สายสิญจน์

อุทาหรณ์เพราะ สายสิญจน์ บัง! ลูกเอายางรัดข้อมือ แม่รู้อีกทีกลายเป็นแผลลึก

อุทาหรณ์..อันตรายใกล้ตัว บ้านไหนทำขวัญให้ลูกน้อยใส่ สายสิญจน์ ระวังให้ดี ลูกเผลอเล่นยางรัดผมใส่ที่ข้อมือ ถูกสายสิญจน์บัง แม่รู้อีกทีกลายเป็นแผลลึก!

ลูกใส่ สายสิญจน์ ระวังให้ดี!!
อุทาหรณ์แม่รู้อีกทีกลายเป็นแผลเหวอะ

สายสิญจน์ คือด้ายดิบที่นำมาเข้าพิธีปลุกเสก ซึ่งการนำ สายสิญจน์มาผูกข้อมือให้เด็กทารก ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อโบราณเรื่องการรับขวัญที่มีมานาน โดยเชื่อกันว่าการผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ที่ผ่านพิธีกรรมแล้วให้กับทารกที่เพิ่งเกิด จะเป็นการปัดเป่าเคราะห์โศก โรคภัยให้ออกไป โดยจะให้ทั้งปู่ย่าตายายพ่อแม่และญาติๆ ทำการผูกด้ายสายสิญจน์รับขวัญลูกหลานตัวน้อยโดยเรียงลำดับกันไปจนครบทุกคน

Must read : ความเชื่อโบราณ! การไหว้ผีบ้านผีเรือน-แม่ซื้อ และรับขวัญเมื่อพาลูกทารกเข้าบ้าน

Must read : 10 คาถาป้องกันภัย ช่วยแม่-ลูก แคล้วคลาด ปลอดภัย ทุกสถานการณ์

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้านฉันใด สายสิญจน์ที่ช่วยเรื่องปัดเป่าเคราะห์โศก โรคภัย ก็อาจเป็นอันตรายทำให้ลูกน้อยได้รับบาดเจ็บด้วยก็เป็นได้ฉันนั้น … เช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้ ที่คุณแม่ได้ออกมาโพสต์เตือนถึงอันตรายของการให้ลูกใส่ สายสิญจน์ที่ข้อมือ ที่ปรากฏว่า จู่ๆ มีอยู่วันหนึ่งอาบน้ำให้ลูกแล้วร้องว่าเจ็บเลยเพิ่งมารู้ ว่าลูกเผลอไปเอายางรัดผมมาใส่ที่ข้อมือ ซึ่งก็ไม่สามารถเห็นได้เพราะ สายสิญจน์ บังอยู่ มารู้อีกทีก็พบว่าที่ข้อมือของลูกกลายเป็นแผลลึกเหวอะไปแล้ว

โดยคุณแม่ได้ใช้ เฟซบุ๊ก ชื่อ GaTae Yamaha โพสต์ภาพและข้อความในกลุ่มปิดกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับพ่อแม่คนอื่นๆ … ที่เผยให้เห็นแผลที่ข้อมือของลูกน้อยวัย 2.7 ขวบ พร้อมระบุข้อความว่า…

“อุทาหรณ์ เตือนพ่อแม่ เด็กที่มีสายสิญจน์ผูกข้อมือ เราจะไม่รู้เลยว่าเค้าจะเอาหนังยางใส่ข้อมือตัวเค้าเองตอนไหน กว่าจะเห็นข้อมือลูกก็เป็นแผลเหวอะไปแล้ว ถ้าวันนี้ไม่เห็น ถ้าลูกไม่บอกว่าเจ็บ แล้วเวลาผ่านไปอีกไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไง…ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนพ่อแม่ที่มีลูกน้อยด้วยค่ะ #อันตรายใกล้ตัวจริงๆ”

สายสิญจน์

สายสิญจน์

สายสิญจน์

สายสิญจน์

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวก็ได้เผยแพร่สู่โลกออนไลน์ และมียอดแชร์กว่า 800 ครั้ง อีกทั้งยังมีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น

  • สงสารน้องจังเลย
  • เคยเหมือนกันค่ะแต่แค่ไม่นาน ลูกใส่เสื้อแขนยาว ลูกก็เล่นยางแบบนี้แหละค่ะ รัดเข้าไปน่าจะ 10เส้นได้ ดีนะที่เห็นก่อน ถ้าปล่อยไว้แบบนั้นทั้งคืน คงแย่
  • ที่บ้านไม่ใส่ให้ ผูกแค่ตอนรับขวัญ2-3วันก้ตัดออกแล้ว มันสกปรก
  • บ้านนี้มีสามีคนเกาหลีไม่เชื่ออะไรแบบนี้เลย ยายมาเยี่ยมทีไรมัดให้ตลอด มัดให้ได้ไม่นาน ก่อนอาบน้ำสามีบอกให้ตัดทิ้ง เพราะมันหมักหมม อับชื้น ทั้งเชื้อโรค เชื้อรา ยิ้งเด็กเล็ก ชอบอมชอบดูดมือ แต่ไม่อยากขัดแม่ให้แกมัดให้สมใจก่อน แล้วค่อยตัดออก
  • เป็นอีกเรื่องที่ระวังมาก เราไม่ยอมให้มีอะไรที่มือที่เท้าลูกเลย มีญาติผู้ใหญ่เคยบอกว่าให้หากระดิ่งใส่ข้อเท้าลูก เวลาขยับจะมีเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ อิแม่ได้แต่สงบสติ อยากบ่นแต่ต้องเงียบ
  • เคยเหมือนกันค่ะลูกไปโรงเรียนอนุบาลไม่รู้ว่าเอายางในห้องที่คุณครูมัดผมเด็กผู้หญิงมาใส่ข้อมือตอนไหนจนเย็นเลิกเรียนไปรับถึงเห็นมือบวมมากดีที่ไปหาหมอทันค่ะ…นอยมากค่ะตอนนั้นคุณครูไม่เห็นเลยค่ะจนไปรับแล้วเห็นคุณครูเลยเพิ่งเห็น
  • บ้างก็บอกว่า เราไม่ให้ลูกใส่อะไรเรย มันอับชื้น แต่ก็โดนผู้ใหญ่ดุบ่อยๆว่าต้องใส่ จะได้ไม่มีอะไรมารบกวนลูก ส่วนตัวเราเชื่อนะ แต่พอใส่ให้ลูกที่ไรก็เปื้อย เหนื่อยใจ
  • เข้าใจนะว่าศรัทธา แต่เด็กก็ไม่ควรจะใส่อะไรเยอะแยะในข้อมือเพราะเป็นอันตราย
  • และเตือนให้พ่อแม่ควรสังเกตลูกดี ๆ ซึ่งทางที่ดีเลยก็คือ อย่าใส่สายสิญจน์ให้ลูกเป็นเวลานาน เพราะสายสิญจน์แบบนี้ใส่ไปไม่กี่วันเวลาอาบน้ำก็จะเริ่มมีกลิ่นเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคอีกด้วย

 

ซึ่งตัวคุณแม่เองก็ได้บอกว่าต่อไปก็จะไม่ให้ใส่อะไรอีกแล้ว เพราะกลัวจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นอีก ไม่ใช่ไม่ศรัทธาในตัวพระสงฆ์องค์เจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ป้องกันไว้ดีกว่า เกรงว่าจะส่งผลต่อสุขภาพลูกน้อยมากกว่า ส่วนอาการล่าสุดแผลน้องก็ปิด แผลเริ่มแห้งแล้ว แต่คุณแม่บอกว่ายังต้องกินยาแก้อักเสบ และหมอบอกว่าอย่าให้แผลโดนน้ำ ทีมแม่ ABK ก็ขอให้น้องหายเป็นปกติไวๆ นะคะ

สิ่งของใกล้ตัวต่ออันตรายลูกทารก ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง

ครอบครัวไหน ที่ลูกน้อยอยู่ใน “วัยหยิบจับ” จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคอยระวังอย่าให้ลูกน้อยคาดสายตา เพราะหากเผลอไปหยิบสิ่งของที่ไม่สมควรเอามาเล่นก็อาจเป็นอันตราย ได้ เช่น ลูกปัด-กระดุม , ฝาขวดน้ำ , เหรียญเงิน หรือ กระดาษทิชชู่, สำลี ซึ่งเด็กจะชอบมาก และสามารถเผลอเอาเข้าปากเข้าจมูก ได้ รวมไปถึงหนังยาง หรือ ที่รัดผม ที่ลูกอาจหยิบเล่นก็สามารถเอาเข้าปากหรือเผลอใส่มือใส่เท้ารัดข้อรัดนิ้ว โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามอันตรายอยู่รอบตัวจริงๆนะคะ เพราะเด็กๆ จะหยิบจับเล่นตามประสา แต่คุณพ่อคุณแม่เองต้องระวังให้มากกว่านี้ ต้องคอยหมั่นเช็กตัวลูกทุกๆวัน มิเช่นนั้นอาจจะเป็นเหมือนหนูน้อยคนนี้ได้นะคะ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมแม่ ABK

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!


ขอบคุณข้อมูลและภาพจากคุณแม่เฟซบุ๊ก : ‎GaTae Yamaha

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แม่วัยใส

ครม. ออกกฏกระทรวงช่วย แม่วัยใส หาคนรับเลี้ยงดูลูกให้

ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการจัดสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพื่อช่วยให้ แม่วัยใส มีทางออกเมื่อท้องไม่พร้อม

ครม. ออกกฏกระทรวงช่วย แม่วัยใส หาคนรับเลี้ยงดูลูกให้

จากปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรมีเพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าในปีพ.ศ. 2561 พบ แม่วัยใส อายุ 10-19 ปี คลอดบุตรเฉลี่ย 119 คนต่อวัน และพบว่าตั้งครรภ์ซ้ำสูงถึง 6,543 คน ซึ่ง ภาวะท้องไม่พร้อมก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับแม่และเด็กหลายอย่าง เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนเพื่อเตรียมตัวมีบุตรมาก่อน จึงอาจส่งผลต่อสุขภาพครรภ์ของตนเองและทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้ทำงานเชิงรุก โดยส่งเสริมสนับสนุนให้สภาเด็กและเยาวชนทุกระดับสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเป็นแกนนำป้องกัน แก้ไข และเฝ้าระวังปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น  และส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ รวมถึงบริการและสวัสดิการทางสังคมต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่และเฝ้าระวัง และเพื่อให้ไปเป็นตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวกับการป้องกันและการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ทางครม. จึงผ่านร่างกฎกระทรวงการจัดสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ให้ดำเนินการตามสาระสำคัญต่อไปนี้

ท้องไม่พร้อม
ท้องไม่พร้อม

1. ให้ร่างกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

2. กำหนดบทนิยามคำว่า “สภาเด็กและเยาวชนระดับจังหวัดและระดับอำเภอ”

3. ส่งเสริมสนับสนุนสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับ โดยจัดให้มีการสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเป็นแกนนำป้องกัน แก้ไข และเฝ้าระวังปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

4. ส่งเสริมสนับสนุนหน่วยงานรัฐและหน่วยงานของเอกชน โดยจัดให้ได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ รวมถึงบริการและสวัสดิการทางสังคมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการทำหน้าที่ประสานงานและเฝ้าระวัง

5. กำหนดให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจัดให้มีการฝึกอาชีพ หรือจัดหาที่ฝึกอาชีพให้แก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์หรือแม่วัยรุ่นที่ประสงค์จะเข้ารับการฝึกอาชีพตามความสนใจและความถนัด

6. กำหนดให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดหาผู้ที่ประสงค์จะรับเลี้ยงดูบุตรของแม่วัยรุ่นเป็น การชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่ครอบครัวทดแทนในกรณีที่แม่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเองได้

7. กำหนดให้มีบริการให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำแก่วัยรุ่นและครอบครัว และให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดหาที่พักที่เหมาะสมและปลอดภัย พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวง ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง ให้วัยรุ่นที่ต้องการหรือแม่วัยรุ่นได้รับการศึกษา อย่างเหมาะสมและบริการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และได้รับการฝึกอาชีพหรือทำงานอื่นใดตามความสนใจหรือความถนัด

ที่มา: ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาถ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562

จะเห็นได้ว่าในข้อที่ 5 6 และ 7 จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยแก้ไขปัญหาเมื่อ แม่วัยใส ท้องไม่พร้อม โดยจะจัดหาผู้ปกครองเลี้ยงลูกให้แม่วัยใสชั่วคราว พร้อมทั้งให้คำปรึกษาจัดหาอาชีพ เพื่อให้แม่วัยใสสามารถทำงานเลี้ยงดูบุตรได้ต่อไป ซึ่งเมื่อร่างกฏกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้ ก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายทางด้วยกัน มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังความคิดเห็นต่อไปนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ครม. ออกกฏกระทรวงช่วย แม่วัยใส หาคนรับเลี้ยงดูลูกให้

เรียนดนตรี

ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี? แชร์ประสบการณ์ โดย พ่อเอก

“ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี?” “เด็กน่าจะเริ่มเล่นดนตรีตอนอายุเท่าไหร่?”

คุณครูท่านหนึ่ง เคยตอบไว้ตอนที่เห็นว่า ปั้นแป้งทำท่าอยากเรียนไวโอลิน เมื่อครั้งที่เราพาเจ้าไวโอลินของพี่ปูนปั้นไปทำการเปลี่ยนสาย

“สัก 5 ขวบค่อยพามาเรียนดีกว่าค่ะ เพราะเห็นมาหลายคนแล้ว บางคนมาเหมือนมีพรสวรรค์ติดตัว จับเครื่องปุ๊บ ท่าเป๊ะ สีออกมาแบบใช้ได้เลย แต่มาเรียนไม่กี่ครั้งพอยากขึ้นก็เลิก”

ครอบครัวเราเองก็เคยมีประสบการณ์ประมาณนี้

ในตอนที่พี่ปูนปั้นเรียนอยู่อนุบาลหนึ่งและมีคุณครูจากโรงเรียนดนตรีที่มีชื่อเสียงมาสอน คุณครูเขียนข้อความสั้นๆ กลับมาว่า “เป็นเด็กที่น่าส่งเสริมทางด้านดนตรี” เราจึงพาปูนปั้นไปที่โรงเรียนนั้นและพี่ปูนปั้นก็ตื่นตาตื่นใจกับเสียงของเปียโนและตกลงที่จะเรียน เราเองพร้อมสนับสนุนลูกอยู่แล้ว เช้าวันเสาร์เราจึงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อพาพี่ปูนปั้นไปเรียนเปียโน ซึ่งช่วงแรกๆ ก็แววดีสนุกสนานกับการเรียน แต่พอผ่านไปพักใหญ่ๆ เพลงยากขึ้น ต้องเล่นทีละ 2 มือพร้อมกัน ก็เริ่มมีงอแง ช่วงนั้นก็พยายามเชียร์กันไปถูๆ ไถๆ ไปในที่สุดก็รู้สึกได้ว่า ลูกไม่ได้สนุกกับการเรียนดนตรีตอนนั้นแล้ว เราเกรงใจคุณครูที่พยายามคะยั้นคะยอให้เล่นกว่าจะผ่านไปแต่ละครั้งก็เลยตัดสินใจถามเจ้าตัว เจ้าตัวบอกว่าไม่อยากเรียนแล้วจริงๆ เราก็เลยตกลงว่าจบในระยะเวลาประมาณครึ่งปี จากนั้นก็ไม่ได้มีการเรียนดนตรีอะไรนอกจากเปิดเพลงให้ฟัง เพราะพี่ปูนปั้นชอบฟังเพลงทั้งไทยและสากลที่ป๊ากับมี้ฟัง ตั้งแต่เฉลียง อินโนเซนต์ QUEEN ไปจนถึง Maroon5 BNK48 โดยมี Freddie Mercury เป็นขวัญใจตามปะป๊า

จนกระทั่งพี่ปูนปั้นขึ้น ป.1 ก็เลยถามว่าหลังเลิกเรียนอยากทำกิจกรรมอะไร (เพราะป๊ากับมี้เป็นมนุษย์เงินเดือนต้องเลิกงานถึงมารับได้ เราจึงอยากให้เขามีกิจกรรมที่เขาเลือกเองทำ ในระหว่างที่รอเรามารับ) หนึ่งในหวยที่ออกคืออยากเรียนดนตรี เรามีให้ดูว่าที่โรงเรียนมีอะไรให้เรียนบ้าง และให้ข้อมูลเพื่อให้เขามีส่วนร่วมในการเลือก และมาจบที่ไวโอลิน

บทความแนะนำ เรียนดนตรีดียังไง หลายเหตุผลที่บอกว่า เลี้ยงลูกด้วยดนตรี มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต

ในวัย 7 ขวบพี่ปูนปั้นมีความสุขกับการเรียนไวโอลินมากและแม้จะย้ายจากโรงเรียนนั้นมาเรียนโรงเรียนทางเลือกใกล้บ้านแล้ว พี่ปูนปั้นก็ยังยืนยันอยากเรียนไวโอลินต่อ เราจึงหาที่เรียนใกล้ๆ บ้านให้ โดยพาเขาไปลองเรียนก่อน เพราะคราวนี้จะเป็นการเรียนแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งจะดูจริงจังกว่าเรียนที่โรงเรียนเดิม ซึ่งคุณครู 1 คนจะมีเด็ก 2-3 คนเรียนพร้อมกัน ในการทดลองเรียนแบบ 1 ต่อ 1 เราก็แอบยืนดูอยู่ข้างนอก ในใจผมคิดว่า พี่ปูนปั้นน่าจะตอบว่าไม่ชอบ เพราะดูจริงจังทีเดียว แต่ผิดคาด พี่ปูนปั้นบอกว่าชอบอยากเรียน (สารภาพเลยตอนนั้นยังหวั่นๆ ว่า จะเรียนสักกี่ครั้งกันว้า) ผลปรากฏว่าผิดคาดอีกครั้งเพราะนอกจากจะตั้งใจเรียนจนครูชม ยังกลับมาซ้อมทุกวัน ซ้อมมากกว่าที่ครูบอก ขึ้นรถหลายๆ ครั้งขอฟังเพลงที่ใช้ไวโอลิน จนอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะได้แสดงโชว์ คุณครูบอกว่าขอให้มาวันอาทิตย์เพื่อซ้อมจังหวะพร้อมเปียโน ก็ทำให้พี่ปูนปั้นตาโตอยากไปลองมากๆ

ปูนปั้น เรียนเปียโน
ปูนปั้นกำลังสนุกกับเครื่องดนตรีของเขา

ให้ลูกเรียนดนตรี กี่ขวบดี?

แม้ว่าจริงๆ จะมีเด็กที่มีพรสวรรค์และสามารถเล่นและเรียนดนตรีได้ตั้งแต่เล็ก แต่ก็เป็นส่วนน้อย วัยที่พร้อมน่าจะทำให้การเรียนดนตรีมีความสุขทั้งผู้เรียนและผู้สอน ทำให้สามารถพัฒนาไปได้ดี การพยายามผลักดันในวัยที่ไม่พร้อมอาจจะส่งผลเสียหากเด็กเกิดไม่ชอบดนตรีไปเลย เราอาจจะโชคดีที่พี่ปูนปั้นแม้จะเลิกเปียโนแต่ก็ยังอยากเรียนดนตรีจึงมาได้เรียนไวโอลินที่ตัวเองเลือกเองและชอบ ตอนนี้ก็ละเมอเพ้อพกว่าจะเล่นให้เก่งเพื่อมาเล่นเพลง Memories ของ Maroon5 และไปจนถึง เชลโล่ กลองชุด ซอม้า เรื่อยเปื่อย

อีกหนึ่งอย่างที่อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าวัยที่เหมาะสม มีส่วนสำคัญต่อความพร้อมของกายและใจคือ เมื่อปูนปั้นมาเรียนไวโอลินตั้งแต่คลาสที่ 2 คุณครูก็บอกว่า หูเขาฟังได้ดีแยกเสียงได้ดี และตอนที่ไปซ่อมไวโอลินเจ้าของร้านซึ่งจบทางด้านดนตรีจากสถาบันที่มีชื่อเสียงและเป็นครูสอนดนตรีได้ลองให้ปูนปั้นเล่นให้ฟัง ก็บอกว่า เขาฟังดีหูเขาดี ซึ่งตรงกับที่คุณครูดนตรีสมัยอนุบาลเคยเขียนไว้ว่าน่าส่งเสริมด้านดนตรี แต่ในตอนนั้นวัยอาจจะยังไม่ถึงจุดที่พร้อม

ดังนั้นในวัยเด็กเล็กจริงๆ ถ้าอยากปลูกฝังให้เขารักดนตรี อาจจะเริ่มจากคลาสที่มีลักษณะกิจกรรมในเชิงกิจกรรมเข้าจังหวะเพราะเด็กจะสนุกและไม่ต้องเคร่งกับการที่กลับมาฝึกซ้อมที่บ้านและเมื่อกายพร้อมใจพร้อม ตัวโน้ตในหัวใจก็จะออกมาเริงระบำเอง

บทความนี้ไม่ได้สรุปว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5-6 ขวบไม่ควรเล่นดนตรี แต่แบ่งปันคำแนะนำจากผู้รู้ครูบาอาจารย์และประสบการณ์ของครอบครัวตัวเองฮะ


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคภูมิแพ้

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็น “โรคภูมิแพ้” ?

โรคภูมิแพ้ สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกเพศ ทุกวัยเลยค่ะ แต่ที่พบว่ามีปัญหาสุขภาพที่มีสาเหตุมาจากโรค ภูมิแพ้ มักจะเป็นกลุ่มเด็กเล็ก และเด็กวัยเรียน เนื่องจากภูมิต้านทานต่อโรคในร่างกายยังไม่แข็งแรง ทำให้ง่ายต่อการรับเอาเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้ง่ายนั่นเองค่ะ

ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของกลุ่มเด็กเล็ก และกลุ่มเด็กที่อยู่ในวัยเรียน จึงได้มีการ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้ลูกน้อยมีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ และเมื่อเร็วๆ นี้ Pharmax & iCare ได้จัดสัมมนาพิเศษ ซึ่งให้ความรู้โดย พญ.สุรีรัตน์ พงศ์พฤกษา กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และวิทยาภูมิคุ้มกัน ประจำศูนย์กุมารเวช และภูมิแพ้ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เพื่อให้ความรู้แก้พ่อแม่ ผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพลูกน้อย โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้ รวมถึงการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กเล็ก และเด็กโตที่กำลังอยู่ในวัยเรียน

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ เกิดจากอะไร ?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้บอกถึงที่มาของสาเหตุการเกิด โรคภูมิแพ้ ในเด็กนั่นเกิดจากร่างกายตอบสนองต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติ ซึ่งไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช แล้วเกิดการตอบสนองอย่างมากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ อีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค คือมาจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าสามี หรือ ภรรยาเป็นโรคภูมิแพ้ ก็จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งสามีและภรรยาเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลให้ลูกมีโอกาศเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-701

 

ถ้าลูกป่วยเป็นภูมิแพ้ ควรดูแลสุขภาพอย่างไร ?

คุณหมอแนะนำว่า ควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา นอกจากนี้ควรดูแลให้ลูกมีสุขภาพ และภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ให้เด็กๆ ได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ โดยเฉพาะอาหารบางกลุ่มที่เสี่ยงกระตุ้นให้เกิดการแพ้ขึ้นในร่างกาย เช่น อาหารทะเล ถั่วลิสง เป็นต้น ส่งเสริมให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

ที่สำคัญปัจจุบันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เกี่ยวกับบทบาทของโพรไบโอติก ในร่างกายของคนเราจะมีจุลินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกแบคทีเรีย อาศัยอยู่กับเรามากมายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินอาหาร เป็นเชื้อดีมีประโยชน์ จุลินทรีย์เหล่านี้อยู่ในร่างกายมาตั้งแต่คลอด โดยเด็กจะได้รับจากแม่ทั้งจากเมือกบริเวณช่องคลอด และในน้ำนมแม่ก็จะมีจุลินทรีย์ดีเหล่านี้รวมอยู่ด้วย เช่น แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี รวมทั้งสารพรีไบโอติกซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์เชื้อดีเหล่านี้  จุลินทรีย์เชื้อดีพวกนี้มีประโยชน์มาก พวกมันจะทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ช่วยในการย่อยอาหาร กำจัดเชื้อร้ายก่อโรค และมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นและเสริมภูมิคุ้มกัน2

โรคภูมิแพ้

โพรไบโอติก (Probiotic) ช่วยให้สุขภาพดีได้อย่างไร ?

โพรไบโอติกที่ชื่อว่า Lactobacillus reuteri Protectis (แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี โพรเทคทิส) มีการศึกษาที่ประเทศสวีเดน โดยให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสียงจะเกิดโรคภูมิแพ้ในทารก คือตัวแม่เองก็เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่ลูกจะเกิดโรคภูมิแพ้ตามพันธุกรรม การศึกษานี้เขาให้แม่ทานโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis 1 เดือนก่อนคลอด จากนั้นเมื่อคลอดแล้วก็ให้ลูกกินโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis นี้ต่อไปอีก 1 ปี แล้วตามดูอัตราการเกิดผื่นภูมิแพ้ไปจนลูกอายุ 2 ปี โดยเป็นการศึกษาเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก จากการศึกษาก็พบว่ากลุ่มที่กินโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis มีอัตราการเกิดผื่นภูมิแพ้น้อยกว่ากลุ่มที่กินยาหลอกถึง 12% และที่สำคัญไม่พบการเกิดผลข้างเคียงหรืออันตรายจากการกินที่แตกต่างจากการกินยาหลอก

 

ทำไมเด็กวัยเรียน จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ?

เด็กที่อยู่ในวัยเรียนมักจะเจ็บป่วยได้บ่อย เนื่องจากติดต่อโรคกันกับเพื่อนในชั้นเรียน หลายครั้งเป็นกันทั้งห้อง อย่างที่พบบ่อยๆ ก็จะมี ท้องเสียซึ่งเกิดจากเชื้อโรต้าไวรัส หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ปอดอักเสบ อันนี้ก็เจอได้บ่อย ทีนี้จะไม่ให้ลูกไปโรงเรียนก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือก็ดูแลให้ร่างกายของเขาแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันที่ดี

โพรไบโอติกสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยกำจัดเชื้อร้ายที่ก่อโรคให้เราได้อีกด้วย ก็มีการศึกษาการกินโพรไบโอติกเพื่อหวังผลดังกล่าว แต่ก็เช่นเดิม ไม่ใช่ทุกตัวจะให้ผลเหมือนกัน หลายตัวที่ก็ไม่ได้ให้ผลในเรื่องนี้ สำหรับโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis เขาก็มีการศึกษาหลายการศึกษาเลยที่ยืนยันผลที่ดี อย่างเช่น หนึ่งในนั้นเป็นการศึกษาจากแม็กซิโก โดยเขาศึกษาในเด็กที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กจำนวน 300 กว่าคน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่กินโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis วันละ 100 ล้าน CFUs และอีกกลุ่มกินยาหลอก โดยให้กินทุกวันติดต่อไป 3 เดือน และติดตามต่อไปอีก 3 เดือน รวม 6 เดือน ก็พบว่า เด็กกลุ่มที่กินโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis มีการเกิดท้องเสีย และภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจที่ต่ำกว่ากลุ่มที่กินยาหลอก จำนวนวันที่ขาดเรียนก็น้อยกว่า จำนวนครั้งที่ต้องไป โรงพยาบาลหาหมอก็น้อยกว่า และที่สำคัญ เด็กที่กลุ่มที่กินโพรไบโอติกได้รับยาปฏิชีวนะน้อยกว่า6 อันนี้สำคัญมาก เพราะเดี๋ยวนี้หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะดี ซี่งอันนี้อันตรายมาก

โรคภูมิแพ้

สำหรับโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis นี้ เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างปลอดภัย เพราะเป็นโพรไบโอติกที่มีต้นกำเนิดมากจากน้ำนมแม่ โดยเขาได้มาจากหญิงชาวเปรู ซึ่งใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ปัจจุบันก็เป็นสายพันธุ์ที่ในทางการแพทย์ มีการนำมาใช้ในการบรรเทาหลายโรค เช่น ท้องเสียเฉียบพลัน ภาวะปวดท้อง รวมทั้งใช้ในทารกที่มีภาวะโคลิคอีกด้วย สายพันธุ์นี้เขามีจำหน่ายใน 99 ประเทศทั่วโลก2 ก็ทำให้มั่นใจได้มากขึ้นอีกด้วย

คุณหมอผู้เชี่ยวชาญ ยังทิ้งท้ายให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกที่อยู่ในวัยเรียน ว่าสามารถที่จะป้องกันโรคติดเชื้อในโรงเรียนได้ด้วยการส่งเสริมให้ลูกได้รับโพรไบโอติกที่มีประโยชน์ โพรไบโอติก หรือ Good bacteria มีในหลายผลิตภัณฑ์ทั้งโยเกิร์ต นมบางยี่ห้อ หรืออยู่ในรูปของ Food supplement แต่สายพันธุ์ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในร่างกายได้ดีจะเป็นโพรไบโอติก Lactobacillus reuteri Protectis อยู่ในรูปเม็ดเคี้ยวและแบบหยด ซึ่งจะมีขายตามร้านขายยยาทั่วไป

งานสัมมนาพิเศษ “สวมเกราะคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วยโพรไบโอติก”

 

 

 

Reference :

1.รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์. โรคภูมิแพ้ในเด็ก ตอนที่ 1. The allergy, Asthma and immunology association of Thailand; http://allergy.or.th/2016/resources_expert_detail.php?id=92

2.Ramesh Srinivasan. Et.al. Lactobacillus reuteri DSM 17938: Review of Evidence in Functional Gastrointestinal Disorders. Pediatr Ther 2018, 8:3, DOI: 10.4172/2161-0665.1000350.

3.Thomas R. Abrahamsson. Et.al. Probiotics in prevention of IgE-associated eczema: A double-blind, randomized, placebo-controlled trial. J Allergy Clin Immunol, 2007;119:1174-80.

4.N. Gromert and I.Axelsson. Lactobacillus reuteri effect on atopic eczema in childhood. J Pediatr Gastroenterol Nutr, 2009; 48, Suppl 3, E148-149.

5.Miraglia Del Guidce M. et.al. Airways allergic inflammation and L. reuteri treatment in asthmatic children. Journal of Biological Regulators & Homeostatic Agents, 2012; 26 (1),35-40.

6.Pedro Gutierrez-Castrellon. et.al. Diarrhea in Preschool Children and Lactobacillus reuteri: A Randomized Controlled Trial. Pediatrics, 2014;133:e904–e909.

 

กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก

พักจากโลกโซเชียล มาสู่ความเรียลของโลกภายนอก

ทุกวันนี้ต้องบอกว่าเราได้เข้าสู่ “สังคมก้มหน้า” อย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่วัยทำงาน คนเป็นพ่อแม่ แต่เด็กๆ ลูกหลานตัวน้อยก็มีโลกส่วนติดอยู่กับหน้าจอมือถือ จอทีวี คอมพิวเตอร์ !!! เห็นแล้วน่าตกใจ และถ้าเราในฐานะพ่อแม่ปล่อยให้ลูก หลานของเรามีพฤติกรรมติดอยู่กับหน้าจอ เป็นเด็กติดจอไปแบบนี้ เห็นทีผลเสียคงกระทบไปถึงอนาคตข้างหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้แน่ๆ ค่ะ

*แพทย์หญิงทิพาวรรณ บูรณศิริ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ราชนครินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็ก และเยาวชนของไทยใช้ชีวิตอยู่หน้าจอเกินสถิติโลก คือ 3 ชม. ต่อวัน หรือ 35 ชม.ต่อสัปดาห์ ปกติห้ามเกิน 16 ชม.ต่อสัปดาห์  

การติดจอของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค ทีวี เป็นต้น ล้วนส่งผลเสียต่อตัวลูกได้ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ที่จะมีปัญหาตามมา เช่น สายตาสั้น จอประสาทตาเสื่อม นั่งหลังค้อม หรือมีภาวะทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิด โมโหร้าย ไม่ชอบเข้าสังคมอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ ไม่มีสมาธิ สมาธิสั้น ฯลฯ ถ้าผลเสียจะแย่ขนาดนี้เราที่เป็นพ่อแม่คงต้องพาลูก พักหรือห่างจากหน้าจอกันได้แล้วล่ะค่ะ ยิ่งถ้าลูกกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ การพาออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านน่าจะได้ประโยชน์กับตัวลูกมากกว่าผลเสียนะคะ

*องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าเด็กอายุระหว่าง 1-4 ปีขึ้นไปควรเรียนรู้ เล่นนอกบ้าน เพื่อลดพฤติกรรมการติดหน้าจอ การนั่งนิ่งๆ ที่แทบไม่ค่อยได้ขยับ เคลื่อนไหวร่างกายใดๆ เลย เด็กๆ ควรได้ใช้เวลาอยู่นอกบ้านมีกิจกรรมทางกาย อย่างน้อย 60 นาที เพื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และพัฒนาการตามวัย  

กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก

กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก ทุกวันๆ ละ 60 นาที เล่นเลอะรอบรู้ 

การเลี้ยงลูกนอกบ้าน การพาลูกออกไปเล่นสนุกออกไปสัมผัสกับโลกกว้างนอกบ้าน 60 นาทีต่อวัน ที่ไม่ได้เล่นติดอยู่กับ  หน้าจอ รู้ไหมคะว่าเป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้ลูกได้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีตามวัย จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ที่  สำคัญยังเป็นการกระตุ้นพัฒนาทักษะการสื่อสารกับคนรอบข้าง รู้จักการเข้าสังคมและปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์  สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังส่งเสริมให้เด็กๆ ได้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยค่ะ

แล้วถ้าจะพาลูกเล่นนอกบ้าน กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก ควรต้องเป็นกิจกรรมแบบไหนถึงจะเป็นประโยชน์กับตัวลูก  หากพ่อแม่จัดสรรเวลาได้ทุกวันๆ ละ 60 นาที อาจไม่ต้องเดินทางกันไปไหนไกลค่ะ แค่เริ่มจากรอบรั้วบ้าน ก็สามารถพาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้อย่างไม่รู้เบื่อกันแล้วค่ะ

  • ปลูกพืช ผักสวนครัว

ลูกที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ และมีพลังเยอะ คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกออกมาทำแปรงผัก สวนครัว ให้ลูกได้ลองเลือกเมล็ด พันธุ์ที่จะปลูก เช่น แครอท ผักบุ้ง บร็อกโคลี่ ฯลฯ จากนั่นให้ลูกเตรียมดิน พรวนดิน หว่านเม็ดพันธุ์ รดน้ำ และจดบันทึก การเจริญเติบโตทุกวัน และสังเกตเมล็ดผักที่ปลูกว่ากี่วันถึงเก็บมารับประทานได้

  • สำรวจระบบนิเวศ

พาลูกออกไปเดินรอบบ้าน หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน สำรวจดูว่ามีต้นไม้ ดอกไม้ มีนก ผีเสื้อ หรือแมลงอะไรบ้าง  ลักษณะเป็นอย่างไร ให้ลูกจดบันทึกเก็บไว้เป็นความรู้ และนำไปต่อยอดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ด้วย

กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก

กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก ยังมีอีกหลากหลายกิจกรรม เช่น เตะฟุตบอล ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รดน้ำต้นไม้ เล่นเป่าฟองสบู่  ล้างรถ หรือกิจกรรมทำผ้ามัดย้อม ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมนอกบ้านเหล่านี้ใช้เวลา 60 นาที ในการเล่นเลอะเรียนรู้ ก็สามารถช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการ และทักษะรอบด้านที่ดีแล้วค่ะ

กิจกรรมนอกบ้านสำหรับเด็ก

อยากให้ลูกออกห่างจากโลกโซเซียล ไม่เป็นเด็กติดจอ การเลี้ยงลูกนอกบ้านวันละ 60 นาทีช่วยได้มากค่ะ ดังนั้นไม่ควรปล่อยโอกาสที่จะพาลูกออกไปเปิดโลกกว้าง เปิดมุมมองใหม่ๆ นอกบ้าน เพื่อเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการ กระตุ้นทักษะรอบด้านให้กับลูกได้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและศักยภาพกันนะคะ

สนับสนุนเรื่องยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ให้ลูก คลิก Breeze.co.th/ยิ่งเลอะยิ่งเยอะประสบการณ์

 

 

 

เครดิต : today.line.me , WHO , thaipost

เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ

กลับมาอีกครั้ง..ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ NaSatta Light Festival แรงบันดาลใจ 2019

กลับมาอีกครั้ง ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ณ สัทธา อุทยานไทย อ.บางแพ จ.ราชบุรี

ชวนร่วม เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ สุดอลังการครั้งที่ 2

ในกิจกรรม “NaSatta Light Festival แรงบันดาลใจ 2019”

 

เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ

ณ สัทธา อุทยานไทย อ.บางแพ จ.ราชบุรี ขอเชิญนักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในกิจกรรมพิเศษ “NaSatta Light Festival แรงบันดาลใจ 2019” เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ สุดอลังการ ภายใต้แนวคิด “แสงศรัทธาสู่แรงบันดาลใจ มหัศจรรย์แห่งชีวิต” ในทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ตลอดเดือนธันวาคม 2562 และวันที่ 1, 4-5 มกราคม 2563ดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือ รอบกลางวัน 08.30 – 17.00 น. และรอบกลางคืน (งานจัดแสดงไฟประดับ) 18.00 – 22.00 น.

เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ

เทศกาลจัดแสดงไฟประดับ

ร่วมสนุกสนาน เบิกบาน กับเทศกาลแห่งความสุข ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ทั้งกลางวันและกลางคืนพร้อมการแสดงและกิจกรรมมากมาย อาทิ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง บี พีระพัฒน์ ก้อง สหรัถ และศุ บุญเลี้ยง, ลิ้มรสของของดี-ของอร่อยขึ้นชื่อใน จ.ราชบุรี, ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม, การออกร้านจำหน่ายสินค้าศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากชุมชน และกิจกรรมลุ้นโชคมหาสนุก รอให้ทุกคนมาสัมผัส ที่ “NaSatta Light Festival แรงบันดาลใจ 2019” ที่ ณ สัทธา อุทยานไทย อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี

สามารถจองบัตรล่วงหน้า (Early Bird) ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 2562
ได้ทาง LINE@ : @nasatta และ Inbox Fanpage : nasatta.thai
โดยบัตรเด็กราคาเริ่มต้น 200 บาท และบัตรผู้ใหญ่ราคาเริ่มต้น 300 บาท
หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร.032-383-3333

  • www.nasatta.com
  • Facebook : Nasatta_thai
  • Instragram : nasatta_thai
  • Twitter : @nasatta_thai
  • Youtube : NaSatta
แป้งเนื้อโลชั่น

ทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยมีผดผื่น ?

ผิวพรรณที่บอบบาง อ่อนโยนน่าทะนุถนอมของลูกน้อยวัยทารก ย่อมต้องได้รับการดูเป็นพิเศษ หากผิวของลูกน้อยเกิดผด หรือผื่น คุณแม่อย่างเราก็ต้องรีบหาสาเหตุและหาทางแก้ไขให้ถูกวิธีค่ะ วันนี้มีเกร็ดความรู้ของผดผื่นที่มักเกิดขึ้นกับทารกมาฝากกันค่ะ

 

ผดผื่นในทารกมีด้วยกันหลายสาเหตุ

  1. ผื่นผ้าอ้อม  เนื่องจากทารกมีผิวบอบบาง บางครั้งแค่เพียงผิวหนังเกิดการเสียดสีกับผ้าอ้อม เพราะใส่ผ้าอ้อมแน่นเกินไป  ไม่มีอากาศถ่ายเท  สวมใส่เป็นระยะเวลานานจนเกินไป ก็ทำให้เกิดการระคายเคือง  จึงควรให้ผิวลูกได้พักบ้าง ช่วงที่ลูกหลับก็ไม่ต้องใส่ผ้าอ้อม หรือทิ้งช่วงสัก 10 นาทีก่อนการใส่ผ้าอ้อมผืนใหม่ หรือ ป้องกันด้วยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเคลือบผิว พร้อมให้ความชุ่มชื้น
  2. ผดผื่นจากความเปียกชื้น เกิดจากความเปียกชื้น อาทิเช่น  ป้องกันด้วยใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีสาร Allantoin ที่ให้ความแห้งสบายผิว ลดการระคายเคือง
  3. ผดผื่นจากการแพ้โลชั่น หรือ ครีม ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวลูกแห้งและระคายเคืองมากขึ้น แต่คุณแม่สามารถป้องกันผิวลูกน้อยไม่เกิดผดผื่นด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง Hypoallergenic Tested

 

ดีนี่ แป้งเด็กเนื้อโลชั่น นี่แหละที่แม่เลือก

ด้วยความเป็นแม่ ทำให้ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษกับอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวลูก และถึงแม้จะเป็นแป้งเด็กก็ใช่ว่าจะเหมือนกันทุกยี่ห้อนะ อย่างแป้งเด็กดีนี่ แป้งเนื้อโลชั่น ที่แม่ถูกใจและตอบโจทย์ความต้องการมากๆ เพราะ…

แป้งเนื้อโลชั่น

  1. เป็น แป้งเนื้อโลชั่น สามารถใช้ได้ตั้งแต่ลูกวัยแรกเกิด
  2. แป้งเด็กเนื้อโลชั่น ไม่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของลูกน้อย
  3. สูตรออร์แกนิค อ่อนโยน มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติถึง 7 ชนิด
  4. มีส่วนผสมจากอัลลันโทอิน ป้องกันการแพ้และช่วยลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้ดี
  5. 2 in 1 ระหว่างแป้งและโลชั่น ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น และยังแห้งสบายเสมือนทาแป้งฝุ่น
  6. เนื้อแป้งไม่ฟุ้งกระจาย ซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  7. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากธรรมชาติ เป็นเหมือนอโรมาเธอราพี ช่วยให้ลูกน้อยอารมณ์ดี และนอนหลับสบาย
  8. Hypoallergenic Tested ผ่านการทดสอบที่ดีที่สุด ว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง

ดีนี่ แป้งเด็กเนื้อโลชั่น ปราศจากแร่ใยหินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และระบบทางเดินหายใจ ตรงนี้แหละค่ะที่แม่มือใหม่ส่วนใหญ่เลือกใช้กับผิวของลูกน้อย และยังบอกต่อให้ว่าที่พ่อแม่มือใหม่อีกหลายๆ คนได้ใช้แป้งเด็กเนื้อโลชั่นคุณภาพดี อย่างดีนี่กันอย่างต่อเนื่อง … ดีนี่ แป้งเด็กเนื้อโลชั่น เพราะมั่นใจว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ แม่จึงไว้วางใจเลือกให้ลูกน้อย

ชุดคู่แม่ลูก

10 เพจ ชุดคู่แม่ลูก เสื้อครอบครัว เสื้อคู่ งานดีไม่ซ้ำใคร

หากคุณกำลังตามหา ชุดคู่แม่ลูก เสื้อคู่ ชุดครอบครัว ชุดพ่อแม่ลูก งานดีมีสไตล์ ทีมแม่ ABK จึงมี FB เพจ และ ร้านขายชุดครอบครัว มาแนะนำ จะมีเพจไหนบ้าง ตามไปส่องแล้วสั่งซื้อกันเลย

เสื้อคู่ ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว พ่อแม่ลูก ซื้อที่ไหน

เชื่อว่าคุณผู้หญิงหลายคน โดยเฉพาะคุณแม่ ๆ ที่มีลูกแล้ว ย่อมต้องมีความคิดที่อยากจะจับลูกน้อยและคุณสามีให้แต่งตัวสวยหล่อน่ารัก เข้าคู่เข้าคี่เป็นครอบครัวเหมือนกันบ้างใช่ไหมล่ะคะ และโดยเฉพาะเวลาที่เห็นครอบครัวดาราซึ่งพากันออกงานหรือไปเที่ยว ก็มักจะแต่งตัวเข้าเซตกัน … ซึ่งการแต่ง เสื้อคู่ ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว หรือ ชุดเหมือน พ่อแม่ลูก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็ม ที่บ่งบอกได้ถึงความเป็นครอบครัว คู่รัก ที่ใครได้เห็นก็รู้สึกอบอุ่นน่ารัก (โดยเฉพาะตัวคุณแม่เอง)

ชุดคู่แม่ลูก

ดังนั้น ทีมแม่ ABK จึงขอเอาใจคุณแม่ ๆ ที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์เก๋ ๆ ให้เหมือนกันทั้งครอบครัว ที่แม้จะเป็นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาก็สามารถแต่งได้ กับ 10 ร้านค้าและเฟซบุ๊กเพจ ที่ขาย เสื้อครอบครัว เสื้อคู่ รับรอง ขายจริง ส่งจริง งานดี มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมีทั้งตัดเย็บเอง แบบ Handmade และพรีออเดอร์ แถมราคาไม่แพง จะมีร้านไหนเพจใดบ้าง ตามไปส่องแล้วสั่งซื้อกันเลย

 

เพจ Front & Friend ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว

ชุดคู่แม่ลูก

เป็นร้านขายชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว ที่ตัดเย็บเอง เหมาะกับใส่ไปออกงาน หรือเที่ยวตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งมีทั้ง เสื้อคู่แม่ลูก และ แบบ พ่อแม่ลูก ดีไซน์น่ารัก เนื้อผ้าดี สวมใส่สบาย สามารถสั่งตัดได้หลายไซส์ ทั้งพ่อแม่ และ ลูกสาว ลูกชาย ตัวเล็กตัวใหญ่ได้หมดเลยค่า ดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์นี้ >> Front & Friend ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

เพจ ชุดครอบครัว Moshi Family

ชุดคู่แม่ลูก
เพจ ชุดครอบครัว Moshi Family

สำหรับเพจนี้ก็จะเป็นร้านที่ขาย ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว ชุดออกงาน มีทั้งพร้อมส่ง และสั่งตัดตามไซส์ได้ นอกจากนี้ทุกแบบก็สามารถใส่ซิปให้นมได้อีกด้วย ซึ่งแบบชุดที่ทางร้านตัด ก้มีทั้งชุดแฟชั่นเก๋ๆ ชุดไทยสวยๆ ชุดออกงาน ชุดราตรีเลิศๆและชุดไฟกระพริบแบบจัดเต็ม โดยหากคุรแม่สนใจก็สามารถเดินไปดูได้ที่หน้าร้านจริงๆ อยู่ที่จ. สมุทรปราการ ตามพิกัดนี้ >> https://maps.app.goo.gl/CiFtdVisup4vx33i6 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บนี้ >> www.moshifamily.com

 

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

ชุดคู่แม่ลูก

ร้าน Blaze by Nongthai ขาย ชุดคู่แม่ลูก ชุดครอบครัว ชุดพ่อแม่ลูก ชุดทีม ชุดคู่รัก รวมไปถึงชุดถ่ายพรีเวดดิ้ง ก็มี … ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบตัดเย็บเอง ใช้ช่างตัดเย็บ 1 คน ต่อ 1 ชิ้นงาน ทำให้งานละเอียดกว่างานที่ตัดเย็บประกอบโดยช่างหลายคน เนื้อผ้า cotton แท้ 100% เพื่อความสบายของผู้สวมใส่ ระบายอากาศดี ไม่ร้อน ไม่ระคายผิวเด็ก แพทเทิร์นสวย คัตติ้งเนี้ยบ มีหน้าร้านจริงอยู่ที่ ชั้น G เซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของร้าน คลิกที่นี่ >> ชุดครอบครัว ชุดคู่รัก blaze for you

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

เพจ เสื้อยืดครอบครัว Ava Baby

ชุดคู่แม่ลูก

สำหรับร้านนี้จะขายแบบเสื้อยืดอย่างเดียว ทั้ง เสื้อคู่ พ่อแม่ เสื้อครอบครัว รวมไปถึงบอดี้สูทของลูกเบบี๋  ติดกระดุมไหล่ สวมใส่ง่าย ไม่รั่งคอ ผลิตจากเนื้อผ้า Cotton32 100% / Cotton Interlock สั่งทำพิเศษจากทางโรงงานทอ เริ่มต้นเพียงเซตละ 300บาท เสื้อครอบครัวที่ได้รับทั้งหมด 3 ตัว เสื้อยืดพ่อ เสื้อยืดแม่ บอดี้สูทลูก มีครบไซต์ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่แรกเกิด – เด็กโต พิมพ์ลาย สกรีน  มีหลายรูปแบบ กับลวดลายที่สามารถเลือกได้กว่า 50 แบบ เนื้อผ้าเกรดคุณภาพ เกรดเอ มีความหนา นุ่ม ซักไม่เป็นขุยง่าย ระบายอากาศ ได้ดี งานตับเย็บละเอียด เหมาะใส่ในเทศกาลต่างๆ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ >> www.ava-baby.com

ดูต่อ >> 6 เพจร้านขายชุุดครอบครัว
สวยเก๋-งานดีมีสไตล์ไม่ซ้ำใคร!! คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แมงป่องในลองกอง

ดูให้ดีก่อนกิน แมงป่องในลองกอง เด็กโดนต่อยอาจช็อกได้

ลองกอง ผลไม้ที่เด็กและผู้ใหญ่ชอบทาน เพราะมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่ควรล้างทำความสะอาดก่อนทานเพราะอาจจะเจอ แมงป่องในลองกอง หรือสัตว์มีพิษอื่น ๆ ต่อยมือได้

ดูให้ดีก่อนกิน แมงป่องในลองกอง เด็กโดนต่อยอาจช็อกได้

ทีมแม่ ABK มีเรื่องมาเตือนภัยตามที่คุณ เป็นหนึ่ง ไชยชิต อดีตพระเอกยุค 90 ได้โพสลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว Pennung Chaiyachit ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะกินผลไม้ลองกอง ก่อนต้องมาเจอกับเรื่องไม่คาดคิด ถึงขั้นต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกันเลย

มีเรื่องเตือนให้ควรระวัง… 💗
เมื่อคืนหลังทานข้าวเย็นเสร็จ​ ก็จะทานผลไม้ที่เพิ่งซื้อมา​ นั้นคือ​ “ลองกอง” ที่ยังอยู่ในถุง​ 2 กิโล​ มือซ้ายก็ยื่นลงไปในถุง​จะหยิบลองกอง​ มือยังไม่ได้แตะลูกลองกองเลย​ ก็เจ็บเหมือนโดนมีดบาดที่นิ้วโป้งซ้าย​ พร้อมตะโกนว่า​ “โอ้ยตัวไรกัด​ เจ็บจัง” รีบวิ่งไปเปิดน้ำล้าง​ เอาแอลกอฮอล์​มาล้างต่อ​ ความปวดยังไม่หาย​ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ​ จนทนไม่ไหว​ บอกว่าจะไปโรงพยาบาลทั้งคุณแม่และพี่โจ๊กก็งง​ ไรจะเจ็บปวดขนาดนั้น​ แล้วพี่โจ๊กก็ขับรถมาส่งที่รพ.วิชัยยุทธ​ ที่ดูแลประจำ
ระหว่างขับรถมาก็ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ​ แผลก็ไม่มีเลือดออกแม้แต่หยด​ แต่มั๊ยปวดเจ็บขนาดนี้​ เหมือนนิ้วโป้งจะหลุดจากมือ

เป็นหนึ่ง ไชยชิต
เป็นหนึ่ง ไชยชิต

ระหว่างรอหมอ​ นึกขึ้นมาได้ว่าลองดูใน​ Google​ ดิว่าเกิดไรขึ้น​ เลยคีย์​ว่า​ “แมลงกับพวงลองกอง​ เจอเลย​ “แมงป่องตัวเล็ก” พิษร้ายแรงกว่าแมงป่องช้าง​ 20​ เท่า​ คุณหมอขอให้ Admit ฉีดยาเข้าเส้นทั้ง​ ฆ่าเชื้อ​ แก้อักเสบ​ แก้ปวด​ และขอดูอาการ​ เพราะความดันสูงทะลุ​ 170​ เหงื่อออก​แตกเต็มหน้า​ ถ้าเป็นเด็กคนชราหรือคนไม่มีภูมิต้านทานอาจช็อกได้เลย

ฝากเพื่อน ๆ​ ระวังด้วย​ เจ้าแมงป่องตัวเล็กนี้​ ร้ายกาจมาก​ ซื้อลองกองมาก็แช่น้ำล้างใส่ตระกร้าก่อนทาน​ หรือจะให้ดีอย่าซื้อแบบเป็นพวง ๆ​ ซื้อแบบร่วง ๆ​ ดีกว่า​ เห็นพวกสัตว์​พวกนี้แล้วก็ถูกตังค์​ด้วย​ จริงม่ะ​ 555555​😜
#ยาวหน่อยนะ​ แต่อยากแชร์

นอกจากแมงป่องแล้ว ยังมีสัตว์มีพิษชนิดอื่น ๆ เช่น ตะขาบ แฝงอยู่ในพวงผลไม้ได้ ดังนั้นเมื่อซื้อผลไม้มาแล้ว จึงควรนำมาแช่น้ำและล้างให้สะอาดก่อนนำมาทาน เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษต่าง ๆ แล้ว ยังจะช่วยล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากผลไม้ได้อีกด้วย แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเจอ แมงป่องในลองกอง ต่อยนิ้วหรือมือเข้า เรามีคำแนะนำดี ๆ จาก เพจความรู้สนุกๆจากหมอแมว มาฝากกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ แมงป่องในลองกอง ต่อยมือ!! ทำไงดี??

เป็นหวัดเจ็บคอ

วิธีส่องดูคอลูก เมื่อ “เป็นหวัดเจ็บคอ”

อาการ เป็นหวัดเจ็บคอ สามารถพบได้บ่อยในเด็ก  เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งหากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ลูกจะสามารถหายได้เองใน 3-7 วัน ดูวิธีการส่องดูคอลูกว่าลูกติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ได้ที่นี่

วิธีส่องดูคอลูก เมื่อ “เป็นหวัดเจ็บคอ”

คออักเสบ เป็นหวัดเจ็บคอ คืออะไร?

คออักเสบ หรือ คอหอยอักเสบ (Pharyngitis) เป็นภาวะการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไปมีการอักเสบ บวม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ แต่สาเหตุที่พบบ่อย ๆ จะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่

คออักเสบเป็นภาวะติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก สามารถพบเกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่ในเด็กจะพบได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ ความรุนแรงของโรคมักมีไม่มาก และสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วันถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้มีอาการนานกว่า และควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรียต่อไป

สาเหตุของการ เป็นหวัดเจ็บคอ

  • 70-80% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
  • 15-20%  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • และอีกประมาณ 5% เกิดจากการติดเชื้อราซึ่งมักพบในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น
ลูกเป็นหวัด
ลูกเป็นหวัด

วิธีการรักษาอาการ เป็นหวัดเจ็บคอ จากเชื้อไวรัส

แนะนำให้การรักษาประคับประคองตามอาการเท่านั้น เช่น ให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน ๆ กลั้วคอด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ สามารถรับประทานยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาแก้หวัด ได้ตามอาการ สำหรับเด็กเล็กควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์จ่ายยาและคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสมต่อน้ำหนักตัวลูกก่อน ถึงจะป้อนยาเหล่านี้ได้ และสำหรับเด็กบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ หากลูกรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อยโดยทั่วไปอาการ เป็นหวัดเจ็บคอ จากไวรัสจะหายเองภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ (เพราะยาปฏิชีวนะมีไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และสามารถก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาหากทานพร่ำเพรื่อได้) (อ่านต่อ 9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”)

วิธีการรักษาอาการเป็นหวัดเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรีย

แพทย์จะให้การรักษาประคับประคองตามอาการดังกล่าวร่วมไปกับการให้รับประทานยาปฏิชีวนะ และผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้ว่าหลังจากรับประทานยาปฏิชีวนะไป 2-3 วันแล้วอาการจะดีขึ้นก็ตาม เพราะหากไม่รับประทานยาให้ครบ นอกจากจะทำให้โรคกำเริบได้บ่อยแล้วยังอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเกิดเชื้อดื้อยาตามมาได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าวิธีการรักษาการเป็นหวัดเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียนั้นแตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรให้ลูกกินยาปฏิชีวนะทันทีที่ลูกเป็นหวัดเจ็บคอ เพราะหากเป็นเพราะเชื้อไวรัส ก็จะเป็นการให้ลูกทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ซึ่งพฤติกรรมนี้อาจนำไปสู่อาการดื้อยาในอนาคตได้ แต่!! เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นหวัดเจ็บคอจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย? เรามีวิธีการส่องดูคอลูกว่าลูกเจ็บคอเพราะเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย มาฝากกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีส่องดูคอลูกว่าเจ็บคอจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย?

พาลูกขึ้นดอย

หนาวนี้ พาลูกขึ้นดอย 5 ดอยดังเชียงใหม่ ฟินกับลมหนาว ชมทะเลหมอก มองวิว 360 องศา

ช่วงเวลาที่เข้าสู่ฤดูหนาวในประเทศไทย ดอยบนเชียงใหม่จัดเป็นจุดหมายที่ใคร ๆ ก็อยากพาครอบครัวไปสัมผัสความหนาว ชมทะเลหมอก ไปค่ะ พาลูกขึ้นดอย ไปสัมผัสความฟินบนดอยกัน

หนาวนี้ พาลูกขึ้นดอย 5 ดอยดังเชียงใหม่
ฟินกับลมหนาว ชมทะเลหมอก มองวิว 360 องศา

เชียงใหม่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตในภาคเหนือ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทั้งในเมืองไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวขับรถขึ้นดอยไปสัมผัสความเย็นของอากาศ ชมทะเลหมอกปกคลุมยอดดอยสวยงาม ไม่ต้องแพคกระเป๋าไปเมืองนอกเลย สำหรับครอบครัวสายลุย พาลูกขึ้นดอย ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกบนดอยที่สูงจากระดับน้ำทะเล สูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสกับความหนาว และชมวิวสูงแบบ 360 องศา ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม 5 ดอยดังในจังหวัดเชียงใหม่มาฝากกันค่า

1.ดอยม่อนแจ่ม

ดอยม่อนแจ่ม
ดอยม่อนแจ่ม

“ดอยม่อนแจ่ม” ขึ้นชื่อว่าเป็นดอยยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของเชียงใหม่ ตั้งอยู่อำเภอแม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ถึงชั่วโมง เมื่อขึ้นไปถึงบนดอยแล้วแจ่มสมชื่อเลยค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะมาฤดูไหนก็ได้สัมผัสกับอากาศเย็น ๆ ลมพัดให้หนาวฟิน มองออกไปจากดอยจะเห็นทัศนียภาพทิวเขาที่เรียงตัวอย่างสวยงาม เห็นหมอกลอยละล่อง มีแปลงดอกไม้เมืองหนาวสวย ๆ ให้ได้ชม ได้เห็นเด็กดอยใส่ชุดพื้นเมืองวิ่งเล่นไปมา ซึ่งเราก็ชวนเด็ก ๆ มาถ่ายรูปได้นะคะ แต่ก็อาจจะมีค่าขนมให้น้องไปถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังมีไร่สตรอเบอรี่และสตรอเบอรี่ที่ชาวบ้านนำมาขายในราคาที่ไม่แพงด้วย มีร้านกาแฟเก๋ ๆ ให้นั่งชิล ตามด้วยกิจกรรมที่เด็ก ๆ จะต้องชอบและอยากเล่นเป็นสิบ ๆ รอบ คือ รถเลื่อนไม้ม่อนแจ่มหรือที่เรียกว่าฟอร์มูล่าม้ง ที่เลื่อนลงมาจากที่สูง น้องคนไหนที่อยากจะเล่นท้าทายความกล้าต้องใช้มือบังคับทิศทางให้ดีเชียวล่ะ พาลูกขึ้นดอย เที่ยวม่อนแจ่มแบบไปเช้าเย็นกลับ รับรองว่าได้ถ่ายรูปสวยๆ เพลินๆ ครบอรรถรสทั้งครอบครัวเลยจ้า

2.ดอยสุเทพ-ดอยปุย

ดอยสุเทพ
ดอยสุเทพ

“ดอยสุเทพและดอยปุย” เป็นอีกดอยยอดฮิตของเชียงใหม่ค่ะ เป็นเส้นทางจากตัวเมืองที่สามารถขึ้นไปเที่ยวสองดอยได้แบบ One Day trip หรือจะนอนค้างเพื่อตื่นรอชมพระอาทิตย์ขึ้น สูดอากาศสดชื่นยามเช้าก็ได้ มีสถานที่บนดอยให้แวะเที่ยวเยอะมาก อาทิเช่น

ดอยสุเทพ – อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ผู้ปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยสุเทพและเป็นพระครูบาที่ชาวเมืองล้านนาให้ความเคารพนับถือ /น้ำตกห้วยแก้ว /ตำหนักภูพิงค์/ วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ที่ถือว่าเป็นศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่

ดอยปุย – หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง มีสวนดอกไม้เมืองเหนือที่บานสวยงามให้ได้ชม และมีสวนน้ำตกดอยปุยเล็ก เส้นทางขึ้นดอยปุยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงเต็มไปด้วยป่าสนและต้นพญาเสือโคร่งในช่วงปลายเดือนธันวาคมดอกพญาเสือโคร่งจะผลิดอกบานสะพรั่ง เป็นเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามมาก ๆ เลยค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ชอบดูนกให้เตรียมพกกล้องมาส่องกันได้เลย บนดอยมีนกหายากและสีสันสวยงามหลายร้อยชนิด สำหรับเส้นทางขึ้นดอยปุยจะแคบและชันพอสมควร ถ้ากังวลเรื่องเส้นทางขับรถสามารถเรียกรถแดงหรือหาผู้ชำนาญทางขับรถขึ้นมาเที่ยวกันดีกว่านะคะ

3.ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว
ดอยหลวงเชียงดาว

“ดอยหลวงเชียงดาว” เหมาะสำหรับครอบครัวสายแอดเวนเจอร์ สายลุย และรักธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง เป็นภูเขาหินปูนที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย มีระดับความสูงอยู่ที่ 2,225 ม.  ประกอบไปด้วยยอดเขาเล็กใหญ่มากมาย มีหมอกจาง ๆ ปกคลุม เส้นทางขึ้นดอยควรใช้รถและบริการไกด์ท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยจัดการในเรื่องต่าง ๆ ดอยเชียงดาวเต็มไปด้วยผืนป่าและแมกไม้นานาพันธุ์ โดยตลอดเส้นทางก็จะพบกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สวยงามและแปลกตาแตกต่างกันไป ไปยืนอยู่บนดอยก็จะมองเห็นวิว 360 องศา ที่สามารถชมความงามและมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตก จัดเป็นอีกหนึ่งดอยที่สวยงามมาก ๆ ในประเทศไทย แถมบนยอดดอยหลวงเชียงดาวจะมีอากาศหนาวเย็นมาก ๆ อีกด้วย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะพาลูกขึ้นไปต้องเตรียมตัวให้พร้อมเชียวล่ะ

4.ดอยอ่างข่าง

ดอยอ่างขาง
ดอยอ่างขาง

เส้นทางขึ้นบน “ดอยอ่างข่าง” ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกพญาเสือโคร่งชูช่อสีชมพูบานสะพรั่ง ส่วนด้านบนดอยไฮไลท์ชูโรงต้องเป็นความสวยงามของวิวไร่ชา ที่ปลูกแบบขั้นบันไดไล่ระดับ แล้วก็ยังมีไร่สตรอเบอรี่ ที่เด็ก ๆ จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มาเก็บสตรอเบอรี่ในยามเช้า และเข้าไปช่วยเก็บสตรอเบอรี่กับชาวบ้านได้ด้วยนะ เป็นประสบการณ์สุดวิเศษของเจ้าตัวเล็กเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมอีกมากมาย เช่น สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวงในรัชกาล 9 ภายในมีแปลงดอกไม้ประดับ แปลงปลูกผักและผลไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิดให้ได้ชม กิจกรรมปั่นจักรยาน เดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ รวมไปถึงการดูนกที่มีนกหลายสายพันธุ์ และสัมผัสแม่คะนิ้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมที่อากาศจะหนาวเย็นเป็นพิเศษจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง อีกทั้งในช่วงหน้าหนาวต้นชมพูพันธ์ทิพย์ หรือซากุระเมืองไทยก็จะบานเป็นสีชมพูสวยงามอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะมาช่วงฤดูไหนก็สัมผัสอากาศที่เย็นสบายได้เพราะที่นี้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ครอบครัวสายรักธรรมชาติไม่น่าพลาดพาลูกขึ้นดอยที่นี่อย่างแน่นอนค่า

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 ดอยดังเชียงใหม่และเคล็ดลับความพร้อมพาลูกเที่ยวดอย คลิกหน้า 2

เรียนร้องเพลงดียังไง

6 ข้อที่บอกว่าให้ลูก เรียนร้องเพลงดียังไง เพิ่มไอคิว ช่วยลูกฉลาด!

เส้นทางของสายดนตรี มีให้เลือกหลายทางมากค่ะ ความถนัดและความชอบของเด็ก ๆ แต่ละคนจะเปลี่ยนไปตามวัย สำหรับคนที่ไม่ชอบร้องเพลงก็อาจจะเลือกเครื่องดนตรีตามที่ถนัด ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องดนตรีที่เหมาะจะเริ่มต้นเรียนได้ตั้งแต่เล็ก อาทิเช่น เปียโน กีตาร์ กลอง ฯลฯ แต่สำหรับลูกบ้านไหนที่สนใจด้านการร้องเพลง ลูกบ้างบ้านเริ่มฉายแววเป็นนักร้อง ชอบร้องเพลงตามนักดนตรีที่ชอบ มาดูกันค่ะว่า ประโยชน์ของการ เรียนร้องเพลงดียังไง ?

6 ข้อที่บอกได้ว่าให้ลูก เรียนร้องเพลงดียังไง

เรียนร้องเพลงดียังไง

สำหรับพ่อแม่ที่สังเกตเห็นความถนัดของลูกด้านการร้องเพลงตั้งแต่ยังเล็ก สามารถสนับสนุนให้ลูกเรียนร้องเพลงได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองในส่วนของการได้ยินเริ่มพัฒนา หลักสูตรในโรงเรียนสอนดนตรีชั้นนำจะให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการฟังอย่างเหมาะสมกับวัย ซึ่งจะทำให้เด็กฟัง แยกเสียง และร้องเพลงได้ดี ซึ่งเมื่อเด็กได้ฟังก็จะเกิดความสนใจ มีสมาธิ มีส่วนช่วยให้เรียนวิชาอื่น ๆ หรือทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ดี อีกทั้งการเรียนดนตรีนั้นให้ผลโดยตรงต่อสมอง เสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาที่จะทำให้เด็กได้รู้จักคำศัพท์ การใช้ภาษา เกิดจินตนาการเป็นภาพตามเนื้อร้อง ช่วยเพิ่มทักษะไอคิวได้ ซึ่งมีผลมาจากการฝึกสมองผ่านการเรียนรู้โน้ตดนตรี แยกประสาท ถ้าลูกมีความชอบทางด้านนี้ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็สามารถปูพื้นฐานการร้องเพลงเพื่อต่อยอดไปสู่อนาคตได้เลย

เรียนร้องเพลงเรียนอะไรบ้าง ?

การเรียนร้องเพลงในแต่ละสถาบันมีหลักสูตรที่แตกต่างกัน ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ทั้งทักษะการร้อง เรียนทฤษฎีดนตรี อ่านโน้ต เขียนโน้ต ร้องโน้ต และทักษะอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการเรียนด้านนี้ก็เหมือนได้เรียนสายอาชีพที่เน้นเฉพาะทางตามความถนัดโดย และจำเป็นต้องมีวินัยการฝึกฝน เรียนอย่างสม่ำเสมอ มีการเรียนรู้เพื่อเข้ากับครูและเพื่อนร่วมห้อง เหล่านี้ก็จะทำให้เกิดประโยชน์และพัฒนาการที่ดีขึ้นในตัวเด็กตามมา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ลูกเรียนร้องเพลงได้ประโยชน์อย่างไร คลิกหน้า 2

ลูกเบื่ออาหาร

ไลซีน…ตัวช่วยเบอร์ 1 เมื่อ “ ลูกเบื่ออาหาร ”

เชื่อว่าคุณแม่ๆ มักต้องเจอช่วงเวลาที่ ลูกเบื่ออาหาร  กินข้าวน้อยลง  ทั้งบังคับ ทั้งหลอกล่อ ยังไงก็ไม่ได้ผล หากปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีกับสุขภาพลูกแน่ๆ วันนี้เรามีตัวช่วยเบอร์ 1 ที่ทำให้ลูกกลับมากินข้าวได้มากขึ้น   รวมทั้งสาเหตุและวิธีต่างๆ ในการรับมือลูกกินข้าวยากมาแชร์ให้ฟัง

ลูกเบื่ออาหาร เพราะอะไร?  

ในช่วงวัยของเด็กตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป หนึ่งที่ในปัญหาที่มักพบในเด็กวัยนี้คือ ภาวะเบื่ออาหาร เริ่มกินข้าวยาก หรืองอแงเวลากินข้าว ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกจะได้รับสาอาหารที่เพียงพอและมีการเจริญเติบโตที่เหมาะสมหรือไม่  ซึ่งอาการเบื่ออาหารอาจเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้ค่ะ

1. พัฒนาทางพฤติกรรมตามช่วงวั

อาการเบื่ออาหารบางประเภท ถือเป็นเรื่องของพฤติกรรมหรือเป็นลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยของเด็ก เด็กจะเริ่มแยกแยะรสชาติของอาหารได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่อายุประมาณ1ขวบขึ้นไป ฉะนั้นลูกจะเริ่มจดจำรสชาติอาหารที่ชอบหรือไม่ชอบ  จึงทำให้จากที่เคยรับประทานอาหารได้ง่าย ลูกอาจเริ่มเลือกกินแต่สิ่งที่เค้าชอบ  เช่น กินแต่ขนมที่มีรสชาติหวาน ไม่กินอาหารบางอย่าง เช่นเนื้อสัตว์ที่เหนียว หรือผักที่มีกลิ่นแรง และอาจปฎิเสธเมนูอาหารที่เมื่อก่อนเคยกิน

2. มีสิ่งเร้าหรือบรรยากาศที่ไม่ดีในมื้ออาหาร

ขณะรับประทานอาหาร หากมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจมากกว่า เช่น เปิดทีวีระหว่างกินข้าว  หรือให้เล่นมือถือไปด้วย ก็อาจทำให้ลูกกินข้าวได้น้อยลง เพราะมัวแต่สนใจดูทีวี เล่นมือถือ  หรือ บรรยากาศในการกินที่ไม่เอื้อให้เกิดความอยากอาหาร เช่น การตำหนิติเตียน หรือต้องมีการเช็ดปากเด็กอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวเลอะเทอะ โดยไม่ปล่อยให้เด็กมีโอกาสได้กินอาหารเอง ก็มีส่วนทำให้ความอยากอาหารก็จะลดน้อยลง

3. การกินของว่างก่อนมื้ออาหารหลัก

ระหว่างมื้ออาหาร คุณแม่มักกังวลว่าลูกจะหิว จึงให้ลูกดื่มนม หรือทานของว่าง เช่น น้ำผลไม้ ผลไม้ ขนมถุงไอศกรีม ซึ่งจริงๆแล้วเป็นตัวการในการตัดกำลังความหิว ความยากอาหารของลูกเลยค่ะ เพราะเมื่ออิ่มจากอาหารว่าง จึงทำให้ไม่รู้สึกหิวและไม่อยากกินในมื้ออาหารหลัก

อาการเบื่ออาหาร  เป็นปัญหาที่คุณแม่สามารถแก้ไขได้หากดูแลโภชนาการ, พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และสิ่งแวดล้อมให้ลูกอย่างเหมาะสมตามวัย แล้วเสริมด้วยสารอาหารเพิ่มเติม เช่นวิตามินสำหรับเด็กที่มีส่วนผสมของไลซีนและวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับภาวะเบื่ออาหารในเด็ก

ไลซีน ตัวช่วยเบอร์ 1 ที่ทำให้ลูกกินข้าวได้มากขึ้น

ไลซีน (Lysine) เป็นหนึ่งในกรดอะมิโนที่จำเป็น สำคัญต่อร่างกาย และต้องได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่เท่านั้น สำหรับ ไลซีน (Lysine) ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายของเด็กๆ อีกหลายอย่าง นั่นก็คือ

  1. ช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้น ด้วยกลไกที่ไลซีนมีผลช่วยให้ฮอร์โมนบางชนิดร่างกายมีความสมดุลที่ดีขึ้น ทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
  2. เพิ่มการเผาผลาญให้แก่ร่างกาย ไลซีนเป็นตัวนำกรดไขมันเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญ ทำให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และโปรตีนต่างๆ ภายในร่างกาย ส่งเสริมให้เด็กๆ เจริญเติบโตตามวัยได้อย่างเติมประสิทธิภาพ
  4. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดโอกาสการเจ็บป่วย
  5. ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เสริมสร้างความแข็งแรง และพัฒนาการของกระดูกได้ดีขึ้น

นอกจากเสริมไลซีนเพื่อช่วยให้ลูกเจริญอาหารแล้ว ไลซีนยังมีมีความจำเป็นและสำคัญต่อการทำงานและการเจริญเติบโตของลูกอีกด้วย  เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการที่ผสมไลซีนมีมาในรูปของวิตามินน้ำเชื่อม ปลอดภัย รับประทานง่าย  รวมทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปด้วยค่ะ  แต่อย่าลืมสังเกตุปริมาณไลซีนในผลิตภัณฑ์ด้วยว่ามีปริมาณสูงเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายลูกหรือไม่

ลูกเบื่ออาหาร

นอกจากอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องการเจริญอาหารให้กับลูกเบื่ออาหาร กินข้าวน้อย อยากให้ลูกกินข้าวเยอะขึ้น แนะนำว่า…

  1. สร้างวินัยในการกิน ควรจัดอาหารให้เด็กกินเป็นเวลา และไม่ควรให้ลูกกินข้าวพร้อมกับการดูโทรทัศน์หรือกิจกรรมอื่น เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าการกินอาหารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะต้องเป็นเวลา และไม่พุ่งความสนใจไปที่โทรทัศน์ รวทั้งสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้สนุก
  2. ไม่ควรให้เด็กกินขนมจุกจิกก่อนถึงมื้ออาหาร 1-2 ชั่วโมง รวมทั้งไม่ควรให้เด็กกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำให้เด็กเกิดนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้อง
  3. ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารใหม่ๆ และหลากหลาย ให้ลูกได้ลองรับระทานกันมากขึ้น เพื่อให้ลูกได้ทดลองรสชาติใหม่เพื่อป้องกันอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งได้รับสารอาหารที่หลากหลาย
  4. ให้ปริมาณอาหารแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรมีปริมาณอาหารที่เยอะเกินไปในจานข้าว ถ้าลูกไม่อิ่ม สามารถตักเพิ่มให้ภายหลัง

ครอบครัวไหนที่กำลังเจอกับปัญหา ลูกเบื่ออาหาร ลูกกินข้าวน้อยไม่ต้องกังวลไปค่ะ ลองทำตามคำแนะนำและ ให้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มี “ไลซีน” เพราะ นอกจากจะช่วยให้ลูกเจริญอาหารแล้วยังมีความสำคัญต่อร่างกายลูกมากๆ ค่ะ

 

อ้อม พิยดา

เผยสไตล์การเลี้ยงลูกของ อ้อม พิยดา เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ให้ทำในสิ่งที่ชอบ!

เผยอีกหนึ่งมุมของคุณแม่ดาราสาวสุดเก่ง อ้อม พิยดา กับแนวทางการเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ที่หรูก็อยู่ได้ หรือที่เป็นไม้ๆ ก็อยู่ดี ทำในสิ่งที่ชอบและมีความสุขกับทุกวัน

เผยสไตล์การเลี้ยงลูกของ อ้อม พิยดา
เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ให้ทำในสิ่งที่ชอบ!

เรียกได้ว่าดาราสาวสวยคนนี้ ต้องยกให้เป็นซุปเปอร์มัมเลยก็ว่าได้สำหรับคุณ อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ที่มีหน้าที่เป็นทั้งนักแสดง พิธีกร และผู้จัดละคร แต่ก็ยังทำหน้าที่คุณแม่ซึ่งเลี้ยงลูกสาวสุดที่รัก “น้องนาวา” ได้อย่างยอดเยี่ยม

ทั้งนี้การเลี้ยงลูกของดาราหรือคนทั่วไปมักจะแตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งสำหรับบ้านของ คุณอ้อม พิยดา จะเป็นอย่างไร ทีมแม่ ABK ได้แอบสัมภาษณ์ล้วงเคล็ดลับประสบการณ์การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กน่ารักแบบ น้องนาวา มาฝากค่ะ … เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางและให้คุณพ่อคุณแม่คนธรรมดาทั่วไปได้เรียนรู้ถึงการเลี้ยงลูกของดาราครอบครัวคนดัง ที่ในปัจจุบันค่อนข้างเป็นที่สนใจจากสังคม ไปดูกันค่ะว่าคุณแม่ อ้อม พิยดา ของ น้องนาวา จะมีเเนวคิดการเลี้ยงลูกอย่างไร

 

“น้องนาวา” ตอนนี้ 7 ขวบแล้ว ดูเป็นเด็กสดใสร่าเริง ชอบเต้น? คาแรกเตอร์เหมือนใคร!

ไม่รู้ว่าได้เหมือนใคร (หัวเราะ 555) เพราะพ่อก็ไม่ได้ชอบเต้นแน่ๆ ส่วนอ้อมเองก็เป็นอย่างที่ใครๆ เห็นกัน … ซึ่งน้องเค้าก็สดใสร่าเริงตามวัย แต่ชอบเต้นเพราะเค้าชอบของเค้าเอง ด้วยสังคมสมัยนี้พอได้ดูได้เห็นก็ชอบก็เลยเต้น

 

“น้องนาวา” กลัวใครมากกว่า ระหว่างพ่อกับแม่

กลัวแม่มากกว่าอยู่แล้ว บางครั้งถ้าพ่อดุเค้าก็กลัว แต่ปกติพ่อไม่ค่อยดุ อ้อมจะเป็นคนดุมากกว่า

 

โมเม้นต์ที่ประทับใจที่สุดของครอบครัว

มีทุกวัน โดยเราก็จะทำทุกวันให้เป็นปกติและมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว เวลาคิดถึงก็ส่งรูปให้กัน ไปทำงานกลับมาก็ได้อยู่ด้วยกันก็มีความสุขแล้ว โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน ก็จะมีคุยกัน หัวเราะ แล้วก็มีอ่านหนังสือ และหลับไปพร้อมกัน ก็มีความสุขแล้ว

อ้อม พิยดา

เรื่องตลกของ “น้องนาวา”

เค้าจะชอบทำหน้าทำตาทะเล้นและกวนอ้อมทุกวัน เช่นบางทีที่อ้อมดุอะไรเค้ามากๆ เช่น “นาวาแบบนี้มันไม่ได้เลยนะคะลูก” เค้าก็จะบอกว่า “ได้ครับ ได้ครับพี่อ้อมครับ” คือจะมีสกิลการเอาตัวรอดสูง โดยการพูดเล่นตลก

 

อยากให้ “น้องนาวา” เข้าวงการไหม

ถ้าเลือกได้ คือ ไม่อยากให้น้องเข้าวงการ เพราะเราอยู่ในวงการเรารู้ว่ามันเป็นยังไง เหนื่อยแค่ไหน และสมัยนี้ก็ยากที่จะเข้า และเค้าไม่ใช่เด็กที่จะแสดงอะไรได้แบบนั้น หรืออาจจะชอบอยากทำเบื้องหลัง ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ เพราะเค้าเพิ่ง 7 ขวบ แต่ก็ชอบเต้น ชอบร้อง ซึ่งตอนนี้เค้าก็บอกว่าเค้าอยากเป็นหมอ แต่จะเป็นหมอที่รักษาเฉพาะในครอบครัวเรา แล้วก็คนแก่ และคนที่ไม่มีค่ารักษา เพราะค่ารักษาพยาบาลมันแพง มีตั้งปณิธานเอาไว้อย่างดี อ้อมก็บอกว่าโอเค แล้วถามต่อว่า แล้วลูกจะเอาเงินที่ไหนมากินข้าวซื้อของใช้ เค้าก็บอกว่า เราก็ใช้อย่างประหยัดสิแม่ แล้วนาวาก็จะไปเป็นนักร้อง คือจะเอาเงินจากนักร้องมาเลี้ยงตัวเอง แล้วก็เป็นหมอรักษาฟรี แต่ก่อนหน้านี้ก็บอกอยากเป็นนักท่องเที่ยว เพราะไม่อยากทำงาน อยากเที่ยวอย่างเดียว แล้วก็บอกว่าหาเงินจากการถ่ายไงแม่ ถ่ายยูทูป อ้อมก็บอกว่ามันไม่ใช่ที่เราจะได้สินค้าทุกอย่างแล้วมันจะซับพอร์ตยูทูปนาวาได้ทั้งหมดนะ ก็จะคอยบอกสอนเค้าด้วย เพราะเดี๋ยวจนกว่าจะโต ก็จะเปลี่ยนไปเป็นล้านๆอย่าง

อ้อม พิยดา

“เลี้ยงลูกให้ดีที่สุด” ในแบบ “ อ้อม พิยดา ” เป็นแบบไหน

ก็คือ เลี้ยงในแบบที่ตัวเองว่าดี โดยอ้อมจะคุยกับพี่อาร์ท เลี้ยงแบบธรรมชาติ ให้เค้ารู้จักธรรมชาติ ธรรมชาติในที่นี้ก็คือความเป็นอยู่แบบธรรมชาติด้วยนะ ให้รู้จักถึงสภาพแวดล้อม อยู่อย่างธรรมะ แบบธรรมดา เป็นปกติที่สุด

คือให้รู้จักหมดทุกอย่างว่า การเป็นอยู่แบบปกติเป็นยังไง เพราะมีแม่เป็นดาราแบบนี้ก็จะไม่ปกติอยู่แล้ว อ้อมจึงพยายามทำให้เค้าเป็นปกติที่สุด เพื่อที่เค้าจะได้อยู่อย่างมีความสุขในทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ ทุกสภาพแวดล้อม

เช่นสมมุติว่าที่เคยพาไปดำน้ำ ไปเรือเราก็อยู่แบบบ้านๆ ก็อยู่ได้ แล้วพอไปเรือไปอยู่ที่ที่มีความสะดวกสบายที่สุด เค้าก็จะบอกว่า โอโห้แม่ทำไมที่นี้มันดูดีจังเลย เจ๋งจังเลย ต้องแพงมากเลย เราก็จะสอนเสมอว่า นาวา เราต้องอยู่ได้ทุกที่ เค้าก็จะพูดขึ้นมาว่า “นาวารู้นาวาก็อยู่แบบไม้ๆได้” ไปนอนที่พักที่เป็นไม้ๆ ลุยๆ ได้ “แต่อยู่ที่นี่เราก็เอ็นจอยสิแม่” ซึ่งเค้าก็เอ็นจอยกับทุกที่ ก็ถือว่าวันที่ได้ยินเค้าพูดแบบนี้ ก็เรียกว่าได้ผลในสิ่งที่เราอยากปลูกฝังให้เค้า คือไม่หรูก็ได้หรือหรูก็อยู่ได้ อยู่ได้หมดทุกที่ กินได้หมดทุกอย่าง คือทำยังไงก็ได้คือเราตั้งใจให้ลูกอยู่อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นความสุขก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องรวยมาก หรือความสุขคือการที่เราต้องอยู่แบบธรรมชาติที่สุด ซึ่งมันก็แล้วแต่คน แต่บ้านเราจะเดินทางสายกลางได้หมดทุกรูปแบบ

 

“ประสบการณ์การเลี้ยงลูก” ที่คุณอ้อม พิยดา บอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก!

ไม่ค่อยมีนะ แต่พอทำแล้วก็จะไปขอโทษเค้า เช่นพอสมมุติว่าเราตี ฟาดลูกไป ก็คือจะบอกก่อนแล้วว่าถึงเวลาถ้าทำผิดเกิน 4 ครั้งก็จะตี ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะตีอยู่ดี เพราะเราตกลงกันแล้ว และอ้อมเป็นคนที่แบบเลี้ยงแล้วตี แต่ไม่ได้ตีเลอะเทอะ โดยใช้ไม้บรรทัดตีมือ ซึ่งก็จะมีเหตุผล และเดี๋ยวนี้พอเค้าเริ่มโตก็จะมีอาการกระฟัดกระเฟียด อ้อมก็จะเริ่มอารัมภบทบอกเหตุผลว่าที่แม่ต้องทำแบบนี้เพราะอะไร และจะเลือกเอายังไง เค้าก็จะร้องไห้เมื่อโดนตี แต่ก็จะรู้ตัวว่าตัวเองโดนตีเพราะขี้เกียจ แล้วอ้อมก็จะพูดเล่าให้ฟังว่า ที่แม่ตีไปนะนาวาคิดดูแม่ต้องตีเนื้อตัวเอง ตีคนที่ออกมาจากแม่ แม่ต้องเสียใจขนาดไหน และที่แม่ต้องทำก็เพราะว่าถ้าลูกไม่ขยันก็จะเป็นแบบนี้แบบนั้น

อ้อม พิยดา

วางแผนอนาคตของน้องไว้อย่างไร?

ก็ยังให้น้องเรียนที่โรงเรียนมาแตร์ไปก่อน ค่อยๆ เรียนไปเรื่อยๆ ที่ละสเต็ป เรียนในสิ่งที่ชอบ อาจจะย้ายหรือไม่ย้ายก็ค่อยมาดูกัน ก็ให้เค้ามีความสุขกับทุกวัน เรียนก็เรียน ไปเที่ยวก็ไปใช้ชีวิตแบบเด็กให้แฮปปี้ และเน้นทำให้จบมากกว่าทำให้เสร็จในทุกๆอย่างที่เริ่ม ไม่ใช่อยากเรียน เรียนๆ แล้วก็เลิก ต้องเอาให้แน่นอน ซึ่งถ้าจะทำก็จะสนับสนุน แต่ต้องทำอย่างตั้งใจ ไปให้สุด คือทำอะไรเริ่มไว้ก็ต้องทำให้เสร็จ อย่าทิ้งกลางคัน ก็เป็นสิ่งที่พยายามสอน

 

เรียกได้ว่าเป็นสไตล์การเลี้ยงแบบธรรมชาติจริงๆ เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้น้องนาวาอยู่ได้กับทุกๆสภาพแวดล้อม ทุกๆสถานที่ พร้อมบุกน้ำลุยไฟไปกับคุณแม่และคุณพ่อ หรือการให้ลูกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งก็ต้องทำให้จบสำเร็จด้วยในทุกๆเรื่องนั่นก็เพื่ออนาคตที่ดีของน้องนาวาเอง ซึ่งคุณแม่อ้อม พิยดา ก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ … หากคุณพาอคุณแม่บ้านไหนสนใจสไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็สามารถลองนำไปประยุกต์ใช้ดู อาจเป็นประโยชน์สำหรับลูกน้อยที่บ้านมากขึ้นก็ได้นะคะ

ชมคลิปแม่อ้อม พิยดา กับน้องนาวา หาของขวัญวันพ่อ เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร!!

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :


ขอบคุณภาพจาก IG : @aomphiyada

ท้องร่วง

ระบาดหนัก!! หนาวนี้พบป่วย “ท้องร่วง” เก้าแสนกว่าคนแล้ว

ท้องร่วง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะโรคท้องร่วงที่เกิดจาก โรต้าไวรัส และ โนโรไวรัส ที่เจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว เด็กเล็กอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ระบาดหนัก!! หนาวนี้พบป่วย “ท้องร่วง” เก้าแสนกว่าคนแล้ว

นายแพทย์สุวรรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เผยแพร่พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพ วันที่ 17-23 พ.ย.2562 โดยกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะเชื้อโรต้าไวรัส ซึ่งพบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ท้องร่วง ชนิดรุนแรงได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้รายงานสถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในประเทศไทย ดังนี้

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 พ.ย. 2562 พบผู้ป่วย 942,095 คน เสียชีวิตแล้ว 7 คน โดยมีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ และกลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุด คือ อายุมากกว่า 65 ปี (13.69%) รองลงมา คือ 15-24 ปี (11.98%) และ 25-34 ปี (11.46%) ตามลำดับ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเป็นกลุ่มก้อนจำนวน 4 เหตุการณ์ สาเหตุล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อโรต้าไวรัส

กรมควบคุมโรค คาดว่า จำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรต้าไวรัส เนื่องจากเชื้อไวรัสดังกล่าวจะเจริญเติบโตและทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ดีในช่วงฤดูหนาว ทำให้ประชาชนมีโอกาสได้รับเชื้อจากการกินอาหารและน้ำ หรือสัมผัสกับของเล่น หรือเครื่องใช้ที่มีไวรัสปนเปื้อนสูงขึ้น

โรคท้องร่วงในเด็ก
โรคท้องร่วงในเด็ก

ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนเลือกรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และมีการปรุงหรือผลิตที่ได้มาตรฐาน ก่อนกินอาหารควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งและในกรณีที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ควรระมัดระวังเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้เป็นกรณีพิเศษ ไม่ควรใช้ภาชนะ หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น

หากผู้ใดมีอาการถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ หรือสารละลายเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปทันที หากอาการยังไม่ดีขึ้น รู้สึกอ่อนเพลีย อาเจียนรุนแรง หรือมีอาการขาดน้ำ ควรรีบไปพบแพทย์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงได้

ขอบคุณข่าวจาก : https://news.thaipbs.or.th/dcontent/286184

กลุ่มเด็กเล็ก เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดต่อโรคท้องร่วงนี้ เพราะมักจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ และยิ่งหากมีอาการ ท้องร่วง ที่เกิดจากไวรัสโรต้าหรือโนโรไวรัสแล้ว จะทำให้เด็กอาเจียน ท้องร่วง ได้รุนแแรงกว่าผู้ใหญ่ทั่วไป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ท้องร่วง..ในเด็ก มีอาการอย่างไร? เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์?

เชื้อดื้อยา

9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”

ในแต่ละปี กว่า 1 ล้านคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากการติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจาก “เชื้อดื้อยา” ซึ่งเชื้อนี้เกิดจากพฤติกรรมผิด ๆ ในการกินยา ซึ่งปัญหานี้ หากไม่แก้ที่พฤติกรรมการกินยา ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายจากแบคทีเรียดื้อยาได้

9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”

เชื้อดื้อยา คืออะไร?

เชื้อดื้อยา คือ ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ทำให้การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแพงขึ้น หรือผู้ป่วยอาจเสี่ยงเสียชีวิตมากขึ้น ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจาก เชื้อดื้อยา ประมาณ 700,000 คน/ปี หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง คาดว่าในปี ค.ศ.2050 การเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน เชื้อดื้อยาจึงเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วทุกมุมโลก เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพประชากรโลก และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพราะเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย

เชื้อดื้อยาอาจเกิดจากแบคทีเรียเปลี่ยนแปลงยีนจนดื้อยาหรือได้รับยีนดื้อยาจากแบคทีเรียตัวอื่น ๆ ซึ่งทำให้โรคติดเชื้อเรื้อรังบางชนิด เช่น ปอดบวม หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รักษาได้ยากขึ้นหรือทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด การผ่าตัด หรือการฟอกไต ที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

แบคทีเรียดื้อยา
แบคทีเรียดื้อยา

เชื้อดื้อยาเกิดจากอะไร?

เชื้อดื้อยาเกิดจากพฤติกรรมการกินยาปฏิชีวนะที่ผิดวิธีและไม่จำเป็น รวมถึงความเชื่อผิด ๆ ของคนไทยในการกินยาเมื่อไม่สบายนั่นเอง และต่อไปนี้ คือพฤติกรรมเสี่ยงในการกินยาปฏิชีวนะที่อาจส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา

  1. กินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ความจริงแล้วเราไม่ควรกินยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อาจทำให้เชื้อโรคมีการปรับตัวและพัฒนาตัวเองให้ต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา ทำให้การรักษาไม่เป็นผล
  2. กินยาปฏิชีวนะไม่ถูกเชื้อ ทุกครั้งที่ไม่สบาย เราควรรู้ว่าตัวเองเป็นโรคที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือไวรัส เพราะการใช้ยาไม่ถูกกับเชื้อ เช่น การกินยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคไข้หวัดเจ็บคอซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นเชื้อดื้อยาได้
  3. แบ่งกันกินยาปฏิชีวนะ แม้ว่าจะป่วยใกล้ ๆ กัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนป่วยจากเชื้อเดียวกัน ดังนั้นการแบ่งยาปฏิชีวนะให้อีกคนกิน อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะอาจจะทำให้กินยาไม่ถูกกับเชื้อ และกินยาไม่ครบตามปริมาณที่เหมาะสมได้
  4. กินยาปฏิชีวนะไม่ครบ การกินยาไม่ครบตามปริมาณ ตามจำนวนครั้ง และตามจำนวนวันที่แพทย์หรือเภสัชกรบอก หรือการหยุดยาก่อนกินครบ เพราะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว รวมถึงการนำยาที่เหลือจากการกินคราวก่อน มากินต่อ  ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อโรคมีการพัฒนากลายเป็นเชื้อดื้อยาได้ เพราะกลไกการทำงานของยามีผลต่อเชื้อโดยตรง ไม่ได้มีผลต่อคน ดังนั้นต้องกินยาจนหมดตามที่กำหนด เพราะเชื้อยังถูกกำจัดจากร่างกายไม่หมด จึงเป็นเหตุให้กลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาได้
  5. ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง การซื้อยากินยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่ปรึกษาหมอหรือเภสัชกร เสี่ยงต่อการได้ยาที่ไม่ถูกต้องตามสาเหตุของโรค ซึ่งอาจทำให้เป็นเชื้อดื้อยาได้ เช่น เป็นไข้หวัดเจ็บคอ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากไวรัส พักผ่อนก็หาย แต่กลับไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน มีความเสี่ยงทำให้เชื้อโรคพัฒนาเป็นเชื้อดื้อยาได้เช่นกัน
  6. เคยอมยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะต้านเชื้อโรค ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา เพราะเป็นการใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมแล้วยังเป็นการใช้ยาเกินจำเป็นด้วย
  7. เปลี่ยนไปใช้ยาต้านแบคทีเรียที่แรงกว่าเดิม เพราะเห็นว่ากินแล้วไม่หาย การรักษาต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะดีขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนยาที่แรงขึ้นอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  8. เอายาต้านแบคทีเรียมาโรยแผล นอกจากจะเป็นการรักษาที่ผิดวิธีแล้วยังส่งผลให้แผลติดเชื้อและเชื้อในแผลพัฒนาตัวเองไปสู่การดื้อยาได้
  9. ใช้ยาต้านแบคทีเรียผสมในอาหารสัตว์ เป็นการใช้ยาที่ผิดและไม่ได้ผล ทำให้เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปอาจจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ป่วยจากเชื้อดื้อยาก็เป็นได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 9 พฤติกรรมการกินยาผิด ๆ ที่ทำให้เสี่ยงตายจาก “เชื้อดื้อยา”

น้ำยาซักผ้าเด็ก

ซักผ้าลูกแรกเกิด ให้สะอาดแบบไม่เปลืองแรง ต้องเลือก น้ำยาซักผ้าเด็ก ยังไงดี

การซักทำความสะอาดเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม รวมถึงผ้าอ้อมของลูกน้อยแรกเกิดแตกต่างจาการซักผ้าทั่วไป เพราะผิวของลูกน้อยยังบอบบางและระคายเคืองง่าย คุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ การเลือกใช้ น้ำยาซักผ้าเด็ก ที่คุณภาพดีและเหมาะกับลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด จึงเป็นตัวช่วยให้การซักผ้ากองโตกลายเป็นเรื่องเล็ก

เสื้อผ้าของลูกวัยเบบี๋ที่ดูเหมือนไม่สกปรกเท่าไรนัก ความจริงแล้วมีทั้งน้ำนม และรอยเปื้อนฉี่อึที่เป็นคราบเปื้อนฝังแน่น ซักออกได้ยาก ทำให้ผ้าอ้อมเหม็นคาว เสื้อผ้ามีรอยเปรอะๆไม่น่ามอง ขณะเดียวกันคุณแม่ก็ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบทั่วไปเหมือนของผู้ใหญ่ เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีรุนแรง ซึ่งทำให้ผิวบอบบางของลูกน้อยระคายเคือง และเป็นผื่นแพ้ได้ง่าย การซักผ้าจึงเป็นงานหิน ออกแรงและใช้เวลาไม่น้อย

มีแม่หลายคนสงสัยว่าซักผ้าด้วยมือ หรือซักด้วยเครื่อง เสื้อผ้าสะอาดกว่ากัน จริงๆแล้วว่าจะใช้วิธีไหนผ้าก็สะอาดได้ หากคุณแม่รู้เทคนิคการจำกัดคราบสกปรก และเลือกใช้ น้ำยาซักผ้าเด็ก ประสิทธิภาพดี เพื่อช่วยให้งานซักทุกวันของคุณแม่ง่ายขึ้น

น้ำยาซักผ้าเด็ก

วิธีซักผ้าเสื้อผ้าลูกน้อยให้สะอาดเหมือนใหม่

  1. แยกผ้าอ้อมเปื้อนๆออกจากเสื้อผ้าชิ้นอื่น นำไปแช่น้ำเพื่อให้เศษสิ่งสกปรกออกไปก่อนซัก
  2. ควรซักด้วยน้ำร้อนก่อน 1 รอบเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดบนเนื้อผ้าหลุดออกไปก่อน ถ้าซักด้วยเครื่องให้เลือกโหมดซักแบบถนอมผ้า และตั้งอุณหภูมิน้ำร้อนเหมือนการซักมือ (สังเกตป้ายก่อนว่าซักด้วยเครื่องได้หรือไม่)
  3. ใช้น้ำยาซักผ้าเด็กและทารกแรกเกิดโดยเฉพาะ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้ส่วนผสมที่ปราศจากสารเคมี จึงไม่ตกค้างบนเสื้อผ้า ให้เป็นอันตรายต่อผิวลูก
  4. ไม่ควรขยี้แรงเกินไป เพราะเสื้อผ้าทำจากเนื้อสำลีที่ขาดได้ง่าย หากซักด้วยเครื่องควรใส่ถุงซักผ้าก่อน เพื่อถนอมเนื้อผ้าให้ใช้ได้นานๆ
  5. หากลูกมีผิวแพ้ง่าย หากซักมือควรล้างน้ำเปล่าอย่างน้อย 3-4 ครั้ง แล้วนำไปตากแดดจัดเพื่อให้ผ้าแห้งสนิทและฆ่าเชื้อโรค

นอกจากขั้นตอนการซักผ้าที่ถูกต้องจะช่วยให้เสื้อผ้าทุกตัวของลูกน้อยสะอาด ไร้สิ่งสกปรกแล้ว การเลือกใช้น้ำยาซักผ้าเด็ก คุณภาพดีและเหมาะกับลูกน้อยยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้คุณแม่ทำภารกิจยุ่งๆนี้ได้เร็วทันเวลาลูกตื่นนอน หรือมีเวลามากพอจะดูแลเรื่องอื่นๆในบ้านด้วย

คุณแม่ส่วนใหญ่ชอบให้เสื้อผ้าที่ซักแล้วมีกลิ่นหอมติดทนนาน ทำให้ลูกน้อยตัวหอม น่ากอดตลอดทั้งวัน แต่คุณแม่เคยทราบไหมคะว่า กลิ่นหอมจากน้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นตัวการทำร้ายสุขภาพลูกโดยไม่รู้ตัว เด็กหลายคนมีอาการกระแอม ไอจามตลอดวัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคภูมิแพ้ แต่เมื่อค้นหาสาเหตุจริงๆ แล้วพบว่ามาจากกลิ่นน้ำหอมที่ฉุนเกินไปจากผลิตภัณฑ์ซักผ้านั่นเอง

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ น้ำยาซักผ้าเด็ก สำหรับลูกเบบี๋ คุณแม่ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดีว่าทำจากสารธรรมชาติ ซึ่งจะตกค้างในเสื้อผ้าและก่อให้เกิดอาการแพ้หรือไม่ มีกลิ่นหอมฉุนเกินไปหรือเปล่า มีคุณสมบัติในการซักคราบสกปรกต่างๆได้ดีเพียงใด แล้วจึงพิจารณาถึงเรื่องราคาและปริมาณที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละครอบครัว

น้ำยาซักผ้าเด็ก

น้ำยาซักผ้าเด็ก

Amarin Baby & Kids Awards 2019 ยกให้ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก KODOMO สูตรสำหรับเด็กแรกเกิด เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Baby Laundry Detergent

น้ำยาซักผ้าเด็ก KODOMO สูตรนี้คิดค้นมาเพื่อคุณแม่ที่มีลูกวัยแรกเกิดโดยเฉพาะ สามารถใช้กับเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอนต่างๆของลูกน้อยทั้งหมดได้โดยไม่เกิดการระคายเคือง เพราะผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น ใช้สารทำความสะอาดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไร้สารซักฟอกรุนแรง จึงไม่ต้องกลัวเรื่องสารตกค้าง

นอกจากนี้ยังมีค่าความเป็นกรดด่างเป็นกลาง น้ำยาไร้สี ข้นหนืดพอเหมาะจะเข้าไปซอกซอนทำความสะอาดเสื้อผ้าทุกจุดอย่างอ่อนโยน และไม่ทำลายผิวบอบบางของลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดอย่างแน่นอน แต่น้ำยาซักผ้า KODOMO ไม่ได้ดีแค่ประสิทธิภาพเท่านั้น ยังมีกลิ่นอ่อน ๆ ที่เหมาะกับเด็กอ่อน ไม่ฉุนเกินไปซึ่งเป็นอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูกอันแสนบอบบาง จึงหมดห่วงเรื่องที่จะเป็นต้นเหตุของอาการแพ้ในระบบทางเดินหายใจ

ผลิตภัณฑ์มีให้เลือกทั้งชนิดแกลลอนขนาดใหญ่ 3,000 ml เรียกว่าซื้อครั้งเดียวใช้ยาวเป็นปี หรือบ้านไหนสะดวกซื้อบ่อย ก็มีชนิดถุงขนาด 600 ml ให้เลือกใช้ ประหยัดพื้นที่จัดเก็บแถมช่วยลดปริมาณขยะไปด้วยในตัว ที่สำคัญยังมีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับคุณแม่ตลอดทั้งปีด้วย

ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก KODOMO สูตรสำหรับเด็กแรกเกิด  ได้รับ รางวัล Editor’s Choice Best Baby Laundry Detergent จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2019” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่นต่างจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ KODOMO ได้ที่ www.kodomoclub.com และแฟนเพจ www.facebook.com/KodomoClub/ 

 

อ่านบทความ Amarin Baby & Kids Awards 2019 

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

เคล็ด (ไม่) ลับวิธีเลือก แชมพูเด็ก ให้ลูกเบบี๋

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หลักสูตรอนุบาล

ทำความรู้จัก 7 หลักสูตรอนุบาล เลือกยังไงให้เหมาะกับลูก

ทีมแม่ ABK เชื่อว่าก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจให้ลูกรักเข้าโรงเรียนคงต้องทำการบ้านกันหนักไม่ใช่น้อย นอกจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างในการเลือกโรงเรียนแรกให้ลูกแล้ว หลักสูตรอนุบาล ที่โรงเรียนจัดการเรียนการสอนก็เป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเช่นกันนะคะ

มีคำถามมากมายว่าควรส่งลูกเรียนโรงเรียนแบบไหนดี เพราะสมัยนี้มีโรงเรียนมากมายเต็มไปหมด จะเลือกโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านหรือเอกชนไกลหน่อย แต่ละโรงเรียนก็แยกแยะหลักสูตรการสอนออกมากมาย ต่างก็มีจุดเด่นและค่าใช้จ่ายที่ต่างกันออกไป ซึ่งก็เป็นไปได้ยากมากที่จะเลือกโรงเรียนอนุบาลในฝันที่ดีสำหรับลูกถูกใจพ่อแม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาก่อนลูกเข้าโรงเรียนเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาข้อมูลและทำความรู้จักกับโรงเรียนอนุบาลแต่ละประเภทกันค่ะ

เลือกโรงเรียนแรกให้ลูกรัก ทำความรู้จัก หลักสูตรอนุบาล ในยุคนี้ที่พ่อแม่ต้องรู้!

โรงเรียนรัฐบาล
โรงเรียนรัฐบาล

1. โรงเรียนรัฐบาล

โรงเรียนรัฐบาลนั้นจัดเป็นตัวเลือกที่สบายใจต่อกระเป๋าเงินคุณพ่อคุณแม่ได้ เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับโรงเรียนอนุบาลอื่น ๆ โรงเรียนรัฐบาล มีหลักสูตรการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยเน้นที่เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียน นำการสอนแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้เรียน เน้นให้นักเรียนดูแลและพึ่งพาตนเอง และอ่านเขียนได้เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยประถมศึกษา มีความชัดเจนในเรื่องของจำนวนนักเรียนต่อห้อง และมีการจัดการเรียนรวมให้กับเด็กพิเศษได้สามารถมาเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติ โรงเรียนรัฐบาลจึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้ามีโรงเรียนรัฐเปิดใกล้บ้านก็จะสะดวกต่อการเดินทางและสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลงได้ดีทีเดียวเชียว

โรงเรียนเอกชน
โรงเรียนเอกชน

2. โรงเรียนเอกชน

โรงเรียนอนุบาลเอกชน จะสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะมีสภาพแวดล้อม อุปกรณ์การเรียนการสอนหรือสื่อที่ใช้แตกต่างจากโรงเรียนรัฐบาล บางโรงเรียนได้มีการนำรูปแบบการสอน English Program (EP) เข้ามาในหลักสูตรเพื่อให้ผู้ปกครองที่ต้องการสนับสนุนลูกได้ภาษาเลือกให้ลูกเรียน โรงเรียนอนุบาลเอกชนในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงเป็นตัวเลือกที่ยอมรับและได้รับความนิยมจากคุณพ่อคุณแม่เนื่องจากการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน การดูแลเด็กอย่างทั่วถึง คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าถึงครูและคุยสอบถามเกี่ยวกับตัวลูกได้ง่าย รวมถึงค่าเทอมที่นับว่ายังพอรับได้กับค่าใช้จ่าย

โรงเรียนสองภาษา Bilingual / English Program (EP)
โรงเรียนสองภาษา Bilingual / English Program (EP)

3. โรงเรียนสองภาษา Bilingual / English Program (EP)

เป็นโรงเรียนเอกชนที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนต่อยอดมาจากการสอนแบบปกติยังอิงอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ แต่เน้นการเรียนการสอนในบางวิชาเป็นภาษาอังกฤษแทน โดยแต่ละโรงเรียนก็มีสัดส่วนการสอนเป็นภาษาอังกฤษแตกต่างกันไปตามจำนวนขั้นต่ำที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ เช่น ระดับอนุบาลสอนภาษาอังกฤษได้ไม่เกิน 50% ของการเรียนการสอนทั้งหมด สำหรับโรงเรียนเอกชนที่เปิดห้องจัดหลักสูตร English Program โดยเฉพาะก็อาจนับรวมเป็นโรงเรียนสองภาษาได้ หรือบางโรงเรียนจะสอนภาษาไทยกับภาษาต่างประเทศอีก 1 ภาษา ซึ่งอาจเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน บางแห่งมีการสอนถึง 3 ภาษา ทั้งไทย-อังกฤษ-จีน โรงเรียนประเภทนี้เป็นทางเลือกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการมุ่งเน้นพัฒนาทักษะทางภาษาให้ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ ถือเป็นโรงเรียนที่กำลังได้รับความสนใจของพ่อแม่ยุคนี้ไม่น้อยที่อยากให้ลูกได้ภาษาเพิ่มเติมติดตัวไปในอนาคตค่ะ

โรงเรียนนานาชาติ
โรงเรียนนานาชาติ

4. โรงเรียนนานาชาติ

เป็นโรงเรียนที่อ้างอิงหลักสูตรจากต่างประเทศ เช่น อเมริกัน อังกฤษ หรือออสเตรเลีย มีการเรียนการสอนเหมือนประเทศเจ้าของหลักสูตร ที่ปรับรายละเอียดเนื้อหารายวิชาใหม่ หรือหลักสูตรที่จัดทำขึ้นเอง โดยไม่อิงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อในการเรียนการสอนให้กับนักเรียน แต่ให้มีวิชาภาษาไทยมาเป็นวิชาบังคับ ครูส่วนใหญ่ในโรงเรียนจะเป็นครูต่างชาติที่ได้รับคุณวุฒิอาจารย์และมีประสบการณ์สอน มีการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากระบบหลักสูตรไทย และนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนมาจากหลากหลายเชื้อชาติ จุดแข็งของการให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนประเภทนี้คือลูกได้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับทุกคนภายในโรงเรียนและได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมในระดับสากล ถึงแม้ใช้จ่ายในโรงเรียนนานาชาติค่อนข้างสูง แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีเป้าหมายให้ลูกได้เรียนภาษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศในอนาคต โรงเรียนนานาชาติก็ถือว่าเป็นตัวเลือกตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด

บทความแนะนำ ค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติ ปีการศึกษา 2562 – 2563

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรงเรียนอนุบาล 7 ประเภทที่พ่อแม่ยุคนี้ต้องรู้! คลิกหน้า 2