สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก

การปฐมพยาบาล เมื่อ สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก และวิธีป้องกัน

สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก – สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยแบะเบาะเตาะแตะ  สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือเรื่องของอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าตัวเล็กได้ทุกเมื่อ หากเราคลาดสายตา ซึ่งหนึ่งในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยกับเด็กเล็กๆ นอกจากการหกล้ม พลัดตกจากที่สูง หรือจมน้ำแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องของสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่พลาดเข้าไปอยู่ในหูของเด็ก ด้วยเด็กวัยนี้มีความอยากรู้อยากเห็นค่อนข้างสูง และยังรู้เท่าไม่ถึงการ ไม่รู้ว่าอะไรที่จะเป็นอันตรายกับตัวเอง จึงอาจหยิบจับสิ่งของที่มีขนาดเล็กต่างๆ เข้าไปใส่ในหูของตัวเองตามประสาเด็กที่ยังไม่รู้เดียงสา

ซึ่งอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก เมื่อมีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปติดค้างอยู่ในหู คือ เรื่องเกี่ยวกับการได้ยิน และการติดเชื้อ ดังนั้น วันนี้เรามาติดตามวิธีปฐมพยาบาลเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในหูลูกพร้อมวิธีป้องกันเหตุกันค่ะ

การปฐมพยาบาล เมื่อ สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก และวิธีป้องกัน

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่าสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปติดอยู่ในหูของเด็กนั้นอาจทำให้เด็กมีอาการปวดหู ติดเชื้อในช่องหู หรือแม้แต่สูญเสียการได้ยินได้ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใหญ่อย่างเราจะรู้ตัวหรือรู้สึกได้เวลาที่มีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในหูของเรา แต่เด็กเล็กๆ อาจไม่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างติดอยู่ในรูหูของพวกเขา นอกจากนี้ หากมีสิ่งแปลกปลอมติดในหู เช่น สำลีหรือแมลง อาจทำให้มีอาการคล้ายกับหูหนวกได้ชั่วคราว อาจทำให้เจ็บหู บวมแดง หรือมีน้ำมูกไหล ซึ่งการได้ยินอาจได้รับผลกระทบ ในกรณีที่วัตถุนั้นไปปิดกั้นภายในช่องหู

พฤติกรรมของเด็กเตาะแตะ ที่เกิดขึ้นได้ คือ การแหย่สิ่งของต่างๆ เช่น ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือลูกปัดใส่หู ด้วยความคิดแบบเด็กๆ เช่น ลูกปัดมันจะเข้าไปได้ลึกแค่ไหน  หากคุณคิดว่าลูกของคุณมีสิ่งของติดอยู่ในหู ให้พาไปพบแพทย์ โดยเฉพาะหากวัตถุที่เป็นสารเคมี เช่น ถ่านกระดุม หรือพืชเช่น ถั่ว ที่อาจขยายขนาดได้ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปที่แผนกฉุกเฉิน แพทย์ของคุณสามารถเอาวัตถุออกด้วยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์พร้อมเครื่องมีพิเศษในการนำเศษชิ้นส่วนต่างๆ ออกมา

วัตถุแปลกปลอมที่มักพบในหูของเด็ก ได้แก่

  • สำลี (คอตตอนบัด)
  • แบตเตอรี่กระดุม
  • ก้อนหิน
  • เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ
  • แมลง
  • เมล็ดพืช

อาการต้องสงสัยเมื่อ สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก

ให้พิจารณาว่ามีสิ่งแปลกปลอมในหูของลูก หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ :

  • เด็กบ่นว่า ปวดหู หรือ เจ็บในหู
  • สูญเสียการได้ยิน จากการเรียกแล้วไม่ตอบสนอง
  • มีอาการหูน้ำหนวก หูอื้อ
  • มีอาการสะอึกหรือไอ เรื้อรัง
  • มีหนองหรือเลือดไหลออกมาจากหู
  • มีอาการแดง และบวมของช่องหู
สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก
สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก

ข้อควรรู้ในการปฐมพยาบาล และข้อควรระวัง หากวัตถุแปลกปลอมติดอยู่ในหูเด็ก

  • อย่าตรวจดูภายในหู ด้วยก้านสำลีหรือไม้ขีดไฟ เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะดันวัตถุให้เข้าไปข้างใน ซึ่งอาจทำอันตรายกับหูของเด็กได้  สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ควรตระหนักคือความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่อาจทำให้เด็กสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร
  • จัดตำแหน่งเด็กให้เหมาะสม โดยให้นั่งตัวตรง หรือ นอนราบ
  • นำวัตถุออกถ้าเป็นไปได้ (ในกรณีมองเห็นวัตถุได้ชัดเจน)  หรือสามารถใช้แหนบจับคีบได้ไม่ยากจนเกินไป โดยให้ค่อยๆ คีบ และดึงออก
  • ลองใช้แรงโน้มถ่วงช่วย โดยเอียงศีรษะไปทางด้านที่ได้รับผลกระทบ เพื่อพยายามเคลื่อนเศษวัตถุ
  • ใช้น้ำมันสำหรับแมลงหากวัตถุแปลกปลอมเป็นแมลง โดยให้เอียงศีรษะของเด็กโดยให้หูกับแมลงหันขึ้นด้านบน พยายามให้แมลงลอยออกมาโดยเทน้ำมันมิเนอรัล น้ำมันมะกอก หรือเบบี้ออยล์เข้าหู โดยน้ำมันควรมีอุณหภูมิอุ่น แต่ไม่ถึงกับร้อน ที่สำคัญ ห้ามใช้น้ำมันเพื่อเอาวัตถุอื่นที่ไม่ใช่แมลงออกมา
  • ใช้กระบอกฉีดยาหูที่เป็นหลอดยางและน้ำอุ่นเพื่อทดน้ำให้วัตถุออกจากช่องหู (ใช้ในกรณีที่ไม่มีความผิดปกติใดๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนกับแก้วหู)
  • หากเห็นว่าวัตถุอยู่ลึกเข้าไปในช่องหูของเด็ก อย่าพยายามเอาวัตถุออกด้วยตัวเองเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายและการบาดเจ็บเพิ่มได้

หากวิธีการเหล่านี้ล้มเหลวหรือเด็กยังมีอาการเจ็บปวด มีน้ำมูกไหลออกจากช่องหู การได้ยินมีปัญหา หรือบอกได้ว่ามีบางสิ่งติดอยู่ในหู ให้รีบไปพบแพทย์ หลังจากนำวัตถุออกแล้ว ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของบุตรหลานของคุณจะตรวจหูอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีการบาดเจ็บที่ช่องหูหรือไม่ ซึ่งอาจมีการสั่งยาปฏิชีวนะแบบหยอดหูเพื่อรักษาโรคหูชั้นนอกที่อาจเกิดขึ้นได้

ฝีในต่อมน้ำลาย ก้อนแข็ง ๆ หลังติ่งหูทารก สัญญาณบอกโรค

อุทาหรณ์! ลูก ขี้หูเหม็น ขี้หูหมักหมมจนเน่า! เกือบเป็นหูน้ำหนวก

แม่แชร์ประสบการณ์! ลูกมีรูข้างหู ภัยเงียบที่ไม่ควรชะล่าใจ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังการกำจัดวัตถุที่ติดอยู่ในหู

ภาวะแทรกซ้อนนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในหูและระยะเวลาที่อยู่ในหู วัตถุในหูสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อไปนี้ได้

  • ความเจ็บปวด
  • หูหนวกหรือเสียงอู้อี้
  • อักเสบมีหนองหรือบวม (หากวัตถุติดอยู่ในหูมาระยะหนึ่งแล้ว)
  • หูติดเชื้อได้ หลังจากนำวัตถุออกแล้ว การติดเชื้อมีแนวโน้มเกิดได้มากขึ้นหากวัตถุนั้นติดอยู่ในหูเป็นระยะเวลานาน หรือมีชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของวัตถุที่ยังติดอยู่ในหูที่ตรวจไม่พบ
  • เกิดการเสียดสี หรือฉีกขาดของช่องหูภายนอก
  • เยื่อแก้วหูทะลุ
  • กระดูกในช่องหูเสียหาย และอาจสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร
  • หูชั้นกลางเสียหาย  อาจสูญเสียการได้ยิน  หรือ มีอาการหูน้ำหนวก
  • ปวดตามข้อ หรือ อัมพาตใบหน้า

สิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก

แนวทางป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าหูลูก

หากเป็นไปได้ ควรสอนเด็กๆ ว่าไม่ควรสอดใส่สิ่งของเข้าไปในหู  ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จะไม่สามารถเล่นกับชิ้นส่วนเล็กได้ ช่นแบตเตอรี่แบตเตอรี่กระดุม เข็มหมุด เหรียญ ลูกแก้ว หัวปากกาลูกลื่น หรือลูกปัด นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ

  • ควรจัดเก็บสิ่งของขนาดเล็กอย่างปลอดภัย เช่น ลูกปัด ลูกหิน เหรียญ ถ่านกระดุม และลูกโป่ง เป็นต้น
  • เลือกของเล่นให้เหมาะสมกับวัยของลูก
  • ระวังของเล่นอาจมีส่วนเล็กๆ ถอดได้
  • ส่งเสริมให้เด็กโตเก็บของเล่นให้ห่างจากเด็กเล็ก
  • ดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบตลอดเวลา ที่สัมผัสกับวัตถุชิ้นเล็กๆ ซึ่งรวมถึงอาหารชิ้นเล็กๆ เช่น ถั่ว ถั่ว หรือเมล็ดแตงโม

การป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กเล็ก เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของคนเป็นพ่อแม่ หากแต่การเข้มงวดในการตรวจตรา คอยหมั่นสังเกตความผิดปกติต่างๆ ของเด็ก ด้านพฤติกรรมต่างๆ จะช่วยให้เราทราบถึงความผิดปกติบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กได้ นอกจากนี้การคอยปลูกฝัง และพยายามอธิบายให้เด็กๆ เข้าใจ และรู้เท่าทันถึงอันตรายจากการนำสิ่งแปลกปลอมใส่เข้าไปในหูก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ ห่างไกลจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งยังยังช่วยให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี HQ ได้อีกทางหนึ่งอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : healthdirect.gov.au , stanfordchildrens.org , meded.psu.ac.th

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกมีขี้หู แคะหูให้ลูก ได้ไหม หูลูก ควรทำความสะอาดอย่างไร?

หูชั้นกลางอักเสบในเด็ก หูติดเชื้อในเด็ก ไม่ใช่เรื่องเล็กถ้าลูกป่วย!

อุทาหรณ์!! เลี้ยงหมาในบ้าน ระวัง เห็บหมาเข้าหูลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

แม่แชร์ลูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพียงเพราะล้างไม่ถูกวิธี

ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพราะล้างน้องชาย น้องสาวลูกไม่ดี มาร่วมฟังประสบการณ์จริงจากคุณแม่ ที่เพียงแค่ทำความสะอาดไม่ถูกวิธี อาจส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพลูกน้อยได้

แม่แชร์!!ลูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพียงเพราะล้างไม่ถูกวิธี

วันนี้ทีมแม่ ABK มีประสบการณ์น่าสนใจจากคุณแม่ท่านหนึ่งที่กรุณาให้นำเรี่องราวมาเป็นอุทาหรณ์แก่คุณแม่ท่านอื่น ๆ ที่มีลูกเล็ก โดยเรื่องราวเกิดจากเรื่องธรรมดา ๆ อย่างการอาบน้ำให้ลูก แต่นำมาซึ่งความเจ็บปวดที่ต้องทนเห็นลูกทรมานจากอาการ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

อุทาหรณ์ลูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพราะล้างไม่สะอาด
อุทาหรณ์ลูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพราะล้างไม่สะอาด
ประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกเจ็บปวดมาก ที่เป็นแทนลูกไม่ได้🥺
ตอนน้องอายุเพียง 16วัน
โชคดี ที่เราอ่านและเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กทารก มาเยอะ(ตามหลักแพทย์แหละ) เรื่องการดูแลเมื่อเป็นไข้
อยู่ดีๆ ลูกมีไข้ ไข้สูง ตัวแดง ซึมๆ ตัดสินใจพาหาหมอทันที ไม่รอ ไม่กินยาใดๆ เพราะลูกพึ่ง16วัน เด็กทารกไม่ควรกินยาเอง ต้องกินภายตามแพทย์สั่งเท่านั้น
มารพ ลูกไข้ขึ้นสูง 38.6 ตัวแดงลายมากๆ (ตัวลายแดงๆๆ หมอบอกเกิดจากการติดเชื้อภายในร่างกาย)
ได้เจาะเลือดตรวจฉี่ ผลออก มา ติดเชื้อ (แต่ยังไม่รู้ติดเชื้ออะไร ) หมอสั่งแอดมิด nicu ทันที
แม่เฝ้าไม่ได้ด้วย ร้องไห้สิคับ
กลัวมากกก สงสารลูก ทำได้แต่มาเยี่ยมทุกวัน ปั๊มนมมาส่ง ต้องเจาะน้ำไขสันหลังไปตรวจสรุป ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นอนรพ 8วัน ให้ยาฆ่าเชื้อทุกวัน กินนมแม่ ด้วยการกินขวด (งดเต้า)
แถมได้เอฟเฟกต์ กรวยไตบวม ต้องติดตามอาการยัน 1 ขวบ ถึงจะหายปกติ
แม่ได้แต่โทษตัวเอง ว่าดูแลลูกไม่ดี หลังจากที่ลูกออกจากรพ พยายามทุกอย่าง ไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วย กลัวต้องห่างลูกอีก
ที่สุดในชีวิตแล้วจริงๆค่ะ 😔😔
**น้องติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เนื่องจาก แม่ไม่ได้รูดปลายจู๋เพื่อล้างเลยทำให้เกิดการหมักหมมและติดเชื้อได้(ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน มันเป็นแค่ความเสี่ยงที่ทำให้เกิด)
***ปัจจุบันหายดีแล้วค้าบ แต่ปลายจู๋ยังไม่เปิด หมอให้ระวังๆ และให้ยามาทาตลอด
ขอขอบคุณ คุณแม่ Kib”Napapraew Chomrung ที่ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ

มีไข้สูง ซึม อาการอาจไม่ใช่แค่เป็นหวัด!!

โดยปกติเมื่อทารกไม่สบาย มีไข้ คุณพ่อคุณแม่คงต้องนึกถึงว่าลูกเป็นหวัดกันเป็นแน่ แต่รู้หรือไม่ว่าการมีไข้สูง ซึมใช่ว่าจะเป็นเพียงอาการแสดงของโรคหวัดเท่านั้น อาการไข้สูงก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่แสดงถึงโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นโรคของระบบทางเดินปัสสาวะในเด็กที่พบบ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ 3-7 ในเด็กที่มีไข้จะพบว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และมักพบมากในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย อุบัติการณ์ของโรคขึ้นอยู่กับอายุ เพศ เชื้อชาติ

มีไข้สูง ซึม อาการของการ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
มีไข้สูง ซึม อาการของการ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract Infection : UTI)

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 แบบ คือ

  1. โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบน หรือ กรวยไตอักเสบ (Acute pyelonephritis)ส่วนใหญ่จะมีไข้สูงเป็นหลัก ในเด็กเล็กอาจมีไข้สูงเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการจำเพาะอื่น เด็กโตอาจมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดเอว คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  2. โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง หรือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)เด็กจะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นฉุนบางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย

การรักษา และการป้องกัน

เด็กที่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจำเป็นที่จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วและขนาดที่เหมาะสม ในรายที่ไม่รุนแรงสามารถให้เป็นยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน แต่ถ้ารายที่รุนแรงหรือในรายที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดควรให้ทางหลอดเลือดดำ โดยระยะเวลาของการให้ยานาน 7-14 วัน ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยแพทย์อาจต้องให้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ รับประทานทุกวัน ซึ่งระยะเวลาการให้ยาขึ้นกับชนิด และความรุนแรงของโรค

นอกจากนี้ยังควรเน้นการดูแลความสะอาดของอวัยวะเพศเด็ก ตัวอย่างเช่น เช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง ลดการใช้ผ้าอ้อมไม่ใส่ตลอด 24 ชั่วโมง เด็กผู้ชายควรรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเพื่อทำความสะอาด ปรับพฤติกรรมการขับถ่าย ไม่กลั้นปัสสาวะ และ รักษาภาวะท้องผูก

  การดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศเด็ก  

เนื่องจากเด็กทารก เด็กเล็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ การดูแลทำความสะอาดจึงต้องให้พ่อแม่ดูแล ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาวิธีการทำความสะอาดให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันการหมักหมมของสิ่งสกปรก หรือเชื้อโรค อีกทั้งยังควรสอนวิธีการทำความสะอาดแก่ลูกน้อย ล้างน้องชาย ล้างน้องสาว เพื่อให้เขาสามารถดูแลตนเองได้ต่อไป

ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคที่พบบ่อยในเด็กทารก
ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคที่พบบ่อยในเด็กทารก

ล้างน้องชาย ยังไงให้ถูกวิธี (วิธีทำความสะอาดอวัยวะเพศชาย )

สำหรับเด็กทารก

ขี้เปียกในเด็กทารกมีลักษณะคล้ายจุดสีขาวหรือไข่มุกบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ซึ่งเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลาย นั้นไม่สามารถดึงหนังหุ้มปลายองคชาตให้เปิดขึ้นจนสุดได้ โดยเด็กแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันไป แต่มักสามารถรูดหนังหุ้มปลายได้จนสุดเมื่อมีอายุประมาณ 5 ปี โดยสามารถทำความสะอาดตามขั้นตอน ดังนี้

  • ใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำสะอาดผสมสบู่แล้วถูเบา ๆ แต่ไม่ควรรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของเด็กในขณะอาบน้ำ เพราะอาจทำให้รู้สึกเจ็บ มีเลือดออก และเกิดแผลได้
  • ไม่ต้องใช้สำลีก้านแคะขี้เปียกใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ

สำหรับเด็ก

กรณีที่ลูกน้อยโตพอที่จะรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศได้แล้ว การทำความสะอาดบริเวณใต้หนังหุ้มปลายองคชาตจะช่วยลดปริมาณของขี้เปียกได้

สำหรับเด็กวัยรุ่น

เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นหรือวัยเจริญพันธ์ุ พ่อแม่ควรสอนวิธีทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างถูกวิธีและทำเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เพื่อช่วยลดการสะสมของขี้เปียกและรักษาสุขอนามัยเพื่อสุขภาพที่ดี โดยเด็กวัยนี้สามารถทำความสะอาดอวัยวะเพศได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

การล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศชายสามารถทำได้ ดังนี้

  • ค่อย ๆ รูดหนังหุ้มปลายองคชาตเข้าหาตัว หากขี้เปียกมีลักษณะเป็นก้อนแข็งจนไม่สามารถรูดหนังหุ้มปลายได้ อาจใช้น้ำมันถูบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อช่วยให้สามารถรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศได้ง่ายขึ้น แต่ห้ามออกแรงดึงเด็ดขาด เพราะอาจทำให้รู้สึกเจ็บ ผิวหนังฉีกขาด และอาจเกิดการติดเชื้อได้
  • ล้างอวัยวะเพศด้วยน้ำอุ่นและสบู่สูตรอ่อน ๆ โดยเฉพาะบริเวณหนังหุ้มปลายองคชาต แต่ควรหลีกเลี่ยงการขัดหรือถูอย่างแรง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  • ล้างฟองสบู่ออกให้หมด จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับอวัยวะเพศให้แห้ง แล้วรูดหนังหุ้มปลายองคชาตกลับลงไปเช่นเดิม

ทั้งนี้ ควรล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศชายเป็นประจำทุกวันจนกว่าขี้เปียกจะหายไป แต่ไม่ควรใช้ของมีคมหรือสำลีก้านแคะขี้เปียกออก เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และหากมีขี้เปียกจับตัวกันเป็นก้อนเพิ่มมากขึ้น ยังมีขี้เปียกเกาะเป็นคราบใต้หนังหุ้มปลายองคชาตแม้จะล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว หรือมีอาการแดง และอักเสบบริเวณอวัยวะเพศ ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ หรือภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pobpad.com
ล้างน้องสาว ยังไงให้ถูกวิธี
ล้างน้องสาว ยังไงให้ถูกวิธี

ล้างน้องสาวยังไงให้ถูกวิธี (วิธีทำความสะอาดอวัยวะเพศหญิง

วัยทารก

  • ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดจากท้องน้อย เรื่อยไปจนอวัยวะเพศจนถึงทวารหนัก เช็ดจากหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากทวารหนักจะเข้าสู่ช่องคลอด
  • ห้ามถูแรง หากมีเมือกหรือไขมัน ก็เพียงล้างด้วยน้ำอุ่น ไม่ต้องใช้สบู่ใด ๆ
  • ควรใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดตรงกลาง และใช้นิ้วมือแหวกแคมทั้งสองข้างออกแล้วเช็ดให้สะอาด
  • ไม่ควรเช็ดเข้าไปในช่องคลอดลูก
  • ในกรณีที่ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปควรเปลี่ยนบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังอุจจาระควรเปลี่ยนทุกครั้ง และในเด็กที่ฝึกเข้าห้องน้ำแล้ว ควรลดการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปลง

วัยเด็กที่ดูแลตนเองได้

  • สอนให้ลูกเช็ดทำความสะอาดทุกครั้งหลังถ่ายหรือปัสสาวะ
  • ให้เช็ดจากด้านหน้าไปหลัง ไม่ควรเช็ดย้อนกลับมาอีกเพราะจะนำเชื้อโรคจากทางทวารหนักกลับมาสู่ช่องคลอดหรือทางเดินปัสสาวะ การใช้ระบบฉีดน้ำล้างทำความสะอาดก็เช่นเดียวกัน
  • ควรใช้กระดาษชำระที่สะอาด หรือทิชชู่เปียกเช็ดและซับให้แห้งทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.สมิติเวช

สังเกตให้ดี อย่าปล่อยไว้เนิ่นนาน อันตราย!!

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าอาการของการ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ในเด็กเล็ก เด็กทารก จะค่อนข้างยากในการสังเกต หรือทราบแน่ชัดฟันธงได้เด็ดขาดเลยว่าลูกกำลังประสบกับภาวะติดเชื้อดังกล่าว เนื่องจากว่าอาการเริ่มแรกนั้นมักพบแต่อาการไข้ ไข้สูง เพราะเด็กยังไม่สามารถบอกอาการแก่พ่อแม่ได้ แต่การเฝ้าสังเกต และไม่นิ่งนอนใจเมื่อลูกมีไข้สูงจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเกิดขึ้นได้เร็ว และรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งในระยะแรกถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม เชื้ออาจลุกลามเข้ากระแสเลือดโดยเฉพาะในเด็กทารกซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้   ในระยะยาวสามารถทำให้เกิดแผลเป็นที่ไต ความดันโลหิตสูงในวัยผู้ใหญ่ หรือ ในรายที่มีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยและมีการติดเชื้อซ้ำ ๆ หลายครั้งจะทำให้การทำหน้าที่ของไตเสื่อมลง และรุนแรงจนเกิดไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ดังนั้นการติดตาม และเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิดจะเป็นส่วนสำคัญช่วยลดการติดเชื้อซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้

การหมักหมมของผ้าอ้อมที่ใส่นานไป ทำให้ติดเชื้อได้
การหมักหมมของผ้าอ้อมที่ใส่นานไป ทำให้ติดเชื้อได้

คุณแม่เจ้าของเรื่องนับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการเฝ้าสังเกตอาการของลูก และไม่นิ่งนอนใจเมื่อเห็นลูกมีไข้ มีอาการผิดปกติ และที่สำคัญไม่ได้ซื้อยามารับประทานเอง จึงทำให้สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที แต่ถึงกระนั้นความรู้สึกของแม่เมื่อเห็นลูกน้อยต้องเจ็บปวดก็เป็นสิ่งที่ทรมานคุณแม่มิใช่น้อย คุณแม่จึงอยากของฝากเรื่องราวของตนเองเป็นอุทาหรณ์ให้แก่คุณแม่ท่านอื่น ๆ ในการดูแลรักษาความสะอาดอวัยวะเพศของลูกให้ดี แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ก็ทำให้เกิดอันตรายอาจถึงชีวิต และมีผลระยะยาวได้ หากเรา ล้างน้องชาย ล้างน้องสาวของลูกไม่สะอาดพอ

ข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.เด็กสินแพทย์

อ่านบทความดี ๆ คลิก

ระวัง!โรคทางเดินปัสสาวะในเด็ก

ขลิบ หรือไม่ขลิบ ให้ลูกน้อยดี?

คนท้อง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อันตรายกับทารกในครรภ์อย่างไร?

วิธีดูแล เด็กเป็นไข้ อันตรายที่มากับหน้าฝน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดาวน์ซินโดรม

กลัวลูกเป็น ดาวน์ซินโดรม ต้องอ่าน!! หมอชี้ทาง..แม่ท้อง รู้ทัน ป้องกันได้

ดาวน์ซินโดรม โรคทางพันธุกรรม พ่อแม่ควรรู้เท่าทัน ช่วยป้องกันได้ตั้งแต่ในท้อง จะต้องทำอย่างไร ตรวจดาวน์ซินโดรม แบบไหน ตามมาดูข้อมูลแน่นๆ จาก หมอนิวัฒน์ กันค่ะ

สถานะการณ์ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีเด็กดาวน์เกิดใหม่ประมาณปีละ 1,000 รายต่อปี หรือประมาณ 3 คนต่อวัน นับเป็นปัญหาของประเทศอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นภาระในเรื่องการเลี้ยงดูของครอบครัว เนื่องจากเด็กดาวน์ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และมีโรคประจำตัวที่อาจต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ เคยมีคนคำนวนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กดาวน์แบบปกติตลอดชีวิตจะใช้ค่าใช้จ่ายประมาณ 4-5 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าความสูญเสียจากพ่อแม่หรือญาติที่ต้องหยุดงานเพื่อมาดูแลลูก จึงเป็นที่มาของการตรวจ เพื่อค้นหาทารกดาวน์ตั้งแต่ในครรภ์

รู้ให้ทัน ป้องกันได้! ท้องนี้…ลูกแม่ต้องไม่เสี่ยง ดาวน์ซินโดรม

ในปัจจุบันนี้การตรวจคัดกรองทารกดาวน์ในครรภ์ ทำได้หลายวิธี  ในหลาย ๆ ประเทศแนะนำให้ตรวจในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย ซึ่งชนิดของการตรวจ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นหลัก หลังจากได้ข้อมูลด้านบวกและลบ หรือข้อดีและข้อเสียของการตรวจในแต่ละวิธีจากสูตินรีแพทย์ (Genetics counseling)

ภาวะ ดาวน์ซินโดรม เกิดจากอะไร

ดาวน์ซินโดรมเกิดจากความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ของโครโมโซม จากเซลล์สืบพันธุ์ของแม่ (เซลล์ไข่) ทำให้เมื่อมาผสมกับเซลล์อสุจิของพ่อ และเกิดการปฏิสนธิเป็นทารก ทำให้โครโมโซมทารกในครรภ์ผิดปกติ เด็กดาวน์ซินโดรมมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันดังต่อไปนี้: หัวแบน, โครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ  ตาเฉียงขึ้น, จมูกแบน, หูต่ำ, ปากเล็กและลิ้นโต มีขาสั้น กล้ามเนื้อจะอ่อนนิ่ม  และมีภาวะบกพร่องของพัฒนาการและระดับสติปัญญา บางรายพบความผิดปกติร่วมอื่นๆ เช่น  หัวใจพิการแต่กำเนิดหรือลำไส้อุดตัน ดังนั้นการที่มีบางคนเข้าใจว่า ไม่มีความเสี่ยง เพราะไม่เคยมีประวัติโรคดาวน์ซินโดรมในครอบครัว จึงไม่เป็นความจริง  เพราะไม่ใช่โรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่นเหมือนเช่นโรคทาลัสซีเมีย เพราะฉะนั้นแม้ไม่เคยมีใครในครอบครัวที่เคยเป็น ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้

ดาวน์ซินโดรม

ดาวน์ซินโดรม

ดาวน์ซินโดรม

ร้อยละ 95 ของดาวน์ซินโดรม เกิดจากการที่มีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง
เรียกว่า ไตรโซมี่ 21 (Trisomy 21 Down syndrome)

ดาวน์ซินโดรม

ร้อยละ 1-2 เกิดจากการทีมีโครโมโซม 2 ชุด ชุดที่ปกติ (46 แท่ง โครโมโซม) กับชุดที่ผิดปกติ (47 แท่งโครโมโซม) ปนกันอยู่ เรียกว่า โมเซอิค ดาวน์ซินโดรม (Mosaic Down syndrome) โดยอาการของดาวน์ซินโดรมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ปริมาณสัดส่วนของเซลล์ผิดปกติที่ปนอยู่

ดาวน์ซินโดรม

ร้อยละ 2-3 เกิดจากการสลับตำแหน่งของแท่งโครโมโซม
เรียกว่า ทรานสโลเคชั่น (Translocation Down syndrome) เช่นคู่ที่ 14 กับ 21

 

การตรวจคัดกรองจากการเจาะเลือดตรวจ NIPT Test สามารถตรวจความผิดปกติเชิงจำนวนได้ (Trisomy) แต่ไม่สามารถบอกความผิดปกติ เชิงโครงสร้าง หรือชุดของโครโมโซมได้(Mosaics, Translocation) ในขณะที่การตรวจน้ำคร่ำ สามารถบอกความผิดปกติได้ทุกชนิดของดาวน์ซินโดรม หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือการเจาะเลือดมีโอกาสตรวจไม่พบความผิดปกติของดาวน์ซินโดรมได้ร้อยละ 5

ดาวน์ซินโดรม

ดาวน์ซินโดรม

แม่ท้องมีความเสี่ยงที่ลูกจะมีภาวะดาวน์ซินโดรมในทุกช่วงวัยของการตั้งครรภ์ได้หรือไม่

แม่ท้องมีความเสี่ยงทุกคน ทุกช่วงวัยครับ เพียงแต่ว่าความเสี่ยงในแม่ตั้งครรภ์แต่ละคน ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอายุของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์  ยิ่งอายุมากขึ้นความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น  โดยทั่วไปถือว่ามีความเสี่ยงสูง เมื่ออายุมารดาที่ตั้งครรภ์มากกว่า 35 ปีเป็นต้นไป โดยนับถึงวันที่ครบกำหนดคลอด เช่น คุณแม่คนหนึ่งตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน อายุขณะนี้ คือ 34 ปี 9  เดือน มีกำหนดคลอดในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งทำให้มีอายุมากกว่า 35 ปี เมื่อนับจนถึงวันที่ครบกำหนดคลอดจึง ถือว่าคุณแม่ตั้งครรภ์รายนี้มีอายุมากทางการแพทย์ (Elderly Gravida) ถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงชนิดหนึ่ง (High Risk Pregnancy)

ตารางความเสี่ยงจำแนกตามอายุของมารดาขณะตั้งครรภ์

ดาวน์ซินโดรม

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการมีทารกมีโครโมโซมผิดปกติ เช่น

  • มารดาที่มีอายุมากกว่า 35 ปีนับจนถึงวันครบกำหนดคลอด
  • มารดาที่เคยให้กำเนิดทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซม หรือมีความพิการแต่กำเนิด
  • มีประวัติโรคพันธุกรรมที่เกี่ยวกับความผิดปกติของโครโมโซมในครอบครัว
  • บิดาหรือมารดามีประวัติ หรือตรวจพบความผิดปกติของโครโมโซม
  • มีความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่ได้จากการตรวจอุลตร้าซาวนด์
  • ผลการตรวจคัดกรองจากเลือดมารดามีความผิดปกติ(Maternal serum screening or NIPT Test)

เหล่านี้ถือเป็นข้อบ่งชี้สำหรับการตรวจน้ำคร่ำ เพราะการตรวจน้ำคร่ำ ยังถือว่าเป็น Standard test หรือ การตรวจยืนยันแบบมาตราฐาน เพราะให้ผลการตรวจที่แม่นยำ เชื่อถือได้เกือบ 100% แต่ข้อเสียคือ เป็นการตรวจแบบ (Invasive Test) มีการแทงเข็มผ่านหน้าท้องไปเพื่อทำการดูดน้ำคร่ำ เพื่อนำมาตรวจ ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการแท้งบุตรตามมาจากการตรวจ สามารถเกิดขึ้นได้ประมาณ ร้อยละ 0.1-0.5 (ประมาณ 1 ใน 200 รายถึง 1 ใย 1000 ราย)

ดาวน์ซินโดรม

การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมทำอย่างไร และสามารถทำได้ก่อนตั้งครรภ์เลยหรือไม่

การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม ทำได้โดยการเจาะเลือดแม่ไปตรวจผ่านขบวนการทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์  ไม่สามารถทำได้ก่อนการตั้งครรภ์ ต้องรอให้เกิดการตั้งครรภ์ก่อน หรือมีการปฏิสนธิทารกในครรภ์ขึ้นมาก่อน จึงจะสามารถตรวจได้  

  • หากตั้งท้องแล้ว จะตรวจภาวะดาวน์ซินโดรมของลูกในครรภ์ได้เร็วที่สุด สามารถทำได้ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เลยหรือไม่
  • ปัจจุบันสามารถตรวจได้เร็วที่สุดที่อายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์ แต่แพทย์ส่วนใหญ่นิยมตรวจในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ เป็นต้นไป ไม่เกิน 13 สัปดาห์ 6 วัน เพราะจะทำให้มีเวลาในการตรวจน้ำคร่ำในช่วงอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ ถ้าผลการตรวจคัดกรองมีความผิดปกติ

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมในคนท้องที่แม่นยำทันสมัยหรือไม่

ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม 2 วิธีหลัก ๆ คือ

  1. การตรวจสารเคมีในเลือดมารดาที่ตั้งครรภ์ (Maternal serum screening) เป็นการตรวจโดยอาศัยหลักการตรวจสารเคมีบางตัวในเลือดมารดาตั้งครรภ์ ซึ่งเชื่อว่าถ้าทารกในครรภ์ผิดปกติ สารเคมีบางอย่างในเลือดแม่ตั้งครรภ์ จะแสดงค่าผิดปกติออกมาให้เห็น วิธีนี้มีความแม่นยำ ตั้งแต่ ร้อยละ 70-90

เช่น First trimester screening (Double test), Combined test, Triple test, Quad test, Integrated test, Sequential test เป็นต้น

ดาวน์ซินโดรม

  1. การตรวจดีเอ็นเอของทารกในครรภ์ในเลือดแม่ตั้งครรภ์ (NIPT: Non-invasive Prenatal Test) เป็นวิธีใหม่อาศัยหลักการที่ว่า เลือดแม่ตั้งครรภ์จะมีเซลล์ของลูกปนอยู่ ในเลือดแม่(Cell-free DNA) การเจาะเลือดแม่ไปตรวจ และแยกส่วนดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของลูกออกมา ก็สามารถจะบอกถึงความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ แต่ยังเป็นวิธีที่มีราคาแพง แต่ก็ให้ความแม่นยำสูง (ร้อยละ 99) ปัจจุบันมีชื่อเรียกต่างๆกันตามแต่ผู้ให้บริการตรวจ เช่น NIFTY, VERIFI, PANORAMA, HARMONY, MyNIPS เป็นต้น

ดาวน์ซินโดรม

สรุปเรื่องการตรวจความผิดปกติโครโมโซมทารกในครรภ์

ดาวน์ซินโดรม

มารดาตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี (นับจนถึงวันที่ครบกำหนดคลอด) ควรได้รับคำปรึกษาแนะนำเรื่องการเจาะตรวจน้ำคร่ำ (Genetics counseling) และทำการเจาะตรวจน้ำคร่ำที่อายุครรภ์ประมาณ 16-18 สัปดาห์ ถ้ายอมรับความเสี่ยงเรื่องของการสูญเสียทารกในครรภ์จากการเจาะตรวจน้ำคร่ำได้ แต่ถ้าหญิงตั้งครรภ์หรือสามีปฏิเสธการเจาะตรวจน้ำคร่ำ สามารถมาใช้ทางเลือกในการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองความผิปกติ เหมือนในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 35 ปีได้ (แต่ควรเป็นการตรวจชนิด Fetal cell free DNA เพราะการตรวจแบบสารเคมีในเลือด หรือ Maternal Serum Screening จะเอาอายุแม่ตั้งครรภ์ไปคำนวณ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะให้ผลออกมาว่ามีความเสี่ยงสูงมีได้ค่อนข้างสูง) ถ้าผลการตรวจออกมาว่ามีความเสี่ยงต่ำ โอกาสที่ลูกที่คลอดออกมาแล้วผิดปกติมีได้น้อยมาก แต่ถ้าผลการตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูง ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่จะทำการตรวจเจาะน้ำคร่ำเพื่อยืนยันความผิดปกติต่อไป

บทความโดย : นายแพทย์นิวัฒน์ อรัญญาเกษมสุข (สูตินรีแพทย์)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ พันธุศาสตร์การแพทย์
มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกิ้น สหรัฐอเมริกา

สำหรับเรื่อง ภาวะดาวน์ซินโดรม ที่แม่ท้องต้องรู้เท่าทัน! ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ  หนึ่งใน 10 ของ Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) อาวุธที่ช่วยให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกันนั่นเอง ทั้งนี้ HQ หรือ Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ
ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ

หมอตอบชัดทุกข้อ! 10 ปัญหาสุขภาพที่แม่ต้องเจอ? ทั้ง ปัญหาคนท้อง และหลังคลอดลูก

หมอสูติตอบเอง ฝากท้องแบบไหนดี? “ ฝากครรภ์พิเศษ VS ฝากครรภ์ธรรมดา ”

แม่ท้องต้องรู้!! “ลูกดิ้น” บอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด?

Plentitude electric breast pump

6 เหตุผลที่แม่ยุคใหม่..เลือกใช้ เครื่องปั๊มนม Plentitude สะดวก ใช้งานง่าย ปั๊มได้เกลี้ยงเต้า!!

“น้ำนมแม่” เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับเด็ก เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมากที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย การได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทารกเติบโตได้สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้น การให้ลูกได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด ต่อเนื่องไปจนถึง 2 ปีได้หรือนานกว่านั้น จะช่วยให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีร่างกายที่แข็งแรงได้

เครื่องปั๊มนม จึงเป็นไอเท็มที่แม่ยุคใหม่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่ฟูลไทม์ หรือเวิคกิ้งมัม ก็จำเป็นต้องมีติดตัวไว้เป็นของคู่ใจ เพราะเครื่องปั๊มนม เป็นสิ่งที่แม่สายนมแม่ต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ต้องใช้แทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้ ดังนั้น การเลือก เครื่องปั๊มนมไฟฟ้า จึงต้องเลือกให้ดี มีคุณภาพ ที่สำคัญต้องปั๊มได้เกลี้ยงเต้า ใช้งานได้สะดวก พกพาง่าย ทีมแม่ ABK ขอแนะนำ เครื่องปั๊มนมสุดต๊าซซซ ที่ได้ลองใช้แล้วแม่ ๆ จะต้องเลิฟมาก ๆ กับ เครื่องปั๊มนม Plentitude เครื่องปั๊มนมน้องใหม่แต่ไม่ใหม่ในการผลิตเครื่องปั๊มนม เพราะเป็นแบรนด์ในเครือ Attitude Mom เครื่องปั๊มนมคุณภาพที่คุณแม่วางใจเลือกใช้กันมามากกว่า 5 ปี

6 เหตุผล ทำไม? แม่ยุคใหม่..เลือกใช้ เครื่องปั๊มนม Plentitude

เพราะ Plentitude เข้าใจความต้องการของแม่นักปั๊มทุกคน จึงได้ออกแบบเครื่องปั๊มนมที่ตอบทุกโจทย์ที่แม่นักปั๊มต้องการ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าทำไม? เครื่องปั๊มนม Plentitude เป็นเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าที่ทีมแม่ ABK เลิฟมาก ๆ

1. สะดวก พกพาง่าย มีขนาดเล็ก..แต่แรงปั๊มไม่เล็ก

ด้วยเครื่องปั๊มที่มีขนาดเพียง 9.5×9.3 cm. หน้ากว้างเพียง 4 นิ้ว น้ำหนักเพียง 237 g. จึงทำให้พกพาได้สะดวก ไม่ว่าแม่จะไปธุระที่ไหน ทำงานที่ใด ก็พก เครื่องปั๊มนม Plentitude ติดตัวไปด้วยได้ง่าย ๆ แต่ถึงจะมีขนาดเล็กอย่างนี้ แต่แรงปั๊มไม่ได้เล็กตามไปด้วยนะคะ เพราะมีแรงดูดสูงสุดถึง 380 mmHg. จึงทำให้ปั๊มนม รีดน้ำนมออกมาได้อย่างเกลี้ยงเต้า

เครื่องปั๊มนม Plentitude

2. 4 โหมดอัจฉริยะการใช้งานให้เลือกใช้

เพราะการปั๊มนม ไม่ใช่แค่ปั๊มให้ได้น้ำนม แม่นักปั๊มทุกคนรู้ดีว่าเครื่องปั๊มนมที่ดีต้องมีโหมดกระตุ้นน้ำนม โหมดรีดน้ำนม และต้องปั๊มได้เกลี้ยงเต้า เครื่องปั๊มนม Plentitude รู้ใจแม่นักปั๊มเป็นอย่างดี จึงได้มี 4 โหมดการปั๊มอัจฉริยะ ให้แม่ ๆ ได้เลือกการปั๊มให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ดังนี้

1. Expression Mode (ระดับ 1-6) โหมดดูดน้ำนม ช่วยระบายน้ำนม โหมดนี้จะเป็นการปั๊มนมทั่วไป สามารถปรับระดับความแรงได้ตั้งแต่ระดับที่ 1-6

2. Massage Mode (ระดับ 1-3) โหมดนวดกระตุ้น ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม แม่หลายท่านมักจะทำ “จิ๊ด” ด้วยมือก่อนการปั๊มนม (การทำจิ๊ดคือการนวด ๆ ปั้นๆ คลึงๆ ที่หัวนม จะช่วยให้ฮอร์โมนออกซิโตซินหลั่ง น้ำนมจะพุ่งดี เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม) แต่หากใช้เครื่องปั๊มนม Plentitude เพียงคุณแม่ปรับมาใช้ Massage Mode เครื่องก็จะทำการนวดกระตุ้นให้คุณแม่ได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะปั๊มนมออกมาได้น้อยอีกต่อไป

3. 2 in 1 Mode (ระดับ 1-6) โหมดนวดกระตุ้น 5 ครั้ง + ดูดน้ำนม 1 ครั้ง โหมดนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำนม และช่วยบรรเทาอาการคัดตึงของเต้านมได้ดี เป็นการทำงานผสมผสานระหว่าง Expression Mode และ Massage Mode

4. Double Frequency Mode (ระดับ 1-4) โหมดนี้จะช่วยรีดน้ำนมให้เกลี้ยงเต้า ช่วยรีดน้ำนมให้เกลี้ยงเต้ามากขึ้น เพื่อป้องกันเต้านมอักเสบ เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีน้ำนมค้างเต้าไว้หลายชั่วโมง นอกจากจะช่วยป้องกันเต้านมอักเสบแล้ว การปั๊มนมได้เกลี้ยงเต้าจะทำให้ลูกได้ทานน้ำนมส่วนหลัง ซึ่งเป็นส่วนที่มีไขมันดีสูง และยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมายอีกด้วย

 Plentitude
เครื่องปั๊มนม Plentitude สะดวก ใช้งานง่าย ปั๊มได้เกลี้ยงเต้า!!

3. ฟังก์ชั่นโดนใจ..ใช้งานง่าย

นอกจากโหมดการใช้งานที่ตอบโจทย์แม่ ๆ แล้ว Plentitude ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้โดนใจ ใช้งานได้ง่ายขึ้นไปอีก ดังนี้

  • ไม่ต้องหาที่เสียบปลั๊กอีกต่อไป เพราะมีแบตเตอรี่ในตัว ใช้เวลาชาร์จเพียง 3 ชั่วโมง ก็สามารถใช้งานได้สูงสุด 6 รอบปั๊ม (รอบละ 30 นาที) ฟังก์ชั่นนี้โดนใจแม่เวิคกิ้งมัมมาก เพราะระหว่างทำงาน ก็สามารถปั๊มได้เลยโดยไม่ต้องหาปลั๊กเสียบ แถมยังปั๊มได้ถึง 6 รอบปั๊ม เพียงพอต่อการใช้งานใน 1 วันได้สบาย ๆ
  • แรงดูดสูงสุด 380 mmHg มีขนาดเล็ก หน้ากว้างเพียง 4 นิ้ว น้ำหนักเบาเพียง 237 กรัม ทั้งเบาทั้งเล็กแบบนี้ แค่พกไว้ในกระเป๋าในเล็ก ๆ ก็สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกเลยค่ะ และยังสามารถปั๊มเดี่ยว และปั๊มคู่ได้ แม่ ๆ สามารถเลือกปั๊มได้ตามความเหมาะสมของตนเอง
  • เสียงการทำงานไม่รบกวน ทีมแม่ ABK เป็นบ่อยค่ะ ที่เวลาต้องปั๊มนมนอกบ้าน เจ้าเครื่องปั๊มนมที่มีอยู่ก็เสียงดั๊ง..ดัง ปั๊มแต่ละที มีเสียงอืดดดด อืดดดด จนคนหันมามอง แม้จะไม่อายที่ปั๊มนม แต่ก็รู้สึกว่าเสียงรบกวนคนรอบข้าง แต่ เครื่องปั๊มนม Plentitude ก็แก้ปัญหานี้ ด้วยการออกแบบให้เสียงทำงานไม่รบกวนคนรอบข้าง ทำให้การปั๊มนมนอกบ้าน (หรือแม้แต่ปั๊มข้าง ๆ ลูกที่กำลังนอนหลับอยู่) ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
  • หน้าจอแสดงผลชัดเจน ไฟ LED และมาในรูปแบบทัชสกรีน
 Plentitude
เครื่องปั๊มนม Plentitude สะดวก ใช้งานง่าย ปั๊มได้เกลี้ยงเต้า!!

4. มีขนาดกรวยปั๊มให้เลือกถึง 3 ขนาด เพิ่มสัมผัสให้นุ่มขึ้นด้วย กรวยซิลิโคน 3D

การเลือกขนาดกรวยปั๊มให้เหมาะกับขนาดสรีระของตนเองมีความสำคัญ ไม่ใช่ว่าจะใช้ขนาดไหนก็ได้ เพราะการใช้กรวยปั๊มไม่เหมาะกับขนาดหัวนม จะทำให้การปั๊มนมออกมาได้ไม่ดี หากกรวยปั๊มเล็กเกินไป เวลาปั๊มก็หัวนมก็จะแน่นเต็มกรวย จึงทำให้เจ็บหัวนมและปั๊มไม่สบาย หากกรวยใหญ่เกินไป ก็จะดูดเอาลานนมเข้าไปด้วย ลานนมอาจจะถลอกเป็นแผลหากปั๊มแรงเกินไป และจะปั๊มไม่เกลี้ยงเต้า หรือปั๊มนมไม่ออก เครื่องปั๊มนม Plentitude จึงมีขนาดกรวยให้เลือกถึง 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด 24 มม. / 27 มม. / 30 มม. และกรวยพลาสติกยังเป็นกรวย BPA Free อีกด้วย

นอกจากนี้ Plentitude ยังเพิ่มสัมผัสการปั๊มนมให้นุ่มยิ่งขึ้นด้วย กรวยซิลิโคน 3D ที่จะช่วยให้แม่ ๆ ไม่เจ็บตลอดการปั๊มนม โดยกรวยซิลิโคน3D มีทั้งหมด 2 ขนาด สำหรับการรองรับกรวยพลาสติก ขนาด 24 มม. และ 27 มม.  และ รองรับกรวยพลาสติก ขนาด 30 มม.

electric breast pump

5. ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

นอกจากกรวยปั๊มที่มี BPA Free แล้ว Plentitude ยังเพิ่มความปลอดภัยให้แม่ ๆ ได้อุ่นใจ เพราะอุปกรณ์ปั๊มนมทุกชิ้นส่วนผ่านการรับรองมาตรฐาน จึงใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล

6. บริการหลังการขายเป็นเลิศ

เพราะเราต้องใช้เครื่องปั๊มนมไปอีกหลายปี การจะเลือกเครื่องปั๊มนมที่ดี ควรเลือกยี่ห้อที่มีบริการหลังการขายที่ดีด้วย เครื่องปั๊มนม Plentitude เป็นเครื่องปั๊มนมแบรนด์ไทย ที่เน้นเรื่องการบริการที่เป็นเลิศ มีบริการทั้งก่อนและหลังการขาย ตั้งแต่เวลา 07.30 – 00.00 น. แถมยังให้บริการทุกวัน และยังมาพร้อมกับการรับประกันแบตเตอรี่ และมอเตอร์ นานถึง 12 เดือน และเริ่มประกันหลังคลอด ไม่ใช่หลังจากซื้อ บริการดีขนาดนี้ แม่ ๆ ก็อุ่นใจได้เลยว่าไม่ว่าเครื่องมีปัญหาเมื่อไหร่ ทีมบริการหลังการขายก็สามารถช่วยเหลือได้ทุกวัน

หลงรักกันแล้วใช้ไหมล่ะคะ กับเครื่องปั๊มนม Plentitude เครื่องปั๊มนมที่ฟังก์ชั่นเพียบ โหมดการใช้งานโดนใจ บริการหลังการขายเพรียบพร้อม คุ้มค่าในราคาหลักพัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebook : Plentitude Thailand

Instagram : plentitude_thailand

Line : @Plentitude

Website : www.plentitudethailand.com

Youtube : Plentitude Thailand Official

Tiktok : Plentitude_Thailand

ลูกปากเบี้ยว

ระวัง! ลูกปากเบี้ยว ตาปิด อาจป่วยปลายประสาทอักเสบในเด็ก

ลูกปากเบี้ยว –  สำหรับเด็กวัยเตาะแตะแล้ว โลกของพวกเขาห้อมล้อมไปด้วมความสุข  สุขที่มากกว่าการที่ต้องนอนอยู่ในเปลเมื่อครั้งยังเป็นทารกทำได้เพียงนอนจ้องมองเพดานห้องพลิกไปพลิกมาหรือคลานอยู่ในพื้นที่จำกัด อยากจะสื่อสารอะไรก็ทำไม่ได้ดั่งใจ แต่เมื่อเข้าสู่วัยเตาะแตะที่เริ่ม ยืน เดิน หรือวิ่ง และสื่อสารความต้องการได้มากขึ้น โลกของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความสุขกับการได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และ แววตา ที่เปล่งประกายถ่ายทอดความสุขตามประสาเด็กออกมาให้พ่อแม่ได้เห็น หากแต่แววตาและรอยยิ้มของเด็กๆ อาจไม่สดใสเสมอไป ถ้ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

อย่างเรื่องที่เราจะมาติดตามกันในวันนี้กับเรื่องราวของเด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบ ที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติเกิดขึ้นเวลาที่น้องแสดงความรู้สึกด้วยการยิ้มหรือร้องไห้ จนสุดท้ายต้องพาไปพบแพทย์ เพื่อคลายข้อข้องใจในอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น

ระวัง! ลูกปากเบี้ยว ตาปิด อาจป่วย ปลายประสาทอักเสบในเด็ก

คุณพ่อรายหนึ่งได้ออกมาแชร์ประสบการณ์เป็นอุทาหรณ์สำหรับบ้านที่กำลังมีลูกวัยซน กับความเจ็บป่วยของลูกชายที่อายุกำลังจะครบสองขวบ ที่วิถีชีวิตประจำวันเหมือนเป็นปกติดีทุกอย่าง โดยกิจวัตรประจำวันของครอบครัวนี้ คือคุณแม่จะเล่นกับน้องแล้วพาน้องเข้านอนตามปกติทุกวัน ทว่าในวันที่ผิดสังเกต คือ น้องตื่นนอนตามปกติ แต่สิ่งที่เริ่มแปลกไปคือ เวาลาน้อง ยิ้ม หรือ ร้องไห้ ดวงตาของน้องเหมือนจะปิดลงข้างหนึ่งพร้อมกับมีอาการปากเบี้ยว ซึ่งครั้งแรกคุณพ่อคุณแม่ต่างก็คิดว่าน้องทำหน้าทะเล้นเพราะเล่นกับแม่ซึ่งปกตินิสัยของลูกชายจะกวนๆ ทะเล้นๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย

ลูกปากเบี้ยว
ลูกปากเบี้ยว

พ่อแม่สังเกตเห็น ลูกปากเบี้ยว ตาปิด

แต่แม้แต่การร้องไห้ที่ไม่ได้ใช้อารมณ์ความรู้สึกทะเล้นกวนๆ อย่างการยิ้มหรือมีความสุข น้องกลับมีอาการปากเบี้ยวร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ยังคิดว่าน้องโดนแมลงหรือสัตว์มีพิษตัวเล็กๆ กัดหรือเปล่า คุณแม่เลยตรวจดูร่องรอยแมลง ปรากฎว่าไม่มีรอยอะไรเลย ทันใดนั้นคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องปกติแล้วจึงรีบพาน้องไปโรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอก็ยังสันนิษฐานไม่ได้เพราะวันที่ไปโรงบาลหมอเด็กไม่มี มีเพียงหมออายุรกรรมทั่วไป และลงความเห็นว่าอาจจะเป็นวัคซีนที่น้องพึ่งฉีดมาเมื่อไม่นานนี้ คุณพ่อคุณแม่เลยพาน้องกลับมาก่อน

พอตกเย็นคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจพาน้องไปหาหมอที่คลินิคเฉพาะทางเด็ก และคำตอบที่ได้จากคุณหมอ คือ น้องเป็นโรคเส้นประสาทเสีย ซึ่งคุณหมอบอกว่าโชคดีมากๆ ที่เป็นแค่ซีกเดียว เพราะถ้าเป็นทั้งสองซีกต้องส่งตัวน้องไปรักษาใหญ่ๆ  สิ่งที่ได้ยินทำให้คนเป็นพ่อกับแม่รู้สึกจุกในอกจนพูดไม่ออก โดยคุณหมอบอกว่าโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส เนื่องจากวัยของน้องที่กำลังซน ชอบหยิบนู่นหยิบนี่เข้าปาก เอามากัดเล่นอมเล่นจึงรับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายได้

ทำความรู้จัก โรคเส้นประสาทสมองที่ 7 อักเสบ” (Bell’s palsy)

ทางการแพทย์ เรียกโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการ หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยวตาปิดว่า ” โรคเส้นประสาทสมองที่ 7 อักเสบ” (Bell’s palsy) หรืออาจเรียกว่าโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก เป็นภาวะที่มีกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแอที่ด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้าซึ่งพบได้บ่อยในเด็ก ใบหน้าอัมพาตอาจเกิดขึ้นในเด็กหรือผู้ใหญ่ สำหรับเด็กส่วนใหญ่ อาการมักจะหายเป็นปกติได้ โดยการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ

สาเหตุ

คาดว่าเป็นผลมาจากการอักเสบ (บวม) ของเส้นประสาทใบหน้า ซึ่งควบคุมกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางสีหน้า (เช่น การขมวดคิ้ว การยิ้ม) เส้นประสาทใบหน้ายังควบคุมการปิดเปลือกตาและส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรสที่ส่วนหน้าของลิ้น

  • การบาดเจ็บ (เช่น กระแทกที่ศีรษะ)
  • หูอักเสบ การติดเชื้อของกระดูกกะโหลกศีรษะใกล้กับหู (mastoiditis)
  • การติดเชื้อของต่อม parotid (parotitis)
  • การติดเชื้อไวรัส ได้แก่ เฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ไวรัส เฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ไวรัส ไซโตเมกะโลไวรัส เอ็บสไตบาร์ไวรัส  

ซึ่งเมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้เส้นประสาทบวม ส่งผลให้เส้นเลือดมีขนาดเล็กลง เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ไม่สะดวก จึงรบกวนการทำงานของเส้นประสาทความสามารถควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าให้ทำงานได้ที่กล้ามเนื้อสำหรับใช้ปิดตาและยิ้มอาจลดลง

อาการ

ใบหน้าอัมพาตมักจะพัฒนาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน หากลูกของคุณมีปัญหาใบหน้า พวกเขาจะมีปัญหาในการยิ้ม เคี้ยวอาหาร หรือเลิกคิ้ว ลูกของคุณอาจ:

  • อาจเกิดอาการนำคือ ปวดที่บริเวณด้านหน้าหรือหลังหู 1-2 วั
  • ไม่สามารถปิดตาที่ได้รับผลกระทบได้อย่างถูกต้อง – อาจทำให้ตาระคายเคืองและแห้ง และน้ำตามักจะลดลง
  • มีความไวต่อเสียงมากขึ้น เสียงก้องที่หูข้างเดียวกัน หูอื้อ
  • กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีก โดยปิดตาและ ยักคิ้วข้างนั้นได้ลดลง หรือเวลาหลับตาแล้วปิดตาไม่สนิทส่งผลให้เกิดสภาพตาแห้ง
  • รู้สึกตึงหรือหนักที่ใบหน้าซีกนั้น
  • บางครั้งอาจมีอาการชาลิ้น พบว่าอาหารมีรสชาติแตกต่างไปจากปกติ

ลูกปากเบี้ยว

โดยปกติแล้ว เด็กที่มีอาการ Bell’s palsy  จะไม่ควรมีอาการปวดอย่างรุนแรง มีปัญหากับการเห็น หรืออ่อนแรงที่ใบหน้าหรือร่างกาย หากมีถุงน้ำ (ตุ่มเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยของเหลว) ในช่องหูหรือที่ลิ้นหรือเพดาน นี่อาจบ่งบอกว่าลูกของคุณมีอาการ Ramsay-Hunt คุณควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสถุงน้ำ และพาลูกไปพบแพทย์ทันที หากบุตรของท่านมีอาการอัมพาตใบหน้า ให้พาไปพบแพทย์ แพทย์จะสามารถแยกแยะเงื่อนไขที่ร้ายแรงอื่น ๆ และพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีการรักษาใด ๆ หรือไม่ หากบุตรของท่านมีใบหน้าที่หย่อนยานอย่างกะทันหันภายในไม่กี่วินาทีหรือนาที  โดยที่หรือไม่มีปัญหาในการพูด  ให้โทรเรียกรถพยาบาลทันที เนื่องจากอาจหมายถึงโรคหลอดเลือดสมองได้

การรักษา

เด็กมากกว่าร้อยละ 95 ที่มีอาการ Bell’s palsy สามารถฟื้นตัว และหายเป็นปกติได้โดยไม่ต้องรักษา และมักจะฟื้นตัวได้ดีกว่าผู้ใหญ่ แพทย์อาจสั่งยาสเตียรอยด์ (เพรดนิโซโลน) เพื่อลดการอักเสบตามเส้นประสาทใบหน้า  โดยปกอาการต่างๆ จะดีขึ้นภายในไม่เกินหกสัปดาห์หรืออยากมากหนึ่งปีก่อนที่อาการของโณคหายไปอย่างสมบูรณ์ มีเด็กจำำนวนน้อยมากอาจมีอาการอ่อนแรงอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยเส้นประสาทไม่ฟื้นตัวและมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างถาวร

อาการที่ต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษ

  • หากเด็กมีปัญหาในการหลับหรือปิดตา อาจจำเป็นต้องหยอดสารหล่อลื่นที่ดวงตาหลายครั้งต่อวัน  ข้อสำคัญคือ ควรปิดตาให้ลูกในเวลากลางคืนหรือเมื่อลูกของคุณเข้านอน
  • แพทย์อาจสั่งยาต้านไวรัส (เช่น อะซิโคลเวียร์) หากพวกเขาคิดว่าไวรัสเริมเป็นสาเหตุของการอักเสบของเส้นประสาท (กลุ่มอาการแรมเซย์-ฮันต์)
  • หากบุตรของท่านติดเชื้อที่หูด้วย แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะและอาจแนะนำให้ผ่าตัดเอาการติดเชื้อที่หูออก
  • หากมีสัญญาณของโรคต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ลูกของคุณอาจต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (IV)

เมื่ออาการไม่ปกติสำหรับ Bell’s palsy หลังจากสองสามสัปดาห์ แพทย์อาจสั่งการทดสอบ เช่น:

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) scans
  • การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI)
  • ตรวจวินิจฉัยกล้ามเนื้อและเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG) เพื่อตรวจสอบว่ากล้ามเนื้อและเส้นประสาททำงานได้ดีเพียงใด
การห้ามไม่ให้เด็กวัยกำลังซนเอาของเข้าปากอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นผู้ปกครองจึงไม่ควรปล่อยเด็กๆ โดยเฉพาะวัยเตาะแตะให้ละสายตา ที่สำคัญควรสอนให้ลูกหมั่นล้างมือบ่อยๆ ให้เด็กๆ เคยชินกับการทำความสะอาดเมื่อหยิบจับสิ่งสกปรก ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยต่างๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้เด็กเกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี  (HQ) อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : Poommin Lengteck , rch.org.au

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
inDriver features

inDriver แอปพลิเคชันเรียกรถยนต์รับจ้างระดับโลกพร้อมให้บริการแล้วในเขตกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร inDriver ผู้ให้บริการเรียกรถโดยสารและรถรับจ้าง ผ่านทางแอปพลิเคชัน
แบบเรียลไทม์ (Ride-hailing service) ระดับโลก จากประเทศรัสเซีย เราได้นำนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการเลือก พร้อมเปิดให้บริการเรียกรถโดยสารและรถรับจ้างโดยมีบริการทั้งรถยนต์
และรถจักรยานยนต์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป inDriver เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันเรียกรถระดับชั้นนำของโลก ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร โดยผู้โดยสารและคนขับ สามารถต่อรองราคาค่าโดยสารได้อย่างอิสระและเป็นธรรม

inDriver ได้เข้าสู่ตลาดรถยนต์รับจ้างที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทยในปี 2019 ด้วยการเปิดตัวให้บริการในประเทศไทยในระดับภูมิภาค เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต และเขตพัทยา

Egor Fedorov ประธานฝ่ายปฏิบัติการ inDriver กล่าวว่า “ทางบริษัทได้เปิดตัวแอปพลิเคชันเรียกรถยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่เราให้ความสำคัญ ที่นอกจากจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับ
แบรนด์ inDriver ในประเทศไทย และยังช่วยกระตุ้นการเติบโตของบริษัทในประเทศไทยอีกด้วย

เรามีความภูมิใจที่ได้นำนวัตกรรมการเรียกยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชันเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2019 ทั้งนี้พันธกิจสำคัญของแอป inDriver คือการนำเสนอราคาที่ย่อมเยา เข้าถึงได้ ก่อให้เกิดความยุติธรรม ซึ่งรูปแบบการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์ของ
แอปพลิเคชัน inDriver คือการมอบเสรีภาพในการเลือกที่มากขึ้นและเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้งานในพื้นที่กรุงเทพฯ จะเรียกใช้บริการ inDriver ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดนักเดินทางรูปแบบใหม่

เราเชื่อว่าการให้บริการรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยยังคงมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นและมีโอกาสทางการแข่งขันสูง ดังนั้น การเปิดตัวในการให้บริการในวันนี้ จึงมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งเพราะไม่เพียงแต่จะทำให้เราอยู่ในตำแหน่งการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพว่าเราเป็นผู้ให้บริการรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทย

คำมั่นสัญญาในการให้บริการของเรา จะยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งทั้งทางด้านบริการ และ ประสบการณ์การใช้งานที่เปี่ยมด้วยความประทับใจ นำเสนอการบริการ และคุณสมบัติการใช้งานรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

inDriver มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทาย จากสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในทั่วโลก บริการการเรียกรถยนต์รับจ้างของเราที่มีความโดดเด่นถือเป็นก้าวที่สำคัญในปีนี้ ปัจจุบันทางบริษัทได้ให้บริการการเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบ 1 พันล้านเที่ยวทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2564 และมีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันกว่า 1 ร้อยล้านครั้งทั่วโลก บนแพลตฟอร์ม Android และ iOS ในเดือนกันยายน 2564

inDriver features

ความพิเศษของ inDriver  มีความแตกต่างมากกว่าแอปพลิเคชันเรียกรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ให้บริการในประเทศไทย ซึ่ง inDriver ให้อิสระแก่ผู้ใช้ในการตัดสินใจ ตามข้อตกลงและความชอบของผู้โดยสาร ผ่านบริการ Real-time Deals (RTD) ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเสนอราคา
ค่าโดยสารตามราคาที่แนะนำหรือราคาที่ผู้โดยสารร้องขอ และเมื่อผู้ขับที่อยู่บริเวณใกล้เคียงและบริเวณโดยรอบได้รับคำขอจากผู้โดยสารแล้ว จะสามารถเลือกตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอหรือเจรจาเพิ่มเติม
เพื่อต่อรองค่าโดยสารที่ดีกว่าได้

คุณสมบัติ RTD มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือการไม่กำหนดผู้ขับให้กับผู้โดยสารแบบอัตโนมัติ เมื่อผู้โดยสารรับข้อเสนอจากเคาน์เตอร์ของแอปพลิเคชันที่อยู่ในระแวกเดียวกันแล้ว ผู้โดยสารสามารถเลือกคนขับ
ตามความต้องการได้อย่างอิสระ โดยประเมินได้จากทั้งราคาค่าโดยสาร คะแนนคนขับ เวลาที่คาดว่า
จะมาถึง หรือรุ่นรถยนต์ที่ผู้โดยสารต้องการจะใช้บริการได้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ inDriver จึงได้นำเสนอคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสามารถในการแชร์ตำแหน่งที่ตั้งผ่านระบบ GPS และแสดงรายละเอียดการโดยสารแบบเรียลไทม์ที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงปุ่มฉุกเฉินเฉพาะ ที่จะสามารถติดต่อหน่วยงานภาครัฐได้ทันที ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด

 แอปพลิเคชัน inDriver มีให้ดาวน์โหลดฟรีผ่าน Google Play Store, Apple AppStore และ Huawei AppGallery.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: Mohd Zulkarnain

ผู้จัดการแผนกสื่อสารได้ที่อีเมล : [email protected] / [email protected].

 

 

เกี่ยวกับ inDriver

inDriver ก่อตั้งขึ้นที่ไซบีเรียในปี 2012 ด้วยแนวคิดที่ต้องการปกป้องผู้โดยสารจากการให้บริการที่ขาดความยืดหยุ่น inDriver ถือเป็นบริการที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นผู้ให้บริการยานพาหนะผ่านทาง
แอปพลิเคชัน (Ride-hailing service) ที่สามารถให้บริการแบบเรียลไทม์ ก้าวไปสู่การพัฒนาบริการ
The Mobility Service หรือระบบขนส่งสาธารณะ โดยมอบสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญสูงสุด นั่นก็คือ อิสระในการเลือก โดยในปี 2018 ทางบริษัทได้เริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ทำให้เราสามารถให้บริการผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนใน 500 เมือง จาก 34 ประเทศ

ปรัชญาของเรามุ่งเน้นไปที่อิสระของผู้ใช้บริการและผู้ขับขี่ในด้านของการต่อรองราคา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้เรายังพุ่งเป้าไปที่การตอบสนองความพึงพอใจและความต้องการของผู้ใช้ด้วยเทคโนโลยีที่ดียิ่งขึ้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลสำคัญในการขยายแพลตฟอร์มระบบขนส่ง เราได้สร้างโซลูชันสำหรับการโดยสารระหว่างเมือง และช่วยให้ผู้โดยสารสามารถแพลนการโดยสารได้อย่างไร้ขีดจำกัด

วันนี้ inDriver มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมือง เมาน์เทนวิว แคลิฟอร์เนีย มีสำนักงานตั้งอยู่ที่เม็กซิโกซิตี กวาดาลาฮารา มอสโก ยาคุตสค์ เรซิเฟ่ คุร์เคาน์ และกัวลาลัมเปอร์ inDriver ยังมีบุคลากรชั้นนำมากกว่า 1500 คน ที่มีจุดมุ่งหมายในการมอบอิสระและทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้บริการ

ความพิเศษสุดล้ำ! เครื่องปั๊มนม Attitude Mom ที่แม่รู้ต้องอยากได้

สุดยอดไอเท็ม เพื่อแม่ยุคใหม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยเฉพาะ กับ 15 ความพิเศษ ของ เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy ll มาพร้อมรางวัลการันตีความดีงาม จะมีคุณสมบัติใหม่สุดปังอะไรบ้าง มาดูกัน!

เพราะ นมแม่ ที่ดี 1  น้ำนมแม่ ถือเป็นวัคซีนธรรมชาติที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพราะในน้ำนมแม่นอกจากจะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนดีต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตแล้ว วัคซีนธรรมชาติที่ลูกได้รับนี้ช่วยปกป้องและลดความเสี่ยงไม่ให้ลูกน้อยเจ็บป่วยไม่สบาย

ตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เต็มที่ตามความตั้งใจ เพื่อให้ลูกน้อยทารกได้กินน้ำนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องยาวนานที่สุด คือ เครื่องปั๊มนม เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลออกมาได้ในปริมาณที่เยอะแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำนมและหน้าอกของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นนมคัด นมอักเสบ น้ำนมน้อยลงหน้าอกบวม เจ็บลานนม หัวนมอักเสบ และเต้านมแข็ง หรือน้ำนมไม่ได้ถูกเอาออกจนเกลี้ยงเต้า นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาเพราะสามารถใช้เวลาไหนก็ได้ แถมคุณแม่สามารถพกพาไปไหนมาไหนสะดวก น้ำหนักเบา และยังสามารถปั๊มนมได้ในระหว่างการทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกด้วย

สำหรับคุณแม่ที่กำลังมองหาเครื่องปั๊มนมผู้ช่วยสำคัญในการปั๊มนมที่ดีที่สุด ปั๊มเกลี้ยงเต้าพร้อมช่วยถนอมดูแลเต้านมแม่ ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอแนะนำ เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy ll ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัย พัฒนาโหมดการทำงานต่าง ๆ ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ ใช้งานง่าย ครบครันและตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น

Amarin Baby & Kids ยกให้ “เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy ll
เป็นเครื่องปั๊มนมที่ได้รับรางวัล
Editor’s Choice BEST ELECTRIC BREAST PUMP
จาก
Amarin Baby & Kids Awards 2021

ความพิเศษ! ในเครื่องปั๊มนม ใหม่ล่าสุด! จาก Attitude Mom

ตามมาดูกันค่ะ!!! ว่าทำไม “เครื่องปั๊มนม Attitude Mom” จึงสามารถตอบโจทย์ ครบทุกความต้องการของคุณแม่ให้นมยุคใหม่ ดีงามขนาดไหน บอกเลยว่าเป็นเครื่องปั๊มนมที่ ปังปุริเย่มาก คุณแม่มือใหม่ ต้องห้ามพลาด

เครื่องปั๊มนม Attitude Mom

เริ่มต้นด้วยตัวเครื่องในลุค Luxury   สีขาวสะอาดตา พร้อมระบบสัมผัสด้วยหน้าจอดิจิตอลสุดทันสมัย น้ำหนักเบาสุด ไม่ถึงครึ่งกิโลกรัม (น้ำหนักตัวเครื่องเบาเพียง 385 กรัม )ใครจะรู้ว่าประสิทธิภาพแน่นเกินตัวจริงๆ ทั้งระบบปั๊มแรงดี ด้วย 2 มอเตอร์ แยกการทำงานได้อิสระ คุณแม่สามารถเลือกได้ว่าเต้าแต่ละข้างจะปั๊มหนักเบาแค่ไหน เพียงแค่กดเลือกเมนูได้จากหน้าจอ หรือสลับข้างปั๊มได้ เพียงการกดปุ่มครั้งเดียว

ส่วนโหมดการทำงานของ เครื่องปั๊มนม รุ่น Galaxy ll  แบรนด์ Attitude Mom ออกแบบให้ตอบโจทย์คุณแม่และสอดคล้องกระบวนการสร้างน้ำนมของคุณแม่ตามธรรมชาติ ทั้ง

  • Expression Mode สามารถปรับการทำงานได้ 7 ระดับ ช่วยให้ระบายน้ำนมได้ดี ปั๊มเกลี้ยงเต้า
  • Massage Mode ช่วยนวดกระตุ้น เพิ่มปริมาณน้ำนม ปรับการทำงานได้ 5 ระดับ ช่วยเปิดท่อน้ำนม ช่วยให้น้ำนมไหลดียิ่งขึ้น
  • 2 in 1 Mode ที่พัฒนาการะบบการทำงานจากเดิมกระตุ้น 5 ครั้ง ดูด 1 ครั้ง เป็น กระตุ้น 8 ครั้ง ดูด 1 ครั้ง ด้วยรอบความถี่ในการดูดสูงสุด 137 รอบต่อนาที ซึ่งคุณแม่สามารถเลือกการทำงานได้ถึง 7 ระดับ จึงช่วยเพิ่มการไหลของน้ำนมได้ต่อเนื่อง บรรเทาอาการนมคัดตึง แถมยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำนมได้มากขึ้น ยิ่งปั๊ม ยิ่งน้ำนมเยอะขึ้น หมดปัญหาเรื่องน้ำนมไม่พอไปเลยค่ะ
  • Double Frequency Mode ปรับการทำงานได้ 7 ระดับ เพื่อช่วยรีดน้ำนมให้เกลี้ยงเต้ามากยิ่งขึ้น ลดปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน และเต้านมอักเสบ
  • และสุดท้ายระบบ Spin Mode ของเครื่องปั๊มนม รุ่น Galaxy ll ที่อัพเกรดสามารถปรับระดับการทำงานได้ถึง 3 ระดับ ทั้งการนวดกระตุ้นด้วยแรงดูดต่ำ และดูดถี่ๆอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นต่อมน้ำนมให้เกิดการผลิตน้ำนม เพิ่มการไหลเวียนของน้ำนมดียิ่งขึ้น

เห็นเครื่องเล็กกะทัดรัดแบบนี้ แรงดีมากด้วยแรงดูดที่สูงสุดถึง 450 mmHg ต่อข้าง เสริมประสิทธิภาพให้การปั๊มนมที่ดียิ่งขึ้น สามารถปั๊มได้สูงสุด 16 รอบปั๊ม! รอบละ 30 นาที* แต่กลับไม่ทำให้เจ็บเต้าเลย เพราะAttitude Mom ใส่ใจจุดนี้เป็นพิเศษ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ Micro Air Pump เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมอเตอร์ให้แรงดูดนุ่มที่สุด และทำงานเงียบที่สุด ไม่มีเสียงรบกวนเวลาลูกหลับ หรือคุณแม่ต้องทำงาน

แถมยังมีระบบ Power Protection ปิดกั้นการรับกระแสไฟจากแหล่งที่มาที่ไม่รู้จัก ช่วยป้องกันความเสียหายเบื้องต้น จากการชาร์จแบตเตอรี่โดยอุปกรณ์อื่น จึงใช้ได้งานได้ทนทาน คุ้มค่าการลงทุนเพื่อมอบสิ่งดีที่สุดให้ลูกน้อย

เครื่องปั๊มนม Attitude Mom

ทุกฟังก์ชั่นที่รีวิวแบบหมดเปลือกมาทั้งหมดนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้งานยากเลยนะคะ คุณแม่สามารถปรับเลือกฟังก์ชั่นต่างๆได้จากหน้าจอด้วยระบบสัมผัส และมีแสงไฟบนหน้าจอ ที่เหมาะกับคุณแม่ปั๊มนมรอบดึก สำคัญมีตัวกรวยทำจากซิลิโคนแท้ ๆ เกรดระดับการแพทย์ทั้งหมด

อุปกรณ์ทุกชิ้นผ่านการรับรองมากมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังได้รับรางวัลมาจากหลายเวที การันตีได้ว่าคุณภาพเยี่ยมสมคำร่ำลือ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ เครื่องปั๊มนม Attitude Mom รุ่น Galaxy ll ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา BEST ELECTRIC BREAST PUMP จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2021” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และโปรโมชั่นดีๆ ของเครื่องปั๊มนม Attitude Mom สามารถติดตามได้ที่

  • Facebook: Attitude Mom Thailand
  • Instagram: attitudemom_thailand
  • Line: @attitudemom
  • Website: www.attitudemombreastpump.com
  • Youtube: Attitude mom Thailand Official
  • Tiktok: attitudemom_thailand

*(เมื่อใช้งาน 2 มอเตอร์ สามารถใช้งานได้สูงสุด 8 รอบปั๊ม และเมื่อใช้งาน 1 มอเตอร์ สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 16 รอบปั๊ม รอบละ 30 นาที)

 

ติดตามอ่านบทความอื่นๆ ได้ที่

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2021

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนโมเดอร์นา

7 ข้อต้องรู้ก่อนฉีด “วัคซีนโมเดอร์นา” ในแม่ท้อง-ให้นมบุตร

ในที่สุด วัคซีนโมเดอร์นา ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว มาดูกันว่ามีอะไรต้องรู้เกี่ยวกับการฉีด Moderna สำหรับแม่ ๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ และแม่ให้นมบุตรบ้าง?

7 ข้อต้องรู้ก่อนฉีด “วัคซีนโมเดอร์นา” ในแม่ท้อง-ให้นมบุตร

วัคซีนโมเดอร์น่า เป็นวัคซีนประเภทไหน?

วัคซีนโมเดอร์นา (Moderna COVID-19 Vaccine) คือ วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ-1273 (mRNA-1273) เป็นวัคซีนที่มีส่วนประกอบเป็นสารพันธุกรรมประเภท messenger RNA หุ้มด้วยอนุภาคนาโนไขมัน (Lipid nanoparticle) เมื่อเข้าสู่ร่างกายสารพันธุกรรมนี้จะถอดรหัสเป็นโปรตีนหนามของไวรัสแล้วกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในการผลิตวัคซีน พัฒนาโดยบริษัท ModernaTX, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบัน เป็นวัคซีนโควิด -19 ตัวที่ 4 ของไทยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อจาก ซิโนแวค, แอสตร้าเซนเนก้า และ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน

Moderna Vaccine เหมาะกับใครบ้าง?

วัคซีนนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป (ในปัจจุบันจึงเป็น 1 ใน 2 ยี่ห้อที่สามารถฉีดในเด็กได้) การฉีดปกติจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ แต่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (CDC) แนะนำให้ฉีด 3 เข็มห่างจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ส่วนการฉีดเข็มกระตุ้นจะห่างจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน

แม่ท้อง และแม่ให้นมบุตร สามารถฉีดได้หรือไม่?

เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคโควิด 19 จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรครุนแรงมากกว่าหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำ ดังนี้

  • ให้หญิงตั้งครรภ์พิจารณาขอรับวัคซีนโควิด 19 ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ แต่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีน
    ในหญิงที่มีอายุครรภ์ น้อยกว่า 12 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่อาจมีผลกระทบต่อความพิการแต่กำเนิดของทารก โดยสามารถฉีดได้ทั้งทุกวัคซีนที่มีการรับรองให้ใช้ในผู้ใหญ่ทั่วไป ทั้งของ Sinovac AstraZeneca Johnson & Johnson Pfizer และ Moderna โดยควรให้ตามกำหนดที่แนะนำในคนทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ คือ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์
  • หญิงให้นมบุตร สามารถรับวัคซีนโควิด 19 ได้
  • สำหรับสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ สามารถปฏิบัติได้ ดังนี้
    • ไม่ต้องตรวจการตั้งครรภ์ก่อนฉีดวัคซีนโควิด 19
    • ไม่ห้ามตั้งครรภ์ หลังฉีดวัคซีนโควิด 19
    • ปัจจุบัน ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนโควิด 19 จะส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตร
    • ไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์ เมื่อพบว่าตั้งครรภ์ภายหลังฉีดวัคซีน
วัคซีนโมเดอร์น่า
วัคซีนโมเดอร์น่า

วัคซีนโมเดอร์นา ไม่เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 12 ปี ควรรอผลการศึกษาเพิ่มเติมก่อน
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ทันทีหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ทั้งการแพ้แบบรุนแรงและไม่รุนแรง เช่น มีผื่นคัน ลมพิษ ตาบวม หน้าบวม อึดอัดแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เป็นต้น ไม่ควรรับวัคซีนนี้
  • ผู้ที่พบว่ามีอาการแพ้หลังจากฉีดวัคซีนชนิดนี้เข็มแรกไปแล้ว ไม่ควรรับวัคซีนชนิดนี้เพิ่มเติม
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้สารโพลีเอธิลีน ไกลคอล (Polyethylene Glycol: PEG) ซึ่งเป็นส่วนผสมในยาและเครื่องสำอางบางชนิด ซึ่งมีอยู่ในวัคซีนโควิดโมเดอร์นา
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้สารพอลิซอร์เบต (Polysorbate) ซึ่งเป็นส่วนผสมในยาและเครื่องสำอางบางชนิด แม้จะไม่มีอยู่ในวัคซีนโควิดโมเดอร์นา แต่คุณสมบัติใกล้เคียงกับ PEG มาก จึงอาจเป็นอันตรายได้

ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังฉีด Moderna COVID-19 Vaccine

  • ปวดหรือบวมบริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นได้
  • หนาวสั่น เป็นไข้
  • อ่อนเพลีย ให้ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้

*ผลข้างเคียงของวัคซีน (Moderna) อาจเริ่มแสดงออกภายใน 1 – 2 วันหลังจากรับวัคซีน โดยอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2 – 3 วัน สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลบรรเทาอาการปวดหรือมีไข้ได้หากท่านไม่แพ้ยาดังกล่าว มีรายงานการเกิดอาการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) หัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังได้รับวัคซีนนี้ แต่พบได้น้อย

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิด mRNA โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นชายงดออกกำลังกายอย่างหนักเป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน และสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อยหรือหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ หากแพทย์สงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะพิจารณาตรวจค้นเพิ่มเติม

ข้อดี-ข้อเสียของ วัคซีนโมเดอร์นา

ข้อดี

  • มีข้อมูลการศึกษาและใช้จริงในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรปซึ่งเห็นผลประสิทธิภาพสูงมาก รวมทั้งการศึกษาในประเทศอิสราเอล พบว่า
    • วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อทั้งหมดได้ร้อยละ 95
    • ป้องกันการติดเชื้อที่ไม่มีอาการได้ ร้อยละ 91
    • ป้องกันการนอนโรงพยาบาลเนื่องจากป่วยหนักและเสียชีวิตได้ร้อยละ 97.27
  • และการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่า วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70 ตั้งแต่หลังการฉีดเข็มแรก
  • และในประเทศสกอตแลนด์พบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ถึง ร้อยละ 91 ตั้งแต่หลังการฉีดเข็มแรก
  • มีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องว่าปลอดภัยและได้ผลดี
  • มีการรับรองและยอมรับสำหรับประเทศในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา อาจทำให้เกิดอุปสรรคน้อยกว่าในการต้องเดินทางเข้าเมืองในประเทศเหล่านั้น

ข้อเสีย

  • มีอาการข้างเคียงพบได้บ่อย ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง
  • เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้มีความระแวงถึงผลข้างเคียงในระยะยาว

เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว หรือ เคยมีประวัติเป็นโรคโควิด 19 มาก่อน ควรฉีดวัคซีนโมเดอร์นากระตุ้นเมื่อไร?

ทีมแม่ ABK ขอนำข้อมูลจาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มาให้แม่ ๆ ประกอบการตัดสินใจค่ะ

วัคซีน Moderna
วัคซีน Moderna

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แม่ ๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และสามารถนัดวันฉีดที่เหมาะสมกับตนเองได้สะดวกขึ้นนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เดลต้าพลัส โควิดสายพันธุ์ใหม่ ติดง่ายกว่าเดิม!

รู้ก่อนป้องกันได้! ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ เด็กติดโควิดเสียชีวิต คืออะไร?

อ่านเลย! ก่อน พาลูกไปฉีดวัคซีนโควิด พ่อแม่ควรรู้อะไรบ้าง?

10 ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ต้องระวังอะไรบ้าง?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข, โรงพยาบาลกรุงเทพ, The Standard

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของดีแม่ต้องมีติดบ้าน Mama Tales ออยล์ หอมแดงแก้หวัด เอาอยู่

โรคหวัดเป็นเรื่องอาการป่วยที่เกิดขึ้นบ่อยกับลูกน้อย วันไหนอากาศเปลี่ยน หรือฝนตกพรำๆ ก็ทำให้ลูกรู้สึกคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือจามได้ง่าย ๆ ซึ่งมักทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หายใจลำบาก นอนหลับไม่สนิท ตื่นบ่อยและร้องงอแง สูตรดูแลอาการหวัดที่นิยมมาตั้งแต่โบราณ คือการใช้ หอมแดงแก้หวัด ด้วยใส่น้ำอุ่นสำหรับอาบ หรือทุบวางไว้ใต้หมอน เพื่อช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้น

แต่วิธีนี้อาจยุ่งยากและใช้เวลาสักห่อย จะดีกว่าไหมหากคุณแม่มีผลิตภัณฑ์จาก หอมแดงแก้หวัด ช่วยให้ลูกอาการดีขึ้น และค่อยๆ หายจากหวัดแบบไม่ต้องพึ่งยา ทีม บ.ก. Amarin Baby & Kids ขอแนะนำตัวช่วยที่ใช้ผลดีไม่แพ้หอมแดงสด ๆ ด้วย มาม่า เทลส์ เฟอร์เฟ็ค ออยล์ (Mama Tales Perfect Oil) ที่มาในรูปแบบน้ำมันบริสุทธิ์ สกัดจากหอมแดงด้วยกระบวนการออร์แกนิค  ที่ใช้สารสกัดธรรมชาติแบบออร์แกนิค จึงปลอดภัยและอ่อนโยนกับลูกแน่นอนค่ะ

หอมแดงแก้หวัด

Amarin Baby & Kids ยกให้ Mama Tales หอมแดงแก้หวัด เป็นผลิตภัณฑ์บรรเทาหวัดสำหรับเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Natural Cold Remedies Product for Kids จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

ออยล์ของ  Mama Tales สามารถใช้ได้หลายรูปแบบทั้งการหยดออยล์ 2 – 3 หยด ลงในน้ำอุ่น 1 ลิตรแล้วใช้อาบน้ำ เพื่อให้ลูกได้สูดเอาไออุ่นๆจากอโรม่าของหอมแดง ช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น หรือคุณแม่จะหยดลงบนฝ่ามือก่อน แล้วค่อยทางบริเวณคอและลำตัวลูก และอีกวิธีง่าย ๆ คือหยดผลิตภัณฑ์ 1-2 หยดที่หมอนหรือเสื้อผ้าของลูกก็ได้เช่นกัน เห็นขวดเล็ก ๆ แบบนี้ คุณแม่ใช้ได้นานเป็นเดือนเลยค่ะ ออยล์เป็นน้ำใสๆ ไร้สี จึงไม่ทิ้งรอยเปื้อนใดๆ

หอมแดงแก้หวัด

สำหรับคุณแม่ที่กลัวว่ากลิ่นหอมแดงจะฉุนเกินไป บอกเลยว่าผิดคาดค่ะ เพราะ Mama Tales   สกัดเอาเฉพาะสารอัลลิลิกไดซัลไฟล์ ซึ่งมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการคัดจมูกมาใช้เท่านั้น ผ่านการรับรอง Ecocert จากประเทศฝรั่งเศส และ USDA Organic จากสหรัฐอเมริกา ปลอดภัยจากการบูร เมนทอล จึงไม่มีกลิ่นฉุนที่จะทำให้ลูกน้อยระคายเคือง  ลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไปก็สามารถใช้ได้แล้ว รวมถึงทุกคนในครอบครัว หรือผู้ที่เป็นเป็น G6PD (โรคพร่องเอนไซม์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก) ยังสามารถใช้ได้

หอมแดงแก้หวัด

 

นอกจากสารสกัดจากหอมแดงแล้ว ก็ยังส่วนผสมของใบชะพลูของไทย และสารสกัดจากใบชิโสะ ประเทศญี่ปุ่น ที่มาช่วยเสริมทัพมีบรรเทาอาการหวัด คัดจมูกให้หายใจโล่ง สบายมากขึ้น เติมสารสกัดลาเวนเดอร์จากยุโรปที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายหลับสบายไม่งอแงตลอดทั้งคืน สะดวกแบบนี้ต้องมีติดบ้านแล้วจริงไหมคะ

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ผลิตภัณฑ์บรรเทาหวัดสำหรับเด็ก Mama Tales ได้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา Best Natural Cold Remedies Product for Kids จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021 ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

Mama Tales Perfect Oil มีหลายขนาดให้เลือก ทั้งแบบขวดสำหรับมีไว้ประจำบ้าน และแบบขวดหัวลูกกลิ้งแบบพกพาใช้ได้สะดวก สำหรับคุณแม่ที่สนใจ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.mamatalesbaby.com เฟสบุ๊ก www.facebook.com/mamatales.official/

 

ติดตามอ่านบทความอื่น

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2021

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Merries

ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป ที่แม่ยุคใหม่เลือก ไม่ใช่แค่ใส่สบาย แต่ต้องช่วยซัพพอร์ตพัฒนาการลูกได้ดี

ของใช้ลูกอะไรที่คนเป็นแม่ต้องซื้อเป็นอันดับแรก ๆ จากประสบการณ์ที่เคยเดินอุ้ยอ้ายตอนท้องใกล้คลอด บวกกับซาวด์เสียงมาจากเพื่อนคุณแม่ด้วยกัน เห็นตรงกันว่า “ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป” จริง ๆ ไม่น่ามีอะไรมากกับผ้าอ้อมเด็ก แต่ถ้าลองเปิดลิสต์ผ้าอ้อมดูในท้องตลอดตอนนี้ มีเป็น 10 แบรนด์  แล้วจะเลือกใช้ยี่ห้อไหน คุณสมบัติผ้าอ้อมแบบไหน ลูกใส่แล้วแฮปปี้ แม่เสียตังค์แล้วคุ้มค่า ?

ผ้าอ้อมเด็ก ถ้าซื้อมาใช้แล้วไม่ถูกจริตกับผิวลูก แพ้ เกิดผื่นผ้าอ้อม นั่งกุมขมับกันเลยนะคะ!! เพราะนอกจากจะเสียเงินกับผ้าอ้อมแล้ว ยังต้องจ่ายค่ายารักษาผิวที่แพ้ของลูกอีก คุณพ่อคุณแม่จำไว้เลยค่ะว่า หากจะซื้อผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป อย่ามองแค่เรื่องราคาถูก หรือแพง แต่ให้ดูที่คุณภาพของผ้าอ้อมเป็นสำคัญ และผ้าอ้อมเด็กที่ดี ต้องช่วยซัพพอร์ตพัฒนาการตามช่วงวัยของลูกด้วย และนี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทีมแม่ ABK อยากแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้รู้ก่อนเลือกซื้อ ใช้ผ้าอ้อมเด็กสำร็จรูป ขอให้มี 3 ข้อนี้เป็นตัวตั้ง รับรองว่าจะได้ผ้าอ้อมเด็กที่ถูกใจแม่ ลูกใช้แล้วชอบ

Merries เมอร์รี่ส์

 

1. ผ้าอ้อมต้องมีผิวสัมผัสนุ่มพิเศษ และเป็นมิตรกับผิวลูก อย่างที่บอกไปค่ะว่าผิวเด็กทารก เด็กเล็ก ๆ ลักษณะผิวจะมีความบอบบาง และไวต่อการระคายเคืองได้ง่ายมาก ฉะนั้นผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป ต้องเลือกที่มีผิวสัมผัสนุ่มมาก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคือง คัน แพ้ เกิดผื่นผ้าอ้อมกับผิวลูกค่ะ

Merries เมอร์รี่ส์

2. ผ้าอ้อมต้องมีระบบการซึมซับได้ดีเยี่ยม ปกติการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกระหว่างวันจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมงในการเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ให้ ซึ่งระหว่างนี้ปัสสาวะที่ลงสู่ผ้าอ้อมมากกว่า 2-3 ครั้ง จะต้องซึมซับลงผ้าอ้อมแห้งทันที ให้สังเกตถ้าลูกร้องไห้ งอแง ทั้งที่กินนมอิ่มแล้ว อาจมาจากความไม่สบายตัว รู้สึกเปียกแฉะจากผ้าอ้อม และถ้าลูกมีอุจจาระออกมา คุณแม่ต้องรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ให้ทันทีนะคะ เพื่อความสะอาดและการมีสุขอนามัยที่ดี

Merries

3. ผ้าอ้อมต้องใส่สบาย ออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของลูก โดยเฉพาะบริเวณขอบผ้าอ้อมช่วงเอว รอบขอบขา ต้องไม่รัดแน่นมากไปจนทำให้ลูกอึดอัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก คุณแม่ลองดูที่ขอบเอว ขอบขาลูก ถ้าถอดผ้าอ้อมออกแล้ว มีรอยแดงเป็นวงรอบ นั่นแสดงว่าผ้าอ้อมที่สวมใส่ให้ลูกรัดแน่นมากไปค่ะ สำหรับผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้วถูกใจแม่ ถูกใจลูก นาทีนี้ทีมแม่ ABK ยกให้ ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป Merries เมอร์รี่ส์  ถ้าพูดกันจริง ๆ เราก็ใช้ผ้าอ้อมเด็กมาหลายยี่ห้อค่ะ แต่ที่อยากแนะนำ “Merries” เกิดจากความประทับใจแรก คือเด็ก ๆ ที่บ้าน ใช้ครั้งแรกไม่คัน ไม่แพ้เลย คุณพ่อแม่บ้านไหนที่กำลังใช้ผ้าอ้อมเมอร์รี่ส์อยู่ ให้สังเกตสัญลักษณ์ Derma icon ด้านหน้าแพ็คเกจ ความพิเศษของสัญลักษณ์นี้เป็นตัวการันตีให้กับผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปทุกผืนของ Merries ผิวหน้าด้านในของผ้าอ้อมจะมีความนุ่ม อ่อนโยนมาก ถ้าจับที่ผิวหน้าผ้าอ้อมจะมีลักษณะตาข่ายเวฟวี่ ตรงนี้แหละที่ช่วยลดการเสียดสีระหว่างผิวลูกกับผิวสัมผัสผ้าอ้อม เมื่อผิวไม่ถูกรบกวน ก็จะไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองขึ้นค่ะ นอกจากความนุ่มของผ้าอ้อมแล้ว เรื่องการซึมซับก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม คือลูกฉี่ลงผ้าอ้อมปุ๊บ แห้งทันทีเลย ซึ่งก็จะเป็นผลดีกับผิวก้น ที่ไม่ต้องเสี่ยงกับผื่นผ้าอ้อมค่ะ

Merries

และนี่เลยค่ะ “เมอร์รี่ส์ ผ้าอ้อมอันดับหนึ่งจากญี่ปุ่น”  ความพิเศษเฉพาะช่วงนี้ แม่นี่ร้องกรี๊ดเลย 🙂 ชอบมากกก ขอบอกว่าแพ็คเกจน่ารัก น่าใช้สุด ๆ  ผ้าอ้อมเด็กเมอร์รี่ส์พิเศษรุ่นนี้ เป็นรุ่น Limited Edition “MERRIES SAKURA” เขาออกแบบลายแพ็คเกจของผ้าอ้อมมาเอาใจคุณแม่ให้ได้ผ่อนคลายเวลาเปลี่ยนใส่ผ้าอ้อมให้ลูก ด้วยลายซากุระสีชมพูหวาน น่ารัก สดใส คุณสมบัติของผ้าอ้อมเด็ก รุ่น Limited Edition “MERRIES SAKURA” ยังให้คุณภาพการใช้งานเหมือนกันกับมาตรฐานของเมอร์รี่ส์ ทั้งความนุ่ม อ่อนโยนของผ้าอ้อม การซึมซับดีเยี่ยมระบายอากาศได้ดี ทำให้ลูกน้อยสบายก้น และลืมบอกไปว่า ขอบขาของผ้าอ้อมเด็กเมอร์รี่ส์ทุกรุ่น ทั้งแบบเทป และแบบกางเกง ตรงบริเวณขอบขาคือนุ่ม ยืดหยุ่นได้ดีมาก ๆ  ทำให้ไม่รัดขาลูกจนแน่นมากไป

ผ้าอ้อมเด็กเมอร์รี่ส์ รุ่น Limited Edition “MERRIES SAKURA” มีแพ็ค ไซส์ M 74 ชิ้น , L 56 ชิ้น และ XL 50 ชิ้น ผ้าอ้อมแบบกางกาง สวมใส่ได้ง่าย สะดวก สบาย พอพูดถึง Size ผ้าอ้อมเมอร์รี่ส์ จากที่เคยใช้มา เขาจะมีตั้งแต่

  • ผ้าอ้อมชนิดเทป ไซส์ แรกเกิด S , M , L

ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ คือเด็กทารกวัยเขาจะไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมากในช่วงแรก มีตื่นมากินนม แล้วก็นอนเป็นส่วนใหญ่ แต่เด็กทารกจะปัสสาวะบ่อยอยู่ที่ประมาณ 5-12 ครั้งต่อวัน ฉะนั้นผ้าอ้อมจะต้องมีความสามารถในการซึมซับที่ดีเยี่ยม มีความแห้งสบาย ไม่อับชื้น ส่วนผิวสัมผัสของผ้าอ้อมก็จะนุ่มมากเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองกับผิวค่ะ

  • ผ้าอ้อมชนิดกางเกง ไซส์ S , M , L , XL , XXL

พอลูกอายุได้ 4 เดือน 5 เดือนขึ้นไป ก็จะเริ่มพลิกคว่ำ พลิกหงาย เริ่มคืบ คลาน ตั้งไข่ หัดเกาะเดินเตาะแตะ เดินได้ วิ่งได้คล่องขึ้นตามลำดับ ผ้าอ้อมเมอร์รี่ส์แบบกางเกงจะออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นพอดีกับสรีระของเด็ก โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ไม่ว่าจะเล่น หรือทำกิจกรรมสนุกอะไรก็ไม่สะดุดเพราะผ้าอ้อมเลยค่ะ

ผ้าอ้อมเด็ก Merries

ผ้าอ้อมเด็ก Merries ช่วยให้ลูกน้อยมีแต้มต่อพัฒนาการที่ดีสมวัย

การใส่ผ้าอ้อมเด็ก เมอร์รี่ส์ ให้กับลูกน้อย หลายคนอาจจะคิดว่าได้แค่เรื่องความแห้ง สบายตัว หรือช่วยคุณแม่ประหยัดเวลา สะดวกในการดูแลการขับถ่ายของลูกน้อยเพียงเท่านั้น รู้ไหมคะว่า จริง ๆ แล้วประโยชน์จากการใส่ผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดี ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีสมวัยได้ด้วยนะคะ อย่างในเรื่องของการมี

IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดในการเรียนรู้  : การได้สวมใส่ผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดี แห้งสบาย ไม่อึดอัด จะช่วยให้ลูกน้อย สนุกที่จะเรียนรู้ หาประสบการณ์จากสิ่งแปลกใหม่บนโลกใบนี้ได้อย่างอิสระ และการมีพื้นฐานการเรียนรู้ตามช่วงวัยที่ดี ยังช่วยให้ลูกน้อยสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

EQ (Emotional Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ : การได้นอนอย่างเติมอิ่ม ตื่นขึ้นมาในทุก ๆ วัน แล้วมีความสดชื่น แจ่มใส มีอารมณ์ดี ส่วนหนึ่งมาจากการได้สวมใส่ผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณภาพ เด็ก ๆ ที่มีรากฐานทางอารมณ์ที่ดี มั่นคงมาตั้งแต่วัยเยาว์ จะช่วยให้เขาเติบโตขึ้นอย่างคนที่มองโลกในแง่บวก สามารถที่จะปรับตัว และใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย ๆ ไม่ว่าจะต้องเจอกับผู้คนที่มีความหลากหลายในสังคม หรือหากในช่วงชีวิต ต้องเจอกับสถานการณ์ทั้งดี ก็สามารถเรียนรู้ และแก้ปัญหาให้ผ่านไปได้ด้วยดีในทุกครั้ง

PQ  (Play Quotient)  ความฉลาดในการเล่น : ผ้าอ้อมเด็กที่ช่วยให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ คล่องแคล่วแบบไม่มีอะไรมาขัดขวาง ไม่ว่าลูกจะเล่นสนุกกับอะไรที่อยู่ตรงหน้า หรือแค่ได้ วิ่ง เดิน กระโดด ปีนป่าย ฯลฯ เขาก็จะสามารถนำสิ่งที่เล่นอยู่นั้นมาต่อยอดสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานได้ตามจินตนาการ

เห็นไหมคะว่าการเลือกใช้ผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณภาพ สามารถส่งเสริมให้ลูกน้อยมีแต้มต่อในการมีพัฒนาการทักษะการเรียนรู้รอบด้านที่ดีสมวัยได้ไม่ยากเลยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถสั่งซื้อออนไลน์ ผ้าอ้อมเด็กเมอร์รี่ส์ รุ่น Limited Edition “MERRIES SAKURA” กันได้อย่างสะดวกสบาย กับรุ่น Limited Edition นี้มีวางจำหน่ายที่ Lazada ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564  กับโปรโมชั่น 11.11 ซื้อผ้าอ้อมเมอร์รี่ส์มีของแถม!! และสำหรับ Shopee จะมีวางจำหน่ายในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 กับโปรโมชั่นอีกมากมาย พร้อมของแถมอีกเพียบ!

แม่ๆ สายช้อปปิ้งเตรียมตัวกดรอได้เลย !

Lazada :  https://bit.ly/3qAuQn1

Shopee :   https://bit.ly/3BYiE1o

 

ผ้าอ้อมเด็กเมอร์รี่ส์ สร้างรอยยิ้มให้แม่และลูกน้อยทุกวัน

หมอตอบชัดทุกข้อ! 10 ปัญหาสุขภาพที่แม่ต้องเจอ? ทั้ง ปัญหาคนท้อง และหลังคลอดลูก

ความกังวล และข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิง ปัญหาคนท้อง ทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงหลังคลอดลูกไปแล้ว สุขภาพจะเป็นยังไง มีอะไรให้ต้องกังวล หรือต้องดูแลในเรื่องใดบ้าง หมอนิวัฒน์มีคำตอบให้

แม่ถาม หมอตอบ สารพันปัญหาสุขภาพ
ในผู้หญิง และ ปัญหาคนท้อง ที่ต้องรู้เท่าทัน !

Q 1 : ลักษณะน้ำคาวปลาเหมือนกับประจำเดือนหรือไม่ น้ำคาวปลาจะมีกี่วัน

A : น้ำคาวปลา (Lochia) คือสารคัดหลั่ง + ส่วนของโพรงมดลูกที่หลงเหลือจากการคลอดบุตร ซึ่งร่างกายพยายามขับออกจากร่างกาย ในช่วง 3-4 วันแรกหลังคลอดจะมีลักษณะ

  • เป็นสีแดงสด เหมือนเลือดประจำเดือน อาจมีลักษณะเป็นลิ่มหรือก้อนเลือดเล็ก ๆ ได้ เรียกว่า Lochia Rubra
  • แต่หลังจากนั้น วันที่ 4-10 หลังการคลอดสีของน้ำคาวปลาจะจางลงเรื่อย ๆ เป็นสีชมพู หรือชมพูปนน้ำตาล เรียกว่า Lochia Serosa
  • หลังคลอดวันที่ 10 น้ำคาวปลาจะออกเป็นสีขาว หรือขาวปนเหลือง เรียกว่า Lochia Alba และจะค่อย ๆ หมดไปภายใน 4-6 สัปดาห์

บางครั้งคุณแม่จะรู้สึกว่าน้ำคาวปลาใกล้จะแห้งแล้ว พอให้นมลูก มดลูกบีบตัว ก็อาจจะมีก้อนเลือดหรือเลือดสีแดงออกมาอีก ทำให้หลาย ๆ คนคิดว่าเป็นประจำเดือน ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่ประจำเดือน เพราะร่างกายจะไม่มีการสร้างประจำเดือนได้ทันทีในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังคลอด เนื่องจากกว่าที่ฮอร์โมนการตั้งครรภ์จะลดลง และฮอร์โมนสร้างรอบเดือนใหม่จะทำงาน เร็วสุดก็ต้องใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ขึ้นไป ในรายที่ให้นมแม่และน้ำนมไหลค่อนข้างดี ฮอร์โมนกระตุ้นน้ำนม จะทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของรังไข่ไม่ให้ไข่ตก จึงทำให้ไม่มีประจำเดือน ดังนั้นในรายที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และน้ำนมไหลดี ประจำเดือนมักจะมาหลังจาก 6 เดือนขึ้นไป การที่น้ำคาวปลาหมดช้า หรือมีกลิ่นผิดปกติ อาจบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อในมดลูก ดังนั้นถ้าหลังคลอดลูกคุณแม่มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องมาก ร่วมกับมีไข้ และมีน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์

 

Q 2 : หลังคลอดลูก ควรเว้นระยะการมีเพศสัมพันธ์กี่สัปดาห์

A : หลังคลอดบุตร ควรรอให้น้ำคาวปลาแห้งก่อนจึงค่อยเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันเรื่องการเกิดการติดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูก เพราะถ้าน้ำคาวปลายังไหลอยู่ แสดงว่าปากมดลูกยังเปิดอยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ และเกิดภาวะมดลูกอักเสบตามมาได้ โดยทั่วไปแนะนำประมาณ 8 สัปดาห์ หรือ 2 เดือนหลังคลอด แต่ในช่วงแรกควรป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และคุมกำเนิดไปในตัวด้วย

Must read >>  คุณแม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?

Q 3 : ในรอบเดือนผู้หญิงควรมีประจำเดือนกี่วัน ถึงจะเรียกว่าปกติ

A : ปกติรอบเดือนของสตรีทั่วไป จะมีรอบเดือน หรือ Cycle ประมาณ 28-30 วัน แต่บางคนอาจจะมาเร็วกว่านี้บ้าง หรือช้ากว่านี้บ้าง ก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างไร ถ้ารอบประจำเดือนยังอยู่ในช่วง 21-35 วัน คนที่มีประจำเดือนรอบสั้นกว่า 21 วัน (0.5) คนที่รอบเดือนนานกว่า 35 วัน (พบได้ร้อยละ 0.9) ทั้งสองกลุ่มนี้คสรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและให้การรักษาต่อไป ส่วนจำนวนวันที่มา ตั้งแต่ 3-7 วัน (นับจากวันที่มาวันแรกจนถึงวันที่ประจำเดือนหมด) ในเรื่องปริมาณของประจำเดือน ส่วนใหญ่จะมามากในช่วง 2-3 วันแรกของรอบเดือน และใช้ผ้าอนามัยประมาณ 2-4 ผืนต่อวัน ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาน้อยวัน มักไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ถ้ารอบเดือนที่มาสม่ำเสมอ และตรงรอบดี เช่น กลุ่มที่รับประทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ประจำเดือนจะมาน้อยกว่ารอบธรรมชาติที่ไม่ได้รับประทานยาคุม เพราะปริมาณฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดจะควบคุมไม่ให้มีการสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาเกินไป ทำให้ร่างกายไม่ต้องบีบขับประจำเดือนที่เป็นของเสียออกมามาก อาการปวดท้องประจำเดือนก็จะน้อยลง จึงเป็นที่มาของการใช้ยาคุมกำเนิด เพื่อมารักษาเรื่องการปรับประจำเดือน และรักษาอาการปวดประจำเดือนได้

ส่วนในรายที่มานานเกินกว่า 7 วัน ถ้าลักษณะการออกของประจำเดือนในวันท้าย ๆ คือเกินวันที่ 7 เป็นต้นไป ออกไม่มาก ก็ไม่ถือว่าผอดปกติแต่อย่างไร แต่ถ้าออกเป็นปริมาณมาก ๆ เกือบทุกวัน เปลี่ยนแผ่นอนามัยทุก 2-3 ชั่วโมง นานมากกว่า 7 วัน ร่วมกับการออกเป็นลิ่มเลือด จนบางรายมีอาการอ่อนเพลียหรือหน้ามืดเป็นลม แสดงถึงภาวะซีดจากการเสียเลือดแบบเรื้อรัง และบางรายมีอาการปวดท้องประจำเดือนร่วมด้วย อาจนึกถึงภาวะการมีเนื้องอกในกล้ามเนื้อมดลูก (Myoma Uteri) กลุ่มนี้ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา

มีเลือดออกทางช่องคลอด แต่ไม่ใช่ประจำเดือน

Q 4 : ประจำเดือนที่ออกมาเป็นลิ่มเลือด อันตรายไหม หรือว่าเป็นปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้

A : ประจำเดือนที่ออกเป็นลิ่ม หรือเป็นก้อนเลือด บ่งบอกถึงการที่มีประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ทำให้การไหลของประจำเดือนออกทางช่องคลอดไม่ทัน หรือเรียกว่าระบายไม่ทัน ขังอยู่ในมดลูก ทำให้ขบวนการแข็งตัวของเลือดทำงาน ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ซึ่งการที่ร่างกายจะขับก้อนเลือดออก จึงทำได้ยากกว่าเลือดประจำเดือนที่เป็นน้ำ ร่างกายจึงต้องเพิ่มแรงบีบมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน มักพบภาวะดังกล่าวในคนไข้ที่มีเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก ที่เรียกว่า Myoma Uteri โดยเฉพาะชนิดที่อยู่ใกล้เยื่อบุโพรงมดลูก หรือเบียดดันเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูก (Intramural or Submucous type of Myoma uteri) เนื้องอกพวกนี้จะรบกวนหรือขัดขวางการบีบตัวของมดลูก และเพิ่มพื้นที่ผิวของเยื่อบุโพรงมดลูก ส่งผลให้มีเลือดออกมาก และนานกว่าปกติ โดยเฉพาะถ้ามีลิ่มเลือดออกมาด้วยทุกครั้งที่มีประจำเดือน ควรรีบปรึกษาแพทย์

Must read >>  ประจำเดือนสีดำ เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

Q 5 : ปัญหาคนท้อง อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ยังมีอาการแพ้ท้องอยู่ ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดหรือไม่

A : กรมอนามัยแจ้งให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์เป็นต้นไป สามารถเข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้ แต่ถ้าช่วงเวลาดังกล่าว หญิงตั้งครรภ์ยังมีอาการแพ้ท้องอยู่ หมอแนะนำว่าควรรอให้อาการแพ้หายไปหรือดีขึ้นก่อน ค่อยไปรับการฉีดวัคซีน เพราะบางรายพบภาวะแทรกซ้อนหลังการได้รับวัคซีนได้เช่นกัน เช่น อาการไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว หรือมีคลื่นไส้ อาเจียนได้ ซึ่งรายที่มีอาการแพ้ท้องอยู่อาจทำให้อาการยิ่งแย่ลง หมอเห็นว่าควรเลื่อนออกไป 2-4 สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ่นค่อยกลับมารับวัคซีนน่าจะเหมาะสมกว่าครับ

 

Q 6 : 1-2 วันก่อนประจำเดือนจะมา หรือขณะมีประจำเดือน สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิดได้หรือไม่

A : ปัจจุบันพบว่าฉีดวัคซีน สามารถฉีดได้ทุกวัน ไม่เกี่ยวกับรอบเดือนของสตรี แต่สตรีบางท่านมีอาการก่อนหรือขณะมีประจำเดือน เช่น บางคนมีตัวรุม ๆ เหมือนมีไข่ต่ำ ๆ บางคนมีอาการเปลี่ยนแปลงของอารามณ์ บางคนประจำเดือนมามากจนซีด อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อรับวัคซีนแล้วบางท่านมีผลข้างเคียงจากวัคซีน ก็จะโทษว่าเป็นสาเหตุจากวัคซีน ดังนั้นถ้าไม่สบายใจก็เลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน รอจนประจำเดือนหายดี ค่อยไปรับวัคซีน แต่ถ้าคนไหนคิดว่าแข็งแรงดีก็สามารถฉีดได้เลยครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องประจำเดือน

 

Q 7 : คุณแม่ที่ให้นมลูกสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิดได้ไหม และจะมีผลต่อน้ำนมหรือไม่

A : คุณแม่ให้นมบุตรอยู่ สามารถรับฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้ครับ ไม่ว่าจะเริ่มเป็นเข็มแรก หรือเป็นเข็มต่อเนื่อง ต่อจากที่ได้รับขณะตั้งครรภ์ มีรายงานการตรวจภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนของแม่ในน้ำนมที่ใช้เลี้ยงลูกด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อทารกในด้านภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิดโดยทางอ้อมด้วยครับ

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง

Q 8 : ปัญหาคนท้อง ติดโควิด หากรักษาอาการจนหายเป็นปกติแล้ว สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิคได้ทันทีหรือไม่

A : โดยปกติคนที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 แล้ว ร่างกายคนไข้ที่เคยติดเชื้อ จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ ซึ่งภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งในแต่ละโรคไม่เท่ากัน เช่น โรคอีสุกอีใส เมื่อเราติดเชื้อเพียงหนึ่งครั้งร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันอยู่ได้เกือบตลอดชีวิต (มีน้อยรายที่กลับมาเป็นซ้ำ) แต่ไวรัสโควิด 19 เนื่องจากเชื้อมีการพัฒนาหลายสายพันธุ์ เราอาจจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่เคยติด แต่ไม่มีภูมิต่อสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ ดังนั้นกรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด 19 แก่ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว โดยฉีดหลังหายจากการติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 3 เดือน

 

Q 9 : ผู้หญิงหลังคลอดลูก มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าปกติจริงหรือเปล่า และจำเป็นต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกปีไหม

A : การมีเพศสัมพันธุ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีคู่นอนหลายคน ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ และการมีบุตรหลายคน เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อ HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นผู้หญิงหลังคลอดบุตร มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งปากมดลูกมากกว่าปกติ ก็มีส่วนที่เป็นจริงอยู่ ถ้าเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ หรือไม่เคยติดเชื้อ HPV เลย ดังนั้นหญิงหลังคลอดบุตรจึงต้องมีการตรวจภายใน และรับการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกหลังคลอด หลังจากนั้นยังแนะนำให้รับการตรวจทุก 1 ปี เพราะยังเป็นมะเร็งที่พบเป็นลำดับต้น ๆ ของผู้หญิงไทย ยกเว้นในรายที่ได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งครบแล้ว สามารถรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกห่างออกได้ทุก 3 ปี

 

Q 10 : คลอดลูกคนแรกด้วยวิธีการผ่าคลอด ถ้าท้องลูกคนที่สอง สามารถผ่าคลอดได้อีกหรือเปล่า มีข้อห้ามอะไรหรือไม่

A : การคลอดลูกคนแรกด้วยวิธีการผ่าคลอด เมื่อตั้งครรภ์ท้องที่สอง เป็นข้อบ่งชี้สำหรับประเทศไทย ในการแนะนำให้ใช้วิธีการคลอดบุตรโดยการผ่าตัดคลอดซ้ำ เนื่องจากหลังการผ่าตัดคลอดใน้องแรก จะมีรอยแผลเป็นที่กล้ามเนื้อของมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อ่อนแอ (Weak point) ของมดลูก เมื่อเข้าสู่ระยะคลอดกล้ามเนื้อมดลูกจะบางลง จากการับตัวของมดลูก และการกดของศีรษะลูก และเมื่อต้องเบ่งคลอดจากการคลอดธรรมชาติ อาจทำให้เกิดรอยปริฉีกหรือแตกของมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการตกเลือดในช่องท้อง นำมาซึ่งการเสียชีวิตของมารดาและทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นการผ่าตัดคลอดบุตรจึงยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ถ้าท้องแรกเป็นการผ่าตัดที่ไม่ใช่เกิดจากการผิดสัดส่วนระหว่างศีรษะกับทารกในครรภ์ เช่น ผ่าคลอดจากภาวะรกเกาะต่ำ สามารถให้ลองคลอดธรรมชาติเองได้ ที่เรียกว่า VBAC (Vaginal Birth After Cesarean Section) ซึ่งต้องมีการเตรียมทีมแพทย์และห้องผ่าตัดให้พร้อม ในกรณีที่มดลูกเกิดแตกสามารถเข้าทำการผ่าตัดได้แบบรวดเร็วทันที

สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่คุณแม่หลายคนชอบถาม คือ ถ้าผ่าตัดคลอดบุตร สามารถผ่าได้กี่ท้อง คำตอบของหมอก็คือ กี่ท้องก็ได้ ไม่ได้จำกัดแค่เพียง 2 ครั้ง หรือ 2 ท้อง ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความต้องการของคนไข้ แต่มีข้อแนะนำอยู่ว่า การผ่าตัดคลอดในแต่ละครั้งจะทำให้เกิดพังผืดในช่องท้อง ซึ่งพังผืดที่เกิดขึ้นจะทำให้การผ่าตัดครั้งต่อ ๆ ไป มีความยากลำบากมากขึ้น อาจเกิดอันตรายต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ได้สูงขึ้น ทางการแพทย์จึงแนะนำว่าควรผ่าตัดคลอดแค่ 2 ครั้ง การผ่าตัดครั้งที่ 3 หรือ 4 ควรสงวนไว้ในกรณีจำเป็นจริง ๆ หรือแพทย์พิจรณาแล้วว่า มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการผ่าตัดในครั้งต่อไป

บทความโดย : นายแพทย์นิวัฒน์ อรัญญาเกษมสุข (สูตินรีแพทย์)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ พันธุศาสตร์การแพทย์
มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกิ้น สหรัฐอเมริกา

สำหรับเรื่อง สารพันปัญหาสุขภาพในผู้หญิง และ ปัญหาคนท้อง ที่ต้องรู้เท่าทัน! ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ HQ  หนึ่งใน 10 ของ Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) อาวุธที่ช่วยให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกันนั่นเอง ทั้งนี้ HQ หรือ Health Quotient  คือ ความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ
ซึ่งคนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้ ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐนั่นเองค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

แม่ท้องต้องรู้!! “ลูกดิ้น” บอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด?

หมอสูติตอบเอง ฝากท้องแบบไหนดี? “ ฝากครรภ์พิเศษ VS ฝากครรภ์ธรรมดา ”

คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่คนท้องห้ามกิน มีอะไรบ้างเช็กเลย!

ฝังเข็มคุมกำเนิด คืออะไร? ข้อดี ข้อเสีย ที่ต้องรู้ก่อนทำ!

เงินสงเคราะห์บุตร

แม่เฮ! รับ 1,400 ทุกเดือน เงินอุดหนุน-เงินสงเคราะห์บุตร

รู้หรือไม่? ว่ามีลูก 1 คน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงินได้ 2 เด้ง ทั้ง เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท + เงินสงเคราะห์บุตร 800 บาท รวม 1,400 บาท ทุกเดือน!!

แม่เฮ! รับ 1,400 ทุกเดือน เงินอุดหนุน – เงินสงเคราะห์บุตร

ตามมาตรการการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงของทางภาครัฐ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตั้งท้อง ก็สามารถนำเงินค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรไปลดหย่อนภาษี (อ่านต่อ แม่ต้องรู้! ลดหย่อนภาษี ฝากครรภ์-คลอดบุตร ได้เท่าไหร่?) และยังสามารถรับเงินค่าคลอดบุตรจากประกันสังคมได้อีกแล้ว (อ่านต่อ สิทธิประกันสังคม กรณีคลอดบุตร ทั้งหมดที่แม่ท้องควรรู้!) เมื่อลูกคลอดออกมา คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถรับ เงินอุดหนุนบุตร และ เงินสงเคราะห์บุตร เพื่อนำไปช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรได้อีกด้วย โดยหากลงทะเบียนผ่านเกณฑ์การรับ เงินอุดหนุนบุตร คุณแม่จะได้รับเงินอุดหนุนบุตรทุกเดือน เดือนละ 600 บาท และหากคุณแม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 คุณแม่จะได้รับ เงินสงเคราะห์บุตรทุกเดือน เดือนละ 800 บาท รวมแล้ว จะได้รับเงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตรถึงเดือนละ 1,400 บาทกันเลยทีเดียว เช่นนี้แล้ว มาดูกันดีกว่าค่ะว่าเงื่อนไขและวิธีการลงทะเบียนเพื่อรับเงินอุดหนุน – เงินสงเคราะห์บุตร มีอะไรบ้าง?

เงินอุดหนุนบุตร เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนบุตร

เด็กแรกเกิดที่มีสิทธิ

  • มีสัญชาติไทย (พ่อแม่มีสัญชาติไทย หรือพ่อหรือแม่มีสัญชาติไทย)
  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี
  • อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
  • ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน

ผู้ปกครองที่มีสิทธิลงทะเบียน

  • มีสัญชาติไทย
  • เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะ
  • เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย
  • อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย คือ สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน ต่อปี

* หมายเหตุ มารดาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ยังไม่ต้องมายื่นคําร้องขอลงทะเบียนขอรับสิทธิเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

สถานที่รับลงทะเบียน

สามารถลงทะเบียนได้ในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิด และผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง ดังนี้

  • กรุงเทพมหานคร : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต
  • เมืองพัทยา : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • ส่วนภูมิภาค : ลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตําบล หรือเทศบาล

เอกสารประกอบการลงทะเบียน ประกอบด้วย

  • แบบคําร้องขอลงทะเบียน (ดร.01)
  • แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  • บัตรประจําตัวประชาชนของผู้ปกครอง
  • สูติบัตรเด็กแรกเกิด
  • สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (บัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น)
  • สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์
    (ในกรณีที่สมุดสูญหายให้ใช้เฉพาะสําเนาหน้าที่ 1 พร้อมให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบันทึกข้อมูลและรับรองสําเนา)
  • กรณีที่ผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียนและสมาชิกในครัวเรือนของผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท ต้องมีเอกสาร ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนที่มีรายได้ประจํา (สลิปเงินเดือน หรือเอกสารหลักฐานที่นายจ้างลงนาม)
  • สําเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะหรือตําแหน่ง หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2

ขั้นตอนการลงทะเบียน

เงินสงเคราะห์บุตร
เงินอุดหนุนบุตร
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการลงทะเบียน ได้ที่นี่
  1.  แบบคำร้องขอลงทะเบียน (ดร.01)
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  3.  แบบคำร้องขอรับสิทธิอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรณีไม่มีผู้รับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.03)
  4.  ประกาศองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องรายชื่อผู้ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (สำหรับเจ้าหน้าที่) (แบบดร.04)
  5.  บัญชีแนบท้ายประกาศองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สำหรับเจ้าหน้าที่)
  6.  แบบคำร้องขอคัดค้าน (แบบดร.05)
  7.  แบบคำร้องขอเปลี่ยนแปลงสิทธิผู้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (แบบดร.06)
  8.  หนังสือขอส่งข้อมูลเด็กแรกเกิดตามโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (สำหรับเจ้าหน้าที่) (แบบดร.07)
  9.  แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02 ส่วนที่ 1) สำหรับผู้ลงทะเบียนที่ต้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม 
  10. แบบหนังสือสละสิทธิการรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

เงินอุดหนุนบุตรได้เมื่อไหร่?

เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชี ผู้มีสิทธิในทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน โดยจะได้รับเงินอุดหนุนบุตรย้อนหลังจนถึงเดือนที่ยื่นขอรับสิทธิ โดยคุณแม่สามารถดูปฏิทินการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ดังนี้

เงินอุดหนุนบุตรได้เมื่อไหร่
เงินอุดหนุนบุตรได้เมื่อไหร่

เงินสงเคราะห์บุตร สำหรับผู้ประกันตน

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 เมื่อใกล้คลอด ก็จะมีสิทธิ์ที่จะขอรับเงินค่าคลอดบุตร และเมื่อคลอดแล้ว คุณแม่ต้องอย่าลืมไปลงทะเบียนเพื่อขอรับ เงินสงเคราะห์บุตร โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้จ่ายเงินสงเคราะห์บุตรให้กับ ผู้ประกันตนที่มีบุตรอายุตั้งแต่แรกเกิด-6 ปี ครั้งละไม่เกิน 3 คน

โดยก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศกฎกระทรวง การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป เรื่องเห็นเป็นการสมควรเพิ่มอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรในอัตราที่สูงขึ้น อันเป็นการบรรเทาภาระของผู้ประกันตนและให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน จึงได้ปรับเพิ่มจำนวนเงินสงเคราะห์บุตรจากเดือนละ 600 บาท เป็น เดือนละ 800 บาท มาดูรายละเอียดกันดีกว่าค่ะ ว่ามีเงื่อนไขและขั้นตอนการขอรับรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรอย่างไรบ้าง?

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้มีสิทธิ์รับเงินสงเคราะห์บุตร

  • ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39
  • จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน สิทธิที่ท่านจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 800 บาทต่อบุตรหนึ่งคน
  • ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้น บุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
  • อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์

การหมดสิทธิรับเงินกรณีสงเคราะห์บุตร

  • เมื่อบุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
  • บุตรเสียชีวิต
  • ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01)
  • สำหรับผู้ประกันตนที่เคยยื่นใช้สิทธิแล้วและประสงค์จะใช้สิทธิสำหรับบุตรคนเดิม ให้ใช้หนังสือขอใช้สิทธิบุตรคนเดิมกรณีกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน จำนวน 1 ฉบับ
  • กรณีผู้ประกันตนหญิงใช้สิทธิ
    • สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย) จำนวน 1 ชุด
  • กรณีผู้ประกันตนชายใช้สิทธิ
    • สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาทะเบียนหย่าพร้อมบันทึกแนบท้ายของผู้ประกันตนหรือสำเนาทะเบียนรับรองบุตร หรือสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 1 ชุด
    • สำเนาสูติบัตรบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วยจำนวน 1 ชุด)
  • ในกรณีเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลให้แนบสำเนาเอกสารใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุลด้วย จำนวน 1 ชุด
  • กรณีผู้ประกันตนต่างชาติขอรับประโยชน์ทดแทนให้ใช้สำเนาบัตรประกันสังคมและสำเนาหนังสือเดือนทาง (passport) หรือสำเนาหนังสือเดินทางชั่วคราวหรือเอกสารรับรองบุคคลที่ทางราชการออกให้ จำนวน 1ชุด
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 1 ฉบับ ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ดังนี้
    • ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
    • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
    • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
    • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
    • ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)
    • ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
    • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
    • ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน)
  • เอกสารประกอบการยื่นคำขอฯ ที่เป็นสำเนาให้รับรองความถูกต้องของสำเนาทุกฉบับ และแสดงเอกสารที่เป็นต้นฉบับเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ กรณีเอกสารหลักฐานสำคัญต่อการพิจารณาเป็นภาษาต่างประเทศให้จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องให้ครบถ้วน
เงินสงเคราะห์บุตร
เงินสงเคราะห์บุตร

ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน

  1. ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบ สปส.2-01 พร้อมลงลายมือชื่อและนำมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์โดยมีหลักฐานครบถ้วน (กรณีผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตร 3 คน ในคราวเดียวกันสามารถใช้แบบคำขอฯ ชุดเดียวกันได้)
  2. เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานและพิจารณาอนุมัติ
  3. สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
  4. พิจารณาสั่งจ่าย จ่ายเป็นรายเดือนโดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน

ผู้ประกันตนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง จังหวัด,สาขา ที่ท่านสะดวก หรือโทร 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจ้งเกิดลูก ไม่มีพ่อ ไม่ระบุชื่อพ่อได้ไหม? อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่?

แก้ไขใบสูติบัตร ถอนชื่อพ่อออกจากใบเกิด ทำได้ไหม?

เงินอุดหนุนบุตร 2564 ลงทะเบียนยังไง ใช้เอกสารอะไร ไปที่ไหน เงินเข้าเมื่อไหร่ เช็กเลย!

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานประกันสังคม, โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

น้ำยาล้างขวดนม

น้ำยาล้างขวดนม แบบไหนดีที่สุดกับลูกน้อย คุณแม่รู้ก่อน วิธีนี้ได้ของดีชัวร์

การดูแลลูกน้อยต้องใส่ใจทุกรายละเอียด และไม่ควรละเลยแม้แต่เรื่องเล็ก อย่างการล้างขวดนมที่ดูเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่ล้างให้สะอาด ไร้คราบสกปรกก็เพียงพอ ความจริงแล้วคุณแม่ต้องไม่มองข้าม “ความปลอดภัยจากการใช้เลือกผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดด้วย

เพราะขวดนมและจุกนมเป็นของใช้ที่ลูกเอาเข้าปากโดยตรง จึงไม่ควรใช้น้ำยาล้างจานชามทั่วไป แม้จะสามารถชำระล้างคราบนม กลิ่นนมได้ แต่มีสารเคมีอันตรายหลายชนิดที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ คุณแม่จึงควรใช้ น้ำยาล้างขวดนม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นมาเพื่อให้เหมาะกับเด็กโดยเฉพาะ

น้ำยาล้างขวดนม

แล้วจะรู้ได้อย่างไรกันว่า น้ำยาล้างขวดนม แบบไหนดีที่สุดสำหรับลูก? อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่มือใหม่สักหน่อย เพราะมีน้ำยาล้างขวดนมมามายจนเลือกไม่ถูก ทีมบ.ก. ขอแนะนำเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณแม่ช้อปของดีเพียงไม่กี่ขั้นตอน

  • เช็กส่วนประกอบหลักว่าใช้สารทำความสะอาดจากธรรมชาติทั้งหมดหรือไม่ หากพบว่ามีสารเคมีอื่นเป็นส่วนประกอบ นั่นอาจมีสารเคมีบางชนิดที่ตกค้างไว้ได้
  • ต้องไม่มีส่วนผสมของสารเคมีอันตราย เช่น สารเคมีปิโตรเลียม โซเดียมลอริลซัลเฟต (SLS) ซึ่งทำให้เกิดฟอง และพาราเบน ทั้งหมดอาจจะเป็นต้นเหตุของการระคายเคืองได้
  • มีข้อความที่ระบุว่า “ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ หรือผ่านการทดสอบการระคายเคือง”
  • ระบุคุณสมบัติว่า ล้างคราบโปรตีนจากนมได้หมดจด ไม่ทิ้งคราบหรือกลิ่นตกค้าง เพราะช่วยประหยัดแรงและเวลาการล้างขวดนมในแต่ละวันได้

Amarin Baby & Kids ยกให้  “เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ เบบี้ ยูเทนซิล คลีนเซอร์” เป็น ผลิตภัณฑ์ล้างขวดนม ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Baby Bottle And Nipple Cleanser จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

แต่ถ้าใครยังตัดสินใจเลือกไม่ได้ ทีม บ.ก. Amarin Baby & Kids ขอแนะนำ น้ำยาล้างขวดนมตัวนี้ เลยค่ะ เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ เบบี้ ยูเทนซิล คลีนเซอร์ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแบรนด์เบบี้มายด์ ที่ออกแบบพิเศษให้สามารถทำความสะอาดขวดนม จุกนม ภาชนะสำหรับทารกโดยเฉพาะ

น้ำยาล้างขวดนม

สังเกตได้จากรายละเอียดส่วนผสมของสารสำคัญที่ระบุชัดเจนบนถุง ซึ่งใช้สารทำความสะอาดสังเคราะห์จากพืชธรรมชาติถึง 4 ชนิดจากข้าวโพด มะพร้าว ผลปาล์ม และข้าวสาลี ย่อยสลายเองได้ ให้คุณแม่มั่นใจ อีกทั้งมีคุณสมบัติในการขจัดคราบไขมันนม รวมถึงกลิ่นที่ตกค้างบนขวดนม จุกนม และภาชนะได้อย่างสะอาดอย่างมีอนามัย

และที่พิเศษไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมเบบี้มายด์สูตรนี้ มีความอ่อนโยนจากธรรมชาติ x2 ที่ทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าอ่อนโยนและปลอดภัยต่อลูกน้อยจริงๆ มีการผสมผสาน “เอสเซ้นส์ออร์แกนิคคาโมมายล์” มาตราฐาน ECOCERT ®ของประเทศฝรั่งเศส และ ”ออร์แกนิคจากดอกฮันนี่ซัคเคิล (ดอกสายน้ำผึ้ง)” มาตราฐาน USDA ของประเทศสหรัฐอเมริกา คุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าผ่านการคัดสรรอย่างเป็นพิเศษจากเบบี้มายด์

นอกจากคุณแม่ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมเบบี้มายด์ ล้างขวดนม จุกนมเป็นหลักแล้ว ยังสามารถใช้ล้างของใช้ต่างๆของลูกที่มักชอบเอาเข้าปากได้ด้วยอย่าง ของเล่น ยางกัด แก้วน้ำ  จุกหลอก หรือภาชนะใส่อาหารได้แบบสบายใจโดยไม่ต้องห่วงเรื่องสารตกค้าง เพราะไม่มีการเติมพาราเบน ไม่ใส่สีสังเคราะห์  และมีการทดสอบการระคายเคือง (Dermatologically Tested)** ใช้งานได้หลากหลายขนาดนี้ คุ้มค่ามากเลยค่ะ

ผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสูตรนี้มาในรูปแบบถุงให้คุณแม่ใช้เติม หรือหยิบใช้ได้สะดวก มาดูลักษณะของผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมกันบ้าง เป็นน้ำใสๆ มีความหนืดเล็กน้อยพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ เห็นสีใสแบบนี้แต่เข้มข้นมาก ใช้ตามปริมาณที่แนะนำก็สามารถล้างขวดนมได้สะอาด

น้ำยาล้างขวดนม

และที่ทีมบ.ก. เลิฟสุดๆ คือฟองน้อย จึงล้างออกง่าย แต่ยังคงประสิทธิภาพดีเยี่ยมสามารถล้างคราบนมออกหมด ไม่ว่าจะอยู่ซอกเล็กซอกน้อย หรือคราบติดแน่นขนาดไหนก็เอาอยู่ พอแห้งสนิทแล้วไม่ทิ้งกลิ่นนมหลงเหลือให้กังวลใจอีกด้วย

จากเหตุผลทั้งหมดนี้ ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์ล้างขวดนม เบบี้มายด์ ได้รับ รางวัล BEST BABY BOTTLE AND NIPPLE CLEANSER จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2021” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

คุณแม่สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และโปรโมชั่นดี ๆ ของผลิตภัณฑ์ล้างขวดนม Babi Mild รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  สามารถติดตามได้ที่ https://www.babimild.com/

*ออร์แกนิค สื่อถึง เอสเซ้นส์คาโมมายล์และฮันนี่ซัคเคิลออร์แกนิคที่มีในสูตรผลิตภัณฑ์

**จากผลทดสอบการระคายเคืองผิวหนังในกลุ่มตัวอย่าง 20 คน อายุ 20-60 ปี ม.ค. 62  โดย DRC Thailand Co., Ltd. ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกลุ่มตัวอย่างเว้นแต่การแพ้หรือระคายเคืองส่วนบุคคล

 

ติดตามอ่านบทความได้ที่ 

ประกาศรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2021 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สบู่เหลวออร์แกนิค

รีวิวของดีเพื่อลูก สบู่เหลวออร์แกนิค ดีนี่ อาบ-สระสุดอ่อนโยน ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด

สบู่เหลวออร์แกนิค เลือกยี่ห้อไหนดี ดูแลผิวและผมของลูกน้อยอย่างอ่อนโยนจากธรรมชาติ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีของดีมาแนะนำ การันตีด้วยรางวัล!!

เพราะผิวของลูกน้อยแสนบอบบาง เรื่องการทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะเด็กทารกหรือเด็กอ่อน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่มองข้ามไม่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะสัมผัสกับผิวของลูกน้อยโดยตรง และเมื่อถามถึง สบู่เหลวอาบและสระ หรือ สบู่อาบน้ำสำหรับเด็กทารก อีกหนึ่งทางเลือกของคุณแม่ยุคใหม่ ที่หันมาสนใจและมั่นใจว่าอ่อนโยนจากธรรมชาติ คือ “ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค” เพราะมีส่วนประกอบที่มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ ปราศจากสารเคมีอันตราย ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ หรือไม่ระคายเคืองต่อหนังศีรษะ และผิวหนังของลูก ด้วยคุณสมบัตินี่เองทำให้ ดีนี่ สบู่เหลวอาบและสระ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ผู้ใส่ใจสุขภาพของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

Amarin Baby & Kids ยกให้ ดีนี่ ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ สำหรับทารก เป็นผลิตภัณฑ์เฮดทูโท
ที่ได้รับรางวัล NATURAL 7 ORGANIC
สาขา BEST HEAD-TO-TOE WASH
จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021

 

ความดีงาม ของ ดีนี่ สบู่เหลวอาบสระ นี้ บอกเลยว่ามาเต็มและแน่นมากสมกับการเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสมออร์แกนิคจริง ๆ เพราะเป็นสูตรเฉพาะสำหรับทารกแรกเกิด เหมาะทุกสภาพผิว สามารถใช้ได้ทั้งอาบและสระ อ่อนโยนจากธรรมชาติ พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ผสานคุณค่ามอยซ์เจอไรเซอร์จากสารสกัดธรรมชาติ 100% ซึ่งทำหน้าที่เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวและเส้นผมของลูกน้อย 7 ชนิด ได้แก่ ยอดอ่อนใบชา ใบบัวบก ชะเอมเทศ ดอกคาโมมายล์ ผักไผ่ญี่ปุ่น สคิวลาเลีย ใบคาเลนซิส

ที่มาจากประเทศเกาหลี ซึ่งมีคุณสมบัติในการปลอบประโลมผิว ให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน เหมาะสำหรับทุกสภาพผิวแม้กระทั่งผิวแพ้ง่าย และยังช่วยบำรุงให้เส้นผมอ่อนนุ่ม

ที่สำคัญ ดีนี่ สบู่เหลวอาบสระออร์แกนิค ยังมี “ออร์แกนิคโอ๊ต” เป็นส่วนผสมหลักที่ได้รับเครื่องหมายรับรองจากสถาบัน Eco-cert องค์กรตรวจรับรองมาตรฐานการควบคุม กำกับกระบวนการแบบอินทรีย์ ของประเทศฝรั่งเศส มีมาตรฐานเทียบเท่าและเป็นที่ยอมรับของ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้นำของตรารับรองมาตรฐานการใส่ใจธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับสากลจากประเทศฝรั่งเศส คุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าอ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

แถมมี pH Balance รักษาสมดุลตามธรรมชาติของผิวและเส้นผม ช่วยให้ผิวลูกน้อยนุ่มละมุน ผมหวีง่ายไม่พันกัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  ที่สำคัญ ปราศจาก 6 สารเคมีอันตราย (ปราศจากกลูเตน, พาราเบน, SLS, ซิลิโคน, แอลกอฮอล์ และสี) และผ่านการทดสอบทางการแพทย์ว่าอ่อนโยนปลอดภัย  ไม่ทำให้แพ้และระคายเคือง Hypoallergenic Tested

ยังไม่หมดเท่านี้ ความดีงามของ ดีนี่ สบู่เหลวออร์แกนิค สุดอ่อนโยนนี้ มาในรูปแบบบรรจุภัณฑ์จับถนัดมือ เป็นขวดใสสีเขียว มองเห็นเนื้อสบู่ชัดเจน ซึ่งสำหรับขนาด 380 มล. เป็นแบบขวดปั๊มที่ดีเริ่ดมาก เพราะสำหรับคุณแม่ลูกเล็กที่ยังต้องประคองตัวในขณะอาบน้ำ การใช้ขวดปั๊มคือ กดง่าย กดได้ด้วยมือเดียว แบบไม่ต้องออกแรงเยอะ เนื้อของสบู่จะใส ไม่ได้ใส่สี และไม่เหลวและไม่หนืดเกินไป สามารถทำละลายกับน้ำเพื่อให้เกิดฟองได้สบายๆ และยังล้างออกง่ายอีกด้วย

จากการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของรางวัล NATURAL & ORGANIC ซึ่งมอบให้กับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสำหรับเด็ก ที่ทำจากส่วนผสมสกัดจากธรรมชาติ  หรือผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคุณแม่ยุคใหม่ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่ความปลอดภัยและเสริมสร้างสุขภาพของลูกน้อย ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ (Natural) หรือ สารสกัดที่มีต้นกำเนิดมาจากธรรมชาติ (Natural Origin)หรือมีส่วนประกอบออร์แกนิคอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่า
  • เป็นส่วนผสมที่ผ่านการรับรองจากมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล หรือมีส่วนผสมออร์แกนิค ต้องเป็นส่วนผสมที่ผ่านการรับรองจากมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล โดยมีเอกสารรับรองมาตรฐานยืนยัน
  • มีข้อความบนผลิตภัณฑ์หรือเอกสารระบุชัดเจนถึงสารสกัดธรรมชาติ หรือส่วนผสมออร์แกนิคที่ใช้
  • เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทารกและเด็กที่ผ่านการผลิตอย่างเป็นมาตรฐาน และผ่านการทดสอบว่าปลอดภัยและอ่อนโยน

ทางกองบรรรณาธิการ Amarin Baby & Kids และคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกให้ผลิตภัณ์เฮดทูโท ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เฮด แอนด์ บอดี้ เบบี้ วอช ได้รับรางวัล  NATURAL & ORGANIC สาขา BEST HEAD-TO-TOE WASH จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2021”

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจ ดีนี่ สบู่เหลวออร์แกนิค สำหรับทารก ใช้ได้ทั้งอาบและสระ สามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

D-nee Website: www.dnee.co.th
D-nee Facebook: www.facebook.com/DneeThailand

ติดตามบทความอื่นได้ที่

ประกาศ Amarin Baby & Kids Awards

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์

การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ A,B,C,D,X คืออะไร?

เมื่อมีชีวิตน้อยๆ ถือกำเนิดขึ้นในท้องของแม่ และแม่ต้องคอยดูแลอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัย และสมบูรณ์ เมื่อแม่ไม่สบาย จะทานยาอะไรก็เป็นกังวลว่า ยาจะส่งผลกับลูกในท้องหรือไม่ ทานยานี้ได้ไหม ลูกในท้องจะเป็นอะไรหรือเปล่า นนี้คุณหมอโอ นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, กรรมการแพทยสภา เจ้าของเพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์ จะมาแนะนำแนวทาง การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ อย่างปลอดภัยให้กับคุณแม่ค่ะ

คุณหมอคะหนูทานยา……ลูกในท้องจะเป็นอะไรไหม? เป็นคำถามที่หมอถูกถามอยู่เรื่อยๆ วันนี้จะมาบอกแนวทางเกี่ยวกับ การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งที่คุณแม่กลัวที่สุดเมื่อทานยาคือยาส่งผลกับลูกในท้องหรือไม่?

จากสถิติของการคลอดบุตรและมีความพิการอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 โดยร้อยละ 80 ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร รองลงมาร้อยละ 15 เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม ส่วนสาเหตุที่เกิดจากยาพบได้ร้อยละ 0.1

ดังนั้นแม้จะได้รับยาที่ทราบว่าจะมีผลกับทารก โอกาสเกิดความพิการจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1-2 และที่สำคัญโรคบางอย่างหากไม่ได้ทำการรักษาอาจส่งผลต่อมารดาและทารกมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดจากการได้รับยา

ยา a b c d x คนท้อง
การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์

แนวทาง การเลือกใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์

ในปัจจุบัน ระบบตอบคำถามนี้ เรียกว่า Pregnancy and Lactation Labeling Rule (PLLR)

เป็นระบบที่เริ่มใช้เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2015 ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยระบบจะอธิบาย ใน 3 หัวข้อได้แก่

อย่างไรก็ดียาที่อยู่ในระบบ PLLR ยังมีไม่มากนัก ยังคงต้องใช้ระบบเดิมที่เป็นตัวอักษร A,B,C,D,X โดยที่

A หมายถึง มีการศึกษาในคนท้องทุกไตรมาสพบว่าไม่เพิ่มความเสี่ยงพิการในทารก

B หมายถึง มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าไม่เพิ่มความเสี่ยงพิการในตัวอ่อนหรือมีการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าเกิดอันตรายแต่มีข้อมูลในมนุษย์ว่าไม่เพิ่มความเสี่ยง ในช่วงไตรมาสแรกแต่ไม่มีข้อมูลในไตรมาส 2 หรือ 3

C หมายถึง มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าเพิ่มความเสี่ยงทำให้ตัวอ่อนผิดปกติแต่ไม่มีข้อมูลในมนุษย์ หรือไม่มีข้อมูลทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์

D หมายถึง มีข้อมูลในมนุษย์ว่าเพิ่มความเสี่ยงทารกผิดปกติแต่มีประโยชน์หรือมีความจำเป็นเพื่อใช้รักษาในการรักษาโรคบางชนิด

X  หมายถึง มีข้อมูลในสัตว์ทดลองแล้วมนุษย์ว่าเพิ่มความเสี่ยงทำให้ทารกผิดปกติและไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรค

ดังนั้นก่อนที่คุณแม่จะทานยาใดๆ หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะรับประทานยา เพื่อความปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกที่อยู่ในครรภ์

นอกจากนี้คุณแม่สามารถค้นหาข้อมูลความปลอดภัยของยาระหว่างตั้งครรภ์และให้นมลูก ด้วยตัวเองเบื้องต้นได้ที่ https://www.drugs.com/pregnancy/

และ https://www.drugs.com/breastfeeding/

โดยกรอกชื่อตัวยา เช่น Paracetamol, Folic Acid เข้าไปในช่องค้นหาได้เลย

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นได้ตั้งแต่ในท้องแม่ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมหาข้อมูลต่างๆ ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีสู่ลูกน้อยในครรภ์ เป็นต้นทุนชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเกิดให้กับลูกน้อย


ติดตามเรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และสุขภาพสตรี กับคุณหมอโอฬาริก

ได้ที่เพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์

เพจ หมอโอฬาริก

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

รวมคำถามพบบ่อย คนท้องกับโควิด โดยคุณหมอโอฬาริก

คนท้องติดโควิด คนท้องทำ Home isolation ได้ไหม?

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่กินได้ vs ยาต้องห้าม

 

การตั้งครรภ์

14 สิ่งสุดว้าว!! ของคำว่า “แม่” และ “การตั้งครรภ์”

คนเรามักจะนึกถึง การตั้งครรภ์ ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งแพ้ท้อง น้ำหนักขึ้น สิวขึ้น ฯลฯ แต่รู้ไหมคะว่า เมื่อเรามีตัวน้อยอยู่ในท้อง เราจะเจอสิ่งดี ๆ อะไรบ้าง?

14 สิ่งสุดว้าว!! ของคำว่า “แม่” และ “การตั้งครรภ์”

ว่ากันว่า การตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่สวยงามที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้หญิง เพราะในร่างกายของเราจะมีชีวิตเล็ก ๆ อีกชีวิตหนึ่งที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในท้อง (อ่านต่อ เจาะลึก 40 สัปดาห์กับ พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์) และอีกไม่กี่วันเราก็จะได้เจอหน้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องเราอีกด้วย และสิ่งมีชีวิตสิ่งนี้จะเติบโตเป็นคนที่เรารักไปตลอดชีวิต แต่รู้ไหมคะว่านี่ไม่ใช่สิ่งดี ๆ สิ่งเดียวที่แม่ท้องจะได้เจอระหว่าง การตั้งครรภ์ ยังมีสิ่งดี ๆ อีกหลายอย่าง ที่เราจะทำไม่ได้เลยหากไม่ได้ตั้งครรภ์

14 ข้อดีของการตั้งท้อง

  1. จุ๊ ๆ อย่าเพิ่งบอกใครนะ!!

เมื่อรู้ว่ามีตัวน้อยอยู่ในท้อง ทั้งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ก็ตื่นเต้นมากแล้ว แต่หากทั้งคุณพ่อคุณแม่วางแผนที่จะบอกข่าวดีนี้ให้กับญาติพี่น้อง หรือเพื่อน ๆ แบบมีกิมมิคล่ะ คุณพ่อคุณแม่จะสนุกกับการถ่ายรูปแบบเก๋ ๆ หรือจัดปาร์ตี้เพื่อบอกข่าวดีนี้ แค่คิดก็สนุกแล้ว!!

2. คุณแม่จะกลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจ

เมื่อมีเรื่องที่น่ายินดีขนาดนี้ แน่นอนว่าคนรอบข้างรอคอยที่จะแสดงความยินดีกับว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันแล้ว ทุกคนจะมาถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง? แพ้ท้องบ้างไหม? อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม? วางแผนจะฝากครรภ์ที่ไหน? เป็นต้น รับรองว่าว่าที่คุณแม่จะมีความสุขที่ได้มองใบหน้าที่มีความสุขและตื่นเต้นของคนรอบข้างเลยล่ะค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง แจงละเอียด! ขั้นตอนการฝากครรภ์ เตรียมตัวอย่างไร? ทำอะไรบ้าง?

3. แปลงร่างเป็นซานตาคลอส

เมื่อถึงวันคลอด ว่าที่คุณแม่จะได้แปลงร่างเป็นซานตาคลอสเพื่อที่จะคลอดของขวัญตัวน้อย ๆ ให้กับว่าที่ปู่ ย่า ตา ยาย แน่นอนว่าระหว่าง การตั้งครรภ์ คุณทำให้พ่อแม่ของคุณมีความสุขอย่างแท้จริงด้วยการเติมเต็มความฝันในการเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย นอกจากนี้ ว่าที่คุณแม่จะได้รับการเอาอกเอาใจจากปู่ ย่า ตา ยาย เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งตลอด 9 เดือนเต็ม

ทารกแรกเกิด
ทารกแรกเกิด

4. บอกลาประจำเดือน 9 เดือนเต็ม!

ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณจะไม่มีประจำเดือนตลอดการตั้งครรภ์ ดังนั้น คุณจะไม่ต้องเจอกับความไม่สะดวกสบาย อารมณ์ที่แปรปรวนในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือนถึง 9 เดือนเต็มด้วยกัน และแน่นอนว่าคุณจะไม่เป็นสิวฮอร์โมนถึง 9 เดือนเลยนะ

บทความที่เกี่ยวข้อง ประจำเดือนสีดำ &เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

5. เมื่อต้องยกของหนัก จะมีคนมาห้าม

จริง ๆ แล้ว แม่ท้องสามารถยกของที่ไม่หนักจนเกินไปได้ แต่คนส่วนมากไม่แน่ใจว่าของที่แม่ท้องจะยกนั้น หนักเกินไปหรือเปล่า คนส่วนใหญจึงคิดว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยงให้แม่ท้องยก คนรอบข้างคุณจึงมักจะยื่นมือมาช่วยคุณเมื่อคุณแม่กำลังจะยกของหนัก ดังนั้น คุณแม่จะได้พักผ่อนสบาย ๆ ไม่ต้องยกของหนัก

บทความที่เกี่ยวข้อง อุทาหรณ์!! แม่ตั้งครรภ์(อ่อน) ยกของหนักแล้วลูกหลุด

6. ไม่ต้องหาที่นั่ง

ไม่ว่าคุณจะเดินไปที่ไหน การหาที่นั่งจะไม่เป็นปัญหาเลย ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถไฟ หรือ สถานที่ต่าง ๆ ก็มักจะมีคนสละที่นั่งให้คุณแม่เสมอ นั่นเป็นเพราะคนส่วนมากเข้าใจดีว่าการอุ้มลูกในท้องทำให้ร่างกายของแม่ท้องเหนื่อยล้าได้ง่าย ๆ จึงมักจะลุกให้คุณแม่ได้นั่งพักบ้าง

7. จะซื้ออะไรก็ง่ายขึ้น!!

ตอนที่ยังไม่มีลูก เวลาจะฟุ่มเฟือยอะไร ก็ไม่ค่อยได้ แต่พอมีลูกแล้ว มักจะมีเหตุผลง่าย ๆ ให้แม่ ๆ ได้ซื้อของ ช๊อปปิ้ง คือ ซื้อไว้ให้ลูกน้อย แค่คุณแม่พูดคำนี้กับคุณพ่อ ไม่ว่าของจะเป็นอะไร คุณพ่อมักจะตกลงซื้อง่ายกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง เช็คลิสต์ 60 ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างไหนควรซื้อเลย อย่างไหนไม่ต้องรีบ!

8 นวด นวด นวด เพื่อผ่อนคลาย

ไม่ว่าจะเป็นการนวดจากหมอนวด หรือให้ว่าที่คุณพ่อมานวดให้ แม่ท้องก็จะได้รับการปรนนิบัติด้วยการนวดบ่อยกว่าเดิม แถมต้องการให้นวดจุดไหน นวดเบา นวดแรงแค่ไหน มือนวดก็จะตามใจคุณแม่ทุกอย่าง

บทความที่เกี่ยวข้อง คนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? เมื่อปวดเมื่อยทำอย่างไร?

9. งีบหลับได้ ไม่ต้องเขิน

เมื่อก่อนเวลาจะงีบหลับ มักจะถูกบ่นว่าขี้เกียจ แต่เมื่อคุณท้องจะมีแต่คนเรียกให้คุณไปงีบหลับพักผ่อนเยอะ ๆ เลยล่ะ แม้แต่ตอนพักกลางวัน หลังทานข้าวเสร็จแล้ว คุณก็สามารถงีบหลับในที่ทำงานได้โดยไม่มีใครว่าได้เลย เพราะจริง ๆ แล้ว มันเป็นคำสั่งของแพทย์ที่ให้แม่ท้องนอนหลับพักผ่อนระหว่างวันบ่อย ๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง แม่ท้องงีบหลับ …ชาร์ตพลังแม่สู่สมองลูก

10. ไม่จำเป็นต้องซ่อนหน้าท้องอีกต่อไป

เมื่อก่อนต้องเกร็งท้องตอนถ่ายรูป หรือไม่ก็ต้องใส่ชุดกระชับหน้าท้อง เพราะไม่อยากโชว์หน้าท้องให้ดูอ้วน แต่เมื่อคุณท้อง คุณจะอยากโชว์พุงใหญ่ ๆ ให้โลกได้รับรู้ ได้เวลาอวดหน้าท้องแล้ว!

แม่หลังคลอด
แม่หลังคลอด

11. มีเรื่องให้พูดคุยได้ตลอด

เพราะแต่ละวัน ร่างกายแม่ท้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ในช่วงนี้ คุณจึงมีเรื่องให้ได้พูดคุยเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง อาการปวดขา เป็นต้น

บทความที่เกี่ยวข้อง เรื่องปวดๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ กับวิธีรับมือ

12. บอกลาเสื้อผ้าอึดอัด

ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าที่อึดอัดอีกต่อไปเพื่อให้ดูทันสมัย ​​เพียงแค่คว้ากางเกงผ้ายืด เสื้อตัวโคร่ง ๆ หรือชุดคลุมท้องผ้าบางสบาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่อึดอัด

13. ไม่ต้องบำรุงมากมาย ผิวก็สวย ผมก็เงา!!

เพราะฮอร์โมนคนท้อง อาจทำให้คุณมีผิวที่ผ่องออกมาได้เอง ส่วนผมก็ไม่ต้องบำรุงด้วยแชมพู ครีมนวดผม หรือเซรั่มอย่างดี เพราะฮอร์โมนคนท้องจะช่วยให้เส้นผมของแม่ท้องเงางามดูเป็นธรรมชาติ

14. ไม่มีใครจะหยุดคุณจากการช้อปปิ้งในครั้งนี้ได้

นี่จะเป็นการช้อปปิ้งที่สนุกที่สุดในชีวิต เพราะของเด็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ดูน่ารัก น่าซื้อไปหมด และนี่อาจเป็นครั้งแรก ที่ว่าที่คุณพ่อจะไม่ขัดเวลาที่คุณจะซื้ออะไร ดีไม่ดี อาจจะเป็นคนที่ช้อปเยอะกว่าว่าที่คุณแม่เสียอีก!!

อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า การตั้งครรภ์ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต ร่างกายของแม่ท้องมีการเปลี่ยน่แปลงเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าแม่ท้องจะมีอาการแพ้ท้อง ปวดหลัง แต่อาการเหล่านี้แลกมากับของขวัญอันมีค่าที่สุดในชีวิต ดังนั้น เรามามองข้ามอาการต่าง ๆ มามองแต่ข้อดีของการตั้งครรภ์กันดีกว่านะคะ ทีมแม่ ABK ขอเป็นกำลังใจให้แม่ท้องทุกท่านนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์

อาการของคนท้อง ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนคลอด มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

สาเหตุ คนท้องปวดก้นกบ พร้อมท่าบริหารสะโพกให้แข็งแรง

แม่ท้องนอนไม่พอ กระทบลูกในท้องอย่างไร?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.momjunction.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องกับสิว

คนท้องกับสิว คุณแม่สิวเห่อ หน้าเป็นฝ้า ทำยังไงดี?

คนท้องกับสิว เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยของคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นสิวตอนท้อง สิวเห่อ สิวขึ้นหน้าในช่วงตั้งครรภ์ ทำยังไงดี มีวิธีรักษาสิวตอนท้องอย่างไร ให้ปลอดภัยกับลูกน้อยในครรภ์ พญ.ญาดา มโนมัยพันธุ์ (หมอแนน) แพทย์ผิวหนังประจำศูนย์ผิวหนังโรงพยาบาลสุขุมวิท เจ้าของเพจหมอมัม มีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ

สวัสดีค่ะหมอแนน เพจหมอมัมค่ะ

หลังจากที่ได้รับข่าวดีว่ามีการตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกที่ประจำเดือนขาดหายไป คุณแม่อาจจะเริ่มเผชิญกับอาการแพ้ท้อง เวียนหัว คลื่นไส้ ตามมาในช่วงไตรมาสแรก พอผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้แล้ว น้ำหนักตัวจะเริ่มขยับขึ้น คุณแม่หลายๆ คนมีผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สวยขึ้น จนอาจจะมีคนทักว่า “คุณแม่สวยอย่างนี้ได้ลูกสาวแน่ๆ เลย” ในขณะที่คุณแม่อีกส่วนเผชิญกับปัญหาสิวเห่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีสิวมาก่อน บางคนมีฝ้าโผล่ขึ้นมาที่แก้ม ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตากแดดมากไปกว่าก่อนท้อง จนคุณแม่อาจจะคิดไปว่า “สงสัยจะได้ลูกชาย แม่หน้ามันสิวเห่อขนาดนี้” ใช่มั้ยคะ

คนท้องกับสิว สิวคนท้อง เกิดจากอะไร?

จริงๆ แล้ว คนท้องกับสิว การมีสิว ฝ้า หรือหน้าเปล่งปลั่ง เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายคุณแม่ (ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเพศลูกเลยค่ะ) โดยระดับของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผล 3 ประการหลักๆ นั่นคือ

1. ขยายขนาดและเพิ่มปริมาณเส้นเลือดในร่างกาย โดยระหว่างตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายจะเพิ่มจากเดิมมากขึ้นถึง 50% เลยทีเดียวค่ะ ส่งเสริมให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล หน้าเลยจะดูฉ่ำๆ วาวๆ นั่นเองค่ะ

คนท้องผิวเปล่งปลั่ง
คนท้องผิวเปล่งปลั่ง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน

­2. เพิ่มการสร้างเม็ดสี Melanin ซึ่งปริมาณเม็ดสีที่เพิ่มขึ้นนี้ จะสะสมในชั้นผิวกลายเป็นฝ้า บริเวณโหนกแก้ม ขมับ หน้าผาก พบมากในช่วงไตรมาสที่สอง และนอกจากบริเวณใบหน้าแล้ว สีผิวบริเวณลานนม หัวนม รักแร้ ขาหนีบ มักจะเข้มขึ้นไปด้วย และในบางคนที่มีกระเนื้อตามคอ หรือลำตัว อยู่แล้ว อาจจะสังเกตเห็นชัดมากขึ้น หรือมีสีน้ำตาลเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ค่ะ

หน้าเป็นฝ้าตอนท้อง
หน้าเป็นฝ้าตอนท้อง เกิดจากปริมาณเม็ดสีที่เพิ่มขึ้น

3. เพิ่มการสร้างน้ำมันที่ต่อมไขมันบริเวณผิวหนัง ทำให้ผิวหน้ามีความมันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นสิวง่ายอยู่แล้ว หรือ มีสิวอุดตันซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง มักจะมีสิวอักเสบเห่อปะทุขึ้นมาระหว่างตั้งครรภ์ได้ค่ะ

สิวอักเสบ
คุณแม่บางคนอาจมีสิวอักเสบปะทุขึ้นมาระหว่างตั้งครรภ์

ทั้งหมดที่หมอกล่าวมานี้ เป็นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง “ชั่วคราวระหว่างตั้งครรภ์” นะคะ คุณแม่ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป ส่วนมากแล้วฝ้า กระ และผิวหนังที่มีสีเข้มขึ้น จะค่อยๆ จางลง ภายหลังการคลอดลูก ความมันและสิวต่างๆ ก็จะค่อยๆ ลดลงไปด้วยค่ะ

วิธีดูแลผิวหน้าระหว่างตั้งครรภ์ และวิธีรักษาสิวตอนท้อง

วันนี้หมอมีเคล็ดลับการดูแลผิวหน้าระหว่างตั้งครรภ์ มาแนะนำตามนี้ค่ะ

1. เลือกใช้ skincare ให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าผิวเริ่มมันขึ้น อาจจะปรับเปลี่ยน สบู่ล้างหน้าให้ควบคุมความมันมากขึ้น เลือกใช้ครีมบำรุงเนื้อเซรั่มหรือโลชั่น แทนเนื้อครีม ถ้าใครเริ่มมีผิวแห้งขึ้น หรือมีผื่นคัน ควรเปลี่ยน skincare สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายแทน งดการสครับ ขัดถูหน้านะคะ

สกินแคร์ ระหว่างตั้งครรภ์
เลือกสกินแคร์ ระหว่างตั้งครรภ์ ให้เหมาะกับสภาพผิว

2. เน้นทาครีมกันแดดสม่ำเสมอทุกวัน โดยเลือก SPF อย่างน้อย 30 ขึ้นไป ถ้าไปเที่ยวหรือตากแดดจัดๆ ขอเพิ่มเป็น SPF 50 ไปเลยนะคะ พร้อมหมวกปีกกว้างด้วยยิ่งดีค่ะ สำหรับคุณแม่ที่มีฝ้าขึ้นแล้ว ยังไม่ต้องกังวลหรือรีบรักษานะคะ เพราะ 80-90% ฝ้าจะจางหายไปเองหลังคลอดค่ะ

3. สำหรับคุณแม่ที่มีสิวขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นะคะ สามารถทายาลดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ (รายละเอียดตามตาราง) แต่ในกรณีที่สิวอักเสบมากเป็นหนอง ทายาไม่ดีขึ้น หมอแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ

การใช้ยารักษาสิวในคุณแม่ตั้งครรภ์
ยาทาที่ปลอดภัย ลดสิวอุดตัน –> Benzoylperoxide (Benzac)
ยาทาฆ่าเชื้อสิว –> Clindamycin (Clinda-M), Metronidazole (Robaz)
ลดรอยสิว –> Azelaic acid (Skinoren)
        **ห้ามใช้      ยาทาที่มีส่วนผสมของวิตามิน A หรืออนุพันธ์ของวิตามิน A
เช่น Retin-A, Differin, Epiduo
ยากินที่ปลอดภัย ยาฆ่าเชื้อ กลุ่ม Penicillin (Amoxycillin, Augmentin)
         **ห้ามใช้ ยาฆ่าเชื้อ Tetracyclin, Doxycyclin
ยากินกลุ่มวิตามิน A –> Isotretinoin (Roaccutane, Acnotin)
ฮอร์โมนเพศหรือยาคุมกำเนิด
หัตถการที่ปลอดภัย กดสิว/ฉีดสิว
Blue light/ Red light

4. ข้อนี้สำคัญมากๆ ค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถแต่งหน้าได้ตามปกตินะคะ (ยกเว้นเครื่องสำอางหรือ skincare ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอค่ะ) ช่วงนี้ยังมีเวลาให้เราได้สวย สวยไปให้สุดค่ะ หลังคลอดแล้วคุณแม่จะได้ใช้ชีวิตแบบหน้าสดๆ ของจริงแล้วค่ะ

วันนี้ได้รับสาระน่ารู้ คนท้องกับสิว ไปแล้ว พบกันใหม่บทความหน้า เกี่ยวกับปัญหาผิวบริเวณลำตัวระหว่างตั้งครรภ์กันนะคะ


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นได้ตั้งแต่ในท้องแม่ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมหาข้อมูลต่างๆ ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและปลอดภัยกับลูกในท้อง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีสู่ลูกน้อยในครรภ์ เป็นต้นทุนชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเกิดให้กับลูกน้อย


เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ติดตามสาระความรู้ การดูแลผิวคุณแม่ท้องและลูกน้อย

และเคล็บลับเลี้ยงลูกในมุมของหมอผิวหนัง กับคุณหมอญาดา

ได้ที่ เพจหมอมัม

เพจหมอมัม

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

5 วิธีรักษาสิว ในแบบออร์แกนิค ปลอดภัยไร้สารเคมี

Acne ยารักษาสิวเสี่ยงลูกพิการจนคุณแม่เกือบทำแท้ง

เป็นสิวตอนท้อง รักษาอย่างไรไม่กระทบลูก

โรคโตเกินวัย เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยอันควร

แม่แชร์เตือน! โรคโตเกินวัย ภัยเงียบคุกคามเด็กยุคใหม่

โรคโตเกินวัย ผลกระทบจากพฤติกรรม อาหารของเด็กยุคใหม่ ภัยเงียบนี้กำลังคุกคามลูกอยู่หรือไม่ มาร่วมสังเกตและฟังเรื่องราวจริงของแม่เจ้าของเรื่องไปพร้อมกันกับเรา

แม่แชร์เตือน! โรคโตเกินวัย ภัยเงียบคุกคามเด็กยุคใหม่

วันนี้แม่จะมาแชร์เรื่อง #โรคเป็นสาวก่อนวัยอันควร ที่ได้เข้ากรับการปรึกษาจากคุณหมอค่ะ
โพสนี้ต่อเนื่องจากโพสก่อนนะคะ #โรคเป็นสาวก่อนวัยอันควร
หลังจากที่คุณหมอได้นัดอีก 3 เดือนถัดมา
เพื่อทำการตรวจร่างกาย ผลปรากฎว่า น้องน่าจะเข้าข่ายของการเป็นสาวก่อนวัยอันควร จึงได้นัดทำ LAB TEST เพื่อหาผลที่แท้จริง
วันที่นัดทำเทส น้อง อายุ 8 ขวบ 21 วันค่ะ
ไปถึง ต้องทำการเจาะเลือด 3 รอบ ห่างกัน รอบละ ครึ่งชั่วโมง (คุณพยาบาลจะคาเข็มไว้ที่มือ)
และฉีดยากระตุ้นฮอร์โมน 1 เข็ม
หลังจากครบ 3 รอบ ก็รอผล LAB ประมาณ 1.30 ชม.
สรุป น้อง #สาวก่อนวัยอันควร ผลที่ได้ ค่าเฉลี่ยร่างกายน้องอยู่ประมาณ 0.8 ซึ่งถ้าปกติจะอยู่ที่ 0.5
แม่แชร์! ผลแลปแสดงผล โรคโตเกินวัย
แม่แชร์! ผลแลปแสดงผล โรคโตเกินวัย

แนวทางการรักษา

ต้องฉีดยาระงับการเติบโตของหน้าอก เดือนละ 1 เข็ม เป็นเวลา 3 เดือน คุณหมอต้องการให้หน้าอกน้องยุบ
หลังจากเดือนที่ 3 ก็จะฉีดยายับยั้งการเติบโตของร่างกาย 1 เข็ม ทุก 3 เดือน เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี
คุณหมอคาดว่าจะให้หยุดฉีดยา และปล่อยให้ร่างกายเติบโตปกติ ตอนอายุ 10 ปี หรือ มากกว่านิดหน่อย
หลังจากหยุดฉีดฮอร์โมน ประจำเดือนน้องจะมา ภายใน 1.5-2 ปี (แล้วแต่สภาพร่างกายแต่ละบุคคล)
ค่าฉีดยา 1 เข็ม / 3 เดือน อยู่ที่ 10,000 บาท
การรับประทานอาหาร
นม วันละ 2 กล่อง ไข่ วันละ 1 ฟอง
งดอาหารแปรรูปต่างๆ งดไม่ได้ ให้น้อยลง
สรุปค่ารักษาพยาบาลวันนี้ LAB TEST ค่าฉีดยากระตุ้น ค่ารักษา 8,231 บาท ค่ะ
แม่ๆ ท่านใดมีบุตรหลาน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน น้องเริ่มมีฐานหน้าอก คิดว่าน้องโตไว ปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางได้นะคะ รู้ไวก็รักษาได้ไวค่ะ
ปล.วันที่น้องไปพบคุณหมอ ก็มีน้อง ๆ ไปปรึกษาเรื่องเดียวกัน 3-4 คน เด็ก ๆ สมัยนี้โตเร็วมากค่ะ
*** ไม่ดราม่า เรื่องแนวทางการรักษาของคุณหมอ คุณหมอต้องดูเป็นเคส ๆ ไป เด็กแต่คนร่างกายเติบโตไม่เท่ากัน
ทำไมไม่ปล่อยให้น้องโตตามธรรมชาติ ตอบ ไม่อยากให้ประจำเดือนน้องมาไว น้องจะหยุดสูง อยากให้ลูกตัวสูงค่ะ
ตอนฉัน ประจำเดือนมาตอน ป.2 ป.3 ตอนนี้ก็ปกตินิ ตอบ สมัยเรากับสมัยนี้ การทานอาหารต่างกัน การเลี้ยงดูต่างกัน
สรุป เพราะแม่สะดวกแบบนี้ค่ะ ☺️
ขอขอบคุณคุณแม่เจ้าของเรื่องที่แบ่งปันเรื่องราว yuicrochet
ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย โรคโตเกินวัย ภัยเงียบคุกคามเด็ก
ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย โรคโตเกินวัย ภัยเงียบคุกคามเด็ก

โรคโตเกินวัย ภัยเงียบคุกคามเด็กไทย!!

การเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิด หรือโรคอุบัติใหม่ เพียงแต่ว่าในปัจจุบันคนเราเริ่มหันมาตระหนัก และสนใจต่อพัฒนาการของลูกมากกว่าแต่ก่อนมาก อาจด้วยสภาพสังคมที่นิยมมีลูกน้อยคนลงจากเมื่อก่อน และความรู้ที่พ่อแม่มีเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อีกทั้งยังด้วยพฤติกรรมของเด็ก อาหารการกินที่เปลี่ยนไป ทำให้ปัจจุบันเราจะพบว่า ปัญหาการเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย จึงมักเห็นได้มากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการที่พ่อแม่รู้เร็วว่าลูกอยู่ในภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ก็จะทำการแก้ไขได้ทัน แต่จะทราบได้อย่างไรว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่ภาวะเป็นสาว หรือเป็นหนุ่มก่อนวัย แล้วมากแค่ไหนเราถึงจัดว่าเป็นโรคโตเกินวัยกันนะ

โดยทั่วไปแล้วเด็กผู้หญิงจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่ออายุ 8 ปีขึ้นไป ขณะที่เด็กผู้ชายจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้ากว่าเล็กน้อย คือเริ่มตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยเจริญพันธุ์

  เด็กผู้หญิง  

  1. มีเต้านม บางกรณีอาจพบเต้านมเจริญขึ้นเพียงข้างเดียว
  2. เริ่มมีขนบริเวณอวัยวะเพศ และรักแร้
  3. มีส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  4. เริ่มมีสิวบนใบหน้า และมีกลิ่นตัว

  เด็กผู้ชาย  

  1. มีการขยายตัวของลูกอัณฑะ และองคชาติ
  2. เริ่มมีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ และรักแร้
  3. มีส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  4. เสียงเริ่มแตก
  5. ใบหน้ามีสิว มีหนวด และมีกลิ่นตัว
เด็กผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคโตเกินวัย มากกว่าผู้ชาย
เด็กผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคโตเกินวัย มากกว่าผู้ชาย

วิธีสังเกตเมื่อลูกมีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย  

ภาวะเป็นสาวก่อนวัยหมายถึง ภาวะที่เด็กหญิงเริ่มมีเต้านมก่อนอายุ 8 ปี หรือมีประจำเดือนก่อนอายุ 9 ปี โดยปกติแล้ว เมื่อเด็กหญิงเริ่มเป็นสาว จะมีฮอร์โมนเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย คือ เริ่มมีเต้านม มีความสูงเพิ่มเร็วขึ้น โดยสังเกตจากอัตราการเพิ่มความสูงจะมากกว่า 5-6 ซม. ต่อปี จนเมื่อเข้าสู่การเป็นสาวเต็มที่ ก็จะมีประจำเดือน และจะหยุดสูงหลังจากมีประจำเดือนสม่ำเสมอไปแล้วประมาณ 3 ปี   สำหรับภาวะเป็นหนุ่มก่อนวัย ดูได้จากการมีหนวด เสียงแตกเร็วกว่าเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน

สาเหตุโรคโตเกินวัย เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย!!

การที่เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยมีมาได้จากหลายสาเหตุ และมักจะเกิดกับเด็กผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ โดยเราอาจแยกสาเหตุออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้

1.สาเหตุจากภายนอก
ในวัยเด็กผู้ป่วยอาจได้รับฮอร์โมนเพศปะปนโดยไม่ตั้งใจ เช่น การกินวิตามินบางชนิดเพื่อจุดประสงค์ที่ทำให้โตเร็ว โดยที่จริงอาจมีฮอร์โมนเพศเป็นส่วนผสมอยู่ จึงทำให้เด็กดูอ้วนขึ้นโตกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน

2.สาเหตุจากภายใน
เกิดจากการทำงานของสมองส่วนไฮโพทาลามัส และบริเวณต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพศเร็วกว่าวัยอันควร อาจจะพบในเด็กที่ได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณสมอง เช่น อุบัติเหตุ เคยได้รับการฉายแสง หรือมีก้อนเนื้องอกในสมอง ความผิดปกติในการทำงานของรังไข่หรืออัณฑะ หรืออาจจะไม่ทราบสาเหตุได้

3.ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
ปัจจุบันเด็กผู้หญิงประมาณ 90-95% และเด็กผู้ชาย มีแนวโน้มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วขึ้นกว่าเมื่อในอดีต โดยสาเหตุอาจสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ ชนิดของอาหารที่มีไขมันสูง และพบว่าเด็กอ้วนมีแนวโน้มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่าเด็กผอม

โรคโตเกินวัย ส่งผลกระทบต่อลูกใช่แค่เรื่อง..สูง!!

การที่เด็กมีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย การเจริญเติบโตที่เร็วกว่าปกติ โรคโตเกินวัยอาจส่งผลกระทบต่อลูกหลายด้าน ไม่เพียงแค่เรื่องของความสูงเท่านั้น พ่อแม่อาจคิดไม่ถึงว่า การที่ลูกต้องเผชิญกับภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย การที่มีลักษณะแตกต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน นอกจากส่งผลด้านร่างกาย แล้วยังมีผลกระทบต่อด้านจิตใจ และสังคมของลูกอีกด้วย

เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ส่งผลกระทบต่อลูกไม่ใช่แค่ความสูง
เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ส่งผลกระทบต่อลูกไม่ใช่แค่ความสูง
  1. ผลกระทบทางด้านร่างกาย แม้ว่าฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้เด็กโต และสูงเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการเชื่อมปิดของกระดูกที่เร็วเกินไป ทำให้หยุดสูงเร็ว ส่งผลให้เด็กจะเตี้ยกว่าปกติเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
  2. ผลกระทบทางด้านจิตใจ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อนวัย ทำให้ไม่เหมือนเพื่อนในวัยเดียวกัน และอาจถูกเพื่อนล้อทำให้อับอาย ขาดความมั่นใจในตนเอง เกิดภาวะซึมเศร้า
  3. ผลกระทบทางด้านสังคม การที่เด็กเริ่มเป็นสาวก่อนวัย จะมีแนวโน้มที่จะมีประจำเดือนเร็ว จึงอาจส่งผลต่อการดูแลตนเองที่ไม่ดีพอ เพราะยังอยู่ในวัยเด็ก ไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้ อีกทั้งอาจเกิดปัญหาการถูกล่อลวงต่าง ๆ เนื่องจากพัฒนาการทางร่างกายที่โตเป็นสาว แต่จิตใจกลับโตไม่สอดคล้องกันกับร่างกาย ทำให้เป็นจุดสนใจ และเกิดการล่อลวงได้ง่าย

เมื่อลูกเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยจะทำอย่างไร??    

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า โรคโตเกินวัย ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ เพียงแต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลทำให้เกิดการสังเกต และมีวิธีการรักษาที่ได้ผลดี ช่วยทำให้ลดการเกิดปัญหา และผลกระทบต่าง ๆ ลงไปได้ ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ก็ไม่ควรจะตระหนกตกใจ ควรอธิบายให้กับลูกฟังตามความเป็นจริง ถึงลักษณะต่าง ๆ ที่เขาต้องเจอ รวมถึงวิธีการรักษา ให้กำลังใจ และให้ความเชื่อมั่นแก่ลูกว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย หรือเศร้าใจ ดั่งคำแนะนำของคุณหมอที่ได้กรุณาให้คำแนะนำไว้ ดังนี้

     เมื่อพบว่าลูกกำลังเผชิญกับภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย  สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือให้ความรู้กับลูกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นโดยอธิบายตามความเป็นจริง ไม่ควรโกหกลูก และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาก็อธิบายให้ลูกฟังว่าผลเสียของการไม่รักษามีอะไรบ้าง นอกจากนี้ การให้ความรู้เรื่องเพศแก่ลูกตามความเหมาะสมของวัยจะทำให้เด็กรับรู้สภาพของตัวเอง และไม่ตกใจกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สำหรับการลดความเสี่ยงต่อการเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยที่ง่ายที่สุด ก็คือการควบคุมน้ำหนักของเด็กให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยเน้นโภชนาการที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย ผิดปกติที่รังไข่หรือมดลูก ซึ่งหากขั้นตอนนี้ไม่พบอะไรแพทย์จะทำการรักษาด้วยยาฉีดควบคุมฮอร์โมนเพศ โดยจะฉีดหนึ่งเข็มทุก ๆ สี่สัปดาห์ จนกว่าอายุจริงจะเท่ากับอายุกระดูกหรือจนกว่าเด็กหญิงจะมีอายุพร้อมที่จะเข้าสู่วัยรุ่นคืออายุประมาณ 10-11 ปี

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก แพทย์หญิง วรพร ตันติจิตตานนท์ กุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิสม รพ.นนทเวช
พัฒนาการทางร่างกายเร็วกว่าวัยของเด็ก ส่งผลกระทบหลายด้าน
พัฒนาการทางร่างกายเร็วกว่าวัยของเด็ก ส่งผลกระทบหลายด้าน

เมื่อเข้าใจใน โรคโตเกินวัย หรือ ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยกันดีแล้ว  คุณพ่อคุณแม่คงจะสบายใจขึ้นบ้างแล้วว่าหากลูกเกิดภาวะดังกล่าว เราควรปฎิบัติตัวกันอย่างไร เพื่อให้ลูกของเราสามารถก้าวผ่านไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเขา เหมือนดั่งที่คุณแม่เจ้าของเรื่องที่กรุณามาแชร์ประสบการณ์ให้กับครอบครัวอื่น ๆ ได้ตระหนักรู้ สังเกต และทราบวิธีปฎิบัติตัวที่ถูกต้อง เพราะลูกคือสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ทุกคน ทีมแม่ ABK รู้ดีว่า เราสามารถก้าวข้ามผ่านปัญหาไปพร้อม ๆ กันได้

ข้อมูลอ้างอิงจาก โรงพยาบาลรามคำแหง / RAMA9 Hospital

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกมีตุ่มคล้ายยุงกัด แต่ไม่คันเฝ้าระวัง โรคฮีน็อค อันตราย!

ทำความรู้จัก!! วัคซีน Pfizer ป้องกันโรคโควิด-19 ในเด็ก

แม่แชร์ เมื่อลูกติดโควิด! วิธีรักษา – Home Isolation เด็ก

โรค เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ปล่อยไว้อาจตัวเตี้ย!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่