Reye’s syndrome

Reye’s syndrome เด็กป่วยจากเชื้อไวรัส อาจเสียชีวิตได้เพราะอวัยวะล้มเหลว!

Reye’s syndrome – เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะมีความเสี่ยงสูงที่สมองและตับของผู้ป่วยจะถูกทำลาย แม้ว่าโรคนี้จะพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักพบในเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ติดเชื้อไวรัส เช่น อีสุกอีใสหรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งการใช้แอสไพรินเพื่อรักษาอาการจากการติดเชื้อดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรย์ กล่าวคือ ทั้งโรคอีสุกอีใสและไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เด็กมีอาการปวดหัวได้และถ้าหากมีการใช้แอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวให้แก่เด็ก เด็กอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค Reye’s ได้

Reye’s syndrome เด็กป่วยจากเชื้อไวรัส อาจเสียชีวิตได้เพราะอวัยวะล้มเหลว!

สาเหตุของโรค Reye’s syndrome

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของโรค Reye’s เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่มีน้ำหนักมากที่สุดว่าอาจเกิดจากการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสด้วยยาแอสไพริน กล่าวคือเมื่อผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็ก ได้รับการรักษาการติดเชื้อไวรัสด้วยแอสไพรินหากเด็กมีความผิดปกติของการเกิดออกซิเดชันของกรดไขมัน อาจเกิดความผิดปกติของการเผาผลาญชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสลายกรดไขมันได้เนื่องจากเอ็นไซม์ขาดหายไปหรือทำงานไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นกลุ่มของความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ และอาจทำให้พัฒนากลายเป็นโรค Reye’s ได้ ดังนั้น หากเป็นไปได้อาจต้องมีการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจสอบว่าเด็กมีความผิดปกติของกรดออกซิเดชันของกรดไขมันหรือไม่ นอกจากนี้ ยาที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์อื่นๆ อาจมีตัวยาซาลิไซเลต ที่คล้ายกับที่พบในแอสไพริน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ตัวอย่างเช่น

  • บิสมัท ซับซาลิไซเลต (Pepto-Bismol, Kaopectate)
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันวินเทอร์กรีน (โดยทั่วไปเป็นยาเฉพาะที่)

ดังนั้นทางที่ดีไม่ควรให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แก่เด็กที่อาจมีหรือเคยติดเชื้อไวรัส และควรหลีกเลี่ยงหลังจากที่เด็กได้รับวัคซีนอีสุกอีใส นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าการสัมผัสกับสารเคมีบางชนิด เช่น ทินเนอร์ หรือสารกำจัดวัชพืชสามารถมีส่วนทำให้เกิดโรคเรย์ได้

ในบางกรณี อาการและสัญญาณของโรค Reye’s อาจเกิดได้จากสภาวะการเผาผลาญที่ซ่อนเร้นจากการเจ็บป่วยจากไวรัส ความผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การขาดเอนไซม์ acyl-CoA dehydrogenase (MCAD)  ตลอดจนการสัมผัสกับสารพิษบางชนิด เช่น ยาฆ่าแมลง สารกำจัดวัชพืช และทินเนอร์สี อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกับอาการของ Reye’s แต่สารพิษเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดอาการของ Reye’s

อาการของโรค Reye’s

อาการของโรค Reye’s เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปจะปรากฏได้นานหลายชั่วโมง อาการแรกเริ่มเด็กมักจะอาเจียนอย่างรุนแรง ตามมาด้วยความหงุดหงิดหรือก้าวร้าว หลังจากนั้นเด็กอาจสับสนและเซื่องซึม อาจมีอาการชักหรือตกอยู่ในอาการโคม่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรค Reye’s โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามบางครั้งสามารถจัดการอาการแบบฉุกเฉินต่างๆ ได้ ด้วยการให้สเตียรอยด์ช่วยลดอาการบวมในสมอง

ในกลุ่มอาการ Reye’s ระดับน้ำตาลในเลือดของเด็กมักจะลดลง ในขณะที่ระดับแอมโมเนียและความเป็นกรดในเลือดจะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ตับอาจบวมและเกิดการสะสมของไขมัน นอกจากนี้อาการบวมอาจเกิดขึ้นในสมอง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้ อาการของโรคเรย์มักปรากฏขึ้นประมาณ 3-5 วันหลังจากเริ่มมีการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัด ซึ่งอาการและอาการแสดงเบื้องต้น มีดังต่อไปนี้

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี สัญญาณแรกของโรค Reye อาจรวมถึง :

  • ท้องเสีย
  • หายใจเร็ว

สำหรับเด็กโตและวัยรุ่น อาการและอาการแสดงในระยะเริ่มแรกอาจรวมถึง :

  • อาเจียนอย่างรุนแรงต่อเนื่อง
  • อาการง่วงนอนหรือง่วงผิดปกติ

เมื่ออาการดำเนินไป อาการและอาการแสดงอาจรุนแรงขึ้น ได้แก่ :

  • พฤติกรรมหงุดหงิด ก้าวร้าว หรือไร้เหตุผล
  • สับสน มึนงง หรือประสาทหลอน
  • แขนขาอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต
  • อาการชัก
  • สติและการรับรู้ลดลง
โรคเรย์ซินโดรม
โรคเรย์ซินโดรม

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนรุนแรงร่วมกับอาการผิดปกติทางสมอง หลังจากอาการจากโรคติดต่อเชื้อไวรัสทุเลาลง ควรส่งโรงพยาบาลด่วน การวินิจฉัยและการรักษาโรคเรย์แต่เนิ่นๆ สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หากคุณสงสัยว่าลูกของคุณเป็นโรค Reye’s คุณควรดำเนินการอย่างฉุกเฉินหากบุตรของท่าน มีอาการต่อไปนี้

  • มีอาการชัก
  • หมดสติ

ติดต่อแพทย์หากบุตรของท่านประสบกับอาการต่อไปนี้ หลังจากเป็นไข้หวัดหรืออีสุกอีใส:

  • อาเจียนซ้ำๆ
  • ง่วงนอนหรือเซื่องซึมผิดปกติ
  • มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างกะทันหัน

อ่านต่อ…Reye’s syndrome เด็กป่วยจากเชื้อไวรัส อาจเสียชีวิตได้เพราะอวัยวะล้มเหลว! คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานอีสป นิทานก่อนนอน

นิทานอีสป สอนลูก!! เด็กเข้าใจง่าย ได้ประโยชน์

นิทานอีสป นิทานสำหรับเด็ก ที่อ่านง่าย เข้าใจได้ พร้อมแง่คิดสอดแทรกสอนลูก ได้ประโยชน์ทั้งทางด้านภาษา ตรรกะ แนวคิดที่ดีต่ออนาคต พร้อมอ่านที่นี่

นิทานอีสป สอนลูก!! เด็กเข้าใจง่าย ได้ประโยชน์

ตัวละครใน นิทานอีสป นั้นมักจะเป็นตัวละครที่เป็นบรรดาสิงห์สาราสัตว์ทั่วไป เช่น นิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ สุนัขกับเงา ราชสีห์กับหนู หรือสุนัขจิ้งจอกกับกา เป็นต้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น??

แต่เดิม อีสป เป็นชื่อของชายคนหนึ่งซึ่งเกิดในเมืองฟรีเยีย ราว 620 – 560 ปีก่อนคริสตกาล หรือก่อนสมัยพุทธกาลเพียงเล็กน้อย  ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า เอเซียไมเนอร์ เป็นดินแดนที่ทวีปเอเชียและทวีปยุโรปมาชนกันจนกลายเป็นดินแดงที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคสมัยของอีสป แต่เนื่องจากดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของพ่อค้าวาณิช ทูต และนักท่องเที่ยว เป็นดินแดนที่มีการค้าทาสกันอย่างแพร่หลายในสมัยนั้น อาจกล่าวได้ว่า อีสป ก็เป็นทาสคนหนึ่ง มีสมญานามว่า Ethiop (เอธิออป) หมายถึง คนผิวดำ เชื่อกันว่าที่มาของชื่อมาจากชื่อประเทศเอธิโอเปีย กลายมาเป็น อะบิสซีเนีย ต่อมาชาวยุโรปได้ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจนกลายเป็น Aesop (อีสป) ในบางตำนานได้มีการถกเถียงกันว่า ตำนานอีสป นั้นอาจจะมาจากเมืองเทรซ ไพรเกียเอธิโอเปีย ซามอส เอเธนส์ หรือเมืองซาร์ดิส ซึ่งยังไม่มีใครรู้ข้อมูลตรงนี้อย่างแน่ชัด

นิทานอีสป เล่านิทานผ่านสิงสาราสัตว์
นิทานอีสป เล่านิทานผ่านสิงสาราสัตว์

อีสป นั้นเป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ นายอิดมอน หรือเอียดม็อน เจ้านายของอีสป ได้ให้เขาทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือให้กับลูกๆ ของอิดมอน และเนื่องจากว่าบ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์ในหมู่บุคคลสำคัญของกรีก อีสปจึงได้มีโอกาสพบเห็นและทำความรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น ว่ากันว่า อีสป มีความสามารถพิเศษในการมองคนด้วยการสังเกตรู้ได้โดยวิจารณญาณว่าใครเป็นอย่างไร  และอิดมอนก็รู้ในความสามารถพิเศษนั้นของอีสป จึงได้ให้อีสปติดตามไปด้วยเสมอเมื่อต้องไปพบปะกับคนใหญ่คนโตของกรีก เขาได้มีโอกาสเล่านิทานให้คนเหล่านั้นฟังจนทำให้กลายเป็นที่ชื่นชอบนับแต่นั้นมา

ใน นิทานอีสป มักจะมีตัวละครเป็นสัตว์

  • สิงโต หรือราชสีห์ หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของผู้ที่มีอำนาจ คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ผู้ปกครอง
  • หนู หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของผู้ต่ำต้อย
  • ลา หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของผู้ที่ด้อยสติปัญญา
  • หมาจิ้งจอก หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของคนเจ้าเล่ห์

นั่นเป็นเพียงตัวละครบางส่วนที่อีสปมักนำมาใช้ดำเนินเรื่องราว และได้มีการเปรียบเทียบในเชิงอุปมา อุปไมยเพื่อใช้สอน นักปราชญ์บางท่านได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า นิทานของอีสปส่วนใหญ่มักมีเค้าโครงมาจากเรื่องเล่าเก่าๆ ของอินเดียบ้าง อาระเบียบ้าง หรืออาจจะมาจากเปอร์เซีย ไม่ก็เป็นแถบดินแดนอื่นๆ ผสมผสานกัน โดยที่อีสปได้นำเรื่องราวเหล่านั้นมาดัดแปลงเพื่อเล่าใหม่ รวมถึงเรื่องเล่าเก่าๆ ของกรีก

นิทานอีสป เป็นนิทานที่ใช้วิธีการแบบเล่าปากต่อปาก ไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จนในศตวรรษต่อๆ มา จึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานบนแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ รวมถึง ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแห่งแรกของโรมัน ก็ได้เป็นอีกคนหนึ่งที่รวบรวมเรื่องราว นิทานอีสป เอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานก็บอกว่า เดมิตริอุส ซึ่งเป็นชาวกรีก ได้รวบรวม นิทานอีสป โดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาจึงมีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคนจนถึงพระรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า มาซิมุล พลานูด ได้แปล นิทานอีสป จากภาษาลาตินมาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1400 โดยนับแต่นั้นมา ชาวยุโรปก็ได้แปล นิทานอีสป ให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตนอย่างแพร่หลาย แต่คติสอนใจและข้อคิดหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://guru.sanook.com

10 นิทานอีสป น่าอ่าน!!

1.กบกับหนู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางป่าที่มีสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่กันอย่างสงบสุข มีหนูพเนจรตัวหนึ่งกำลังเดินหาอาหารด้วยความโหยหิว มันเดินไปเรื่อย ๆ จนเจอลำธารขนาดใหญ่

“โอ๊ย !! ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ทำไมแถวนี้ไม่มีอะไรให้ข้ากินบ้างเลย เห็นทีจะต้องข้ามไปป่าฝั่งนู้นเสียแล้ว ว่าแต่ข้าจะข้ามลำธารนี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อข้าว่ายน้ำไม่เป็น” เจ้าหนูนั่งพักและกล่าวตัดพ้อกับตัวเอง

ในขณะที่หนูกำลังคิดแผนเพื่อจะข้ามไปหาอาหารที่ป่าฝั่งตรงข้ามอยู่นั้น สายตาของมันเหลือบไปเห็นกบตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำเล่นอยู่ข้าง ๆ ลำธาร มันจึงวางแผนคิดกลอุบายหลอกเจ้ากบให้พาไปส่งที่ป่าฝั่งตรงข้าม

“สวัสดี เจ้าอยู่ในลำธารแห่งนี้มานานแล้วหรือ ?” เจ้าหนูกล่าวทักทายกบด้วยความเป็นมิตร

“ใช่ ข้าอยู่ในลำธารแห่งนี้มาตั้งแต่เกิดเลยล่ะ แล้วท่านมาจากที่ไหนทำไมข้าไม่คุ้นหน้าท่านเลย” กบถามด้วยความสงสัย

“อ๋อ ข้าเป็นนักเดินทาง ตอนนี้กำลังจะข้ามฝั่งไปหาสมบัติอันล้ำค่าที่ป่าฝั่งตรงข้าม” เจ้าหนูเริ่มใช้กลอุบายเพื่อหลอกให้กบไปส่งอีกฝั่งของลำธาร

“จริงเหรอท่าน ที่ป่าฝั่งตรงข้ามมีสมบัติจริง ๆ เหรอ” เจ้ากบถามด้วยความตื่นเต้น

“จริงสิ ข้าออกเดินทางตามล่าหาสมบัติมาแล้วนับไม่ถ้วน ข้าจะโกหกเจ้าทำไม”  เจ้าหนูกล่าว

 “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอเดินทางไปกับท่านได้ไหม ? ข้าอยากเห็นเพชรพลอยเป็นบุญตาสักครั้งในชีวิต” กบขอร้องหนูจอมเจ้าเล่ห์

“ได้สิ แต่มีข้อแม้ เจ้าต้องพาข้าว่ายน้ำข้ามลำธารนี้ไปให้ได้ ข้าถึงจะนำทางเจ้าไปยังขุมสมบัติ” เจ้าหนูกล่าวต่อรอง

“ข้าก็ตัวพอ ๆ กับท่าน แล้วข้าจะพาท่านว่ายน้ำข้ามฝั่งไปได้อย่างไร ลำพังตัวข้าเองก็ยังจะเอาตัวไม่รอด” เจ้ากบกล่าวตัดพ้อ

“งั้นเจ้าก็เอาเชือกมาผูกเท้าเจ้าให้ติดกับเท้าข้าสิ เจ้าจะได้ไม่เหนื่อย” เจ้าหนูออกความคิดเห็น

“โอเคลองดู แต่ถ้าท่านเป็นอะไรขึ้นมาข้าไม่รับผิดชอบนะ” เจ้ากบพูดดัก

หลังจากที่ตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็ใช้เชือกผูกติดที่เท้าของตัวเอง แล้วเจ้ากบจึงเริ่มว่ายน้ำไปเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณกลางลำธาร มันรู้สึกเหนื่อยล้า ว่ายน้ำต่อไปไม่ไหว จึงขอหยุดพักสักครู่หนึ่ง

“แฮก ๆ ข้าขอหยุดพักหายใจสักครู่นะท่าน ข้าจะไม่ไหวแล้ว เหนื่อยเหลือเกิน” เจ้ากบกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า

แต่ทว่าไม่มีเสียงตอบรับจากเจ้าหนู มันจึงหันหลังกลับไปดูก็พบว่าเจ้าหนูจมน้ำตายเสียแล้ว เจ้ากบจึงรีบว่ายน้ำต่อเพื่อให้ถึงฝั่งโดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้ไม่นานร่างของหนูจะยิ่งถ่วงให้มันจมลงไปด้วย แต่แล้วร่างของหนูกลับค่อย ๆ ลอยขึ้น ในขณะเดียวกันมีเหยี่ยวตัวใหญ่กำลังหาอาหาร มันเห็นร่างของหนูลอยขึ้นมาเหนือน้ำ จึงบินโฉบร่างของหนูลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อเป็นอาหารเย็น ในขณะเดียวกันร่างของเจ้ากบก็พลอยติดร่างแหไปด้วย เพราะทั้งคู่ใช้เชือกผูกติดกันไว้ ทำให้มันถูกเหยี่ยวจับกินเป็นอาหารไปด้วย

นิทาน เล่านิทานให้ลูกฟัง
นิทาน เล่านิทานให้ลูกฟัง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การที่เจ้าหนูใช้กลอุบายหลอกกบให้พาว่ายน้ำไปยังป่าฝั่งตรงข้ามด้วยการใช้เชือกผูกเท้าติดกัน จากนั้นเจ้าหนูก็จมน้ำตาย เพราะความดื้อรั้นและความเจ้าเล่ห์ของตัวเอง เรื่องนี้เหมือนดั่งสุภาษิตที่ว่า “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ผลสุดท้ายก็ย้อนมาทำให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วยนั่นเอง

ที่มา : https://baby.kapook.com

2. กวางป่ากับพวงองุ่น

มีกวางป่าตัวหนึ่งวิ่งไปในเพิงองุนเพื่อซ่อนตัวจากการตามล่าของนายพราน “ขอให้ข้าซ่อนตัวด้วยเถิดนะองุ่น” กวางป่ากล่าวอย่างนอบน้อม องุ่นก็อนุญาติ เมื่อพรานตามมาถึงบริเวณนั้น แต่ไม่พบกวางป่า จึงวิ่งไปอีกทางหนึ่ง พอกวางป่าเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงกัดพวงองุ่นอย่างเอร็ดอร่อย “เจ้ากินข้าทำไมเพื่อนเอ๋ย ” ตัวองุ่นถามอย่างน้อยใจ กวางป่าจึงกล่าวว่า “ถ้าข้าไม่กินเจ้า ก็มีคนอื่นมากินอยู่ดีนั้นแหละ” ขณะที่กวางป่ากัดกินพวงองุ่นอยู่นั้น พรานอีกคนหนึ่งผ่านมาเห็นว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ใต้เพิงองุ่น จึงเล็งธนูใส่กวางป่าทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  คนไม่รู้บุญคุณคน มักประสบความหายนะ

ที่มา : https://www.doyouknow.in.th

3.กากับนกนางแอ่น

วันหนึ่งในฤดูร้อน นกนางแอ่นตัวหนึ่งยืนอวดโฉมอยู่บนกิ่งไม้  ภาคภูมิใจกับขนของตัวเอง มันได้ถามกาที่อยู่ใกล้เคียงว่า “เจ้าว่าขนของข้ากับขนของเจ้า ขนของใครจะงามกว่ากัน” กามองขนของตนแล้วตอบว่า “ข้าว่าขนของข้าก็สวยดีนะ”นกนางเเอ่นขยับปีกพลางว่า ” เเต่เจ้าดูสิ ขนของข้าดูสวยเป็นพิเศษในฤดูร้อน อย่างนี้ ” กาจึงกล่าวว่า ” ก็จริงนะ เเต่ขนของข้างามทุกฤดู ไม่ว่าฤดูใดมันก็ จะดำเช่นนี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ความงามที่คงทนยั่งยืน ย่อมเป็นความงามที่เเท้จริง

ที่มา : http://www.nitan108.com

4.ค้างคาวเลือกพวก

ในป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์มากมาย แต่มีสัตว์อยู่หนึ่งชนิดที่ไม่เหมือนสัตว์อื่นทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือค้างคาว ค้างคาวมีปีกเหมือนนก และก็มีหูเหมือนกับสัตว์สี่เท้า สัตว์ทั้งหลายอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันขึ้นระหว่างนกกับสัตว์ป่า จึงได้มีการยกพวกต่อสู้กัน ทั้งสองฝ่ายบอกให้ค้างคาวเลือกข้างว่าจะอยู่ฝ่ายไหน แต่ค้างคาวขอตัวไม่เข้าข้างฝ่ายใดโดยทำตัวเป็นกลาง แต่เมื่อพวกนกมีท่าทีว่าจะชนะ ค้างคาวก็ประกาศตัวไปเข้าพวกกับฝ่ายนก โดยไปบอกจ่าฝูงว่า“ข้าขอเข้าพวกกับพวกท่านด้วย เราเป็นพวกเดียวกันมีปีกเหมือนกัน”

ต่อมาเหตุการณ์กลับพลิกผันพวกนกเกิดพลาดท่าเสียทีให้กับสัตว์ป่า ค้างคาวก็ผละจากนกจะไปเข้าพวกกับสัตว์ป่า เมื่อเห็นดังนั้นพวกสัตว์ป่าจึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกับนกไม่ใช่หรือ” ค้างคาวจึงตอบกลับไปทันทีว่า “ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับนก ข้ามีหูเหมือนกับพวกท่าน ไม่เหมือนนกพวกนั้น”

ต่อมาเมื่อนกต่อสู้ใกล้จะชนะ ค้างคาวก็กลับไปเข้าพวกกับนกอีก แต่เมื่อการต่อสู้นั้นยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน ต่างฝ่ายต่างอ่อนล้า สัตว์ต่าง ๆ ก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งสองฝ่ายจึงได้ทำสัญญาสงบศึก และเป็นมิตรต่อกัน หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ต่างเห็นว่าควรจะขับไล่ค้างคาว ไม่มีใครยอมให้เข้าพวกด้วย ค้างคาวอับอายจึงต้องหลบหนีไปอยู่ในป่าลึกซ่อนตัวอยู่ในถ้ำมืด ๆ กลางวันก็จะหลบนอนอยู่ในถ้ำ พอกลางคืนเมื่อสัตว์อื่นหลับนอน ค้างคาวจึงค่อยออกมาหาอาหาร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนที่ขาดความจริงใจ ไม่มีใครอยากคบหาด้วย

ที่มา : เกร็ดความรู้.net
นิทานอีสป นิทานคุณธรรม
นิทานอีสป นิทานคุณธรรม

5.คนตัดไม้กับสุนัขจิ้งจอก

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งหนีการตามล่าของนายพรานมาเจอกับคนตัดไม้ มันจึงขอหลบตัวซ่อน“ข้าขอซ่อนตัวที่นี่หน่อยได้ไหม”

คนตัดไม้ตอบว่า “ได้สิ เจ้าเข้าไปหลบในกระท่อมก่อนแล้วกัน” 

สุนัขจิ้งจอกรีบวิ่งเข้าไปในกระท่อม สักครู่นายพรานตามมาทันเจอคนตัดไม้จึงถามว่า “เจ้าเห็นสุนัขจิ้งจอกผ่านมาทางนี้บ้างไหม”  คนตัดไม้ปฏิเสธ แต่มือของคนตัดไม้พยายามชี้บอกว่าสุนัขอยู่ในกระท่อม นายพรานไม่เข้าใจในสิ่งที่คนตัดไม้พยายามบอกจึงเดินจากไป

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นว่านายพรานไปแล้วจึงออกมาจากกระท่อม และกำลังจะเดินหนีไป คนตัดไม้จึงพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าไม่คิดจะขอบคุณข้าบ้างเลยเหรอ”  สุนัขจิ้งจอกจึงตอบว่า “ข้าก็อยากจะขอบใจท่านนะ ถ้าท่านมีเจตนาช่วยชีวิตข้าจากใจจริง” พูดจบมันก็เดินจากไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  คำพูดที่ดีบางครั้งอาจแฝงด้วยเจตนาร้าย

ที่มา : https://www.kalyanamitra.org

อ่านต่อ>> รวม นิทานอีสป สอนใจ น่าอ่าน ได้ประโยชน์ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นิทานสอนใจ นิทาน

นิทานสอนใจ สอนทักษะชีวิตให้ลูกผ่านตัวหนังสือ

นิทานสอนใจ สอนลูกไม่จำเป็นต้องพร่ำบ่นเสมอไป เมื่อพ่อแม่สามารถสอนทักษะชีวิตให้แก่ลูกผ่านตัวหนังสือใน นิทาน พร้อมตัวการ์ตูนน่ารักแบบนี้จะดีไหม

นิทานสอนใจ สอนทักษะชีวิตให้ลูกผ่านตัวหนังสือ!!

เรื่องราวต่างๆ จากนิทานที่พ่อแม่นำมาเล่า หรืออ่านให้เด็ก ๆ ฟังนั้น บางเรื่องราวสะท้อนให้เห็นที่มาของเหตุและผลที่เกิดขึ้น ที่สามารถพบเห็นได้จริงในชีวิต ทำให้เด็กมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ผ่านตัวละครในนิทาน นิทานสอนใจ เด็ก ๆ ให้หล่อหลอมมาเป็นตัวตน มาเป็นนิสัยดี ๆ ที่เกิดแก่บุคลิกภาพของเขาในอนาคต

ข้อสำคัญ การที่เราเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟังมันเป็นการแสดงออกว่าเรารักเขา เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่รักก็จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาศักยภาพ และตัวตนของเด็กในอนาคตได้อีกด้วย

นิทานสอนใจ สอนลูก
นิทานสอนใจ สอนลูก

รวม นิทานสอนใจ สอนทักษะชีวิตให้ลูก!!

หมีขาวกับฤดูหนาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหมีขาวตัวใหญ่อาศัยอยู่ท่ามกลาง ทะเล น้ำแข็งอันกว่าใหญ่ ในทุก ๆ เช้าของเจ้าหมีขาวนั้นมันจะทำกิจวัตรประจำวันโดยเริ่มจากการตื่นนอน ต่อด้วยไปล้างหน้าแปรงฟัน และมารับประทานอาหารเช้า เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จเจ้าหมีขาวก็จะออกเดินทางไปยังหุบเขาต้นสนเพื่อไปพบปะกับเพื่อน ๆ ของเขา เพื่อนของหมีขาวนั้น ได้แก่ กระรอก นกยูง และช้าง ระหว่างทางที่หมีขาวเดินมานั้นมันจะเก็บเห็ดนานาชนิดเพื่อนำมาเป็นของฝากให้แก่กระรอก และก็เก็บหนอนตัวเล็ก ๆ เพื่อนำมาเป็นของฝากให้นกยูง และเก็บผลไม้ป่าเพื่อนำมาเป็นของฝากให้แก่ช้าง เมื่อหมีขาวมาถึงเขาก็จะเข้าไปพูดคุยกับเหล่าเพื่อนของเขาจนเย็น หมีขาวและเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเข้าสู่ช่วงเดือนตุลาคมหมีขาวก็ออกมาพบเพื่อนของเขาอย่างปกติ แต่ตอนนี้เพื่อน ๆ ของเขานั้นกำลังยุ่งกับการจัดเตรียมอาหารเพื่อใช้ในยามฤดูหนาว เมื่อหมีขาวมาถึงสถานที่ที่พวกเขามักจะใช้เพื่อพูดคุยกันหมีขาวก็ไม่เจอกับเพื่อน ๆ ของเขาเลย หมีขาวจึงเดินไปยังบ้านของกระรอกเขาเห็นกระรอกกำลังวุ่นวายกับการเก็บเห็ด และลูกสนเข้าบ้านตัวเอง

หมีขาวจึงเอ่ยถามว่า “กระรอก เจ้าทำอะไรอยู่” เจ้ากระรอกหันมาตอบเสียงดัง “ข้ากำลังเก็บอาหารสำหรับฤดูหนาวอยู่เจ้าไปหานกยูงเถิด”

เมื่อหมีขาวได้ยินเขาจึงเดินไปยังบ้านของนกยูงแต่เขาก็เห็นนกยูงกำลังยุ่งกับการเก็บหนอนเข้าบ้านอยู่ “นกยูงเจ้าทำอะไร” หมีขาวเอ่ยถาม “ข้ากำลังเก็บอาหารสำหรับฤดูหนาวอยู่เจ้าไปหาช้างเถิด” นกยูงตอบกลับเสียงดัง หมีขาวนั้นก็เริ่มสงสัยว่าฤดูหนาวนั้นคืออะไร เขาเดินไปหาช้างที่บ้านแต่ช้างไม่ได้กำลังวุ่นวายในการเก็บอาหาร ตอนนี้ช้างนั้นกำลังใช้ใบสนมาทำเป็นกองใหญ่เพื่อเป็นที่นอนที่อบอุ่นของเขา “ช้าง เจ้าไม่เก็บอาหารสำหรับฤดูหนาวเหรอ” หมีขาวเอ่ยถาม เจ้าช้างส่ายหน้าไปมา “ข้ามีอาหารเพียงพอแล้ว ตอนนี้ข้ากำลังทำที่นอนให้อบอุ่นอยู่” เจ้าช้างตอบ เจ้าหมีขาวเกิดความสงสัยว่าฤดูหนาวคืออะไรเขาจึงเอ่ยถามช้างออกไป เมื่อช้างได้ยินก็หัวเราะเสียงดัง “ฤดูหนาวคือ ฤดูที่จะไม่มีอาหาร อากาศจะเย็นมาก” หมีขาวพยักหน้าเข้าใจแต่เขาก็สงสัยว่าอากาศเย็นก็ดีจะตาย นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ปลาออกมาวางไข่ด้วยแต่ทำไมเหล่าเพื่อนๆ ของเขาจึงไม่ชอบฤดูหนาว

เจ้าช้างสังเกตใบหน้าของหมีขาว และรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร เขาจึงอธิบายแก่หมีขาวว่า “พวกข้ามีร่างกายที่ไม่อาจทนต่ออากาศหนาวได้ไม่เหมือนกับเจ้า พวกข้าไม่มีขนหนาๆ ไว้หุ้มกาย อุ้งเท้าข้าก็ไม่มีเล็บไว้จับปลาเมื่อถึงฤดูหนาว พวกข้าจึงต้องจัดเตรียมอาหาร และบ้านให้เพียงพอเพื่อจะผ่านความหนาวไป” เจ้าช้างพูดอธิบายพร้อมส่งรอยยิ้ม เจ้าหมีขาวเข้าใจและช่วยเหล่าเพื่อน ๆ จัดเตรียมอาหาร และที่นอน จากนั้นเขาก็กลับมายังบ้านตัวเองรอฤดูหนาวผ่านไปเพื่อจะได้กลับไปพบเจอเพื่อน ๆ อีก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “มนุษย์เราทุกคนมีสิ่งที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจงเคารพบุคคลอื่นให้เหมือนเคารพตัวเอง”

ประเด็นแนะนำเพิ่มเติมไว้สอนลูก : ความรู้รอบตัว

ความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เช่น ลักษณะทางกายภาพต่าง ๆ ของหมีขาว ของช้าง กระรอก นกยูง ที่สามารถนำมาพูดคุยร่วมกับลูก ๆ ได้หลังจบการเล่านิทาน

นิทานสอนใจ สอนลูกให้รู้จักทักษะชีวิต
นิทานสอนใจ สอนลูกให้รู้จักทักษะชีวิต

หนูผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในป่าที่ใหญ่โตมาหนูอยู่ตัวหนึ่งกำลังวิ่งวุ่นไปทั่วทั้งป่า จนกระทั่งหนูตัวนั้นมองเห็นเนื้อก้อนใหญ่ที่ถูกวางอยู่บนหิน ตาของเจ้าหนูลุกเป็นประกายเมื่อเห็นเนื้อนั้น เขามีความรู้สึกว่าอยากได้เนื้อนั้นเอามาก ๆ แต่ว่าเนื้อที่เจ้าหนูเห็นนั้นไม่ใช่เนื้อธรรมดา เนื้อนั้นคือเนื้อวิเศษผู้ที่จะได้เนื้อนั้นไปจะต้องเป็นคนที่พระเจ้าเป็นผู้เลือก ด้วยความที่เจ้าหนูอยากกิน เขาจึงค่อย ๆ แอบเข้าไปใกล้ และใช้มีดเล็ก ๆ ของเขาตัดเนื้อออกมาเล็กน้อยแต่เมื่อเขาตัดเนื้อออกมา เนื้อนั้นก็หายไปจากหินในทันที

ขณะเดียวกันก็มีสิงโตตัวใหญ่เดินเข้ามา สิงโตตัวใหญ่นี้เป็นผู้ปกป้องเนื้อวิเศษ เมื่อเจ้าหนูเห็นสิงโตมันจึงรีบวิ่งไปซ่อนทันที เจ้าสิงโตมองไปยังหินที่ตอนนี้ไม่มีเนื้อแล้วเขาโกรธมากจึงเรียกให้เหล่าสัตว์ในป่ามายังลานกว้าง เจ้าสิงโตพูดด้วยความโกรธ “เนื้อวิเศษหายไป ข้ามั่นใจว่าจะต้องมีคนมาขโมยไปแน่ใครกันที่ขโมยไป” สิงโตคำรามออกมาเสียงดังทำให้เหล่าสัตว์ต่างพากันกลัว

“กระต่าย ข้าเห็นกระต่าย” เจ้าแพะตะโกนตอบ “ข้าไม่ได้ทำนะท่านสิงโต” กระต่ายยกมือขอร้องชีวิต เสียงของเหล่าสัตว์ต่างพากันโทษกันไปโทษกันมาจนตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าแท้จริงนั้นใครกันแน่เป็นคนเอาไป เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้งสิงโตโกรธมาก “ต่อแต่นี้ข้าจะไม่แบ่งเนื้อวิเศษให้แก่พวกเจ้า” สิงโตเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ ขณะเดียวกันเจ้าหนูเมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็รู้สึกผิดมากจึงตะโกนออกมาเสียงดัง “ข้าเอง ข้าเป็นคนใช้มีดตัดปลายเนื้อเล็กนั้นออกมาเอง ความผิดข้าลงโทษข้าเถิด” เหล่าสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งเจ้าสิงโตหันมามองเจ้าหนูตัวเล็ก

“เจ้าคิดจะขโมยเนื้อข้าหรือเจ้าหนู” สิงโตเอ่ยถาม “ข้าไม่ได้คิดจะขโมยไปทั้งชิ้นหรอกท่านสิงโต ข้าเพียงอยากได้ชิ้นเนื้อเพียงเล็ก เพราะข้านั้นหิวมาก แต่ข้าก็ไม่อยากให้คนอื่นต้องรับโทษแทนข้าด้วย” เจ้าหนูเอ่ยตอบ เมื่อสิงโตเห็นเช่นนั้นเขาคลี่ยิ้มออกมา และเอ่ยต่อหนูว่า “แม้เจ้าจะทำผิดแต่เจ้าก็มีความซื่อสัตย์ที่จะรับผิดชอบต่อความผิดตน ข้าจะแบ่งเนื้อวิเศษให้แก่เจ้า” เมื่อสิงโตพูดจบเนื้อวิเศษก็ปรากฏขึ้นมาบนหินอีกครั้งเจ้าสิงโตใช้กรงเล็บตัดชิ้นเนื้อ และมอบให้แก่เจ้าหนู

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การกระทำที่ซื่อสัตย์มักจะได้รางวัลกลับมาเสมอ”

ประเด็นแนะนำเพิ่มเติมไว้สอนลูก : การยอมรับผิด

เจ้าหนูเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะชี้ให้ลูกเห็นถึง ประโยชน์ของการยอมรับสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผิด แต่หากรู้จักยอมรับผิด ก็มีคนพร้อมที่จะให้อภัย

ชายชราในหมู่บ้าน

นานมาแล้วมีชายชราคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลตัวเมือง เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาทั้งยังเป็นคนไม่เคยมองโลกในแง่ดี เขามักจะพูดจาร้าย ๆ ใส่คนในหมู่บ้านเสมอ ยิ่งเขาอายุมากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งพูดจาทำร้ายคนในหมู่บ้านมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งชายชราเดินออกมาจากบ้านของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสนั้น ทำให้ชาวบ้านต่างตกใจกันอย่างมาก ชาวบ้านต่างพากันรวมตัวมาหาชายชรา และถามเขาว่า “ทำไมวันนี้คุณดูอารมณ์ดีจัง คุณไม่ด่าพวกฉันแล้วไงหรือ” ชายชรายิ้มและหัวเราะออกมา “วันนี้ฉันก็อายุ 80 ปีแล้วตลอดเวลาฉันได้แต่ตามหาความสุขที่มาจากเงินทอง ของกินหรือผู้คน แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าความสุขนั้นมันต้องเริ่มมาจากฉันก่อน” ชายชรายิ้มให้กับคนในหมู่บ้านนั้น ทำให้คนในหมู่บ้านก็ต่างดีใจ และยินดีกับเขาในเย็นวันนั้นทุกคนจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ชายชรา และทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าไล่ล่าหาความสุขเพราะแท้จริงนั้นความสุขอยู่ที่ตัวคุณเอง”

นิทาน กับเด็ก ประโยชน์มากมาย
นิทาน กับเด็ก ประโยชน์มากมาย

ประเด็นแนะนำ เพิ่มเติม สอนลูก : ทักษะการเข้าสังคม

ทักษะทางสังคมเป็นทักษะสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นกฎกติกา แผนที่ หรือทิศทางในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น ทักษะทางสังคมเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกผ่านคำพูด สีหน้า ท่าทาง ซึ่งสามารถทำนายผลทางสังคมได้ เช่น เรายิ้ม เพื่อนก็จะยิ้มตอบ ทักษะทางสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับเพื่อน

ที่มา : https://www.watnongkratum.ac.th

อ่านต่อ >>นิทานสอนใจ สอนทักษะชีวิตให้ลูกผ่านตัวหนังสือ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี เพราะท้องอืดเป็นอาการผิดปกติของกระเพาะหรือลำไส้ ที่พบเจอได้ในคนทุกเพศทุกวัย เราจึงควรมียาแก้ท้องอืดติดบ้านไว้

ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี ควรมีติดบ้าน

ท้องอืดเป็นอาการที่พบได้ทุกเพศทุกวัยทุกครัวเรือน ทำให้แน่นอึดอัดไม่สบายท้อง ไม่อันตรายแต่ทำให้ไม่สบายตัว เป็นอาการผิดปกติของกระเพาะหรือลำไส้ มักมีอาการปวดท้องส่วนบน ท้องจะบวม ตึง ๆ อืด ๆ มีลม หรือแก๊สในกระเพาะอาหาร เรอเหม็นเปรี้ยว ในบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว แน่นท้องแม้ทานอาหารไปเล็กน้อย มีแสบบริเวณลิ้นปี่ อาจมีผายลมมากกว่าปกติ บางครั้งพอได้เรอหรือผายลมแล้วจะดีขึ้น ยาแก้ท้องอืด จึงเป็นหนึ่งในยาสามัญประจำบ้าน ที่ควรมีติบ้านเอาไว้ใช้บรรเทาอาการในยามที่เริ่มรู้สึกมีอาการ

ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี ควรมีติดบ้าน

ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี เพราะท้องอืดเป็นอาการผิดปกติของกระเพาะหรือลำไส้ ที่พบเจอได้ในคนทุกเพศทุกวัย เราจึงควรมียาแก้ท้องอืดติดบ้านไว้

 

สาเหตุการเกิดอาการท้องอืด

  • การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแก๊สหรือทำให้เกิดแก๊ส เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม น้ำโซดา ชา กาแฟ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
  • การระคายเคืองจากการสูบบุหรี่
  • การกลืนอากาศเข้าไปปริมาณที่มาก เช่น การพูดมากๆ ทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย การกลืนน้ำลายบ่อย การเคี้ยวหมากฝรั่ง การดูดลูกอมหรืออมยิ้ม การดูดนม ของเหลว หรือน้ำผ่านหลอดดูด การดื่มน้ำจากขวดปากแคบ
  • การรับประทานยาบางชนิด ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น ยาลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือเรียกตามชื่อย่อว่า เอ็นเสด ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น แอสไพริน ไดโคลฟีแนก ไพร็อกซีแคม
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางกลุ่ม จะทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาคลายเครียด
  • มีโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน นิ่วในถุงน้ำดี
  • มีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคของตับอ่อน โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์
  • มีภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส ร่างกายไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส  ทำให้เมื่อทานนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมจะมีอาการท้องอืด ปวดท้อง มีลมในลำไส้
  • พฤติกรรมในการรับประทาน เช่น ทานอาหารรสจัด ทานอาหารหมักดอง อาหารเปรี้ยวจัด รีบเร่งรับประทานอาหาร เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทานอาหารปริมาณมากๆ ทานอาหารมัน ทานอาหารไขมันสูงย่อยยาก ทานอาหารไม่ตรงเวลา การล้มตัวลงนอนหลังจากกินอาหารเสร็จใหม่ ๆ
  • การทำงานแบบนั่งโต๊ะโดยไม่มีการออกกำลังกายซ้ำ ๆ บ่อย ๆ นาน ๆ จนเป็นกิจวัตร ไม่ค่อยขยับร่างกาย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้
  • สวมใส่ฟันปลอมหลวม ไม่กระชับ ทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากขึ้น ทำให้เคี้ยวและบดอาหารได้ไม่ละเอียด กระเพาะต้องทำงานหนักขึ้น ทำให้ท้องอืด

 

การปฏิบัติและดูแลตนเองเพื่อลดอาการท้องอืด

  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เคี้ยวให้ละเอียด ไม่รีบเร่ง ทานให้ตรงเวลาทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดๆ ของหมักดอง หรือของย่อยยาก ไม่รับประทานอาหารมากเกินไป
  • หลังอิ่มใหม่ ๆ อย่าพึ่งล้มตัวนอน ให้เดินเพื่อให้ทางเดินอาหารเคลื่อนไหว ช่วยในการย่อยอาหาร
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงความเครียด
  • งดเครื่องแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม รวมถึงระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs หรือยาที่มีผลข้างเคียงต่อการทำงานของกระเพาะลำไส้
  • ทานยาช่วยบรรเทาหรือลดอาการท้องอืด

 

แนะนำ 10 ยาแก้ท้องอืด สะดวกซื้อ สะดวกใช้

  1. ยาธาตุน้ำแดง วิทยาศรม

เป็นยาสามัญประจำบ้าน ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในกระเพาะและลำไส้ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เป็นยาน้ำสีดำ รสชาติหวานซ่าเปรี้ยวเผ็ดร้อนเล็กน้อย ทานง่าย มี 4 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 60 มล. ขนาดกลาง 300 มล. ขนาดใหญ่ 500 มล. และขนาด 4,000 มล. โดยขนาดยอดนิยมคือ ขนาดกลาง 300 มล. ขนาดใหญ่ 500 มล. ใช้ได้ในเด็กที่อายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ ข้อควรระวังคือ ยามีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจ

เว็บไซต์อ้างอิง: https://vidhyasom.com/product/red-yeast/

ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี ควรมีติดบ้าน

อ้างอิงรูปภาพ: https://vidhyasom.com/product/red-yeast/

 

  1. ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน

มีขายตามร้านขายยาทุกร้าน อยู่คู่คนไทยมายาวนาน มีติดบ้านแทบทุกครัวเรือน แก้ท้องอืด จุกเสียด ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย เป็นยาน้ำสีขาว รสชาติอร่อยหอมเย็นช่าเหมือนมิ้นท์ ทานง่าย มี 3 ขนาดให้เลือกใช้ คือ ขนาด 50 มล., 200 มล. และแบบซอง 15 มล. พกพาสะดวก ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ข้อควรระวังคือ ยามีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้หรือส่วนประกอบของยานี้

เว็บไซต์อ้างอิง: http://bosspharmacare.com/th/portfolio/flyingrabbit/

ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี ควรมีติดบ้าน

อ้างอิงรูปภาพ: http://bosspharmacare.com/th/portfolio/flyingrabbit/

 

  1. Vidhyasom Baby Natural Gel

เป็นเจลสีขาวน้ำนมสมุนไพรสูตรเปปเปอร์มิ้นท์ใช้ทาภายนอกบริเวณท้อง (ห้ามรับประทาน) ลดอาการท้องอืด ให้กลิ่นสดชื่น เป็นเจลสูตรอ่อนโยนที่ใช้ได้ตั้งแต่ทารกแรกคลอดจนถึงผู้ใหญ่ เรียกกันในหมู่คุณแม่ว่ามหาหิงค์กลิ่นหอม ใช้ง่าย ไม่เลอะเทอะเสื้อผ้า ไม่ระคายเคืองผิว หลังใช้ช่วยผ่อนคลาย ขับลม สบายท้อง    

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/mahahingvs

ท้องอืด

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/mahahingvs/

 

  1. ยา Air-x

เป็นยาสามัญประจำบ้านบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นที่รู้จักของคนไทยมานาน หาซื้อง่าย ใช้สะดวก เป็นยาเม็ดแบนไม่หนาไม่ใหญ่ ทานง่ายโดยเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน รสอร่อย มี 3 รส คือ รสมิ้นท์ รสส้ม และรสมะนาว ปราศจากแอลกอฮอล์ มีสูตร Air-x sugar free ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่ผู้ป่วยเบาหวานเลือกทานได้  เป็นยาที่สามารถใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรก็สามารถทานได้ ส่วนในเด็กทารกมีชนิดหยด คือ Air-x drops แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยากับทารกเพื่อความปลอดภัย

เว็บไซต์อ้างอิง: http://www.rx.co.th/mainrx/faq.php

ท้องอืด

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/

 

  1. Pudin Hara

เป็นยาสมุนไพรสกัดจากน้ำมันสะระแหน่ในรูปแบบแคปซูลเจลนิ่มสีเขียวใส ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ลดอาการแน่นจุกเสียด รับประทานครั้งละ 1- 2 เม็ดหลังอาหารหรือเมื่อมีอาการ ห้ามเคี้ยวเพราะมีรสและกลิ่นเผ็ดซ่า โดยหลังทานจะรู้สึกเย็นๆ ในท้องและเรอเป็นกลิ่นมิ้นท์หอมๆ ส่วนผายลมหอมด้วยหรือไม่ อันนี้แล้วแต่ต่อมรับกลิ่นของแต่ละคน

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/วิคอินเดีย-amrutanjan-himalaya-herbals

ท้องอืด

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/

 

อ่านต่อ.. ยาแก้ท้องอืด ยี่ห้อไหนใช้ดี ควรมีติดบ้าน ..ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด ลูกใส่สบาย ถูกใจคุณพ่อคุณแม่

เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด ลูกใส่สบาย ถูกใจคุณพ่อคุณแม่

ผิวเด็กทารกมีความบอบบาง สามารถเกิดการระคายเคืองได้ง่าย เสื้อผ้าเด็กทารกจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องผิวที่บอบบางและช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายของทารกให้คงที่ เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดของเสื้อผ้า โดยเฉพาะเนื้อผ้า เพราะเป็นส่วนสำคัญที่สัมผัสผิวทารกโดยตรง กิจกรรมส่วนใหญ่ของทารกมักจะนอนอยู่กับที่และด้วยสภาพเมืองไทยมีอากาศร้อนเกือบทั้งปี เมื่อเหงื่อออก ถ้าเนื้อผ้าระคายเคืองและระบายความร้อนได้ไม่ดี ผิวเด็กทารกอาจเกิดผดผื่นแพ้ได้ง่าย ทำให้งอแงเพราะไม่สบายตัว หรือทำให้หงุดหงิดง่าย หลับไม่สนิท

เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด ลูกใส่สบาย ถูกใจคุณพ่อคุณแม่

เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด ลูกใส่สบาย ถูกใจคุณพ่อคุณแม่

ชนิดของผ้าทั่วไปที่มักนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเด็กทารก

  • ผ้าฝ้าย หรือที่เรียกกันว่าผ้าคอตตอน โดยเนื้อผ้าคอตตอนมีทั้งแบบที่เป็นคอตตอน100% และแบบผ้าคอตตอนผสมใยสังเคราะห์ เนื้อผ้าคอตตอนจะระบายความร้อนได้ดี มีความอ่อนนุ่มและไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็กทารก
  • ผ้าป่าน มีเนื้อผ้าบางเบา ระบายความร้อนได้ดี ส่วนใหญ่จะมีสีสันหวาน ๆ สวยงามน่ารัก

รูปแบบเสื้อผ้าของเด็กทารก

  • แบบผูก ผูกด้านหน้าและด้านหลัง
  • แบบติดกระดุม
  • แบบซิป
  • แบบเน้นแฟชั่น คือพิมพ์ลาย มีรูปแบบการตัดเย็บ หรือลักษณะแบบสมัยนิยมอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากมีรูปแบบการสวมใส่แบบใดแบบหนึ่งดังที่กล่าวไป เสื้อผ้าทารกแบบเน้นแฟชั่นเหมาะสำหรับใส่ทั่วไป ตามเทศกาล หรือเข้ากับธีมสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจ 

ปัจจัยในการเลือกเสื้อผ้าเด็กทารก

  • ดูดซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดี เนื้อผ้ามีคุณภาพ อ่อนนุ่มและไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็ก
  • ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ ยืดหยุ่น ไม่เก็บกักไรฝุ่น ซักง่ายทั้งแบบมือและแบบซักกับเครื่องซักผ้า ตากแล้วแห้งไว
  • ขนาดเสื้อผ้าเด็กทารกเหมาะสมกับช่วงอายุ น้ำหนักและส่วนสูง สะดวกในการสวมใส่และถอดออก
  • ตัดเย็บตะเข็บไว้ด้านนอก รวมถึงป้ายบอกขนาดควรติดไว้ด้านนอกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียดสีกับผิวหนังของเด็กทารก
  • เลือกเสื้อผ้าที่มีสีอ่อน หรือ ใช้สีที่ปลอดสารพิษ เสื้อผ้ามีกระบวนการผลิตที่ไม่มีสารเคมีตกค้าง
  • หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่มีกระดุมนูน หรือโลหะ เพราะทารกจะเจ็บเวลานอนกดทับและผิวเกิดการระคายเคือง หรือผิวแพ้โลหะได้
  • หลีกเลี่ยงการเลือกชุดเสื้อผ้าเด็กทารกที่ต้องสวมใส่ทางคอ เนื่องจากทารกคอยังไม่แข็ง การสวมเสื้อต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • เลือกขนาดที่หลวม ๆ พอประมาณ เพราะเด็กทารกจะโตเร็ว เลือกไว้เผื่อเด็กโตขึ้นอีกเล็กน้อยไว้ก่อน

 

แนะนำ 10 แบรนด์เสื้อผ้าเด็กทารก สัมผัสนุ่มใส่สบาย

  1. Little Wacoal

แบรนด์เสื้อผ้าเด็กทารกที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มารีวิวว่าผ้านิ่มมาก ยิ่งซักยิ่งนิ่ม ไม่เป็นขุยหรือขึ้นเม็ด ยิ่งใช้ยิ่งประทับใจสุด ๆ มีให้เลือกทั้งของเด็กชายและเด็กหญิง การออกแบบประณีต คุณภาพเกินราคา ใส่ง่าย ถอดสะดวก มีถุงมือ ถุงเท้า และผ้าห่อตัวลายน่ารัก ให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งเพลิดเพลินและสะดวกในการดูแลลูกน้อยได้ตลอดเวลา

เว็บไซต์อ้างอิง: https://sahagrouponline.com/brands/little-wacoal/

เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด

อ้างอิงรูปภาพ: https://i0.wp.com/sahagrouponline.com/

 

  1. Absorba

เสื้อผ้าเด็กแบรนด์ดังจากฝรั่งเศส มาตรฐานการผลิตคุณภาพสูง เสื้อผ้าเด็กทารกผลิตจากผ้าคอตตอน 100% ตะเข็บนุ่ม ไม่บาดผิว เนื้อผ้านุ่มมาก เบาสบาย ไม่อับชื้น ระบายอากาศได้ดี ยืดหยุ่นสูง ไม่รัด ไม่อึดอัด ทำให้ลูกสบายตัว หลับสนิท เวลาแหวะนมหรือขับถ่ายก็สะดวกในการถอดเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กทารกที่ควรมีติดบ้านไว้ให้ลูกสวมใส่ได้สบาย ๆ ตลอดวัน โดยแบรนด์มีการทำเสื้อผ้าออกมาเป็นคอลเลคชันหลากหลายด้วย แต่เรื่องผิว ขอแนะนำคอลเลคชั่น Petit Chat ซึ่งออกแบบมาอย่างเข้าใจเรื่องผิวอันบอบบางของทารกน้อยมากที่สุด

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/AbsorbaclubThailand/

เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/AbsorbaclubThailand/

 

  1. Enfant

เสื้อผ้าเด็กทารกแบรนด์นี้เด่นเรื่องการใช้ผ้าคอตตอน 100% คุณภาพดีที่สุดจากอเมริกา เนื้อผ้ามีความนุ่มแน่นเนียน ไม่ระคายเคืองผิว และระบายอากาศได้ดีมาก เมื่อสวมใส่ทำให้ทารกไม่ร้อนอบอ้าว การออกแบบมีความน่ารักด้วยหลากหลายสีสัน โดยสีที่ใช้กับเสื้อผ้าเด็กทารกเป็นสีที่ปราศจากสารโลหะหนัก ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อย ซักง่าย ตากแห้งไว ผ้าไม่เป็นขุย ไม่กักฝุ่น ยิ่งซักยิ่งใช้ เสื้อผ้าเด็กทารกก็ยิ่งนุ่ม นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ทางแบรนด์ยังมีหมวก กางเกง ถุงเท้า ถุงมือให้เลือกใช้ให้เข้าชุดกันด้วย

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/Enfant.MomClub/

ชุดเด็กแรกเกิด

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/Enfant.MomClub/

 

  1. AUKA

แบรนด์นี้ใช้กรรมวิธีการทอแบบพิเศษ ตัดเย็บอย่างประณีต เนื้อผ้าเป็นผ้าคอตตอน 100% คุณภาพดีจากอเมริกา ปลอดภัยจากสารและโลหะที่จะเป็นอันตรายต่อผิวเด็ก มีคุณสมบัติคือเนื้อผ้านุ่มเนียนละเอียด ให้สัมผัสลื่นสบายผิว เบาบาง ใส่แล้วไม่ร้อน ระบายเหงื่อได้ดี แห้งไวมาก ซักแล้วไม่ยืด ไม่ย้วย ไม่เป็นขุย การออกแบบมีเฉดสีพาสเทลหลากหลาย สดใสน่ารัก ให้คุณพ่อคุณแม่เลือกดูแลและแต่งตัวให้ลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและสนุกสนานในทุกวัน ลูกอารมณ์ดี สบายตัว ไม่งอแงหรือหงุดหงิดง่าย แนะนำแบรนด์นี้ต้องมีไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนให้ลูกน้อยสวมใส่เป็นประจำ

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/aukathailand/

ชุดเด็กแรกเกิด

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/aukathailand/

 

  1. H&M

เนื้อผ้าของเสื้อผ้าเด็กทารกแบรนด์นี้นุ่มมาก มีความยืดหยุ่นสูง สวมใส่สบาย รูปแบบหลากหลายเหมาะสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ สวมใส่ให้ได้สะดวก ไม่บาดหรือระคายเคืองผิว และถอดเปลี่ยนได้ง่าย รวดเร็ว ซักแล้วไม่ย้วย ตากแล้วแห้งไว ไม่กักฝุ่น ไม่เป็นขุยขน ใช้แล้วอารมณ์ดี หลับสนิท สบายตัว

เว็บไซต์อ้างอิง: https://th.hm.com/th_th/kids/shop-by-product/newborn-0-9-months.html

ชุดเด็กแรกเกิด

อ้างอิงรูปภาพ: https://d29c1z66frfv6c.cloudfront.net/

 

อ่านต่อ.. เทคนิคการเลือกชุดเด็กแรกเกิด ลูกใส่สบาย ถูกใจคุณพ่อคุณแม่ ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มดลูกคว่ำ

ภาวะ มดลูกคว่ำ มดลูกต่ำ คืออะไร ทำให้มีลูกยากจริงไหม?

มดลูกคว่ำ- มดลูกเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญในช่วงของการมีประจำเดือนและที่สำคัญยังมีหน้าที่อุ้มทารกในระหว่างตั้งครรภ์ หลายคนอาจเคยได้อ่านข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เกี่ยวกับภาวะมดลูกต่ำหรือคว่ำแล้วอาจเกิดคำถามและความสงสัยว่าอาการดังกล่าวจะทำให้มีลูกได้ยากหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะว่าภาวะมดลูกคว่ำ หรือมดลูกต่ำคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะทำให้มีลูกยากได้จริงไหม

ภาวะมดลูกคว่ำ คืออะไร ทำให้มีลูกยากจริงไหม?

ภาวะมดลูกคว่ำ คือการที่มดลูกคว่ำไปข้างหลังโค้งไปทางกระดูกสันหลังหรือคว่ำไปข้างหน้าทางหน้าท้อง มดลูกเป็นอวัยวะที่ทารกใช้อาศัยอยู่เพื่อการเติบโตในระหว่างตั้งครรภ์ มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์คว่ำและอยู่ในกระดูกเชิงกรานระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก ซึ่งตำแหน่งที่แน่นอนนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยเฉพาะในระหว่างการตั้งครรภ์

โดยปกติมดลูกจะตั้งอยู่ด้านในบริเวณอุ้งเชิงกรานของผู้หญิง และเป็นอวัยวะที่มีน้ำหนักพอสมควร ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่มดลูกจะไม่ได้ตั้งอยู่ท่าเดียว โดยอาจมีโอกาสโค้งไปทางด้านหน้า (คว่ำมาทางด้านหน้า) หรืออาจโค้งไปด้านหลัง (คว่ำมาทางด้านหลัง) ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีเส้นเอ็นมาคอยช่วยพยุงมดลูกเอาไว้ไม่ให้มดลูกคว่ำหรือเอียงไปมามากเกินไป ซึ่งความแตกต่างระหว่างมดลูกคว่ำทั้งสองแบบ คือ หากมดลูกคว่ำไปข้างหน้าที่ปากมดลูกและชี้ไปที่หน้าท้อง ในตำแหน่งนี้มดลูกจะอยู่ด้านบนของกระเพาะปัสสาวะ และในมดลูกที่คว่ำไปทางด้านหลังมดลูกมักจะกดทับช่วงประมาณลำไส้ตรงของคุณ

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่ามดลูกที่พลิกกลับอยู่ในกระดูกเชิงกรานของคุณเป็นอย่างไร ให้ลองนึกถึงมดลูกที่เหมือนอักษรตัว U ซึ่งคนที่มีมดลูกคว่ำไปข้างหลัง ส่วนโค้งของ U จะชี้ไปที่ด้านหลังส่วนล่างของคุณเป็นต้น ซึ่งผู้หญิงสามารถเกิดมาพร้อมกับมดลูกคว่ำหรือสามารถพบได้ในภายหลัง ผู้หญิงบางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีภาวะมดลูกคว่ำเพราะไม่มีอาการบ่งบอกใดๆ แล้วอาจตรวจเจอโดยบังเอิญ

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ มดลูกคว่ำ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ผู้หญิงบางคนอาจเกิดมาพร้อมกับมดลูกต่ำหรือคว่ำตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะสุขภาพใดๆ แต่ในบางกรณีก็สามารถเกิดขึ้นได้ในภายหลัง

ซึ่งสาเหตุบางประการที่ทำให้มดลูกคว่ำได้ คือ

  • การเกิดแผลเป็นหรือการยึดเกาะ : เนื้อเยื่อคล้ายแผลเป็นจากการผ่าตัดอุ้งเชิงกรานก่อนหน้า (รวมถึงการผ่าตัดคลอด) โรคเกี่ยวกับกระดูกเชิงกรานอักเสบ (PID) หรือการติดเชื้ออื่นๆ อาจทำให้เนื้อเยื่อในมดลูกของคุณไปติดกับอวัยวะอื่นๆ สิ่งนี้สามารถดึงรั้งให้มดลูกของคุณคว่ำหรือต่ำได้
  • เนื้องอกในมดลูก : เนื้องอกในมดลูกหรือการเจริญเติบโตอื่น ๆ ในมดลูกของคุณสามารถเปลี่ยนรูปร่างและตำแหน่งของมันได้
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ : ด้วยเงื่อนไขนี้ เนื้อเยื่อเช่นเยื่อบุโพรงมดลูกของคุณจึงก่อตัวขึ้นนอกมดลูกของคุณ เซลล์เหล่านี้สามารถเกาะติดกับอวัยวะอื่นๆ ในกระดูกเชิงกรานและทำให้มดลูกอยู่ในลักษณะคว่ำได้
  • การคลอดบุตร : เมื่อคลอดบุตรกล้ามเนื้อและเอ็นของอุ้งเชิงกรานจะยืดออกและอ่อนแรงลงซึ่งอาจทำให้มดลูกคว่ำไปข้างหน้าหรือหลังได้
  • วัยหมดประจำเดือน : ผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนจะมีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เอ็นที่ยึดมดลูกของคุณไม่สามารถรองรับและทำให้มดลูกคว่ำไปข้างหลังได้

อาการ มดลูกคว่ำ

ผู้หญิงบางคนที่มีมดลูกต่ำหรือคว่ำ อาจไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามยังมีวิธีสังเกตอาการได้หลายอย่าง อาทิ

  • การยื่นออกมาของช่องท้องส่วนล่าง
  • ปวดประจำเดือน
  • ปวดในช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานขณะมีเพศสัมพันธ์บางท่า
  • ปัญหาในการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดระหว่างมีประจำเดือน
  • ปัญหาทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs) หรือภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ภาวะมดลูกคว่ำ
ภาวะมดลูกคว่ำ

มดลูกคว่ำ ทำให้มีลูกยากจริงหรือไม่?

มดลูกเป็นอวัยวะที่มีการเคลื่อนที่แบบอิสระสามารถที่จะตั้งแยู่ในอุ้งเชิงกรานแบบคว่ำหน้า ตั้งตรงกลาง หรือคว่ำไปทางข้างหลังได้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งถือเป็นลักษณะตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล และไม่ได้ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

อาจมีความเข้าใจผิดว่าหากเกิดภาวะมดลูกคว่ำจะทำให้อสุจิผ่านเข้าไปยังมดลูกได้ยากขึ้น  และจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ยากขึ้น ซึ่งความจริงแล้วอสุจิมีขนาดเล็กมากถ้าเทียบกับโพรงมดลูก ดังนั้นการที่มดลูกจะโค้งหรือคว่ำไปทางด้านหลังหรือด้านหน้ามักไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ หมายความว่าไม่ได้ทำให้ผู้หญิงมีลูกยากแต่อย่างใด

นอกจากนี้การมีมดลูกคว่ำจะไม่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ของคุณ และคุณจะสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนคนอื่นๆ แน่นอน ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาวะเจริญพันธุ์ของคุณคือ เมื่อมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น เนื้องอกในมดลูกและ PID อาจเป็นสาเหตุของมดลูกคว่ำที่ผิดปกติร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมสำหรับใครที่มีภาวะมดลูกคว่ำมากๆ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น มีช็อกโกแลตซีสต์ มีพังผืดในช่องท้อง มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ถ้าเกิดในกรณีเหล่านี้ ก็อาจจะส่งผลให้มีลูกยากได้ ดังนั้นหากพบความผิดปกติในร่างกายควรรีบปรึกษาและพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

นอกจากนี้ มดลูกที่คว่ำอาจสร้างแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะได้มากขึ้นในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งอาจทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะลำบาก นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังสำหรับผู้หญิงบางคน มดลูกของคุณอาจมองเห็นได้ยากขึ้นด้วยอัลตราซาวนด์จนกว่าจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ แพทย์ของคุณอาจต้องใช้อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal) ในช่วงไตรมาสแรก เพื่อดูความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์ มดลูกของคุณควรขยายและยืดตรงไปจนสุดของไตรมาสแรก โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ระหว่างสัปดาห์ที่ 10 ถึง 12 ซึ่งจะทำให้มดลูกยกออกจากกระดูกเชิงกรานและไม่คว่ำอีกต่อไป

มดลูกคว่ำ ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ได้หรือไม่?

ปัจจุบันยังมีงานวิจัยที่ไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงสภาวะที่เกิดขึ้นลำไส้โดยตรงที่เกิดจากภาวะมดลูกต่ำหรือคว่ำ (ไปด้านหลัง) เช่น อาการลำไส้แปรปรวน (IBS) หรืออาการท้องผูกเรื้อรัง อย่างไรก็ตามเนื้องอกในมดลูกและเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งเป็นสาเหตุทั่วไปของมดลูกคว่ำ มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการของ IBS การมีอุ้งเชิงกรานที่อ่อนแอจากการคลอดบุตร หรือวัยหมดประจำเดือนก็เชื่อมโยงกับการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ของคุณ ให้พูดคุยกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณเกี่ยวกับอาการของคุณ เพื่อให้สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้

อ่านต่อ…ภาวะมดลูกคว่ำ มดลูกต่ำ คืออะไร ทำให้มีลูกยากจริงไหม? คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รวม นิทานคุณธรรม

รวม นิทานคุณธรรม สนุก สอนใจ ได้แง่คิด

นิทานคุณธรรม นิทานสำหรับเด็ก สนุก ได้แง่คิดสอนใจลูก ผ่านตัวละครทำให้เด็กเข้าใจได้ง่าย หากใครคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจยาก ต้องอ่าน!!!

รวม นิทานคุณธรรม สนุก สอนใจ ได้แง่คิด!!

นิทาน กับเด็กเป็นข้อคู่กัน มีประโยชน์ต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ซ้ำยังช่วยเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูก และครอบครัวให้แน่นแฟ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าประโยชน์ของนิทานนั้นยังมีอีกมากมาย อย่ามัวรอช้าเราไปเริ่มกันเลยดีกว่า

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541:2-10 ได้ระบุไว้ว่า นิทาน คือ สิ่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย ไม่มีเด็กคนใดไม่ชอบฟังนิทาน นิทานสามรถสร้างจินตนาการ ความฝัน ความคิด ความเข้าใจและการรับรู้ให้กับเด็กดังนั้น การเล่านิทานเป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก การเล่านิทานให้เด็กฟังไม่ใช่เล่าเพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น แต่เนื้อหาในนิทานต้องมีความน่าสนใจ และสอดแทรกสาระความรู้ เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์จากการฟังนิทาน

ที่มา : กุลยา ตันติผลาชีวะ:. (2541). “การเล่านิทาน” วารสารการศึกษาปฐมวัย.
มาอ่าน นิทานคุณธรรม กันเถอะ
มาอ่าน นิทานคุณธรรม กันเถอะ

รวม นิทานคุณธรรม มาอ่านให้ลูกฟังกันเถอะ!!

เรื่อง สามพี่น้องกับกิ่งไม้

ชายแก่คนหนึ่งมีลูกชาย 3 คน ลูกชายทั้งสามคนของเขาเป็นคนที่ขยันขันแข็งมาก แต่พวกเขามักทะเลาะเบาะแวงกันอยู่เป็นประจำ ผู้เป็นพ่อพยายามตักเตือนให้พวกเขารักสามัคคีกัน แต่แล้วก็ต้องล้มเหลวไปทุกครั้ง

ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจจะแสดงตัวอย่างให้เห็นถึงผลร้ายของความไม่สามัคคี

วันหนึ่งเขาบอกให้ลูกๆ ไปหากิ่งไม้มาหลายๆ กิ่ง เมื่อลูกๆ นำมาให้แล้ว เขาได้มัดกิ่งไม้รวมกันเป็นมัดใหญ่ แล้วบอกให้ลูกชายแต่ละคนลองหักไม้ออกเป็น 2 ท่อน ทุกคนพยายามหักกิ่งไม้จนสุดแรงแต่ก็ไม่สำเร็จ ต่อจากนั้น ผู้เป็นพ่อได้แก้มัดกิ่งไม้ออก แล้ววางกิ่งไม้ลงบนมือของลูกชายทุกคน คนละ 1 กิ่ง แล้วบอกให้ลูกๆ ลองหักกิ่งไม้ดู ลูกๆ ทุกคนก็หักกิ่งไม้ออกเป็นสองท่อนได้อย่างง่ายดาย

ผู้เป็นพ่อ จึงพูดว่า “นี่แหละลูก ถ้าพวกเจ้ารู้รักสามัคคีและช่วยเหลือกัน พวกเจ้าจะเป็นเหมือนกิ่งไม้มัดนี้ ที่ศัตรูไม่อาจทำร้ายได้ แต่ถ้าพวกเจ้าแบ่งแยกทะเลาะกันเอง ศัตรูจะสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้อย่างง่ายดาย เหมือนกิ่งไม้ที่แยกออกจากกันเหล่านี้แล”

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ลูกชายทั้งสามคนก็เข้าใจถึงพลังของความสามัคคี และให้สัญญากับพ่อไปว่า “ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราก็จะรักและสามัคคีกันตลอดไปครับ”

ข้อคิดสอนใจ

รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย

สามัคคี คือ พลัง

ที่มา: นิทานอีสป เรียบเรียงโดย nitanstory.com

เรื่อง แมวกับคนใจคด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีหญิงชราคนหนึ่งไม่มีลูกหลาน อาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง บ้านของเธอนั้นใหญ่โตกว้างขวางมาก จนหญิงชราไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง กระทั่งพวกหนูมากัดทำลายข้าวของ จนเสียหายทุกวันหญิงชราทนความรำคาญไม่ไหวจึงไปขอร้องแมวตัวหนึ่งให้มาอยู่ด้วย และสัญญากับแมวว่าถ้าแมวช่วยจับหนูให้หมดบ้าน นางจะให้แมวอยู่ด้วยจนชั่วชีวิต
แมวนั้นดีใจมาก มันจึงออกจับหนูทุกวันไม่ได้หยุด จนกระทั่งหนูออกไปจากบ้านหญิงชราจนหมด วันหนึงขณะที่แมวกำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น มันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะหญิงชราได้หวดไม้เรียวลงมาบนตัวของมันอย่างแรง
เจ้าจับหนูหมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์กับข้าอีกต่อไป…ออกไปจากบ้านของข้าได้แล้วเจ้าแมวขี้เกียจ”หญิงชราตวาดแมว
แมวจำใจออกจากบ้านของหญิงชรา ด้วยความเจ็บแค้นเมื่อพวกหนูรู้ข่าวว่าบ้านของหญิงชราไม่มีแมวแล้วก็พากันอพยพกลับมาใหม่ หญิงชราจึงออกไปหาแมวและพูดอ้อนวอนให้แมวกลับมาอยู่อีก
พอที!!!…นางใจร้าย ข้าจะไม่ยอมช่วยเหลือ…คนที่ไม่มีสัจจะอย่างเจ้าอีกแล้ว“ เจ้าแมวกล่าว

ข้อคิดสอนใจ 

ผู้ที่ไร้สัจจะ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่อยากเป็นมิตรด้วย

ที่มา : https://nitanstory.com
นิทานคุณธรรม แมวกับคนใจร้าย
นิทานคุณธรรม แมวกับคนใจร้าย

เรื่อง กระต่ายน้อยยอดกตัญญู

ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งมีฝูงสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กระต่ายน้อยเป็นกระต่ายน้อยน่ารักอาศัยอยู่กับแม่ในโพรงไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง ทุก ๆ เช้าแม่จะออกไปหาอาหาร

(แม่กระต่าย) “กระต่ายน้อยๆอยู่ใหนลูก”
(กระต่ายน้อย) “มาแล้วจ้า ๆ มีอะไรจ๊ะแม่”
(แม่กระต่าย) “วันนี้แม่จะออกไปหาอาหาร อย่าวิ่งซุกซนไปใหนนะลูก เดี๋ยวจะได้รับอันตราย”
(กระต่ายน้อย) “จ๊ะแม่”

อยู่มาวันหนึ่งแม่กระต่ายเกิดไม่สบาย ไปหาอาหารมาให้ลูกไม่ได้ กระต่ายน้อยจึงต้องออกไปหาอาหารเพื่อมาเลี้ยงแม่

(กระต่ายน้อย) “แม่จ๋า ๆ ฉันได้ผักกาดหวานกรอบแม่ชอบใช่มั๊ยจ๊ะ มากินเร็วไวแม่จะได้แข็งแรงไงจ๊ะ”

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้ากระต่ายน้อยก็แอบไปขโมยผักกาดของชาวบ้านมาให้แม่กินทุก ๆ วัน จนกระทั่งเจ้าของสวนมาพบ และจับกระต่ายน้อยไว้ได้

(เจ้าของสวน) “นี่แน่ะ ๆ จับได้แล้วเจ้าหัวขโมย วันนี้ข้าต้องเล่นงานเจ้าแน่ ๆ เลย”
(กระต่ายน้อย) “โอ๊ย ๆ ปล่อยฉันเถอะ อย่าจับฉันเลยสงสารฉันเถอะ แม่ฉันกำลังป่วย และรออาหารจากฉันอยู่ ปล่อยฉันเถอะนะ ฉันจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”
(เจ้าของสวน) “ข้าซึ้งใจเจ้าจริง ๆ แต่ก่อนจะปล่อยเจ้าไป เจ้าจงจำไว้ ของ ๆ คนอื่นถ้าอยากได้ต้องขอเจ้าของเขาก่อน แต่นี้ต่อไปข้าไม่หวงแหน แม่มีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ควรได้ตอบแทน กินได้ทุกวัน”
(กระต่ายน้อย) “ขอบคุณท่านมากจริง ๆ ฉันจะไม่ลืมพระคุณท่านเลย”
(กระต่าย) “แม่จ๋า ลูกได้พบผู้ใจดี ให้อาหารเรากินทุกวันเลย เขาใจดีจริง ๆ นะจ๊ะแม่”
(แม่กระต่าย) “กระต่ายน้อยเจ้าจงจำไว้นะลูกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าต้องเป็นกระต่ายซื่อสัตย์ กตัญญูรู้คุณท่านนะลูก”
(กระต่ายน้อย) “จ๊ะแม่ ลูกจะจำไว้ลูกจะไม่ลืมพระคุณท่านเลย”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเจ้ากระต่ายน้อยก็เชื่อฟังคำสั่งสอนของแม่ และไม่เคยไปขโมยผักของชาวบ้านอีกเลย และกระต่ายน้อยก็เป็นที่รู้จักในหมู่สัตว์ป่า สัตว์อื่น ๆ ก็ให้การยอมรับยกย่องกระต่ายน้อยว่าเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณบิดา มารดา

ข้อคิดสอนใจ

ความกตัญญูต่อบิดา มารดา หรือผู้มีพระคุณเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรามีความเจริญในชีวิตตลอดไป

ที่มา : https://wbscport.dusit.ac.th
อ่านนิทาน ดีต่อพัฒนาการเด็ก
อ่านนิทาน ดีต่อพัฒนาการเด็ก

เรื่อง สิงโตเจ้าปัญญา

สิงโตฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในทุ่งกว้าง สิงโตเฒ่ามีหน้าที่อบรมสิงโตหนุ่มสาวให้รู้จักการต่อสู้ หาอาหาร ป้องกันภัย และมีความกตัญญู วันหนึ่งมีการเลือกหัวหน้าใหม่ คู่แข่งขันคือ สิงโตหนุ่มกับสิงโตเฒ่า ปรากฏว่าสิงโตหนุ่มเป็นผู้ชนะ เมื่อสิงโตหนุ่มได้เป็นหัวหน้าจึงขับไล่ให้พวกสิงโตเฒ่าออกไป
ต่อมามีฝูงสุนัขจิ้งจอกมาล้อมทุ่งหญ้า และท้าให้พวกสิงโตหนุ่มปั่นเชือกด้วยขี้เถ้าให้ได้ภายในเจ็ดวัน ถ้าทำไม่ได้จะถูกยึดครองทุ่งหญ้าแห่งนั้น เมื่อสิงโตหนุ่มคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร สิงโตหนุ่มตัวหนึ่งจึงไปถามสิงโตเฒ่า สิงโตเฒ่าได้สอนวิธีปั่นเชือกด้วยขี้เถ้าให้
เมื่อสนุขจิ้งจอกกลับมา พบว่าพวกสิงโตสามารถทำได้ จึงพากันกลับไป หัวหน้าสิงโตหนุ่มรู้สึกสำนึกในบุญคุณ และรู้สึกเสียใจที่มองไม่เห็นคุณค่าของสิงโตเฒ่า จึงเดินทางไปขอโทษ และเชิญให้กลับมาอยู่ด้วยกัน
ข้อคิดสอนใจ
รู้จักความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ อย่าดูถูกผู้มีประสบการณ์กว่า
ที่มา : https://swis.act.ac.th

อ่านต่อ >> รวม นิทานคุณธรรม หลากเรื่อง หลายรส พร้อมข้อคิดดี ๆ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พ่อแม่ รังแกฉัน Toxic Parent

สัญญาณบ่งบอก Toxic Parent!! เมื่อ พ่อแม่ รังแกฉัน

พ่อแม่ รังแกฉัน คุณกำลังเป็นพ่อแม่แบบนี้อยู่หรือเปล่า Toxic Parent พฤติกรรมบ่งบอกว่าลูกของคุณรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นยาพิษในชีวิต รู้แล้วปรับด่วน

สัญญาณบ่งบอก Toxic Parent!! เมื่อ พ่อแม่ รังแกฉัน

คนเป็นพ่อเป็นแม่ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ลูก พ่อแม่ทุกคนมักมีความคิดว่า หน้าที่ของเราคือ การเลี้ยงดูลูกให้เจริญเติบโตไปประสบความสำเร็จ ดังนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของลูกจึงเป็นเรื่องของพ่อแม่ หากคุณกำลังคิดเช่นนี้อยู่ และมีแนวโน้มพฤติกรรมที่จะเข้าไปบงการชีวิตของลูกให้ดำเนินไปตามทางที่คุณคิดว่าดีเพียงฝ่ายเดียวแล้วละก็ คำว่า พ่อแม่ รังแกฉัน คงเป็นนิยามความหมายของ พ่อแม่ ในแบบที่คุณกำลังเป็นอยู่ก็ได้

Toxic Parent !!

พ่อแม่ที่เป็นพิษ สำหรับสังคมในปัจจุบันที่ค่านิยมในการมีลูก มักจะมีเพียงครอบครัวละไม่มาก บางบ้านมีลูกเพียงคนเดียว มากสุดโดยส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ในยุคปัจจุบันมักมีไม่เกิน 3 คน ด้วยเหตุที่พ่อแม่มีลูกน้อย หรือเพียงคนเดียวนี่เอง ทำให้พ่อแม่หันมาสนใจในชีวิตของลูกได้มากขึ้น มอบความรัก ความปรารถนาดี และความห่วงใยใส่มาให้กับลูกแบบจัดเต็ม ด้วยหวังใจว่าอยากเป็นพ่อแม่ที่ดีของเขา แต่คุณพ่อคุณแม่จงระวังไว้สักนิด ความรัก ความปรารถนาดี ความห่วงใยเหล่านี้ หากมีมากจนเกินไป ผู้รับอาจเกิดความรู้สึกตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราคาดหวังจะหยิบยื่นให้ก็เป็นได้

พ่อแม่ รังแกฉัน คุณกำลังเป็นอยู่หรือเปล่า
พ่อแม่ รังแกฉัน คุณกำลังเป็นอยู่หรือเปล่า

“พ่อแม่ที่เป็นพิษ (Toxic Parent)” นี่เองที่ทำให้ลูกเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล มีภาวะเครียด จนนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรคบุคลิกผิดปกติต่าง ๆ จนเกิดเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามมา จนต้องขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาความสัมพันธ์ของพ่อ แม่ ลูก ไม่ให้เป็นพิษ ไม่ทำให้คุณกลายเป็นพ่อแม่แบบ พ่อแม่ รังแกฉัน ได้ ลองมาตรวจดู สัญญาณบ่งบอก 12 ลักษณะที่ชี้ว่า คุณเป็นพ่อแม่ที่เป็นพิษ (Toxic Parent) กันดูเสียหน่อยว่า เรามีลักษณะตามนี้อยู่หรือเปล่า

12 ลักษณะ สัญญาณบ่งบอกว่า คุณเป็นพ่อแม่ที่เป็นพิษ

1. พ่อแม่ที่พยายามควบคุมลูก

โดยพ่อแม่ในแบบนี้มักคิดว่าตัวเองให้กำเนิดลูกแล้วจะเป็นเจ้าของชีวิตลูก ขีดเส้นลูกให้ลูกเดินตามในทุก ๆ ด้าน โดยให้เหตุผลว่า ตนเองมีประสบการณ์มาก่อน (อาบน้ำร้อนมาก่อน) สิ่งที่เลือกให้ลูกนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดจากประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ปล่อยให้ลูกได้คิด ได้เลือกหนทางของชีวิตตัวเองเลย

2. เป็นพ่อแม่ Over acting

เป็นพ่อแม่ที่แสดงออกเกินความเป็นจริง เช่น เพียงแค่ลูกทำการบ้านไม่เสร็จ โวยวายเหมือนลูกสอบตกต้องซ้ำชั้น หรือลูกขอค่าขนมเพิ่ม ก็โมโหเหมือนลูกขโมยเงินเพื่อนมา เป็นต้น

3. มีอารมณ์รุนแรง ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการอารมณ์เสียตลอดเวลา หงุดหงิดเป็นเรื่องปกติ เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเมื่อเกิดปัญหา ไม่ทำตัวให้ลูกรู้สึกมั่นคง เช่น คุณพ่อคุณแม่ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเมื่อเกิดปัญหา รวมถึงการใช้อารมณ์ในรูปแบบของความรุนแรง ก็จะทำให้ลูกรู้สึกไร้ที่พึ่งพาทางใจ เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะช่วยคิด และรับมือกับปัญหาของเขาได้อย่างไร

4. ทำดีแค่ไหนก็ยังไม่เคยพอ

เป็นนักเรียกร้อง ลูกทำเท่าไหร่ก็ไม่พอกับความคาดหวัง ตั้งความหวังต่อลูกไว้สูงเกินความสามารถที่ลูกจะทำได้ และเมื่อลูกทำไม่ได้ก็พร้อมจะซ้ำเติมลูกอยู่ตลอด ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังแค่ไหนก็ตาม เพราะคุณพ่อคุณแม่มักจะเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น และพยายามหาข้อบกพร่องของลูก เพื่อกดดันให้ลูกพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าจะทำไปด้วยความหวังดี แต่พฤติกรรมนี้ของคุณพ่อคุณแม่กำลังทำให้ลูกขาดความมั่นใจในตัวเอง และทำให้ลูกไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง (self esteem) อีกด้วย

ทำดีแค่ไหนก็ไม่ดีพอในสายตาพ่อแม่ที่เป็นพิษ
ทำดีแค่ไหนก็ไม่ดีพอในสายตาพ่อแม่ที่เป็นพิษ

5.พูดจาเปรียบเทียบ ยกคนอื่นมาเปรียบเทียบกับลูกตัวเองเสมอ

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะทำไปด้วยความตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม แต่คำเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง หรือเพื่อน คนรู้จัก คนข้างบ้านก็ตาม คำเหล่านี้นอกจากจะไม่ช่วยพัฒนาใด ๆ แล้ว ยังซ้ำเติมให้เกิดปัญหาต่อพัฒนาการด้านจิตใจ และบุคลิกภาพของคนอีกด้วย

6.ไม่ใส่ใจรับฟังลูก

คำพูดลูกมีค่าน้อยกว่าข้อความที่ส่งต่อผ่านกันมาในไลน์ พ่อแม่ที่เป็นพิษจำนวนมากปฏิเสธที่จะให้ลูกแสดงอารมณ์เชิงลบ ลูกของพวกเขาต้องไม่มีปัญหา จึงไม่ยอมรับฟังความรู้สึกลูก โดยเฉพาะเมื่อลูกมีปัญหา มีอารมณ์ด้านลบ แต่ในความเป็นจริงแล้วอารมณ์ด้านลบ เศร้า โกรธ เสียใจ เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ เราไม่จำเป็นต้องปิดกั้น หรือรู้สึกผิดเมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้ และพ่อแม่ไม่ควรที่จะไม่รับฟัง หรือช่วยเหลือลูกเมื่อเกิดปัญหา

7. ชอบโทษลูก

เมื่อลูกผิดพลาด คุณมักจะโทษว่าลูกพยายามไม่พอ หรือมักโทษลูกก่อนเสมอ ไม่เคยรับฟัง นั่งวิเคราะห์ หรือชี้ให้เขาเห็นได้ว่าความผิดพลาดนั้น เกิดจากข้อบกพร่องจุดไหน แต่โทษเหมารวมว่าเป็นความผิดของลูกอย่างเดียว

8.ดุเก่ง มีแต่คำตำหนิ ไร้คำชม

ใช้ถ้อยคำตำหนิลูก จนกลายเป็นวิธีการสื่อสารปกติภายในบ้าน ด้วยค่านิยมที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ทำให้พ่อแม่บางคนมีความเชื่อว่า การชมลูกจะทำให้เขาเหลิง เสียคนได้ การตำหนิจะทำให้ลูกตระหนักและคอยปรับปรุงตัวอยู่เสมอ ซึ่งขัดกับผลการวิจัยในปัจจุบันหลาย ๆ ชิ้นที่แสดงให้เห็นแล้วว่า การลงโทษไม่สามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีมากไปกว่า การชมเชย

9.พ่อแม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และยึดถือความต้องการของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่าลูกจะมีความสุขหรือไม่ และการกระทำของตัวเองส่งผลต่อความรู้สึกของลูกอย่างไร เมื่อรู้ตัวว่าทำผิดก็ไม่ยอมขอโทษ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกรู้สึกเครียด และไม่มีความสุขเวลาที่อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ได้

10.ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของลูกมากเกินไป

งานวิจัยมากมายที่ระบุตรงกันว่าคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าไปมีบทบาทเรื่องส่วนตัวของลูกมากเกินไป จะส่งผลให้ลูกเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเองและตำหนิตัวเองว่ายังไม่ดีพออยู่เสมอ

11. ละเลยความรู้สึกของลูก

พ่อแม่บางคน ใส่ใจแต่เป้าหมายที่ตั้งไว้ จนละเลยความรู้สึกของลูก มีชีวิตประจำวันเพียงแค่ฝึกฝนลูกให้สามารถไปถึงเป้าหมายนั้น ๆ ได้ แต่ไม่เคยพูดคุย ถามไถ่ถึงความรู้สึกของเขาว่าเป็นเช่นไร ทำเหมือนกับว่าลูกเป็นหุ่นยนต์ ตื่นมาปฎิบัติหน้าที่เท่านั้น

มองลูกเป็นคู่แข่ง เอาความฝันตัวเองใส่ให้ลูก
มองลูกเป็นคู่แข่ง เอาความฝันตัวเองใส่ให้ลูก

12.มองว่าลูกเป็นคู่แข่ง หรือเอาความฝันของตัวเองใส่ไว้ที่ลูกแทน

โดยเปรียบเทียบลูกกับตัวเองตอนอายุเท่ากัน และแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังข่มลูก มองว่าลูกไม่สามารถเท่าเทียมตีวเองได้ โดยจะมีคำพูดติดปากว่า “ตอนแม่อายุเท่าลูกนะ แม่…..” หรือยัดเยียดความฝันของตัวเองในวัยเด็ก ให้ลูกเดินเส้นทางแทนตัวเอง ที่ไม่สามารถทำได้ โดยไม่คำนึงถึงตัวตนแท้จริงของลูก

เป็นอย่างไรบ้าง ลองนับกันดูมีลักษณะตรงกันกี่ข้อบ้าง แต่อย่าเพิ่งตกใจกันไป หากคุณพ่อคุณแม่ลองพิจารณาตนเองดูแล้วว่าเราเริ่มเข้าข่าย เป็น พ่อแม่ รังแกฉัน หรือ พ่อแม่เป็นพิษแล้ว ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไป เพราะเราเชื่อว่า สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทำลงไปนั้น คุณทำไปด้วยเจตนาของความรัก และเป็นห่วงลูกล้วน ๆ แม้วิธีการจะผิดไปบ้างก็ตาม แต่อย่าห่วง วันนี้เราได้รวบรวมวิธีปรับพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเป็น ยาพิษ ของลูก ให้กลับมาเป็น ของโปรด ของเขาเหมือนเดิมกัน

อ่านต่อ >>ปรับอย่างไร เมื่อคุณกลายเป็นพ่อแม่ที่เป็นพิษของลูก คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Craniosynostosis

Craniosynostosis ภาวะ กะโหลกศีรษะเกยกัน ในทารก อันตรายไหม?

Craniosynostosis – ภาวะกะโหลกศีรษะเชื่อมต่อกันผิดปกติหรือเกยกันเป็นข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นโดยกำเนิดเกิดจากรอยประสานกะโหลกศีรษะของทารกแต่ละส่วนที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างผิดธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีเส้นใยซึ่งจับกะโหลกของทารกไว้ด้วยกันจะยืดและผลิตกระดูกใหม่ สิ่งนี้ทำให้กะโหลกศีรษะขยายได้เมื่อสมองโตขึ้น กระดูกกะโหลกศีรษะมักจะมีความยืดหยุ่นและแยกออกจากกันประมาณ 12 ถึง 18 เดือนหลังคลอด ภาวะกะโหลกศีรษะเกยกันจะเกิดขึ้นหากมีรอยประสานในกะโหลกศีรษะก่อนที่สมองจะก่อตัวเต็มที่ การปิดก่อนกำหนดหมายความว่าสมองจะไม่สามารถเติบโตในรูปร่างตามธรรมชาติได้ ทำให้ศีรษะมีรูปร่างผิดปกติซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างของสมอง ประสาทตา และระบบทางเดินหายใจของทารกได้ในอนาคต

Craniosynostosis ภาวะ กะโหลกศีรษะเกยกัน ในทารก อันตรายไหม?

สาเหตุของ Craniosynostosis ภาวะกะโหลกศีรษะทารกเกยกัน

สาเหตุสำคัญนั้นเกิดจากการที่กระดูกที่มาประกอบกันเป็นกะโหลกศีรษะมีการเชื่อมติดหรือผสานต่อกันอย่างผิดปกติ หรือรอยต่อขอกะโหลกทำการปิดก่อนที่สมองของทารกจะเจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งโดยปกติ รอยต่อของกะโหลกเหล่านี้ควรเปิดอยู่จนกว่าทารกจะอายุประมาณ 2 ขวบ แล้วจึงเชื่อมติดสนิทจนแน่น เมื่อข้อต่อปิดเร็วเกินไป ส่งผลให้สมองดันกะโหลกขณะที่ร่างกายยังเติบโตต่อไป ซึ่งทำให้ศีรษะของทารกดูผิดรูปและยังสามารถทำให้เกิดแรงกดดันในสมองเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นและปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ได้ ทารกประมาณ 1 ใน 2,500 คน เกิดมาพร้อมกับอาการนี้  นอกจากนี้ทารกกะโหลกที่รอยต่อผสานรวมเร็วเกินไปอาจเกิดได้จากโรคทางพันธุกรรม ต่อไปนี้

  • กลุ่มอาการครูซอง (Crouzon Syndrome)
  • กลุ่มอาการเอเพิร์ต (Apert Syndrome)
  • กลุ่มอาการไฟเฟอร์ (Pfeiffer Syndrome)
  • กลุ่มอาการคาร์เพนเตอร์ (Carpenter Syndrome)
  • กลุ่มอาการเซเทอร์-โชเซน (Saethre-Chotzen Syndrome)

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง

ความเสี่ยงของการเกิดภาวะกะโหลกศีรษะเกยกันอาจเพิ่มขึ้นในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เช่นเดียวกับทารกที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม นอกจากนี้ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้น หากมารดาต้องใช้ยารักษาภาวะเจริญพันธุ์หรือเป็นโรคไทรอยด์ในระหว่างการตั้งครรภ์นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่คลอด้วยวิธีธรรมชาติในกรณีที่ท่าของทารกอยู่ผิดปกติในเชิงกรานของมารดาส่งผลให้ศีรษะทารกอาจเคลื่อนได้ช้าระหว่างการคลอด ซึ่งอาจตรวจพบศีรษะบวมน้ำหรือพบการเกยกันของกะโหลกศีรษะทารกได้มากขึ้นหลังคลอด

อาการของ Craniosynostosis กะโหลกศีรษะทารกเกยกัน

อาการโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับรอยต่อกะโหลกศีรษะของทารกที่ผิดปกติ รวมถึงพัฒนาการของสมอง มักจะสังเกตเห็นอาการผิดปกติได้เมื่อทารกคลอด อย่างไรก็ตาม เด็กบางคนอาจไม่แสดงอาการจนกว่าจะถึงสัปดาห์แรกหรือเดือนแรกหลังคลอด

อาการที่พบได้โดยทั่วไปของโรคกะโหลกศีรษะทารกเกยกัน ได้แก่

  • ศีรษะและกะโหลกผิดรูป
  • กระหม่อมหายไปบนศีรษะของทารก
  • สันแข็งตามแนวรอยประสานของกะโหลก
  • การเจริญเติบโตของศีรษะถดถอย ในขณะที่ร่างกายยังคงเติบโต
  • เด็กมีอาการง่วงซึมหรือเมื่อยล้า
  • กระสับกระส่าย ร้องไห้บ่อย
  • เส้นเลือดบริเวณหนังศีรษะที่สังเกตได้ชัดเจน
  • ดูดเต้าหรือดูดขวดไม่ค่อยดี
  • มีอาการอาเจียนพุ่ง
  • ศีรษะมีขนาดผิดปกติ เมื่อวัดเส้นรอบวง
  • มีพัฒนาการล่าช้า
กะโหลกศีรษะทารกเกยกัน
กะโหลกศีรษะทารกเกยกัน

ประเภทของ ภาวะกะโหลกศีรษะทารกเกยกัน Craniosynostosis

ความผิดปกติของภาวะกะโหลกศีรษะเกยกัน แบ่งออกได้หลายประเภท  ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะการเชื่อมต่อของกะโหลกนั้นได้รับผลกระทบอย่างไร ได้แก่

  • Sagittal (scaphocephaly) คือ การประสานก่อนเวลาอันควรของกะโหลกที่ลากจากด้านหน้าไปด้านหลังที่ส่วนบนของกะโหลกศีรษะ บังคับให้ส่วนหัวยาวและแคบ หน้าผากโหนกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความเสี่ยงต่ำต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองที่ผิดปกติ
  • Coronal  คือ การผสานเชื่อมต่อก่อนเวลาอันควรของรอยประสานโคโรนัล (Unicoronal) จากหูแต่ละข้างไปยังส่วนบนของกะโหลกศีรษะอาจทำให้หน้าผากแบนในด้านที่ได้รับผลกระทบ และนูนในด้านที่ไม่ได้รับผลกระทบ  ศีรษะจะมีลักษณะสั้นและกว้าง หรือหน้าผากมีลักษณะเอียงไปข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีผลให้จมูกและเบ้าตาหรือดวงตามีลักษณะผิดปกติได้ (จมูกเบี้ยว เบ้าตาที่สูงและเอียง หรือตายื่นออก)
  • Metopic  คือ เมื่อรอยประสานเมโทปิกจากด้านบนของสันจมูกขึ้นไปผ่านกึ่งกลางหน้าผากไปจนถึงกระหม่อมหน้าเชื่อมติดกันก่อนเวลาทำให้หน้าผากมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีช่องว่างระหว่างดวงตาเล็กลง และส่วนหลังของศีรษะขยายออกเนื่องจากสมองเติบโตมาในทิศทางนี้
  • Lambdoid Synostosis เป็นประเภทที่พบได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นอาจทำให้ศีรษะของทารกข้างหนึ่งดูแบน หูข้างหนึ่งสูงกว่าหูอีกข้างหนึ่ง และศีรษะเอียงไปข้างหนึ่ง เป็นต้น

อ่านต่อ…Craniosynostosis ภาวะ กะโหลกศีรษะเกยกัน ในทารกอันตรายไหม? คลิกหน้า2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ

คนละครึ่งเฟส6 ลุ้นมีไหม แถมช้อปดีมีคืน ของขวัญปีใหม่รัฐบาล

คนละครึ่งเฟส6 มาพร้อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุ้นมาครบทั้ง เราเที่ยวด้วยกัน ช้อปดีมีคืน หวังเพิ่มกำลังซื้อ ปลุกเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย

คนละครึ่งเฟส6 ลุ้นมีไหม แถมช้อปดีมีคืน ของขวัญปีใหม่รัฐบาล!!

แผน กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลายปี 2565 นี้ โดยภาครัฐเข็นโครงการยอดนิยม 3 โครงการ มาเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี กระตุ้นเศรษฐกิจ ให้คึกคัก มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

คนละครึ่ง เฟส 6 มาแน่!!

วันที่ 18 ตุลาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีว่า เช่น โครงการช้อปช่วยชาติ คนละครึ่งเฟส 6 กระทรวงการคลังพิจารณาอยู่ และอยู่ในลิสต์แล้วทั้งหมด โดยแหล่งเงินมาจากงบประมาณที่มาจากงบฯกลางส่วนหนึ่ง และเงินกู้ที่ยังเหลือ

นายสุพัฒนพงษ์ ยังได้กล่าวถึง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วงปลายปี 2565 นี้ ซึ่งมีประเด็น ” คนละครึ่งเฟส6 “ ด้วย หลังจากที่โครงการคนละครึ่งประสบความเร็จเป็นอย่างมาก และขณะที่ก็อยู่ระหว่าง “คนละครึ่งเฟส 5” ที่จะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 นี้นั้น

คนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ
คนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับ โครงการคนละครึ่งเฟส 5 รับเงิน 800 บาทใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง มีผู้ได้รับสิทธิโครงการ และใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนดจำนวน 24.02 ล้านคน จากจำนวนสิทธิโครงการทั้งสิ้น 26.5 ล้านคน โดยในจำนวน 24.02 ล้านคน มีประชาชนที่ใช้สิทธิครบวงเงินโครงการ 800 บาทแล้ว จำนวน 8.75 ล้านคน (ประมาณร้อยละ 36) ของผู้ได้รับสิทธิโครงการและใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด

ประชาชนที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่องต่อไปจนถึงวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2565 ระหว่างเวลา 06.00 – 22.59 น. ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”

ส่วน “คนละครึ่งเฟส 6” นายสุพัฒนพงษ์ ระบุว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ในระหว่างการรวบรวม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีมาตรการที่คล้ายๆ กับในปีที่ผ่านมา เช่น การต่ออายุมาตรการคนละครึ่ง (คนละครึ่งเฟส 6) ช้อปดีมีคืน

ในส่วนนี้จะใช้เงินงบประมาณบางส่วนและเงินที่เหลือจากโครงการครั้งก่อนที่ยังมีเงินเหลืออยู่ ซึ่งจะมีความชัดเจนในช่วงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2565 ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/https://www.prachachat.net
กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลายปี คนละครึ่งเฟส6
กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลายปี คนละครึ่งเฟส6

คนละครึ่ง กับการ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ว่ากันด้วยมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตัวหนึ่งที่นับว่าได้ผล และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เห็นจะเป็น โครงการคนละครึ่งที่ตอนนี้ได้ดำเนินการมาถึง เฟส 5 เป็นโครงการที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย กับภาคประชาชน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

เงื่อนไขการใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส 5

  1. รัฐช่วยจ่าย 50% จ่ายเอง 50% โดยใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง
  2. จำกัดสิทธิ์ ช่วยจ่ายไม่เกิน 150 บาท / วัน โดยที่ยอดรวมการใช้สิทธิ “คนละครึ่ง” ไม่เกิน 800 บาท ตลอดโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. – 30 ต.ค. 65
  3. หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ไม่หักสิทธิ สามารถยกยอดรวมไปใช้ใหม่ในเวลา 06.00 น. ในวันถัดไป
  4. ใช้ได้เวลา 06.00 – 23.00 น. ไม่สามารถใช้สิทธิ คนละครึ่ง นอกเวลาดังกล่าวได้
  5. โครงการคนละครึ่งเฟส 5 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ แอปฯ ใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 6.00 น. – 21.00 น. เฉพาะร้านอาหาร/เครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น
  6. รัฐสนับสนุน ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าสินค้า ค่าบริการ สปา/นวด/ทำผม ทำเล็บ
    *ไม่รวมถึงสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล (gift voucher/gift card) บัตรเงินสด (cash card) และสินค้า/บริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระล่วงหน้า (prepaid) การซื้อสินค้า/บริการจริงตรงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการทอนเงินสดหรือรับแลกสินค้า/บริการคืนเป็นเงินสดไม่ว่ากรณีใด

เงื่อนไขลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 5

  1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  2. มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
  3. มีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และมีบัตรประจำตัวประชาชน
  4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 25 มกราคม 2565 และไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกําลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2
  5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการ/โครงการอื่น ๆ ของรัฐ
  6. ไม่เป็นผู้ฝ่าฝืนเงื่อนไขของมาตรการ/โครงการอื่น ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

    ใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส6 ผ่านสมาร์ทโฟน
    ใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส6 ผ่านสมาร์ทโฟน

หากคนละครึ่งเฟส 6 มีมาตรการออกมา สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนเดิมไม่ต้องกังวล เพียงแค่ยืนยันรับสิทธิ์ ก็สามารถได้รับ 800 บาท เป็นเงินช่วยเหลือเข้า เป๋าตัง ได้เลย สำหรับผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิ์มาก่อน ติดตามข่าวสารการเปิดให้ลงทะเบียน คนละครึ่ง เฟสใหม่ กันให้ดี คาดว่าผลการประชุมจะออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้เห็นรายละเอียดช่วง พ.ย. นี้

“ปลายปีเป็นช่วงที่จะกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย เพราะการอุปโภคบริโภคเป็นปัจจัยสำคัญในยามนี้ โดยจะนำแพ็กเกจเข้า ครม.เห็นชอบให้ได้เร็วที่สุด คาดว่าราวกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับของขวัญปีใหม่” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

อ่านต่อ >>มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ปลายปี 2565 ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หัวใจเต้นผิดจังหวะ

หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในทารกและเด็ก เรื่องไม่เล็กที่พ่อแม่ต้องระวัง!

หัวใจเต้นผิดจังหวะ – จังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ทั้งในรูปแบบที่เต้นเร็วและเต้นช้าเกินไปหรือเต้นไม่เป็นจังหวะ มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่าภาวะ “Cardiac Arrhythmia” ที่ถือเป็นปัญหาด้านสุขภาพสำหรับคนทั่วไป ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเด็กแรกเกิดหรือทารกไม่น่าจะประสบกับภาวะอาการของโรคนี้ได้ อย่างไรก็ตามภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นมีโอกาสเกิดในทารกแรกเกิด โดยมีโอกาสพบความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ในเด็กบางรายตรวจพบตั้งแต่แรกเกิด บางรายตรวจพบหลังอายุ 1-2 เดือนไปแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล ที่จำเป็นต้องใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็กเป็นพิเศษ

หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในทารกและเด็ก เรื่องไม่เล็กที่พ่อแม่ต้องระวัง!

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในเด็กแรกเกิดโดยส่วนใหญ่อาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต และสามารถหายเป็นปกติเองได้เมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตามมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภทที่หากตรวจพบแล้วจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน

หากจะกล่าวถึงหน้าที่โดยทั่วไปของหัวใจ ปกติแล้วหัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ซึ่งขับเคลื่อนโดยทางเดินไฟฟ้าที่ไหลผ่านเส้นประสาทในผนังของหัวใจ  ซึ่งในการเต้นของหัวใจแต่ละครั้ง สัญญาณไฟฟ้าจะถูกสร้างขึ้นและเดินทางจากด้านบนของหัวใจไปยังด้านล่าง สัญญาณเริ่มต้นในกลุ่มเซลล์ในเอเทรียมด้านขวา (หัวใจห้องขวาบน) เรียกว่า โหนด sinoatrial (SA) จากนั้นสัญญาณจะเดินทางผ่านเส้นทางพิเศษเพื่อกระตุ้นหัวใจห้องบนด้านขวาและด้านซ้าย ทำให้หดตัวและส่งเลือดไปยังห้องล่างของหัวใจ กระแสจะไหลผ่านวงจรไปยังเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า โหนด Atrioventricular (AV) ซึ่งอยู่จากนั้นกระแสไฟจะเคลื่อนไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งสัญญาณจะแตกแขนงออกไปกระตุ้นห้องหัวใจด้านขวาและด้านซ้าย ทำให้เกิดการหดตัวและส่งเลือดไปยังปอดและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เมื่อวงจรทำงานอย่างถูกต้อง หัวใจจะเต้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและราบรื่น
ซึ่งเมื่อมีบางสิ่งที่มาขัดขวางการทำงานของวงจรนี้ก็อาจส่งผลให้การเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ และเกิดเป็นภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ และในบางกรณีเมื่อหัวใจเต้นไม่ปกติก็อาจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปยังร่างกายได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าสมอง ปอด และอวัยวะอื่นๆ อาจได้รับปริมาณเลือดไม่เพียงพอ และอวัยวะต่างๆ ก็ทำงานไม่ได้และอาจเกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่างๆได้

สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในทารกแรกเกิด?

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในทารกแรกเกิด โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและรักษาได้ง่าย อย่างไรก็ตาม อาจมีความผิดปกติบางกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยสำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะของทารกแรกเกิด ได้แก่

  • โครงสร้างทางร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด
  • ภาวะขาดน้ำ
  • ความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย
  • การติดเชื้อ หรือการอักเสบของอวัยวะในร่างกาย
  • การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด
  • ปัญหาหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital)
  • ระดับสารเคมีในเลือดผิดปกติ
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหัวใจ
  • ความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาวะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่รุนแรงบางชนิดอาจต้องได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเด็กอายุยังน้อย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายปีในการรักษาและติดตามอาการ ต่อไปนี้คือ ลักษณะของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้บ่อยในทารก

1.หัวใจเต้นเร็วเกินไป

จังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วผิดปกติ มักมีจุดกำเนิดจากหัวใจห้องบนที่มีลักษณะเต้นเร็วผิดปกติ สามารถแบ่งออกไปได้อีกหลายประเภท และบางประเภทถือว่ามีความเสี่ยง ได้แก่

  • ภาวะหัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติ (SVT)  เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อยเป็นอันดับสองในทารกแรกเกิด อย่างไรก็ตามมีผลการศึกษาในปี 2019 ชี้ว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วประเภทนี้สามารถหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป และการใช้ยาอาจเพียงพอสำหรับรักษาอาการดังกล่าว
  • หัวใจห้องบนสั่นพริ้ว (Atrial flutter) คือการเต้นผิดปกติของหัวใจห้องบน (Atria)  ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจจะสูงมาก ประมาณ 280 ถึง 500 ครั้ง/นาที (bpm) แหล่งการศึกษาที่เชื่อถือได้ในปี 2020 ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่หัวใจเต้นสั่นพลิ้วอาจเป็นภาวะที่คุกคามชีวิตเด็ก อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยก่อนคลอดและการรักษาอย่างทันท่วงทีจะสามารถช่วยชีวิตเด็กได้
  • กระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ (Wolff-Parkinson-White syndrome)  เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะของทารกแรกเกิดที่พบได้ยาก เกิดขึ้นจากทางเดินไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
  • หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะที่หัวใจห้องล่าง (VT) คือ การเต้นของหัวใจผิดจังหวะที่มีต้นกำเนิดในหัวใจห้องล่าง พบได้น้อยกว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วที่มีความผิดปกติจากหัวใจห้องบน เมื่อจังหวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นเวลาไม่กี่วินาที โดยปกติจะไม่เป็นอันตราย แต่หากนานกว่านั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้

2. หัวใจเต้นช้าเกินไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะประเภทนี้ พบได้น้อยกว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วในทารกแรกเกิด ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้หัวใจของเด็กเต้นช้าเกินไปอาจเกิดจาก

  • Sinus Bradycardia  เกิดจากสัญญาณที่ผิดปกติที่มาจากโหนดไซนัส ที่ทำหน้าที่เสมือน “เครื่องกระตุ้นหัวใจ” ตามธรรมชาติของหัวใจอยู่ในผนังของห้องโถงด้านขวาของหัวใจ  หัวใจเต้นช้าประเภทนี้ในทารกแรกเกิดประเภทนี้มักเป็นผลมาจากการควบคุมระบบทางเดินหายใจที่ยังไม่สมบูรณ์
  • Heart block  หมายถึงการอุดตันของแรงกระตุ้นไฟฟ้าภายในหัวใจหรือ Atrioventricular ที่ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวร

3. อาการใจสั่นในทารกและเด็กเล็ก

แม้ว่าปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะของทารกแรกเกิดบางกรณีอาจไม่มีผลผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กหรือถ้าหากมีก็เพียงเล็กน้อย และมักจะหายไปหลังจากผ่านไปสองสามสัปดาห์หรือหลายเดือน ตัวอย่างเช่น

  • Sinus Tachycardia เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด มันเริ่มต้นในโหนดไซนัสและสามารถนำไปสู่อัตราการเต้นของหัวใจสูงถึง 170 bpm อย่างไรก็ตามมักไม่ต้องรักษา เนื่องจากโดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเผชิญกับความเจ็บปวด การติดเชื้อ หรือสภาวะทางอารมณ์ จากนั้นจะหายไปได้เอง
  • Premature Atrial Contraction (PAC) หัวใจห้องบนเต้นสะดุด แต่เมื่อเกิดแล้วสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้เองและมักไม่จำเป็นต้องรักษา
  • Premature Ventricular Contraction (PVC) เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่หาได้ยากในวัยทารก เกิดจากหัวใจห้องล่างเกิดการบีบตัวก่อนเวลาที่ควรจะเป็น

อ่านต่อ…หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในทารกและเด็ก เรื่องไม่เล็กที่พ่อแม่ต้องระวัง! คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฉลากยา ซองยา

ได้ยามาต้องรู้!! บน ฉลากยา ต้องมีอะไรบ้างก่อนให้ลูกกิน

ฉลากยา เรื่องที่ใคร ๆ หลายคนละเลย ได้ยามาต้องรู้ รายละเอียดของยา บนฉลากเขียนว่าไง ถูกต้องหรือไม่ ยาได้มาตรฐานไหม ใส่ใจสักนิดเพื่อลูกปลอดภัย

ได้ยามาต้องรู้!! บน ฉลากยา ต้องมีอะไรบ้างก่อนให้ลูกกิน

เมื่อเพจจ่า Drama-addict เปิดประเด็น ฉลากยา นั้นสำคัญอย่างไร โดยให้ข้อมูลว่า เภสัชกรท่านหนึ่งฝากความห่วงใยมาว่า พบ ฉลากยา ของคลีนิคแห่งหนึ่งที่บนซองยาไม่ได้ระบุรายละเอียดของตัวยา ซึ่งเป็นอันตรายหากเกิดเหตุคนไข้แพ้ยา จะทำให้ได้รับการรักษาไม่ทัน หมอก็จะรักษาลำบากกว่า เพราะไม่รู้ว่าคือยาอะไร ที่เคยรับประทานเข้าไป

ซองยา ฉลากยา จากร้านขายยา คลินิก ต้องระบุอะไรบ้าง
ซองยา ฉลากยา จากร้านขายยา คลินิก ต้องระบุอะไรบ้าง
เภสัชท่านนึงฝากประเด็นน่าสนใจมา
จ่าครับ เวลาเภสัชเปิดร้านยาต้องทำ GPP จ่ายยาต้องมีเภสัชปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลาทำการ ต้องเขียนฉลากยาให้ครบ …..แล้ว ทำไมคุณหมอทั้งหลายที่เปิดคลีนิค หรือแม้แต่พยาบาลเองก็แล้วแต่ ใช้ผู้ช่วยจ่ายยาได้ครับ แถมไม่เขียนฉลากยาให้รู้ด้วยว่ายาอะไร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยานับเม็ด ของบริษํท Local made ซึ่งยากต่อการที่จะรู้ได้ว่าหมอจ่ายยาอะไรมา ถ้าไม่มีความชำนาญพอ หากเกิดเหตุคนไข้แพ้ยาขึ้นมาก็รักษาได้ลำบากอีกเพราะไม่รู้ว่าคือยาอะไร เคยถามหมอที่เปิดคลีนิค ได้เหตุผลว่าถ้าเขียนชื่อยาไป คนไข้ก็ไปซื้อยากินเองตามร้านขายยาหมดสิ เลยเขียนไม่ได้ เพื่อให้คนไข้กลับมารับยา รับการรักษาเพิ่ม………ทำไมหมอถึงทำแบบนี้ทำได้……..ทั้งทีมันควรจะเขียนฉลากยาให้ครบ และมีเภสัชคอยจ่ายยา ตามหลัก GPP เหมือนกัน
ผมเคยถามไปสภาเภสัช ได้คำตอบว่า หมออยู่ภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล ส่วนเภสัช อยู่ภายใต้พรบ.ยา เออมันตลกดี ที่สังคมไทยใช้กฎหมายคนละฉบับ เพื่ออะลุ่มอะล่วยให้กะวิชาชีพหมอ
ในฐานะที่จ่าก็เป็นหมอใช่ไหมครับ พอจะให้ความเป็นธรรมกับเรื่องนี้ได้ไหมครับ
*************************************
อันนี้จ่าเห็นด้วยว่า ต้องมีเภสัชครับ
เพราะหมอ ความรู้เรื่องยา ยังไงก็ไม่เท่าเภสัช
ขนาดใน รพ ยังต้องให้เภสัชกรองให้อีกที
ไฟทกันมาหลายปีละนี่ประเด็นนี้ แต่ยังไม่ถึงไหนซักที
แล้วพอคนไข้ไปคลินิคพวกนี้ กินยาแล้วมีปัญหา มา รพ รัฐ เอาซองยามาให้ดูที ปวดหัวฉิบหายเลย เพราะบนซองยาแทบไม่เขียนห่าไรไว้เลย จะรู้มั้ยเนี่ยว่าคนไข้มีปัญหาจากยาอะไร
คนไข้ที่ไปรักษาที่คลินิคไหน แล้วเจอซองยาแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย แนะนำ เปลี่ยนที่ ไปรักษาที่อื่นดีกว่านะครับ
ที่มา : Drama-addict
ได้ยามาต้องรู้ บน ฉลากยา ควรมี...
ได้ยามาต้องรู้ บน ฉลากยา ควรมี…

ฉลากยานั้น สำคัญไฉน!!

การอ่านฉลากยา มีความสำคัญมาก เพราะข้อมูลบนฉลากยานั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยทราบถึงรายละเอียดส่วนประกอบต่าง ๆ ของยา ไม่ว่าจะเป็นตัวยาที่ใช้ วิธีการใช้ และข้อมูลสำคัญอื่นอีกมากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย อีกทั้งฉลากยายังเป็นแหล่งให้ความรู้ด้านยาด้วย

การใช้ยาถึงแม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่คนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ยาอย่างผิดวิธี ทำให้ส่งผลเสียต่อการรักษา และรวมไปถึงสุขภาพของผู้ใช้ยา บางครั้งผู้ใช้ยาอาจลืมวิธีการใช้ยาแต่ก็ละเลยที่จะอ่านฉลากยา ซึ่งจริงๆ แล้วการอ่านฉลากเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก

ฉลากยาที่พบได้บ่อย คือ ฉลากยาจากบริษัทผู้ผลิต และ ฉลากยาจากสถานพยาบาล/คลินิก/ร้านขายยา  ซึ่งรายละเอียดจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ทั้งนี้การให้ข้อมูลมีจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อให้ผู้บริโภคใช้ยาได้อย่างถูกต้อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา

ไม่อ่านฉลากยาบนซองยา อันตราย!!

จากกรณีตัวอย่างที่ได้หยิบยกมาให้เห็นถึงอันตรายจากการละเลยไม่อ่านฉลากยา เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น หากไม่ระวังให้ดี อันตรายถึงชีวิตได้ เหมือนดังในภาพที่ทางโรงพยาบาลได้ติดฉลากยาผิด จ่ายยาที่ใข้ภายนอก อย่างยาแก้คัน ให้รับประทานแทนยาแก้ไอ หากคุณแม่ไม่สังเกต หรือไม่อ่านฉลากยาก่อนใช้ คงมีเรื่องเศร้าที่ไม่น่าเกิดเกิดขึ้น

ขอขอบคุณภาพ และเรื่องราวจากเพจ Drama-addict
ขอขอบคุณภาพ และเรื่องราวจากเพจ Drama-addict

ยาเป็นสิ่งที่จะช่วยเมื่อลูกเจ็บป่วย แต่ยาก็สามารถทำอันตรายได้เช่นกัน การใช้ยาให้ปลอดภัย และใช้อย่างถูกวิธี เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานั้น ๆ ก่อนให้ลูกได้รับประทาน ต้องรู้ว่ายาที่จะใช้คือยาอะไร ใช้เพื่อรักษาเรื่องใด นอกจากจะป้องกันการผิดพลาด ในเรื่องการจ่ายยาสลับ ยาผิดมาแล้ว ยังทำให้รู้ถึงว่าลูกมีอาการแพ้ส่วนประกอบของยาชนิดนั้นหรือไม่อีกด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ได้ใช้ยาได้อย่างเต็มประโยชน์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถหาดูได้จาก ฉลากยานั่นเอง

อ่านต่อ >>ข้อมูลบนฉลากยาต้องมีอะไรบ้าง หลัก GPP คืออะไร คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ที่พักหัวหิน

10 ที่พักหัวหิน โรงแรมรีสอร์ทวิวสวย เหมาะสำหรับเด็ก

หัวหิน ทะเลที่เที่ยวใกล้กรุงเทพที่เป็นที่ยอดนิยม หลายคนมักจะเลือกเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน เพราะที่นี่บรรยากาศดี มีวิวทะเลและชายหาดสวยงาม เหมาะแก่การไปนอนรับลมทะเลชิล ๆ วันนี้ก็เลยรวบรวม 10 ที่พัก หัวหิน มาแนะนำกัน สำหรับวันหยุดสุดพิเศษ ที่ใครอยากเปลี่ยนที่นอนแบบเดิม ๆ ไปพักผ่อนริมทะเลหัวหิน จะมีที่ไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย

หัวหินเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อเสียงจากการเป็นสถานที่ตากอากาศที่มีทะเลและชายหาดที่สวยงามที่อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 196 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.5 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น หาดหัวหิน สถานีรถไฟหัวหิน เขาตะเกียบ วัดห้วยมงคล (หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่) อุทยานราชภักดิ์ ฯลฯ เรียกได้ว่าไปที่เดียวเที่ยวครบรส หลายคนมักจะเลือกเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน เพราะที่นี่บรรยากาศดี มีวิวทะเลและชายหาดสวยงาม เหมาะแก่การไปนอนรับลมทะเลชิล ๆ ทางเราจึงมาแนะนำที่พักหัวหิน สำหรับวันหยุดสุดพิเศษ ที่ใครอยากเปลี่ยนที่นอนแบบเดิม ๆ ไปพักผ่อนริมทะเลหัวหิน จะมีที่ไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย

10 ที่พักหัวหิน โรงแรมรีสอร์ทวิวสวย เหมาะสำหรับเด็ก

ที่พักหัวหิน

 

  1. Cape Nidhra Hotel

โรงแรมเคป นิทรา หัวหิน เป็นโรงแรม 5 ดาวที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 97/2 ถ. เพชรเกษม ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยด้านในตัวโรงแรมได้มีการออกแบบสวยงามอลังการสไตล์เป็นแบบสไตล์บูติค เน้นความร่มรื่นของต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ส่วนตัวอาคารออกแบบอย่างประณีต ที่พักมีห้องรับรองทั้งหมด 59 ห้อง ซึ่งทุกห้องจะมีสระว่ายน้ำส่วนตัว โดยได้มีการออกแบบทั้งสระว่ายน้ำแบบในตัวห้องพักและนอกห้องพัก ทำให้ผู้มาเข้าพักรู้สึกเป็นส่วนตัวมายิ่งขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://www.capenidhra.com/

ที่พักหัวหิน

ขอขอบคุณภาพ https://th-th.facebook.com/capenidhra/

 

  1. The Standard Hua Hin

เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 59 ถนนนเรศดำริห์ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่พักใหม่ บนหาดหัวหิน ด้วยทำเลที่ดีตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่พักถูกออกแบบในสไตล์มินิมอล-เรโทร ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้+หวาย และของตกแต่งโทนสีเหลืองสะดุดตา ตัวโรงแรมร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สีเขียวน้อยใหญ่ บรรยากาศดีมาก เหมาะแก่การพักผ่อน บริการห้องสวีทและวิลล่ามากถึง 199 ห้อง มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ส่วนใครที่เป็นสายเซิร์ฟที่นี่เค้ามีให้ยืม หรือจะพายซับบอร์ดแบบสวยๆ พร้อม มีบทเรียนสอนเซิร์ฟ 60 นาที โดย KiteBoarding Asia สามารถจองแบบแพ็คเกจได้ แถมมุมถ่ายรูปเยอะมากทั่วทั้งโรงแรม เหมาะกับการใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนที่โรงแรมนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://www.standardhotels.com/th-TH/hua-hin/properties/hua-hin

ที่พักหัวหิน

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/thestandardhuahin/

 

  1. VALA Hua Hin

วาลา หัวหิน ตั้งอยู่ที่ 849/21 ถนนเพชรเกษม ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โรงแรมสวยติดทะเล หรูหราระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ระหว่างหัวหินและชะอำ ที่ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนแบบสะดวกสบายมากที่สุด บรรยากาศดี เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ บริการห้องพักและวิลล่าส่วนตัว มีให้เลือกหลายแบบตามความต้องการของคุณ โดยห้องพักแต่ละห้องจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป เรียบง่าย แต่มีสไตล์ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องอาหาร และที่สำคัญภายในโรงแรมมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก สวยทุกมุม เลือกพักที่นี่เพื่อให้เป็นที่พักผ่อนกายใจของคุณในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://www.valahuahin.com/th/

ที่พักหัวหิน

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/valahuahinTH/

 

  1. Sundance Dayclub

ซันแดนซ์​ เดย์คลับ ตั้งอยู่ที่ 13/14 ซอยหัวหิน 35 ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นบีชคลับสุดชิคริมทะเลหัวหิน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อเติมเต็มความสุขในช่วงหยุด บริการห้องพักสไตล์โมเดิร์นมินิมอล สามารถพักผ่อนกันได้ทั้งครอบครัวและกลุ่มเพื่อน มีห้องจูเนียร์สวีท จำนวน 37 ห้อง ให้เลือก 3 รูปแบบ คือ SunKiss, SunRay และ SunSpace สามารถเข้าพักได้ 2-6 คน มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน ด้านล่างมีร้านอาหาร Sunrise Thai Seafood นั่งทานอาหารแสนอร่อย พร้อมชมวิวท้องทะเล, และ Sundance Lounge เสิร์ฟบรันช์และชายามบ่าย ใน Glasshouse นั่งรับแสงแดดอ่อนๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  https://www.sundanceth.com/huahin/th/

โรงแรมหัวหิน

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/sundancedayclub/

 

อ่านต่อ.. 10 ที่พักหัวหิน โรงแรมรีสอร์ทวิวสวย เหมาะสำหรับเด็ก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็งเต้านม

30 ปีแห่งการรณรงค์โครงการกระตุ้นเตือนภัย มะเร็งเต้านม หรือ Breast Cancer Campaign ภายใต้การดำเนินงานของ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์

วันนี้ 30 ปีแห่งการรณรงค์โครงการกระตุ้นเตือนภัย มะเร็งเต้านม หรือ Breast Cancer Campaign ภายใต้การดำเนินงานของ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์

ที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้หญิงทั่วโลกตระหนักถึงภัยของโรคมะเร็งเต้านมพร้อมการประชาสัมพันธ์โครงการภายใต้สัญลักษณ์ริบบิ้นสีชมพู โดยโครงการและมูลนิธิการกุศลของเอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ สามารถระดมทุนได้กว่า 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศไทย เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ได้ร่วมบริจาคช่วยเหลือหน่วยงานด้านโรคมะเร็งมาเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี โดยระดมทุนได้กว่า 20 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพบริการด้านการแพทย์เพื่อผู้ป่วย มะเร็งเต้านม ในประเทศไทย ซึ่งมีแผนจะเปิดให้บริการรถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตามชุนชนต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย

โครงการกระตุ้นเตือนภัย มะเร็งเต้านม หรือ Breast Cancer Campaign

 

วัคซีน ไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม สำหรับเด็กเล็ก

วัคซีน ไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม เด็ก 6 เดือน-4 ปี เปิดจองแล้ว

วัคซีน สำหรับเด็กเล็กมาแล้ว ไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม สำหรับเด็ก 6 เดือน-4 ปี พร้อมเปิดจองสำหรับผู้ปกครองที่สนใจฉีดแล้ว ข้อมูลเพิ่มเติมก่อนฉีดดูเลย

วัคซีน ไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม เด็ก 6 เดือน-4 ปี เปิดจองแล้ว!!

วัคซีนโควิด19 สำหรับเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี มาถึงไทยแล้วเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม หลังตรวจรับรองรุ่นผลิต สธ.จะทำการกระจาย และคิกออฟฉีดพร้อมกันทั่วประเทศ วันที่ 12 ตุลาคมนี้

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการให้บริการวัคซีนโควิด 19 ในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 โรคโควิด 19 ได้ปรับจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การควบคุมโรคประสบความสำเร็จ คือ การฉีดวัคซีนโควิด 19 ซึ่งปัจจุบันฉีดได้กว่า 143 ล้านโดส ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน และปัจจุบันได้ขยายการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 4 ปี ซึ่งจะคิกออฟวันที่ 12 ตุลาคมนี้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี จึงมีการจัดประชุมชี้แจงแนวทางการให้บริการวัคซีนเด็กกลุ่มนี้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการอย่างปลอดภัย โดยมีผู้ปกครองสมัครใจให้เด็กฉีดแล้วจํานวนมาก ย้ำติดตามอาการหลังฉีด 30 นาที และติดตามต่อ 1 เดือน

วัคซีน สำหรับเด็กเล็ก มาแล้ว!!
วัคซีน สำหรับเด็กเล็ก มาแล้ว!!

เข็มกระตุ้นยังจำเป็น!!

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงกรกฎาคม 2565  พบผู้ป่วยโควิดเป็นเด็กอายุ 0 – 4 ปี จำนวน 3.6 แสนราย จำนวนนี้ต้องนอนโรงพยาบาลเกือบ 1 แสนราย มีอาการปอดบวมรุนแรงเกือบ 1 พันราย เสียชีวิต 65 ราย อัตราเสียชีวิต 0.01 % ประมาณ 1 ในหมื่น กระทรวงสาธารณสุขได้ย้ำว่าการฉีด วัคซีน เข็มกระตุ้นยังมีความจำเป็น สำหรับกลุ่มเด็กเล็ก และกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากพบว่าการฉีดทำให้โรคลดความรุนแรงลง ขอให้ฉีดกระตุ้นอย่างน้อย 4 เดือนจากเข็มล่าสุด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ควรรับถึงเข็มที่ 4 โดยขอให้พื้นที่ช่วยกันรณรงค์ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2565

เนื่องจากเมื่อโรคโควิด19 ลดความรุนแรงลง ทำให้เกิดความชะล่าใจ และความต้องการฉีดวัคซีนป้องกันจึงลดลงตามไปด้วย ขอย้ำว่าหลังจากที่มีการปรับโควิด19จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ลง จึงมีความเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้นทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แต่วัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยหนักได้ง่าย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น วัคซีนเข็มกระตุ้น หรือวัคซีนตัวใหม่ที่กำลังมา สำหรับเด็กเล็ก 6 เดือน -4 ปีนี้ จึงยังคงมีความจำเป็น เนื่องจากว่า เมื่อเด็กไม่ป่วย พ่อแม่ผู้สูงอายุในบ้านจะลดความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

วัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม สามารถฉีดร่วมกับวัคซีนพื้นฐานได้ไหม??

นพ.ธเรศ กรัษนัยวริวงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้มสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 4 ปี จะมาถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบรับรองรุ่นการผลิตจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะจัดส่งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง เพื่อให้กระจายต่อในพื้นที่ตามจำนวนที่มีการแจ้งความประสงค์ และเริ่มคิกออฟพร้อมกัน วันที่ 12 ตุลาคมนี้ ซึ่งวัคซีนโควิด19 สำหรับเด็กเล็กนี้สามารถฉีดร่วมกับวัคซีนพื้นฐานชนิดอื่นได้

รายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม รู้ไว้อุ่นใจกว่า!!

ปัจจุบันเด็ก 6 เดือน ถึง 4 ปี เป็นกลุ่มเดียวที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งช่วงการระบาดของโอมิครอนพบว่าเด็กกลุ่มนี้มีการป่วย และอัตราเสียชีวิตสูงกว่าเด็กโต 3 เท่า!! การฉีดวัคซีนจึงเป็นเรื่องที่ต้องหันมาให้ความใส่ใจ โดยรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม มีรายละเอียด ข้อมูลอะไรบ้าง เรามาดูกันไว้ก่อนฉีด เพราะรู้ไว้อุ่นใจกว่า เพื่อลูกน้อยไม่เสี่ยง ไม่ติด
วัคซีน ไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน-4ปี
วัคซีน ไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน-4ปี
ปริมาณวัคซีน
วัคซีนไฟเซอร์นี้จะมีรูปลักษณ์เปลี่ยนไป คือ ฝาสีแดงเข้ม  ขวดก็แดงเข้มเช่นกัน จะทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแยกง่ายขึ้น และจัดให้มีจุดบริการแยกจากกลุ่มวัยอื่น เพื่อป้องกันความสับสนในการใช้วัคซีน โดยวัคซีนชนิดนี้ต้องผสมตัวทำละลายตามที่กำหนด ซึ่ง 1 ขวดฉีดได้ 10 โดส หรือ 10 คน โดยเด็กเล็กจะใช้ปริมาณวัคซีนน้อยลง คือ มีขนาดโดสละ 0.2 มิลลิลิตร (3 ไมโครกรัม) ซึ่งถือว่าปริมาณน้อย โดยต้องฉีดจำนวน 3 เข็ม คือ
  • เข็ม 1 และเข็ม 2 ห่างกัน 3-8 สัปดาห์ ที่แนะนำคือ 4 สัปดาห์
  • ส่วนเข็ม 2 และ เข็ม 3 ให้ฉีดได้ตั้งแต่ 8 สัปดาห์ขึ้นไป

หลังฉีดให้สังเกตอาการ 30 นาที และติดตามต่อจนครบ 1 เดือน สำหรับข้อกังวลเรื่องผลข้างเคียง สหรัฐอเมริกามีการฉีดและติดตามล้านกว่าโดส พบว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโต ไม่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงถึงเสียชีวิต ถือว่าปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ MIS-C จากการติดเชื้อด้วย

แพทย์ชี้ผลข้างเคียงไม่รุนแรง

พญ.ปิยนิตย์ ธรรมาภรณ์พิลาศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนและการสร้งเสริมภูมิคุ้มกันโรค และนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่ววว่า สำหรับอาการข้างเคียงไม่รุนแรง มีความปลอดภัยดี โดยส่วนใหญ่จะเจ็บบริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร  โดยอาการข้างเคียงเหมือนกันทั้งเข็ม 1 เข็ม 2 และเข็ม 3  ไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรงในการศึกษาที่ผ่านมา แต่มีบางคนที่ขึ้นผื่น ตัวบวมจากการแพ้ แต่ไม่มีอาการรุนแรงช็อก อย่างไรก็ตาม จำนวนตัวอย่างที่ศึกษาที่ผ่านมาไม่ได้มากเท่ากับการใช้จริง ซึ่งก็ต้องมีการติดตามต่อไป และหลังฉีดเบื้องต้นต้องติดตามอาการ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย
ปกป้องลูกน้อยด้วย วัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กเล็ก
ปกป้องลูกน้อยด้วย วัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กเล็ก

กลุ่มเด็กที่ควรเข้ารับวัคซีน

กลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง ซึ่งเป็นไปตามข้อแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แก่

  • เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
  • ทารกที่คลอดก่อนกำหนด
  • เด็กอ้วน
  • เด็กที่มีโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งหอบหืด
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง
  • กลุ่มโรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคเบาหวาน และกลุ่มโรคพันธุกรรม
  • กลุ่มอาการดาวน์

ข้อควรระวัง ในเด็ก และวัยรุ่นที่เคยมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบที่สัมพันธ์กับการฉีดวัคซีน mRNA มาก่อน ให้เลื่อนการฉีดเข็มถัดไปไปก่อน ซึ่งกรณีนี้ที่ผ่านมายังไม่เคยพบในเด็กเล็ก การรับวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กเล็ก 6 เดือน -4 ปี นี้ ขอย้ำว่า เป็นการรับวัคซีนที่เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ปกครอง และเด็ก ไม่ได้บังคับ และไม่ได้เป็นเงื่อนไขของการไปโรงเรียน จึงควรทำการศึกษา และหากมีข้อกังวลใจควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

อ่านต่อ >>จุดฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม สำหรับเด็กเล็ก 6 เดือน – 4 ปี มีที่ไหนบ้าง คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Long Covid

หาย Covid กินอะไรดีช่วยฟื้นฟูร่างกาย ป้องกัน Long Covid

โควิด -19 (Covid – 19) จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้ค่ะ ทำได้อย่างดีที่สุดก็คือการรักษาสุขอนามัย ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับการฉีดวัคซีน เพื่อลดความรุนแรงจากการป่วยโควิด สำหรับครอบครัวไหนที่ตอนนี้อาจจะมีลูก หรือผู้ใหญ่ในบ้าน ป่วย Covid กำลังรักษาอยู่ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีวิธีดูแลฟื้นฟูร่างกายหลังหายโควิด -19 ด้วยการรับประทานอาหารและวิตามิน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีป้องกันการเกิดภาวะ Long Covid มาแนะนำให้ค่ะ

Long Covid คืออะไร มีอาการอย่างไร

หลายคนยังสงสัยค่ะว่า Long Covid ลองโควิด คืออะไร อาการที่เป็นอยู่หลังจากหายโควิดจะใช่ลองโควิดหรือเปล่า ? สำหรับลองโควิด คือ ภาวะที่ร่างกายยังคงมีอาการของโรคบางอย่างเหลืออยู่ หลังจากหายป่วยโควิด ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย ก็เช่น

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกหายใจไม่ค่อยอิ่ม
  • ไอเรื้อรัง
  • ผมร่วง
  • เจ็บหน้าอก ใจสั่น
  • เครียด มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล
  • การรับรสและกลิ่นผิดปกติ

อาการลองโควิด ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นทุกอาการนะคะ บางคนอาจจะมีแค่อาการไอ ท้องเสีย หรือรู้สึกอ่อนเพลีย อาการลองโควิดจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้ใน 1-3 เดือนค่ะ

สงสัยไหมคะว่า… ใครเสี่ยงเกิดอาการ Long Covid ได้บ้าง ?

อาการลองโควิดมีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 30-50% ของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้วซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ป่วยโควิดจะมีอาการลองโควิดกันทุกคนค่ะ และนี่คือกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการลองโควิดได้ หากป่วยจากโควิด-19

  1. ผู้หญิงวัยทำงาน
  2. กลุ่มผู้สูงอายุ
  3. คนที่ปอดอักเสบรุนแรงขณะติดโควิด
  4. คนที่มีภาวะอ้วน และมีโรคประจำตัว เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น
  5. เด็กเล็ก ในกรณีของเด็ก พบว่าหลังหายจากโควิด จะมีอาการที่เรียกว่า MIS-C เป็นอาการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันสูงผิดปกติ อาการที่แสดงจะคล้ายโรคคาวะซากิ เช่น มีไข้สูง ผื่น ตาแดง ปากแดง แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตลูก ๆ อย่างใกล้ชิดหลังหายจากโควิด ถ้าพบอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้รีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ

Long Covid

เสริมภูมิคุ้มกันหลังหายโควิด ฟื้นฟูร่างกายต้องกินอะไร ป้องกันภาวะ Long Covid 

คำแนะนำจากคุณหมอสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย สำหรับผู้ป่วยหลังหายโควิด เกี่ยวกับอาหารที่ควรรับประทานเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และป้องกันอาการลองโควิด

เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้คุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ เลือกกินอาหารที่มีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม เนยแข็ง ถั่วต่าง ๆ เต้าหู้ รวมทั้งบริโภคอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ได้แก่  โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กินร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง กล้วย หัวหอมใหญ่ กระเทียม เป็นต้น

กินวิตามินเสริม ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังป่วย Covid เสริมสร้างภูมิต้านร่างกายแข็งแรง ลดการเกิดอาการลองโควิด

1. กระเทียม (Garlic)

กระเทียมมีสารที่ชื่อว่า “อัลลิซิน” จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย โดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น เมื่อเม็ดเลือดขาวมีมากก็จะช่วยบรรเทาและลดอาการภูมิแพ้ ฉะนั้นเพื่อเป็นการสร้างสมดุล เสริมภูมิต้านทาน และลดการเกิดภูมิแพ้ และยังมีส่วนช่วยป้องกันอาการ Covid Heart โดยช่วยป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้โดยเฉพาะผู้ที่พักฟื้นร่างกายจากอาการเจ็บป่วยไม่สบายของผู้ป่วยโควิด แนะนำให้รับประทานกระเทียมบ่อย ๆ หรือถ้าจะให้สะดวกในทุกวัน จะกินเป็นสารสกัดเข้มข้นในรูปแบบ “น้ำมันกระเทียม” แคปซูลก็ได้เช่นกัน แต่ควรเลือกชนิดที่ไม่ใส่สารกันบูด หรือแต่งสี แต่งกลิ่น ก็จะช่วยให้สุขภาพดีในระยะยาวได้ด้วยค่ะ

2. น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ซึ่งสารสำคัญ คือ โอเมก้า-3 ซึ่งประกอบด้วย สารสำคัญ 2 ชนิด คือ EPA และDHA  เมื่อร่างกายได้รับจะเปลี่ยนเป็นสารต้านอักเสบที่ชื่อว่า Resolvins ที่สามารถลดภาวะการอักเสบในร่างกายเมื่อเกิดการติดเชื้อ เช่น ลดภาวะปอดอักเสบ ลดภาวะการเกิดลองโควิด และยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดต่างๆอุดตัน ซึ่งจะเป็นที่มาของอาการ Covid Heart ได้ สำหรับการบริโภคน้ำมันปลานั้น ควรเลือกน้ำมันปลาที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึกที่มีคุณภาพซึ่งมักเป็นปลาทะเลน้ำลึกในเขตหนาว เช่น ปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาแองโชวี่จากประเทศไอซ์แลนด์ เพราะบริเวณนั้นเป็นแหล่งทะเลน้ำลึกที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะ ทำให้คุณภาพปลามีปริมาณกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง และถ้าผ่านการรับรองการผลิตระดับยาสากลก็จะยิ่งปลอดภัยในการกินมากขึ้นนะคะ

3. โคเอ็นไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10)

โคเอ็นไซม์ คิวเทน มีความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ หากขาดโคเอ็นไซม์ คิวเทน จะทำให้ร่างกายขาดพลังงาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง หรือเซลล์สมองทำงานผิดปกติ นอกจากความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ต่าง ๆ แล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกายได้ รวมทั้งยังมีส่วนช่วยบำรุงเซลล์หัวใจ ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะ Covid Heart ที่เป็นหนึ่งในอาการลองโควิด อีกด้วย แต่ให้ดีควรเลือกโคเอ็นไซม์ คิวเทน (Q 10) ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีอีมัลแคป และอยู่ในแบบแคปซูลนิ่ม ก็จะทำให้การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเห็นผลในการกินมากขึ้นนะคะ

4. เวย์โปรตีน

โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจะนำไปซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย  และเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารภูมิต้านทาน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น  เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอ ทั้งปริมาณและคุณภาพ ก็จะช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้เชื้อโรค ไม่เจ็บป่วยบ่อยและฟื้นฟูร่างกายหลังป่วยได้เร็วขึ้น ซึ่งในการเลือกโปรตีนนั้น ควรเลือกเวย์โปรตีน ไอโซเลท ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ดูดซึมเร็ว ย่อยง่าย ไม่ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนในปริมาณที่มากขึ้น รวมทั้งมีส่วนประกอบของ Zinc และ Selenium จะยิ่งช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

5. โสม (Ginseng)

โสมเกาหลีสกัด มีจินซิโนไซด์ (Ginsenoside) คือ สารสำคัญที่ช่วยคลายความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย  ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า  กระฉับกระเฉง นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายแข็งแรง สำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังป่วยโควิด และลดการเกิดอาการ ลองโควิด แนะนำเป็นโสมเกาหลี เพราะช่วยลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง มีสรรพคุณในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สร้างสมดุลในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งโสมมีหลากหลายรูปแบบ แต่ให้ดีควรเลือกรูปแบบแคปซูลนิ่มจะมีการดูดซึมที่ดีและโสมที่ดีควรอยู่ในรูปแบบสารสกัดมาตรฐาน ซึ่งเป็นสารสกัดที่ผ่านการปรับสัดส่วนของสารสำคัญให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ และเมื่อมีส่วนประกอบของวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ยิ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันเป็นอย่างดีในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

6. สมุนไพรวาเลอเรียน (Valerian)

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากการเจ็บป่วยไม่สบายให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น  รากวาเลอเรียนได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับอย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรป มีสรรพคุณช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ ทำให้นอนหลับได้ดี หลับง่าย หลับสนิท ไม่ตื่นกลางดึก และไม่ง่วงซึมหลังจากตื่นนอน นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยคลายความวิตกกังวล  มีความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการเสพติด สารสกัดจากรากวาเลอเรียน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับที่ไม่อยากพึ่งยานอนหลับ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

7. วิตามินบี (Vitamin B)

การรับประทานวิตามินหลังหายป่วยจากโควิดมีส่วนสำคัญมาก ๆ นะคะ วิตามินอีกหนึ่งตัวที่อยากแนะนำให้กินหลังหายโควิด เพื่อป้องกันและลดอาการสมองล้าจากภาวะลองโควิด ก็คือ  วิตามินบี โดยเฉพาะ วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) ที่มีส่วนบำรุงสมองและระบบประสาท ช่วยคลายเครียด ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และมีสมาธิดีขึ้น โดยแนะนำเลือกรับประทานสูตรที่ประกอบด้วยวิตามินบีปริมาณสูงครบถ้วนทั้ง 10 ชนิด

เพราะวิตามินบีแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ส่งเสริมซึ่งกันเเละกันและเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขนาดแนะนำของวิตามินบี แต่ละชนิดอยู่ที่ 25-300 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากนี้ยังควรเลือกวิตามินบีรวมสูตรสมดุล คือวิตามินบีแต่ละชนิดมีปริมาณเท่ากัน เพื่อไม่ให้ขัดขวางการ ดูดซึมซึ่งกันและกัน เพราะถ้าหากวิตามินบีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จะทำให้แย่งการดูดซึมวิตามินบีตัวอื่นได้

8. โพรไบโอติกส์ (Probiotics)

โพรไบโอติกส์ คือ จุลินทรีย์ขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ช่วยการดูดซึมอาหาร ป้องกันโรค ทั้งยังจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ป่วยลองโควิด-19 ให้รับประทานโพรไบโอติกส์ สำหรับผู้ที่มีอาการหลังหายจากการติดเชื้อไวรัส เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

ด้วยความห่วงใยจากกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอให้ทุกครอบครัวมีสุขภาพดี ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และอย่าลืมดูแลสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงด้วยการเสริมวิตามินทุกวันนะคะ

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ คลิก https://www.megawecare.co.th/

 

 

 

 

เครดิตข้อมูล : กรมอนามัย  ,  RAMA  ,  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก

10 พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก ใกล้กรุงเทพ เที่ยวสนุก เสริมความรู้

ในปัจจุบันการศึกษาหาความรู้สำหรับเด็ก คือ กิจกรรมที่มีความสำคัญมาก ๆ เพราะทำให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์จำลองที่อาจนำไปพัฒนาหรือต่อยอดกลายเป็นองค์ความรู้หรือแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพในอนาคต การเข้าชมพิพิธภัณฑ์จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ลูก ๆ ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก ในกรุงเทพหรือที่ใกล้ ๆ มีที่ไหนกันบ้างที่คุณพ่อคุณแม่ จะพาลูกน้อยไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะทางด้านความคิด ทางร่างกายและจินตนาการสร้างสรรค์ วันนี้ทีมกองบรรณาธิการรวบรวม 10 พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กที่ต้องไป ซึ่งแต่ละที่เป็นอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

10 พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก ใกล้กรุงเทพ เที่ยวสนุก เสริมความรู้

พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก

 

  1. พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่ 810 ถนน กำแพงเพชร 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ทันสมัยภายใต้แนวคิด “Learning for Young Creative Mind” ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ (Method of Learning) ที่มีแรงจูงใจ (Motivation) ที่หลากหลายสอดคล้องกับพัฒนาการและศักยภาพของเด็ก โดยสรรหาสาระความรู้ที่เหมาะสมเพื่อบ่มเพาะจิตสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น นับเป็นสถานที่ที่สร้างสรรค์นิทรรศการความรู้สำหรับเด็กและผู้ปกครองในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัย เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องพัฒนาสมอง ทักษะและกล้ามเนื้อ มีการจัดโซนกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลานสร้างสรรค์ โซนวิทยาศาสตร์หรือโซนสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ เป็นสถานที่ที่น่าพาน้อง ๆ ไปเที่ยวเล่นเพื่อเสริมสร้างจินตนาการและพัฒนาทักษะ เปิดให้บริการ ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 10.00-16.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) โทร 02-272-4500

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม http://www.cdm-bangkok.com/

พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพ https://travel.mthai.com/blog/106294.html

 

  1. มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยาม ตั้งอยู่ที่ 4 ถนน สนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรกที่เน้นการสร้างประสบการณ์สดใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกและเข้าถึงในงานศิลปะ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบของแหล่งเรียนรู้ที่น่ารื่นรมย์ และช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนไทย เกี่ยวกับการสร้างสำนึกในการรู้จักตนเอง  รู้จักเพื่อนบ้าน  และรู้จักโลก รวมถึงการสร้าง “แนวคิดและภาพลักษณ์ใหม่” ของพิพิธภัณฑ์ในสังคมแห่งการเรียนรู้  ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่าง ๆ เป็นไปอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น  เปิดให้บริการ ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 10.00-18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) โทร 02-225-2777

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://www.museumsiam.org/index.php

พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.finearts.go.th/museumexpo2021/museum-21.html

 

  1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าตั้งอยู่ที่ 39 หมู่ 3 ถนนรังสิต – นครนายก ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานีเป็นโครงการที่ริเริ่มเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยนำเสนอหลักการคิด วิธีการทรงงาน และกระบวนการค้นหาคำตอบตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชทานแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่แสดงถึงวิวัฒนาการของโลกและสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละภูมิภาคของโลกรวมถึงประเทศไทย ที่นี่จึงเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของประชาชน ในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักในบทบาทความสัมพันธ์ของระบบนิเวศที่สำคัญของโลกและประเทศไทย อันจะนำไปสู่การมีจิตสำนึกในการรักษา อนุรักษ์ระบบนิเวศ และเตรียมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรู้เท่าทัน การจัดแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วยส่วนจัดแสดงหลัก 3 ส่วน  ได้แก่ ส่วนที่ 1 บ้านของเรา กำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิต ส่วนที่ 2 ชีวิตของเรา ชีวนิเวศแบบต่าง ๆ บนโลก ส่วนที่ 3 ในหลวงของเรา ศาสตร์พระราชาสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน เปิดให้บริการ วันอังคาร – ศุกร์ เวลา 09.30 – 16.00 น.วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30 – 17.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์) 02-577-9999 ต่อ 2122, 2123

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/3324

พิพิธภัณฑ์

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/museum/rama9-museum

 

  1. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตั้งอยู่ ณ เทคโนธานี เลขที่ 39 หมู่ 3 ถนนเลียบคลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตั้งขึ้นในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เป็นอาคารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นด้วยรูปทรงลูกบาศก์ 3 ลูกเชื่อมติดกัน มีการจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์พื้นฐานวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และวิทยาศาสตร์ในภูมิปัญญาไทย นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แต่ละชั้นประกอบด้วย สาระดังนี้

  • ชั้นที่ 1 นักวิทยาศาสตร์รุ่นบุกเบิก กิจกรรมเสริมศึกษา โลกของหนูน้อยนักประดิษฐ์ (Enjoy Maker Space), Engineering Design, ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แบบโดม, การแสดงทางวิทยาศาสตร์ และนิทรรศการหมุนเวียน
  • ชั้นที่ 2 ประวัติและความเป็นมาของทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
  • ชั้นที่ 3 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อุโมงค์พลังงาน และ โรงภาพยนตร์พลังงาน 4 มิติ
  • ชั้นที่ 4 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย
  • ชั้นที่ 5 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน
  • ชั้นที่ 6 เทคโนโลยีภูมิปัญญาไทย

เหมาะมากที่จะพาน้อง ๆ ไปเที่ยวชมที่แห่งนี้ รับรองได้ความสนุกและความรู้มากมาย เปิดให้บริการ วันอังคาร – ศุกร์ เวลา 09.30 – 16.00 น.วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30 – 17.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์) 02-577-9999

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  https://www.nsm.or.th/nsm/th/museum/science-museum

พิพิธภัณฑ์

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.nsm.or.th/nsm/

 

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 4 ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร บริเวณ “พระราชวังบวรสถานมงคล” หรือ “วังหน้า” เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย โดยมีการจัดนิทรรศการแบ่งเป็นเรื่อง ประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน ประณีตศิลป์สืบสมัย ประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยสืบสาน โบราณสถานวังหน้าที่เป็นงานสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามมากๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่งดงามของไทย เปิดบริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดจันทร์ – อังคาร) เวลา 9.00 – 16.00 น. โทร 02-224-1402

ข้อมูลเพิ่มเติมของทางร้าน https://www.finearts.go.th/museumbangkok

พิพิธภัณฑ์

ขอขอบคุณภาพจาก https://thaiza.com/travel/city/185286/

 

อ่านต่อ.. 10 พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก ใกล้กรุงเทพ เที่ยวสนุก เสริมความรู้ ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เครื่องนึ่งขวดนม

เครื่องนึ่งขวดนม 6 แบรนด์ ฆ่าเชื้อ มั่นใจ ลูกน้อยดื่มนมปลอดภัย

สิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจเสมอคือความสะอาดของทุกสิ่งรอบตัวลูกน้อย ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องเอาเข้าปากนี่ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ ขวดนม ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกน้อยต้องนำเข้าปากทุกวัน วันละหลายเวลา การล้างขวดนมแล้วผึ่งให้แห้งแบบปกติอาจจะไม่ใช้วิธีที่ดีที่สุด เพราะบางครั้งการทำความสะอาดที่ไม่ดีพอ อาจหลงเหลือเชื้อโรคที่ทำให้ลูกน้อยเกิดอาการป่วยได้ คราวนี้ทีมแม่จึงขอมาแนะนำแบรนด์ เครื่องฆ่าเชื้อขวดนม อีกขั้นของการทำความสะอาดขวดนมให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ให้คุณแม่ไว้พิจารณากันค่ะ

เครื่องนึ่งขวดนม 6 แบรนด์ ฆ่าเชื้อ มั่นใจ ลูกน้อยดื่มนมปลอดภัย

เครื่องนึ่งขวดนม

เครื่องฆ่าเชื้อขวดนม หรือ เครื่องนึ่งขวดนม เป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดขวดนมด้วยระบบการฆ่าเชื้อและการทำให้แห้งในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อโรคและกลิ่นที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าการล้างแล้วผึ่งลมแบบทั่วไป รวมทั้งไม่ต้องเสียเวลาไปกับการต้มน้ำร้อนแล้วลวกเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย เป็นการฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เพื่อช่วยป้องกันลูกน้อยจากการอาการป่วยเนื่องจากดื่มนมจากขวดนมที่ปนเปื้อน 

 

เลือกเครื่องฆ่าเชื้อขวดนมแบบไหน

  • เลือกตามประเภทและประสิทธิภาพของอุปกรณ์ตามที่ต้องการ ซึ่งเครื่องฆ่าเชื้อขวดนมแบบนึ่งด้วยไฟฟ้า และแบบไมโครเวฟ จะใช้ความร้อนจากไอน้ำในการฆ่าเชื้อเป็นหลัก บางรุ่นมีระบบอบแห้งในตัวด้วย หาซื้อได้ทั่วไป ราคาเริ่มต้นไม่สูง บางรุ่นใช้ร่วมกับน้ำยาฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดได้ด้วย ส่วนแบบนึ่งและฆ่าเชื้อด้วยระบบ Sterilize หรือรังสียูวี ตัวนี้มีประสิทธิภาพระดับทำความสะอาดเครื่องมือแพทย์ ราคาจะค่อนข้างสูง  
  • เลือกเครื่องที่รองรับขวดนมได้เยอะและรองรับขวดนมแบบคอกว้าง เผื่อสำหรับการทำความสะอาดที่ไม่แออัด รวมทั้งใช้ทำความสะอาดภาชนะอื่นได้ด้วย เช่น แก้วน้ำเด็ก 
  • ควรมีระบบอบแห้งในตัว เพราะเครื่องนึ่งที่ใช้ไอน้ำอย่างเดียว การผึ่งปกติแห้งอาจก่อให้เกิดกลิ่นหรือเชื้อราสะสมเพราะภาชนะไม่แห้งดี หากมีระบบอบแห้งจะช่วยให้มั่นใจมากขึ้น 
  • พิจารณาฟังก์ชั่นการใช้งาน สามารถใช้งานได้สะดวก เช่น ระบบสัมผัส สั่งการผ่านแอปได้ หรือทำความสะอาดง่ายหรือไม่ ไปจนถึงความหลากหลาย สารพัดประโยชน์ เช่น ใช้อุ่นอาหารได้ด้วย เป็นต้น  

 

  1. PHILIPS AVENT รุ่น SCF284/02

เป็นเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อแบบไฟฟ้า สามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายได้ถึง 99.9% และยังปลอดเชื้อได้นานสุด 24 ชั่วโมงหากไม่มีการเปิดฝา ทำความสะอาดขวดนมได้ภายในเวลาเพียง 6 นาที สามารถบรรจุขวดนมได้ถึง 6 ขวด มาพร้อมกับตะแกรงช่วยจัดเรียงสิ่งของภายใน และยังปรับขนาดได้เพื่อรองรับการทำความสะอาดที่หลากหลาย ทั้งขวดนม เครื่องปั๊มน้ำนม และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันตัดไฟอัตโนมัติ ควบคุมการทำงานง่าย เปิด-ปิดด้วยสวิตช์เดียว ตัวเครื่องยังทำความสะอาดง่ายด้วย 

เครื่องนึ่งขวดนม

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.philips.co.th/c-p/SCF284_02/3-in-1-electric-steam-sterilizer

 

  1. Fico รุ่น X5 Innovation

ตัวนี้เป็นเครื่องฆ่าเชื้อขวดนมด้วยแสง UVC สามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมั่นใจด้วยการฆ่าเชื้อทุก 2 ชั่วโมง ครั้งละ 5 นาที ระบายอากาศ 2 นาที จึงปลอดเชื้อได้ตลอดวัน มาพร้อมหลอด UVC Phillips คุณภาพสูง กำลัง 4 วัตต์ แบบหลอดคู่ ช่วยให้การฆ่าเชื้อมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 99% ตัวเครื่องเป็นไซต์ใหญ่พิเศษ ความจุ 22 ลิตร ภายในมีสองชั้น จึงจุขวดนมได้เยอะ วัสดุสแตนเลสภายในช่วยสะท้อนแสงได้ดี มั่นใจว่าภาชนะจะได้รับการทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม นอกจากนี้ยังมีแผ่นกรองอากาศ HEPA 2 ช่องทางกรองฝุ่นละอองเล็กๆ ที่เป็นสาเหตุของเชื้อโรค และมีตัวกรองคาร์บอนดูดซับกลิ่นได้ดีเยี่ยมด้วย

เครื่องนึ่งขวดนม

ข้อมูลเพิ่มเติม Fico รุ่น X5 Innovation

 

  1. Säker UV Sterilizer

เป็นเครื่องฆ่าเชื้อขวดนมเกรดพรีเมี่ยม ที่ผ่านการทดสอบจากสถาบันระดับโลก ว่าฆ่าเชื้อโรคได้ 99.999% ด้วยหลอด UVC ที่ดีที่สุดจาก Philips มาพร้อมเทคโนโลยีอบแห้งรุ่นใหม่ล่าสุด Airflow-S/D 360 องศา ให้ลมร้อนแบบอ่อนโยน รอบทิศ ใช้ระบบความร้อนแบบสะสมที่ 40-60 องศา จึงไม่ทำลายสิ่งของ มีระบบไหลเวียนอากาศ กระจายได้ทั่วทั้งเครื่อง ไม่มีมุมอับ แห้งสนิท แห้งไวกว่าเดิม ระบบทำงานแบบ 3 in 1 ในปุ่มเดียว คืออบแห้ง ฆ่าเชื้อ และระบายกลิ่นอับ หรือจะเลือกโหมดใดโหมดหนึ่งก็ได้เช่นกัน จัดเป็นไอเทมสำหรับคุณแม่ที่ต้องการยกระดับสุขอนามัยลูกน้อยไปอีกขั้นอย่างแท้จริง

เครื่องอบขวดนม

ข้อมูลเพิ่มเติม เครื่องฆ่าเชื้อขวดนม Säker UV Sterilizer

 

  1. Pureen เครื่องนึ่งขวดนมไฟฟ้าพร้อมอบแห้ง

เครื่องนึ่งขวดนมพร้อมอบแห้งในตัว จึงมั่นใจได้ในความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคได้ถึง 99.99% มาพร้อมแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง HEPA ช่วยดักจับฝุ่นละอองไม่ให้เข้าไปในตัวเครื่อง ตัวเครื่องเป็นระบบดิจิตอล ฟังก์ชั่นใช้งานง่าย แถมมีถึง 6 โหมดอเนกประสงค์ ทั้งนึ่ง อบแห้ง นึ่งและอบแห้ง อุ่นนม อุ่นอาหารและนึ่งอาหาร ประหยัดเวลาเพราะสามารถนึ่งได้เร็วสุดเพียง 6 นาที และตัดไฟทันทีเมื่อน้ำแห้ง ถังบรรจุขนาดใหญ่ และยังสามารถบรรจุขวดทรงมาตรฐานได้ถึง 10 ขวด หรือคอกว้างถึง 7 ขวด หรือสามารถใส่ได้แม้กระทั่งจานชามหรือถ้วยของเด็กๆ เรียกว่าคุณสมบัติครบในเครี่องเดียวจริง ๆ

เครื่องอบขวดนม

ข้อมูลเพิ่มเติม Pureen เครื่องนึ่งขวดนมไฟฟ้าพร้อมอบแห้ง

 

อ่านต่อ.. เครื่องนึ่งขวดนม 6 แบรนด์ ฆ่าเชื้อ มั่นใจ ลูกน้อยดื่มนมปลอดภัย ..ได้ที่หน้า 2