ชุดคู่แม่ลูก

10 เพจ ชุดคู่แม่ลูก เสื้อครอบครัว เสื้อคู่ งานดีไม่ซ้ำใคร

หากคุณกำลังตามหา ชุดคู่แม่ลูก เสื้อคู่ ชุดครอบครัว ชุดพ่อแม่ลูก งานดีมีสไตล์ ทีมแม่ ABK จึงมี FB เพจ และ ร้านขายชุดครอบครัว มาแนะนำ จะมีเพจไหนบ้าง ตามไปส่องแล้วสั่งซื้อกันเลย

เสื้อคู่ ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว พ่อแม่ลูก ซื้อที่ไหน

เชื่อว่าคุณผู้หญิงหลายคน โดยเฉพาะคุณแม่ ๆ ที่มีลูกแล้ว ย่อมต้องมีความคิดที่อยากจะจับลูกน้อยและคุณสามีให้แต่งตัวสวยหล่อน่ารัก เข้าคู่เข้าคี่เป็นครอบครัวเหมือนกันบ้างใช่ไหมล่ะคะ และโดยเฉพาะเวลาที่เห็นครอบครัวดาราซึ่งพากันออกงานหรือไปเที่ยว ก็มักจะแต่งตัวเข้าเซตกัน … ซึ่งการแต่ง เสื้อคู่ ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว หรือ ชุดเหมือน พ่อแม่ลูก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็ม ที่บ่งบอกได้ถึงความเป็นครอบครัว คู่รัก ที่ใครได้เห็นก็รู้สึกอบอุ่นน่ารัก (โดยเฉพาะตัวคุณแม่เอง)

ชุดคู่แม่ลูก

ดังนั้น ทีมแม่ ABK จึงขอเอาใจคุณแม่ ๆ ที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์เก๋ ๆ ให้เหมือนกันทั้งครอบครัว ที่แม้จะเป็นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาก็สามารถแต่งได้ กับ 10 ร้านค้าและเฟซบุ๊กเพจ ที่ขาย เสื้อครอบครัว เสื้อคู่ รับรอง ขายจริง ส่งจริง งานดี มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมีทั้งตัดเย็บเอง แบบ Handmade และพรีออเดอร์ แถมราคาไม่แพง จะมีร้านไหนเพจใดบ้าง ตามไปส่องแล้วสั่งซื้อกันเลย

 

เพจ Front & Friend ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว

ชุดคู่แม่ลูก

เป็นร้านขายชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว ที่ตัดเย็บเอง เหมาะกับใส่ไปออกงาน หรือเที่ยวตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งมีทั้ง เสื้อคู่แม่ลูก และ แบบ พ่อแม่ลูก ดีไซน์น่ารัก เนื้อผ้าดี สวมใส่สบาย สามารถสั่งตัดได้หลายไซส์ ทั้งพ่อแม่ และ ลูกสาว ลูกชาย ตัวเล็กตัวใหญ่ได้หมดเลยค่า ดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์นี้ >> Front & Friend ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

เพจ ชุดครอบครัว Moshi Family

ชุดคู่แม่ลูก
เพจ ชุดครอบครัว Moshi Family

สำหรับเพจนี้ก็จะเป็นร้านที่ขาย ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว ชุดออกงาน มีทั้งพร้อมส่ง และสั่งตัดตามไซส์ได้ นอกจากนี้ทุกแบบก็สามารถใส่ซิปให้นมได้อีกด้วย ซึ่งแบบชุดที่ทางร้านตัด ก้มีทั้งชุดแฟชั่นเก๋ๆ ชุดไทยสวยๆ ชุดออกงาน ชุดราตรีเลิศๆและชุดไฟกระพริบแบบจัดเต็ม โดยหากคุรแม่สนใจก็สามารถเดินไปดูได้ที่หน้าร้านจริงๆ อยู่ที่จ. สมุทรปราการ ตามพิกัดนี้ >> https://maps.app.goo.gl/CiFtdVisup4vx33i6 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บนี้ >> www.moshifamily.com

 

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

ชุดคู่แม่ลูก

ร้าน Blaze by Nongthai ขาย ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว ชุดพ่อแม่ลูก ชุดทีม ชุดคู่รัก รวมไปถึงชุดถ่ายพรีเวดดิ้ง ก็มี … ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบตัดเย็บเอง ใช้ช่างตัดเย็บ 1 คน ต่อ 1 ชิ้นงาน ทำให้งานละเอียดกว่างานที่ตัดเย็บประกอบโดยช่างหลายคน เนื้อผ้า cotton แท้ 100% เพื่อความสบายของผู้สวมใส่ ระบายอากาศดี ไม่ร้อน ไม่ระคายผิวเด็ก แพทเทิร์นสวย คัตติ้งเนี้ยบ มีหน้าร้านจริงอยู่ที่ ชั้น G เซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของร้าน คลิกที่นี่ >> ชุดครอบครัว ชุดคู่รัก blaze for you

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

เพจ เสื้อยืดครอบครัว Ava Baby

ชุดคู่แม่ลูก

สำหรับร้านนี้จะขายแบบเสื้อยืดอย่างเดียว ทั้ง เสื้อคู่ พ่อแม่ เสื้อครอบครัว รวมไปถึงบอดี้สูทของลูกเบบี๋  ติดกระดุมไหล่ สวมใส่ง่าย ไม่รั่งคอ ผลิตจากเนื้อผ้า Cotton32 100% / Cotton Interlock สั่งทำพิเศษจากทางโรงงานทอ เริ่มต้นเพียงเซตละ 300บาท เสื้อครอบครัวที่ได้รับทั้งหมด 3 ตัว เสื้อยืดพ่อ เสื้อยืดแม่ บอดี้สูทลูก มีครบไซต์ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่แรกเกิด – เด็กโต พิมพ์ลาย สกรีน  มีหลายรูปแบบ กับลวดลายที่สามารถเลือกได้กว่า 50 แบบ เนื้อผ้าเกรดคุณภาพ เกรดเอ มีความหนา นุ่ม ซักไม่เป็นขุยง่าย ระบายอากาศ ได้ดี งานตับเย็บละเอียด เหมาะใส่ในเทศกาลต่างๆ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ >> www.ava-baby.com

ดูต่อ >> 6 เพจร้านขายชุุดครอบครัว
สวยเก๋-งานดีมีสไตล์ไม่ซ้ำใคร!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แมงป่องในลองกอง

ดูให้ดีก่อนกิน แมงป่องในลองกอง เด็กโดนต่อยอาจช็อกได้

ลองกอง ผลไม้ที่เด็กและผู้ใหญ่ชอบทาน เพราะมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่ควรล้างทำความสะอาดก่อนทานเพราะอาจจะเจอ แมงป่องในลองกอง หรือสัตว์มีพิษอื่น ๆ ต่อยมือได้

ดูให้ดีก่อนกิน แมงป่องในลองกอง เด็กโดนต่อยอาจช็อกได้

ทีมแม่ ABK มีเรื่องมาเตือนภัยตามที่คุณ เป็นหนึ่ง ไชยชิต อดีตพระเอกยุค 90 ได้โพสลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว Pennung Chaiyachit ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะกินผลไม้ลองกอง ก่อนต้องมาเจอกับเรื่องไม่คาดคิด ถึงขั้นต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกันเลย

มีเรื่องเตือนให้ควรระวัง… 💗
เมื่อคืนหลังทานข้าวเย็นเสร็จ​ ก็จะทานผลไม้ที่เพิ่งซื้อมา​ นั้นคือ​ “ลองกอง” ที่ยังอยู่ในถุง​ 2 กิโล​ มือซ้ายก็ยื่นลงไปในถุง​จะหยิบลองกอง​ มือยังไม่ได้แตะลูกลองกองเลย​ ก็เจ็บเหมือนโดนมีดบาดที่นิ้วโป้งซ้าย​ พร้อมตะโกนว่า​ “โอ้ยตัวไรกัด​ เจ็บจัง” รีบวิ่งไปเปิดน้ำล้าง​ เอาแอลกอฮอล์​มาล้างต่อ​ ความปวดยังไม่หาย​ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ​ จนทนไม่ไหว​ บอกว่าจะไปโรงพยาบาลทั้งคุณแม่และพี่โจ๊กก็งง​ ไรจะเจ็บปวดขนาดนั้น​ แล้วพี่โจ๊กก็ขับรถมาส่งที่รพ.วิชัยยุทธ​ ที่ดูแลประจำ
ระหว่างขับรถมาก็ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ​ แผลก็ไม่มีเลือดออกแม้แต่หยด​ แต่มั๊ยปวดเจ็บขนาดนี้​ เหมือนนิ้วโป้งจะหลุดจากมือ

เป็นหนึ่ง ไชยชิต
เป็นหนึ่ง ไชยชิต

ระหว่างรอหมอ​ นึกขึ้นมาได้ว่าลองดูใน​ Google​ ดิว่าเกิดไรขึ้น​ เลยคีย์​ว่า​ “แมลงกับพวงลองกอง​ เจอเลย​ “แมงป่องตัวเล็ก” พิษร้ายแรงกว่าแมงป่องช้าง​ 20​ เท่า​ คุณหมอขอให้ Admit ฉีดยาเข้าเส้นทั้ง​ ฆ่าเชื้อ​ แก้อักเสบ​ แก้ปวด​ และขอดูอาการ​ เพราะความดันสูงทะลุ​ 170​ เหงื่อออก​แตกเต็มหน้า​ ถ้าเป็นเด็กคนชราหรือคนไม่มีภูมิต้านทานอาจช็อกได้เลย

ฝากเพื่อน ๆ​ ระวังด้วย​ เจ้าแมงป่องตัวเล็กนี้​ ร้ายกาจมาก​ ซื้อลองกองมาก็แช่น้ำล้างใส่ตระกร้าก่อนทาน​ หรือจะให้ดีอย่าซื้อแบบเป็นพวง ๆ​ ซื้อแบบร่วง ๆ​ ดีกว่า​ เห็นพวกสัตว์​พวกนี้แล้วก็ถูกตังค์​ด้วย​ จริงม่ะ​ 555555​😜
#ยาวหน่อยนะ​ แต่อยากแชร์

นอกจากแมงป่องแล้ว ยังมีสัตว์มีพิษชนิดอื่น ๆ เช่น ตะขาบ แฝงอยู่ในพวงผลไม้ได้ ดังนั้นเมื่อซื้อผลไม้มาแล้ว จึงควรนำมาแช่น้ำและล้างให้สะอาดก่อนนำมาทาน เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษต่าง ๆ แล้ว ยังจะช่วยล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากผลไม้ได้อีกด้วย แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเจอ แมงป่องในลองกอง ต่อยนิ้วหรือมือเข้า เรามีคำแนะนำดี ๆ จาก เพจความรู้สนุกๆจากหมอแมว มาฝากกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แมงป่องในลองกอง ต่อยมือ!! ทำไงดี??

เป็นหวัดเจ็บคอ

วิธีส่องดูคอลูก เมื่อ “เป็นหวัดเจ็บคอ”

อาการ เป็นหวัดเจ็บคอ สามารถพบได้บ่อยในเด็ก  เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งหากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ลูกจะสามารถหายได้เองใน 3-7 วัน ดูวิธีการส่องดูคอลูกว่าลูกติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ได้ที่นี่

วิธีส่องดูคอลูก เมื่อ “เป็นหวัดเจ็บคอ”

คออักเสบ เป็นหวัดเจ็บคอ คืออะไร?

คออักเสบ หรือ คอหอยอักเสบ (Pharyngitis) เป็นภาวะการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไปมีการอักเสบ บวม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ แต่สาเหตุที่พบบ่อย ๆ จะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่

คออักเสบเป็นภาวะติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก สามารถพบเกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่ในเด็กจะพบได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ ความรุนแรงของโรคมักมีไม่มาก และสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วันถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้มีอาการนานกว่า และควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรียต่อไป

สาเหตุของการ เป็นหวัดเจ็บคอ

  • 70-80% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
  • 15-20%  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • และอีกประมาณ 5% เกิดจากการติดเชื้อราซึ่งมักพบในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น
ลูกเป็นหวัด
ลูกเป็นหวัด

วิธีการรักษาอาการ เป็นหวัดเจ็บคอ จากเชื้อไวรัส

แนะนำให้การรักษาประคับประคองตามอาการเท่านั้น เช่น ให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน ๆ กลั้วคอด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ สามารถรับประทานยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาแก้หวัด ได้ตามอาการ สำหรับเด็กเล็กควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์จ่ายยาและคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสมต่อน้ำหนักตัวลูกก่อน ถึงจะป้อนยาเหล่านี้ได้ และสำหรับเด็กบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ หากลูกรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อยโดยทั่วไปอาการ เป็นหวัดเจ็บคอ จากไวรัสจะหายเองภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ (เพราะยาปฏิชีวนะมีไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และสามารถก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาหากทานพร่ำเพรื่อได้) (อ่านต่อ 9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”)

วิธีการรักษาอาการเป็นหวัดเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรีย

แพทย์จะให้การรักษาประคับประคองตามอาการดังกล่าวร่วมไปกับการให้รับประทานยาปฏิชีวนะ และผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้ว่าหลังจากรับประทานยาปฏิชีวนะไป 2-3 วันแล้วอาการจะดีขึ้นก็ตาม เพราะหากไม่รับประทานยาให้ครบ นอกจากจะทำให้โรคกำเริบได้บ่อยแล้วยังอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเกิดเชื้อดื้อยาตามมาได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าวิธีการรักษาการเป็นหวัดเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียนั้นแตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรให้ลูกกินยาปฏิชีวนะทันทีที่ลูกเป็นหวัดเจ็บคอ เพราะหากเป็นเพราะเชื้อไวรัส ก็จะเป็นการให้ลูกทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ซึ่งพฤติกรรมนี้อาจนำไปสู่อาการดื้อยาในอนาคตได้ แต่!! เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นหวัดเจ็บคอจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย? เรามีวิธีการส่องดูคอลูกว่าลูกเจ็บคอเพราะเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย มาฝากกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีส่องดูคอลูกว่าเจ็บคอจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย?

พาลูกขึ้นดอย

หนาวนี้ พาลูกขึ้นดอย 5 ดอยดังเชียงใหม่ ฟินกับลมหนาว ชมทะเลหมอก มองวิว 360 องศา

ช่วงเวลาที่เข้าสู่ฤดูหนาวในประเทศไทย ดอยบนเชียงใหม่จัดเป็นจุดหมายที่ใคร ๆ ก็อยากพาครอบครัวไปสัมผัสความหนาว ชมทะเลหมอก ไปค่ะ พาลูกขึ้นดอย ไปสัมผัสความฟินบนดอยกัน

หนาวนี้ พาลูกขึ้นดอย 5 ดอยดังเชียงใหม่
ฟินกับลมหนาว ชมทะเลหมอก มองวิว 360 องศา

เชียงใหม่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตในภาคเหนือ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทั้งในเมืองไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวขับรถขึ้นดอยไปสัมผัสความเย็นของอากาศ ชมทะเลหมอกปกคลุมยอดดอยสวยงาม ไม่ต้องแพคกระเป๋าไปเมืองนอกเลย สำหรับครอบครัวสายลุย พาลูกขึ้นดอย ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกบนดอยที่สูงจากระดับน้ำทะเล สูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสกับความหนาว และชมวิวสูงแบบ 360 องศา ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม 5 ดอยดังในจังหวัดเชียงใหม่มาฝากกันค่า

1.ดอยม่อนแจ่ม

ดอยม่อนแจ่ม
ดอยม่อนแจ่ม

“ดอยม่อนแจ่ม” ขึ้นชื่อว่าเป็นดอยยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของเชียงใหม่ ตั้งอยู่อำเภอแม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ถึงชั่วโมง เมื่อขึ้นไปถึงบนดอยแล้วแจ่มสมชื่อเลยค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะมาฤดูไหนก็ได้สัมผัสกับอากาศเย็น ๆ ลมพัดให้หนาวฟิน มองออกไปจากดอยจะเห็นทัศนียภาพทิวเขาที่เรียงตัวอย่างสวยงาม เห็นหมอกลอยละล่อง มีแปลงดอกไม้เมืองหนาวสวย ๆ ให้ได้ชม ได้เห็นเด็กดอยใส่ชุดพื้นเมืองวิ่งเล่นไปมา ซึ่งเราก็ชวนเด็ก ๆ มาถ่ายรูปได้นะคะ แต่ก็อาจจะมีค่าขนมให้น้องไปถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังมีไร่สตรอเบอรี่และสตรอเบอรี่ที่ชาวบ้านนำมาขายในราคาที่ไม่แพงด้วย มีร้านกาแฟเก๋ ๆ ให้นั่งชิล ตามด้วยกิจกรรมที่เด็ก ๆ จะต้องชอบและอยากเล่นเป็นสิบ ๆ รอบ คือ รถเลื่อนไม้ม่อนแจ่มหรือที่เรียกว่าฟอร์มูล่าม้ง ที่เลื่อนลงมาจากที่สูง น้องคนไหนที่อยากจะเล่นท้าทายความกล้าต้องใช้มือบังคับทิศทางให้ดีเชียวล่ะ พาลูกขึ้นดอย เที่ยวม่อนแจ่มแบบไปเช้าเย็นกลับ รับรองว่าได้ถ่ายรูปสวยๆ เพลินๆ ครบอรรถรสทั้งครอบครัวเลยจ้า

2.ดอยสุเทพ-ดอยปุย

ดอยสุเทพ
ดอยสุเทพ

“ดอยสุเทพและดอยปุย” เป็นอีกดอยยอดฮิตของเชียงใหม่ค่ะ เป็นเส้นทางจากตัวเมืองที่สามารถขึ้นไปเที่ยวสองดอยได้แบบ One Day trip หรือจะนอนค้างเพื่อตื่นรอชมพระอาทิตย์ขึ้น สูดอากาศสดชื่นยามเช้าก็ได้ มีสถานที่บนดอยให้แวะเที่ยวเยอะมาก อาทิเช่น

ดอยสุเทพ – อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ผู้ปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยสุเทพและเป็นพระครูบาที่ชาวเมืองล้านนาให้ความเคารพนับถือ /น้ำตกห้วยแก้ว /ตำหนักภูพิงค์/ วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ที่ถือว่าเป็นศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่

ดอยปุย – หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง มีสวนดอกไม้เมืองเหนือที่บานสวยงามให้ได้ชม และมีสวนน้ำตกดอยปุยเล็ก เส้นทางขึ้นดอยปุยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงเต็มไปด้วยป่าสนและต้นพญาเสือโคร่งในช่วงปลายเดือนธันวาคมดอกพญาเสือโคร่งจะผลิดอกบานสะพรั่ง เป็นเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามมาก ๆ เลยค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ชอบดูนกให้เตรียมพกกล้องมาส่องกันได้เลย บนดอยมีนกหายากและสีสันสวยงามหลายร้อยชนิด สำหรับเส้นทางขึ้นดอยปุยจะแคบและชันพอสมควร ถ้ากังวลเรื่องเส้นทางขับรถสามารถเรียกรถแดงหรือหาผู้ชำนาญทางขับรถขึ้นมาเที่ยวกันดีกว่านะคะ

3.ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว
ดอยหลวงเชียงดาว

“ดอยหลวงเชียงดาว” เหมาะสำหรับครอบครัวสายแอดเวนเจอร์ สายลุย และรักธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง เป็นภูเขาหินปูนที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย มีระดับความสูงอยู่ที่ 2,225 ม.  ประกอบไปด้วยยอดเขาเล็กใหญ่มากมาย มีหมอกจาง ๆ ปกคลุม เส้นทางขึ้นดอยควรใช้รถและบริการไกด์ท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยจัดการในเรื่องต่าง ๆ ดอยเชียงดาวเต็มไปด้วยผืนป่าและแมกไม้นานาพันธุ์ โดยตลอดเส้นทางก็จะพบกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สวยงามและแปลกตาแตกต่างกันไป ไปยืนอยู่บนดอยก็จะมองเห็นวิว 360 องศา ที่สามารถชมความงามและมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตก จัดเป็นอีกหนึ่งดอยที่สวยงามมาก ๆ ในประเทศไทย แถมบนยอดดอยหลวงเชียงดาวจะมีอากาศหนาวเย็นมาก ๆ อีกด้วย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะพาลูกขึ้นไปต้องเตรียมตัวให้พร้อมเชียวล่ะ

4.ดอยอ่างข่าง

ดอยอ่างขาง
ดอยอ่างขาง

เส้นทางขึ้นบน “ดอยอ่างข่าง” ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกพญาเสือโคร่งชูช่อสีชมพูบานสะพรั่ง ส่วนด้านบนดอยไฮไลท์ชูโรงต้องเป็นความสวยงามของวิวไร่ชา ที่ปลูกแบบขั้นบันไดไล่ระดับ แล้วก็ยังมีไร่สตรอเบอรี่ ที่เด็ก ๆ จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มาเก็บสตรอเบอรี่ในยามเช้า และเข้าไปช่วยเก็บสตรอเบอรี่กับชาวบ้านได้ด้วยนะ เป็นประสบการณ์สุดวิเศษของเจ้าตัวเล็กเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมอีกมากมาย เช่น สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวงในรัชกาล 9 ภายในมีแปลงดอกไม้ประดับ แปลงปลูกผักและผลไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิดให้ได้ชม กิจกรรมปั่นจักรยาน เดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ รวมไปถึงการดูนกที่มีนกหลายสายพันธุ์ และสัมผัสแม่คะนิ้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมที่อากาศจะหนาวเย็นเป็นพิเศษจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง อีกทั้งในช่วงหน้าหนาวต้นชมพูพันธ์ทิพย์ หรือซากุระเมืองไทยก็จะบานเป็นสีชมพูสวยงามอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะมาช่วงฤดูไหนก็สัมผัสอากาศที่เย็นสบายได้เพราะที่นี้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ครอบครัวสายรักธรรมชาติไม่น่าพลาดพาลูกขึ้นดอยที่นี่อย่างแน่นอนค่า

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 ดอยดังเชียงใหม่และเคล็ดลับความพร้อมพาลูกเที่ยวดอย คลิกหน้า 2

เรียนร้องเพลงดียังไง

6 ข้อที่บอกว่าให้ลูก เรียนร้องเพลงดียังไง เพิ่มไอคิว ช่วยลูกฉลาด!

เส้นทางของสายดนตรี มีให้เลือกหลายทางมากค่ะ ความถนัดและความชอบของเด็ก ๆ แต่ละคนจะเปลี่ยนไปตามวัย สำหรับคนที่ไม่ชอบร้องเพลงก็อาจจะเลือกเครื่องดนตรีตามที่ถนัด ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องดนตรีที่เหมาะจะเริ่มต้นเรียนได้ตั้งแต่เล็ก อาทิเช่น เปียโน กีตาร์ กลอง ฯลฯ แต่สำหรับลูกบ้านไหนที่สนใจด้านการร้องเพลง ลูกบ้างบ้านเริ่มฉายแววเป็นนักร้อง ชอบร้องเพลงตามนักดนตรีที่ชอบ มาดูกันค่ะว่า ประโยชน์ของการ เรียนร้องเพลงดียังไง ?

6 ข้อที่บอกได้ว่าให้ลูก เรียนร้องเพลงดียังไง

เรียนร้องเพลงดียังไง

สำหรับพ่อแม่ที่สังเกตเห็นความถนัดของลูกด้านการร้องเพลงตั้งแต่ยังเล็ก สามารถสนับสนุนให้ลูกเรียนร้องเพลงได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองในส่วนของการได้ยินเริ่มพัฒนา หลักสูตรในโรงเรียนสอนดนตรีชั้นนำจะให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการฟังอย่างเหมาะสมกับวัย ซึ่งจะทำให้เด็กฟัง แยกเสียง และร้องเพลงได้ดี ซึ่งเมื่อเด็กได้ฟังก็จะเกิดความสนใจ มีสมาธิ มีส่วนช่วยให้เรียนวิชาอื่น ๆ หรือทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ดี อีกทั้งการเรียนดนตรีนั้นให้ผลโดยตรงต่อสมอง เสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาที่จะทำให้เด็กได้รู้จักคำศัพท์ การใช้ภาษา เกิดจินตนาการเป็นภาพตามเนื้อร้อง ช่วยเพิ่มทักษะไอคิวได้ ซึ่งมีผลมาจากการฝึกสมองผ่านการเรียนรู้โน้ตดนตรี แยกประสาท ถ้าลูกมีความชอบทางด้านนี้ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็สามารถปูพื้นฐานการร้องเพลงเพื่อต่อยอดไปสู่อนาคตได้เลย

เรียนร้องเพลงเรียนอะไรบ้าง ?

การเรียนร้องเพลงในแต่ละสถาบันมีหลักสูตรที่แตกต่างกัน ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ทั้งทักษะการร้อง เรียนทฤษฎีดนตรี อ่านโน้ต เขียนโน้ต ร้องโน้ต และทักษะอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการเรียนด้านนี้ก็เหมือนได้เรียนสายอาชีพที่เน้นเฉพาะทางตามความถนัดโดย และจำเป็นต้องมีวินัยการฝึกฝน เรียนอย่างสม่ำเสมอ มีการเรียนรู้เพื่อเข้ากับครูและเพื่อนร่วมห้อง เหล่านี้ก็จะทำให้เกิดประโยชน์และพัฒนาการที่ดีขึ้นในตัวเด็กตามมา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ลูกเรียนร้องเพลงได้ประโยชน์อย่างไร คลิกหน้า 2

ลูกเบื่ออาหาร

ไลซีน…ตัวช่วยเบอร์ 1 เมื่อ “ ลูกเบื่ออาหาร ”

เชื่อว่าคุณแม่ๆ มักต้องเจอช่วงเวลาที่ ลูกเบื่ออาหาร  กินข้าวน้อยลง  ทั้งบังคับ ทั้งหลอกล่อ ยังไงก็ไม่ได้ผล หากปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีกับสุขภาพลูกแน่ๆ วันนี้เรามีตัวช่วยเบอร์ 1 ที่ทำให้ลูกกลับมากินข้าวได้มากขึ้น   รวมทั้งสาเหตุและวิธีต่างๆ ในการรับมือลูกกินข้าวยากมาแชร์ให้ฟัง

ลูกเบื่ออาหาร เพราะอะไร?  

ในช่วงวัยของเด็กตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป หนึ่งที่ในปัญหาที่มักพบในเด็กวัยนี้คือ ภาวะเบื่ออาหาร เริ่มกินข้าวยาก หรืองอแงเวลากินข้าว ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกจะได้รับสาอาหารที่เพียงพอและมีการเจริญเติบโตที่เหมาะสมหรือไม่  ซึ่งอาการเบื่ออาหารอาจเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้ค่ะ

1. พัฒนาทางพฤติกรรมตามช่วงวั

อาการเบื่ออาหารบางประเภท ถือเป็นเรื่องของพฤติกรรมหรือเป็นลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยของเด็ก เด็กจะเริ่มแยกแยะรสชาติของอาหารได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่อายุประมาณ1ขวบขึ้นไป ฉะนั้นลูกจะเริ่มจดจำรสชาติอาหารที่ชอบหรือไม่ชอบ  จึงทำให้จากที่เคยรับประทานอาหารได้ง่าย ลูกอาจเริ่มเลือกกินแต่สิ่งที่เค้าชอบ  เช่น กินแต่ขนมที่มีรสชาติหวาน ไม่กินอาหารบางอย่าง เช่นเนื้อสัตว์ที่เหนียว หรือผักที่มีกลิ่นแรง และอาจปฎิเสธเมนูอาหารที่เมื่อก่อนเคยกิน

2. มีสิ่งเร้าหรือบรรยากาศที่ไม่ดีในมื้ออาหาร

ขณะรับประทานอาหาร หากมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจมากกว่า เช่น เปิดทีวีระหว่างกินข้าว  หรือให้เล่นมือถือไปด้วย ก็อาจทำให้ลูกกินข้าวได้น้อยลง เพราะมัวแต่สนใจดูทีวี เล่นมือถือ  หรือ บรรยากาศในการกินที่ไม่เอื้อให้เกิดความอยากอาหาร เช่น การตำหนิติเตียน หรือต้องมีการเช็ดปากเด็กอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวเลอะเทอะ โดยไม่ปล่อยให้เด็กมีโอกาสได้กินอาหารเอง ก็มีส่วนทำให้ความอยากอาหารก็จะลดน้อยลง

3. การกินของว่างก่อนมื้ออาหารหลัก

ระหว่างมื้ออาหาร คุณแม่มักกังวลว่าลูกจะหิว จึงให้ลูกดื่มนม หรือทานของว่าง เช่น น้ำผลไม้ ผลไม้ ขนมถุงไอศกรีม ซึ่งจริงๆแล้วเป็นตัวการในการตัดกำลังความหิว ความยากอาหารของลูกเลยค่ะ เพราะเมื่ออิ่มจากอาหารว่าง จึงทำให้ไม่รู้สึกหิวและไม่อยากกินในมื้ออาหารหลัก

อาการเบื่ออาหาร  เป็นปัญหาที่คุณแม่สามารถแก้ไขได้หากดูแลโภชนาการ, พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และสิ่งแวดล้อมให้ลูกอย่างเหมาะสมตามวัย แล้วเสริมด้วยสารอาหารเพิ่มเติม เช่นวิตามินสำหรับเด็กที่มีส่วนผสมของไลซีนและวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับภาวะเบื่ออาหารในเด็ก

ไลซีน ตัวช่วยเบอร์ 1 ที่ทำให้ลูกกินข้าวได้มากขึ้น

ไลซีน (Lysine) เป็นหนึ่งในกรดอะมิโนที่จำเป็น สำคัญต่อร่างกาย และต้องได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่เท่านั้น สำหรับ ไลซีน (Lysine) ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็กๆ อีกหลายอย่าง นั่นก็คือ

  1. ช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้น ด้วยกลไกที่ไลซีนมีผลช่วยให้ฮอร์โมนบางชนิดร่างกายมีความสมดุลที่ดีขึ้น ทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
  2. เพิ่มการเผาผลาญให้แก่ร่างกาย ไลซีนเป็นตัวนำกรดไขมันเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญ ทำให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และโปรตีนต่างๆ ภายในร่างกาย ส่งเสริมให้เด็กๆ เจริญเติบโตตามวัยได้อย่างเติมประสิทธิภาพ
  4. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดโอกาสการเจ็บป่วย
  5. ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เสริมสร้างความแข็งแรง และพัฒนาการของกระดูกได้ดีขึ้น

นอกจากเสริมไลซีนเพื่อช่วยให้ลูกเจริญอาหารแล้ว ไลซีนยังมีมีความจำเป็นและสำคัญต่อการทำงานและการเจริญเติบโตของลูกอีกด้วย  เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการที่ผสมไลซีนมีมาในรูปของวิตามินน้ำเชื่อม ปลอดภัย รับประทานง่าย  รวมทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปด้วยค่ะ  แต่อย่าลืมสังเกตุปริมาณไลซีนในผลิตภัณฑ์ด้วยว่ามีปริมาณสูงเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายลูกหรือไม่

ลูกเบื่ออาหาร

นอกจากอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องการเจริญอาหารให้กับลูกเบื่ออาหาร กินข้าวน้อย อยากให้ลูกกินข้าวเยอะขึ้น แนะนำว่า…

  1. สร้างวินัยในการกิน ควรจัดอาหารให้เด็กกินเป็นเวลา และไม่ควรให้ลูกกินข้าวพร้อมกับการดูโทรทัศน์หรือกิจกรรมอื่น เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าการกินอาหารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะต้องเป็นเวลา และไม่พุ่งความสนใจไปที่โทรทัศน์ รวทั้งสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้สนุก
  2. ไม่ควรให้เด็กกินขนมจุกจิกก่อนถึงมื้ออาหาร 1-2 ชั่วโมง รวมทั้งไม่ควรให้เด็กกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำให้เด็กเกิดนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้อง
  3. ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารใหม่ๆ และหลากหลาย ให้ลูกได้ลองรับระทานกันมากขึ้น เพื่อให้ลูกได้ทดลองรสชาติใหม่เพื่อป้องกันอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งได้รับสารอาหารที่หลากหลาย
  4. ให้ปริมาณอาหารแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรมีปริมาณอาหารที่เยอะเกินไปในจานข้าว ถ้าลูกไม่อิ่ม สามารถตักเพิ่มให้ภายหลัง

ครอบครัวไหนที่กำลังเจอกับปัญหา ลูกเบื่ออาหาร ลูกกินข้าวน้อยไม่ต้องกังวลไปค่ะ ลองทำตามคำแนะนำและ ให้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มี “ไลซีน” เพราะ นอกจากจะช่วยให้ลูกเจริญอาหารแล้วยังมีความสำคัญต่อร่างกายลูกมากๆ ค่ะ

 

อ้อม พิยดา

เผยสไตล์การเลี้ยงลูกของ อ้อม พิยดา เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ให้ทำในสิ่งที่ชอบ!

เผยอีกหนึ่งมุมของคุณแม่ดาราสาวสุดเก่ง อ้อม พิยดา กับแนวทางการเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ที่หรูก็อยู่ได้ หรือที่เป็นไม้ๆ ก็อยู่ดี ทำในสิ่งที่ชอบและมีความสุขกับทุกวัน

เผยสไตล์การเลี้ยงลูกของ อ้อม พิยดา
เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ให้ทำในสิ่งที่ชอบ!

เรียกได้ว่าดาราสาวสวยคนนี้ ต้องยกให้เป็นซุปเปอร์มัมเลยก็ว่าได้สำหรับคุณ อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ที่มีหน้าที่เป็นทั้งนักแสดง พิธีกร และผู้จัดละคร แต่ก็ยังทำหน้าที่คุณแม่ซึ่งเลี้ยงลูกสาวสุดที่รัก “น้องนาวา” ได้อย่างยอดเยี่ยม

ทั้งนี้การเลี้ยงลูกของดาราหรือคนทั่วไปมักจะแตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งสำหรับบ้านของ คุณอ้อม พิยดา จะเป็นอย่างไร ทีมแม่ ABK ได้แอบสัมภาษณ์ล้วงเคล็ดลับประสบการณ์การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กน่ารักแบบ น้องนาวา มาฝากค่ะ … เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางและให้คุณพ่อคุณแม่คนธรรมดาทั่วไปได้เรียนรู้ถึงการเลี้ยงลูกของดาราครอบครัวคนดัง ที่ในปัจจุบันค่อนข้างเป็นที่สนใจจากสังคม ไปดูกันค่ะว่าคุณแม่ อ้อม พิยดา ของ น้องนาวา จะมีเเนวคิดการเลี้ยงลูกอย่างไร

 

“น้องนาวา” ตอนนี้ 7 ขวบแล้ว ดูเป็นเด็กสดใสร่าเริง ชอบเต้น? คาแรกเตอร์เหมือนใคร!

ไม่รู้ว่าได้เหมือนใคร (หัวเราะ 555) เพราะพ่อก็ไม่ได้ชอบเต้นแน่ๆ ส่วนอ้อมเองก็เป็นอย่างที่ใครๆ เห็นกัน … ซึ่งน้องเค้าก็สดใสร่าเริงตามวัย แต่ชอบเต้นเพราะเค้าชอบของเค้าเอง ด้วยสังคมสมัยนี้พอได้ดูได้เห็นก็ชอบก็เลยเต้น

 

“น้องนาวา” กลัวใครมากกว่า ระหว่างพ่อกับแม่

กลัวแม่มากกว่าอยู่แล้ว บางครั้งถ้าพ่อดุเค้าก็กลัว แต่ปกติพ่อไม่ค่อยดุ อ้อมจะเป็นคนดุมากกว่า

 

โมเม้นต์ที่ประทับใจที่สุดของครอบครัว

มีทุกวัน โดยเราก็จะทำทุกวันให้เป็นปกติและมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว เวลาคิดถึงก็ส่งรูปให้กัน ไปทำงานกลับมาก็ได้อยู่ด้วยกันก็มีความสุขแล้ว โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน ก็จะมีคุยกัน หัวเราะ แล้วก็มีอ่านหนังสือ และหลับไปพร้อมกัน ก็มีความสุขแล้ว

อ้อม พิยดา

เรื่องตลกของ “น้องนาวา”

เค้าจะชอบทำหน้าทำตาทะเล้นและกวนอ้อมทุกวัน เช่นบางทีที่อ้อมดุอะไรเค้ามากๆ เช่น “นาวาแบบนี้มันไม่ได้เลยนะคะลูก” เค้าก็จะบอกว่า “ได้ครับ ได้ครับพี่อ้อมครับ” คือจะมีสกิลการเอาตัวรอดสูง โดยการพูดเล่นตลก

 

อยากให้ “น้องนาวา” เข้าวงการไหม

ถ้าเลือกได้ คือ ไม่อยากให้น้องเข้าวงการ เพราะเราอยู่ในวงการเรารู้ว่ามันเป็นยังไง เหนื่อยแค่ไหน และสมัยนี้ก็ยากที่จะเข้า และเค้าไม่ใช่เด็กที่จะแสดงอะไรได้แบบนั้น หรืออาจจะชอบอยากทำเบื้องหลัง ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ เพราะเค้าเพิ่ง 7 ขวบ แต่ก็ชอบเต้น ชอบร้อง ซึ่งตอนนี้เค้าก็บอกว่าเค้าอยากเป็นหมอ แต่จะเป็นหมอที่รักษาเฉพาะในครอบครัวเรา แล้วก็คนแก่ และคนที่ไม่มีค่ารักษา เพราะค่ารักษาพยาบาลมันแพง มีตั้งปณิธานเอาไว้อย่างดี อ้อมก็บอกว่าโอเค แล้วถามต่อว่า แล้วลูกจะเอาเงินที่ไหนมากินข้าวซื้อของใช้ เค้าก็บอกว่า เราก็ใช้อย่างประหยัดสิแม่ แล้วนาวาก็จะไปเป็นนักร้อง คือจะเอาเงินจากนักร้องมาเลี้ยงตัวเอง แล้วก็เป็นหมอรักษาฟรี แต่ก่อนหน้านี้ก็บอกอยากเป็นนักท่องเที่ยว เพราะไม่อยากทำงาน อยากเที่ยวอย่างเดียว แล้วก็บอกว่าหาเงินจากการถ่ายไงแม่ ถ่ายยูทูป อ้อมก็บอกว่ามันไม่ใช่ที่เราจะได้สินค้าทุกอย่างแล้วมันจะซับพอร์ตยูทูปนาวาได้ทั้งหมดนะ ก็จะคอยบอกสอนเค้าด้วย เพราะเดี๋ยวจนกว่าจะโต ก็จะเปลี่ยนไปเป็นล้านๆอย่าง

อ้อม พิยดา

“เลี้ยงลูกให้ดีที่สุด” ในแบบ “ อ้อม พิยดา ” เป็นแบบไหน

ก็คือ เลี้ยงในแบบที่ตัวเองว่าดี โดยอ้อมจะคุยกับพี่อาร์ท เลี้ยงแบบธรรมชาติ ให้เค้ารู้จักธรรมชาติ ธรรมชาติในที่นี้ก็คือความเป็นอยู่แบบธรรมชาติด้วยนะ ให้รู้จักถึงสภาพแวดล้อม อยู่อย่างธรรมะ แบบธรรมดา เป็นปกติที่สุด

คือให้รู้จักหมดทุกอย่างว่า การเป็นอยู่แบบปกติเป็นยังไง เพราะมีแม่เป็นดาราแบบนี้ก็จะไม่ปกติอยู่แล้ว อ้อมจึงพยายามทำให้เค้าเป็นปกติที่สุด เพื่อที่เค้าจะได้อยู่อย่างมีความสุขในทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ ทุกสภาพแวดล้อม

เช่นสมมุติว่าที่เคยพาไปดำน้ำ ไปเรือเราก็อยู่แบบบ้านๆ ก็อยู่ได้ แล้วพอไปเรือไปอยู่ที่ที่มีความสะดวกสบายที่สุด เค้าก็จะบอกว่า โอโห้แม่ทำไมที่นี้มันดูดีจังเลย เจ๋งจังเลย ต้องแพงมากเลย เราก็จะสอนเสมอว่า นาวา เราต้องอยู่ได้ทุกที่ เค้าก็จะพูดขึ้นมาว่า “นาวารู้นาวาก็อยู่แบบไม้ๆได้” ไปนอนที่พักที่เป็นไม้ๆ ลุยๆ ได้ “แต่อยู่ที่นี่เราก็เอ็นจอยสิแม่” ซึ่งเค้าก็เอ็นจอยกับทุกที่ ก็ถือว่าวันที่ได้ยินเค้าพูดแบบนี้ ก็เรียกว่าได้ผลในสิ่งที่เราอยากปลูกฝังให้เค้า คือไม่หรูก็ได้หรือหรูก็อยู่ได้ อยู่ได้หมดทุกที่ กินได้หมดทุกอย่าง คือทำยังไงก็ได้คือเราตั้งใจให้ลูกอยู่อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นความสุขก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องรวยมาก หรือความสุขคือการที่เราต้องอยู่แบบธรรมชาติที่สุด ซึ่งมันก็แล้วแต่คน แต่บ้านเราจะเดินทางสายกลางได้หมดทุกรูปแบบ

 

“ประสบการณ์การเลี้ยงลูก” ที่คุณอ้อม พิยดา บอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก!

ไม่ค่อยมีนะ แต่พอทำแล้วก็จะไปขอโทษเค้า เช่นพอสมมุติว่าเราตี ฟาดลูกไป ก็คือจะบอกก่อนแล้วว่าถึงเวลาถ้าทำผิดเกิน 4 ครั้งก็จะตี ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะตีอยู่ดี เพราะเราตกลงกันแล้ว และอ้อมเป็นคนที่แบบเลี้ยงแล้วตี แต่ไม่ได้ตีเลอะเทอะ โดยใช้ไม้บรรทัดตีมือ ซึ่งก็จะมีเหตุผล และเดี๋ยวนี้พอเค้าเริ่มโตก็จะมีอาการกระฟัดกระเฟียด อ้อมก็จะเริ่มอารัมภบทบอกเหตุผลว่าที่แม่ต้องทำแบบนี้เพราะอะไร และจะเลือกเอายังไง เค้าก็จะร้องไห้เมื่อโดนตี แต่ก็จะรู้ตัวว่าตัวเองโดนตีเพราะขี้เกียจ แล้วอ้อมก็จะพูดเล่าให้ฟังว่า ที่แม่ตีไปนะนาวาคิดดูแม่ต้องตีเนื้อตัวเอง ตีคนที่ออกมาจากแม่ แม่ต้องเสียใจขนาดไหน และที่แม่ต้องทำก็เพราะว่าถ้าลูกไม่ขยันก็จะเป็นแบบนี้แบบนั้น

อ้อม พิยดา

วางแผนอนาคตของน้องไว้อย่างไร?

ก็ยังให้น้องเรียนที่โรงเรียนมาแตร์ไปก่อน ค่อยๆ เรียนไปเรื่อยๆ ที่ละสเต็ป เรียนในสิ่งที่ชอบ อาจจะย้ายหรือไม่ย้ายก็ค่อยมาดูกัน ก็ให้เค้ามีความสุขกับทุกวัน เรียนก็เรียน ไปเที่ยวก็ไปใช้ชีวิตแบบเด็กให้แฮปปี้ และเน้นทำให้จบมากกว่าทำให้เสร็จในทุกๆอย่างที่เริ่ม ไม่ใช่อยากเรียน เรียนๆ แล้วก็เลิก ต้องเอาให้แน่นอน ซึ่งถ้าจะทำก็จะสนับสนุน แต่ต้องทำอย่างตั้งใจ ไปให้สุด คือทำอะไรเริ่มไว้ก็ต้องทำให้เสร็จ อย่าทิ้งกลางคัน ก็เป็นสิ่งที่พยายามสอน

 

เรียกได้ว่าเป็นสไตล์การเลี้ยงแบบธรรมชาติจริงๆ เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้น้องนาวาอยู่ได้กับทุกๆสภาพแวดล้อม ทุกๆสถานที่ พร้อมบุกน้ำลุยไฟไปกับคุณแม่และคุณพ่อ หรือการให้ลูกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งก็ต้องทำให้จบสำเร็จด้วยในทุกๆเรื่องนั่นก็เพื่ออนาคตที่ดีของน้องนาวาเอง ซึ่งคุณแม่อ้อม พิยดา ก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ … หากคุณพาอคุณแม่บ้านไหนสนใจสไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็สามารถลองนำไปประยุกต์ใช้ดู อาจเป็นประโยชน์สำหรับลูกน้อยที่บ้านมากขึ้นก็ได้นะคะ

ชมคลิปแม่อ้อม พิยดา กับน้องนาวา หาของขวัญวันพ่อ เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร!!

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :


ขอบคุณภาพจาก IG : @aomphiyada

ท้องร่วง

ระบาดหนัก!! หนาวนี้พบป่วย “ท้องร่วง” เก้าแสนกว่าคนแล้ว

ท้องร่วง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะโรคท้องร่วงที่เกิดจาก โรต้าไวรัส และ โนโรไวรัส ที่เจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว เด็กเล็กอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ระบาดหนัก!! หนาวนี้พบป่วย “ท้องร่วง” เก้าแสนกว่าคนแล้ว

นายแพทย์สุวรรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เผยแพร่พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพ วันที่ 17-23 พ.ย.2562 โดยกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะเชื้อโรต้าไวรัส ซึ่งพบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ท้องร่วง ชนิดรุนแรงได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้รายงานสถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในประเทศไทย ดังนี้

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 พ.ย. 2562 พบผู้ป่วย 942,095 คน เสียชีวิตแล้ว 7 คน โดยมีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ และกลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุด คือ อายุมากกว่า 65 ปี (13.69%) รองลงมา คือ 15-24 ปี (11.98%) และ 25-34 ปี (11.46%) ตามลำดับ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเป็นกลุ่มก้อนจำนวน 4 เหตุการณ์ สาเหตุล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อโรต้าไวรัส

กรมควบคุมโรค คาดว่า จำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรต้าไวรัส เนื่องจากเชื้อไวรัสดังกล่าวจะเจริญเติบโตและทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ดีในช่วงฤดูหนาว ทำให้ประชาชนมีโอกาสได้รับเชื้อจากการกินอาหารและน้ำ หรือสัมผัสกับของเล่น หรือเครื่องใช้ที่มีไวรัสปนเปื้อนสูงขึ้น

โรคท้องร่วงในเด็ก
โรคท้องร่วงในเด็ก

ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนเลือกรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และมีการปรุงหรือผลิตที่ได้มาตรฐาน ก่อนกินอาหารควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งและในกรณีที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ควรระมัดระวังเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้เป็นกรณีพิเศษ ไม่ควรใช้ภาชนะ หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น

หากผู้ใดมีอาการถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ หรือสารละลายเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปทันที หากอาการยังไม่ดีขึ้น รู้สึกอ่อนเพลีย อาเจียนรุนแรง หรือมีอาการขาดน้ำ ควรรีบไปพบแพทย์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงได้

ขอบคุณข่าวจาก : https://news.thaipbs.or.th/dcontent/286184

กลุ่มเด็กเล็ก เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดต่อโรคท้องร่วงนี้ เพราะมักจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ และยิ่งหากมีอาการ ท้องร่วง ที่เกิดจากไวรัสโรต้าหรือโนโรไวรัสแล้ว จะทำให้เด็กอาเจียน ท้องร่วง ได้รุนแแรงกว่าผู้ใหญ่ทั่วไป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ท้องร่วง..ในเด็ก มีอาการอย่างไร? เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์?

เชื้อดื้อยา

9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”

ในแต่ละปี กว่า 1 ล้านคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากการติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจาก “เชื้อดื้อยา” ซึ่งเชื้อนี้เกิดจากพฤติกรรมผิด ๆ ในการกินยา ซึ่งปัญหานี้ หากไม่แก้ที่พฤติกรรมการกินยา ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายจากแบคทีเรียดื้อยาได้

9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”

เชื้อดื้อยา คืออะไร?

เชื้อดื้อยา คือ ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ทำให้การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแพงขึ้น หรือผู้ป่วยอาจเสี่ยงเสียชีวิตมากขึ้น ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจาก เชื้อดื้อยา ประมาณ 700,000 คน/ปี หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง คาดว่าในปี ค.ศ.2050 การเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน เชื้อดื้อยาจึงเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วทุกมุมโลก เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพประชากรโลก และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพราะเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย

เชื้อดื้อยาอาจเกิดจากแบคทีเรียเปลี่ยนแปลงยีนจนดื้อยาหรือได้รับยีนดื้อยาจากแบคทีเรียตัวอื่น ๆ ซึ่งทำให้โรคติดเชื้อเรื้อรังบางชนิด เช่น ปอดบวม หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รักษาได้ยากขึ้นหรือทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด การผ่าตัด หรือการฟอกไต ที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

แบคทีเรียดื้อยา
แบคทีเรียดื้อยา

เชื้อดื้อยาเกิดจากอะไร?

เชื้อดื้อยาเกิดจากพฤติกรรมการกินยาปฏิชีวนะที่ผิดวิธีและไม่จำเป็น รวมถึงความเชื่อผิด ๆ ของคนไทยในการกินยาเมื่อไม่สบายนั่นเอง และต่อไปนี้ คือพฤติกรรมเสี่ยงในการกินยาปฏิชีวนะที่อาจส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา

  1. กินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ความจริงแล้วเราไม่ควรกินยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อาจทำให้เชื้อโรคมีการปรับตัวและพัฒนาตัวเองให้ต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา ทำให้การรักษาไม่เป็นผล
  2. กินยาปฏิชีวนะไม่ถูกเชื้อ ทุกครั้งที่ไม่สบาย เราควรรู้ว่าตัวเองเป็นโรคที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือไวรัส เพราะการใช้ยาไม่ถูกกับเชื้อ เช่น การกินยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคไข้หวัดเจ็บคอซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นเชื้อดื้อยาได้
  3. แบ่งกันกินยาปฏิชีวนะ แม้ว่าจะป่วยใกล้ ๆ กัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนป่วยจากเชื้อเดียวกัน ดังนั้นการแบ่งยาปฏิชีวนะให้อีกคนกิน อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะอาจจะทำให้กินยาไม่ถูกกับเชื้อ และกินยาไม่ครบตามปริมาณที่เหมาะสมได้
  4. กินยาปฏิชีวนะไม่ครบ การกินยาไม่ครบตามปริมาณ ตามจำนวนครั้ง และตามจำนวนวันที่แพทย์หรือเภสัชกรบอก หรือการหยุดยาก่อนกินครบ เพราะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว รวมถึงการนำยาที่เหลือจากการกินคราวก่อน มากินต่อ  ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อโรคมีการพัฒนากลายเป็นเชื้อดื้อยาได้ เพราะกลไกการทำงานของยามีผลต่อเชื้อโดยตรง ไม่ได้มีผลต่อคน ดังนั้นต้องกินยาจนหมดตามที่กำหนด เพราะเชื้อยังถูกกำจัดจากร่างกายไม่หมด จึงเป็นเหตุให้กลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาได้
  5. ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง การซื้อยากินยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่ปรึกษาหมอหรือเภสัชกร เสี่ยงต่อการได้ยาที่ไม่ถูกต้องตามสาเหตุของโรค ซึ่งอาจทำให้เป็นเชื้อดื้อยาได้ เช่น เป็นไข้หวัดเจ็บคอ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากไวรัส พักผ่อนก็หาย แต่กลับไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน มีความเสี่ยงทำให้เชื้อโรคพัฒนาเป็นเชื้อดื้อยาได้เช่นกัน
  6. เคยอมยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะต้านเชื้อโรค ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา เพราะเป็นการใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมแล้วยังเป็นการใช้ยาเกินจำเป็นด้วย
  7. เปลี่ยนไปใช้ยาต้านแบคทีเรียที่แรงกว่าเดิม เพราะเห็นว่ากินแล้วไม่หาย การรักษาต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะดีขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนยาที่แรงขึ้นอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  8. เอายาต้านแบคทีเรียมาโรยแผล นอกจากจะเป็นการรักษาที่ผิดวิธีแล้วยังส่งผลให้แผลติดเชื้อและเชื้อในแผลพัฒนาตัวเองไปสู่การดื้อยาได้
  9. ใช้ยาต้านแบคทีเรียผสมในอาหารสัตว์ เป็นการใช้ยาที่ผิดและไม่ได้ผล ทำให้เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปอาจจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ป่วยจากเชื้อดื้อยาก็เป็นได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”

น้ำยาซักผ้าเด็ก

ซักผ้าลูกแรกเกิด ให้สะอาดแบบไม่เปลืองแรง ต้องเลือก น้ำยาซักผ้าเด็ก ยังไงดี

การซักทำความสะอาดเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม รวมถึงผ้าอ้อมของลูกน้อยแรกเกิดแตกต่างจาการซักผ้าทั่วไป เพราะผิวของลูกน้อยยังบอบบางและระคายเคืองง่าย คุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ การเลือกใช้ น้ำยาซักผ้าเด็ก ที่คุณภาพดีและเหมาะกับลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด จึงเป็นตัวช่วยให้การซักผ้ากองโตกลายเป็นเรื่องเล็ก

เสื้อผ้าของลูกวัยเบบี๋ที่ดูเหมือนไม่สกปรกเท่าไรนัก ความจริงแล้วมีทั้งน้ำนม และรอยเปื้อนฉี่อึที่เป็นคราบเปื้อนฝังแน่น ซักออกได้ยาก ทำให้ผ้าอ้อมเหม็นคาว เสื้อผ้ามีรอยเปรอะๆไม่น่ามอง ขณะเดียวกันคุณแม่ก็ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบทั่วไปเหมือนของผู้ใหญ่ เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีรุนแรง ซึ่งทำให้ผิวบอบบางของลูกน้อยระคายเคือง และเป็นผื่นแพ้ได้ง่าย การซักผ้าจึงเป็นงานหิน ออกแรงและใช้เวลาไม่น้อย

มีแม่หลายคนสงสัยว่าซักผ้าด้วยมือ หรือซักด้วยเครื่อง เสื้อผ้าสะอาดกว่ากัน จริงๆแล้วว่าจะใช้วิธีไหนผ้าก็สะอาดได้ หากคุณแม่รู้เทคนิคการจำกัดคราบสกปรก และเลือกใช้ น้ำยาซักผ้าเด็ก ประสิทธิภาพดี เพื่อช่วยให้งานซักทุกวันของคุณแม่ง่ายขึ้น

น้ำยาซักผ้าเด็ก

วิธีซักผ้าเสื้อผ้าลูกน้อยให้สะอาดเหมือนใหม่

  1. แยกผ้าอ้อมเปื้อนๆออกจากเสื้อผ้าชิ้นอื่น นำไปแช่น้ำเพื่อให้เศษสิ่งสกปรกออกไปก่อนซัก
  2. ควรซักด้วยน้ำร้อนก่อน 1 รอบเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดบนเนื้อผ้าหลุดออกไปก่อน ถ้าซักด้วยเครื่องให้เลือกโหมดซักแบบถนอมผ้า และตั้งอุณหภูมิน้ำร้อนเหมือนการซักมือ (สังเกตป้ายก่อนว่าซักด้วยเครื่องได้หรือไม่)
  3. ใช้น้ำยาซักผ้าเด็กและทารกแรกเกิดโดยเฉพาะ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้ส่วนผสมที่ปราศจากสารเคมี จึงไม่ตกค้างบนเสื้อผ้า ให้เป็นอันตรายต่อผิวลูก
  4. ไม่ควรขยี้แรงเกินไป เพราะเสื้อผ้าทำจากเนื้อสำลีที่ขาดได้ง่าย หากซักด้วยเครื่องควรใส่ถุงซักผ้าก่อน เพื่อถนอมเนื้อผ้าให้ใช้ได้นานๆ
  5. หากลูกมีผิวแพ้ง่าย หากซักมือควรล้างน้ำเปล่าอย่างน้อย 3-4 ครั้ง แล้วนำไปตากแดดจัดเพื่อให้ผ้าแห้งสนิทและฆ่าเชื้อโรค

นอกจากขั้นตอนการซักผ้าที่ถูกต้องจะช่วยให้เสื้อผ้าทุกตัวของลูกน้อยสะอาด ไร้สิ่งสกปรกแล้ว การเลือกใช้น้ำยาซักผ้าเด็ก คุณภาพดีและเหมาะกับลูกน้อยยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้คุณแม่ทำภารกิจยุ่งๆนี้ได้เร็วทันเวลาลูกตื่นนอน หรือมีเวลามากพอจะดูแลเรื่องอื่นๆในบ้านด้วย

คุณแม่ส่วนใหญ่ชอบให้เสื้อผ้าที่ซักแล้วมีกลิ่นหอมติดทนนาน ทำให้ลูกน้อยตัวหอม น่ากอดตลอดทั้งวัน แต่คุณแม่เคยทราบไหมคะว่า กลิ่นหอมจากน้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นตัวการทำร้ายสุขภาพลูกโดยไม่รู้ตัว เด็กหลายคนมีอาการกระแอม ไอจามตลอดวัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคภูมิแพ้ แต่เมื่อค้นหาสาเหตุจริงๆ แล้วพบว่ามาจากกลิ่นน้ำหอมที่ฉุนเกินไปจากผลิตภัณฑ์ซักผ้านั่นเอง

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ น้ำยาซักผ้าเด็ก สำหรับลูกเบบี๋ คุณแม่ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดีว่าทำจากสารธรรมชาติ ซึ่งจะตกค้างในเสื้อผ้าและก่อให้เกิดอาการแพ้หรือไม่ มีกลิ่นหอมฉุนเกินไปหรือเปล่า มีคุณสมบัติในการซักคราบสกปรกต่างๆได้ดีเพียงใด แล้วจึงพิจารณาถึงเรื่องราคาและปริมาณที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละครอบครัว

น้ำยาซักผ้าเด็ก

น้ำยาซักผ้าเด็ก

Amarin Baby & Kids Awards 2019 ยกให้ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก KODOMO สูตรสำหรับเด็กแรกเกิด เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Baby Laundry Detergent

น้ำยาซักผ้าเด็ก KODOMO สูตรนี้คิดค้นมาเพื่อคุณแม่ที่มีลูกวัยแรกเกิดโดยเฉพาะ สามารถใช้กับเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอนต่างๆของลูกน้อยทั้งหมดได้โดยไม่เกิดการระคายเคือง เพราะผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น ใช้สารทำความสะอาดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไร้สารซักฟอกรุนแรง จึงไม่ต้องกลัวเรื่องสารตกค้าง

นอกจากนี้ยังมีค่าความเป็นกรดด่างเป็นกลาง น้ำยาไร้สี ข้นหนืดพอเหมาะจะเข้าไปซอกซอนทำความสะอาดเสื้อผ้าทุกจุดอย่างอ่อนโยน และไม่ทำลายผิวบอบบางของลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดอย่างแน่นอน แต่น้ำยาซักผ้า KODOMO ไม่ได้ดีแค่ประสิทธิภาพเท่านั้น ยังมีกลิ่นอ่อน ๆ ที่เหมาะกับเด็กอ่อน ไม่ฉุนเกินไปซึ่งเป็นอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูกอันแสนบอบบาง จึงหมดห่วงเรื่องที่จะเป็นต้นเหตุของอาการแพ้ในระบบทางเดินหายใจ

ผลิตภัณฑ์มีให้เลือกทั้งชนิดแกลลอนขนาดใหญ่ 3,000 ml เรียกว่าซื้อครั้งเดียวใช้ยาวเป็นปี หรือบ้านไหนสะดวกซื้อบ่อย ก็มีชนิดถุงขนาด 600 ml ให้เลือกใช้ ประหยัดพื้นที่จัดเก็บแถมช่วยลดปริมาณขยะไปด้วยในตัว ที่สำคัญยังมีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับคุณแม่ตลอดทั้งปีด้วย

ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก KODOMO สูตรสำหรับเด็กแรกเกิด  ได้รับ รางวัล Editor’s Choice Best Baby Laundry Detergent จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2019” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่นต่างจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ KODOMO ได้ที่ www.kodomoclub.com และแฟนเพจ www.facebook.com/KodomoClub/ 

 

อ่านบทความ Amarin Baby & Kids Awards 2019 

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

เคล็ด (ไม่) ลับวิธีเลือก แชมพูเด็ก ให้ลูกเบบี๋

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หลักสูตรอนุบาล

ทำความรู้จัก 7 หลักสูตรอนุบาล เลือกยังไงให้เหมาะกับลูก

ทีมแม่ ABK เชื่อว่าก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจให้ลูกรักเข้าโรงเรียนคงต้องทำการบ้านกันหนักไม่ใช่น้อย นอกจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างในการเลือกโรงเรียนแรกให้ลูกแล้ว หลักสูตรอนุบาล ที่โรงเรียนจัดการเรียนการสอนก็เป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเช่นกันนะคะ

มีคำถามมากมายว่าควรส่งลูกเรียนโรงเรียนแบบไหนดี เพราะสมัยนี้มีโรงเรียนมากมายเต็มไปหมด จะเลือกโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านหรือเอกชนไกลหน่อย แต่ละโรงเรียนก็แยกแยะหลักสูตรการสอนออกมากมาย ต่างก็มีจุดเด่นและค่าใช้จ่ายที่ต่างกันออกไป ซึ่งก็เป็นไปได้ยากมากที่จะเลือกโรงเรียนอนุบาลในฝันที่ดีสำหรับลูกถูกใจพ่อแม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาก่อนลูกเข้าโรงเรียนเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาข้อมูลและทำความรู้จักกับโรงเรียนอนุบาลแต่ละประเภทกันค่ะ

เลือกโรงเรียนแรกให้ลูกรัก ทำความรู้จัก หลักสูตรอนุบาล ในยุคนี้ที่พ่อแม่ต้องรู้!

โรงเรียนรัฐบาล
โรงเรียนรัฐบาล

1. โรงเรียนรัฐบาล

โรงเรียนรัฐบาลนั้นจัดเป็นตัวเลือกที่สบายใจต่อกระเป๋าเงินคุณพ่อคุณแม่ได้ เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับโรงเรียนอนุบาลอื่น ๆ โรงเรียนรัฐบาล มีหลักสูตรการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยเน้นที่เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียน นำการสอนแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้เรียน เน้นให้นักเรียนดูแลและพึ่งพาตนเอง และอ่านเขียนได้เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยประถมศึกษา มีความชัดเจนในเรื่องของจำนวนนักเรียนต่อห้อง และมีการจัดการเรียนรวมให้กับเด็กพิเศษได้สามารถมาเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติ โรงเรียนรัฐบาลจึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้ามีโรงเรียนรัฐเปิดใกล้บ้านก็จะสะดวกต่อการเดินทางและสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลงได้ดีทีเดียวเชียว

โรงเรียนเอกชน
โรงเรียนเอกชน

2. โรงเรียนเอกชน

โรงเรียนอนุบาลเอกชน จะสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะมีสภาพแวดล้อม อุปกรณ์การเรียนการสอนหรือสื่อที่ใช้แตกต่างจากโรงเรียนรัฐบาล บางโรงเรียนได้มีการนำรูปแบบการสอน English Program (EP) เข้ามาในหลักสูตรเพื่อให้ผู้ปกครองที่ต้องการสนับสนุนลูกได้ภาษาเลือกให้ลูกเรียน โรงเรียนอนุบาลเอกชนในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงเป็นตัวเลือกที่ยอมรับและได้รับความนิยมจากคุณพ่อคุณแม่เนื่องจากการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน การดูแลเด็กอย่างทั่วถึง คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าถึงครูและคุยสอบถามเกี่ยวกับตัวลูกได้ง่าย รวมถึงค่าเทอมที่นับว่ายังพอรับได้กับค่าใช้จ่าย

โรงเรียนสองภาษา Bilingual / English Program (EP)
โรงเรียนสองภาษา Bilingual / English Program (EP)

3. โรงเรียนสองภาษา Bilingual / English Program (EP)

เป็นโรงเรียนเอกชนที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนต่อยอดมาจากการสอนแบบปกติยังอิงอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ แต่เน้นการเรียนการสอนในบางวิชาเป็นภาษาอังกฤษแทน โดยแต่ละโรงเรียนก็มีสัดส่วนการสอนเป็นภาษาอังกฤษแตกต่างกันไปตามจำนวนขั้นต่ำที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ เช่น ระดับอนุบาลสอนภาษาอังกฤษได้ไม่เกิน 50% ของการเรียนการสอนทั้งหมด สำหรับโรงเรียนเอกชนที่เปิดห้องจัดหลักสูตร English Program โดยเฉพาะก็อาจนับรวมเป็นโรงเรียนสองภาษาได้ หรือบางโรงเรียนจะสอนภาษาไทยกับภาษาต่างประเทศอีก 1 ภาษา ซึ่งอาจเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน บางแห่งมีการสอนถึง 3 ภาษา ทั้งไทย-อังกฤษ-จีน โรงเรียนประเภทนี้เป็นทางเลือกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการมุ่งเน้นพัฒนาทักษะทางภาษาให้ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ ถือเป็นโรงเรียนที่กำลังได้รับความสนใจของพ่อแม่ยุคนี้ไม่น้อยที่อยากให้ลูกได้ภาษาเพิ่มเติมติดตัวไปในอนาคตค่ะ

โรงเรียนนานาชาติ
โรงเรียนนานาชาติ

4. โรงเรียนนานาชาติ

เป็นโรงเรียนที่อ้างอิงหลักสูตรจากต่างประเทศ เช่น อเมริกัน อังกฤษ หรือออสเตรเลีย มีการเรียนการสอนเหมือนประเทศเจ้าของหลักสูตร ที่ปรับรายละเอียดเนื้อหารายวิชาใหม่ หรือหลักสูตรที่จัดทำขึ้นเอง โดยไม่อิงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อในการเรียนการสอนให้กับนักเรียน แต่ให้มีวิชาภาษาไทยมาเป็นวิชาบังคับ ครูส่วนใหญ่ในโรงเรียนจะเป็นครูต่างชาติที่ได้รับคุณวุฒิอาจารย์และมีประสบการณ์สอน มีการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากระบบหลักสูตรไทย และนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนมาจากหลากหลายเชื้อชาติ จุดแข็งของการให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนประเภทนี้คือลูกได้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับทุกคนภายในโรงเรียนและได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมในระดับสากล ถึงแม้ใช้จ่ายในโรงเรียนนานาชาติค่อนข้างสูง แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีเป้าหมายให้ลูกได้เรียนภาษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศในอนาคต โรงเรียนนานาชาติก็ถือว่าเป็นตัวเลือกตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด

บทความแนะนำ ค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติ ปีการศึกษา 2562 – 2563

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรงเรียนอนุบาล 7 ประเภทที่พ่อแม่ยุคนี้ต้องรู้! คลิกหน้า 2

แชมพูเด็ก

เคล็ด (ไม่) ลับวิธีเลือก แชมพูเด็ก ให้ลูกเบบี๋

การสระผมเป็นอีกหนึ่งกิจวัตรสำคัญในการดูแลความสะอาดให้ลูกน้อย คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจกับสระผมให้ลูกวัยแบเบาะ เพราะกลัวว่าฟองจะเข้าตาบ้าง กลัวลูกเจ็บบ้าง แถมยังไม่รู้ว่าจะเลือก แชมพูเด็ก แบบไหนดี

ลูกน้อยแรกเกิดต้องสระผมเหมือนกับผู้ใหญ่ แม้ดูภายนอกผมของลูกไม่น่าจะสกปรกอะไรมาก ความจริงแล้วศีรษะของเด็กวัยนี้มี ไขทารก ซึ่งเป็นคราบสีขาวที่หุ้มตัวตอนที่อยู่ในครรภ์คุณแม่ การสระผมเป็นประจำช่วยให้ไขหมดไป เส้นผมของลูกจึงสะอาด หอมสดชื่น

แต่การสระผมของทารกต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะศีรษะมีขนาดเล็ก บริเวณกะหม่อมบาง นุ่มนิ่ม จึงต้องเลี่ยงการสัมผัสที่รุนแรงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้ฟอง แชมพูเด็ก เข้าตาเข้าหูลูก อาจทำให้ระคายเคือง สำหรับความถี่ในการสระผม แนะนำให้สระแบบวันเว้นวัน และสระในช่วงสายๆ เพื่อไม่ทำให้ลูกป่วย

แชมพูเด็ก

สระผมลูกน้อยอย่างไรให้ถูกวิธี

  • ห่อตัวลูกด้วยผ้าขนหนูให้กระชับ ใช้สำลีจุ่มน้ำอุ่นๆ (อุณหภูมิ 32-36 องศาเซลเซียส) บีบพอหมาด เช็ดใบหน้าและดวงตาให้สะอาด
  • ประคองศีรษะลูกในอุ้งมือ หนีบลำตัวไว้ข้างเอว ใช้นิ้วมือพับใบหูปิดไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันน้ำเข้าหู
  • ใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำ แล้วบีบน้ำให้ทั่ว พร้อมใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ
  • เท แชมพูเด็ก ลงบนฝ่ามือแล้วชะโลมให้ทั่ว ใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆจนทั่ว จากนั้นบีบน้ำเพื่อล้างแชมพูออกจนสะอาด เช็ดหัวให้แห้ง

สิ่งที่ต้องระวังเวลาสระผมให้ลูก คือไม่ควรบีบแชมพูลงบนศีรษะลูกโดยตรง เพื่อป้องกันสารตกค้างและไม่เป็นการทำลายรากผม ไม่ควรเกาหรือถูหนังศีรษะเด็ดขาด เพราะผิวหนังของลูกน้อยบอบบางมากอาจระคายเคือง ซึ่งทำให้หนังตกสะเก็ดหรือลอกได้

และเพื่อเป็นการป้องกันหนังศีรษะระคายเคือง คุณแม่ควรเลือกใช้แชมพูเด็ก สำหรับเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ และต้องเป็นแชมพูแบบใช้สารทำความสะอาดที่อ่อนโยนกว่าแชมพูทั่วไป มีความเป็นกรดด่างใกล้เคียงกับน้ำตา จะได้ไม่แสบตา คุณแม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ได้จากฉลากข้างขวดผลิตภัณฑ์เลยค่ะ

แชมพูเด็ก

Amarin Baby & Kids Awards 2019 ยกให้ แชมพูเด็กโคโดโม สูตรออริจินอล เป็น แชมพูเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Baby Shampoo

แชมพูเด็กKODOMO สูตรออริจินอล เป็นผลิตภัณฑ์แชมพูเด็กที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงจากญี่ปุ่น  มีความอ่อนโยนสูง และถูกคิดค้นมาเพื่อเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ ซึ่งคุณแม่สามารถใช้ได้กับลูกน้อยวัย 0 ขวบ โดยไม่ต้องกังวลว่าเรื่องอาการแพ้ระคายเคือง เพราะใช้ส่วนผสมจากวัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นสารทำความสะอาด และไม่ใส่สารเคมีรุนแรง อย่าง  SLS พาราเบน หรือซิลิโคน

เนื้อแชมพูกำลังดี บีบง่าย ไม่เหนียวข้นหรือเหลวเกินไป เวลาใช้จะได้ฟองที่พอดี ล้างออกง่าย ที่สำคัญ แชมพูเด็กKODOMO มีค่ากรดด่าเป็นกลาง (pH Balance) จึงช่วยถนอมทั้งเส้นผมและหนังศีรษะของลูกน้อยให้นุ่มชุ่มชื่น แชมพูกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่คุณแม่มั่นใจได้เลยว่าจะไม่เป็นอันตรายกับลูก เพราะน้ำหอมที่ใช้ผ่านการรับรองจากสถาบันน้ำหอมนานาชาติแล้วว่า อ่อนโยน และปลอดภัยหายห่วงค่ะ

ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้แชมพูเด็ก KODOMO สูตรออริจินอล ได้รับ รางวัล Editor’s Choice  Best Baby Shampoo จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2019” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

 

ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่นต่างจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ KODOMO ได้ที่ www.kodomoclub.com และแฟนเพจ www.facebook.com/KodomoClub/ 

 

อ่านบทความ Amarin Baby & Kids Awards 2019 

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

น้ำยาบ้วนปากเด็ก

น้ำยาบ้วนปากเด็ก เลือกแบบไหน ปากสะอาด ฟันไม่ผุ ?

น้ำยาบ้วนปากเด็ก ดูจะเป็นของใช้ที่หลายๆ ครอบครัวมักไม่ค่อยนึกถึง เพราะคิดว่าลูกเล็กอยู่ไม่จำเป็นต้องใช้ แค่ให้แปรงฟันอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยกำลังโตอายุ 6 ขวบขึ้นไป อาจจะแปรงฟันได้ไม่สะอาดทั่วถึงสาเหตุของปัญหาฟันผุเกิดขึ้นได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มขั้นตอนการดูแลช่องปากและฟันของลูกหลังการแปรงฟันด้วยการฝึกให้ใช้ “น้ำยาบ้วนปาก”

 

น้ำยาบ้วนปากเด็ก เด็กวัยไหนจำเป็นต้องใช้ ?

ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด – อายุ 6 ขวบ การดูแลรักษาความสะอาดช่องปากจะมีแค่การเช็ดเหงือก เช็ดฟัน และแปรงฟัน ซึ่ง ขั้นตอนเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนไปตามพัฒนาการการเติบโตของเด็กๆ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ น้ำยาบ้วนปากเด็ก เพราะ พฤติกรรมการบริโภคอาหารของลูกยังมีแค่กิน นมแม่ และอาหารเสริมตามวัยเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่ลูกก้าวเข้าสู่ช่วงวัยที่โต  มากขึ้น สามารถกินอาหารได้หลากหลายประเภท รวมถึงขนม คุกกี้ ของหวาน นม เนย ผลไม้ต่างๆ ที่เป็นของโปรด การ แปรงฟันอย่างเดียวอาจจะไม่สะอาดพอ เพราะเศษอาหารต่างๆ อาจจะยังคงติดอยู่ตามเหงือกและซอกฟัน กลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ที่นอกจากจะทำให้ฟันผุแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากด้วยค่ะ

ดังนั้น การดูแลฝึกให้ลูกรู้จักวิธีการรักษาสุขอนามัยในช่องปากด้วยการแปรงฟันให้สะอาดแล้ว เมื่อลูกโตขึ้นอายุประมาณ 6   ขวบขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็กเป็นประจำหลังการแปรงฟัน

  • ตื่นนอนตอนเช้า = แปรงฟันก่อนอาหารเช้า หลังกินข้าวเช้าอิ่ม แปรงฟัน + น้ำยาบ้วนปาก
  • หลังมื้อเย็นก่อนเข้านอน = แปรงฟันก่อนนอน + น้ำยาบ้วนปาก

การฝึกให้ลูกรู้จักการรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาดตั้งแต่ที่ลูกยังเล็กๆ จะช่วยให้มีสุขภาพเหงือก และฟันที่ แข็งแรง ลดการเกิดฟันผุ เหงือกอักเสบ รวมถึงการมีกลิ่นปากได้ด้วยค่ะ

น้ำยาบ้วนปากเด็ก

น้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็ก ต้องใช้แบบไหน ?

นอกจากแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ที่ต้องเลือกใช้เป็นสูตรสำหรับเด็ก น้ำยาบ้วนปาก ก็ต้องเลือกสูตรสำหรับเด็ก ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากร่วมกับของผู้ใหญ่ เพราะน้ำยาบ้วนปากทั่วไปจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หากให้ลูกใช้บ้วนปาก อาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนปาก พุพองในปากจากความแรงของน้ำยาบ้วนปากได้ค่ะ ฉะนั้นน้ำยาบ้วนปากเด็ก ไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์นะคะ  นอกจากนั้นน้ำยาบ้วนปากที่ดีไม่ควรมีปริมาณฟลูออไรด์ที่มากเกินไป โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 100 ppm เพราะปกติเด็กๆจะต้องรับฟลูออไรด์จากแหล่งอื่นอยู่แล้ว อาทิ ยาสีฟัน หรือการไปรับฟลูออไรด์จากทันตแพทย์อยู่แล้ว หากเด็กๆได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปอาจจะทำให้ฟันตกกระได้

 

น้ำยาบ้วนปากเด็กโคโดโม ช่วยให้ปากสะอาด ฟันไม่ผุ  

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาน้ำยาบ้วนปากสำหรับลูกรัก แนะนำนี่เลยค่ะ น้ำยาบ้วนปากเด็กโคโดโม (Kodomo Kids Mouthwash) สำหรับเด็กวัย 6 ปีขึ้น ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ไม่ทำให้แสบปาก ใช้บ้วนปากหลังการแปรงฟัน ช่วย ป้องกันฟันผุ ทำให้ลมหายใจสดชื่น และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปาก  มีฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ ปริมาณ 100 ppm ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมไม่สร้างความเสี่ยงให้เด็กรับฟลูออไรด์ที่มากเกิน

ทั้งนี้ น้ำยาบ้วนปากเด็ก Kodomo Kids Mouthwash สูตรอ่อนโยน มีให้เลือกถึง 3 สี 3 กลิ่น : กลิ่นส้ม  กลิ่นสตรอเบอร์รี่ และ กลิ่นฟรุตตี้ คูล มินต์

น้ำยาบ้วนปากเด็ก

คุณสมบัติเด่น Kodomo Kids Mouthwash น้ำยาบ้วนปากเด็กโคโดโม

  • Active Fluoride 100ppm ช่วยเคลือบฟัน และซอกซอนเข้าไปในส่วนที่แปรงเข้าไปไม่ถึง เพื่อช่วยดูแลฟัน ป้องกันฟันผุได้ทั้งฟันน้ำนม และฟันแท้ในระยะเริ่มแรก
  • Xylitol ให้ความหวานแทนน้ำตาล ไม่ทำให้ฟันผุ
  • IPMP+GK2 Technology จากประเทศญี่ปุ่น ประสิทธิภาพในการช่วยดูแลหงือก ลดการสะสมของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของปัญหากลิ่นปาก
  • 0% Alcohol ปราศจากแอลกอฮอล์ ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก
  • มีฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ ปริมาณ 100 ppm ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมไม่สร้างความเสี่ยงให้เด็กรับฟลูออไรด์ที่มากเกิน

สำหรับการฝึกให้ลูกใช้น้ำยาบ้วนปากในช่วงเริ่มต้นควรอยู่ในความดูแลจากคุณพ่อ คุณแม่อย่างใกล้ชิด การใช้น้ำยาบ้วนปากหลังการแปรงฟัน คือ ให้บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากประมาณ 30-60 วินาทีแล้วบ้วนทิ้ง ไม่ควรกลืนน้ำยาบ้วนปากลงคอและเพื่อให้ลูกๆ มีสุขภาพฟัน และเหงือกที่แข็งแรง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์ทุก 6 เดือนกันด้วยนะคะ

 

 

ภาวะโภชนาการเด็กไทย

ยังน่าเป็นห่วง ! เด็กไทยมีภาวะเติบโตไม่เหมาะสมในช่วงวัย 1-3 ปี

ภาวะโภชนาการเด็กไทย ในช่วงวัยต่ำกว่า 5 ปียังคงประสบปัญหาการเจริญเติบโตไม่เหมาะสม มีทั้งมากไปและน้อยไป ส่งผลให้เกิดภาวะเตี้ย (stunted) ผอม (wasted) น้ำหนักน้อย (Underweight)  และน้ำหนักเกิน (Overweight) โดยเฉพาะในช่วงวัย 1-3 ปี จะเห็นได้จากกราฟในกรอบเส้นประช่วงอายุระหว่าง 12-36 เดือน แสดงภาวการณ์เจริญเติบโตไม่เหมาะสมมากที่สุด  สาเหตุมาจากการขาดสมดุลด้านโภชนาการโดยได้รับสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่เพียงพอ

สารอาหารที่เป็นปัญหาที่มีการบริโภคไม่เพียงพอบ่อยครั้งคือ สารอาหารกลุ่มรอง (Micronutrient) ได้แก่ แคลเซียม  เหล็ก วิตามินเอ วิตามินซี และสังกะสี ข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่ในการประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติครั้งที่ 13 ซึ่งจัดไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยใช้แนวคิดเรื่อง “โภชนาการและวิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ” (Nutrition, Behavior and Lifestyle for Well-Being) เพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี เด็กจำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำเป็นครบถ้วนสมดุลเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา และช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการวางรากฐานสุขภาพดีให้ลูกก็คือในระยะเวลาหนึ่งพันวันแรกของชีวิต (แรกเกิดถึง 3 ปี)

ภาวะโภชนาการเด็กไทย

ภายในงาน รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความเป็นห่วงในประเด็นนี้ โดยระบุว่า การเจริญเติบโตที่ไม่เหมาะสมในช่วงวัยเด็กเล็กมีผลเชิงลบต่อการพัฒนากระบวนการรู้คิดและสติปัญญาของเด็ก โดยมีตัวอย่างการศึกษาผลระยะยาวในเด็กไทยที่ภาคใต้ พบว่าเด็กที่เตี้ยถาวรตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ขวบครึ่งจะมีไอคิวต่ำกว่าเด็กที่ไม่เคยเตี้ยเลยถึง 2.25 จุด

ภาวะโภชนาการเด็กไทย

เมื่อจำแนกภาวะโภชนาการไม่เหมาะสมที่มีทั้งขาดและเกินตามอายุในช่วง 5 ปีแรก ภาวะที่พบสูงมากคือโภชนาการเกินหรือภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก และช่วงหลังขวบปีแรกคือวัย 1-3 ปี จะพบภาวะขาดโภชนาการส่งผลให้เด็กมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น โดยจะเห็นเส้นกราฟไต่ระดับคาบเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักเกินที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

“ภาวะโภชนาการเกินกำลังเป็นปัญหา หากปล่อยให้ลูกอ้วนไปเรื่อยตั้งแต่อายุ 3-6 ปี โอกาสเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานในเด็กจะสูงมาก ผลสำรวจพบว่ามีอัตราเสี่ยงถึง 1.6% และเมื่อโตเป็นวัยรุ่นก็จะเป็นเป็นวัยรุ่นที่เป็นเบาหวาน มีอัตราเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากถึง 6.4%” รศ.พญ.ลัดดา กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา

ภาวะโภชนาการเด็กไทย

จัดให้ครบทั้งอาหารตามวัยและนม

การแก้ไขภาวะแคระแกร็นในเด็ก มีการศึกษาพบว่าถ้าจัดอาหารตามวัยให้ลูกกินได้หลากหลาย จะช่วยประกันได้ว่าเด็กเล็กตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจะได้รับสารอาหารเพียงพอ ทางองค์การยูนิเซฟจึงได้จัดทำตัววัดคุณภาพอาหารในแต่ละวันที่เด็กต้องได้รับควรเป็นอาหาร 4 ใน 7 กลุ่ม ดังนี้คือ 1.ข้าวและธัญพืชชนิดต่างๆ 2. ถั่วและพืชตระกูลถั่ว 3. นมและผลิตภัณฑ์นม 4.เนื้อสัตว์ ปลา หมู ตับ เครื่องใน  5. ไข่ 6. ผักผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง และ 7. ผลไม้อื่นๆ

สำหรับภาวะน้ำหนักเกิน พบว่ามาจากการที่เด็กเล็กได้รับโปรตีนมากกว่าความต้องการของช่วงวัยมากเกินไป มีความเสี่ยงที่จะอ้วนและเจ็บป่วยด้วยโรคในกลุ่ม NCD เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ มีคำแนะนำในทางวิชาการซึ่งกล่าวถึงในงานประชุมวิชาการครั้งนี้ คือ ควรจำกัดปริมาณนมสำหรับเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้กินเกินวันละ 1-2 แก้ว หรือให้กินนมโปรตีนต่ำหรือ Young Child Formula (YCF) แทนการกินนมวัว

บทบาทของ YCF นมเสริมสารอาหารสำหรับวัยเด็กเล็ก

จะเห็นว่านมและผลิตภัณฑ์นมถูกจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารที่เด็กเล็ก 1-3 ปีควรได้รับเพื่อช่วยแก้ไขภาวะการเจริญเติบโตไม่เหมาะสม เพราะนมเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพลังงานและสารอาหารหลากหลายชนิด

ในงานประชุมครั้งนี้มีการกล่าวถึงบทบาทของ Young Child Formula (YCF) ซึ่งเป็นอาหารสูตรสำหรับเด็กเล็กอายุ 1-3 ปี ซึ่งอาจเป็นนมที่ดัดแปลงจากนมวัว นมแพะ หรือนมถั่วเหลือง ว่ามีบทบาทในการช่วยส่งเสริมภาวะสมดุลโภชนาการในวัยเด็กเล็ก เนื่องจากมีการเติมสารอาหารจำเป็นในกลุ่มวิตามินแร่ธาตุซึ่งเป็นสารอาหารกลุ่มรอง (Micronutrient) เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินซี  วิตามินดี เป็นต้น โดยมีการกำหนดปริมาณการเติมสารอาหารแต่ละชนิดได้ตามที่ WHO/FAO แนะนำ

ภาวะโภชนาการเด็กไทย

ที่สำคัญ นมเสริมสารอาหารมีการดัดแปลงโดยลดปริมาณโปรตีนให้เหมาะสมกับช่วงวัยเมื่อเทียบกับปริมาณโปรตีนที่มีมากในนมวัว เพื่อว่าหากให้เด็กกินนมเสริมสารอาหารเป็นอาหารเสริมทุกวันจะไม่ทำให้เด็กได้รับโปรตีนโดยรวมซึ่งได้รับจากอาหารมื้อหลักอยู่แล้วมากเกินไป และนมเสริมสารอาหารสำหรับเด็กเล็กถือเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อเพิ่มการได้รับสารอาหารที่เด็กอาจได้ไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม แวดวงวิชาการด้านโภชนาการในระดับสากล ยังคงมีการศึกษาเรื่อง YCF มาอย่างต่อเนื่อง มีบทความวิชาการให้ข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับช่วงวัยเด็กเล็กที่เผยแพร่ในสื่อชั้นนำระดับโลก คือ Annals of Nutrition&Metabolism (https://www.karger.com/Article/FullText/438495) ซึ่งทำวิจัยร่วมกันหลายประเทศ ว่าด้วยส่วนประกอบของสารอาหารจำเป็นต่างๆ ในอาหารทางเลือก Young Children Formula: YCF ซึ่งเป็นอาหารสูตรสำหรับเด็กเล็กอายุ 1-3 ปี โดยประเทศไทยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยและสถาบัน Early Nutrition Academy

ปัจจุบันยังไม่พบว่าการกินนมเสริมสารอาหารจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็ก แต่มีความกังวลในประเด็นที่เด็กจะชอบกินนมมากกว่ากินอาหารตามวัยทั่วไป ซึ่งการให้ลูกกินนมมากกว่าอาหารมื้อหลักไม่ใช่พฤติกรรมการกินที่ดีนัก หลายครอบครัวอาจไม่พร้อมที่จ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ลูกกินนมเสริมสารอาหาร ตรงนี้จึงให้ถือเป็นอาหารทางเลือก แต่สิ่งสำคัญคือ ให้คุณแม่ยึดหลักสมดุลการจัดอาหารตามวัยครบคุณค่าห้าหมู่ที่หลากหลายและให้ลูกกินนมร่วมด้วยทุกวัน

หนังสือเด็กดีเด่น

8 หนังสือเด็กดีเด่น ที่ควรมีติดบ้าน การันตีรางวัล สพฐ.2562

หนังสือ” ถือเป็นตัวช่วยสำคัญต่อพัฒนาการของเจ้าตัวเล็กมาก ๆ เลยค่ะ นอกจากความเพลิดเพลินสนุกสนาน เปิดโลกจินตนาการจากในหนังสือแล้ว ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือยังเสริมสร้างสายใยความรักระหว่างพ่อแม่ลูกได้ดีอีกด้วย ทีมแม่ ABK เลยนำ หนังสือนิทานสำหรับคุณหนูที่ได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2562 หนังสือเด็กดีเด่น ที่คุณแม่ ๆ ควรมีติดบ้านไว้อ่านให้ลูกฟัง มาแนะนำกันค่า

8 หนังสือเด็กดีเด่น ที่ควรมีติดบ้าน การันตีรางวัลจาก สพฐ. ปี 2562

รางวัลดีเด่นหนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3 – 5 ปี ได้แก่
เรื่อง ขอบคุณ โดย ตุ๊บปอง สนพ. Hello Kids

ขอบคุณ

หนังสือภาพที่สร้างสรรค์เป็นหนังสือเพลง บทกวีนิพนธ์ที่นำมาร้อยเรียงเป็นบทเพลงแห่งการขอบคุณ เมื่อได้รับน้ำใจไมตรีจากผู้อื่น ได้รับความเอื้อเฟื้อหรือความเมตตา ทั้งจากธรรมชาติและคนรอบตัว หนังสือเล่มนี้คุณแม่นำมาใช้ร้อง เล่น และกล่อมลูกน้อยได้

รางวัลดีเด่น หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6 – 11 ปี ได้แก่ ประเภทบันเทิงคดี
เรื่อง สี่สหายกับต้นไม้ 100 ต้น
โดย กฤษณะ กาญจนา และวชิราวรรณ ทับเสือ สนพ.แพรวเพื่อนเด็ก

สี่สหายกับต้นไม้ 100 ต้น

เรื่องราวของ 4 สหายที่ออกเดินทาง และได้เจอกับพี่หมี  พี่แมว เหล่าสี่สหายอาสาจะนำต้นไม้ 100 ต้นออกไปส่งให้พี่หมี ระหว่างทางก็ได้ผจญภัยไปในที่ต่างๆ  พบกับความวุ่นวายและอุปสรรคเข้ามา เพราะว่ามีสัตว์ประหลาดคอยแอบตัดต้นไม้อยู่ สี่สหายจะเอาต้นไม้ไปส่งได้สำเร็จหรือไม่ แล้วคุณตำรวจจะจับสัตว์ประหลาดได้ไหมนะ มาเอาใจช่วยสี่สหายกันเถอะ


รางวัลชมเชย หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี มี 3 เรื่อง ได้แก่

เรื่อง แก้มใครหอมจัง โดย ทิพย์วรรณ แสวงศรี และ Paboo บริษัท สำนักพิมพ์โลกหนังสือ จำกัด

แก้มใครหอมจัง

เพลิดเพลินกับเรื่องราวน่ารักของแม่และลูก ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านการแสดงความรักที่มอบให้กันได้ทุกโอกาส

เรื่อง ความรักของแม่ค้างคาว โดย หิ่งห้อยในป่า ประภาคาร เอ็ดดูเคชั่น

ความรักของแม่ค้างคาว

แม่ค้างคาวผู้โดดเดี่ยวพบลูกเจี๊ยบตัวน้อย ที่หลงทางกลับบ้านไม่ถูก แม่ค้างคาวจะพาลูกเจี๊ยบกลับบ้านสำเร็จหรือไม่กันนะ

เรื่อง พรวิเศษของแจ๋วแหวว โดย มนิศา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา สำนักพิมพ์แฮปปี้คิดส์

พรวิเศษของแจ๋วแหวว

แจ๋วแหววชอบทำตัวไม่น่ารักกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ เลยทำให้ไม่มีใครอยากเล่นด้วย เธอจึงไปหาปู่ตุ้มตุ้ยเพื่อขอของวิเศษที่ช่วยทำให้เธอเป็นที่รักของเพื่อน แล้วของวิเศษจากปู่ตุ้มตุ้ยจะช่วยแจ๋วแหววได้หรือเปล่านะ

รางวัลชมเชย หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 6-11 ปี มี 3 เรื่อง ได้แก่ ประเภทบันเทิงคดี

เรื่อง พวกเราขอเล่าบ้าง อยู่วังสระปทุม 2 โดย สุมาลี บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด

พวกเราขอเล่าบ้าง อยู่วังสระปทุม 2

พวกเราขอเล่าบ้าง อยู่วังสระปทุม 2 เล่มนี้ ยังคงเป็นเรื่องสนุกๆ ของสัตว์ทรงเลี้ยงและสัตว์ที่มาพึ่งพระบารมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพิ่มเติมจากเล่มก่อนแล้วยังเล่าเรื่องในอดีตของวังสระปทุม อันเป็น “บ้าน” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสองพระองค์เคยประทับเมื่อทรงพระเยาว์ และพระจริยาวัตรในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ณ วังสระปทุม และภาพประกอบอันสวยงามน่ารักของเหล่าสัตว์ทรงเลี้ยงทั้งหลายในวังสระปทุม โดยหลังจากที่มีพวกแมว ๆ ได้เอาหน้าเล่าเรื่องของพวกตนในหนังสือ “อยู่วังสระปทุม” เล่มแรกจนเป็นที่โด่งดัง สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ และสัตว์ปีกที่อยู่ในวังสระปทุมต่างไม่พอใจ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีหนังสือ “พวกเราขอเล่าบ้าง อยู่วังสระปทุม ๒” ตามมา ให้โอกาสสัตว์อื่น ๆ ในวังสระปทุม เช่น ปู่ชะโด งูทางมะพร้าว รวมทั้งน้องละมุนละไม สุนัขทรงเลี้ยงน้องใหม่ล่าสุด ได้มาเล่าเรื่องตามใจตนเองบ้าง แน่นอนว่าที่ขาดมิได้เลยคือ พระจริยาวัตรงดงามที่มีพระเมตตาคุณต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

เรื่องเล่าขานผ่านฮูปแต้ม โดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย(บ้านเรียนน้ำริน)

เรื่องเล่าขานผ่านฮูปแต้ม

“ฮูปแต้ม” คำเรียกจิตรกรรมฝาผนังของชาวอีสานที่ปรากฏในโบสถ์ ซึ่งชาวอีสานเรียกโบสถ์ว่า “สิม”  แสดงให้เห็นถึงงานจิตรกรรมฝาผนังเป็นงานศิลปกรรมที่มีคุณค่า บ่งบอกความเป็นมาของสังคมวัฒนธรรมไทยผ่านภาพเขียน ช่างแต้มจะบรรยายเรื่องราวๆ เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน เรื่องราวที่เขียนมากที่สุดเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ฮูปแต้มมักอยู่ด้านนอกและด้านในสิม ซึ่งถือเป็นแหล่งความรู้สำคัญของท้องถิ่นอีสาน

เรื่อง โลกดวงนี้ก็เป็นของหนอนด้วย โดย เด็กหญิงติณณา แดนเขตต์ สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ

โลกใบนี้ก็เป็นของหนอนด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าสั้น ๆ สั้นที่สุดของนักเขียนเดึก ซึ่งเขียนขณะอายุเพียง ๘ ขวบ จนดูเหมือนจะเป็นเพียงบันทึกในหนึ่งวัน แต่เนื้อหาและความคิดนั้นสำคัญ ถึงขั้นที่กวีอาหรับ-ฝรั่งเศส สัญชาติตูนิเซีย โมฮัมเหมด ยสรี เบน เฮมเดน กล่าวกับผู้แปลคำฝรั่งเศสว่า “เธอรู้ไหม เด็กคนนี้ไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นกวี กวีผู้เข้าใจปรัชญาโดยไม่รู้ตัว”

*ภาพประกอบจากเพจ รวมนิทานคุณหมอประเสริฐ รวมนิทานคุณหมอประเสริฐ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ เคล็ดลับการเลือกหนังสืออ่านอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกในแต่ละวัย คลิกหน้า 2

เด็กวัยก่อนเรียน

3 เคล็ดลับดูแล เด็กวัยก่อนเรียน ให้พร้อมก่อนเข้าเรียน

เด็กวัยก่อนเรียน จะมีพัฒนาการต่อเนื่องจากวัยเตาะแตะ ช่วงวัยนี้การดูแลสุขภาพของลูกให้แข็งแรงถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมพัฒนาการเพื่อสู่วัยเรียนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ลูกวัยนี้ถือว่าเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาทางร่างกายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวและความสูง เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ การแสดงออกที่ชัดเจนมากขึ้น สามารถสื่อสารโต้ตอบได้อย่างเข้าใจมากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางสมอง ดังนั้นการวางรากฐานสุขภาพที่ดีให้ลูกน้อยแข็งแรง มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการได้อย่างรอบด้านทั้งร่างกายและสติปัญญาที่ส่งผลต่อการเรียนรู้  ทีมแม่ ABK เลยมีเคล็ดลับดูแลสุขภาพลูกน้อยวัยก่อนเรียนมาฝากคุณแม่ ๆ กันค่า

เคล็ดลับดูแลสุขภาพ เด็กวัยก่อนเรียน ให้พร้อมก่อนเข้าเรียน

เคล็ดลับที่ 1 ดูแล เด็กวัยก่อนเรียน ด้านโภชนาการ

โภชนาการวัยก่อนเรียน
โภชนาการวัยก่อนเรียน

เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น เริ่มเดินได้อย่างมั่นคง มักใช้พลังงานในการเล่นมากกว่าวัยทารกที่ผ่านมา โภชนาการของลูกในช่วงนี้จึงต้องการอาหารโดยเฉพาะโปรตีน และอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย นั่นคือต้องการ 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งอาหารของเด็กวัยก่อนเรียนก็เหมือนอาหารของทารกในระยะ 1 ขวบ แต่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น ได้แก่ ข้าวหรือแป้ง เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียวและผักอื่น ๆ ผลไม้ ไข่ (วันละฟอง) นมสด 2-3 แก้วต่อวัน ไขมัน เช่น กะทิ น้ำมันหมู ฯลฯ เป็นต้น และควรใช้เกลือหรือน้ำตาลปรุงรสแต่น้อย

เด็กวัยก่อนเรียน
ลูกกินข้าวยาก

สำหรับเด็กบางคนอาจเลือกกินมากขึ้น เลือกอาหารแต่ที่ตัวเองชอบ เขี่ยผักทิ้ง เพราะฉะนั้นในวัยนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังการรับประทานอาหาร เริ่มฝึกวินัยให้ช่วยตัวเองในการกิน ควรให้ลูกได้ลองกินอาหารที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าปล่อยให้ลูกกินขนมจุบจิบ เช่น ลูกอม ขนมกรุบกรอบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกติดรสชาติเค็ม ๆ หวาน ๆ ชอบกินแต่ขนม กินข้าวน้อยลง ก็จะทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา หากลูกน้อยขาดสารอาหารก็จะทำให้การเจริญเติบโตช้า ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานโรคน้อยลง โอกาสป่วยติดเชื้อก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

นอกจากอาหารแล้ว การให้ลูกดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก ก็เป็นสิ่งที่ควรดูแลในด้านโภชนาการให้ลูกในทุกวันเช่นกันนะคะ

เคล็ดลับที่ 2 ดูแล เด็กวัยก่อนเรียน ด้านสุขภาพในช่องปาก

ปัญหาสุขภาพในช่องปาก โดยเฉพาะ “โรคฟันผุ” เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยก่อนเรียน พบได้ตั้งแต่ฟันเริ่มขึ้นในช่วงขวบปีแรก และอัตราการผุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 1-3 ปี สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กมีฟันผุ อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยลูกกินของหวาน การดูแลทำความสะอาดช่องปากไม่ถูกวิธี เมื่อกินโดยไม่แปรงฟันหรือกินของหวานในปริมาณมากเกินไปต่อวัน ก็จะก่อให้เกิดการหมักหมมของเชื้อโรคมากขึ้น ก่อให้เกิดโรคฟันผุในฟันน้ำนมอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้ฟันผุและหลุดจากการใช้ฟันน้ำนมเร็วก่อนวัยมากขึ้น

ในวัยเด็กควรใช้ฟันน้ำนมเป็นหลัก เพื่อรอฟันแท้มาขึ้นแทนในช่วงอายุ 7 ขวบ ดังนั้นเมื่อดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดี มีฟันผุ ก็จำเป็นจะต้องไปถอนออกซึ่งก็จะทำให้เกิดผลเสียตามมา เช่น ทำให้เคี้ยวอาหารไม่ได้ตามปกติ มักไม่อยากกินอาหาร สูญเสียความมั่นใจในการพูดหรือยิ้ม ในกรณีที่มีอการฟันผุรุนแรงก็จะทำให้เจ็บปวด ไม่สบาย การได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอและส่งผลต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกน้อย และการเกิดฟันผุในฟันน้ำนมนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรงของลูกแล้ว ยังส่งผลต่อฟันแท้ในอนาคตด้วย เพราะเมื่อฟันน้ำนมหลุดก่อนที่ฟันแท้จะขึ้นแทนที่จะทำให้ฟันซี่ที่อยู่ติดกันมีช่องว่างเกิดการ เก ล้ม เอียง และทำให้ฟันแท้ที่จะขึ้นแทนตำแหน่งนั้นไม่สามารถขึ้นได้อย่างปกติ เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความมั่นในตามมาของเด็กในอนาคตได้

สอนลูกแปรงฟัน
สอนลูกแปรงฟัน

การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กวัยนี้จึงเป็นช่วงสำคัญในการวางรากฐานสุขภาพช่องปากที่ดีให้กับลูกน้อย โดยการฝึกให้ลูกรู้จักการแปรงฟัน ทำความสะอาดฟันวันละ 2 ครั้ง และพาลูกไปตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์ครั้งแรกเมื่อมีอายุครบ 1 ขวบ โดยทันตแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุของเด็ก และพิจารณาการใช้ฟลูออไรด์เคลือบฟันที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ นอกจากนี้ควรปรับพฤติกรรมด้านการกินหลีกเลี่ยงการให้ขนมกรุบกรอบ ขนมถุง ลูกอม เยลลี่ น้ำหวาน น้ำอัดลม ฝึกรับประทานอาหารให้เป็นเวลา รวมถึงการดูดนิ้ว ติดจุกนม กัดเล็บ ก็ควรปรับเปลี่ยนนิสัยลูกดังกล่าว เพื่อป้องกันโรคฟันผุในฟันน้ำนม เพื่อที่จะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่สมวัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ เคล็ดลับสอนลูกดูแลตัวเองให้พร้อมก่อนเข้าเรียน คลิกหน้า 2

เรียนศิลปะดียังไง

เรียนศิลปะดียังไง ? 5 ทักษะดี ๆ ที่ควรส่งเสริมลูกเรียนศิลปะ

ศิลปะเกิดขึ้นรอบตัวเราทุกทิศทางเลยค่ะ แค่เด็ก ๆ จับดินสอแล้วลากเส้นขยุกขยิกออกมาก็ถือว่าเป็นศิลปะที่สวยสุดในสายตาของคุณพ่อคุณแม่แล้ว ประโยชน์ของศิลปะมีมากมาย ถ้าเราจะส่งเสริมให้ลูกได้เรียนศิลปะ เรียนศิลปะดียังไง ทีมแม่ ABK มีคำตอบจ้า

เรียนศิลปะดียังไง ? 5 ทักษะที่ศิลปินตัวน้อยจะได้จากการเรียนศิลปะ

สำหรับเด็ก ๆ แล้วไม่ว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่วัยเบบี๋ วัยเตาะแตะ จนเข้าสู่วัยอนุบาล ไปจนถึงโต “ศิลปะ” ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเด็ก ๆ เมื่อได้ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป ระบายสี หาทำศิลปะประดิษฐ์จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาตัดแปะ สรุปออกมาเป็นความคิดแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมให้คุณพ่อคุณแม่เห็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งช่วยทำให้เกิดพัฒนาการทั้งภายในและภายนอกของเด็กไปพร้อม ๆ กัน สังเกตมั้ยค่ะ ว่าเวลาลูกจมอยู่กับศิลปะที่เขาเลือก จะทำให้เห็นสีหน้าแห่งความสุข มีแววตาสดใส ไม่รู้จักเบื่อ และมีจินตนาการที่เต็มเปี่ยม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมต่อยอดพัฒนาการและทักษะด้านนี้ให้กับลูกได้ คุณค่าของการเรียนศิลปะนั้นนอกเหนือไปจากการช่วยให้เด็กได้มีพัฒนาการแล้ว ยังมีส่วนช่วยฝึกทักษะชีวิตที่เด็ก ๆ จะได้เพิ่มเติม ได้แก่

เรียนศิลปะดียังไง
เรียนศิลปะดียังไง

1. รู้จักช่างสังเกต

การวาดรูปศิลปะของลูกอาจจะเริ่มต้นจากเส้น รูปทรงพื้นฐาน จากนั้นก็พัฒนาการเป็นรูปทรงอื่น ๆ วาดออกมาเป็นภาพด้วยการสังเกตจากสิ่งรอบตัว เกิดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เช่น รูปคนที่ใบหน้ามีหู ตา จมูก ปาก เริ่มมีแขน ขา และเริ่มมีการครีเอทลวดลายของเสื้อผ้าตามพัฒนาการขึ้นในแต่ละวัย เป็นต้น

2. มีพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ

ศิลปะมีประโยชน์ในการช่วยให้เด็กได้พัฒนาการทั้งร่างกายและภาษา เด็กเล็กเป็นนักเล่าเรื่องตามธรรมชาติ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเห็นเรื่องราวของเจ้าตัวเล็กผ่านการวาดรูปเล่าเรื่องโดยไม่ใช้คำพูด แต่ในคลังสมองน้อย ๆ กำลังรวบรวมความคิด คลังคำศัพท์ และเก็บข้อมูลได้ยาวขึ้น ต่อยอดไปสู่ทักษะการสื่อสาร การฟัง อ่าน เขียนได้ มีส่วนช่วยฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของลูก นอกจากนี้การเรียนศิลปะยังช่วยพัฒนาความจำ ทำให้ลูกมีสมาธิ ได้พัฒนาทักษะการตัดสินใจและการคิดวิเคราะห์ด้วย

3. มีความเห็นอกเห็นใจ

ศิลปะเป็นสื่อที่ใช้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาเป็นรูปธรรม ทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะมองความสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ คน สัตว์ ฯลฯ ซึ่งช่วยให้ก่อเกิดเกิดสุนทรียภาพ จินตนาการ ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจในธรรมชาติ มุมมองจากศิลปะที่ได้เห็นจะทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยน ไม่แข็งกร้าว มีความเห็นอกเห็นใจ

เรียนศิลปะดียังไง
เรียนศิลปะดียังไง

4. ทักษะการแก้ปัญหาและคิดนอกกรอบ

ศิลปะช่วยให้เด็กช่างคิด สร้างสรรค์ ใช้จินตนาการ ศิลปะไม่มีถูกผิด แต่การเรียนศิลปะจะทำให้เด็ก ๆ ได้ลองผิดลองถูกกับการใช้น้ำหนักแรเงา การลงสี การใช้กระดาษและสีที่ต่างกันที่ทำให้เกิดภาพ อารมณ์ของภาพที่แตกต่าง ฯลฯ ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนมากมายกับการเลือกใช้เทคนิคและค้นหาในทักษะที่ตนเองชอบ เด็ก ๆ ที่สนใจศิลปะจะมีทักษะการคิดนอกกรอบในการแก้ปัญหา พัฒนาระบบความคิดที่เป็นอิสระได้ดีขึ้น นสพ. The Boston Globe ระบุว่า ศิลปะเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้เด็กได้พัฒนาและเข้าใจถึงจุดยืนของตนเองในความสัมพันธ์ต่าง ๆ การเรียนศิลปะจะช่วยพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตการเรียนต่อไปได้

5. เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง

การเรียนศิลปะสามารถพัฒนาทักษะทางสังคมและความภาคภูมิใจในตนเอง เนื่องจากได้มีโอกาสได้เรียนรู้กับการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ในผลงาน จะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง นำไปสู่การมีส่วนร่วมในห้องเรียน กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความมั่นใจมากขึ้น อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพในอนาคตได้

4 เคล็ดลับส่งเสริมศิลปะให้ศิลปินตัวน้อย

เรียนศิลปะดียังไง
เรียนศิลปะดียังไง

1. สร้างมุมศิลปะในบ้าน

เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวเล็ก เด็ก ๆ ควรได้จับดินสอวาดรูประบายสีตามวัยได้อย่างเหมาะสม ควรมีอุปกรณ์ศิลปะ เช่น ดินสอ กระดาษ สีเทียน สีไม้ สีเมจิก และเลือกอุปกรณ์ให้ใช้อย่างเหมาะสมตามช่วงอายุ เช่น อายุ 1-1 ขวบครึ่งสามารถใช้สีเทียนมีหลายขนาดและหลายรูปทรง อายุ 2-3 ขวบ สามารถเปลี่ยนมาใช้สีไม้ได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อมือของเด็กๆ วัยนี้เริ่มที่จะแข็งแรงพอจะจับดินสอสีที่มีขนาดเล็กลงมาจากสีเทียนได้แล้ว และอายุ 3 ขวบขึ้นไปก็ให้ลูกได้ลองใช้สีเมจิกที่มีความโดดเด่นเรื่องสีสัน เพิ่มจินตนาการให้ลูกได้มากขึ้น

2. คอยส่งเสริมปิกัสโซ่

ศิลปะในมือลูกสวยในสายตาพ่อแม่เสมอค่ะ เราสามารถแสดงความคิดเห็นและชื่นชมผลงานของเจ้าตัวเล็กได้ แต่ไม่เลือกชมเฉพาะผลงานที่โดดเด่นหรือแบบที่คุณพ่อคุณแม่ชอบ ควรชมในทุก ๆ ผลงานของลูกมากกว่า การเลือกชมงานแต่ละชิ้นเพราะจะทำให้ลูกคิดวาดแต่สิ่งที่พ่อแม่ชอบ โดยไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานตัวเองแบบที่ควรจะเป็นไปโดยธรรมชาติ

3. วางโชว์ผลงานของศิลปินน้อย

นำผลงานที่ลูกวาดมาตั้งหรือใส่เป็นกรอบรูปประดับบ้าน จะทำให้ลูกเกิดความภูมิใจในผลงานของตัวเอง และมั่นใจในตนเองมากขึ้น

4. พาลูกเที่ยวพิพิธภัณฑ์

การพาลูกไปดูศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ การได้เห็นภาพอื่น ๆ ที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มความรู้และแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินตัวน้อยได้เพิ่มขึ้นนะคะ

จะเห็นได้ว่ากิจกรรมทางศิลปะเพิ่มประโยชน์ให้กับตัวลูกได้ไม่น้อยเลยสำหรับพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ที่ลูกได้รับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มองเห็นว่าลูกฉายแววปิกัสโซ่ ดาร์วินชี่ มีความชอบด้านศิลปะก็ลองเลือกโรงเรียนศิลปะสำหรับเด็กให้ลูกได้ลองเรียน เพื่อมอบทักษะดี ๆ ให้เป็นของขวัญลูกติดตัวนะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.whitbyschool.orgwww.illustcourse.comwww..mthai.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

ศิลปะสร้างลูกให้เป็น “เด็กอัจฉริยะ” ได้!

หลากเทคนิคศิลปะ ชวนวัยเรียนสนุก+สร้างจินตนาการ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตรวจหลังคลอด

ตรวจหลังคลอด..เจ็บไหม? ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อคลอดลูกแล้ว หลังจากคลอดประมาณ 6 สัปดาห์ คุณหมอมักจะนัดคุณแม่ให้มาทำการ ตรวจหลังคลอด เพื่อดูว่าร่างกายของคุณแม่กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้วหรือยัง

ตรวจหลังคลอด..เจ็บไหม? ต้องตรวจอะไรบ้าง?

ตรวจหลังคลอดสำคัญอย่างไร? ทำไมต้องตรวจ?

ขณะตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเพื่อให้ลูกในท้องได้เจริญเติบโตอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ในสภาวะที่ดีที่สุด ดังนั้นร่ายกายจะมีการผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ อวัยวะบางส่วนก็จะขยาย เพื่อรองรับลูกน้อยในครรภ์ และเมื่อคลอดลูกแล้ว ร่างกายก็จะค่อย ๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ เหมือนตอนก่อนท้อง ดังนั้นการที่คุณหมอนัดตรวจหลังคลอด ก็เพื่อดูว่าร่างกายได้กลับคืนสู่สภาพปกติแล้วหรือยัง และในกรณีที่คุณแม่มีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งขณะคลอดหรือหลังคลอดใหม่ ๆ คุณหมอก็จะได้มาตรวจดูว่าโรคแทรกซ้อนนั้นหายแล้วหรือยัง รวมทั้งให้คำแนะนำเรื่องการคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวรด้วยวิธีการทำหมัน (ในกรณีที่คุณแม่ไม่ต้องการมีลูกอีกคน) เพื่อมิให้คุณแม่ตั้งครรภ์เร็วเกินไป เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกน้อยที่เกิดมาแล้วเท่านั้น ยังอาจเป็นอันตรายกับลูกคนต่อไปอีกด้วย นอกจากนี้คุณหมอยังสามารถแนะนำและตอบปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับร่างกายคุณแม่หลังคลอดรวมถึงคำถามเกี่ยวกับลูกน้อยได้อีกด้วย

สำหรับคุณแม่ที่คิดว่าร่างกายของตนเองฟื้นตัวได้เร็ว และไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ และสำหรับคุณแม่ที่กลัวการ ตรวจหลังคลอด จนไม่ยอมไป ตรวจหลังคลอด นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหลังคลอดแล้ว เช่นขนาดมดลูกที่หดตัวลงหลังคลอด เต้านมที่ขยายขึ้นเพื่อรองรับการให้นมบุตร ยังมีสภาวะทางจิตใจที่คุณแม่หลังคลอดต้องเผชิญ เช่น ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เป็นต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพหลังคลอดจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากและเป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกคนไม่ควรละเลย

ดูคลิป ซึมเศร้าหลังคลอด ทำไงดี ที่นี่

ตรวจหลังคลอดเมื่อไหร่?

เมื่อคุณแม่คลอดลูกเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลหมอจะนัดให้มา ตรวจหลังคลอด อีกครั้ง ในกรณีที่การคลอดผิดปกติ มีปัญหา หรือคุณแม่มีโรคบางอย่าง หมออาจนัดมาตรวจก่อน 4 สัปดาห์ก็ได้ สำหรับคุณแม่ที่คลอดปกติหรือผ่าคลอดถ้าไม่มีปัญหาอะไร หมอก็มักจะนัดมาตรวจใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอด (โดยทั่วไปคุณหมอจะนัดมาตรวจเมื่อครบ 6 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณแม่มีปัญหาในระหว่างการคลอดหมอจะนัดมาตรวจเร็วกว่านั้น เช่น ในช่วง 4 สัปดาห์หลังคลอด)

อาการหลังคลอด..ที่ควรไปพบแพทย์ทันที

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าหลังคลอด ร่างกายของคุณแม่จะค่อย ๆ กลับสู่สภาพปกติ หรือเรียกกันว่า มดลูกเข้าอู่ นั่นเอง โดยจะกลับสู่สภาพปกติอย่างสมบูรณ์ประมาณ 6 สัปดาห์หลังคลอด ซึ่งระหว่างนั้น คุณแม่ก็ควรสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนเองด้วย โดยหากมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด ตรวจหลังคลออด

  • มีอาการปวดศีรษะมาก หนาวสั่น หรือมีไข้สูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • มีก้อนที่เต้านมหรือเต้านมบวมแดง ซึ่งอาจเป็นเพราะท่อน้ำนมอุดตัน
  • มีอาการปวดท้องมาก ปวดท้องบิด โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาหารการกิน
  • มีอาการเจ็บหรือแสบขัดในขณะถ่ายปัสสาวะ
  • ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น น้ำคาวปลามีสีแดงตลอดภายใน 15 วันหลังคลอด โดยปกติแล้วหลังคลอด 3-4 วันแรก น้ำคาวปลาจะออกมาเป็นเลือดสด ๆ แต่หลังจากนี้อีก 10-14 วันจะเป็นน้ำปนเลือด มีสีน้ำตาลดำ แล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นน้ำสีขาวออกเหลืองจนหมดไปภายใน 4 สัปดาห์ ถ้าพบว่ามีน้ำคาวปลาออกมาเป็นสีผิดปกติหรือยังเป็นเลือดอยู่ก็อาจมาจาก 2 สาเหตุ คือ ยังมีเศษรกค้างอยู่ หรืออาจเกิดจากการอักเสบติดเชื้อของโพรงมดลูก
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด ภายใน 1 ชั่วโมงชุ่มผ้าอนามัย 1 แผ่น และเลือดที่ออกมามีลักษณะเป็นก้อน
  • มีหนองหรือมีเลือดไหลจากแผลฝีเย็บ หรือแผลฝีเย็บบวมแดงมากขึ้นจนมีอาการปวดถ่วงไปถึงทวารหนัก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ตรวจหลังคลอด..เจ็บไหม? ต้องตรวจอะไรบ้าง?