นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทานกล่อมนอน นิทาน ก่อนนอน เล่านิทานก่อนนอน กิจกรรมครอบครัวก่อนนอน นอกจากลูกจะสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย

เมื่อใกล้เวลาเข้านอน ลูกๆ ก็ตั้งตารอการเล่า นิทาน ก่อนนอน ของคุณพ่อคุณแม่อย่างมีความสุข เป็นวิธีการนำลูกเข้านอนที่ลูกสัมผัสได้ถึงความรัก และความอบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเล่าจบลูกก็จะรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว โดยไม่งอแง วันนี้มาเล่าเรื่องที่ทีมกองบรรณาธิการ ABK นำมาฝากกันค่ะ นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทาน ก่อนนอน เงือกน้อยผจญภัย
นิทานก่อนนอน เงือกน้อยผจญภัย

นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย

นิทาน เรื่องเงือกน้อยผจญภัย ต้นฉบับเขียนโดย Hans Christian Andersen ชาวเดนมาร์ค ซึ่งไม่ได้จบแบบ Happy Ending จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงตอนจบขึ้นมาใหม่ ให้เหมาะสมกับเป็น นิทานสำหรับเด็ก มาเริ่มเรื่องกันเลยค่ะ

 

ในท้องทะเลอันไกลโพ้น มีราชาแห่งท้องทะเลนามว่า ไทรทัน ปกครองอาณาจักรเงือกอยู่ด้วยความสุขสงบ คิงไทรทันมีลูกสาวทั้งหมด 7 คน นางเงือกทุกคนสามารถว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำได้หลังจากอายุ 15 ปี แต่นางเงือกน้อยคนสุดท้องนั้นยังเด็กเกินไป เธอจึงเฝ้ารอคอย โดยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์จากปากของเหล่าพี่ ๆ ที่ได้ประสบพบเจอ บอกเล่าความน่าอัศจรรย์ใจของโลกที่อยู่ด้านบน

นางเงือกน้อยชอบใช้เวลาส่วนใหญ่ว่ายน้ำไปยังซากเรือที่จมลงสู่ก้นทะเล เรือที่เก็บสมบัติต่าง ๆ จากเบื้องบน ของใช้ที่เธอไม่เคยเห็นกลายเป็นของสะสมสุดโปรด นางเงือกน้อยมักจะเล่นของเหล่านั้นไปพร้อม ๆ กับการร้องเพลง โดยมีฝูงปลารายล้อมเป็นเพื่อน เสียงอันก้องกังวานของเงือกน้อยขึ้นชื่อว่า ไพเราะที่สุดในท้องทะเล

 

ในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เงือกน้อยอายุครบ 15 ปี เธอก็รีบว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ ภาพที่เห็นคือเรือลำใหญ่ บนเรือบรรเลงดนตรีไพเราะ กะลาสีกำลังเต้นรำอยู่บนดาดฟ้า เธอเห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ที่ดูเหมือนทุกคนบนเรือต่างให้ความสนใจและเคารพยำเกรง “เขาต้องเป็นเจ้าชายแน่ ๆ” นางเงือกน้อยคิด และรู้สึกประทับใจชายหนุ่มคนนั้นทันที

 

นางเงือกน้อยเพลิดเพลินกับภาพตรงหน้าได้เพียงไม่นานก็เกิดพายุโหมกระหน่ำ ลูกเรือทุกคนพยายามคุมใบเรือและพวงมาลัยเรือเอาไว้เพื่อต้านแรงลมนั้น แต่คลื่นโหมแรงน่ากลัวจนในที่สุดเรือก็พลิกคว่ำ ร่างของชายหนุ่มรูปงามคนนั้นกระเด็นตกเรือในทันที เงือกน้อยตกใจมาก เธอรู้ดีว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ใต้น้ำได้นาน จึงรีบพุ่งตัวดำดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วคว้าคอเสื้อของชายคนนั้นเอาไว้ ก่อนที่จะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำให้เร็วที่สุด ทั้งสองลอยคออยู่ในน้ำกระทั่งพายุสงบ

 

ในตอนเช้า นางเงือกน้อยมองเห็นหาดทราย เธอพยายามพาร่างที่นิ่งไม่ไหวติงของเจ้าชายขึ้นฝั่ง และจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลานั้นพลางรำพึงว่า “เขาตายแล้วเหรอ” เธอเริ่มร้องเพลงเศร้า แต่ทันใดนั้นเจ้าชายก็เริ่มขยับตัว “โอ้ คุณเป็นยังไงบ้าง” เงือกน้อยถามพร้อมแตะหน้าผากของเขา ในตอนนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงผู้คนมากมายกำลังตรงมา เธอจึงรีบว่ายน้ำไปหลบอยู่ตรงโขดหิน มองดูเจ้าชายถูกผู้คนทำการช่วยเหลือ โดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ใครทำให้เขารอดชีวิตมาได้

 

เงือกน้อยกลับไปยังท้องทะเล เมินเฉยต่อเหล่าพี่ ๆ ที่อยากรู้ว่า การเดินทางไปโลกเหนือน้ำของเธอเป็นยังไงบ้าง เธอนิ่งเงียบ รู้สึกเศร้าหมอง เพราะตกหลุมรักเจ้าชายเข้า และแล้วเธอก็นึกถึงเรื่องราวของแม่มดแห่งท้องทะเล ผู้ที่สามารถดลบันดาลอะไรก็ได้  เงือกน้อยไม่นึกกลัวเลยสักนิด เธอรีบไปหาแม่มดในทันที

 

เมื่อพบกับแม่มด เงือกน้อยได้บอกไปว่าเธอต้องการจะมีขาแบบมนุษย์ เพื่อที่จะได้อยู่กับเจ้าชาย “ไม่มีปัญหาจ้ะที่รัก เรื่องง่าย ๆ” แม่มดบอก “แต่ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ฉันขอแลกเสียงของเธอกับขาคู่นี้” นางเงือกน้อยตกใจ เสียงของเธอคือสิ่งมีค่าที่ทำให้ใคร ๆ ต่างหลงรัก “เธอไม่จำเป็นต้องใช้มันนี่สาวน้อย เธอทั้งสวย น่ารัก ทำให้เจ้าชายหลงรักได้ไม่ยากอยู่แล้ว” แม่มดพูดต่อ “อ้อ แต่มีข้อแม้นะ ถ้าเจ้าชายแต่งงานกับคนอื่นไปละก็ วันรุ่งขึ้นเธอก็จะตาย และเสียงของเธอจะอยู่กับฉันไปตลอดกาล แต่ใครจะรู้ เขาอาจจะเลือกเธอก็ได้” เงือกน้อยครุุ่นคิด “ว่ายังไง ฉันไม่มีเวลาทั้งวันนะ” ในที่สุดนางเงือกน้อยก็ตอบตกลง แม่มดจึงร่ายมนตร์ทันที เธอรู้สึกเหมือนถูกหมุนเหวี่ยง และเมื่อลืมตาตื่นขึ้น เธอก็อยู่บนชายหาดที่เคยช่วยเจ้าชายเอาไว้ และที่น่าตกใจคือ ความฝันของเธอเป็นจริงแล้ว หางของเธอหายไป เธอมีขา !

 

“คุณผู้หญิง คุณมีปัญหาหรือเปล่า” ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าชายที่เอ่ยประโยคนี้ นางเงือกน้อยพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีเสียงใดออกจากปากของเธอ “พูดไม่ได้เหรอ” เขาถาม นางเงือกน้อยส่ายหัว “โอ้ ! งั้นผมจะพาไปที่ปราสาท คุณสามารถล้างเนื้อล้างตัวที่นั่นและหาเสื้อผ้าแห้ง ๆ มาใส่ได้”

 

อ่านต่อ…นิทาน ก่อนนอน นิทานเงือกน้อยผจญภัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บุลลี่ บุลลี่ที่โรงเรียน

อาม่าคุกเข่าอ้อนวอน! แก๊งวัยรุ่นหยุด บุลลี่ หลานชาย

บุลลี่ รังแก กลั่นแกล้ง เป็นพฤติกรรมที่พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจไม่แค่เด็กที่ถูกรังแกเท่านั้น แต่เด็กที่รังแกก็นับว่ามีปัญหาไม่แพ้กัน อย่าปล่อยพวกเขาเผชิญลำพัง

อาม่าคุกเข่าอ้อนวอน! แก๊งวัยรุ่นหยุด บุลลี่ หลานชาย

บูลลี่ (Bully) คือ พฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่นทั้งทางวาจาและร่างกาย หากเกิดในชีวิตจริงมักเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สถานะทางสังคม รวมถึงการทำร้ายร่างกาย ส่วนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่เกิดจากการประจานกันทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลายครั้งการบูลลี่สร้างผลกระทบทางด้านความรู้สึกมากมายจนอาจเกิดเป็นแผลทางใจฝังลึกจนยากเยียวยา หรืออาจลุกลามไปจนเกิดการปะทะ และสร้างบาดแผลทางกายได้

การกลั่นแกล้งกัน การข่มขู่ หรือการบุลลี่ ในสังคมของการอยู่ร่วมกัน เราสามารถพบเจอปัญหานี้ได้อยู่เสมอ แต่ในปัจจุบันที่สังคมมีความเปิดกว้าง และเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างง่ายดาย การบุลลี่กันจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น เพราะการแกล้งกันนั้นสามารถกระจายวงกว้างออกไปได้มาก และเร็วกว่าในสมัยก่อน ทำให้เรื่องราวบานปลาย และยากจะควบคุม ทุกคนสามารถใส่ข้อมูลต่าง ๆ ลงในสื่อโซเซียลโดนไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนทำการแชร์ ดังนั้นบางทีเราอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการกลั่นแกล้ง บุลลี่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่ก็ได้ โดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ตัวด้วยการกดแชร์ข้อมูลที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก่อนเพียงปุ่มเดียว

บุลลี่ บูลลี่ในโรงเรียน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้
บุลลี่ บูลลี่ในโรงเรียน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้

การบุลลี่นั้นสามารถเกิดได้หลายแบบ ดังนี้

  • บูลลี่ทางร่างกาย เป็นการทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายให้เกิดการบาดเจ็บ มีบาดแผล ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอก บางกรณีอาจส่งผลต่อจิตใจอีกด้วย
  • บุลลี่ทางวาจา แม้ไม่มีบาดแผลทางกายให้เห็น แต่การพูดส่อเสียด ล้อเลียน ใส่ร้าย การประจานด้วยคำพูดให้ผู้อื่นได้ยิน นอกจากจะสร้างความอับอาย วิตกกังวล อาจสร้างความเครียด เก็บกด ส่งผลถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หรือหวาดกลัวสังคม ถือเป็นบาดแผลทางใจที่เจ็บปวดไม่น้อย
  • บูลลี่ทางสังคม เป็นการสร้างกระแสสังคมรอบข้างให้โหมกระหน่ำมายังเหยื่อของการ บุลลี่ เสมือนการยืมมือคนรอบข้างให้ร่วมกันทำร้ายบุคคลเพียงคนเดียว  เช่น การปล่อยคลิปของเหยื่อ  หรือการสร้างข่าวลือ จนผู้เสพหลงเชื่อและพร้อมจะแชร์ และกระพือข่าวให้ไปในวงกว้างขึ้น จนกว่าผู้ถูกกระทำไม่มีที่ยืนทางสังคม

บุลลี่ ในโรงเรียน ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่ตัวเด็ก!!

ภาพหดหู่! อาม่าคุกเข่าวอนแก๊งวัยรุ่นหยุดรังแกหลานชาย หลังโดนบูลลี่จนไม่กล้าไปเรียน

 วิดีโอหนึ่งที่โพสต์บนเว่ยปั๋ว พบเห็นคุณย่ารายหนึ่งจากมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ถึงขั้นยอมลงทุนคุกเข่าต่อหน้ากลุ่มวัยรุ่นในที่สาธารณะ วิงวอนให้หยุดรังแกหลานชายของเธอเสียที

ในวิดีโอพบเห็น อาม่าผู้น่าสงสารกำลังคุกเข่าต่อหน้าพวกแก๊งอันธพาล วิงวอนร้องขอพวกเขาให้หยุดรังแกหลานชายของเธอ ซึ่งสร้างบาดแผลทางจิตใจแก่หลานชายของเธอ ถึงขั้นไม่กล้าไปโรงเรียน

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่ง ชื่อว่าหลี่ เล่าว่า “หลานของอาม่าเพิ่งเข้าเรียนระดับมัธยม และมักถูกรังแกโดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16 ปี พวกเขาทุบตีทำร้ายเขา และตอนนี้เขากลัวมากจนไม่กล้าไปโรงเรียน อาม่าทราบเรื่องเข้าจึงคุกเข่าร้องขอพวกอันธพาล ให้หยุดบูลลี่หลานชายของเธอ”หลี่ เล่าต่อว่า กลุ่มแก๊งอันธพาลวางมาดคาบบุหรี่และนั่งมองอาม่าที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนด้วยสายตาเย็นชา “ผมยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องมาเห็นผู้หญิงวัยชราคุกเข่าอ้อนวอนขอพวกเขาหยุดรังแกหลานชาย”

ภาพในวิดีโอในเวลาต่อมา พบเห็นผู้สัญจรผ่านไปมาบางส่วนเริ่มไม่พอใจ และพยายามเข้าคลี่คลายสถานการณ์ เข้าพยุงให้อาม่าลุกขึ้น จากนั้นเหตุโต้เถียงระหว่างแก๊งอันธพาลกับผู้สัญจรผ่านไปมาก็ดูจะดุเดือดเลือดพล่านยิ่งขึ้น แต่เคราะห์ที่ดีสถานการณ์ไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุกระทบกระทั่งใดๆ

ที่มา : https://mgronline.com
พฤติกรรมก้าวร้าว รังแกคนอื่น เพื่อเรียกร้องความสนใจ
พฤติกรรมก้าวร้าว รังแกคนอื่น เพื่อเรียกร้องความสนใจ

สถิติการแกล้งกันในโรงเรียนของประเทศไทยเมื่อปี 2561 พบว่าไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว โดยช่วงอายุที่โดนแกล้งมากและรุนแรงที่สุดคือช่วง 13 – 18 ปี ซึ่งเด็กที่ถูกแกล้งก็จะโดนสารพัดวิธีทั้งแกล้งต่อหน้า ลอบทำร้าย และ Cyber Bullying โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับบุคลิกของเด็กที่ถูกแกล้ง

ผลงานวิจัยของคุณครูกรกช ไชยวงค์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เรื่องการกลั่นแกล้งในชั้นเรียน ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ซึ่งครูกรกชได้ทำการศึกษาในเด็กนักเรียนชั้น ม. 1 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบด้านจิตใจมากที่สุด แล้วยังมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ เพราะทำให้เด็กเหล่านี้มีความวิตกกังวลสูง ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียน ซึ่งไปสอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันสถิติศาสตร์ (UIS) ของ UNESCO ที่บอกว่าเด็ก ๆ ที่โดนแกล้งส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกไร้ค่า และมากกว่าครึ่งต้องลาออกจากโรงเรียน ทำให้เสียโอกาสทางการเรียนรู้

นอกจากนี้แล้วคุณหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศาสนติ์ จิตแพทย์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า เด็กที่โดนแกล้งอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีแนวโน้มสูงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า และนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด ซึ่งตรงกับผลงานวิจัยระยะยาวของมหาวิทยาลัย Duke ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1993 ในการตามติดชีวิตเด็ก 1,420 คน ในรัฐนอร์ทเเคโรไลน่า สหรัฐอเมริการ เป็นเวลา 20 ปี พบว่า เด็กที่โดนแกล้งบ่อย ๆ และรุนแรง เมื่อโตจะมีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้ามากกว่า 50% และในจำนวนนั้นมีแนวโน้มสูงว่าจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาการถูกแกล้ง

ที่มา : https://www.istrong.co
จะเห็นได้ว่า การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน การบุลลี่ในเด็กนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อตัวผู้ที่ถูกแกล้งแล้ว เด็กที่กลั่นแกล้งคนอื่น หรือสมาชิกในครอบครัวของเด็กทั้งสอง ก็มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต และพฤติกรรมด้วยเช่นกัน การสำรวจพบว่าส่วนมากแล้วคนมัก “รังแกคนอื่น” เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจ สามารถควบคุมคอนโทรลคนอื่นได้ ซึ่งการรังแกนั้นก็มีทั้งทำร้ายร่างกายและจิตใจ

อ่านต่อ>> ทำไมเด็กถึงรังแกคนอื่น พร้อมแนะวิธีปรับพฤติกรรม คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ใบงานอนุบาล 3

แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย

ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย ฝึกลากเส้น ลายเส้น จับคู่ วาดรูป ระบายสี คิดเลข เรียงลำดับ ศิลปะ ฝึกภาษา พัฒนาสมอง พัฒนากล้ามเนื้อ

แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย

แบบฝึกหัด ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดเสริมทักษะ การขีดเขียนช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เสริมสร้างจินตนาการ พัฒนาการด้านภาษา การพูด ฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นหน่วยความจำ เกิดความคุ้นเคย วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวม ใบงานอนุบาล 3 มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำไปให้ลูกฝึกทำกันเลยค่ะ

 

ใบงานอนุบาล 3
ใบงานอนุบาล 3

แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย

เด็กวัยอนุบาล เป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตนอกบ้าน การมีสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น โดยพัฒนาการของเด็กวัยอนุบาล เริ่มจากอายุ 2-5 ปี ช่่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพมากที่สุด เช่น สร้างบุคลิกภาพของตัวเอง ค่อนข้างดื้อ ซุกชนมาก ในบางครั้งความคิดและการกระทำของเด็กจะไม่ตรงกับความเป็นจริง

เด็กวัยอนุบาล มีพัฒนาการที่สำคัญ 4 ด้านคือ

  1. พัฒนาการด้านร่างกาย ส่วนแขนและขายาวออกไป ศีรษะได้ขนาดกับลำตัว โครงกระดูกแข็งแรงขึ้น ฟันแท้จะเริ่มขึ้น 1-2 ปี เริ่มมีทักษะการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แต่งตัวได้ ใส่รองเท้าและอาบน้ำได้
  2. พัฒนาการด้านอารมณ์ มักเป็นคนเจ้าอารมณ์หงุดหงิดและโกรธง่าย ดื้อรั้น เป็นวัยที่เรียกว่าชอบปฏิเสธและอาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน แต่อย่างไรก็ตามพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กจะมั่นคงเพียงใดขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูเป็นสำคัญ
  3. พัฒนาการด้านสังคม เริ่มรู้จักคบเพื่อน ปรับตัวรู้จักร่วมมือ ยอมรับฟัง รู้จักแข่งขันระหว่างกลุ่ม 4-5 ขวบ และมักเล่นกับเพศเดียวกัน
  4. พัฒนาการด้านภาษา เริ่มใช้ภาษาได้ดี ขึ้นรู้จักศัพท์เพิ่มขึ้นมากขึ้น พ่อแม่มีส่วนร่วมการพัฒนาการทางภาษาของเด็กมาก เช่น การชักจูงให้เด็กพูด ซักถาม การแนะนำที่ดี การเน้นคำให้ถูกต้อง เมื่อพูดกับเด็กผู้ใหญ่ยอมรับฟังการพูดคุยของเด็กจะช่วยให้เด็กรู้จักพูดในสิ่งที่มีสาระยิ่งขึ้น

การขีดเขียน เป็นการประสานการทำงานของตา มือ และสมอง ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ พัฒนาสมอง ความคิด และจินตนาการ ช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น

ฝึกลากเส้น

ลากเส้น 1                              ลากเส้น 3

ลากเส้น 2                              ลากเส้น 4

 

วาดรูปตามรอยปะ

วาดรูปตามรอยปะ 1                                  วาดรูปตามรอยปะ 5

วาดรูปตามรอยปะ 2                                  วาดรูปตามรอยปะ 6

วาดรูปตามรอยปะ 3                                  วาดรูปตามรอยปะ 7

วาดรูปตามรอยปะ 4

 

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกต้อง

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกช่อง 1

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกช่อง 2

ตัดและวางรูปทรงให้ถูกช่อง 3

 

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 1                     ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 5

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 2                    ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 6

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 3                     ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 7

ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 4                     ระบายสี ตัดและแปะรูปทรง 8

 

จับคู่

บวกเลยแล้วจับคู่ 1

บวกเลยแล้วจับคู่ 2

บวกเลยแล้วจับคู่ 3

 

แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด 1                                  แบบฝึกหัด 6

แบบฝึกหัด 2                                  แบบฝึกหัด 7

แบบฝึกหัด 3                                  แบบฝึกหัด 8

แบบฝึกหัด 4                                  แบบฝึกหัด 9

แบบฝึกหัด 5                                  แบบฝึกหัด 10

 

อ่านต่อ…แจกฟรี!!! ใบงานอนุบาล 3 แบบฝึกหัดปฐมวัย คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

เข้าใจ SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทารก ภัยเงียบพรากชีวิตลูก!

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) ในทารก เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของทารกอ่อนแอลงเและสูญเสียการทำงานไปตามกาลเวลา เหตุเกิดจากยีนที่หายไปหรือกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้ทารกสูญเสียเซลล์ประสาทสั่งการ ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทในไขสันหลังที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หากเซลล์ประสาทสั่งการนี้ไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อจะอ่อนแอและฝ่อในที่สุด หากคุณได้ทำการทดสอบก่อนคลอดและพบว่าลูกน้อยของคุณเสี่ยงต่ออาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เป็นเรื่องปกติที่คุณจะรู้สึกหนักใจ แต่การได้รู้เกี่ยวกับลักษณะต่างๆ ของอาการป่วยจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อทารกแรกเกิดคลอด เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกพร้อมมากขึ้น สำหรับเส้นทางข้างหน้าที่ต้องรับมือ

เข้าใจ SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทารก ภัยเงียบพรากชีวิตลูก !

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบต่อเด็กทารกและเด็กเล็ก พบได้น้อยในผู้ใหญ่ โรค SMA ส่งผลกระทบต่อเด็กประมาณ 1 ใน 8,000 ถึง 10,000 คน ในโลก โดย SMA  Type 1 ที่เกิดตั้งแต่แรกคลอดพบได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของทุกกรณี  กรณีที่อาการรุนแรงมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่และอายุขัยของทารก

ประเภทของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

ในทางการแพทย์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อลีบของกระดูกสันหลัง สามารถแบ่งออกได้ 5 Type ดังนี้

  • 0  :  เป็น SMA ที่รุนแรงและพบได้ยากที่สุด ซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนคลอด ทารกมักจะเคลื่อนไหวในครรภ์น้อยกว่าทารกที่แข็งแรงเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้ ทารกอาจเกิดมาพร้อมกับข้อที่ผิดรูปหรือหดตัว  กล้ามเนื้อของทารกจะอ่อนแรงมาก (Hypotonia) ตั้งแต่แรกเกิด เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อที่ควบคุมระบบทางเดินหายใจที่อ่อนแอ ซึ่งเด็กมักจะเสียชีวิตหลังคลอด เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
  • 1  : เป็นชนิดที่รุนแรง และพบได้บ่อยที่สุด ยังเป็นที่รู้จักกันในนามโรค Werdnig-Hoffman Disease  มักเกิดขึ้นภายในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ทารกมักมีปัญหาในการเงยศีรษะ ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการให้อาหารเนื่องจากมีปัญหาในการดูดและการกลืน ทารกที่มี SMA ชนิดที่ 1  มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตภายใน 2 ปี แรกเนื่องจากติดเชื้อทางเดินหายใจหรือมีอาการปอดยุบ
  • 2 : เป็นประเภท รุนแรงปานกลางกลาง เรียกได้อีกอย่างว่าโรค Dubowitz Syndrome อาการมักเริ่มระหว่าง 6 ถึง 18 เดือน และส่วนใหญ่ส่งผลต่อแขนขาส่วนล่าง ทารกและเด็กเล็กที่มี SMA ประเภทนี้อาจนั่งได้ แต่เดินไม่ได้ พวกเขามักจะประสบกับอาการ กระดูกสันหลังคด  (Scoliosis) และมือสั่นที่ควบคุมไม่ได้ ทารกที่มีอาการของ SMA ประเภทนี้จะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้จนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่อายุเฉลี่ยมักไม่เกิน 20 หรือ 30 ปี
  • 3 : เป็น SMA ที่รุนแรงเล็กน้อย เรียกอีกอย่างว่า Kugelbert-Welander Syndrome  ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการในเด็กเล็กและเด็กโต โดยอาการป่วยมักจะเริ่มหลังจากอายุได้ 18 เดือน บางครั้งอาการจะไม่ปรากฏจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเหินลำบาก แต่มักจะเดินได้เองโดยไม่ต้องช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามมักติดเชื้อทางเดินหายใจได้บ่อย นอกจากนี้อาจมีปัญหากับการขึ้นบันได หรือบางกรณีอาจต้องใช้รถเข็น อย่างไรก็ตาม SMA ชนิดนี้ไม่มีผลต่ออายุขัย
  • 4 : เป็น SMA ประเภทที่หายากซึ่งปรากฏในผู้ใหญ่อายุ 30 กลางๆ ในประเภทนี้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ผู้ป่วยมักจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และ SMA ประเภทนี้ไม่ส่งผลต่ออายุขัยของผู้ป่วย

สัญญาณและอาการของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA คืออะไร?

สัญญาณของ SMA อาจแตกต่างกันไป ทารกบางคนที่เป็นโรค SMA นั้นมักมีกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ และไม่เรียนรู้ที่จะพลิกตัวหรือนั่งได้ในวัยที่เหมาะสม เด็กที่โตแล้วอาจหกล้มได้บ่อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน หรือมีปัญหาในการหยิบจับและยกสิ่งของ เด็กที่มี SMA สามารถพัฒนาเกิดอาการกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) ได้ หากกล้ามเนื้อบริเวณหลังอ่อนแอมากเด็กอาจยืนหรือเดินไม่ได้และที่สำคัญอาจต้องการความช่วยเหลือในการกินและการหายใจเป็นพิเศษ

อาการทั่วไปของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

อาการของ SMA ในทารก ขึ้นอยู่กับประเภทของโรค

  • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
  • สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ
  • ความอ่อนแอของกล้ามเนื้อช่วงลำตัว
  • ไม่สามารถพลิกตัว นั่ง เดิน หรือยืนได้
  • มีปัญหาในการกินอาหาร
  • ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย

สาเหตุของ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA

โรค SMA ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทสั่งการของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ของทารก ตั้งแต่การเคลื่อนไหวไปจนถึงการหายใจและการดูดหรือกลืน SMA สาเหตุสำคัญเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทารกสืบทอดมาจากพ่อแม่ ด้วยยีนกล้ามเนื้อที่อยู่ในไขสันหลังและส่วนล่างของสมองขาดหายไปหรือเกิดการกลายพันธุ์  ได้แก่ ยีน SMN1 ที่ไม่สามารถผลิตโปรตีนที่เพียงพอสำหรับเซลล์ประสาทสั่งการ เพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ

เซลล์ประสาทกล้ามเนื้อจะหดตัวและตาย ทำให้สมองไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้โดยตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อในศีรษะคอแขนและขา เนื่องจากเซลล์ประสาทสั่งการจะสลายตัวและไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อได้ เด็กที่ได้รับยีน SMN1 จากพ่อแม่เพียงคนเดียวอาจไม่แสดงสัญญาณของ SMA แต่สามารถถ่ายทอดยีนนี้ไปให้บุตรหลานของตนได้ในอนาคต การทดสอบทางพันธุกรรมของผู้ที่มี SMA และผู้ปกครองสามารถช่วยระบุได้ว่าบุคคลใดเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นโรค SMA

ลูกป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ลูกป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของทารกที่ป่วย SMA

  • การเคลื่อนไหวของศีรษะ

กล้ามเนื้อที่อ่อนแออาจทำให้ลูกน้อยของคุณพัฒนาความแข็งแรงของคอได้อย่างยากลำบาก ลูกน้อยของคุณอาจไม่สามารถหันศีรษะไปตามเสียงหรือเงยศีรษะได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ SMA อาจทำให้ลูกน้อยของคุณควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะได้ยาก การทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

  • การเคลื่อนไหวของแขนและขา

เด็กอาจเคลื่อนไหวแขนหรือขาได้น้อยมาก หรือมีปัญหาในการยกและหยิบจับสิ่งของ แขนขาของพวกเขาอาจอ่อนแอและดูผิดธรรมชาติ ซึ่งมักมีปัญหาในการพัฒนาทักษะต่างๆ ของร่างกาย เช่น

  • การเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นด้วยแขนและขา
  • ความสามารถในการดันตัวขึ้นเมื่อนอนหงาย
  • การออกแรงถีบขาเมื่อเท้าอยู่บนพื้นแข็ง
  • การถือและหยิบจับของเล่นแบบเขย่า
  • การพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง

การพลิกตัวและลุกขึ้นนั่งอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อยของคุณ พวกเขาอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการที่สำคัญ เช่น :

  • การพลิกจากนอนคว่ำไปนอนหงาย และจากหงายไปคว่ำ
  • ความสามารถในการนั่งได้เอง

อย่างไรก็ตาม หากลูกน้อยของคุณไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ด้วยตัวเอง คุณสามารถช่วยพวกเขาได้ สิ่งนี้สามารถช่วยให้ข้อต่อของพวกเขาไม่แข็งทื่อในขณะที่ถูกกระตุ้นความอยากรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เมื่อลูกน้อยของคุณตื่น คุณสามารถช่วยจัดตำแหน่งพวกเขาได้ เมื่อวางทารกไว้ข้างลำตัวให้ใช้ผ้าห่มที่ม้วนขึ้นเพื่อรองรับหลังของทารก เมื่อวางทารกในท่านอนหงายให้ใช้ผ้าห่มพับที่สะโพกทั้งสองข้างของพวกเขาเพื่อป้องกันไม่ให้ขาพลิกออกไปด้านนอก ข้อสำคัญควรให้ลูกน้อยของคุณนอนหงายเสมอ และอย่าใช้ผ้าห่มในเปลเว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์ การทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัด จะช่วยให้คุณสามารถจัดตำแหน่งในการนอนของลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม

อ่านต่อ…เข้าใจ SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในทารก ภัยเงียบพรากชีวิตลูก !

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกด้วยอาหาร วีแกน จะ ขาดสารอาหาร ไหม

เลี้ยงลูกแบบ วีแกน ดีไหม เลี้ยงยังไงไม่ให้ลูกขาดสารอาหาร

วีแกน เทรดอาหารแนวใหม่ ที่ห่วงใย โรคอ้วนในเด็ก แต่จะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรหากนำมาให้ลูกรับประทาน ลองศึกษา และวางแผนให้ดีหากไม่อยากให้ ลูกขาดสารอาหาร

เลี้ยงลูกแบบ วีแกน ดีไหม เลี้ยงยังไงไม่ให้ลูกขาดสารอาหาร!!

ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต และการพัฒนาในทุก ๆ ด้านของร่างกาย ดังนั้น โภชนาการที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับวัยนี้ ในปัจจุบันที่ผู้ปกครองจำนวนมากตื่นตัวกับโภชนาการของครอบครัว ทำให้มีแนวทางเลือกรับประทานอาหารเกิดขึ้นมาใหม่หลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ อาหารแบบคีโตน หรือการรับประทานอาหารแบบวีแกน ซึ่งในแบบหลังกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก

วีแกน (Vegan Food) คือ อะไร??

การรับประทานอาหารแบบวีแกน เป็นการรับประทานอาหารมังสวิรัติประเภทหนึ่ง แต่มีจุดมุ่งหมายหลักเน้นไปในเรื่องสุขภาพ ทำให้ผู้รับประทานอาหารแบบวีแกน จะมีความเคร่งครัดมากกว่าผู้รับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ (Veggie) เพราะว่า นอกจากการรับประทานอาหารแบบวีแกน จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดแล้ว ยังจะงดเว้นการบริโภคอาหารที่ไม่เบียดเบียนสัตว์เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการงดบริโภค นม เนย ชีส ไข่ และน้ำผึ้ง หรืออาหารในกลุ่มเจลาติน เพราะสิ่งเหล่านี้ทำมาจากไขของกระดูกสัตว์ นอกจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว คนที่เป็นวีแกน ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน ข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิดจะต้องไม่มีวัสดุที่ต้องไปเบียดเบียนสัตว์ เช่น กระเป๋าหนังสัตว์ รองเท้าที่มีส่วนประกอบของชิ้นส่วนของสัตว์ เป็นต้น หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ใดที่ใช้การทดลองกับสัตว์ เช่น เครื่องสำอางบางแบรนด์ที่มีการทดลองใช้กับหนูก่อนการวางจำหน่าย ชาววีแกนจะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์นั้น ๆ ซึ่งแนวคิดแบบวีแกนนี้ ชาวยุโรป และอเมริกากำลังเป็นที่นิยม และค่อนข้างเคร่งครัดอย่างมาก

อาหารแบบ วีแกน
อาหารแบบ วีแกน

ประโยชน์ของอาหารวีแกนต่อสุขภาพ

จุดประสงค์ของชาววีแกนที่เน้นการรับประทานเฉพาะผัก ผลไม้ งดการรับประทานเนื้อสัตว์ นอกจากเป้าหมายในเรื่องของการไม่เบียดเบียนชีวิตแล้ว ยังเน้นในเรื่องของสุขภาพร่างกายของมนุษย์ โดยเชื่อว่าการรับประทานเนื้อสัตว์แบบไม่พอดี จะสร้างปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต หรือไขมันในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุก่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โดยชาววีแกนจะต้องมีการวางแผนในมื้ออาหารให้มีแหล่งอาหารทดแทนที่สามารถให้สารอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ ไม่ใช่เพียงแค่งดเท่านั้น แต่ต้องรู้จักคำนวณ ปริมาณสารอาหารที่ควรจะได้รับต่อวัน โดยพิจารณาจากวัย อายุ และการต้องการสารอาหารของแต่ละคน

อาหาร วีแกน กับเด็ก

ในสหรัฐอเมริกา ทารกหลายล้านคนได้รับอาหารแบบ วีแกน ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาโดยไม่มีผลข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้เด็กรับประทานอาหารแบบวีแกนนี้จะต้องได้รับการวางแผน และผ่านการให้คำปรึกษาจากแพทย์เสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่ที่ตัดสินใจเลือกการรับประทานอาหารแบบวีแกนได้รับสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมสารอาหารที่ครบถ้วนต่อความต้องการของร่างกายในการพัฒนาให้ร่างกายเจริญเติบโต ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติที่หลากหลาย  และวางแผนมาอย่างดีนั้นเหมาะสำหรับทุกคน ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย ซึ่งปรากฎในงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า หากเรามีการวางแผน และชดเชยสารอาหารที่ขาดหายไปจากการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็ก

สำหรับเมืองไทย กระแสความนิยมทานอาหารแบบวีแกน เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากได้ทั้งสุขภาพ และอาหารหลาย ๆ เมนูส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นอาหารคลีน และให้พลังงานไม่มากด้วย จึงเหมาะกับคนที่กำลังสนใจเรื่องสุขภาพ กำลังลดน้ำหนัก กำลังลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และหลาย ๆ คนเห็นเพื่อน ที่เริ่มทานอาหารตามสไตล์แบบวีแกน เห็นผลในเรื่องน้ำหนัก ผิวพรรณที่ดีขึ้น และทำให้หน้าตาผ่องใส จึงทำให้เกิดเป็นกระแสนิยมมากขึ้น แต่สำหรับการเลี้ยงลูกด้วยอาหารแบบวีแกนนั้น ยังคงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการได้รับสารอาหารก่อนการให้ลูกรับประทานวีแกน เพราะการคำนึงถึงแต่ข้อดี โดยขาดความรู้ ความเข้าใจในหลักการแล้ว นอกจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างในข่าวต่อไปนี้

แม่วีแกนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต หลังให้ลูก 1 ขวบ กินแต่ผัก-ผลไม้ จนเสียชีวิตจากการขาดสารอาหาร
.
หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ฐานฆาตกรรมลูกชายของตัวเองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค. 2565) ศาลในสหรัฐฯ ก็มีคำสั่งแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต ‘ชีลา โอแลร์รี’ (Sheila O’Leary) แม่วีแกนวัย 38 ปี จากฟลอริดา ที่ให้ลูกกินแต่ผักและผลไม้ จนขาดอาหารเสียชีวิต
ที่มา : The MATTER
ทางเลือกให้ลูกน้อย อาหารแบบ วีแกน
ทางเลือกให้ลูกน้อย อาหารแบบ วีแกน

ข้อควรระวัง

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกแนวทางใหม่ให้แก่ลูก คุณจะต้องมีความรู้เบื้องต้นเสียก่อนว่า เด็กทารก ก่อน 6 เดือน ควรได้รับสารอาหารจากนมแม่เพียงอย่างเดียว ไม่ควรเสริมอาหารใด ๆ ให้แก่เด็กในวัยก่อน 6 เดือน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ นมสูตรสำหรับทารกที่ทำจากถั่วเหลืองเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย

วัยเด็กเป็นวัยที่ต้องการอาหารที่มีความหลากหลาย ต้องการพลังงานที่เพียงพอต่อการใช้ในกิจกรรมที่มากมาย และในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกายอีกด้วย ดังนั้นหากต้องการให้ลูกรับประทานอาหารแบบวีแกน โดยยังคงมีพัฒนาการที่แข็งแรงสมวัยแล้ว ต้องควรระวังในเรื่องของ ผักและผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบหลักของการรับประทานอาหารวีแกนนั้น จะมีไฟเบอร์ในปริมาณที่มาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงอาจเป็นสาเหตุให้เด็กอิ่มก่อนที่จะได้รับพลังงานแคลอรี่ และสารอาหารที่เพียงพอ

เด็กเป็นวัยที่ต้องการอาหารที่ให้พลังงานแคลอรี่ที่มากว่าผู้ใหญ่ เพื่อใช้ในการทำกิจกรรม และช่วยให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรง เด็ก ๆ ที่รับประทานอาหารแบบวีแกนจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับไขมันดีเพื่อใช้เป็นพลังงานในแต่ละวัน ซึ่งไขมันดีจากพืชนั้นมีมากมาย เช่น ถั่วลิสง เนยถั่ว อะโวคาโด

 

อ่านต่อ >>สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนให้ลูกกินอาหารแบบวีแกน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

เปิดเหตุผล!! พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน งานวิจัยชี้จากสิ่งนี้นี่เอง

พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน กับสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น มาร่วมไขความลับไปกับงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงเหตุผล และอันตรายที่ลูกจะได้รับ อย่าคิดว่าแค่เรื่องเล็กน้อย

เปิดเหตุผล!! พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน งานวิจัยชี้จากสิ่งนี้นี่เอง

หากคุณเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีพี่น้อง เป็นพ่อแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน หนึ่งในคำพูดที่มักอำกัน แหย่กันนั้น คงหนีไม่พ้น “ลูกรักของพ่อ” “ลูกรักของแม่” แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อ พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน ส่งผลกระทบต่อลูก และทั้งครอบครัว ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

ผลงานวิจัยนักวิจัยอเมริกัน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่าร้อยละ 70 ของพ่อแม่มักจะมี “ลูกรัก” ที่รักมากกว่าลูกคนอื่น ๆ แม้จะเป็นลูกในสายเลือดที่คลานตามกันมา

นักวิชาการเชื่อว่า หากพูดกันจริง ๆ แล้ว พ่อแม่ทุกคนล้วนแต่มีความรักที่ 2 มาตรฐานที่ให้กับลูกแต่ละคน”

พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จริงหรือ
พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จริงหรือ

ผิดไหม…ที่รักลูกไม่เท่ากัน!!

ความรักเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ ไม่เฉพาะแต่ความรักระหว่างหนุ่มสาว ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็เช่นกัน เพราะความรักเป็นเรื่องที่ไม่อาจฝืน!! พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง การที่เราจะมีความรู้สึกต่อสิ่งใดนั้น เป็นเรื่องที่บังคับกันได้ยาก แต่หากคุณเป็นพ่อแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน การระวังในแสดงออกถึงความรู้สึกต่อลูกแต่ละคนต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ พ่อแม่ไม่อาจรักลูกได้เท่ากัน แต่สามารถแสดงออก และทำหน้าที่ของ พ่อแม่ ต่อลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกันได้

เช็กอาการเข้าข่าย เราเป็น พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน อยู่หรือไม่??

  1. ในการกระทำแบบเดียวกันของลูกสองคน คุณกำลังรู้สึกเครียด หงุดหงิด รำคาญ หมั่นไส้ กับลูกทั้งสองคนไม่เท่ากันหรือไม่
  2. รู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่กับลูกคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหรือไม่
  3. สังเกตน้ำเสียงที่เราใช้พูดกับลูกแตกต่างกันระหว่างสองคนหรือไม่ เช่น คนหนึ่งเราพูดกับเขาอย่างอ่อนโยน อีกคนใช้น้ำเสียงแข็ง ดุดัน เหมือนเป็นคำสั่งมากกว่าคำพูดอยู่หรือไม่
  4. เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ทำร่วกัน เรามักเห็นภาพการมีกิจกรรม หรือช่วงเวลาดี ๆ กับคนหนึ่ง แต่กับอีกคนมีแต่เหตุการณ์น่าอึดอัดใจ เช่น ทำโทษ ทะเลาะกัน หรือไม่
  5. คุณสามารถนึกถึงด้านดีของลูกได้ง่าย และมากกว่าลูกอีกคนหรือไม่
  6. คุณกำลังพยายามหนึความจริง ด้วยการไม่ถูกใจ ไม่พอใจเวลามีคนพูดว่า คุณเป็นพ่อแม่ที่รักลูกไม่เท่ากันอยู่หรือไม่

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เช็กลิสต์อาการเหล่านี้ได้ครบ หรือมีสัญญาณเตือนมากกว่าครึ่งหนึ่ง นั่นแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังเข้าสู่ภาวะ พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน เสียแล้ว

คำแนะนำสำหรับพ่อแม่

หากคุณพ่อคุณแม่สามารถยอมรับได้ว่า เราอาจจะไม่สามารถรักลูกทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว เราก็จะสามารถระมัดระวังในการแสดงออกได้ดีกว่าที่เราไม่ตระหนักรู้ข้อเท็จจริงในข้อนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการการแสดงออกถึงการรักลูกไม่เท่ากัน คือ การตระหนักถึงการปฏิบัติต่อลูกทุกคน และพยายามรักษาความยุติธรรมให้มากที่สุด แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่ไม่เป็นไร เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่พยายาม เด็กก็สามารถรับรู้ถึงความตั้งใจดีนั้นได้ แม้ว่าเขาอาจจะพอรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้บ้าง แต่การกระทำของเราทำให้เขาเข้าใจเราได้มากขึ้น

เมื่อมีลูกอีกคน ทำให้พี่คนโตเกิดความคิด พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน
เมื่อมีลูกอีกคน ทำให้พี่คนโตเกิดความคิด พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน
  • ตระหนัก และเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อแม่จะซื้อของขวัญชิ้นหนึ่ง ลองเพิ่มการที่จะซื้อของขวัญอีกชิ้นหนึ่งให้ลูกทั้งคู่ หากเป็นการซื้อโดยไม่ได้มีวาระพิเศษ หรือเหตุผล เช่น เป็นวันเกิด หรือเป็นรางวัล ก็ควรตระหนักและพยายามซื้อให้ได้รับเท่าเทียมกัน หรือ หากคนหนึ่งได้รับค่าขนม อีกคนหนึ่งจะได้รับเช่นกันเมื่อเขาโตถึงวัยเดียวกัน
  • ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูกแต่ละคน โดยพยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างชัดเจน เช่น การใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมเป็นครอบครัวร่วมกันให้มากที่สุด เป็นต้น
  • หากการแสดงออกถึงความรักที่ไม่เท่ากัน มันเกิดจากสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น เมื่อคุณแม่เพิ่งคลอดน้องคนใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลากับลูกคนเล็กมากกว่าลูกคนโต คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายบอกให้ลูกอีกคนเข้าใจถึงเหตุผล และกอดลูกให้บ่อยเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อให้เขาสามารถรับรู้ได้ถึงความใส่ใจของเรา การกอดแม้เพียงเวลาสั้น ๆ แต่มากด้วยความจริงใจก็สามารถเยียวยาจิตใจ เพิ่มความอบอุ่นในใจลูกได้เสมอ แบ่งเวลาให้เขาเพียงสักนิดจะส่งผลดีต่อลูกอย่างมหาศาล เพราะความรู้สึกที่เสียไปแล้ว ซ่อมไม่ง่ายเลย
  • หาเวลาพักเสียบ้าง งานพ่อแม่เป็นงานที่ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันลา การที่เราเหนื่อยล้า จะส่งผลต่อความรู้สึก และการตอบสนองต่อลูกได้ เด็กบางคนอาจเกิดมาเลี้ยงยาก หากพ่อแม่ไม่มีเวลาพักเหนื่อยล้าจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้ หาตัวช่วย คนช่วย ขอเวลานอกให้ได้พักกาย พักใจ เว้นระยะห่างเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจดีขึ้น
  • อย่าทำร้ายแม้ไม่ใช่ลูกรัก การรู้สึกว่าไม่เป็นลูกที่รัก ไม่ใช่ลูกคนโปรดก็ทำให้เด็กเจ็บปวดมากพอแล้ว พ่อแม่โปรดอย่าทำร้ายเขาเพิ่มด้วย คำพูด หรือการกระทำเพิ่มอีกเลย เช่น การพูดจาประชดประชัน เปรียบเทียบ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันเลย

เหตุใดจึงควร แสดงความรักในฐานะพ่อแม่ที่มีต่อลูกอย่างเท่าเทียมกัน

Mallory Williams,LCSW ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบระยะยาวอย่างร้ายแรงต่อการเติบโตในครอบครัวที่แสดงออกถึงการรักลูกไม่เท่ากัน ไว้ดังนี้

“เด็กที่ไม่เป็นที่โปรดปราน เขาจะรับรู้ความรู้สึกนั้นได้และจะทำให้เด็กรับรู้ถึงการมีคุณค่าในตนเองต่ำ ความรู้สึกที่ถูกปฎิเสธ และไม่เป็นที่รัก ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่เคยมีค่าควรแก่การเอาใจใส่ มอบความรัก และความภาคภูมิใจในแบบเดียวกับที่ลูกรักได้รับ ซึ่งมันจะส่งผลระยะยาวต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ในวัยเรียน และในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เนื่องจากความสัมพันธ์ในการเลี้ยงดูบุตรได้กำหนดรากฐาน และความคาดหวังของความสัมพันธ์ในอนาคต” วิลเลียมกล่าว

รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักเท่าเทียม ทำได้จริงหรือ
รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักเท่าเทียม ทำได้จริงหรือ

การไม่เห็นคุณค่าในตนเองนี้เองจะส่งผลอันตรายระยะยาวที่สำคัญที่สุด คือ โรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความไม่คงที่ของอารมณ์ และบาดแผลทางใจที่ส่งผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น และที่น่าตกใจ คือ ผลกระทบดังกล่าว ไม่ได้เกิดกับเด็กที่ไม่ใช่ลูกคนโปรดเท่านั้น แต่ลูกคนโปรดของพ่อแม่ก็สามารถได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน

เด็กที่เป็นลูกรัก แม้พวกเขาจะได้รับคำชม และการยกย่อง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ความจริงแล้วพวกเขามักจะประสบกับปัญหากลัวการล้มเหลว กลัวทำได้ไม่ดีพอ และรู้สึกกดดันอย่างมากที่จะต้องรักษาผลงานเอาไว้ มันทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด นอกจากต้องแบกรับความคาดหวังที่มากับความรักที่ไม่เท่าเทียมแล้ว พวกเขายังมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับพี่น้องคนอื่นอันเนื่องมาจาก ความรักที่ไม่เท่าเทียมที่พ่อแม่แสดงออกจนพวกลูก ๆ รับรู้ได้นี่เองอีกด้วย

Journal of Marriage and Family เปิดผลสำรวจพบว่า มีเพียงเด็กจำนวน 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้สึกถึงการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจากแม่ของพวกเขา การศึกษาพบว่า ความแสดงออกถึง พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้นในผู้ใหญ่วัยกลางคน

อ่านต่อ >>งานวิจัยเผย!! เหตุผลที่พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝันว่าท้องใกล้คลอด

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!!

ความฝัน ทำนายฝัน ฝันว่าท้อง ฝันว่าท้องใกล้คลอด ฝันเห็นคนท้อง เป็นฝันดีหรือฝันร้าย ความฝันนี้เป็นสัญญาณว่าจะเจอเหตุการณ์ใด ควรดีใจ หรือควรระวัง

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!!

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ตื่นมาบางคนอาจดีใจ บางคนอาจกังวลใจ ความฝันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือมีความหมายแฝงอย่างไร ไม่ว่าจะฝันเห็นตัวเองตั้งครรภ์ ฝันเห็นคนที่ตั้งครรภ์ หรือฝันเกี่ยวกับคนตั้งครรภ์ ความหมายของความฝันนี้จะเป็นอย่างไร ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้หาข้อมูล พร้อมทั้งเลขเด็ดมาฝากแล้วค่ะ

ฝันว่าท้อง
ฝันว่าท้อง

ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!!

ฝันว่าท้อง

สำหรับสาวโสด

หากสาวโสดฝันว่าตั้งท้อง ก็จะมีชีวิตที่โดดเดี่ยว เดียวดาย อยู่ตัวคนเดียวเรื่อยไป หาคนที่ถูกใจ หรือคู่ที่รู้ใจได้ยาก จะคบใครก็มักจะเจอแต่คนไม่จริงใจ ถ้าจะให้จำกัดความ คำว่า “คานทอง” ดูจะเหมาะสมกับคำทำนายฝันนี้ที่สุด

สำหรับหญิงที่มีคู่ครอง

หากมีคู่ครองแล้ว และฝันว่าตั้งท้อง ก็อาจจะเกิดความขัดแย้ง หรือมีปากเสียงกับคู่รัก ไม่มีความสุขในชีวิต ใครที่เหงาอยู่แล้ว ก็จะยิ่งอ้างว้าง

แต่ในบางตำราทำนายฝันโบราณ ก็ ทำนายฝัน เอาไว้อีกนัยน์หนึ่งว่า ท้อง หมายถึงสิ่งดีกำลังเข้ามา ชีวิตกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ก้าวหน้า และจะตั้งตัวได้ในไม่ช้า หากเจอกับอุปสรรค หรือปัญหาต่าง ๆ หากลองใช้สติไตร่ตรอง ก็จะแก้ไขได้ไม่ยาก บางตำราก็ว่า หากท้อง สำหรับผู้ที่รับราชการ หรือทำงานบริษัท ก็อาจจะได้รับการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง หน้าที่การงานสูงขึ้น แต่หากเป็นพ่อค้าแม่ค้า ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการค้า หรือย้ายที่ทาง ไปในทางที่ไม่ดีนัก และสำหรับ วิธีแก้ฝัน ว่ากันว่า ทำได้โดยให้หมั่นทำบุญ ทำทาน ทำแต่ความดี ทั้งกาย วาจา ใจเพื่อให้จิตใจสบาย คลายกังวล เรื่องร้าย ๆ ก็จะกลายเป็นดีในที่สุด

เลขเด็ดเมื่อฝันว่าท้อง

19 10 59 195 101 910

 

ฝันว่าท้องคลอดลูก

ฝันว่าท้องคลอดลูกทำนายว่า การเสี่ยงโชค จงแสวงโชคจากคนที่ไม่รู้จักมาก่อนและมาจากทางทิศตะวันออก จะมีแต่คนนำพาโชคลาภมาให้คุณ ระวังจะถูกเอาเปรียบจากคนที่คุณไม่คิดว่าเขาจะทำได้

ด้านความรัก

คนโสดมีเกณฑ์ได้พบกับการเริ่มต้นใหม่ในเรื่องความสัมพันธ์กับมิตรต่างเพศ คุณมีแววได้คนอายุน้อยกว่ามาเป็นเพื่อนสนิทและอาจพัฒนาไปเป้นแฟนได้ในอนาคต อย่าเล่นหูเล่นตากับใครเขาเข้าล่ะ เพราะจะมีสัมพันธ์เกินเลย

ด้านการเงิน การงาน

จะเด่นมากในด้านการงานที่เกี่ยวกับการค้าต่างแดน หรืองานที่ต้องพบปะกับคนต่างชาติ ต่างภาษา คุณจะใช้จ่ายมากไปสักนิดในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ควรเก็บ ๆ ไว้บ้าง ต้องแบกภาระงานหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เลขเด็ดเมื่อฝันว่าท้องคลอดลูก

39 41 66 148 339 669

 

ฝันเห็นคนอื่นท้อง

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากว่าเราจะฝันเห็นคนอื่นตั้งท้องเช่นเดียวกันกับเรา โดยความฝันดังกล่าวนี้อาจตีความได้ว่าคุณจะมีโอกาสพบกับปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความผิดหวัง ความเศร้าใจ หรือการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่สมหวัง ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาความเครียดที่อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ด้านความรัก

เรื่องของความรักของคนที่กำลังโสดในตอนนี้มีเกณฑ์จะได้กระโดดโลดเต้นอีกครั้ง เพราะกำลังจะได้เจอคที่ถูกใจเดินมาสารภาพรักกันต่อหน้าเลยก็ว่าได้ ในเรื่องดี ๆ ก็ยังมีเรื่องที่ไม่ดีแฝงอยู่ ในระวังคำพูดและการกระทำที่จะเกิดความขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะคุณก็มีความสามารถในระดับหนึ่งที่จะจัดการปัญหาเหล่านั้นให้หมดไปด้วยตัวเอง รวมถึงเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาชู้สาว รักสามเศร้า หรือการเปลี่ยนคนรักที่จะเป็นปัญหาเข้ามากวนใจให้คุณคิดไม่ตก

ด้านหน้าที่การงาน การเงิน

เห็นทีช่วงนี้คุณจะต้องเพิ่มการระวังตัวให้มากขึ้น เพราะมีคนกำลังคอยจ้องที่จะทำร้ายอยู่ เรื่องการเงินให้ระวังการวางบิลเก็บเงินที่จะกลายเป็นหนี้สูญไม่สามารถเรียกเก็บได้ แนะนำให้พยายามทำใจทิ้งเงินก้อนนั้นไป สำหรับใครที่ประกอบอาชีพค้าขาย หรือทำธุรกิจส่วนตัวเห็นทีว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่กำไรงอกงาม ออกดอกออกผลดี มีแววว่าจะได้ขยับขยายกิจการออกไปเพิ่มเติมอีก

เลขเด็ดเมื่อฝันเห็นคนอื่นท้อง

35 19 593 851 983

 

อ่านต่อ…ฝันว่าท้องใกล้คลอด ทำนายฝัน เลขเด็ด!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สกู๊ตเตอร์เด็ก

ข้อควรรู้ก่อนซื้อ สกู๊ตเตอร์เด็ก ซื้อให้ลูกเล่น แบบไหนที่เหมาะกับลูก?

สกู๊ตเตอร์เด็ก – การให้ลูกฝึกทักษะร่างกายด้วย สกู๊ตเตอร์แบบขาไถ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการพัฒนา “ความมั่นใจทางร่างกาย” ให้กับเด็ก ๆ นอกจากการเตรียมตัวสำหรับการเรียนรู้การขี่จักรยานแล้ว สกู๊ตเตอร์ยังช่วยให้เด็กๆ ทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม การเลือกสกู๊ตเตอร์สำหรับเด็กอาจซับซ้อนกว่าที่เราคิด วันนี้เรามาดูเคล็โลับในการเลือกซื้อสกู๊ตเตอร์ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยกันค่ะ

ข้อควรรู้ก่อนซื้อ สกู๊ตเตอร์เด็ก ซื้อให้ลูกเล่น แบบไหนที่เหมาะกับลูก?

สกูตเตอร์ก็เป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆ เช่นเดียวกับจักรยาน สามล้อถีบ และยานพาหนะแบบนั่งขับอื่นๆ  สกู๊ตเตอร์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กวัยหัดเดินไม่ได้เป็นเพียงวิธีสนุก ๆ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ยังเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการสร้างทักษะต่างๆ ที่แข็งแกร่งและความรู้สึกของความเป็นอิสระอีกด้วย ต่อไปเราจะมาดูประโยชน์ที่มากมายของสกู๊ตเตอร์กันค่ะ

ประโยชน์ของ สกู๊ตเตอร์เด็ก

1. เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดี

CDC รายงานว่า มีเพียง 24% ของเด็กอายุระหว่าง 6 ถึง 17 ปีเท่านั้น ที่ได้รับการออกกำลังกายตามปริมาณที่แนะนำ (วันละ 60 นาที/วัน)  ส่งผลให้จำนวนเด็กที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน และภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักเพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้ลูกๆ ของคุณออกกำลังกายและขยับร่างกายทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ แต่บางครั้งอาจไม่ง่ายเสมอไปในโลกทีวี คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ตที่ดึงดูดใจเด็กๆให้หยุดยิ่งอยู่กับที่พร้อมหน้าจอในมือ

แต่อะไรจะดึงดูดใจเด็กน้อยได้มากไปกว่าการเชิญชวนให้พวกเขาออกไปขี่สกู๊ตเตอร์ แม้ว่าจะเป็นเพียงทางขึ้นและลงทางรถหรือทางเท้าหน้าบ้านของคุณ คุณจะได้ช่วยให้ลูกของคุณได้ออกกำลังกาย แต่พวกเขาอาจไม่คิดว่าการเล่นสกู๊ตเตอร์คือการออกกำลังกายเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมที่สนุกและเป็นที่โปรดปรานสำหรับเด็กๆ ส่วนใหญ่

2. สกู๊ตเตอร์เด็ก ช่วยพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่

การเรียนรู้ที่จะขี่สกู๊ตเตอร์นั้นเด็กๆ ต้องใช้ทั้งทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กไปพร้อมๆกัน  ลูกของคุณจะต้องใช้ขาดันพื้น ยืนตัวตรง ทำหลังให้มั่นคง แล้วจับแฮนด์รถสกู๊ตเตอร์ด้วยนิ้วมือ กิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเด็กวัยหัดเดินโดยใช้ร่างกายในรูปแบบที่หลากหลายสามารถเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแกร่งขึ้น และมีการประสานงานกันมากขึ้น พวกเขาจะใช้ทักษะเหล่านี้ต่อไปในกิจกรรมแบบ อื่นๆ เช่น การเล่นกีฬา ทำงานบ้าน สร้างหอคอยบล็อกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และแม้กระทั่งกับการพัฒนาลายมือของพวกเขา

3. สกู๊ตเตอร์เด็ก ช่วยเพิ่มความมั่นใจ

กี่ครั้งแล้ว? ที่คุณได้ยินเจ้าตัวเล็กของคุณพูดว่า “หนูใส่รองเท้าไม่ได้”  “หนูติดกระดุมเสื้อไม่ได้” หรือ “หนูทำความสะอาดของเล่นด้วยตัวเองไม่ได้” หรือบางบ้านอาจเคยได้ยินทั้งสามอย่าง แม้ว่าจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่เด็กเล็กสามารถทำได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยสิ่งที่พวกเขาคิดว่าทำไม่ได้บางครั้งพวกเขาอาจต้องการแค่ความมั่นใจในตนเองว่าจริงๆ แล้วพวกเขาสามารถทำได้ ซึ่งการขี่สกู๊ตเตอร์อย่างอิสระอาจเป็นก้าวแรกในการตระหนักว่าพวกเขามีความสามารถเพียงใดที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

4. สกู๊ตเตอร์เด็ก ช่วยพัฒนาการทรงตัวที่ดีขึ้น

เด็กวัยเตาะแตะล้มลงมากกว่าปกติ เพราะพวกเขายังคงเข้าใจจุดศูนย์ถ่วงของตัวเองและคิดหา “ความสมดุล” ทั้งหมดนี้ สกู๊ตเตอร์เป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการฝึกให้ร่างกายเหยียดตรงขณะทำงานอื่นๆ เช่น บังคับเลี้ยว ประสานการเคลื่อนไหวของมือและตา จับตาดูสภาพแวดล้อม หลบสิ่งกีดขวาง และเบรก

5. ช่วยให้เด็กๆ ได้ออกไปข้างนอกบ้าน

อากาศบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเราทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ ด้วย การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ใช้เวลานอกบ้านนอนหลับได้ดีขึ้น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น และมีทักษะในการบริหารงานที่ดียิ่งขึ้น พวกเขายังอาจได้รับประโยชน์จากระดับวิตามินดีที่สูงขึ้น และการมองเห็นที่ดีขึ้น

6. ช่วยเตรียมพร้อมให้เด็กๆ ก่อนเริ่มขี่จักรยาน

ทักษะบางอย่างที่จำเป็นในการขี่จักรยานนั้นแตกต่างจากสกู๊ตเตอร์ แต่ทักษะหลายอย่างก็เหมือนกันทุกประการ การทรงตัว การประสานมือและตา การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก และความมั่นใจเพียงเล็กน้อย การอนุญาตให้บุตรหลานของคุณฝึกบนสกู๊ตเตอร์ คุณจะตั้งค่าให้บุตรหลานใช้งานได้ง่ายขึ้นหากพวกเขาเริ่มขอจักรยาน

เพื่อช่วยคุณค้นหาสกู๊ตเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับบุตรหลานของคุณ ไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าไหร่ หรือคุณกำลังมองหาสกู๊ตเตอร์สำหรับเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง การให้ลูกเล่นสกู๊ตเตอร์เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการช่วยให้บุตรหลานของคุณเรียนรู้การทรงตัว พัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว ในขณะที่สนุกสนานและได้ออกกำลังกาย

เมื่อคุณได้ตัดสินใจแล้วและต้องการเลือกสกู๊ตเตอร์เตะสำหรับเด็ก ควรคำนึงเหตุผลบางประการต่อไปนี้

  • อายุของเด็ก(เช่น รถสามล้อสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี)
  • สภาพของพื้นที่ที่จะใช้เล่น
  • ด้านความปลอดภัย เช่น หมวกกันน็อค อุปกรณ์ป้องกันหัวเข่า
  • เลือกประเภทสกู๊ตเตอร์ที่เหมาะกับประเภทกิจกรรม แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและความทนทานเฉพาะตัว
  • ช่วงราคาเทียบกับคุณภาพ

ประเภทของ สกู๊ตเตอร์เด็ก

แบบ 3 ล้อ (Lean to Steer)

สกู๊ตเตอร์
สกู๊ตเตอร์
ขอบคุณภาพจาก : https://bestscooterforkidsreviews.com

 

แบบ 2 ล้อ

สกู๊ตเตอร์ขาไถ
สกู๊ตเตอร์ขาไถ

ขอบคุณภาพจาก : https://bestscooterforkidsreviews.com

 

แบบ Trick Scooter

สกู๊ตเตอร์ขาไถ
สกู๊ตเตอร์ขาไถ

ขอบคุณภาพจาก : https://bestscooterforkidsreviews.com

 

แบบ Cruiser

พัฒนาการลูก

หยุด!! เปรียบเทียบ พัฒนาการลูก ส่งเสริม-เข้าใจ ลูกโตตามวัยแบบแฮปปี้

คุณพ่อ คุณแม่ หลายคนมักจะวิตกกังวลเกี่ยวกับ พัฒนาการลูก การเจริญเติบโตของลูกน้อย และมีหลายคนที่มักจะเปรียบเทียบ พัฒนาการลูก กับเด็กคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันสามารถพูดได้ หรือเดินได้แล้ว ในขณะที่ลูกของเรายังไม่สามารถทำอะไรได้ เหตุผลสำคัญคืออะไร เรามีคำตอบ

หยุด!! เปรียบเทียบ พัฒนาการลูก

ส่งเสริม-เข้าใจ ลูกโตตามวัยแบบแฮปปี้

พัฒนาการลูก ทำไมไม่ควรเปรียบเทียบ?

มีคุณแม่จากทางบ้าน สอบถามมากับทีมกองบรรณาธิการ ABK ว่าอยากจะเลิกเปรียบเทียบลูกของตัวเองกับลูกของคนอื่นเสียที โดยเฉพาะเวลาที่เข้าไปดูในอินเทอร์เน็ต บ่อยครั้งที่คุณแม่ต้องชะงักทันที เมื่อได้ไปอ่านเจอว่าลูกของคนอื่นทำโน่นได้ ทำนี่ได้ ก่อนลูกของเราด้วยซ้ำ จริงอยู่ว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ในการให้ความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก แต่ก็นำไปสู่การเปรียบเทียบโดยที่คุณแม่เองก็ไม่ได้ตั้งใจ หากคุณแม่ยังต้องการที่จะใช้อินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ในการเลี้ยงลูกต่อไป แม่น้องเล็กมีข้อเตือนใจเกี่ยวกับ พัฒนาการลูก มาฝากค่ะ

1. เด็กทุกคนล้วนต่างกัน

ไม่ว่าคุณแม่จะได้รู้ ได้เห็นอะไรในโลกออนไลน์ ความจริงที่ว่า “เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ แต่เร็วช้า คล้ายและต่างในเส้นทางของตัวเอง” ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เช่น ทารกคนหนึ่งอาจคลานเอาๆ และชอบปีนป่าย แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (นิ้วมือ) หยิบจับสิ่งของ ขณะที่ทารกอีกคน (อายุเท่ากัน) ชอบสำรวจมือตัวเองมากและชอบใช้มือหยิบจับไปทุกสิ่งโดยไม่สนใจจะคลานเลย ก็ถือว่าเด็กทั้งคู่มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าเหมือนกัน สิ่งสำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ควรดูคือ ลูกของคุณมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า ไม่หยุดนิ่ง หรือถดถอย

พัฒนาการลูกน้อย
เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ แต่เร็วช้า คล้ายและต่างในเส้นทางของตัวเอง

2. ให้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเป็นเพียง “แนวทาง”

หากจะใช้ข้อมูลพัฒนาการด้านต่างๆ จากอินเทอร์เน็ต ควรใช้เป็นแนวทางให้รู้ลักษณะและทิศทางโดยรวมของพัฒนาการนั้น เช่น เด็กอายุ 1 ขวบ 6 เดือนคนหนึ่งอาจพูดได้ 100 คำ ขณะที่อีกคนพูดได้เพียง 10 คำ แต่ใช้ภาษาท่าทางสื่อสารได้ดีมาก เด็กทั้งสองคนนี้ก็มีพัฒนาการปกติเหมือนกัน

ประโยชน์ของข้อมูลพัฒนาการต่างๆ คือ การให้ข้อมูลไว้เป็นช่วง (เช่น ระหว่างอายุ 1 ขวบ 6 เดือนถึง 2 ขวบเด็กในช่วงวัยนี้จะพูดได้มากขึ้นๆ) เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่นำไปดูความก้าวหน้าของลูก มากกว่าการเจาะจงไล่ตามให้ได้ตามจำนวนต่างๆ ที่บอกไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย สิ่งสำคัญที่สุด คือ หากคุณพ่อ คุณแม่กังวลเรื่องพัฒนาการของลูกมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดีกว่าค่ะ

อ่าน “ดูแลสุขภาพอนามัยส่งเสริมพัฒนาการลูก” คลิกหน้า 2

ไข้หวัดมะเขือเทศ โรคมือเท้าปาก

ทำความรู้จัก ไข้หวัดมะเขือเทศ หลังเด็กอินเดียติดกว่า 100 ราย

ไข้หวัดมะเขือเทศ ระบาดในอินเดียแล้วกว่า 100 ราย ในประเทศไทยควรจับตามอง และกังวลมากแค่ไหน ไปฟังคำตอบจากคุณหมอ และกรมควบคุมโรคกันดูก่อนตื่นตระหนกกันไปใหญ่

ทำความรู้จัก ไข้หวัดมะเขือเทศ หลังเด็กอินเดียติดกว่า 100 ราย!!

เมื่ออินเดียพบการระบาดของโรค ไข้หวัดมะเขือเทศ (tomato flu) ทำให้เกิดเป็นประเด็นที่สังคมเฝ้าจับตามอง เนื่องจากเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย และพบการระบาดในเด็กเล็ก หลังจากมีรายงานผู้ติดเชื้อในอินเดียเป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มากกว่า 100 รายแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียเตือนประชาชนระวังการระบาดของโรค “ไข้หวัดมะเขือเทศ” (tomato flu) ที่พบในเด็กเล็ก หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 100 รายในอินเดีย

หนังสือพิมพ์ไทม์ส ออฟ อินเดีย รายงานข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียที่ระบุว่า โรคดังกล่าวไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ได้ออกประกาศแนวทางการตรวจหาเชื้อและการป้องกันให้แก่ทุกรัฐแล้วในสัปดาห์นี้ พร้อมทั้งกระตุ้นเตือนให้บรรดาผู้ปกครองเฝ้าจับตาดูอาการของบุตรหลานเป็นพิเศษ

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ไข้หวัดมะเขือเทศเป็นโรคที่ติดต่อได้อย่างรวดเร็วซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยลักษณะอาการต่าง ๆ ของโรค ได้แก่ เหนื่อยล้า คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง มีไข้ มีภาวะขาดน้ำ ข้อบวม ปวดตามร่างกาย และมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั่วไป รวมถึงมีตุ่มสีแดงคล้ายมะเขือเทศขึ้นตามตัว

นักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามหาสาเหตุของโรคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บทความที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากเดอะ แลนเซต (The Lancet) วารสารการแพทย์ของอังกฤษระบุว่า โรคดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 (โควิด-19) แม้ว่าผู้ป่วยจะแสดงอาการคล้ายกันก็ตาม

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com
ไข้หวัดมะเขือเทศ ระบาดในเด็กเล็ก ประเทศอินเดีย
ไข้หวัดมะเขือเทศ ระบาดในเด็กเล็ก ประเทศอินเดีย

ไม่ตื่นตระหนก… หากทำความรู้จัก โรคไข้หวัดมะเขือเทศ!!

ชื่อไข้หวัดมะเขือเทศ มาจากอะไร??

หลาย ๆ คนฟังชื่อโรคแล้ว คงนึกสงสัยกันว่า โรคดังกล่าวที่กำลังเฝ้าระวังกันอยู่นี้ มีอะไรเกี่ยวข้องกับการรับประทานมะเขือเทศหรือไม่ หรือบางคนอาจเข้าใจผิดจนทำให้มะเขือเทศสีแดง แสนอร่อยมากประโยชน์ กลายเป็นผู้ร้ายไปได้ โดยชื่อโรคไข้หวัดมะเขือเทศนี้ เรียกตาม ตุ่มน้ำที่เป็นอาการหนึ่งของโรค โดยตุ่มน้ำมีลักษณะคล้ายมะเขือเทศ (โรคนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการรับประทานมะเขือเทศแต่อย่างใด) จากการสันนิษฐานลักษณะทางระบาดวิทยาและอาการเด็กที่ป่วยจะคล้ายกับโรคมือ เท้า ปาก ที่พบบ่อยได้ในเด็ก ไม่ใช่โรคติดเชื้อชนิดใหม่

ระดับความกังวลกับโรคไข้หวัดมะเขือเทศเป็นอย่างไร??

เนื่องจากในปัจจุบันที่มีโรคระบาดที่ทำให้เกิดความวุ่นวายกับการใช้ชีวิตประจำวันเป็นระยะเวลามานาน เช่น โรคจากไวรัสโควิด 19 โรคฝีดาษลิง เป็นต้น ทำให้เกิดการตื่นตัวของประชาชนทุกคนในการติดตามข่าวสาร เฝ้าระวังโรคติดต่อชนิดใหม่ ๆ ดังนั้นเมื่อเกิดข่าวการระบาดเป็นจำนวนมากของ ไข้หวัดมะเขือเทศในอินเดียจึงทำให้ต้องจับตามองว่า ทิศทางในการแพร่ระบาดของโรคนี้เป็นอย่างไร น่ากังวลหรือไม่

จากข้อมูลเบื้องต้นที่มี สามารถกล่าวได้ว่าสถานการณ์ของโรคไข้หวัดมะเขือเทศยังไม่น่ากังวล ยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยในประเทศไทย และโรคดังกล่าวเป็นการแพร่ระบาดอยู่ในวงจำกัด  ซึ่งกระบวนการคัดกรองและรักษาในประเทศก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับการรักษาโรคมือ เท้า ปากในเด็ก และในปัจจุบันมีทั้งชุดตรวจคัดกรอง ยารักษาในสถานพยาบาลในประเทศทุกระดับ และในช่วงฤดูฝนนี้ อากาศเย็นและชื้น เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย จึงขอความร่วมมือผู้ปกครองระมัดระวังดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็ก และบริเวณพื้นที่ที่เด็กอยู่เป็นประจำ เพื่อลดเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

ความรุนแรงของโรคไข้หวัดมะเขือเทศ

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าว พบว่า ผู้ป่วยในประเทศอินเดียเป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบผู้ติดเชื้อเกือบร้อยคน ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัส เช่น การสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด หรือนำสิ่งของเข้าปาก จึงทำให้กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ง่ายเป็นพิเศษ  อาการจะไม่รุนแรงและหายเองได้ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยในประเทศไทย 

คุณหมอให้ข้อมูลเพื่อ…ทำความรู้จักกับโรคไข้หวัดมะเขือเทศ 

ไข้หวัดมะเขือเทศ

มาจากเชื้อไวรัสคอกซากี A16 (Coxsakie A16) ซึ่งเชื้อตัวนี้เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot and Mouth Disease) นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยติดเชื้อมาจากไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสไข้เลือดออกในบางรายด้วย พบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด หรือหยิบจับของเล่นเข้าปาก

ตุ่มแดงคล้ายมะเขือเทศ ที่มาขื่อ ไข้หวัดมะเขือเทศ
ตุ่มแดงคล้ายมะเขือเทศ ที่มาขื่อ ไข้หวัดมะเขือเทศ

อาการของโรคไข้หวัดมะเขือเทศ

  • อาการปวดเมื่อยตามตัว
  • มีไข้ อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
  • มีผื่นลักษณะแดงเป็นตุ่มน้ำคล้ายมะเขือเทศ และแผลพุพองขึ้นตามตัว สร้างความเจ็บปวดเวลาสัมผัส
  • บางรายจะมีอาการบวมตามข้อ

การรักษา

เนื่องจากยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต และสามารถหายเองได้ส่วนใหญ่จึงรักษาตามอาการทานยาลดไข้ ยาแก้ปวด ทานอาหารอ่อนๆ และให้ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ

โรคไข้หวัดมะเขือเทศ สามารถป้องกันได้ไหม??

การป้องกัน จะเหมือนกับโรคมือ เท้า ปาก สามารถป้องกันได้โดยอาศัยความร่วมมือของผู้ปกครอง ให้ช่วยดูแลบุตรหลาน โดยเน้นเรื่องสุขอนามัยรอบ ๆ ตัวเด็ก ได้แก่

  • ล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกวิธี
  • หมั่นทำความสะอาดของเล่น และพื้นผิวบริเวณโดยรอบสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ
  • หากพบเห็นความผิดปกติ หรือมีอาการรุนแรงควรมาพบแพทย์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก พญ.ปราณี สิตะโปสะ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อรพ.วิภาวดี

อ่านต่อ>> ไข้หวัดมะเขือเทศ แตกต่างกับโรคมือเท้าปาก อย่างไร คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR

เปิดใจ! ฮีโร่ลุยน้ำท่วมช่วยเด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR!!

การทำ CPR เป็นการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หากทำตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี และทันเวลา จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยที่หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้ฟื้นคืนชีพได้

เปิดใจ! ฮีโร่ลุยน้ำท่วมช่วยเด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR!!

เด็กนักเรียนหญิงกำลังหมดสติจมน้ำอยู่ แต่รอดชีวิตมาได้ เพราะมีฮีโร่คนหนึ่งผ่านหาเห็น เขาสามารถตั้งสติได้ และรีบช่วยชีวิตเด็กนักเรียนหญิงด้วยการทำ CPR อย่างถูกวิธี ในเวลาไม่นานนัก เด็กก็ฟื้นและสามารถสื่อสารได้ วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอเปิดบทสัมภาษณ์ฮีโร่คนเก่ง เขาคือใคร ตามมาดูกันค่ะ

ช่วยเด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR
ช่วยเด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR

 

เปิดใจ! ฮีโร่ลุยน้ำท่วมช่วยเด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR!!

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักทั่วเมืองอุดรธานี จึงเกิดน้ำท่วม และมีไฟฟ้ารั่ว ทำให้ไฟฟ้าดูดนักเรียนหญิงที่เดินผ่านบริเวณนั้น โดยผู้ที่สามารถช่วยเด็กนักเรียนหญิงให้รอดพ้นจากความตายมาได้ คือ “ฮีโร่ชุดนักเรียน” น้องบอส ปรัชญา ใจบุญ อายุ 17 ปี เด็กนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์

น้องบอสกล่าวว่า ในขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับบ้าน บนถนนเส้นหลังโรงเรียนสตรีราชินูทิศ ก็ได้พบกับเหตุการณ์เด็กนักเรียนหญิง จมน้ำในลักษณะคว่ำตะแคง มีผู้ใหญ่มุงดูอยู่จำนวนหนึ่ง และตะโกนว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย คนจมน้ำ” ผมตั้งสติ แล้วรีบวิ่งเข้าไปดู เมื่อไปถึง มีคุณป้าท่านหนึ่งเอามือตบหน้าอกน้องผู้หญิง ผมเคยเรียนปั๊มหัวใจ หรือCPRมาแล้ว จึงห้ามคุณป้า และพูดว่า “ขอให้ผมทำนะครับ ผมเรียนมา”

จากนั้นผมก็ปั๊มตามที่ครูสอนครับ หนึ่ง สอง สาม ฮี้บ…! เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้วิชาในเหตุการณ์จริง มันไม่เหมือนที่เรียน เพราะมีความกดดัน มีฝน มีน้ำ และมีคนลุ้นอยู่ใกล้ ๆ

ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ หลังจากปั๊มได้ไม่นาน น้องเขาก็หายใจ เมื่อน้องได้สติ น้องพูดว่า “หนูโดนไฟดูด” เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างกายก็ขยับโดยอัตโนมัติ กลัวตายทันที ผมดีดตัวขึ้นเกาะรั้วเลย ขำตัวเองไม่หาย หมดสภาพกำลังหล่อ ๆ เลยครับ 555

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า การช่วยชีวิตอย่างถูกวิธี และทันเวลา สามารถช่วยชีวิตผู้อื่นได้ โดยเฉพาะคนที่เรารัก คุณพ่อคุณแม่จึงควรเรียนรู้ขั้นตอนการทำCPR เผื่อวันหนึ่งอาจได้ใช้เมื่อเหตุการณ์ไม่ขาดฝันเกิดขึ้น มาเรียนรู้ขั้นตอนกันค่ะ

 

อ่านต่อ… เปิดใจ! ฮีโร่ลุยน้ำท่วมช่วยเด็กไฟดูด รอดได้เพราะ CPR!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประกาศรายชื่อ ผู้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2

ประกาศรายชื่อ ผู้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ MOM INFLUENCER CONTEST SEASON 2 กลับมาอีกครั้ง! กับการประกวดคุณแม่นักรีวิวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาเป็นหนึ่งในทีมคุณแม่ Influencer มืออาชีพกับ Amarin Baby & Kids และชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมโอกาสเป็น Influencer มืออาชีพ กับ Amarin Baby & Kids

ใครจะผ่านเข้ารอบการประกวดกันบ้าง…เช็กรายชื่อได้ที่นี่!!

ภาคเหนือ
ฆรณี อ่อนประไพ

จิณณ์ณิตา แก้วมา

ชญานิศ จิตอารี

ณฐมณฑ์ สุริยะ

ณฐารินทร์ ชีพเพียงสรวง

ทัศนีย์ ใจดี

นรัถภร สายคำฟู

นฤมล พลจรัส

นิลเนตร ไชยศร

บุญยาพร ธรรมกันธร

ประภัสรา ผลเชื้อ

พรรณิกา ศิริ

พัชรประภา บุญก้ำ

ไพลิน จันทร์ปัญญา

ศรัณย์พัทธ์ มาละวรรณา

ศิรินันท์ เขื่อนแก้ว

ศิริพร จันทร์ส่อง

ศิวิมล พานิชย์วิไล

อมรรัตน์ ชุมภู

ไอลัดดา ทองจูด

ภาคกลาง
กชกร สุวิยานนท์

กนกวรรณ ประสิทธิ์

กมลวรรณ​ ฟ​องวัฒนากุล​

กรรณิการ์ ศิริคณินทร์

กุลธิดา ชอบประดู่

จิราวดี พลประทีป

ชนิกานต์ กาญจนเพชร

ชมพูนุท จันพร

ชลนิกา ไวโรจนกิจ

ฐนัญญา จงพิศุทธิโสภณ

ฐิติพร มุทาพร

ณัฐณิชา ตันศิริ

ณัฐพร จิรศักยกุล

ณิชาภัทร ปึงสุวรรณ

ทัศนีย์ ธาตรีกิติภูมิ

ทิพย์ธัญญา คำกอง

ธัญลักษณ์ แมคกี

ธิรดา ช่วยสำเร็จ

นฤกานต์ ศุภวิโรจน์เลิศ

นิศานาถ สุขประเสริฐ

บุตศลักษณ์ รัตนสุนทรสิทธิ์

ประกายรัตน์ เอื้อนุกูล

ปวีณา บุญเกิด

ปาณิสรา ฮะหลี

พรภัส เพชรตระกูลเจริญ

พัชรมัย สวนาพร

พัชราภรณ์ เซ็นสาส์น

เพ็ญพร ดวงแก้ว

เพ็ญสุดา สงวนวงษ์

เมริริน ชูเชิด

รพีพรรณ รัตนโกมุท

รังสิมาลิน หวังศิริ

รินทร์ชิสา เรวัตร์จารุภัทร์

วรันธร สุวัตถิกุล

วรางคณา ทับกิ

วราภรณ์ ทองดอนเปรียง

วริษฐา นิมิตรพรสุโข

วริษา รัชตะนาวิน

วิชุภรณ์ บุญธนะไพศาลวงศ์

วิภาดา​ ขัน​โคก​กรวด​

วิลาวรรณ กุศล

วีระยา สุขแระเสริฐ

ศศิพิมพ์ สาระธนะ

ศศิวรรณ แก้วรัตน์

ศิโรรัตน์ จริเกษม

สรารัตน์ ศรีชาลี

สินี เรืองขษาปณ์

โสภิดา สุภาจักร์

หทัยชนกก์ แสงภู่

อลิษา ศรนารายณ์

Jintamai Wongpiyachon

Natthamon Doungla

 

ภาคอีสาน

กัณต์นันท์ เกินขุนทด

จารุรัตน์ จันทร์วันเพ็ญ

จิราภา หอวิจิตร

เจนจิรา สุขเนียม

ชญานิศ รัตนวงศ์ชัย

ชนิกานต์ ฉันทะนิตย์

ชุติมา ทิพยจันทร์

ณัฐกฤตา ลิขิตธนพลกุล

ทิชานันท์ บุรี

นางเมธาพร บรรเทาพิษ

นิลุบล สำลี

นิษฐ์รฐา สกุลชัยเมธีดิลก

ปาริชาติ เสาแก้ว

ภัทรีญา ขวัญเมือง

ภิญาดา อาทิตย์วงษ์

รุจิรดา สันติวิวัฒนพงศ์

วรินทราย เจียรนันทรานนท์

ศรัญญา ศรีบุตรดา

ศิรินันท์ นันทโชติวัฒนากุช

สุวรรณี สมศรี

 

ภาคใต้
กมลกานต์ พัฒนพงค์

จันทร์ทิพย์ มอญทอง

จุฑาภรณ์ ปีนะกาตาโพธิ์

ณัฐนันท์ ศรีวัฒนานุพงศ์

ณัฐวดี สินสวัสดิ์

ธารทิพย์ ตันชวลิต

นฤพร เวชยกุลชัย

พัชรนันท์ ชูศรีนวล

มนัสชนก เรืองธารา

รัชภร สิทธิเดช

วัลย์ลิกา สุดจันทร์

ศศิภัสสร เนปเปอร์

ศศิภีกดิ์ฤดี สิริสรณ์สิริ

อมรรัตน์ สาตแสงพุฒ

อาวาตีฟ อับดุบกาเดร์

กทม.
กมลวรรณ โชตินิพัทธ์

กมลวรรณ บุญทาตุ้ย

กมลวรรณ ศิวะพรพันธ์

กันตพร อุบลวรรณี

กัลยา จะไป

เกวลิน สุระเกษ

จารุทัศน์ ตั้งพานิชดี

จิรนันท์ ขวัญศรี

ฉัตรพร ทรงนวรัตน์

ชนัญธิดา สมบัติศิริ

ชมขจร เชียงจง

ชไมพร เกิดสุทธิ

ชรินทร์ทิพย์ ทองสุกโชติ

ฐิตารัตน์ ฐิรเรืองรัตน์

ณัฎฐกานต์ ธีรบุตรอนันต์

ณิฐชมนต์ สวัสดิ์วัฒนดล

ณิรินทร์ญา เกตุวงษ์

ธนวรรณ เดชชุษณะนาถ

ธนัฏฐา เนียมประดิษฐ์

ธัญญ์ธิชา อินปา

นนท์ชยลักษณ์ พรรณาผลากูล

นันท์ฐพร คูนพานิช

นิศารัตน์ แซ่ฟู

ปทิตตา เบาะจันทึก

ปภัชญา เลิศอัครธร

ประภาศรี เบ้ตระกูล

ปลายลาณี ทัดทรัพย์ฤทธิ์

ปาณิศา อนุสกุลโรจน์

ปิโร โรหิตเสถียร

พนิดา เต็มเปี่ยมเจนสุข

พลอยนภัส ธนูทอง

พลอยนภัส เลรุ่งพัฒน์

พัทธกานต์ อนุรุทธิกร

พิชญา โรจนเดชานนท์

พินิจนันท์ คำนวน

พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

พิมพร วงค์ฝั้น

ภัทราวรรณ คิ้วสุวรรณศรี

ภัสราวดี เผ่าจินดา

มาริตา​ อุดมวงศ์ศิริ

มินท์ธิตา พวงเพ็ชร์

ลักษณ์นารา พ่วงโชคอนันต์

วรณิชชา แสงสุพรรณ

วราลักษณ์ อาตวงษ์

สุดาพร เหนือเมฆิน

สุนทรี จันทร์ผ่อง

สุนทรียา กาบคำ

อนิสา ทองทา

อนุสรา คงกิตติโสภี

อรชพร​ สวัสดี

อรอนงค์ เฟื่องฟู

Arena Muadthong

Thanatha Phutanakul

 

 

 

ผู้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ

รอบก่อนรองชนะเลิศ 

  • ผู้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศจะได้รับกล่อง “Surprise Box” สำหรับทำคลิปรีวิว [จัดส่งถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย]
  • จัดทำคลิปรีวิวสินค้าตามโจทย์ที่กำหนดความยาวไม่เกิน 3 นาที
  • โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัว หรือ Fanpage ตั้งเป็น “สาธารณะ” พร้อมใส่  #MomInfluencerContestSS2 #เชื่อมัมมันเวิร์ค #AmarinBabyAndKids และ#แบรนด์สินค้า โดยโพสต์ได้ 1 คลิป และ 1 ครั้งเท่านั้น ภายในวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565
  •  ส่ง Link คลิปรีวิว มาที่ใต้โพสต์ “ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ”  ที่ Facebook Amarin Baby & Kids
  • ผู้เข้าประกวดสามารถแชร์คลิปไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม
  • ประกาศชื่อผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ  วันที่ 7 ตุลาคม 2565 ผ่านช่องทาง Facebook Amarin Baby & Kids

เกณฑ์การตัดสินรอบก่อนรองชนะเลิศ

  • พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) สูงสุดและคุณภาพของคลิปรีวิวตั้งแต่วันที่ 3-6 ตุลาคม 2565
  • พิจารณาจำนวนเข้าชม (ยอดวิว) ครั้งเดียว ในวันที่ 6 ต.ค. 2565 เวลา 18.00 น.

เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของคลิป (100 คะแนน) ดังนี้

  1. วิธีการนำเสนอ 30 คะแนน
  2. สื่อสาร Key message ของสินค้าครบถ้วน 40 คะแนน
  3. ความโดดเด่นของสินค้า 30 คะแนน

เงื่อนไขการประกวดรอบคัดเลือกและรอบก่อนรองชนะเลิศ

  • เมื่อได้รับสินค้าสำหรับรีวิวผู้ประกวดต้องทำคลิปรีวิว และโพสต์ลงช่องทางโซเชียลตามระยะเวลาที่กำหนด หากผู้ประกวดไม่ทำตามกติกาจะถูกตัดสิทธิ์ในการร่วมงานกับบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต
  • คลิปของผู้ประกวดรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคต บริษัทสามารถปรับปรุงแก้ไขคลิปได้ตามความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ สิทธิ์ใดๆ อันเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับคลิปให้เป็นสิทธิ์ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และบริษัทในเครือ, พันธมิตร และคู่ค้ารวมถึงสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกิจกรรมในอนาคตเท่านั้น
  • ห้ามลบหรือดัดแปลงคลิปรีวิวทั้งรอบคัดเลือกและรอบรองชนะเลิศออกจากโซเชียลมีเดียเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่โพสต์คลิป
  • วันและเวลาของกำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
  • ผู้เข้าร่วมประกวดต้องยินยอมปฏิบัติตามกติกาที่บริษัทฯ กำหนดทุกประการ
  • การดำเนินงาน และการตัดสินอยู่ในดุลยพินิจจากคณะกรรมการ และการตัดสินจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
เงินอุดหนุนเด็ก เงินอุดหนุนบุตร

เปิดลงทะเบียนแล้ว เงินอุดหนุนเด็ก แจกเดือนละ600บาท

เงินอุดหนุนเด็ก เปิดให้แม่ๆ ได้ลงทะเบียนแล้ว เพิ่มวิธีรับเงินให้สะดวกยิ่งขึ้นผ่านแอป “เงินเด็ก” สามารถลงทะเบียนขอรับ เงินอุดหนุนบุตร ได้วันไหน เช็กด่วน!!

เปิดลงทะเบียนแล้ว เงินอุดหนุนเด็ก แจกเดือนละ 600 บาท!!

เปิดลงทะเบียนแล้ว โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้แก่เด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพัฒนการเหมาะสมตามวัย โดยในครั้งนี้ได้เปิดรับลงทะเบียนโครงการ เงินอุดหนุนเด็ก ผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วต่อผู้มีสิทธิมากยิ่งขึ้น

วันที่ 13 กันยายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบฯกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับการจ่ายเงินงบอุดหนุนเฉพาะกิจ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 933.6 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินอุดหนุนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสิทธิเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเพิ่ม เฉพาะในรอบเดือนกันยายน 2565 จำนวน 2,354,558 คน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ

เงินอุดหนุนเด็ก แรกเกิด เงินอุดหนุนบุตร
เงินอุดหนุนเด็ก แรกเกิด เงินอุดหนุนบุตร

น.ส.รัชดากล่าวว่า เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ได้รับจัดสรรมานั้น ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ได้รับสิทธิเงินอุดหนุนฯ ในรอบเดือนกันยายน 2565 ที่เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการณ์ไว้ ที่ผ่านมา ครม. เคยมีมติอนุมัติงบฯกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดมาแล้ว 6 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,498.6 ล้านบาท

น.ส.รัชดากล่าวว่า โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต โดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิด จนถึงอายุ 6 ขวบ ที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 100,000 บาท/คน/ปี ในอัตรา 600 บาท/คน/เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน นับเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลส่งผ่านบิดา มารดา หรือผู้ปกครองไปยังเด็กแรกเกิด

ที่มา : https://www.prachachat.net/

16 กันยายน 2565 เริ่มลงทะเบียน !!

นโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อการพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง กับโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยมีมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 เป็นต้นมา ได้เปิดให้ผู้ปกครองที่มีสัญชาติไทยลงทะเบียน เพื่อขอรับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ณ ส่วนราชการในท้องที่ที่อาศัยอยู่ ในงวดปีใหม่นี้ ได้เปิดให้พ่อแม่ หรือผู้ที่เลี้ยงดู สามารถลงทะเบียนได้แล้วในวันที่ 16 กันยายน 2565 เป็นต้นไป โดยสามารถลงทะเบียนได้ 2 วิธี คือ

1.ลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียน

ผู้ปกครอง สามารถลงทะเบียนได้ในเทศบาล/ตำบล/เขต ที่เด็กแรกเกิด และผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง ดังนี้
กรุงเทพมหานคร  : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต
เมืองพัทยา            : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา

ส่วนภูมิภาค           : ลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตําบล หรือเทศบาล

เงินอุดหนุนบุตร โครงการเพื่ออนาคตของชาติ
เงินอุดหนุนบุตร โครงการเพื่ออนาคตของชาติ

เอกสารที่ใช้ ณ หน่วยลงทะเบียน

  1. แบบคำร้องขอลงทะเบียน (ดร.01)
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)
  3. สูติบัตรเด็กแรกเกิด
  4. บัตรประจำตัวประชาชนแบบ Smart Card ของผู้ปกครอง
  5. ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ ของสมาชิกในครัวเรือนทุกคนที่ประกอบอาชีพ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท
  6. สำเนาเอกสาร หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  7. บัตรหรือเอกสารอื่นใดที่แสดงสถานะหรือตำแหน่งของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2
2.บริการใหม่!! แอปพลิเคชั่น “เงินเด็ก”
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครอง ให้สามารถเข้าถึงสิทธิ และการให้บริการภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2565 ผู้ปกครองสามารถลงทะเบียนออนไลน์ขอรับ เงินอุดหนุนเด็ก ผ่านแอปพลิเคชัน “เงินเด็ก” หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทุกจังหวัด หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคมกระทรวง พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือกรมกิจการเด็กและเยาวชน โทร.02-6516902 026516920 หรือ082-0917245
แอปพลิเคชั่นเงินเด็ก ใช้งานง่าย สามารถลงทะเบียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยผู้ปกครองที่จะลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นเงินเด็ก จะต้องยืนยันตัวตนผ่าน D.DOPA ของกรมการปกครอง ได้ ณ สถานที่ ดังต่อไปนี้
กรุงเทพมหานคร   : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต
เมืองพัทยา            : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา

ส่วนภูมิภาค           : ที่ว่าการอำเภอ

แอปพลิเคชั่น เงินเด็ก บริการใหม่รับ เงินอุดหนุนเด็ก
แอปพลิเคชั่น เงินเด็ก บริการใหม่รับ เงินอุดหนุนเด็ก

ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นเงินเด็ก สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ได้ที่

  • ระบบ IOS ดาวน์โหลดผ่าน App Store
  • ระบบ Android ดาวน์โหลดผ่าน Play Store
เอกสารประกอบการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “เงินเด็ก”
ยื่นคำร้องขอลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นเงินเด็ก โดยให้ยืนยันตัวตนผ่าน D.DOPA ของกรมการปกครองก่อน พร้อมแนบเอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นหลักฐาน ดังต่อไปนี้
  1. หลักฐานในการรับรองสถานะครัวเรือน พร้อมภาพถ่ายบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรหรือเอกสารอื่นใดที่แสดงสถานะ  หรือตำแหน่งของผู้รับรองคนที่ 1  และผู้รับรองคนที่ 2
  2. ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของสมาชิกในครัวเรือนที่มีรายได้น้อยทุกคน โดยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับสิทธิ ควรตรวจสอบข้อมูลในระบบตรวจสอบสิทธิอยู่เป็นประจำ หากมีการเปลี่ยนแปลง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้แก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน  และควรตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินอุดหนุนว่ายังสามารถใช้งานได้ปกติ หรือไม่

อ่านต่อ>> คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนรับ เงินอุดหนุนเด็ก และไทม์ไลน์การโอนเงิน คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฮีทสโตรก

ทำความเข้าใจ ฮีทสโตรก ในเด็ก เด็กติดในรถ เสียชีวิตได้อย่างไร?

ฮีทสโตรก – หรือ โรคลมแดด คือ โรคที่มีสาเหตุเกิดจากความร้อนที่ร้ายแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิปกติเอาไว้ได้ ส่งผลให้กระบวนการขับเหงื่อของร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งโดยปกติเมื่อเหงื่อออกจะทำให้ผิวหนังเย็นลง แต่หากไม่มีกระบวนการนี้ ร่างกายจะไม่สามารถปรับอุณหภูมิภายในร่างกายได้ และอุณหภูมิของร่างกายอาจสูงขึ้นถึง 41 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้นได้ภายใน 10 ถึง 15 นาที  ดังนั้นการรู้วิธีป้องกันฮีทสโตรก จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นในเด็ก หรือเด็กเล็ก

ทำความเข้าใจ ฮีทสโตรก ในเด็ก เด็กติดในรถ เสียชีวิตได้อย่างไร?

การเกิดภาวะฮีทสโตรก เป็นรูปแบบของความเจ็บป่วยจากความร้อนที่ร้ายแรงที่สุด และเป็นเหตุฉุกเฉินที่สามารถคุกคามถึงชีวิตได้ เป็นผลมาจากการได้รับแสงแดดหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานจนร่างกายไม่สามารถขับเหงื่อได้มากพอที่จะลดอุณหภูมิของร่างกาย ผู้สูงอายุ ทารก เด็กเล็ก หรือผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง มักเสี่ยงต่อโรคลมแดด เป็นภาวะที่พัฒนาอาการได้อย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลทันที

สาเหตุของ ฮีทสโตรก ในเด็ก

ร่างกายของคนเราสร้างความร้อนภายในจำนวนมาก และโดยปกติร่างกายจะปรับสภาพให้อุณหภูมิเย็นลงโดยการขับเหงื่อและปล่อยความร้อนผ่านผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ เช่น ความร้อนจัด ความชื้นสูง หรือกิจกรรมท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัด ระบบทำความเย็นของร่างกายนี้อาจทำงานได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมจนถึงระดับอันตรายได้ หากบุคคลนั้นขาดน้ำ และร่างกายไม่สามารถขับเหงื่อได้มากพอที่จะทำให้ร่างกายเย็นลง อุณหภูมิภายในอาจสูงขึ้นจนเป็นอันตรายและทำให้เกิดฮีทสโตรก

สำหรับฮีทโสตรกในเด็ก สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กได้รับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมมากเกินไป  ซึ่งโดยทั่วไปอาการจะเริ่มพัฒนาจากความอ่อนเพลียจากความร้อน (Heat Exhaustion) และนำไปสู่การเกิดฮีทโสตรก สำหรับเด็กเล็กๆ ควรได้รับการดูแลจากผู้ปกครอง หรือครูเป็นพิเศษเมื่ออยู่ที่โรงเรียน เพราะพวกเขาไม่สามารถหลบหนีจากสภาพแวดล้อมที่ร้อนระอุได้

เด็กอาจเกิดภาวะอาการของโรคลมแดดเมื่ออุณหภูมิร่างกายภายในสูงถึง 40 องศาเซลเซียส และเด็กอาจเสียชีวิตได้ที่อุณหภูมิ 41 องศาเซลเซียส แม้ว่าโรคลมแดดจะเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในช่วงฤดูร้อน แต่เด็กๆ ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากโรคลมแดดได้ในรถยนต์ได้เมื่ออุณหภูมิภายในรถสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้แสงแดดโดยตรง อุณหภูมิภายในรถจะสูงขึ้นได้มากถึง 20 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิปกติ  ที่สำคัญเด็กมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่ที่จะเสียชีวิตจากโรคลมแดดในรถยนต์ เนื่องจากร่างกายจะร้อนเร็วกว่าผู้ใหญ่สามถึงห้าเท่า

มีหนึ่งตัวอย่างน่าเศร้า ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือน สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เมื่อเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ถูกลืมทิ้งไว้ในรถนักเรียนโดยไม่มีใครรู้ ด้วยอุณหภูมิภายในรถที่ปิดไว้นั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงระดับอันตราย เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิตในที่สุดท่ามกลางความเสียใจของพ่อแม่ ซึ่งภายหลังจากการชันสูตรแพทย์ลงความเห็นว่า เด็กเสียชีวิตจากอาการฮีทโสตรก ซึ่งนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในแระเทศไทย อุบัติเหตุและเหตุการณ์ลืมเด็กไว้ในรถตู้รับส่งนักเรียน จนเป็นเหตุทำให้มีนักเรียนเสียชีวิต นั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากสถิติของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ระบุว่าตั้งแต่ปี 2557-2563 มีเด็กที่ถูกลืมและทิ้งให้อยู่ในรถถึง 129 ครั้ง เด็กเสียชีวิต 6 ราย โดยอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2- 6 ปี และยังเกิดขึ้นให้เห็นจนปัจจุบัน

เด็กเกิดอาการ ฮีทสโตรก ในรถจากสาเหตุใด?

  • ลมแดดในรถยนต์เนื่องจากถูกกักขัง

เด็กอาจเข้าไปในรถเพื่อเล่น หยิบของเล่นที่ลืมไว้ หรือด้วยเหตุผลอื่นใดโดยที่ผู้ดูแลไม่ทราบ เด็กที่ไม่สามารถออกมาจากรถได้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคลมแดด การเสียชีวิตจากโรคลมแดดเกือบ 3 ใน 10 คนเกิดขึ้นเมื่อเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเข้าถึงยานพาหนะ ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่คุณจอดรถควรมั่นใจว่าล็อครถทุกครั้ง และเก็บกุญแจพ้นจากมือเด็ก

  • อาการลมแดดในรถยนต์เนื่องจากผู้ใหญ่ลืมเด็กไว้ในรถโดยไม่รู้ตัว

เด็กส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจากโรคลมแดดในรถยนต์ มักถูกผู้ใหญ่ทิ้งไว้ในรถโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยครั้งเมื่อเด็กถูกทิ้งไว้ในรถโดยไม่มีใครรู้นั้นอันตรายต่อชีวิตของเด็กอย่างยิ่ง เด็กที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครดูแลในรถขณะที่พ่อแม่ทำธุระด่วน หรือเมื่อเด็กติดอยู่ในรถ อาจส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้

ซึ่งการชอบลืมเด็กหรือทารกไว้ในรถนั้น ทางการแพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นหนึ่งในอาการเจ็บป่วยของผู้ใหญ่ ด้วยอาการที่เรียกว่า “กลุ่มอาการลืมเด็กในรถ” (Forgotten Baby Syndrome) ซึ่งเป็นผลมาจากการทำกิจวัตรประจำวันจนเคยชิน เช่น การขับรถไปทำงาน หากวันใดวันหนึ่งมีเหตุที่ต้องเอาลูกนั่งรถไปด้วย เหตุร้ายอาจเกิดขึ้นได้เมื่อสมองของผู้ป่วยสั่งงานให้ทำกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรประจำวันอย่างการขับรถไปทำงาน แต่ระหว่างทางอาจคิดหรือสนใจเรื่องอื่นๆ จนบกพร่องในการใส่ใจและสนใจลูก จนลืมไปได้อย่างสนิทใจว่าความจริงแล้วมีเด็ก หรือลูกของตัวเองโดยสารมาในรถด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อันตรายอย่างร้ายแรงต่อเด็กเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเด็กเล็ก

เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่จะต้องเข้าใจว่าเด็ก ๆ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคลมแดดได้มากกว่า และการเสียชีวิตจากกรณีนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ เราในฐานะพ่อแม่ ผู้ดูแล  มีบทบาทในการช่วยให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดการเสียชีวิตในกรณีนี้อีก  ที่สำคัญเด็กที่อายุน้อยเกินไปที่จะสื่อสารหรือเปิดประตูรถเองได้ มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษจากโรคลมแดดในรถยนต์  ดังนั้นผู้ปกครองไม่ควรทิ้งเด็กไว้ในรถตามลำพัง

 

โรคลมแดด
โรคลมแดด

ความแตกต่างระหว่าง การอ่อนเพลียจากความร้อน (Heat Exhaustion)  และ ฮีทสโสตรก (Heat Stroke)

อาการของลมแดด และ ความอ่อนล้าจากความร้อนในเด็กฟังดูค่อนข้างร้ายแรง ทั้งสองเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน อาการอ่อนเพลียจากความร้อน (Heat Exhaustion) ทำให้เกิดเหงื่อออกมากเกินไป ชีพจรเต้นเร็ว เวียนศีรษะ และอาการอื่นๆ ที่เริ่มต้นเมื่อลูกของคุณร้อนเกินไปเร็วกว่าที่ร่างกายจะระบายความร้อนได้ โดยปกติ คุณสามารถบรรเทาความเหนื่อยล้าจากความร้อนได้โดยการพาลูกออกจากความร้อนและเข้าไปในห้องปรับอากาศหรือเข้าในที่ร่ม

อย่างไรก็ตาม อาการอ่อนเพลียจากความร้อนที่ไม่ได้รับการรักษา สามารถพัฒนาไปสู่อาการฮีทสโตรก ซึ่งอุณหภูมิร่างกายของลูกคุณจะค่อยๆ สูงขึ้น และไม่สามารถทำให้ตัวเองเย็นลงได้อีกต่อไป ซึ่งอาการฮีทโสตรกเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลทันที ภาวะตัวร้อนเกินไป (Hyperthermia) อาจเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเขาอยู่นอกบ้านเป็นเวลานานเกินไปในสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาขาดน้ำ หรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ

อาการของโรค ฮีทสโตรก

โดยทั่วไปแล้วอาการฮีทสโตรกจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงถึง 40 องศาเซลเซียส แต่ตัวเลขนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องตระหนักว่าเมื่อลูกของคุณเริ่มมีอาการอ่อนเพลียจากความร้อน ( Heat Exhaustion) ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นที่พัฒนาไปสู่อาการฮีทโสตรกได้ ซึ่งสัญญาณของความอ่อนเพลียจากความร้อนมีดังนี้:

  • ผิวซีด
  • เหงื่อออกมากขึ้น
  • ความอ่อนล้า ความเมื่อยล้า
  • กระหายน้ำมาก
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • หงุดหงิด
  • ตัวเย็น
  • อุณภูมิร่างกายสูงขึ้นผิดปกติ

ซึ่งถ้าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการอ่อนเพลียจากความร้อนจะเปลี่ยนเป็นภาวะฮีทสโตรกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและเป็นอันตรายถึงชีวิต และถือเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ สัญญาณที่อันตราย ได้แก่

  • วิงเวียนศีรษะ
  • สับสน
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง
  • หายใจลำบากและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น
  • หมดสติ
  • อาการชัก
  • หน้าแดง ร้อนและแห้ง
  • เหงื่อออกน้อยถึงไม่มีเลย
  • อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

อ่านต่อ…ทำความเข้าใจ ฮีทสโตรก ในเด็ก เด็กติดในรถ เสียชีวิตได้อย่างไร? ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ชื่อญี่ปุ่น ลูกสาว ลูกชาย เพราะๆ น่ารัก เท่!!

ชื่อญี่ปุ่น ตั้งชื่อลูกสาว ตั้งชื่อลูกชาย ชื่อญี่ปุ่นน่ารักๆ เท่ๆ เพราะๆ พร้อมความหมายดีๆ คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาชื่อญี่ปุ่นให้ลูกมาทางนี้กันเลยค่ะ

ชื่อญี่ปุ่น ลูกสาว ลูกชาย เพราะๆ น่ารัก เท่!!

คุณพ่อคุณแม่ที่ชื่นชอบประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวตัวน้อยๆ กำลังคิดอยากตั้งชื่อลูกเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ยังไม่ได้ชื่อที่ถูกใจ มาลองหาดูที่บทความนี้กันค่ะ ทีมกองบรรณาธิการ ABK ได้รวบรวมชื่อญี่ปุ่น เพราะๆ ความหมายดี มีทั้งชื่อลูกสาว และลูกชาย มาให้เลือกกันแล้วค่ะ

ชื่อญี่ปุ่น ลูกสาว
ชื่อญี่ปุ่น ลูกสาว

ชื่อญี่ปุ่น ลูกสาว ลูกชาย เพราะๆ น่ารัก เท่!!

ชื่อลูกสาว

ชื่อ อ่านว่า ความหมาย
Ai ไอ ความรัก
Akeno อาเคโนะ ท้องฟ้าแจ่มใสตอนเช้า
Akina อากินะ ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ
Ami อามิ เพื่อน
Amiko อามิโกะ สาวสวย
An อัน แอปริคอท
Aneko อาเนะโกะ พี่สาว
Asuka อาสุกะ กลิ่นหอมของวันพรุ่งนี้
Ayako อายะโกะ สีสันสดใส, ผ้าไหม
Ayumi อายูมิ ก้าวเดินเดินเท้า, ย่างก้าว
Chie ชิเอะ ภูมิปัญญา
Chika ชิกะ กวาง
Chikako ชิกาโกะ บุตรแห่งปัญญา
Chira ชิระ ปัญญา, ผ้าไหม
Choko โชโกะ ผีเสื้อ
Ema เอมะ แผ่นป้ายขอพร ที่ศาลเจ้าญี่ปุ่น, ภาพวาด
Himari ฮิมาริ แสงสว่าง, ดอกแมลโล
Hina ฮินะ แสงสว่าง, พืชพรรณ
Hitomi ฮิโตมิ แก้วตา, นัยน์ตา
Ima อิมะ ของขวัญ
Izumi อิซูมิ น้ำพุ
Junko จุนโกะ เด็กที่เชื่อฟัง
Kohana โคฮานะ ดอกไม้เล็ก ๆ
Kohaku โคฮากุ อำพัน
Machiko มาจิโกะ เด็กที่โชคดี
Maemi มาเอมิ ยิ้มอย่างจริงใจ
Manami มานามิ ความงดงามของความรัก
Masako มาซาโกะ ความยุติธรรม
Masuyo มาซูโยะ เพื่อประโยชน์ต่อโลก
Mari มาริ ดอกมะลิ
Mariko มาริโกะ ลูกแห่งความจริง
Marise มาริเสะ ไม่มีที่สิ้นสุด
Mayumi มายูมิ คันธนู, ลูกศร
Mei เมอิ การเติบโต, การพึ่งพากัน
Miho มิโฮ การรับประกันความสวยงาม, สวย, เทียน
Mika มิกะ กลิ่นหอมที่สวยงาม
Miki มิกิ เจ้าหญิงผู้งดงาม, ต้นไม้ที่สวยงาม, ความงามล้ำค่า
Misaki มิซากิ การเบ่งบานจากความงาม
Mizuki มิซูกิ พระจันทร์ที่สวยงาม
Mitsuko มิตสึโกะ เด็กที่เปล่งประกาย
Mitsuru มิตซูรุ ความสมบูรณ์, ความเติบโต
Miya มิยะ ลูกศรสามดอก
Miyako มิยาโกะ ทารกที่สวยงามมีนาคม
Momoko โมโมกะ กุหลาบสีชมพู
Nami นามิ คลื่นทะเล
Namiko นามิโกะ เด็กแห่งคลื่น
Naoko นาโอโกะ เด็กที่เชื่อฟัง
Naomi นาโอมิ ประการแรกของความงาม
Natsumi นัทสึมิ ความงามในฤดูร้อน
Nibori นิโบริ มีชื่อเสียง
Noriko โนริโกะ บุตรแห่งกฎหมาย
Nozomi โนโซมิ ความหวัง
Ran รัน ดอกกล้วยไม้
Riko ริโกะ ดอกมะลิ, เด็ก
Rin ริน สง่างาม
Shizuka ชิซุกะ สงบ, เงียบ, อ่อนโยน
Sumi ซูมิ บริสุทธิ์ (ศาสนา)
Susumi ซูซูมิ ก้าวไปข้างหน้า (ประสบความสำเร็จ)
Suzume ซูซูเมะ นกกระจอก
Takumi ทาคุมิ ชำนาญ, เชี่ยวชาญ, ชาญฉลาด
Tamiko ทามิโกะ ลูกแห่งความอุดมสมบูรณ์
Tsukiko สึกิโกะ ลูกของพระจันทร์
Tsumugi สึมุงิ ผ้าไหม
Tsuyu สึยุ น้ำค้างยามเช้า
Umeko อุเมะโกะ ลูกของดอกพลัม
Usagi อุซางิ กระต่าย
Yoko โยโกะ ลูกของดวงอาทิตย์
Yori โยริ น่าเชื่อถือ
Yoshiko โยชิโกะ เด็กที่สมบูรณ์แบบ
Yuina ยูอินะ สัญญา, พืชพรรณ
Yukiko ยูกิโกะ ลูกของหิมะ
Yukio ยูกิโอะ เป็นที่รักของพระเจ้า
Yuko ยูโกะ เด็กใจดี
Yuna ยูน่า ยอดเยี่ยม, สง่างาม
Yuri ยูริ ดอกบัว

 

อ่านต่อ…ชื่อญี่ปุ่น ลูกสาว ลูกชาย เพราะๆ น่ารัก เท่!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ข่าว คอมพิวเตอร์ ระเบิด กับ อารมณ์โกรธ

จากข่าว คอมพิวเตอร์ ระเบิดสู่ปัญหาการจัดการอารมณ์ในเด็ก

คอมพิวเตอร์ ระเบิดใส่เด็กตาย สู่ข่าวเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อพบความจริงเด็กพกปืนมาโรงเรียน สืบหาเหตุเคยทะเลาะกันมาก่อนหรือไม่ มาสอนลูกจัดการความโกรธให้ได้ก่อนสาย

จากข่าว คอมพิวเตอร์ ระเบิดสู่ปัญหาการจัดการอารมณ์ในเด็ก!!

คดีพลิกคีย์บอร์ด คอมพิวเตอร์ ไม่ได้ระเบิด เพื่อนนักเรียนคนตายโกหก ทำปืนปากกาลั่นใส่เพื่อนในห้องเรียน ขณะเข้าเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ก่อนตกใจกลัวนำปืนไปซ่อน ตร.-สหวิชาชีพ สอบเครียด ด้านพระผู้ปกครองเด็กที่ก่อเหตุให้ปากคำตำรวจ บอกเคยโดนเพื่อนต่อย ส่วนปืนไม่รู้เอามาจากไหน

ที่มา : https://mgronline.com

ข่าวเศร้าที่กำลังถกเถียงกันในโลกออนไลน์เริ่มจาก คอมพิวเตอร์ ระเบิดใส่เด็กจนเสียชีวิตในห้องเรียน เป็นประเด็นที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันยังไม่ทันได้ข้อสรุป กลับมาพบความจริงที่น่าเศร้ากว่าเดิม เมื่อตร.สืบจนพบว่าเด็กเสียชีวิตจากปืน ส่วนสาเหตุกำลังเร่งสืบสวนว่า เด็กที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ก่อเหตุนั้น เคยมีปากเสียงกันมาก่อนหรือไม่

คอมพิวเตอร์ ระเบิด เด็กเสียชีวิต ขอบคุณภาพจาก amarin TV
คอมพิวเตอร์ ระเบิด เด็กเสียชีวิต ขอบคุณภาพจาก amarin TV

จากประเด็นข่าว มีเรื่องที่น่าสนใจนำมาเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรต้องทบทวน  และขบคิดให้มาก เรื่อง การควบคุมอารมณ์ของเด็ก ในปัจจุบันเรามักพบกับปัญหาคล้าย ๆ กันนี้บ่อยขึ้น เมื่อเด็กที่เป็นวัยขาดวุฒิภาวะ ทำให้เกิดการกระทำที่น่าเศร้า และส่งผลเสียต่ออนาคต จนบางครั้งเลยเถิดไปยังชีวิต และทรัพย์สินของผู้อื่น ดังนั้น การสอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ของตัวเอง การจัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ให้ออกมาในแนวทางที่เหมาะสม เป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรสอนลูก โดยเฉพาะลูกที่กำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่า เด็กจะจัดการกับปัญหาของเขากันอย่างไร นำมาซึ่งข่าวอันเศร้า หลายต่อหลายครั้ง

ลูกโกรธแบบไหนน่าเป็นห่วง???

อารมณ์ของมนุษย์มีมากมายหลากหลาย ทั้งอารมณ์ในแง่บวก เช่น ดีใจ ตื่นเต้น สนุก เป็นต้น และอารมณ์ในแง่ลบ เช่น หงุดหงิด โกรธ เสียใจ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นกันได้ในทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด แต่ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์นั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่อาจยังไม่สามารถควบคุม และจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองต่าง ๆ เหล่านั้นได้ บางครั้งเด็กยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เขากำลังมีความรู้สึกอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เมื่อเด็กไม่รู้ หรือไม่สามารถจัดการได้ จึงทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ที่น่าตกใจ หรือพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมขึ้นมาได้ ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ทั้งรุนแรง และไม่รุนแรง เช่น ลูกก้าวร้าว โวยวาย ร้องไห้ทิ้งตัว ลงไปนอนดิ้น พูดคำหยาบคาย หรือแม้แต่เหตุการณ์ในข่าวเศร้า ที่จบปัญหาด้วยการทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิต

แต่ละคนแสดงออกถึงอารมณ์โกรธแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นอารมณ์ของแต่ละคนตั้งแต่เกิด พันธุกรรม เป็นปัจจัยอันหนึ่ง คนที่มีความอดทนต่อความคับข้องใจได้น้อยมักเป็นคนโกรธง่าย การเลียนแบบบุคคลสำคัญหรือผู้ที่ใกล้ชิดก็มีผล  และอาจขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เช่น การเลี้ยงแบบตามใจจนเกินไปทำให้แสดงอารมณ์โมโหได้ง่าย หรือถูกสอนว่าไม่ให้แสดงความไม่พอใจ จึงมีนิสัยเก็บความรู้สึกไว้เพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นคนก้าวร้าว รวมทั้งคนที่มีประสบการณ์เลวร้ายในอดีตอาจแสดงความโกรธง่ายกว่า และรุนแรงกว่าคนอื่น อย่างการทารุณกรรม การบูลลี่ (Bully)คนอื่น ก็เกิดจากการตอบสนองต่ออารมณ์โกรธของตัวเอง จากประสบการณ์ และการสั่งสอนที่ได้รับมา เป็นต้น

อารมณ์โกรธ ไม่ใช่ตัวร้าย!!

อารมณ์โมโห โกรธ หงุดหงิด เศร้า เสียใจ ท้อใจ เป็นอารมณ์ด้านลบที่ไม่ใช่เรื่องที่แย่ การที่ลูกมีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดจนทำให้พ่อแม่หงุดหงิดตาม และสั่งหรือแสดงออกให้ลูกเข้าใจว่าต้องเก็บกดอารมณ์เหล่านั้นไว้ อารมณ์โกรธเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นตัวที่บอกถึงการมีสุขภาพดี การที่ไม่รู้สึกโกรธเลยต่างหากเป็นเรื่องของความไม่ปกติ  ทั้งนี้เพราะความโกรธเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางกาย และอารมณ์ ในช่วงชีวิตของคนเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับความไม่ถูกใจหรือผิดหวังในสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอารมณ์โกรธเลย การที่ลูกแสดงอารมณ์โกรธออกมา พ่อแม่จึงไม่ควรหงุดหงิดตาม แต่คิดเสียว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะสอนให้ลูกรู้จัก และเรียนรู้เรื่อง อารมณ์ตนเอง สอนให้ลูกเรียนรู้วิธีที่จะบริหาร ควบคุมหรือระบายความโกรธออกมาอย่างเหมาะสมต่างหาก

ช่วยลูกจัดการอารมณ์โมโห อย่างไร
ช่วยลูกจัดการอารมณ์โมโห อย่างไร

“อย่าโมโหสิ!! อย่าโกรธแบบนี้นะ!! ใจเย็น ๆ” คุณกำลังพูดแบบนี้เมื่อลูกโกรธหรือเปล่า??

อารมณ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีผิด ไม่มีถูก หรือสามารถบังคับกันได้ เห็นได้จากตัวพ่อแม่เอง แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ 100% เลย ดังนั้น การไปห้ามว่า ลูกอย่าโมโหสิ ใจเย็น ๆ ลองถามตัวเองกลับดูว่า หากเรากำลังโกรธและได้รับคำห้ามแบบนี้ เราจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่ การห้ามยิ่งทำให้ลูกต้องเก็บกดอารมณ์โกรธนั้นไว้แทน จนกลายเป็นเด็กที่สะสมความโกรธ ขี้ฉุนเฉียว และรอวันระเบิดออกมา

สอนลูก “ยอมรับ” ด้วยการ “สะท้อนอารมณ์” ให้เขารับรู้!!

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า เด็กบางคนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ที่เขากำลังรู้สึกอยู่นั้น เรียกว่า อารมณ์แบบไหน ดังนั้น หน้าที่ของพ่อแม่คือ การช่วยสะท้อนอารมณ์ของลูก ให้เขารับรู้ และยอมรับในอารมณ์ที่เกิดขึ้น เช่น โอเค ตอนนี้ลูกกำลังโกรธนะ หรือ หนูหงุดหงิดอยู่ใช่ไหมลูก เป็นต้น การสะท้อนอารมณ์จะทำให้ลูกเกิดการับรู้อารมณ์ตัวเอง เข้าใจตัวเองขึ้น และลูกจะรู้สึกดีขึ้น ที่พ่อแม่เข้าใจ และยอมรับความรู้สึกของเขา ไม่ตัดสิน ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กใจเย็นลงได้เอง

“ไม่ตัดสิน” คำ ๆ นี้สำคัญมาก และมักจะเป็นเรื่องที่พ่อแม่พลาดไป เมื่อลูกรู้สึกโกรธ หรือมีอารมณ์ทางลบ การที่พ่อแม่ยอมรับ แสดงความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจแล้วยังไม่พอ ควรระวังในคำพูดของเราเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ยังไม่จำเป็นต้องสอนอะไรลูกมากมายในช่วงเวลานั้น เพราะคำพูดพร่ำสอนเหล่านั้น นอกจากจะเข้าไม่ถึงความคิดลูกแล้ว ยังเป็นการผลักให้ลูกออกไปจากพ่อแม่อีกต่างหาก

อ่านต่อ>> เคล็ดลับในการฝึกวิธีการจัดการความโกรธแก่ลูก คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พฤติกรรมเด็ก

รับมือ พฤติกรรมเด็ก เปลี่ยน-ตัวร้าย-ให้กลายเป็น “นางฟ้า”

ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอแชร์เคล็ดลับ รับมือ “พฤติกรรมเด็ก” ลูกกริ๊ดลั่น-ดิ้นตัวงอ ให้อยู่หมัด!! เปลี่ยน “ตัวร้าย” ให้กลายเป็น “นางฟ้า” แม่จ๋า!! เข้าใจหนูหน่อย!!

รับมือ พฤติกรรมเด็ก เปลี่ยน-ตัวร้าย-ให้กลายเป็น “นางฟ้า”

ทำไมหนูถึงกลายเป็น “ยัยตัวร้าย”

พฤติกรรมลูก
พฤติกรรมลูก

เริ่มเป็นตัวของตัวเอง (แต่ไม่มีเหตุผล) – เด็กในวัย 2-3 ขวบ จะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การทานอาหารได้เอง เดินได้เอง วิ่งได้เอง พูดในสิ่งที่ต้องการพูดได้เอง จึงมีความคิดเป็นของตัวเอง ทราบความต้องการของตัวเองว่าต้องการอะไร แต่ยังไม่คิดถึงเหตุและผลของการกระทำนั้น ๆ ที่จะตามมา

ข้อจำกัดเรื่องภาษา – ด้วยความที่ลูกยังเล็กเกินไป ลูกก็เลยยังไม่รู้จะสื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทราบได้อย่างไรว่า อาการที่ลูกเป็นนั้น เป็นเพราะลูกหิว ลูกร้อน ลูกหงุดหงิด หรือแม้แต่ง่วงนอน ลูกรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ดี และด้วยสาเหตุดังกล่าวยิ่งส่งผลทำให้พวกเขาหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น

เถียงเก่ง (แต่คุมตัวเองไม่ได้) – ลูกจะเริ่มเรียนรู้ว่าสามารถเถียงกลับได้เมื่อมีอารมณ์โกรธ จึงเริ่มที่จะแสดงอารมณ์โกรธด้วยการเถียง การกริ๊ด หรือการดิ้นตัวงอ แต่ลูกยังไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่ใช้แสดงอารมณ์อยู่นั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรแสดงออกมา และควรควบคุมอารมณ์อย่างไร

อยากทำบางสิ่งบางอย่างแต่ทำไม่ได้ – ยกตัวอย่างเช่น ลูกอยากที่จะเขียนหนังสือ อยากผูกเชือกรองเท้า หรืออยากติดกระดุมเสื้อเอง แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พอพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะทำ แต่กลับทำไม่ได้เลยยิ่งส่งผลทำให้หงุดหงิด และร้องโวยวายมากขึ้น

มองตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยากได้ความรักมากที่สุด – เด็กวัยนี้ รับรู้มาตลอดว่าทุกคนให้ความรักและความสำคัญเพราะพวกเขาเด็กที่สุด แต่เมื่อไรก็ตามที่มีน้อง หรือมีเด็กคนอื่น หรือบุคคลอื่นมาทำให้ความสำคัญของเขาลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ลูกก็จะยิ่งแสดงความไม่พอใจออกมา เนื่องจากเกิดอาการหึงหวง และรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญลดน้อยลงด้วย เป็นต้น

อยากรู้ อยากลอง ไม่รู้จักกลัว – ลูกจะรู้จักการตอบโต้กลับ จึงอยากรู้ว่าหากลองทำแบบนี้ พ่อแม่จะทำอย่างไรนะ? ลูกจึงแสดงพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างที่ดูเหมือนจะกำลังท้าทายคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่นั้น คือการลองใจพ่อแม่นั่นเอง

ไม่สบายตัว – เมื่อไรก็ตามที่ลูกรู้สึกว่าตัวเองไม่สบายตัว ยกตัวอย่างเช่น อยู่ในอากาศที่ร้อนหรือหนาวจัด ง่วงนอนหรือนอนไม่พอ หรือแม้แต่หิวละก็ ลูกก็จะไม่สามารถบอกคุณพ่อคุณแม่ให้เข้าใจได้ ดังนั้น จึงเกิดเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักนี้ขึ้น

ภารกิจ เปลี่ยน “ยัยตัวร้าย” ให้กลายเป็น “นางฟ้า”

ลูกดื้อ
ลูกดื้อ

เมื่อทราบถึงสาเหตุที่ลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น การกริ๊ดลั่นบ้าน การดิ้นตัวงอ พ่อแม่จึงมีภารกิจ เปลี่ยน พฤติกรรมเด็ก เหล่านี้ ให้ลูกมีพฤติกรรมและการแสดงออกที่เหมาะสม มาดูกันว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง?

  1. ลูกเริ่มงอแง อย่าเปิดฉากด้วยคำต่อว่า หันมาหายใจลึก ๆ คุมอารมณ์แม่ให้นิ่ง

ก็เหมือนเวลาเราทะเลาะกับใครก็ตาม เมื่ออีกฝ่ายนึงต่อว่า แสดงอารมณ์โกรธ อีกฝ่ายที่โกรธอยู่แล้วก็จะยิ่งโกรธมากขึ้น แถมยังโกรธเพิ่มจากคำพูดที่ฝ่ายแรกต่อว่ามาอีก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องคุมอารมณ์ให้นิ่งให้ได้ก่อนค่ะ หากยังคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ อนุญาตให้ตัวเองเดินหนีออกมาก่อน ก่อนที่จะต่อว่าลูกออกไปจนเรื่องราวบานปลาย เมื่ออารมณ์เย็นลง ค่อยเดินกลับไปพูดคุยกับลูก

2. ตั้งเงื่อนไข บอกให้เข้าใจ “ถ้าหนูร้องเอาแต่ใจ แม่ไม่สนใจทันที”

ต้องมีการตั้งกฎ กติกา กันให้ชัดเจน คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกให้เข้าใจถึงกฏ กติกา การอยู่ร่วมกันกันก่อนว่า หากมีการทะเลาะกันเมื่อไหร่ ควรจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร สิ่งใดที่จะทำให้เหตุการณ์แย่ลง การที่หนูร้องโวยวายเอาแต่ใจ จะทำให้เหตุการณ์แย่ลง ทำให้พูดคุยกันด้วยเหตุและผลไม่รู้เรื่อง ดังนั้น เมื่อหนูเริ่มร้องไห้ โวยวายเมื่อไหร่ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะทำคือการไม่สนใจและเดินหนี คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้ได้ตามที่ตกลงกันจริง ๆ เพราะจะทำให้ลูกรู้ว่าเมื่อข้ามเส้นไปร้องเอาแต่ใจเมื่อไหร่ ลูกจะไม่ได้รับความสนใจ และจะไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ

สอนลูก
สอนลูก

3. ตั้งกฎให้ลูก แล้วบอกกับตัวเองให้จริงใจ “เห็นน้ำตาไหลแค่ไหน ต้องไม่ใจอ่อน”

เมื่อตั้งกฎ กติกา ให้ชัดเจนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องทำตามกฎที่ตั้งไว้อย่างจริงจัง ควรตกลงกันเองก่อนว่าห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใจอ่อน ไม่ใช่ว่าคุณแม่ไม่ยอม แต่พอคุณพ่อเห็นลูกร้องไห้อ้อนวอน ก็กลับยอม ไปบอกคุณแม่ให้ หยวน ๆ ไปเถอะ แบบนี้ก็ไม่ได้นะคะ เพราะลูกจะรู้ทันทีว่าต้องทำแบบไหน กับใคร แล้วจะได้รับสิ่งที่ต้องการ กฎ กติกาที่ตั้งไว้ จะไม่สามารถทำได้ทันที

4. ลูกไม่ใช่ศัตรู

ต่อให้ลูกอารมณ์ร้ายแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เค้าก็คือลูกของเรา อย่าเผลอมองลูกเป็นศัตรู เพราะต้องการเอาชนะลูกให้ได้ เพราะสุดท้าย ต่อให้คุณพ่อคุณแม่เอาชนะลูกได้ คนที่เสียใจที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่เองนะคะ ดังนั้น เมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ให้คุณพ่อคุณแม่มอบอ้อมกอดที่อบอุ่น พร้อมทั้งคำปลอบโยนเสียงหวาน ที่เปรียบเสมือนน้ำเย็นชโลมใจ ให้ลูกสงบลง

3 อาการ “สุดเหวี่ยง” รับมืออย่างไรดี?

พฤติกรรมเด็ก
พฤติกรรมเด็ก

มาพบกับ พฤติกรรมเด็ก สุดเหวี่ยง ที่มักเจอกันเป็นประจำ พร้อมวิธีการรับมือกันค่ะ

เหวี่ยงแล้วนะ อยากเอาให้ได้

วิธีรับมือ – เมื่อลูกต้องการของสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเก็บสิ่ง ๆ นั้น ให้พ้นจากสายตาลูก อย่าวางสิ่งนั้นไว้ใกล้ ๆ เพื่อกระตุ้นความอยากของลูก

เหวี่ยงงอแง เรียกร้องความสนใจ

วิธีรับมือ – บอกให้รู้ว่ายังไม่ว่าง ใช้คำสั่งสั้น ๆ อยากให้ทำอะไรคะ? (แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ว่างแล้ว ก็ควรหาเวลามาอยู่กับลูกด้วยนะคะ เพราะพฤติกรรมเหวี่ยงแบบนี้ คือลูกต้องการอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ)

เหวี่ยงดื้อรั้น ไม่ทำตาม

วิธีรับมือ – ให้ตัวเลือกแบบจำกัด ไม่ ก. ก็ ข. คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเหตุผลว่าถึงไม่ทำตาม แล้วให้ตัวเลือกว่าหากทำตามแล้วจะเป็นอย่างไร หากไม่ทำตามแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วให้ลูกได้เลือกเอง ลูกจะรู้สึกว่าลูกได้เลือกทางของตัวเองแล้ว ไม่มีใครมาบังคับให้ทำ

วัยทอง 2 ขวบ
วัยทอง 2 ขวบ

ด้านแพทย์หญิงสินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี ได้กล่าวถึงพฤติกรรมนี้ว่า การแสดงออกเช่นนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการลูก คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยนี้ควรที่จะเข้าใจมากกว่า การดุด่า ว่าทอ หรือตบตีลูก

เนื่องจากพวกเขา เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง อยากรู้อยากเห็น มีความต้องการที่จะควบคุมทุกอย่าง อยากมีอิสระ และพยายามที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ที่เกินความสามารถของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่โตพอที่จะรู้จักควบคุมตัวเองได้ดีพอ และเมื่อไรก็ตามที่เหนื่อย หิว หงุดหงิด หรือกลัว ความก้าวร้าวก็เริ่มทวีคูณมากขึ้นตามไปด้วย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

เปลี่ยน “พ่อแม่” เป็นโค้ชชีวิต เสริมภูมิต้านทานอุปสรรคให้แก่ลูก

9 วิธีสอนลูกไม่ให้แกล้งเพื่อน หรือไปทำร้ายคนอื่น

พ่อแม่ปรับวิธีเลี้ยงลูกด่วน! 7 พฤติกรรมเด็ก ที่ควรพบจิตแพทย์

ลูกติดจอ ติดมือถือ แก้ได้ด้วยกฎ 3 ต้อง 3 ไม่

 

อ้างอิง: แพทย์หญิงสินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกสาว

เทคนิค “เลี้ยงลูกสาว” ให้อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ

เลี้ยงลูกสาว …หากลูกน้อยใจว่าเกิดเป็นเด็กผู้หญิงนั้น ช่างยากลำบากกว่าเด็กผู้ชาย  แม้ปัจจุบันเด็กผู้หญิงจะมีโอกาสต่างๆ เท่ากับเด็กผู้ชาย แต่ความเท่าเทียมนี้อาจยิ่งความกดดันให้พวกเธอได้เช่นเดียวกัน ดร.สตีเฟน พี ฮินชอว์ หัวหน้าแผนกจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและผู้เขียน “The Triple Bind: Saving Our Teenage Girls from Today’s Pressure” ให้ความเห็นว่า เด็กผู้หญิงในปัจจุบันต้องพบกับแรงกดดันจากความคาดหวังที่มากขึ้น แล้วเราควรจะ เลี้ยงลูกสาว อย่างไรดี ให้เป็นเด็กผู้หญิงเก่ง โดยไม่กดดันลูก Continue reading “เทคนิค “เลี้ยงลูกสาว” ให้อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ”