ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

ประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 รอบคัดเลือก

ประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 กลับมาอีกครั้ง! กับการประกวดคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาเป็นหนึ่งในทีมคุณแม่ Influencer มืออาชีพกับ Amarin Baby & Kids และชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมโอกาสเป็น Influencer มืออาชีพ กับ Amarin Baby & Kids

ใครจะมีสิทธิ์ได้ร่วมประกวดกันบ้าง…เช็กรายชื่อได้ที่นี่!!

ภาคเหนือ

  • ฆรณี อ่อนประไพ
  • จิณณ์ณิตา แก้วมา
  • ชญานิศ จิตอารี
  • ณฐมณฑ์ สุริยะ
  • ณฐารินทร์ ชีพเพียงสรวง
  • ทัศนีย์ ใจดี
  • นรัถภร สายคำฟู
  • นฤมล พลจรัส
  • นางกิติยา ทองปิ่น
  • นิลเนตร ไชยศร
  • บุญยาพร ธรรมกันธร
  • ประภัสรา ผลเชื้อ
  • พรรณิกา ศิริ
  • พัชรประภา บุญก้ำ
  • เพียงตะวัน พุฒกรณ์
  • ไพลิน จันทร์ปัญญา
  • มณีพลอย  เมืองอินทร์
  • มาลินี ตระกูลทวีทรัพย์
  • รุ่งอรุณ จันทร์รุ่งเรือง
  • ศรัณย์พัทธ์ มาละวรรณา
  • ศิรินภา จันทร์ทิพย์
  • ศิรินันท์ เขื่อนแก้ว
  • ศิริพร จันทร์ส่อง
  • ศิวิมล พานิชย์วิไล
  • สุภาพร กันทศรี
  • อมรรัตน์ ชุมภู
  • อังศุลิน ตั้งใจ
  • อาทิตยา ดอกไม้
  • อิงอร เลิศธีรวัฒน์
  • ไอลัดดา ทองจูด
  • Bunika Suppradit

 

ภาคกลาง

  • กชกร สุวิยานนท์
  • กฐิน อนุสุริยา
  • กนกวรรณ ประสิทธิ์
  • กมลวรรณ​ ฟ​องวัฒนากุล​
  • กรรณิการ์ ศิริคณินทร์
  • กุลธิดา ชอบประดู่
  • เกตทิพย์ เกษโกวิท
  • ขวัญรวีร์ เอี่ยมสุเมธ
  • จิราวดี พลประทีป
  • ชนิกานต์ กาญจนเพชร
  • ชมพูนุท จันพร
  • ชลนิกา ไวโรจนกิจ
  • ชุติมา บัญชางาน
  • ฐนัญญา จงพิศุทธิโสภณ
  • ฐิติพร มุทาพร
  • ณัฐกานต์ วะรางกุล
  • ณัฐชา  แสงสว่าง
  • ณัฐณิชา ตันศิริ
  • ณัฐพร จิรศักยกุล
  • ณิชาภัทร ปึงสุวรรณ
  • ทัศนีย์ ธาตรีกิติภูมิ
  • ทิพย์ธัญญา คำกอง
  • ธนัญญา ทวินันท์
  • ธัญลักษณ์ แมคกี
  • ธิดา ผุดผ่อง
  • ธิรดา ช่วยสำเร็จ
  • นฤกานต์ ศุภวิโรจน์เลิศ
  • นิศานาถ สุขประเสริฐ
  • บุตศลักษณ์ รัตนสุนทรสิทธิ์
  • ปภาวรินทร์ บำเพ็ญ
  • ประกายรัตน์ เอื้อนุกูล
  • ประภัสสร แก้วทวี
  • ปวันรัตน์ ผ่องอินทรกุล
  • ปวีณา บุญเกิด
  • ปัณณพร  นาแรมงาม
  • ปาณิสรา ฮะหลี
  • ปิ่นฤทัย อัครฐานพันธ์
  • พรภัส เพชรตระกูลเจริญ
  • พราว มุญจนพงษ์
  • พัชรมัย สวนาพร
  • พัชราภรณ์ เซ็นสาส์น
  • เพ็ญพร  ดวงแก้ว
  • เพ็ญสุดา สงวนวงษ์
  • ภัณฑิรา สมานมิตร์
  • เมริริน ชูเชิด
  • รพีพรรณ รัตนโกมุท
  • รังสิมาลิน หวังศิริ
  • รินทร์ชิสา เรวัตร์จารุภัทร์
  • วรันธร สุวัตถิกุล
  • วรางคณา ทับกิ
  • วราภรณ์ ทองดอนเปรียง
  • วริษฐา นิมิตรพรสุโข
  • วริษา รัชตะนาวิน
  • วิชุภรณ์ บุญธนะไพศาลวงศ์
  • วิภาดา​ ขัน​โคก​กรวด​
  • วิภาวัลย์ เจริญสุข
  • วิลาวรรณ กุศล
  • วีระยา สุขแระเสริฐ
  • ศศิพิมพ์  สาระธนะ
  • ศศิวรรณ แก้วรัตน์
  • ศิรินุช  กลิ่นทวี
  • ศิริวรรณ  สาพรม
  • ศิโรรัตน์ จริเกษม
  • สนธยา แสงงามปลั่ง
  • สรารัตน์ ศรีชาลี
  • สินี เรืองขษาปณ์
  • สุธาสินี โพธิสารัตนะ
  • โสภิดา  สุภาจักร์
  • หทัยชนกก์ แสงภู่
  • หทัยรัตน์ เหมือนดี
  • อภิญญา พิพัฒนชัยภูมิ
  • อรัญญา นามจันทร์ดา
  • อลิษา ศรนารายณ์
  • Jintamai Wongpiyachon
  • Natthamon Doungla

 

ภาคอีสาน

  • กมุทรัตน์ ศิริสุข
  • กัณต์นันท์  เกินขุนทด
  • เกตุวดี สิทธิวงษ์
  • ขวัญจิรา บุญจูง
  • จารุรัตน์ จันทร์วันเพ็ญ
  • จิราภา หอวิจิตร
  • เจนจิรา สุขเนียม
  • ชญานิศ  รัตนวงศ์ชัย
  • ชนิกานต์ ฉันทะนิตย์
  • ชุติมา ทิพยจันทร์
  • ณัฐกฤตา ลิขิตธนพลกุล
  • ทิชานันท์ บุรี
  • ธีราพร แพงมาลา
  • นางเมธาพร  บรรเทาพิษ
  • นิลุบล สำลี
  • นิษฐ์รฐา สกุลชัยเมธีดิลก
  • ปัณณพัทธ์ หล่อวิวัฒนพงศ์
  • ปาริชาติ เสาแก้ว
  • ภัทรีญา ขวัญเมือง
  • ภิญาดา อาทิตย์วงษ์
  • รัตนาภรณ์ ทองอินทร์
  • รุจิรดา สันติวิวัฒนพงศ์
  • วรินทราย เจียรนันทรานนท์
  • วาฐินี กะการดี
  • ศรัญญา ศรีบุตรดา
  • ศิรินันท์ นันทโชติวัฒนากุช
  • สุดารัตน์ คามวัลย์
  • สุพิชญา สนรัมย์
  • สุภารัตน์ การคิด
  • สุวรรณี สมศรี
  • อธิชา บุญพันธ์

 

ภาคใต้

  • กมลกานต์ พัฒนพงค์
  • จันทร์ทิพย์ มอญทอง
  • จุฑาภรณ์ ปีนะกาตาโพธิ์
  • ชนนิกานต์ นพภาพันธ์
  • ณัฐนันท์ ศรีวัฒนานุพงศ์
  • ณัฐวดี สินสวัสดิ์
  • ธารทิพย์ ตันชวลิต
  • นฤพร เวชยกุลชัย
  • นาถลัดดา เลอวิศิษฎ์
  • ประณยา อำพันสกุล
  • ปราณปรียา วรรณรัตน์
  • พลอยลดา มาบัง
  • พัชรนันท์ ชูศรีนวล
  • ภัทรธีญา ลาวัลแก้ว
  • มนัสชนก เรืองธารา
  • รัชภร สิทธิเดช
  • วัลย์ลิกา สุดจันทร์
  • ศศิภัสสร เนปเปอร์
  • ศศิภีกดิ์ฤดี สิริสรณ์สิริ
  • อมรรัตน์ สาตแสงพุฒ
  • อาวาตีฟ อับดุบกาเดร์

 

กรุงเทพมหานครฯ

  • กณิกนันต์ เพียรลิขิต
  • กนกธร แซ่หยี
  • กนกวรรณ ตันกายา
  • กมลวรรณ โชตินิพัทธ์
  • กมลวรรณ บุญทาตุ้ย
  • กมลวรรณ ศิวะพรพันธ์
  • กัญจน์กมล กิจจุลลจาริต
  • กัณฐิกา มั่นชูพงศ์
  • กันตพร อุบลวรรณี
  • กัลญ์วิกา เยี่ยมแสง
  • กัลยา จะไป
  • กำไรมาศ ขันแก้ว
  • เกวลิน สุระเกษ
  • ขวัญฤดี มีเมืองเก่า
  • จารุทัศน์ ตั้งพานิชดี
  • จิรนันท์ ขวัญศรี
  • จิรัฐิพร ปัญญารัตนากร
  • ฉัตรพร ทรงนวรัตน์
  • ชนม์ณกานต์ นิวาตวงศ์
  • ชนัญธิดา สมบัติศิริ
  • ชมขจร เชียงจง
  • ชไมพร เกิดสุทธิ
  • ชรินทร์ทิพย์ ทองสุกโชติ
  • ชศาภรณ์ สังข์แก้ว
  • โชติรส โรจน์รุ่งสัตยุ
  • ญาชิตา ธัญญาทวีกร
  • ฐิตารัตน์ ฐิรเรืองรัตน์
  • ณัฎฐกานต์ ธีรบุตรอนันต์
  • ณัฐนรี เนตรลักษณ์
  • ณัฐวดี ระวัง
  • ณัฐสลัลภร แสงวีระศิริ
  • ณิชชา นพกิจกำจร
  • ณิฐชมนต์ สวัสดิ์วัฒนดล
  • ณิรินทร์ญา เกตุวงษ์
  • ณีนภา
  • ดลหทัย เต็มสินสุข
  • ดารณีย์ แตงชุมพล
  • ธนวรรณ เดชชุษณะนาถ
  • ธนัฏฐา เนียมประดิษฐ์
  • ธนิดา จันธำรงค์
  • ธัญญ์ธิชา  อินปา
  • ธัญญา​ กอวิรัตน์
  • ธันย์ชนก ธิจีน
  • ธิดารัตน์ สว่างทิพย์
  • นนท์ชยลักษณ์ พรรณาผลากูล
  • นพจิรา เรืองวัฒนานนท์
  • นฤมล ลอง
  • นัญชิญาต์ ชาญวชิรวาณิช
  • นันท์ฐพร คูนพานิช
  • นาตนภา  สอนศรี
  • นิศารัตน์ แซ่ฟู
  • นิอร ชีวินเฉิดฉาย
  • บุษญาวรรณ​ ปรีดากรณ์​
  • ปณิชา นพจิระเดช
  • ปทิตตา เบาะจันทึก
  • ปภัชญา เลิศอัครธร
  • ปภิชญา สายสวาสดิ์
  • ประทุมพร​ มาลาค​ีสวัสดิชัย​
  • ประภัสสร พันธ์มะลี
  • ประภาศรี เบ้ตระกูล
  • ปริตา สุรคุณารักษ์
  • ปลายลาณี ทัดทรัพย์ฤทธิ์
  • ปัทมาพร ถนอมกลาง
  • ปาณิศา อนุสกุลโรจน์
  • ปิติมา อังสุรังษี
  • ปิยะวรรณ เจริญศิริ
  • ปิโร โรหิตเสถียร
  • เปรม​ยุ​ดา​ กฤษณ​จินดา​
  • พนิดา เต็มเปี่ยมเจนสุข
  • พรรณวดี ซากะ
  • พรรณวดี พงศ์ภัณฑารักษ์
  • พรรณวิภา ศุภสมุทร
  • พลอยนภัส ธนูทอง
  • พลอยนภัส เลรุ่งพัฒน์
  • พัชรพรรณ อ่อนพันธ์
  • พัชรินทร์ ชูชาติ
  • พัชรินทร์  เทศประสิทธิ์
  • พัทธกานต์ อนุรุทธิกร
  • พิชญา พูนนิพงษ์
  • พิชญาภา ลือชานิมิตจิต
  • พิชญา โรจนเดชานนท์
  • พินิจนันท์ คำนวน
  • พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล
  • พิมพ์ภัทรา สุพาณิชย์
  • พิมพร วงค์ฝั้น
  • เพชรลดา​ เพ็ชร​เรือน​ทอง
  • ภรทิพย์ กังวานพณิชย์
  • ภัทราวรรณ คิ้วสุวรรณศรี
  • ภัสราวดี เผ่าจินดา
  • ภาชินี วรรธกะวิกรานต์
  • มธุรดา เอกพัฒน์
  • มยุรฉัตร พฤกษ์ไพบูลย์
  • มาริตา​  อุดมวงศ์ศิริ
  • มินตรา คล่องวราการ
  • มินท์ธิตา พวงเพ็ชร์
  • เมวิกา เพ่งผล
  • ยุภาพร บุญเหลือ
  • รวีภัส ทองหอม
  • ระพีพรรณ พลาหาญ
  • ลลิตา วิลาศเลอพงศ์
  • ลักษณ์นารา พ่วงโชคอนันต์
  • วนิดา โวหารา
  • วรณัน อติเศรษฐพงศ์
  • วรณิชชา แสงสุพรรณ
  • วรวลัญฑ์ ลีลานิตย์กุล
  • วราภา ทรัพย์มี
  • วราลักษณ์ อาตวงษ์
  • วรีภรณ์ ทองประสาท
  • วิชญาดา ขันติยู
  • ศมาพร ภูติรัตน์
  • ศา​ตนันท์​ สว่างเนตร
  • ศิรินันท์ เกตุยั่งยืนวงศ์
  • ศิริรัตน์ สงวนวงศ์
  • ศิโรรัตน์ จันทา
  • ศิวพร เนียมปาน
  • สาธกานต์ ชัยยะ
  • สาริศา ประทีปพวงรัตน
  • สุชาดา กุศโลปกรณ์
  • สุณิษา อารีย์รักษ์วานิช
  • สุดาพร เหนือเมฆิน
  • สุทาวรรณ ไวยศิริ
  • สุนทรี จันทร์ผ่อง
  • สุนทรียา กาบคำ
  • สุพรรณี​ ไพศาล​พัฒน​สุข​
  • อนิสา ทองทา
  • อนุสรา คงกิตติโสภี
  • อรชพร​ สวัสดี
  • อรทัย  ภู่พิพัฒน์
  • อรอนงค์ เฟื่องฟู
  • อลิสา สุวรรณแสง
  • อัญพิมพิดา ภูวิชญาพิมุกข์
  • โอริสสา ปัทมาลัย
  • Arena Muadthong
  • Chutipa Charoennam
  • Kannika Suhatthaphorn
  • Kanokporn Thienghathaitham
  • Panjaporn kitgrongpaibul
  • Papatsorn Thammaprasit
  • Thanatha Phutanakul
  • Thnanchanok Tangaphiworakhun
  • Umpaka saingam
  • Varinda Pipatshukiat

 

♦ กติกาการประกวดรอบคัดเลือก ♦

สำหรับผู้ผ่านเข้ารอบจะได้รับอีเมลสำหรับทำคลิปรีวิว

รายละเอียดการถ่ายคลิปรีวิว

  • ทางทีมงานจะส่งบรีฟรายละเอียดการทำคลิปรีวิวให้คุณแม่ทุกท่านที่ผ่านเข้ารอบในวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ทางอีเมลที่แจ้งไว้ในใบสมัคร
  • หลังได้รับอีเมลแล้ว จัดทำคลิปรีวิวตามความถนัด ความยาวไม่เกิน 2 นาที
  • ถ่ายทำคลิปเป็นแนวนอนโดยจัดแสงให้มีความสว่างเพียงพอ สามารถเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
  • ไม่ควรใช้ฉากหลังรก หรือปรับแต่งมากเกินไป
  • สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการรีวิวได้

วิธีส่งคลิปวิดีโอ 

  • โพสต์คลิปลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตั้งค่าเป็น “สาธารณะ”
  • ใส่ #MomInfluencerContestss2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids #ABK22
  • หลังโพสต์คลิปรีวิวเรียบร้อย ให้นำส่ง Link มาที่ใต้โพสต์ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประกวด
    ที่ Facebook : Amarin Baby & Kids
  • โพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 7 กันยายน 2565 เท่านั้น!!

ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ วันที่ 17 ก.ย. 65

ผ่านช่องทาง Facebook : Amarin Baby & Kids

 

เกณฑ์การตัดสินรอบคัดเลือก

พิจารณาจากจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุด และจากคุณภาพของคลิป

ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. – 7 ก.ย. 2565 

พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) ครั้งเดียว ในวันที่ 7 ก.ย. 2565 เวลา 18.00 น.

เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของคลิป (100 คะแนน) ดังนี้

  • วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  • สื่อสาร Key message ครบถ้วน 40 คะแนน
  • ความโดดเด่นของคลิป 30 คะแนน

หมายเหตุ

  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
  • หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามเข้าไปทาง inbox Facebook : Amarin Baby & Kids โดยพิมพ์คำว่า MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 พร้อมคำถามที่ต้องการสอบถาม
ตั้งชื่อเล่นลูกสาว

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด หนึ่งพยางค์ สองพยางค์ เพราะๆ น่ารัก น่าทะนุถนอม เรียกง่าย ครอบครัวที่กำลังจะมีลูกสาว มาดูชื่อที่สนใจกันเลยค่ะ

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะได้ลูกสาวมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว และกำลังมองหา ชื่อเล่น เพราะๆ คิ้วๆ เรียกได้ตั้งแต่เล็กยันโต ไม่โดนเพื่อนล้อ วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมชื่อ เพื่อนำไปใช้ ตั้งชื่อเล่นลูกสาว มาให้ได้เก็บเอาไปคัดเลือกกันแล้วค่ะ

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว
ตั้งชื่อเล่นลูกสาว

ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย

ชื่อเล่นลูกสาว เกิดวันอาทิตย์

ชื่อ ความหมาย
ซิดนีย์ เมืองในประเทศออสเตรเลีย
ณชา สะอาด บริสุทธิ์
เดลต้า คำเฉพาะ (Delta) ภาษาอังกฤษ
เติมเต็ม เพิ่มให้เต็ม
เติมใจ เพิ่มความรู้สึกในใจ
ทอรุ้ง การเกิดรุ้งกินน้ำ
นินิว ชื่อเฉพาะ เติมจากคำว่า นิว (New) ที่แปลว่าใหม่ ในภาษาอังกฤษ
โนริ สาหร่าย – ภาษาญี่ปุ่น
โบรัม ชื่อเฉพาะ
แป้งร่ำ แป้งที่ปรุงด้วยเครื่องหอม
ปิงปิง ชื่อเฉพาะ
ผิงผิง สงบสุข สันติ – ภาษาจีน
พิกเล็ต หมูน้อย ลูกหมู (Piglet) ภาษาอังกฤษ
ฟ้าใส ท้องฟ้ากระจ่าง ไม่มีเมฆหมอก
มันตา ความรู้, ปัญญา, ความรอบรู้
มายมิ้นท์ ชื่อยี่ห้อลูกอม
วาววา ตุ๊กตา – ภาษาจีน
อองฟอง เด็ก (Enfants) ภาษาฝรั่งเศส

ชื่อเล่นลูกสาว เกิดวันจันทร์

ชื่อ ความหมาย
สวย งามน่าพึงพอใจ
หยก หินเนื้อละเอียด แข็ง หลายสี ถือเป็นของมีค่าและมงคล
กช ดอกบัว
กัญ ชื่อราศีกันย์ใน 12 ราศี
กัสจัง ชื่อตัวละครการ์ตูน (Gus Chan) – ญี่ปุ่น
ซันซัน สวย – จีน
ณมน อยู่ในหัวใจ
ตังตัง เงิน
ธัญ เจริญรุ่งเรือง
นับตังค์ นับเงิน หมายถึงร่ำรวยเงินทอง
บันบัน ดีดี (Bun Bun) – โรมาเนีย
ปันปัน ชื่อเฉพาะ
ฟรังก์ สกุลเงินของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศลิกเตนสไตน์ (Franc) – อังกฤษ
มนต์ คำศักดิ์สิทธิ์เช่นคำสวดในพระพุทธศาสนา
หงส์ นกในความเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่สวยงาม สง่า
หลัน ดอกกล้วยไม้ – จีน
ฮัน ชื่อเฉพาะ – เกาหลี

ชื่อเล่นลูกสาว เกิดวันอังคาร

ชื่อ ความหมาย
บีน่า ผู้หญิงที่ฉลาด มีแววตาสวยงาม
ผักหวาน ผักชนิดหนึ่ง
พลอยใส อัญมณีชนิดหนึ่ง มีหลายสี ลักษณะใส
แพรวา ผ้าไหมชนิดหนึ่ง
ฟานฟาน ชื่อเฉพาะ
มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยว
มีนา เดือนมีนาคม, ปลา
ยูริ ดอกลิลลี่ – ภาษาญี่ปุ่น
เยลลี่ ขนมเนื้อหนึบ
ร่มบุญ ส่วนบุญที่ปกป้องคุ้มครองอยู่
ไลลา ไปมา, เยื้องกราย
วาโย ลม
เอลลี่ เทพธิดาผู้เลอโฉม (Elle) ภาษาอังกฤษ
เอวา ผู้หญิงคนแรกทางศาสนาคริสต์
เอพริล เดือนเมษายน (April) ภาษาอังกฤษ
อัญญา เป็นที่รักที่เมตตากรุณา

ชื่อลูกสาว เกิดวันพุธกลางวัน

ชื่อ ความหมาย
ธารใส สายน้ำในลำธารที่ใส สะอาด
น้ำหนาว ชื่ออุทยานในจังหวัดเพชรบูรณ์
เนเน่ ที่รัก (Nene) ภาษาสเปน
นาน่า ชื่อเฉพาะ
เบบี้ เด็ก (Baby) ภาษาอังกฤษ
บราวนี่ ขนมชนิดหนึ่ง (Brownie) ภาษาอังกฤษ
บิวตี้ สวย (Beauty) ภาษาอังกฤษ
ปอฟาง ฟางจากต้นปอ
เปียโน เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง (Piano) ภาษาอังกฤษ
ฝันหวาน ฝันดี
เพียงฝัน แค่ฝัน
มัดหวาย ลายมัดหวาย
ม่านน้ำ น้ำที่ตกลงมามองดูคล้ายม่าน
ม่านไหม ม่านที่ทำจากผ้าไหม
มิลาน เมืองในประเทศอิตาลี
มิวสิก ดนตรี (Music) ภาษาอังกฤษ
เมโลดี้ ทำนอง (Melody) ภาษาอังกฤษ
โมเดล แบบจำลอง, นางแบบ (Model) ภาษาอังกฤษ
เลดี้ หญิงสาว (Lady) ภาษาอังกฤษ
สมายล์ รอยยิ้ม (Smile) ภษาอังกฤษ
เอแคลร์ ชื่อขนมหวานชนิดหนึ่ง
ฮาร์โมนี่ ความกลมกลืนกัน (Harmony) ภาษาอังกฤษ

อ่านต่อ…ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตามวันเกิด เพราะๆ เก๋ๆ น่ารัก ทันสมัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคเครียด ในเด็ก ซึมเศร้า

แม่จ๋าหนูเครียด! อาการแบบนี้แสดงว่าลูกเข้าสู่ โรคเครียด

โรคเครียด ใช่ว่ามีแต่ในผู้ใหญ่ พ่อแม่จ๋า!รู้ไหมเด็กก็เครียดเป็นนะ อาการแบบไหนที่แสดงว่าลูกเครียดพ่อแม่ควรสังเกตและเข้าใจความเครียดของเด็กส่งผลต่อพัฒนาการได้

แม่จ๋าหนูเครียด! อาการแบบนี้แสดงว่าลูกเข้าสู่ โรคเครียด

จิตแพทย์เผยสถิติเด็กเครียดในปัจจุบันมีมากถึง 30 % แจง 10% อยู่ในระดับที่รุนแรง ชี้เหตุเด็กเครียดเนื่องจากถูกดุด่า ตำหนิ เห็นพ่อแม่เครียดเลยซึมซับ ระบุด้านครูสั่งการบ้านเยอะและยาก มีส่วนทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคเครียด แนะ 4 วิธีป้องกัน หมั่นสังเกตอาการ ไม่กดดัน ดุด่าหรือตำหนิ และควรเข้าใจมีเวลาอยู่กับลูกทุกวัน

ที่มา : สสส.
เป็นเด็กไม่ได้อารมณ์ดีตลอดเวลานะ โรคเครียด ในเด็ก
เป็นเด็กไม่ได้อารมณ์ดีตลอดเวลานะ โรคเครียด ในเด็ก

กรมสุขภาพจิตประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยอายุต่ำกว่า 20 ปีกว่า 1.8 แสนราย ผ่านแอปพลิเคชัน Mental Health Check-in ตั้งแต่ 1 ม.ค.2563-30 ก.ย. 2564 พบว่าวัยรุ่นมีความเครียดสูง 28% เสี่ยงซึมเศร้า 32% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 22% ชี้วัยรุ่นเครียดสูง เข้าสังคมลดลง ติดจอและเกมออนไลน์มากขึ้น ยังพบบางรายทะเลาะกันในครอบครัวนำไปสู่การฆ่าตัวตายนางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเชื่อว่านี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพจิตต้องดูแลติดตามระยะยาว แต่ผู้มีปัญหาส่วนหนึ่งปกปิดไว้ เพราะถูกตีตราว่าเป็นเรื่องน่าอาย เมื่อต้นสัปดาห์นี้ยูนิเซฟได้เผยแพร่รายงาน The State of the World’s Children 2021; On My Mind: promoting, protecting and caring for children’s mental health ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 7 คนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ในขณะที่เด็กอีกมากกว่า 1,600 ล้านคนต้องเผชิญกับการเรียนรู้ที่หยุดชะงักลง และอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตต่อไปอีกหลายปี ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ ความเครียดและความวิตกกังวล ปัญหาความรัก และภาวะซึมเศร้า

ที่มา : www.js100.com

จากรายงานสภาวะการณ์ปัจจุบันข้างต้น จะเห็นได้ว่า โรคเครียด กับเด็กไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป เมื่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต และค่านิยมของสังคมมีความแปรเปลี่ยนไป จากสังคมที่เด็กค่อย ๆ ใช้เวลาเรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับวัย และพัฒนาการทางร่างกายของเขา กลับต้องมาเผชิญกับการแข่งขัน รีบเร่ง และก้าวกระโดดของพัฒนาการในทุก ๆ ด้านที่เด็กต้องเรียนรู้ให้เร็ว และไวกว่าพัฒนาการจริงของตัวเองจะตามทัน

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมเราทุกวัน เจอข่าวคราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย การหลงผิดของเด็ก ๆ มากขึ้น และลดอายุเด็กที่กระทำผิดน้อยลงไปทุกที

สังคมที่เร่งรีบ ปล่อยเด็กไว้กับสื่อตลอดเวลา ขาดสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
สังคมที่เร่งรีบ ปล่อยเด็กไว้กับสื่อตลอดเวลา ขาดสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว

ตอนนี้เด็กไม่มีความสุขกับชีวิต จนถึงขั้นอยากตาย ตอนพ่อแม่พามาหาหมอคืออาการไม่อยากไปโรงเรียน ร้องไห้ และทำทุกวิถีทางที่ไม่ต้องไปโรงเรียน พ่อแม่เองก็ไม่เข้าใจ หมอซักถามไปเรื่อยๆ พบว่าอารมณ์เด็กเศร้ามาก รู้สึกไม่รู้จะอยู่ไปทำไม? เขาอยากตาย”

ปัจจุบันเด็กที่ต้องมาพบจิตแพทย์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และอายุน้อยลงเรื่อยๆ อายุน้อยสุดตอนนี้ 3 ขวบ ขอบพระคุณ หมอกอล์ฟ พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ที่มา : ข้อความบางส่วนจาก เฟซบุ๊ก Paween Prasertsuk

ความเครียดในเด็ก แบ่งเป็น 2 ระดับ

ระดับที่ 1 ภาวะเครียดฉับพลัน (Acute Stress) จะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ

ระดับที่ 2 ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) จะทำให้เด็กต้องทุกข์ทรมานเป็นเวลานานๆ และอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเคมีในสมอง (Brain Chemistry) และทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง

แม่จ๋า! สังเกตหนูหน่อยอาการแบบนี้แสดงว่าลูกกำลังเครียด

การสังเกตเด็กที่เครียดอาจจะยาก แต่สามารถพบได้จากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรมและทางร่างกาย เช่น

เด็กเล็ก ก็เครียดเป็นนะ
เด็กเล็ก ก็เครียดเป็นนะ ขอขอบคุณภาพจาก www.unicef.org/thailand
  • ร้องไห้และกรีดร้องบ่อยครั้ง
  • พฤติกรรมก้าวร้าว ดื้อดึง เกเร
  • พัฒนาการในการเรียนรู้เกิดความบกพร่องและ/หรือลดลง
  • ทักษะการพูดอ่อน พูดติดอ่าง
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง มีความวิตกกังวล หรือมีความกลัว
  • แยกตัวจากเพื่อน เล่นน้อยลง
  • ขี้หงุดหงิด ขี้แย
  • กลัวการแยกจากคนหรือสิ่งของ
  • ไม่มีสมาธิ มีปัญหาด้านความจำ บ่นปวดศรีษะ
  • น้ำหนักน้อยหรือตกเกณฑ์และไม่อยากอาหาร
  • ปวดท้อง หรือมีปัญหาในการย่อยอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
  • ฝันร้าย

นอกจากนี้ ยังรวมถึงพฤติกรรมถดถอย เช่น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง (เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว) ที่เด็กเคยทำได้เองแล้วแต่กลับเรียกร้อง ร้องขอให้พ่อแม่ช่วย หรือปฏิเสธที่จะทำด้วยตัวเอง หรือการกลับมามีปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น

อ่านต่อ>> วิธีลดความเครียด และวิธีป้องกันไม่ให้ลูกเครียดทำอย่างไร คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ปอดอักเสบอาการ โรคปอดอักเสบ

hMPV ต้นเหตุ ปอดอักเสบอาการ อันตรายใกล้เคียง RSV

ปอดอักเสบอาการ เป็นอย่างไร และอาการในเด็กสังเกตได้อย่างไร คุณหมอมีคำตอบ พร้อมแนะให้เฝ้าระวังอันตรายถึงชีวิต hMPVต้นเหตุอันตรายใกล้เคียง RSV พ่อแม่ต้องรู้ไว้

hMPV ต้นเหตุ ปอดอักเสบอาการ อันตรายใกล้เคียง RSV

 ปอดอักเสบ หรือที่บางคนอาจเรียกว่า ปอดบวม เป็นอาการของโรคที่พ่อแม่ควรรู้ และเฝ้าระวัง เนื่องจากโรคปอดอักเสบมีลักษณะการอักเสบของเนื้อปอดที่สามารถคร่าชีวิตของลูกได้

ทำความรู้จัก ต้นเหตุปอดอักเสบ ตัวร้าย!!

สาเหตุที่ทำให้ลูกเกิดปอดอักเสบ มีสาเหตุมาจาก 3 ประการ ได้แก่
  1. ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ ซี่งจะกล่าวต่อไป
  2. ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ สำลักเศษอาหารเข้าไปในปอด หายใจเอาควัน ฝุ่น เข้าไปในร่างการในปริมาณมาก เป็นต้น
  3. การแพ้ภูมิตัวเอง ภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่
    • ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE)
    • ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกแฝด เด็กขาดสารอาหาร
    • ผู้สูงอายุ
    • ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง
    • ผู้ป่วยเอดส์
    • ผู้ป่วยเบาหวาน
    • ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ
    • ฯลฯ
ในบางกรณีอาจเกิดจากโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน เป็นต้น
ปอดอักเสบอาการ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ
ปอดอักเสบอาการ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ

ปอดอักเสบ ติดต่อกันอย่างไร?

เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุมักอยู่ในน้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย และกระจายได้โดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสำลักเอาสารเคมี หรือเศษอาหารเข้าปอด การแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา การให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น ๆ เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากโรคปอดอักเสบ

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด กรณีติดเชื้อจากแบคทีเรีย
  • ภาวะช็อก กรณีติดเชื้ออย่างรุนแรง
  • ภาวะมีน้ำ หรือเป็นหนองในเยื่อหุ้มปอด
  • ภาวะมีฝีในปอด

ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ

เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของ โรคปอดอักเสบ ซึ่งในเด็กเล็กมักจะพบว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือทั้งไวรัสแบคทีเรียร่วมกัน
เชื้อไวรัสที่พบบ่อย ได้แก่

เชื้อแบคทีเรียที่มักพบในเด็ก ได้แก่

  • Streptococus Pneumonia มากที่สุด
  • Haemophilus Influenza type B (HIB)
  • Staphylococus Aures
  • Mycoplasma Pneumonia
  • Chlamydia Pneumonia
hMPV โรคปอดอักเสบ น่ากลัวพอกับ RSV
hMPV โรคปอดอักเสบ น่ากลัวพอกับ RSV

hMPV เชื้อไวรัสตัวใหม่ ของโรคทางเดินหายใจ จริงหรือ??

จริงๆ เชื้อ human metapneumovirus (hMPV) นี้ เป็นเชื้อที่มีมานานแล้ว แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้า การส่งตรวจต่าง ๆ ก็ง่ายและรวดเร็วขึ้น จึงเจอเชื้อนี้ได้มากขึ้น การตรวจเชื้อใช้วิธีการตรวจโดยวิธีการ swab ป้ายตรวจเหมือนกับการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ RSV  แต่ถึงเชื้อไวรัส hMPV นี้จะไม่ใช่เชื้อตัวใหม่ แต่ก็เป็นไวรัสตัวร้ายของลูกน้อย ซึ่งมีอันตรายใกล้เคียง RSV ที่พ่อแม่รู้จักกันดี เลยทีเดียว

เชื้อไวรัสฮิวแมนเมตานิวโมไวรัส เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจในเด็ก พบมากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี และพบในช่วงฤดูหนาว และช่วงฤดูฝนมากที่สุด

hMPV กับ ปอดอักเสบอาการ อย่างไร??

พ่อแม่ควรสังเกตอาการของลูกน้อย เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินหายใจ แม้ว่าการสังเกตอาการในเด็กจะค่อนข้างสังเกตได้ลำบาก ซึ่งอาการมีตั้งแต่อาการหวัดเพียงเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรง โดยให้เฝ้าระวังอาการต่อไปนี้ ซึ่งหากพบ และมีอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบนำลูกไปพบแพทย์เพื่อความปลอดภัย

  • มีไข้สูง มีน้ำมูก อาจมีอาการอย่างน้อย 5-7 วัน
  • ไอมาก มีเสมหะ เจ็บคอ
  • หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเร็ว มีเสียงหวีดเมื่อหายใจ มีภาวะหลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบรุนแรงได้
  • ในรายที่รุนแรง อาจมีอาการหอบเหนื่อยมาก หรือระบบหายใจล้มเหลวได้
  • เบื่ออาหาร รับประทานนมได้น้อย เพราะดูดนมได้ลำบาก สังเกตได้จากเวลาดูดนมจะจมูกบาน ซี่โครงบาน อกบุ๋ม
  • เด็กหงุดหงิด งอแง รู้สึกไม่สบายตัว ร้องกวน กระสับกระส่าย หน้าสั่น
  • ซึม และอาจมีอาการตัวเขียวได้
  • ในเด็กโตจะมีอาการเจ็บหน้าอกตลอดเวลาที่หายใจเข้าออก
ปอดอักเสบอาการ รุนแรง ต้องพ่นยา
ปอดอักเสบอาการ รุนแรง ต้องพ่นยา

อ่านต่อ >>การรักษา และดูแลเมื่อลูกเป็นโรคปอดอักเสบ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง สัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังตั้งครรภ์!!

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง ประจำเดือนของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่จะมาทุก ๆ 21 – 35 วัน หรืออาจมาคลาดเคลื่อนไม่เกิน 7 วัน หากเกิน 7 วันหมายถึง ท้อง?

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง สัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังตั้งครรภ์!!

การที่ประจำเดือนขาดหรือมาช้า อาจมีสาเหตุมาจาก ความเครียด ความวิตกกังวล การลดน้ำหนัก ไม่สบาย เป็นต้น แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า  สาเหตุมาจากอะไร ท้องหรือไม่ท้อง ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง มาให้คุณผู้หญิงได้พิจารณาว่า อาการที่เกิดขึ้นในตอนนี้คืออะไร มาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง
ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง

ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง สัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังตั้งครรภ์!!

ประจำเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง มักเกิดคำถามนี้ขึ้นเป็นประจำสำหรับผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือเกิดความผิดพลาดในการคุมกำเนิด เช่น ถุงยางอนามัยขาด ลืมกินยาคุม โดยปกติหากมีเพศสัมพันธ์แล้วประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจเป็นไปได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีนี้อาจใช้ได้สำหรับผู้หญิงที่ประจำเดือนมาตรงกำหนดทุกเดือน  แต่สำหรับผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจต้องสังเกตสัญญาณการตั้งครรภ์อื่น ๆ และใช้ชุดตรวจครรภ์ร่วมด้วยเพื่อยืนยันผล อย่างไรก็ตาม ประจำเดือนไม่มา อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ความเครียด วัยหมดประจำเดือน ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ

ประจำเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง

ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ป้องกันหรือการป้องกันเกิดความผิดพลาด เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 1 – 2 สัปดาห์ โดยนับจากวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน แต่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด เป็นไปได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ทั้งนี้ อาจตรวจเช็คสัญญาณการตั้งครรภ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน คัดหน้าอก และซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเพื่อยืนยัน หากตรวจแล้วไม่พบการตั้งครรภ์ให้เว้นไปอีก 1 สัปดาห์ และหากประจำเดือนยังไม่มาให้ตรวจอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากตรวจทั้ง 2 ครั้งแล้วยังไม่พบการตั้งครรภ์และประจำเดือนยังไม่มา อาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมน HCG ที่พบในหญิงตั้งครรภ์ยังไม่มากพอ จึงควรเข้ารับการตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง นอกจากนี้ ประจำเดือนไม่มาอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การลดน้ำหนักมากเกินไป การเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ใช้ยาคุมกำเนิด ความเครียด กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ

สัญญาณเตือน ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์

  • ประจำเดือนขาด ประจำเดือนมาช้า เนื่องจากร่างกายเกิดการปฏิสนธิ ถ้าหากประจำเดือนขาดหายไป หรือ คลาดเคลื่อนไปหลายวัน เป็นอาการบ่งบอกว่าคุณอาจกำลังตั้งครรภ์ 
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เป็นผลมาจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกาย เนื่องจากอวัยวะหลายส่วนของร่างกาย เช่น หัวใจ ปอด และไต จะต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อบำรุงตัวอ่อนทารกที่อยู่ในครรภ์
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาการคลื่นไส้และอาเจียนมักเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากเริ่มมีการตั้งครรภ์ เป็นหนึ่งในอาการแพ้ท้องที่พบบ่อยร้อยละ 50 แต่ในบางรายก็อาจไม่มีอาการดังกล่าว หรือมีอาการในช่วง เดือนที่ 3 – 4 ได้
  • เบื่ออาหาร ลักษณะการกินเปลี่ยนแปลงไป บางคนอาจจะอยากรับประทานอาหารแปลๆ ที่ไม่เคยกิน หรือเบื่ออาหารที่เคยชอบ หรืออาจอยากรับประทานอาหารเปรี้ยว ๆ เป็นต้น
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายและความดันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลายบ่อยๆ
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีการเปลี่ยนแปลง
  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น จะมีอาการรู้สึกตัวร้อนรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้ เนื่องจากร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นไปกดกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้แม่ตั้งครรภ์ปวดปัสสาวะบ่อย อาการปัสสาวะบ่อย จะเริ่มดีขึ้นเมื่อมดลูกขยายเข้าในท้อง
  • ท้องผูก ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบต่อระบบขับถ่าย ทำให้ทำงานได้ช้าลง และเป็นที่มาของอาการท้องผูก
  • มีเลือดออกจากช่องคลอด เลือดออกกะปริบกะปรอย คล้ายกับเวลาใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งอาจเกิดจากตัวอ่อนที่ไปฝังตัวอยู่บนผนังมดลูก
  • ตกขาวมากกว่าปกติ เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอดมากขึ้น และหลุดออกมาเป็นตกขาว
  • ปวดศีรษะ ผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะเล็กน้อย หรืออาจเป็นลมหน้ามืดได้ เกิดจากการที่เมื่อมีการกดทับของหลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดจากร่างกายไปสู่หัวใจได้ไม่ดี ทำให้มีอาการปวดหัว หน้ามืด เป็นลม พบบ่อยในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
  • ตึงคัดเต้านม เต้านมและหัวนมมีการเปลี่ยนแปลง อาจรู้สึกคัดตึงคล้ายๆ ช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือนหรือเสียวจี๊ด ๆ ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นได้หลังจากที่ประจำเดือนเริ่มขาดไปประมาณ 1 สัปดาห์
  • ปวดหลัง พบได้บ่อยตั้งแต่เดือนแรก จนใกล้คลอด สาเหตุก็เกิดจากมดลูกเช่นกัน เมื่อตั้งครรภ์ มดลูกมีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้หลังต้องแบกน้ำหนักเพิ่มจนทำให้ปวดหลังขณะตั้งครรภ์ได้
  • จมูกไว คนที่กำลังตั้งครรภ์จะสามารถรับรู้ได้ไวกว่าคนทั่วไป ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอนโตรเจนที่เพิ่มขึ้น
ซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเพื่อยืนยัน
ซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเพื่อยืนยัน

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ตั้งครรภ์ช่วงระยะ 1 – 2 สัปดาห์แรก จะไม่ค่อยแสดงอาการมากเท่าไร ซึ่งอาการคนท้อง แต่ละคนอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันไป แม่ตั้งครรภ์บางคน อาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลย บางคนอาจมีอาการน้อยมาก หากต้องการทราบว่าตั้งครรภ์จริงหรือไม่  ควรตรวจการตั้งครรภ์ โดยเบื้องต้นอาจจะตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป  

หรือไปตรวจกับคุณหมอเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ จะได้ทราบผลที่แน่ชัด และหากตั้งครรภ์ จะได้รีบฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อสุขภาพของแม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจทั่วไป อาจจะยังไม่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ เพราะชุดตรวจการตั้งครรภ์จะตรวจพบการตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมน HCG ในปัสสาวะมีมากพอ ซึ่งอาจกินเวลาอีกหลายวันหลังจากประจำเดือนขาดไป

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้ประจำเดือนไม่มา

นอกจากการตั้งครรภ์ อาจมีหลายสาเหตุที่ส่งผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนไม่มาได้ สาเหตุที่อาจพบได้บ่อยมีดังนี้

  • ความเครียด อาจส่งผลให้ประจำเดือนมานานขึ้นหรือสั้นลง และอาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือขาดหายไป เนื่องจากความเครียดส่งผลต่อการสั่งการของสมองที่ทำหน้าที่กระตุ้นรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ที่กระตุ้นการมีประจำเดือน
  • การออกกำลังกายมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเกิดความเครียด ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ผิดปกติทำให้หยุดการตกไข่ และส่งผลต่อการมีประจำเดือน
  • การลดหรือการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เช่น การอดอาหาร การรับประทานยาลดน้ำหนัก อาจยับยั้งการผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการตกไข่ และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป อาจส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนขาดได้
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดบางชนิด อาจส่งผลให้ประจำเดือนหยุด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดียว ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม การฉีดยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด อย่างไรก็ตาม หากหยุดรับประทานยาคุมกำเนิด ประจำเดือนก็จะกลับมาเป็นปกติ
  • กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ หรือระบบฮอร์โมนมีลักษณะถุงน้ำหลายใบภายในรังไข่ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่งผลให้ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่สามารถปล่อยไข่ได้ ส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคนี้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนขาด
  • วัยหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้หญิงที่มีอายุ 40 – 55 ปี เนื่องจากระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ส่งผลให้การตกไข่น้อยลง และหยุดลงในที่สุด  ทำให้ไม่มีประจำเดือน

เมื่อไหร่ควรพบคุณหมอ

หากประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนขาดร่วมกับปัจจัยเหล่านี้ควรเข้าพบคุณหมอ

  • ประจำเดือนมานานถึง 7 วัน หรือมากกว่านั้น
  • ประจำเดือนมาบ่อยในทุก ๆ 21 วัน หรือมาน้อยในทุก ๆ 35 วัน นับจากประจำเดือนวันสุดท้าย
  • บางเดือนประจำเดือนมาน้อยมาก หรือบางเดือนประจำเดือนมามากกว่าปกติ สลับกันไป
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติและทำให้ตั้งครรภ์ได้ยาก
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ ในขณะที่คุณผู้หญิงอายุ 45 ปี

ข้อมูล ประจําเดือนขาดกี่วันถึงท้อง ที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากนี้ คงทำให้คุณผู้หญิงได้ทราบรายละเอียด และสามารถประเมินได้ในเบื้องต้นว่า ตั้งครรภ์หรือไม่ แต่หากจะให้แน่นอนควรได้รับการตรวจโดยแพทย์นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่วางแผนได้ มีลูกเมื่อพร้อม เทคโนโลยีตอบโจทย์ เพิ่มโอกาสการมีลูกให้สำเร็จได้ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการรักษา พร้อมออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละครอบครัว ที่ “Superior A.R.T.”

ที่ตรวจครรภ์ มีกี่แบบ? พร้อมวิธีใช้และวิธีอ่านผล

เช็กให้ชัวร์! หลั่งในไม่ท้อง หลังคุมกำเนิดกิน ฉีด ฝังไปแล้วกี่วัน

10 อาการเตือนคนเริ่มท้อง และเรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://hellokhunmor.com, https://www.sikarin.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

อันตรายจากแป้งฝุ่น

อันตรายจากแป้งฝุ่น แป้งเด็ก จอห์นสันประกาศเลิกขาย!!

อันตรายจากแป้งฝุ่น แป้งเด็ก เผยภัยเงียบจากแป้งฝุ่น เมื่อ Johnson&Johnson เลิกผลิตแป้งจากแร่ทัลก์ จบปัญหาฟ้องร้องแป้งเสี่ยงมะเร็ง ยกเลิกขายทั่วโลกปีหน้า!

อันตรายจากแป้งฝุ่น แป้งเด็ก จอห์นสันประกาศเลิกขาย!!

เมื่อบริษัทผลิตแป้งเด็กชื่อดัง ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็กมาอย่างยาวนาน อย่าง จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson &Johnson)ประกาศเลิกขายแป้งแล้วทั่วโลก ในปีหน้า!!

ที่มา bbc.com
ที่มา bbc.com

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและของใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ประกาศว่าจะเลิกขายแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์ทั่วโลกในปี 2023 หลังจากมีคดีความรวมถึงแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทเปลี่ยนมาใช้แป้งข้าวโพดแทนแร่ดังกล่าว

สาเหตุสำคัญที่ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ยกเลิกแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์ เนื่องจากมีคดีความเกี่ยวกับผลของการใช้แป้งเด็กที่มีส่วนผสมจากแร่ดังกล่าว แม้ว่าบริษัทจะอ้างวิจัยอิสระว่าแป้งเด็กของบริษัทนั้นมีความปลอดภัยก็ตาม

คดีความที่ยาวเป็นหางว่าวมากถึง 38,000 คดีนี้ส่งผลทำให้ยอดขายของแป้งเด็กนั้นลดลงจนต้องระงับการขายแป้งเด็กที่ผลิตจากแร่ทัลก์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา โดยบริษัทให้เหตุผลว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไป และมีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับแป้งเด็กตัวที่ผลิตจากแร่ทัลก์ดังกล่าว

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้บริษัทแพ้คดีและต้องจ่ายค่าชดใช้ เช่น ในปี 2018 ทาง Johnson & Johnson ต้องจ่ายค่าเสียหายไปมากถึง 21.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับ Joanne Anderson หญิงวัย 68 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งซึ่งเชื่อมโยงกับการสัมผัสแร่ทัลก์โดยตรง

นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทยังโดนแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นบริษัทให้เลิกผลิตแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์อีกด้วย

หลังจากนี้บริษัทกล่าวว่าจะขายแต่แป้งเด็กที่ผลิตจากแป้งข้าวโพดเป็นหลักทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันแป้งเด็กรูปแบบใหม่นั้นมีการจำหน่ายไปแล้วในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าแป้งเด็กของบริษัทมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน

ที่มา : www.bbc.com/positioningmag.com

แป้งทัลก์ แป้งอันตรายจริงหรือ??

แป้งทัลคัม หรือแป้งทัลก์ อันตรายจากแป้งฝุ่น ไม่ได้มีแต่ในแป้งเด็ก!!

แป้งทัลก์ หรือแป้งทัลคัม ทำมาจากทัลก์ เป็นแร่ธาตุที่มีธาตุองค์ประกอบหลักคือ แมกนีเซียม ซิลิคอน และออกซิเจน มีความสามารถในการดูดซับความชื้น และลดแรงเสียดสีได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง และช่วยป้องกันผดผื่นคันได้ จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมกันอย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น แป้งฝุ่นโรยตัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หรือแป้งทาหน้า และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย

แป้งเด็ก ใช้หลังอาบน้ำ
แป้งเด็ก ใช้หลังอาบน้ำ

สารก่อมะเร็งในแร่ทัลก์

แอสเบสตอส (Asbestos) สารก่อมะเร็งที่ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) และ U.S.Environmental Protection Agency จัดให้เป็นสารก่อมะเร็งที่ไม่สามารถจัดจำพวกได้

แร่ทัลก์เกิดจากการนำหินทัลก์ มาโม่ให้ละเอียด อบให้แห้งและฆ่าเชื้อ แม้จะมีการแยกสิ่งแปลกปลอมออก แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ จึงยังมีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่บางอย่าง ที่อาจจะมีคุณสมบัติคล้ายแอสเบสตอส (Asbestos) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) และ U.S. Environmental Protection Agency จัดให้เป็น Unclassifiable Carcinogen (สารก่อมะเร็งที่ไม่สามารถจัดจำพวกได้)

ทัลก์จัดเป็นสารอนินทรีย์ จึงไม่ถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าโรยแป้งฝุ่นในปริมาณมาก ผงแป้งจะลอยฟุ้งกระจายในอากาศ หากสูดดมเข้าไปเป็นเวลานาน จะเกิดการสะสมเป็นก้อนในปอดทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการโรยแป้งไปที่ตัวโดยตรง แต่ควรเทใส่มือในปริมาณน้อยๆ และลูบไล้ที่มือก่อนทาบางๆ บนตัว ส่วนสตรีไม่ควรโรยแป้งบริเวณจุดซ่อนเร้น

ซึ่งในปี ค.ศ. 1970 คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (The U.S. Food and Drug Administration) ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีแป้งทัลก์ผสมอยู่ ไม่พบการปนเปื้อนของแอสเบสตอส (Asbestos)

การตรวจสอบแป้งทัลก์ในประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทย อย.ขอชี้แจงว่า ทัลก์หรือทัลคัม (Talc หรือ Talcum powder) เป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัว ทัลก์พบได้ในแร่ธาตุตามธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 เกรด ได้แก่ เกรดที่ใช้ในอุตสาหกรรม และเกรดที่ใช้ในยา อาหารและเครื่องสำอาง ต้องใช้ทัลก์ที่มีความบริสุทธิ์สูง เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และต้องไม่มีการปนเปื้อนของแร่ใยหินหรือแอสเบสตอส (Asbestos) ซึ่งเป็นสารที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง

อย.เผยว่า สำหรับกรณีการปนเปื้อนของแร่ใยหินหรือแอสเบสตอส (Asbestos)ในทัลก์ อย.มีการติดตามเฝ้าระวังมาโดยตลอด โดยในปี พ.ศ.2552-2553 ได้ส่งตรวจวิเคราะห์หาแร่ใยหินในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีส่วนผสมของทัลก์จำนวน 40 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหินแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ถึง 2558 อย.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีส่วนผสมของทัลก์ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์ โดยส่งตัวอย่างแป้งฝุ่นโรยตัว จำนวน 73 ตัวอย่าง ทุกตัวอย่างตรวจไม่พบแร่ใยหินปนเปื้อนแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่น่าวิตกกังวลกับข่าวดังกล่าว

แป้งผงทัลก์ ช่วยลดความอับชื้น กับ อันตรายจากแป้งฝุ่น
แป้งผงทัลก์ ช่วยลดความอับชื้น กับ อันตรายจากแป้งฝุ่น

ข้อแนะนำให้การใช้ แป้งเด็ก

  • ควรอ่านฉลากหรือคำแนะนำในผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปาก
  • ไม่ควรสูดดมแป้ง
  • สตรีไม่ควรโรยแป้งบริเวณอวัยวะเพศ
ที่มา : อยู่กับยา

อ่านต่อ>> ภาวะผงทัลคัมเป็นพิษ และวิธีการใช้แป้งฝุ่นให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผลไม้คนท้อง

ผลไม้คนท้อง บำรุงครรภ์ ได้ประโยชน์ทั้งแม่และลูก

ผลไม้คนท้อง ในระหว่างตั้งครรภ์ การบริโภคผลไม้ช่วยให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่งผลดีทั้งแม่และลูก ช่วยทดแทนการบริโภคขนมที่ไม่มีประโยชน์

ผลไม้คนท้อง บำรุงครรภ์ ได้ประโยชน์ทั้งแม่และลูก

ในช่วงตั้งครรภ์ การบริโภคของแม่มีความสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงถึงทารกในครรภ์ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารขยะ หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งในบทความนี้ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูล ผลไม้คนท้อง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรบริโภคมาฝากดังนี้ค่ะ

ผลไม้คนท้อง
ผลไม้คนท้อง

ผลไม้คนท้อง บำรุงครรภ์ ได้ประโยชน์ทั้งแม่และลูก

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีความต้องการบริโภคขนมหวานต่าง ๆ เช่น ขนมเค้ก บราวนี่ คุกกี้ สายไหม ทองหยอด ฝอยทอง ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการสร้างพฤติกรรมดังกล่าว โดยหันมารับประทานผลไม้แทน

นอกจากผลไม้จะสามารถทดแทนความต้องการบริโภคของหวานได้แล้ว ยังให้สารอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการอีกด้วย ผลไม้ช่วยบำรุงครรภ์ให้แข็งแรง บำรุงสุขภาพทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ โดยสามารถนำไปใส่ในสลัด สมูทตี้ โยเกิร์ต หรือทดแทนอาหารว่างระหว่างวันได้

ทำไมคนท้องจึงควรรับประทานผลไม้ ?

ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถรับประทานผลไม้ได้ตามปกติ เพราะผลไม้เป็นแหล่งแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยคนท้องควรรับประทานผลไม้ให้ครบ 5 ส่วนต่อวัน

ผลไม้ที่เหมาะกับคนท้องมีอะไรบ้าง ?

  • ส้ม เป็นผลไม้ที่มีโฟเลตสูง ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันความพิการทางสมองและประสาทของทารกในครรภ์ได้ และส้มยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายด้วย
  • มะม่วง เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์ หากขาดวิตามินเอ อาจนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้ เช่น ท้องเสีย หรือติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น และมะม่วงยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอีกด้วย โดยมะม่วงเพียง 1 ถ้วยมีวิตามินซีถึง 100% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน
  • กล้วย เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย เช่น โพแทสเซียม วิตามินบี 6 วิตามินซี และไฟเบอร์ เป็นต้น ซึ่งช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และอาการคลื่นไส้อาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ได้
  • แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ โดยมีการศึกษาพบว่า การรับประทานแอปเปิ้ลในระหว่างตั้งครรภ์ อาจช่วยลดโรคหอบหืดและภูมิแพ้ในเด็กได้ นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และโพแทสเซียม ซึ่งสำคัญต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์เช่นกัน
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต วิตามินซี ไฟเบอร์ โฟเลต รวมทั้งฟลาโวนอยด์และแอนโทรไซยานิน  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ส่วนคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  การรับประทานเบอร์รี่จะช่วยให้ได้รับพลังงานมากขึ้น และยังส่งผ่านทางรกไปเลี้ยงทารกในครรภ์ได้ดี เพราะคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในเบอร์รี่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าคาร์โบไฮเดรตที่มีในขนมหวานจำพวกเค้ก โดนัท หรือคุกกี้
  • อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีโฟเลตสูงกว่าผลไม้หลายชนิด และเป็นแหล่งวิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค ไฟเบอร์ โคลีน แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และตะคริวที่ขา หรือโคลีน ที่ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมองและระบบประสาทของทารก
  • มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยวอุดมด้วยวิตามินซี ช่วยลดอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ และบรรเทาอาการท้องผูก แต่ก็ควรระมัดระวัง เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด และอาจทำลายผิวเคลือบฟัน ดังนั้น ควรบ้วนปากหลังรับประทานทุกครั้ง
  • แก้วมังกร อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและมีวิตามินซีสูง จึงช่วยในการกระตุ้นต่อมน้ำนมให้คุณแม่ได้เป็นอย่างดี
  • ฝรั่ง มีวิตามินซีและวิตามินเอ ช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหวัด บำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง
  • มะละกอสุก อุดมไปด้วยวิตามินซี สารเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี และแคลเซียม ช่วยให้คุณแม่ตั้งท้องขับถ่ายง่ายขึ้น แก้ปัญหาท้องผูก
  • องุ่น เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามินนานาชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ มีเส้นใย น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังมีแมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก กรดโฟลิก ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้องุ่นสีเข้มยังช่วยต่อต้านริ้วรอย และทำให้ผิวของคุณแม่ดูอ่อนเยาว์อีกด้วย
  • แตงโม มีโพแทสเซียม ที่สามารถช่วยควบคุมอัตราความดันโลหิตของร่างกาย และยังมีวิตามินซีธรรมชาติที่ดีต่อร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งควรหามารับประทานเสริมจากอาหารหลักในแต่ละมื้อ เช่น แคนตาลูป สับปะรด เกรปฟรุต กีวี่ ลูกแพร์ ลูกพลับ หรือมะขาม เป็นต้น

นำผลไม้มาทำสมูทตี้
นำผลไม้มาทำสมูทตี้

เคล็ดลับในการรับประทานผลไม้สำหรับคนท้อง

วิธีการดังต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณแม่สามารถรับประทานผลไม้ได้มากเพียงพอตามที่ต้องการ

  • วางผลไม้ไว้ใกล้ตัว คุณแม่สามารถล้างผลไม้ และวางในชามใกล้ตัว เพื่อรับประทานเป็นของว่างได้ง่ายขึ้น
  • นำมาปรุงเป็นเมนูอาหาร เพื่อหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ การนำผลไม้ที่ชอบ มาทำเป็นอาหารหรือของว่างอย่างสลัด สมูทตี้ ก็ช่วยให้คุณแม่รับประทานผลไม้ได้มากขึ้นด้วย
  • รับประทานกับโยเกิร์ตหรือน้ำสลัด เพื่อเพิ่มรสชาติและคุณประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น การนำผลไม้ที่ชอบไปจิ้มกับโยเกิร์ตก่อนรับประทาน ก็จะช่วยให้ได้โปรตีนจากโยเกิร์ตเพิ่มขึ้น หรืออาจนำผลไม้ไปจิ้มกับน้ำสลัดรสชาติต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ได้รสชาติที่แปลกใหม่
  • ทำเป็นเครื่องดื่ม หากไม่สะดวกในการรับประทาน อาจนำผลไม้มาทำเป็นสมูทตี้ หรือน้ำผลไม้แทน
  • รับประทานผลไม้อย่างหลากหลาย เพื่อคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน คุณแม่ควรรับประทานผลไม้ที่หลากหลาย ไม่ควรรับประทานผลไม้ชนิดเดิมซ้ำ ๆ แต่ควรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกจำเจ

ข้อควรระวังในการรับประทานผลไม้สำหรับคนท้อง

ขณะตั้งครรภ์ หากต้องการรับประทานผลไม้สด ก็ควรล้างให้สะอาดก่อน เพื่อป้องกันสารตกค้างและเชื้อโรค ที่เป็นอันตรายต่อแม่และทารก หากต้องการดื่มน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่คั้นสด และไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ คุณแม่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นอันตรายต่อทั้งแม่และเด็ก ดังนั้น ควรเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และบรรจุในขวดหรือกระป๋องมิดชิด เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ผลไม้ที่คนท้องไม่ควรรับประทาน

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรระมัดระวังในเรื่อง โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ ผลไม้ก็ไม่ใช่ทุกชนิดที่ จะมีประโยชน์สำหรับ คนท้อง ผลไม้ที่คนท้องห้ามกิน มีดังนี้

มะม่วงดิบ

ปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะแนะนำให้คนท้องรับประทานมะม่วงสุกให้มาก ๆ แต่ในกรณีของมะม่วงดิบนั้นต่างกัน เพราะมะม่วงดิบจะย่อยได้ง่ายกว่ามะม่วงสุก ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดอาการแน่นท้องได้นั่นเอง ยิ่งช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 – 3 ด้วยแล้ว ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงมะม่วงดิบโดยด่วน เพราะช่วงนี้มดลูกจะใหญ่ขึ้น จนเบียดกับกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารย่อยอาหารได้ช้าลง ถ้ากินมะม่วงดิบด้วยแล้ว ก็จะทำให้เกิดอาการแน่นท้องได้ ดังนั้นหากคุณแม่อยากรับประทานมะม่วงล่ะก็ เลือกรับประทานมะม่วงสุกจะดีกว่า เพราะย่อยง่าย และยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วย

ผลไม้รสหวาน

ในขณะตั้งครรภ์ บางครั้งคุณแม่ก็คงอยากจะรับประทานผลไม้หวาน ๆ แต่รู้ไหมว่ายิ่งรับประทานผลไม้หวานจัดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจจะทำให้หลังคลอดก็ยังลดน้ำหนักไม่ลงได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดี คุณแม่หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด ๆ จะดีกว่า เพราะนอกจากจะเสี่ยงโรคอ้วนแล้ว ยังเสี่ยงโรคเบาหวานอีกด้วย ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ารับประทานเลยดีกว่า

ทุเรียน

เชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคน ก็คงจะมีอาการอยากรับประทานทุเรียนกันบ้าง ยิ่งหน้าทุเรียนด้วยแล้ว แค่ได้เห็นก็แทบจะอดใจไม่ไหว แต่คุณแม่ควรต้องหักห้ามใจตัวเองไว้ก่อน เพราะทุเรียนจัดว่าเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง เพราะสาเหตุใดหรือ ก็เพราะว่าทุเรียนจะทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ได้ และยังทำให้เกิดอาการจุกแน่นท้อง แน่นหน้าอกที่เป็นอยู่แล้วรุนแรงขึ้นอีกด้วย ถึงจะไม่อันตรายสักเท่าไหร่ แต่ก็สร้างความทรมานให้กับคุณแม่มากทีเดียว

รายชื่อ ผลไม้คนท้อง ที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK รวบรวมมาแนะนำให้บริโภคนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง หรือผลไม้กระป๋องก็ดีทั้งนั้น แต่ขอให้แน่ใจว่า ไม่มีการเติมน้ำตาลในผลไม้แช่แข็ง หรือผลไม้กระป๋องนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 ประโยชน์ข้าวกล้อง กับแม่ท้อง ที่กินคนเดียวได้ถึงสอง

แจกสูตร เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน กินอย่างไรให้ลงลูก

7 ข้อแนะนำ อาหารคนท้อง กินอย่างไรถูกหลักไม่ขาด-เกิน

โฟเลต หรือ กรดโฟลิก สิ่งสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ห้ามขาด!!!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com, https://www.vichaiyut.com, https://www.sanook.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน ลูกร้องงอแงทั้งคืนกล่อมนอนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมนอน ฝันร้ายของแม่แต่เพราะอะไรลูกถึงได้มีอาการนี้ ทำความรู้จัก Overtired baby เพื่อสงบลูกน้อย

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby!!

ดูเจ้าตัวเล็กก็ง่วงนอนมากอยู่ หาวไม่ยอมหยุด คืนนี้แม่คงได้หลับสบาย เต็มอิ่มเสียที แต่เมื่อฝันร้ายมาเยือน ทำไมกล่อมลูกนอนเท่าไหร่ เจ้าตัวน้อยของแม่ก็ไม่ยอมนอนเสียทีนะ พอวางลงบนที่นอนก็ตื่นเสียละ ต้องมาเริ่มกล่อมนอนใหม่กันอีกแล้ว

ทำไม ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน ??

แม่หลาย ๆ คนคงได้พบกับเหตุการณ์ การกล่อมลูกนอนมาราธอน กล่อมนอนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมนอนเสียที หรือนอนเพียงไม่กี่นาที กล่อมเป็นหลายชั่วโมง เพียงไม่นานก็ตื่นมาร้องงอแงเสียแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน
ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน

ลูกเหนื่อยเกินไป (Overtired baby)

เหนื่อยเกินไป ง่วงมากจนเกินไป การได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอของทารก ทำให้เกิดอาการงอแง ร้องไห้ ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน อาการแบบนี้ เกิดจากลูกน้อยเหนื่อยเกินไป และส่งผลกระทบต่อการนอน ทำให้นอนยาก และไม่ยอมหลับยอมนอนนั่นเอง เราเรียกภาวะแบบนี้ว่า Overtired baby

สังเกตอาการแสดงว่า ลูกคุณเหนื่อยเกินไป

เมื่อลูกน้อยของคุณผ่านช่วงเหนื่อย พวกเขาจะก้าวไปสู่ระยะที่เหนื่อยเกินไป แม้ว่าลูกจะอยู่ในวัยทารก แต่เชื่อเถอะว่า พวกเขาฉลาดพอที่จะสื่อสารได้แล้ว โดยการส่งสัญญาณของทารกที่เหนื่อยล้า  ที่มีอาการให้สังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • หาวมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เด็ก ๆ จะหาวมากขึ้นเมื่อเหนื่อย การวิจัยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไม่แน่ใจว่า การหาวมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ถ้ามี อาจเป็นไปได้ว่าการหาวปลุกสมองหรือเป็นวิธีการสื่อสาร
  • ร้องไห้หนักขึ้น ทารกที่เหนื่อยเกินไป จะจู้จี้จุกจิก และร้องไห้ได้ง่ายขึ้น
  • ขยี้ตา ดึงหู ทารกที่เหนื่อยล้าอาจขยี้ตา และใบหน้าหรือดึงหู
  • ติดแม่ เมื่อลูกมีภาวะ overtired baby เด็กจะไม่ยอมอยู่ห่างจากแม่ ยึดมั่นในตัวคุณอย่างแน่วแน่
  • ไม่ยอมนอน ร้องไห้งอแง หรือเมื่อนอนไปแล้วสักพักก็จะตื่นในเวลาที่รวดเร็ว
  • นอนผิดเวลา . คุณอาจพบว่าลูกน้อยของคุณหลับไปในขณะที่คุณกำลังเตรียมขวดนมหรือกำลังตีไข่
  • แอคทีฟมากเกินไป ทารกที่เหนื่อยล้าสามารถแสดงพลังงานได้มากมาย คุณสามารถโทษฮอร์โมนเหล่านั้น คอร์ติซอลและอะดรีนาลีนได้
เมื่อ ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน แม่ต้องเอาเข้าเต้าทั้งคืน
เมื่อ ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน แม่ต้องเอาเข้าเต้าทั้งคืน

ฮอร์โมนความเครียดในเด็ก

เมื่อลูกน้อยของคุณเหนื่อยเกินไป ระบบตอบสนองความเครียดของทารกจะเริ่มทำงาน กระตุ้นคอร์ติซอล และอะดรีนาลีนให้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายเล็กๆ ของลูกน้อย คอร์ติซอล(Cortisol)ช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับ และตื่นของร่างกาย อะดรีนาลีนเป็นตัวการสู้หรือหนี

Cortisol มีหน้าที่อะไร

Cortisol คือฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกาย (Stress hormone) ปกติร่างกายจะหลั่งออกมาปริมาณมากที่สุดในตอนเช้า ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น และมีพลังต่อสู้ในวันใหม่ของทุกวัน และจะลดลงเหลือเพียง 10% ในช่วงเย็น

นอกจากนี้ ในสถานการณ์คับขัน Cortisol ยังมีหน้าที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และอัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้ต่อสู้กับปัญหาข้างหน้า แต่ถ้าเรามีความเครียดสะสมเรื้อรัง จากการทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนไม่พอ หรือ ออกกำลังกายเกินพอดี ระดับ Cortisol ที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจาก ฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์ ในการสลายและทำลายล้าง (Catabolic hormone) ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว แต่ถ้ามีน้อยไป ก็จะทำให้ ไม่มีแรงลุกขึ้นจากที่นอนตอนเช้า ขาดความกระตือรือร้น และอ่อนเพลียตอนกลางวัน

อะดรีนาลีน มีหน้าที่อะไร

อะดรีนาลีน คือฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองปฏิกิริยาของร่างกายที่สั่งให้ต่อสู้ หรือหนีเมื่อตกอยู่ในเหตุการณ์อันตราย ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว บีบตัวแรง และหลอดลมในปอดขยายตัวขึ้น

เมื่อฮอร์โมนทั้งสองนี้อยู่ในระดับสูง จะมีบทบาทสำคัญในการหลั่งออกมาตามกระแสเลือดในร่างกาย ทำให้ร่างกายยากที่จะผ่อนคลาย และสงบทำให้การที่ลูกจะเข้านอน หลับสนิท เป็นเรื่องที่ยาก

overtired baby เมื่อลูกเหนื่อยเกินไป
overtired baby เมื่อลูกเหนื่อยเกินไป

เด็กต้องการนอนนานแค่ไหน??

ทารกต้องการการนอนหลับในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการทางสมองที่เหมาะสม ซึ่งเป็นระยะเวลาการนอนหลับโดยเฉลี่ยสำหรับทารกในช่วง 24 ชั่วโมง เป็นดังนี้

  • 0–3 เดือน ต้องการการนอนนาน 16–17 ชั่วโมง
  • 4–6 เดือน ต้องการการนอนนน 14–15 ชั่วโมง
  • 6–12 เดือน ต้องการการนอนนาน3–14 ชั่วโมง

และจากข้อมูลของ American Academy of Pediatrics เด็กวัยหัดเดิน (อายุ 12 ถึง 24 เดือน) ต้องการการนอนหลับระหว่าง 11 ถึง 14 ชั่วโมงในช่วง 24 ชั่วโมง

อ่านต่อ>>>วิธีช่วยให้ลูกหลับสบาย และวิธีป้องกันไม่ให้ลูกเป็น Overtired baby คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไอศกรีม สารก่อมะเร็ง

ไอศกรีม เจ้าดังพบสารก่อมะเร็ง! สั่งเรียกคืนหลังอียูเตือน

ไอศกรีม ของโปรดของเด็ก ๆ ที่กินเท่าไหร่ไม่รู้จักเบื่อ แต่พ่อแม่สามารถวางใจให้ลูกกินตามใจได้หรือไม่ เมื่อเบลเยียมสั่งเรียกคืนไอศกรีมเจ้าดังหลังพบสารก่อมะเร็ง

ไอศกรีม เจ้าดังพบสารก่อมะเร็ง! สั่งเรียกคืนหลังอียูเตือน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เบลเยียมสั่งเรียกคืนไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ไอศกรีมยี่ห้อดังออกจากชั้นวางขายเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) แจ้งเตือนว่า พบสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง

ภายหลังจากที่ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของอียูได้ตรวจสอบหาสารปนเปื้อนในไอศกรีมยี่ห้อดังที่ผลิตโดยบริษัท เจอเนอรัล มิลส์ ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่จากสหรัฐเมริกา ตามคำขอของประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ออกมาประกาศเตือนในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า พบเจอสาร 2-คลอโรเอทานอล ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวชนิดกระปุกใหญ่และถ้วยมินิ ล็อตหมดอายุเดือนมีนาคม-เมษายน 2023 ซึ่งสารนี้ส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ และสามารถก่อโรคร้าย เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ด้วยเหตุนี้ เบลเยียม รวมทั้งฝรั่งเศส และสเปน จึงได้ทำการสั่งระงับการวางขายไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ล็อตดังกล่าว

ไอศกรีม ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง
ไอศกรีม ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

โดยสำนักงานด้านสุขอนามัยอาหารแห่งชาติของเบลเยียมได้เรียกคืนไอศกรีมเพิ่มขึ้นอีก 7 รายการ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม หลังจากที่ได้เรียกคืนไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ไปแล้วกว่า 10 รายการ ซึ่งรวมถึงไอศกรีมรสวานิลลา รสช็อกโกแลตเบลเยียม รสถั่วแมคคาเดเมีย บริทเทิล และรสพราลีนส์ แอนด์ ครีม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมนอกจากนี้ ยังมีการสั่งห้ามไม่ให้ผู้บริโภคที่รับประทานไอศกรีมล็อตที่มีปัญหาจากสารปนเปื้อน หากซื้อมาแล้วให้นำสินค้าไปทำลายทิ้ง และรีบติดต่อเจอเนอรัล มิลส์ เพื่อเรียกร้องเงินคืน

ด้านบริษัทผู้ผลิตอย่างเจอเนอรัล มิลส์ ได้ออกมาแถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สารปนเปื้อนซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งนี้ น่าจะมีต้นตอมาจากสารสกัดวานิลลาของซัพพลายเออร์เจ้าหนึ่ง สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานตรวจสอบอาหารแห่งชาติบราซิลที่ระบุว่า พบสารปนเปื้อนในไอศกรีมวานิลลาของฮาเกน-ดาซส์ และให้หลีกเลี่ยงสินค้าดังกล่าวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่มา : www.matichon.co.th

จากข่าวดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกมากเกินไป จนทำให้เจ้าตัวเล็กอดกินไอศกรีมของโปรดไปจนตลอดชีวิตกันเชียวล่ะ เพราะใช่ว่าไอศกรีมจะมีแต่โทษเพียงอย่างเดียว อย่างน้อย ๆ มันก็ให้ประโยชน์ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เวลาเราได้กินไอศกรีมแล้วก็รู้สึกสดชื่นกันใช่ไหมล่ะ ดังนั้นทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตส่วนผสมของไอศกรีมถ้วยนั้น ๆ ที่เราจะหยิบให้ลูกเสียดีกว่าการห้ามรับประทานอย่างเด็ดขาด เพราะอย่างไรไอศกรีมกับเด็กก็เป็นของคู่กันที่ขาดกันเสียมิได้

ไอศกรีมมิใช่ตัวร้าย หากไม่มีส่วนผสมเหล่านี้!!

การเลือก ไอศกรีม มารับประทานทางที่ดีเราควรเลือกรับประทานไอศกรีมที่ได้มาตรฐาน ผลิตจากโรงงานที่น่าเชื่อถือ และหากจะให้มั่นใจคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาถึงส่วนประกอบบางอย่างที่ผู้ผลิตไอศกรีมบางรายใส่ลงมาเพื่อเพิ่มกำไรให้แก่ตน โดยมิได้คำนึงถึงอันตรายต่อผู้บริโภค การนำไขมันที่เหลือจากโรงฆ่าสัตว์มาใช้เป็นส่วนผสมในไอศกรีมนั้น เป็นอันตรายเพราะไขมันจากสัตว์นั้นมีจำนวนของไขมันอิ่มตัวสูง เป็นไขมันชั้นเลวที่หากบริโภคมากไป จะก่อให้เกิดโรคอ้วน และไขมันอุดตัวเส้นเลือดได้ นอกจากนี้ยังควรสังเกตหากมีส่วนผสมของสารสังเคราะห์จากสารเคมีดังต่อไปนี้ในไอศกรีมถ้วยโปรดของเราแล้ว ขอแนะนำให้ควรงดรับประทานทันที

ไอศกรีม ไม่ใช่ตัวร้าย หากไม่มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์บางตัว
ไอศกรีม ไม่ใช่ตัวร้าย หากไม่มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์บางตัว
  1. ไดอิธิลกลูคอล (Diethyl Glucol) สารเคมีราคาถูกที่ใช้ในการตีไขมันให้กระจายแทนการใช้ไข่ สารชนิดนี้เป็นสารกันเยือกแข็งที่ใช้กันน้ำแข็งไม่ให้ละลายเร็ว และใช้ในน้ำยากัดสี
  2. อัลดีไฮด์ – ซี71 (Aldehyde-C71) เป็นสารที่ใช้ ในการสร้างกลิ่นที่ไม่ค่อยมีในประเทศไทย เช่น เชอร์รี่ และเพื่อให้ไอศกรีมเป็นของเหลวติดไฟง่าย และยังนำไปใช้ทำสีอะนิลีน จำพวกพลาสติก และยาง
  3. ไปเปอร์โอรัล (Piperoral) ใช้แทนกลิ่นวานิลลา เป็นสารเคมีเดียวกับที่ใช้ผสมในยาฆ่าเหา และหมัด
  4. อิธิลอะซีเตท (Ethyl acetate) ใช้สร้างกลิ่นรสสับปะรด อีกทั้งยังใช้เป็นตัวทำความสะอาดหนังและผ้าทอ กลิ่นของสารเคมีตัวนี้ก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง ตับ และหัวใจที่ผิดปกติ
  5. บิวธีรัลดีไฮด์(Butyraldehyde) ใช้สร้างกลิ่นรสเมล็ดในผลไม้เปลือกแข็ง เช่น ถั่วต่าง ๆ สารนี้เป็นสารที่ใช้เป็นสารประกอบสำคัญในกาวยาง
  6. แอนนิล อะซีเตท(Anyle acetate) สารนี้จะให้กลิ่นกล้วยหอม และเป็นสารที่ใช้ทำลายล้างไขมัน
  7. เบนซิล อะซีเตท(Benzyle acetate) เป็นสารที่ใช้สร้างกลิ่น และรสสตรอเบอร์รี่เป็นสารละลายไนเตรท ทำให้เกิดความอยากอาหาร
  8. แซคคารินหรือน้ำตาลเทียม เติมเพื่อให้มีสีและกลิ่นที่หอมหวาน ซึ่งสารแซคคารินนั้นได้มีการพิสูจน์แล้วว่า มีส่วนสนับสนุนทำให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน

ไม่ใช่ว่าในไอศกรีมทุกยี่ห้อจะมีสารเหล่านี้ทั้งหมด ที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อมูลที่พบในไอศกรีมบางรายเท่านั้น ที่ผู้ผลิตไร้จิตสำนึกใส่ส่วนผสมอันตรายเหล่านี้เข้ามา แต่ในสารบางตัวที่แม้จะไม่ได้มีอันตรายแต่หากเราบริโภคเข้าไปในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายก็ทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจำกัดปริมาณการรับประทานไอศกรีมของลูกด้วย

อาหารที่เสี่ยงต่อ มะเร็ง
อาหารที่เสี่ยงต่อ มะเร็ง

13 อาหารที่คุณไม่ควรกิน หากไม่อยากเป็นมะเร็ง

นอกจากเรื่องของไอศกรีมแล้ว ยังมีอาหารชนิดอื่นเช่นกันที่หากคุณรับประทานเป็นประจำ มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้

1.อาหารแปรรูปสูง

เรารู้มานานแล้วว่าอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาล โซเดียม ไขมันอิ่มตัว และส่วนผสมทางเคมีมากเกินไปสามารถส่งผลต่อสภาวะสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอ้วน เป็นต้น  แต่สำหรับโรคมะเร็งนั้น จากการศึกษาของนักวิจัยชาวฝรั่งเศสและบราซิล การบริโภคอาหารแปรรูปพิเศษ เช่น ขนมปัง ขนมอบที่ผลิตเป็นจำนวนมาก น้ำอัดลม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยวรสเค็มและหวาน หรือนักเก็ตไก่ เป็นต้น หากเรารับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคมะเร็งโดยรวมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นร้อยละ 11

2.มันฝรั่งทอด

จากการศึกษาของสำนักงานมาตรฐานอาหารแห่งสหราชอาณาจักร (FSA) ผู้ร้ายคืออะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นเมื่ออาหารประเภทแป้งปรุงด้วยอุณหภูมิสูง แม้ว่าความกรอบสีน้ำตาลของมันฝรั่งทอดอาจดูน่ากิน แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และอาจส่งผลต่อระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์

3.แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์สามารถเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ 5 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปาก 17 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหาร 30 เปอร์เซ็นต์ ตามรายงานของ American Society of Clinical Oncology (ASCO) ตัวเลขเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยิ่งคุณดื่มมากขึ้น

4.เบคอน

องค์การอนามัยโลกได้จัดประเภทเนื้อสัตว์ที่ผ่านการหมักเกลือ บ่ม หมัก หรือรมควันเป็นสารก่อมะเร็ง การรับประทานเบคอน 50 กรัมหรือเทียบเท่าเบคอน 4 แผ่นหรือฮอทดอก 1 อัน ทุกวันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ 18 เปอร์เซ็นต์

ใส่ใจเรื่องอาหารที่ลูกกินสักนิด ห่างไกลมะเร็ง
ใส่ใจเรื่องอาหารที่ลูกกินสักนิด ห่างไกลมะเร็ง

5.เนื้อย่าง

ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ การปรุงเนื้อสัตว์ที่อุณหภูมิสูงบนเปลวไฟหรือการทอดในกระทะจะสร้างสารเคมีสองชนิดที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งได้ นั่นคือเฮเทอโรไซคลิกเอมีน (HCAs) และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการรับประทานเนื้อไหม้เกรียมบ่อยๆ ช่วยเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับอ่อนได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อีกการศึกษาพบว่าเกือบสองเท่าของความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในสตรีวัยหมดประจำเดือน

6.เนื้อแดง

ไม่ว่าคุณจะปรุงด้วยวิธีใด การบริโภคเนื้อแดงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ การกินเนื้อแดงมีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

7.ขนมปังขาว และข้าวขาว

แม้ว่าคุณจะไม่เคยสูบบุหรี่ แต่การรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลในเลือดสูงบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอดได้ถึง 49 เปอร์เซ็นต์ ตามที่นักวิจัยจาก University of Texas MD Anderson Cancer Center นักวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลในเลือดสูงจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มปัจจัยการเจริญเติบโตที่คล้ายกับอินซูลิน ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งปอดที่เพิ่มขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องเลิกกินคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เพียงแค่เลือกกินชนิดที่มีดัชนีน้ำตาลในเลือดที่ต่ำกว่า เช่น ขนมปังโฮลวีต และข้าวโอ๊ต เป็นต้น

8.ผลิตภัณฑ์นม

การบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก และถึงแม้นมจะได้รับการศึกษามากที่สุด ไอศกรีม ชีส และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ ก็อาจเป็นปัญหาได้เช่นกัน ตามรายงานของ Healthlineนักวิจัยบางคนเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างการบริโภคนมกับมะเร็งต่อมลูกหมากอาจเนื่องมาจากปริมาณไขมัน แคลเซียม และฮอร์โมนของนม ในขณะที่คนอื่นๆ ตั้งทฤษฎีว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมอาจทำให้ระดับวิตามินดี และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาในปี 2016 ถือว่าการเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์นมกับมะเร็งไม่สามารถสรุปผลได้ แต่ถ้าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมีอยู่แล้ว ให้ปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับอาหารของคุณ

7.ข้าวโพดคั่วไมโครเวฟ

ไม่ใช่ป๊อปคอร์นที่เป็นปัญหา แต่เป็นถุง ป๊อปคอร์น ที่ด้านในมีสารเคมีที่ป้องกันไม่ให้เมล็ดเกาะติดอยู่ เมื่อถุงร้อนขึ้น สารเคลือบจะสลายตัว ทำให้เกิด  กรด perfluorooctanoicซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

โรคอ้วน จากอาหาร
โรคอ้วน จากอาหาร

8.น้ำอัดลม

นักวิจัยชาวออสเตรเลีย ระบุว่า การ  ดื่มน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 แก้วเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งหลายชนิด เช่น ตับ ต่อมลูกหมาก รังไข่ และถุงน้ำดี

อาหารเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ช่วยทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน สารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการ แต่การเลือกรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ดังนั้นเรามาใส่ใจการเลือกรับประทานอาหารให้ได้ประโยชน์ นอกจากความอร่อยเพียงอย่างเดียวกันเถอะ

ข้อมูลอ้างอิงจาก health.kapook.com/www.thehealthy.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 อาหารก่อมะเร็ง ยิ่งกินมาก ยิ่งทำลายสุขภาพ

ลูกเป็นมะเร็ง แม่เล่า จากหวัดธรรมดาสุดท้ายกลายเป็นมะเร็งสมอง

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 แนวทางฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเด็กเล็ก

ระวัง! ปวดท้องน้อยจี๊ดๆ อาจเป็นต้นเหตุจากโรคเหล่านี้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จองวัคซีนเข็ม3

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 แนวทางฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเด็กเล็ก

จองวัคซีนเข็ม3 ให้ลูกอายุ 5-11 ปี ต้องรู้อะไรบ้างก่อนจองคิว วัคซีนเข็มกระตุ้น จำเป็นไหม มีแนวทางการฉีดอย่างไร หากลูกติดเชื้อโควิด 19 ยังต้องฉีดเข็ม3 อีกไหม

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 !! แนวทางฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเด็กเล็ก

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยมติที่ประชุมอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเห็นชอบทุกคนฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น อย่างน้อยเข็ม 3 โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้รับเข็มกระตุ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่หากติดเชื้อ จะมีอาการหนักและเสียชีวิตได้

วัคซีนเข็มกระตุ้นจำเป็น!!

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มติที่ประชุมอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 แนะนำให้ประชาชนทุกคนได้ควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น อย่างน้อยเข็มที่ 3 เป็นพื้นฐาน เพราะเมื่อเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันจะลดลงตามธรรมชาติ จึงแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นหลังได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาแล้ว 4 เดือนขึ้นไป โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจและความจำเป็นอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้มีความเสี่ยงอื่นๆ และโดยเฉพาะกลุ่ม 608 (ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน) ซึ่งหากติดเชื้อจะเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหนักและเสียชีวิตได้

แนะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้เด็กเล็ก จองวัคซีนเข็ม3 เลย
แนะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้เด็กเล็ก จองวัคซีนเข็ม3 เลย

ทั้งนี้ จากการระบาดที่ผ่านมา พบว่าการได้รับวัคซีนสามารถลดการป่วยหนักและเสียชีวิตของประชาชนได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่ยังไม่ได้รับเข็มกระตุ้น หรือยังไม่ได้รับวัคซีน ให้ไปรับวัคซีนตามกำหนด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กระจายวัคซีนไปยังหน่วยบริการที่ใกล้บ้านที่สุด และให้บริการแบบ walk in ทุกจุดฉีด เพื่อให้เกิดความสะดวกกับประชาชน เป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งหากได้รับเชื้อจะสามารถลดอาการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ที่มา : กองโรคติดต่อทั่วไป/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

สาธารณสุขเตือน กลุ่มเด็กติดโควิดสูงขึ้น ย้ำฉีดวัคซีน เว้นระยะห่างในครอบครัว ป้องกันแพร่เชื้อให้ผู้สูงอายุ

นายแพทย์จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบกลุ่มเด็ก 0-9 ปี และวัยรุ่น 10-19 ปี มีการติดเชื้อสูงขึ้น โดยกลุ่มอายุ 0-4 ปี และ 5-9 ปี ส่วนใหญ่ติดเชื้อในครอบครัว กลุ่มอายุ 10-14 ปี และ 15-19 ปี เป็นการติดเชื้อในโรงเรียน ส่วนการสัมผัสผู้ติดเชื้อนอกบ้านและในชุมชน เป็นกลุ่ม 15-19 ปี ทั้งนี้ หากมีการติดเชื้อในบ้าน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ขอให้เว้นระยะห่างจากผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เพราะอาจติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป จะมีอัตราติดเชื้อเสียชีวิตสูงกว่าเด็กเล็กถึง 200 เท่า จึงต้องรณรงค์ให้มารับวัคซีนทั้งในเด็กและผู้สูงอายุ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ลดอาการรุนแรงและเสียชีวิต

ด้าน นายแพทย์วิชาญ กล่าวว่า การระบาดในระลอกนี้พบผู้ป่วยเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ปี สูงขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะอาการค่อนข้างน้อย แต่ต้องเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็ก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในครอบครัว และไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย โดยแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในกลุ่มเด็ก ของกระทรวงสาธารณสุข มีผู้เชี่ยวชาญทั้งในคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาผลการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา พิจารณาอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานข้อมูลวิชาการทั้งมาตรฐานและความปลอดภัย ผลการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประสิทธิผลด้านการป้องกันการติดเชื้อ การป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต

ลูกเคยติดเชื้อ โควิด 19 ต้องเว้นระยะห่าง จองวัคซีนเข็ม3 อย่างไร
ลูกเคยติดเชื้อ โควิด 19 ต้องเว้นระยะห่าง จองวัคซีนเข็ม3 อย่างไร

ปัจจุบันมีวัคซีนที่ผ่านการพิจารณาให้ฉีดในกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้แก่

  • ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) สำหรับอายุ 5-11 ปี
  • ไฟเซอร์ (ฝาสีม่วง) สำหรับอายุ 12-17 ปี
  • ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม สำหรับอายุ 6-17 ปีขึ้นไป
  • สูตรไขว้ ซิโนแวคและไฟเซอร์ สำหรับอายุ 12-17 ปี

ย้ำ!! อย่ากังวลกับการฉีดวัคซีนเด็กเล็ก

โดยตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2565 ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 5-11 ปี ไปแล้ว 66,165 คน จากทั้งหมด 5.1 ล้านคน ยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับวัคซีน

อาการข้างเคียงพบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด  คลื่นไส้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดข้อ มีผื่น เป็นต้น

ที่มา : ศูนย์ข้อมูล COVID 19 กรมประชาสัมพันธ์

รู้ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 กับแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด19 เข็มกระตุ้น สำหรับผู้ที่มีอายุ 5-11 ปี

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้มีมติแนวทางคำแนะนำในการฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้แก่เด็กที่มีอายุระหว่าง 5-11 ปี เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้ทำความเข้าใจ และทราบถึงหลักการการได้รับวัคซีนให้แก่บุตรหลาน ก่อน จองวัคซีนเข็ม3 โดยมีคำแนะนำครอบคลุมทั้งกับเด็กที่เคยได้รับวัคซีนเข็ม 1 และ 2 มาแล้ว และเด็กที่เคยติดเชี้อโควิด 19 ขณะที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ได้รับวัคซีนแล้ว 1 เข็ม และได้รับวัคซีนมาแล้ว 2 เข็ม จะต้องเว้นระยะห่างระหว่างเข็มอย่างไร เคยติดเชื้อแล้วยังจำเป็นต้องได้รับวัคซีนหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาฝากก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะทำการ จองวัคซีนเข็ม3 ให้แก่ลูกน้อย

 

กรณียังไม่เคยได้รับเชื้อโควิด 19 มาก่อน

กลุ่มเด็กที่มีอายุ 5-6 ปี 

  • ได้รับวัคซีน Pfizer ฝาสีส้ม ในเข็มที่ 1 และ 2 โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหลังจากได้รับวัคซีนเข็ม 2 ควรไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็น Pfizer ฝาสีส้ม (เต็มโดส) ในเข็มที่ 3

กลุ่มเด็กอายุ 6-11 ปี

  • ได้รับวัคซีน Pfizer ฝาสีส้มมาทั้งสองเข็ม โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหลังจากได้รับวัคซีนเข็ม 2 แล้ว ควรไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เลือกได้ทั้ง Sinovac และ Pfizer ฝาสีส้ม(เต็มโดส) เลือกตามสมัครใจ

กรณีเคยติดเชื้อโควิด 19 

เด็กที่มีอายุ 5-11 ปี 

  • ไม่เคยได้รับวัคซีน หลังจากหายจากการติดเชื้อโควิด 19 ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น Pfizer ฝาสีส้ม (เต็มโดส) ในเด็กอายุ 6-11 ปี สามารถเลือกรับวัคซีน Sinovac ได้ตามความสมัครใจ
  • ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้วติดเชื้อ ให้เว้นระยะห่างหลังจากหมดเชื้อแล้ว ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ค่อยรับวัคซีนเข็มกระตุ้น Pfizer ฝาสีส้ม (เต็มโดส) หรือในเด็กอายุ 6-11 ปี สามารถเลือกเป็น Sinovac ได้
  • ได้รับวัคซีน 2 เข็ม แล้วติดเชื้อ ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด 19 แล้ว

หมายเหตุ คำแนะนำระบุเฉพาะวัคซีนภาครัฐในขณะนี้ อย่างไรก็ตามสามารถพิจารณาวัคซีนได้ทุกชนิด และขนาดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยตามช่วงอายุ

วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก จำเป็นแค่ไหน
วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก จำเป็นแค่ไหน

คำแนะนำฉีดไฟเซอร์เด็ก 5-11 ขวบ

  • ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้มสูตรสำหรับเด็ก ขนาด 10 ไมโครกรัม ปริมาณ 0.2 มิลลิลิตร เข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง เว้นระยะห่าง 3-12 สัปดาห์
  • หากเด็กอายุ 5-11 ขวบ ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ สูตรสำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ (ขนาด 10 ไมโครกรัม ฝาสีส้ม) และมีอายุครบ 12 ปี หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ด้วยไฟเซอร์ สูตรสำหรับผู้ใหญ่ อายุมากว่าหรือเท่ากับ 12 ปี (ขนาด 30 ไมโครกรัม ฝาสีม่วง) อย่างไรก็ตาม หากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ขนาด 10 ไมโครกรัม ก็ให้ถือว่าผู้นั้นรับวัคซีนครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำ
  • กรณีเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์สำหรับผู้ใหญ่ฝาสีม่วงตามแนวทางการให้บริการวัคซีนโควิด-19 (ไฟเซอร์) สำหรับนักเรียน/นักศึกษา อายุ 12 ปีขึ้นไปที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า

ส่วนข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กมีอยู่ 2 ข้อ ซึ่งหากมีอาการดังต่อไปนี้ “ยังไม่ควรฉีดวัคซีน”

  • เด็กอยู่ในช่วงกำลังป่วย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ควรรักษาอาการให้หายดี และเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าร่างกายจะกลับมาปกติ
  • เด็กผู้มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจมีอันตรายถึงชีวิตที่อาการของโรคยังไม่คงที่ ห้ามฉีด นอกจากแพทย์ประเมินว่าฉีดได้เท่านั้น
ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข, ศูนย์ข้อมูล COVID–19, องค์กรอนามัยโลก (WHO) ,www.paolohospital.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปิด 5 สูตร ฉีดวัคซีนโควิด19 ในเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี

จองวัคซีน เข็ม 3เด็กเล็กพรุ่งนี้!(10ส.ค.)ไฟเซอร์เข็มกระตุ้น

จุดฉีด วัคซีนเข็มกระตุ้น วอล์คอิน จองคิวผ่านแอปฯ ล่าสุด

มือเท้าปากเปื่อย ระบาดอีกแล้วเตือนพ่อแม่ระวังเชื้อแรงขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของเล่นเสริมพัฒนาการ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เลือกแบบไหนดีในแต่ละวัย

ของเล่นเสริมพัฒนาการ นอกจากเด็กจะได้รับความสนุกสนานแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการ เพิ่มความฉลาด และฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ อีกด้วย

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เลือกแบบไหนดีในแต่ละวัย

การเลือกของเล่นให้ลูก นอกจากดูสวย น่าเล่น สนุก และปลอดภัยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ ที่ลูกจะได้รับจากการเล่นอีกด้วย ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงได้นำข้อมูลในการเลือก ของเล่นเสริมพัฒนาการ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้ลูกได้เล่นของเล่นที่สนุกสมวัย และช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูกด้วย

ของเล่นเสริมพัฒนาการ
ของเล่นเสริมพัฒนาการ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เลือกแบบไหนดีในแต่ละวัย

การเลือกของเล่นให้เด็กในแต่ละวัย ต้องใช้การพิจารณาอย่างมาก ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักซื้อตามความชอบของเด็ก ๆ แต่ในทางที่ถูกต้องแล้ว ควรเน้นถึงความปลอดภัย ไม่แตกหักง่าย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และขนาดของเล่นไม่ควรเล็กเกินไปจนเสี่ยงต่อการสำลักเข้าทางเดินหายใจ

นอกจากนี้การเลือกของเล่นนั้นควรมีประโยชน์และเป็นของเล่นที่เหมาะกับ พัฒนาการ ในแต่ละวัยของเด็กด้วย ของเล่นที่เล่นง่ายเกินไปก็อาจทำให้เด็กเบื่อ และของเล่นที่เล่นยากเกินไปเด็กก็อาจท้อที่จะเล่นเช่นกัน ของเล่นที่เหมาะสมในเด็กแต่ละช่วงวัยนั้นแตกต่างกัน ขึ้นกับอายุและระดับพัฒนาการของเด็ก เมื่อเด็กมีความสุขและสนุกสนานไปกับของเล่นนั้น ๆ จะส่งผลให้เกิดทักษะการเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นพื้นฐานของพัฒนาการที่เต็มศักยภาพในอนาคต

  • การเลือกของเล่นให้เด็ก ๆ แต่ละวัยนั้นต้องมองถึงประโยชน์ด้านพัฒนาการที่เด็ก ๆ จะได้รับ
  • ของเล่นสำหรับเด็กควรเน้นความปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ควรเลือกของเล่นที่ขนาดเล็กเกินไปเพราะเสี่ยงต่อการอมหรือสำลักเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจ ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
  • ของเล่นที่เด็ก ๆ ได้รับนั้น จะไม่สมบูรณ์เลยเพราะสิ่งที่สำคัญที่เด็กอยากได้ควบคู่กันนั้นก็คือ เวลา ความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจจากผู้ใหญ่หรือพ่อ แม่

ของเล่นกับพัฒนาการ

การสร้างเสริมพัฒนาการของเด็ก หมายถึงการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างสมดุล เหมาะสมกับวัย และมีความสุข โดยเริ่มจากการทำความรู้จักและเข้าใจลูกในทุก ๆ ด้าน

โดยการทำความรู้จักลูกและเข้าใจลูกนั้น พ่อแม่สามารถทำได้เองได้ง่าย ๆ ตั้งแต่วันแรกที่ลูกลืมตา เพียงแค่ให้เวลา ใส่ใจ และหมั่นคอยสังเกตท่าทางการส่งเสียงของลูก และลองตอบสนองตามที่พ่อแม่คิดว่าลูกสื่อถึงอะไร ก็จะทำให้เรารู้จักและเข้าใจลูกได้มากขึ้น

เพราะเรารู้ว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง หน้าตา ท่าทาง อุปนิสัย หรือแม้แต่พัฒนาการ ก็ยังมีความโดดเด่น เร็ว ช้า ไม่เท่ากัน สังเกตได้ว่าเมื่อลุกเติบโตขึ้นก็จะมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว การใช้มือ การสื่อสาร อารมณ์ การช่วยเหลือตัวเอง การเรียน หรือทักษะการ แก้ปัญหา เป็นต้น

ดังนั้นพ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจ และรู้จักลูกในแต่ละช่วงวัยด้วยเพื่อที่จะได้ส่งเสริมพัฒนาการที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง และเติมเต็มพัฒนาการด้านที่ยังบกพร่องให้สมบูรณ์ การเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานใด ๆ ของพ่อแม่ เพราะเป็นการสร้างรากฐานชีวิตที่ดี และมั่นคงให้กับลูกในอนาคต

การเล่น เป็นกิจกรรมหลักของเด็กทุกวัย ที่เป็นตัวสำคัญในการช่วยพัฒนาลูกทั้งทางด้านไอคิว และอีคิว ผู้เลี้ยงดูส่วนใหญ่ลืมความสนุกสนาน และภาคภูมิใจในขณะที่เล่นสมัยตอนเป็นเด็ก ๆ ไปแล้ว ทำให้มีการปฏิสัมพันธ์กับลูกผ่านการเล่นนั้น ดูเข้มข้นมีสาระมากเกินไปจนลูกไม่ชอบ หรืออาจจะสนุกสนานเฮฮามากเกินไปจนลูกไม่ได้ข้อคิดอะไรเลย

ดังนั้นการเล่นกับลูกถือเป็นศาสตร์และศิลป์แขนงหนึ่ง การจะเข้าให้ถึงตัวตนของลูกนั้นต้องเข้าใจและรู้จักลูกในทุก ๆ มุมก่อน ลูกเราไม่ชอบทำกิจกรรมอะไร ลูกสามารถปรับตัวกับเหตุการณ์ใหม่ ๆ หรือของเล่นใหม่ได้ทันทีหรือไม่ เพราะอะไรลูกเราต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากกับบางอย่าง และจะทำอย่างไรกับกิจกรรมที่ลูกไม่สนใจเลย สิ่งเหล่านี้ผู้เลี้ยงดูเป็นคนสำคัญที่สุดที่จะเรียนรู้และตอบสนองให้เหมาะสมกับลูก และแม้แต่กับพี่น้องก็ยังไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ เพราะเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัย 0-6 เดือน

ของเล่นที่ส่งเสริม กระตุ้นพัฒนาการ และระบบประสาทสัมผัส มีดังนี้

  • กระตุ้นการมองเห็น เด็กวัยนี้จะชอบมองของที่มีสีสันและของที่เคลื่อนไหวช้า ๆ เช่น โมบายตุ๊กตาสีสดใส วัสดุบางเบาที่พริ้วตามลมได้
  • กระตุ้นการฟังเสียง เช่น ของเล่นที่เคาะ เขย่าแล้วเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งหรือเสียงดนตรี
  • กระตุ้นการใช้มือและปาก เด็กวัยนี้มักสำรวจสิ่งรอบตัวโดยใช้มือและปาก เช่น ของเล่นที่เป็นยางนิ่มๆ ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้โดยเน้นวัสดุที่สะอาดปลอดภัย ตุ๊กตาผ้านิ่มๆ ลูกบอลเล็กสีสดที่เด็กสามารถหยิบจับไขว่คว้าได้
ของเล่นบล็อกไม้ ช่วยฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือ
ของเล่นบล็อกไม้ ช่วยฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับเด็กวัย 7-12 เดือน

เด็กวัยนี้จะเริ่มเคลื่อนไหวได้เองมากขึ้นและเริ่มมีทักษะทางภาษาดีขึ้น การเลือกของเล่นให้เด็กวัยนี้ยังต้องกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสด้านต่าง ๆ โดยเสริมทักษะด้านที่ซับซ้อนขึ้น

  • ส่งเสริมให้เด็กรู้จักผิวสัมผัสต่างๆ มากขึ้น เช่น ลูกบอลที่มีผิวสัมผัสนุ่มเรียบหรือเป็นปุ่มๆ ที่เด็กจับหรือขยำได้
  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อและฝึกการเคลื่อนไหว เช่น รถลากจูง ของเล่นที่กลิ้งได้ บล็อกไม้หรือพลาสติกขนาดใหญ่ที่เด็กสามารถต่อให้สูงหรือหยิบใส่เข้าออกภาชนะ เพื่อฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือและขาให้แข็งแรงขึ้น
  • ส่งเสริมสติปัญญา เช่น หนังสือภาพที่มีรูปสัตว์สีสดใสอาจเป็นกระดาษแข็ง พลาสติก หรือผ้าก็ได้ การสนใจมองภาพ การหัดจับ หัดเปิดปิดหนังสือเป็นการกระตุ้นพัฒนาการ ทั้งด้านภาษาและกล้ามเนื้อมือ

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับเด็กวัย 1-2 ปี

วัยนี้เหมาะกับของเล่นที่เสริมพัฒนาการทางกล้ามเนื้อ การทรงตัว และด้านภาษา

  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อ การทรงตัว เช่น รถลากจูงเล็กๆ ของเล่นไขลาน แท่งไม้หรือพลาสติกรูปทรงต่างๆ เพื่อหยิบ จับ วาง ของเล่นที่บีบ กด หรือขยำแล้วมีการเปลี่ยนรูปหรือตำแหน่ง สีไม้หรือสีเทียนเพื่อฝึกหัดจับและขีดเขียนเสริมทักษะกล้ามเนื้อมือ
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา เช่น นิทานตามวัย สมุดรูปภาพสัตว์ สิ่งของ ฝึกให้เด็กเรียนรู้ชื่อสิ่งของต่าง ๆ
  • ส่งเสริมพัฒนาการสติปัญญาและการใช้มือสายตาประสานกัน เช่น กล่องหยอดรูปทรงต่างๆ

ของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัย 2-3 ปี

เพิ่มทักษะการเรียนรู้เรื่องรอบตัว เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน

  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้สัมพันธ์และคล่องแคล่วมากขึ้น เช่น จักรยานสามล้อ ซึ่งเด็กต้องใช้ทักษะการทรงตัว กล้ามเนื้อมือขาที่ประสานกันรวมถึงการมองเห็นด้วย ลูกปัดขนาดใหญ่ให้เด็กฝึกร้อย ช่วยฝึกสมาธิและกล้ามเนื้อมือสายตาประสานกัน
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา เช่น นิทานตามวัยที่มีเนื้อเรื่องรูปภาพที่น่าสนใจและมีสีสัน การอ่านหนังสือกับเด็กด้วยน้ำเสียงและบรรยากาศที่สนุกสนานจะทำให้เด็กได้คำศัพท์ใหม่ๆ มากขึ้น ส่งผลดีต่อพัฒนาการโดยรวมทั้งด้านการพูดสื่อสารและด้านอารมณ์ของเด็ก
  • ส่งเสริมพัฒนาการสติปัญญา เช่น จิ๊กซอ บล็อกไม้ ก้อนไม้สีและรูปทรงต่าง ๆ ให้เด็กเรียนรู้การจับคู่สี รูปทรงต่างๆ และด้านการนับจำนวน
  • ส่งเสริมจินตนาการและการแก้ปัญหา เช่น ชุดของเล่นเลียนแบบของจริงเพื่อเล่นบทบาทสมมติกับเด็ก ซึ่งนอกจากสนุกแล้วเด็กยังได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มในการสื่อสารและบอกความต้องการด้วย

ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่เหมาะกับช่วงวัย 4-6 ปี

เด็กวัยนี้เรียนรู้เรื่องรอบตัวที่กว้างขึ้นและมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกบ้านมากขึ้น เช่น เพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนบ้าน

  • ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ คล่องแคล่วมากขึ้น เช่น จักรยาน สกูตเตอร์ ซึ่งเด็กต้องใช้ทักษะการทรงตัว กล้ามเนื้อมือขาที่ประสานกัน การได้เล่นเป็นกลุ่มช่วยเด็กเรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมด้วย
  • ส่งเสริมความคิดจินตนาการและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ชุดของเล่นเลียนแบบของจริงเพื่อเล่นบทบาทสมมติกับเด็กเป็นเรื่องราว เช่น ชุดครัว ชุดอุปกรณ์คุณหมอ ชุดเลโก้สร้างเมือง นอกจากสนุกได้คำศัพท์เพิ่ม ในขณะเล่นเด็กยังได้เรียนรู้ทักษะวางแผนและการแก้ปัญหาซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ในอนาคต

ถึงแม้ว่าเด็กทุกคนจะอยากได้ของเล่น แต่ของเล่นนั้นๆ จะไม่สมบูรณ์เลยหากขาดผู้ที่จะเล่นด้วย และสิ่งที่สำคัญที่เด็กอยากได้จากผู้ใหญ่ควบคู่ด้วยกันนั้นก็คือ เวลา ความรัก ความเข้าใจ ความใส่ใจจากผู้ใหญ่ที่ดูแล

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากนี้แล้ว คงได้ไอเดียในการเลือกของเล่นให้ลูกกันแล้วนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เด็กทารก พัฒนาการแต่ละช่วงวัย จากแรกเกิด – อายุ 1 ปี

น้ำหนัก-ส่วนสูง มาตรฐานตามอายุ ลูกเตี้ย-ผอมไปไหม?

4 วิธีฝึกลูกรักการอ่าน ช่วยพัฒนาสติปัญญาและภาษาให้ลูก

นิทานกล่อมนอน ลงทุนน้อย แต่ลูกได้รับประโยชน์มากมาย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ. ดวงเดือน ชินรุ่งเรือง และ พญ. คคนางณ์ จันทรภักดี จากเวบ https://www.samitivejhospitals.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Amarin Baby & Kids

ของใช้เด็ก

รวม 6 ไอเทมเด็ด! ของใช้เด็ก ของใช้แม่ ใช้ดีที่ต้องมีติดบ้าน

กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มาช่วยแนะนำผลิตภัณฑ์ ของใช้เด็ก ของใช้คุณแม่ที่น่าสนใจ ได้รับการรับรองถึงคุณภาพ มีรางวัลการันตีจากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021 มาฝากค่ะ

อย่างที่รู้กันว่าลูกคือแก้วตาดวงใจของเรา การเลือกข้าวของเครื่องใช้สำหรับลูก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ ของใช้เด็ก สำหรับอาบน้ำ แปรงฟัน ถนอมผิว ไปจนถึงซักผ้า จึงต้องพิถีพิถันกันหน่อย เพราะผิวลูกน้อยยังบอบบาง ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รวมไปถึงคุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณแม่หลังคลอด ก็ต้องการดูแลเป็นพิเศษไม่แพ้กันค่ะ

ของใช้เด็ก ของใช้แม่ ใช้ดีที่ต้องมีติดบ้าน

ของใช้เด็ก ผ้าอ้อม BabyLove

1. ผ้าอ้อมสำเร็จรูป BabyLove Playpants Premium

ผ้าอ้อมที่ดีจะช่วยให้ลูกน้อยสบายตัว ทำกิจกรรมอะไรก็คล่องแคล่ว เบบี้เลิฟเป็นอีกแบรนด์ที่คุณแม่คุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะรุ่นเพลย์แพ้นท์ พรีเมียม ที่เพิ่มประสิทธิภาพการซึมซับ ขอบเอวยืดหยุ่นได้ 2.5 เท่า สวมใส่สบาย ขยับเล่นได้แบบไม่สะดุด ผิวสัมผัสนุ่มทั้งด้านในและด้านนอก เคลื่อนไหวแค่ไหนก็ไม่เสียดสี มีขอบขาล๊อคป้องกันการซึมเปื้อน ป้องกันของเหลวไม่ให้ไหลย้อนกลับ แห้งสบายผิว ยาวนาน 10 ชม. ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้โดย Dermscan Asia มาพร้อมลวดลายน่ารัก และไซส์ XXXL ยังเพิ่มเทปพันทิ้งหลังใช้ ไม่เลอะเทอะด้วย ผ้าอ้อม BabyLove เป็นหนึ่งใน ของใช้เด็ก ที่จำเป็นต้องซื้อเตรียมไว้ให้พร้อมใช้ และด้วยเป็นผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กที่ใช้ดี มีคุณภาพ ผ้าอ้อมเด็ก BabyLove ได้รับการโหวตจากคุณแม่ทั่วประเทศ จนได้รับรางวัล MOMMY’s CHOICE สาขา BEST DISPOSABLE DIAPERS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://babylove.co.th/products/play-pants.php?gclid=Cj0KCQjw_viWBhD8ARIsAH1mCd6UCOy-hNDrrs0DNmnn7bRiAEtlls7EnFo8mE-vMtxINXH4qYXHUL8aAqLuEALw_wcB#

ของใช้เด็ก BabiMild Bioganik

2. ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ BabiMild Bioganik Head and Body Baby Bath

เพราะผิวลูกน้อยบอบบาง ผลิตภัณฑ์อาบน้ำจึงต้องอ่อนโยนเป็นพิเศษ แนะนำเบบี้มายด์ ไบโอแกนิก สบู่เหลวที่สามารถทำความสะอาดได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยส่วนผสมสารทำความสะอาดจากพืชธรรมชาติ และเอสเซ้นส์ออร์แกนิกคุณภาพสูง ตามมาตรฐานระดับโลก COSMOS และ USDA ทั้งเอสเซ้นส์อาร์แกนออยล์ และดอกฮันนี่ซัคเกิล ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินอี และกรดไขมันจำเป็น ช่วยบำรุงผิว พร้อมมอยเจอร์ไรเซอร์ทำให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยรักษาสมดุลของน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ มาพร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปราศจากสารเคมีอันตราย เช่น แอลกอฮอล์ พาราเบน และ SLS ที่อาจระคายเคืองต่อผิวและเส้นผมลูกน้อย BabiMild Bioganik Head and Body Baby ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ สระผม หนึ่งใน ของใช้เด็ก ใช้ดีมีคุณภาพที่คุณแม่ทั่วประเทศไว้วางใจเลือกใช้ และโหวตให้ได้รับรางวัล  MOMMY’s CHOICE สาขา BEST HEAD-TO-TOE WASH จากงานประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม  https://babimild.com/th/products/baby-liquid-soap-list/item/1252-babi-mild-ultra-mild-bioganik-head-body-baby-bath-3.html

โลชั่นบำรุงผิวเด็ก DMP Double Milk

3. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเด็ก DMP Double Milk and Vitamin E

โลชั่นทาผิวลูกสุดอ่อนโยนจากส่วนผสมออแกนิค ให้ผิวนุ่มเนียนน่ากอด น่าทะนุถนอม คุณแม่วางใจใช้ DMP หรือเดอมาพอนที่คุ้นเคยกันมานานค่ะ ตัวนี้เป็นโลชั่นสูตรดับเบิ้ลมิลค์จากส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ทั้งโอ้ตมิลค์และซอยมิลค์ ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช เพิ่มความเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นนานด้วย เชียบัตเตอร์ และวิตามินอี รวมทั้งปกป้องผิว ลดการระคายเคืองด้วยออร์แกนิคคาโมมายล์ เติมความสมดุลและปกป้องน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติด้วย pH-balanced 5.5 และยังผ่านการทดสอบทางการแพทย์ หรือ Hypoallergenic Tested จึงมั่นใจไปอีกขั้นด้วยค่ะ ผิวบอบบางของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดต้องดูแลด้วยโลชั่นบำรุงผิว DMP Double Milk And Vitamin E ซึ่งเป็นหนึ่งใน ของใช้เด็ก ที่ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด และด้วย DMP โลชั่นเด็กเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดีมีคุณภาพ ทำให้ได้รับเลือกจากทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ให้ได้รับรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST SKINCARE FOR KIDS จากการประกวด Amarin Baby & Kids 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://dmpbaby.com/th/product/baby-lotion/1

เครื่องปั๊มนม IMANI

4. เครื่องปั๊มนม IMANI

เครื่องปั๊มนมที่โดดเด่นทั้งดีไซน์และคุณภาพ มาพร้อมเทคโนโลยีอันทันสมัย ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบาย รวดเร็ว คล่องตัว ให้คุณแม่สามารถทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น เพราะเครื่องปั๊มนม IMANI เป็นเครื่องปั๊มนมแบบไร้สาย จึงไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์มากมายให้วุ่นวาย และยังมีระบบแฮนด์ฟรี ที่ช่วยให้คุณแม่สามารถปั๊มนมได้โดยไม่ต้องใช้มือจับอีกด้วย  คุณแม่จึงสามารถปั๊มน้ำนมไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้โดยไม่เสียเวลา และด้วยความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ และคุณภาพการใช้งานที่ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ เครื่องปั๊มนม IMANI จึงเป็นของใช้แม่ ที่ทีมบรรณาธิการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล RISING STAR สาขา BEST ELECTRIC BREAST PUMP จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม  https://www.imanithailand.com/product/173006-162123/imani-i2-plus-เครื่องปั๊มนมไร้สาย-made-in-korea

BUNNE & MAMALADE

5. ผลิตภัณฑ์ BUNNE & MAMALADE

ครีมทาป้องกันรอยแตกร้าวของผิวระหว่างตั้งครรภ์ แบรนด์คุณภาพที่คุณแม่ไว้วางใจ เหมาะสำหรับใช้บำรุงผิวหน้าท้องของคุณแม่ให้นุ่มเนียนเรียบ น่าสัมผัส ลดเลือนรอย ปราศจากแอลกอฮอล์ พาราเบน และน้ำหอม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการระคายเคืองด้วย ช่วยบำรุง ฟื้นฟู ผิวอย่างล้ำลึก ช่วยลดความระคายเคืองของผิวซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์ ใช้ได้ทุกวัน เพื่อให้ผิวเนียนนุ่ม เพิ่มความชุ่มชื่น รักษารอยแตกของผิวหน้าท้อง BUNNE & MAMALADE ครีมทาหน้าท้องสำหรับคุณแม่ท้อง ที่การันตีคุณภาพโดยคุณลิเดีย ดีนที่ตั้งใจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แสนอ่อนโยนต่อผิวอย่างเข้าใจ ส่วนผสมผ่านการทดสอบว่าไม่มีสารอันตรายที่กระทบกับลูกในครรภ์ ผลิตภัณฑ์ BUNNE & MAMALADE ได้รับการคัดเลือกจากทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ให้ได้รับรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST PREGNANCY STRETCH MARKS PRODUCTS จากการประกวด Amarin Baby & Kids 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม https://bunnemamalade.com/collections/maternity-skin-care-and-beauty-products/products/belly-butter

แปรงสีฟันเด็ก Kodomo Soft & Slim

6. แปรงสีฟันเด็ก Kodomo Soft & Slim

ผิวลูกน้อยสะอาดอย่างเดียวคงไม่พอ สุขภาพในช่องปากก็จำเป็นต้องดูแลกันตั้งแต่ฟันซี่แรก แปรงสีฟันโคโดโมเป็นแบรนด์ที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่างรุ่น Soft & Slim ออกแบบหัวแปรงไว้ถึง 4 ขนาดตามช่วงอายุตั้งแต่ 0.5 ถึง 12 ขวบ เพื่อให้พอดีกับช่องปากเด็กทุกวัย ขนแปรงปลายเรียวเล็กและนุ่มพิเศษ ลิขสิทธิ์เฉพาะของโคโดโม จึงไม่ระคายเคืองต่อเหงือกของเด็ก ด้ามแปรงออกแบบตามสรีระของอุ้งมือเด็ก มีจุดกระชับหัวแม่มือให้ไม่ลื่นหลุดขณะแปรง คอแปรงยังเรียวยาวและเอียงตามองศาของช่องปากทำให้สามารถซอกซอนทำความสะอาดฟันได้ถึงซี่ในสุดด้วย แปรงสีฟันเด็ก Kodomo Soft & Slim หนึ่งใน ของใช้เด็ก ที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมไว้ให้ลูก ๆ ได้ใช้กัน เพราะนอกจากจะมีรุ่นแปรงครบคลุมจนเด็ก ๆ อายุ 12 ขวบแล้ว เรื่องคุณภาพการใช้งานก็ดีมาก ๆ ด้วยนะคะ แม่ ๆ จากทั่วประเทศได้โหวตให้แปรงสีฟันเด็ก KODOMO จนได้รับรางวัล MOMMY’S CHOICE สาขา BEST ORAL CARE PRODUCT FOR KIDS จากการประกวด Amarin Baby & Kids Awards 2021

ข้อมูลเพิ่มเติม Lion Corporation › แปรงสีฟันโคโดโมซอฟต์ & สลิม

 

ของใช้แม่ ของใช้เด็ก ที่คัดสรรมาให้นี้น่าใช้ทุกแบรนด์เลยค่ะ เอาเป็นว่าถ้าอยากตามรอยสินค้าดีมีรางวัล Amarin Baby & Kids Awards การันตี ก็ต้องไม่พลาดไปหาซื้อมาใช้กันนะคะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

จองวัคซีน วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก

จองวัคซีน เข็ม 3เด็กเล็กพรุ่งนี้!(10ส.ค.)ไฟเซอร์เข็มกระตุ้น

ด่วนเปิด จองวัคซีน เข็ม 3 เด็กเล็ก 5-12 ปี พรุ่งนี้ 10 ส.ค. รีบเช็กเงื่อนไขไฟเซอร์ฝาส้มเข็มกระตุ้นป้องกันโควิด 19 ช่วยลูกน้อยลดเสี่ยงติด และอาการหนักได้

จองวัคซีน เข็ม 3เด็กเล็กพรุ่งนี้!(10ส.ค.)ไฟเซอร์เข็มกระตุ้น

ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ประกาศว่า ได้เปิดจองคิวฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็มที่ 3 ชนิดวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี แล้ว โดยเริ่มเปิดจอง พรุ่งนี้!! (10 ส.ค. 2565)

เปิดเงื่อนไข ใครได้ฉีดบ้าง??

วัคซีนที่จะเปิดให้จองในพรุ่งนี้ วันที่ 10 สิงหาคม 2565 สถานที่ฉีดวัคซีน : ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ สถานีกลางบางซื่อ เปิดรับเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี (เด็กที่มีอายุ 5 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 12 ปีในวันที่ฉีดวัคซีน) ที่ได้รับเข็มที่ 2 มาแล้วอย่างน้อย 90 วัน โดยไม่จำกัดชนิดวัคซีนในเข็มที่ 1 และ 2 สามารถเปิดจองเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น ชนิดไฟเซอร์ฝาสีส้ม สำหรับเด็กเล็กได้
จองวัคซีน เข็ม 3 พรุ่งนี้ (10 ส.ค.)
จองวัคซีน เข็ม 3 พรุ่งนี้ (10 ส.ค.)

จองคิวฉีดวัคซีน ได้เมื่อไหร่??

เปิดจองคิว วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2565 เวลา 9.00 น. เริ่มฉีดวัคซีน วันที่ 12-31 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. เข้าประตู 2 โดยจะเข้ามาแยกโซนให้บริการสำหรับเด็กด้านใน

ข้อแนะนำเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว

ในวันนัดฉีดวัคซีน พ่อแม่ ผู้ปกครองโปรดเตรียมพร้อม และแสดง QR CODE / SMS / App “Vaccine บางซื่อ” โชว์คิวอาร์โค้ดแล้วไปฉีดเลย

  • เพื่อความสะดวก รวดเร็ว มาพร้อมผู้ปกครอง สามารถเข้าจุดฉีดวัคซีนได้เลย
  • สำหรับผู้ปกครองที่ไม่สะดวกจองคิวผ่านโทรศัพท์มือถือ ยังสามารถ รับบริการแบบ Walk in ได้ทุกวัน โดยต้องผ่านขั้นตอนจุดลงทะเบียนก่อนฉีดวัคซีน

วิธีจองคิวฉีดวัคซีน ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ

  1. เครือข่าย AIS ลงทะเบียนได้ที่ เว็บไซต์ www.ais.th/vaccine
  2. ผู้ใช้บริการ TRUE ลงทะเบียนได้ที่ ระบบ USSD กด *707# โทรออก หรือ เว็บไซต์ https://vaccine.trueid.net/
  3. สำหรับ เครือข่าย DTAC ลงทะเบียนได้ที่ ดีแทค แอปฯ และ เว็บไซต์ https://app.dtac.co.th/vaccine/index.html
  4. NT ลงทะเบียนได้ที่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ https://covid19vaccine.ntplc.co.th/CVC/home
หมายเหตุ
1.ขนาดความแรงของวัคซีน 10 mcg/dose ปริมาตร 0.2 ml ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM)
2.เด็กที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม แล้วติดเชื้อ ยังไม่แนะนำให้รับเข็มกระตุ้นในช่วงนี้ เนื่องจากได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.pptvhd36.com/เพจ 1197 สายด่วนจราจร

กระจายข่าวบอกต่อ… สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนเด็กรอบนอกกรุงเทพฯ

วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก จำเป็นแค่ไหน
วัคซีนเข็ม 3 เด็กเล็ก จำเป็นแค่ไหน

นนท์kids

☘️เดือนสิงหาคม 2565

💥💫 พาน้องๆ อายุ 5-11 ปี มารับเข็ม 3 booster
ต้าน BA.4-BA.5 กันค่ะ

☘️ไม่จำกัดเชื้อชาติและที่อยู่อาศัย

☀️ลงทะเบียนฉีดวัคซีน Pfizer booster ฝาสีส้ม เข็ม 3
สำหรับเด็กเล็กอายุ 5-11 ปี
ที่ฉีดวัคซีนสูตร sinovac หรือ Sinopharm มาแล้ว 2 เข็ม

💉สนามฉีด เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ  วันที่ 9, 23 สิงหาคม 2565   วันละ 200 คน
🥎สนาม เซ็นทรัลเวสเกต       วันที่ 4,11, 18, 24,25 ส.ค. 2565    วันละ 200 คน
💉สนาม เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์   วันที่ 5,19,26 ส.ค. 2565  วันละ 200 คน

🗼เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ 🎷รับบัตรคิว อาคารจอดรถ B ชั้น 3 ครึ่ง

🎖เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์  🏵บัตรคิว ลานจอดรถชั้น 3
🍏 รับบัตรคิว ลานจอดรถ ชั้น 3 

🧩เซ็นทรัล เวสต์เกต ⛲️รับบัตรคิว ลานจอดรถ 2C

📍เงื่อนไข
ได้รับวัคซีน Sinopharm หรือ Sinovac จำนวน 2 เข็ม ระยะห่างระหว่างเข็มที่2และ3 เวลา 1 เดือนขึ้นไป

**การฉีดวัคซีนชนิดใดเป็นความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก ไม่มีการบังคับแต่อย่างใด**

ที่มา : นนท์พร้อม

ทำไมต้องฉีดเข็ม 3 วัคซีนเข็มกระะตุ้น

ปัจจุบันหลาย ๆ คนเริ่มได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 กันมาครบ 2 เข็มแล้ว และกระแสความหวาดกลัวต่อโรคโควิด 19 ดูจะเบาบางลง แต่ขอย้ำเตือนว่า โควิด19 ยังไม่ได้จากเราไปไหน ดังนั้นโปรดอย่าเพิ่งวางใจ และหย่อนการป้องกันกันไปเสียก่อน แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจะไม่รุนแรงเท่าช่วงแรกของการระบาด นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนป้องกันกันมาบ้างแล้ว ทำให้อัตราการเสียชีวิต หรืออาการรุนแรงจึงลดลง แต่ความจำเป็นในการป้องกันโรคยังคงต้องมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

เด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี ยังไม่มีวัคซีน
เด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี ยังไม่มีวัคซีน

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมมีคำแนะนำการให้วัคซีนโควิด 19 เพิ่มเติม โดยย้ำว่าคนไทยควรฉีดวัคซีนอย่างเข็มกระตุ้นอย่างน้อย 3 เข็ม เป็นไปตามความสมัครใจ เพราะข้อมูลเห็นชัดว่า ไม่ว่าฉีดสูตรอะไรก็ตามประมาณ 3-4 เดือนภูมิคุ้มกันจะลดลง ทำให้ความสามารถการป้องกันการติดเชื้อลดลง ดังนั้น หลังเข็ม 3 แล้วหากจะฉีดเข็มกระตุ้นสามารถฉีดได้ทุก 4 เดือน และอนาคตอาจจะเป็นปีละครั้ง แต่ยังต้องรอพิจารณาอีกครั้ง

ต่อข้อคำถามที่ว่า  วัคซีน โควิด-19 Booster หรือวัคซีนเข็มกระตุ้นนั้นจำเป็นแค่ไหน? เราขอหยิบยกข้อมูลจากคำตอบของ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มาให้ได้ความรู้กัน ดังนี้

Q1 :  ใครควรได้รับ mRNA Vaccine เป็นเข็มกระตุ้นบ้าง (booster shot)

A1 : ข้อมูลพบว่าผู้ใหญ่ที่ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ไม่สามารถรับมือโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ได้ โดยมีข้อมูลอ้างอิงจาก UK พบว่า วีคซีน Pfizer 2 เข็ม ป้องกันการป่วยได้ประมาณ 30-40 % ส่วนวัคซีนModerna 2 เข็ม อาจไม่ต่างกัน ขณะที่วัคซีน Astrazeneca 2 เข็ม ไม่สามารถกันได้ และ วัคซีนอื่น ๆ คงไม่ต่าง ดังนั้น ทุกคนควรได้ booster ด้วย mRNA Vaccine

Q2 :เรา ควร booster เมื่อไหร่

A2 : คำแนะนำจาก UK ผู้ใหญ่ทุกคนที่ได้วัคซีนครบแล้ว 3 เดือน สามารถรับ booster ได้เลย แต่ให้จัดลำดับให้กับผู้ที่ได้วัคซีนมานานและเป็นกลุ่มเสี่ยงก่อน สำหรับประเทศเดนมาร์ก แนะนำ booster ที่ 4.5 เดือน หลังได้รับวัคซีนครบ ส่วนประเทศอื่นยังคงแนะนำที่ 6 เดือน ซึ่งประเทศเหล่านี้ใช้ Astrazeneca และ mRNA เป็นวัคซีน 2 เข็มแรก

Q3 : ในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้วัคซีน 2 เข็มแรกไม่เหมือนประเทศอื่น การฉีด mRNA booster เข็ม 3 จะป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ได้หรือไม่

A3 : จากข้อมูล UK พบว่าคนที่ได้วัคซีน Astrazeneca 2 เข็ม และmRNA booster สามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ได้ 70% ขณะที่วัคซีน Pfizer 2 เข็ม + mRNA booster สามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron 76% ซึ่งประสิทธิผลไม่ต่างกันนัก เพราะฉะนั้นจึงสำคัญที่วัคซีนที่นำมา Booster

ที่มา : www.vejthani.com
วัคซีนโควิด19 ช่วยป้องกันติดเชื้อ และอาการรุนแรงได้
วัคซีนโควิด19 ช่วยป้องกันติดเชื้อ และอาการรุนแรงได้

ทำไม วัคซีนเข็ม 3 ต้องเป็น mRNA??

โอไมครอน เชื้อไวรัสโควิด19 สายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน เชื้อเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับภูมิคุ้มกันจากเข็ม 1 และ 2 ของเราลดลง ทำให้ป้องกันไม่ได้ เด็กติดกันเยอะขึ้น การได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็ม 3 จะทำให้ภูมิสูงขึ้นหลาย 10 เท่า การให้เข็ม 3 เป็น mRNA ในเด็กอายุ 5-11 ปี มีความปลอดภัยแค่ไหนนั้น นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โพสต์เฟสบุ๊กระบุสรุปความได้ ดังนี้

ยิ่งเว้นระยะห่าง ยิ่งปลอดภัย ที่แล้วมา ผลแทรกซ้อน แทบไม่มีเลย ระยะห่างที่ควร
เชื้อตาย 2 เข็ม เว้น  8 สัปดาห์
mRNA 2 เข็ม เว้น 4-6 เดือน
ต่ำกว่า 5 ปียังไม่มีวัคซีน

จึงกล่าวได้ว่าข้อมูล ณ ปัจจุบันนั้นยังไม่พบอาการรุนแรงจากการได้รับวัคซีนในเด็กเล็ก ที่ได้รับวัคซีน mRNA แต่กลับพบเด็กเสียชีวิต จากอาการหลังหายจากโควิด (Long Covid) และภาวะ MIS-C อาการอักเสบทั่วร่างกาย มากกว่าหากไม่ฉีดวัคซีน และปล่อยให้เด็กติดเชื้อโควิดตามธรรมชาติ

ที่มา : FB Yong Poovorawan

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อุทาหรณ์ใช้อุปกรณ์ อาบน้ำลูก ไม่ได้มาตรฐานอันตราย!!

ไวรัสมาร์บวร์ก มาแล้วตระกูลเดียวกับอีโบลาน่ากลัวแค่ไหน

ลูกท้องเสียหลายวัน อย่าวางใจความเชื่อ”เด็กยืดตัว”มีจริงหรือ

ระวัง! ปวดท้องน้อยจี๊ดๆ อาจเป็นต้นเหตุจากโรคเหล่านี้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แอปพลิเคชัน Monkey Junior และ Monkey Stories

ให้ความสำคัญกับความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าไวยากรณ์ “Monkey Junior” และ “Monkey Stories” จะทำให้คุณลืมความกังวลทั้งหมด!

จริงอยู่ที่การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารควรใช้ให้ถูกต้องตามกาลเทศะและหลักไวยกรณ์เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการสื่อสาร เกิดความเข้าใจทั้งผู้พูดและผู้ฟัง หลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาด้านการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งเมื่อพูดว่าการสื่อสารที่สมบูรณ์ต้องถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ นั่นอาจเป็นสิ่งที่โรงเรียนไทยให้ความสำคัญมากเกินไปจนทำให้เด็ก ๆ เกิดความวิตกกังวลเมื่อต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับชาวต่างชาติหรือแม้กระทั่งการพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียน

ปัญหาหลักที่แท้จริงในการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไทยไม่ใช่การที่เด็กไทยไม่เก่ง หากแต่เป็นที่เด็กไทยขาดความมั่นใจในการสื่อสารเพราะกลัวว่าจะผิดหลักไวยากรณ์แล้วจะเป็นที่น่าอายในสายตาชาวต่างชาติ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ทำให้การสื่อสารภาษาอังกฤษของเด็กไทยไม่ถูกพัฒนาและย่ำอยู่กับที่ ตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่การเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้น แล้วคุณจะพบว่าความมั่นใจคือกุญแจสำคัญ เมื่อเรากล้าที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน แม้กระทั่งประสบการณ์ที่เกิดจากความผิดพลาดจะสอนให้เราฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษามากขึ้น

ร่วมกันสร้างความมั่นใจให้เด็กไทยกล้าใช้ภาษาอังกฤษให้มากกว่าที่เคยผ่าน 2 แอปพลิเคชัน สำหรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษชั้นนำระดับโลกอย่าง แอปพลิเคชัน Monkey Junior และ  Monkey Stories แอปพลิเคชันที่คุณพ่อคุณแม่ของเด็ก ๆ ทั่วโลกต่างเชื่อมั่นในการส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของเด็ก ๆ รวมถึงช่วยพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยให้มีประสิทธิภาพ

แอปพลิเคชัน Monkey Junior และ Monkey Stories

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความกดดัน ผู้เรียนย่อมเกิดความสนุก และด้วยตัวเนื้อหาที่พร้อมจะเปลี่ยนจากความสนุกเป็นการสร้างนิสัยใฝ่รู่ ผู้เรียนจะเกิดนิสัยที่ดีในการหมั่นเข้าคลาสเรียนภาษาอังกฤษอย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย “Monkey Junior” คือตัวอย่างที่ดีของแอปพลิเคชันการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 0-10 ปี ตัวเนื้อหาบทเรียนใช้เวลาใช้เวลาเพียงวันละประมาณ 4 – 5 นาทีสำหรับเด็กอายุ 0-10 ปี และสำหรับเด็กอายุมากกว่า 6 ขวบ ใช้เวลาประมาณ 10-12 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและความสนใจของเด็กๆในแต่ละช่วงอายุ เด็กๆจะไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเนื้อหาภายในแอปพลิเคชัน Monkey Junior ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสโต้ตอบกับเนื้อหาของหลักสูตรผ่านทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการสัมผัส ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและสามารถจดจำเนื้อหาจากบทเรียนได้ไปในตัว แอปพลิเคชัน Monkey Junior มีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ สะสมคลังคำศัพท์ได้มากกว่า 1,000 คำในเวลาอันสั้น การจดจำคำศัพท์บนการ์ดรูปภาพควบคู่ไปกับการฝึกออกเสียงคำศัพท์ให้เป็นไปตามมาตรฐานภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เพียงเท่านี้เด็ก ๆ ก็จะได้เรียนรู้สะสมไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกกดดันแต่กลายเป็นรู้สึกสนุกสนานและรอคอยการเปิดประตูสู่บทเรียนใหม่ ๆ ในแต่ละวัน

มาเติมเต็มให้เด็ก ๆ ที่พอมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษอยู่แล้วให้แข็งแรงและต่อยอดพัฒนาการมากยิ่งขึ้นด้วย “Monkey Stories – เรื่องราวและเกมการเรียนรู้โต้ตอบสำหรับเด็ก” แอปพลิเคชันการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เหมาะกับเด็ก ๆ ในช่วงวัย 2 – 10 ปี รวบรวมไว้ซึ่งรูปภาพ, วิดีโอ, ไฟล์เสียง, เกมแบบโต้ตอบที่ตลกและน่ารักเกิดความสนุกสนานไปกับบทเรียน และสามารถเติมเต็มในส่วนที่ขาดไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ด้วยตัวเนื้อหาที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการให้ตัวผู้เรียนได้ใช้ทุกทักษะอย่างเหมาะสม Monkey Stories จะมีโปรแกรม Monkey Phonics โปรแกรมการเรียนรู้แบบโฟนิกส์เพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ Monkey Phonics ยังช่วยให้เด็ก ๆ อ่านได้ฝึกทักษะการอ่านอย่างคล่องแคล่ว เขียนได้ถูกต้อง เพิ่มพูนคำศัพท์ และรักการอ่านมากยิ่งขึ้น การันตีจากยอดการดาวน์โหลดสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของ App Store และ Google Play ในประเทศสหรัฐอเมริกา

Monkey ขอส่งกำลังใจให้เด็ก ๆ ที่กำลังขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารทุกคน เพียงจำไว้ว่าการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคย่อมทำให้สิ่งใดที่เราพยายามอยู่นั้นสำเร็จ แอปพลิเคชัน Monkey Junior และ Monkey Stories ขอเป็นเพื่อนคู่คิดในการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งและมีคุณภาพของเด็กไทยและเด็ก ๆ ทั่วโลกตลอดไป

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

Monkey Junior ได้ที่ Link         

Monkey Stories ได้ที่ Link        

Group Monkey Thailand ได้ที่ Link      

Website : https://www.monkeyenglish.net/th/

ลูกสำลัก

ป้อนอาหารลูกในท่านอน ลูกสำลัก อันตรายถึงตาย !!

ป้อนอาหารลูกในท่านอน ลูกสำลัก อันตรายถึงตาย !!

สาเหตุการการเสียชีวิตที่พบบ่อยในเด็กเล็กสาเหตุหนึ่ง ก็คือ การเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจ หรือหลอดอาหารถูกอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอมจน ลูกสำลัก ทั้งจากเหตุที่พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ป้อนอาหารที่ยังไม่เหมาะสมกับช่วงวัยให้เด็ก รวมทั้งป้อนอาหารให้เด็ก ในขณะที่เด็กอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น เด็กอยู่ในท่านอน เช่นที่ล่าสุด พบคุณแม่ป้อนอาหารให้ลูกในขณะที่ลูกยังนอนอยู่ค่ะ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ ญาติพี่น้องที่ช่วยกันดูแล มีความรู้ความเข้าใจ ในการรับมือและป้องกันเบื้องต้น ก็จะช่วยให้เด็กปลอดภัยมากขึ้น หรือหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เด็กก็จะได้รับการดูแล และช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

ป้อนอาหารลูกท่านอน อันตราย

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณี Drama-addict โพสต์เกี่ยวกับแม่วัยใส โพสต์คลิปตอนป้อนข้าวลูกน้อย ในท่านอน ลงทาง TikTok รายหนึ่งนั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทารกอย่างยิ่ง และไม่ควรนำไปเป็นแบบอย่าง เนื่องจากการกินอาหารในท่านอน อาจทำให้เด็กสำลักอาหาร เศษอาหารจะหลุดเข้าไปในหลอดลม อาจเกิดการอุดกลั้นทางเดินหายใจ เพราะช่องทางเดินหายใจมีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเกิดภาวะหายใจไม่ออก ปอดแฟบ ปอดพอง หรือหอบหืดได้

นอกจากนี้ หากเศษอาหารหลุดเข้าไปในปอด อาจทำให้ปอดเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลที่ถูกต้อง และอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต

ลูกสำลัก
ป้อนอาหารลูกในท่านอน ลูกสำลัก อันตรายถึงตาย !!

หมอแนะนำ ควรป้อนอาหารลูกอย่างไรไม่ให้ ลูกสำลัก

นายแพทย์สุวรรณชัย แนะนำว่า การป้อนอาหารให้ลูกน้อย ควรทำดังนี้

  • จัดให้อยู่ในท่านั่ง
  • ประคองศีรษะให้ตั้งตรง
  • ป้อนอาหารให้พอดีคำ

การให้อาหารลูกน้อย ควรเริ่มให้อาหารหลังจากอายุ 6 เดือน ขึ้นไป โดยให้กินอาหารที่เหมาะสมตามวัย เช่น กล้วยน้ำว้า ไข่แดง ข้าว ผัก ผลไม้ และสารอาหารอื่น ๆ ควบคู่กับการกินนมแม่ต่อเนื่องไปจนถึงอายุอย่างน้อย 2 ปี หรือนานกว่านั้น

การเริ่มต้น ควรให้อาหารในปริมาณน้อย ๆ และมีความเหลวเพื่อความง่ายในการฝึกกลืน และกระบวนการย่อย ช่วงเวลาในการให้อาหารเสริมชนิดใหม่ ๆ ที่เด็กยังไม่เคยกิน ควรเป็นเวลาเช้า หรือกลางวัน ที่ผู้เลี้ยงดูสามารถสังเกตเห็นท่าทีของเด็กหลังการได้รับอาหารได้ใกล้ชิด เมื่อเด็กกินได้ดีในวันแรก ๆ จึงเพิ่มปริมาณ และความเข้มข้นของอาหารทีละน้อยให้เหมาะสมกับช่วงอายุ

อาหารสำหรับทารกแรกเกิด – 6 เดือน

อาหารของทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรให้น้ำนมแม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งธรรมชาติได้ปรับแต่งให้สะอาด มีคุณค่า เพียงพอ และสารอาหารครบถ้วน ทั้งโปรตีน วิตามิน ไขมัน แร่ธาตุต่าง ๆ  ครบ จะทำให้ลูกเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมอง ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ และการติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำและอาหารอื่น มีโคลอสตรัม หรือนมน้ำสีเหลือง ๆ ช่วงแรกของหลังคลอด  ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และยังช่วยระบายขี้เทาซึ่งค้างอยู่ในลำไส้ทารก ช่วยให้มดลูกแม่เข้าอู่เร็ว น้ำหนักตัวของแม่ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องป้อนอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมเลยค่ะ เลี่ยงการสำลักอาหารได้โดยอัตโนมัติ

อาหารที่เหมาะสำหรับเด็ก 6 เดือนขึ้นไป

พญ.อุรารมย์  พันธุมะผล กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด และปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้อธิบายไว้ว่า ช่วงวัยนี้ นอกจากนมแม่แล้ว จะเริ่มให้กินอาหาร 1 มื้อ เริ่มต้นด้วยข้าว 3 – 4 ช้อนโต๊ะ ไข่แดงครึ่งฟอง สลับ หมู ไก่ กับปลาน้ำจืด ตับบด ผักสุกบด ฟักทอง และเพิ่มปริมาณอาหารขึ้นไปเรื่อย ๆ

แนะนำให้คุณแม่ทำอาหารเอง มากกว่าซื้อตามท้องตลาด ด้วยเมนูง่าย ๆ เช่น ต้มจืดตำลึงกระดูกหมู กับข้าวต้มหอมมะลิ ไม่แนะนำให้บดอาหารทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพราะเด็กมักมีปัญหาไม่ยอมเคี้ยวข้าว หรือเคี้ยวข้าวไม่เป็น ใช้แค่ตะแกรงบดอาหารก็เพียงพอ

สำหรับเด็ก 8 เดือนขึ้นไป ช่วงวัยนี้ ต้องเพิ่มปริมาณมื้ออาหารเป็น 2 มื้อ ในช่วงเวลาไหนก็ได้ รวมถึงเพิ่มปริมาณอาหารขึ้นด้วย

สำหรับเด็ก 10 เดือน – 1 ปี จะเริ่มกินอาหาร 3 มื้อแทนนมแม่ นมแม่จะกลายเป็นอาหารเสริม คุณแม่สามารถให้นมลูกในช่วงระหว่างมื้ออาหาร เช่น ก่อนมื้อเช้า หลังมื้อเที่ยง หรือก่อนนอน เป็นต้น

สำหรับเด็กอายุ 1 ปี ขึ้นไป เมื่อลูกน้อยอายุครบ 1 ปี จะสามารถกินอาหารได้เหมือนคนทั่วไป เน้นอาหารที่ไม่แข็งมาก เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ โจ๊ก ข้าวต้ม ราดหน้า เป็นต้น

ช่วงวัยตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ลูกจะได้รับอาหารอื่น ๆ ที่มากกว่านมแม่แล้ว ดังนั้น จึงควรระมัดระวังการติดคอและการสำลักให้ดีมากยิ่งขึ้นนะคะ

ลูกสำลัก
ป้อนอาหารลูกในท่านอน ลูกสำลัก อันตรายถึงตาย !!

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อ ลูกสำลัก อาหารติดคอ

1. ให้รีบช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยใช้วิธีจับเด็กนอนคว่ำ และตบแรง ๆ บริเวณทรวงอกด้านหลัง ระหว่างกระดูกสะบัก จนอาหารกระเด็นหลุดออกมา ห้ามใช้นิ้วมือล้วงช่องปาก หรือจับเด็กห้อยศีรษะ และตบหลังเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เศษอาหารตกมาอุดที่กล่องเสียง จนขาดอากาศหายใจได้

2. ในกรณีที่สำลัก แล้วหายใจไม่ออก ริมฝีปากเขียว ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน อาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ควรรีบใช้วิธีช่วยเหลือแบบ Heimlich โดยให้ลูกนั่ง หรือยืนโน้มตัว ไปทางด้านหน้าเล็กน้อย คุณแม่ยืนทางด้านหลัง ใช้แขนสอดสองข้างโอบลำตัว กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่ ดันมือลงตรงตำแหน่งลิ้นปี่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ดันให้อาหารหลุดออกมา

3. สิ่งที่สำคัญที่สุด ในการช่วยลูกจากภาวะฉุกเฉินนั้น คุณแม่จะต้องตั้งสติให้ดี ๆ รีบช่วยเหลือลูกโดยเร็วที่สุด อย่างถูกวิธี เพราะหากสมองของลูกขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที อาจทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกอาหารติดคอ

  • เก็บอาหารชิ้นเล็ก ๆ ให้พ้นมือเด็ก พ่อแม่ควรเก็บอาหารชิ้นเล็ก ๆ เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าวโพด ลูกอม ข้าวโพดคั่ว องุ่น ลูกเกด ขนมเยลลี่ ฯลฯ ให้พ้นมือเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการที่เด็กอาจจะหยิบกิน โดยที่ไม่ได้อยู่ในสายตา และความดูแลของพ่อแม่
  • ควรสอนให้เด็กเคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่กินอาหารขณะนอนราบ รวมถึงไม่ให้พูดหัวเราะ หรือวิ่งเล่นขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก
  • ไม่ควรให้เด็กเล็ก กินอาหารที่มีลักษณะเป็นเส้น มีขนาดกลม ลื่นและแข็ง เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก รวมไปถึงปลาที่มีก้าง เนื้อสัตว์ที่ติดกระดูก และผลไม้ที่มีเม็ดขนาดเล็ก ควรเอาเม็ดออก พร้อมตัดแบ่งเป็นคำเล็กพอ ที่เด็กจะสามารถเคี้ยวได้ เนื่องจากเม็ดของผลไม้ มีความลื่น และมีโอกาสหลุดเข้าหลอดลมได้ง่าย

อาหารติดคอ จนเกิดการสำลักที่เกิดในเด็กเล็กนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะคะ ุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง กำชับคนในบ้าน คนที่เลี้ยงน้องให้ระวังให้ดี หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็ให้ช่วยเหลือตามวิธีที่แนะนำไว้ เพื่อรักษาชีวิตน้องค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
กรุงเทพธุรกิจ, โรงพยาบาลเปาโล, สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, โรงพยาบาลพญาไท 2 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เตือนป้อนน้ำส้ม น้ำผลไม้สําหรับทารก ก่อนอายุ 6 เดือน เสี่ยงลูกสำลักเสียชีวิตได้!

คัมภีร์ “ตารางอาหารตามวัย” สำหรับลูกน้อยในวัยขวบปีแรก

อย่าล้วงคอลูก!หาก สำลักอาหาร อาจอันตรายถึงชีวิตได้

อาบน้ำลูก อุทาหรณ์

อุทาหรณ์ใช้อุปกรณ์ อาบน้ำลูก ไม่ได้มาตรฐานอันตราย!!

อาบน้ำลูก เด็กทารก อุปกรณ์ต้องมา! พ่อแม่ทุกบ้านมักเตรียมพร้อมจัดเต็มกับอุปกรณ์ช่วยอาบน้ำลูก ชิ้นไหนใครว่าดีว่าเด็ดเป็นไม่พลาด แต่อย่าลืมความปลอดภัยสำคัญ!!

อุทาหรณ์ใช้อุปกรณ์ อาบน้ำลูก ไม่ได้มาตรฐานอันตราย!!

เตรียมของให้ลูกน้อย อีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่แม่ชื่นชอบ การได้ช้อปปิ้งเลือกสินค้าเด็ก ที่ทั้งน่ารัก และช่างน่าเพลิดเพลิน อุปกรณ์อาบน้ำเด็กทารก เป็นอีกหนึ่งไอเทมยอดฮิตที่พ่อแม่ต้องตระเตรียมกันไว้เพื่อเจ้าตัวเล็ก เรียกได้ว่าเป็นภาระกิจอันใหญ่ยิ่ง แม้เจ้าของอุปกรณ์เหล่านั้นจะตัวเล็กจิดริดก็ตามที

การอาบน้ำทารก เป็นขั้นตอนการดูแลเด็กแรกเกิด ที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต่างเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำให้พร้อมสรรพจึงเป็นตัวช่วยที่พ่อแม่หลายคนเลือกใช้มาเสริมกำลังใจ การเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ดีได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้ไปกว่าการรู้วิธีอาบน้ำทารกอย่างถูกต้องเช่นกัน

เตรียม อาบน้ำลูก ต้องทำอย่างไร
เตรียม อาบน้ำลูก ต้องทำอย่างไร

อุปกรณ์ใช้ อาบน้ำลูก ของมันต้องมี!!

อ่างอาบน้ำ หรือกะละมัง

แนะนำให้ใช้อ่างที่อ่อนนุ่ม มีที่กั้นกันลื่น สิ่งจำเป็นในการเลือกอ่างอาบน้ำเด็ก ที่กั้นกันลื่นช่วยให้พ่อแม่สบายใจไม่กลัวลูกลื่นหล่นไปในอ่าง นอกจากนี้ ยังควรต้องระมัดระวังเลือกดูว่าขอบอ่างมีความคมไหม เพราะอาจบาด และเป็นอันตรายต่อผิวของลูกได้ ขนาดของอ่างอาบน้ำ ไม่ควรเลือกอ่างอาบน้ำ หรือ กะละมังที่ใหญ่เกินตัวเด็กไปมาก พ่อแม่บางท่านอาจคิดว่าเป็นการซื้อเผื่อโต แต่การที่กะละมังอาบน้ำใหญ่เกินไป จะทำให้ไม่ถนัด และเมื่อพลาดพลั้ง ระดับน้ำที่มากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แต่ไม่ควรที่จะเล็กเกินไป ต้องมีพื้นที่ให้เด็กได้กวักแกว่งแขวนเล็ก ๆ ได้ด้วย

อ่างอาบน้ำเด็กที่มีขายกสูง บางบ้านที่คุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง หรือขาเวลานั่งอาบน้ำให้ลูก อุปกรณ์ดังกล่าวก็เป็นอีกไอเท็มที่ช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ แต่พ่อแม่ควรเลือกที่ได้มาตราฐาน แข็งแรง และคำนึงถึงความสามารถในการรับน้ำหนักของอ่างอาบน้ำยกสูงด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อเติมน้ำ บวกกับน้ำหนักตัวของเด็ก ต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีความสมดุล และแข็งแรงมากพอที่จะรับน้ำหนักได้ นอกจากนี้ยังควรระมัดระวังในเรื่องของอุบัติเหตุ ลื่นล้มเมื่อพื้นเปียก ความแข็งแรงของขาตั้งอ่างอาบน้ำต้องแข็งแรงมั่นคงพอ รวมถึงสถานที่ตั้งอ่างอาบน้ำควรชิดกำแพงเพื่อป้องกันการล้มพับอีกด้วย

ผ้าขนหนู

ผ้าเช็ดตัวควรเป็นผ้าที่ทำจาก Cotton 100% หรือเป็นผ้าใยไผ่ ที่ซืมซับน้ำได้ดี และมีความนุ่มไม่บาดผิว ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบาย ไม่อับชื้น เลือกผ้าที่ขนน้อย จะได้ไม่เกิดฝุ่น คุณแม่ควรเตรียมผ้าทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ เพื่อเลือกใช้ได้อย่างเฉพาะจุด เช่น ผืนใหญ่ไว้ห่อตัว ผืนเล็กไว้คลุมศีรษะ เป็นต้น

ฟองน้ำธรรมชาติ

ฟองน้ำที่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก ซึมซับดี ควรเลือกเป็นฟองน้ำธรรมชาติซึ่งมีความอ่อนโยน ถนอมผิวของลูกน้อย ป้องกันการแพ้ และซึมซับได้ดีกว่าฟองน้ำสังเคราะห์ แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าก็ตาม แต่รับรองว่าดีต่อลูกน้อยแน่นอน ฟองน้ำธรรมชาติ แหล่งกำเนิดมาจากปะการังใต้มหาสมุทร ทำให้ลักษณะไม่ตายตัวเหมือนฟองน้ำสังเคราะห์ เมื่อใช้เสร็จควรผึ่งให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรโดนแสง หรือความร้อนโดยตรง จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้

อุปกรณ์ อาบน้ำลูก ต้องเตรียมอะไรบ้าง
อุปกรณ์ อาบน้ำลูก ต้องเตรียมอะไรบ้าง

สำลี

ควรเลือกใช้สำลีที่ผลิตจากฝ้าย 100% อ่อนนุ่ม เบา อุ้มน้ำได้ดี ปราศจากสารเรืองแสง สารเคมี หรือกาว PVA ผ่านการสเตอริไรซ์ด้วยความร้อนสูง ให้ปลอดเชื้อโรค เพราะสำลีจะเป็นอุปกรณ์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งในการอาบน้ำทารก ไว้เช็ดบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นจุดที่ต้องการความอ่อนโยน และต้องมั่นใจว่าปลอดเชื้อ ไม่เกิดอาการแพ้

เทอโมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ

เป็นอุปกรณ์เสริมของคุณแม่ยุคใหม่ ตัวช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าอุณหภูมิของน้ำที่อาบไม่ร้อนเกินไป อุณหภูมิควรอยู่ที่ 33-37 องศา ในปัจจุบันมีการพัฒนาติดแถบวัดอุณหภูมิที่ตัวอ่างอาบน้ำไว้เลย เพื่อความสะดวกของพ่อแม่ แต่หากบ้านไหนไม่สะดวก ก็สามารถใช้วิธีรุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเราก็ได้นะ ใช้มือของตัวเราเองสัมผัสรับความรู้สึกว่าน้ำอุ่นใช้ได้หรือยัง แต่ควรระวังสักหน่อยว่า บางครั้งความรู้สึกของผู้ใหญ่กับเด็กอาจไม่เหมือนกัน แนะนำให้ค่อย ๆ พาลูกลงน้ำทีละน้อย เพื่อสังเกตอาการให้ชัวร์

แปรงสีฟัน ยาสีฟัน

ควรเลือกแปรงสีฟันที่มีขนาดเหมาะสมกับช่องปากของเด็ก หรือเลือกตามอายุเด็กที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ ขนแปรงนุ่ม ด้ามจับเรียบไม่มีขอบคม ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน หรือเริ่มเห็นว่าแปรงเริ่มบาน สำหรับเด็กทารกหากไม่เลือกใช้แปรงสำหรับเด็กทารก คุณพ่อคุณแม่อาจใช้ผ้าอ้อมชุบน้ำอุ่นต้มสุก ไว้ถูเหงือก และลิ้นลูกแทนได้เช่นกัน

สำหรับยาสีฟันควรเป็นยาสีฟันที่ผลิตจากวัตถุดับจากธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายหากกลืนเข้าไป และมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ

อ่างอาบน้ำลูก แบบไหนถึงดี
อ่างอาบน้ำลูก แบบไหนถึงดี

แชมพู และครีมอาบน้ำสำหรับเด็ก

วิธีการเลือกแชมพูและครีมอาบน้ำสำหรับเด็ก ควรเลือกที่มีส่วนผสมหลักจากธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิวเด็ก ไม่ระคายผิว ปราศจากสารเคมี ไม่ใส่สารทำให้เกิดฟอง (SLS,SLESM DEA) ไม่ใส่สารกันเสีย ไม่ใส่สารกันบูดไม่ใส่ซิลิโคน ไม่ใส่สี  ไม่ใส่น้ำหอมสังเคราะห์

หมวกสระผมสำหรับเด็ก

ตัวช่วยสำหรับคุณแม่มือใหม่  ควรเลือกตัวที่สามารถปรับขนาดได้ เพื่อให้สามารถปรับได้พอดีกับขนาดศรีษะของลูกน้อย และยังช่วยไม่ให้แชมพูเข้าตา ทำให้แสบ และระคายเคืองตา

ของเล่นอาบน้ำ

ของเล่นที่ปลอดภัย สีสันสดใส และเป็นการดึงดูดเสริมพัฒนาการลูกน้อยระหว่างการอาบน้ำ ทำให้ลูกรักการอาบน้ำ

เมื่อนำลูกน้อยมาอาบน้ำแล้ว คุณแม่เองจะไม่สามารถปลีกตัวออกห่างจากลูกได้เลย ก่อนอาบจึงควรเตรียมของใช้ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ระหว่างอาบน้ำให้ใกล้มือพร้อมหยิบมากที่สุด และสิ่งสำคัญในการเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำลูก คือ ความปลอดภัย

สิ่งที่ควรระวังเมื่ออาบน้ำเด็ก

  • ในระหว่างการอาบน้ำเด็ก ควรประคองตัวตลอดการอาบน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ห้ามปล่อยให้ทารกอยู่ในอ่างน้ำหรือห้องน้ำเพียงลำพังแม้เวลาเพียงวินาทีเดียวก็ตาม อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
  • หากต้องทำกิจกรรมอื่น ๆ กลางคันระหว่างอาบน้ำเด็ก ควรนำลูกขึ้นจากน้ำโดยห่อตัวไว้ด้วยผ้าขนหนูและอุ้มลูกไปด้วย ควรสังเกตว่าทารกมีอาการหวาดกลัว ร้องไห้งอแงหรือไม่
  • ตรวจอุณหภูมิภายในห้องน้ำให้เหมาะสม หากอุ้มลูกวางในอ่างอาบน้ำ คุณแม่ควรตักน้ำราดตัวลูกในส่วนที่โผล่พ้นน้ำ เพื่อไม่ให้ลูกหนาวจากอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ลูกอาจไม่สบายได้
  • ควรล้างสบู่ออกจากมือของเราออกก่อน เพื่อป้องกันทารกลื่นหลุดมือ และควรระมัดระวังการใช้สบู่มากเกินไปเพราะอาจทำให้ผิวของเด็กทารกแห้งได้
  • หากพบว่าเด็กทารกมีอาการผิดปกติอย่างอาการหวัด หายใจลำบาก เกิดผื่น คัน อ่อนแรง ชัก เบื่ออาหาร อาเจียนหรือขับถ่ายเป็นเลือด ควรนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด
  • การสระผมทารก ไม่จำเป็นต้องสระบ่อย ทารกในช่วง 1-2 เดือนสระผมเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอ
  • ช่วงแรกที่เด็กอายุไม่ครบ 1 เดือน ผิวจะแห้งง่ายมาก คุณแม่ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย ๆ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มอบความชุ่มชื้นให้แก่ผิวลูกในระดับที่อ่อนโยนต่อผิวมากที่สุด

อุทาหรณ์เตือนใจ! เมื่อใช้อุปกรณ์อาบน้ำลูกไม่เหมาะสม ไม่ได้มาตราฐาน

จากกรณีแม่เด็กโพสเตือนอุทาหรณ์ที่นำลูกไปอาบน้ำที่อ่างล้างจาน แต่นิ้วเท้าของลูกเข้าไปติดที่ฝารูระบายน้ำอ่างล้างจาน

อุทาหรณ์ อาบน้ำลูก กับอุปกรณ์ไม่เหมาะสม
อุทาหรณ์ อาบน้ำลูก กับอุปกรณ์ไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเตือนใจในชุมชนแม่และเด็ก ที่เล่าไว้เป็นอุทาหรณ์กับขาตั้งอาบน้ำเด็ก เพื่อให้ความสะดวกสบายกับพ่อแม่ สามารถยืนอาบน้ำให้ลูกได้ไม่ปวดหลัง แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อขาตั้งอ่างอาบน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานรับน้ำหนักไม่ไหว ประกอบกับพื้นที่ลื่นเพราะเปียกน้ำ จึงล้มพับลงมาทั้งแม่และลูก โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก

ดังนั้นหากพ่อแม่ที่คิดจะซื้ออุปกรณ์เตรียมไว้ให้ลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ใด ๆ เกี่ยวกับเด็กแล้ว ควรต้องคำนึงถึงความปลอดภัยให้มาก ทางที่ดีควรเลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองที่น่าเชื่อถือจะดีกว่า เพราะชีวิตน้อย ๆ ไม่ควรมาเสี่ยงกับของที่ไม่มีคุณภาพ พ่อแม่ไม่ควรต้องมาเสียใจภายหลัง เมื่อเราได้อุปกรณ์อาบน้ำลูก กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ขั้นตอนการลงมืออาบน้ำให้ลูก วันนี้เรานำเทคนิคดี ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ไว้ให้ได้ศึกษากัน เพื่อจะได้รู้ขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยให้แก่ลูกไปอีกขั้น

เทคนิคอาบน้ำเด็กสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

ก่อนการอาบน้ำเด็กทารก ควรเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำให้อยู่ใกล้มือที่สุดและเตรียมสถานที่ให้พร้อม เช่น น้ำอุ่น สบู่ หรือแชมพู สำลีแผ่น อุปกรณ์สำหรับวัดอุณหภูมิน้ำ ฟองน้ำ ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ชุดสะอาด ผ้าอ้อมและที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ปิดหน้าต่างเพื่อป้องกันลมเย็น ควรใช้ศอกหรืออุปกรณ์วัดอุณหภูมิน้ำในอ่าง โดยอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 33–37 องศาเซลเซียส และไม่ควรสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส

หลังจากเตรียมอุปกรณ์และสถานที่เสร็จแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถอาบน้ำทารกได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ถอดเสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมออกและห่อตัวทารกด้วยผ้าขนหนู หากเด็กปัสสาวะหรืออุจจาระ ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศและทวารหนักก่อนให้เด็กลงอ่างอาบน้ำ
  • อุ้มลูกน้อยลงในอ่างที่เตรียมไว้อย่างช้า ๆ โดยประคองหัวและคอไว้ด้วยและใช้แขนอีกข้างอุ้มตัวเด็กไว้จากบริเวณก้น
  • ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นในอ่าง บีบน้ำออกและเช็ดหน้าทารกเบา ๆ โดยควรใช้น้ำเปล่าเท่านั้น หากเด็กมีคราบน้ำมูกหรือขี้ตา ควรใช้สำลีซับเพื่อให้คราบต่าง ๆ อ่อนตัวลงแล้วจึงเช็ดออก

    ของเล่นอาบน้ำ ช่วยให้ลูกชอบการอาบน้ำ
    ของเล่นอาบน้ำ ช่วยให้ลูกชอบการอาบน้ำ
  • ใช้สบู่หรือแชมพูสูตรอ่อนโยนเพื่อทำความสะอาดร่างกาย อย่างในบริเวณหัว หลังใบหู คอ แขน ตัว บริเวณที่สวมใส่ผ้าอ้อม หลังจากนั้นให้ล้างสบู่หรือแชมพูออกทันที หากทารกผิวแห้ง สามารถเติมผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นสูตรอ่อนโยนผสมกับน้ำในอ่างอาบน้ำได้ เพื่อช่วยให้เกราะป้องกันผิวทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  • เมื่อล้างสบู่หรือแชมพูออกเรียบร้อยแล้ว ให้ห่อตัวและหัวลูกด้วยผ้าขนหนูเพื่อให้เด็กรู้สึกอุ่นแล้วจึงค่อย ๆ เช็ดตัวให้แห้งและแต่งตัวให้เด็ก ในกรณีที่ทารกมีอายุมากกว่า 1 เดือน สามารถทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นแบบไม่ผสมน้ำหอมให้แก่ลูกเพื่อป้องกันผิวแห้งหรือโรคผิวหนังอักเสบได้

นอกจากนี้ผู้ปกครองควรใช้เวลาในการอาบน้ำอย่าพิถีพิถันและเล่นกับลูกระหว่างการอาบน้ำเพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ลดการกลัวน้ำ อีกทั้งยังช่วยสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับทารกด้วยเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิงจาก  www.mommories-store.com/pantip.com/www.pobpad.com /www.amarintv.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย ถูกต้อง ปลอดภัย สำหรับพ่อแม่มือใหม่

ลูกท้องเสียหลายวัน อย่าวางใจความเชื่อ”เด็กยืดตัว”มีจริงหรือ

เพราะเวลาทั้งหมดเพื่อลูก! ระวัง”แม่ฟลูไทม์” ซึมเศร้า

5 ไม่! พ่อแม่ดูลูกให้ดี ก่อน ลูกโดนลักพาตัว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เตือน!! คนท้องเก็บขี้แมว เสี่ยงแท้ง!!

เตือน!! คนท้องเก็บขี้แมว เสี่ยงแท้ง!!

คนท้องเก็บขี้แมว ก็อาจเสี่ยงต่อการแท้งได้!! สุขภาพของคุณแม่สำคัญต่อสุขภาพของลูกน้อยขณะตั้งครรภ์มาก หากคุณแม่ได้รับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ลูกในท้องอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคชนิดนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งเรื่องที่คุณแม่อาจคิดไม่ถึงล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัว ก็คือ โรคที่มากับอุจจาระของน้องแมว ที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงไว้ภายในบ้าน นั่นคือ โรคทอกโซพลาสโมซิส โดยคุณแม่อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อโรคและแท้งได้จากการที่ทำความสะอาด หรือสัมผัสใกล้ชิดกับอุจจาระของแมวค่ะ

โรคทอกโซพลาสโมซิส โรคของ คนท้องเก็บขี้แมว

โรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) หรือโรคขี้แมว เป็นโรคติดเชื้อจากปรสิตที่มีชื่อว่า Toxoplasma gondii โดยสามารถพบได้ในมูลของแมว เนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ แม้ปกติมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด และเชื้อยังสามารถแพร่จากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้

สาเหตุของโรค

โรคทอกโซพลาสโมซิส เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยสาเหตุที่ทำให้ได้รับเชื้อมาได้จากหลายทาง ได้แก่

  1. เผลอสัมผัสปากตนเอง หรือนำเชื้อโรคเข้าปาก หลังจากสัมผัสดิน หรืออุจจาระแมว ที่มีเชื้อปรสิตปนเปื้อน โดยอาจเกิดขึ้นได้หลังจากทำความสะอาดกระบะทรายแมว เล่นกับแมว หรือปลูกต้นไม้แล้วล้างมือไม่สะอาด
  2. รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ที่มีการปนเปื้อนของเชื้อปรสิต
    • โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ดิบอย่าง เนื้อหมู หรือแกะดิบ
    • สัตว์น้ำอย่าง หอยนางรม หรือหอยแมลงภู่
    • ผลิตภัณฑ์นมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ หรือกระบวนการฆ่าเชื้อ
    • ผัก และผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด
    • รวมไปถึงการใช้เครื่องครัวอย่าง มีด เขียง และช้อนส้อม กับเนื้อสัตว์ดิบ และสัตว์น้ำ ก็อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนเช่นกัน
  3. ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก สตรีที่ป่วยเป็นโรคทอกโซพลาสโมซิสในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งต่อเชื้อไปสู่ทารกได้
  4. กรณีที่พบได้น้อยมาก คือ ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่ติดเชื้อ หรือการถ่ายเลือดที่ติดเชื้อ

ที่อันตรายคือ เชื้อปรสิตชนิดนี้ สามารถแฝงอยู่ภายในร่างกายของผู้ที่มีสุขภาพดี แต่หากระบบภูมิคุ้มกันของนที่แข็งแรงนั้น อ่อนแอลงจากการเจ็บป่วย หรือจากการใช้ยาบางชนิด อาจส่งผลให้การติดเชื้อกำเริบขึ้นมา และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ค่ะ

อาการของโรคทอกโซพลาสโมซิส

ผู้ป่วยโรคทอกโซพลาสโมซิส มักจะไม่มีอาการแสดงออกมา แม้จะมีปรสิตชนิดนี้อยู่ภายในร่างกาย แต่บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น

  • มีไข้
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • เจ็บคอ เป็นต้น

อาการจะหายไปได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน ทำให้แม่ที่อาจติดโรคไม่ทราบว่ากำลังได้รับเชื้ออยู่

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางกลุ่มควรเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจพบอาการที่เป็นอันตรายต่อสมอง ดวงตา และอวัยวะอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ในผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจไปกระตุ้นเชื้อปรสิตในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ รู้สึกสับสน ร่างกายทำงานไม่ประสานกัน ชัก โคม่า มีอาการของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส อย่างไอแห้งติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือหายใจไม่อิ่ม ปวดตา ตามัวจากการอักเสบของจอตา เป็นต้น

คนท้องเก็บขี้แมว
เตือน!! คนท้องเก็บขี้แมว เสี่ยงแท้ง!!

ผู้ที่ติดเชื้อก่อน หรือในระหว่างการตั้งครรภ์ 

ผู้ที่ได้รับเชื้อในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ อาจถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกได้น้อย แต่มักส่งผลให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือเกิดการแท้งบุตร สำหรับทารกที่รอดชีวิต มีแนวโน้มจะพบปัญหาสุขภาพรุนแรงตามมา เช่น ชัก ตับโต ม้ามโต ดีซ่าน หรือติดเชื้อที่ดวงตาอย่างรุนแรง

ผู้ที่ติดเชื้อนี้ในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อสู่ทารกได้มากที่สุด แต่มักพบอาการผิดปกติได้น้อย  และเด็กที่เกิดมาอาจจะพัฒนาอาการได้เมื่อโตขึ้น

หมอเตือน คนท้องเก็บขี้แมว เสี่ยงแท้ง

ผศ. นพ.จักรพงษ์ บรูมินเหนทร์ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนไว้ว่าในกรณีของการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์นั้น มีความสำคัญ โดยถึงแม้ว่าการติดเชื้อครั้งเเรกในขณะตั้งครรภ์นั้นอาจมีอาการไม่รุนเเรงต่อหญิงตั้งครรภ์ แต่อาจส่งผลไปยังเด็กในครรภ์ได้

  • เด็กอาจเกิดการติดเชื้อทำให้มีขนาดตัวเล็ก ศีรษะโตจากโพรงสมองที่ใหญ่ขึ้น
  • นอกจากนั้นยังอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน
  • อาจถึงขั้นแท้ง หรือตายคลอดได้

การส่งต่อเชื้อจากหญิงตั้งครรภ์ไปสู่เด็กได้นั้น มักเกิดจากการติดเชื้อครั้งแรก แต่ถ้าหากเคยได้รับเชื้อมาแล้ว เเละเกิดการกำเริบช่วงที่ตั้งครรภ์ มักจะไม่ติดไปสู่เด็ก เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้างแล้ว

จากการศึกษา โดยการตรวจเลือดผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในประเทศไทยพบว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อชนิดนี้อยู่ประมาณร้อยละ 28 โดยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อมาก่อน จึงเป็นการยากที่จะทราบว่า เราเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ ดังนั้น การป้องกันการรับเชื้อตั้งแต่แรกจึงดีที่สุด

การรักษาโรค

การรักษาโรคทอกโซพลาสโมซิสในหญิงตั้งครรภ์ มีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะที่ติดเชื้อ และความรุนแรงของเชื้อ เช่น

  • การติดเชื้อภายใน 16 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะอย่าง สไปรามัยซิน เพื่อลดอัตราการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์
  • การติดเชื้อหลังสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์ หรือทารกในครรภ์ติดเชื้อ อาจต้องรับประทานยาไพริเมตามีน ยาซัลฟาไดอะซีน กรดโฟลิก และยาลูวโคโวริน ทั้งนี้ ยาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจส่งผลข้างเคียงต่อมารดา และทารกในครรภ์ได้ เช่น กดไขกระดูกที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด เกิดความเป็นพิษต่อตับ เป็นต้น

การรักษาผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรง ผู้ที่ร่างกายแข็งแรง มักไม่ต้องรักษา แต่หากมีสัญญาณของโรคทอกโซพลาสโมซิสเฉียบพลัน มีอาการรุนแรง เช่น ส่งผลต่อดวงตา และอวัยวะภายในอื่น ๆ แพทย์อาจให้รับประทานยารักษาโรคมาลาเรียอย่าง ไพริเมตามีน ร่วมกับยาปฏิชีวนะอย่าง ซัลฟาไดอะซีน เช่นเดียวกับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์อาจใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับกรดโฟลิก เพื่อป้องกันการขาดวิตามินบี 9 หรือใช้ยาไพริเมตามีน คู่กับยาคลินดามัยซินแทนได้

การป้องกันการติดเชื้อ

ผศ. นพ.จักรพงษ์ เตือนว่า หากหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงแมวรู้สึกกังวลใจ ควรปฏิบัติตัวดังนี้ค่ะ

  • อาจหาคนช่วยดูแลแมวในขณะตั้งครรภ์
  • ควรห่างจากแมว
  • งดเว้นการเก็บอุจจาระแมวด้วยมือเปล่า ควรสวมถุงมือทุกครั้ง
  • หมั่นรักษาความสะอาด โดยการล้างมือเป็นประจำก่อนรับประทานอาหาร
  • นอกจากนั้นการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกอยู่เสมอ โดยเฉพาะเนื้อหมู เนื้อวัว หอยนางรม และหอยแมลงภู่ ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อได้อีกด้วย

และเนื่องจากเชื้อโรคนี้ ติดต่อทางอื่นได้ด้วย นอกจากทางอุจจาระของน้องแมว การป้องกันที่ดีก็คือ การปรับพฤติกรรมของตัวเราเอง ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. สวมถุงมือเมื่อต้องขุดดิน ปลูกต้นไม้ หรือสัมผัสกับดิน และควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังจากเสร็จแล้ว
  2. ล้างผัก และผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน หรือก่อนนำไปประกอบอาหารทุกครั้ง และอาจปอกเปลือกผลไม้หลังล้างเสร็จแล้ว
  3. ล้างเครื่องมือ และเครื่องใช้ในครัวทุกครั้งหลังจากประกอบอาหาร ด้วยน้ำร้อน เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนตามเขียง มีด จานชาม หรือช้อนส้อม รวมไปถึงล้างมือหลังจากสัมผัสกับเนื้อดิบ
  4. เลือกดื่มผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น
  5. เลี้ยงแมวในระบบปิด และให้อาหารเม็ด หรืออาหารกระป๋องแทนเนื้อสัตว์ดิบที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค
  6. สวมถุงมือ และหน้ากากอนามัย หากต้องทำความสะอาดกระบะทรายแมว ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดหลังเสร็จภารกิจ และควรเปลี่ยนทรายทุกวัน เพื่อป้องกันเชื้อปรสิตที่ออกมาพร้อมมูลแมว

โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในแม่ตั้งครรภ์นั้น นับว่าเป็นส่งผลต่อลูกในท้องไม่มากก็น้อย หากคุณแม่คุณพ่อเลี้ยงสัตว์ เช่น แมว ไว้ในบ้าน ย่อมมีความเสี่ยงที่จะส่งต่อเชื่อโรคไปยังลูกในท้อง จนกระทั่งทำให้แท้งได้ การป้องกันสาเหตุตั้งแต่เบื้องต้นจึงเป็นสิ่งที่แม่ท้องวรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เสียลูกน้อยในครรภ์อันเป็นที่รักไปนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, pobpad

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

10 ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ที่แม่ท้องต้องรู้!!

แม่ท้องกินอะไรได้บ้าง? เมนูอาหารแม่ท้อง 1-3 เดือน เติมคุณค่าอาหารให้แม่และลูกแข็งแรง

แม่ท้องใช้กัญชา ห้ามเด็ดขาดทำลูกในท้องตายหรือผิดปกติ

เพิ่มความสูง

เคล็ดลับ เพิ่มความสูง ให้ลูกวัยคิดส์ อยากสูงต้องเสริมแคลเซียม

กลัวลูกไม่สูง โตไม่ทันเพื่อนวัยเดียวกัน เป็นเรื่องที่พ่อแม่กังวลกันมากค่ะ เอาเป็นว่าไม่ต้องขอคาถาเพิ่มความสูงจากเฮอร์ไมโอนี่ แต่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids จะให้เคล็ดลับ เพิ่มความสูง กับเด็ก ๆ เองค่ะ บ้านไหนที่หลังไมค์มาว่า อยากสูงต้องกินอะไร เรามีเคล็ดลับมาบอกให้ค่ะ

ความสูงของลูก จริง ๆ ก็มีหลายปัจจัยที่จะทำให้มีพัฒนาการการเจริญเติบโตไม่เป็นตามเกณฑ์ เช่น กรรมพันธุ์ , ได้รับโภชนาการสารอาหารไม่เพียงพอ , นอนดึก , ไม่ออกกำลังกาย หรือการเจ็บป่วยต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็กก็กระทบกับพัฒนาการด้านร่างกายได้เช่นกันค่ะ

เพิ่มความสูง

เพิ่มความสูง ให้ลูกวัยคิดส์ ง่ายนิดเดียว

ก่อนที่ลูกจะถึงวัยคิดส์ คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจดูแลลูกตั้งแต่เล็ก ๆ เลยจะดีที่สุดค่ะ ฉะนั้นถ้าจะ เพิ่มความสูง ให้ลูก ก็ต้องเช็กว่า…

1. โภชนาการสารอาหาร ลูกได้รับอย่างเพียงพอ และเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือเปล่า อาหารที่ดีต้องสด สะอาด มีคุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ คุณแม่ต้องดูแลจัดอาหารการกินของลูกให้ครบหมู่ มีสารอาหารที่หลากหลาย

2. นอนดึก นอนไม่พอ ทำให้เตี้ยได้ค่ะ สแตนดาร์ดการนอน ควรนอนให้ได้ 8-14 ชั่วโมง การเข้านอนเร็วตั้งแต่หัวค่ำทำให้ร่างกายหลับลึก ต่อมใต้สมองจะมีการหลั่ง Growth Hormone (ฮอร์โมนความสูง) ออกมา โกรทฮอร์โมนมีอิทธิพลต่อความสูง และควมแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกของเด็ก ๆ

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พาลูกออกนอกบ้านไปวิ่งเล่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เตะบอล ฯลฯ ให้ได้ 3-4 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงมากขึ้น

4. กรรมพันธุ์ พ่อแม่ไม่สูง ลูกก็อาจจะสูงไม่มาก อย่าเพิ่งท้อใจค่ะ เพราะถ้าดูแลข้อ 1-3 ให้ลูกอย่างเข้มงวด ให้กินดี นอนอิ่ม ไม่ขาดการออกกำลังกาย รับรองลูกสูงขึ้นได้ตามเกณฑ์ เผลอ ๆ อาจสูงกว่าเกณฑ์ค่ะ

NUBOLIC MILK COLOSTRUM TABLET

อยาก เพิ่มความสูง แคลเซียมต้องเสริมให้ลูก

อาหารสำคัญกับความสูงของเด็กมากนะคะ โดยเฉพาะอาหารกลุ่มโปรตีน และแร่ธาตุแคลเซียม จำเป็นต่อการเจริญเติบโต สำหรับเด็กที่เข้าสู่วัยขวบปีแรกขึ้นไป นอกจากการให้รับประทานอาหาร 3 มื้อหลักแล้ว แนะนำคุณแม่เสริมลูกด้วยการให้ดื่มนมวันละ 2 แก้ว หรือถ้าจะสะดวกเทรนดี้สุด ๆ ในตอนนี้ก็คือให้กินเป็น นมเม็ด นมอัดเม็ดแคลเซียมสูง อย่าง NUBOLIC MILK COLOSTRUM TABLET ค่ะ

NUBOLIC MILK COLOSTRUM TABLET นมอัดเม็ด ที่มีความเข้มข้นที่สุดโดสสูง 1000 mg. ทำจากน้ำนมเหลืองจากแม่วัว ธรรมชาติ 100% เชื่อว่าเด็ก ๆ จะต้องชอบกันค่ะ เพราะกินง่าย พอเข้าปากเคี้ยวจะได้รสชาติอร่อย หอมมัน และยังสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย ผ่าน FDA GMP Australia Made มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ

นมอัดเม็ด NUBOLIC MILK COLOSTRUM TABLET มีแคลเซียมสูง สามารถกินแทนแคลเซียมเม็ดได้ในเด็กเล็กตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไปค่ะ การกินนมอัดเม็ด Nubolic Milk Colostrum แนะนำให้ทานพร้อมอาหารเช้า วันละ 1-3 เม็ด

  • จะช่วยเสริมภูมิต้านทานและป้องกันภูมิแพ้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยค่า IGG สูงเทียบเท่ากับนมผง
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน สำหรับคนเน้นเพิ่มความสูง

ตัวช่วยดี ๆ แบบนี้ถ้าอยาก เพิ่มความสูง ให้ลูกวัยกำลังโต ก็ต้องมี NUBOLIC MILK COLOSTRUM TABLET นมอัดเม็ด ติดบ้านไว้เลยนะคะ 1 กระปุกนี่คุ้มมาก เพราะกินได้ทั้งครอบครัว มาค่ะ มาแข็งแรงสุขภาพดี เด็ก ๆ สูงสมวัยไปพร้อมกัน

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ NUBOLIC MILK COLOSTRUM TABLET เพิ่มเติม คลิก >> https://www.nblhealth.com.au/product/174976-165865/nbl-milk-colostrum-tablet-30-tablets