รีวิวคอกกั้นเด็ก

รีวิวคอกกั้นเด็ก ลูกนอนสบาย ปลอดภัย ไม่ตกเตียง

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในวัย 3 เดือน – 2 ขวบจะสังเกตได้ว่าลูก ๆ เริ่มอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น โดยจะคลานหรือเดินไปทั่วบ้านและอาจหยิบจับอะไรเข้าปาก แน่นอนว่า ในยุคสมัยปัจจุบันที่คุณพ่อและคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เด็ก ๆ ก็อาจจะคลาดสายตาจากคุณพ่อคุณแม่ได้ง่าย ซึ่งการคลาดสายตาเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจทำให้เด็ก ๆ เกิดอุบัติเหตุจากการเล่นซนได้ ดังนั้น “คอกกั้นเด็ก” จึงเป็นของใช้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเราสามารถควบคุมและกำหนดให้ลูกน้อยอยู่ในพื้นที่และของเล่นที่เราจัดสรรไว้ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าลูก ๆ จะได้รับอันตรายจากการเดินเล่นไปทั่ว โดยประโยชน์ของคอกกั้นเด็ก ก็จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกน้อย ให้ลูกมีอิสระทำกิจกรรมของเขาไปในคอกกั้นนี้ ช่วยฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ เมื่อลูกถึงวัยเริ่มพลิกคว่ำ คืบ คลาน เกาะยืน เดิน (อายุ 6 เดือนขึ้นไป) แนะนำให้เริ่มจากในคอกกั้นเด็กก่อนเพื่อให้ลูกใช้เป็นที่เกาะยืน ช่วยเป็นพื้นที่นอนหลับได้อย่างสบายมีคุณภาพ

รีวิวคอกกั้นเด็ก ลูกนอนสบาย ปลอดภัย ไม่ตกเตียง

รีวิวคอกกั้นเด็ก

คอกกั้นเด็กที่วางขายตามท้องตลาดก็มีหลากหลายแบบ ในวันนี้ทางทีมกองบรรณาธิการ จึงมีวิธีเลือกคอกกั้นเด็กและ 10 อันดับ คอกกั้นเด็กที่น่าสนใจมาฝากคุณพ่อและคุณแม่ทุกคน เพื่อให้ได้คอกกั้นเด็กที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อลูกน้อยของเรามากที่สุดค่ะ

วิธีการเลือกคอกกั้นเด็ก

ของใช้ของเด็กทุกชนิดคุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ รวมทั้งคอกกั้นเด็กที่ในปัจจุบันมีมากมายหลายแบบ ดังนั้น เราไปดูกันว่าการเลือกซื้อคอกกั้นเด็กที่เหมาะสมและปลอดภัย จะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

เลือกตามประเภทของคอกกั้นเด็ก

คอกกั้นเด็กส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือแบบโปร่ง แบบทึบ และแบบเป่าลม ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีลักษณะและข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน

  • คอกกั้นเด็กแบบโปร่ง จะมีลักษณะคล้ายกับรั้วเป็นซี่ ๆ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมและหาซื้อได้ง่ายที่สุด มีข้อดีตรงที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเฝ้าดูเด็ก ๆ ให้อยู่ในสายตาได้ตลอด เพราะมองเห็นได้รอบด้าน หากเกิดอุบัติเหตุก็จะมองเห็นและช่วยเหลือได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม วัสดุที่นำมาทำคอกเด็กแบบรั้วมักจะมีความแข็ง จึงไม่สามารถปกป้องเด็ก ๆ จากแรงกระแทกได้ และควรเลือกความถี่ของรั้วให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาเด็ก ๆ นำศีรษะหรือมือเข้าไปติดกับช่องว่างระหว่างรั้ว
  • คอกกั้นเด็กแบบทึบ มักจะมาในรูปแบบที่เป็นเบาะ มีข้อดีในเรื่องของการช่วยให้เด็กฝึกเดินสามารถป้องกันไม่ให้ลูกน้อยได้รับบาดเจ็บจากการล้มและกระแทก แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องของความทึบที่ผู้ปกครองจะมองไม่เห็นว่าเด็ก ๆ กำลังทำอะไรอยู่ จึงอาจต้องคอยเดินไปดูอยู่บ่อย ๆ
  • คอกกั้นเด็กแบบเป่าลม เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด เพราะสามารถปล่อยลมออกและพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน และยังสามารถป้องกันเด็ก ๆ จากการล้มและกระแทกได้อย่างรอบด้านอีกด้วย นอกจากนี้ อย่างไรก็ตาม คอกเด็กประเภทนี้จะไม่เหมาะสำหรับนำมากั้นเพื่อให้เด็ก ๆ ฝึกเดิน เพราะจะทรงตัวได้ยาก และจะต้องเลือกวัสดุที่มีคุณภาพ

การเลือกคอกกั้นเด็กที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสีหรือวัสดุที่นำมาใช้อาจเจือปนสารเคมีและเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยทางปากได้ นอกจากนี้การผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กเช่นกัน จึงแนะนำว่าให้เลือกซื้อคอกเด็กยี่ห้อที่ไว้ใจได้ และระบุว่าใช้วัสดุแบบ Non-Toxic ที่ปลอดภัยกับเด็ก หากวัสดุเป็นพลาสติกก็อาจเน้นที่ระบุไว้ว่า BPA-free หรือถ้าเลือกวัสดุไม้ก็ควรเลือกไม้ที่มีผิวเรียบลื่น ไม่มีเสี้ยน เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะคอกกั้นเด็กที่มีคุณภาพและเหมาะกับการใช้งานกับลูกน้อย ทำให้มีเวลาทำกิจวัตรประจำวันกันบ้างแล้วละคะ

 

  1. Ggumbi

คอกกั้นที่ออกแบบมาสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ ที่มีช่องระบายอากาศและช่องสำหรับมองเจ้าตัวน้อยได้ตลอดเวลา ความสูงระดับมาตรฐานที่ 60 ซม. สามารถเกาะยืนเดินได้ระดับพอดี มั่นคงแข็งแรง รองรับน้ำหนักของเด็กๆได้ดีด้วยการประกอบ 3 ขั้นตอน กันลื่น ข้อต่อ และมัดเชือกมาพร้อมขนาดใหม่ล่าสุด 200×140 cm. สร้างอาณาจักรส่วนตัวอันอบอุ่นของเจ้าตัวน้อยได้ใหญ่ขึ้น และมั่นคงมีเชือกและแผ่นรองกันลื่นเพิ่มความคงทนแข็งแรงของ Baby Roomคอกกั้นทำจาก PP พลาสติก ปลอดภัยต่อลูกน้อย ได้รับรอง BPA FreePeanut Guard เพิ่มความแข็งแรงและปรับการใช้งานได้อเนกประสงค์ design เข้าได้กับทุกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน พร้อมลวดลายสุดน่ารัก สำหรับใส่ของตกแต่งคอกกั้น เพิ่มความน่ารักให้ Baby Room ของลูกน้อย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th-th.facebook.com/Ggumbi.thailand/

รีวิวคอกกั้นเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://th-th.facebook.com/Ggumbi.thailand/

 

  1. Bebeplay

คอกกั้นเด็กที่ผลิตด้วยวัสดุ HDPE Food Grade (ได้รับมาตราฐาน EU Directive 2009/48/EC) และเม็ดสี ที่คิดค้นด้วยนวัตกรรม Food Grade Pigment ซึ่งเป็นสีที่ใช้ในการผลิต ขวดนมและยางกัด ผ่านมาตรฐาน Food Contact เจ้าเดียวในประเทศไทย ช่วยฝึกการทรงตัว การยืน และการเดิน บานประตู สามารถเปิด-ปิด ล็อคจากด้านนอก มีแผ่นกิจกรรมเสริมพัฒนาการ ช่วยบริหารข้อมือ การ มองเห็น และความจำ สามารถต่อประกอบได้หลายรูปแบบ เช่น วงกลม ผืนผ้า จัตุรัส เป็นต้น เหมาะวางบนพื้นเรียบ เช่น พื้นกระเบื้อง เพราะจะยึดติดแบบสุญญากาศ คอกมีขนาดสูงถึง 62 ซม. เด็กเล็กปีนไม่ได้ สามารถเพิ่มของเล่น เพื่อเป็น Play Yard ได้ในอนาคต

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bebeplay.co/

รีวิวคอกกั้นเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bebeshop.co/products/bebeplay-hugbear

 

  1. Bestway

คอกกั้นเด็กแบบเป่าลมแบรนด์ Bestway เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด การันตรีด้วยการผลิตจากไวนิลคุณภาพดีหนา 0.26/0.24 ปลอดภัย ปลอดสารพิษ นุ่มกันกระแทกรอบด้าน ไม่ล้มไม่คว่ำเพราะฐานกว้างเป็นทรงกลม คอกกั้นเด็กแบบเป่าลมขนาด 43″ x 41″ มาพร้อมของเล่นเด็กหลากสี มีพื้นสัมผัสนิ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็ก เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปีขึ้นไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/bestway_officialshop

คอกกั้นเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://shopee.co.th/bestway_officialshop

 

  1. GEKO

คอกกั้นเด็กยี่ห้อนี้ออกแบบโครงสร้างผลิตภัณฑ์โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ สามารถมั่นใจในความแข็งแรงและความปลอดภัยในการใช้งาน มีความสวยงามการตัดเย็บมีความประณีตเสมือนเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ใช้วัสดุที่ผ่านการตรวจสอบจากแลป SGS ว่าไม่มีสารอันตรายที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อย เช่น Phthalate, BPA, DMF และโลหะหนัก คุณพ่อคุณแม่วางใจในเรื่องของความปลอดภัยของคอกกั้นได้อย่างแน่นอน คอกเด็กที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลาย เลือกใช้งานได้เหมาะสมตามช่วงวัย วัสดุที่ใช้ปลอดภัยต่อเด็กมากที่สุด หนัง PU / Silicone non toxic ซิป Vislon ที่ YKK แนะนำให้ใช้ในผลิตภัณฑ์เด็กทั่วโลก EPE foam โฟมกันกระแทกเกรดสูงที่มีใช้อยู่ใน Playpen Playmat ทั่วโลก Velcro tape ตีนตุ๊กแกเกรดเหนียวที่ทำให้คอก Geko แข็งแรงกว่าแบรนด์อื่นๆ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gekoforchild.com/

คอกกั้นเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.gekoforchild.com/

 

อ่านต่อ.. รีวิวคอกกั้นเด็ก ลูกนอนสบาย ปลอดภัย ไม่ตกเตียง ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดวงตา ดูแลตาลูก

10 วิธีทางรอดดูแล ดวงตา ลูกให้ปลอดภัยในยุคนี้

ดวงตา เป็นอวัยวะที่สำคัญ จะดูแลดวงตาอย่างไรให้รอดปลอดภัยจากโลกในยุคปัจจุบัน ที่หน้าจอมีอยู่รายล้อมตัวลูก มาฟัง 10 ทางรอดเพื่อสุขภาพตาที่ดีกัน

10 วิธีทางรอดดูแล ดวงตา ลูกให้ปลอดภัยในยุคนี้!!

พูดถึงเรื่อง “ปัญหาสายตา” คงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่กำลังหนักใจกันใช่ไหม เมื่อลูกของเราอยู่ในยุคเทคโนโลยี ที่ไม่ว่าอะไร ๆ รอบตัวก็เต็มไปด้วยแสงจากจอ ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในการเรียนออนไลน์ในช่วงที่ โควิด-19 ระบาดที่ผ่านมา หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนที่แทบเป็นอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งของร่างกายของผู้คนในยุคปัจจุบัน และแนวโน้มต่อ ๆ ไปที่อะไร ๆ ก็เป็นสมาร์ทไปเสียหมด สมาร์ทโฮม สมาร์ทคาร์ แล้วแบบนี้จะส่งผลเสียต่อ ดวงตา ของลูกน้อยของเราไปมากขนาดไหนกันนะ

ดูแลดวงตาคู่น้อยอย่างไร??

คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าสังเกตดวงตาของลูกน้อย หากพบอาการผิดปกติหรือสงสัยควรพาลูกน้อยของท่านมาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาทันที หรือพาเด็กตรวจคัดกรองทางตาทั่วไป

  • อายุ 3-6 เดือน ควรตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติทางตา
  • อายุ 3-6 ปี ควรตรวจคัดกรองระดับการมองเห็น (Visual acuity) และภาวะผิดปกติทางตา วัดค่าสายตาในบางราย
  • ระดับอายุ 6 ปีตรวจคัดกรองระดับการมองเห็น และวัดค่าสายตา เพื่อประโยชน์ต่อดวงตาของลูกน้อย และพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็กทุกคน
ดวงตา นั้นสำคัญไฉน
ดวงตา นั้นสำคัญไฉน

ทางเลือกทางรอดของ ดวงตา

เมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตประจำวันโดยปราศจากการทำร้ายดวงตา ด้วยอุปกรณ์หน้าจอต่าง ๆ แล้วนั้น เราลองมาอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้กันอย่างสันติ และหาความลงตัวกันดูดีไหม หากคุณพ่อคุณแม่กำลังกังวลใจกับเรื่อง ปัญหาสายตา ของลูกกันอยู่แล้วละก็ ลองใช้วิธีทางเลือก ทางรอดของดวงตา ที่เราได้รวบรวมจากนักจักษุแพทย์ที่ได้ให้คำแนะนำ วิธีการถนอมดวงตา มาปรับใช้ทั้งกับตัวคุณพ่อคุณแม่เอง และให้ลูกน้อยได้ปฎิบัติกันดูสักทีจะดีไหม

10 ทางรอด ฝึกนิสัยการใช้หน้าจอของลูก

1. กฎ 20-20-20

เมื่อมีการใช้สายตามองใกล้ หรือกิจกรรมของการใช้หน้าจอ ควรใช้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที จากนั้นควรพักสายตา 20 วินาที ด้วยการมองระยะไกลอย่างน้อย 20 ฟุต

2.ตั้งเวลาเตือน ตัวช่วยที่ซื่อสัตย์

หากเราไม่สามารถอยู่เฝ้าดูลูกใช้สายตากับหน้าจอต่าง ๆ ได้ตลอดเวลาแล้ว คุณแม่มีตัวช่วยในการทำให้ลูกปฎิบัติตามกฎของ 20-20-20 ได้ ด้วยนาฬิกาจับเวลา ตั้งเวลาปลุก เพื่อเตือนให้ลูกน้อยพักสายตามองออกไปไกล ๆ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที นาฬิกายังเป็นตัวช่วยที่ดีที่ไม่มีความเอนเอียง หรือใจอ่อนต่อการร้องขอต่อเวลาของลูกอีกด้วยนะ

3. อ่านหนังสือก็ต้องพักตานะ

เมื่ออ่านหนังสือ เราใช้สายตาในการมองระยะใกล้ ซึ่งก็ยังคงต้องให้ ดวงตา ได้พักเช่นเดียวกันกับการใช้หน้าจอ เราสามารถกำหนดให้ลูกได้ว่า เมื่ออ่านหนังสือจบบทย่อย ๆ ให้มองออกไปไกล ๆ เช่น มองออกไปนอกหน้าต่าง ให้ทำประจำจนเป็นนิสัย

4.พักตา เมื่อจบด่าน

เกมออนไลน์ เกมในมือถือ เกมจากเครื่องเล่นเกม หรือเกมต่าง ๆ ที่ใช้หน้าจอเป็นอุปกรณ์ในการเล่น เมื่อเล่นจบแต่ละด่าน บอกให้ลูกมองออกไปข้างนอก มองหน้าต่างออกไปไกล ๆ เป็นเวลา 20 วินาที ให้ทำจนเป็นนิสัย

5. ที่คั่นหนังสือ Bookmark ตัวช่วยเตือนพักตา

ตัวช่วยที่จะช่วยลูกเตือนความจำว่าถึงเวลาพักตาได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจลองใช้ที่คั่นหนังสือ คั่นหน้าด้วยคลิป แบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ ถ้าเป็น e-book ให้ใช้ตัว bookmark แทนได้

6.หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอในที่แสงจ้า

เนื่องจากว่าแสงสะท้อนจากหน้าจอในที่มีแสงจ้ามาก ๆ จะทำให้เกิด ภาวะตาล้า หรือ digital eye strain ได้

สมาร์ทโฟน กับ ดวงตา ลูก
สมาร์ทโฟน กับ ดวงตา ลูก

7. พยายามปรับความสว่างของหน้าจอให้รู้สึกสบายตามากที่สุด

การปรับความสว่างของหน้าจอ หรือความเข้มของสีของหน้าจอ จะต้องปรับตามสภาพแวดล้อมรอบข้าง ความสว่าง และความเข้มของหน้าจอในที่ที่มีแสงจ้า หรือในที่ร่ม มีระดับความแตกต่างกันที่จะทำให้สบายตา ควรเลือกปรับให้กับลูกให้พอดีกับแสงในขณะนั้น ก่อนอนุญาตให้ลูกเล่น

8. ใส่ใจท่านั่งเล่นของลูกสักนิด

การเลือกท่าที่ถูกต้อง ในการนั่งเล่นเกม หรือทำกิจกรรมกับหน้าจอต่าง ๆ นอกจากจะช่วยให้ไม่เกิดอาการปวดคอ ปวดหลังแล้ว เรายังสามารถจัดระยะห่างระหว่างหน้าจอที่เหมาะสมให้กับลูกได้ด้วย เช่น การดูทีวี ไม่ควรนอนดู หรือนั่งในระยะใกล้เกินไป

9.การดูมือถือ สมาร์ทโฟน ควรห่างจากสายตาประมาณ 40 เซนติเมตร

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนนับเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ไปเสียแล้ว มีคนจำนวนมากที่ใช้สมาร์ทโฟนดูหนัง ดูละคร หรือเด็ก ๆ ก็ใช้เวลาดูคลิปใน Tiktok ซึ่งใด ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ จะทำให้รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมเวลา ไม่รู้ว่าเราดูหน้าจอไปนานแค่ไหนแล้ว นอกจากจะต้องคอยเตือนตัวเองให้พักสายตาแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังต้องจัดท่าทางการดูมือถือของลูก ให้สายตาห่างจากจอ ประมาณ 40 เซนติเมตร เพื่อถนอมสายตาอีกด้วย

10. กระพริบตาบ่อย ๆ ขณะเล่น ดีต่อดวงตา

คนเราปกติจะกระพริบตาประมาณ 15 ครั้งต่อนาที การกระพริบตาแต่ละทีทำให้น้ำตามาเคลือบที่ดวงตาได้ทั่ว แต่เวลาที่เราทำอะไรเพลิด ๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกม ดูทีวี เราจะกระพริบตาน้อยลงมาก เรียกได้ว่าสนุกจนลืมกระพริบตากันทีเดียว เมื่อไม่ค่อยได้กระพริบตา จะทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อดวงตาเลย

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก คุยกับหมอตาเด็ก by หมอพี

อ่านต่อ>> จักษุแพทย์แนะ วิธีดูแลสุขภาพตา ทำอย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ASMR

ASMR คืออะไร? มีประโยชน์ หรือไม่ อย่างไร สำหรับเด็ก

ASMR เป็นคำที่คุณอาจเคยได้ยินมาบ้าง แต่บางคนอาจไม่รู้หรือยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร  แต่ความจริงมันได้รับความนิยมอย่างมากในสื่อกระแสหลักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วันนี้เราจะพูดถึงสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ เอเอสเอ็มอาร์ ว่ามันคืออะไร ทำงานอย่างไร ตลอดจนประโยชน์ และข้อดีข้อเสียสำหรับเด็กๆ ค่ะ

ASMR คืออะไร? มีประโยชน์ หรือไม่ อย่างไร สำหรับเด็ก

ASMR คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร

ตั้งแต่ลืมตาดูโลกทารกและเด็กจำนวนมากได้รับการปลอบประโลมทันทีด้วยการลูบแก้ม หรือ ร้องเพลงเบาๆ ในหู แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ประสบการณ์อันเงียบสงบนี้ มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “Autonomous Sensory Meridian Response” มันเป็นความรู้สึกทางกายภาพที่โดดเด่นด้วยความรู้สึกผ่อนคลายที่มักจะเริ่มต้นที่หนังศีรษะแล้วเชื่อมต่อไปที่กระดูกสันหลัง มันสามารถถูกกระตุ้นผ่านสิ่งเร้าทางหู การมองเห็น หรือการสัมผัส ที่ทำให้ร่างกายตอบสนองในลักษณะที่ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางสงบลง

ลองนึกถึงอาการขนลุกที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีคนกระซิบข้างหูคุณ นั่นแหละค่ะ คือประเด็นที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าความรู้สึกผ่อนคลายที่เกิดขึ้น มาจากการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่นำไปสู่ความรู้สึกมีความสุข อย่างไรก็ตามสิ่งกระตุ้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการกระซิบ การแตะ เสียงขีดข่วน เสียงพลิกหน้าหนังสือ มีการค้นพบว่าเด็ก ๆ สามารถสัมผัสกับประสบการณ์ที่ผ่อนคลายนี้ได้เช่นกัน และประโยชน์ที่ได้ก็ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราคาดคิด ดร.เครก ริชาร์ด ศาสตราจารย์ด้านชีวเภสัชศาสตร์ กล่าวว่า “เด็ก ๆ อาจได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงตลอดเวลา เช่น “เมื่อคุณแม่กล่อมลูกให้นอนโดยเอามือลูบไล้อย่างแผ่วเบา ปลอบประโลมเด็กด้วยความรักและการสัมผัสที่นุ่มนวล เสียงกระซิบที่อ่อนโยน และการจ้องมองที่ห่วงใย”

ดร.ริชาร์ดเชื่อว่ามันเป็นวิธีที่สมองของเราสร้างขึ้นในการบอกให้เรารู้ว่าเราปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของคนที่ห่วงใยเรา จากการศึกษาพบว่าการดูแลด้วยความรักเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เอเอสเอ็มอาร์ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ควรเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กๆ

Autonomous Sensory Meridian Response ได้รับการยอมรับว่าช่วยลดความวิตกกังวล ซึมเศร้า และการนอนไม่หลับ การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังชี้ให้เห็นว่าการใช้ เอเอสเอ็มอาร์ เป็นเพลงประกอบในขณะที่เด็กๆ ทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียน สามารถสงบสติอารมณ์เด็กๆ และช่วยให้พวกเขาเพิ่มประสิทธิภาพศักยภาพทางวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ได้

ประโยชน์ของ ASMR
ประโยชน์ของ ASMR

อย่างไรก็ตามประสบการณ์สำหรับเด็กควรเริ่มต้นที่บ้าน พ่อแม่อาจแนะนำบุตรหลานให้รู้จักกับ เอเอสเอ็มอาร์ โดยที่ไม่รู้ตัว “การสัมผัสที่นุ่มนวล การดูแลเอาใจใส่ การเอาใจใส่อย่างจดจ่อ และเสียงกระซิบที่อ่อนโยน ล้วนเป็นจุดเด่นของผู้ปกครองที่ห่วงใยและเป็นตัวกระตุ้นที่เหมาะสม

แม้ว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อค้นหาว่า จะปรับให้เหมาะสมเพื่อการพัฒนาที่ดีสำหรับได้อย่างไร จุดเริ่มต้นที่ดี คือบน YouTube ซึ่งทั้งช่องและเพลย์ลิสต์ เช่น WhispersRed และ ASMR Angel มีไว้สำหรับเด็กๆ ทั้งของเล่น เกม และรูปภาพ ทั้งหมดประกอบเข้าด้วยกันเป็นเพลง เรื่องราว และเสียงที่สงบ

เนื้อหาลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลาย แต่ยังทำหน้าที่เป็นประตูสู่กิจวัตรก่อนนอนอย่างอ่อนโยน อีกวิธีที่ดีในการแนะนำบุตรหลานของคุณให้รู้จักกับ เอเอสเอ็มอาร์ แบบเสมือนจริง อาจเป็นการให้คุณบันทึกเสียงตัวเองกระซิบหรือพูดเบา ๆ แล้วเล่นเสียงที่บันทึกไว้ในขณะที่ลูกของคุณหลับ

ที่สำคัญ ว่ากันว่าวิดีโอ เอเอสเอ็มอาร์ สามารถช่วยพัฒนาด้านสุขภาพจิตของเด็กๆ ได้ ตั้งแต่การคลายความวิตกกังวล ไปจนถึงการผ่อนคลายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียน  ผลการศึกษาล่าสุดโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์และมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เมโทรโพลิแทนพบว่าการดูวิดีโอ เอเอสเอ็มอาร์ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจในกลุ่มผู้ที่ประสบกับปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างมาก ซึ่งผู้ถูกทดสอบยังรายงานถึงอารมณ์เชิงบวกมากขึ้น เช่น ความตื่นเต้นและความสงบ และความคิดแง่ลบ เช่น ความเครียดและความเศร้าลดน้อยลงและรู้สึกมีความเชื่อมโยงทางสังคมที่เพิ่มขึ้น

อ่านต่อ…ASMR คืออะไร? มีประโยชน์ หรือไม่ อย่างไร สำหรับเด็ก คลิกหน้า2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

GEN ME กับ การ หลงตัวเอง

GEN ME!!Genที่ หลงตัวเอง คุณกำลังเลี้ยงลูกให้เป็นอยู่หรือเปล่า

หลงตัวเอง เมื่อเด็ก GEN ME ถูกนิยามตัวตนไว้เช่นนี้ อะไรทำให้เด็กเป็น ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตของลูก แล้วคุณกำลังเลี้ยงให้เขาหลงตัวเองอยู่ไหม

GEN ME!!Genที่ หลงตัวเอง คุณกำลังเลี้ยงลูกให้เป็นอยู่หรือเปล่า

ว่าด้วยเรื่องการแบ่งกลุ่มคนออกเป็น Generation ตามช่วงเวลาที่เกิดนั้น เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 นี้เอง จากงานของ Kar Mannheim นักสังคมศาสตร์ชาวฮังกาเรียนตีพิมพ์งานชื่อ The Problem of Generations ในปี 1923 ที่ศึกษาว่า ผู้คนในสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคม และประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ใหญ่ ๆ บางอย่างร่วมกันก็จะมีลักษณะความคิดอ่าน หลักการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงกัน และลักษณะนั้น ๆ ก็จะมากำหนดอนาคตของคนในรุ่นต่อ ๆ ไป จึงทำให้เกิดการจัดกลุ่มแบ่งลักษณะของผู้คนจากช่วงเวลาที่เกิด ดังนี้

  • Baby Boomer (พ.ศ. 2489-2507) เป็น Gen ที่ให้ความสำคัญงานเป็นหลัก ครอบครัวเป็นรอง มีความอดทนสูงมาก ทุ่มเทกับการทำงาน จงรักภักดีต่อองค์กร และไม่ชอบพัฒนาตนเอง
  • คนGeneration X (พ.ศ.2508-2522) เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลของการทำงาน และการใช้ชีวิต มีความอดทน เชื่อมั่นในตนเองสูง กล้าคิด กล้าทำ ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ยาก
  • Generation Y (พ.ศ.2523-2540) ต้องการความมั่นคงในงานมาก รักตัวเอง และชอบอิสระ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความกระตือรือร้น ชอบทำงานเป็นทีม ไม่มีความอดทน เปลี่ยนงานบ่อย
  • คนGeneration Z (พ.ศ.2540 ขึ้นไป) เป็นคนที่เติบโตมากับสิ่งอำนวยความสำดวก และเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้มีความเชี่ยวชาญ พัฒนาและเรียนรู้ได้เร็ว มองโลกในแง่ดี ขี้เกียจ เบื่อหน่ายง่าย
  • Generation C (แบ่งกลุ่มตามพฤติกรรมการใช้โซเซียลเน็ตเวิร์ค) ให้ความสำคัญ และสนใจกับการใช้เทคโนโลยี โซเซียล มี internet เป็นเพื่อนคู่ใจ ฉลาด มีความรู้รอบตัว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เร็ว ชอบปฎิสัมพันธ์กับผู้คน ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ไม่มีสมาธิ

    คุณเป็นคน GEN ไหน
    คุณเป็นคน GEN ไหน

สำหรับแนวคิดเรื่องเจนเนอเรชั่นนี้ก็ใช่ว่าจะอธิบายถึงบุคลิกลักษณะของคนแต่ละช่วงเวลาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะถึงแม้คนในวัยเดียวกันจะเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน แต่ประสบการณ์ของคนแต่ละคนก็ยังแตกต่างกันไปอย่างหลากหลาย เช่น พื้นเพภูมิลำเนา ชนชั้น วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นท่าทีหรือทัศนคติของคนนั้นถึงจะเจอเหตุการณ์เดียวกัน แต่สุดท้ายก็มีความจำเพาะเจาะจงอยู่ดี

Generation ME อยู่ไหนในช่วงเวลานะ!!

Generation ME หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Gen Me เป็นคำที่นักจิตวิทยาของอเมริกาหลายคน ใช้เรียกเด็กยุคมิลเลนเนียล คือเด็กที่เกิดหลังปี 2000 พบว่าเด็กยุคนี้จะเติบโตมาแบบที่รู้สึกว่า ตัวเองเป็นศูนย์กลาง โซเชียลมีเดียจะทำให้เด็กคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ มักไขว่คว้าหายอดไลก์ เด็กมองว่าการมียอดไลก์มันเสริมสร้างความรู้สึกดีกับตัวเอง ยิ่งจำนวนยอดไลก์มากเท่าไหร่เด็กยิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ชื่นชมชื่นชอบมากเท่านั้น แล้วก็มักจะยอมรับคำตำหนิไม่ค่อยได้ ใช้เรียกคนที่เข้าข่ายหลงตัวเอง จากข้อมูลที่ศึกษาคนรุ่นใหม่ชาวอเมริกันของ The National Institutes of Health โดย Joel Stein พบว่าคนที่เกิดที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1980 – 2000 นั้นหลงตัวเองเป็นสามเท่าของคนรุ่นพ่อแม่  สนใจเรื่องจริยธรรมและศาสนาน้อยลง มีสัดส่วนว่าจะไม่นับถือศาสนากันมากขึ้น

เมื่อดูทั้งลักษณะ และช่วงวัยของคนที่จะอยู่ในช่วง GEN ME นี้ ก็อยู่ในช่วงประมาณคน GEN Y ทั้งหมดมาจนช่วงต้น GEN Z

ว่ากันว่า… GEN ME เจนที่หลงตัวเองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จริงหรือ!!

เดือนพฤษภาคม 2013 ที่ผ่านมามีข่าวที่ฮือฮามากในนิตยสาร “TIME” ที่ทำสกู๊ปหน้าปกเรื่อง “ME ME ME Generation” พร้อมภาพเด็กหญิงวัยสาวกำลังนอนราบกับพื้น และยกกล้องจากโทรศัพท์มือถือขึ้นโน้มลงมาถ่ายรูปหน้าตัวเอง เนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ ที่อ้างข้อมูลของโจเอล สไตน์ จาก “The National Institutes of Health” (สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา) พบว่า คนรุ่นใหม่กว่า 80 ล้านคนในอเมริกาที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1980-2000 นั้นหลงตัวเองเป็นสามเท่าของคนรุ่นพ่อแม่ และกว่า 80% ของคนรุ่นนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ต้องการได้งานที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ คนรุ่นใหม่นั้นได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูภายใต้วัฒนธรรม “แค่เข้าร่วมก็ได้ประกาศนียบัตร” โดยไม่สนใจถึงประสิทธิผลหรือวิธีการหรือความสำคัญของการเข้าร่วม ซึ่งทำให้พวกเขามักคิดว่า หากทำงาน พวกเขาควรได้รับการโปรโมตเลื่อนขั้นทุกๆ สองปีโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาที่ผลงานหรือประสิทธิภาพ และจากข้อมูลดังกล่าว เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Generation ME หรือกลุ่มที่มองตัวเองสำคัญที่สุด มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง หรืออีกคำที่เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มหลงตัวเอง
ที่มา : ดร. สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
GEN ME เจนที่หลงตัวเองที่สุด
GEN ME เจนที่หลงตัวเองที่สุด

อ้ตลักษณ์ของคน GEN ME

  • คนที่มักจะปฏิเสธประเพณี ตั้งแต่การชอบใส่เสื้อผ้าที่ไม่เป็นทางการ การทำงาน รสนิยมทางเพศ Generation Me ไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำในอดีตเป็นอย่างไร และสนใจต่อเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา
  • Generation Me เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินพอดี และเชื่อในศักยภาพของตนเองที่จะทำให้เขาได้รับความมั่งคั่ง และชื่อเสียง พวกเขารู้สึกว่าสมควรได้รับมัน
  • ให้ความสำคัญกับการศึกษา
  • สนใจแต่เรื่องของตัวเอง พวกเขามักจะบอกคุณอย่างชัดเจนว่าเขาหรือเธอคิดอย่างไรกับคุณ และมีแนวโน้มที่จะแบ่งปันทุกรายละเอียดในชีวิตของเขากับคุณ ไม่ว่าคุณจะสนใจหรือไม่ก็ตาม
  • ไม่ชอบทำงานหนักบวกกับทัศนคติที่ว่า “ฉันคู่ควรกับงานที่ยอดเยี่ยมและเงินเดือนที่ดี แต่ฉันจะไม่สละชีวิตส่วนตัวเพื่อทำสิ่งนั้น และฉันจะไม่ยอมจำนนต่อเจ้านายของฉันด้วย”
  • ชอบแสดงตัวให้เด่นกว่าคนอื่น ๆ  เช่น ทำการสักและเจาะร่างกาย สวมเสื้อผ้าหรือทรงผมที่แปลกตา หรือแสวงหาความบันเทิงรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ สมาชิก Gen Me ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการสร้างความโดดเด่นจากฝูงชน
  • มีปฎิกิริยาต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดี ไม่ชอบ ไม่รับฟัง
แน่นอนว่าคนที่เกิดในช่วงเวลาปี ค.ศ. 1980 – 2000 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคน Generation ME นั้น ไม่ใช่ทุกคนจะมีอัตลักษณ์ดังที่กล่าวมาทั้งหมด แม้ว่างานวิจัยบางชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าคุณลักษณะดังกล่าวมีความถูกต้อง แต่งานวิจัยอื่นๆ กลับขัดแย้งกับทัศนะของ Generation Me ว่ามีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าคนรุ่นใหม่คนอื่นๆ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแต่ละรุ่นตลอดศตวรรษที่ 20 ถูกมองว่าโง่เขลา และไม่ชอบการทำงานหนักของคนรุ่นก่อน ขยายความได้ว่า คนรุ่นถัดจากคนรุ่นก่อนทุกยุคมักจะมีแนวความคิดที่รู้สึกว่าคนรุ่นตนเองดีกว่ารุ่นก่อน และไม่ต้องทำงานหนักเช่นเดียวกับคนรุ่นก่อนตนเอง ไม่จำเพาะว่าจะเป็นคนยุค GEN ME เท่านั้นที่คิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น นอกจากนี้ ผลการศึกษาอื่น ๆ เปิดเผยว่า Generation Me มีแนวโน้มที่จะทำงานการกุศลมากกว่าคนรุ่นก่อนหรือมีเป้าหมายระยะยาวนอกเหนือจากความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุอีกด้วย
เด็ก GEN ME เป็นอย่างไร
เด็ก GEN ME เป็นอย่างไร

ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ ไม่ว่าคุณพ่อ คุณย่า หรือคุณยาย เราต่างก็มีลักษณะการใช้ชีวิตที่ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและทัศคติใหม่ๆ ไม่ต่างกัน ดังนั้นการแบ่งคุณลักษณะของคนด้วยปีที่เกิด อาจจะไม่สำคัญเท่าการแบ่งโดยภูมิศาสตร์ โดยการเข้าถึงเทคโนโลยี ไปจนถึงพฤติกรรมและทัศนคติส่วนบุคคลมากกว่า

อ่านต่อ >>ทำไมเด็ก GEN ME ถึงหลงตัวเอง และทำความรู้จักโรคหลงตัวเอง คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ครีมทาแก้ท้องแตกลาย

10 ครีมทาแก้ท้องแตกลาย ผิวเนียนสวย ชุ่มชื่น สุขภาพดี

ครีมทาแก้ท้องแตกลาย เป็นอีกหนึ่งไอเท็มชิ้นสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรต้องเตรียมพร้อม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะตั้งครรภ์ ท้องลายหรือรอยผิวแตกลาย เป็นเส้นที่ปรากฏบริเวณผิวหนังหน้าท้อง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับการขยายขนาดของหน้าท้องอย่างรวดเร็ว รอยแตกลายจะเป็นริ้วสีขาว สีชมพู สีแดง สีม่วง หรือสีน้ำตาล ตามแต่สภาพผิวหนัง และความตึงของผิวหนังบริเวณนั้นของแต่ละคน ท้องลายเป็นการฉีกขาดของผิวหนังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไปบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากการขยายขนาดของท้องทำให้เห็นเส้นเลือดที่อยู่ในชั้นลึกลงไป จึงเห็นเป็นลายเข้ม ต่อมาเส้นเลือดหดตัวจึงเห็นพื้นที่ขาวมากขึ้น โดยท้องลายเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 7-9 เดือน) น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ท้องลายเป็นเพียงรอยแตกลายที่เกิดขึ้น และจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่สามารถกำจัดรอยที่เคยมีออกไปได้ทั้งหมด หรืออาจรักษาได้เมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

10 ครีมทาแก้ท้องแตกลาย ผิวเนียนสวย ชุ่มชื่น สุขภาพดี

ครีมทาแก้ท้องแตกลาย

ท้องแตกลาย เกิดจากอะไร?

คนท้องผิวแตกลายเกิดได้จากสาเหตุหลัก คือ ฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อสภาพผิว และขนาดท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงอายุครรภ์ 7 เดือนขึ้นไป ทำให้ผิวคุณแม่ต้องขยายยืดไว ซึ่งหากผิวขาดความยืดหยุ่น ขาดความชุ่มชื้นก็จะทำให้ผิวท้องแตกลายง่าย และมีรอยแดงอย่างชัดเจน

 

วิธีป้องกันผิวท้องแตกลาย และ ลดเลือนริ้วรอยผิวแตกลาย

  • ลดการเกิดผิวท้องแตกลายด้วยการทาครีมบำรุงผิวหรือออยล์ เป็นประจำ

คุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันและลดเลือนริ้วรอยแตกลาย สูตรพิเศษของคุณแม่ท้องโดยเฉพาะ ช่วยให้ความชุ่มชื่น ลดการเกิดแผลใต้ชั้นผิว คุณแม่ท้องใช้ทาหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น หรือทาเมื่อรู้สึกคันบ่อยครั้งตามต้องการ ที่สำคัญอย่าลืมทาไปให้ถึงหน้าอก สะโพก ก้น และต้นขา เพราะเป็นส่วนที่ผิวมักจะแตกลายเช่นกัน

  • ลดการเกิดผิวท้องแตกลายด้วยการนวดน้ำมันจะช่วยให้ผิวเกิดความยืดหยุ่น

การนวดเบา ๆ บริเวณหน้าท้อง รอบๆ เอว สะโพก และหน้าขาทั้งสองข้างด้วยน้ำมันมะกอกเช้า-เย็นเป็นประจำทุกวัน ควรเริ่มทาตั้งแต่ตั้งครรภ์ช่วงแรก ๆ และสามารถทำได้จนกระทั่งไตรมาสสุดท้าย

  • ไม่เกาผิวเมื่อคัน เพื่อป้องกันการเกิดผิวท้องแตกลาย ท้องลาย

เมื่อผิวหนังของคุณแม่ขยายออกมากๆ เข้า ก็เริ่มจะคันยุบยิบ ชวนให้เกาแก้คัน แต่คุณแม่อย่าเกาเด็ดขาด เพราะการเกาจะทำให้ท้องลายได้ง่าย

  • เลี่ยงการอาบน้ำอุ่นที่ร้อนจัด เพื่อป้องกันการเกิดผิวแตกลาย ท้องลาย

น้ำอุ่นร้อนจัดจะทำให้ผิวแห้งและแตกได้ง่าย แต่หากคุณแม่อยากอาบน้ำอุ่นจริง ๆ เพราะทำให้รู้สึกสบาย ก็ควรทาโลชั่นป้องกันและลดเลือนริ้วรอยแตกลายทุกครั้งหลังอาบน้ำ

  • ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพิ่มความชุ่มชิ้นให้ผิว ป้องกันและลดผิวท้องแตกลาย

การน้ำดื่มมีความสำคัญต่อคุณแม่มาก  เพราะช่วยให้สุขภาพครรภ์ดีได้ และแม่ท้องควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 12 แก้ว เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้ผิว และสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว

 

สำหรับคุณแม่ที่ดูแลตัวเองอย่างดีทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นสูง หลังคลอดแล้วผิวจะค่อย ๆ กลับมากระชับ รอยแตกลายจะจางลง แต่อาจจะไม่เนียนสวยเหมือนเดิมและในรายที่ผิวแตกลายรุนแรงจนกลายเป็นร่องลึก รอยสีขาวหรือรอยย่น เมื่อคลอดแล้วรอยจะไม่หายไป ซึ่งทางรักษาหลักคือการทำเลเซอร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และไม่การันตีว่าผิวจะกลับมาสวย 100% เช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้ครีมบำรุง ควรเลือกครีมหรือโลชั่นชนิดที่มีเนื้อข้น เพราะสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดีและนานกว่าแบบทั่วไป อาจใช้เบบี้ออยล์ หรือน้ำมันมะกอกทาผิวเพื่อป้องกันผิวท้องแตกลายตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ทีมกองบรรณาธิการจึงได้รวบรวม ครีมทาแก้ท้องแตกลาย มาให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นตัวเลือกเพื่อใช้ป้องกันอาการท้องแตกลายกันค่ะ

 

  1. Palmer’s Cocoa Butter Formula Massage Lotion for Pregnancy Stretch Marks

ครีมลดรอยแตกลายที่มีส่วนผสมของ Cocoa Butter & Shea Butter ที่เป็นมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ให้ความชุ่มชื้น Collagen & Elastin มีส่วนช่วยให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น กระตุ้นให้ผิวกระชับ Vitamin E & Argan Oil ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันรอยแตกลาย และ Lutein & Youth 360 ที่ช่วยกระตุ้นให้คอลลาเจน และ Elastin ใต้ผิวของคุณแม่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และป้องกันไม่ให้ผิวคล้ำระหว่างตั้งครรภ์ ที่สำคัญยังปราศจากสารที่อันตรายต่อคุณแม่และเด็กในครรภ์ เช่น Mineral Oil, Parabens, Phthalates, Phenoxyethanol, Artificial Dyes และ Fragrance Allergens เพราะฉะนั้นมั่นใจเรื่องส่วนผสมได้เลยว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน

ครีมทาแก้ท้องแตกลาย

ขอขอบคุณภาพ https://www.palmers.com/58-stretch-marks-scar-products

 

  1. Burt’s Bees Mama Bee Belly Butter

เบลลี่บัทเทอร์จากธรรมชาติสูตรไร้กลิ่น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวคุณแม่ในช่วงการตั้งครรภ์ ช่วยให้ผิวรู้สึกสบายในระหว่างการตั้งครรภ์และป้องกันผิวหย่อนคล้อย ช่วยกระชับผิวคุณแม่ให้กลับมาเป็นดังเดิมหลังคลอด ใช้ทาให้ทั่วท้องทุกครั้งหลังอาบน้ำ หรือบ่อยเท่าที่ต้องการ และควรใช้ต่อเนื่องแม้หลังคลอด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารปิโตรเคมีและสารสังเคราะห์ต่าง ๆ อาทิ พาราเบนส์ (Parabens), ปิโตรลาทั่ม (Petrolatum), โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate) และ ธาเลตส์ (Phthalates) ทำให้ปลอดภัยต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

ครีมทาแก้ท้องแตกลาย

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.burtsbees.co.th/product-detail/61/Mama-Bee-Belly-Butter

 

  1. Bio-Oil Skincare Oil

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่พัฒนาขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อช่วยในการลดเลือนรอยแผลเป็น ผิวแตกลาย และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ให้ดูจางลง ซึ่งมีส่วนผสมของ PurCellin Oil™ สารประกอบล้ำยุค ยังช่วยให้มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผิวเสื่อมสภาพ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ มีประสิทธิภาพในการซึมซาบเร็ว ใช้ได้กับผิวแพ้ง่าย และทุกสภาพผิว ไม่มีสารกันบูด ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีส่วนผสมของ วิตามิน A และ E ใช้ได้ทั้งบนใบหน้าและลำตัว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการปกป้องผิวแห้ง ผิวแตกลาย และรอยแผลเป็น สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวเสื่อมสภาพ และผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพผิว และคุณแม่ตั้งครรภ์

ครีมทาท้องแตกลาย

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.bio-oil.com/th

 

  1. Clarins Tonic Body Treatment

น้ำมันบำรุงผิวกายที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ 100% ด้วยเอสเซนเชียลออยล์ที่ได้จาก Rosemary, Geranium และ Mint ช่วยให้ผิวกระชับ เต่งตึง และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ลดรอยแตกลาย น้ำมันเฮเซลนัทกักเก็บความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวนุ่มละมุนน่าสัมผัส นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอโรมาที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ที่สำคัญปราศจากสารกันเสีย

ครีมทาท้องแตกลาย

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.clarins.co.th/skincare/body-care/body-treatment-oils-390/tonic-body-treatment-oil-C020101003.html

 

10 ครีมทาแก้ท้องแตกลาย ผิวเนียนสวย ชุ่มชื่น สุขภาพดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงแรมสำหรับเด็ก

10 โรงแรมสำหรับเด็ก พาลูกเที่ยวทั่วไทย สนุกได้ทั้งครอบครัว

เมื่อใกล้เทศกาลช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ การท่องเที่ยวพักผ่อนของแต่ละครอบครัวก็คงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยม ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การเลือกโรงแรม คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกโรงแรมที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนทั้งครอบครัว มีสโมสรสำหรับลูก ๆ มีสระว่ายน้ำ มีเครื่องเล่นที่เหมาะกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะ ให้ทุกคนในครอบครัวได้สนุกกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน ทีมกองบรรณาธิการ จึงรวบรวม โรงแรมสำหรับเด็ก ที่เลือกมาแล้วว่าเหมาะสำหรับการพาเจ้าตัวเล็กมาพักผ่อนทั่วไทย เพื่อเป็นตัวเลือกให้คุณพ่อคุณแม่ได้พาเจ้าตัวเล็กไปพักผ่อนกันอย่างสนุกสนาน ในวันหยุดสุดหรรษานี่กัน มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง มาดูกันเลย

10 โรงแรมสำหรับเด็ก พาลูกเที่ยวทั่วไทย สนุกได้ทั้งครอบครัว

โรงแรมสำหรับเด็ก

  1. Grande Centre Point Space Pattaya

โรงแรมสำหรับเด็ก สุดล้ำที่เพิ่งเปิดให้บริการ โรงแรมจัดตกแต่งมาในธีมอวกาศอลังการ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ Spectrum Tree ต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ เหมาะกับการถ่ายรูปสวยทั้งกลางวันกลางคืน ตอนกลางคืนจะมีไฟเปลี่ยนสีสลับไปเรื่อยๆ ที่นี่เหมาะกับการมาพักผ่อนทั้งครอบครัวเพราะมีสวนน้ำขนาดใหญ่ Space Water Park มีห้องอาหารหลากหลายรูปแบบ มี Game Room ,Onsen, Spa เข้ามาในโรงแรมคือครบวงจรสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ของทุกคนในครอบครัวได้ทุกเพศทุกวัย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://spacepattaya.com/

โรงแรมสำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://spacepattaya.com/

 

  1. Amari Pattaya

โรงแรมสำหรับเด็ก ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่ได้มาตรฐาน SHA Plus+ แสดงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัยจากสินค้าและบริการ บรรยากาศภายในโรงแรมตกแต่งสไตล์ไทยแบบร่วมสมัย ห้องพักจะเน้นความเป็นส่วนตัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เหมาะสำหรับครอบครัว มีระเบียงส่วนตัวที่มองเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างขวางของอ่าวพัทยา และแน่นอนว่าที่นี่มี Kids Club สำหรับต้อนรับเด็ก ๆ ที่สำคัญยังมีกิจกรรมอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรม คอยมอบความสนุกให้กับเด็ก ๆ เช่น กิจกรรมงานฝีมือ ทรีเฮ้าท์คิดส์คลับ ห้องนั่งเล่นในจินตนาการที่จะเต็มไปด้วยความสุข มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ที่มีโซนสำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะ กับเครื่องเล่นมากมาย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.amari.com/pattaya

โรงแรมสำหรับเด็ก

ขอขอบคุณภาพจาก https://th.amari.com/pattaya

 

  1. JW Marriott Phuket Resort and Spa

โรงแรมติดกับชายหาดที่เงียบสงบ มี Turtle Shelter and Education Center เพื่อศึกษาเรียนรู้และฟื้นฟูเต่าทะเล Kids club ของทางโรงแรม มีขนาดกว้างขวาง พร้อมด้วยกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับเด็ก ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องเล่นเกมส์ ห้องดูการ์ตูน มุมนั่งเล่นทำกิจกรมต่าง ๆ รวมถึงยังมีเข้าค่ายแบบเดย์แคมป์ที่มีพี่เลี้ยงคอยดูแลและพาออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในพื้นที่โรงแรม นอกจากนี้ยังมี Health Club & Fitness Center, spa กิจกรรมบริเวณชายหาด และ Water Sports เรียกได้ว่ามีกิจกรรมครบเหมาะกับทั้งเด็ก ๆ และผู้ปกครอง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.marriott.com/en-us/hotels/hktjw-jw-marriott-phuket-resort-and-spa/overview/

โรงแรมสำหรับครอบครัว

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.marriott.com/en-us/hotels/hktjw-jw-marriott-phuket-resort-and-spa/overview/

 

  1. Rayong Marriott Resort and Spa

โรงแรมติดหาดแม่พิม กับบรรยากาศหาดส่วนตัวและทะเลสวย ๆ ที่เหมาะสำหรับครอบครัว ที่นี่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สวยทันสมัย ไฮไลท์ของที่นี่คือ ห้องพักทุกห้องมีอ่างจากุชชี่และเห็นวิวทะเล ในส่วนของ Kids Club ที่นี่ก็มีรองรับเด็ก ๆ มีพื้นที่กว้างขวาง ทั้งโซน Indoor และ Outdoor รวมกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ให้กับน้อง ๆ ได้เพลิดเพลินเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ที่ยังมีสระว่ายน้ำ Lagoon Pool สระขนาดใหญ่มีทั้ง Slider และ Aquarium ตู้ปลาที่มีสัตว์ทะเลมากมาย นอกจากนี้ยังมีสระเล็ก ๆ สำหรับเด็กที่อยู่ใกล้กับ Kids Club อีกด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.marriott.com/en-us/hotels/bkkrr-rayong-marriott-resort-and-spa/overview/

โรงแรมสำหรับครอบครัว

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.marriott.com/en-us/hotels/bkkrr-rayong-marriott-resort-and-spa/overview/

 

อ่านต่อ… 10 โรงแรมสำหรับเด็ก พาลูกเที่ยวทั่วไทย สนุกได้ทั้งครอบครัว ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาแก้ไอ

ยาแก้ไอ สำหรับเด็ก เลือกอย่างไรปลอดภัยต่อลูกรัก

เมื่อลูกเกิดอาการไอ ควรให้ลูกรับประทานยาเมื่อไหร่ ลักษณะอาการไอแบบไหนควรให้รับประทานยา ยาแก้ไอ มีกี่ชนิด เมื่อไหร่ควรพาลูกพบแพทย์

ยาแก้ไอ สำหรับเด็ก เลือกอย่างไรปลอดภัยต่อลูกรัก

การเจ็บป่วยของลูก ทำให้คุณพ่อคุณแม่วิตกกังวล แม้จะมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากละเลยไม่รักษา อาจทำให้เกิดอาการเรื้อรังได้ เช่น อาการไอ ซึ่งคุณหมอมักได้รับคำถามว่า ลูกมีอาการไอให้รับประทาน ยาแก้ไอ อะไรดี วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ

ยาแก้ไอ สำหรับเด็ก
ยาแก้ไอ สำหรับเด็ก

ยาแก้ไอ สำหรับเด็ก เลือกอย่างไรปลอดภัยต่อลูกรัก

อาการไอ เกิดจากสาเหตุใด

ไอเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจ อาจจะเป็นฝุ่นละอองหรือเสมหะที่เกิดจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบ ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ โดยการไอออกมา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่่ทำให้ไอเรื้อรังคือ การมีเสมหะคั่งค้างในหลอดลม

สาเหตุของการเกิดอาการไอในเด็ก

  • สาเหตุจากการติดเชื้อ เช่น
    • เชื้อไวรัส อาการเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น หวัดโพรงจมูกและโพรงไซนัสอักเสบเฉียบพลันหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น
    • เชื้อแบคทีเรีย อาจทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดบวม
    • เชื้อวัณโรค 
  • สาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น
    • ภูมิแพ้โพรงจมูก
    • โพรงไซนัสอักเสบเรื้อรัง
    • โรคหืด
    • หลอดลมไวมากกว่าปกติ
    • กรดไหลย้อน
    • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
    • ความผิดปกติของโครงสร้างหลอดลม
    • นอนกรน
    • สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ
    • ภาวะสำลักอาหารเรื้อรัง
    • โรคหัวใจบางชนิด
    • การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อากาศเป็นพิษ เช่น ควันบุหรี่สารเคมีควันจากการเผาไหม้
    • ความผิดปกติบางอย่างทางจิตใจ 
    • ฯลฯ 

ลักษณะอาการไอ

  • ไอแห้ง ๆ จากการระคายเคือง
  • ไอเปียก ๆ จากมีเสมหะหรือน้ำมูกลงคอ

ควรทำอย่างไรเมื่อเด็กเกิดอาการไอ

เด็กอาจมีอาการไอมาก แต่ไอไม่ออก ไอจนเหนื่อย หรือไอจนปวดท้อง อาการไอก็ยังคงอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากเสมหะที่เหนียวมาก

การไอไม่ถูกวิธี มีเสมหะที่ค้างอยู่ในหลอดลม อาจเปรียบเสมหะเหมือนกับซอสมะเขือเทศที่เหลือติดอยู่ที่ก้นขวด การจะเอาออกมาต้องคว่ำขวดแล้วใช้สันมือเคาะที่ก้นขวด  เช่นเดียวกันกับเสมหะที่อยู่ในหลอดลม ต้องจัดท่านอนหรือนั่งในแนวที่ทำให้เสมหะไหลออกมาสะดวก จากนั้นต้องมี การเคาะ เพื่อให้เสมหะหลุดออกจากหลอดลม การสั่นสะเทือน เพื่อกระตุ้นการไอ ตลอดจนฝึก การไอ อย่างมีประสิทธิภาพเสมหะจึงหลุดออกมาได้

ในกรณีเด็กเล็กที่ไม่สามารถเอาเสมหะออกมาเองได้ การเคาะและไออย่างถูกต้อง จะช่วยให้เสมหะหลุดออกจากหลอดลมได้ หากมีเสมหะมาก ๆ ในเด็กเล็กอาจต้องใช้ลูกยางเบอร์ 1 ช่วยดูดเสมหะในปาก หากมีบางส่วนกลืนลงไปบ้าง ร่างกายก็จะขับออกมาเองได้

3 ท่าเคาะปอด กระตุ้นให้เด็กไอหรือระบายเสมหะออกจากหลอดลม

การเคาะควรทำเมื่อเด็กมีอาการ ไอ มีเสมหะมาก หายใจเสียงดังครืดคราด และเด็กยังไม่สามารถระบายเสมหะได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้สามารถช่วยลดความเหนียวของเสมหะ โดยการให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ

การเตรียมตัว สั่งน้ำมูก คายหรือดูดเสมหะที่มีในจมูกและปากออกมาก่อน ทั้งนี้ควรทำก่อนอาหารหรือหลังอาหาร  1 ชม.ครึ่ง – 2 ชม. เพื่อไม่ให้อาเจียนหรือสำลัก

ท่าที่1  อุ้มลูกให้หันหน้าเข้าหาอกคุณพ่อคุณแม่ ให้ศีรษะลูกพาดบนไหล่พ่อแม่ แล้วเคาะด้านหลังส่วนบนเหนือกระดูกสะบักขึ้นไป หลีกเลี่ยงการเคาะบริเวณกระดูกสะบัก

ท่าที่ 2  จัดท่านอนหงาย ให้ศรีษะหนุนหมอน ใช้ผ้าบางรองบริเวณหน้าอก เคาะบริเวณระดับไหปลาร้าถึงใต้ราวนม
หลีกเลี่ยงการเคาะบริเวณกระดูกหน้าอก

ท่าที่ 3  จัดท่าให้ลูกนอนตะแคง ยกแขนลูกขึ้นไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วเคาะบริเวณเหนือชายโครงด้านข้าง ต่ำจากรักแร้ลงมาเล็กน้อย

ทั้งนี้ควรนำผ้าบาง ๆ มาวางบริเวณที่เคาะ เพื่อช่วยลดแรงกระแทก ควรเคาะโดยการใช้อุ้งมือ ต้องเคาะเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ และใช้เวลาเคาะแต่ละท่า 1-3 นาทีข้อควรระวัง ควรสังเกตอาการของลูกให้ดี เช่น ถ้าลูกเจ็บหรือปวดบริเวณที่เคาะ หรือมีประวัติการกระแทกที่หน้าอก มีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น ริมฝีปากซีดคล้ำ หายใจจมูกบาน ร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ ให้หยุดก่อน เพราะอาจเป็นอันตรายได้

 

อ่านต่อ…ยาแก้ไอ สำหรับเด็ก เลือกอย่างไรปลอดภัยต่อลูกรัก คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีเลือกคาร์ซีท

วิธีเลือกคาร์ซีท ปกป้องลูกรักด้วยระบบนิรภัย ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ทุกวันนี้เวลาขับรถออกนอกบ้านไปกับลูกน้อย คาร์ซีทกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่รถยนต์ทุกคันจะต้องติดตั้งไปแล้ว ซึ่งการปกป้องลูกน้อยจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันก็คือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงนะคะ วิธีเลือกคาร์ซีท สักตัวจึงต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ทั้งฟังก์ชั่นต่าง ๆ ระบบเซฟตี้ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงวัสดุ และความคุ้มค่า ทีมแม่จึงขอยกคาร์ซีทมาแนะนำ 7 แบรนด์เพื่อเป็นตัวเลือกกันค่ะ

วิธีเลือกคาร์ซีท ปกป้องลูกรักด้วยระบบนิรภัย ปลอดภัยทุกเส้นทาง

วิธีเลือกคาร์ซีท

คาร์ซีท (Car Seat) คือ ที่นั่งสำหรับเด็กติดตั้งในรถยนต์ โดยออกแบบให้รองรับสรีระและขนาดตัวเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีส่วนสูงไม่ถึง 140 ซม. ซึ่งยังไม่สามารถใช้เข็มขัดในรถตามปกติได้ คาร์ซีทจึงเป็นอุปกรณ์พิเศษที่มาทดแทนเพื่อช่วยป้องกันลูกน้อยจากแรงกระแทก หากเกิดอุบัติเหตุ รวมไปถึงการขับขี่ที่ต้องเจอเหตุไม่คาดฝันต่างๆ 

 

วิธีเลือกคาร์ซีท ให้เหมาะกับลูก

  • เลือกจากประเภทของคาร์ซีทที่เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ซึ่งมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่นั่งเสริม Booster เพื่อเพิ่มความสูงให้เด็กคาดสายนิรภัยรถปกติได้ แต่ควรใช้กับเด็ก 3 ปีขึ้นไป แบบหันเข้าหาเบาะ Rear-Facing สำหรับเด็กแรกเกิด แบบพนักพิงหลังสูงหันหน้าออก Forward-Facing เหมาะกับอายุ 2 ปีขึ้นไป เป็นต้น
  • เลือกตามการติดตั้งกับรถ มีทั้งระบบที่ใช้กับเข็มขัดนิรภัยหรือระบบสายคาด Seat Belt ของรถเอง มีราคาถูกกว่า ส่วนระบบ ISOFIX ติดตั้งได้ง่ายและมั่นคงกว่าระบบเข็มขัด มีความปลอดภัยสูง ช่วยป้องกันเบาะลื่นไหลเมื่อได้รับแรงกระแทกจากด้านหลัง แต่จะต้องใช้ร่วมกับรถยนต์ที่มีอุปกรณ์รองรับ ISO-FIX เท่านั้น 
  • ควรมีมาตรฐานความปลอดภัยสากลรับรอง อย่างตรา ECE R44/04 ควบคู่กับ ECE R129 (i-Size) ที่แสดงว่าผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสหภาพของยุโรปมาแล้วผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดโดย ADAC หรือสมาคมรถยนต์เยอรมัน ไปจนถึง FMVSS 213 (Federal Motor Vehicle Safety Standard 213) ซึ่งเป็นมาตรฐานประเทศสหรัฐอเมริกา  
  • เลือกจากฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ เช่น ปรับระดับและความกระชับของที่นั่งได้ ระบายอากาศได้ดี ถอดซักทำความสะอาดได้ ตัวคุชชั่นหนานุ่มนั่งหรือนอนหลับสบายแม้การเดินทางยาวนาน ปรับเอนนอนได้ มีช่องวางขวดหรือแก้วน้ำ เป็นต้น

 

  1. Recaro รุ่น Young Sport Hero

คาร์ซีทดีไซน์เท่จากแบรนด์เยอรมัน ที่ได้รับรางวัล German Design Award การันตีคุณภาพ ตัวเบาะนั่งสบาย มีซับพอร์ตที่ศีรษะ หัวไหล่และสะโพก ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงลดแรงกระแทกได้ดี ปรับเอนได้ และยังปรับความสูงของส่วนรองรับศีรษะได้หลายระดับ จึงรองรับได้หลายช่วงวัย ซื้อใช้ได้นาน เป็นคาร์ซีทแบบติดตั้งและถอดออกได้โดยใช้ระบบเข็มขัดนิรภัย จึงเหมาะกับรถทุกรุ่นทุกแบรนด์ นอกจากนี้วัสดุยังใช้เนื้อผ้าระบายอากาศอย่างดี ลูกน้อยจะนั่งหรือนอนก็สบายตัว 

วิธีเลือกคาร์ซีท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.recaro-kids.com/products/toddler-car-seat-young-sport-hero/

 

  1. Britax รุ่น Endeavours

รุ่นนี้เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด สำหรับติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะเท่านั้น เรื่องความปลอดภัยผ่านการทดสอบและผลิตจากสหรัฐอเมริกา มาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยี SafeCell Impact Protection มีทั้งระบบดูดซับแรงกระแทกจากด้านข้าง 2 ชั้น ฐานรองช่วยดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้ดี สายรัดนิรภัยแบบ 5 จุด ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งรถสูตร 1 หรือฟอร์มูล่าวันช่วยลดอาการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุ รวมไปถึงกรณีที่รถพลิกคว่ำด้วย นอกจากนี้ยังปรับการเอนนอนได้ถึง 3 ระดับ ทำให้เปลี่ยนระดับความสูงของสายรัดได้ง่ายถึง 6 ระดับ เนื้อผ้าเย็นสบายตลอดการเดินทาง

วิธีเลือกคาร์ซีท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.britaxthailand.com/product/Endeavours

 

  1. Chicco รุ่น Nextfit Zip Baby Car Seat

คาร์ซีทแบรนด์คุณภาพจากอิตาลีที่สามารถปรับให้นั่งได้ 2 รูปแบบ จึงเหมาะกับเด็กทารกและเมื่อเด็กโตขึ้น ทั้งแบบนั่งแบบหันหน้าเข้าเบาะได้สูงสุด 18 กิโลกรัม และแบบหันหน้าออกได้สูงสุดถึง 29.5 กิโลกรัม เบาะนั่งปรับได้ถึง 9 ระดับง่ายๆ ด้วยมือเดียว มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่าง DuoGuard® Side-impact Protection ช่วยปกป้องแรงกระแทกจากด้านข้าง ทั้งศีรษะและลำตัว

โครงสร้างเสริมเหล็ก มีความแข็งแรง ทนทาน สายล็อกแน่นหนาและแข็งแรง ปรับความกระชับได้ ทั้งสายรัดตรงอกและตรงเป้าเด็กสามารถปรับให้เข็มขัดนิรภัยสำหรับรัดตัวเด็กกว้าง-ยาวขึ้นได้ แถมมีที่วางแก้วน้ำ หรือขวดนมสามารถถอดเข้าออกได้ เก็บอุณหภูมิได้ด้วย

คาร์ซีท

ข้อมูลเพิ่มเติม https://chicco.co.th/product/chicco-nextfit-zip-baby-car-seat-carbon/

 

  1. Combi รุ่น Joytrip EG

ออกแบบมาเพื่อรับกับสรีระของเด็กตั้งแต่ 1-11 ปี พร้อมการปกป้องด้วยเข็มขัดนิรภัยล็อกถึง 5 จุด โดยมีสัญลักษณ์สีแดง-เขียวเพื่อเตือนการล็อกเข็มขัด การันตีด้วยมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสหภาพของยุโรปพร้อมตรา ECE R44/04 จึงยิ่งมั่นใจได้ในคุณภาพ ว่าสามารถปกป้องร่างกายลูกน้อยจากแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากจะเป็นเบาะมีพนักพิงแล้ว รุ่นนี้ยังสามารถถอดออกให้เป็นที่นั่งเสริม หรือ Booster เมื่อลูกน้อยโตขึ้นได้อีก ตัวเบาะใช้วัสดุผ้าตาข่ายอย่างดี ช่วยระบายอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปลอกยังสามารถถอดออกมาซักทำความสะอาดได้ด้วย  

คาร์ซีท

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.combi.co.th/TH/productionContent.php?cate=3&pid=160

 

อ่านต่อ.. วิธีเลือกคาร์ซีท ปกป้องลูกรักด้วยระบบนิรภัย ปลอดภัยทุกเส้นทาง ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พี่น้อง ทะเลาะกัน ช่วยให้ฉลาด

วิจัยเผย!! พี่น้องที่ชอบ ทะเลาะกัน ช่วยให้ฉลาดมากยิ่งขึ้น

ทะเลาะกัน เรื่องน่าปวดหัวของพ่อแม่ ที่ต้องเปิดตำรากี่เล่มถึงจะหาวิธีหยุดพี่น้องทะเลากันได้ แต่ช้าก่อนวิจัยเผยให้เห็นข้อดียิ่งทะเลาะยิ่งฉลาดนะ

วิจัยเผย!! พี่น้องที่ชอบ ทะเลาะกัน ช่วยให้ฉลาดมากยิ่งขึ้น

ลูกทะเลาะกัน เรื่องน่าปวดหัวของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่บางทีเป็นปัญหาจนอาจก่อให้เกิดความเครียดของพ่อแม่ขึ้นมาได้ แต่รู้หรือไม่ การ ทะเลาะกัน เป็นสิ่งดีต่อเด็ก ๆ นะ เมื่องานวิจัยได้เปิดเผยถึงข้อดีของการที่พี่น้องทะเลาะกันว่า เป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการในวัยเด็ก นักจิตวิทยา และผู้ก่อตั้ง Hey Sigmund ชื่อ Karen Young ได้กล่าวว่าการทะเลาะกันของพี่น้องช่วยให้เด็กสามารถรับมือกันสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ช่วยให้มีความฉลาดในการเข้าสังคมมากขึ้น ได้เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจ การควบคุมอารมณ์ตนเอง และการมีน้ำใจต่อกันอีกด้วย

พี่น้อง ทะเลาะกัน มีข้อดีเหมือนกันนะเออ
พี่น้อง ทะเลาะกัน มีข้อดีเหมือนกันนะเออ

ใช่ว่าการทะเลาะกันทุกครั้ง จะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กเสมอไป หากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ปฎิบัติตามกฎเหล่านี้เสียก่อน

เมื่อพี่น้องทะเลาะกัน พ่อแม่ไม่ได้มีหน้าที่เป็น “ศาล” ที่จะไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด!! : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

เรื่องพี่น้องทะเลาะกันตอนเล็กๆ หลายบ้านเข้าแทรกแซงเร็วมาก สอนนั่นนี่ บราๆๆๆ มากมาย ให้พี่เสียสละ ให้คนนี้ยอมคนนั้น พี่น้องต้องรักกันนะ รักกันมากๆนะ ให้คนนั้นยอมคนนี้ หากเป็นครอบครัวใหญ่ ฝ่ายแทรกแซงมากมาย คนนี้ต้องยอมคนนั้น คนนั้นต้องยอมคนนี้ แล้วจบลงด้วยการเขียนมาถามว่าพี่น้องทะเลาะกันตีกันอยู่ตลอด
เราควรรอ ปล่อยเขาตกลงกันเองนะครับ
เป็นหนึ่งในคำตอบที่นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ตอบคำถามพ่อแม่ในเพจเฟสบุ๊ก ถึงเรื่องราว พี่น้องทะเลาะกัน โดยมีข้อแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเผชิญปัญหาพี่น้องทะเลาะกันนั้น วิธีแก้ที่ดีสำหรับตัวเด็กเอง การปล่อยให้เด็กตกลงกันเอง พ่อแม่มีหน้าที่เพียงดู ปล่อยให้เขาตกลงกันเอง และไม่ควรเข้าไปยุ่งมากเกินไป เว้นแต่จะมีใครได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งยังมีวิธีจัดการเมื่อลูกทะเลาะกันที่น่าสนใจมาฝากอีกด้วย
 “ตอนเล็ก ๆ เวลาเขาทะเลาะกันตามประสาเด็ก ๆ ผมเลือกที่จะอดทนพูดให้น้อยที่สุด รอให้เขาเย็นลง แล้วให้แก้ไขสถานการณ์กันเอง วิธีง่าย ๆ ที่ทำประจำ คือ  ให้เขายืนกอดเอวกัน มองหากัน ครั้งยิ้มก่อนแพ้!! ใช้ได้ผลทุกครั้งครับ โตมาทั้ง 3 คน ไม่เคยทะเลาะกันเลย มากสุดแค่งอนกัน 10 นาทีก็หาย”

เช่นเดียวกับนักจิตวิทยา Karen Young ได้กล่าวสนับสนุนให้พ่อแม่ทำเช่นนี้เมื่อพี่น้องทะเลากัน พ่อแม่อาจให้โอกาสลูกได้อธิบาย และสามารถแนะนำ หรือสอนเพิ่มเติมได้ แต่ต้องหลังจากที่พวกเด็ก ๆ ได้แก้ไขปัญหากันไปได้บ้างแล้ว และเธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ว่าการทะเลาะวิวาทจะน่าหงุดหงิดเพียงใด พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปตัดสิน และยุ่งมากเกินไป

“เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปตัดสินใครผิดใครถูกให้พวกขา ยิ่งเราโดดเข้าไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งรอให้เราเข้าไปยุ่งทุกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่แก้ปัญหาของตัวเองด้วยตัวเองกันเลย” Karen Young

เมื่อพี่น้อง ….  ทะเลาะกัน เป็นเรื่องดี!!

เหตุใดจึงดีที่ลูกของคุณพ่อคุณแม่ทะเลาะกัน?? คุณพ่อคุณแม่บางคนคงตอบสวนกลับว่าจะเป็นเรื่องดีไปได้อย่างไรเมื่อลูกทะเลาะกัน โดยปกติแล้วพ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูก ๆ รักใคร่ปรองดองกัน มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อต่อกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่า ความลับของการทะเลาะกันของพี่น้องนั้น เป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการในวัยเด็ก

พี่น้อง ทะเลาะกัน ปล่อยให้เด็กจัดการกันเอง
พี่น้อง ทะเลาะกัน ปล่อยให้เด็กจัดการกันเอง

ทะเลาะกัน เป็นเรื่องปกติของพัฒนาการเด็ก

การศึกษาในต่างประเทศพบว่าเด็กเล็กในวัย 2-4 ปีที่อยู่ร่วมกันจะทะเลาะกัน 6.3 ครั้งต่อชั่วโมง หรือพูดง่าย ๆ คือ ทะเลาะกันทุก 9.5 นาที  และจะค่อย ๆ ลดลงจาก 6.3 เป็น 3.5 ครั้งต่อชั่วโมงในกลุ่มเด็กที่มีอายุ 3-7 ปี จะเห็นได้ว่าการทะเลาะกันของเด็กนั้นเป็นเรื่องปกติตั้งแต่เด็ก เนื่องจากว่าในวัยเด็กนั้น เป็นวัยที่มีความยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) อยู่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เขายังไม่เข้าใจเหตุผลของการอยู่ร่วมกัน จะทำสิ่งใดจะยึดความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งการทะเลาะกันนั้นก็เปรียบเสมือนบทเรียนที่เด็กจะได้เรียนรู้ การเข้าสังคมนั่นเอง

ทุกความขัดแย้งสอนให้เด็กเติบโต!!

แม้ว่าพี่น้องทะเลาะกันจะเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ไม่ต้องทำสิ่งใดเลย เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น เด็กต้องได้เรียนรู้ผ่านความขัดแย้งนั้น ๆ ด้วย การทะเลาะกันของเด็กนั้น พ่อแม่ต้องคอยสอดส่องว่าพวกเขาสามารถจัดการปัญหา ด้วยการเคารพสิทธิ์ของกันและกัน สามารถปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับ และจัดการกับความขัดแย้งนั้นได้อย่างเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ โดยพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรีบเข้าไปจัดการปัญหาให้เด็กตั้งแต่ช่วงแรก แต่สามารถเข้าไปสรุป หรือแนะนำเพิ่มเติมเมื่อเห็นพวกเขาจัดการกับเรื่องขัดแย้งกันไปแล้ว เช่น สอนให้ลูกรู้จักโต้แย้ง และอธิบายถึงสิ่งที่เราต้องการได้ ให้ลูกรู้ว่าตอนไหนที่ควรถอย และโอนอ่อนผ่อนตาม รู้ถึงสิทธิในความเป็นพี่ เคารพดูแลในความเป็นน้อง สอนให้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวที่สามารถช่วยเหลือ อภัยให้กันได้ เป็นต้น วิธีการเช่นนี้จึงสามารถเรียกได้ว่า ความขัดแย้งสอนให้เด็กเติบโตอย่างแท้จริง

 

อ่านต่อ >> วิจัยเผย!! พี่น้องทะเลาะกัน ช่วยให้ฉลาดมากยิ่งขึ้น คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นพระ

ฝันเห็นพระ ความฝันนี้หมายความว่าอะไร พร้อมเลขเด็ด!!

ฝันเห็นพระ ฝันเห็นพระพุทธรูป ฝันเห็นพระสงฆ์ ฝันเห็นพระสงฆ์บิณฑบาต ฝันเห็นพระสงฆ์ที่รู้จัก ฝันเห็นพระสงฆ์หลายรูป ทำนายฝัน พร้อมเลขเด็ด

ฝันเห็นพระ ความฝันนี้หมายความว่าอะไร พร้อมเลขเด็ด!!

ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป หรือพระสงฆ์ ถือเป็นสิ่งสิริมงคลแก่พวกเราชาวไทยพุทธ แล้วการฝันเห็นพระ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป หรือพระสงฆ์ จะเป็นสัญญาณแห่งความโชคดี ช่วยปัดเป่าสิ่งเลวร้าย นำความมงคลมาให้หรือไม่ ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมคำ ทำนายฝัน มาให้แล้วค่ะ

ฝันเห็นพระสงฆ์หลายรูป
ฝันเห็นพระสงฆ์หลายรูป

ฝันเห็นพระ ความฝันนี้หมายความว่าอะไร พร้อมเลขเด็ด!!

ฝันเห็นพระ

ทำนายว่า หญิงชายใดฝันเห็นองค์พระหรือพระพุทธรูป พระบูชาต่างๆ ความฝันนี้เป็นมงคลแก่ตัวเอง ทายว่า จะได้รับโชคติดตามมาภายหลัง

เลขเด็ด

  • เลขเด็ด ฝันเห็นพระ : ควรมีเลข 8
  • เลขเด็ด 2 ตัว : 88 , 27 , 78
  • เลขเด็ด 3 ตัว : 288 , 287 , 289

 

ฝันเห็นพระสงฆ์

ทำนายว่า ฝันเห็นพระสงฆ์หรือฝันว่าถวายภัตตาหาร คนที่ฝันในลักษณะนี้มีโอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน ความรัก การเรียน ส่วนใครที่เป็นคนชอบพูด ชอบเจรจามากๆ ก็ให้ระวัง เพราะคำพูดของเราอาจไปขัดใจคนอื่นได้

ความรัก

  • คนที่กำลังโสดอยู่มีโอกาสจะได้เจอคนที่ถูกใจ แต่อย่าเพิ่งคาดหวังมากจนเกินไป เพราะคนๆ นั้นอาจมีเจ้าของอยู่แล้ว ส่วนคนที่มีคู่ครองอยู่อาจมีเรื่องเข้ามาทำให้ปวดหัวอยู่หน่อยๆ ซึ่งไม่นานทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเอง

การงาน

  • ระยะนี้อาจจะต้องอดทนเพื่อให้เกิดความสำเร็จในงานที่ทำอยู่สักหน่อย แต่หนทางยังอีกยาวไกล ไม่ว่าจะลงมือทำงานชิ้นไหนก็อาจเกิดข้อติดขัดได้อยู่เสมอเนื่องจากผู้ใหญ่ไม่ได้ให้การสนับสนุน

การเงิน

  • ใครที่กำลังอยู่ในสถานะการเป็นเจ้านี้ นับว่าในเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีอยู่บ้าง เพราะคุณจะได้รับเงินคืนจากลูกหนี้หลายคนพร้อมๆ กัน

เลขเด็ด

  • เลขเด็ด ฝันเห็นพระสงฆ์ : ควรมีเลข 7 และ 8
  • เลขเด็ด 2 ตัว :  88 , 27 , 78
  • เลขเด็ด 3 ตัว :  288 , 287 , 289

 

ฝันเห็นพระพุทธรูป

ทำนายว่า ในช่วงนี้ทั้งตัวคุณและครอบครัวของคุณจะมีการใช้ชีวิตที่เป็นไปอย่างสงบร่มเย็น ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภัยอันตรายต่างๆ ถือได้ว่าใครที่ฝันในลักษณะนี้จะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก

เลขเด็ด

  • เลขเด็ด ฝันเห็นพระพุทธรูป : ควรมีเลข 9
  • เลขเด็ด 2 ตัว :  91 , 92
  • เลขเด็ด 3 ตัว : 198 , 199 , 299

 

ฝันเห็นพระสงฆ์หลายรูป

ทำนายว่า ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าคุณอาจได้รับเรื่องที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจมาจากเพศตรงข้าม มีหลายอย่างที่ทำให้ตัวคุณอึดอัดจนต้องหาทางระบายออก อาจจะได้โชคจากคนผิวสองสี และควรระวังเรื่องเงินทอง อย่าไว้ใจใครมากจนเกินไปจะดีที่สุด

ความรัก

  • ความรักที่คุณคาดหวังอาจไม่เป็นไปดังหวัง จะมีอุปสรรคเข้ามาทำให้ชีวิตคู่ต้องคิดมาก เสียใจ ร้องไห้อยู่เสมอ ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียใจตามไปด้วย

การงาน

  • ให้ระวังเรื่องการใช้คำพูดเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดเรื่องขัดแย้งบานปลายจนมีปากเสียงได้ ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าควรไปขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ชาย หรือหญิง ท้วม ผิวขาว มีอายุจะช่วยได้

การเงิน

  • หากเกิดการติดขัดเรื่องการใช้เงินในช่วงนี้อาจพอจะหยิบยืมจากเพื่อนสนิทได้บ้าง

เลขเด็ด

  • เลขเด็ด ฝันเห็นพระสงฆ์หลายรูป : ควรมีเลข 4 , 8 และ 9
  • เลขเด็ด 2 ตัว : 84 , 78 , 49 , 94 , 98
  • เลขเด็ด 3 ตัว : 480 , 138 , 248 , 806 , 928

 

ฝันเห็นพระพุทธรูปหลายองค์

ทำนายว่า การฝันในลักษณะนี้เป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าอาจเกิดการทะเลาะวิวาทของคนในบ้าน ทำให้เกิดความไม่สบายใจโดยคนที่มีอายุน้อยกว่า

ความรัก

  • เรื่องความรักอาจต้องอาศัยเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจกันอยู่สักหน่อย ไม่ควรขัดแย้ง หรือทะเลาะกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

การงาน

  • คุณยังคงต้องทำงานเยอะ ต้องแบกรับภาระต่างๆ เอาไว้อยู่หลายอย่าง ถึงแม้จะทำอะไรเป็นก็ปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งยังมีคนชักชวนเข้าให้ไปทำธุรกิจ หากเริ่มลงมือทำแล้วก็จะดี อาจเกิดความสำเร็จได้

การเงิน

  • ไม่มีติดขัด เพราะจะมีคนคอยให้ความช่วยเหลือ ทำให้อุปสรรคต่างๆ ที่คิดว่ายากผ่านไปได้ด้วยดี

เลขเด็ด

  • เลขเด็ด ฝันเห็นพระพุทธรูปหลายองค์ : ควรมีเลข 2
  • เลขเด็ด 2 ตัว : 18 , 33 , 94 , 24 , 92
  • เลขเด็ด 3 ตัว : 253 , 690 , 114 , 786 , 962

 

อ่านต่อ…ฝันเห็นพระ ความฝันนี้หมายความว่าอะไร พร้อมเลขเด็ด!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ

ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 การประกวดคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย … ใกล้ถึงโค้งสุดท้ายแล้ว ใครจะได้เป็นหนึ่งในทีมคุณแม่ Influencer มืออาชีพกับ Amarin Baby & Kids  ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

ตามมาดูผล ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ 100 คน ซึ่งจะได้รับ “Mystery Box” เพื่อแข่งขันเขียนรีวิวสินค้าและถ่ายภาพ
ใครจะผ่านเข้ารอบการประกวดกันบ้าง…เช็กรายชื่อได้ที่นี่!!

ภาคเหนือ

ฆรณี อ่อนประไพ
ณฐารินทร์ ชีพเพียงสรวง
ทัศนีย์ ใจดี
นรัถภร สายคำฟู
นฤมล พลจรัส
ชญานิศ จิตอารี
บุญยาพร ธรรมกันธร
ประภัสรา ผลเชื้อ
พรรณิกา ศิริ
ไพลิน จันทร์ปัญญา
ศิรินันท์ เขื่อนแก้ว
ศิวิมล พานิชย์วิไล
อมรรัตน์ ชุมภู
ไอลัดดา ทองจูด

ภาคกลาง

กชกร สุวิยานนท์
กรรณิการ์ ศิริคณินทร์
กุลธิดา ชอบประดู่
จิราวดี พลประทีป
ฐนัญญา จงพิศุทธิโสภณ
ณัฐพร จิรศักยกุล
ณิชาภัทร ปึงสุวรรณ
ทัศนีย์ ธาตรีกิติภูมิ
ทิพย์ธัญญา คำกอง
ธิรดา ช่วยสำเร็จ
นิศานาถ สุขประเสริฐ
พรภัส เพชรตระกูลเจริญ
พัชรมัย สวนาพร
พัชราภรณ์ เซ็นสาส์น
รพีพรรณ รัตนโกมุท
รังสิมาลิน หวังศิริ
วรันธร สุวัตถิกุล
วราภรณ์ ทองดอนเปรียง
วริษา รัชตะนาวิน
วิชุภรณ์ บุญธนะไพศาลวงศ์
วิภาดา​ ขัน​โคก​กรวด​
วิลาวรรณ กุศล
วีระยา สุขแระเสริฐ
ศศิพิมพ์ สาระธนะ
ศิโรรัตน์ จริเกษม
สรารัตน์ ศรีชาลี
โสภิดา สุภาจักร์
หทัยชนกก์ แสงภู่
อลิษา ศรนารายณ์
Natthamon Doungla

ภาคอีสาน

กัณต์นันท์ เกินขุนทด
จารุรัตน์ จันทร์วันเพ็ญ
จิราภา หอวิจิตร
ณัฐกฤตา ลิขิตธนพลกุล
นิษฐ์รฐา สกุลชัยเมธีดิลก
ปาริชาติ เสาแก้ว
ภัทรีญา ขวัญเมือง
วรินทราย เจียรนันทรานนท์

ภาคใต้

ณัฐนันท์ ศรีวัฒนานุพงศ์
รัชภร สิทธิเดช
วัลย์ลิกา สุดจันทร์
ศศิภัสสร เนปเปอร์
ศศิภีกดิ์ฤดี สิริสรณ์สิริ
อมรรัตน์ สาตแสงพุฒ
อาวาตีฟ อับดุบกาเดร์

กรุงเทพมหานครฯ

กมลวรรณ โชตินิพัทธ์
กมลวรรณ ศิวะพรพันธ์
กันตพร อุบลวรรณี
กัลยา จะไป
เกวลิน สุระเกษ
จารุทัศน์ ตั้งพานิชดี
จิรนันท์ ขวัญศรี
ชนัญธิดา สมบัติศิริ
ชรินทร์ทิพย์ ทองสุกโชติ
ณิรินทร์ญา เกตุวงษ์
ธนวรรณ เดชชุษณะนาถ
ธัญญ์ธิชา อินปา
นนท์ชยลักษณ์ พรรณาผลากูล
นิศารัตน์ แซ่ฟู
ปภัชญา เลิศอัครธร
ปาณิศา อนุสกุลโรจน์
ปิโร โรหิตเสถียร
พนิดา เต็มเปี่ยมเจนสุข
พลอยนภัส ธนูทอง
พลอยนภัส เลรุ่งพัฒน์
พัทธกานต์ อนุรุทธิกร
พินิจนันท์ คำนวน
พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล
พิมพร วงค์ฝั้น
ภัทราวรรณ คิ้วสุวรรณศรี
ภัสราวดี เผ่าจินดา
มาริตา​ อุดมวงศ์ศิริ
ลักษณ์นารา พ่วงโชคอนันต์
วรณิชชา แสงสุพรรณ
สุดาพร เหนือเมฆิน
สุนทรี จันทร์ผ่อง
สุนทรียา กาบคำ
อนุสรา คงกิตติโสภี
อรชพร​ สวัสดี
อรอนงค์ เฟื่องฟู
Arena Muadthong
Thanatha Phutanakul

ผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ

รายละเอียดการประกวดรอบรองชนะเลิศ

  • ผู้เข้ารอบรองชนะเลิศจะได้รับ “Mystery Box” โดยการเขียนรีวิวสินค้าและถ่ายภาพจำนวน 5 ภาพ [จัดส่งถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย]
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage ตั้งเป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่ #MomInfluencerContestSS2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids และ #แบรนด์สินค้า
  • โดยโพสต์ได้ 1 คน ต่อ 1 ครั้งเท่านั้น ภายในวันที่ 24-30 ตุลาคม 2565
  • ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ “ประกาศรายชื่อผู้เข้าประกวดรอบรองชนะเลิศ” ที่ Facebook Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์โพสต์รีวิวสินค้าไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม

ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565
ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

เกณฑ์การตัดสินรอบรองชนะเลิศ

พิจารณาจำนวนยอดไลค์สูงสุดและคุณภาพของโพสต์รีวิวตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2565 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน (100 คะแนน) ดังนี้

  • การเรียบเรียงเนื้อหา เต็ม 25 คะแนน
  • ความโดดเด่นของสินค้า (ภาพถ่าย) เต็ม 30 คะแนน
  • สื่อสาร Key message ครบถ้วนตามโจทย์ที่กำหนด เต็ม 25 คะแนน
  • สไตล์การเขียนรีวิว เต็ม 20 คะแนน

เงื่อนไขการประกวดรอบรองชนะเลิศ

  • ห้ามคัดลอก ลอกเลียน หรือดัดแปลงงานเขียนรีวิวของผู้อื่นเป็นอันขาด หากพบว่ากระทำการดังกล่าวจะถือว่าตัดสิทธิ์ในการแข่งขัน
  • ข้อความรีวิว ภาพถ่ายและคลิปถือเป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต สามารถทำการปรับปรุงแก้ไขได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ สิทธิ์ใดๆ อันเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับข้อความรีวิว ภาพถ่ายและคลิป
ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด ชื่อมงคล ความหมายดี

ตั้งชื่อลูก ตั้งชื่อลูกสาว ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด ชื่อดี มีมงคล ไม่มีอักษะกาลกิณี ชื่อเพราะๆ ความหมายดี ชีวิตราบรื่น เจริญรุ่งเรือง

ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด ชื่อมงคล ความหมายดี

คนไทยมีความเชื่อเรื่อง การตั้งชื่อ ตามหลักโหราศาตร์ ยิ่งคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้มักให้ความสำคัญกับการตั้งชื่อลูก เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ลูก มีความประสงค์อยากจะให้ชีวิตลูกมีความเจริญก้าวหน้า มีความสุข ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำการ ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด มาฝากคุณพ่อคุณแม่แล้วค่ะ

ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด
ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด

ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด ชื่อมงคล ความหมายดี

เกิดวันอาทิตย์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันจันทร์เวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ดลปพร ดน-ปะ-พอน บันดาลให้เกิดสิริมงคล
ธนัญญา ทะ-นัน-ยา มีความรู้เรื่องทรัพย์
ธัญชนก ทัน-ชะ-นก ให้เกิดสิริมงคล หรือให้เกิดโชค
ธันยวีร์ ทัน-ยะ-วี มีโชคและมีความกล้า
ธัญวรินทร์ ทัน-วะ-ริน โชคดีและประเสริฐยิ่ง
เบญญาภา เบน-ยา-พา รุ่งเรืองด้วยปัญญา
บุณยาพร บุน-ยา-พอน ดีและประเสริฐ ประเสริฐด้วยความดี
ปภาวี ปะ-พา-วี ผู้มีอำนาจ
ปัณณ์ทิชา ปัน-ทิ-ชา ผู้เกิดสองครั้งในความรู้
นัทธ์ณมน นัด-นะ-มน ผูกพันด้วยใจ
นภาธร นะ-พา-ทอน มั่นคงดั่งท้องฟ้า
นันท์ชวัล นัน-ชะ-วัน รุ่งเรืองน่ายินดี
นวินดา นะ-วิน-ดา ความใหม่ ความสดชื่น
นิชาภัทร นิ-ชา-พัด เป็นของตัวเองและดีงาม
พรรษสร พัด-สอน ฝนทิพย์

 

เกิดวันจันทร์ (เวลา 06.00 น. – เช้าวันอังคารเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
นภัทร นะ-พัด มีสิริมงคลและความรู้
นัทธมน นัด-ธะ-มน มีใจผูกพัน
ณหทัย นะ-หะ-ไท หัวใจแห่งความรู้
ดรัลพร ดะ-รัน-พอน ทับทิมอันประเสริฐ
ปภัสสร ปะ-พัด-สอน แสงสว่าง
ปวรรัตน์ ปะ-วอน-รัด รัตนะอันประเสริฐ
ปัณณพร ปัน-นะ-พอน ประเสริฐทางหนังสือ
ปณตพร ปะ-นด-พอน การน้อมไหว้อันประเสริฐ
พรรณปพร พัน-ปะ-พอน มีผิวพรรณประเสริฐ
พรรณวรท พัน-วะ-รด การให้พรเรื่องผิวพรรณงาม
พลอยรัตน์ พลอย-รัด ประสมด้วยเพชรนิลจินดา
ภคพร พะ-คะ-พอน มีโชคเป็นพร
ภรณ์ชนก พอน-ชะ-นก การเลี้ยงดูบิดา
วรรณวนัช วัน-วะ-นัด ผิวพรรณเหมือนดอกบัว
วรวลัญช์ วอ-ระ-วะ-ลัน ผู้มีลักษณะอันประเสริฐ

เกิดวันอังคาร (เวลา 06.00 น. – เช้าวันพุธเวลา 05.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ดารินทร์ ดา-ริน ดวงดาวอันยิ่งใหญ่ ยอดดารา
ดรัลพร ดะ-รัน-พอน ทับทิมอันประเสริฐ
ติณณา ติน-นา ผู้ข้ามพ้นความทุกข์
ตุลยดา ตุน-ยะ-ดา ความเสมอภาค
ทัตพิชา ทัด-พิ-ชา ผู้ได้รับประสาทวิชาความรู้ ผู้ได้รับความรู้
ธวัลยา ทะ-วัน-ยา บริสุทธิ์
นภาลัย นะ-พา-ลัย ฟากฟ้า
นรียา นะ-รี-ยา สตรี
ภัทรวรรณ พัด-ทระ-วัน มีผิวพรรณดีงาม
หทัยรัตน์ หะ-ไท-รัด แก้วใจ
ธัญสิริ ทัน-ยะ-สิ-หริ โชคดีและมิ่งขวัญ
นิพิษฐา นิ-พิด-ถา ผู้ดำรงมั่น มั่นคง
นิรัชพร นิ-รัด-ชะ-พอน บริสุทธิ์และประเสริฐ
นิศารัตน์ นิ-สา-รัด พระจันทร์
บุญญาพร บุน-ยา-พอน มีบุญเป็นพร

 

เกิดวันพุธกลางวัน (เวลา 06.00 น. – เย็นวันพุธเวลา 17.59 น.)

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
ณัฐนรี นัด-นะ-รี หญิงสาวผู้เป็นนักปราชญ์
ตุลยดา ตุน-ยะ-ดา ความเสมอภาค
ธันยพร ทัน-ยะ-พอน มีโชคอันประเสริฐ
นารา นา-รา รัศมีรุ่งเรือง
บัญฑิตา บัน-ดิ-ตา ผู้ฉลาด ผู้มีความรู้
ณัฏฐา นัด-ถา นักปราชญ์
ฐปิตา ถะ-ปิ-ตา ผู้มีจุดยืนแล้ว ตั้งมั่นแล้ว
ฐานิตา ถา-นิ-ตา ผู้มีฐานะ
คคนางค์ คะ-คะ-นาง ท้องฟ้า
คณิฏฐา คะ-นิด-ถา ยืนหยัดได้ด้วยคณะ
เขมิกา เข-มิ-กา ผู้มีความเกษม
กวินนาถ กะ-วิน-นาด ผู้มีที่พึ่งอันดีงาม
กุลธิดา กุน-ทิ-ดา หญิงผู้เกิดในตระกูลดี
กานต์ธีรา กาน-ที-รา นักปราชญ์ผู้เป็นที่รัก
กมลเนตร กะ-มน-เนด ตางามดุจดอกบัว

 

อ่านต่อ…ตั้งชื่อลูกสาวตามวันเกิด ชื่อมงคล ความหมายดี คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สำลักอาหาร cpr

นาทีชีวิต!! CPR ช่วยลูกอย่างไรเมื่อลูก สำลักอาหาร

สำลักอาหาร นาทีชีวิต หากลูกเกิดภาวะสำลักไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือสิ่งแปลกปลอม หาก cpr ช่วยชีวิตถูกวิธีมีโอกาสรอด ทักษะช่วยชีวิตที่พ่อแม่ต้องรู้

นาทีชีวิต!! CPR ช่วยลูกอย่างไรเมื่อลูก สำลักอาหาร

การสำลักอาหาร เรื่องเล็ก ๆ ที่ส่งผลไม่เล็กต่อชีวิต การเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจ หรือหลอดอาหารถูกอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอม (choking) เป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กเล็ก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด กะทันหัน  แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความพร้อม ความรู้ความเข้าใจ ในการรับมือและป้องกันเบื้องต้น ก็จะสามารถช่วยลูกได้ทันการณ์ ช่วยให้เด็กมีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น หรือหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เด็กก็จะได้รับการดูแลและช่วยเหลือด้วยวิธีการที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที

เด็กทารก สำลักนม ร้องไม่มีเสียง
เด็กทารก สำลักนม ร้องไม่มีเสียง

แค่สำลักอาหาร ทำไมถึงอันตรายถึงชีวิต !!

ในเด็กทารกที่ยังไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเกิดอาการ สำลักอาหาร ได้ การสำลักนมในเด็กทารกจนเสียชีวิตนั้น แม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็พบได้เรื่อย ๆ ดังที่เราเห็นได้จากข่าวเศร้าตามหน้าสื่อต่างๆ  ทำไมทารกถึงสำลักนมจนเสียชีวิตได้

  • นมแม่ที่ไหลพุ่งแรงมากจนลูกดูดไม่ทัน ซึ่งโดยปกติเด็กที่ดูดนมแม่จะไม่ค่อยภาวะอันตรายนี้ เพราะนมจะไหลออกมาเมื่อเด็กออกแรงดูดเท่านั้น แต่ในนมแม่ที่มีมาก และไหลพุ่งแรงจนทำให้ลูกดูดไม่ทัน จนสำลักก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
  • ทารกที่มีความผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวกับการดูดกลืน เช่น เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีภาวะความผิดปกติของการกลืน เป็นต้น
  • ขวดนม การใช้ขวดนมให้ลูกดูด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักนมได้มากกว่าดูดจากเต้านมแม่โดยตรง
  • จุกขวดนมที่ผิดขนาด ไม่ได้มาตรฐาน มีรูที่ใหญ่เกิดไปไม่เหมาะสมกับช่วงวัย ทำให้ปริมาณน้ำนมไหลออกมามากกว่าปกติ ทารกจึงสำลักนมได้ ปริมาณน้ำนมที่มากนั้น อาจผ่านเข้าไประบบทางเดินหายใจ คือ ผ่านกล่องเสียงลงไปในสายเสียง ถ้าปริมาณน้ำนมมากจนเกินไปก็จะทำให้หายใจไม่ออก เพราะลมเข้าไปไม่ทัน จึงเกิดภาวะขาดออกซิเจน หรือน้ำนมปริมาณมากเข้าไปกระตุ้นให้เกิดกล่องเสียงหดตัวเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจอุดกลั้นฉับพลัน อันนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้

เด็กโตที่สามารถรับประทานอาหารได้แล้ว อาการสำลักอาหารมักเกิดจากการที่เด็กนำอาหาร หรือสิ่งของเข้าปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือเกิดการสำลักขณะที่กินอาหารเร็วเกินไป หรือพูดขณะที่กำลังมีอาหารอยู่ในปาก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่สำลักนั้นมักเกิดจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หัวเราะขณะกินอาการหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป

อาหารที่มักทำให้เกิดอาการสำลัก ได้แก่ ถั่วลิสง หมากฝรั่ง ป๊อปคอร์น ลูกอม ไส้กรอก ผักและผลไม้ชิ้นใหญ่ๆ เช่น มะเขือเทศเชอรี่ ลูกองุ่น และวัสดุเล็ก ๆ อย่างยางลบ

สัญญาณเตือน เมื่อลูก “อาหารติดคอ”

  1. สำลัก หรือมีอาการไออย่างรุนแรง และต่อเนื่อง
  2. หายใจไม่ออก หรือหายใจเสียงดังเหมือนคนเป็นโรคหอบหืด
  3. พูดไม่มีเสียงออกมา หรือพูดได้ลำบาก
  4. หายใจเร็วผิดปกติ
สำลักอาหาร วิธีปฐมพยาบาลลูกน้อย
สำลักอาหาร วิธีปฐมพยาบาลลูกน้อย

วิธีการปฐมพยาบาลเมื่อสำลักอาหาร

เมื่อ “ตัวคุณเอง”สำลักอาหาร

ในกรณีที่เรารับประทานอาหารอยู่คนเดียว แล้วจู่ ๆ เกิดสำลักอาหารขึ้นมา ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

  1. รวบรวมสติ แล้วดื่มน้ำ แต่หากไม่มีน้ำ พยายามยืดคอตรง ๆ เพื่อเปิดหลอดอาหารให้กว้างขึ้น แล้วไอออกมาแรง ๆ
  2. กำมือหนึ่งข้างนำมาวางบริเวณเหนือสะดือ (กรณีคนอ้วนหรือคนท้อง เปลี่ยนตำแหน่งเป็นร่องอก ) แล้วใช้มือข้างที่เหลือนำมากุมมือที่กำไว้ กระทุ้งให้สิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย หากแรงกดไม่พอ ลองใช้ขอบโต๊ะ หรือเก้าอี้ช่วยเพิ่มแรงกด
  3. ออกไปหาคนช่วยเหลือ หรือโทร. เรียกหน่วยกู้ชีพ

เมื่อ “คนอื่น”สำลักอาหาร

ต้องสังเกตอาการ หากเห็นว่า เขาจะหายใจไม่ออก เอามือกุมคอ พยายามจะพูดแต่ไม่มีเสียง ต้องรีบถามเลยว่าสำลักอาหารใช่หรือไม่ หากเขาส่งสัญญาณว่าใช่ ปฏิบัติดังนี้

  1. ไปทางด้านหลังของผู้ที่สำลักอาหาร
  2. เอามือสองข้างโอบรอบพุงของคนที่กำลังสำลัก
  3. มือข้างหนึ่งกำไว้แล้วเอามือที่เหลือมากุม บริเวณเหนือสะดือ แต่ใต้ลิ้นปี่
  4. ออกแรงกระทุ้งแรง ๆ ในลักษณะกระชากสองมือเข้าหาตัวเอง
  5. ทำเรื่อย ๆ จนผู้ที่สำลักอาหารมีอาการไอ หรือพูดให้ได้ยินเสียง ก็ถือว่าดีขึ้น

เมื่อ “เด็กเล็ก”สำลักอาหาร

  1. สังเกตอาการ อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง แสดงว่ามีสิ่งแปลกปลอมกั้นหลอดลม
  2. จับเด็กนอนคว่ำ และตบแรง ๆ บริเวณทรวงอกด้านหลังระหว่างกระดูกสะบัก จนอาหารกระเด็นหลุดออกมา
  3. กรณีที่สำลักแล้วหายใจไม่ออก ริมฝีปากเขียว ให้เด็กนั่งหรือยืนโน้มตัวไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ผู้ใหญ่ยืนด้านหลัง ใช้แขนสอดสองข้างโอบลำตัว กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่ ดันมือลงตรงตำแหน่งลิ้นปี่อย่างรวดเร็ว เพื่อดันให้อาหารหลุดออกมา

    เลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย ป้องกันอาการ สำลักอาหาร ได้
    เลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย ป้องกันอาการ สำลักอาหาร ได้

เมื่อ “ผู้สูงอายุ”สำลักอาหาร

  1. ยืนด้านหลังผู้สูงอายุ
  2. ใช้มืออ้อมจากด้านหลังมากำมือประสานไว้ที่หน้าท้องผู้สูงอายุ เหนือสะดือเล็กน้อย กระแทกมือขึ้นด้านบนบริเวณกะบังลมอย่างรวดเร็ว
  3. โทร 1669 หรือนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

สำหรับผู้สูงอายุ ต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในการรับประทานอาหาร รับประทานแค่พอดีคำ เพราะการทำงานของระบบการกลืนอาหาร การทำงานของช่องปาก กลไกของระบบประสาทที่ควบคุมการกลืนลดลง มีโอกาสที่อาหารจะเหลือค้างในคอหอยนานขึ้นและมากกว่าปกติ เสี่ยงต่อการสำลักอาหาร และหากเกิดเหตุต้องรีบช่วยให้เร็ว จะเพิ่มโอกาสรอดมากขึ้น

อ่านต่อ>>คลิปสาธิตวิธีการช่วยเหลือ เมื่ออาหารติดคอ และข้อพึงระวัง คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องสั้น

เรื่องสั้น ตำนานไทย เรื่องเล่าแต่โบราณ

เรื่องสั้น นิทาน ตำนาน นิทานก่อนนอน ตำนานไทย พร้อมคติสอนใจ เสริมสร้างความคิด จินตนาการ พัฒนาสมอง และอารมณ์ของเด็ก

เรื่องสั้น ตำนานไทย เรื่องเล่าแต่โบราณ

ตำนานไทย เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาแต่โบราณ ถ่ายทอดเรื่องราวของวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี อาจเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ได้ อาจมีหลักฐานหรือไม่มีก็ได้ ในวันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้นำมาฝากเป็น เรื่องสั้น ให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านให้ลูกฟังก่อนนอนค่ะ

เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

เรื่องสั้น ตำนานไทย เรื่องเล่าแต่โบราณ

เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วในฤดูฝน มีการเตรียมปักดำกล้าข้าว ทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพาะปลูก มีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำพร้าพ่อ ก็จะออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขาไถนาอยู่นานจนสายตะวันขึ้นสูงแล้ว เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติและหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติเขาจึงหยุดไถนา เข้ามาพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาเหมือนมองไปทางบ้านรอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ  ยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อนความหิวกระหายยิ่งทวีคูณขึ้น

ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อย เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลายอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า

“แม่ไปทำอะไรอยู่ถึงมาส่งข้าวให้กินช้านัก ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ แล้วจะกินอิ่มหรือ”

ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า

“ถึงก่องข้าวจะน้อยแต่ก็ น้อยต้อนแต้นแน่นใน ดอกลูกเอ๋ย ลองกินดูก่อน”

ด้วยความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโหหูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆเกิดบันดาลโทสะอย่างแรง จึงคว้าไม้เข้าตีแม่ที่แก่ชราล้มลง แล้วเดินไปกินข้าวจนอิ่ม แต่ข้าวยังไม่หมดก่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบไปดูอาการของแม่ และเข้ามาสวมกอดแม่ ชายหนุ่มร้องไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้าน ช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” จนตราบทุกวันนี้

คติสอนใจ

ทำดีกับพ่อแม่เมื่อยามท่านยังมีชีวิตอยู่ดีกว่าไปสำนึกได้เมื่อยามจากไป

 

เรื่องเซียงเมี่ยง ตอนหลอกเจ้าเมืองลงน้ำ

เซียงเมี่ยงเป็นคนที่เกลียดคร้านและก็โกหกเก่ง เจ้าเมืองได้ยินชื่อเสียงของเซียงเมี่ยง ก็เลยอยากลองเชาวน์เซียงเหมี่ยงดูว่าเซียงเมี่ยงจะโกหกท่านเจ้าเมืองได้หรือไม่  เจ้าเมืองก็เลยเดินทางไปที่หมู่บ้านที่เซียงเมี่ยงอยู่ เจ้าเมืองก็นั่งครุ่นคิดหาวิธีจะทดลองปัญญาของเซียงเหมี่ยง เจ้าเมืองเหลือบไปเห็นหนองน้ำก็เลยคิดออก

ท่านเจ้าเมืองพูดว่า “อ้าวเซียงเมี่ยง ข้าได้ยินชื่อเสียงเจ้ามามาก เจ้าลองมาโกหกข้าลงน้ำดูสิว่าเจ้าจะโกหกข้าได้มั้ย” เจ้าเมืองพูดไปหัวเราะไป

เซียงเมี่ยงก็เลยพูด “โอ้ยตัวข้านี้จะโกหกท่านเจ้าเมืองลงน้ำไม่ได้หรอก เว้นจากโกหกท่านเจ้าเมืองขึ้นจากน้ำ”

เจ้าเมืองได้ยินเช่นนั้นก็เลยลงไปในน้ำเจ้าเมืองก็เลยพูดว่า “ข้าลงน้ำแล้วเอ้าเจ้าลองโกหกข้าขึ้นจากน้ำดูสิ”

เซียงเมี่ยงก็เลยหัวเราะชอบใจ “ข้าน้อยก็โกหกท่านเจ้าเมืองลงน้ำได้แล้ว”

ท่านเจ้าเมืองได้แต่เจ็บใจที่เสียรู้เซียงเมี่ยง

คติสอนใจ

อย่าดูถูกใครโดยที่ยังไม่รู้จักเขาจริงๆ ความประมาทมักเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่ดี

 

เรื่องหลวงพ่อกับเณรน้อย

วันหนึ่ง ตอนเช้าก่อนหลวงพ่อจะออกไปบินฑบาตร ก็ได้สั่งเณรน้อยว่า “น้อยน้อย หลวงพ่อจะไปบิณฑบาตรนะ อยู่กุฏิก็ให้ดูดีๆ อย่าให้ไก่มาขี้ใส่เด้อ ถ้าไก่มาขี้ใส่ได้ จะลงโทษอย่างหนัก” แล้วก็เข้าไปบิณฑบาต

เณรน้อยก็เลยวางแผนอุบายแกล้งหลวงพ่อ ก็คือเอาน้ำอ้อยไปหยอดไว้ตรงนั้นตรงนี้ เริ่มตั้งแต่ที่บันได ขึ้นมาหยอดให้เหมือนกองขี้ไก่ หยอดแล้วก็คอยเฝ้าไล่ไก่ไม่ให้ขึ้นกุฏิ พอประมาณเวลาหลวงพ่อจะกลับมา เณรน้อยก็ทำท่าว่าไม่ได้อยู่เฝ้ากุฏิ ไปเดินเล่นที่อื่น

หลวงพ่อกลับมาเห็นกองน้ำอ้อย นึกว่าเป็นกองขี้ไก่ หลวงพ่อเลยโกรธมากร้องเรียกหาเณรน้อยว่า “น้อยเอ้ยน้อย ไปทำอะไรอยู่ไหนมา ทำไมไม่มาเฝ้ากุฏิ ปล่อยให้ไก่มาขี้ใส่เต็มเลยเนี่ย”

พอเณรน้อยมาแล้วหลวงพ่อก็ลงโทษให้กินขี้ไก่ เณรน้อยก็ทำเป็นอิดออดไม่อยากกิน แต่ในที่สุดก็เอามือลงไปปาดกองขี้ไก่กองนั้นกองนี้ ฮู้อร่อยๆ ฮู้หวานดีอร่อย พอหลวงพ่อเห็นเณรน้อยกินน่าอร่อยก็เลยถามว่า มันอร่อยจริงๆเหรอน้อยมันไม่เหม็นหรอ อร่อยจริงๆหลวงพ่อลองชิมดู หลวงพ่อก็เลยเอามือปาดลงมาชิม โฮ้หวานหอมอร่อยดี ขี้ไก่มันอร่อยอย่างนี้ ปล่อยให้ไก่มาขี้ใส่กุฏินานแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องไล่มันนะน้อย

เณรน้อยก็หัวเราะอยู่ในใจ วันต่อมาก็สั่งเณรน้อยว่า น้อยๆ วันนี้ปล่อยให้ไก่มันมาขี้ใส่เยอะๆนะ เณรน้อยเลยหนีไปเล่นที่อื่น พอหลวงพ่อกลับมาเห็นไก่อยู่กุฏิกะดีใจ หลวงพ่อติดใจรสชาติขี้ไก่ หลวงพ่อจึงเอามือเอาขี้ไก่มาเลียกิน เอ๊ะ กองนี่มันทำไมไม่อร่อยว่ะ เป็นเหม็นๆด้วย สงสัยก็เลยไปหาชิมกองอื่น

เณรน้อยร้องถามหลวงพ่อว่า เป็นยังไงหลวงพ่ออร่อยไหมหลวงพ่อ เป็นเหม็นๆเปรี้ยวๆหลวงพ่อเผยอปากตอบ เณรน้อยก็หัวเราะ ใครว่าขี้ไก่มันอร่อยขี้ไก่มันไม่อร่อยหรอก ฮ่าๆๆ หลวงพ่อเสียรู้เณรน้อย

คติสอนใจ

อย่าหลงเชื่อกลอุบายของผู้อื่นโดยง่ายต้องได้จากการรู้จริงๆไม่ใช่เพียงการบอกเล่า

 

อ่านต่อ…เรื่องสั้น ตำนานไทย เรื่องเล่าแต่โบราณ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พยาธิตัวตืด

ระวัง! พยาธิตัวตืด ขึ้นสมองเพราะกิน ผักดิบ ผักสด ปนเปื้อนไข่พยาธิ!

พยาธิตัวตืด – แม้ว่าพืชผักผลไม้จะเป็นแหล่งของสารอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ แต่หากก่อนรับประทานเราล้างไม่สะอาดทำความสะอาดไม่ดี ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อปรสิตหรือมีพยาธิได้ โดยเฉพาะพยาธิตืดหมู ที่มนุษย์สามารถรับไข่พยาธิตัวตืดได้โดยตรงจากผักสด หรือน้ำสกปรก ที่มีไข่พยาธิตัวตืดปนเปื้อนอยู่ ซึ่งไข่พยาธินี้จะพัฒนากลายเป็นตัวอ่อนซีสต์หรือที่เรียกว่าตัวอ่อนเม็ดสาคู ไปอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกายที่ค่อนข้างอันตราย ได้แก่ ตา ปอด หัวใจ กล้ามเนื้อ และที่อันตรายที่สุด คือ สมองค่ะ

ระวัง! พยาธิตัวตืด ขึ้นสมองเพราะกิน ผักดิบ ผักสด ปนเปื้อนไข่พยาธิ

โรคจากไข่ของ พยาธิตัวตืด ( Cysticercosis, Neurocysticercosis)

เป็นโรคติดเชื้อปรสิตหรือพยาธิชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อปรสิตในระบบประสาทส่วนกลางที่พบมากที่สุดทั่วโลก ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ได้จากการกินไข่ของพยาธิตืดหมู Taenia solium  หรือ  ไข่ของพยาธิตืดวัว Taenia saginata ที่อาจปนเปื้อนกับน้ำหรืออาหารเข้าไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งการติดเชื้อได้เป็นสองแบบ ได้แก่

  • ติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง (Neurocysticercosis)
  • การติดเชื้อนอกระบบประสาท (Extraneural Cysticercosis)  

การติดเชื้อปรสิตหรือพยาธิ สามารถบุกรุกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้ ปรสิตที่ติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง รวมถึงสมอง อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ไม่เพียงแต่อาจถึงแก่ชีวิตในบางครั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ทุพพลภาพตลอดชีวิตอีกด้วย การรู้เท่าทันอาการผิดปกติ และการรักษาอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญในการลดทั้งอัตราการเสียชีวิตและผลที่ตามมาของการติดเชื้อ ซึ่งการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลางอาจเกิดขึ้นกับทุกคนแม้ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยการติดเชื้ออาจใช้เวลาระหว่าง 8 ถึง 14 สัปดาห์ในการพัฒนาโรค

สาเหตุของการติดเชื้อ

ปรสิตสามารถพบได้ในอาหาร ทั้งผักดิบ ผักสด และเนื้อสัตว์ และ น้ำที่ปนเปื้อน หากเรากินอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนพยาธิ พวกมันจะเข้าสู่ร่างกายและสามารถมีชีวิตบางครั้งก็เติบโตและสืบพันธุ์ภายในร่างกายมนุษย์ได้เป็นเวลานาน การศึกษาทางระบาดวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่ของโลกที่โรคหนอนพยาธิมีเฉพาะถิ่น และมีการใช้น้ำเสียดิบที่ไม่ผ่านการบำบัดเพื่อรดน้ำผักโดยทั่วไป ซึ่งการบริโภคผักที่มีการชลประทานของเสียดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดโรคจากปรสิตหรือพยาธิ การปฏิบัติที่ไม่ถูกสุขลักษณะระหว่างการขนส่ง การแปรรูปและการเตรียมโดยผู้ดูแลรวมทั้งผู้บริโภคก็มีส่วนทำให้เกิดการปนเปื้อนในผักได้ อีกสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อคือการล้างมืออย่างไม่เหมาะสมหลังจากสัมผัสกับพยาธิตัวตืดหรือไข่พยาธิตัวตืด

นอกจากนี้ การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกหรือสุกๆ ดิบๆ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้ผู้คนติดเชื้อพยาธิตัวตืด หากสัตว์นั้นมีพยาธิตัวตืด ผู้ที่กินเนื้อสัตว์ก็อาจติดเชื้อได้เช่นกัน วงจรชีวิตของพยาธิตัวตืดเริ่มต้นด้วยไข่ ไข่พยาธิตัวตืดสามารถอาศัยอยู่ภายนอกในสิ่งแวดล้อม (เช่น ในน้ำหรือบนพืช) เป็นเวลาหลายวันหรือหลายเดือน สัตว์อาจติดเชื้อหลังจากกินพืช หรือให้อาหารหรือดื่มน้ำที่มีไข่พยาธิตัวตืด เมื่อเข้าไปในตัวสัตว์ ไข่จะฟักตัวและโตเป็นพยาธิตัวตืด เคลื่อนที่ได้และสามารถอพยพออกจากลำไส้และเข้าสู่เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อของสัตว์ได้

อาการของโรคติดเชื้อพยาธิตัวตืด 

ผู้ป่วยมักมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งโดยทั่วไปอาจไม่แสดงอาการ เมื่อไข่เข้าสู่ร่างกาย และพัฒนากลายเป็นตัวอ่อนเม็ดสาคู จะสามารถตรวจพบได้จากการค้นพบทางรังสีโดยบังเอิญเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากตัวอ่อนเม็ดสาคูไปอยู่ในสมองและไขสันหลัง อาจสัมพันธ์กับผลกระทบบางอย่าง เช่น ความผิดปกติของประสาทสัมผัสหรือความบกพร่องทางสติปัญญา อาการชัก ภาวะน้ำคั่งในไขสันหลังโพรงสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรัง  นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดความทุพพลภาพร้ายแรง หรือเสียชีวิตได้แม้พบได้ไม่มาก  

ในกรณีส่วนใหญ่ การติดเชื้อพยาธิตัวตืดทำให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีพยาธิตัวตืดอยู่ในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการและอาการแสดง จะสังเกตุได้จากความผิดปกติต่อไปนี้

  • มีอาการปวดท้อง
  • ท้องเสีย
  • ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ติดเชื้อพยาธิตัวตืด
ติดเชื้อพยาธิตัวตืด จากผักดิบ

 

การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่การขาดวิตามินบี 12 ซึ่งในทางกลับกันอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายของคุณขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่แข็งแรงเพียงพอที่จะนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อในร่างกายได้เพียงพอ

สัญญาณและอาการของโรคโลหิตจางอาจรวมถึง

  • ภาวะซึมเศร้า
  • เวียนหัวบ่อย
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดหัวบ่อย
  • รู้สึกไม่ค่อยมีแรง
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • มีเสียงในหู

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการระคายเคืองบริเวณรอบทวารหนัก (Perianal Area)  เนื่องจากหนอนหรือไข่ที่ถูกขับออกจากอุจจาระทำให้เกิดอาการระคายเคือง ซึ่งจะรู้ได้ว่าเรามีมีพยาธิตัวตืดเมื่อเห็นส่วนของตัวพยาธิหรือไข่ในอุจจาระ

โรคพยาธิตัวตืด มีแนวโน้มที่จะพัฒนาในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้ อาทิผู้ที่กำลังป่วยหรือรักษาตัวต่อไปนี้

  • ติดเชื้อเอชไอวี
  • โรคเอดส์
  • ผู้ที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • โรคเบาหวาน
  • ผู้ที่ต้องให้เคมีบำบัด

อ่านต่อ…ระวัง! พยาธิตัวตืด ขึ้นสมองเพราะกิน ผักดิบ ผักสด ปนเปื้อนไข่พยาธิ คลิกที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.2

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.2 ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง

แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.2 ใบงานภาษาไทย ป.2 ช่วยเสริมสร้างทักษะการใช้ภาษาไทย พัฒนาการใช้ภาษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

แจกฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.2 ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง

นอกจากการเรียนในโรงเรียนแล้ว การทำ แบบฝึกหัด หรือ ใบงาน เพื่อทบทวนบทเรียน จะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝน เข้าใจ จดจำ และพัฒนาทักษะในวิชานั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้เด็กได้เตรียมความพร้อมในการเรียนบทเรียนต่อไป ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้รวบรวม แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.2 เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝน ยิ่งฝึก ยิ่งเก่งนะคะ

วิธีฝึกให้ลูกทำแบบฝึกหัด

1. จัดมุมทำแบบฝึกหัดโดยเฉพาะ

การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การเรียนรู้ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีอุปกรณ์การเรียนและเครื่องเขียนที่จำเป็น โดยไม่ควรมี ของเล่น โทรทัศน์ เกม หรือสิ่งอื่น ๆ ที่อาจจะเบี่ยงเบนความสนใจของลูกมาอยู่ใกล้ ๆ การจัดสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะช่วยให้ลูกมีสมาธิต่อการทำแบบฝึกหัดได้ดีค่ะ

2. ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

คุณพ่อคุณแม่ควรมีกฎ กติกา ที่ชัดเจน ว่าในทุกวัน ควรใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำแบบฝึกหัด แต่กฎ กติกา นั้น ๆ ควรจะจัดให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็กด้วย เช่น เด็ก 3-5 ขวบ จะสามารถมีสมาธิกับสิ่งใด สิ่งหนึ่งได้เพียง 30 นาที – 1 ชั่วโมง ดังนั้น คุณแม่อาจจะกำหนดว่าหลังทานข้าวกลางวันเสร็จ จะเป็นเวลาในการทำแบบฝึกหัดกัน และจะทำแบบฝึกหัดให้ครบ 30 นาที เป็นต้น และกฎ กติกา เหล่านี้ คุณแม่จะต้องทำเป็นประจำทุกวัน ไม่ควรใจอ่อน หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะจะทำให้เด็กรู้ว่าการทำแบบฝึกหัด ไม่จำเป็น ไปเล่นดีกว่า

3. ทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับลูก

การทำแบบฝึกหัด คุณพ่อคุณแม่ต้องทำด้วยค่ะ เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่าแบบฝึกหัดที่อยู่ตรงหน้านั้น น่าสนใจแค่ไหน ลูกจะรู้สึกสนุกกับการทำแบบฝึกหัดมากขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่เพียงยื่นแบบฝึกหัดให้ลูกทำ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สนใจ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่ยังไม่สนใจจะทำเลย แสดงว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่น่าสนใจ

ในช่วงที่ต้องอยู่บ้านกันนาน ๆ แบบนี้ เด็กต้องเสียโอกาสในการได้ไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่นอกบ้าน นอกห้องเรียน ไปมากมาย ดังนั้น เราในฐานะพ่อแม่ มาเปลี่ยนบ้านให้เป็นที่สำหรับเรียนรู้ของลูกกันดีกว่าค่ะ ลองแบ่งเวลาซักวันละ 1 ชั่วโมง ในการเล่นกับลูก ทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับลูก เพื่อให้ลูกได้ฝึกทักษะต่าง ๆ ได้จากในบ้านกันเถอะ

แบบฝึกหัดเสริมที่1 คำและความหมาย
แบบฝึกหัดเสริมที่1 คำและความหมาย
แบบฝึกหัดเสริมที่ 2 เส้นสาย ลายมือสวย
แบบฝึกหัดเสริมที่ 2 เส้นสาย ลายมือสวย
แบบฝึกหัดเสริมที่ 3 สระเสียงสั้น สระเสียงยาว
แบบฝึกหัดเสริมที่ 3 สระเสียงสั้น สระเสียงยาว
แบบฝึกหัดเสริมที่ 4 ตัวสะกด สดใส
แบบฝึกหัดเสริมที่ 4 ตัวสะกด สดใส
แบบฝึกหัดเสริมที่ 5 สระเอียะ สระเอีย พาเพลิน
แบบฝึกหัดเสริมที่ 5 สระเอียะ สระเอีย พาเพลิน

 

อ่านต่อ…แจกฟรี!! แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.2 ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เสริมภูมิคุ้มกัน

เทคนิค..บำรุงสมองไบรท์ เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ลูกฟิตทุกวัน

ถ้าโลกยังไม่หยุดหมุน ก็ไม่มีอะไรมาหยุดเด็ก ๆ ออกไปสนุกเรียน สนุกเล่นนอกบ้านกันได้ค่ะ แต่ด้วยยุคนี้แวดล้อมไปด้วยเชื้อโรค ก็อาจเป็นอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้พัฒนาการการเรียนรู้ที่ได้จากนอกบ้านของลูกสะดุดไปบ้าง คุณพ่อคุณแม่อย่าให้ปัญหานี้มาขวางกั้นการเรียนรู้ของลูกได้ค่ะ เรามีไอเทมเพื่อเด็กยุค New Normal ช่วยให้สมองเรียนรู้ดี  เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมออกไปสนุกเล่น สนุกเรียนรู้ค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ตลอด 365 วัน

นี่เลย สก๊อต คิตซ์ เบต้ากลูแคน กลิ่นมอลต์ สูตรใหม่ล่าสุด เป็นสูตรที่เสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด*เมื่อเทียบกับสก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดทุกสูตร ให้เด็ก ๆ เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนได้แบบไร้กังวล  และสก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดผสมนม รสช็อกโกแลต ได้คุณประโยชน์มากกว่านมธรรมดา จากการผสานคุณค่าของซุปไก่สกัดเข้ากับนม บำรุงทั้งสมองและร่างกาย ให้เด็ก ๆ เตรียมพร้อมทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน และสก๊อต คิตซ์ ช็อกโก ซุปไก่สกัดสูตรเข้มข้น บำรุงสมองล้ำลึกก่อนเข้านอนให้เด็ก ๆ พร้อมรับวันใหม่อย่างสดใส สก๊อต คิตซ์ ทุกสูตรนั้นมีไทโรซีน  ตัวช่วยเด็ด ๆ บำรุงสมอง และเสริมภูมิคุ้มกันให้เด็กแข็งแรง ที่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มาแนะนำกัน แต่ก่อนอื่นสังสัยกันมั้ยว่า ทำไมต้องพาลูกออกไปเปิดหู เปิดตา เล่นสนุกนอกบ้าน ?

การอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และขาดทักษะการใช้ชีวิตได้ค่ะ การให้ลูกอยู่บ้านโดยไม่มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้ทำ ดูแต่ทีวี เล่นมือถือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งการไม่ได้ขยับร่างกาย นั่ง ๆ นอน ๆ กินตลอดเวลา ก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนได้ด้วยนะคะ  ฉะนั้นเพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีสุขภาพกาย ใจที่ดี ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรหากิจกรรมที่มีประโยชน์ให้ลูกทำ เช่น พาไปตั้งแคมป์ ไปเที่ยวสวนสัตว์ หรือพาไปแหล่งการเรียนรู้สำหรับเด็ก ฯลฯ หรือหากคุณพ่อคุณแม่มีเวลาให้ลูกทุกวันได้ เช่น ช่วงเช้า หรือ ช่วงเย็น ควรพาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน พาไปสวนสาธารณะใกล้บ้าน ให้เด็ก ๆ เดินเล่น วิ่งเล่น ออกกำลังกาย เป็นต้น

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ให้คำนิยามเกี่ยวกับ กิจกรรมทางกาย (Physical Activity) สำหรับเด็กอายุ 1 – 17 ปี คือการได้เคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่าง ๆ เพื่อเกิดการใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการใช้และเผาผลาญพลังงานของร่างกายนับตั้งแต่กิจกรรมทางกายที่เกี่ยวกับการทำงาน การเดินทางในชีวิตประจำวัน เด็กควรมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ หรือมีเวลาในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรงในระดับปานกลางถึงระดับหนักสะสมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ใช้เวลาอยู่นอกบ้าน มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 60 นาที เช่น เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และพัฒนาการตามวัยของลูกกันค่ะ

ประโยชน์ที่เด็กได้จากการเล่นนอกบ้าน

1. ช่วยเพิ่มพัฒนาการทางอารมณ์ (EQ) การเล่นสนุก ช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย การได้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งที่สวนสาธารณะ มีพื้นที่กว้าง โล่ง เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ จะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกถึงการมีอิสระ สามารถลดความเครียดสะสมที่อาจมาจากการเรียนในห้องเรียน หรือในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่แต่บ้าน ต้องเรียนออนไลน์ ตื่นมาก็เจอแต่บรรยากาศในบ้านซ้ำ ๆ ทุกวัน จนเกิดความเบื่อหน่าย เป็นต้น การที่ลูกได้ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนความสุข (Endorphin) ช่วยทำให้เกิดการผ่อนคลาย มีความสุข มีอารมณ์ที่ดี เพิ่มพลังความรู้สึกในแง่บวก

2. ช่วยให้มีทักษะการเข้าสังคม การพาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เป็นการฝึกทักษะการเข้าสังคมที่ดีมาก ลูกจะเรียนรู้การเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี รู้จักที่จะสื่อสารกับคนรอบข้าง สามารถทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือเพื่อนต่างวัยได้ ซึ่งจะส่งผลดีในอนาคตเมื่อเด็ก ๆ เติบโตขึ้น

3. ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ การพาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ปลูกผัก ทำแปลงนาข้าว หรือค่ายศิลปะ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ เมื่อเด็ก ๆ เกิดความสงสัย สมองจะเกิดการเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ กระบวนการทางความคิดมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมประสบการณ์รอบตัวให้กับลูก ทำให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ นอกเหนือจากที่บ้าน และในห้องเรียน

4. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง การพาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งตอนเช้า ๆ ในช่วงเวลา 00 – 8.00 น. ร่างกายจะได้รับวิตามินดีธรรมชาติจากแสงแดด ช่วยเสริมสร้างให้กระดูกมีความแข็งแรง และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วิตามินดีจากแสงแดด จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว ส่งผลให้ภูมิคุ้มในร่างกายดีขึ้น เมื่อภูมิคุ้มกันแข็งแรง การเจ็บป่วยไม่สบายก็จะลดน้อยลง

อยากให้ลูกออกไปเล่น ไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้อย่างสนุก เกิดการเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่รู้จบ คุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมให้ลูกทั้งสมองและร่างกายให้แข็งแรงมีภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่าย ขอแนะนำไอเทมของเด็กยุคใหม่ New Normal ที่คุณแม่สามารถเตรียมพร้อมให้ลูกในทุกวัน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายมีความแข็งแรงพร้อมลุยเล่นสนุก เรียนรู้ไปกับทุกกิจกรรมใหม่ ๆ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอแนะนำ…

เสริมภูมิคุ้มกัน

สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดทั้ง 3 สูตร ไอเทมสำหรับเด็กยุคใหม่

  • เริ่มต้นทุกเช้าด้วยความสดใส เด็ก ๆ ต้องได้รับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์นะคะ สารอาหารที่ได้จากมื้อเช้าจะเป็นการเติมพลังงานให้ร่างกาย และสมอง ทำให้มีสมาธิในการเรียน ทำกิจกรรมได้ตลอดทั้งวัน

เสริมภูมิคุ้มกัน

ทิปส์ : สำหรับเด็กวัย 4-12 ปี แนะนำให้เสริมด้วยเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ สก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดผสมนมรสช็อกโกแลต อร่อย ได้ประโยชน์มากกว่านมธรรมดาถึง 2 เท่า จากการผสานคุณค่าของซุปไก่สกัดเข้ากับนม พร้อม DHA , OMEGA3 และวิตามินบีคอมเพล็กซ์ถึง 8 ชนิด มีไทโรซีนบำรุงสมอง  และบำรุงร่างกาย ดื่มตอนเช้าเตรียมพร้อมสำหรับทุกการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนแบบ new normal

  • เริ่มต้นวันใหม่สมองต้องพร้อม เด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยกำลังเรียน คุณแม่ต้องบำรุงสมองลูกด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ สมองจะได้เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รู้สึกสมองตื้อระหว่างวัน

เสริมภูมิคุ้มกัน

ทิปส์ : สำหรับเด็กวัย 4-12 ปี ต้องบำรุงสมองให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้เสริมด้วยเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ สก๊อต คิตซ์ ช็อกโก ซุปไก่สกัด ซุปไก่สกัดเข้มข้นบำรุงสมองสำหรับเด็ก ได้คุณค่าจากซุปไก่สกัดเข้มข้น พร้อม DHA , OMEGA3 และวิตามินบี 12  พร้อมมีไทโรซีน  บำรุงสมองเข้มข้น  แนะนำให้ดื่มก่อนนอน เพื่อให้สมองได้รับการบำรุงอย่างล้ำลึก ตื่นมาพร้อมรับเช้าวันใหม่อย่างสดใส

  • ภูมิคุ้มกันดี ไม่มีป่วย จะเล่น จะเรียน ร่างกายต้องพร้อม คุณแม่สามารถ เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ลูกฟิตได้ตลอด 365 วัน ด้วยการให้ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เสริมภูมิคุ้มกัน

ทิปส์ : สำหรับเด็กวัย 4-12 ปี ร่างกายที่แข็งแรงช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยได้  คุณแม่ไม่อยากให้พัฒนาการการเรียนรู้ลูกสะดุด แนะนำให้ เสริมภูมิคุ้มกัน ลูกทุกวันด้วย  สก๊อต คิตซ์ เบต้ากลูแคน กลิ่นมอลต์ ซุปไก่สกัดสินค้าใหม่ล่าสุดจาก สก๊อต คิตซ์!! เป็นสูตรที่เสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด *เมื่อเทียบกับสก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดทุกสูตร ซุปไก่สกัดเข้มข้นบำรุงทั้งสมองและช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับเด็ก จากเบต้ากลูแคนและวิตามินซี มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมได้คุณค่าจากซุปไก่สกัดเข้มข้น มี DHA , OMEGA3 และมีไทโรซีน  บำรุงสมองเข้มข้น พร้อมมีวิตามินซี และเบต้ากลูแคน เสริมภูมิคุ้มกัน ให้เด็กแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย เสริมภูมิ และ บำรุงสมอง อร่อยง่าย ๆ ได้ประโยชน์ทุกวัน สก๊อต คิตซ์ เบต้ากลูแคน กลิ่นมอลต์ ซุปไก่สกัด จำหน่ายก่อนใครที่ 7-11 เท่านั้น ให้แม่ ๆ ได้ลองซื้อให้ลูกดื่มกัน

เด็กยุคใหม่ไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ก็พร้อมออกสตาร์ตเรียนรู้ตลอด 365 วัน เพราะมีเครื่องดื่มบำรุงทั้งสมองและร่างกายแข็งแรง สำหรับเด็กที่ดื่มง่ายได้ทุกวัน ทั้งเช้าและก่อนนอน อย่างสก๊อต คิตซ์ ซุปไก่สกัดที่มีไทโรซีน สมองสดชื่น ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันไม่ป่วยง่าย สามารถสั่งซื้อเครื่องดื่มสก๊อตคิตซ์ซุปไก่สกัด มีประโยชน์จากไทโรซีนเต็ม ๆ ขวด กับ 3 สูตร ที่อร่อยไม่แพ้กัน รสชาติคุ้นเคย ที่เด็กทุกคนชื่นชอบ ได้ตามรายละเอียดของช่องทางดังนี้เลย สำหรับสก๊อต คิตซ์ เบต้ากลูแคนกลิ่นมอลต์  สินค้าใหม่ล่าสุด มีจำหน่ายก่อนใครที่ 7-11 เท่านั้น ไปลองกันได้เลยที่ 7-11 ทุกสาขา หรือ กดสั่งผ่าน 7-Delivery ได้ที่

สก๊อต คิตซ์ เบต้ากลูแคน https ://7eleventh.page.link/ixzb

และสำหรับสก๊อต คิตซ์ สูตรอื่น ๆ ช้อปง่าย ๆ ได้ที่นี่เลย

Shopee : https://bit.ly/3dXG8O7

Lazada : https://bit.ly/3SFWcDr

JD Central: https://bit.ly/3M3EOoK

#วัยสตาร์ตต้องสก๊อตคิตซ์ซุปไก่

#สก๊อตคิตซ์ซุปไก่มีไทโรซีน

#บำรุงสมองและร่างกาย

#อร่อยดื่มง่ายไม่คาว

#ดื่มสก๊อตคิตซ์แล้วไบร์ท

 

 

 

 

 

เครดิตข้อมูล : whothaipost  , thairath  ,  thairath , VichaiyutHospital

ตกขาวเกิดจากอะไร

ตกขาวเกิดจากอะไร สีบอกโรคได้ คุณมีสีไหนปกติไหมนะ

ตกขาวเกิดจากอะไร มีตกขาวผิดปกติไหมนะ คุณหมอขอแจงเรื่องของ ตกขาว แบบละเอียดยิบ สีของตกขาวแบบไหนผิดปกติ น้ำยาทำความสะอาดช่องคลอดจำเป็นไหม รู้กัน

ตกขาวเกิดจากอะไร สีบอกโรคได้ คุณมีสีไหนปกติไหมนะ??

เรื่องของตกขาว กับคุณสาว ๆ เห็นจะเป็นเรื่องปกติคู่กัน เชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนคงคุ้นเคยกับตกขาวเป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ทำความรู้จักกับ ตกขาว กันอย่างละเอียด อ. พญ.สิริลักษณ์ ตันธนาวิภาส สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวไว้ในรายการ RAMA Channel ว่า “ปกติแล้วผู้หญิงจะมีตกขาวกันเกือบทุกวันแหละ แต่จะมากจะน้อยจะลักษณะยังไง ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา” ซึ่งรู้หรือไม่ ตกขาวสามารถบอกสุขภาพภายในของคุณผู้หญิงได้ด้วยนะ

ตกขาวเกิดจากอะไร คุณมีตกขาวแบบไหน
ตกขาวเกิดจากอะไร คุณมีตกขาวแบบไหน

ตกขาวเกิดจากอะไร ??

ตกขาว (Vaginal Discharge) อาการที่มีเมือกเหลว ไหลออกมาจากช่องคลอดของผู้หญิงโดยไม่ใช่เลือดประจำเดือน ถูกขับออกจากปากมดลูกมายังช่องคลอด เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้บริเวณช่องคลอด และช่วยป้องกันการติดเชื้อภายในช่องคลอด

สีของตกขาว หรือ ระดูขาว อาจมีสีอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาว เดิมเรียกว่า leukorrhea โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก (leuko แปลว่า white, rheo แปลว่า flow) แปลตามตัวว่า ของเหลวสีขาวที่ไหลออกมา ปัจจุบันมักใช้คำว่า vaginal discharge แทน

อาการตกขาวเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาตรวจทางนรีเวชได้บ่อยที่สุด  อย่างไรก็ตามตกขาวเป็นเพียงอาการไม่ใช่โรค ซึ่งอาจมีอาการอื่น ๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น อาการคัน ช่องคลอดมีกลิ่น หรือเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะแบ่งอธิบายออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คืด

  1. ตกขาวปกติ (Physiologic vaginal discharge)
  2. ตกขาวผิดปกติ (Pathologicvaginal discharge)

ลักษณะตกขาว แบบนี้ไม่ต้องกังวลนะสาว ๆ !!

ตกขาวปกติ

เกิดจากส่วนผสมของสารคัดหลั่งจากอวัยวะสืบพันธุ์และอื่นๆ ได้แก่

  1. สารคัดหลั่งจากอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนนอก ได้แก่ ต่อมไขมัน sebaceous ต่อมเหงื่อ ต่อมเมือก Bartholin และต่อม skene glands
  2. สารคัดหลั่งผนังช่องคลอด
  3. เซลล์ล์ที่หลุดลอกลอก (exfoliated) จากช่องคลอดและปากมดลูก
  4. มูกของปากมดลูก (cervical mucous)
  5. น้ำจากโพรงมดลูก (Endometrial fluid)
  6. น้ำจากท่อนำไข่ (Oviductal fluid)
  7. จุลชีพและ metabolite product ของจุลชีพ

ช่องคลอดปกติมีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่  เชื้อที่พบมากที่สุด คือ  Lactobacillus  acidophilus มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยาภายในช่องคลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ล์เยื่อบุช่องคลอดสะสมไกลโคเจนเพิ่มขึ้น   แล้วย่อยสลายเป็น monosaccharides ซึ่งภายหลังถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติก (lactic acid) โดย lactobacilli เป็นตัวการสำคัญทำให้สภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดเป็นกรด และมีค่า pH ปกติน้อยกว่า 4.5 (3.8-4.2) มีผลทำให้แบคทีเรียก่อโรค และปาราสิตอื่นถูกยับยั้งไม่สามารถเจริญเติบโตได้

สีของตกขาว บอกโรค
สีของตกขาว บอกโรค

ลักษณะของตกขาวปกติ

ตกขาวปกติมีลักษณะสีขาว เนื้อหยาบ (floccular) ไม่มีกลิ่น มักอยู่บริเวณที่ dependent portion ของช่องคลอดคือ posterior fornix ต่างจากตกขาวผิดปกติที่มักอยู่ที่บริเวณผนังช่องคลอดด้านหน้าหรือด้านข้าง โดยสามารถสรุปไว้ได้ ดังนี้

  • มีสีขาวหรือใส และไม่มีกลิ่นเหม็น
  • ตกขาวจะใสและมีปริมาณมากในช่วงวันที่มีการตกไข่ ส่วนในช่วงที่เป็นประจำเดือน ตกขาวจะหนาและเหนียวข้น
  • ในระหว่างการตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีตกขาวมากกว่าปกติ
  • หลังวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงจะมีตกขาวน้อยลง

ตกขาวผิดปกติ

ตกขาวผิดปกติ (Pathologic vaginal discharge) มีสาเหตุจากอาการอักเสบ การติดเชื้อ เนื้องอก การแพ้สารเคมีและยา การบาดเจ็บของอวัยวะสืบพันธุ์  และอาการป่วยต่าง ๆ ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ การแพร่กระจายของเชื้อรา การติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ เป็นต้น

ลักษณะของตกขาวผิดปกติ

  • มีสีที่ต่างไปจากเดิม เช่น สีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู สีน้ำตาลหรือตกขาวมีเลือดปน และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ คล้ายกลิ่นเนื้อหรือปลาเน่า
  • ตกขาวเป็นก้อนหนา หรือมีตกขาวมากผิดปกติ
  • มีอาการอื่นปรากฏร่วมกับตกขาว เช่น มีอาการคันหรือเจ็บปวดบริเวณปากช่องคลอด เจ็บปวดตอนปัสสาวะ มีเลือดที่ไม่ใช่ประจำเดือนไหลออกจากช่องคลอด

อ่านต่อ>> คุณกำลังมีตกขาวแบบไหน สีอะไร เช็กด่วน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่