เส้นเลือดในสมองแตก

แม่เตือน! แค่ลูกปวดหัวก็เสียชีวิตได้จาก..เส้นเลือดในสมองแตก

เส้นเลือดในสมองแตก โรคที่มักเกิดกับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ แต่ใครจะคิดว่าโรคนี้ สามารถเกิดได้กับเด็กวัยเพียง 5 ขวบเท่านั้น ทีมงานขอนำประสบการณ์ที่สุดเศร้าสลดจากคุณแม่น้องอะตอม มาเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจแม่ ๆ กันค่ะ

แม่ฝากเตือน! ลูกเสียชีวิตเพราะ..เส้นเลือดในสมองแตก

เพียงแค่บ่นปวดหัว..ก็เสียชีวิตได้จาก เส้นเลือดในสมองแตก!

เส้นเลือดในสมองแตก เกิดกับผู้ใหญ่ก็ว่าน่ากลัวแล้ว เมื่อเกิดกับเด็ก ยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะเด็กจะไม่สามารถบอกเราได้เลยว่าเจ็บปวดแค่ไหน รู้สึกอย่างไรบ้าง อย่างเช่น เรื่องราวที่คุณ Supakan Bumrung Giftzii ได้นำประสบการณ์ของหลานวัย 5 ขวบ ที่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว กลับบ่นว่ารู้สึกปวดหัวมาก และอาเจียนน ซึ่งเมื่อไปถึงโรงพยาบาลน้องก็ไม่รู้สึกตัว และรักษาไม่ทันแล้ว โดยคุณ Supakan Bumrung Giftzii ได้เล่าถึงเหตุการณ์ ตามรายละเอียด ดังนี้

…ฝากเตือนคุณพ่อคุณแม่นะคะ…
เรื่องมีอยู่ว่า หลานเรา ( น้องอะตอม )อายุ 5 ขวบ เป็นเด็กที่แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีอาการอะไรที่บ่งบอกว่าผิดปกติ เมื่อวันพุธที่ 4 ต.ค.61 เวลาประมานตี5 แม่เราตื่นเช้าเพื่อทำกับข้าว แต่หลานเรายังไม่ตื่น แม่เราก็เลยปลุกน้อง และเรียก “อะตอมๆตื่นไปฉี่ไหมลูก” น้องก็ตอบว่า”ไม่” แล้วก็นอนต่อ เวลาผ่านไปประมาน10 นาที น้อง ก็ตื่นมาแล้วก็ร้อง (ร้องแบบเจ็บปวดหนักที่ไม่เคยเห็นมาก่อน )แม่เราก็ถามว่า …อะตอมเป็นไร? หนูๆ!!
อะตอม:ยายหนูปวดหัว ปวดเยอะเลย
แม่:ตอมไปนอนกับแม่ไหม?
อะตอม:ไม่ หนูจะอยู่กับยายหนูจะนอนกับยาย
จากนั้นแม่เราก็รีบพาน้องขึ้นไปหาพี่เรา(แม่อะตอม )ซึ่งนอนอยู่อีกบ้าน พี่เราด้วยความที่คิดว่า เด็ก5ขวบ จะรู้จักคำว่า ปวดหัวแล้วหรอ? พี่เราเลยให้กินยา แล้วให้น้องนอนต่อ แต่น้องร้องพร้อมบอกปวดหัว และอาเจียน ดิ้นสบัดสุดแรง พี่เราตกใจ เลยเรียกน้อง “อะตอม”อยู่หลายครั้ง จึงได้รีบพาไปโรงพยาบาลประจำอำเภอ พอถึงโรงพยาบาลน้องก็หมดสติไปแล้ว…หมอ ที่รพ.อำเภอให้การรักษาเบื้องต้น และเตรียมพร้อมเพื่อส่งต่อไปโรงพยาบาลจังหวัด พอถึงโรงพยาบาลจังหวัดหมอกับพยาบาลก็ช่วยกันหาสาเหตุ เต็มที่ สักพักใหญ่ๆหมอส่งน้องทำ CT Scan สมอง ผลออกมาคือน้อง เส้นเลือดในสมองแตก เลือดคั่งในสมองบริเวณท้ายทอยค่อนข้างเยอะ หมอแจ้งว่าตอนนี้น้องไม่ตอบสนองอะไรเลยทำอะไรไม่ได้นอกจาก ให้ยา ระบายเลือดจากสมอง และสังเกตอาการ แต่ถ้าน้องมีการตอบสนอง หมอถึงจะทำการผ่าตัดได้.. หลังจากนั้นก็เซ็นเอกสารยินยอมการรักษา ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นวิธีที่ได้ผลหรือไม่ แต่ด้วยความหวัง อะไรก็ได้หมอ ขอให้น้องหายก็พอ หมอถามต่ออีกว่า”ถ้าน้องหัวใจหยุดเต้น จะให้หมอปั๊มหัวใจไหมคะ” ญาติตกลงกันว่าถ้าไม่มีทางเลือกอื่นเลย ก็คงต้องปล่อยให้น้องไปแบบสบายดีกว่า อย่าไปทรมานน้องเลยเป็นเคส 1 ในล้านคนก็ว่าได้ที่เจอเส้นเลือดสมองแตกในเด็ก หมอรู้อยู่แก่ใจว่ายังไงก็ไม่ดีขึ้นแน่นอน แต่ด้วยจรรยาบรรณของหมอก็ต้องให้การรักษาจนสุดความสามารถ หมอให้สังเกตอาการ 2 วัน ถ้าน้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง หมอจะทำการผ่าตัด .. พอครบ 2 วัน สภาพของน้องยังนิ่งไม่มีอาการตอบสนองใดๆเหมือนอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ สภาพร่างกายภายนอกน้องเปลี่ยน ผิวเริ่มเหลืองปนซีด ปากเขียว หมอเรียกแม่ของน้องไปคุยว่าน้องไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วนะคะ.. หลังจากนั้นหมอหยุดยากระตุ้นทุกตัว แล้วก็ปล่อยให้น้องหลับให้สบาย … #คือเสียใจที่สุด เด็กอายุ 5 ขวบ ที่ไม่เคยป่วย ไม่มีอาการผิดปกติ มีแค่อาการปวดหัวมาก แต่ไอ้คำว่าปวดหัวมาก คุณแม่อย่านิ่งนอนใจ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ให้สังเกตอาการของน้องให้ดี แล้วรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
#ขอบคุณทีมหมอที่ช่วยน้องอย่างเต็มที่นะคะ
#สุดท้ายนี้ขอให้ผู้ที่มีลูก มีหลาน ดูแลเอาใจใส่ลูกหลานของท่านให้ดีรักและเอ็นดูเขาให้มากๆเราไม่วันรู้หลอกว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น…✌🏻🖤 RIP น้องอะตอม 👧🏻🖤

 

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่คะ ว่าโรคเส้นเลือดในสมองแตกนั้น เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย เพราะเป็นโรคที่มักจะแสดงอาการอย่างเฉียบพลัน และมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น เราไปทำความรู้จักกับโรค เส้นเลือดในสมองแตกกันดีกว่าค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เส้นเลือดในสมองแตก คืออะไร? มีอาการอย่างไร?

Kids การใหญ่

Kids การใหญ่ รายการเด็ก สาระดี ที่พ่อแม่ต้องดู

Kids การใหญ่ รายการน้องใหม่จากช่อง youtube ที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ และผู้ใหญ่ไปได้เห็น ความคิดของเด็กยุคศตวรรษที่ 21 ว่าเขาคิดอย่างไรกับสิ่งรอบๆ ตัวในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคามคิดของเค้าแตกต่างยังไงบ้างเมื่อเทียบกับยุคเราในอดีต ขอบอกว่าสิ่งที่เด็กคิดในวันนี้ เป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างเราต้องรู้  เพื่อเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตข้างหน้า ไม่เชื่อก็ลองไปดูไปฟังเด็กๆ เขา Kids การใหญ่กันเลยค่ะ

 

Kids การใหญ่ รายการเด็กสาระดี ที่แบรนด์ จูเนียร์ อยากให้ทุกคนได้ดู…

อย่างที่บอกไปค่ะว่า Kids การใหญ่ เป็นรายการเด็กที่พ่อแม่และผู้ใหญ่ทุกคนต้องดู ถามว่าทำไมต้องดูด้วยล่ะ? ที่อยากให้ดูก็เพราะจะได้รู้ว่าเด็กๆ เขาคิดให้คำตอบกับสิ่งรอบๆ ตัวพวกเขากันยังไง

ด้วยรูปแบบรายการเป็นแบบการให้คำถามปลายเปิด ทำให้เด็กๆ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ให้คำตอบกันอย่างสนุกสนาน ในคำตอบของแต่ละคนจะมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และความคิดล้ำต่อเรื่องนั้นๆ ซ่อนไว้อยู่ด้วย ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ดูแล้ว ยังต้องอมยิ้มให้กับคำตอบ และความใสซื่อของเด็กทุกคนเลยละค่ะ

สำหรับ Kids การใหญ่ ตอนนี้ออกมาให้ดูกันแล้วถึง 3 ep. อยากรู้ไหมคะว่าเด็กวัยคิดส์เขาคิดมีคำตอบให้กับเรื่องราวเหล่านี้กันยังไงบ้าง…

EP 1. คุณรู้มั้ยว่า เด็กยุค 2018 เค้าเรียนอะไรกันบ้างที่โรงเรียน ?

 

EP 2. อาชีพในฝันของเด็กสมัยนี้ มีอาชีพอะไรบ้างนะ ?

 

EP 3. ถามถึง “ของเล่น” ของเด็กสมัยนี้ เค้าจะนึกถึงอะไรกันบ้างนะ ?

 

อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยคิดส์ได้ดูรายการสำหรับเด็ก และครอบครัวรายการนี้กันเยอะๆ ค่ะ เพื่อจะได้รู้ว่าเด็กสมัยใหม่นี้เขามีความคิด กล้าให้คำตอบกับทุกคำถามทุกเรื่องที่มีสาระกันยังไง คำตอบของแต่ละคนจะโดนใจแค่ไหน และความคิดเค้าแตกต่างกับยุคเรามากอย่างไรอย่าลืมมาชมให้กำลังใจกันเยอะๆ นะคะ

Kids การใหญ่

แล้วก็ห้ามพลาด!!! คลิปรายการ EP ใหม่จะออกอากาศทุกวันศุกร์นะคะ สามารถกดติดตาม subscribe “คิดส์การใหญ่” ที่นี่เลยค่ะ >> http://bit.ly/KidsGarnYai_Youtube  หรือที่ FB: Kids การใหญ่

4U2 YOU’RE MINE

แม่ห้ามพลาด! เลี้ยงลูกก็สวยได้ กับ ลิปสติก 4U2 YOU’RE MINE

ลิปสติก 4U2 YOU’RE MINE ลิปสติกตัวใหม่คุณภาพดีที่สุดเท่าที่ทางแบรนด์เคยทำมา ด้วยนวัตกรรมลิปสติกเนื้อครีม สีแน่นคมชัด แต่เนื้อกลับบางเบาเหมือนไม่ได้ทา!

ลิปสติก 4U2 YOU’RE MINE สีแน่นแต่บางเบาเหมือนไม่ได้ทา

เจ้าตำนานลิปสติก 4U2 แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง เปิดตัวลิปสติกใหม่ทีไรต้องเป็นกระแสโซเชียลแรงทุกครั้งไป มาคราวนี้ 4U2 ขอเปิดตัวลิปสติกนวัตกรรมใหม่ที่ 4U2 ขอยืนยันว่าเป็นลิปสติกดีที่สุดที่ทางแบรนด์เคยทำมา ด้วยเทคโนโลยี Feather Effect ทำให้เนื้อลิปบางเบาเข้ากับปากเหมือนไม่ได้ทา ในคอลเลคชั่นชื่อหวานแหวว 4U2 YOU’RE MINE เหมือนจะประกาศว่าทาลิปสติกนี้แล้วคุณต้องเป็นของฉันอย่างแน่นอน  ลิปสติกเนื้อครีมเม็ดสีแน่นแต่เนื้อกลับบางเบามาก มีทั้งหมด 18 เฉดสี(6 โทน)ให้เลือก รับรองสาวๆต้องถูกใจไม่สีใดก็สีหนึ่ง (หรือหลายสี) อย่างแน่นอน

4U2 YOU’RE MINE
ลิปสติก สีแน่นแต่บางเบาเหมือนไม่ได้ทา

นอกจากเนื้อสัมผัสที่บางเบานุ่มลื่นแล้ว ยังมีความเนียนช่วยปกปิดร่องริมฝีปากได้ดี และที่สำคัญไม่มีน้ำหอมจึงไม่ระคายเคืองผิว วิธีใช้ลิปสติกเนื้อครีมนี้ก็แสนง่าย จะพกพาไปทาที่ไหนก็ได้ เพราะเนื้อบางเบาจึงทาทับได้ตลอดทั้งวัน ทาหลายชั้นจะได้สีเข้มและติดทนนานขึ้น หากทาบางๆก็เหมือนเนื้อสีจะเบลนด์เข้ากับเนื้อปากอย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนตื่นมาด้วยสีนั้นเลยทีเดียว รับประกันว่าไม่ไหลเยิ้ม ไม่เลอะใต้ขอบปาก ทากี่ชั้นก็เนียนเรียบกริบ  ส่วนแพ็คเกจตัวลิปสติกไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเขาดูพรีเมียมมากๆ ด้วยโลโก้และชื่อรุ่นปั๊มนูน ส่วนฝาเป็นแบบหมุนมีระบบล็อคแน่น ไม่หลุดร่วง สะดวกแก่การแต่งเติมสวยนอกสถานที่ สรุป…ชิ้นนี้ไม่มีไม่ได้จริงๆ

4U2 YOU’RE MINE

(4U2 YOU’RE MINE ราคาแท่งละ 199 บาท มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM, STARDUST และ www.4U2Thailand.com)

 

เลือกสีลิปสติกยังไงให้เหมาะกับโทนผิว

ไม่ว่าคุณจะมีผิวคล้ำ ผิวสองสี ผิวเหลือง หรือผิวขาว เพียงทำตามคำแนะนำในการเลือกสีลิปสติกจาก 4U2 รับรองไม่ผิดพลาดค่ะ

1 ผิวคล้ำ   ผิวของคุณมีอันเดอร์โทนหรือเม็ดสีน้ำตาลเยอะ ดังนั้นสีลิปสติกที่จะขับผิวหน้าให้ดูเลิศหรูที่สุด คือเฉดน้ำตาลและเฉดแดงก่ำนั่นเอง สำหรับคุณที่มีเนื้อปากสีเข้มหรือค่อนข้างคล้ำ แนะนำให้ทารองพื้นปากด้วยลิปสติกสีนู้ดก่อนเพื่อปรับสีปาก จากนั้นค่อยทาสีเข้มทับ หากทำตามคำแนะนำนี้ รับรองว่าปากคุณจะโดดเด่นมากเชียว

2 ผิวสองสี   สำหรับสาวที่มีผิวไม่คล้ำแต่ก็ไม่ขาว คุณจัดเป็นสาวที่แต่งหน้าแล้วขึ้นมากๆ และสามารถทาลิปสติกได้หลายเฉด  แต่สีที่จะขับให้ใบหน้าของคุณดูสว่างขึ้นก็ต้องเป็นเฉดส้มพีชเลย เพราะผิวของคุณมีอันเดอร์โทนของสีน้ำตาลและสีเหลืองผสมกัน  อย่างไรก็ตามสีแดงสดและแดงส้มก็ดูจะเข้ากับคุณเช่นกัน

3 ผิวขาวเหลือง   บางคนอาจดูเหมือนผิวขาว แต่พอทาสีนู้ด หรือสีชมพูนมกลับดูซีดเผือดเหมือนป่วยไร้เลือดฝาด ความจริงก็คือคุณมีผิวออกขาว แต่อันเดอร์โทนของคุณกลับมีเม็ดสีเหลืองอยู่ ดังนั้นสีที่เหมาะกับคุณควรเป็นสีส้มหรือชมพูน้ำตาล มากกว่าชมพูนม

4 ผิวขาว   เฉดสีที่สาวผิวสีอื่นไม่สามารถแครี่ได้อย่างสีชมพูนม ขอให้คุณจงโอบรับมันเถิด เพราะคุณทาแล้วจะดูหวานแหววน่ารักน่าเอ็นดูมาก หากต้องการทาสีนู้ดคู่กับตาสโมกกี้เก๋ๆก็พร้อมลุยปาร์ตี้ได้เลย มีเรื่องหนึ่งที่ควรระวังคือเรื่องของความโดดและความดุ หากคุณเกิดอยากทาสีน้ำตาลเข้มขึ้นมา ก็ควรเพิ่มความเข้มให้ใบหน้าด้วยเฉดดิ้งหรือบรอนเซอร์ด้วย

4U2 YOU’RE MINE
4U2 The New Invisible Lipstick ทั้ง 18 เฉด

5 เคล็ดลับห้ามพลาดเกี่ยวกับลิปสติกที่คุณอาจไม่รู้

ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกลิปสติกจนถึงทายังไงให้ไม่เลอะฟัน  4U2 มีเคล็ดลับห้ามพลาดที่คุณอาจไม่รู้หรือมองข้ามเกี่ยวกับลิปสติกมาฝากจ้า

1 ลองลิปสติกยังไงดี   ถือเป็นมารยาทในการลองลิปสติกตามห้างร้าน ที่จะเอาก้านสำลีแต้มเนื้อลิปสติกขึ้นมาลองทาปาก หรือลองจากลิปสติกโดยตรงแล้วใช้ทิชชู่เช็ดคราบปากของคุณออกจากแท่งลิปสติกนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณสามารถเลี่ยงไม่ให้ปากสัมผัสกับแท่งลิปสติกที่แสนจะเป็นสาธารณะได้ เพียงแต้มลิปสติกลงที่ปลายนิ้ว ซึ่งโทนผิวจะใกล้เคียงกับปากมากกว่าหลังมือเสียอีก แค่นี้ก็สบายใจได้แล้ว

2 ลิปสติกใช้แทนบลัชออนได้นะ   หากพกพาลิปสติกสีนู้ดหรือชมพูอ่อนๆไปไหนมาไหนด้วย อาจกลายเป็นตัวช่วยชีวิตคุณเลยก็ได้ เพราะเมื่อไรที่หน้าซีดเกินไป คุณก็สามารถควักมาทาปากและเกลี่ยเบาๆที่แก้มได้ด้วย แต้มที่โหนกแก้มเพียงเล็กน้อย จากนั้นใช้นิ้วเกลี่ยให้เข้ากับผิว แค่นี้ก็รอดแล้ว

3 แต่งปากให้ดูอวบอิ่ม ทำไงดีให้ปากดูอวบเซ็กซี่เหมือนโดนผึ้งต่อย คำตอบไม่ใช่การฉีดโบท็อกค่ะ เป็นเพียงการทาลิปไลเนอร์ให้เลยขอบริมฝีปากออกไปนิดหน่อยก่อนทาลิปสติกสีโปรด จากนั้นก็แต้มลิปกลอสที่กึ่งกลางปากล่างแล้วก็แค่เม้มปากเบาๆ

4 อย่าแต่งตากับปากจัดเต็มพร้อมกัน   ทางที่ดีที่สุดในการแต่งหน้าคือการเลือกทุ่มเทให้กับบริเวณที่คุณดูดีที่สุด เช่นหากคุณมีรูปปากสวย ก็ควรเน้นทาปากเนื้อแมทสีสด แทนที่จะแต่งตาเข้มๆ อย่างไรก็ตามเรื่องอารมณ์เราเปลี่ยนแปลงกันได้ ในบางเวลาที่อยากแต่งตาเข้มก็ควรทาปากสีอ่อนเพื่อรักษาบาลานซ์ให้ใบหน้านะจ๊ะ

5 เลี่ยงลิปสติกติดฟัน   มีเคล็ดลับง่ายๆที่จะช่วยเลี่ยงไม่ให้ลิปสติกติดฟันได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณทาลิปสติกสีสดๆอย่างสีแดง เพียงหลังทาลิปสติกเสร็จก็ใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าปากแล้วทำปากเหมือนดูดนม แล้วค่อยๆดึงนิ้วออก วีธีนี้อาจดูไม่สะอาดไปบ้าง แต่รับรองได้ผลดีกว่าการหนีบปากลงบนกระดาษทิชชูอีกนะ

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก : 

เลือกอาหารที่ใช่ แบบไหนที่แม่ท้องกินได้กินดี

แต่การจะเลือกกินอาหารที่ใช่และได้ประโยชน์ต่อแม่ท้องจริงๆ นั้น จำเป็นต้องเลือกอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน                       สร้างพัฒนาการสมองลูกในครรภ์ และทำให้คุณแม่มีสุขภาพและขับถ่ายดีด้วย

อาหารดี แม่+ลูก มีภูมิคุ้มกัน

**ขณะตั้งครรภ์ ภูมิคุ้มกันลดลง คุณแม่อาจไม่รู้ว่า หากแม่ตั้งครรภ์มีภูมิคุ้มกันที่ดีจะส่งผลต่อเนื่องให้ลูกมี

ภูมิคุ้มกันที่ดีไปด้วยตลอดชีวิต เพราะในช่วงที่แม่ตั้งครรภ์ภูมิคุ้มกันจะเริ่มส่งผ่านสู่ลูกน้อยทารกตั้งแต่เดือนที่ 3 ของตั้งครรภ์ เพื่อสร้างพื้นฐานของภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายที่ดีให้ลูกไปจนโต  แต่ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ ภูมิคุ้มกันของคุณแม่จะลดลง ส่งผลทำให้ร่างกายไวต่อการติดเชื้อ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยจึงมักทำให้เกิดอาการท้องผูก หรือเจ็บป่วยไม่สบายได้ง่าย ร่วมกับเสี่ยงต่อการได้รับอาหารไม่ครบถ้วน ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารต่างๆ ให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน นั่นคือ

กินปลา ตับ ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดหนัง แม่ท้องควรได้รับเนื้อสัตว์ให้เพียงพอทุกวัน แต่ไม่ควรติดหนัง กินปลา มื้อละ 4 ช้อนกินข้าวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง กินตับมื้อละ 4 ช้อนกินข้าว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และกินไข่วันละ 1 ฟอง

** กินผัก ผลไม้ ทุกวันคุณแม่ควรกินผักผลไม้ทุกมื้ออาหาร โดยกินผักมื้อละ 2 ทัพพี และกินผลไม้มื้อละ 2 ส่วน (ผลไม้ 1 ส่วนเท่ากับ กล้วยน้ำว้า 1 ผล/ส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง/ เงาะ 4 ผล/มะละกอ 6 ชิ้นพอคำ)

** ดื่มนม แม่ลูกแข็งแรงดี มีภูมิคุ้มกัน  คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มนมทุกวัน วันละ 1-2 แก้วหรือมากกว่า อาจเป็นนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีสารอาหารจำเป็นทั้งโฟเลทสูง แคลเซียมสูง รวมถึงมีดีเอชเอ ธาตุเหล็กและวิตามินต่างๆ แต่หากคุณแม่ไม่สามารถดื่มนมได้ อาจเลือกอาหารอื่นๆ แทนนม 1 แก้วได้ เช่น โยเกิร์ต 1 ถ้วยครึ่ง  ปลาเล็ก ปลาน้อย 2 ช้อนกินข้าว หรือเต้าหู้แข็ง 4 ช้อนกินข้าว¹,²

แม่ตั้งครรภ์ขับถ่ายดี ด้วยอาหารที่มีจุลินทรีย์มีประโยชน์

เพราะแม่ตั้งครรภ์ทุกท่านมักจะมีอาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก แถมยังไวต่อการติดเชื้อ ทำให้ไม่สบาย ท้องเสียและป่วยง่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ จึงแนะนำให้คุณแม่หมั่นทานอาหารที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เพื่อช่วยลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร เสริมสร้างสุขภาพในลำไส้ ได้แก่ ทานโยเกิร์ตที่มีส่วนประกอบของจุลินทรีย์มีประโยชน์  หรือดื่มนมที่มีจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่มีประโยชน์ เช่น L.rhamnosus (LGG), L.reuteri,B.lactis,B.infantis จะช่วยเพิ่มจำนวน จุลินทรีย์เหล่านี้ให้ทำงานเสริมสร้างสุขภาพทางเดินอาหาร ลดการติดเชื้อในลำไส้ ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ที่สำคัญยังส่งต่อภูมิคุ้มกันที่ดีเหล่านี้ไปยังลูกน้อยอีกด้วย

อยากให้ลูกเติบโตดีตั้งแต่ในครรภ์ คุณแม่ไม่ต้องกินให้มาก แต่กินอย่างมีคุณภาพก็เพียงพอค่ะ

 

ข้อมูลอ้างอิง :
1. โภชนาการหญิงตั้งครรภ์ เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช

2. โปสเตอร์โภชนาการหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลูกมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 2,500 กรัม เอกสารเผยแพร่ กรมอนามัย สำนักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข (http://nutrition.anamai.moph.go.th/images/files/nutrition2500.pdf)

3. Kabeerdoss J,et al. Nutr J. 2011

4. Nishida S, Milk Science. 2004

5. Guiemonde M , iPGN . 2006

Tags

แพ้ไข่

แม่แชร์! ลูก “แพ้ไข่” ขั้นรุนแรงเฉียบพลัน ไม่ระวังอาจเสียชีวิตได้

ไข่ เป็นอาหารที่หากินได้ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังมีคุณค่าทางสารอาหารอย่างมหาศาล นอกจากราคาที่ถูกแล้ว ยังสามารถนำมาปรุงได้หลายเมนูอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ แพ้ไข่ ขั้นรุนแรงเฉียบพลัน ซึ่งเพียงแค่ทานหรือสัมผัส ก็อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

แม่แชร์! ลูก “แพ้ไข่” ขั้นรุนแรงเฉียบพลัน ไม่ระวังอาจเสียชีวิตได้

ไข่ฟองเดียวก็แพ้ได้ เพียงแค่สัมผัส!

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำประสบการณ์ของคุณแม่ Aum Suttisinee Bunsaringkharnnan ที่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ลูกแพ้ไข่ขั้นรุนแรงเฉียบพลัน ซึ่งคุณแม่ได้ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าลูกแพ้ไข่ จึงได้คอยระมัดระวังเป็นอย่างดี ที่จะไม่ให้ลูกทานไข่ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น โดยลูกได้นำไข่ดิบที่วางไว้อยู่ในบ้านมาเล่นแล้วเผลอบีบจนไข่แตกเปื้อนมือและขา หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที ลูกก็มีผื่นแดงขึ้นเต็มตัว นัยน์ตาแดง เสียงแหบ จนคุณแม่ตกใจและตั้งสติปฐมพยาบาลลูกจนอาการดีขึ้น โดยมีเหตุการณ์โดยละเอียด ดังนี้

แชร์ประสบการณ์ลูกรักของแม่แพ้ไข่เฉียบพลันรุนแรง…

เอนจิ้นเป็นเด็กภูมิแพ้ขั้นหนัก แม่พาไปเทสเจาะผลเลือดเมื่ออายุ4เดือน จึงทราบว่าแพ้ไข่ขาว Level สูง อาการจะนอนหายใจครืดคราด ผื่นสากๆตามหน้าและข้อพับ ฉะนั้นการให้ลูกกินนมแม่ล้วน แม่ก็ต้องงดไข่ไปด้วยเพราะคุณหมอบอกว่า ลูกจะรับโปรตีนไข่ผ่านน้ำนมของแม่… จึงตั้งใจงดสิ่งที่หมอเตือนมาตลอด เลี่ยงไข่และอาหารทุกชนิดที่มีส่วนผสมของไข่ ของโปรดแม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นของหวาน เบเกอรี่ พุดดิ้ง ทาร์ตไข่ ขนมปัง สังขยา ทองหยอด บะหมี่เกี๊ยว ฯลฯ อดหมด อยากกินแค่ไหนต้องอดทน เพราะกลัวจะผ่านนมไปสู่ลูก…

แพ้อาหาร
ลูกมีผื่นขึ้นจากการแพ้ไข่เฉียบพลันรุนแรง

จนเมื่อเอนจิ้นอายุขวบครึ่ง เทสอีกรอบแบบเจาะจง จึงทราบเพิ่มเติมว่า แพ้ไข่ขาว ไข่แดง และไรฝุ่น ทั้งหมด Level สูง การทำอาหารให้ลูกจำเป็นต้องเลี่ยงไข่มาโดยตลอด เพราะหากไม่งดจริงจัง ค่อยๆรับไข่ทีละเล็กน้อยจะกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้และไม่หายซักที…

ปัจจุบัน ลูก2ขวบครึ่งแล้ว วันนี้ด้วยความที่ลูกนิสัยซุกซนก็วิ่งไปคว้าไข่ดิบ1ฟองแล้วบีบจนแตก เปื้อนมือแขน ขา ปรากฏว่า ลูกร้องวี๊ดลั่น เกา คัน ผื่นขึ้นเต็มตัวแบบภายใน2-3วินาที เต็มไปหมด เสียงแหบ นัยตาแดงมาก แม่ตกใจมาก รีบจับไปอาบน้ำฟอกสบู่ทันที ให้ยาแก้แพ้ ทายาคาลาไมล์ เอาจริงๆงงหนักเพราะแค่สัมผัส ไม่ได้กินเข้าไป แล้วก็จับไข่แค่ฟองเดียวก็เป็นหนักขนาดนี้…

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แม่แชร์! ลูก “แพ้ไข่” ขั้นรุนแรงเฉียบพลัน ไม่ระวังอาจเสียชีวิตได้

ไขมันทรานส์คืออะไร

ไขมันทรานส์คืออะไร? กินมากไปป่วย 12 โรคอันตราย!!

ตามประกาศห้าม ผลิต จำหน่าย และ นำเข้า ไขมันทรานส์ จากกระทรวงสาธารณสุข ทำให้หลาย ๆ คนตื่นตัวว่า ไขมันทรานส์คืออะไร? ทำไมถึงอันตรายและอันตรายแค่ไหน? มาดูกันค่ะว่า โรคที่เกิดจากการกินอาหารที่มีไขมันทรานส์มีอะไรบ้าง?

ไขมันทรานส์คืออะไร? กินมากไปป่วย 12 โรคอันตราย!!

ไขมันทรานส์คืออะไร?

ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้จากในธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์ขึ้น โดยกรดไขมันธรรมชาติ พบได้ในเนื้อสัตว์ (มีไขมันทรานส์อยู่ประมาณ 3-9%) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว หรือ นมแพะ หรือ นมแกะ (มีไขมันทรานส์อยู่ประมาณ 2-5%) ส่วนไขมันทรานส์ที่เกิดจากการสังเคราะห์ เป็นไขมันที่เกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนในน้ำมัน ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือเป็นของกึ่งเหลว พบในอุตสาหกรรมเนยเทียม หรือเนยขาว ซึ่งไขมันดังกล่าวจะหืนช้า และมีอายุการเก็บรักษานานขึ้น

ไขมันทรานส์เกิดจากอะไร?

จริง ๆ แล้ว ไขมัน เป็น 1 ใน 5 หมู่อาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ แต่อย่างที่ทราบกันว่าในกรดไขมันนั้น มีทั้งไขมันดี (HDL-Choresterol) และ ไขมันเลว (LDL-Choresterol) เนื่องจากการเก็บรักษาน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวนั้น หากเก็บไว้นาน ๆ น้ำมันพืชจะทำปฏิกริยาากับอากาศ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน จึงได้มีการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไป เพื่อให้มีอายุการเก็บรักษานานขึ้น ซึ่งการเติมไฮโดรเจนนี้ ทำให้เกิดไขมันที่เรียกว่า ไขมันทรานส์ ขึ้นมา ซึ่งเจ้าไขมันทรานส์นี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นไขมันเลว และ ยังไปทำลายไขมันดีในร่างกายอีกด้วย ดังนั้น การทานอาหารที่มีไขมันทรานส์มากไป จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ ดังนี้

ไขมันทรานส์
ขอบคุณภาพจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ไขมันทรานส์คืออะไร? กินมากไปป่วย 12 โรคอันตราย!!

ถุงมือแทนมือแม่ แก้ปัญหา ลูกติดมือ

ไอเดียสุดเจ๋ง ถุงมือแทนมือแม่แก้ ลูกติดมือ นอนหลับยาก

ลูกติดมือ ลูกนอนหลับยากเป็นปัญหาที่ทำให้คุณแม่ลูกอ่อนเหนื่อยใจไม่น้อย เพราะกว่าจะกล่อมเจ้าตัวน้อยให้นอนปุ๋ยได้ ก็เล่นเอาหมดแรง แต่คงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับคุณแม่ชาวอเมริกันคนนี้ เมื่อเธอปิ๊งไอเดียทำถุงมือประดิษฐ์แทนมือแม่ ใช้กล่อมลูกให้หลับสบายแบบไม่ต้องอุ้ม พร้อมแชร์ให้คุณแม่คนอื่นทำตามเองได้ไม่ยาก ส่วนจะเป็นอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

ไอเดียสุดเจ๋ง ถุงมือประดิษฐ์แทนมือแม่ แก้ลูกนอนหลับยาก ลูกติดมือ

 

เรื่องราวสุดเจ๋งของคุณแม่สายสตรอง  Abigail Rivera Garcia จากรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวางถึงคิดค้นวิธีจัดการอย่างชาญฉลาด กับอาการนอนหลับยาก และ ลูกติดมือ ของลูกสาววัย 2 เดือนได้อยู่หมัด ด้วยถุงมือแทนมือแม่ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง หลังจากเธอเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายมานานนับเดือน

คุณแม่ฟูลไทม์วัย 23
คุณแม่สายสตรอง ค้นพบวิธีปราบ ลูกติดมือ

คุณแม่วัย 23 เล่าถึงลูกของเธอว่า การเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฉันเลย เมื่อฉันต้องดูแลลูกน้อยวัย 16 เดือน และ 2 เดือนไปพร้อมกัน แถมลูกสาวคนเล็กมีอาการโคลิคและกรดไหลย้อนในทารก ทำให้เธอเป็นเด็กที่หงุดหงิด ขี้งอแง และร้องไห้แม่อุ้มตลอดเวลา

ฉันจึงไม่สามารถวางเธอลงบนเบาะให้นอนได้นานเกิน 10 นาทีเลย ฉันทดลองมาสารพัดวิธีแต่ไม่เคยสำเร็จเลย ทั้งวางหมอนไว้รอบๆตัวเธอ หรือวางเตียงไว้ใกล้หน้าต่างให้สัมผัสอากาศสบายๆ แต่เจ้าตัวน้อยก็ไม่เคยหยุดงอแง ฉันจำเป็นแทบจะต้องอุ้มลูกอยู่แทบตลอดเวลา ขณะที่ลูกชายอีกคนก็อยากให้ฉันเล่นด้วย ทุกวันจึงเต็มไปด้วยความเครียด และกังวลตลอดเวลา

ลูกชายกับลูกสาวของคุณแม่คนเก่ง
ลูกของเธอทั้งสองคนคลอดก่อนกำหนด

เพราะเป็นโคลิค ทำลูกติดมือจริงหรือ

ทารกแรกเกิดกับการร้องไห้ของคู่กัน เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ลูกน้อยใช้สี่อสารกับคุณแม่ให้หันมาสนใจความต้องการของตัวเอง เช่น หิวนม ปวดท้อง แพมเพิสเต็ม หรือไม่สบายตัว  แต่ถ้าสังเกตว่าลูกร้องแต่ละครั้งเป็นเวลานานติดต่อกันทุกวัน ลูกอาจเป็นโคลิคได้ แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

การร้องแบบโคลิคเกิดกับทารกแรกเกิดอายุ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน บางคนจะร้องมากและนานจนตัวงอมาก มักเป็นเวลาซ้ำๆ ในช่วงเย็นหรือกลางคืน หรือบางคนอาจร้องนานต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน  ซึ่งถือเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับคุณแม่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ทุกวัน ซึ่งทำให้่ร่างกายของคุณแม่เหนื่อยล้าเพราะพักผ่อนน้อย และสภาพจิตใจย่ำแย่จากการอยู่ในภาวะตึงเครียดเป็นเวลานาน

 

 MUST READ: กรดไหลย้อนในเด็กทารก + 4 เทคนิคป้องกันไม่ให้ลูกเป็นกรดไหลย้อน

 

สาเหตุหลักๆของการเกิดโคลิคมาจากทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของลูกน้อยเอง รวมถึงพันธุกรรมด้วย เช่น เป็นเด็กเลี้ยงยากโดยพื้นฐาน ความเครียดของแม่ขณะตั้งท้อง ลูกกินอิ่มเกินไป ไม่เรอ ท้องอืด กรดไหลย้อนในเด็ก แพ้อาหาร หรือลำไส้ทำงานผิดปกติ เป็นต้น ไม่ว่าจะร้องไห้ด้วยสาเหตุใดก็ตาม สิ่งเดียวอาจพอจะทำให้ลูกสงบลงได้ คือ คุณแม่ต้องอุ้มลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกอยากอยู่ใกล้แม่ และอาจทำให้ ลูกติดมือ ได้

 

อ่านต่อ กลัวลูกติดมือ ควรอุ้มลูกบ่อยๆหรือไม่ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคขาดวิตามินเค

โรคขาดวิตามินเค ทำลูกเลือดไหลไม่หยุด อาการสำคัญที่พ่อแม่ต้องรู้

อุทาหรณ์น่าสงสาร! เมื่อหนูน้อยต้องพิการตาบอด เพียงเพราะแม่เผลอตัดเล็บเข้าเนื้อ ทำลูกเลือดไหลไม่หยุดนาน 17 ชม. สุดท้ายตรวจพบเป็น โรคขาดวิตามินเค โรคหายาก 1 ในล้าน

โรคขาดวิตามินเค ทำลูกเลือดไหลไม่หยุด
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องรู้
!

เรียกได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ช่วยเตือนสติคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนว่าไม่ควรชะล่าใจ หากลูกป่วย หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพาไปหาหมอทันที มิเช่นนั้นอาจเกิดเรื่องร้ายแรง จนทำให้ลูกพิการได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ของคุณแม่ท่านนี้ ที่ลูกน้อยต้องกลายเป็นเด็กพิการถึงขั้นตาขวาบอด เพียงเพราะแค่ตัดเล็บเข้าเนื้อ ทำให้ลูกเลือดไหลไม่หยุดนาน 17 ชั่วโมง สุดท้ายตรวจพบว่าเป็น โรคขาดวิตามินเค

ซึ่งเรื่องราวนี้ทางผู้เขียนได้พบเห็นคุณแม่ท่านนี้ที่อดทนสู้ชีวิต และเลี้ยงลูกน้อยที่ป่วยเป็น โรคขาดวิตามินเค โดยคอยบอกเล่าเรื่องราวอาการผ่านเฟซบุ๊กกรุ๊ปหนึ่ง จึงขออนุญาตนำคุณแม่และนำเรื่องราวอาการเจ็บป่วยของน้อง ที่คุณแม่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับทางเว็บไซต์ไทยรัฐ เพื่อมาเป็นอุทาหรณ์ ความรู้ เตือนใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ท่านอื่น ได้รับทราบกัน

โดยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้… เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 26 เม.ย. 61 ขณะที่คุณแม่ส้ม อาศัยอยู่บ้านกับลูกสองคน (น้องเตชินท์) หลังตัดเล็บให้น้องเตชินท์ที่เพิ่งคลอดได้ 28 วัน แต่ดันพลาดโดนเนื้อ จึงทำให้มีเลือดไหลซึมตามร่องแผล คุณแม่ส้มจึงนำพลาสเตอร์มาปิดห้ามเลือด … แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ชม. ก็พบว่าเลือดยังไหลอยู่จนล้นพลาสเตอร์ คุณแม่ก็เริ่มเอะใจ  และตั้งใจว่า 2 ทุ่ม เมื่อคนในบ้านเลิกงานกลับมา จะพาลูกไปหาหมอ

แต่หลังจากที่คนในบ้านดูบาดแผลของน้องแล้ว ก็คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก แผลเล็กนิดเดียว จึงล้างแผลด้วยน้ำยาล้างแผล แล้วนำสำลีให้น้องกำและใส่ถุงมือเด็กสวมทับไว้ทั้งคืน ด้านตัวคุณแม่เองก็คิดหนักจนนอนไม่ค่อยหลับ กังวลและเป็นห่วงลูก …พอรุ่งเช้าของวันที่ 27 เม.ย. ก็พบว่าน้องยังมีเลือดไหลซึมอยู่ จึงร้อนรนพาไป รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง

โรคขาดวิตามินเค
เลือดยังไหลซึมทั้งคืนจนชุ่มถุงมือ

ซึ่งคุณแม่เล่าถึงการรักษาของ รพ. แห่งแรกนี้ว่า “ตกใจมาก เช้ามาเลือดเต็มสำลี ล้นออกมานอกถุงมือ ถึงโรงพยาบาล ลูกถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน หมอดูสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก ดูแผล แล้วกดไว้สักแป๊บ จากนั้นบอกว่า หยุดไหลแล้ว แต่พอหมอปล่อยมือออก เลือดก็ซึมออกอีก เลยนำยาพันกับผ้าก๊อซกดไว้ และให้กลับบ้าน ไม่ได้ดูลูกว่าผิดปกติอะไรไหม”

อ่านต่อ >> “ไทม์ไลน์เรื่องราวของน้องเตชินท์ ที่ป่วยเป็นโรคขาดวิตามินเค
หลังคุณแม่ตัดเล็บ พลาดโดนเนื้อ เลือดซึมไหลไม่หยุด” คลิกหน้า 2

เป็นริดสีดวงตอนท้อง

เป็นริดสีดวงตอนท้อง ดูแลอย่างไร? คลอดธรรมชาติได้ไหม?

แม่ท้องจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหาการ เป็นริดสีดวงตอนท้อง โดยอาการของริดสีดวงขณะตั้งครรภ์ สามารถทำให้เกิดอาการปวด คัน เจ็บ หรือมีเลือดออกโดยเฉพาะขณะหรือหลังจากการขับถ่าย แม้ว่าการมีริดสีดวงนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง และมักจะหายไปได้เองหลังคลอด แต่กลับสร้างความรำคาญให้แม่ท้องได้ไม่น้อย

เป็นริดสีดวงตอนท้อง ดูแลอย่างไร? คลอดธรรมชาติได้ไหม?

ริดสีดวงทวารคืออะไร?

ริดสีดวง เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไปในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพอง (ขอด) เป็นหัว แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว โดยอาการของโรคนี้มักจะเกิดขึ้นในเวลาท้องผูกหรือท้องเสีย ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีอาการรุนแรงหรืออันตราย โดยอาจจะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง น่ารำคาญ หรือทำให้วิตกกังวลได้ หัวริดสีดวงที่พบอาจมีเพียงหัวเดียวหรือมีหลายหัวก็ได้ ถ้าเกิดจากหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังตรงปากทวารหนักจะเรียกว่า “ริดสีดวงภายนอก” ซึ่งอาจมองเห็นจากภายนอกได้ แต่ถ้าเกิดจากหลอดเลือดอยู่ลึกเข้าไปจะเรียกว่า “ริดสีดวงภายใน” ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อใช้กล้องส่องตรวจไส้โดยตรง

ริดสีดวงทวารขณะตั้งครรภ์
แม่ท้องที่ยืนหรือนั่งนาน ๆ มีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารขณะตั้งครรภ์ได้

เป็นริดสีดวงตอนท้อง สาเหตุมาจากอะไร?

  • ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้ปริมาณและการไหลเวียนของเลือดในร่างกายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะร่างกายส่วนล่าง แต่ระบบไหลเวียนเลือดกลับไหลเวียนได้ไม่สะดวก เพราะครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ไปกดทับเส้นเลือดดำในบริเวณอุ้งเชิงกราน เกิดเป็นภาวะเลือดคั่งในเส้นเลือดดำและเกิดการบวมบริเวณทวารหนัก
  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ทำให้แม่ท้องต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน จนทำให้กลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดเจ็บ จนส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพองหรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย โดยริดสีดวงนี้เป็นอาการที่พบได้บ่อยในแม่ท้องที่ท้องผูก งานวิจัยระบุว่า 38% ของคนท้อง มักจะประสบปัญหาท้องผูกขณะตั้งครรภ์
  • น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากในแม่ท้อง มีผลให้มีแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานเพิ่มสูงขึ้น เลือดจึงคั่งในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดได้
  • ความไม่สมดุลในโภชนาการของแม่ท้อง โดยแม่ท้องที่มักมีอาการริดสีดวงทวารนั้น มักจะรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
  • การนั่ง หรือยืนนาน ๆ มีส่วนทำให้เกิดอาการริดสีดวงทวารได้ เนื่องจากเมื่อนั่งหรือยืนนาน ๆ เลือดก็จะไปรวมอยู่ส่วนที่ต่ำที่สุดของร่างกาย จนทำให้เลือดไปคั่งที่บริเวณเท้าหรือบริเวณทวาร จนผลให้เกิดอาการริดสีดวงทวารได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เป็นริดสีดวงตอนท้อง มีอาการอย่างไร?

ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ

ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ ? เลือกแบบไหนวัดไข้ลูกแม่นยำที่สุด!

หากคุณแม่ต้องการซื้อ ปรอทวัดไข้ลูก ซึ่งในท้องตลาดมีขายอยู่มากมายหลายชนิด แล้วความจริง ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ และแบบไหนสามารถ วัดไข้ ลูกได้แม่นยำที่สุด ตามมาดูกันค่ะ

ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ เลือกแบบไหนวัดไข้ลูกแม่นยำที่สุด

ปรอทวัดไข้ทารก หรือ ปรอทวัดไข้สำหรับเด็ก เป็นไอเท็มสำหรับในหมวด ของใช้ลูก ที่ขาดไม่ได้ เพราะลูกน้อยสามารถป่วยไข้ได้ตลอดเวลา ซึ่งไข้เป็นสิ่งบ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย มักทำให้ลูกงอแง ซึ่งหากลูกอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 – 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะถือว่า ลูกกำลังป่วยเป็นไข้

ทั้งนี้การใช้เพียงความรู้สึกจากการสัมผัสด้วยมือว่าลูกมีไข้สูงหรือไม่ อาจไม่เพียงพอเพราะมีความคลาดเคลื่อนได้มาก และในกรณีที่ลูกมีไข้สูงมากจริง อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ ไม่ทันได้ระวังว่าจะเกิดการชักจากไข้สูง เพราะไม่ทราบว่าขณะนั้น อุณหภูมิของตัวลูกเป็นเท่าไรกันแน่ ทำให้ไม่ได้รีบให้ยาลดไข้และเช็ดตัว เพื่อทำให้ไข้ลงได้ทันการณ์

ซึ่งหากลูกน้อยเจ็บป่วยมีไข้ขึ้นมา เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาไปหาคุณหมอเพื่อปรึกษาเรื่องการเจ็บป่วยของลูกนั้น ควรจะบอกคุณหมอเสมอว่าวัดไข้ได้เท่าไร และวัดที่ส่วนไหนของร่างกายรวมถึงชนิดของปรอทที่ใช้ด้วย เพื่อที่จะได้ช่วยคุณหมอวินิจฉัยอาการป่วยของลูกน้อยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ
การใช้ปรอทวัดไข้กับลูกน้อย

วิธีการวัดไข้

ทั้งนี้การ วัดไข้ เป็นการวัดค่าอุณหภูมิของร่างกายด้วยปรอท หรือเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้แบบต่าง ๆ เพื่อดูว่าเป็นปกติหรือมีอาการไข้ ดูประสิทธิภาพในการใช้ยาลดไข้ และช่วยคำนวณหาวันไข่ตกในผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยการวัดไข้สามารถวัดได้จากหลายจุดในร่างกาย และก่อนที่จะไปดูว่า ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จักวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้วัดไข้ให้ลูก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 วิธี  ดังนี้

  • ทางปาก (Orally) เป็นการวัดอุณหภูมิลูกจากใต้ลิ้นภายในช่องปาก
  • ทางรักแร้ (Axillary) เป็นการวัดไข้โดยให้ลูกหนีบเทอร์โมมิเตอร์ไว้ที่รักแร้ แต่ค่าอุณหภูมิปกติจะต่ำกว่าการวัดทางปาก
  • ทางทวารหนัก (Rectally) เป็นการวัดไข้โดยการสอดเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปทางทวารหนักของลูกน้อย ซึ่งค่าอุณหภูมิปกติจะสูงกว่าการวัดทางปาก
  • ทางหู (By Ear) เป็นการวัดอุณหภูมิด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบดิจิทัลทางช่องหูของลูกน้อย
  • ทางผิวหนัง (By Skin) เป็นการวัดไข้บริเวณหน้าผากของลูกน้อย ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ที่มีลักษณะเป็นแผ่นแปะขนาดเล็กและมีตัวเลขแสดงอุณหภูมิ

อ่านต่อ >> ข้อควรรู้ก่อนเลือกปรอทวัดไข้ให้เหมาะกับลูกน้อย” คลิกหน้า 2

อ่านต่อบทความอื่น คลิก : 

บุฟเฟ่ต์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ

เติมพลังสมองให้ลูกน้อยกับ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ ง่ายๆ จำได้แม่น

อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ หรือ breakfast เป็นคำศัพท์พื้นฐานที่เด็กๆ เริ่มเรียนภาษาอังกฤษจะได้รู้จัก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวและคุ้นเคยดี ก่อนทำกิจกรรมอื่นๆ ของวัน คุณพ่อคุณแม่จะเตรียมเมนูโปรดให้ลูกน้อยกินจนอิ่มแปร้ เพื่อเติมพลังกาย พลังสมองให้พร้อมเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

เด็กแต่ละบ้านชอบอาหารเช้าไม่เหมือนกัน บางคนชอบกินอาหารสไตล์ฝรั่ง มีไข่ดาวกับไส้กรอก บางคนชอบกินโจ๊กหมูแบบไทยๆ หรืออาจสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกฝนคำศัพท์ภาษาอังกฤษลูก ให้อิ่มท้อง และอิ่มสมองไปพร้อมๆ กัน

อ.คริส และน้องวินขออาสาเป็นตัวช่วยในการสอนภาษาอังกฤษ ให้เด็กๆ ได้รู้จักกับคำศัพท์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ กันมากขึ้น กับ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง และในฐานะคุณพ่อลูก 2 พาทุกคนไปเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษในโรงแรม น่ารู้ ด้วยเทคนิคแบบง่ายๆเพื่อใช้สอนลูกน้อย ส่วนจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารเช้า ง่ายๆ สอนลูกให้จำแม่น

 

การให้เด็กๆ กินมื้อเช้าอย่างเต็มที่เท่ากับได้เตรียมความพร้อมของร่างกายกับสมองให้พร้อมทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตามพัฒนาของลูกในแต่ละวัย อาหารเช้าจึงไม่ใช่การกินเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่ต้องให้พลังงานและสารอาหารต่างๆ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ในปริมาณเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ

หากลูกน้อยไม่ค่อยชอบกินอาหารเช้า หรือกินได้น้อย คุณพ่อคุณแม่คงต้องอาศัยเทคนิคหลอกล่อให้ช่วงเวลาอาหารเช้าสนุกยิ่งขึ้น เช่น การสอนคำศัพท์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย จึงสามารถเลือกใช้ได้ทั้งคำศัพท์เกี่ยวกับเมนูอาหาร วัตถุดิบ หรือแม้แต่วิธีการปรุงต่างๆ พร้อมกับชี้ชวนให้ลูกจดจำได้จากของกินจริงๆบนโต๊ะอาหารได้เลย

MUST READ: แพทย์เตือน ไม่กินข้าวเช้า ระวังเสี่ยง 6 โรคร้าย

นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเติมคำศัพท์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ ให้ลูกได้ทุกวัน ตามชนิดของเมนูที่กินในแต่ละวัน เช่น อาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง จีน และไทย  หรือบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าเวลาไปพักโรงแรม เพื่อให้ลูกมีคลังศัพท์ได้เลือกใช้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมการกิน ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ ทำให้ลูกน้อยพัฒนาสู่กับการเด็กสองภาษาที่มีคุณภาพ ชำนาญทั้งภาษาอังกฤษ และเข้าใจวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

ตามมาดูอ. คริสกับน้องวิน ไปทำความรู้จักกับคำศัพท์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ กับรายการ KidsTalk ช่วง DaddyTalks ตอน  บุฟเฟ่ต์อาหารเช้า กันเลยค่ะ

 

มาทบทวนคำศัพท์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ และประโยคน่ารู้กันอีกครั้งนะคะ

คำศัพท์ อาหารเช้า ภาษาอังกฤษ
คำศัพท์อาหารเช้าน่ารู้

 

คำศัพท์เกี่ยวกับไข่ อาหารเช้า
มีคำศัพท์เกี่ยวกับไข่มากมายไว้สอนเด็กๆ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประโยคและคำศัพท์เกี่ยวกับ อาหารเช้าภาษาอังกฤษ ที่ใช้คุยกับลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

 

 ชมคลิปอื่นๆ ของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Tags

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์

9 ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ก่อน 2 ขวบ

ระวัง! ลูกน้อยที่พูดเก่ง ร่าเริงสดใส อาจกลายเป็นใบ้ได้ เพราะโทรศัพท์มือถือ …ตามมาดูเรื่องจริง กับ ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ว่าร้ายแรงแค่ไหน กันเลยค่ะ

แชร์จากเรื่องจริง! ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์
ทำลูกเกือบเป็นใบ้

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นทั้งผู้ใหญ่ ไปจนถึงลูกเล็กเด็กแดง โดยเฉพาะวัยที่ไม่ถึง 2 ขวบ บางคนยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กลับใช้มือปัดหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือเครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเป็นภาพที่เห็นกันคุ้นตา

ซึ่งตัวเด็กเองยังไร้เดียงสา แต่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ ถึงจะมีคุณอนันต์ แต่ ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ก็มีมากด้วยเช่นกัน หากใช้ไม่เป็น ไม่ถูกที่ ถูกเวลา ถูกสถานการณ์ หรือไม่ถูกกับคนในแต่ละช่วงวัย

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้ ก็มักจะมีเหตุผลมาประกอบเสมอเพื่อหยิบยื่นเจ้าอุปกรณ์เหล่านี้ให้กับลูกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อ

  • ไม่มีเวลาดูแล เพราะต้องทำงาน
  • เดี๋ยวลูกไม่ทันสมัย กลัวลูกด้อยกลัวคนอื่น
  • หรือแม้แต่เหตุผลที่พอจะฟังขึ้นหน่อยก็อยากให้ลูกได้เรียนรู้ เพราะมีหลายแอพพลิเคชั่นที่เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา

ซึ่งนั้นก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง แต่ข้อดีนั้นจะเพียงพอหรือไม่ถ้าเทียบกับช่วงอายุ และผลกระทบที่กำลังจะเกิดตามมา

ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์
นี่คือ ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ทำลูกเกือบเป็นใบ้

โดยเรื่อง ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ มีผลการศึกษาของ Dr. Jenny Radesky กุมารแพทย์แห่งศูนย์การแพทย์บอสตัน สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการของเด็ก ซึ่งได้ศึกษาพฤติกรรมของพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ ที่รับประทานอาหารในร้านอาหาร พบว่า…

พ่อแม่ 55 คนใช้สมาร์ทโฟนในระหว่างการรับประทานอาหาร แม้ว่าเด็กจะร้องไห้ หรือแสดงพฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่อย่างไรก็ตาม พ่อแม่จะสนใจการพูดคุยโทรศัพท์มากกว่าลูก

Dr. Radesky กล่าวว่า… เด็กเรียนรู้ภาษา เรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยการเฝ้าดูอากัปกิริยา การสนทนา และการแสดงออกทางสีหน้าของผู้คนที่อยู่รอบตัว หากเด็กหรือพ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าจอ ก็จะทำให้ขาดการเรียนรู้ดังกล่าว

ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ อันหมายถึง เด็กจะต้องการให้ผู้อื่นตอบสนองต่อตนเองในแบบอย่างเดียวกับที่สมาร์ทโฟนตอบสนอง คือ ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีสีสัน บางครั้งอาจถึงขั้นก้าวร้าว

 

อ่านต่อเรื่องจริง! “ผลเสียของการให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ทำลูกเกือบเป็นใบ้” คลิกหน้า 2

มันฝรั่งทอด กินมากไปเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์

คุณแม่หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่ามันฝรั่ง เช่น มันฝรั่งหวาน มันฝรั่งทอด มันฝรั่งต้ม มีประโยชน์ ทั้งวิตามินเอช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน โดยเฉพาะคุณแม่ให้นมลูกมีส่วนสำคัญในการสร้างน้ำนม และวิตามินซีช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง

Continue reading “มันฝรั่งทอด กินมากไปเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์”

คัมภีร์การดูแลลูก

แจกคัมภีร์ การดูแลลูก ครบทุกช่วงวัย ตั้งแต่ “แรกเกิด – 12 ปี”

แจกคัมภีร์สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ โดยเฉพาะ กับแนวทาง การดูแลลูก และช่วยพัฒนาลูกน้อย ครบทุกช่วงวัย ตั้งแต่ แรกเกิด ถึง 12 ปี

คัมภีร์ การดูแลลูก ครบทุกช่วงวัย ตั้งแต่ “แรกเกิด – 12 ปี”

การดูแลลูก สำหรับพ่อแม่มือใหม่ อาจเป็นเรื่องยาก และถ้าไม่มีผู้ช่วยด้วยแล้ว ยิ่งถือเป็นงานหินที่คุณพ่อคุณแม่ต้องผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเองเลย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องค่อยๆ เลี้ยงลูกน้อย พร้อมเรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่การหาตัวช่วยอย่างเช่น สอบถามจากคนรู้จัก ญาติผู้ใหญ่ และหาข้อมูลต่างๆในอินเตอร์เน็ต ก็สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้อีกทาง

แต่ทั้งนี้ในโลกอินเตอร์เน็ตก็อาจมีบางข้อมูลที่ไม่ได้รับการกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อนำไปใช้ในการเลี้ยงลูกอาจจะไม่เหมาะสมกับลูกของตนเอง Amarin Baby & Kids จึงมีหนังสือคู่มือพ่อแม่ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลลูกน้อย มาแนะนำ

ซึ่งเป็นหนังสือ (ไฟล์ PDF โหลดเก็บไว้อ่านทางมือถือ หรือ แท็บเล็ต) ที่รวบรวมความรู้และหลักเกณฑ์ในการเลี้ยงลูกในวัยต่างๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับมือกับ อารมณ์ และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัย ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมแก่ลูกในวัยนั้น ๆ รวมไปถึงการวางแนวทาง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

เรียกได้ว่าเป็น คัมภีร์ที่ช่วยให้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการเลี้ยงลูกที่ครบถ้วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลี้ยงลูก ยังต้องอาศัยความรัก ความใกล้ชิด ความเอาใจใส่ และความต่อเนื่องตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อที่ลูกน้อยจะได้โตเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่สมบูรณ์ทุกๆ ด้านในยุค 4G

การดูแลลูก
คัมภีร์ การดูแลลูก ครบทุกช่วงวัย ตั้งแต่ “แรกเกิด – 12 ปี”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบปัญหาเด็กไทยมีปริมาณสูงขึ้นชัดเจน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใหญ่ทุกหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องให้การร่วมมือและสนับสนุน โดยหน้าที่หลักของกุมารแพทย์นอกจากให้การรักษาดูแลขณะเจ็บป่วยแล้ว กุมารแพทย์ก็ต้องให้คำแนะนำครอบครัวในแต่ละช่วงวัยเพื่อเป็นหลักในการเลี้ยงดู พัฒนาเด็กเราให้เติบโตอย่างถูกทิศทาง เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป

แต่ขณะเดียวกัน ตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ก็เป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างสูงต่อการส่งเสริม เลี้ยงดู พัฒนาลูกน้อยรอบด้าน และให้โอกาสให้ลูกได้มีประสบการณ์ในด้านต่างๆตลอดช่วง 15 ปีแรกของชีวิต ซึ่งจำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กต่อไป

 

ซึ่งสำหรับคู่มือ การดูแลลูกที่ทาง Amarin Baby & Kids นำมาให้ดาวน์โหลดฟรีนี้ จัดทำและเผยแพร่โดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเขียนโดยคณาจารย์หมอเด็กชั้นนำของประเทศไทย เพื่อคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะ!!!

 

โดยเป็นเรื่องการดูแลและพัฒนาเด็ก ตั้งแต่ช่วงอายุแรกเกิด – 3 ปี , 3 ปี – 6 ปี ,  6 ปี – 12 ปี รวมไปถึง การดูแลลูก ในช่วงวัยรุ่น คือ 12 – 18 ปี และยังมีหนังสือแนวทางการดูและสุขภาพเด็กอีกด้วย

 

>> หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการ คู่มือ การดูแลลูกน้อย วัย 0-3 ปี
ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ฟรี! คลิกด้านล่างนี้เลย ⇓

คู่มือสําหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก วัยเด็กเล็ก 0-3 ปี

การดูแลลูก
คัมภีร์ การดูแลลูก วัยเด็กเล็ก 0-3 ปี

 

คลิกหน้า 2 เพื่อดาวน์โหลดคัมภีร์การดูแลลูก ตั้งแต่ 3 – 12 ปี

คนท้องขาบวม

คนท้องขาบวม ไม่ใช่เรื่องปกติ! เสี่ยงแท้งจากโรคลิ่มเลือดอุดตัน

คนท้องขาบวม ในหญิงตั้งครรภ์บางคนอาจเกิดจากโรค Antiphospholipid syndrome (APS) หรือ โรคลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญโรคหนึ่งของคนท้อง เพราะหากเป็นแล้วอาจกระทบถึงลูกในท้องอย่างรุนแรงได้

คนท้องขาบวม ไม่ใช่เรื่องปกติ! เสี่ยงแท้งจากโรคลิ่มเลือดอุดตัน

โรค APS คืออะไร?

คือ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ได้ทำลายตนเองเพื่อไปกำจัดสารที่เรียกว่าฟอสโฟลิพิด ซึ่งฟอสโฟลิพิด คือ สารจำพวกไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทั่ว ๆ ไปทั้งหมดของร่างกาย แต่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจพบว่าสารฟอสโฟลิพิดของร่างกายนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงส่งแอนติบอดี้ไปทำลายและกำจัดทิ้ง ซึ่งการทำลายดังกล่าวส่งผลให้เกิดการกระตุ้นให้การเกิดการแข็งตัวของเลือดขึ้น จนทำให้เกิดลิ่มเลือด และลิ่มเลือดนี้ก็สามารถไปขัดขวางและอุดตันบริเวณเส้นเลือดได้

ในบางคนที่เป็นโรคนี้ เมื่อเป็นแล้ว กลับไม่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้ไม่มีอาการอะไรที่แสดงว่ากำลังป่วยอยู่ แต่เมื่อตั้งครรภ์ กลับมีอาการที่รุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อลูกในท้องอย่างรุนแรง

โรคลิ่มเลือดอุดตัน
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.onlinejacc.org

สาเหตุของโรค APS

โรคนี้ สามารถเกิดบุคคลใดก็ได้ ช่วงอายุไหนก็ได้ โดยสามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ 0.5%  ของประชากรทั้งหมด โดยในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดนั้น โรคนี้เกิดกับผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์สูงถึง 70% สำหรับสาเหตุนั้น  ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่สันนิษฐานกันว่าอาจเป็นผลของ Antiphospholipid Antibody ต่อเยื่อบุชั้นในของเกล็ดเลือด หรือส่วนประกอบการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติของผนังด้านในของหลอดเลือด โดยมีภูมิคุ้มกันในร่างกายมาเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตัน ความผิดปกตินี้มักเกิดตามหลังจากมีการติดเชื้อภายในร่างกาย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คนท้องขาบวม ไม่ใช่เรื่องปกติ! เสี่ยงแท้งจากโรคลิ่มเลือดอุดตัน

สุดยอด วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก

เผยสุดยอด วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก เนื้อหวานอร่อย แบบไม่ต้องผ่า

แตงโม เป็นหนึ่งในผลไม้ประจำมื้อาหารของหลายบ้าน นอกจากรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบอร่อย กินแล้วสดชื่นคลายร้อนได้ดีแล้ว แตงโมยังเป็นผลไม้หาซื้อง่ายได้ตลอดทั้งปี แต่จะมี วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก อย่างไรบ้าง ถึงจะได้แตงโมลูกหวานกรอบ สีแดงสวย น่าหม่ำ แบบไม่ต้องผ่าชิมเนื้อ หรือฟังเสียงดีดป๊อกๆ ให้เมื่อยนิ้ว

พบกับ วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก อร่อยทั้งผล แบบไม่ต้องผ่า

เมื่อแม่ๆ อาศัยอยู่ในเมืองร้อน คงหนีอากาศร้อนไม่พ้น มีแค่วันไหนจะร้อนมาก หรือร้อนน้อยกว่ากันเท่านั้น หนึ่งในวิธีแก้ร้อนยอดนิยมที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย คือการกินผลไม้ฤทธิ์เย็น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องโชคดีมากที่เมืองไทย มีผลไม้ฤทธิ์เย็นหลายชนิดให้เลือก ทั้ง มังคุด มะละกอ  ชมพู่ มะพร้าว ให้เลือกกินได้ตามชอบใจ แต่ที่เป็นไฮไลท์ช่วงหน้าร้อนของทุกปี คือ “แตงโม”

 

วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก เนื้อแน่น น่ากิน
วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก ได้เนื้อแน่นน่ากิน

 

แตงโมมีดีตรงไหนบ้าง

แตงโมเป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับเมลอน แคนตาลูป และแตงกวา ซึ่งเนื้อมีน้ำมาก เมื่อกินเข้าไปแล้วช่วยคลายความร้อนได้ดี นอกจากนี้ในเนื้อสีแดงเข้มของแตงโมยังอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ ที่มีประโยชน์แก่ร่างกายหลายชนิด ทั้งกลูโคส เส้นใยอาหาร วิตามินเอ บี และซี กรดโฟลิก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และสังกะสี เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้แตงโมจึงถูกนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพในหลายๆ อย่าง นอกจากจะกินเนื้ออร่อยแล้ว คุณแม่ยังนำเนื้อแตงโมมาพอกหน้า เพื่อดูดซับความมัน เพิ่มความชุ่มชื้นบนใบหน้า หรือลดอาการแสบแดงจากผิวไหม้แดดได้ดีอีกด้วย  แถมในเนื้อหวานฉ่ำของแตงโมยังมีเต็มไปด้วยสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีเช่นเดียวกับที่มีอยู่ในมะเขือเทศ แถมช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย

หากกินแตงโมเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา และเส้นผมให้แข็งแรง ใช้ล้างพิษจากอาหาร ลดไข้ บรรเทาอาการคอแห้ง และรักษาแผลในปากได้ ทั้งนี้ วิธีเลือกแตงโม ให้ลูก จะต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้มีสารตกค้างในผลแตงโมน้อยที่สุด

ประโยชน์ของแตงโม

เด็กๆ กินแตงโมวัยไหนดี

สำหรับเด็กๆ แตงโมเป็นผลไม้โปรดของหลายคน เพราะรสชาติอร่อย กินแล้วช่วยให้หายร้อนได้ดี ยิ่งเป็นแตงโมแช่เย็นๆด้วยแล้วอร่อยชนะไอศกรีมเป็นไหนๆ คุณแม่สามารถให้ลูกน้อยเริ่มกินแตงโมได้ตั้งแต่วัย 8- 10 เดือน  ในวัยนี้ลูกจะเริ่มมีฟันขึ้นแล้ว โดยหั่นแตงโมเป็นชิ้นเล็กประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ให้ลูกหยิบเคี้ยวเพลิน พร้อมกับทำความคุ้นเคยกับอาหารที่มีเนื้อหยาบขึ้น

พอเด็กโตขึ้นอายุสัก 10 – 12 เดือน ลูกน้อยเริ่มฟันขึ้นเยอะกว่าเดิม และสนุกกับการเคี้ยวอาหารด้วยฟันหน้าได้ เด็กจึงพร้อมจะกินผลไม้ที่เนื้อแข็งขึ้น ให้คุณแม่หั่นแตงโมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หรือเป็นแท่งให้ลูกถือกินเอง แต่ไม่ควรกินเกิน 2 – 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารอื่นๆ ด้วย

อ่านต่อ แตงโมกินแค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

หย่านม

วิธี “หย่านม” แบบนุ่มนวล ไม่ทำร้ายจิตใจลูก

ช่วงเวลาของการ หย่านม เป็นช่วงเวลาที่สร้างความหงุดหงิดใจ เสียใจ ให้กับลูกไม่น้อย เพราะสำหรับลูก นมแม่ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารชั้นดีแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบขวัญเมื่อเจอกับสิ่งที่น่าตกใจ น่ากลัว น่ากังวลใจ ของลูกอีกด้วย ดังนั้น การจะพรากสิ่ง ๆ นี้ไปจากลูก ย่อมทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ

วิธี “หย่านม” แบบนุ่มนวล ไม่ทำร้ายจิตใจลูก

การ หย่านม คือ การที่คุณแม่เปลี่ยนวิธีการทานนมแม่จากการดูดนมแม่จากเต้า ไปดูดนมแม่หรือนมผงจากขวด หรือกินอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งกระบวนการ หย่านม นี้ อาจต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางด้านพัฒนาการของลูก การให้ลูกเลิกทานนมจากเต้า ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่ประการใดค่ะ เพราะเรายังสามารถปั๊มนมแม่ให้ลูกทานจากขวดได้เช่นกัน แต่หากคุณแม่มีความจำเป็นอื่น ๆ ที่จะต้องให้ลูกทานนมผงแทนนมแม่ ควรเปลี่ยนจากนมแม่เป็นนมผง หลังจากลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป เพราะนมแม่ดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก จึงควรให้ลูกได้ทานนมแม่ไปให้นานที่สุดเท่าที่คุณแม่สบายใจ แต่ไม่ควรน้อยกว่า 6 เดือน

หย่านมแม่
หย่านมแม่ แบบแฮปปี้ ส่งผลดีกับทั้งแม่และลูก

สัญญาณที่บอกว่าลูกพร้อมหย่านมแล้ว

เด็กในวัยที่สามารถเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวไปมาตามที่ต้องการได้แล้ว มักจะห่วงการเล่น การเดิน การวิ่ง มากกว่าการดูดนมแม่ จึงทำให้แม่ ๆ ส่วนใหญ่ เลือกที่จะหย่านมในช่วงที่ลูกมีอายุ 1-3 ขวบ และเพราะเด็กในวัยนี้ การทานนม ไม่ได้ทานเป็นอาหารหลักแล้ว การทานนมจากเต้า จึงเป็นเพียงการทานเพื่อให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจมากกว่าการทานให้อิ่มท้อง อย่างไรก็ตาม นมแม่ยังเป็นอาหารเสริมที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อย คุณแม่จึงสามารถปั๊มนมแม่ใส่ขวดให้ลูกทานต่อ แทนการนมจากเต้าได้เช่นกัน และนี่เป็นสัญญาณที่ลูกกำลังบอกคุณแม่ว่าหนูพร้อมหย่านมแล้วนะ

  • ห่วงเล่นมากกว่าการดูดนมแม่
  • ใช้เวลาในการดูดนมสั้นลง แต่กลับดูดถี่ขึ้น (แสดงว่าลูกดูดนมเพียงเพราะรู้สึกเหงาปาก)
  • ในช่วงที่ดูดนมแม่อยู่ เมื่อมีอะไรที่น่าสนใจก็ทำให้เกิดอาการวอกแวกได้ง่าย
  • เริ่มกัดหรือดึงหัวนมแม่เล่น
  • ดูดนมเพราะเหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หิว เช่น เมื่อรู้สึกกลัว กังวลใจ หรือ เสียใจ

หากลูกแสดงสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าลูกพร้อมที่จะหย่านมแล้วค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะไม่รู้สึกเสียใจเลยหากคุณแม่หย่านมนะคะ เพราะการดูดนมแม่นั้น เป็นช่วงเวลาที่ลูกจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด การจะพรากสิ่ง ๆ นี้ออกจากลูก จึงต้องเป็นไปอย่างนุ่มนวลที่สุด เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกขาดความอบอุ่น หรือความรักจากคุณแม่นั่นเองค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธี “หย่านม” แบบนุ่มนวล ไม่ทำร้ายจิตใจลูก

อาหารห้ามอุ่นซ้ำ

เฉลย! 11 อาหารห้ามอุ่นซ้ำ อันตราย เป็นพิษร้ายจริงหรือ?

คุณแม่อ่านให้ดี…เช็กให้ละเอียด แท้จริง อาหารห้ามอุ่นซ้ำ 11 เมนู ถ้าอุ่นแล้วจะเป็นอันตรายจริงหรือ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อาหารอะไรอุ่นซ้ำได้ หรือไม่ได้ ตามมาดูกันค่ะ

เฉลย! 11 อาหารห้ามอุ่นซ้ำ อันตราย เป็นพิษร้ายจริงหรือ?

การจะให้ลูกน้อยหรือทุกคนในครอบครัว รับประทานให้ปลอดภัย หลักง่าย ๆ คือ คุณแม่จะต้องทำให้สุก สะอาด ปรุงแต่งรสแต่น้อย และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือ การปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานเสมอ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย

ทั้งนี้สำหรับเมนูอาหารต่าง ๆ ที่คุณแม่ชอบทำให้ลูกน้อยรับประทาน ควรทำให้แบบกินพอดีหมดในหนึ่งมื้อ เพราะอาหาร หรือเมนูบางชนิด หากทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วมากินอีกก็อาจเป็นอันตรายได้ หรือ อาหารบางชนิดที่เก็บรักษาไว้ไม่ดี และให้ความร้อนแก่อาหารมากกว่า 1 ครั้ง หรืออุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้อาหารเป็นพิษได้

อาหารห้ามอุ่นซ้ำ
Pic cr. ww.dietoflife.com

พิษส่วนใหญ่มาจาก ไนเตรต ที่อยู่ในแหล่งอาหารต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ในกลุ่มสารกันเสีย (กลุ่มE, E251(Sodium nitrate) – E250 (Sodium nitrite) (preservatives)) โดยมีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไนเตรตและโซเดียมไนไตรท์ มีลักษณะ เป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสเค็มเล็กน้อย

อันตรายของ โซเดียมไนเตรต และโซเดียมไนไตรท์

โซเดียมไนเตรต ถือเป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ถ้าใช้ในปริมาณที่กำหนด ก็จะไม่เกิดอันตรายใด ๆ แต่ถ้าหากลูกน้อยกินเข้าไปในปริมาณที่มาก ๆ (มากจริง ๆ ทานเยอะ ๆในคราวเดียว)   ซึ่งเด็กเล็กจะมีความไวต่อสารตัวนี้มากกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว  ไนไตรท์ที่สูงมาก ๆ จะก่อให้เกิดภาวะอาการขาดออกซิเจนแบบเฉียบพลัน  เนื่องจากไนไตรท์จะจับตัวกับฮีโมโกลบิน เกิดเป็นเมทฮีโมโกลบิน ทำให้ฮีโมโกลบินไม่สามารถจับตัวกับออกซิเจนได้  มีอันตรายรุนแรง ก่อให้เกิดอาการตัวเขียว เล็บเขียว หอบ เหนื่อย หัวใจเต้นแรง และอาจเสียชีวิต หรือมีอาหารท้องเสียอย่างรุนแรงได้

โดยปริมาณที่บอกว่ามากจนทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คือ การได้รับไนไตรท์ภายในครั้งเดียวอยู่ที่ 32 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวผู้ทาน 1 กิโลกรัม

ทั้งนี้ทั้งนั้นในโลกโซเซียลต่างก็มีข้อมูลคำเตือนของ อาหารห้ามอุ่นซ้ำ ที่มีไนเตรตอยู่มาก ซึ่งหากอุ่นหรือได้รับความร้อนหลายครั้งจะทำให้เป็นพิษอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งเรื่องนี้แท้จริงเป็นอย่างไร อันตรายร้ายแรงจริงหรือ มาฟังคุณหมออธิบายกันค่ะ

 

อ่านต่อ >> “เฉลย! ข้อเท็จจริงของอาหารที่ห้ามอุ่นซ้ำ
อันตรายเป็นพิษร้ายจริงหรือ?” คลิกหน้า 2