เชื้อพิษสุนัขบ้า

ระวัง! เชื้อพิษสุนัขบ้า ติดมากับลูกหมาที่เพิ่งซื้อ

ใครจะคิดล่ะคะว่า ลูกหมาที่สุดแสนจะน่ารักน่าชังมี เชื้อพิษสุนัขบ้า!! ใช่ค่ะ เด็กกับสัตว์เลี้ยงเป็นของคู่กัน คุณแม่หลายท่านน่าจะเคยเจอเหตุการณ์ที่ลูกๆ มาขอมีสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็น ลูกหมา ลูกแมว หรือ ลูกกระต่าย กันใชไหมล่ะคะ แถมสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ก็น่ารักน่าชังซะด้วยสิ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงมีอุทาหรณ์เตือนใจ จากข่าวเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า มาฝากแม่ๆ กันค่ะ

ระวัง! เชื้อพิษสุนัขบ้า ติดมากับลูกหมาที่เพิ่งซื้อ

จากข่าว สัตวแพทย์ท่านหนึ่งที่ จ.มหาสารคาม ได้ทำหมันสุนัขพันธุ์พูเดิล อายุ 3 ปี แต่ในขณะที่ทำหมันอยู่นั้น สุนัขตัวนี้ก็ได้ตายลง จึงได้ส่งหัวสุนัขไปตรวจเพื่อหาสาเหตุของการตาย และได้พบว่าสุนัขตัวนี้ติด เชื้อพิษสุนัขบ้า จึงได้แจ้งเรื่องนี้ไปยังกระทรวงสาธารณสุข ให้ทางกระทรวงสอบสวนเรื่องนี้ในทันที ทำให้ได้พบอีกว่าสุนัขตัวที่ตายนี้ก่อนตายได้คลอดลูกออกมา 5 ตัว เจ้าของได้ให้ลูกสุนัขกับญาติๆ ไป 2 ตัว ส่วนอีก 3 ตัว ได้นำไปขายที่ตลาดนัด! เมื่อพบดังนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ก็เร่งติดตามหาผู้ที่ซื้อสุนัข 3 ตัวนี้ และติดตามญาติๆ ผู้สัมผัส ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับสุนัขทั้ง 5 ตัวและแม่สุนัข ทุกคนให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยด่วน

ถูกสุนัขที่มีเชื้อเลีย ก็ติดโรคพิษสุนัขบ้าได้นะ

คนสามารถติดโรคพิษสุนัขบ้านได้จากการรับ เชื้อพิษสุนัขบ้า จากสัตว์ที่มีเชื้ออยู่แล้ว โดยสามารถติดโรคนี้ได้ 2 ทางคือ

  1. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด หรือ ข่วน เชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies) จากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรค จะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัดหรือข่วน
  2. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย โดยทั่วไปแล้วคนที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย จะไม่ติดโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าบริเวณที่ถูกเลียมีบาดแผล หรือเป็นบริเวณเนื้อเยื่อเช่นนัยน์ตา ริมฝึปาก ก็อาจทำให้ เชื้อพิษสุนัขบ้า เข้าไปทางบาดแผลหรือเนื้อเยื่อได้

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า เป็นอย่างไร?

ผู้ที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ เพราะเป็นระยะฟักตัว ซึ่งระยะเวลาการฟักตัวแตกต่างกันไป บางรายอาจใช้เวลาฟักตัวแค่ 4 วัน บางรายอาจใช้เวลาเป็นปี ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับและบริเวณที่ถูกกัด โดยเฉพาะหากติดเชื้ออยู่ใกล้ศรีษะ เชื้อก็จะเพิ่มจำนวนและฟักตัวได้เร็ว

โดยอาการเริ่มต้นหลังจากพ้นระยะฟักตัวไปแล้ว ก็จะคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป เช่นมีไข้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว จะมีอาการกลัวน้ำ กลัวแสง ไม่สามารถกลืนน้ำลายและกลืนอาหารได้ลำบาก มีอาการประสาทลอน พูดไม่ชัด น้ำลายและเหงื่อออกมาก มีการเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ หายใจลำบาก ชัก เกร็ง และเสียชีวิตในที่สุด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ วิธีเลือกซื้อสุนัข และวิธีดูอาการของสุนัขที่ติดเชื้อ

เด็กท้องผูก

เผยเมนูเด็ด “สลัดปูอัด” สำหรับ เด็กท้องผูก โดยเฉพาะ

ลูก 1 ขวบ ท้องผูก บ่อย เชฟแม่หมี มีเมนูสำหรับ เด็กท้องผูก มาฝาก กับ “สลัดปูอัด” พร้อมสูตรน้ำสลัดแสนอร่อย เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ จะมีวิธีทำอย่างไร ตามมาดูกันเลย

เด็กท้องผูก เป็นปัญหาที่พบได้มาก ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง เป็นเพียงอาการหนึ่งซึ่งเกิดจากพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยพบว่า 95% ของอาการเด็กท้องผูก มักเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและนิสัยในการขับถ่าย

โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีอาหารฟาสต์ฟู้ดมากมาย ทำให้ลูกน้อยรับประทานผักและผลไม้น้อยลง ร่วมกับดื่มน้ำน้อย ทำให้อุจจาระแข็ง ถ่ายแล้วเจ็บ เมื่อเจ็บก็ทำให้ลูกกลัวการขับถ่าย จึงกลั้นอุจจาระ ซึ่งถ้ากลั้นอุจจาระจนเป็นนิสัย อุจจาระอยู่ในร่างกายนานๆ ก็จะแข็งขึ้น ก้อนใหญ่ขึ้น จึงเกิดอาการท้องผูกตามมาในที่สุด

เผยสูตรเด็ด “สลัดปูอัดพอดีคำ”
เมนูแก้ปัญหา เด็กท้องผูก

อย่างไรก็ดี การป้องกันไม่ให้ เด็กท้องผูก ก็ยังคงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยสามารถเริ่มได้จากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งควรจะเริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ดังนี้

  • ฝึกการขับถ่ายของลูกให้เป็นเวลา โดยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ในช่วง 2 ขวบปีแรก แต่การฝึกควรทำเมื่อลูกพร้อม
  • สังเกตว่าลูกมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือไม่ เช่น อุจจาระแข็ง ชอบกลั้นอุจจาระ ชอบหนีไปซ่อนหรือร้องไห้ หากมีปัญหาเหล่านี้ ให้คุณพ่อคุณแม่ลองปรับเปลี่ยนอาหารที่ให้ลูกรับประทานก่อน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อุจจาระแข็ง เช่น ข้าวกล้อง กล้วย ช็อกโกแลต ชีส เมื่อลูกถ่ายได้ดีแล้วและไม่ต่อต้าน จึงค่อยเริ่มฝึกการขับถ่ายให้กับลูกต่อไป
  • เสริมผักและผลไม้ให้กับลูก ด้วยการทำซุปผักและน้ำผลไม้ให้ลูกรับประทาน ซึ่งจะช่วยให้ลูกขับถ่ายง่าย และยังเป็นผลดีให้การฝึกขับถ่ายทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้ลูกได้ชิมรสชาติและคุ้นเคยกับกลิ่นรสของผักและผลไม้ ไม่ต่อต้านการรับประทานอาหารเหล่านี้เมื่อโตขึ้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก : นพ.มิ่งเมือง วรวัฒนะกุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  www.bumrungrad.com

 

และด้วยเหตุนี้เองเชฟแม่หมีจึงมีเมนูเด็ดมาแนะนำ ซึ่งเป็น เมนูสำหรับ เด็กท้องผูก รับรองช่วยแก้ปัญหาลูกท้องผูก ไอย่างแน่นอน กับเมนู “สลัดปูอัดพอดีคำ” จะมีส่วนผสม และขั้นตอนการทำอย่างไร ตามมาดูกันเลย…⇓

ตรวจ DNA

ตรวจ DNA ตอนท้อง เสี่ยงแท้งจริงหรือ?

คำว่าครอบครัว อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการแต่งงานเสมอไป ในบางครั้งสิ่งสวยงามที่มีชีวิตอาจจะมาในช่วงเวลาที่ไม่ถูกจังหวะเท่าไรนัก เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น การ ตรวจ DNA ก็สามารถนำมาใช้เป็นข้อพิสูจน์ความเป็นพ่อของเด็กในท้องได้ แต่แม่ๆ ทราบไหมคะว่าการ ตรวจ DNA นั้น มีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน เช่น วินิจฉัยปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางพันธุกรรม ตรวจหาพาหะโรคทางพันธุกรรมของพ่อแม่ก่อนตัดสินใจมีบุตร ตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาตัวผู้ร้ายที่ก่อคดีอาชญากรรม เป็นต้น การตรวจ DNA มีประโยชน์มากขนาดนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะว่า การตรวจ DNA คืออะไร? ทำได้อย่างไร? ตรวจแล้วเสี่ยงแท้งจริงหรือไม่?

ตรวจ DNA ตอนท้อง เสี่ยงแท้งจริงหรือ?

การตรวจ DNA คืออะไร?

คือ การตรวจการเปลี่ยนแปลงของยีน รวมทั้งตรวจจำนวน การเรียงตัว และโครงสร้างของโครโมโซม โดยใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อ เลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลาย DNA (ดีเอ็นเอ) หรือกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (Deoxyribonucleic Acid) คือสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง โดยเซลล์เกือบทุกเซลล์ในร่างกายแต่ละคนมี DNA ลักษณะเดียวกันอยู่ในนิวเคลียส รูปร่างเป็นเกลียวคู่คล้ายบันได ภายใน DNA มีสารเคมีที่ประกอบกันเป็นรหัสพันธุกรรม ได้แก่ อะดีนีน (Adenine: A) กัวนีน (Guanine: G) ไซโตซีน (Cytosine: C) และไทมีน (Thymine: T) ซึ่งมีหน้าที่จำลองและถ่ายทอดพันธุกรรม

 

ตรวจ DNA เพื่ออะไร?

การ ตรวจ DNA มีวิธีแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  • พิสูจน์ความเป็นพ่อเป็นการตรวจเพื่อให้เด็กได้รับสิทธิและผลประโยชน์ต่าง ๆ ตามกฎหมาย รวมทั้งช่วยให้พ่อแม่แจ้งข้อมูลสุขภาพของเด็กได้อย่างถูกต้อง ในกรณีที่เด็กป่วยและต้องเข้ารับการรักษา นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดานั้น อาศัยหลักการที่ว่า ดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของลูก ครึ่งหนึ่งจะมาจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งมาจากแม่
  • ตรวจหาโรคทางพันธุกรรมการตรวจ DNA หาโรคทางพันธุกรรม มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
    • ตรวจวินิจฉัยโรค แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยที่คาดว่าตนเองเป็นโรคอันเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเข้ารับการตรวจ DNA โดยผลตรวจอาจช่วยยืนยันการวินิจฉัยปัญหาสุขภาพบางประการ
    • ตรวจหาพาหะโรค โดยดูว่ามียีนที่ก่อให้เกิดโรคทางพันธุกรรมหรือเสี่ยงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นภายหลังหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการถ่ายทอดยีนที่มีพาหะของโรคมาจากพ่อแม่ แต่ไม่ปรากฏอาการป่วย เช่น ธาลัสซีเมีย นอกจากนี้ การตรวจนี้ยังช่วยวางแผนการมีบุตรได้ด้วย
    • ตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด เป็นการตรวจดูว่าทารกในครรภ์ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดหรือไม่ เพื่อช่วยตัดสินใจในการวางแผนอุ้มท้อง หรือวางแผนการรักษาในกรณีที่ทารกป่วยเป็นโรคร้ายแรง นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการมีบุตรด้วยการทำเด็กหลอดแก้วอาจต้องตรวจหายีนผิดปกติของตัวอ่อนด้วยเช่นกัน หากไม่พบความผิดปกติใด ๆ จึงจะฝังตัวอ่อนเข้าไปในมดลูกของมารดาได้
    • ตรวจหายีนกลายพันธุ์เพื่อวางแผนการรักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อาจเข้ารับการตรวจ DNA เพื่อช่วยระบุว่าควรใช้ยาตัวใดและปริมาณเท่าไรจึงจะรักษาอาการป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์การตรวจลักษณะนี้เกิดขึ้นในกรณีมีเหตุอาชญากรรม มีการเก็บตัวอย่างเลือด อสุจิ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่หลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพิสูจน์ผู้ต้องสงสัย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ ทำได้กี่วิธี? อ่านต่อได้ที่นี่

ปวดข้อมือ

แม่ท้อง ปวดข้อมือ สัญญาณเตือน! โรคเดอเกอร์แวง

อาการ ปวดข้อมือ มักเกิดขึ้นบ่อยในผู้หญิง หากคุณแม่ท้อง และคุณแม่ลูกอ่อน หรือผู้ที่มักใช้เม้าส์ทำงานบ่อยๆ มีอาการปวดข้อมือ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือน โรคเดอ เกอร์แวง

อาการ ปวดข้อมือ ( เดอกาแวง ) เรียกอีกอย่างว่า โรคเดอเกอร์แวง (De Quervain’s disease หรือ De Quervain หรือ De quervain tendinosis หรือ De quervain’s tenosynovitis หรือ De Quervain tendinopathy) หรือ กลุ่มอาการเดอเกอร์แวง (De Quervain syndrome) คือ

ภาวะมีการเสื่อมของปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่กางและเหยียดนิ้วหัวแม่มือ ซึ่งก่อนหน้านี้อาจเกิดจาก การอักเสบ บวม ของปลอกหุ้มเอ็น 2 เส้นดังกล่าว

อาการ ปวดข้อมือ หรือ โรคเดอเกอร์แวง เกิดจาก

เจ็บปวดข้อมือ

สำหรับอาการ ปวดข้อมือ หรือสาเหตุที่แท้จริงของโรคเดอเกอร์แวง “ยังไม่ทราบ” แน่ชัด แต่แพทย์เชื่อกันว่า เกิดจากการใช้ข้อมือบ่อยๆ ทั้งเล่นมือถือ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และการใช้เม้าส์ คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการยกของหนักบ่อยๆ หรืออาจพบภายหลังการบาดเจ็บบริเวณข้อมือ หรือในบางรายอาจพบว่าเคยมีการบาดเจ็บในตำแหน่งนี้มาก่อน

ซึ่ง อาการปวดข้อมือ หรือโรคเดอเกอร์แวง มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป พบในทุกเพศ แต่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 5-6 เท่า นอกจากนี้ยังมักพบได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์  ช่วงใกล้คลอด หรือ หลังคลอดบุตร  และคุณแม่ลูกอ่อน รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ หรือ เบาหวาน

โดยอาการปวดและบวมบริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ จะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวนิ้วหัวแม่มือ เช่น เวลาเหยียดและงอนิ้วหัวแม่มือเต็มที่ อย่างการบิดเสื้อผ้า ยกขันน้ำ กวาดพื้น หรืออุ้มลูก เป็นต้น

การตรวจ โรคเดอเกอร์แวง ด้วยตนเอง

กำนิ้วโป้งไว้ในอุ้งมือแล้วหักข้อมือลง ถ้ามีอาการเจ็บแสดงว่ามีการอักเสบของเส้นเอ็นข้อมือ และในผู้ป่วยบางคนอาจคลำได้ก้อนถุงน้ำบริเวณข้อมือด้วย (ก้อนถุงน้ำ บางครั้งอาจจะแข็งคล้ายกระดูก)

อาการ ปวดข้อมือ

อย่างไรก็ดีสำหรับ อาการปวดข้อมือ หรือ โรคเดอเกอร์แวง นี้ จากคุณหมอหมี หมอผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกโดยเฉพาะ ซึ่งได้โพสต์คลิป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ไว้ในเพจ ด๊อกเตอร์ หมอหมี ซึ่งจะมีวิธีรักษาอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ…⇓

แป้งผสมรองพื้น 4U2

แป้งหน้าใส โบ๊ะไว คุมมัน ไอเทมเสริมสวย เพื่อแม่โดยเฉพาะ!

แป้งผสมรองพื้น 4U2 SUPER MATT EXTRA SOFT TOUCH POWDER SPF50 PA+++ แป้งหน้าใส โบ๊ะไว คุมมัน ไอเทมเสริมสวย เพื่อคุณแม่โดยเฉพาะ!

แป้งหน้าใส โบ๊ะไว คุมมัน
4U2 SUPER MATT
EXTRA SOFT TOUCH POWDER SPF50 PA+++

หลายคนอาจแปลกใจเมื่อได้สัมผัส 4U2 SUPER MATT EXTRA SOFT TOUCH POWDER SPF50 PA+++ แป้งผสมรองพื้นตัวใหม่ของ 4U2 เครื่องสำอางแบรนด์ดัง ก็แป้งอะไรช่างมีเนื้อเนียนละเอียดราวปุยนุ่น  พอได้ใช้ยิ่งประทับจิตประทับใจเพราะทำให้หน้าดูกระจ่างใสมาก แถมคุมมัน เอาอยู่ตลอดวัน

ด้วยเทคโนโลยีแป้งขั้นสูงที่ 4U2 ใช้เวลาในการคิดค้นพัฒนาร่วมปี จึงผสานลงตัวเข้ากับผิวของสาวทุกคน ทำให้ปัดแล้วแลดูเป็นธรรมชาติเหมือนใสแบบไม่ได้โบ๊ะ ช่วยคุมความมันได้ดีเยี่ยม ยิ่งเหงื่อออก ยิ่งสวย ยิ่งเนียน ไม่เป็นคราบขาว และโดนใจยิ่งกว่าด้วย Blurring Effect นวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยอำพรางรูขุมขน ปัดแล้วหน้าจึงดูเนียนอย่างไม่ต้องพยายาม เพิ่มความคุ้มอย่างที่สุดด้วยค่า SPF50 PA+++ ปกป้องผิวจากแสงแดด ตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัย

4U2 SUPER MATT EXTRA SOFT TOUCH POWDER SPF50 PA+++ มีทั้งหมด 4 เฉด สำหรับผิวขาว ผิวขาวเหลือง ผิวสองสี จนถึงผิวแทน จึงรับรองได้ว่า ต้องเข้ากับสีผิวของคุณอย่างแน่นอน หากไม่มั่นใจ สามารถขอคำแนะนำจาก Beauty Advisor ที่เคาน์เตอร์ 4U2 ได้เลย!

แป้งผสมรองพื้น 4U2

(4U2 SUPER MATT EXTRA SOFT TOUCH POWDER SPF50 PA+++ ราคาตลับละ 399 บาท มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM, STARDUST, www.4U2Thailand.com)

 

4 เคล็ดลับทาแป้งยังไงให้ผิวดูใสแบบไม่โบ๊ะ

ใครๆ ก็รู้ว่าเคล็ดลับความงามของผู้หญิงอยู่ที่ผิวสวยใส และตัวช่วยสำคัญก็คงหนีไม่พ้นการลงรองพื้นและปัดแป้งให้ถูกวิธีเพื่อเตรียมผิวให้เรียบเนียนเพอร์เฟ็กก่อนแต่งหน้า  มาดูเคล็ดลับจาก 4U2 กัน

1 เลือกรองพื้นให้ถูกกับผิว

หากคุณชอบแต่งหน้าอย่างเนี้ยบ มีฝ้ากระหรือรอยหลุมสิว รองพื้นก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งก่อนเลือกรองพื้นก็ต้องคำนึงถึงสภาพผิวด้วย ถ้าเป็นสาวผิวมันก็ควรเลือกสูตรที่ช่วยดูดซับไขมัน หากมีผิวแห้งก็ควรเลือกสูตรเนื้อครีมที่จะช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

2 เลือกแป้งผสมรองพื้นให้ถูกเฉด

เลือกแป้งผสมรองพื้นเฉดขาวเกินไปอาจทำให้คุณดูเหมือนผีจีน หรือหากเลือกเฉดดำเกินก็ทำให้ผิวแลดูหมองคล้ำ ดังนั้นควรมีการทดสอบก่อนใช้จริงง่ายๆ เพียงใช้นิ้วไล้แป้งลงที่สันคาง สันจมูกและโหนกแก้ม ขอเตือนว่าไม่ให้ลองแป้งที่หลังมือหรือข้อมือนะ เพราะผิวส่วนนั้นมักเข้มกว่าผิวหน้า เฉดสีที่ใช่ควรกลืนเข้ากับผิวหน้าของคุณพอดี เลือกแป้งที่มีเฉดให้เลือกครอบคลุมอย่าง 4U2 Super Matt Extra Soft Touch Powder SPF50 PA+++ ที่มี 4 เฉดสีให้เลือก เหมาะกับสาวผิวขาว ผิวเหลือง ผิวสองสีและผิวคล้ำ

3 ใช้พัฟ หรือแปรงดี

เรียนรู้การใช้งานแผ่นพัฟและแปรงแต่งหน้ากับแป้งผสมรองพื้นให้ถูกหน้าที่ แผ่นพัฟใช้ทาแป้งในจุดที่ต้องการปกปิดแบบจริงจัง เช่นบริเวณทีโซนที่มักมีรูขุมขน ความมัน และเหงื่อออกง่าย ส่วนบริเวณแก้มและคางเพียงใช้แปรงปัดแป้งผสมรองพื้นเบาๆก็จะช่วยมอบความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว

4 บำรุงผิวก่อนปัดแป้ง

ท่องไว้ว่า พื้นฐานผิวดี ทำให้แต่งหน้าได้ง่ายและเพอร์เฟ็กขึ้น ดังนั้นก็ลงรองพื้นหรือแป้งผสมรองพื้น ก็ควรบำรุงผิวให้ชุ่มฉ่ำเสียก่อน ใบหน้าที่ได้รับการบำรุงอย่างดีจะทำให้แป้งผสมรองพื้นติดหน้ายาวนานขึ้นกว่าเดิมด้วย

แป้งผสมรองพื้น 4U2

3 วิธีเมกอัพกันหน้ามัน

สาวหน้ามันหันมาทางนี้ด่วนๆ เพียงคุณใช้แป้งตามคำแนะนำของ 4U2 รับรองได้ว่าหน้าจะดูสดใส ไม่มัน ไม่คล้ำตลอดวัน

  • ปัดแป้งผสมรองพื้น

หาคุณมีผิวหน้ามันมาก แต่งหน้าไปไม่ถึงครึ่งวันก็ดูเหมือนเครื่องสำอางจะเลือนหาย อันนี้มีสาเหตุชัดๆมาจากการใช้แป้งไม่ถูกสูตรถูกวิธี  สำหรับสาวผิวมันแป้งที่เอาอยู่ที่สุดคือแป้งผสมรองพื้นที่ช่วยคุมมัน ควรเลือกแป้งที่มีเนื้อเนียนละเอียด ไม่ผสมไฮไลต์หรือชิมเมอร์ ที่จะเน้นให้หน้าดูมันขึ้นไปอีก และควรมี SPF50 เพื่อช่วยป้องกันผิวจากแสงแดดด้วย วิธีทาคือปัดแป้งผสมรองพื้นทั้งก่อนและหลังการทารองพื้น แค่นี้จะช่วยให้หน้าไม่มัน และเครื่องสำอางติดทนนานขึ้น

  • เน้นทีโซน

ไม่จำเป็นต้องโหดกับใบหน้าของคุณด้วยการปัดแป้งผสมรองพื้นเพื่อคุมมันทั้งใบหน้า สังเกตส่วนมันบนใบหน้าด้วยการส่องกระจกดีๆ แล้วจะพบว่าเพียงทีโซนเท่านั้นที่มักเป็นปัญหากับคุณ เลือกใช้แผ่นพัฟแตะแป้งผสมรองพื้นแล้วซับเบาๆลงที่หน้าผาก จมูก และคาง ส่วนอื่นๆของใบหน้าเพียงใช้แปรงปัดแป้งเบาๆก็พอแล้ว

  • ใช้ตัวช่วย

หากใบหน้ามันระหว่างวัน วิธีแก้ไขง่ายๆเพียงใช้แผ่นพัฟแตะแป้งผสมรองพื้น แล้วแตะเบาๆลงบริเวณที่หน้ามัน เช่นข้างจมูกและหน้าผาก หรือใช้แผ่นซับมัน ซับเอาความมันออกส่วนหนึ่งก่อนค่อยๆใช้แผ่นพัฟแตะแป้งผสมรองพื้นทับอีกทีก็ได้

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก : 

บัตรแมงมุม

ประกาศดีเดย์! แจกฟรี บัตรแมงมุม 20 ก.ค.นี้!

สิ้นสุดการรอคอยเสียที! กับ “บัตรแมงมุม” บัตรเติมเงินขนส่งสาธารณะ … ผู้ว่าการ รฟม. ประกาศแจกฟรี 20 ก.ค.นี้!!

 

 

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับประชาชนชาวไทย หลังพากันตั้งหน้าตั้งตารอคอยบัตรแมงมุม บัตรเติมเงินขนส่งสาธารณะสุดสะดวก เรียกได้ว่าแค่บัตรใบเดียวใช้ได้ตั้งแต่ แอร์พอร์ทลิงค์ รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้า MRT รถเมล์ เรือด่วนเจ้าพระยา ยันระบบทางด่วน (Easy pass) เลยทีเดียว ว่าแต่เอ … ที่ว่าเขาเตรียมแจกฟรี 200,000 ใบ!!! นั้นจะจริงหรือไม่ นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า

ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ รฟม. จะเปิดตัวบัตรอย่างเป็นทางการ และจะทำการแจกจ่ายบัตรแมงมุมจำนวน 200,000 ใบให้กับประชาชนทั่วไป โดยจะต้องใช้เอกสารอะไร แล้วยื่นขอรับบัตรได้ที่ไหน ไปหาคำตอบนั้นพร้อม ๆ กันค่ะ

อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ

คุยกับลูก เมื่อ อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไง?

อยากชวนลูกคุย เมื่อ อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไง? จะมีเทคนิคอะไรที่สามารถสอนลูกพูดอังกฤษ ให้ลูกเก่งอังกฤษ เป็นเด็กสองภาษาได้ แม้จะอยู่ในรถ ตามมาดูเทคนิคและวิธีสอนกับ อ.คริส กันค่ะ

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา อยากสอนลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไปค่ะ เพราะทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆมาช่วยคุณแม่แล้ว กับรายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง ที่ตอนนี้เป็นคุณพ่อลูก 2 อีกด้วย  ซึ่ง อ.คริส จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ ให้เก่งๆ กันทั้งครอบครัว และสำหรับวันนี้ อ.คริส จะมาสอนลูกพูดอังกฤษ ในตอน เมื่อ อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไง?

บทสนทนาในการเดินทาง คุณพ่อคุณแม่สามารถพุดคุยเป็นภาษาอังกฤษกับลูกได้ ซึ่งถ้าอยากสอนภาษาอังกฤษไปด้วย แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เมื่อ อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดอะไรกับลูกบ้าง? และมีคำศัพท์หรือประโยค ภาษาอังกฤษอะไร? ที่ควรใช้พูดกับลูกขณะกำลังเดินทาง

⇒ ตามมาดู อ.คริส และน้องวิน ที่จะมาสอนวิธีพูดประโยคต่างๆ เมื่ออยู่ในรถกับลูก รับรองว่ามีเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้ลูกพูดอังกฤษได้เก่งๆ แม้จะอยู่ในรถ ได้อย่างแน่นอน ♥

ชมคลิป อ.คริส สอนเทคนิคคุยกับลูก
เมื่อ อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไง? ได้ด้านล่างนี้เลย ⇓

ทบทวนประโยค และ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ตอน คุยกับลูก ในรถ

Get into your car seat. = เข้าไปนั่งในคาร์ซีทของลูก

buckle up = คาดเข็มขัดนิรภัย

convenience store = ร้านสะดวกซื้อ

florist shop = ร้ายขายดอกไม้

cement truck = รถขนปูน

pharmacy = ร้านขายยา

expressway = ทางด่วน

เมื่อรู้แล้วว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะชวนลูกคุย เมื่อ อยู่ในรถ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไง และมีคำศัพท์หรือประโยคอะไรบ้าง? ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้พูดคุยสนทนากับลูกได้ตลอดการเดินทาง ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อลูกน้อยของเราจะได้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

ช่วง Chinese talk

 

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน

5 ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน ที่ดีกับสุขภาพลูก

ลูกท้องผูก ขับถ่ายไม่ค่อยคล่องกันหรือไม่ ถ้าใช้ละก็ ลองอ่านนี่ดูค่ะ พบ 5 ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน ที่มีดีมากกว่าช่วยระบบขับถ่าย

 

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบกันอยู่แล้วว่า การให้ลูกได้รับประทานผักและผลไม้นั้น สามารถช่วยทำร่างกายของลูกสร้างกากใยอาหารได้ แต่ขึ้นชื่อว่า “ผัก” เด็กหลาย ๆ คนก็พร้อมที่จะส่ายหน้าและเขี่ยออก และนั่นเองคือ ปัญหาที่ทำให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มักท้องผูก และถ้าจะให้คุณพ่อคุณแม่คอยบังคับให้ลูกทานผักใบเขียวละก็ ลูกก็จะต้องไม่รับประทานอีกเหมือนเดิมใช่ไหมละคะ

ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้ตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดีจึงอยากจะขอนำเสนอผักที่แลดูเหมือนไม่ใช่ผักอย่าง “ข้าวโพดอ่อน” มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ ว่าแต่ ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน จะมีอะไรบ้างนั้น เราจะไปดูพร้อม ๆ กัน พร้อมกับ 2 เมนูที่น่าสนใจที่บอกเลยว่า หากลูกได้มีโอกาสลิ้มลองต้องติดใจแน่นอน!

โรคมือเท้าปากในเด็ก

หมอเตือนเฝ้าระวัง! โรคมือเท้าปากในเด็ก ระบาดหนัก

ในเดือนที่มีฝนตกชุกอย่างนี้ สิ่งที่มาพร้อมกับฝนก็คือเชื้อโรคชนิดต่างๆ ในปีนี้สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ คือ โรคมือเท้าปากในเด็ก ที่มักจะระบาดหนักมากในหน้าฝน ซึ่งกรมควบคุมโรคได้เผยว่าในปีนี้ พบเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปากสูงถึง 13,554 ราย ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยเลยค่ะ และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ โรคมือเท้าปากในเด็ก มักพบเจอได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในวัยนี้และวัยที่อยู่ในโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เรามาอ่านคำเตือนจากคุณหมอกันดีกว่าค่ะ

หมอเตือนเฝ้าระวัง! โรคมือเท้าปากในเด็ก ระบาดหนัก

กรมควบคุมโรคเผยตั้งแต่ 1 ม.ค. – 4 มิ.ย. พบผู้ป่วย โรคมือเท้าปากในเด็ก 13,554 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยร้อยละ 85.8 เป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อยู่ในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก แนะ 4 วิธีรับมือ คัดกรองเด็กทุกเช้า สอนให้เด็กล้างมือเป็นประจำ

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคมือ เท้า ปากเริ่มพบมากขึ้นในช่วงฤดูฝนนี้ มีความเสี่ยงที่จะพบเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก คือ เด็กแรกเกิด- 4 ขวบ และกลุ่มเด็กวัยเรียน 5-9 ขวบ เนื่องจากโรงเรียนเป็นสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก ซึ่งง่ายต่อการแพร่กระจายเชื้อโรคผ่านสิ่งของใช้และของเล่น สำหรับสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก จากการรายงานของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 4 มิ.ย. 2561 พบผู้ป่วยจำนวน 13,554 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต โดยผู้ป่วยเกือบทั้งหมด ร้อยละ 85.8 เป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในโรงเรียน หรือสถานเลี้ยงเด็ก หากไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างรวดเร็ว

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำ 4 วิธีในการป้องกันโรคมือเท้าปาก ดังนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทำให้ลูกฉลาด

6 ปัจจัยสำคัญ ช่วยพัฒนาสมอง ทำให้ลูกฉลาด

อยากให้ลูกฉลาด พ่อแม่ช่วยได้! เพียงกระตุ้นปัจจัยที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองให้ถูกจุด ก็สามารถ ทำให้ลูกฉลาด ได้ แล้วจะมีปัจจัยใดบ้างที่สำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อย ตามมาดูกันเลยค่ะ

สมองทารก ประกอบด้วย

ในสมองของลูกน้อย จะประกอบไปด้วย เซลล์ประสาท 1 แสนล้านเซลล์ และมีน้ำหนักเฉลี่ย 340 กรัม แต่เซลล์เหล่านี้ยังมีการเชื่อมต่อกันน้อย  และเมื่อทารกอายุ 1 ปี น้ำหนักสมองจะเพิ่มเป็น 1,100 กรัม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้มีผลมาจากการขยายตัวของเซลประสาทและเพิ่มเครือข่ายเส้นใยเซลล์ประสาทไปเชื่อมต่อกับจุดต่างๆ ของเซลล์อื่นๆ  ทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทมากยิ่งขึ้น

เผย 6 ปัจจัยสำคัญ ช่วยพัฒนาสมอง ทำให้ลูกฉลาด

สมองของทารก จะสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วภายใน 3 ปีแรก และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า 80% หากลูกน้อยได้รับการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกวิธี  เครือข่ายเส้นใยประสาทจะถูกสร้างขึ้นมากถึง หนึ่งล้านล้านเครือข่ายและหนึ่งล้านล้านจุดเชื่อมต่อ ซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่าตัว  อีกทั้งทักษะความสามารถด้านการเรียนรู้  ความจำ การคิด การใช้เหตุผล และพัฒนาการด้านต่างๆ จะมากขึ้นตามไปด้วย

 

ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือสู่การต่อยอดและช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยโดยเฉพาะในขวบปีแรก ได้ดีที่สุดก็คือ “พ่อแม่”

 

อย่างไรก็ตาม การจะเลี้ยงลูก ทำให้ลูกฉลาด ขึ้น จะต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะวัยเด็กโดยเฉพาะในช่วงแรกเกิดถึง 6 ปี เป็นช่วงทอง ที่สมองต้องการการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจัยหลักที่จะช่วยให้สมองพัฒนาได้ดีนั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้านดังนี้…⇓

เลี้ยงลูกคนที่สอง

เลี้ยงลูกคนที่สอง ให้พี่น้องรักกัน โดย พ่อเอก

หายหน้าจากทาง online ไปเขียนลงเล่ม Amarin Baby & Kids มาสักพัก หวนกลับมาหน้า online ใหม่หนนี้ “พี่ปูนปั้น” มีน้องสาว “ปั้นแป้ง” มาด้วย แน่นอนว่าการ เลี้ยงลูกคนที่สอง กิน นอน เช็ดอึ เราชิลขึ้นแน่นอน แต่การทำอย่างไรให้ทั้งคู่มีความสุขอย่างสมดุล นี่แหละที่เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ระดับปัญหาโลกร้อนเลยทีเดียวฮะ

การมีน้องให้ปูนปั้น ถือเป็นความงดงามในครอบครัว แต่ถ้าไม่โรแมนติกจนเกินไป เราก็ต้องยอมรับว่า … อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักของปูนปั้น แม้ปูนปั้นจะดีใจ โม้ไปทั่วว่าหม่ามี๊จะมีเบบี๋ ปูนปั้นจะมีน้องแล้ว แต่เด็กชายที่เป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ … กำลังจะต้องปรับตัว

เลี้ยงลูกคนที่สอง ให้พี่น้องรักกัน

หม่ามี๊และปะป๊าระมัดระวังเรื่องความรู้สึกของปูนปั้นมาก เราคุยกันตั้งแต่ตอนที่หม่ามี้ตั้งครรภ์ว่า ควรทำตัวอย่างไรให้พี่น้องรักกัน … ให้ปูนปั้นมีความสุขกับการมีน้องจริงๆ ไม่ใช่แค่เห่อ แต่ต้องสุขจริงและอยากดูแลน้อง รักน้อง อยากแบ่งปันน้อง โดยทั้งหมดต้องมาจากข้างในของเขา ไม่ใช่จากที่เราบอก

สอนให้พี่รักน้อง

เราอ่าน จิตวิทยาเด็ก จากแหล่งต่างๆไม่น้อย และเราก็นำมาถกกันเสมอ จนคิดว่าตกผลึก จึงได้ข้อตกลงร่วมกันว่า

เราจะไม่พูดประโยคเหล่านี้กับปูนปั้น
‘ปูนปั้นต้องรักน้องนะ’
‘ปูนปั้นต้องแบ่งปันน้องนะ’
‘ปูนปั้นต้องเสียสละนะ’

เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆหรอก ที่อยู่ดีๆ ศูนย์กลางโลกที่เขาเป็นเจ้าของมาตลอดกำลังถูกเจ้าตัวจิ๋วที่มาจากไหนก็ไม่รู้ดึงออกไป แล้วเราจะยังไปยัดเยียดให้พี่ปูนปั้น ต้องแบ่งสารพัดสิ่งที่เป็นของเขาให้เจ้าตัวจิ๋วอีกหรือ? เขาต้องทำเพราะพ่อแม่บอก เช่นนั้นหรือ?

“ไม่หละ เราไม่คิดว่าจะให้เจ้าปูนปั้นต้องแบกความรักน้องไว้ แต่เราจะให้เขาปลูกมันขึ้นมาเอง”

สิ่งที่เราทำในการ เลี้ยงลูกคนที่สอง ให้พี่น้องรักกัน คือ เราเล่าให้ปูนปั้นฟังเสมอๆ ว่า ‘ตอนพี่ปูนปั้นยังเป็นเบบี๋ เราดูแลเขาอย่างไร’ เพื่อให้เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า ‘ปะป๊าหม่ามี๊ จะต้องคอยดูและเบบี๋ แต่ไม่ใช่ลดความรักพี่ปูนปั้นลงไป’ เพียงแต่เบบี๋ยังช่วยตัวเองไม่ได้

เล่าให้ฟังและให้เขามีส่วนร่วมในการเล่าเรื่อง แล้วปูนปั้นก็จะค่อยๆ แทรกตัวเองเข้ามาในเรื่อง ค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับ เช่น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โปรตีนในนมแพะ

โปรตีนในนมแพะ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ?

โปรตีนในนมแพะ อีกหนึ่งสารอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของทุกคน โดยเฉพาะกับเด็กๆ การดื่มนม แพะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ก็ยังได้ประโยชน์อีกมากมายเลยค่ะ อยากรู้ว่านมแพะให้โปรตีนที่ดีอย่างไรกับร่างกาย เรามีข้อมูลมาฝากค่ะ

 

โปรตีนในนมแพะ คืออะไร?  

ในน้ำนมแพะมีสารอาหารอยู่หลากหลายชนิด หนึ่งในนั้นก็คือ “โปรตีน” โปรตีนในนมแพะ มีสัดส่วนของ โปรตีนเบต้าเคซีน (β-casein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีโปรตีนแอลฟ่า เอสวัน เคซีน (α  s1-casein) ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยยากปริมาณต่ำ ทำให้โปรตีนนมแพะ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยและดูดซึม ไปใช้งานได้ง่าย ที่สำคัญนมแพะมีโปรตีน CPP (Casien Phosphopeptides) ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ อย่าง แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายได้ อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นอกจากนี้โปรตีนนมแพะยังมี โปรตีนก่อแพ้ อย่างเบต้าแลคโตกลอบบูลินที่น้อยกว่านมวัวถึง 3  เท่า ทำให้โอกาสที่จะเกิดการแพ้นมขึ้นกับเด็กๆ จึงมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ถ้าเทียบกับการกินนมวัว

 

โปรตีนในนมแพะ มีประโยชน์อย่างไร?

โปรตีนที่อยู่ในนมแพะ ถือเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ เด็กๆ ที่ดื่มนมแพะจะได้ประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้…

  • ช่วยทำให้สบายท้อง หมดปัญหาอาการท้องอืด ท้องผูก เนื่องจากนมแพะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้า เคซีน ซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีแอลฟ่า เอสวัน เคซีน ซึ่งย่อยยากในปริมาณต่ำ โปรตีนจากนมแพะ จึงย่อยและดูดซึมไปใช้งานได้ง่าย
  • ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการแพ้อาหาร
  • ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่ดีสมวัย

นอกจากนมแพะจะมีโปรตีนคุณภาพแล้ว ในนมแพะยังมีสารอาหารครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไขมัน MCT Oil ที่ย่อยง่าย ทำให้ดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยให้น้ำหนักตัวดี สมวัย รวมทั้งใยอาหาร หรือพรีไบโอติก เช่น Inulin & Oligofructose  ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพที่สำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกได้เป็นอย่างดี นมแพะ จึงเป็นอีกหนึ่งความมั่นใจที่คุณแม่เลือกเพื่อลูกรัก

 

พาลูกเล่นกับธรรมชาติ

พาลูกเล่นกับธรรมชาติ ให้ฉลาดสมวัย อย่างเป็นธรรมชาติ

พาลูกเล่นกับธรรมชาติ เล่นแล้วได้อะไร? มีหลายครอบครัวเลยค่ะที่เราแนะนำให้พาลูกออกไปเล่นสนุกกับธรรมชาติ ให้ออกไปเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ยิ่งโดยเฉพาะเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ตั้งแต่ 1-3 ขวบขึ้นไป ถือเป็นวัยที่พ่อแม่ควรพาลูกออกไปเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ซึ่งสามารถหาได้จากรอบรั้วนอกบ้านค่ะ

 

พาลูกเล่นกับธรรมชาติ  เล่นกับอะไร?

เป็นหนึ่งในคำถามที่แม่ๆ ชอบถามกันมากคะว่า พาลูกเล่นกับธรรมชาติ จะไปเล่นกับอะไร ดังนั้นก่อนอื่นขอตอบให้เห็นภาพกันชัดๆ ไปเลยว่า “ธรรมชาติ” ก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดิน ทราย น้ำ หิน อากาศ แสงแดด สายลม ใบไม้ ต้นหญ้า ดอกไม้ นก แมลง ฯลฯ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่เรียกว่า “ของเล่นธรรมชาติ” มีของเล่นแล้วก็ต้องเล่นให้เป็น ให้เกิดประโยชน์กับพัฒนาการของเด็กๆ ด้วยค่ะ

 

จะเล่นของเล่นธรรมชาติ ในรูปแบบใดได้บ้าง?

คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกออกไปเล่นนอกบ้านได้ทุกวันค่ะ ถ้าไม่มีเวลามากพอที่จะพาออกไปนอกบ้านไกลๆ อย่างสวนสัตว์ ภูเขา ทะเล น้ำตก เป็นต้น จะเป็นแค่ที่สวนสาธารณะของหมู่บ้าน หรือสวนเล็กๆ ภายในรั้วบ้าน ก็สามารถส่งเสริมให้ลูกๆ ได้เล่นสนุกอยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ดีได้แล้วค่ะ ซึ่งรูปแบบการพาลูกเล่นกับธรรมชาติ ก็เช่น…

  • นักสำรวจ แค่มีแว่นขยายก็สามารถทำให้ลูกสนุกกับการเป็นนักสำรวจตัวน้อยได้แล้วค่ะ เด็กๆ อาจจะส่องดูแมลง ดอกไม้ ใบหญ้า ฯลฯ
  • ฟังเสียงธรรมชาติ ลองให้เด็กๆ ได้ใช้ประสาทสัมผัสในการได้ยิน แล้วแยกแยะว่านั่นเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของอะไร นกร้อง ใบไม้ไหว แมลงบิน น้ำไหล ฯลฯ
  • ปั้นดินย่ำทราย ลองให้เด็กๆ ได้สนุกแบบเลอะๆ กันบ้างค่ะ ให้เขาได้ใช้ร่างกายสัมผัสกับดิน ทราย นอกจากความสนุกแล้ว เด็กๆ ยังได้เรียนรู้ว่าผิวสัมผัสของดิน ทรายเป็นอย่างไร จะปั้นออกมาเป็นรูปร่างอะไรได้บ้างก็ตามจินตนาการของพวกเขาเลยค่ะ
  • จัดสวนเล็กๆ หน้าบ้าน เพื่อให้ลูกได้สัมผัสกับธรรมชาติได้ง่ายๆ วันหยุดลองพากันไปเลือกซื้อต้นไม้ ดอกไม้ต้นเล็กๆ แล้วกลับมาปลูกมาจัดสวนในบ้านเล็กๆ ก็ถือเป็นการเรียนรู้เล่นกับธรรมชาติได้ดีอีกหนึ่งวิธีค่ะ

เห็นไหมคะว่าแค่ธรรมชาติรอบตัวก็สามารถเป็นของเล่นสนุกๆ ให้กับเด็กๆ ได้ ที่สำคัญยังช่วยส่งเสริมให้พวกเขามีพัฒนาการรอบด้านที่ฉลาดสมวัยมากขึ้นด้วยค่ะ และเมื่อเรามีของเล่นธรรมชาติแล้ว ก็อย่าลืมดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารจากธรรมชาติที่มีประโยชน์กันด้วยนะคะ

สำหรับเด็กๆ ที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้ คุณแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกได้ดื่มนมอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง พัฒนาการดี อย่างนมแพะก็เป็นหนึ่งในนมที่สามารถดื่มกันได้ทั้งครอบครัวเลยค่ะ ประโยชน์ของนมแพะมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนนมแพะ ที่ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ อย่าง แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นมแพะมีไขมัน MCT Oil ที่ย่อยง่าย จึงช่วยให้ลูกรักมีน้ำหนักตัวสมวัย ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหารอย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เด็กๆ ที่มีร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี จะช่วยให้มีพัฒนาการดีสมวัยค่ะ

 

 

 

ป่วย

ลูกป่วยง่าย ป่วยบ่อย เพราะลูกภูมิคุ้มกันบกพร่องรึเปล่า?

ลูกป่วยง่าย อีกแล้วเหรอ? ทำไมลูกถึงป่วยบ่อยจัง? ดูแลลูกยังไงไม่ให้ป่วย? คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย เมื่อคุณพ่อคุณแม่มักพบว่าลูกน้อยไม่สบายบ่อยเกินไปจนผิดสังเกต ทำให้คิดว่าเป็นเพราะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเปล่า ต้องป่วยแค่ไหนถึงเรียกว่าบ่อย และจะดูแลลูกน้อยอย่างไรให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง Amarin Baby & Kids มีคำตอบค่ะ

Continue reading “ลูกป่วยง่าย ป่วยบ่อย เพราะลูกภูมิคุ้มกันบกพร่องรึเปล่า?”

ลูกตัวเล็ก

5 สาเหตุที่ทำให้ ลูกตัวเล็ก ตั้งแต่แรกเกิด

ลูกตัวเล็ก ตั้งแต่แรกเกิด เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ร่วมไขข้อข้องใจไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่ค่ะ!

 

 

คุณพ่อที่มีภรรยาอยู่ในช่วงกำลังตั้งครรภ์ หรือแม้แต่ตัวคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ก็มักจะมีความต้องการที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น การคาดหวังในเพศของลูก การขอให้ลูกมีร่างกายอวัยวะครบ 32 ส่วน น้อยคนนักที่จะกังวลถึงน้ำหนักตัวของทารกแรกเกิดว่ามีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เนื่องจากมีคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า ตอนท้องนั้น ดูแลตัวเองอย่างดี รับประทานอาหารดี ๆ มีประโยชน์เยอะมาก แต่ทำไม ลูกตัวเล็ก ตั้งแต่แรกเกิดได้ ว่าแต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น ทีมงาน Amarin Baby And Kids ได้รวบรวมเอา 5 เหตุผลมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านแล้วละค่ะ พร้อมกับไขข้อข้องใจน้ำหนักตัวทารกแรกเกิดต้องหนักเท่าไรถึงจะอยู่ตามเกณฑ์ … พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ

เสื้อผ้า ภาษาจีน

สอนลูกแต่งตัว คำศัพท์ เสื้อผ้า ภาษาจีน ต้องพูดยังไง?

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังแต่งตัวให้ลูกน้อย…แล้วอยากจะสอนภาษาจีนไปด้วย ตามมาเรียนรู้คำศัพท์ เกี่ยวกับ “การแต่งตัว และ เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า ภาษาจีน ต้องพูดว่าอย่างไร?” กับ “เหล่าซือเบนซ์” ในรายการ Kids Talk ช่วง Chinese talk กันเลยค่า

การแต่งตัว เป็นทักษะสำคัญที่เจ้าตัวเล็กจะต้องเรียนรู้ เพราะเมื่อลูกน้อยถึงวัย 3 ขวบขึ้นไป ก็ต้องเข้าโรงเรียน ซึ่งตอนเช้าเป็นช่วงเวลาเร่งรีบ การที่คุณพ่อคุณแม่แต่งตัวให้ลูกน้อยเองจึงดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและไวที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม ลูกน้อยก็จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะแต่งตัวด้วยตัวเองด้วย เพราะการที่ลูกแต่งตัวได้เองจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง รู้สึกไม่ต้องพึ่งพาใคร ทั้งยังช่วยฝึกวินัย และความรับผิดชอบ รวมไปถึงลูกน้อยได้สัมผัสความรู้สึกความภูมิใจในตัวเอง และเมื่อเจ้าตัวเล็กสามารถแต่งตัวได้เองแล้ว ก็จะช่วยลดเวลาในสิ่งที่คุณพ่อคุณจำเป็นต้องทำในยามเช้าไปอย่างหนึ่งได้แล้วล่ะค่ะ

สอนลูกแต่งตัว คำศัพท์ เสื้อผ้า ภาษาจีน ต้องพูดยังไง?”

ทั้งนี้ในขณะฝึกลูกแต่งตัว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอดแทรกคำศัพท์ ภาษาจีน ที่เกี่ยวข้อง ณ ตอนนั้นได้ แล้วจะมีคำศัพท์เกี่ยวกับ “การแต่งตัว และ เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า ภาษาจีน ต้องพูดว่าอย่างไรบ้าง?”

ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเทคนิค สอนลูกพูดภาษาจีน เพื่อให้ลูกของคุณเป็น เด็กสองภาษา แบบง่ายๆ กับเหล่าซือเบนซ์ ในรายการ Kids Talk ช่วง Chinese talk มาฝากค่ะ

ซึ่งในตอนนี้ เป็นตอน “แต่งตัวกันเถอะ” >> ว่าแต่จะมี คำศัพท์เกี่ยวกับ การแต่งตัว เครื่องแต่งกาย และ เสื้อผ้า ภาษาจีน ต้องพูดยังไงบ้าง?” ตามมาชมคลิปวีดีโอกันเลย ⇓

 

ทบทวนคำศัพท์เกี่ยวกับ การแต่งตัว ภาษาจีน

***ข้อแตกต่างระหว่างคำว่า สวมใส่เสื้อผ้า กับ สวมใส่เครื่องประดับ***

เสื้อผ้า ภาษาจีน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ เกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาจีน เรื่อง “การแต่งตัว” ที่เหล่าซือเบนซ์ สอนมาข้างต้น …ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมนำคำศัพท์เหล่านี้ไปใช้สอนลูกน้อยบ่อยๆ ด้วยนะคะ เพื่อให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา หรือสามภาษา ที่เก่งทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ในแต่ละช่วง แต่ละตอน ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

ช่วง Chinese talk

 

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

lifeis

บอย-นภ จับมือเปิดตัว LIFEiS โครงการดีๆ เพื่อทุกครอบครัว

8 มิถุนายนที่ผ่านมา “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมกับ “นภ พรชำนิ” เปิดตัวธุรกิจใหม่ LIFEiS – ไลฟ์อีส บริษัทโซเชี่ยล บิสสิเนส เพื่อขับเคลื่อน ความรัก ความหวัง ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคมไทย

“บอย โกสิยพงษ์” เผยถึงที่มาของ LIFEiS ว่า “เกิดขึ้นจาก หลายปีก่อนผมเห็นการทะเลาะเบาะแว้งของคน เกลียดกันด่ากัน รวมถึงสิ่งไม่ดีมากมายในอินเทอร์เน็ต และผมเชื่อว่า ปัจจุบันคือผลผลิตของอดีต เมื่อเราปลูกอะไรเอาไว้ สิ่งที่เราโดนปลูกกันมาเมื่อหลายสิบปีก่อน มันออกดอกออกผลอย่างรุนแรง วันนี้ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยามันเกิดขึ้นทั่วโลก เราคงนั่งไทม์แมชชีนกลับไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะทำได้ เราเชื่อว่าเมื่อเราปลูกสิ่งใด เราจะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้นเช่นกัน วันนี้เราจะปลูกความรัก เราจะปลูกความรู้ ปลูกความเกื้อกูล ความเอื้ออาทร ความเมตตากัน ความคิดที่จะทำ LIFEiS จึงเกิดขึ้น เราจะปลูกอะไรที่มีประโยชน์ ที่อีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า เราจะเห็นผลที่ดีขึ้นยิ่งกว่านี้ ให้สังคมดียิ่งขึ้นกว่านี้

ไลฟ์อีส คาดหวังเป็นแรงบันดาลใจให้กับบริษัทที่มีพลังทั้งหลายสามารถมาช่วยกันแก้ปัญหาได้ สิ่งที่ไลฟ์อีสทำคือ การเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด ทัศนคติ เติมความรู้ ความเข้าใจแต่ละช่วงวัยครอบคลุม 8 ช่วงอายุของคน ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งแต่ละช่วงวัย ต้องการวิตามินบำรุงจิตใจที่แตกต่างกันจากนั้นเมื่อทุกคนแข็งแรงขึ้น ก็พร้อมที่จะเกื้อกูลผู้อื่นต่อไป

lifeis ไลฟ์อีส

LIFEiS จะสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูลอย่างไร

  • วัย 0-5 ปี จะมี “เพลิน ประทุมมาศ” ซึ่งจบปริญญาเอกด้านการพัฒนาศักยภาพเด็กเล็ก มาเป็นแกนหลักในการแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ให้แก่คุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยงดูเด็ก พัฒนาวิธีการเลี้ยงเด็ก พัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กต่อพ่อแม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดการเรียนรู้ของเด็ก ผ่านรูปแบบรายการโทรทัศน์ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเก็บเกี่ยวเทคนิคเลี้ยงลูก และวิธีการดีๆ จากรายการไปปรับใช้ที่บ้านได้ด้วย นอกจากนี้ ยังจะมีการเข้าไปตามโรงเรียน และการจัดสัมมนา เป็นต้น
  • ประถม เป็นการเรียนแบบใช้สมาธิ ไลฟ์อีส ได้ “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” คอยดูแลเรื่อง การฝึกสมาธิผ่านดนตรีและต่อยอดความสร้างสรรค์ โดยใช้การเล่นดนตรี
  • มัธยมต้น ไลฟ์อีส อยากเล่าให้เด็ก น้อง พ่อแม่ และครูฟังว่า เด็กไม่ได้โง่ แค่ยังไม่รู้ว่า ตัวเองต้องจับพหุปัญญาแบบไหน ผู้ใหญ่ต้องทำอย่างไรให้เด็กค้นเจอสิ่งที่รักและทุ่มเท
  • มัธยมปลายและอาชีวะ เป็นหน้าที่ของ “อุ๋ย บุดดาเบลส” ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์และชวนน้องๆ ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ให้กลับมาทำเรื่องดีๆ และมีคุณค่า โอกาสยังมีเสมอ
  • มหาวิทยาลัย ชวนให้น้องๆ ค้นหาตัวเอง ตามหางานที่ตัวเองจะรักไปตลอดชีวิต
  • การแต่งงาน ไม่เคยมีใครเรียนเกี่ยวกับการแต่งงาน ทำให้ทะเลาะกันเยอะ ไลฟ์อีส จะช่วยให้ทุกคู่รักรู้จักเรียนรู้ว่า ต้องคาดหวังยังไงก่อนแต่งงาน และแต่งงานแล้วจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างไร
  • Young executive ไลฟ์อีส จะเข้าไปสะกิดต่อมของคุณว่า การทำงานเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัวตัวเองนั้นไม่พอ ถ้าตวเองเต็มแล้ว อยากให้ไปเติมคนอื่นด้วย
  • Golden Year สำหรับผู้สูงวัย เมื่อเกษียณอายุแล้ว จะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข

ไลฟ์อีส

“นภ พรชำนิ” กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า “ไลฟ์อีส อยากให้ภาคเอกชนที่คิดเหมือนกัน นำเอาความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาเชื่อมกัน มาร่วมทำโมเดลนี้ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่คิดเพื่อคนอื่น วันนี้เราต้องเริ่มทำ ให้อนาคตเปลี่ยน การปลูกเมล็ดพันธุ์ทุกอย่างต้องใช้เวลา เราไม่ได้คาดหวังจะเห็นอะไรในวันนี้พรุ่งนี้ แต่เชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อมองมา จะเข้าใจว่า ไลฟ์อีส ได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรักไว้มากเพียงใดในสังคมและโลกใบนี้”

ร่วมเป็นครอบครัว ไลฟ์อีส ได้ที่ www.lifeisgroup.org และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง facebook.com/lifeisgroup

บทความแนะนำ

ลูกเรียนไม่เก่ง ได้เกรดน้อย ไม่ได้แปลว่า “โง่”

เด็กเป็นไข้

วิธีดูแล เด็กเป็นไข้ อันตรายที่มากับหน้าฝน

เมื่อ เด็กเป็นไข้ คุณพ่อคุณแม่ก็คงจะกังวลใจกันไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งตอนนี้เข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งโรคภัยต่างๆ ก็มักจะมากับหน้าฝนซะด้วยสิ แถมแต่ละโรคก็อันตรายไม่ใช่น้อยเลย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมตััวรับมือกับ เด็กเป็นไข้ จะดูแลอย่างไรให้หายดี กันค่ะ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids ก็มีบทความที่น่าสนใจ จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาฝากกันค่ะ

วิธีดูแล เด็กเป็นไข้ อันตรายที่มากับหน้าฝน

ถ้าถามว่าระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ฝ่ายใดเจ็บป่วยง่ายกว่ากัน? ไอ้หยา…ก็ไม่รู้สินะ เพราะแต่ละคนจะมีภูมิต้านทานแตกต่างกัน บางที่ผู้หญิงก็ไม่สบายว่ายกว่า แต่บางคราผู้ชายป่วยง่ายกว่าฝ่ายหญิงก็มี แต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกเนอะ

นี่ก็เข้าฤดูฝนหรือหน้าฝนกันแล้ว แถมผนก็ตกได้ตลอดเวลาซะด้วยสิ บางทีนึกอยากจะตกก็ตก ตอนพวกเรากำลังออกจากบ้านงี้ บางทีก็ตกตอนกลางวันที่กำลังจะออกไปหาของกินกัน หรือตกตอนเลิกงาน นี่เจ็บปวดเลย ในเมื่อเอาแน่เอานอนกับฟ้าฝนไม่ได้ จึงควรพกหมวกและร่มติดตัวไว้ตลอดเวลา ถ้าเผื่อต้องใช้งานจะได้หยิบจับออกมาใช้งานได้ทันที

อีกอย่าง อยากให้ท่านผู้อ่านดูแลสุขภาพในช่วงฤดูฝนกันให้ดีๆ โดยเฉพาะครอบครัวไหนมีเด็กๆ จึงควรดูแลบุตรหลานในบ้านด้วยน้า เพราะโรคภัยไข้เจ็บที่มากับฤดูฝนนี้มีอันตรายไม่ใช่น้อย เช่น

* กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ หรืออาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ โดยผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง ดังนั้น ในฤดูฝนจึงควรระมัดระวังอาหารการกิน ควรทานอาหารสุกใหม่ๆ สะอาดและใช้ช้อนกลาง อย่าลืมซะล่ะ

* กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคหวัด, ไข้หวัดใหญ่, คออักเสบ, หลอดลมอักเสบ, ปอดอักเสบหรือปอดบวม แล้วไหนยังมีโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่อีก จึงควรระวังกันไว้

* กลุ่มโรคติดต่อที่เกี่ยวกับยุง ได้แก่ ไข้เลือดออก, ไข้สมองอักเสบและโรคมาลาเรีย ล้วนแต่มียุงเป็นพาหะนำโรคทั้งนั้น จึงควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่อาจมีอยู่รอบบ้านไปให้หมด แล้วจะสุขสบายหากบ้านปราศจากยุงลายและ ยุงก้นปล่อง

ทีนี้หากคุณมีลูกมีหลานในบ้าน แล้วถ้าเกิดบุตรหลานไม่สบายขึ้นมา แล้วจะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างนี้ได้ยังไงน้า? ที่จริงก็ไม่มีใครอยากให้เด็กๆในบ้านป่วยหรือไม่สบายกันหรอกเนอะ แต่เมื่อเป็นแล้ว จะดูแลกันอย่างไรนี่สิ เช่น

1. หมั่นสอบถามและติดตามดูความเปลี่ยนแปลงของบุตรหลานในแต่ละวัน หากวันไหนเด็กมีอาการไอจาม บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กป่วยเป็นไข้หวัดก็ได้นะ

2. ถ้าเด็กในบ้านเป็นโรคหวัดขึ้นมา ก่อนอื่นต้องวัดไข้ก่อนว่า มีไข้หรือไม่? หากเด็กมีอาการตัวร้อน, หน้าแดง, ตัวแดง ก็ควรเช็ดตัวให้ด้วยน้ำอุ่น และอาจใช้แผ่นเจลลดไข้มาปิดที่หน้าผากของเด็กก็ได้ หากเช็ดตัวหรือระบายความร้อนแล้วเด็กมีอาการดีขึ้นก็เยี่ยมไปเลย

3.ให้อาหารที่ย่อยง่ายแก่เด็ก ยามป่วยเด็กอาจไม่อยากอาหาร จึงจำเป็นต้องให้อาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม หรือซุปก็แล้วแต่ จะช่วยให้เด็กดีขึ้นในเร็ววัน แล้วพาไปหาหมอด้วยยิ่งดี.

ขอบคุณที่มา : คนสมถะ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมื่อรู้จักอาการป่วยไข้ที่มาพร้อมกับหน้าฝนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็คงจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วอาการป่วยไข้แบบไหนล่ะที่ควรไปหาหมอ อ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่