย่อ ขายของออนไลน์

ผู้หญิงกับการช้อปปิ้งเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้พูดขึ้นมาลอย ๆ นะคะ เรามีงานวิจัยมาพิสูจน์ค่ะ ว่าการช้อปปิ้งมีผลกับอารมณ์ของผู้หญิงโดยตรง โดย 79% พบว่าการช้อปปิ้งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการให้กำลังใจตัวเอง ความรู้สึกขณะช้อปปิ้งนั้น ทำให้รู้สึกมั่นใจ ดูดีมากขึ้น และยังรู้สึกมีความสุขมากขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการผ่อนคลายแบบชั่วคราว หรือแม้กระทั่งเวลาที่ผู้หญิงมีปัญหากับคนรัก การจัดการกับอารมณ์เศร้า หดหู่ และสิ้นหวัง ด้วยวิธีการออกไปช้อปปิ้งก็ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้ (จากงานวิจัยของKaren Pine และ Simonne Gnessen ในหนังสือ Sheconomics) แต่สำหรับแม่ลูกอ่อนที่ต้องอยู่บ้านจะทำอย่างไรล่ะ ช้อปปิ้งออนไลน์ช่วยได้ค่ะ

ทำไมต้องมี คำย่อ ขายของออนไลน์ ? เพราะแม่ค้าขายของออนไลน์ ต้องทำงานแข่งกับเวลาที่มีจำกัด ด้วยจำนวนของลูกค้าที่เข้ามาสอบถามข้อมูลสินค้าแต่ละวันมีปริมาณมหาศาล การพิมพ์คำศัพท์ยาวๆ อาจจะไม่ทันใจทั้งคนอ่านและคนตอบ จึงจำเป็นต้องย่อคำยาวๆ ให้สั้นลงเอาไว้ใช้ในการพูดคุย ให้ถนัดมากขึ้น  วันนี้เราจะมาถอดรหัส คำย่อ ขายของออนไลน์ แบบหมดเปลือกกันค่ะ

Pre, เปิดพรี = เปิดขายสินค้าแบบพรีออเดอร์

ย่อมาจากขอเปิดการขายสินค้าแบบพรีออเดอร์ การขายสินค้าแบบนี้จะยังไม่มีสินค้าพร้อมที่จะส่งให้ลูกค้าในทันที การขายลักษณะนี้คือแม่ค้าจะรวบรวมคำสั่งซื้อจากลูกค้าหลายๆ คนแล้วถึงจะสั่งซื้อกับแม่ค้าขายส่งหรือร้านค้าที่อยู่ต่างประเทศเพื่อให้ส่งสินค้ามาทีเดียว เพื่อประหยัดค่าส่ง ลูกค้าจะต้องรอตามระยะเวลาที่แม่ค้ากำหนด เช่น 15-20 วัน ส่วนการจ่ายเงินค่าสินค้าจะอยู่ที่ตกลงกับแม่ค้า แม่ค้าออนไลน์บางเจ้าก็จะให้จ่ายมัดจำก่อน เมื่อสินค้ามาถึงมือแม่ค้าถึงจะจ่ายส่วนที่เหลือ หรือบางเจ้าก็จะให้จ่ายค่าสินค้าเมื่อสินค้ามาถึง ข้อดีของการซื้อของแบบพรีออเดอร์คือ จะมีราคาถูกกว่าสินค้าพร้อมส่ง

พรีจีน พรีญี่ปุ่น = สินค้าพรีออเดอร์จากประเทศนั้นๆ

หมายถึงสินค้าชิ้นนี้จะสั่งซื้อจากร้านค้าที่ประเทศจีน หรือ ประเทศญี่ปุ่น หากต้องการซื้อสินค้าให้สั่งซื้อผ่านแม่ค้าเจ้านั้นๆ และแม่ค้าก็จะไปสั่งซื้อ หรืออาจจะไปซื้อที่ร้านค้าที่อยู่ในประเทศนั้นๆ ให้

พรีเรือ พรีแอร์ = สินค้าพรีออเดอร์ชนิดนี้จะส่งมาทางเรือหรือเครื่องบิน

พรีเรือ หมายถึงสินค้าที่สั่งซื้อจะถูกส่งมาทางเรือ ซึ่งวิธีส่งแบบนี้จะมีราคาถูกกว่าส่งมาทางเครื่องบิน แต่จะต้องรอสินค้านานกว่า พรีแอร์ หมายถึงสินค้าที่สั่งซื้อจะถูกส่งมาทางเครื่องบิน ส่วนมากสินค้าที่ถูกส่งมาทางนี้จะมีน้ำหนักเบาและขนาดเล็ก

ปิดพรี ปิดรอบ = สั่งสินค้าพรีออเดอร์ได้ภายในเวลาที่กำหนด

หมายถึงแม่ค้าจะหยุดรับออเดอร์ภายในวันที่กำหนด และจะทำการสั่งซื้อสินค้าจากแม่ค้าขายส่งหรือร้านค้าจากต่างประเทศแล้ว และจะไม่รับออเดอร์เพิ่มอีกหลังจากนั้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ แฉ! คำย่อ ขายของออนไลน์ ได้ที่นี่

เด็กร้องไห้

หมอชี้! วิธีปราบ เด็กร้องไห้ ลูกร้องแบบไหนเรียกเอาแต่ใจ

เพราะลูกยังไม่สามารถสื่อสารให้พ่อแม่รับรู้สิ่งที่ตนเองต้องการได้อย่างละเอียด สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการร้องไห้ สาเหตุที่ เด็กร้องไห้ นั้นมีหลายสาเหตุ เช่น หิว กลัว กังวล ง่วงนอน รู้สึกไม่สบายตัว เรียกร้องความสนใจ ร้องเพราะอยากได้สิ่งที่ต้องการ เป็นต้น

สำหรับเด็กในวัย 0-2 ขวบ พ่อแม่จะยังพอเดาสาเหตุที่ เด็กร้องไห้ ได้ไม่ยาก เพราะยังไม่ถึงวัยที่มีความคิดซับซ้อน ดังนั้น เหตุผลส่วนมากที่ร้องเป็นเพราะ หิว ง่วงนอน รู้สึกไม่สบายตัว เท่านั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรตอบสนองการร้องไห้ในเด็กวัยนี้คือ ทำตามสิ่งที่ลูกต้องการ เช่น ลูกร้องหิวนม ก็ให้ทานนม แต่เมื่อลูก ๆ เข้าสู่วัย Terrible Two, Three แล้วล่ะก็ สาเหตุที่ลูกร้องไห้จะมีมากกว่านั้น การตอบสนองโดยการทำตามสิ่งที่ลูกต้องการเพียงอย่างเดียว ก็จะเกิดผลเสียได้ เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ว่าเมื่อร้อง คุณพ่อคุณแม่ก็จะยอมทำตาม เริ่มดูยากขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะคะว่า แล้วเราจะต้องตอบสนองอย่างไรล่ะ และที่ยากคือเราต้องแยกให้ออกว่าที่ลูกร้องไห้นั้น เป็นเพราะร้องกลัวหรือร้องเพราะเอาแต่ใจ?

ตอนนี้ผู้เขียนเองก็กำลังประสบปัญหาวัยทอง 2 ขวบ เช่นกันค่ะ ลูกผู้เขียนรู้จักที่จะร้องไห้ งอแง อาละวาด เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นลงไปนอนดิ้นกับพื้น เตะต่อยแม่ ขว้างปาสิ่งของ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้เขียนหนักใจมาก จนได้ไปอ่านบทความที่มีประโยชน์มาก ๆ จนต้องนำมาแชร์ ของคุณหมอภา ทพญ.จีรภา ประพาศพงษ์ เจ้าของ เพจหมอภา/Jeerapa prapaspong ซึ่งคุณหมอได้แนะวิธีการแยกว่า เด็กร้องไห้ มีกี่แบบ และควรจะรับมือได้อย่างไรเพื่อไม่ให้เด็กเอาแต่ใจ ดังนี้ค่ะ

หมอชี้! วิธีปราบ เด็กร้องไห้ ลูกร้องแบบไหนเรียกเอาแต่ใจ

เด็กร้องไห้ แยกได้เป็น 2 แบบคือ

แบบที่ 1. เด็กร้องไห้ เพราะรู้สึกแย่

การร้องไห้แบบนี้ มักเกิดจากการที่ลูกโกรธ กลัว หรือลูกกำลังแย่ เช่น ต้องแยกจากพ่อแม่ ที่เด็กร้องไห้ งอแง บางคนอาละวาดออกมา เพราะเด็กกำลังสื่อสารออกมาว่า เค้ากำลังแย่ รู้สึกไม่ดี อึดอัดคับข้องใจ เด็กที่ร้องไห้ งอแงแบบนี้ มักยังไม่โต เป็นช่วงวัย ที่สมองส่วนเหตุผลยังพัฒนาไม่เต็มที่ โดนสมองส่วนอารมณ์ครอบงำ จากพายุอารมณ์ ถ้าลูกร้องไห้ งอแง แบบนี้ และเราใช้วิธีตอบสนองไม่เหมาะสม เช่น ดุ ว่า ตี เพิกเฉย เดินหนี หรือรีบสอนลูกทันที เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยไว้ ลูกจะติดนิสัยแย่ๆไปจนโต มักไม่ได้ผล !! และในบางครั้งสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เหตุผลคือ วิธีนี้ ยิ่งไปกระตุ้นสมองที่ทำให้กลัว ให้โกรธ ให้อารมณ์แย่มากขึ้น

แบบที่ 2 เด็กร้องไห้ เพราะเอาแต่ใจ

หมอมักเรียกการร้องไห้แบบนี้ว่า งอแง อาละวาดแบบใช้สมองส่วนเหตุผล !! การร้องและทำพฤติกรรมที่คิดไว้แล้ว
ร้องไห้ หรืออาละวาด เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ เช่น ต้องการความสนใจ ของเล่น อาหาร บางสิ่งบางอย่าง เด็กที่ร้องไห้แบบนี้ แตกต่างจากแบบแรก เพราะเด็กไม่ได้รู้สึกแย่ อึดอัด คับข้องใจ เศร้า หรือกลัว สารเคมีของความเครียด ไม่ได้หลั่งออกมาในสมอง ร้องไห้แบบที่ 1 ลูกจะถูกพายุอารมณ์โหมกระหน่ำ จนสมองส่วนเหตุผลไม่ทำงาน ลูกจึงต้องการความสงบ ความรัก ความเข้าใจ ส่วนการร้องไห้แบบที่ 2 นี้ การแสดงความรักและทำตามที่ลูกต้องการจึงไม่เวิค!!

เด็กที่ทำแบบนี้บ่อยและได้รับการตอบสนอง จะเรียนรู้ว่า ถ้าร้องไห้ อาละวาด ลงไปนอนดิ้น โวยวายแบบนี้ เค้าจะได้ในสิ่งที่เค้าต้องการ และเด็กที่ไม่ได้รับการจัดการกับการร้องไห้ อาละวาดแบบนี้ และพ่อแม่ตอบสนองการร้องไห้แบบนี้ซ้ำ ๆ ยอมทำตาม สิ่งที่ลูกต้องการพฤติกรรมเหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพเด็ก เด็กจะไม่ชนะพ่อแม่ แค่ตอน 2 ขวบ แต่จะใช้วิธีการนี้ เอาชนะพ่อแม่ไปเรื่อยๆ ระหว่างที่โตขึ้น จนกลายเป็นผู้ใหญ่ขี้โมโห อารมณ์ร้อน ชอบใช้อำนาจ บังคับ และเอาเปรียบคนอื่นๆ มีปัญหาทักษะทางสังคมได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีไหนปราบ เด็กร้องไห้ ได้อยู่หมัด

อนาคตของลูก

5 ข้อพ่อแม่ต้องรู้เพื่อ อนาคตของลูก

อนาคตของลูก จะได้ดีและสำเร็จได้ต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคง พบ 5 ข้อที่พ่อแม่ต้องรู้เพื่ออนาคตที่ดีของลูกน้อย

 

 

หากพูดถึง อนาคตของลูก คุณพ่อคุณแม่นึกถึงอะไรกันคะ … ใช่ความรู้ การศึกษา สังคม และหน้าที่การงานกันใช่หรือเปล่า … ถ้าใช่ละก็ทราบไหมคะว่า จริง ๆ แล้วการที่ลูกจะมีอนาคตที่ดีได้นั้น จะต้องเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานต่าง ๆ ให้มั่นคงกันเสียก่อน ซึ่งพื้นฐานที่ว่านั้น แค่ความรู้อย่างเดียวคงไม่พอ จะมีอะไรบ้างนั้น ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอสรุปออกมาเป็น 5 ข้อคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

อนาคตของลูก ดีแน่ถ้าพ่อแม่ดูแลสิ่งเหล่านี้!

อนาคตลูก
เครดิตภาพ: beyondorganicbaby
  • อาหารการกิน – ไม่มีใครปล่อยให้ลูกของเราอดอยากกันหรอกใช่ไหมละคะ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนสรรหาเมนูต่าง ๆ มากมายมาให้ลูกได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นการพาลูกไปรับประทานอาหารดี ๆ ตามร้านต่าง ๆ ภายในห้างดัง หรือบางวันอาจจะทานข้าวแกงถุง หรือถ้ามีเวลาหน่อยก็ปรุงอาหารรับประทานกันเอง … ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละครอบครัว ไม่มีใครว่าถูกหรือว่าผิด หากแต่สิ่งที่เราทุกคนควรต้องคำนึงก็คือ สารอาหารต่าง ๆ ที่ลูกบริโภคเข้าไปมากกว่า โดยจะต้องมั่นใจว่าอาหารเหล่านั้น ปรุงสดใหม่ ไม่ค้างคืน และครบทั้ง 5 หมู่ บางครอบครัวตามใจลูกด้วยการซื้อขนม ของทอดกรอบ ไส้กรอก รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปให้ลูกทานเป็นประจำทุกวัน โดยหารู้ไม่ว่า เมนูเหล่านี้นี่แหละ ที่จะมาทำลายสุขภาพของลูกมากกว่าการได้รับประโยชน์ … แต่ไม่ใช่ว่าลูกจะทานไม่ได้เลยนะคะ ลูกทานได้ค่ะ แต่ก็ต้องทานอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ว่าให้ทานกันไปเลยทุกมื้อทุกวัน อันนี้ก็มากเกินไป แล้วแบบนั้นสมองและร่างกายของลูกจะได้รับประโยชน์จากตรงไหนกัน นอกเหนือจากนี้ Bethany Thayer, Andrea Giancoli และ Sarah Krieger ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้ข้อมูลและคำแนะนำที่น่าสนใจว่า ความจริงแล้ว สมองคนเราต้องการอาหารและการบำรุงอย่างยิ่ง สมองเป็นอวัยวะร่างกายชิ้นแรกสุดที่จะดูดซึมสารอาหารจากสิ่งที่กินเข้าไป นั่นหมายถึงร่างกายของลูกต้องการสารอาหารที่หลากหลายเพื่อไปบำรุงร่างกายและสมองด้วยเช่นกัน ถ้าหากเราไม่ใส่ใจเรื่องนี้ให้ดี อาจส่งผลเสียให้กับลูกในระยะยาวได้

อนาคตลูก

  • โรคภัยไข้เจ็บ – การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ถือเป็นลาภอันประเสริฐ … แต่อาจจะยากหน่อยสำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก … เนื่องจากเราไม่สามารถป้องกันลูกให้ห่างไกลจากโรคได้ 100 เปอร์เซ็นต์เนื่องจากภูมิต้านทานของลูกต่ำ โอกาสที่ลูกจะได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ จึงมีความเสี่ยงสูง แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่เราก็สามารถป้องกันลูกได้ในเบื้องต้นใช่ไหมละคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนให้ลูกได้รู้จักกับการล้างมือที่ถูกต้อง เพราะเด็กส่วนใหญ่เข้าใจว่าแค่เอามือไปสัมผัสกับน้ำเท่านี้ก็แปลว่าล้างมือแล้ว ซึ่งอันนี้ถือเป็นความเข้าใจที่ผิดเป็นอย่างมากเลยละค่ะ และจากจุดนั้นเองทำให้เป็นที่มาของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะมาทำให้ลูกเจ็บป่วย ถามว่า แล้วเกี่ยวอย่างไรกับ อนาคตของลูก? เกี่ยวสิคะ! ถ้าลูกเจ็บออด ๆ แอด ๆ นั่นหมายถึง ลูกต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลมากกว่าที่โรงเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่ลูกจะพลาดโอกาสต่าง ๆ ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
ยาที่คนท้องห้ามกิน

เปิดรายชื่อ 62 ยาที่คนท้องห้ามกิน อันตรายทั้งแม่และลูก

ตั้งครรภ์อยู่ต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะเรื่องยา เพราะมี ยาอันตรายสําหรับคนท้อง หากกินเข้าไปเสี่ยงทั้งแม่และลูก แล้วจะมี ยาที่คนท้องห้ามกิน อะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

เปิดรายชื่อ 62 ยาที่คนท้องห้ามกิน อันตรายทั้งแม่และลูก

ยาที่คนท้องห้ามกิน ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่คุณแม่ท้องทุกคนควรรู้! เมื่อมีอาการเจ็บป่วย การเลือกใช้ยาต่างๆ เพื่อรักษาอาการของแม่ท้องจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของคุณหมอ เพราะยาบางตัวมีข้อจำกัด สามารถส่งผลต่อลูกทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากยาหรือสารเคมีที่แม่ได้รับสามารถผ่านเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้โดยผ่านทางรก ดังนั้น การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ จึงต้องมีความปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่เองและลูกในท้องด้วย

ซึ่งยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ รวมถึงคุณผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่มีโอกาส หรือตั้งใจจะมีลูกก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินการตั้งครรภ์ก่อนที่จะใช้ยาบางชนิดด้วย…และถ้าคุณแม่ท้องมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง อาจเพียงแค่พักผ่อนมากๆ เพื่อให้อาการดีขึ้น แต่ถ้าอาการไม่ทุเลาก็ควรไปปรึกษาหมอสูติที่ดูแลครรภ์ เพื่อจ่ายยาที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ …และถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ก็อาจใช้ยาได้เป็นบางอาการ โดยยาที่หาซื้อใช้ได้เอง ***แต่ควรต้องปรึกษา เภสัชกรร้านขายยา พร้อมแจ้งว่า ตั้งครรภ์ หรือ ประจำเดือนขาดด้วยทุกครั้ง!!!

การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายประการ ได้แก่

1. ช่วงอายุครรภ์ที่ได้รับยาหรือสารเคมีการตั้งครรภ์ แบ่งเป็น 3 ไตรมาส ได้แก่

ไตรมาสที่1 คืออายุครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 0-3

ไตรมาสที่2 คืออายุครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 4-6

ไตรมาสที่3 คืออายุครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 7-9

ซึ่งยาและสารเคมีก็ส่งผลต่อทารกในครรภ์แต่ละไตรมาสแตกต่างกันไป ยาบางชนิดอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง หรืออาจมีผลสำหรับทุกไตรมาสก็ได้ อย่างไรก็ตามก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

อ่านต่อ “ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์
และ 62
รายชื่อ ยาที่คนท้องห้ามกิน” คลิกหน้า 2

คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน

รวม คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน ที่ลูกควรรู้ (มีคลิป)

แม้ลูกจะกำลังทำกิจวัตรประจำวันในห้องน้ำ ก็สามารถสอนภาษาจีนแบบง่ายๆ ให้ลูกได้ Amarin Baby & Kids ได้รวมรวบภารกิจหรือกิจวัตรประจำวัน ซึ่งรวม คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน ที่ลูกควรรู้! มาฝาก จะมีคำว่าอะไร ออกเสียงยังไง ตามมาดูกันเลยค่ะ

รวม คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน ที่ลูกควรรู้!

กิจวัตรประจำวันในห้องน้ำ เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกน้อยต้องฝึกทำให้ได้ด้วยตัวเอง ก่อนเข้าโรงเรียน โดยเริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็น อาบน้ำ สระผม ล้างมือ ล้างหน้า แปรงฟัน กิจกรรมเหล่านี้เป็นการปฏิบัติซ้ำๆ ที่พ่อแม่ต้องคอยฝึกลูกน้อยตั้งแต่วัยเริ่มเดินได้ เพื่อให้เกิดเป็นความเคยชินหรือการสร้างนิสัย ซึ่งเป็นผลมาจาการฝึกฝนและการเรียนรู้ของเด็ก

ทั้งนี้การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน จะเป็นการช่วยฝึกฝนให้ลูกน้อยได้รับการส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง ในด้านความรับผิดชอบ ความอดทนอดกลั้น ความขยันหมั่นเพียร และคุณธรรมด้านอื่นๆ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการตรงต่อและเวลาและจังหวะของชีวิตอีกด้วย

ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอดแทรกความรู้ด้านภาษา เพื่อฝึกลูกให้เป็น เด็กสองภาษา แบบง่ายๆ ด้วยการหัดพูดคำศัพท์เป็นภาษาต่างๆ ที่อย่างฝึกได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งอังกฤษ จีน หรือญี่ปุ่น และหากบ้านไหนกำลังฝึก สอนภาษาจีนให้ลูก หรืออยากให้ลูก พูดภาษาจีนเก่งๆ  ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเทคนิค การสอนลูกพูดภาษาจีน กับเหล่าซือเบนซ์ ในรายการ Kids Talk ช่วง Chinese talk มาฝากค่ะ

ซึ่งก็มี คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน ที่ลูกควรรู้อยู่หลายคำ แล้วจะมี คำศัพท์ภาษาจีน ที่เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันในห้องน้ำ อะไรบ้าง ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกพูดได้เมื่อเข้าห้องน้ำอยู่ ตามมาดูคลิป “เหล่าซือเบนซ์” สอนคำศัพท์ต่างๆ เหล่านั้นกันเลยค่ะ

ทบทวน คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน ที่ควรสอนลูก!

คำศัพท์ในห้องน้ำ คำอ่าน (อังกฤษ) คำอ่าน (ไทย) แปล
洗澡 xǐzǎo สีเจ่า อาบน้ำ
洗脸 xǐliǎn สีเหลี่ยน ล้างหน้า
刷牙 shuāyá ซวาหยา แปรงฟัน
洗头 xǐtóu สี่โถว สระผม
想袅袅吗? Xiǎng niǎoniǎo ma เสี่ยงเนี่ยวเนี่ยวมะ ปวดฉี่ไหม
洗手了吗? Xǐshǒule ma สี โซ่ว เลอะ มะ ล้างมือหรือยัง
想拉粑粑吗? Xiǎng lā bābā ma เสี่ยงลาปาปามะ ปวดอึไหม

 

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ เกี่ยวกับ คำศัพท์ในห้องน้ำ ภาษาจีน ที่ควรสอนลูก! ที่เหล่าซือเบนซ์ ได้สอนมาข้างต้น …ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมนำคำศัพท์เหล่านี้ไปใช้สอนลูกน้อยบ่อยๆ ด้วยนะคะ เพื่อให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา หรือสามภาษา ที่เก่งทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ในแต่ละช่วง แต่ละตอน ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

ช่วง Chinese talk

ตอน คำทักทายภาษาจีน

ตอน เข้านอน – ตื่นนอน ภาษาจีน ต้องพูดว่ายังไง?

ตอน สอนลูกแต่งตัว คำศัพท์ เสื้อผ้า ภาษาจีน ต้องพูดยังไง?

ช่วง Exclusive Interview

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คาเฟอีนในกาแฟ

คาเฟอีนในกาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่แม่ท้องควรรู้

สมัยนี้ใครๆ ก็ดื่มกาแฟ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ก่อนท้องก็ดื่มกาแฟแทบทุกวัน เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คาเฟอีนในกาแฟ กลับเป็นส่ิงที่ควรหลีกเลี่ยง แม่หลายคนจากที่ดื่มกาแฟทุกวันก็หยุดดื่มไปเลย แต่สำหรับบางคนที่ติดกาแฟไปแล้วนี่สิ จะทำอย่างไรดี? ข่าวดีคือ แม่ท้องก็สามารถดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนได้บ้าง แต่ควรดื่มในปริมาณที่กำหนด ถึงจะไม่กระทบต่อลูกในท้อง

ถูกต้องแล้วค่ะ ที่แม่ท้องควรจำกัดปริมาณการรับคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน แต่ควรรับคาเฟอีนได้เท่าไรล่ะถึงจะไม่ทำร้ายลูก The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) แนะนำว่าแม่ท้องทุกคนไม่ควรรับคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะเท่ากับกาแฟขนาด 11 ออนซ์ 1 แก้วเท่านั้น นี่เป็นสาเหตุที่ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาขอตีแผ่ปริมาณ คาเฟอีนในกาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ เพื่อให้แม่ท้องทุกคนไม่เผลอดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไปจนอาจะไปทำร้ายลูกในท้องได้

คาเฟอีนในกาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่แม่ท้องควรรู้

คาเฟอีนมีผลกระทบต่อแม่และลูกในท้องอย่างไรบ้าง

ผลกระทบต่อลูกในท้อง

ในขณะที่แม่ๆ ดื่มกาแฟ คาเฟอีนในกาแฟ จะถูกส่งเข้าไปที่รกและส่งต่อไปที่น้ำคร่ำและกระแสเลือดของลูกในท้อง สำหรับคุณแม่ ร่างกายจะสามารถทำการเผาผลาญและกำจัดคาเฟอีนออกได้ไม่ยาก แต่สำหรับลูกในท้องที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงต้องใช้เวลานานกว่ามากในการกำจัดคาเฟอีนออกจากร่างกาย  จากการวิจัย พบว่า แม่ท้องที่ได้รับปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน จะไม่ส่งผลให้แท้งหรือเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ในขณะที่แม่ท้องที่ได้รับคาเฟอีนมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน ทำให้ลูกในท้องมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตช้าและตัวเล็กกว่าอายุครรภ์

ผลกระทบต่อแม่ท้อง

แน่นอนว่า เมื่อได้รับคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะ แม่ท้องจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เลือดลมสูบฉีด หัวใจเต้นเร็ว แต่หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะทำรู้สึกกระวนกระวายจนทำให้นอนไม่หลับ นอกจากนี้ คาเฟอีนในกาแฟ และเครื่องดื่ม จะทำให้ร่างกายผลิตกรดในกระเพาะอาหารมามากเกินไปจนอาจนำไปสู่โรคกระเพาะอาหารได้ ผลกระทบเหล่านี้จะออกอาการอย่างชัดเจนและมากขึ้นเมื่อคุณแม่อยู่ในช่วงไตรมาสหลังๆ ของการตั้งครรภ์ เพราะในช่วงนั้นความสามารถในการกำจัดคาเฟอีนออกจากร่างกายจะลดลง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ตารางปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มต่างๆ

เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

แม่ลูกอ่อนกินข้าวเร็ว เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด อาจป่วยได้

เวลาลูกหลับ เป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดสำหรับแม่ลูกอ่อนทุกคน เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่คุณแม่จะได้พักผ่อน กินข้าวเช้าในตอนเที่ยง หรือได้เข้าห้องน้ำอย่างสบายใจ แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อเริ่มจะตักข้าวคำแรกเข้าปาก ก็มักจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเจ้าตัวเล็กดังมาจากห้องนอน แม่ๆ หลายคนเลือกที่จะบอกลาข้าวเช้าแล้ววิ่งไปหาลูกพร้อมกับท้องที่ร้องจ๊อกๆ แม่หลายคนก็เลือกที่จะรีบตักข้าวเข้าปากแล้วรีบวิ่งไปหาลูก แต่คุณแม่ทราบไหมคะว่าการรีบกิน กินข้าวเร็ว กินข้าวไว เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด นั้นส่งผลร้ายกว่าที่คิด  มาดูกันค่ะ ว่าการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดนั้น ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง

แม่ลูกอ่อนกินข้าวเร็ว เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด อาจป่วยได้

การเคี้ยวข้าวให้ละเอียด มีความสำคัญต่อระบบการย่อยอาหารเป็นอย่างมาก ร่างกายของแต่ละคนมีข้อจำกัดในการย่อยอาหารที่ไม่เหมือนกัน หากอาหารที่เกิดจากการ เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด เข้าไปสู่ระบบการย่อยอาหารในคนที่มีระบบการย่อยอาหารไม่ดี ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ ดังนี้

  1. โรคอ้วน เชื่อไหมล่ะคะ ว่าคนที่กินข้าวเร็ว จะเสี่ยงอ้วนได้มากกว่าคนที่กินข้าวด้วยความเร็วปกติ 70% ของคนอ้วนหรือคนที่กำลังจะอ้วน มักจะเป็นคนที่กินข้าวเร็ว กินไว กินข้าวคำใหญ่กว่าปกติ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่เราได้รับจากอาหารจะเป็นตัวกระตุ้นให้สมองสั่งการว่าอิ่มหรือไม่อิ่ม ซึ่งโดยปกติแล้ว สมองจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีถึงจะรู้สึกอิ่ม สำหรับคนที่กินเร็ว เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด และกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารยังไม่ถึงกระเพาะก็จะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม จึงต้องสั่งอาหารเพิ่มเพื่อให้กินอิ่มมากขึ้น
  2. โรคกระเพาะอาหาร และ โรคกรดไหลย้อน โดยปกติของคนที่กินเร็ว มักจะเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด อาหารที่ถูกลำเลียงเข้าไปในกระเพาะอาหารก็จะมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักขึ้น จึงหลั่งน้ำย่อยออกมาเพิ่มขึ้น เมื่อมีน้ำย่อยออกมามากก็จะมีความเข้มข้นของกรดในกระเพาะอาหารสูงขึ้น เพื่อย่อยอาหารที่มีชิ้นใหญ่ให้ได้ นี่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร และกรดไหลย้อนในอนาคตได้ และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือหากยังปล่อยให้อาการหนักขึ้น อาจเสี่ยงเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  3. โรคเบาหวาน อย่างที่ทราบกันว่าการกินเร็ว เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด นั้นทำให้เป็นโรคอ้วน และโรคอ้วนก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ เพราะคนที่กินเร็ว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนในปริมาณที่ปกติ แต่ฮอร์โมนอินซูลินกลับไม่สามารถทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ สาเหตุหลักเนื่องจากโมเลกุลของอินซูลินไม่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภายในเซลล์ได้ ตับอ่อนจึงจำเป็นต้องสร้างและหลั่งอินซูลินออกมาเพิ่มเติม จนกระทั่งในที่สุดเกิดเป็นโรคเบาหวานได้
  4. โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่เกิดจากการกินเร็วในทางอ้อม เพราะคนที่กินเร็วจะไม่ค่อยรับรู้รูป รส และกลิ่นของอาหาร เมื่อทานอาหารที่เริ่มบูดหรือเริ่มเสียเข้าไป ก็อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดทำอย่างไร และประโยชน์ของการเคี้ยวละเอียด

แปรงฟันแห้ง

แปรงฟันแห้ง ช่วยป้องกันฟันผุได้จริง (มีคลิป)

แปรงฟันแห้ง คืออะไร ทำไมถึงช่วยป้องกันฟันผุได้ พร้อมไขข้อข้องใจกับคำถามยอดฮิตได้ที่นี่

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะเกิดความรู้สึกสงสัยกันภายในใจว่า อะไรคือ แปรงฟันแห้ง? แล้วเกี่ยวอะไรกับฟันผุ บอกเลยว่าเรื่องนี้อาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่อย่างเราแอบผะอืดผะอมนิด ๆ เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเรามักจะแปรงฟันเสร็จแล้วก็บ้วนน้ำทิ้งกัน เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระล้างเอาสิ่งสกปรกที่อยู่ในปากเราตลอดทั้งคืนนั้นออกไป แต่งานนี้คุณหมอกลับบอกว่า ทำแบบนั้นถือเป็นการแปรงฟันที่ผิดวิธี และอาจส่งผลทำให้ฟลูออไรด์ที่มีอยู่ในยาสีฟันนั้นเจือจางไปกับน้ำได้!

เรื่องนี้จะจริงเท็จมากน้อยเพียงใด หมอแล็บแพนด้าได้ควงคู่มาพร้อมกับ ทพ. ดร. ธงชัย วชิรโรจนไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภาคนที่สอง จะมาไขความกระจ่างให้พวกเราทุกคนได้เข้าใจถึงวิธีการแปรงฟันที่ถูกวิธีมาฝากกันค่ะ

แปรงฟันแห้ง คืออะไร ?

แปรงฟันแห้ง นั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น 2 อย่างคือ แห้งก่อนที่จะแปรง และแห้งหลังแปรง นั่นหมายถึง เราไม่จำเป็นต้องจุ่มน้ำก่อนแปรงนั่นเอง เพราะการจุ่มน้ำก่อนแปรงฟันนั้น น้ำจะไปผสมกับยาสีฟันทำให้เกิดฟองส่งผลทำให้ฟลูออไรด์นั้นถูกเจือจาง ดังนั้น วิธีการแปรงที่ถูกต้องคือ ไม่จำเป็นต้องจุ่มน้ำก่อนแปรง พอเราไปแล้วสักประมาณ 2 นาทีก็ให้ถุยเอาฟองออก โดยไม่ต้องบ้วนน้ำ ทำให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันอยู่รอบๆ ฟันเรา ซึ่งจะช่วยส่งผลทำให้ฟันของเราแข็งแรงนั่นเอง

ไม่บ้วนน้ำออกแล้วไม่อันตรายหรือ?

ทพ. ดร. ธงชัย ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จริงอยู่ที่ยาสีฟันนั้นมีสารที่ทำให้เกิดฟอง แล้วการที่เราแปรงฟันแล้วไม่บ้วนน้ำทิ้งนั้นไม่อันตรายหรือ … จากการวิจัยพบว่า สารที่ทำให้เกิดฟองนั้นไม่ได้ส่งผลอันตรายใด ๆ แต่อยากให้จำไว้ว่า การบ้วนน้ำ 1 ครั้งนั้น ก็ส่งผลทำให้ฟลูออไรด์ลดลงไปด้วยเช่นกัน และนั่นก็ไม่ได้ทำให้เราได้รับประโยชน์ของการป้องกันฟันผุจากฟลูออไรด์เลย แต่สำหรับใครที่ไม่ชินละก็ สามารถบ้วนน้ำในปริมาณน้อยๆ ได้ 1 ครั้ง

สรุปวิธีการแปรงฟันแห้งต้องทำอย่างไร? 

  • ให้คุณพ่อคุณแม่ป้ายยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ยี่ห้อใดก็ได้เพียงเล็กน้องลงบนยาสีฟันที่แห้ง
  • หลังจากนั้นให้แปรงฟันทันทีโดยไม่ต้องบ้วนปากก่อน และพยายามแปรงฟันให้ทั่วนานอย่างน้อย 2 นาที
  • เมื่อมั่นใจว่าแปรงฟันจนทั่วช่องปากแล้ว ก็ให้บ้วนยาสีฟันทิ้งโดยไม่ต้องบ้วนน้ำตาม

มาถึงตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะนึกตั้งคำถามมากมายอยู่แล้วในใจใช่ไหมละคะ ซึ่งทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็ได้รวบรวมคำถามและคำตอบจากคุณหมอที่หลายๆ ท่านตั้งข้อสงสัยมาฝากด้วยเช่นกัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ลูกกินยาก กินแต่อาหารซ้ำซาก เสี่ยงโรค Neophobia

ลูกกินยาก เป็นปัญหาที่พบเจอได้บ่อยในเด็กวัยที่เริ่มห่วงเล่นมากกว่ากินแล้ว และเมื่อลูกเริ่มกินยาก เลือกกิน คุณพ่อคุณแม่ก็จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการทำแต่อาหารที่ลูกชอบกิน เพราะจะมั่นใจได้ว่ามื้อนี้ลูกต้องยอมกิน และกินหมดแน่ๆ และมักจะทำแต่อาหารเมนูนั้นซ้ำๆ จนลูกไม่ได้กินเมนูอื่นๆ เลย แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะ ว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ อาจเป็นการทำให้ลูกเสี่ยงเป็นโรค Neophobia ได้โดยไม่รู้ตัว

ลูกกินยาก กินแต่อาหารซ้ำซาก เสี่ยงโรค Neophobia

โรค Neophobia คืออะไร?

Food Neophobia คือโรคที่เด็กปฏิเสธที่จะลองกินอาหารที่แปลกใหม่ หรือกลัวที่จะลองอาหารชนิดใหม่ๆ โดยทั่วไปจะพบได้ในเด็กอายุ 2-6 ขวบ และหากไม่ได้รับการแก้ไขก็อาจจะเป็นโรคนี้จนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งโรค Food Neophobia นั้นแตกต่างจาก เด็กเลือกทาน เด็กที่เลือกทานจะเพียงแค่ปฏิเสธอาหารที่ตัวเองไม่ชอบกิน แต่ถ้าจะให้ลองกินก็จะกินได้ สำหรับเด็กที่เป็นโรค Food Neophobia เมื่อต้องกินอาหารชนิดใหม่ จะแสดงอาการกลัวออกมาจนเห็นได้ชัด เช่น เมื่ออาหารชนิดใหม่แตะลิ้น ก็จะรู้สึกไม่อยากที่จะกลืน และเมื่อพยายายกลืนเข้าไป ก็อาจจะอ้วกออกมา ส่วนมากอาหารใหม่ๆ ที่เด็กไม่ชอบลองกิน มักจะเป็นอาหารที่มีผักหรือผลไม้เป็นส่วนประกอบ

อะไรเป็นสาเหตุของ ลูกกินยาก กินแต่อาหารซ้ำซาก?

  1. สาเหตุทางพันธุกรรม
  2. พฤติกรรมการเลียนแบบ เมื่อลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่เลี่ยงที่จะทานอาหารบางอย่าง เช่นไม่ยอมทานผัก จะทำให้ลูกมีแนวโน้มที่จะไม่ชอบทานผักชนิดนั้นด้วยเช่นกัน
  3. เกิดจากการบังคับ โดยเฉพาะในเด็กวัยเตาะแตะที่ยังพูดปฏิเสธไม่เป็น หากถูกบังคับ คะยั้นคะยอ หรือพยายามยัด หรือ ป้อนทีเผลอ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้ลูกกลัวอาหารชนิดนั้นๆ ได้ เพราะลูกจะจำได้ว่า อาหารชนิดนี้ทำให้ตัวเองเจ็บ เป็นต้น
  4. ความไวต่อการรับรสขมมากกว่าเด็กทั่วไป ในเด็กบางคนมีประสาทการตอบสนองการรับรสได้มากกว่าปกติ ทำให้ต่อมรับรสขมทำงานได้รวดเร็วและผิดปกติ หรือในบางกรณี การไวต่อการรับรสขมก็อาจจะเป็นเพราะเคยติดเชื้อในช่องหูส่วนกลาง
  5. มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับอาหารบางประเภท เช่น เคยทานอาหารชนิดนี้แล้วอ้วก ลูกก็จะจำฝังใจได้ว่าถ้าทานอีกก็จะอ้วกอีก เป็นต้น
  6. การห้ามไม่ให้ลูกได้ลองกินอาหารเอง เพราะกลัวลูกจะทำเลอะ หรือ เล่นอาหาร การที่ลูกถูกห้ามไม่ให้ลองทำอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ก็อาจจะทำให้ลูกฝังใจว่าไม่ควรลองทานอาหารใหม่ เพราะอาจจะถูกห้ามเช่นกัน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกกินแต่อาหารซ้ำๆ และวิธีแก้ปัญหา

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน

5 วิธีสังเกต ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่

ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน บ้างหรือไม่? จะรู้ได้อย่างไรหากลูกไม่เล่าให้ฟัง … พบวิธีสังเกตลูกได้ที่นี่ค่ะ

 

 

เมื่อไรก็ตามที่ลูกน้อยของเราถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนกังวลเป็นที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาลูกโดนแกล้ง โดนรังแก ไม่ว่าจะจากเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนรุ่นพี่ พี่เลี้ยง หรือแม้แต่คุณครู เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้หากเกิดขึ้นกับลูก ก็สามารถทำให้ลูกเกิดอคติ และไม่อยากมาที่โรงเรียนได้

แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเรา จะไปรู้ได้อย่างไรกันว่า ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่ ในเมื่อเราก็ไม่ได้ไปนั่งเฝ้าดูลูกตลอดเวลา ของแบบนี้ถ้าจะไปถามคุณครู ๆ บางท่านก็อาจจะไม่บอกความจริง เพราะไม่อยากให้มีปัญหา หรือจะต้องรอให้เห็นบาดแผลตามเนื้อตัวของลูกก่อนถึงจะรู้ได้ … คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้เตรียม 5 วิธีสังเกต ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่ มาฝากกัน อยากจะรู้ว่ามีวิธีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่?

คุณพ่อคุณส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า การที่จะรู้ได้ว่า ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน หรือไม่นั้นเป็นเรื่องยาก หากถามว่ายากหรือไม่ก็คงตอบได้ว่าไม่ยากและไม่ง่ายค่ะ แต่สิ่งที่ทีมงานจะนำมาฝากในวันนี้ก็ถือเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ทราบได้ไม่ยากเช่นกัน

  1. พฤติกรรมลูกเปลี่ยนไป – คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรู้ดีว่าลูกของเราเป็นอย่างไร และเมื่อไรก็ตามที่ลูกของเรานั้นมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มีหรือที่เราจะไม่รู้เลย ดังนั้น การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมลูกเป็นประจำนั้นเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่าได้ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว เด็กส่วนใหญ่เวลากลับจากโรงเรียนก็มักจะตื่นเต้นแล้วก็พร้อมที่จะเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ฟังกันอยู่แล้วว่า เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนของเขาทำอะไรบ้าง คุณครูให้ทำอะไร กลางวันวันนี้มีอะไรทาน เป็นต้น ซึ่งถ้าหากลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่แล้วละก็ ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะที่เราจะสังเกต เพราะเมื่อไรก็ตามที่ลูกกลับบ้านมาแล้วจู่ ๆ ลูกเงียบซีม ไม่พูดไม่จา เงียบ เก็บตัว นั่นแหละค่ะ คือสัญญาณบอกให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบแล้วละว่า ลูกของเรามีปัญหาที่โรงเรียนแน่นอน ซึ่งปัญหาจะเป็นอะไรนั้นเราก็คงต้องค่อย ๆ หาคำตอบกันดู
  2. มีบาดแผลให้เห็น – ตาของคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้นไวราวกับเหยี่ยว เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเราเพียงนิดเดียว ก็รู้แล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายของลูก ซึ่งถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เห็นบาดแผลบนร่างกายลูกละก็ อย่าเพิ่งดุ หรือตะคอกลูกนะคะ ให้ถามลูกดี ๆ ว่า “เจ็บไหม ไปโดนอะไรมาลูก ไหนเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังสิจ้ะ” ลูกก็จะค่อย ๆ รู้สึกผ่อนคลายและพร้อมที่จะเล่าให้คุณแม่ฟัง ซึ่งดีกว่าเราไปตะคอกใส่ลูก คราวนี้ละค่ะอย่าหวังว่าจะได้ทราบความจริงเลย เพราะลูกคงไม่กล้าบอกแน่นอนว่าไปเจออะไรมา ทำไมน่ะเหรอคะ เพราะเขากลัวว่าคุณจะไปเอาเรื่องเพื่อน ๆ ของเขาที่โรงเรียนนั่นเอง
  3. ลูกไม่มีเพื่อน – ทุกครั้งที่ลูกไปโรงเรียน คำถามยอดนิยมที่มักจะถามกันก็คือ มีเพื่อนหรือยังจ้ะ มีกี่คน แล้วชื่อะไรบ้าง ถูกไหมละคะ แต่ถ้าหากลูกมีเพื่อนแล้วลูกก็จะรู้สึกตื่นเต้น และก็พร้อมจะบอกว่าเพื่อนของเขานั้นมีใครบ้าง ชื่ออะไร ผู้หญิงหรือผู้ชาย แล้วเพื่อนแต่ละคนชอบเล่นกับเขาอย่างไร เรียกได้ว่าอะไรที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนนั้นเขาจะรู้สึกตื่นเต้นและก็กระตือรือร้นที่จะเล่าให้ฟัง แต่ในทางกลับกันหลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ถามแล้วแต่ ลูกมีพฤติกรรม เงียบขรึม ส่ายหน้า หรือไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ละก็ ให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตเขาให้ดีว่า สาเหตุที่ลูกไม่มีเพื่อนเลยนั้นเป็นเพราะอะไร จะเป็นเพราะลูกไม่ยอมปรับตัวเข้าหากับคนอื่น หรือว่าเป็นเพราะลูกพยายามแล้วแต่โดนเพื่อนหัวเราะเยาะหรือแกล้งจนไม่อยากพูดคุยกับใครกันแน่ ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะต้องค่อย ๆ ใช้เวลา หรือจะถามคุณครูด้วยก็ได้นะคะ ให้คุณครูช่วยสังเกตจะหากทราบสาเหตุแล้วจะได้ช่วยเหลือกัน
  4. ลูกบ่น ไม่อยากไปโรงเรียน – วิธีนี้ง่ายต่อการสังเกตมาก ๆ เลยละค่ะ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ลูกเอ่ยคำนี้ขึ้นมา แสดงว่าในใจหรือความคิดน้อย ๆ ของเขาจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างอยู่แน่นอน ซึ่งปัญหาในใจนั้นจะเป็นเพราะอะไร จะเป็นเพราะการที่ลูกโดนคุณครูตำหนิ ดุ หรือเป็นเพราะโดนเพื่อนล้อละก็ ลูกก็จะค่อย ๆ เริ่มเล่าให้ฟังค่ะ เมื่อทราบแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องใจเย็น ๆ นะคะ อย่าไปตำหนิลูก เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอคติมากไปกว่าเดิม สู้เอาเวลาที่ตำหนิลูกนั้น มาหาวิธีแก้ไขและแนะนำลูกน่าจะดีกว่า
  5. คุณครูเล่าให้ฟัง – คุณครูส่วนใหญ่จะมีสมุดจดการบ้านหรือเบอร์มือถือของคุณพ่อคุณแม่กันอยู่แล้ว และคุณครูนี่ละค่ะจะเป็นคนแรก ๆ ที่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และก็ไม่อยากที่จะมีปัญหาใด ๆ กับผู้ปกครอง ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่คุณครูทราบเรื่อง คุณครูก็จะรีบบอกคุณพ่อคุณแม่ทันที แต่ถ้าหากคุณครูพิจารณาแล้วว่า เป็นบาดแผลหรือเหตุการณ์ที่เกิดจากเด็กเล่นกันละก็ คุณครูก็อาจจะเล่าหรือไม่เล่าก็ขึ้นอยู่กับคุณครูท่านนั้นค่ะ แต่หากคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกมีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป การพูดคุยกับคุณครูเพื่อถามไถ่สิ่งต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นก็อาจจะเกิดความรู้สึกคาใจกันใช่ไหมละคะ

แล้วถ้าหาก ลูกโดนแกล้งที่โรงเรียน จริง … จะมีวิธีการป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างไรบ้างนั้น ไปค้นหาคำตอบได้ที่หน้าถัดไปเลยค่ะ