ฝากท้อง

แม่รีบไป! ฝากท้อง ที่ รพ.สต. รับนมจืดฟรี! 90 กล่อง

ข่าวดีสำหรับแม่ท้อง โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรก มหัศจรรย์แห่งชีวิต หากไป ฝากท้อง ที่ รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) รับนมจืดฟรี! 90 กล่อง

ข่าวดีสำหรับแม่ท้อง! ฝากท้อง ที่ รพ.สต. รับนมจืดฟรี! 90 กล่อง

กระทรวงสาธารณสุขได้จับมือ กับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ รวม 4 กระทรวง วางแผนบูรณาการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ขับเคลื่อน มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิต สร้างคนไทย 4.0 มีสุขภาพดี สติปัญญาดี แข็งแรง มีทักษะสูง และมีจิตใจที่งดงาม ดูแลตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ถึงคลอด และเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี 

ตั้งเป้าภายใน 5 ปี พ.ศ.2560-2565 เด็กไทยต้องมีไอคิว (IQ) คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 100 และร้อยละ 70  มีคะแนนอีคิว (EQ) เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ฝากท้อง

เพราะปัจจุบันอัตราการมีลูกของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 คน ซึ่งต่ำกว่าอัตราทดแทนทางประชากรซึ่งควรต้องอยู่ที่ 2.1 คน นอกจากนี้การเกิดส่วนหนึ่ง ยังเป็นการเกิดที่ด้อยคุณภาพ เนื่องมาจากการเกิดในแม่วัยรุ่นที่ไม่มีความพร้อม ขณะที่คนที่มีความพร้อมก็แต่งงานช้าลง มีลูกช้าลง และเมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของเด็กก็พบว่า… ในปี 2560 เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี มีพัฒนาการไม่สมวัยร้อยละ 23.2 ส่วนเด็กอายุ 3-5 ปี มีพัฒนาการไม่สมวัยสูงถึงร้อยละ 42 หรือ 1 ใน 3 ดังนั้น แม้จะมีอัตราการเกิดน้อย แต่ก็ต้องทำให้การเกิดนั้นมีคุณภาพมากที่สุด

อ่านต่อ > > “ไปฝากท้องกับโครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกแห่งชีวิต
สำคัญอย่างไร” คลิกหน้า
2

คนท้องยืนนานๆ

คนท้องยืนนานๆ กระทบลูกหรือไม่ เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง?

แม้ว่าร่างกายของผู้หญิงจะถูกสร้างขึ้นมาให้มีความอดทนกว่าผู้ชาย แต่ในขณะตั้งครรภ์ ทุกการกระทำที่แม่ท้องทำ ไม่ว่าจะเป็น การนั่ง การยืน หรือการเดิน ก็ล้วนแล้วแต่จะกระทบถึงลูกในท้องและตัวแม่ท้องเองทั้งสิ้น และ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีผลวิจัยมายืนยันว่าการที่ คนท้องยืนนานๆ จะกระทบกับอะไรได้บ้าง

คนท้องยืนนานๆ กระทบลูกหรือไม่ เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง?

สำหรับแม่ท้องหลาย ๆ ท่านที่ลักษณะการทำงานจะต้องยืนเป็นเวลานาน ๆ มักจะมีความกังวลว่า การที่ คนท้องยืนนานๆ นั้น จะทำให้แท้งได้หรือไม่ แม้ว่าวิจัยจะชี้ว่า การยืนนาน ๆ ไม่ได้เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด หรือ ทำให้ลูกในท้องมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ แต่การยืนนาน ๆ กลับเป็นสาเหตุให้ลูกในท้องมีความผิดปกติดังนี้

คนท้องยืนนาน
วิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า แม่ท้องที่ยืนนาน ลูกคลอดออกมาจะหัวเล็กกว่าเด็กอื่น

วิจัยชี้! คนท้องยืนนานๆ อาจทำให้ลูกมีศีรษะเล็กกว่าเด็กปกติ

จากผลวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า การที่ คนท้องยืนนานๆ อาจทำให้ลูกในท้องมีขนาดศีรษะเล็กกว่าเด็กทั่วไป เฉลี่ย 1 เซนติเมตร หรือ 3% เมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจานี้ แม่ท้องที่ทำงานมากกว่า 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อาจทำให้ลูกในท้องมีน้ำหนักน้อยกว่าเด็กที่เกิดจากแม่ท้องที่ทำงานน้อยกว่า 25 สัปดาห์ต่อชั่วโมง ถึง 100-200 กรัม เลยทีเดียว โดยการวิจัยนี้ วิเคราะห์จากการเจริญเติบโตของเด็กในท้องในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์ไม่ได้มีข้อห้ามไม่ให้ทำงานหรือยืนเลยนะคะ จากผลการวิจัย แม่ท้องที่ทำงานกลับมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ น้อยกว่าแม่ท้องที่ไม่ได้ทำงานเลย

จากผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ตั้งครรภ์ เราสามารถทำงานได้ตามปกติค่ะ เพียงแต่ไม่ความยืนนานจนเกินไป ควรนั่งพักหรือเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดจากการยืนนาน ๆ ต่อไปนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คนท้องยืนนานๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง?

เคล็ด(ไม่)ลับ สร้างลูกสุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์

แม่ตั้งครรภ์กินดีส่งต่อถึงลูกน้อยในครรภ์จริงหรือเปล่า? มีว่าที่คุณแม่มือใหม่ถามมาค่ะ ขอตอบว่า “จริง”เพราะการบำรุงดูแลลูกน้อยในครรภ์ ให้คลอดออกมามีสุขภาพแข็งแรง ส่วนหนึ่งสำคัญคือมาจากการดูแลโภชนาการอาหารการกินตลอด 40 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์

ซึ่งการกินอาหารดีมีประโยชน์ของแม่ที่ส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ไม่ใช่แค่ให้ในเรื่องการมีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ลูกมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ด้วยค่ะ ไปดูกันค่ะว่า ว่าที่คุณแม่มือใหม่จะช่วยสร้างลูกสุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์ได้อย่างไรกันบ้าง

 

สร้างลูกสุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์ แม่ตั้งครรภ์ต้องกินให้เป็น!!

อย่างที่บอกไปค่ะว่าคุณแม่สามารถ สร้างลูกสุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์ ได้ง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้นด้วยการกินให้เป็น หมายความว่าอะไร? กินให้เป็นคือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ คุณค่าสารอาหารครบ และอาหารที่ทานในทุกวันต้องสุก สดใหม่ สะอาดเป็นสำคัญด้วยนะคะ

สำหรับร่างกายของแม่ตั้งครรภ์จะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากอาหารส่วนหนึ่งที่ทานเข้าไปในร่างกายจะมีการส่งไปให้ลูกน้อยในครรภ์ เพื่อช่วยบำรุงและสร้างให้ลูกน้อยในครรภ์มีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตลอด 9 เดือนจนกว่าจะคลอดออกมา

การเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์มี 2 รูปแบบ หนึ่ง คือการเจริญเติบโตทางโครงสร้าง สอง คือการพัฒนา เกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกาย เช่น เมื่อคลอดออกมาแล้วจะแข็งแรง หรือเฉลียวฉลาดหรือไม่1

ซึ่งทั้งหมดนี้คุณแม่สามารถสร้างลูกน้อยในครรภ์สุขภาพแข็งแรงได้ด้วยการกินให้เป็น อาหารทุกอย่างต้องเลือกให้ดีที่สุดสำหรับสุขภาพร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อที่ลูกน้อยในครรภ์จะได้มีความแข็งแรง สุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์ค่ะ

สร้างลูกสุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์

และนี่คือกลุ่มสารอาหาร 5 หมู่ ที่แม่ตั้งครรภ์ต้องจัดสรรให้ร่างกายได้รับอย่างเพียงพอ และต้องได้รับอย่างสมดุลกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้รับคุณค่าโภชนาการสารอาหารอย่างครบถ้วนนั่นเองค่ะ ซึ่งสารอาหารแต่ละกลุ่มจะมีประโยชน์ และความจำเป็นขณะตั้งครรภ์ ดังนี้…

1. โปรตีน เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นในการสร้างอวัยวะ และส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ และจำเป็นต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกายของแม่ แหล่งอาหารกลุ่มนี้ เช่น เนื้อ ไข่ ถั่ว นม เนย เป็นต้น สำหรับแม่ตั้งครรภ์ร่างกายควรได้รับโปรตีนจากการทานอาหาร 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน3

*คุณแม่ที่ดื่มนมเป็นประจำก่อนตั้งครรภ์ สามารถดื่มนมในปริมาณเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนคุณแม่ที่ไม่เคยดื่มนมเลย หรือดื่มนมไม่สม่ำเสมอ แนะนำว่าควรดื่มในลักษณะวันเว้นวัน หรือเว้น 2 วัน ควรดื่มครั้งละแก้ว2

2. คาร์โบไฮเดรต สารอาหารกลุ่มนี้จะให้พลังงาน และความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งแหล่งอาหารกลุ่มนี้ก็คือ อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง พาสต้า สปาเก็ตตี้ บะหมี่ และของหวาน ฯลฯ มีข้อแนะนำในแม่ตั้งครรภ์คือควรจำกัดการทานของหวานที่มาจากทั้ง ขนมหวาน ผลไม้ที่ให้รสชาติหวานต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์พอดี เพื่อจะได้ไม่เสี่ยง ต่อการเกิดภาวะเบาหวานแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ พลังงานจากอาหารที่แม่ตั้งครรภ์ต้องการต่อวันควรได้รับประมาณ 1,600-2,000 แคลอรีต่อวัน4

3. ไขมัน คือหนึ่งในกลุ่มสารอาหารหลัก 5 หมู่ที่ร่างกายควรได้รับอย่างสมดุล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ อาหารในกลุ่มที่ย่อยสลายแล้วให้กรดไขมันอิ่มตัว และอีกกลุ่มคือกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งสารอาหารในกลุ่มนี้

แม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะไขมันไม่ว่าจะได้จากสัตว์ หรือพืช หากทานในปริมาณที่มากไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ ฉะนั้นควรทานให้สมดุลกันกับสารอาหารทุกหมู่ค่ะ

– กรดไขมันอิ่มตัว จะพบในอาหารที่ได้จากไขมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ซึ่งจะให้ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย

– กรดไขมันไม่อิ่มตัว จะพบในอาหารที่ได้จาก ปลาทะเล สาหร่ายทะเล และน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่ว ฯลฯ ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวจะอุดมด้วย ดีเอชเอ เออาร์เอ มีประโยชน์ต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในครรภ์

4. โฟเลต เป็นสารในกลุ่มวิตามินบี ที่มีความจำเป็นในการช่วยสร้างระบบประสาทส่วนกลางของลูกน้อยในครรภ์ให้มีความสมบูรณ์  ในร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับโฟเลตมาก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์

และได้รับต่อเนื่องเมื่อตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีความต้องการโฟเลตวันละ 400ไมโครกรัม สำหรับแหล่งอาหารที่อุดมด้วยโฟเลตจะมีอยู่ใน ผักใบเขียวทุกชนิด ดอกกุ่ยช่าย ผักกาดหอม กล้วยน้ำหว้า เนื้อสัตว์ ไข่ อาหารทะเล (กุ้ง หอย ปู ปลา) ตับหมู ตับไก่ เป็นต้น5

5. ธาตุเหล็ก มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ร่างกายแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับปริมาณธาตุเหล็ก 30 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับแหล่งอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ ตับ ไข่แดง เนื้อสัตว์ ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ ถั่วแดง ถั่วดำ ข้าวโอ๊ต ผักใบเขียวเข้ม ข้าวกล้อง เป็นต้น6

6. แคลเซียม มีส่วนสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงทั้งของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ในแม่ตั้งครรภ์มีความต้องการปริมาณแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม แหล่งอาหารที่มีแคลเซียม ได้แก่ นม ชีส ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ผักคะน้า บร็อกโคลี ปลาตัวเล็กตัวน้อย กุ้งแห้ง งา เต้าหู้ อัลมอนด์  ปลาแซลมอน เป็นต้น7

เห็นไหมค่ะว่าการสร้างลูกน้อยในครรภ์ให้มีความสมบูรณ์พร้อมในทุกพัฒนาการ และที่สำคัญคือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแค่คุณแม่รับประทานอาหารให้ครบประโยชน์จากอาหาร 5 หมู่ เท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายได้โภชนาการคุณค่าสารอาหารครบถ้วนแล้วค่ะ และเพื่อให้ 1,000 วันแรกที่ตั้งครรภ์ มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ แนะนำว่าควรบำรุงร่างกายด้วยนมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรอย่างสม่ำเสมอตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือนด้วยนะคะ

 

นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์สำคัญ ดื่มแล้วร่างกายได้สารอาหารที่จำเป็น

นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร จะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแม่ตั้งครรภ์อย่างมาก อาทิเช่น จุลินทรีย์มีประโยชน์ โฟเลต แคลเซียม ธาตุเหล็ก และดีเอชเอ การดื่มนมขณะตั้งครรภ์ก็ สำคัญมากๆ โดยเฉพาะการดื่มนมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่จะช่วยให้ร่างกายได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างหลากหลายค่ะ

ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มีความแข็งแรงสมบูรณ์พร้อม แนะนำว่าให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหมู่ในทุกวัน แล้วเสริมด้วยการดื่มนมให้ได้อย่างน้อย 2-3 วันต่อสัปดาห์ หรือจะดื่มเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 แก้ว ก็ได้เช่นกันค่ะ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

1,2รศนพวิทยา ถิฐาพันธ์.*อาหารการกินขณะตั้งครรภ์.หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอดสำหรับคุณแม่ยุคใหม่.หน้า124-127

3,4คุณพีระพรรณ โพธิ์ทอง โภชนากร นักกำหนดอาหารวิชาชีพ.อาหารช่วงตั้งครรภ์ โภชนาการช่วงตั้งครรภ์.haamor.com

5,6,7แพทย์หญิงปิยะรัตน์ สัมฤทธิ์ประดิษฐ์.อาหารกับการตั้งครรภ์.หนังสือคู่มือตั้งครรภ์ทันสมัย.หน้า 80

 

ลูกไอตอนกลางคืน

ลูกไอตอนกลางคืน ไอหนัก ไอถี่ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

ลูกไอตอนกลางคืน เพราะเป็นหวัดที่เกิดจากไวรัส หรือไอเพราะอาการภูมิแพ้กำเริบ หรือไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด หากแม่ ๆ ลองสังเกตดูดี ๆ อาการไอจะสามารถบ่งบอกได้ว่าลูกกำลังเป็นโรคอะไรอยู่

ลูกไอตอนกลางคืน ไอหนัก ไอถี่ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

อาการไอในเด็ก เป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะไอหนัก ไอถี่ หรือตื่นขึ้นมาไอเพราะมีเสมหะอุดหลอดลม ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคต่าง ๆ ทั้งสิ้น โดยสามารถเป็นได้ตั้งแต่โรคหวัด จนถึงสัญญาณอันตรายของโรคร้ายแรงได้ บทความนี้จึงอยากให้แม่ ๆ ได้สังเกตความแตกต่าง ลักษณะการไอ เสียงไอ และความรุนแรงของการไอ เพื่อนำไปแจ้งกับหมอ เพื่อให้หมอได้วินิจฉัยว่าไอแบบนี้ บ่งบอกว่าเป็นโรคอะไรได้บ้าง

ลักษณะอาการไอ
คุณแม่ควรสังเกตลักษณะและความรุนแรงของการไอของลูก เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัย

ชนิดและลักษณะของการไอ

  1. ไอแห้ง ๆ เด็กที่มีอาการไอแบบแห้ง ๆ จะไอแบบมีหรือไม่มีเสมหะเหนียวข้นติดอยู่ก็ได้ แต่ลักษณะอาการไอชนิดนี้จะไอบ่อย ไอถี่ มักจะเกิดจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในหลอดลม เช่น ไรฝุ่น ไวรัสหวัด เป็นต้น จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการระคายเคือง และไปกระตุ้นให้กลไกการป้องกันตนเองของร่างกายทำงาน ทำให้มีอาการไอเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกมานั่นเอง
  2.  ไอติด ๆ กันบ่อย ๆ เด็กที่มีอาการไอแบบนี้จะ ไอแบบแห้ง ๆ ติดต่อกันเป็นจังหวะรัวเร็ว พร้อมกับอาการหายใจไม่ค่อยสะดวก อาจเป็นเพราะระบบทางเดินหายใจกำลังเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ
  3.  ไอหนัก ๆ แต่เป็นช่วงสั้น ๆ เด็กที่มีลักษณะอาการไอแบบนี้ จะไม่ไอตลอดทั้งวัน จะมีอาการไออย่างรุนแรงเป็นช่วง ๆ เช่น ช่วงที่รับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ หรือไอทุกครั้งที่นอน เป็นต้น
  4.  ไอเรื้อรัง อาการไปแบบนี้มักจะมีเสมหะปนมาด้วย โดยอาการไอเรื้อรังนี้จะเป็นไม่หายซักที และอาการไอไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง หรือมีอาการดีขึ้นตามลำดับเลย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ลูกไอตอนกลางคืน ไอหนัก ไอถี่ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

เป็นสาวก่อนวัย

กรมอนามัยเผย! กินไขมันมากไป เสี่ยงโรค “เป็นสาวก่อนวัย”

ก่อนหน้านี้เราทราบกันมาว่าฮอร์โมนที่ตกค้างในไก่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กโต เป็นสาวก่อนวัย ล่าสุด กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขได้เผยว่า ตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กไทยโตเกินไว คือการทานอาหารที่มีไขมัน เช่น ของทอด มากไปต่างหาก

กรมอนามัยเผย! กินไขมันมากไป เสี่ยงโรค “เป็นสาวก่อนวัย”

โดยวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยว่า เด็กไทยที่ทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด จนมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรค เป็นสาวก่อนวัย ได้ จึงได้แนะนำให้เด็กไทย ทานอาหารที่หลากหลาย เพิ่มผักและผลไม้ในทุกมื้ออาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัย โดยแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวไว้ดังนี้
จากกรณีข้อมูลที่แชร์บนโลกออนไลน์ เรื่องการบริโภคไก่ ส่งผลให้เด็กเข้าสู่วัยสาวเร็วกว่าปกติ และส่งผลต่อการเจริญเติบโต ความจริงแล้วการมีภาวะเป็นสาวเร็วกว่าวัยเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ กรรมพันธุ์ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปจากอดีต ซึ่งปัจจุบันเด็กมีการบริโภคอาหารไขมันสูงเพิ่มขึ้น เช่น อาหาร fast food ทำให้มีปัญหาเรื่องอ้วน ซึ่งมีส่วนทำให้เป็นสาวเร็วก่อนวัย เพราะไขมันเป็นองค์ประกอบหลักของฮอร์โมนเพศหญิง หากได้รับไขมันมากเกินไป ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเพศหญิงออกมาเร็วกว่าปกติ
แพทย์หญิงอัมพร กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 30,683 ตัวอย่างต่อปี ไม่พบการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต และได้มีการจัดทำมาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมปศุสัตว์ทั้งหมด และการใช้ฮอร์โมนเร่งโตเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 417 /2528 ลงวันที่ 23 กันยายน 2529 เพิกถอนทะเบียนตำรับยาสำหรับสัตว์ Hexoestrol ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ใช้ในสัตว์ปีก หากมีการลักลอบใช้ ถือว่าผิดกฎหมาย ในกรณีเด็กที่เป็นสาวก่อนวัยควรเข้ารับการตรวจเฉพาะทางคลินิกเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เช่น การตรวจความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เนื่องจากเป็นแหล่งสร้างและหลั่งฮอร์โมนเพศ เป็นต้น
“ทั้งนี้ วิธีป้องกันการเกิดภาวะเป็นสาวก่อนวัยคือ เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ ลดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด กินอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ปริมาณพอเหมาะ มื้อละ 2-3 ช้อนกินข้าว ที่สำคัญคือ ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณพอเหมาะ ดื่มนมรสจืดวันละ 2 แก้ว รวมถึงการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม หรือออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อยหอบอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน นอนหลับให้เพียงพอ จะทำให้เด็กสูงดีสมส่วน สุขภาพแข็งแรง มีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

เป็นสาวก่อนวัย โรคที่อาจพาอันตรายมาสู่ลูกได้!

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเด็กวัย 8-13 ปี เป็นเรื่องปกติ แต่หากความเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นก่อนวัยที่ควรจะเปลี่ยนน เช่น มีไตเต้านมขึ้นก่อนอายุ 8 ปี หรือมีประจำเดือนก่อนอายุ 9 ปี ในเด็กผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณพ่อคุณแม่จะมองข้ามได้ หรือคิดว่าเด็กสมัยนี้โตเร็วเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว นะคะ เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ลูก ๆ กำลังเป็นโรค เป็นสาวก่อนวัย (เป็นหนุ่มก่อนวัย) ได้ และโรคนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของตัวลูกเองเท่านั้น ยังเป็นตัวการที่ทำให้ลูกเตี้ยกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรค เป็นสาวก่อนวัย คืออะไร? สาเหตุมาจากอะไร?

ท่องโลก ไดโนเสาร์ สวนนงนุช

ชวนลูกสนุกกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษในโลกล้านปีกับ ไดโนเสาร์ สวนนงนุช

ไดโนเสาร์ สวนนงนุช เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่เด็กๆ จะได้สัมผัสชีวิตของสัตว์โลกล้านปี รับรองว่าจะต้อง “ว้าว” แน่นอน การได้เจอ สัตว์ในตำนาน ตัวใหญ่ ไซส์ยักษ์สักครั้งเป็นความฝันที่ทำให้แฟนคลับตัวน้อยมีความสุขที่สุด คุณพ่อคุณแม่ลองหาโอกาสพาลูกไปสัมผัสบรรยากาศแห่งดินแดนเมื่อ 65 ล้านปีก่อน พร้อมกับเรียนรู้บทสนทนาและคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ไดโนเสาร์ สวนนงนุช ส่วนจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูอ. คริส แนะนำกันค่ะ

อีกหนึ่งวิธีที่ปลูกฝังให้ลูกชอบเรียนภาษาอังกฤษ และพัฒนาสู่ไปเป็นเด็กสองภาษาแบบไม่ต้องบังคับ  คือการเรียนจากสิ่งที่รัก เมื่อเด็กๆ เพลิดเพลินกับเรื่องที่สนใจ ซึ่งสอดแทรกคำศัพท์หรือประโยคภาษาอังกฤษเอาไว้ พวกเขาจะซึมซับความรู้ได้อย่างเต็มที่ และสนุกกับการพูดคุยด้วยภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติด้วย

ทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆนำเสนอกับ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง และในฐานะคุณพ่อลูก 2  อ.คริสจึงมีเทคนิคช่วยคุณพ่อคุณแม่ สอนลูกเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และพูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้นอย่างแน่นอน

รวมคำศัพท์จากโลก ไดโนเสาร์ สวนนงนุช เสริมจินตนาการลูกน้อย

ถึงลูกจะไม่ได้สัมผัสกับไดโนเสาร์มีชีวิตแล้ว แต่ความใหญ่โต และรูปร่างแปลกตาที่ต่างไปจากสัตว์ในโลกปัจจุบัน ถ้าได้ไปเที่ยวที่สวนนงนุช ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือเด็กผู้ชายตกหลุมรัก ไดโนเสาร์ สวนนงนุช เอาง่ายๆ บางคนชอบมากถึงขนาดเป็นแฟนคลับตัวยง สะสมของเล่น ท่องจำชื่อและสายพันธุ์ของไดโนเสาร์ได้ละเอียดยิบ

หุบเขา ไดโนเสาร์ สวนนงนุช พัทยา เป็นอีกสถานที่รวบรวมประติมากรรมไดโนเสาร์จำลองที่ใหญ่สุดในประเทศด้วยพื้นที่ถึง 25 ไร่ เต็มไปปูนปั้นไดโนเสาร์มากถึง 42 สายพันธุ์ ให้หนูๆ เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปคู่กับไดโนเสาร์ตัวโปรดได้เต็มที่

ก่อนจะไปชมคลิปอ.คริส กับความน่ารักแสนซน ของน้องวิน เรามาเตรียมตัวให้พร้อม ด้วยการเรียนคำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษของ ไดโนเสาร์ สวนนงนุช น่าสนใจ เป็นการอุ่นเครื่องสักหน่อยดีกว่า

 

field trip
คำศัพท์ภาษาอังกฤษของไดโนเสาร์

 

roar
คำศัพท์ท่าทางของไดโนเสาร์

 

watch out
คำเตือนเมื่ออยู่ใกล้ไดโนเสาร์

 

scary
ไดโนเสาร์ตัวใหญ่ ใครก็กลัว

 

horn
เขาของไทรเซอราทอปส์

 

                  ชมคลิปอ.คริสกับน้องวิน ท่องโลก ไดโนเสาร์สวนนงนุช พร้อมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ

เคล็ดลับ พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เดินป่าให้สนุกไม่งอแง โดย พ่อเอก

ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งในการเลี้ยงดูลูกของคุณพ่อคุณแม่ยุคปัจจุบันก็คือ การพาลูกเที่ยว เพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ และที่สำคัญการ พาลูกเที่ยวธรรมชาติ ออกไปสู่สายลมแสงแดด มันจะช่วยให้ลูกห่างจากจอได้ด้วย เพราะปัจจุบันเด็กๆ มักเรียกร้องหาจอ อุปกรณ์แสนสะดวก (ในระยะสั้น) สำหรับการให้ลูกอยู่นิ่ง แต่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ช่วงที่พี่ปูนปั้นยังอยู่ในวัย ขวบแรกถึงสองขวบ สถานที่ต่างจังหวัดใกล้ๆ ที่เรามักพาไปเที่ยวซ้ำๆ ก็คือ ทะเล โดยมีหัวหินเป็นจุดหมายหลัก เพราะหาที่พักง่าย และบ้านเราอยู่โซนใกล้พระราม 2 จึงสะดวก ขับไป ชั่วโมงกว่า 2 เร็วกว่าเข้าเมืองเวลารถติดเสียอีก พอวันหนึ่งได้คุยกับคุณหมอที่ดูแลปูนปั้นมาตั้งแต่คลอด คุณหมอจึงแนะนำว่า เด็กๆ ทุกคนชอบเที่ยวทะเล แต่เที่ยวให้หลากหลายเด็กจะได้เรียนรู้มากกว่า จากนั้นเราจึงเปลี่ยนสถานที่ พาลูกเที่ยวธรรมชาติ ให้มีส่วนผสมหลากหลายมากขึ้น

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เดินป่าครั้งแรก ที่น้ำตกขุนกรณ์

มาปีนี้จึงมีโอกาสได้ลองให้พี่ปูนปั้นกับปั้นแป้งได้ทดลองการท่องเที่ยวแบบที่ต่างออกไป เราพาทั้ง 2 คนไป “เดินป่า” โดยทริปแรก เราจัดทริปชวนเพื่อนๆ ไป ‘ห้องเรียนพ่อแม่’ ของคุณหมอ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่เชียงราย เราจึงได้โอกาสไปเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์ เส้นทางไปน้ำตกเป็นป่า ทางเดินอาจจะไม่ยากสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กวัย 5 ขวบกว่าและ 2 ขวบในตอนนั้นก็ไม่ง่ายเลย เพราะเส้นทางเฉอะแฉะและลื่นพอสมควรจากฝนที่ตกในคืนก่อนหน้า แต่เด็กทั้ง 2 ก็เดินผ่านมาได้ ระยะไปกลับประมาณ 3 กิโลเมตร พี่ปูนปั้นเดินเองทั้งไปและกลับ แม้จะเดินไปบ่นไปก็เถอะ ส่วนปั้นแป้งเดินเองขาไป แต่ต้องใช้พลังในการหลอกล่อชวนคุยชวนดูโน่นนี่ไปตลอดทาง ส่วนขากลับสาวน้อยเดินได้สักพักก็งอแง พออุ้มก็ง่วงผล็อยหลับไปเลย

พาลูกเที่ยวน้ำตก
เดินป่าทริปแรก เส้นทางไปน้ำตกเป็นป่า ไม่ยากสำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กๆ

พาลูกเดินป่า ครั้งที่ 2 บนเขาใหญ่

เมื่อทริปแรกผ่านไปด้วยดี จึงชวนลูกๆว่าไปเดินป่าอีกมั้ย คราวนี้เราไปที่ กม.42 บนเขาใหญ่ เส้นทางไปกลับประมาณ 4 กิโลเมตร เราจัดทริปไปกับ เบิกบานบุรี จึงได้ความรู้ไม่น้อยทั้งคุณลูก คุณแม่และคุณพ่อ ได้เห็นรอยกรงเล็บหมีที่ทิ้งรอยข่วนต้นไม้ไว้ ได้เห็นแมงและแมลงแปลกๆ เช่น แมงมุมใยทองที่เราเอาใยมาทำเสื้อกันกระสุน แมลงกระสุนพระอินทร์ที่เพิ่งเคยได้ยินและเห็นครั้งแรกในชีวิต ได้รู้จักเฟิร์นโบราณที่มีชีวิตยาวนานมาเป็นอาหารของไดโนเสาร์กินพืชอย่าง เฟิร์นนกกะลิง เป็นต้น เมื่อเดินถึงจุดหมายขาไป เราได้เจอต้นไม้ยักษ์ก็นั่งทานข้าวและปีนต้นไม้กันเป็นที่สนุกสนาน แน่นอนว่าไปกลับ 4 กิโลเมตรในป่าไม่ใช่เรื่องง่าย ขากลับโดยเฉพาะกิโลเมตรสุดท้ายก็ต้องเชียร์กันเหนื่อยทีเดียว

อ่านต่อ เคล็ดลับพาลูกเดินป่า ให้สนุกไม่งอแง คลิกหน้า 2

“ดิปอะโวคาโดกับผักสติ๊ก” เมนูฝึกเคี้ยว เอาใจลูกวัย 1-2 ขวบ (มีคลิป)

เมนูฝึกเคี้ยว น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่เหมาะวัยเตาะแตะ ช่วงอายุประมาณ 12-15 เดือนขึ้นไป  คุณแม่จะเห็นพัฒนาการของลูกน้อยในวัยนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งการยืนขึ้นเองได้เร็วขึ้น ก้าวเดินถนัดขึ้น ชอบปีนป่าย และใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับสิ่งของได้แบบสบายๆ เขาจึงสนุกกับการหยิบอาหารกินด้วยตัวเองแทนการให้คุณแม่ป้อนกินอาหารบดเหมือนก่อน

เช็กสูตร เมนูฝึกเคี้ยว ชวนลูกกินผักพร้อมคลิป

ดิปอะโวคาโดกับผักสติ๊ก

ทารกเริ่มหยิบอาหารเข้าปากได้เองตั้งแต่อายุ 6-7 เดือน พออายุได้ 8-9 เดือน เด็กส่วนใหญ่จะหยิบของชิ้นเล็กๆ อย่างผักผลไม้เนื้อนิ่ม หรือเต้าหู้ใส่ถาดได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กรู้จักใช้ช้อนตักอาหารเมื่ออายุ 1 ขวบ เมื่อลูกมีฟันกรามขึ้นมาตอนอายุ 15 เดือนแล้ว ก็พร้อมจะกินอาหารได้คล้ายกับคนอื่นๆในบ้าน เพียงแค่หั่นให้เล็กกว่าที่ผู้ใหญ่กิน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้สำลักลงหลอดลมง่าย เช่น เมล็ดข้าวโพด หรือถั่ว ก็พอ

การเตรียม เมนูฝึกเคี้ยว ไว้ให้ลูกหยิบอาหารด้วยตัวเอง นอกจากจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กแล้ว ยังลูกๆยังมีโอกาสได้รู้จักกับเนื้อสัมผัส และรสชาติของอาหารด้วย

เด็ก 1 ขวบหัดเคี้ยวผัก
เด็กวัยนี้เริ่มหยิบจับของกินเข้าปากได้เอง

 

ทำไมเด็กต้องฝึกเคี้ยวก่อน 1 ขวบ

การเคี้ยวเป็นก้าวแรกของลูกที่ต้องเรียนรู้ในการกินอาหาร หากลูกเคี้ยวไม่เป็นก็ไม่สามารถกินอาหารตามปกติได้เมื่อโตขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุครบ 1 ปี นมที่เคยเป็นอาหารหลักจะไม่เพียงพอกับความต้องการอีกต่อไป หากคุณแม่ให้ลูกกินแต่อาหารปั่น เพราะห่วงเรื่องสำลักหรือความสะอาดมากจนเกินไป อาจกลายเป็นการขัดขวางพัฒนาการนี้แบบไม่รู้ตัว ยิ่งทำให้ลูกสำลักบ่อยๆ หรือกินอาหารยากขึ้นด้วย

MUST READ: เมนูดีช่วย ฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหาร 

คุณแม่สามารถเตรียม เมนูฝึกเคี้ยว ให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน  ด้วยการตักอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวและกลืนให้ลูกดูว่าต้องทำอย่างไร จากนั้นให้ลูกเริ่มฝึกกลืนอาหารเนื้อข้นหนืดจนคล่องดี เมื่อสังเกตว่าลูกมีเริ่มคันเหงือก อยากงับ อยากเคี้ยว ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นอาหารเนื้อหยาบ ซึ่งลูกจะเริ่มหัดเคี้ยวเองตามธรรมชาติ เพราะกลัวติดคอ

เมื่อถึงวัย 12-15 เดือน เด็กรู้สึกอยากเลียนแบบพฤติกรรมคนรอบตัวมากขึ้น คุณแม่ควรใช้ช่วงนี้ฝึกหยิบและกินอาหารด้วยตัวเอง หากปล่อยโอกาสทองนี้ไป เขาจะไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการกินอาหารเองอีก นอกจากนี้อาจกระตุ้นให้เด็กหัดใช้ช้อนมากขึ้น เริ่มแรกอาจหกเลอะเทอะไปบ้าง คุณแม่ควรใจเย็นแล้วปลอกให้เขามีเวลา 1 – 2 นาทีกับอาหารตรงหน้า ถ้ายังไม่สำเร็จเสียที จนลูกหิวจัด เด็กจะยอมตักอาหารได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

อ่าน การเลือกและล้างผักให้เหมาะกับเมนูฝึกเคี้ยว หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ขอบคุณข้อมูลจาก : baby.haijai.com

เสียงหัวใจทารกในครรภ์

“อุ้ม” เผยร้องไห้เมื่อได้ยิน เสียงหัวใจทารกในครรภ์ ครั้งแรก

หลังประกาศข่าวดีให้แฟน ๆ ได้ร่วมยินดีกับชีวิตน้อย ๆ ที่กำลังจะมาเกิดในครอบครัว “อุ้ม ลักขณา และ บอล กฤษณะ อมิตรสูญ” วันนี้คุณอุ้ม ได้เผยลงใน Instagram ส่วนตัวถึงความรู้สึกสุดซึ้งและสุดประทับใจเมื่อได้ยิน เสียงหัวใจทารกในครรภ์ เป็นครั้งแรก

“อุ้ม” เผยร้องไห้เมื่อได้ยิน เสียงหัวใจทารกในครรภ์ ครั้งแรก

ในวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา คุณอุ้ม ลักขณา ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 7 สัปดาห์ ได้แชร์วิดีโอแสดงถึงการอัลตร้าซาวน์เพื่อฟัง เสียงหัวใจทารกในครรภ์ พร้อมทั้งบรรยายความรู้สึกเมื่อได้ยินเสียงหัวใจลูกเป็นครั้งแรก ดังนี้

7weeks3day 🤰🏻 มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากเลยเนอะ ที่ได้ยินเสียงหัวใจอีกดวงอยู่ในท้องของเรา น้ำตาไหลออกมาเองตอนได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้น 😭😍 ความสุขของมนุษย์แม่สินะ #mamaaummypregnant

mamaaummypregnant
คุณอุ้ม ลักขณา ได้บรรยายถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินเสียงหัวใจลูกเป็นครั้งแรก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ได้ยิน เสียงหัวใจทารกในครรภ์ ครั้งแรกเมื่อไร? ไม่ได้ยินเสียงหัวใจลูกทำอย่างไร?

เปลี่ยนชื่อลูก

เปลี่ยนชื่อลูก ที่ไหน ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

หากอยาก เปลี่ยนชื่อลูก เพียงคุณแม่คนเดียวก็สามารถทำได้ แต่จะต้องไป เปลี่ยนชื่อลูก ที่ไหน และใช้เอกสารอะไรบ้าง? ในการ เปลี่ยนชื่อลูกในสูติบัตร Amarin Baby & Kids มีคำตอบให้ค่ะ

ครบทุกขั้นตอน “เปลี่ยนชื่อลูก”
ต้องไปที่ไป ใช้เอกสารอะไรบ้าง ดูได้ที่นี่!

ชื่อ คือ สิ่งที่ใช้เรียกแทนตัวเรา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเรา และทำให้ผู้อื่นจดจำเราได้ ซึ่งชื่อนั้นก็มีหลายรูปแบบตั้งแต่หนึ่งพยางค์ ไปจนถึงสี่ หรือห้าพยางค์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นพ่อและแม่ ที่เป็นผู้ตั้งให้ ในบางคนอาจมีเกจิอาจารย์ หรือญาติผู้ใหญ่เป็นผู้ตั้ง ซึ่งจะมีความหมายที่ดี มีความเป็นสิริมงคลต่อเจ้าของชื่อ

อีกทั้งยังมีความเชื่อกันว่า ชื่อ ยังมีส่วนช่วยทำให้ดวงชะตาของลูกสามารถดีขึ้นได้บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงดวงชะตาของลูกน้อยในแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เตรียมตัวใน การตั้งชื่อลูกมาให้ดีตั้งแต่เริ่ม ก็อาจมีความไม่ค่อยประทับใจในชื่อของลูกเท่าไหร่ หรืออาจมีเหตุเกิดขึ้นกับลูกน้อย (มีคนทักชื่อไม่ดี) เช่น ลูกป่วยบ่อย หรือมีเรื่องราวไม่ดีมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ลงกับชีวิตลูก

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีความเชื่อในเรื่องนี้ ก็จะทำให้เกิดความคิด อยาก เปลี่ยนชื่อลูก ขึ้นมา โดยหวังว่าจะทำให้เกิดเรื่องราวดีๆ ขึ้นกับชีวิตของลูกน้อยบ้าง ซึ่งแท้จริงการเปลี่ยนชื่อลูก หรือนามสกุล นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย เพียงคุณพ่อคุณแม่เตรียมชื่อดี ชื่อมงคล สำหรับลูกน้อยไว้ และรู้ขั้นตอนหรือหลักในการตั้งชื่อ ตาม พ.ร.บ. การเปลี่ยนชื่อของคนไทย ก็สามารถทำเรื่องพร้อมยืนเอกสารเสร็จได้ภายในครึ่งวันเท่านั้น

⇒ Must read : ตั้งชื่อลูกเพราะๆ ชื่อลูกชาย ชื่อลูกสาว ชื่อจริง ชื่อเล่น ที่เดียวครบ

⇒ Must read :โปรแกรมตั้งชื่อลูก ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ตั้งชื่อลูกเพราะๆ ความหมายดี

⇒ Must read :การตั้งชื่อลูก คิดให้ดีก่อนส่งผลกระทบต่อจิตใจในอนาคต

ว่าแต่ การเปลี่ยนชื่อลูก จะมีวิธีอย่างไร ต้องไปที่ไหน และใช้เอกสารอะไรบ้าง ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบให้ค่ะ

 

อ่านต่อ “ขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อลูกในสูติบัตร” คลิกหน้า 2

5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้

TOP 5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้

เพราะการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมนและการเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ ต้องทำให้คุณแม่ท้องต้องเผชิญกับอาการต่างๆ แต่เชื่อไหมคะว่า ทุกอย่างป้องกัน หรือบรรเทาลงได้ด้วยฝีมือคุณแม่เอง เราจึงขอแนะนำ 5 อาการยอดฮิตที่คุณแม่ป้องกันและรับมือได้ เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงหรือทำให้คุณแม่ไม่สบายจนส่งผลต่อสุขภาพได้

 

5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้…

ไม่ว่าจะท้องแรกหรือท้องสองก็มักพบว่า 5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้ สบายๆ ถ้ารู้เท่าทันอาการคุณแม่ท้องก็สามารถแก้ไข และบรรเทาอาการได้ไม่ยากค่ะ ไม่ดูกันค่ะว่า 5 อาการยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์นั้นมีอะไรบ้าง แล้วคุณแม่ท้องต้องรับมือยังไงให้อยู่หมดกันค่ะ

5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้

แพ้ท้อง เกิดจากกลไกของร่างกายคุณแม่และฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากรกในขณะตั้งครรภ์ ทำให้คุณแม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

เวียนศรีษะ พะอืดพะอม เหม็นอาหาร

พร้อมรับมือ…

– กินอาหารน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ ทานอาหารที่ย่อยง่ายมีสารอาหารที่มีคุณค่า เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

– เช้าตื่นนอนอาจดื่มน้ำผลไม้สดกับขนมปังกรอบหรือจิบน้ำขิงอุ่นๆ

– พยายามหาอาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทานเล่นระหว่างวัน

– ทานยาแก้แพ้ท้องและยาวิตามินบี 6  ตามแพทย์สั่ง เพื่อบรรเทาอาการ

5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้

ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง คุณแม่จะมีอาการจุกเสียดท้อง เริ่มจากกระเพาะไปสู่หลอดอาหาร สาเหตุจากเกิดจากหลายปัจจัย

ทั้งอาหารย่อยช้า มีกรดในกระเพาะอาหารมาก และการที่มดลูกที่ไปดันกระเพาะอาหาร

พร้อมรับมือ…

– ทานอาหารที่ย่อยง่าย งดเว้นอาหารที่ย่อยยาก เช่นอาหารมันๆ และควรแบ่งทานอาหารเป็นมื้อย่อย บ่อยๆ มื้อ วันละ 5-6ครั้ง

– หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร งดอาหารที่ทําให้เกิดแก๊ส และอาหารรสจัด

– งดรับประทานอาหารก่อนออกกําลังกาย งดดื่มสุรา และสูบบุหรี่

5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้

ตะคริว สาเหตุเกิดจากการขาดแคลเซียม ร่วมกับมีเลือดไหลมาคั่งอยู่ที่บริเวณน่องมากขึ้นทําให้กล้ามเนื้อหดตัว คุณแม่จะมีอาการน่องแข็ง เจ็บปวด มักจะเกิดในช่วงกลางคืน

พร้อมรับมือ…

– กินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่ม เช่น ดื่มนม วันละ 1-2 แก้ว โยเกิร์ต ปลาเล็ก ปลาน้อย ปลาป่น กุ้งแห้ง ผักใบเขียวเข้มและกินยาแคลเซียมตามแพทย์สั่ง

– เมื่อเป็นตะคริว พยายามเหยียดขาออกไปให้ตึงที่สุด และดัดปลายเท้าให้กระดกขึ้นไว้นาน 20 – 30 วินาทีอาการตะคริวจะค่อยๆ หายไป

5 อาการแม่ท้อง ที่พร้อมรับมือได้

ปวดหลัง สาเหตุเกิดจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากขึ้นทําให้หลังคุณแม่ต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากจนปวดหลัง

พร้อมรับมือ…

– ใส่รองเท้าส้นเตี้ย และพยายามเดิน ลุก นั่งในท่วงท่าที่หลังตรง ถูกต้อง

– ไม่ยกของหนัก ไม่ก้มยกของ และไม่ควรยืนนาน หมั่นออกกําลังบริหารกล้ามเนื้อ

– นั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงและหาหมอนใบเล็กๆหนุนที่หลัง ที่นอนต้องไม่แข็งเกินไป

 

ท้องผูก เป็นอาการยอดฮิตที่เกิดได้จากหลายสาเหตุทั้ง ภูมิคุ้มกันของคุณแม่ที่ลดลง ฮอร์โมนที่ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้า มดลูกไปกดทับหรือ เบียดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงการกินอาหารที่มีกากใยน้อย ทำให้คุณแม่ขับถ่ายลำบาก หรือบางคนท้องผูกมากต้องเบ่งถ่าย เป็นเวลานาน จนอาจทำให้เป็นริดสีดวงทวารได้ด้วย

พร้อมรับมือ…

– ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา อย่ากั้นอุจจาระโดยไม่จำเป็น และพยายามเคลื่อนไหวออกกำลังกายเช่น เดิน หรือบริหารร่างกาย

เบาๆ เพื่อช่วยกระตุ้นลำไส้คุณแม่ให้ทำงานได้ดีขึ้น 1,2,3

– ปรับวิธีในการทานอาหารเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันและ บรรเทาอาการท้องผูกให้คุณแม่ได้ดี นั่นคือ

  • ทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้เป็นประจำทุกวัน ทุกมื้อ อาทิ กินผักมื้อละ 2 ทัพพี กินผลไม้มื้อละ 2 ส่วน (ผลไม้

1 ส่วนเท่ากับกล้วยน้ำว้า 1 ผล/ ส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง/ เงาะ 4 ผล/ มะละกอ 6 ชิ้นพอคำ) 4

  • เลือกดื่มนมและอาหารที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เช่น ทานโยเกิร์ตที่มี

ส่วนประกอบของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือนมที่มีจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่มีประโยชน์ เช่น L.rhamnosus  (LGG), L.reuteir, B.lactis, B.infantis

  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยเพิ่มประมาณน้ำในร่างกาย ช่วยในการขับถ่ายได้มากขึ้น

 

 

 


ข้อมูลอ้างอิง :    1. 7 อาการป่วนตอนท้อง (http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/513_1.pdf)

  1. คู่มือโรงเรียนพ่อแม่ฉบับหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  2. คู่มือ สุขใจ ได้เป็นแม่ กองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ(UNFPA)
  3. โปสเตอร์โภชนาการหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลูกมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 2,500 กรัม เอกสารเผยแพร่ กรมอนามัย สำนักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข
อาหารช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย

สุดยอด “อาหารช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย”

อาหารช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย จะมีอะไรบ้างที่เด็กๆ ในวัยกำลังเจริญเติบโตควรได้รับอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ครั้งนี้เรามีมาฝากให้คุณแม่ได้เตรียมพร้อมไว้สำหรับบำรุงลูกน้อยให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย และสมองที่เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

เด็กๆ ที่อยู่ในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไปมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับโภชนาการสารอาหารที่นอกเหนือจากนมแม่อย่างหลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างพัฒนากระดูก ฟัน เซลล์ สมอง อวัยวะต่างๆ ทั้งภายใน ภายนอก ระบบเลือด ฯลฯ ให้ทำงานได้ดี และเจริญเติบโตขึ้นอย่างสมวัย

 

อาหารช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย เติบโตแข็งแรงเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากอยากให้ลูกน้อยเติบโตสมวัยมีพัฒนาการดีทุกด้าน อาหารช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย ที่คุณแม่ควรมีติดตู้เย็นพร้อมทำ หรือเตรียมให้ลูกได้รับประทานกันอย่างต่อเนื่อง เรามีมาแนะนำกันตามนี้เลยค่ะ

1. ข้าว

จัดอยู่ในกลุ่มสารอาหารคาร์โบไฮเดรต จะให้พลังงานที่ดีแก่ร่างกาย เด็กๆ จะมีแรงพลังในการเรียน การทำกิจกรรม เล่นกีฬา ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงแนะนำว่าควรเตรียมอาหารทั้ง 3 มื้อหลักที่ต้องมีคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารหลัก ซึ่งอาจจะเป็นข้าวสวยทานกับเมนูต่างๆ หรือในบางมื้ออาจเป็นเมนูเส้น เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ สปาเก็ตตี มักกะโรนี ฯลฯ อาหารเมนูเส้นเหล่านี้ก็อยู่ในกลุ่มอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานที่ดีแก่ร่างกายของเด็กค่ะ

2. ไข่

เป็นวัตถุดิบที่หาซื้อง่ายราคาไม่แพง และเด็กๆ รับประทานได้ทุกวัน ไข่ให้โปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ที่สำคัญยังอุดมไปด้วยโคลีนที่ช่วยในเรื่องความจำให้กับสมองอีกด้วย

3. ถั่ว

หากเด็กๆ ไม่มีปัญหาเรื่องแพ้ถั่ว คุณแม่ก็ให้ลูกกินถั่วได้ทุกชนิดค่ะ หรือจะให้เฉพาะชนิดถั่วที่ลูกชอบกินก็ได้ ถั่วมีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหารสูง ฯลฯ  จะให้พลังงานที่ดีแก่ร่างกาย ที่สำคัญถั่วยังเป็นอาหารบำรุงสมองที่ดีให้กับเด็กๆ ด้วย เพราะมีโอเมก้า-3 ค่ะ

4. แครอท

อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ให้วิตามินเอ และมีลูทีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบำรุงดูแลสุขภาพดวงตาของ เด็กๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. นม

อยากให้ลูกมีร่างกายเจริญเติบโตสมวัย คุณแม่ต้องให้ลูกได้รับแคลเซียมอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ซึ่งแคลเซียมหาง่ายที่สุดก็คือจาก “นม” ถามว่าเด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตควรเสริมให้ดื่มนมอะไร แนะนำว่าควรเป็นนมที่มีสารอาหารครบถ้วน และต้องไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้นม

อย่างในปัจจุบันคุณแม่ส่วนใหญ่เลือกให้ลูกดื่ม “นมแพะ” เหตุผลที่เลือกนมแพะก็เพราะดื่มแล้วสบายท้อง ช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิดี เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็จะส่งผลต่อพัฒนาการทุกด้านดีขึ้นอย่างประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ของนมแพะยังช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ดี ซึ่งโปรตีนจากนมแพะย่อยง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด เพราะมีเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง ยิ่งกว่านั้นในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่เหมาะสมตามวัยค่ะ

นอกเหนือจากนี้ยังมีสุดยอดอาหารช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยอีกหลายอย่าง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ผักใบเขียว อัลมอนด์ อะโวคาโด ฯลฯ ที่คุณแม่จำเป็นต้องจัดสรรให้ลูกได้รับประทานอย่างสมดุลกัน เพื่อที่ร่างกายจะได้รับคุณค่าโภชนาการสารอาหารหลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการทุกด้านของลูกน้อยค่ะ

 

Bioactive Components

Bioactive Components สารอาหารจากธรรมชาติ ในนมแพะคืออะไร

Bioactive Components คืออะไร? มีหลายครอบครัวเลยที่เลือกให้ลูกดื่มนมแพะแล้วถามกันเข้ามา เราจึงไม่รอช้าที่จะหาคำตอบมาให้ค่ะ และขอบอกว่านมแพะเป็นนมที่สามารถดื่มกันได้ทั้งครอบครัวนั้นเต็มไปด้วยสารอาหารจากธรรมชาติที่สูงมากค่ะ

 

 Bioactive Components คืออะไร ไปทำความรู้จักกันค่ะ…

อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าแท้จริงแล้ว Bioactive Components ที่อยู่ในนมแพะนั้นคืออะไร จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเด็กๆ ที่ดื่มนมแพะในเรื่องใดบ้าง

นมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า “อะโพไครน์” เป็นการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับน้ำนมแม่ ซึ่งทั้งในนมแม่กับนมแพะจะมีสารอาหารธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณที่สูงมาก นั่นก็คือ Bioactive Components นั่นเองค่ะ

สารอาหารจากธรรมชาติที่เรียกว่า Bioactive Components มีดังนี้…

  • นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โพลีเอมีนส์ ช่วยในการส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์
  • โกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย

นอกจากนี้นมแพะยังมีโปรตีนที่ย่อยง่าย และมี Prebiotics อีกด้วย ไปดูกันต่อค่ะว่าสารอาหารจากธรรมชาติทั้งสองชนิดนี้ ให้ประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายกันยังไง…

โปรตีนจากนมแพะย่อยง่าย เด็กที่ดื่มนมแพะจะรู้สึกสบายท้อง นั่นเพราะมีเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง โดยเฉพาะในขวบปีแรกที่ระบบการย่อย และการดูดซึมสารอาหารของเด็กๆ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้รับโปรตีนจากนมแพะที่ย่อยง่าย จะช่วยให้สบายท้อง ท้องไม่อืด ที่สำคัญในนมแพะยังมี CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เด็กๆ เจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่

Prebiotics คืออาหารของจุลินทรีย์สุขภาพที่สำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีหลายชนิด เช่น Inulin & Oligofructose เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร แต่จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ อย่างแล็กโทบาซิลลัส และไบฟิโดแบคทีเรีย ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงได้เป็นอย่างดี

หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันในเรื่องของสารอาหารธรรมชาติที่อยู่ในนมแพะ จะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ครอบครัวที่อยากเลือกดื่มนมแพะกันนะคะ นมแพะไม่ว่าจะเด็กหรือใหญ่ดื่มแล้วร่างกายมีภูมิคุ้มกันสุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้าค่ะ

10 เรื่องจริงต้องรู้ ป้องกัน ลูกเป็นหวัดเพราะเปียกฝน

ลูกเป็นหวัดเพราะเปียกฝน จริงหรือ ?   เป็นสิ่งที่พ่อแม่แทบทุกคนสงสัย  เพราะสมัยที่เราเป็นเด็กก็ถูกสอนมาตลอดว่า “อย่าตากฝน”  หรือ “อย่าให้ฝนโดนหัว เดี๋ยวจะป่วย” แต่เวลาว่ายน้ำที่เปียกโชกไปทั้งตัว กลับแข็งแรงดี แถมไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอจามให้เห็นสักนิด ความจริงเป็นยังไงกันแน่ แม่ปานมี 10 เรื่องจริงเกี่ยวกับหวัดจากการตากฝน ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ฝาก เพื่อสามารถรับมือกับโรคภัยของเด็กๆ และดูแลลูกน้อยอย่างถูกต้อง

โรคหวัด เป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตของเด็กๆ ที่เป็นได้ตั้งแต่เด็กวัย 0 ขวบจนถึงเด็กโต และสามารถเป็นได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ ยิ่งในช่วงที่ฝนตกบ่อย อากาศเย็น ลูกน้อยมักเป็นหวัดได้ง่ายขึ้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่กังวลก็คือ ถ้าฝนตกหนัก ลูกเป็นหวัดเพราะเปียกฝน หรือไม่ มาหาคำตอบกันเลยค่ะ

 

ป้องกัน ลูกเป็นหวัดเพราะเปียกฝน ต้องปิดจมูกไม่ใช่ปิดหัว จริงหรือ

 

รายการแชร์ก่อนมั่ว ของสำนักข่าวไทย อสมท. ได้นำข้อความที่โพสต์และแชร์กันอย่างกว้างขวางในเฟสบุ๊กที่ระบุว่า ฝนตกให้ปิดจมูก ไม่ใช่ปิดหัว มาสอบถามข้อเท็จจริงจากแพทย์หญิงจริยา แสงสัจจา ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชน รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง

 

MUST READ :  RSV โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก สุดฮิตในหน้าฝน

พิธีกร: ความเชื่อที่ว่าเวลาฝนตกใหม่ๆ ให้ปิดจมูกไม่ใช่ปิดหัว เพราะสิ่งที่ทำให้ป่วยคือเชื้อโรคจากดินลอยขึ้นมาเมื่อโดนเม็ดฝน ส่วนน้ำฝนที่โดนหัวไม่ได้ทำให้ป่วย ทุกวันนี้ครูที่โรงเรียนก็ยังสอนผิด ชัวร์หรือ ฝนตกให้ปิดจมูก ไม่ปิดหัว จริงหรือไม่

พญ.จริยา:  ไม่จริงค่ะ ส่วนของศีรษะจริงๆก็ประกอบด้วยตา จมูก ปาก ซึ่งเป็นช่องทางที่เชื้อโรคต่างๆจะเข้าได้ การปิดศีรษะก็เป็นสิ่งถูกต้องแล้ว

พิธีกร: ที่บอกว่า เวลาฝนตก เชื้อโรคจากดินจะลอยมาเล่นงานเรา จริงหรือไม่

พญ.จริยา: ไม่มีการศึกษาทางการแพทย์ที่บอกข้อมูลแบบนี้ ปกติการติดต่อของโรคทางเดินหายใจ มาจากคนที่เป็นโรคจามใส่เสียมากกว่า

พิธีกร: จริงๆ แล้วอะไรที่ทำให้คนเราป่วยเป็นไข้หวัดกันแน่

พญ.จริยา: เวลาที่ร่างกายเปียก หรืออยู่ในอากาศหนาว ภูมิต้านทานจะลดลง เชื้อโรคต่างๆก็สามารถทำอันตรายกับเราได้มากขึ้น

พิธีกร: แต่เวลาอาบน้ำ หัวเปียกกว่าโดนฝนยังไม่ป่วยเลย

พญ.จริยา: ขึ้นอยู่กับระยะเวลา เวลาอาบน้ำ สระผมเสร็จก็จะเช็ดผมให้แห้งทันที

พิธีกร: เขาบอกว่า ถ้าฝนตกนานจนพื้นเปียกไปหมด ก็เท่ากับล้างเชื้อโรคไปหมดแล้ว

พญ. จริยา:  ฝนก็คือน้ำ จึงไม่สามารถขจัดเชื้อโรคทั้งหมดได้

พิธีกร: สรุปว่า ถ้าตากฝนต้องปิดส่วนไหน อย่างไร

พญ.จริยา: ปิดศีรษะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่ทางที่ดีควรรีบหาที่มีกำบัง กันฝนได้จะดีกว่า

พิธีกร: เขาแนะนำให้ดื่มน้ำขิง ยิ่งใครป่วยดื่ม 3-5 แก้ว แทนน้ำเปล่าก็ได้

พญ.จริยา: น้ำขิงทำให้รู้สึกสบายขึ้น แต่การดื่มน้ำขิงรสหวานที่ใส่น้ำตาลหลายๆ แก้วแทนน้ำเปล่า คงไม่ใช่เรื่องสมควร

 

ลูกกินผัก
การกินผักผลไม้ไม่ได้ช่วยแก้หวัด จริงหรือ?

 

พิธีกร: ห้ามกินผักสด ผลไม้เพื่อรับเอาวิตามินซีเพราะจะยิ่งหายช้า

พญ. จริยา: ข้อนี้ไม่จริงนะคะ ผักผลไม้เป็นอาหารที่เราต้องกินร่วมกับอาหารประเภทอื่น เพราะว่านอกจากยาแล้ว ร่างกายที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค

พิธีกร: ถ้าเป็นหวัดจากฝน ห้ามกินของที่ฤทธิ์เย็น เป็นหยิน อย่างผลไม้เพราะใช้รักษาหวัดแดดเท่านั้น

พญ.จริยา: ไม่มีการพูดถึงหวัดแดดชัดเจน แต่จะพูดถึงเรื่องลมแดด ถามว่าเราไปอยู่ในอากาศร้อนมากๆ นานๆ สิ่งที่น่ากลัวคือลมแดดมากกว่า หวัดที่เกิดจากอะไรก็ตาม มันไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องกินผลไม้เย็นหรือผลไม้อุ่น

พิธีกร: ถ้าเป็นหวัดต้องกินยาอะไรไหม

พญ.จริยา: ถ้าเป็นหวัดธรรมดา อาการไม่หนักมาก ไม่ต้องกินยาก็ได้

พิธีกร: เรื่องที่แชร์กันว่า ฝนตกให้ปิดจมูก ไม่ใช่ปิดหัว สรุปว่ามันเป็นยังไงครับ

พญ.จริยา: ไม่เป็นเรื่องจริง และไม่ควรแชร์ต่อ สิ่งที่ต้องทำ คือการหลีกเลี่ยงไปตากฝน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบเข้าในที่กำบังให้เร็วที่สุด ตากฝนให้สั้นที่สุด และทำให้ตัวแห้งให้เร็วที่สุด

 

ดูคลิป พร้อมอ่านต่อ “ความจริงพ่อแม่ต้องรู้เมื่อลูกป่วยเพราะตากฝน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สัญญาณอันตราย ระหว่างตั้งครรภ์

7 สัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ ที่แม่ท้องต้องรีบหาหมอ

ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แม่ท้องต้องเจอกับอาการหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่อาจทราบได้เลยว่าอาการแบบไหนปลอดภัยและ สัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ แบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์

7 สัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ ที่แม่ท้องต้องรีบหาหมอ

เพราะลูกในท้องยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตัวเองและป้องกันโรคภัยต่าง ๆ ด้วยตัวเอง จึงเป็นหน้าที่ของแม่ท้องทุกคนที่จะใช้ภูมิคุ้มกันของแม่มาช่วยป้องกันอันตรายให้ลูกในท้อง รวมถึงใช้ร่างกายตัวเองในการเลี้ยงให้ลูกในท้องเจริญเติบโตภายในท้องเป็นเวลา 9 เดือนเต็ม จนกว่าลูกในท้องจะแข็งแรงพอที่จะลืมตาออกมาสู่โลกภายนอก แต่ในช่วงที่ลูกยังอยู่ในท้อง เราจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง กำลังเกิดอะไรขึ้นภายในท้องบ้าง ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกในท้องกำลังตกอยู่ในอันตราย สัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ แบบไหนบ้างที่ต้องรีบไปหาหมอ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอรวบรวม สัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้แม่ท้องได้เตรียมตัว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา จะได้รู้ได้ว่าอาการแบบนี้คือผิดปกติ และ อันตราย!

1. มีเลือดออกทางช่องคลอด

หากมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงแรก ๆ ของการตั้งครรภ์ สามารถนำไปสู่การแท้งได้ โดยสาเหตุที่มีเลือดออกทางช่องคลอด ที่เป็นสัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ นั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

  • มีเลือดออกในช่วงไตรมาสแรก

    • การตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากไข่ที่ผสมแล้ว แทนที่จะเดินทางไปฝังตัวในมดลูก แต่กลับเดินทางไปฝังตัวในท่อนำไข่ ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จึงเกิดการแตก และมีการตกเลือดในช่องท้อง คุณแม่จะปวดท้องมาก เป็นลมและอาจถึงแก่ชีวิตได้

(อ่านต่อ ท้องนอกมดลูก อันตรายไหม ?)

    • การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เกิดจากภาวะการตั้งครรภ์ที่ไม่สมบูรณ์ โดยทารกและรกจะไม่เจริญขึ้นมาตามปกติ แต่ทารกจะกลายเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงในมดลูกแทน โดยทั่วไป รกจะช่วยลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงทารกในครรภ์ รวมทั้งกำจัดของเสียออกไป หากเซลล์ที่สร้างรกทำงานผิดปกติแล้ว จะทำให้เกิดถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายพวงองุ่นสีขาวหรือไข่ปลา เซลล์ดังกล่าวจะเจริญภายในมดลูกอย่างรวดเร็วแทนการเจริญเป็นทารกโดยมีชื่อเรียกว่าครรภ์ไข่ปลาอุก เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นครรภ์ไข่ปลาอุก พร้อมทั้งมีเลือดออก จะทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรงตามมา

(อ่านต่อ ครรภ์ไข่ปลาอุก สาเหตุเกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่?)

  • มีเลือดออกในช่วงไตรมาสที่สองหรือสาม

    • รกเกาะต่ำ เป็นภาวะที่รกปิดขวางหรือคลุมปากมดลูกเพียงบางส่วนหรือปกคลุมทั้งหมด ในการตั้งครรภ์ปกติรกจะอยู่ด้านบนของมดลูกและห่างจากปากมดลูก เพื่อความปลอดภัยในช่วงที่คลอด แต่หากเกิดภาวะรกเกาะต่ำ เมื่อถึงเวลาคลอด เส้นเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างรกและมดลูกจะฉีดขาด มีเลือดออกมากทั้งก่อนหรือในขณะคลอด ทำเกิดความเสี่ยงต่อทั้งแม่ท้องและทารกในครรภ์ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้
    • (อ่านต่อ รกเกาะต่ำ ภาวะรุนแรงที่สุดของการตั้งครรภ์)
เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์
สาเหตุที่แม่ท้องมีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์นั้น เป็นได้หลายสาเหตุ
    • รกลอกตัวก่อนกำหนด คือ ภาวะที่รกซึ่งเกาะอยู่บริเวณส่วนบนของโพรงมดลูกในตำแหน่งปกติ แต่เกิดมีโรคหรือมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น ความดันโลหิต ครรภ์เป็นพิษสูง ครรภ์ถูกกระทบกระเทือน หรือสาเหตุอื่น ๆ จนทำให้รกเกิดการลอกตัวจากผนังมดลูกก่อนถึงกำหนดวันคลอด ทำให้มีเลือดออกระหว่างผนังมดลูกกับตัวรก เมื่อมีเลือดออกมากก็จะทำให้รกลอกตัวจากผนังมดลูกมากขึ้น

(อ่านต่อ รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะอันตราย ตายได้ทั้งแม่และลูก)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 7 สัญญาณอันตรายระหว่างตั้งครรภ์

วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก

เผยเทคนิคแสนง่าย วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ระเบิดอึ๊ให้ลูกน้อย (มีคลิป)

บ้านไหนชอบมีปัญหา ลูก ทารกท้องผูก บ่อยๆ หรือไม่ค่อยถ่าย Amarin Baby & Kids มี วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก มาฝาก รับรองช่วยระเบิดอึ อึ๊ ให้ลูกน้อยได้แน่นอน

นี่คือสาเหตุ…
ที่คุณแม่ต้องมองหา 
วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ให้ลูกน้อย

ปัญหา ลูกท้องผูก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งก็เหมือนกับในผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ลูกทารกตัวน้อยอาจไม่ได้ถ่ายทุกวัน ซึ่งการที่ทารกไม่ถ่ายนั้นไม่ได้บ่งบอกว่ามีอาการท้องผูกเสมอไป หากคุณแม่สงสัยว่าลูกท้องผูกหรือไม่ ควรสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมกับลักษณะอุจจาระว่าแข็งหรือมีเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่

Good to know : ดยทั่วไปแล้ว ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 3 เดือน อาจถ่ายวันละประมาณ 2-3 ครั้ง หรือสัปดาห์ละ 5-40 ครั้ง เมื่ออายุ 3-6 เดือน จะถ่ายวันละ 2-4 ครั้ง ส่วนทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป อาจถ่ายวันละประมาณ 1-2 ครั้ง หรือสัปดาห์ละ 5-28 ครั้ง

วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก
เผยคลิป วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ให้ลูกน้อย

อย่างไรก็ดี เด็กทารกแต่ละคน จะมีความถี่ในการขับถ่ายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า กินนมแม่ หรือนมชง หรืออยู่ในวัยที่เริ่มหัดกินอาหารเสริมได้แล้ว และลูกกินอาหารอะไรไปบ้าง ซึ่งปัญหา ลูกทารกท้องผูก ยังสามารถแบ่งได้ตามช่วงอายุ เป็น 2 ช่วงวัย ดังนี้

สาเหตุอาการท้องผูกของลูกทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน

  • ปัญหาสุขภาพหากลูกอายุน้อยกว่า 1 เดือน แต่มีอาการท้องผูกแล้ว ควรได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะนั่นอาจเป็นอาการของภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung’s Disease: HD) ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 1 ใน 5,000 คน และจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • นมแม่ส่วนใหญ่เด็กที่กินนมแม่มักไม่มีปัญหาท้องผูก เนื่องจากน้ำนมแม่มีไขมันและโปรตีนที่ช่วยให้อุจจาระไม่แข็งตัว ส่งผลให้ขับถ่ายง่าย อย่างไรก็ตาม หากลูกถ่ายไม่ออก ก็อาจเนื่องจากแพ้โปรตีนในน้ำนมหรืออาหารบางอย่างที่คุณแม่รับประทานเข้าไปและไหลผ่านน้ำนมไปสู่ลูก
  • คลอดก่อนกำหนดเด็กที่คลอดก่อนกำหนดและท้องผูกจะมีอาการแย่กว่าเด็กทั่วไป เนื่องจากระบบย่อยอาหารยังเจริญไม่เต็มที่ ส่งผลให้อาหารที่รับประทานเข้าไปเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารช้าและย่อยได้ไม่สมบูรณ์ อุจจาระจึงมีลักษณะแห้งและแข็ง

สาเหตุอาการท้องผูกของ ลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป

  • นมชงเด็กที่กินนมชงเพียงอย่างเดียวเสี่ยงเกิดท้องผูกได้มาก เนื่องจากนมชงมีส่วนผสมที่อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานมากขึ้น ส่งผลให้อึเป็นก้อน นอกจากนี้ หากทารกแพ้โปรตีนในน้ำนมก็อาจเกิดอาการท้องผูกได้
  • อาหารต่าง ๆลูกอาจท้องผูกหลังเปลี่ยนจากการดื่มนมแม่มาเป็นการรับประทานอาหารอื่น ๆ เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับของเหลวในปริมาณเท่าเดิม อีกทั้งอาหารบางอย่างมีเส้นใยต่ำ ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ง่าย
  • ขาดน้ำหากลูกประสบภาวะขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะดูดซึมน้ำจากอาหารที่กินเข้าไป รวมถึงน้ำจากกากของเสียในร่างกาย ส่งผลให้อุจจาระแห้งและแข็งจนขับถ่ายลำบาก
วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก
วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ให้ลูกน้อย

อาการ ทารกท้องผูก เป็นอย่างไร?

อาการท้องผูก จะมีลักษณะที่ลูกน้อยถ่ายออกมาเป็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ หรือที่เราเรียกว่า “ลูกกะสุน” และต้องเบ่งด้วยความยากลำบาก ทำให้มีอาการปวดท้อง จุกเสียด เนื่องจากอุจจาระตกค้างอยู่ในร่างกาย สามารถพบเด็กท้องผูกได้ทุกช่วงวัย  ที่พบมากที่สุดคืออายุประมาณ 6 เดือน- 4 ปี ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน  จากการเบ่งอุจจาระของลูกอาจทำให้เกิดอาการเจ็บก้น เขาจึงพยายามหยุดเบ่งโดยไม่รู้ตัว … คุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตอาการหรือความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย ให้ดี โดยอาการที่อาจแสดงว่า ลูกมีปัญหา จนคุณแม่ต้องมองหา วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก มีดังนี้

  • ไม่ค่อยถ่าย อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าความถี่ในการขับถ่ายแต่ละวันของทารกนั้นไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่งเริ่มหัดกินอาหารใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่าลูกน้อยไม่ได้ขับถ่ายติดต่อกันนานกว่า 2-3 วัน นั่นก็อาจเป็นสัญญาณของอาการท้องผูกได้
  • ต้องออกแรงเบ่งให้สังเกตว่าถ้าลูกต้องออกแรงเบ่งอึอึ๊มากกว่าปกติ หรือรู้สึกหงุดหงิดและร้องไห้เวลาขับถ่าย หากมีอาการเหล่านี้ ก็แสดงว่าลูกอาจกำลังประสบภาวะท้องผูกอยู่
  • มีเลือดปนอุจจาระหากลูกมีอาการท้องผูกอาจทำให้มีเลือดปนมากับอุจจาระได้ เนื่องจากผนังทวารหนักฉีกขาดจากการออกแรงเบ่งอุจจาระ
  • ไม่กินอาหารหากลูกน้อยไม่ยอมกินอาหารและมักรู้สึกอิ่มเร็ว ก็อาจมีสาเหตุมาจากการรู้สึกอึดอัดและไม่สบายท้อง เนื่องจากไม่ได้ขับถ่ายของเสียออกนั่นเอง
  • ท้องแข็งหากสังเกตเห็นว่าลักษณะท้องของลูก ตึง แน่น หรือแข็ง นั่นเป็นอาการท้องอืดที่เกิดขึ้นร่วมกับการมีท้องผูกร่วมด้วย

ข้อมูลอ้างอิง เรื่อง ทารกท้องผูกเกิดจากอะไรบ้าง จาก : www.pobpad.com

และสำหรับคุณแม่ที่เป็นกังวลหรือสงสัยว่าลูกน้อยอาจมีอาการท้องผูก ควรดูแลทารกด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นหลัก และอาจกระตุ้นให้ขับถ่ายด้วย วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ดังนี้…⇓

⇒ Must read : 10 สุดยอด อาหาร ผลไม้ สำหรับเด็กท้องผูก

วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก

เริ่มด้วยการคลึงเบา ๆ ที่ท้อง วนตามเข็มนาฬิกาและกดเบา ๆ ที่ท้องด้านขวา อย่าลืมสังเกตความรู้สึกเมื่อคุณแม่จับที่ท้องลูก หากท้องลูกของคุณนิ่ม แสดงว่าเขาไม่ได้ท้องผูก ท้องที่แข็งเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยกำลังทรมานกับอาการท้องผูก นอกจากนี้ ให้คุณแม่ ยกข้อเท้าของลูกน้อยและหมุนเช่นเดียวกับการปั่นจักรยาน การออกกำลังกายง่าย ๆ และสนุกสนานเช่นนี้สามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวภายในลำไส้ ทำให้ลำไส้ของเขาคลายตัวลงได้

วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก

คลิปนวดกระตุ้นท้องและกายบริหาร ลดอาการท้องผูก และไม่ถ่าย

 

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Felix Day

 

นอกจากนี้ยังมีท่านวดกระตุ้นระบบทางเดินอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินอาหาร แบ่งออกเป็น 5 ท่า ซึ่งเราเรียกว่าท่า I LOVE YOU

  • เริ่มจาก ท่า I ใช้ฝ่ามือลูบเป็นเส้นตรงจากใต้ราวนมด้านซ้ายถึงบริเวณท้องน้อยเป็นตัว I (ด้านขวาของผู้นวด)
  • ท่า LOVE ใช้ฝ่ามือลูบเป็นตัว L กลับหัวบริเวณท้อง โดยเริ่มลากมือจากซ้ายไปขวาตามแนวนอนถึงใต้ชายโครงซ้าย แล้วลากลงตรงๆถึงบริเวณท้องน้อย
  • ท่า YOU ใช้ฝ่ามือลูบบริเวณท้องเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยเริ่มจากขวาของเด็กไปซ้าย

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Johnsons Baby

ทั้งนี้หากใช้ วิธีนวดท้องแก้ท้องผูก ให้ลูกน้อย รวมไปถึงการดูแลเรื่องอาหารการกินแล้ว ลูกยังไม่หายท้องผูก หรือยังมีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ ไม่ถ่ายเกิน 1 สัปดาห์ขึ้นไป ลองพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ดูนะคะ คุณหมอจะสามารถวินิจฉัยได้อย่างลึกซึ้งว่า ควรปฏิบัติอย่างไรต่อไป ถ้าถึงคราวจำเป็นต้องใช้ยาระบายจริงๆ คุณหมอจะมียาที่ทำให้อุจจาระนิ่มลง เพื่อลูกจะถ่ายได้ง่ายขึ้น และควรให้กุมารแพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้จะดีกว่าที่คุณแม่จะต้องไปเสี่ยงซื้อยาให้ลูกทานเองไม่คุ้มกับผลเสียที่จะตามมาในอนาคต

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.sabuykid.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รวมคำศัพท์ ชื่อผลไม้ภาษาอังกฤษ สอนลูกยังไงให้จำแม่น

ชื่อผลไม้ภาษาอังกฤษ มีคำไหนที่ลูกควรรู้จักบ้าง…เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกๆไปซื้อของกินเข้าบ้าน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ผลไม้ ไม่ว่าจะในตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีให้เลือกหลากหลาย ผลไม้แต่ละชนิดมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษอะไรบ้าง ตามมาดูอ. คริส แนะนำกันค่ะ

การปลูกฝังให้ลูกชอบเรียนภาษาอังกฤษ และพัฒนาสู่ไปเป็นเด็กสองภาษา มีจุดเริ่มต้นจากการฝึกฝนของพ่อแม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ เพราะทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆนำเสนอกับ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง และในฐานะคุณพ่อลูก 2  อ.คริสจึงมีเทคนิคช่วยคุณพ่อคุณแม่ สอนลูกเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และพูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้นอย่างแน่นอน

 

 รวมคำศัพท์ ชื่อผลไม้ภาษาอังกฤษ แสนสนุกให้ลูกจำแม่น

 

จาก EP. ก่อนหน้านี้ ลูกน้อยได้เรียนรู้ชื่อผักภาษาอังกฤษ และทำความคุ้นเคยกับผักแต่ละชนิดไปแล้  ตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอนภาษาอังกฤษจากสิ่งรอบตัวขณะช้อปปิ้งต่อได้  สิ่งที่เด็กๆ น่าจะคุ้นเคยอีกอย่างนั่นคือ ผลไม้ ซึ่งมีรูปร่างหน้าตา และสีสันแตกต่างกันหลายสิบชนิด จึงไม่ยากที่ลูกน้อยจะจดจำ ชื่อผลไม้ภาษาอังกฤษ ได้ตั้งแต่ครั้งแรก แถมยังได้รู้จักกับผลไม้ชนิดใหม่ๆที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วย

นอกจากเด็กๆ จะได้รู้จักกับคำศัพท์ผลไม้ภาษาอังกฤษ พร้อมกับได้หยิบจับ ดมกลิ่น หรือสังเกตสีสันของผลไม้จริงๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกความรู้เพิ่มเติม เช่น ผลไม้มีประโยชน์อะไรบ้าง ผลไม้ชนิดไหนกินได้ทั้งผล ชนิดไหนต้องปอกเปลือก หรือสอนว่าผลไม้แต่ละสีมีประโยชน์ต่างกันอย่างไร เป็นต้น ช่วยกระตุ้นเชาว์ปัญญา และทำให้หนูๆ ชอบกินผลไม้มากขึ้นด้วย

และหัวใจสำคัญของการสอนลูกให้เป็นเด็กสองภาษา คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน เพราะผลไม้บางชนิด คำเรียกในภาษาไทยเป็นอย่างหนึ่ง ภาษาอังกฤษเป็นอีกคำหนึ่ง หรือมีผลไม้อีกหลายชนิดที่ใช้คำศัพท์เดียวกันทั้งสองภาษา แต่ออกเสียงต่างกัน เช่น  cherry ,apple, strawberry  เพื่อให้ลูกน้อยแยกแยะ และเลือกใช้คำศัพท์ให้ถูกต้อง

ตามมาดู อ. คริส กับน้องวิน พาไปรู้จัก ชื่อผลไม้ภาษาอังกฤษ กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอน ผลไม้ 18 ชนิด กันเลยค่า

 

ชมคลิปรวมคำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้คุยกับลูก เกี่ยวกับผลไม้ทั้ง 18 ชนิด ได้ด้านล่างนี้เลย ⇓

 

 

มาทบทวนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของผลไม้ กันอีกครั้งค่ะ

Fruit                      ผลไม้

Juice                     น้ำผลไม้

Watermelon        แตงโม

Pineapple             สับปะรด

Papaya                  มะละกอ

Jackfruit               ขนุน

Coconut                มะพร้าว

Banana                 กล้วย

Guava                   ฝรั่ง

Rose apple          ชมพู่

Star fruit              มะเฟือง

Dragon fruit        แก้วมังกร

Mangosteen         มังคุด

Mango                  มะม่วง

Rambutan           เงาะ

Durain                  ทุเรียน

Orange                 ส้ม

Lychee                  ลิ้นจี่

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและคำศัพท์เกี่ยวกับ ชื่อผลไม้ภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้ลูกน้อยของเรา และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

ช่วง Chinese talk

ช่วง Exclusive Interview

กินทุเรียน

กินทุเรียน ช่วยให้ท้องง่าย จริงหรือ? และข้อดีของการกินทุเรียน

ใครจะคิดว่าการ กินทุเรียน เกี่ยวข้องกับการมีลูก ทำไมกินทุเรียนแล้วจะช่วยให้มีลูกง่าย? และทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ จะช่วยรักษาการมีบุตรยากได้อย่างไร? ไปหาคำตอบกันค่ะ

กินทุเรียน ช่วยให้ท้องง่าย จริงหรือ? และข้อดีของการกินทุเรียน

วิจัยชี้! การกินทุเรียนช่วยให้มีลูกง่ายขึ้นจริง

จากผลการวิจัยในอินเดียที่ได้ทดลองในหนูตัวผู้ โดยให้หนูกินทุเรียนติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าหนูที่กินทุเรียนมีความต้องการและพลังงานทางเพศสูงกว่าหนูที่ไม่ได้ทานทุเรียน รวมถึงจำนวนและการเคลี่อนไหวของอสุจิในหนูที่ทานทุเรียนก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียน

ในทุเรียนปริมาณ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

  • พลังงาน 174 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม
  • เส้นใยอาหาร 3.8 กรัม
  • ไขมัน 5.33 กรัม
  • โปรตีน 1.47 กรัม

วิตามิน

  • วิตามินเอ 44 หน่วยสากล
  • วิตามินบี1 0.374 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี3 1.74 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี5 0.23 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี6 0.316 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี9 36 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม

แร่ธาตุ

  • แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม
    ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 2 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.28 มิลลิกรัม
ประโยชน์ของทุเรียน
ประโยชน์จากการทานทุเรียน และ ทุเรียนทำให้มีลูกง่ายได้อย่างไร

ข้อควรระวัง : เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงและยังอุดมไปด้วยไปด้วยไขมันและกำมะถัน ผลไม้ชนิดนี้จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะหากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ทำให้เกิดร้อนในอีกด้วย และการทานทุเรียนพร้อมกับแอลกอฮอลล์อาจทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ ท้องอืด และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ กินทุเรียน ช่วยให้มีลูกง่ายได้อย่างไร?