เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก

คลิป เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก เต้าหู้ทรงเครื่อง เพิ่มพลังหลังลูกป่วย

เด็กบ้านไหนป่วยบ่อย กินข้าวไม่ค่อยได้ เชฟแม่หมีมี สูตร เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก มาฝาก กับ “เต้าหู้ทรงเครื่อง” แสนอร่อยเป็นเมนูที่ช่วยเพิ่มพลังหลังลูกป่วย ได้เป็นอย่างดี

สูตร เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก เต้าหู้ทรงเครื่อง
เพิ่มพลังหลังลูกป่วย

เมนูเต้าหู้ไข่

เมื่อลูกน้อยป่วยเป็นไข้ ร่างกายของลูกจึงต้องการพลังงานจากอาหารมาช่วยฟื้นตัวหลังจากอาการป่วยไข้ ซึ่งหากลูกน้อยได้กินอาหารที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้อาการป่วยไข้หายเร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เด็กที่ป่วยบางคนอาจจะกินนม กินข้าว ไม่ค่อยได้ กินไม่อร่อย และกินได้น้อย รวมไปถึงอาจอ่อนเพลีย ร้องไห้ งอแง ซึม ซึ่งเด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ ที่เมื่อร่างกายไม่สบายจิตใจก็ไม่นึกอยากกินอะไร ดังนั้นในช่วงที่ลูกน้อยป่วยไม่สบายนี้คุณแม่จึงต้องจัดเตรียมอาหารสำหรับลูกเป็นพิเศษ และคอยเอาใจใส่ให้ลูกกินอาหารให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูร่างกาย

เชฟแม่หมีจึงมี สูตร เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก มาฝาก กับ เต้าหู้ทรงเครื่อง เมนูที่จะช่วยเพิ่มพลังหลังลูกป่วยได้เป็นอย่างดี เพราะด้วยวัตถุดิบและส่วนผสม ที่มีในเมนูเต้าหู้ทรงเครื่องนี้ ที่ไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้ไข่ หมูสับ หอมหัวใหญ่ หรือ บร็อกโคลี ก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายของลูกน้อยแข็งแรงได้ ว่าแต่ เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก นี้ จะมีส่วนผสมอะไรอีกบ้าง และมีวิธีทำอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ

คลิกดู “วัตถุดิบและส่วนผสม ของ เต้าหู้ทรงเครื่อง เมนูเต้าหู้สำหรับเด็ก” หน้า 2

อ้วนลงพุง

5 วิธีกำจัด อ้วนลงพุง ด้วยตัวเอง

อ้วนลงพุง ปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับหุ่นเพราะไม่ว่าจะอ้วนหรือจะผอมก็ต้อง “เจอ” ความเป็นจริงจะเกิดจากอะไร ที่นี่มีคำตอบ!!

 

 

หลายคนคิดว่า อ้วนลงพุง นั้นเกิดจากการที่เราบริโภคอาหารที่มีไขมันมากเกินไปแล้วไม่ได้รับการเผาผลาญ ทำให้ไขมันทั้งหมดไปรวมกันอยู่ที่พุง … ในความเป็นจริงนั้น อ้วนลงพุงคืออะไรกันแน่ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อ้วนลงพุง คืออะไร?

อ้วนลงพุง ถือเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีไขมันสะสมที่บริเวณหน้าท้อง และมีรอบเอวขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังหมายถึงการที่ร่างกายมีระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนนั่นคือ โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้มากขึ้น!

อ้วนลงพุงจะมีทั้งหมดกี่ประเภทแล้วแต่ละประเภทจะมีวิธีการลดได้อย่างไร ไปค้นหาคำตอบนี้พร้อม ๆ กันค่ะ

การให้กำลังใจลูก เป็นตัวช่วยที่ให้ลูกรู้สึกภูมิใจและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แล้ว ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดกับลูกยังไง ตามมาดู อ.คริส สอนกันเลยค่ะ

ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดกับลูกยังไง

การให้กำลังใจลูก เป็นตัวช่วยที่ให้ลูกรู้สึกภูมิใจและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แล้ว ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดกับลูกยังไง ตามมาดู อ.คริส สอนกันเลยค่ะ

 

หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา อยาก สอนภาษาอังกฤษให้ลูก อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไปค่ะ เพราะทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆมาช่วยคุณแม่แล้ว กับ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง ที่ตอนนี้เป็นคุณพ่อลูก 2 อีกด้วย  ซึ่ง อ.คริส จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ ให้เก่งๆ กันทั้งครอบครัว

อยากบอกลูก ใน ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ ต้องพูดยังไง?

ซึ่งในตอนนี้เราจะมาพูดถึง ประโยค การให้กำลังใจลูก เพราะความภูมิใจ ความรู้สึกว่ามีคุณค่าในตนเอง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้การพูดให้กำลังใจลูก เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คุณอยู่กับลูก เคียงข้างลูกในการทำกิจกรรมต่างๆ

ทั้งนี้การที่เด็กๆ เห็นคุณค่าในตนเอง คือ ความเชื่อว่าเรามีความเข้มแข็ง มีความสามารถในตนเอง มีคนยอมรับและเป็นที่รักของผู้อื่น เมื่อใดที่พ่อแม่ให้ความสนใจเชิงบวกกับลูกอย่างพอเพียง ชื่นชมและยอม รับในตัวลูก ก็เท่ากับช่วยให้ลูกเชื่อมั่นในตนเองด้วย

อีกทั้งลูกจะได้ประโยชน์เป็น 2 เท่า หากคุณพ่อคุณแม่ทำกิจกรรมพร้อมให้กำลังใจ และ สอนพูดภาษาอังกฤษ ไปด้วย รับรองลูกน้อยของคุณจะเป็นเด็กที่ทั้งเก่งภาษาด้าน IQ และ มี EF คือ เห็นคุณค่าในตนเอง ไปพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน …ว่าแต่ ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ คุณพ่อคุณแม่จะต้องพูดกับลูกว่ายังไง หรือมีคำศัพท์อะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง ตามมาดู อ.คริส กับน้องวิน ได้ ในรายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks ตอน ประโยคให้กำลังใจ ต้องพูดยังไง

ชมคลิป อยากบอกลูก ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ
ต้องพูดยังไง ได้ด้านล่างนี้เลย ⇓

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ คำศัพท์ และ ประโยคให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้พูดบอกลูก เมื่อรู้แล้วคุณพ่อคุณแม่ ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านั้นไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อลูกน้อยของเราจะได้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

ช่วง Chinese talk

 

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้

เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้ เช็คที่นี่

บทความนี้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเงินอุดหนุนบุตร ว่าจะต้องทำอย่างไร ถึงจะได้รับเงินอุดหนุน ขั้นตอนการลงทะเบียน และ ไขข้อข้องใจ ทำไม เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้ แล้วจะต้องทำอย่างไรให้เงินอุดหนุนบุตรเข้า ได้ที่นี่

เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้ เช็คที่นี่

ใครบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนบุตร?

  1. แม่ท้อง และ แม่ของเด็กที่เกิดระหว่าง 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2561
  2. พ่อหรือแม่ของเด็กมีสัญชาติไทย
  3. มีรายได้รวมต่อบ้านไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน ต่อเดือน
  4. ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตรจากหน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ (ยกเว้นการได้รับเงินสงเคราห์เป็นครั้งคราว หรือ เบี้ยคนพิการ หรือ เงินสงเคราะห์บุตรจากกองทุนประกันสังคม)
  5. **พ่อแม่มีประกันสังคม ก็มีสิทธิ์ลงทะเบียนได้**
เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้
เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้

ได้เงินอุดหนุนถึงเมื่อไร?

  1. เด็กที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2560 (ได้รับรายละ 600 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียน จนเด็กอายุครบ 3 ปี) **ปิดรับลงทะเบียนไปแล้ว**
  2. เด็กที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560 – 30 กันยายน 2561 (ได้รับรายละ 600 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนที่เด็กเกิด จนเด็กอายุครบ 3 ปี)

ลงทะเบียนได้ที่ไหน?

  1. ต่างจังหวัด ลงทะเบียนที่ เทศบาล หรือ อบต.จังหวัดที่ตนอยู่
  2. พัทยา ลงทะเบียนที่ ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  3. กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนที่ สำนักงานเขต

ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2561

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้ เช็คอย่างไร ก่อนอื่นแม่ ๆ ควรจะตรวจสอบก่อนค่ะ ว่าเราได้ยื่นเอกสารในการลงทะเบียนไป ได้ยื่นไปครบหรือไม่ ข้ามขั้นตอนใดไปบ้าง เอกสารตกหล่นหรือไม่

เอกสารที่ต้องเตรียมไปก่อนลงทะเบียน

  1. แบบลงทะเบียน (ดร.01) (รับที่สถานที่ลงทะเบียน) หรือ ดาวน์โหลดได้ที่นี่
  2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) ที่ได้รับการรับรองแล้ว ดาวน์โหลดได้ที่นี่
  3. สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของหญิงตั้งครรภ์/แม่ของเด็ก
  4. สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของบิดาเด็กหรือผู้ปกครอง (กรณีลงทะเบียนแทน)
  5. สําเนาเอกสารการฝากครรภ์ หรือ สําเนาสมดุบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก หน้า 1
  6. สําเนาสตูิบัตรเด็ก 1 ฉบับ (ยื่นหลังคลอด)
  7. สําเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีธนาคาร
  8. สําเนาเอกสารยืนยันสถานะของมารดาเด็กแล้วแต่กรณี ที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐ (กรณีมารดาเด็กเป็นบุคคลต่างด้าว หรือเป็นบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร์ หรือเสียชีวิต อนุโลมให้บิดาของเด็กตามสตูิบัตรผู้มีคุณสมบัติซึ่งมีสัญชาติไทย ลงทะเบียนแทน)

การจ่ายเงิน

การจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคาร

ประเภทบัญชีเงินฝากจะต้องเป็น ออมทรัพย์ สะสมทรัพย์ เผื่อเรียก กระแสรายวัน เท่านั้น โดยมีทั้งหมด 3 ธนาคาร ดังนี้

  1. ธนาคารกรุงไทย
  2. ธนาคารออมสิน
  3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

หากมีบัญชีพร้อมเพย์กับธนาคารต่อไปนี้ สามารถแจ้งชื่อธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ พร้อมเลขที่บัญชีและเลขประจำตัวประชาชนเจ้าของบัญชี เงินจะโอนเข้าบัญชีธนาคารนั้นๆ

  • บมจ. ธนาคารกรุงไทย
  • บมจ. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • บจก. ธนาคารออมสิน
  • บมจ. ธนาคารทหารไทย
  • บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์
  • บมจ. ธนาคารกรุงเทพ
  • บมจ. ธนาคารกสิกรไทย
  • บจก. ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์
  • บมจ. ธนาคารเกียรตินาคิน
  • บมจ. ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย
  • บมจ. ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
  • บมจ. ธนาคารทิสโก้
  • บมจ. ธนาคารธนชาต
  • บจก. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • บจก. ธนาคารเพื่อการเกษตร และ สหกรณ์การเกษตร

การโอนเงินประจำเดือน

กรณีกรมบัญชีกลางส่งข้อมูลให้ธนาคารแล้ว หากไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิได้ (Reject) กรมบัญชีกลางจะดำเนินการ ดังนี้

1. นำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังแทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.)

2. ส่งรายงานตรวจสอบรายการนำเงินส่งคืนคลัง (Reject) พร้อมสำเนาใบนำฝากเงินเข้าบัญชีเข้าบัญชีธนาคาร (Pay-In Slip)ให้กรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) เพื่อบันทึกบัญชีในระบบ GFMIS

3. ส่งข้อมูลรายที่ Reject ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง และให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนส่งข้อมูลที่แก้ไขถูกต้อง แล้วให้กรมบัญชีกลางเพื่อเบิกจ่ายในรอบหรือเดือนถัดไป(ถ้ามี)

วันที่จ่ายเงินอุดหนุนบุตร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ขั้นตอนการลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร และ เงินอุดหนุนบุตรไม่เข้าเดือนนี้ ตามที่ไหน

ปั๊มนมเกลี้ยงเต้า

เทคนิค ปั๊มนมเกลี้ยงเต้า เพื่อลูกได้สารอาหารครบ!

ปั๊มนมเกลี้ยงเต้า คืออะไร? ทำไมถึงดีกับลูก … แล้วจะต้องทำอย่างไรถึงจะเกลี้ยงเต้า!!

 

 

สวัสดีค่ะคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก ๆ ทุกท่าน … เคยได้ยินคำว่า ปั๊มนมเกลี้ยงเต้า กันบ้างหรือไม่คะ? ทราบไหมคะว่าแท้จริงแล้วคืออะไร จากประสบการณ์ทีมงาน Amarin Baby and Kids เข้าใจดีว่า คุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะเข้าใจว่า การปั๊มนมเกลี้ยงเต้านั้นก็แค่เอาเครื่องปั๊มมาปั๊มน้ำนมออกเท่านั้น จะเกลี้ยงหรือไม่เกลี้ยงก็ไม่รู้ เพราะไม่เข้าใจคำว่า “เกลี้ยงเต้า” เลยไม่รู้ว่า ทุก ๆ วันที่ปั๊มในแต่ละครั้งนั้น สรุปแล้วเกลี้ยงจริง ๆ หรือไม่ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเกลี้ยง จะมีเคล็ดลับวิธีเด็ดอะไร วันนี้ทีมงานได้เตรียมข้อมูลเอาไว้ให้แล้วละค่ะ

แต่ก่อนที่เราจะไปดูกันนั้น เรามาทำความเข้าใจกับกระบวนการผลิตน้ำนมแม่กันก่อนดีกว่านะคะ น้ำนมแม่ที่เรารู้จักกันนั้นมีด้วยกัน 2 ส่วนดังนี้

  1. น้ำนมส่วนหน้า คือ น้ำนมที่มีสีขาวใส น้ำนวมส่วนนี้ประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุค่ะ ซึ่งมีน้ำตาลแลคโตสคอยให้พลังงานกับลูก ๆ อีกทั้งยังกระตุ้นระบบขับถ่ายของลูกน้อยได้อีกด้วย และไม่ใช่แค่นั้นน้ำนมส่วนนี้มีน้ำเป็นส่วนผสมมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์เลยละค่ะ
  2. น้ำนมส่วนหลัง คือ น้ำนมที่มีลักษณะเหลือข้น อันประกอบไปด้วย โปรตีน ไขมันดีที่มีสูงมากกว่าน้ำนมส่วนหน้ามากถึง 2-5 เท่า ซึ่งไขมันตัวนี้จะช่วยเสริมพัฒนาการของสมองและสายตาให้กับลูก อีกทั้งยังมีโอเมก้าและคอเลสเตอรอลที่ทำหน้าที่ช่วยสร้างใยสมองที่นมยี่ห้อไหน ก็ไม่สามารถมาทดแทนหรือเลียนแบบได้เลย

จะรู้ได้อย่างไรว่าเกลี้ยงเต้า?

คุณแม่หลายท่านสงสัยว่า แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเกลี้ยงเต้าจริง ๆ แนะนำให้คุณแม่สังเกตจากอาการดังต่อไปนี้

  • นมคัด
  • เจ็บนมบ่อยทั้ง ๆ ที่นมก็ปั๊มนมไปแล้ว
  • น้ำนมน้อยลง
  • หน้าอกบวม
  • เจ็บลานนม
  • หัวนมอักเสบ
  • นมแข็ง

หากคุณแม่มีอาการดังต่อไปนี้ นั้นหมายถึงว่า น้ำนมของคุณแม่ยังไม่เกลี้ยงเต้าจริง ทั้งนี้ทีมงานมีวิธีแนะนำมาฝากกันค่ะ

คนท้องอารมณ์อ่อนไหว

คนท้องอารมณ์อ่อนไหว มีผลกับลูกในท้องอย่างไร

ในช่วงที่ตั้งครรภ์อารมณ์ของแม่ท้องจะขึ้น ๆ ลง ๆ แม่ท้องหลาย ๆ คนจะร้องไห้กับเรื่องง่าย ๆ ในขณะที่ช่วงก่อนท้องแทบจะไม่เคยร้องไห้กับเรื่องนี้เลย สงสัยกันไหมล่ะคะว่าทำไม คนท้องอารมณ์อ่อนไหว นั่นเป็นเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์นั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากคุณแม่แค่ดูโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ซาบซึ้งหน่อย หรือมีใครมาพูดกระทบจิตใจเข้า ก็จะร้องไห้กับเรื่องง่าย ๆ เรื่องนั้น แม่พริมาเองในช่วงท้องก็เคยนั่งร้องไห้ฟูมฟายเพราะยกของไม่ไหวค่ะ ในตอนนี้จะรู้สึกตลกและไม่เข้าใจตัวเองที่จะร้องไห้ทำไม แต่ในช่วงท้อง มันไม่ตลกเลยค่ะ เพราะทราบไหมคะว่าการที่ คนท้องอารมณ์อ่อนไหว ร้องไห้บ่อยเกินไป ก็อาจส่งผลกับลูกในท้องได้นะคะ

รู้ไว้! คนท้องอารมณ์อ่อนไหว มีผลกับลูกในท้องอย่างไร

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์ ตัวการ คนท้องอารมณ์อ่อนไหว

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์นั้นมี 3 ฮอร์โมน ได้แก่

  1. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ร่างกายสามารถผลิตเอสโตรเจนได้จากต่อมหมวกไตชั้นนอก จากรกและจากถุงไข่ในรังไข่  มีบทบาทในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ช่วยกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น
  2. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะสมแก่การฝังตัวของตัวอ่อน และช่วยให้มีการสะสมไขมันมากขึ้นเพื่อใช้เป็นพลังงานและแหล่งอาหาร สำหรับการตั้งครรภ์และลูกน้อย
  3. ฮอร์โมนฮิวแมนดอร์โอนิกโกนาโดโทรฟิน (HCG) ฮอร์โมนที่แม่ ๆ รู้จักกันดี เพราะมีส่วนสำคัญในการตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ฮอร์โมนนี้ผลิตจากถุงน้ำคร่ำที่อยู่ติดกับมดลูก ในการตั้งครรภ์ช่วงแรกฮอร์โมนชนิดนี้จะมีปริมาณสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยเพิ่มเลือดให้มาเลี้ยงที่ผนังมดลูกมากขึ้น และสร้างความพร้อมในการฝังตัวของตัวอ่อน

การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท (neurotransmitters – สารสื่อประสาทเป็นสารเคมีชนิดพิเศษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย มีหน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาทจากสมองส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่ง และจากสมองไปสู่ทั่วร่างกาย) สารเคมีชนิดนี้จึงมีผลในการควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของแม่ท้อง จากการวิจัยในวารสาร “Psychoneuroendocrinology” พบว่าระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์ คนท้องอารมณ์อ่อนไหว มากขึ้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ แม่ท้องร้องไห้กับเรื่องใดได้บ้าง และแม่ท้องร้องไห้บ่อยส่งผลต่อลูกในท้องอย่างไร

พัฒนาการความจำ

นี่คือพัฒนาการ ความจำ ของลูกทารกตั้งแต่แรกเกิด – 1 ขวบ

นี่คือ “ พัฒนาการ ด้าน ความจำ ” ของทารกตั้งแต่แรกเกิด – 1 ขวบ สมองของลูกน้อยจะมีขั้นตอนของพัฒนาการที่สัมพันธ์กับ การจดจำ ในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ตามมาดูกันค่ะ

ความจำ ของลูกเบบี๋ในวัยขวบปีแรกเป็นยังไงกันนะ? คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมว่า ในขวบปีแรก ลูกจะมี ความจำ หรือการจดจำอะไรได้บ้าง หรือ ลูกจําหน้าแม่ได้ตอนกี่เดือน  และขั้นตอนของพัฒนาการที่สัมพันธ์กับความทรงจำ ในแต่ละเดือนของลูกน้อยเป็นอย่างไร?

ทารก มีพัฒนาการสมอง ด้าน ความจำ อย่างไร?

พัฒนาการสมอง เรื่อง ความจำ ของลูกน้อย เริ่มตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องแม่ โดยนับตั้งแต่ไข่จากแม่และตัวอสุจิจากพ่อมาผสมกัน เกิดเป็นหน่วยชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า เซลล์ จากเซลล์เพียงเซลล์เดียวก็จะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยเกิดเป็นเซลล์ที่สร้างระบบอวัยวะต่างมากมายจนเกิดเป็นลูกน้อยอยู่ในท้องของคุณแม่

เซลล์สมอง ก็เช่นเดียวกับเซลล์ของระบบอวัยวะอื่น คือ จะเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เช่นเดียวกันและจะมีการเพิ่มทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเองเกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ เรื่อยไปจนถึงคลอดออกมาแล้วมีอายุ 2 ขวบ

เซรีบรัม (Cerebrum) เครื่องทำ ความจำ

สมองส่วน เซรีบรัม เป็นสมองส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ด้านหน้าสุด มีขนาดใหญ่ประมาณ 70% ของสมองทั้งหมด  มีร่องแบ่งสมองที่ม้วนขดเป็นรูปครึ่งวงกลมออกเป็นสองซีก ที่เราเรียกกันว่า สมองซีกซ้าย และ สมองซีกซ้าย นั่นเอง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ รวมไปถึงเป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส แบ่งเป็นสองซีก แต่ละซีกเรียกว่า Cerebral hemisphere และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พู ดังนี้

  • Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์
  • Temporal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น
  • Occipital lobe ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
  • Parietal lobe ทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส การพูด การรับรส

 

โดยมีเนื้อสีเทาด้านนอกที่เรียกว่า cerebral cortex นั้นประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทกว่าแปดพันล้านเซลล์  ซึ่งยึดติดกันอยู่ได้ด้วยเซลล์เฉลี่ยประมาณ 64,000 ล้านเซลล์  ซึ่งเจ้า cerebral cortex นี้เอง ที่เป็นตัวรวบรวมข้อมูล และคอยบอกลูกทารกในสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน  รวมทั้งเรื่องของจินตนาการและความทรงจำ ผ่านรอยหยักของพูสมองทั้ง 4 พู ที่ได้พูดถึงไปนั่นเอง

อ่านต่อ “พัฒนาการ ความจำของมนุษย์ ตั้งแต่แรกเกิด – 1 ขวบ” คลิกหน้า 2

ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน

ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน ช้าไปไหม?

พัฒนาการของเด็กในวัย 0-1 ขวบ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน พัฒนาการที่สำคัญที่สุดของเด็กวัยนี้คือ การเดิน นั่นเองค่ะ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อที่จะเห็นลูกเดินได้ เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นเวลาที่ทั้งสนุกและเหนื่อยของทั้งคุณแม่และคุณลูกเลยล่ะค่ะ (แม่พริมาขอยืนยัน) แต่ทำไมนะทั้ง ๆ ที่ถึงวัยที่ควรจะเริ่มเดินได้แล้วแต่ ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน ลูกเรามีพัฒนาการช้าเกินไปไหม? ต้องพาไปหาหมอหรือเปล่า? ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบค่ะ

ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน ช้าไปไหม?

ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน พัฒนาการช้า? แค่ไหนเรียกว่าช้า?

เมื่อเห็นเด็กวัยเดียวกับลูกของเรา อายุยังไม่ถึงขวบก็เดินกันได้แล้ว แต่ลูกเรานี่สิ ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน ทำไมยังเดินไม่ได้อีกนะ? ลูกเราผิดปกติอะไรหรือเปล่า? นี่เป็นตัวอย่างความรู้สึกของพ่อแม่ ที่ห่วงใยพัฒนาการของลูก  จึงอดไม่ได้ที่จะเอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น

จริงอยู่ที่ในช่วงวัย 10-12 เดือนของทารกนั้น พัฒนาการทางด้านเคลื่อนไหวที่สำคัญคือการเกาะราวและลุกขึ้นยืนได้เอง และอาจเดินก้าวแรกได้ด้วย โดยจะก้าวได้เองเมื่ออายุครบ 12 เดือน แต่นั่นไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานที่จะนำมาใช้ตัดสินว่าลูกอายุ 12 เดือนแล้วต้องเดินได้ เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ การเดินต้องใช้ความแข็งแรงของขาเพื่อที่จะรองรับน้ำหนักของตัวลูกเอง ในขณะเดียวกันการเดินยังต้องใช้ความแข็งแรงของข้อเท้า สะโพก และ ทักษะการทรงตัว อีกด้วย เห็นไหมล่ะคะ ว่าลูกเราต้องผ่านความยากลำบาก และมีความพร้อมของร่างกายมากขนาดไหน   และจากคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5ปี จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข ระบุว่า เด็กอายุ 13-18 เดือน จะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวในการเดินลากของเล่นหรือสิ่งของได้ ดังนั้น เมื่อ ลูก 1 ขวบยังไม่เดิน คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะคะ ยังพอจะมีเวลาที่จะฝึกให้ลูกให้เดินได้ค่ะ

สัญญาณที่บอกว่าลูกพร้อมเดินแล้วนะ

เด็กทุกคนไม่สามารถเดินได้เลยภายใน 1 ขวบ  กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกจะต้องพัฒนาจนแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับการเดินให้ได้ก่อน หนทางสู่ก้าวแรกของลูกนั้นเริ่มตั้งแต่การนอนคว่ำแล้วค่ะ เพราะการนอนคว่ำต้องใช้ความแข็งแรงของคอและหัวเพื่อทรงตัว หลังจากนั้นก็เริ่มใช้ความแข็งแรงตั้งแต่สะโพกขึ้นไปเพื่อพลิกคว่ำพลิกหงายและนั่ง เมื่อลูกอายุประมาณ 7 เดือนก็จะเริ่มทรงตัวโดยการคลาน และเมื่ออายุ 10-12 เดือนก็จะเริ่มตั้งไข่ ซึ่งการตั้งไข่ จะต้องใช้ความแข็งแรงตั้งแต่สะโพกลงไปในการทรงตัว

การตั้งไข่นี่แหละค่ะ เป็นสัญญาณว่าลูกจะเริ่มทดลองเดินแล้วนะ เมื่อลูกตั้งไข่จนชำนาญแล้ว ก็จะอยากเคลื่อนที่ไปไหนมาไหน โดยการเกาะโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา เพื่อที่จะก้าวเดิน และในที่สุดลูกก็จะเดินเอง ปกติแล้วจะกินเวลาประมาณไม่กี่อาทิตย์ ลูกก็จะเดินเองได้อย่างมั่นใจ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ฝึกลูกเดินอย่างไรให้เดินเป็นเร็ว

คนท้องกินใบเตย

คนท้องกินใบเตย ได้ประโยชน์แน่ ถ้ากินถูกเวลา

ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่า คนท้องกินใบเตย ได้หรือไม่ แล้วกินไปจนใกล้คลอดเลยจะเป็นอะไรหรือเปล่า? ที่นี่มีคำตอบ!

 

 

ขึ้นชื่อว่า “คนท้อง” จะรับประทานอะไรทีก็ต้องคอยเช็กแล้วเช็กอีกว่ารับประทานได้จริงหรือไม่ … และเชื่อหรือไม่คะว่า หนึ่งในรายการอาหารที่ขึ้นชื่อว่าคนท้องนิยมหาคำตอบมากที่สุดรายการหนึ่งก็คือ “น้ำใบเตย” ด้วยความหอมประกอบกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้คนส่วนใหญ่นิยมนำใบเตยไปเป็นส่วนผสมของอาหาร จึงไม่แปลกที่ใบเตยกลายเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้าน ที่คนท้องนิยมรับประทาน

ทำความรู้จักกับใบเตย

ทราบหรือไม่คะว่า ใบเตยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เตยหอม หรือใบเตยหอม เป็นต้นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ที่ขึ้นกันเป็นกอ เป็นใบเดี่ยวที่เรียงสลับกันไปมาไปจนถึงยอดใบ

ใบเตยนั้นประกอบไปด้วย วิตามินและแร่ธาตุมากมายหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น

  • เบต้าแคโรทีน
  • วิตามินซี
  • วิตามินบี 2
  • วิตามินบี 3
  • แคลเซียม
  • ธาตุเหล็ก
  • ธาตุฟอสฟอรัส
  • คาร์โบไฮเดรต
  • โปรตีน
  • พลังงาน

เรียกได้ว่า อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายจริง ๆ เลยละค่ะ จึงไม่แปลกที่ใบเตยจะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนท้อง แล้วใบเตยดีอย่างไร จะทานได้ทุกคนจริงหรือไม่ ไปค้นหาคำตอบนี้กันค่ะ

EF ทักษะสมอง

EF ทักษะสมอง ต้องสร้างให้ลูกมีภูมิต้านทานอุปสรรค

EF ทักษะสมอง คือหนึ่งในกระบวนการพัฒนาเลี้ยงลูกให้เท่าทันโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งการจะส่งเสริมให้ลูกก้าวไปสู่ประตูแห่งการประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้น พ่อแม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกแบบเดิมๆ ออกไป จะไม่มีการตีกรอบ จะไม่มีการบังคับ แต่จะให้อิสระกับลูกในการคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ ลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเลี้ยงลูกแบบ EF

 

EF ทักษะสมอง คืออะไร?

คุณสุภาวดี หาญเมธี นักจัดการความรู้หนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่าย EF Partnership ได้บอกถึงกระบวนการพัฒนาเลี้ยงลูกแบบ  EF ที่พ่อแม่ควรทำความใจเพื่อช่วยสร้างให้ลูกประสบความสำเร็จ

Executive Functions (EF) คือ ทักษะสมอง ที่ใช้ในการกำกับความคิด จะคิดอะไร ทำไมต้องคิดอย่างนี้ คิดอย่างนี้แล้วจะได้ประโยชน์อะไร กำกับความรู้สึก จะแสดงออกแค่ไหน เรากำลังรู้สึกอย่างไร เหมาะไหมในสถานการณ์ ในกาลเทศะแบบนี้ จะแสดงพฤติกรรมออกไปอย่างไร และในที่สุดก็จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

หากจะทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้นก็คือ การที่เด็กๆ สามารถใช้ทักษะสมองที่มีเพื่อการจัดการกับชีวิตให้นำไปสู่ความสำเร็จ เด็กคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น และมีความสุขเป็นนั่นเองค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการสร้างให้ลูกมีภูมิต้านทานอุปสรรคในการดำเนินชีวิตไปในแต่ละช่วงวัยได้อย่างราบรื่น และถึงจะมีปัญหาเข้ามาในบางช่วงจังหวะชีวิต พวกเขาก็จะสามารถแก้ไข และผ่านไปได้ด้วยดี

 

พ่อแม่จะช่วยสร้าง EF และภูมิต้านทานอุปสรรคให้ลูกได้อย่างไร ?

การเลี้ยงลูกให้รู้จักใช้ทักษะสมอง ในการกำกับความคิดก่อนที่จะลงมือทำอะไร หรือตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีพื้นฐานการเลี้ยงลูกที่ดีจากพ่อแม่ ซึ่งการเลี้ยงลูกในศตวรรษที่ 21 เพื่อนำลูกไปสู่ความสำเร็จ ควรต้องส่งเสริมให้ลูกมี 3 ทักษะจาก EF ดังนี้

  • ทักษะที่ 1 : Working Memory

คือ ความจำ ที่ไม่ใช่การท่องจำ เด็กที่มีทักษะ Working Memory คือ จะมีความจำที่ได้ผ่านประสบการณ์ ได้พบ ได้เห็น ได้รู้สึก ได้รู้จัก ได้รู้ลึก ได้เข้าถึง แล้วเก็บไปไว้ในสมอง เมื่อไปเจอสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่จำเป็น ความจำเหล่านี้จะปรากฏขึ้นมา จะพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เพราะมีประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นฐาน ดังนั้นพ่อแม่ควรสะสมความรู้ ความจำ สะสมข้อมูลที่ดีเป็นประโยชน์เข้าไปในสมองลูกอยู่อย่างสม่ำเสมอ

  • ทักษะที่ 2 : Inhibitory Control

คือ ความยับยั้งช่างใจ หยุดแล้วคิดก่อนที่จะทำหรือพูด การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมของเด็กๆ เพื่อให้อยู่รอดได้อย่างปลอดภัย มีมิตรภาพที่ดีจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะจากคนในครอบครัว เพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนที่ทำงาน หรือแม้แต่ในชีวิตคู่ครอง หากปราศจากทักษะในเรื่องนี้แล้ว อาจนำมาซึ่งความล้มแล้วในชีวิตได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรฝึก ควรสอนมีตัวอย่างให้ลูกเห็นว่าการไม่มีความยับยั้งช่างใจในการดำเนินชีวิต จะนำมาซึ่งผลเสียหรือได้รับอันตรายใดได้บ้าง แต่ถ้าลูกรู้จักยับยั้งช่างใจเมื่อต้องเผชิญอยู่กับเหตุการณ์ยั่วยุให้โกรธ โมโห ผลลัพธ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นเป็นอย่างไร

  • ทักษะที่ 3 : Cognitive Flexibility

คือ การยืดหยุ่นทางความคิด พ่อแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆ ให้เขาสามารถอยู่ได้กับทุกสถานการณ์ เป็นคนที่กินง่าย อยู่ง่าย ถ้าไม่มีของในแบบที่อยากได้ สามารถเปลี่ยนมาเป็นแบบอื่นได้ไหม การมีตัวเลือกให้ลูกที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียให้ลูกได้ พิจารณาคิดวิเคราะห์ว่าอย่างไหน แบบไหนที่เหมาะกับตัวเองก็จะช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันของลูกง่ายขึ้น

การเลี้ยงลูกการสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้กับพวกเขา อาจไม่ใช่แค่ส่งเสริมให้ลูกมี IQ หรือ EQ ที่ดีเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว  แต่การที่ลูกจะสามารถเดินทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิตอย่างที่มุ่งหวังไว้ในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทักษะสมองด้วย เราไปดูอีก 5 ข้อองค์ประกอบของ EF ที่ใช้ในกระบวนการพัฒนาเลี้ยงลูกกันค่ะ

  1. ต้องมีความผูกพันที่ไว้ใจได้ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ต้องทำให้ลูกมั่นใจว่าพ่อแม่ที่เขาอยู่ด้วยในทุกวันเป็นคนที่ปลอดภัยสำหรับเขา ให้ความรู้ให้ประสบการณ์ที่ดีที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่พ่อสอนอย่าง แม่สอนอีกอย่าง ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีต่อตัวของเด็กๆ
  2. ต้องสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายแบบ Active Learning พ่อแม่ไม่ควรให้ลูกทำอะไรซ้ำๆ เป็นกิจวัตรแบบแผนที่ตายตัวเกินไป เพราะวิธีการเลี้ยงลูกลักษณะนี้ไม่ได้เป็นผลดีต่อทักษะสมองของลูก จึงแนะนำว่าควรหากิจกรรมใหม่ๆ ที่ฉีกไปจากกิจกรรมที่ลูกทำอยู่เดิมๆ บ้าง ให้เขาได้ออกไปเจอ ไปเรียนรู้โลกกว้างนอกบ้าน นอกห้องเรียนบ้าง
  3. ต้องมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้เรื่องของสังคม อารมณ์ พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ มีความเห็นอกเห็นใจ รู้จักการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นได้
  4. บ้านต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เอื้อให้ลูกกล้าคิด กล้าทำ เวลาที่ลูกอยู่บ้านไม่ว่าจะเป็นพ่อ หรือแม่ จะต้องไม่ทำให้ลูกรู้สึกกังวล หรือกลัวที่จะพูดคุยด้วย พ่อแม่ต้องสร้างความมั่นใจให้ลูก ให้เขากล้าที่จะเป็นคนเปิดเผย กล้าถาม กล้าพูดคุย กล้าที่จะลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ให้เขาได้ลองคิดลองทำ
  5. กายภาพสมอง โดยเฉพาะเรื่องการนอน เด็กที่ได้นอนมากๆ จะเป็นเด็กที่มี EF ดี เพราะเนื้อสมองจะมีการเจริญเติบโตที่ดี ทุกครั้งที่ลูกได้นอนอย่างเพียงพอสมองจะ Re-Organize ข้อมูลของตัวมันเอง ทำให้เกิดการจัดระเบียบข้อมูลที่เข้ามามากมายในแต่ละช่วง ผลลัพธ์ที่ตามมคือลูกก็จะมี EF ทักษะสมองดีขึ้น มีสมรรถนะในการคิดดีขึ้น และที่ควรต้องให้ลูกทำควบคู่ด้วยกันคือ การออกกำลังกายให้เหงื่อออก จะยิ่งส่งให้สมองทำงานได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

การส่งให้ลูกไปสู่ประตูของความสำเร็จในชีวิต ต้องเริ่มที่พ่อแม่ในการเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงดูในวิธีการเดิมๆ ซึ่งการเลี้ยงลูกแบบ Executive Functions ก็น่าจะเหมาะกับโลกในยุคศตวรรษที่ 21 นี้นะคะ

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้กับลูกๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ http://www.nutricia-shapingdestiny.com/online-experience.html

นอกจากการเสริมภูมิต้านทานอุปสรรคและสนับสนุนลูกให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่าสมบูรณ์แบบ  การดูแลเรื่องโภชนาการก็เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี และมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกให้ได้รับโภชนาการที่ดีและเหมาะสมตามช่วงวัยโดยเฉพาะในช่วงแรกของชีวิต และเสริมด้วยโภชนาการที่มีซินไบโอติกอย่างต่อเนื่อง จากงานวิจัยในเด็กอายุระหว่าง 1 – 3 ปี พิสูจน์แล้วว่าพรีไบโอติก ได้แก่ กอสและแอลซีฟอส เมื่อเด็กๆ ได้รับร่วมกับดีเอชเอ ช่วยให้เด็ก 1 ใน 4  ไม่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อตลอดปี*  ดังนั้นหนึ่งในตัวเลือกเพื่อช่วยเสริมภูมิต้านทานคือการทานนมสูตรที่มีซินไบโอติก ซึ่งประกอบด้วยพรีไบโอติกและโพรไบโอติก

*Chatchatee P, et al. J Pediatr Gastroenterol Nutr. 2014;58:428-437 จากนมที่เสริม GOS/lcFOS (สัดส่วน 9:1) 6 กรัม และ DHA 100 มิลลิกรัมต่อวัน

 

 

 

 

 

 

 

แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา

แม่ตาล เพจแม่ภูธรสอนลูกสองภาษา เผยเทคนิคสอนลูกเก่งอังกฤษ

แม่ตาล เจ้าของเพจ แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา เผยเคล็ดลับดีๆ ไม่มีพื้นฐาน พูดอังกฤษไม่ได้เลย แต่คุณก็สามารถปั้นลูกให้กลายเป็นเด็กสองภาษาได้ด้วยตนเอง

Exclusive Interview ตอน แม่ตาล
เพจ แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา
เผยเคล็ดลับสอนลูกเก่งอังกฤษ

หากคุณพ่อคุณแม่อยากสอนลูกให้เป็นเด็กสองภาษา พูดภาษาอังกฤษเก่งๆ แต่ตัวเองไม่มีพื้นฐานเลย หรือพูดอังกฤษไม่ได้เลย และไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่เราอยากสอนลูกให้เก่งอังกฤษให้ได้!! ตามมาดูเทคนิคดีๆ จาก คุณนาฏยา วงษ์คำ หรือ แม่ตาล เจ้าของ เพจแม่ภูธรสอนลูกสองภาษา ที่ทางทีมงาน Amarin baby & Kids ได้เชิญมาสัมภาษณ์เพื่อบอกเล่าถึงเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกให้เป็น เด็กสองภาษา เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางตัวช่วยดีๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูและในไปประยุกต์ใช้ สอนลูกพูดอังกฤษ กับรายการ Kids Talk ในช่วง Exclusive Interview ตอน แม่ตาล เพจ แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา เผยเคล็ดลับแม้ไม่มีพื้นฐานไม่เก่งอังกฤษก็สามารถสร้างลูกให้เป็นเด็กสองภาษาได้

แม่ตาล (นาฏยา วงษ์คำ) เจ้าของเพจ แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา เป็นคุณแม่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง อยู่ต่างจังหวัด ครอบครัวพูดอีสาน และทั้งหมู่บ้านไม่มีฝรั่งสักคนเดียว ซึ่งก็ได้คิดสร้างเพจแม่ภูธรสอนลูกสองภาษา เพราะเคยเสียใจและเสียโอกาสในอดีตจากการที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้มากมาย ในที่สุดก็ได้เกิดจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากมีลูกคนแรก คือ น้องขุนเงิน แม่ตาลและสามีต้องการสร้างทุนปัญญา ทักษะภาษาอังกฤษติดตัวลูก จึงลงมือปั้นลูกให้กลายเป็นเด็กสองภาษาด้วยตนเอง ผ่านปัญหาและอุปสรรคมากมาย จนในที่สุดน้องขุนเงินก็พูดสลับภาษาไทย อังกฤษ อีสานได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนได้รับการยอมรับจากผู้คน

และในช่วง Exclusive Interview นี้ คุณแม่ตาล เจ้าของเพจ แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา จะมาพูดคุยตั้งแต่

  • การ สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่
  • มีเทคนิคอะไรในการสอนลูกพูดอังกฤษ แม้ตัวเองไม่มีพื้นฐาน หรือ แทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย
  • หรือปัญหาที่พบบ่อยในการสอนลูกพูดภาษาอังกฤษ รวมไปถึงข้อคิดดีๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากสอนลูกให้เป็นเด็กสองภาษา

แล้วคุณพ่อคุณแม่จะสามารถปั้นลูกให้กลายเป็นเด็กสองภาษาได้ด้วยตนเองอย่างไร ตามมาดูเทคนิคจากแม่ตาล เจ้าของเพจ แม่ภูธรสอนลูกสองภาษา กันเลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคดีๆจาก แม่ตาล เจ้าของ เพจแม่ภูธรสอนลูกสองภาษา ที่ได้มาแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง ซึ่งเมื่อแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูเป็นแบบอย่าง และนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้สอนลูกให้พูดอังกฤษให้เก่งๆ เพื่อลูกน้อยของเราจะได้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ได้ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk :

ช่วง Daddy Talks

 

ช่วง Chinese Talk

 

ช่วง Exclusive Interview

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปัสสาวะบ่อย

ปัสสาวะบ่อย สัญญาณบอกร่างกายมีปัญหา

เข้าใจให้ถูก “ปัสสาวะบ่อย” ไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีเพราะดื่มน้ำเยอะเสมอไป นั่นอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกายด้วย!

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะกำลังคิดว่า การเข้าห้องน้ำและ ปัสสาวะบ่อย นั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะนั่นหมายถึงร่างกายกำลังขับสารพิษออกมา … แต่ทราบหรือไม่คะว่า ในทางกลับกันก็อาจเป็นสัญญาณจากร่างกายเพื่อต้องการบอกให้เราทราบว่า ร่างกายของเรากำลังมีปัญหาบางอย่างอยู่!!

ปัสสาวะบ่อย แบบไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ?

ปัสสาวะบ่อยคือ ภาวะของการปัสสาวะที่บ่อยกว่าปกติ อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้บ่อย และมักเกิดกะทันหัน จนบางครั้งมีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะ และอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน

อาการปัสสาวะบ่อยสังเกตได้ง่ายนิดเดียวค่ะด้วยการนับจากจำนวนครั้งที่ปัสสาวะในแต่ละวัน ซึ่งโดยปกติแล้วภายใน 24 ชั่วโมง คนเราจะปัสสาวะอย่างน้อย 6-8 ครั้ง แต่ถ้าหากมากกว่านี้ อาจต้องกลับไปดูที่สาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากเกิดจากการดื่มน้ำมาก หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไปก็ทำให้ฉี่บ่อยได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำ อาจเป็นความผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งนึง และนี่คือตัวอย่างของอาการที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามค่ะ

  • ปัสสาวะบ่อยโดยที่ไม่ได้ดื่มน้ำ หรือไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์
  • บ่อยเสียจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนอนหลับ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • ปัสสาวะมีสีแดง หรือสีน้ำตาลเข้ม
  • เจ็บขณะปัสสาวะ
  • เจ็บบริเวณด้านข้างและด้านล่างของท้อง หรือบริเวณขาหนีบ
  • ปวดปัสสาวะขั้นรุนแรง
  • กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่
  • มีไข้

นอกเหนือจากนี้ คนปกติทั่วไป เวลาที่ปวดปัสสาวะก็จะมีน้ำอยู่ในกระเพาะปัสสาวะในปริมาณครึ่งหนึ่งของกระเพาะปัสสาวะเท่านั้น และยังมีความสามารถที่จะกลั้นปัสสาวะเอาไว้ได้ ผิดกับคนที่มีความผิดปกติ จะมีภาวะกระเพาะปัสสาวะที่บีบตัวไวเกินไป รู้สึกปวดปัสสาวะทุก ๆ ชั่วโมง หากเป็นกลางคืนก็ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำตลอดทั้งคืนด้วย เรียกได้ว่า อั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ ปวดแล้วต้องรีบเข้า มิเช่นนั้นอาจปล่อยให้ราดออกมาได้

หน้าอกผู้หญิง

หน้าอกผู้หญิง 12 แบบบอกนิสัยคนเป็นแม่

โอ้ละหนอ…คนเป็นแม่…รู้หรือไม่ว่า หน้าอกผู้หญิง บอกนิสัยของเราได้!

 

 

 

คุณแม่ท่านไหนชอบดูดวง ตรวจเช็คดวงทุกวันไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายเดือนหรือรายปี โปรดทราบ … รู้หรือไม่ว่า สมัยนี้ไม่ใช่แค่ลายมือ วันเวลาเกิดเท่านั้นที่สามารถทำนายและบอกนิสัยของเราได้ เพราะหน้าอกผู้หญิง ก็สามารถบอกนิสัยของเราได้เช่นกัน แต่ละแบบจะบ่งบอกอะไรได้บ้าง งานนี้คุณแม่อย่ารอช้า…รีบตรวจเช็คหน้าอกของตัวเองกันเลย

12 หน้าอกผู้หญิง บ่งบอกนิสัยได้

ย้อนกลับไปในสมัยคศ. 2500 พริเอโร โลเลนโซนิ นักค้นคว้าชาวอิตาลีได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมบทสรุปที่ว่า หน้าอกแต่ละแบบของผู้หญิงนั้นสามารถบ่งบอกนิสัยของคนแต่ละคนได้จริงและนี่คือบทสรุปของ หน้าอกผู้หญิง แต่แบบได้ที่นี่

หน้าอกผู้หญิง

แบบที่ 1: อกมะนาว

ว่ากันว่าหญิงใดที่มีหน้าอกแบบลูกมะนาวละก็ ถือว่าโชคดีมาก ๆ เนื่องจากเป็นหน้าอกที่มีความสง่างามและสมส่วน เป็นที่สง่างาม ฉลาด และสามารถดูแลตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร หากจำเป็นต้องอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องกลัวว่าคนที่มีหน้าอกแบบนี้จะเหงา เพราะเธอรู้สึกวิธีการควบคุมดูแลตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่มหนึ่งเท่านั้นก็ไม่เหงาแล้วละค่ะ

หน้าอกผู้หญิง

แบบที่ 2: อกมะละกอ
หญิงใดที่มีหน้าอกคล้ายกับมะละกอว่ากันว่า เป็นคนที่มีความเด็ดเดี่ยว รักอิสระ แข็งแกร่งดั่งขุนผา เป็นคนที่มีพลังอำนาจแต่ก็ไม่ใช้ในทางที่ผิด ชอบที่อยู่เงียบ ๆ มากกว่าแสดงตนออกมาให้คนอื่นเห็น เป้นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดี แถมเป็นคนที่มีสเน่ห์อีกด้วย

หน้าอกผู้หญิง

แบบที่ 3: อกแอปเปิ้ล

สำหรับผู้หญิงที่มีลักษณะของหน้าอกคล้ายกับผลแอปเปิ้ลละก็ ผลทำนายได้ระบุว่า เป็นคนที่รักอิสระ มีทัศนคติเชิงบวก รักการผจญภัย ร่าเริง และเป็นตัวของตัวเอง หน้าอกแบบนี้แหละ คือหน้าอกคนเจ้าเสน่ห์อีกคนนึงเลยละค่ะ

หน้าอกผู้หญิง

แบบที่ 4: อกลูกแพร

คุณแม่คนไหนที่มีหน้าอกที่คล้ายกับลูกแพรละก็ ถือเป็นคนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แข็งแกร่ง ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ที่สำคัญ เหมือนจะมีซิกซ์เซ้นส์อีกด้วย

หน้าอกผู้หญิง

แบบที่ 5: อกเชอร์รี่

สีแดงสดเข้มของเชอร์รี่ บ่งบอกถึงความน่าหลงใหล ความคลากสิก อำนาจที่ใคร ๆ ก็ต้องการ ชายใดมีโอกาสเข้ามาอยู่ในวังวนละก็ ยากที่จะลบเลือนรสชาติของเชอร์รี่ได้เลย

หน้าอกผู้หญิง

แบบที่ 6: อกเมล่อน

ขอปรบมือให้กับคุณแม่ผู้ใจกว้าง และใจดีที่พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อน ว่ากันว่า หน้าอกผู้หญิงคนไหนมีลักษณะคล้ายลูกเมล่อนละก็คนนั้นเปรียบเสมือนนางฟ้าผู้ใจดี แต่ก็อย่าให้โมโหนะคะ เพราะนางฟ้าอาจจะกลายเป็นซาตานเอาได้ง่าย ๆ

อาหารคนท้อง

10 อาหารที่คนท้องควรกิน พร้อมเมนูอร่อยสำหรับแม่และลูก

แม่ท้องทุกคน เมื่อรู้ว่ามีชีวิตเล็ก ๆ มาอยู่ในท้องแล้ว มักจะระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่กินเข้าไป ลูกในท้องก็ได้รับสารอาหารนั้น ๆ ไปด้วย หากกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์แล้ว ก็จะกลัวว่าลูกในท้องจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอที่จะเจริญเติบโตได้  การเลือกหาอาหารที่เหมาะสำหรับคน 2 คน (แม่และลูกในท้อง) นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ดังนั้น มาดูกันค่ะว่า อาหารที่คนท้องควรกิน มีอะไรบ้าง พร้อมเมนูสุดอร่อยที่แม่ท้องควรฝึกทำไว้ เพราะสามารถทำกินได้ทั้งตอนท้องและตอนลูกโตจนถึงวัยที่เริ่มทานอาหาร ไปดูกันเลยค่ะ ว่ามีอาหารที่คนท้องควรกินกี่ชนิดบ้าง

10 อาหารที่คนท้องควรกิน พร้อมเมนูอร่อยสำหรับแม่และลูก

ไข่ อาหารที่คนท้องควรกิน

1. ไข่

ไข่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก จึงเหมาะที่จะเป็น อาหารที่คนท้องควรกิน โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์  และยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างก­­­ายถึง 9 ชนิดเลยทีเดียว ซึ่งกรดอะมิโนนี้มีส่วนช่วยใจการสร้างเซลล์สมองให้แม่และลูกในท้องมีสมองและระบบประสาทที่แข็งแรง
นอกจากนี้ ไข่ยังอุดมไปด้วยวิตามินชนิดต่าง ๆ และแร่ธาตุมากมายหลากหลายชนิด อาทิเช่น วิตามินบี วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค และรวมไปถึงโคลีน ที่มีคุณสมบัติในการบำรุงสมองและระบบประสาท ในไข่เพียง 1 ฟอง มีโคลีน (Choline) มากถึง 20% ที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โคลีนมีส่วนช่วยให้สมองและระบบประสาท และไขสันหลัง ของลูกในท้องพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ และโคลีนยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิดได้อีกด้วย

เมนูอาหารจากไข่

แซลมอน อาหารที่คนท้องควรกิน

2. ปลาแซลมอน

ปลาที่มีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย เป็นปลาที่มีโอเมกา 3 สูงกว่าปลาทะเลชนิดอื่นๆ ซึ่งกรดไขมันโอเมกา 3 นี้จะประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA ช่วยขจัดอาการอัลไซเมอร์ (หลงลืม) และสภาวะจิตใจหดหู่ รวมถึงโรคหัวใจ มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับ กรดไขมันโอเมก้า 3 ดีเอชเอ ให้เพียงพอต่อร่างกายและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ปริมาณที่แนะนำสำหรับการทานปลาแซลมอนอย่างปลอดภัยและไม่เกิดการสะสมของสารปรอทคือ 220-280 กรัมต่ออาทิตย์ ในบางงานวิจัย แม่ท้องที่ทานปลาแซลมอนในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวลูกในท้อง และอาจป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้

เมนูจากปลาแซลมอน

สูตรดี “คีนัวตุ๋นแซลมอน” เมนูคีนัว บำรุงสมองลูกรัก (มีคลิป)

คลิปอาหารอร่อย “ข้าวผัดปลาแซลมอน” สูตรดีเมนูบำรุงสมอง เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ!

เปิดสูตรเด็ด! เมนูบำรุงสมอง ลูกน้อย “ซูชิข้าวผัดแซลมอน” ทำง่ายได้ประโยชน์เต็มคำ (มีคลิป)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ อาหารที่คนท้องควรกิน และเมนูอร่อยสำหรับแม่และลูก

กล้วยน้ำว้า

เฉลยวิธีเลือก กล้วยน้ำว้า แบบไหนดีกว่ากัน ลูกได้ประโยชน์เต็มๆ

พบ! วิธีกิน เก็บ และการเลือกซื้อ กล้วยน้ำว้า แบบไหนดีกว่ากัน (ดิบ ห่าม สุก งอม) แอดมินแม่ฮันน่าห์ มีคำตอบมาฝาก พ่อแม่ควรดูให้เป็น เลือกให้ถูก เพื่อให้ลูกน้อยได้ประโยชน์สูงสุด

กล้วยน้ำว้า แบบไหนดีกว่ากัน ลูกได้ประโยชน์เต็มๆ

แม่ฮันน่าห์ เชื่อว่าหลายบ้านมักมีผลไม้ติดบ้านไว้ให้ลูกน้อยกิน อย่าง “กล้วย” เป็นแน่! โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีคนเฒ่าคนแก่อยู่ด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเห็นภาพคุณย่าคุณยาย เอากล้วยครูด ป้อนให้ลูกน้อยกิน เพราะ “กล้วย” ถือเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมรับประทานมานานแล้ว เพราะประโยชน์ของกล้วยนั้นมีมากมาย หรือเรียกได้ว่ามีประโยชน์ทุกส่วนตั้งแต่ต้นยันราก แถมยังเป็นสมุนไพรใกล้ตัวที่มีราคาถูกและหาทานได้ง่ายอีกด้วย

ทั้งนี้ กล้วย ที่นิยมรับประทานกันในบ้านเรานั้นมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุก เป็นต้น แต่สำหรับต่างชาติแล้วกล้วยที่นิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้วยหอม เนื่องจากกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องประโยชน์แล้วแม่ฮันน่าห์ ก็เคยเจองานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุชัดเจนว่า การรับประทานกล้วยแค่ 2 ลูกจะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายได้เทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 90 นาทีเลยทีเดียว! เพราะ กล้วย อุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติรวมถึง 3 ชนิดเลย นั่นก็คือ ซูโครส กลูโคส และฟรุกโทส ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายนั่นเอง

แต่หากถามว่า กล้วยอะไรมีประโยชน์ที่สุด หรือ กล้วยอะไรดีสุด ก็คงเป็นกล้วยชนิดไหนไปไม่ได้นอกจาก “กล้วยน้ำว้า” ซึ่งสิ่งที่ทำให้ กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าพิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น คือ มีโปรตีน กรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก เป็นเหตุผลว่าตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงตอนนี้ คุณย่าคุณยายถึงให้ลูกหลานตัวน้อยกินกล้วยบด เพราะกล้วยอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายนั่นเอง

ประโยชน์ของกล้วยน้ำว้า
ประโยชน์ของกล้วยน้ำว้า

ปริมาณสารอาหารใน กล้วยน้ำว้า 1 ลูก

กล้วยน้ำว้า 40 กรัม (1ผลเล็ก)

พลังงาน 59 กิโลแคลอรี่
น้ำ 25 กรัม
น้ำตาล 9 กรัม         ประมาณ 1.8   ช้อนชา
ใยอาหาร 0.9 กรัม
เบต้าเคโรทีน 22 ไมโครกรัม
วิตามินซี 4 มิลลิกรัม
โปแตสเซี่ยม 128 มิลลิกรัม

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.lovefitt.com

 

อ่านต่อ “สรรพคุณของกล้วยน้ำว้าทั้ง 4 วัยที่คุณแม่ควรรู้ก่อนซื้อ” คลิกหน้า 2

ดาราท้อง

ส่อง ดาราท้อง แนะใส่ชุดคนท้องอย่างไรให้ปัง

มาอัพเดตกันดีกว่าค่ะว่าช่วงนี้มี ดาราท้อง คนไหนกันบ้าง หลายคนกำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่ และอีกหลายคนกำลังจะเป็นคุณแม่ลูก 2 แต่อยากจะบอกว่า ว่าที่คุณแม่คนดังทั้ง 5 คนนี้ ถึงแม้จะท้องแต่ก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ แถมบางคนยังดูเปล่งปลั่งและสวยยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย มาดูกันค่ะ ว่า 5 ดาราท้อง มีใครกันบ้าง และจะสวยเปรี้ยงกันขนาดไหน

ส่อง ดาราท้อง แนะใส่ชุดคนท้องอย่างไรให้ปัง

นิวเคลียร์ท้อง

  1. นิวเคลียร์ หรรษา กุศลมโนมัย 

ดาราสาวสุดแซ่บ ที่ตอนนี้มีลูกชายอยู่ในท้องได้ 5 เดือนกว่า ๆ แล้ว

เป้ยปานวาดท้อง

2. เป้ย ปานวาด

ว่าที่คุณแม่ลูกสองที่เป็นต้นแบบของการท้องอย่างไรให้ดูเหมือนไม่ได้ท้อง ที่ตอนนี้ท้องลูกสาวได้ 6 เดือนกว่าแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะได้เห็นน้องของน้องโปรดกันแล้ว

เบนซ์พรชิตาท้อง

3. เบนซ์ พรชิตา

ภรรยาของคุณพ่อมิค คุณแม่ของน้องปริม และคุณแม่ของน้องในท้องอีกหนึ่งคน คุณแม่ลูกสองที่ยังผิวสวยและอารมณ์ดี ที่ท้องได้ 5 เดือนกว่าแล้ว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ส่อง ดาราท้อง แนะใส่ชุดคนท้องอย่างไรให้ปัง

โรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงิน คืออะไร? ดูแลอย่างไรเมื่อลูกเป็น

พบกับเรื่องจริงของคุณแม่กับวิธีการดูแลเมื่อพบว่าลูกเป็น​ “โรคสะเก็ดเงิน”!!

 

 

หนูน้อยไมซีส์ วัยสองขวบต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลเป็นประจำตั้งแต่มีอายุได้ 6 สัปดาห์ เนื่องจากเธอมีภาวะทางร่างกายที่ผิดปกติ โดยมีร่างกายที่แดงคล้ายกับกุ้งล็อบสเตอร์ตั้งแต่เป็นทารกแรกเกิด

เลสลีย์ และอลิสเตอร์ คุณพ่อคุณแม่ของหนูน้อยไมซีส์เล่าว่า ตอนแรกที่เห็นลูกตัวเริ่มแดงนั้นคิดว่าเป็นเพราะว่าลูกอาจจะร้อนเพราะถูกแสงแดด แต่มาเริ่มผิดสังเกตเมื่อเวลาที่ใครอุ้มลูก ๆ จะร้องไห้ พร้อมกับแสดงท่าทีที่เจ็บ เหมือนกับเวลาใครไปสัมผัสตัวก็จะปวด จึงตัดสินใจพาลูกสาวไปหาหมอจนพบว่า ลูกสาวนั้นป่วยเป็น โรคสะเก็ดเงิน นั่นเอง โดยคุณหมอกล่าวว่า โรคสะเก็ดเงินที่ว่านี้ไม่สามารถหายขาดได้ แต่ก็สามารถป้องกันไม่ให้กำเริบได้ด้วยวิธีการดูแลร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น

โรคสะเก็ดเงิน

ทำความรู้จักกับ โรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่คาดว่าอาจเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีความบกพร่อง ทำให้เกิดการทำลายเซลล์ผิวหนังแทนสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หรืออาจเกิดได้จากการุ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ของคนในครอบครัวที่มีประวัติการเป็นโรคนี้อยู่ นอกจากนี้อาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ช่วยกระคุ้มทำให้เกิดโรค อันได้แค่ การได้รับการบาดเจ็บบริเวณผิวหนัง การติดเชื้อเอชไอวี การใช้ยารักษาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง หรือความเครียด เป็นต้น

พบได้มากบริเวณผิวหนัง มีลักษณะเป็นผื่นหนา หรือปื้นหนา ส่วนใหญ่เกิดบริเวณข้อศอก หัวเข่า และหนังศีรษะ นอกเหนือจากนี้ ยังพบว่าเกิดได้บ่อยกับเด็ก ซึ่งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์นั้นมีลักษณะผิวหนังเป็นสีชมพูขนาดเล็ก และอาจกลายเป็นผื่นหนาสีแดงตามตัว แขน และชาได้ ซึ่งผิวหนังที่เกิดผื่นแดงนั้น เมื่อลอกออกจะทำให้เกิดความรู้สึกแสบ เจ็บและคัน

ลูกไม่ชอบ วาดภาพ ระบายสี ไม่เห็นต้องเป็นกังวล โดย พ่อเอก

ศิลปะเด็ก เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ถกเถียงกันเสมอว่า การสอนศิลปะเด็กอย่างถูกต้องควรทำอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงได้เห็นโรงเรียนสอนศิลปะของเด็กเกิดขึ้นมากมาย เพื่อหัดให้เด็ก วาดภาพ ระบายสี ตามตัวอย่างที่คุณครูบอก เราจึงได้เห็นเหมือนๆ กัน แม้เด็กจะมีที่มาต่างกัน

ช่วงวัยเนอร์สเซอรี่ถึงอนุบาล 1 ปูนปั้นเป็นเด็กที่ไม่ชอบระบายสีเอาซะเลย และถ้าจะต้องระบายสี ก็ระบายได้ไม่เอาอ่าว เอาคุ้งน้ำใดๆ รูปๆ หนึ่ง ปูนปั้นใช้สีเดียวระบายตั้งแต่ต้นจนจบ และต่อให้ในหน้านั้นมีรูปมากกว่าหนึ่งรูป สีแท่งเดียว ก็สามารถจัดการได้หมดทุกรูป แถมระบายก็ไม่เต็มภาพ และไม่อยู่ในกรอบเส้นเสียด้วย สรุปว่าระบายมั่วมากๆ ทำแค่ให้เสร็จๆ ไป

แม้กระทั่งแบบฝึกหัดฝึกเชาว์ต่างๆ ที่ปูนปั้นชอบทำ ถ้าเจอข้อที่ให้ระบายสีรูปที่แตกต่างจากพวก ปูนปั้นมักจะถามว่า “ขอกากบาทแทนได้มั้ยครับ”

ถามว่า ‘หม่ามี๊ ปะป๊าอยากให้ลูกระบายสีสวยๆ เก่งๆ มั้ย’ ตอบเลยว่า ‘อยากมาก’

ถามว่า ‘เห็นลูกเพื่อนๆ ระบายเก่งๆ รู้สึกยังไง’ ตอบเลยว่าในใจแอบนึกว่า ‘ทำไมระบายเก่งจังหนอ’

(แล้วแอบหันไปมองของลูกเรา)

แต่ถ้าถามว่า ‘หม่ามี๊กับปะป๊า กังวลมั้ย’ ตอบเลยว่า ‘ไม่’

ถามว่า ‘แล้วหม่ามี๊ ปะป๊า ทำอย่างไร’ สิ่งที่ปะป๊าหม่ามี๊ทำให้ปูนปั้น ก็มีแค่ หาพื้นที่ให้เขา ได้ขีดเขียน เรามีสีวางเกลื่อนบ้าน กระดาษพร้อมเสมอ เราซื้อชอล์คสีมาให้ปูนปั้น แล้วก็ปล่อยให้ปูนปั้นใช้พื้นซีเมนต์ที่จอดรถ เป็นกระดานยักษ์ วาดภาพ ระบายสี ตามจินตนาการ เลอะเทอะเท่าที่เขาอยาก

ปูนปั้น วาดภาพ ระบายสี

สอนลูก วาดภาพ ระบายสี ในแบบของบ้านเรา

ปะป๊าและหม่ามี๊ เชื่อว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะบอกว่า ‘เหมือนหรือไม่เหมือน’ ‘สวยหรือไม่สวย’

เราแนะนำได้ ถ้าเขาถาม  แต่อย่าไปตีกรอบว่า

– บ้านต้องมีหลังคา

– เมฆต้องสีฟ้า

– ต้นไม้ต้องสีเขียว

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจินตนาการของเด็กขับเคลื่อน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่