10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

อาหารเสริมสำหรับเด็ก เป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาเด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เด็กเบื่ออาหาร หรือกินยาก เพราะเด็กเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก โดยอาหารเสริมเด็กจะช่วยชดเชยแร่ธาตุและวิตามินที่ขาดไป ในบางมื้ออาหาร ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ ทำให้ร่างกายแข็งแรง และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ทำให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และสมองที่สมบูรณ์

10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มให้อาหารเสริมเด็ก

การได้รับนมแม่ที่มีสารอาหารเพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทารกในวัย 6 เดือนแรก หลังจากนั้นควรพิจารณาเริ่มให้อาหารเสริม เพราะเด็กจำเป็นต้องได้รับพลังงาน วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เพิ่มเติมจากอาหารเสริมเด็กตามวัย โดยการให้สลับมื้อระหว่างอาหารเสริมและนมแม่ในแต่ละวัน

 

การพิจารณาว่าจะเริ่มให้อาหารเสริมเด็กเมื่อไรนั้น มีข้อสังเกตดังนี้

  • เด็กสามารถนั่งได้ สามารถควบคุมร่างกายส่วนบนได้เอง
  • เด็กสามารถหันหน้าไปซ้าย-ขวา หรือหันหน้าหนีไปทางอื่นเมื่ออิ่ม
  • เด็กสามารถใช้ลิ้นคลุกเคล้าอาหารในปากและกลืนอาหารได้ เวลาช้อนแตะปากสามารถรับอาหารและกลืนได้
  • เด็กสนใจเวลาเห็นผู้ใหญ่กินอาหารและทำท่าขยับปากตามเหมือนเคี้ยวอาหาร

เหตุผลที่ต้องให้อาหารเสริมเด็ก

       นอกจากเริ่มให้อาหารเสริมเด็กตามวัยควบคู่กับการให้นมแม่ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ต้องให้กินอาหารเสริมเด็ก ดังนี้

  • อาหารที่มีหน้าตา รสชาติ และเนื้อสัมผัสใหม่ ๆ จะเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการการกลืน การเคี้ยว และระบบทางเดินอาหารของเด็กจะดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์และพร้อมยอมรับอาหารใหม่ ๆ ตามวัย
  • เด็กกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ เด็กกินน้อย หรือ เลือกกินอาหารเพียงบางอย่าง
  • เด็กกินอาหารมังสวิรัติ หรือต้องจำกัดหรืองดการกินอาหารบางชนิด
  • มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร มีความผิดปกติของการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร แพ้อาหาร
  • เด็กชอบกินอาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว หรือดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ
  • กำลังใช้ยารักษาโรค เพราะยาบางชนิดจะส่งผลกระทบต่อความอยากอาหาร

 

การเลือกอาหารเสริมเด็ก

  • ต้องเหมาะสมกับช่วงอายุของเด็ก เพราะความสามารถในการย่อยและดูดซึมสารอาหารของเด็กยังไม่สมบูรณ์
  • เด็กที่มีประวัติแพ้อาหารบางชนิด หรือหลายๆ ชนิด คุณพ่อคุณแม่ต้องปรึกษากุมารแพทย์เกี่ยวกับการเลือกอาหารเสริมเด็กด้วย
  • มีส่วนผสมที่ดีกับสุขภาพและส่งเสริมภาวะทางโภชนาการที่ดี รวมถึงมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เด็กชื่นชอบ
  • เชื่อถือได้ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา มีเลขทะเบียนการอนุญาตถูกต้อง
  • ฉลากแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วน บรรจุภัณฑ์ไม่รั่วซึม แสดงวันที่ผลิตและวันหมดอายุที่ชัดเจน

แนะนำ 10 อาหารเสริมเด็ก บำรุงร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน

  1. Nestle Cerelac Junior Joke

เป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กเล็กช่วงอายุ 1 – 3 ปี เนื้อสัมผัสแบบโจ๊ก รสชาติอร่อย นุ่มละมุนลิ้น กินง่าย ย่อยง่าย ผสมไก่ ผัก และแครอท ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีน้ำตาลทราย มีธาตุเหล็กสูง รวมถึงยังมีแคลเซียม วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นและสารอาหารอื่น ๆ ที่สำคัญ แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีนม ถั่วเหลือง และอาจมีกลูเตนจากข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์ และข้าวสาลี เด็กที่แพ้ ไม่สามารถกินได้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.nestlemomandme.in.th/products/cerelac-porridge

10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.nestlemomandme.in.th/baby-food-product 

 

  1. HOORAY

อาหารเสริมสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ถึง 3 ปี มาในรูปแบบพร้อมกินเป็นถ้วย รสชาติออร่อย เนื้อเนียนละเอียด กลิ่นหอม กลืนง่ายลื่นคอ ย่อยง่าย ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด ผลิต บรรจุและฆ่าเชื้อด้วยความร้อนและแรงดันสูง ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่เติมเกลือและน้ำตาล มีหลากหลายรสเป็นตัวเลือก ทั้งรสน้ำซุปผัก รสน้ำซุปสาหร่ายและปลาโอ รสน้ำซุปไก่ตุ๋นเห็ดหอม รสสปาเก็ตตี้ซอสโบโลเนสไก่ รสสตูว์เนื้อ รสแซลมอนผสมผัก รสมันเทศและควินัวบด อุด้งใส่แครอทกับเห็ดเข็มทองและไก่บด รสสปาเก็ตตี้ไก่และผัก รสไก่และผักบด รสข้าวโพดผสมกับมันเทศและไก่บด รสซุปผักรวมบด รสฟักทองผสมข้าวโอ๊ตบด อาหารเสริมบรรจุใส่บรรจุภัณฑ์น่ารักพร้อมใช้ ระบุช่วงวัยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกได้ตามความเหมาะสมอย่างสะดวก มาพร้อมช้อนพร้อมรับประทาน 

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.hooraybabyfood.com/

10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.hooraybabyfood.com/th/product-th 

 

  1. Xongdur Baby ข้าวกล้องงอก

อาหารเสริมสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ถึง 3 ปี โดดเด่นด้วยวัตถุดิบออร์แกนิคชั้นดี ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับโลก ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ไม่ผสมน้ำตาล นมวัว ถั่ว ไข่ ไม่มีโซเดียม ไม่ทอด ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่มีสารกันบูด ไม่มีกลูเตน ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ เป็นโจ๊กข้าวกล้องงอกที่อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็น ธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง มีสารกาบาช่วยบำรุงสมอง กลืนง่าย มีหลากหลายรูปแบบรสชาติ ได้แก่ ข้าวกล้องงอกบดผสมกล้วยและฟักทองออร์แกนิค ข้าวกล้องงอกบดผสมกล้วยและผักโขมออร์แกนิค ข้าวกล้องงอกออร์แกนิคผสมข้าวโพดหวานและแครอท ข้าวกล้องงอกออร์แกนิคผสมผักโขมและแครอท ข้าวกล้องงอกออร์แกนิคผสมผักโขมและฟักทอง และอื่น ๆ อีกมากมาย อร่อยง่าย มีประโยชน์ แค่เติมนมหรือน้ำอุ่นแล้วผสมให้เข้ากันก็พร้อมกินได้ทันที

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.xongdur.com/category/FoodForBaby

10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.xongdur.com/product/401-006 

 

  1. Mama Cooks โจ๊กข้าวกล้องหอมมะลิ

เป็นอาหารเสริมเด็กชนิดโจ๊กสำเร็จรูป เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป กลิ่นหอม รสชาติอร่อย เนื้อเนียน ละมุน กินง่าย สามารถกินเดี่ยว โดยผสมกับน้ำนม น้ำซุป หรือใส่ผักและเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มสารอาหาร ไม่ใส่สีและวัตถุกันเสีย ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีกลูเตน ถูกสุขอนามัยตามมาตรฐาน GMP, HACCP, HALAL ฯลฯ เตรียมง่าย ใช้สะดวก ช่วยประหยัดเวลาคุณพ่อคุณแม่ในการเตรียมอาหาร

เว็บไซต์อ้างอิง: https://mamacooksthailand.com/shop/

อาหารเสริมเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://mamacooksthailand.com/

 

  1. Baby Natura ข้าวกล้องบด

เป็นอาหารเสริมเด็กชนิดข้าวกล้องบด เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ไม่มีกลูเต็นจากแป้งสาลี ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ ไม่มีส่วนผสมของนมวัว ถั่ว ไข่ เกลือและน้ำตาล ไม่แต่งสีและกลิ่นสังเคราะห์ ไม่มีวัตถุกันเสีย อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็น ธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง มีหลากหลายแบบให้เลือกอร่อย ได้แก่ ข้าวกล้องบดออร์แกนิครสข้าวล้วน ข้าวกล้องบดออร์แกนิคผสมมันหวาน ข้าวกล้องบดออร์แกนิคผสมกล้วย ข้าวกล้องบดออร์แกนิคผสมฟักทองและผักบุ้ง ข้าวกล้องบดออร์แกนิคผสมกล้วยควินัวข้าวโอ๊ต ข้าวกล้องบดออร์แกนิคผสมแครอท และข้าวกล้องบดออร์แกนิคผสมฟักทอง คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมได้ง่าย ให้เด็กอร่อยเร็ว แค่เติมน้ำอุ่นแล้วผสมให้เข้ากันก็พร้อมกินได้ทันที

เว็บไซต์อ้างอิง: https://naturalwecare.com/

อาหารเสริมเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://naturalwecare.com/product/brown-rice-porridge-organic-with-sweet-potato/

 

อ่านต่อ.. 10 อันดับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ตัวช่วยดี ๆ สำหรับลูกรัก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นิทานสั้นๆ

นิทานสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน เสริมสร้างจินตนาการ

นิทาน นิทานก่อนนอน นิทานสั้นๆ นิทานสำหรับเด็ก นิทานสอนใจ นิทานพร้อมคติสอนใจ เล่านิทานก่อนนอน กิจกรรมครอบครัว สร้างความผูกพันธ์ในครอบครัว

นิทานสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน เสริมสร้างจินตนาการ

การเล่านิทานก่อนนอนเป็นกิจกรรมในครอบครัว ที่ช่วยเสริมสร้างความอบอุ่น ความรัก ความผูกพันธ์อันดีให้กับครอบครัว อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้กับลูก ช่วยเสริมพัฒนาการทางสมอง ความคิด และอารมณ์ ทีมกองบรรณาธิการ ABK จึงขอนำเสนอ นิทานสั้นๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่นำไปเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนกันค่ะ

นิทานสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน เสริมสร้างจินตนาการ

เรื่อง เศรษฐีเจ้าเล่ห์กับลูกสาวชาวนา

นานมาแล้ว …มีเศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว เศรษฐีบอกชาวนาว่า “ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้” แต่ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวด ใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย ชาวนาตอบตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ เธอจะทำอย่างไร? หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้าและยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด

เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า “ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร”

ปรากฎว่าที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ “ดังนั้น กรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว” หญิงสาวกล่าว ชาวนาจึงพ้นจากสภาพลูกหนี้ และลูกสาวก็ไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“จงตั้งสติ และใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา”
“หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา เราจะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ”

 

นิทานสั้นๆ
นิทานสั้นๆ

 

เรื่อง แมวกับคนใจคด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราคนหนึ่งไม่มีลูกหลาน อาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง

บ้านของเธอนั้นใหญ่โตกว้างขวางมาก จนหญิงชราไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง กระทั่งพวกหนูมากัดทำลายข้าวของจนเสียหายทุกวัน

หญิงชราทนความรำคาญไม่ไหว จึงไปขอร้องแมวตัวหนึ่งให้มาอยู่ด้วย และสัญญากับแมวว่าถ้าแมวช่วยจับหนูให้หมดบ้าน นางจะให้แมวอยู่ด้วยจนชั่วชีวิต แมวนั้นดีใจมาก มันจึงออกจับหนูทุกวันไม่ได้หยุด จนกระทั่งหนูออกไปจากบ้านหญิงชราจนหมด

วันหนึ่ง…ขณะที่แมวกำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น มันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะหญิงชราได้หวดไม้เรียวลงมาบนตัวของมันอย่างแรง “เจ้าจับหนูหมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์กับข้าอีกต่อไป ออกไปจากบ้านของข้าได้แล้วเจ้าแมวขี้เกียจ” หญิงชราตวาดแมว แมวจำใจออกจากบ้านของหญิงชรา ด้วยความเจ็บแค้น

เมื่อพวกหนูรู้ข่าวว่าบ้านของหญิงชราไม่มีแมวแล้ว ก็พากันอพยพกลับมาใหม่ หญิงชราจึงออกไปหาแมว และพูดอ้อนวอนให้แมวกลับมาอยู่อีก
“พอที!!! นางใจร้าย ข้าจะไม่ยอมช่วยเหลือ คนที่ไม่มีสัจจะอย่างเจ้าอีกแล้ว”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ผู้ที่ไร้สัจจะ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังไม่อยากเป็นมิตรด้วย”

อ่านต่อ…นิทานสั้นๆ เล่าให้ลูกฟังก่อนนอน เสริมสร้างจินตนาการ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เทคนิดเลือก โรงเรียน เด็กวัย เตรียมอนุบาล

เทคนิคการเลือกโรงเรียนให้ลูกน้อยวัย เตรียมอนุบาล

เตรียมอนุบาล วัยที่ต้องการการดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด แต่บ้านไหนจำเป็นที่ต้องส่งลูกเข้า เนอสเซอรี่ หยุดกังวลด้วยเทคนิคการเลือกรร.ดีๆ มาฝาก

เทคนิคการเลือกโรงเรียนให้ลูกน้อยวัย เตรียมอนุบาล !!

วัยเตรียมอนุบาล วัยเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี เป็นวัยก่อนวัยเรียนอนุบาล ที่ในปัจจุบันบางคนเรียก โรงเรียนเตรียมอนุบาลว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ หรือสถาบันพัฒนาเด็กเล็ก หรือเนิร์สเซอรี่ แต่ไม่ว่าจะเรียกกันว่าอย่างไร นั่นก็หมายถึงการที่พ่อแม่ต้องการพาลูกเล็ก เข้าไปสู่ความดูแลของผู้อื่น ไม่ว่าด้วยเหตุจำเป็นทางด้านใดก็ตาม จึงทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความเหมาะสม ความพร้อมของเด็ก ว่าเป็นวัยที่ควรให้เข้าโรงเรียนหรือไม่อย่างไร

ความจำเป็นที่ลูกต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน จำเป็นจริงหรือ??

เด็กจำเป็นต้องได้รับการเตรียมตัวก่อนเข้าโรงเรียน ดังนั้นต่อข้อคำถามที่ว่าลูกจำเป็นต้องได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียนนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่คำถามสำคัญที่จะตามมามากกว่าที่เป็นประเด็นสำคัญว่า

” ใครจะเป็นคนดูแล สอนการเตรียมความพร้อมให้กับลูก และอย่างไร?”

ในเรื่องประเด็นดังกล่าว เราขออนุญาตหยิบยก บทความของคุณหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ที่กรุณาได้ให้คำแนะนำไว้ในเพจ FB : สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ดังนี้

ถ้าพ่อแม่ดูแลลูกเอง..ไม่จำเป็นต้องส่งเข้าโรงเรียนเร็วเลยค่ะ..พ่อแม่ดูแลเองดีที่สุด ..การส่งลูกเข้าเรียนเร็วกว่าวัยอนุบาล ไม่ได้ทำให้เด็กเรียนเก่งหรือพัฒนาการดีกว่าแต่อย่างใด

แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ช่วงเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่ด้วย ..ใครเป็นผู้ดูแลลูก ..ไว้ใจได้หรือไม่ เพราะมีกรณีที่พี่เลี้ยงอยู่กับเด็กตามลำพัง แล้วทำร้ายเด็กหรือเกิดอุบัติเหตุทำเด็กหล่นแล้วไม่ยอมบอกพ่อแม่ ..ผู้ดูแลมีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กวัยนี้เป็นอย่างดีหรือไม่ มีการกระตุ้นพัฒนาการหรือเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่สมวัยหรือไม่ ..ถ้ามีผู้ดูแลที่ดีมีคุณภาพอยู่แล้ว และลูกก็ดูมีความสุขดี ให้ลูกอยู่บ้านดีที่สุด รอเข้าเรียนตอนอนุบาลทีเดียวเลย ที่อายุประมาณ 3 ขวบ เพราะโอกาสติดเชื้อโรคจะน้อยกว่าหรือถึงติดเชื้ออาการก็มักรุนแรงน้อยกว่าเด็กเล็กมากๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องวิชาการจะสู้เพื่อนไม่ได้ เพราะถึงเข้าเรียนช้ากว่า แต่ถ้าวัยพร้อม เดี๋ยวเดียวก็เรียนทันกันค่ะ

เลือกโรงเรียนลูก วัย เตรียมอนุบาล
เลือกโรงเรียนลูก วัย เตรียมอนุบาล

สรุป สิ่งที่ควรคำนึงก่อนตัดสินใจพาลูกวัย เตรียมอนุบาล เข้าโรงเรียน

  1. ยอมรับการเจ็บป่วยของลูกได้ ต้องยอมรับว่าเมื่อนำเด็กเล็กไปรวมกลุ่มหมู่มาก โอกาสที่เขาจะติดเชื้อ เผชิญกับโรคติดต่อต่าง ๆ ย่อมมีมากกว่า เป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นโรคหวัด โรคมือเท้าปาก โรคอีสุกอีใส เป็นต้น ดังนั้นหากมีความจำเป็นจริง ๆ และตัดสินใจแล้วว่าต้องส่งลูกเข้าเนิร์สเซอรี่ ควรเตรียมความพร้อมเรื่องวัคซีน หรือ ควรทำประกันสุขภาพเด็กให้กับลูกเสียก่อน เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
  2. สอบถามความคิดเห็นกับคนในครอบครัว เพื่อหาทางออกร่วมกัน หากสรุปแล้วจำเป็นต้องพาลูกเข้าเนิร์สเซอรี่ จะเป็นแบบไหน รูปแบบอย่างไร ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และช่วยกันสอดส่องดูแล
  3. หาเวลาทดแทนให้กับลูก เนื่องจากในการพาลูกเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอนุบาลซึ่งในความเป็นจริงเด็กควรได้อยู่กับพ่อแม่ให้มากที่สุด แต่ด้วยเหตุจำเป็น ดังนั้นพ่อแม่ต้องหาเวลาคุณภาพมามอบคืนให้แก่เขา หลังจากที่เขากลับมาบ้าน เราควรสนใจ ให้เวลากับลูก กอดหอมให้ความรักอย่างเต็มที่เพื่อทดแทนเวลาที่หายไป เพราะแม้ว่าเราจะไม่สามารถเลี้ยงเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากลูกรับรู้ได้ว่าความรักของเรายังมีให้เขาเต็มที่ก็สามารถชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไปได้
  4. ค่าใช้จ่าย โรงเรียนเตรียมอนุบาลก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เป็นมาตรฐาน หลักสูตรภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม หรือแบบบ้าน ๆ รับเลี้ยงเด็กทั่วไป ดังนั้น พ่อแม่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่าย และคุณภาพที่จะได้รับตามมา ว่าเหมาะสมกับสถานภาพของครอบครัวเราแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าการเรียนของลูกไม่ได้หยุดแค่โรงเรียนเตรียมอนุบาล นี่เป็นเพียงเริ่มต้นเท่านั้น

เทคนิคการเลือกโรงเรียนให้ลูกวัย เตรียมอนุบาล !!

เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม และความจำเป็นกันแล้ว ครอบครัวตัดสินใจว่าจำเป็นต้องส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือเนิร์สเซอรี่กันแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลกันไป เพราะความจำเป็นของแต่ละบ้านมีไม่เหมือนกัน การส่งลูกเข้าเรียนก่อนวัยอนุบาลก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวมากนัก หากเรามีวิธี เทคนิคในการเลือกสถานที่ โรงเรียนที่ดี ปลอดภัย เหมาะสม ให้แก่ลูกน้อย ย่อมดีกว่าปล่อยเขาไว้โดยไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมใด ๆ เลย

ข้อดีของการส่งลูกเข้าเรียนเตรียมอนุบาล

  1. ช่วยผ่อนแรง และมีคนช่วยสอนการเตรียมความพร้อมให้ลูกอย่างถูกต้อง เพราะหากคุณพ่อคุณแม่ต่างทำงานทั้งคู่ย่อมมีเวลาไม่เต็มที่ให้กับลูก การหาผู้ช่วยมาดูแลในเวลาที่เราทำงานก็ย่อมดีกว่า
  2. ช่วยให้ลูกคุ้นเคย ปรับตัวได้ง่ายเวลาเข้าเรียนอนุบาล การเข้าเตรียมอนุบาลลูกจะต้องมีกิจวัตรประจำวันเป็นตารางประจำ ทำให้เขาได้คุ้นเคยก่อน และปรับตัวได้ในกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนจริง
  3. ฝึกทักษะการอยู่ร่วมกับคนอื่น แม้ว่าเด็กวัยนี้จะยังไม่ได้มีพัฒนาการทางสังคมมากนัก แต่การที่เขามีประสบการณ์พบเจอการอยู่ร่วมกับคนอื่นก่อน ก็ย่อมทำให้เขาปรับตัว เพิ่มทักษะได้เร็วกว่าเมื่อเขาพร้อม
  4. ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย จากกิจกรรมที่ต้องทำ เช่น ปีนป่าย ขยับแขนขา ในโรงเรียนที่มีสถานที่กว้างขวาง เครื่องเล่นกระตุ้น ก็จะทำให้ลูกได้ออกกำลังกายพัฒนากล้ามเนื้อได้มากกว่าอยู่แต่ในบ้าน
  5. ได้เรียนรู้บทเรียนในเบื้องต้นก่อนการเข้าเรียนอนุบาล แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรูปแบบชัดเจน แต่การพบเห็น เจอะเจออยู่เป็นประจำก็ทำให้เขาจำได้ เรียนรู้ได้เร็วขึ้น

เมื่อคุณพ่อคุณแม่มั่นใจกับการตัดสินใจเลือกให้ลูกเข้าสู่ โรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือเนิร์สเซอรี่กันแล้ว เรามาดูเทคนิค หรือข้อที่ควรคำนึงก่อนเลือกโรงเรียนให้ลูกกันดีกว่า

  • ค่าใช้จ่าย

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า รูปแบบของโรงเรียนเตรียมอนุบาลมีมากมาย หลากหลายหลักสูตร ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนย่อมแตกต่างกันไป คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าไปสอบถาม และประเมินว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวในระยะยาวนี้เหมาะสมกับสถานภาพของครอบครัวเราหรือไม่ อย่างไร

เด็กวัย เตรียมอนุบาล ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร
เด็กวัย เตรียมอนุบาล ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร
  • ระยะทางสถานที่

พิจารณาว่าระยะทางระหว่างโรงเรียนกับบ้าน สะดวกรับส่ง ใกล้ไกลจากบ้าน หรือที่ทำงาน ควรเลือกที่เดินทางสะดวก เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทาง ไม่ใช้เวลามากเกินไป เพราะเขาจะต้องเดินทางนี้ทุกวัน

  • นโยบายของโรงเรียนตรงกับพ่อแม่หรือไม่

เช่น สนับสนุนการให้นมแม่ โดยยินดีป้อนนมลูกแบบจิบดื่มจากถ้วยแทนการให้ดูดจากขวด หากแม่ร้องขอ เนื่องจากกลัวลูกไม่ยอมดูดจากเต้า หากติดใจขวด ไม่ให้ขนมหวานที่ไม่มีประโยชน์ แต่เน้นการให้ผักหรือผลไม้เป็นอาหารว่าง เป็นต้น

  • คุณภาพการจัดการของสถานที่โรงเรียนดีหรือไม่

สถานที่ปลอดภัย มีมาตรการทำความสะอาดที่ดี เพียงพอ ช่วยป้องกันโรคระบาดให้กับเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี มีมาตรการดูแลเมื่อเกิดโรคระบาดอย่างไร เป็นเรื่องที่สำคัญมากอันดับต้น ๆ ของการตัดสินใจเลือก เพราะสุขภาพของลูกสำคัญ ความปลอดภัยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดู เช่น ปลอดภัยมีประตูกั้นที่เด็กจะเดินออกไปเองไม่ได้ ทางหนีไฟ ระบบตรวจจับควันไฟ การติดตั้งของเล่นมั่นคง มีที่จอดรถห่างจากที่เล่นของเด็ก ไม่แออัด มีการระบายถ่ายเทอากาศที่ดี ถ้าเป็นห้องแอร์ควรมีเครื่องฟอกอากาศ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ควรมีห้องแยกเวลาเด็กป่วย มีของเล่นที่หลากหลายเหมาะกับแต่ละวัยเพื่อช่วยเสริมพัฒนาการและมีจำนวนเพียงพอแก่เด็ก ทางโรงเรียนควรมีกล้องวงจรปิดเพื่อคอยตรวจสอบและย้อนดูเหตุการณ์ได้ ในกรณีที่มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแก่ลูก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีกรณีคนแปลกหน้ามาลักพาเด็ก เป็นต้น

  • จำนวนครู พี่เลี้ยง บุคลากร เพียงพอกับจำนวนเด็กแค่ไหน ดูแลได้ทั่วถึงหรือไม่

คุณภาพของครู และพี่เลี้ยง เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อ ไม่มีประวัติอาชญากรรม ผ่านการอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับเด็ก และการช่วยเหลือชีวิต การปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีโปรแกรมในการพัฒนาศักยภาพครูหรือไม่ และที่สำคัญมีบุคลิกภาพรักเด็ก ใจเย็น มีความรู้ความชำนาญในการดูแลเด็กมากแค่ไหน

เคล็ดลับควรสังเกต : ครู พี่เลี้ยงในโรงเรียนนั้น ใช้ทีวีในการดูแลเด็กมากแค่ไหน เพราะผลเสียจากการดูทีวีมีมากมาย หากใช้ทีวีเลี้ยงเด็ก ควบคุมความสงบเรียบร้อยในห้องเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ลูกได้ผลกระทบจากการดูทีวีตั้งแต่เด็ก เช่น เป็นโรคสมาธิสั้น ออทิสติกเทียม เป็นต้น

  • มีเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินของโรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง อยู่ในที่เห็นได้ง่าย

ในกรณีที่เด็กมีอาการป่วยเฉียบพลันและจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาทันที ทางโรงเรียนควรมีระบบการนำส่งให้เด็กได้รับการตรวจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผู้ปกครอง เพราะอาจไม่ทันการณ์

เลือกโรงเรียนที่มีนโยบายตรงกับของคุณพ่อคุณแม่
เลือกโรงเรียนที่มีนโยบายตรงกับของคุณพ่อคุณแม่
  • ตารางการเรียนการสอนเหมาะสมกับลูกเราหรือไม่

ก่อนที่จะสมัครเรียนควรสอบถามคุณครูผู้สอนว่ามีการเรียนการสอนเบื้องต้นอย่างไรบ้าง มีอาจารย์ผู้สอนกี่คนต่อจำนวนนักเรียน และแยกห้องเด็กเล็กกับเด็กโตหรือเปล่าจะได้ไม่เกิดการตีกัน  โดยส่วนใหญ่นักเรียนเนิร์สเซอรี่จะอยู่ในวัย 1 – 3 ขวบ เมื่อเข้าถึงวัย 2 ขวบเด็กจะรู้เรื่องมากขึ้น แต่ถ้าวัย 1 ขวบอาจจะต้องให้คุณครูประกบตัวนักเรียนตัวต่อตัว ต้องป้อนข้าวให้ด้วยเพราะยังจับช้อนเข้าปากเองไม่เป็น อีกอย่างรุ่นพี่อาจจะเล่นรุนแรงกว่ารุ่นน้องจึงจำเป็นต้องแยกกันเพื่อความปลอดภัย

  • ที่จอดรถ

อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิจารณา แต่ในทางปฎิบัติ หากเราต้องมาส่งลูกเพียวคนเดียว อีกทั้งลูกเป็นเด็กเล็กต้องคอยดูแล การหาที่จอดรถเพื่อรับส่งที่ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหากมีไม่เพียงพอ อาจทำให้เสียเวลาในการรับส่งลูกอีกด้วย

  • อาหารถูกสุขลักษณะ

มีห้องเตรียมอาหารที่ถูกสุขลักษณะ จัดอาหารและของว่างถูกต้องตามหลักโภชนาการและน่ารับประทาน

สัญญาณบ่งบอกว่าลูกถูกทำร้าย

แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเด็กๆ และนี่คือสัญญาณเตือนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตให้เป็น หากลูกถูกทำร้ายจะได้รีบแก้ไขปัญหาได้ทัน

  • โหยหาพ่อแม่ ถ้าปกติลูกไม่เคยโผเข้ากอดพ่อแม่หลังไปรับ แต่จู่ๆลูกวิ่งเข้าหาพ่อแม่แบบโหยหา หรือร้องไห้ใส่ทันทีที่เห็นหน้า ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอาจมีเหตุไม่ปกติเกิดขึ้นกับลูก หรือมาร้องไห้ทันทีที่ถึงบ้านเพราะอยู่ต่อหน้าครูที่โรงเรียนแล้วไม่กล้าร้อง
  • มีความหวาดกลัว ไม่อยากไปเนอสเซอรี่ ยิ่งถ้าปกติลูกเป็นเด็กร่าเริงแล้วอยู่ๆกลายเป็นไม่พูด เงียบ ไม่ร่าเริงเหมือนเก่า งอแง และร้องไห้ไม่ยอมไปเรียน ให้ถามลูกได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
  • พัฒนาการช้า ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยกว่าที่ควรเป็นตามวัย งอแง ขี้ตกใจ
  • พบรอยเขียวช้ำตามตัว ควรสังเกตตามตัวลูกว่ามีรอยแผลเขียวช้ำหรือเปล่า โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นเป็นประจำ และควรเช็คในบริเวณร่มผ้าด้วย เพราะส่วนใหญ่พี่เลี้ยงมักทำร้ายในที่ที่มองเผินๆไม่เห็น
สังเกตอย่างไรว่าลูก ถูกทำร้าย
สังเกตอย่างไรว่าลูก ถูกทำร้าย

ถ้าลูกถูกทำร้ายจากเนอสเซอรี่ควรทำอย่างไร

  1. เมื่อสอบถามลูกแล้วพบว่าถูกทำร้าย ให้รีบพาลูกไปตรวจร่างกาย เพื่อให้แพทย์เช็คความผิดปกติ ถ่ายรูปร่องรอยที่ถูกทำร้ายและเก็บหลักฐานทางการแพทย์ไว้
  2. หากลูกไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงและไม่ได้มีอาการผิดปกติ ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีสืบจากเพื่อนในห้องหรือผู้ปกครองคนอื่นๆ ก่อน เพื่อหาพยานและหลักฐาน จากนั้นให้รีบแจ้งผู้บริหารเนอสเซอรี เพื่อขอเช็คกล้องวงจรปิด และขอแนวทางแก้ไข
  3. หากลูกบาดเจ็บหนัก ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและศูนย์ดำรงธรรมหรือมูลนิธิคุ้มครองเด็กให้เข้ามาดูแล
  4. ย้ายเนอสเซอรี่ทันที เพื่อป้องกันลูกถูกทำร้ายอีก

เตรียมความพร้อมให้ลูกเอง ไม่ยาก !!

แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ทำงาน ไม่มีเวลาให้ลูกได้ทั้งวัน แต่เราก็สามารถเตรียมความพร้อมให้กับเขาได้ด้วยตนเอง ได้ไม่ยาก เพียงแค่หาเวลาว่างจากงาน มอบเวลาคุณภาพให้กับลูกน้อย และร่วมกันทำกิจกรรมเหล่านี้ ก็เป็นการช่วยใน การ เตรียม ความพร้อมให้กับลูก ๆ ได้มากมาย

  • แนะวิธีจัดการอารมณ์อย่างถูกวิธี เช่น สอนกลวิธีรับมือเมื่อลูกของคุณอารมณ์เสีย เช่น หายใจเข้าลึก ๆ นับถึงสิบ
  • กำหนดตารางเวลาและกิจวัตรประจำวันที่บ้านอย่างชัดเจน และพ่อแม่ทำตามเป็นตัวอย่างด้วย ไม่เพียงแค่ทำตามตารางที่โรงเรียน ที่บ้านก็ต้องสอนให้สอดคล้องกัน
  • รับประทานอาหารร่วมกันเป็นครอบครัวอย่างน้อยวันละ 1 มื้อ
  • อ่านนิทานให้ลูกฟังด้วยกันบ่อย ๆ หรือกำลังเวลาแน่นอนที่ลูกจะได้ฟังนิทาน
  • หากิจกรรมยามว่างที่ชื่นชอบร่วมกัน เช่น ทำงานศิลปะง่าย ๆ ด้วยกัน เล่นบทบาทสมมติ เป็นต้น
  • ให้ลูกออกไปเล่นกลางแจ้งให้ได้มากที่สุด

    การเตรียมความพร้อม สำหรับ เด็กวัย เตรียมอนุบาล
    การเตรียมความพร้อม สำหรับ เด็กวัย เตรียมอนุบาล
  • สอนลูกให้รู้จักดูแลตนเอง เช่น สอนลูกให้แต่งตัว และถอดเสื้อผ้าเอง
  • เล่นกับลูกให้มากที่สุด ทำตามการเล่นของพวกเขา
  • พาออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และสถาบันทางวัฒนธรรมอื่น ๆ
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่สนับสนุนให้เขาอยู่กับหน้าจอ หากิจกรรมอื่น ๆ มาทดแทน เพื่อพัฒนาการที่ดีในระยะยาวของลูกน้อย
  • ให้เวลากับลูกเต็มที่ ไม่ดูหน้าจอ เล่นโซเซียล ขณะอยู่กับลูก
ข้อมูลอ้างอิงจาก https://story.motherhood.co.th/https://www.nakornthon.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ข้อดี vs ข้อเสีย ส่งลูกเข้า โรงเรียนเตรียมอนุบาล

7 ข้อควรพิจารณา ก่อนเลือกเนอสเซอรี่ให้ลูก!

ส่งลูกเข้า เตรียมอนุบาล จำเป็นมั้ย? ควรให้ลูกเข้าเรียนตอนกี่ขวบดี?

หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พาลูกเที่ยว

พาลูกเที่ยว เตรียมอะไรบ้าง ? หมอแนะการเตรียมพร้อมลูกน้อย เที่ยวอย่างปลอดภัย…ช่วงวันหยุดยาว

พาลูกเที่ยว เตรียมอะไรบ้าง … ช่วงปลายปีนอกจากอากาศจะหนาวเย็นแล้ว ยังมีวันหยุดยาวหลายช่วงให้เลือกเดินทางท่องเที่ยว คาดว่า คุณพ่อ คุณแม่ หลาย ๆ บ้านต่างก็กำลังรอคอยเวลาที่จะไปท่องเที่ยวกันอยู่ แต่ก่อนจะเดินทางไปไหน นอกจากการจัดเตรียมสัมภาระข้าวของเครื่องใช้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งตัวเองและลูกน้อยด้วย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์  กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช

มีข้อแนะนำดี ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ในการเตรียมตัวลูกน้อยและครอบครัวเพื่อให้ทริปท่องเที่ยว เป็นทริปที่มีความสุข สนุก ปลอดภัย และประทับใจ

1. เตรียมร่างกาย

แนะนำให้เริ่มการเดินทางได้หลังลูกน้อยอายุครบ 1 ปี เนื่องจากเป็นวัยที่เริ่มรู้เรื่อง และได้รับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วนเหมาะสมบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนไอพีดี ป้องกันปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ รวมถึงวัคซีนป้องกันโควิด (ชนิดไฟเซอร์ฝาแดง ซึ่ง อย.อนุมัติให้ฉีดได้ในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปีแล้ว)

พาลูกเที่ยว

การเดินทางที่ต้องใช้เวลานานๆ หากมีการแวะพักระหว่างทางได้จะช่วยลดความเหนื่อยล้า ทั้งของคุณพ่อคุณแม่ และ ลูกน้อย แต่ถ้าเดินทางแบบ Long Flight ควรเลือกเวลาเดินทางที่ครอบคลุมช่วงเวลาการนอนของลูกน้อย (อาจพิจารณาการใช้ยาบางชนิดที่ช่วยลดอาการคัดแน่นจมูก แน่นหูได้ในการเดินทางด้วยเครื่องบิน)

2. เตรียมความพร้อมของลูก และผู้ปกครอง

ตรวจสอบสภาพอากาศของสถานที่ปลายทางที่จะไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีฝนตกฟ้าคะนอง อากาศร้อน หรือ อากาศหนาว เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดเตรียมเสื้อผ้าของตนเองและลูกน้อยได้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ปัจจุบัน มีเสื้อผ้าเด็กที่มีคุณสมบัติสามารถใส่ได้ในทุกสภาพอากาศ ทั้งควบคุมอุณหภูมิและระบายอากาศ ลดความอับชื้นไปได้พร้อมๆ กัน ซึ่งเหมาะสมสำหรับการใส่เดินทางในทุกโอกาส

พาลูกเที่ยว

ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี สำหรับเด็กๆ มักจะได้รับการตรวจสุขภาพและพัฒนาการควบคู่ไปกับการรับวัคซีนเป็นประจำอยู่แล้ว ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ และอาจขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพร้อมในการเดินทางของลูกจากกุมารแพทย์ได้ด้วย

3. เตรียมยา

  • ยากลุ่มไข้: ยาลดไข้ paracetamol
  • ยากลุ่มทางเดินหายใจ: ยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูกลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ยาขยายหลอดลม น้ำเกลือล้างจมูก (แนะนำชนิดซองละลาย เพื่อความสะดวกในการเดินทาง)
  • ยากลุ่มทางเดินอาหาร: ยาแก้อาเจียน ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ปวดท้อง ขับลม น้ำเกลือแร่แบบผงชงละลาย
  • ยาหยอดยาทาต่างๆ : ยาหยอดตาแก้แพ้แก้คัน หรือ น้ำตาเทียม ยาทาผื่นแมลงสัตว์กัดต่อย  ยาทาแก้แพ้ เช่น สเตียรอยด์ คาราไมล์
  • ยาเฉพาะโรค : โดยเฉพาะในเด็ก ๆ ที่มีโรคประจำตัว ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ที่ดูแล หรือแพทย์เฉพาะทางก่อนทุกครั้ง

พาลูกเที่ยว

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก ⇓


โรงพยาบาลนวเวช มุ่งมั่นให้บริการทางการแพทย์ที่ดีมีคุณภาพ และเข้าถึงง่าย Accessible Quality Healthcare พร้อมดูแลสุขภาพของทุกคนอย่างเข้าอกเข้าใจ ด้วยบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย และทีมแพทย์เฉพาะทาง หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02 483 9999 หรือ  www.navavej.com

คอกกั้นเด็ก

สุดยอด! คอกกั้นเด็ก เกาหลี พรีเมี่ยม เพื่อลูกน้อยพร้อมเรียนรู้ ในพื้นที่ปลอดภัย

คอกกั้นเด็ก ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่คอยดูแลลูกน้อยของเราให้ปลอยภัยพร้อมมีพัฒนาการที่ดีได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่พ่อแม่ควรหา Safe Zone ที่ดีทั้งต่อใจแม่และลูก มาไว้ที่บ้าน

แล้วคุณแม่จะเลือกซื้อ คอกกั้นเด็ก แบบไหนดีหล่ะ เพราะพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของทารกวัยกำลังคลาน หัดยืน หัดเดิน ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก การจัดเตรียมพื้นที่ให้ลูกน้อยได้เคลื่อนไหวและเรียนรู้อย่างปลอดภัย เลือกสรรคอกกั้นเด็กที่มีคุณภาพดี แข็งแรง ทนทาน ปลอดภัย และช่วยเสริมพัฒนาการได้ด้วยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มี คอกกั้นเด็กเกาหลี ตัวช่วยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้อยู่ในที่ปลอดภัยมาแนะนำค่ะ

วิธีเลือกคอกกั้นเด็กที่ดี   

1. ปลอดภัย สำหรับลูกน้อยที่เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่แล้ว ความปลอดภัยต้องมาก่อน เนื่องจากทารกมักชอบ กัด อม เลีย สิ่งของ จึงควรเลือก คอกกั้นเด็กเกาหลี ที่ใช้วัสดุ food grade สีไม่หลุดลอก ไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อเด็ก

2. ไม่มีเหลี่ยมคม คอกกั้นเด็กควรมีลักษณะโค้งมน พื้นผิวเรียบ ไม่สะดุดบาดมือ หรือเป็นเหลี่ยมสัน ที่อาจเป็นอันตราย เมื่อลูกน้อยล้มกระแทกคอกกั้น

3. แข็งแรง ทนทาน เมื่อเริ่มเกาะยืน ลูกน้อยจะออกแรงเพื่อดึงตัวขึ้น คอกกั้นเด็กจึงควรยึดติดกับพื้นอย่างแข็งแรง และสามารถรับน้ำหนักในกรณีที่ลูกน้อย โยก เขย่า คอกกั้นได้

4. ความสูงเหมาะสม คอกกั้นเด็กควรมีความสูงไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร เพื่อให้ลูกน้อยเกาะยืนได้อย่างปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ลูกน้อยปีนออกจากคอกกั้นได้ง่าย

คอกกั้นเด็ก

5. หัวเด็กลอดไม่ได้ ควรเลือกคอกกั้นที่มีระยะห่างของรั้วไม่เกิน 10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันลูกน้อยเอาหัวลอดแล้วติดรั้วออกไม่ได้

6. ปรับเปลี่ยนได้สะดวกตามพื้นที่ใช้สอย คอกกั้นเด็กที่สามารถถอดประกอบได้หลายขนาด หลายรูปทรงตามพื้นที่ใช้สอย ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น

คอกกั้นเด็ก

7. มีประตูเปิด-ปิด ล็อคจากด้านนอก เพื่อมันใจได้ว่า ลูกน้อยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่สามารถเปิดประตูออกมาได้เอง

8. เสริมพัฒนาการลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยใช้เวลาอยู่ภายในคอกกั้นอย่างเพลิดเพลิน จึงควรเลือกคอกกั้นมีแผ่นกิจกรรมเสริมพัฒนาการ ช่วยบริหารข้อมือ การมองเห็น และความจำ หรือสามารถต่อประกอบคอกกั้นกลายเป็นสนามเด็กเล่นไปในตัวได้ด้วย

คอกกั้นเด็ก

9. ได้รับมีมาตราฐานสากล เพื่อเพิ่มความมั่นใจทั้งคุณแม่และลูกน้อย  ผ่านมาตารฐาน EN 71-3  ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รับรองจากทางยุโรปว่าปลอดสารโลหะปกเปื้อน ตามเกณฑ์ที่บรรจุภัณฑ์และของเล่นเด็ก  และมาตรฐานอื่นๆ เช่น ASTM   RoHS หรือทั้ง BPA FREE

 

Amarin Baby & Kids ยกให้ คอกกั้นเด็กเกาหลี Bebeplay
เป็นผลิตภัณฑ์ คอกกั้นเด็ก ชนิดรั้วพลาสติก ที่ได้รับรางวัล EDITOR’S CHOICE
สาขา
BEST SAFETY FENCE PLAYPEN
จาก
Amarin Baby & Kids Awards 2022

คุณสมบัติของคอกกั้นพี่หมี Bebeplay ที่พ่อแม่ต้องว้าว!

Bebeplay คอกกั้นเด็กเกาหลี ซีรีย์ Hug Bear หรือ คอกกั้นหมีที่ใครๆต่างรู้จัก มีคุณสมบัติครบครัน ผลิตจากวัสดุเกรดพรีเมียม ด้วยนวัตกรรมใหม่ ความปลอดภัย x2 คอกกั้นเด็ก Bebeplay ใช้พลาสติก HDPE Food Grade ผสมกับสี Food grade pigment เกรดเดียวกับยางกัดและจุกนม และยังผ่านมาตรฐาน Food Contact ทดสอบด้วยการแช่กับสารที่มีค่า PH ใกล้เคียงกับน้ำลาย เป็นเวลา 10 วัน ผ่านการรับรองมาตรฐานโดย SGS ทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัยต่อลูกน้อยแน่นอน

ในส่วนของดีไซน์ Bebeplay คำนึงถึงความปลอดภัยต่อลูกน้อยมาเป็นอันดับแรก มีสีสันโทนพาสเทล น่ารัก ออกแบบเป็นรูปทรงที่โค้งมน เรียบ ไม่มีร่อง ทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่าลูกน้อยจะปลอดภัยแม้จะละสายตาจากลูกน้อยไปไม่นาน

นอกจากนี้ตัวฐานด้านล่างของคอกยังมีจุกสุญญากาศ 2 จุดต่อแผ่น ยึดติดพื้นแน่น ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับคอกกั้น บอกเลยว่าแน่นมาก เจ้าตัวน้อยไม่สามารถเขย่าหรือทำกำแพงคอกกั้นล้มได้แน่นอน

ส่วนตัวแผ่นคอกมีความสูง 62 เซนติเมตร ซึ่งลูกน้อยที่อยู่ในวัยกำลังเกาะยืนอายุ 9-10 เดือน ความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 65-75 เซนติเมตร (ข้อมูลมาตรฐานการเจริญเติบโต จากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย) ดังนั้น คอกกั้นควรมีความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร จะทำให้ลูกน้อยสามารถเกาะยืนได้อย่างปลอดภัย และยังป้องกันการปีนออกมาภายนอกได้อีกด้วย

ความว้าวของคอกกั้นพี่หมียังไม่หมดเพียงเท่านี้!! เพราะหากคุณพ่อคุณแม่เบื่อคอกกั้นแบบสี่เหลี่ยมเดิมๆ แล้ว Bebeplay ยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงคอกได้อย่างอิสระ ด้วยข้อต่อแบบเกลียวที่สามารถหมุนได้ เปลี่ยนได้ทั้งแบบวงกลม สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือจะต่อแบบเข้ามุมห้องก็สามารถทำได้

และอีกหนึ่งความพิเศษคือ สามารถต่อครอบเตียงนอน ที่นอนได้อย่างพอดี เพียงใส่แผ่นเสริม 17 ซม. 2 แผ่น และปรับเปลี่ยนคอกเป็นสนามเด็กเล่นได้ง่ายๆ ช่วยเสริมพัฒนาการลูกน้อยได้ ด้วยการเสริมชิงช้า สไลเดอร์ที่ออกแบบมาให้เข้ากับคอกกั้นเด็ก bebeplay โดยเฉพาะ

คอกกั้นเด็ก

ด้วยคุณสมบัติสุดว้าวทั้งหมดของ Bebeplay นี้ ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ Bebeplay คอกกั้นเด็ก ชนิดรั้วพลาสติก ได้รับรางวัล EDITOR’S CHOICE สาขา BEST SAFETY FENCE PLAYPEN จาก Amarin Baby & Kids Awards 2022 ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจ คอกกั้นเด็ก Bebeplay ก็สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม ได้ที่

Website: https://bit.ly/3FPjOAj
IG: www.instagram.com/bebeplayofficial

FB: https:www.facebook.com/bebeplayofficial

LINE: https://lin.ee/Qt78lfY
Linemyshop: shop.line.me/@bebeplayofficial

Call: 063-216-9224

M LIFESTORE X’MAS BALLOON FEST

ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน จัดงาน “M LIFESTORE X’MAS BALLOON FEST” อาณาจักรบอลลูนของลุงซานต้า ลูกโป่งคริสต์มาสแฟนซี มอบความสุขช่วงคริสต์มาส

ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน จัดงาน “M LIFESTORE X’MAS BALLOON FESTอาณาจักรบอลลูนของลุงซานต้า อลังการกับลูกโป่งคริสต์มาสแฟนซีนับแสนลูกในบรรยากาศคริสต์มาสแคนดี้สุดคิวท์ พร้อมรวมพลบวนพาเหรดมาสคอตคาแรคเตอร์มากมาย สร้างสีสันความสุขช่วงปลายปี รวมทั้งกิจกรรม DINNER WITH SANTA และกิจกรรมความสนุกมากมาย งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ธ.ค. 2565 – 3 ม.ค. 2566  ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 4  ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  งามวงศ์วาน   

งาน M LIFESTORE X’MAS BALLOON FEST อาณาจักรบอลลูนของลุงซานต้า ตระการตาลูกโป่งคริสต์มาสแฟนซีนับแสนลูกตกแต่งภายใต้บรรยากาศคริสต์มาสแคนดี้สุดคิวท์  เพลิดเพลินกับมุมถ่ายรูปในงาน พบกับไฮไลท์ X’MAS BALLOON ตื่นตาตื่นใจกับมุมถ่ายภาพที่ตกแต่งด้วยลูกโป่งแฟนซี ธีมคริสต์มาส  ไม่ว่าจะเป็น ซานตาคลอสยักษ์สูง 4 เมตร, Jumbo Snowman กองทัพซานต้า และ สโนวแมน , Ferris Wheel Balloon ชิงช้าสวรรค์ขนมหวาน , เค้กต้นสน , รถไฟคัพเค้กที่ตกแต่งประดับด้วยลูกโป่งคริสต์มาสแฟนซีหลากสีสันให้ได้ถ่ายภาพโมเม้นท์ความสุขในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส  รวมทั้งมีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจให้กับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น

  • M LIFESTORE MASCOT PARADE ครั้งแรกกับการรวมพลขบวนพาเหรดมาสคอตคาแรคเตอร์ อาทิ น้องกล้วย กรุงศรี, น้องแฮปปี้มันนี่ จากงานมันนี่ เอ็กซ์โป, และน้องมาสคอตสุดน่ารักจากกูร์เมต์ มาร์เก็ต รวมถึงมาสคอตการ์ตูนสุดปังอีกมากมาย ที่จะมาให้ได้ร่วมถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด ในวันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. 2565 เวลา 00 น. , 15.30 น. และ 16.30 น.
  • M LIFESTORE MASCOT DANCE CONTEST และกิจกรรม M LIFESTORE MASCOT DANCE BATTLE การประกวดเต้นของเหล่า Mascot สายแดนซ์ ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 120,000 บาท ในวันอาทิตย์ที่ 25 ธ.ค. 2565 เวลา 00 น. เป็นต้นไป  ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 ธ.ค. 2565 ผ่านทาง Google Form https://forms.gle/spWpEHeSbCaZosxn9
  • นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม M LIFESTORE DINNER WITH SANTA สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก MCard ที่ให้น้องๆ หนูๆ ได้สัมผัสความประทับใจกับบรรยากาศแสนอบอุ่นของวันคริสต์มาสอีฟร่วมทาน ดินเนอร์ อาหารมื้ออร่อยสุดพิเศษกับลุงซานต้า และรับของขวัญ ถ่ายรูปใกล้ชิดกับลุงซานต้า ในวันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. 2565 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป  (สมาชิก MCard 20 ท่านแรก เพียงแลก 999 M Points ผ่าน         M Card แอปพลิเคชัน ระหว่างวันที่ 17 ธ.ค  –  23 ธ.ค. 2565 เวลา 00 น  รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม DINNER WITH SANTA ฟรี! จำกัด 1 สิทธิ์/ ท่าน, จำกัดรวม 20 สิทธิ์/ ตลอดรายการ) คลิก https://www.mcardmall.com/th/ecoupons/5524
  • พร้อมสนุกกับ BALLOON Game & Workshop สนุกสนานกับเกมสนุกๆ เกม Balloon Dart ลุ้นรับของขวัญมากมาย และกิจกรรมเวิร์คช็อป I.Y. ทำการ์ดปีใหม่ เพื่อส่งมอบความสุขให้คนที่คุณรัก

M LIFESTORE X’MAS BALLOON FEST

นอกจากนี้  ยังมีสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นพิเศษมากมาย เพียงแสดงใบเสร็จช้อปร้านค้าในศูนย์ฯ หรือ ห้างฯ ครบ 500 บาท (สามารถรวมใบเสร็จได้ภายในวันเดียวกัน) รับสิทธิ์เล่นเกม “BALLOON DART GAME ” 1 ครั้ง ฟรี! หรือเลือกรับสิทธิ์ร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อป “D.I.Y. NEW YEAR CARD” ฟรี!  (แต่ละกิจกรรม จำกัด 1 สิทธิ์ / ท่าน / วัน, จำกัด 50 สิทธิ์ / วัน, จำกัดรวม 600 สิทธิ์ / ตลอดรายการ)

ท่องอาณาจักรบอลลูนสุดปังของลุงซานต้าในงาน “M LIFESTORE X’MAS BALLOON FEST”   ตระการตากับลูกโป่งคริสต์มาสแฟนซีนับแสนลูกท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสแคนดี้สุดคิวท์ พร้อมพบกับกิจกรรมรวมพลบวนพาเหรดมาสคอตคาแรคเตอร์มากมาย สร้างสีสันความสุขในช่วงคริสต์มาส งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ธ.ค. 2565 – 3 ม.ค. 2566  ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 4  ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  งามวงศ์วาน   สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook The Mall Thailand และ MCC Hall  , https://themalllifestore.themall.co.th

 

#TheMallThailand #TheMallLifestore #TheMallLifestoreNgamwongwan #MCCHallEventSpaceForEveryone #MCCHall #MLifestoreXMasBalloonFest  #CostumeParade #XMasBalloonFest  

พื้นที่สีเขียว

วิจัยเผย! พื้นที่สีเขียว ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มของเด็กให้แข็งแรงได้!

พื้นที่สีเขียว – มีการศึกษาในต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นว่าการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับพื้นที่สีเขียวนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด  เนื่องจากการที่เด็กๆ ได้สัมผัสกับพื้นที่สีเขียวจะสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กได้ท่ามกลางอาการแพ้และความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของเด็กๆ ทั่วโลก ที่เป็นปัญหาที่นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยในอยู่เขตเมือง ซึ่งความเป็นไปได้ประการหนึ่ง คือ การขาดการสัมผัสกับจุลินทรีย์ที่พบในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน

วิจัยเผย! พื้นที่สีเขียว ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มของเด็กให้แข็งแรงได้!

พื้นที่สีเขียว ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มของเด็กอย่างไร?

มีการศึกษาเชิงทดลองโดยสถาบันทรัพยากรธรรมชาติฟินแลนด์ แสดงให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันของเด็กที่มีอายุสามถึงห้าปี แข็งแรงขึ้น เมื่อมีการเพิ่มพงป่า สนามหญ้า และกล่องปลูกต้นไม้ ในพื้นที่ลานของศูนย์รับเลี้ยงเด็ก Aki Sinkkonen จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิและทีมงานได้เริ่มต้นการทดสอบสมมติฐานนี้ โดยนำดินและพืชป่า มอส และหญ้า ไปที่สนามเด็กเล่นของสถานรับเลี้ยงเด็กในฟินแลนด์สี่แห่ง หลังการจัดสภาพแวดล้อมใหม่ เขาและทีมงานได้พบตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเด็กที่ใช้สนามเด็กเล่นที่ไม่ได้มีการดัดแปลงให้มีความเป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาพร้อมกับความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นบนผิวหนังและในลำไส้

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นเพราะเด็กๆ ได้พัฒนาจุลินทรีย์ที่หลากหลายบนผิวหนังและในลำไส้ของพวกเขามากกว่าเด็กทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ  อัตราของโรคภูมิต้านตนเองที่ร่างกายโจมตีตัวเองอย่างผิดพลาดกำลังเพิ่มสูงขึ้น โรคต่างๆ ได้แก่ โรคหอบหืด กลาก เบาหวานชนิดที่ 1 โรคลำไส้อักเสบ และ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โดยเด็กๆ ในเมืองจะได้สัมผัสเชื้อจุลินทรีย์น้อย ซึ่งหมายความว่าระบบภูมิคุ้มกันจะถูกท้าทายน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่บกพร่องขึ้น สุขอนามัยในระดับสูง วิถีชีวิตคนเมือง และการสัมผัสกับธรรมชาติที่ไม่เพียงพอ คือ สาเหตุสำคัญที่ลดความหลากหลายในจุลินทรีย์ของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงของความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง เบาหวาน โรค celiac และโรคภูมิแพ้

จากการศึกษาเปรียบเทียบหลายสิบชิ้นก่อนหน้านี้ พบว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและสัมผัสกับธรรมชาติมีโอกาสเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันน้อยลง การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่าการสัมผัสกับองค์ประกอบที่เหมือนธรรมชาติซ้ำ ๆ ห้าครั้งต่อสัปดาห์ทำให้จุลินทรีย์ของระบบอวัยวะมีความหลากหลายซึ่งให้การป้องกันโรคที่ส่งผ่านระบบภูมิคุ้มกันในเด็กรับเลี้ยงเด็ก

พื้นที่สีเขียวดีต่อเด็ก
พื้นที่สีเขียวดีต่อเด็ก

ยิ่งเด็กๆ ได้สัมผัส พื้นที่สีเขียว บ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

การสัมผัสกับธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก 5 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วง 1 เดือน ช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในผิวหนังของเด็ก นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในการนับเม็ดเลือด การเพิ่มของแบคทีเรียแกมมาโปรทีโอซึ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผิวหนัง เพิ่ม TGF-β1-cytokine แบบมัลติฟังก์ชั่นในเลือด และลดเนื้อหาของ interleukin-17A ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางภูมิคุ้มกัน

“สิ่งนี้สนับสนุนสมมติฐานที่ว่าการสัมผัสกับธรรมชาติป้องกันความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคภูมิต้านตนเองและโรคภูมิแพ้” Marja Roslund นักวิจัยวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิกล่าวว่า “เรายังพบว่าจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กที่ได้รับพื้นที่สีเขียวมีความคล้ายคลึงกับจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กที่ไปเที่ยวป่าทุกวัน

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่พบว่าภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยธรรมชาติจะทำให้เด็ก ๆ จได้รับประโยชน์จากความจำในการทำงานเมื่อพวกเขาสัมผัสกับธรรมชาติ การศึกษาที่นำโดย Payam Dadvand จากศูนย์วิจัยระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อมในบาร์เซโลนา กล่าว นอกจากนี้ การสัมผัสกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอาจมีผลอย่างกว้างขวางในการลดอาการสมาธิสั้น/โรคสมาธิสั้นในเด็ก อีกด้วย

ระบบภูมิคุ้มกันคืออะไร? 

ระบบภูมิคุ้มกันจะปกป้องร่างกายของลูกคุณจากผู้รุกรานจากภายนอก ซึ่งรวมถึงเชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา) และสารพิษ (สารเคมีที่สร้างโดยจุลินทรีย์) ระบบภูมิคุ้มกันประกอบด้วยอวัยวะ เซลล์ และโปรตีนต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน

ระบบภูมิคุ้มกันมี 2 ส่วนหลัก:

  • ระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ คุณเกิดมาพร้อมกับสิ่งนี้
  • ระบบภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว คุณพัฒนาสิ่งนี้เมื่อร่างกายของคุณสัมผัสกับจุลินทรีย์หรือสารเคมีที่จุลินทรีย์ปล่อยออกมา

ซึ่งทั้งสองระบบภูมิคุ้มกัน นี้ทำงานร่วมกัน

ระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ

นี่คือระบบการตอบสนองที่รวดเร็วของลูกคุณ เป็นคนแรกที่ตอบสนองเมื่อพบผู้บุกรุก มันถูกสร้างขึ้นจากผิวหนัง กระจกตา และเยื่อเมือกที่เป็นเส้นของทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และทางเดินปัสสาวะ สิ่งเหล่านี้สร้างเกราะป้องกันทางกายภาพเพื่อช่วยปกป้องร่างกายของลูกคุณ ป้องกันเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ปรสิต (เช่น เวิร์ม) หรือเซลล์ (เช่น มะเร็ง) ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดได้รับการถ่ายทอดมา มันทำงานตั้งแต่ตอนที่ลูกของคุณเกิด เมื่อระบบนี้ตรวจพบผู้บุกรุก ระบบจะดำเนินการทันที เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันนี้ล้อมรอบและปกคลุมผู้บุกรุก ผู้บุกรุกถูกฆ่าตายภายในเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน (เรียกว่าฟาโกไซต์)

ระบบภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว (เช่นการได้สัมผัส พื้นที่สีเขียว)

ระบบภูมิคุ้มกันที่ได้มาด้วยความช่วยเหลือจากระบบโดยกำเนิด จะสร้างเซลล์ (แอนติบอดี) เพื่อปกป้องร่างกายของคุณจากผู้บุกรุกที่เฉพาะเจาะจง แอนติบอดีเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยเซลล์ที่เรียกว่า B ลิมโฟไซต์ หลังจากที่ร่างกายได้สัมผัสกับผู้บุกรุก แอนติบอดีอยู่ในร่างกายของลูกคุณ อาจใช้เวลาหลายวันในการสร้างแอนติบอดี แต่หลังจากการสัมผัสครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำผู้บุกรุกและป้องกันได้ ระบบภูมิคุ้มกันที่ได้รับจะเปลี่ยนไปในช่วงชีวิตของลูกคุณ การสร้างภูมิคุ้มกันจะฝึกระบบภูมิคุ้มกันของลูกให้สร้างแอนติบอดีเพื่อปกป้องเด็กๆ จากโรคร้าย

เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันทั้งสองส่วนถูกสร้างขึ้นในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่

  • ต่อมอดีนอยด์ (Adenoids) ต่อมสองต่อมที่อยู่ด้านหลังโพรงจมูก
  • ไขกระดูก(Bone marrow) เนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มและเป็นรูพรุนที่พบในโพรงกระดูก
  • ต่อมน้ำเหลือง (Lymph nodes) อวัยวะเล็กๆ รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ทั่วร่างกายและเชื่อมต่อกันทางท่อน้ำเหลือง
  • ท่อน้ำเหลือง (Lymphatic vessels) เครือข่ายของช่องทางทั่วร่างกายที่นำเซลล์เม็ดเลือดขาวไปยังอวัยวะต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด
  • ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ด้านบนของลำไส้เล็ก (Peyer’s patches) หรือ เนื้อเยื่อน้ำเหลืองในลำไส้เล็ก
  • ม้าม (Spleen) อวัยวะขนาดเท่ากำปั้นที่อยู่ในช่องท้อง (ช่องท้อง)
  • ต่อมไทมัส (Thymus Gland) ติ่งสองแฉกที่อยู่ด้านหน้าของหลอดลม ด้านหลังกระดูกหน้าอก
  • ต่อมทอนซิล (Tonsils) มวลวงรีสองก้อนที่ด้านหลังคอ

อ่านต่อ…วิจัยเผย! พื้นที่สีเขียว ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มของเด็กให้แข็งแรงได้! คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สอนลูกแบบ homeschool

สอนลูกแบบ homeschool เรียนแนวใหม่ออกแบบเองไม่มีเบื่อ

homeschool การสอนแนวใหม่ ออกแบบหลักสูตรได้เอง ทุกที่คือโรงเรียน แนวคิดที่พ่อแม่นำมาปรับใช้กับลูกได้ แม้ไม่ได้เรียนระบบ โฮมสคูล ก็ตาม

สอนลูกแบบ homeschool เรียนแนวใหม่ออกแบบเองไม่มีเบื่อ!!

การเรียนในปัจจุบัน เปิดกว้าง มีหลากหลายรูปแบบ อีกหนึ่งแนวคิดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่มีคนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่เด็ก ๆ และผู้คนต้องระมัดระวังการรวมกลุ่ม ซึ่งนั่นหมายถึงว่า โรงเรียนในระบบที่ต้องเข้าเรียนกันเป็นกลุ่มใหญ่ จึงได้รับผลกระทบไปด้วย การเรียนการสอนเองที่บ้าน หรือ homeschool จึงเริ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกของพ่อแม่มากขึ้น แต่จะกล่าวไปแล้ว ระบบการเรียนการสอนแบบ homeschool ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้น แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจ และเริ่มรูปแบบ แนวทางการเรียนการสอนมาเป็นรูปเป็นร่างกันนานแล้ว และเด็กที่ได้เรียนในระบบดังกล่าวต่างก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กันกับระบบการเรียนการศึกษาแบบหลัก

โฮมสคูล คืออะไร และข้อดีของการเรียนการสอนแบบ homeschool มีอะไรบ้าง ที่พ่อแม่สามารถนำแนวคิดดี ๆ วิธีการสอนลูกแบบ homeschool มาศึกษาและปรับใช้กับการสอนลูก เรามาทำความรู้จักกัน

ความหมายของโฮมสคูล

Homeschooling คือ ระบบการศึกษาแนวใหม่ที่เรียนจากที่บ้าน และเป็นตัวผลักดันให้เด็กๆ ได้โชว์ศักยภาพ แสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่มีข้อจำกัด ด้วยการออกแบบหรือเลือกซื้อหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของเด็กๆ ช่วยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่

homeschool เพราะทุกที่คือห้องเรียน
homeschool เพราะทุกที่คือห้องเรียน

Homeschool มีข้อดีอะไรบ้าง??

  1. หลักสูตรที่เน้นความถนัดของลูก เป็นการสอนที่ครอบครัวสามารถเลือกหลักสูตรการศึกษาได้ด้วยตนเอง โดยเลือกตามความต้องการและตามความถนัดของลูกได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องใช้เวลาไปกับการเรียนในหลักสูตรกลาง
  2. ได้มีเวลาศึกษาตัวตนของลูก และแนะแนวทางให้กับเขา เป็นทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่จะได้มีเวลาอยู่กับลูกให้ได้มากที่สุด และได้ดูพัฒนาการของลูกอย่างเต็มความสามารถ
  3. เป็นทางออกหากครอบครัวไหนที่ไม่สะดวกเดินทาง หรือสำหรับเด็กที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในโรงเรียน เช่น ถูกเพื่อนแกล้ง หรือสิ่งที่กดดันจากโรงเรียนมากมาย
  4. สามารถหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกลุ่ม ลดการติดโรคติดต่อหรือโรคระบาดจากที่โรงเรียนได้เป็นอย่างดี
  5. พ่อแม่สามารถจัดสรรงบประมาณการศึกษาได้ตามโครงสร้างของครอบครัวที่มี ไม่ต้องเครียดค่าเทอมอีกต่อไป
  6. พ่อแม่สามารถอบรมและเลี้ยงดูคู่กับการให้การศึกษาได้อย่างเต็มที่ เพราะพ่อแม่จะได้อยู่กับลูกแบบใกล้ชิด ได้สอนลูก ได้บอกลูก เรียกได้ว่าอยู่ด้วยกันตลอดเวลานั่นเอง
  7. เด็กๆ ได้ค้นพบตัวเองโดยไม่มีข้อแม้ และไม่ต้องกังวลกับเรื่องเวลาอีกเลย พ่อแม่จะเป็นคนคอยสังเกต ส่งเสริม และให้คำปรึกษาแก่ลูกว่าเขาชอบอะไร ถนัดอะไร เพราะบางครั้งเด็กยังไม่เข้าใจตนเอง
  8. ดีต่อเด็กเล็ก การเข้าเรียนตั้งแต่อนุบาล ซึ่งเป็นวัยที่ยังต้องการพ่อแม่อยู่อาจทำให้พัฒนาการลูกเกิดการสะดุดได้ และไม่เสี่ยงต่อการถูกพี่เลี้ยงใจร้ายคอยทุบตี ตามข่าวน่ากลัวที่เคยได้ยิน เพราะเราไม่รู้ว่าสถานเลี้ยงเด็กๆ แต่ละทีมีพี่เลี้ยงแย่ๆ แบบนี้อยู่หรือเปล่า

รูปแบบของโฮมสคูลในไทย!!

หากอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วคุณพ่อคุณแม่เริ่มสนใจในรูปแบบการเรียนการสอนแบบโฮมสคูลแล้วละก็ ลองมาศึกษาดูถึงรูปแบบที่ปัจจุบันในไทยมีอยู่ โดยรูปแบบของ Home School นั้น สามารถแบ่งหลัก ๆ ออกมาได้ดังนี้

  1. โฮมสคูลเต็มร้อย homeschool แบบที่ ผู้ปกครองวางหลักสูตรการสอนเอง และจัดการสอนด้วยตนเองที่บ้าน รูปแบบนี้ พ่อแม่ สามารถวางแผนการเรียนที่ออกแบบมาเฉพาะตามความสนใจของลูกเราได้เลย
  2. โรงเรียนที่มีการเรียนหลักสูตรแบบ Home School โดยที่พ่อแม่ให้ลูกไปเรียนในศูนย์การเรียน ศูนย์การเรียนก็จะเป็นเหมือน โรงเรียนขนาดย่อม ๆ มีนักเรียนไม่มาก และ มีหลักสูตรการสอนที่ค่อนข้างเฉพาะ แตกต่างกันไปตามแต่ละศูนย์การเรียน ตัวอย่างเช่น  ศูนย์การเรียนรุ่งอรุณ ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข เป็นต้น
  3. Home School ในรูปแบบที่ ผู้ปกครองให้ลูก ๆ เรียนตามหลักสูตรของ Online School ของต่างประเทศ การเรียน Online School ในรูปแบบนี้ มักจะใช้หลักสูตรการสอนคล้ายกับ โรงเรียนนานาชาติ เช่น British Curriculum หรือ American Curriculum ซึ่งได้รับ Accreditation เช่นเดียวกับโรงเรียนนานาชาติ
  4.  Distance Learning โฮมสคูลในรูปแบบของการเรียนทางไกล ซึ่งการเรียนในรูปแบบนี้ เด็ก ๆ ก็จะเรียนตามตำราของโรงเรียนทางไกลที่เราสมัคร และทำการประเมินตามเกณฑ์ของโรงเรียนนั้นๆ ซึ่ง Distance Learning นั้น มีทั้งของในประเทศและต่างประเทศ

วิถี New Normal ปรับใช้โฮมสคูลกับการเรียนในระบบอย่างไร??

เมื่อโรคระบาดยังคงอยู่ แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป การที่เรายังคงต้องเรียนในระบบการศึกษาแบบรวมกลุ่ม แต่ยังมีความกังวล หรือการที่ต้องแยกกักตัวเมื่อมีอาการ ทำให้การเรียนอาจหยุดชะงัก การที่เรานำการเรียนที่บ้านมาปรับใช้เพื่อให้การเรียนของลูกไม่สะดุดก็จะช่วยให้เกิดความลงตัว ซึ่งมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

ช่วงโควิด-19 การเรียนแบบโฮมสคูลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น
ช่วงโควิด-19 การเรียนแบบโฮมสคูลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น

1. ค้นหาว่าอะไรเป็นสิ่งที่โรงเรียนของลูกๆสามารถให้การสนับสนุนได้

ตรวจสอบสิ่งที่โรงเรียนของลูกๆคุณจัดเตรียมไว้ให้เพื่อช่วยในการเรียนแบบโฮมสคูล (Homeschool) พวกเขาอาจออกแบบหลักสูตรที่ง่ายสำหรับผู้ปกครองหรือมีการเรียนการสอนผ่านทางกูเกิ้ลคลาสรูม (Google Classroom) หรือการใช้โปรแกรมประชุมทางไกลด้วย โปรแกรมซูม (Zoom) เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถเข้ามาช่วยให้เราเรียนรู้ได้ทุกที่ ซึ่งสามารถเติมเต็มปัญหาของการต้องหยุดพักอยู่บ้านเมื่อป่วยได้

2. สร้างประสบการณ์ใหม่ในห้องเรียน

ทำบ้านให้เป็นโรงเรียน การเรียนของลูกไม่จำเป็นจะต้องฝากไว้ที่แค่ในโรงเรียน หรือคุณครู คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกได้เรียนรู้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา เหมือนดั่งการเรียนการสอนแบบโฮมสคูล พาเขาไปเรียนรู้นอกห้องเรียน ในสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจตกใจว่า เป็นการเรียนรู้ที่ลูกจะให้ความสนใจมากเลยทีเดียว เนื่องจากว่าเขาได้เลือกสิ่งที่สนใจ เลือกเอง หรืออาจให้ลูก ๆ ได้มีส่วนร่วมกับการเรียนภายในบ้าน ลองหาอุปกรณ์ที่ช่วยในการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น โปสเตอร์ตัวอักษรและตัวเลขสำหรับเด็กเล็ก  มีการทำตารางเวลาเรียนเพื่อให้มีความหลากหลาย และนำตารางเวลาเรียนมาใช้ในแต่ละวัน

3. ใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลออนไลน์

ค้นหาเครื่องมือและเนื้อหาในการศึกษาที่มีบริการทางออนไลน์สำหรับหลาย ๆ วิชาและช่วงอายุที่แตกต่างกัน สตรีมหนังสือนิทานที่มีภาพเคลื่อนไหวและแผนการสอนที่มีเนื้อหาหลากหลายแบบที่ไม่มีโฆษณาจากอเมซอน (Amazon) เด็กที่มีอายุระหว่าง 3 ถึง 18 ปี ยังสามารถติดตามการเรียนทางออนไลน์แบบสด ๆ ได้ทางยูทูป (YouTube)

4. ให้ความสำคัญกับเวลาพัก

การมีเวลาว่างก็มีความสำคัญพอ ๆ กับการเรียน ให้เวลาลูกได้พักผ่อน ได้มีเวลาส่วนตัว เวลาว่างของเขาบ้าง เพราะบางครั้งการเรียนรู้ตัวตน ก็มาจากการได้คุยกับตัวเองบ้าง ทำอะไรที่มันผ่อนคลาย ไร้สาระได้เช่นกัน การเรียนสามารถเป็นเรื่องที่มาจากความบันเทิงได้ ให้เด็ก ๆ ฟังหนังสือเสียงหรือพอดแคสต์ (Podcasts) ได้เรียนรู้โลกที่แตกต่าง โลกใหม่ ๆ บ้าง

homeschool กับ การเรียนในระบบ
homeschool กับ การเรียนในระบบ

5. ต้องติดต่อสื่อสารกัน

ติดต่อกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความคิดเห็นและวิธีการต่าง ๆ แอปพลิเคชันในการรับส่งข้อความอย่าง WhatsApp นั้นยอดเยี่ยมในการแชร์ข้อมูลหรือคำแนะนำต่างๆได้ดี และส่งเสริมให้ลูกๆของคุณใช้กูเกิ้ล แฮงค์เอาท์ (Google Hangouts) เพื่อพูดคุยเรื่องการบ้านกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ พูดคุยกับลูกๆของคุณเช่นกัน ถามพวกเขาว่าโฮมสคูล (Homeschool) ในแบบที่พวกเขาต้องการเป็นอย่างไรและรับฟังความคิดเห็นของพวกเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การส่งเสริม สนับสนุนและยินดีไปกับความก้าวหน้าของพวกเขา

 

อ่านต่อ>> เรียนโฮมสคูลอย่างไรให้ได้วุฒิการศึกษาไทย พร้อมข้อคิดจากเด็กโฮมสคูล คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ เพราะๆ เก๋

ชื่อลูกสาว ชื่อเล่นลูกสาว ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ ชื่อเล่นลูกสาวเพราะๆ ชื่อเล่นลูกสาวเก๋ๆ ชื่อเล่นลูกสาวน่ารักๆ ความหมายดี

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ เพราะๆ เก๋

หลังจากกระแสออเจ้าฟีเวอร์ หน่วยงานต่างๆ และคนไทยทั่วไป ก็ตอบรับการส่งเสริมความเป็นไทยกันอย่างแพร่หลาย วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย โดยสนับสนุนให้คนหันมาใช้ชื่อไทยกันมากขึ้น จึงได้รวบรวม ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ เพราะๆ เก๋ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ ที่กำลังมองหาชื่อให้ลูกสาวตัวน้อยๆ ที่กำลังจะเกิดมา มาดูกันเลยค่ะ

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ เพราะๆ เก๋

ชื่อ ความหมาย
กันตา สาวสวย เป็นสุข
แก้วตา สิ่งที่รักยิ่ง
กานต์แก้ว ดวงแก้วอันเป็นที่รัก
กัญ ชื่อราศีกันย์ใน 12 ราศี
กิ่งดาว สืบทอดจากดวงดาว
กล้วยไม้ ชื่อพรรณไม้
กะทิ น้ำที่คั้นออกจากเยื่อมะพร้าว
ข้าวทิพย์ ชื่อขนมอย่างหนึ่ง ปรุงด้วยเครื่องกวน
ของขวัญ สิ่งที่ให้แก่กัน เพื่อแสดงความยินดี
ขวัญเนตร เรียกหญิงที่รัก
ขอบฟ้า แนวที่เห็นเสมือนฟ้าจดกับแผ่นดินหรือทะเล
ข้าวขวัญ ข้าวบายศรี
ข้าวตู ชื่อขนมไทยอย่างหนึ่ง
คุณ ประโยชน์ ความดี
คะขา คำขานรับของผู้หญิง
คะน้า ชื่อไม้ล้มลุกที่นำเข้ามาปลูกเพื่อเป็นอาหาร
คะนิ้ง น้ำที่กลายเป็นเกร็ดน้ำแข็งเนื่องจากความเย็นจัดของอุณหภูมิยอดหญ้า
คนโปรด ผู้เป็นที่รักใคร่เอ็นดูมากเป็นพิเศษ
คำขวัญ ถ้อยคําที่แต่งขึ้นเพื่อเตือนใจหรือเพื่อให้เป็นสิริมงคล
จริงใจ บริสุทธิ์ ซื่อสัตย์
จันทร์เจ้า พระจันทร์
จินต นึกคิด
จงกล บัว
จอมขวัญ เป็นคำเรียกหญิงที่รัก หรือคนที่รักมาก ๆ
จอมทอง ชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง
จอมยุ่ง หมายถึงสาวน้อยที่ชอบยุ่ง แต่น่ารัก
งาม ลักษณะที่เห็นแล้วชวนยินดีชวนพึงใจ
ชูใจ น่ายินดี ทำให้มีกำลังใจ
ชัญญา ผู้ประเสริฐ ผู้รู้
ชะเอม ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่งมีรสหวาน
ชฎา เครื่องสวมศีรษะ
ชบา ต้นไม้ดอก มีชนิดดอกแดงและดอกขาว
ชมกลิ่น กลิ่นที่มีความหอมน่าชวนชม
ซองพลู หอยทะเลกาบคู่ชนิดหนึ่ง สีเหลืองระเรื่อ
ซออู้ ซอสองสาย ตัวกะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าว ใช้หนังลูกวัวขึงขึ้นหน้า

 

ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ
ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ

 

ชื่อ ความหมาย
เฌอ ไม้ , ต้นไม้
เฌอปราง ต้นมะปราง
ญาณิน ผู้มีความรู้
ญาณี ผู้มีความรู้ , ผู้มีปัญญา
ญาดา ผู้รู้ , นักปราชญ์
ญานะ ปรีชาหยั่งรู้หรือกําหนดรู้ที่เกิดจากอํานาจสมาธิ
ฐิตา ผู้ดำรงมั่น
ณดา ผู้มีความรู้ยิ่ง
ณิชา สะอาด บริสุทธิ์
ณัช เกิดมาเพื่อความรู้ ผู้ให้เกิดความรู้
ณัชชา เกิดเพื่อความรู้
ณมน ที่ใจ อยู่ที่ใจ
ดวงใจ คําเปรียบเทียบเรียกหญิงที่รักหรือลูกที่รัก
ดวงดี ความโชคดี
ดวงเดือน พระจันทร์
ดอกแก้ว เป็นไม้พุ่มมีดอกสีขาว กลิ่นหอม ปลุกเพื่อความสวยงาม และเป็นมงคลแก่บ้าน
ดอกเข็ม เป็นไม้ดอกพุ่มเตี้ยดอกเรียวเล็กเหมือนเข็มมีหลายสี
ดอกบัว ดอกบัว
ดอกฝ้าย ดอกของต้นฝ้าย
ดารา ดาว , ดวงดาว
ดาว แสงระยิบระยับบนท้องฟ้ามืด มีชื่อเรียกตามตำแหน่ง
ต้องตา ถูกตา ชวนมอง
ต้นหยง ดอกพิกุลหรือต้นไม้ขนาดเล็ก
เเตงกวา ชื่อไม้เถาล้มลุก
เเตงไทย ชื่อไม้เถาล้มลุก
เเตน ชื่อแมลงจำพวกผึ้ง ต่อ
ต้นแก้ว ต้นดอกไม้สีขาว มีกลิ่นหอม
ต้นตาล ไม้ยืนต้นใบคล้ายพัด
ต๋อมแต๋ม เสียงอย่างของหนักขนาดเล็กตกลงไปในน้ำ
ตะไคร้ ชื่อไม้ล้มลุก ขึ้นเป็นกอ
ถมทอง เครื่องถมที่ทำด้วยทองคำ
ถ้วยฟู ชื่อขนมชนิดหนึ่ง ทำด้วยแป้งข้าวเจ้า
ถั่วพู ชื่อถั่วชนิดฝักมีครีบตามยาว ๔ คู่
ถุงข้าว ชื่อเฉพาะ
ถุงแป้ง ถุงที่บรรจุแป้งอยู่ภายใน

อ่านต่อ…ชื่อเล่นลูกสาวไทยๆ เพราะๆ เก๋ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กางเกงผ้าอ้อม โมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์

Hot Item กางเกงผ้าอ้อม โมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์ ใช้ดีจนต้องบอกต่อ

พูดเลยว่าปลื้ม แม่ชอบมาก กับ กางเกงผ้าอ้อม โมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์ ตอนแรกไม่เคยใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กแบรนด์นี้ เพิ่งมารู้จักก็ตอนที่จะหาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกจากรุ่นเด็กเบบี๋ มาเป็นรุ่นที่เหมาะกับช่วงพัฒนาการคืบ คลาน จนได้รับคำแนะนำมาจากเพื่อน ๆ ว่าให้ลองผ้าอ้อมของแบรนด์ Molfix (โมลฟิกซ์)

คหสตของแม่นะคะ หลังจากที่ให้ลูกใช้มาแล้วหลายสิบห่อ ดีนะ ดีเลย ลูกใส่แล้วเคลื่อนไหวมูฟร่างกายสบายมาก ๆ วันนี้ก็เลยขอทีมว่า ขอเถอะแม่อยากแชร์ กางเกงผ้าอ้อม ที่ให้ลูกใช้อยู่ ใช้จริง ดีจริง ก็อยากบอกต่อให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้เป็นหนึ่งในไอเดียการเลือกซื้อหาผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกน้อยได้ใช้กัน

ในฐานะทีมกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids วันนี้ขออนุญาตใช้ความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่ได้ใช้ผ้าอ้อมจากแบรนด์ Molfix มาแชร์ประสบการณ์ ครอบครัวไหนที่ใช้ กางเกงผ้าอ้อม โมฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์ อยู่แล้ว ใช้ดี ประทับใจยังไง มาบอกเล่ากันได้นะคะ

เด็กที่กำลังมีพัฒนาการคืบ คลาน พลิกคว่ำ พลิกหงาย ค่อย ๆ เกาะเดิน วิ่ง จะต้องไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคในการขวางกั้นพัฒนาการนะคะ ฉะนั้นนอกจากสองมือคุณพ่อคุณแม่ที่คอยประคับประคองให้ลูกได้มีพัฒนาการสมบูรณ์พร้อมกับส่งเสริมให้ลูกได้มีอุปกรณ์ของเล่นที่เหมาะสมตามวัยแล้ว ไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือผ้าอ้อมสำเร็จรูปค่ะ

ผ้าอ้อมเด็กมีให้เลือกใช้อยู่ 2 แบบ อย่างที่รู้กันคือ ผ้าอ้อมแบบ Tape และผ้าอ้อมแบบ Pants คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับวัย หรือน้ำหนักขนาดตัวลูกได้เลยค่ะ ส่วนลูกบ้านไหนที่กำลังมีพัฒนาการพลิกตัว คืบ คลาน สะดวกสุด ๆ ก็ต้องเป็น กางเกงผ้าอ้อม

กางเกงผ้าอ้อม โมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์

อย่างตอนที่เพื่อนแนะนำให้ใช้ผ้าอ้อมโมลฟิกซ์ แม่ก็หาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนไปซื้อมาให้ลูกได้ใช้นะคะ ซึ่งเขามีเว็บไซต์ molfix.co.th ที่ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ไว้อย่างละเอียดมาก ๆ ค่ะ มีผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กหลายรุ่น และความโด่งดังของแบรนด์ก็เอาเรื่องอยู่นะคะ โมลฟิกซ์เป็นแบรนด์ผ้าอ้อมดังจากประตรุกี เขาจำหน่ายไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลกมาเป็นระยะเวลาถึง 23 ปี แล้วที่ว้าวมากคือ เป็นแบรนด์ผ้าอ้อมที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เชื่อถือในคุณภาพผลิตภัณฑ์เลยค่ะ พอรู้ข้อมูลแบบนี้ แต่จริง ๆ ก็เข้าไปดูข้อรีวิวเพิ่มเติมที่คุณแม่ ๆ เขาใช้กันนะคะ ส่วนใหญ่ก็ชอบกันมาก แถมมีพรีเซ็นเตอร์เป็นคุณแม่ดาราคนสวยอย่างคุณริต้า กับลูกชาย ยิ่งน่าใช้เข้าไปอีกค่ะ

Molfix Natural Pants

กางเกงผ้าอ้อม ที่แม่เลือกใช้ของโมลฟิกซ์ เป็นรุ่นเนเชอรัลค่ะ Molfix Natural Pants โมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์ ซึ่งเขามีให้เลือกใช้หลายขนาดค่ะ ตั้งแต่ไซน์ S (เด็ก 4-8 กิโลกรัม) , M (เด็ก 6-11 กิโลกรัม) , L (เด็ก 9-13 กิโลกรัม) , XL (เด็ก 12-17 กิโลกรัม) , XXL (เด็ก 15-25 กิโลกรัม) , XXXL (เด็ก 20-35 กิโลกรัม)

ทริคง่าย ๆ ที่เวลาเลือกใช้กางเกงผ้าอ้อม คือ ต้องมีขอบเอว ขอบขา ที่นุ่ม กระชับ เพื่อเวลาผ้าอ้อมอยู่กับก้นลูก จะได้ไม่ระคายเคืองคัน ผ้าอ้อมต้องช่วยซัพพอร์ตเวลาที่ลูกเคลื่อนไหวร่างกาย จะคลาน จะเกาะเดิน หรือจะวิ่ง ทำกิจกรรมสนุกอะไรก็ต้องไม่หลุดจากก้นลูกนะคะ

กางเกงผ้าอ้อม โมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์ จากที่ลูกใช้มา แม่คอนเฟิร์มว่านุ่มมาก ไม่ว่าจะขอบเอว ขอบขา หรือตรงแผ่นรองรับฉี่ ก้นลูกไม่มีระคายเคือง เกิดผื่นแดงเลย

ด้วยความที่เป็นผ้าอ้อมแบรนด์พรีเมี่ยมแต่ราคาจับต้องได้ ไม่ต้องคิดหนักเวลาซื้อผ้าอ้อมให้ลูก ขอบอกคุ้มค่ามาก เขาใส่ใจในทุกรายละเอียดเลยนะคะ อย่างห่อบรรจุภัณฑ์แล้วก็ผ้าอ้อมทุกชิ้นก่อนออกจำหน่าย จะมีการฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตราไวโอเลตก่อนบรรจุ และป้องกันการปนเปื้อนจากแบคทีเรียด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

แล้วอย่างล่าสุดผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปแบรนด์ Molfix (โมลฟิกซ์) เขาได้รางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST NATURAL DISPOSABLE DIAPER FOR BABIES จาก Amarin Baby & Kids Awards 2022 มาด้วยนะคะ

เอาจริง ๆ นะคะ พูดไปอาจยังไม่เชื่อกันว่ากางเกงผ้าอ้อมโมลฟิกซ์ เนเชอรัล แพนส์ ดียังไง จนกว่าจะได้ซื้อมาให้ลูกได้ใช้กัน ฉะนั้นอย่าคิดเยอะค่ะ ผ้าอ้อมดีมีคุณภาพเยี่ยมขนาดนี้ มีมาให้คุณพ่อคุณแม่คนไทยที่มีลูกได้ใช้แล้ว ไปซื้อมาใช้กันค่ะ แบรนด์โมลฟิกซ์เขาออกแบบผ้าอ้อมมาให้เลือกใช้หลายรุ่นนะคะ คุณพ่อคุณแม่ลองดูรุ่นมาใช้ให้เหมาะกับวัยเจ้าตัวน้อยได้เลยค่ะ

อ่ะแม่ชี้เป้าให้ไปช้อปมาใช้กัน ตามนี้เลยจ้า คลิกmolfix.co.th

🛒 Big C https://bit.ly/3xbJYta

🛒 Shopee https://shopee.co.th/molfix_official_store

🛒 Lazada https://s.lazada.co.th/s.6GTFL

🛒 Central Online https://bit.ly/3DjYzHb

🛒 ALL Online https://bit.ly/3abHTFB

🛒 Tops Online https://www.tops.co.th/th/search/molfix

🛒 Gourmet https://shorturl.asia/aXr6Z

 

 

 

ฝันเห็นตุ๊กแก ทำนายฝัน

ฝันเห็นตุ๊กแก เลขเด็ดและวิธีหยิบโชคให้ติดหนึบได้ไม่ยาก

ตัวเลขกับความฝัน ฝันเห็นตุ๊กแก ฝันเห็นสิ่งต่าง ๆ สามารถนำมาทำนายล่วงรู้สิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้ แต่จะมีวิธีหยิบทรัพย์นั้นอย่างไร เรามีบอก

ฝันเห็นตุ๊กแก เลขเด็ดและวิธีหยิบโชคให้ติดหนึบได้ไม่ยาก!!

เมื่อความฝันกับตัวเลขถูกนำมาเข้าคู่กันตั้งแต่โบราณนานมา แม้การเสี่ยงโชค หวย สลากกินแบ่งจะเป็นเรื่องราวของคนปัจจุบัน แต่ในอดีตกาล การตีความหมายตัวเลขเพื่อใช้ในการดูฤกษ์ ดูยาม การหาตัวเลขสิริมงคล ก็เป็นเรื่องที่สำคัญต่อดวงชะตาของมนุษย์ไม่น้อยเลยทีเดียว โบราณจึงว่าไว้ความฝัน คือนิมิตร ทำนายทายทักให้เจ้าของความฝันล่วงรู้ และหากมีวิธีที่ถูกต้องก็สามารถหยิบโชคได้ไม่ยาก

เตรียมรับโชคใหญ่ หากคุณฝันเห็นสิ่งเหล่านี้ !!

ความฝันมีทั้งที่ดี และร้าย แต่หากตื่นเช้ามาคุณมีโอกาสฝันเห็นสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้แล้วละก็ รับรองได้เตรียมตัวรับทรัพย์ รับโชคใหญ่กันเลย

ความฝัน กับคำทำนายฝัน
ความฝัน กับคำทำนายฝัน
  • ฝันเห็นพระราชา พระราชินี ประมุข คนสูงอายุ บิดามารดา พระพุทธรูปบูชา พระประธานในโบสถ์ ถือเป็นมงคลชีวิต เลขเด็ดเลขมงคล มักจะเป็นเลข 9 (เฉพาะองค์พระราชินีนั้น ถ้าในฝันมีองค์พระราชายืนประทับเคียงข้าง ทำนายฝันว่า ถือเป็น 8 และองค์กษัตริย์เป็น 9 ฉะนั้น เลขนี้จะต้องเป็นเลข 2 ตัว คือ 98 หรืออาจจะเป็น 29 ก็ได้)
  • ฝันเห็นไก่ หนู เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 1  (ถือเอาว่า ก. ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรก และหนูเป็นปีแรกของปี 12 นักษัตร)
  • หากฝันเห็น กระแสน้ำ น้ำ เลขเด็ด เลขมงคล มักเป็นเลข 2  (ถือเอาลำดับจากธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะฉะนั้น ถ้าฝันเห็นดิน ก็มักตรงกับเลข 1 หรือฝันเห็น ไฟ ก็มักตรงกับเลข 4)
  • หากฝันเห็น นก เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 6
  • เมื่อฝันเห็นเรือ เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 5
  • ฝันเห็นผู้หญิงในวัยสาว ถึงวัยกลางคน ทำนายเลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 5 แต่ถ้าฝันเห็นหญิงคนท้องมักเป็นเลข 6 หญิงแก่ชรา หรือมารดา มักเป็นเลข 9
  • ฝันเห็น แหวน กำไลมือ หลุ่มบ่อ หรือวัตถุที่มีลักษณะเป็นวงกลม หรือกลอง เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 0
  • ฝันถึงจิ้งจก ตุ๊กแก จรวด เจว็ดศาล จอบ เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 7
  • ฝันถึง วัว ควาย สุนัข เรือ หรือสัตว์ 4 เท้า เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 4 แต่ให้สังเกตว่า ถ้าเป็นสัตว์ที่อยู่ใน 12 นักษัตรของปีเกิด คือปีชวด-ปีกุน ให้ถือ ชวด (หนู) 1, ฉลู(วัว)2, ขาล(เสือ)3, เถาะ(กระต่าย) 4, มะโรง (งูใหญ่) 5, มะเส็ง(งูเล็ก) 6, มะเมีย(ม้า)7, มะแม(แพะ) 8, และวอก(ลิง)9, ส่วนระกา (ไก่) เป็น 1 หรือ 10, จอ(สุนัข) เป็น 11 หรือ 4, กุน(หมู) เป็น 12 หรือ 4
  • ฝันเห็น แก้วน้ำ แก้ว เพชรพลอยมีค่า เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 9
  • ฝันเห็นเบ็ดตกปลา ไม้เท้าถือหัวโค้งงอ คันร่ม หรือสะพานโค้ง เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 6
  • ฝันถึงกางเกง เสื้อ ตะเกียบ รางรถไฟ รองเท้า เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 2 (ถือเอาว่าสิ่งเหล่านี้มีเลขเป็น คู่คือ 2 เช่น กางเกงมี 2 ขา หรือรองเท้าต้องมีคู่หรือ 2 ข้าง)
  • หากฝันถึงงูใหญ่ หรือพญานาค เลขเด็ด เลขมงคล มักจะเป็นเลข 5  ถือเอาลำดับในปีเกิด 12 นักษัตร ถ้าฝันเห็นงู ุเล็กๆ หรืองูธรรมดาทั่วไป มักเป็นเลข 6 (ถือปี 12 นักษัตรเช่นเดียวกัน)
  • ฝันเห็นว่าวจุฬา ทำนายฝันว่า เลขเด็ด เลขมงคล มักเป็นเลข 5 เพราะมีปลายทั้ง 5 คล้ายดาว แต่ถ้าเป็นว่าวปักเป้า ว่าวอีรุ้ม มักเป็นเลข 4 เพราะ เป็น 4 มุม
  • ฝันเห็น ภูเขาสูงใหญ่ ทำนายฝันเลขเด็ด เลขมงคล มักเป็นเลข 9
  • ฝันเห็นอุจจาระ ทำนายฝันว่า มักเป็นเลขคี่ แต่ต้องสังเกตว่า จำนวนของตัวเลขนั้นมากหรือน้อย แล้วตีความหมาย (ขึ้นอยู่กับว่าคุณฝันเห็นมากน้อยแค่ไหน) เช่น เห็นน้อยก็อยู่ในราวเลข 1, หรือ 3 แต่ถ้ามากก็ตีความหมายเป็น 5 หรือ 7 ได้ อย่างให้ถึง 9)
  • ฝันเห็น หมวก มงกุฎ ชฎา ธงปักปลายยอด ทำนายฝันว่า มักเป็นเลข 9 (คือ ถือว่าเป็นของอยู่สูง)
ฝันเห็นตุ๊กแก กับ รวมความเชื่อโบราณเกี่ยวกับตุ๊กแก
ฝันเห็นตุ๊กแก กับ รวมความเชื่อโบราณเกี่ยวกับตุ๊กแก

ความเชื่อโบราณ เกี่ยวกับ “ตุ๊กแก”

หลายคนคงเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับ “จิ้งจกร้องทัก” ผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านว่าเป็น “ลางบอกเหตุ” ที่เชื่อว่ามีทั้งดีและร้าย วันนี้เรามาอ่านตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ “ตุ๊กแก” ที่คนโบราณเล่าสืบต่อกันมาว่า “ตุ๊กแก” เป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านมักมาเตือนด้วยการส่งเสียงร้อง ซึ่งมีความหมายในรูปแบบต่างๆ ตีความไว้ดังนี้

ตุ๊กแกร้องกลางวัน = มีเหตุร้าย !!

ตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยอยู่ในบ้านจะร้องในเวลากลางคืน แต่ถ้าวันดีคืนดีเกิดร้องขึ้นมาในตอนกลางวัน ไม่ว่าจะร้องกี่ครั้งก็ตามถือเป็นลางบอกเหตุว่ากำลังจะเกิดเหตุร้ายกับคนในครอบครัวหรือภายในบ้าน ซึ่งปกติแล้วตุ๊กแกจะไม่ร้องในเวลากลางวัน และกับความเชื่อเรื่องจำนวนการร้องของตุ๊กแก มีดังนี้

เสียงร้อง แก..แก จะมีความหมายในทางที่ไม่ดี ชั่วช้า ให้รีบไล่ไปทันทีเพื่อแก้เคล็ด

ร้องต่ำกว่า 5 ครั้ง ไม่มีความหมายสักเท่าใดนัก อยู่ในเกณฑ์ร้ายเล็กน้อย จะไล่หรือไม่ไล่ก็ได้

หากร้อง 5 ครั้ง หมายถึง เสนียดจัญไร โรคภัยต่างๆ นาๆ ให้รีบไล่ไปให้พ้นจากบ้าน

ร้อง 6 ครั้ง หมายถึง เจ้าของบ้านจะเดือดร้อนอึดอัด คับแค้นใจ ควรไล่ออกจากบ้าน

ร้อง 7 ครั้ง ความหมายไม่ดี จะมีการเสียทรัพย์ ดวงการเงินย่ำแย่ ควรรีบไล่ออกไป

ตุ๊กแกร้อง 8 ครั้ง ความหมายดี เกิดโชคลาภมากมาย ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน

ตุ๊กแกร้อง 9 ครั้ง ความหมายดี จะทำให้รุ่งเรือง ควรอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงไว้

หากตุ๊กแกร้อง 10 ครั้ง ดีมาก ทำให้ร่ำรวยเงินทองไหลมาเทมา ควรเลี้ยงไว้อย่างยิ่ง

ร้อง 11 ครั้ง ดีมากๆ ทำให้ร่ำรวยเงินทองแล้วจะได้พบเจอเนื้อคู่ที่ถูกใจ ให้เลี้ยงไว้จะมีแต่สิ่งดีๆ

ฝันเห็นตุ๊กแก กับงูเขียว
ฝันเห็นตุ๊กแก กับงูเขียว

เมื่อตุ๊กแกกัด จะไม่ปล่อยจนกว่าจะได้ยินเสียงฟ้าผ่า !!

กับอีกหนึ่งความเชื่อที่คนโบราณเล่าสืบต่อกันมาอีกว่า ถ้าโดนตุ๊กแกกระโดด หรือตกมาอยู่ที่ตัวมักจะแกะไม่ออกเพราะตีนตุ๊กแกเหนียวมากยิ่งกว่าติดกาวเสียอีก“ถ้าโดนตุ๊กแกกัดมันจะไม่ปล่อยจนกว่าจะได้ยินเสียงฟ้าผ่า” ข้อเท็จจริงก็คือ ตุ๊กแกหากได้กัดใครแล้ว ส่วนกรามของมันจะล็อกยิ่งเราไปจับตัวมัน มันก็จะกัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ หรือหากไปงัดหรือง้างปาก ก็จะยิ่งกัดให้แน่นลงไปอีก วิธีที่จะทำให้มันหลุดได้คนโบราณพูดต่อๆ กันมาว่า “ให้ผู้ที่ถูกตุ๊กแกเกาะรีบกินน้ำ 3 โอ่ง กินข้าว 3 จาน และกินอุจจาระ 3 กอง ตุ๊กแกก็จะหลุดไปได้” ซึ่งน่าจะเป็นกุศโลบายให้เด็กๆ อยู่ห่างจากตุ๊กแก เพราะตุ๊กแกตัวใหญ่และมีฟันแหลมคม และหากจับโดยไม่ระวังอาจได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายได้

วิธีที่ถูกต้องคือ เมื่อถูกกัด อย่าพยายามแตะตัวตุ๊กแกเดี๋ยวมันจะปล่อยเอง หรือหาอะไรฉุนๆ มาวางไว้ใกล้จมูกตุ๊กแก เช่น ยาเส้น สักพักมันก็จะปล่อยเอง

ตำนาน งูเขียวกินตับตุ๊กแก!!

ตามตำนานมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เท่าที่เห็นมาในอดีต งูเขียวกับแก้ จะกินแต่ตับตุ๊กแก ถ้าตุ๊กแกตัวไหนไม่ให้งูกินตับ มันจะร้องไม่ออกหรือไม่มีเสียงออกมา(ซึ่งเป็นตำนานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อๆกันมา) เมื่อตุ๊กแกร้องเรียกมันจะอ้าปากกว้างรอ ให้งูเขียวเลื้อยเอาหัวเข้าไปในปากตุ๊กแก เป็นเวลานานเพื่อล้วงกินตับตุ๊กแกมากิน พร้อมสักพักหนึ่งมันจะถอยออกมาพร้อมกับเลือดเต็มปาก และตุ๊กแกก็จะหมดแรงห้อยตัวอยู่กับที่เป็นเวลานาน ถึงจะคลานไปได้ ต่อมาตุ๊กแกถึงจะร้องมีเสียงออกมา (ตุ๊กแกๆๆๆ) จนกว่าจะตายไป แต่ถ้าตัวตุ๊กแกตัวไหนไม่ให้งูกินตับ มันก็จะร้องไม่ออกทั้งชีวิต

อ่านต่อ >>รวมคำทำนายฝัน เมื่อ ฝันเห็นตุ๊กแก พร้อมคาถารับโชค คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีดูแลฟันแท้ ให้แข็งแรง ไม่มีฟันผุ

วิธีดูแลฟันแท้ ให้แข็งแรง ไม่มีฟันผุ

เหงือกจ๋า ฟันลาก่อน !! ถ้าเป็นฟันชุดแรกฟันน้ำนม อาจจะยังเฉย ๆ ใช่ไหมคะ แต่นี่ฟันชุดที่สองซึ่งเป็นฟันแท้ของลูก คุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากให้ฟันแท้ลูกหัก หลุดหายไปก่อนเวลาอันควรใช่ไหมคะ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มี วิธีดูแลฟันแท้ ของเด็ก ๆ ให้แข็งแรงแบบไม่มีฟันผุ หลุด บ๊าย บายเหงือกจ๋า มาฝากค่ะ

ฟันแท้ของลูกจะขึ้นเมื่อไหร่ ?

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มาทำความเข้าใจเรื่องฟันลูกแบบเข้าใจง่าย ๆ เพื่อจะได้ดูแลสุขภาพฟันและช่องปากให้กับลูกน้อยได้อย่างถูกต้อง เพื่อจะได้มีฟันสวย ยิ้มสวย หมดกังวลกับปัญหาฟันผุ ฟันหลุดลาเหงือกจ๋าไปก่อนได้ใช้งานค่ะ

ฟันชุดแรก เรียกว่า ฟันน้ำนม จะค่อย ๆ ทยอยขึ้นครบจำนวนทั้ง 20 ซี่ เมื่อลูกอายุได้ประมาณ 2.5 – 3 ปี พอลูกอายุประมาณ 6-7 ปี ฟันน้ำนมก็จะเริ่มทยอยหลุด

ฟันชุดที่สอง เรียกว่า ฟันแท้ จะเริ่มขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนมที่หลุดไป ฟันแท้จะทยอยขึ้นจนครบ 32 ซี่ ตอนที่ลูกอายุประมาณ 17-21 ปี

สำหรับ “ฟันแท้” คือฟันที่จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานไปจนเด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนเลยค่ะ แต่ฟันแท้ของแต่ละคนจะมีความแข็งแรงอยู่ได้ครบ 32 ซี่ได้แค่ไหนนั้น ความสำคัญอยู่ที่การดูแลมาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตค่ะ

การทำความสะอาดฟันที่เหมาะสม ตามช่วงวัย

  • เด็กทารก ให้ดูแลทำความสะอาดเหงือก และลิ้น ด้วยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุกเช็ดภายในช่องปาก
  • เด็กเริ่มมีฟัน สามารถใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง (เช้า และก่อนนอน)
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้ยาสีฟันปริมาณ เท่าเม็ดข้าว 1 จุดเล็ก ๆ
  • เด็กอายุ 3 – 6 ขวบ ใช้ยาสีฟันปริมาณเท่ากับเมล็ดถั่วลันเตา
  • เด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไป ใช้ยาสีฟันปริมาณ 1 นิ้ว

และที่ต้องทำควบคู่ไปกับการฝึกลูกแปรงฟัน ก็คือการพาลูกไปหาหมอฟันทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพเหงือก ฟันและช่องปาก รวมถึงฝึกลูกให้เป็นเด็กไม่ติดหวาน ขนมหวาน นมรสหวาน ลูกอม ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เป็นต้น ถ้าเลี่ยงได้ไม่ควรให้ลูกกินค่ะ เพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ !! นอกจากนี้ต้องฝึกให้ลูกรักการแปรงฟันจนติดเป็นนิสัยเลยค่ะ เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ช่วยสอนลูกแปรงฟัน และทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างว่าพ่อกับแม่ดูแลรักษาสุขภาพฟันและช่องปากอย่างไร สอนเขาว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการแปรงฟันตอนเช้า และก่อนนอน การไม่แปรงฟันมีผลเสียอย่างไร หรือหาเป็นหนังสือนิทานที่สอนเกี่ยวกับแปรงฟันมีตัวละครสนุก ๆ อ่านไปพร้อมกับลูกก็ได้นะคะ 

วิธีดูแลฟันแท้ ของวัยคิดส์ 6 ขวบขึ้นไป ฟันแท้เริ่มขึ้น ควรดูแลช่องปากให้ครบวงจร

อย่างที่บอกไปค่ะว่า ฟันแท้ คือชุดฟันที่จะมีอายุการใช้งานยาวนาน ฉะนั้นต้องทำให้ฟันแท้ของลูกแข็งแรงที่สุด กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอแนะนำ วิธีดูแลฟันแท้ ด้วย “ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากเด็กโคโดโม” ขอบอกว่านี่คือเคล็ดลับช่วยให้ฟันแท้ของลูกแข็งแรง ไม่มีปัญหาฟันผุมาให้คุณแม่กังวลใจแล้วค่ะ อีกทั้ง ยังช่วยให้เด็กๆ ชื่นชอบในการดูแลช่องปากด้วย ลวดลายการ์ตูน ดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer) อีกด้วยนะคะ มาเริ่มกันที่

ยาสีฟัน โคโดโม ซูเปอร์การ์ด ผสมแอคทีฟ ฟลูออไรด์ 1000 ppm

1. ยาสีฟัน โคโดโม ซูเปอร์การ์ด ผสมแอคทีฟ ฟลูออไรด์ 1000 ppm (ปริมาณฟลูออไรด์ที่ทันตแพทยสมาคมแนะนำในยาสีฟันเด็ก) และ Micro Calcium เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุ ทำให้ฟันแข็งแรง แค่เห็นกล่องยาสีฟัน เด็ก ๆ ที่บ้านนี่ก็ชอบแล้วค่ะ อันนี้แม่คอนเฟิร์ม เพราะเด็ก ๆ ตื่นเต้นอยากจะใช้ยาสีฟันในการแปรงฟัน ยาสีฟัน โคโดโม ซูเปอร์การ์ด ผสมแอคทีฟ ฟลูออไรด์ 1000 ppm มีคุณสมบัติที่ดีมากเลยค่ะ

  • IPMP + GK2 (เทคโนโลยี ลิขสิทธิ์ Lion Japan) ช่วยดูแลเหงือก ลดคราบพลัคและกลิ่นปาก
  • Cool Menthol เพื่อปากสะอาด ลมหายใจหอมสดชื่น
  • ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาล (Sugar Free) ตัวการที่ทำให้ฟันผุ โดยใช้ไซลิทอล (สารให้ความหวานตามธรรมชาติ) ทดแทน
  • มี 2 กลิ่น คือ กลิ่น Fruity Cool Mint และกลิ่น Strawberry Fresh Mint

แปรงสีฟันโคโดโมอัลตร้าสไมล์

2. มียาสีฟัน ก็ต้องมีแปรงสีฟันที่เข้าเซ็ตกันค่ะ แม่จัดมาพร้อมกันเลยกับ แปรงสีฟันโคโดโมอัลตร้าสไมล์สำหรับเด็กอายุ 5-9 ขวบ ที่มีสาร Zinc ที่ช่วยลดการสะสมของไวรัสบริเวณยางของด้ามแปรง* และลดการสะสมแบคทีเรียบนด้ามแปรงได้ยาวนาน 3 เดือน** พร้อมขนแปรงผลิตจากวัสดุพิเศษให้เรียวเล็กและนุ่มเป็นพิเศษ ไม่ทำร้ายเหงือก ซอกซอนได้ลึกถึงร่องเหงือก
พร้อมคุณสมบัติเด่น 4 ประการดังนี้

  • Power Tip – นวัตกรรมการปักขนแปรงจากโคโดโม เพิ่มพลังทำความสะอาดฟันกรามได้อย่างนุ่มนวล
  • ขนแปรงผลิตจากวัสดุ พีบีที ปลายเรียวเล็ก ชนิดนุ่มพิเศษ ไม่ทำร้ายเหงือก ซอกซอนได้ลึกถึงร่องเหงือก
  • หัวแปรงเรียวยาว ซอกซอนลึกและมีขนาดพอดีกับช่องปากเด็ก คอแปรงออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ขนาดกำลังดี โค้งสอดรับกับฟันเด็ก
  • ด้ามแปรงทำจากวัสดุพีพีและยางสังเคราะห์ โดยออกแบบตามสรีระเด็กพร้อมปุ่มกระชับมือที่กว้างขึ้น สัมผัสนุ่ม จับง่าย ไม่ลื่นมือขณะแปรง

* ทดสอบในห้องปฎิบัติการ AGENOL ประเทศสเปน

**เมื่อเทียบกับแปรงสีฟันโคโดโมรุ่นปัจจุบัน และทดสอบในห้องปฎิบัติการบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด

น้ำยาบ้วนปากเด็กโคโดโม สูตรอ่อนโยน

3. ขั้นตอนการดูแลสุขภาพปากและฟันไม่ได้หมดแค่การแปรงฟันค่ะ เพราะหลังแปรงฟัน ยังเพิ่มเติมให้สุขภาพฟันแท้มีความสะอาดแข็งแรงมากขึ้นด้วยการใช้น้ำยาป้วนปาก และนี่ค่ะ น้ำยาบ้วนปากเด็กโคโดโม สูตรอ่อนโยนปราศจากแอลกอฮอล์ แอคทีฟ ฟลูออไรด์ 100 ppm ช่วยเคลือบฟันและซอกซอนเข้าไปในส่วนที่แปรงเข้าไปไม่ถึง

  • ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาล (Sugar Free) ตัวการที่ทำให้ฟันผุ โดยใช้ไซลิทอล (สารให้ความหวานตามธรรมชาติ) ทดแทน
  • IPMP สารธรรมชาติ จากประเทศญี่ปุ่น ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหากลิ่นปาก เพื่อลมหายใจที่หอมสดชื่น
  • มี 3 รสชาติ คือ กลิ่นสตรอเบอร์รี่ กลิ่นส้ม และกลิ่นฟรุตตี้ คูล มินต์  ​

วิธีดูแลฟันแท้ สำหรับเด็กวัย 6 ขวบขึ้นไป ให้มีช่องปากสะอาด มีสุขภาพเหงือกและฟันแข็งแรง หมดกังวลกับปัญหาฟันผุ ต้อง KODOMO ORAL CARE FOR KIDS เซ็ตนี้นะคะ

กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ชี้เป้าให้ตามไปช้อปมาใช้กันที่นี่ค่ะ คลิก !!

🛒 LionShop

ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด

ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด เลยดีไหม ความเชื่อลางร้ายกับสิ่งที่ควรรู้

ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด กับความเชื่อโบราณที่ว่าเป็นลางร้าย ทำให้พ่อแม่ยุคก่อนคงไม่มีใครกล้าเสี่ยง แล้วลางร้ายนั้นจะยังใช้ได้กับปัจจุบันไหมนะ

ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด เลยดีไหม ความเชื่อลางร้ายกับสิ่งที่ควรรู้!!

ชื่อของลูก เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ เพราะชื่อนั้นสำคัญมากกว่าแค่ความหมายดี การตั้งชื่อที่ดีนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด บางคนเข้าใจว่า ตั้งชื่อโดยดูที่ความหมายดี ความหมายมงคล ก็จัดว่าเป็นชื่อที่ดีแล้ว แต่ชื่อนั้น ๆ ควรต้องเป็นชื่อที่เข้ากันได้กับเจ้าของชื่ออีกด้วย เรียกได้ว่าถูกโฉลกกันนั่นเอง จึงนับว่าเป็นชื่อที่มงคลสำหรับเจ้าของ

คำว่า “ถูกโฉลก” หลาย ๆ ท่านคงเคยได้สัมผัสกับอาการดังกล่าว เช่น เราเห็นคน ๆ นี้แล้วรู้สึกถูกโฉลก ถูกใจเสียจริง ๆ หรือทำไมทำงานกับคนนี้แล้วดวงดี มีโชคตลอดเลยนะ เป็นต้น หากคุณเคยได้สัมผัสกับอาการเหล่านี้คงพอจะเข้าใจคำว่า ถูกโฉลกขึ้นมาบ้างแล้ว ชื่อก็เช่นกัน การตั้งชื่อที่ดีนั้น โดยหลักการแล้วควรตั้งชื่อให้เข้ากันกับดวงเกิดของเจ้าของชื่อ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับ วัน เดือน ปี เกิดของแต่ละคนนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความเชื่อในเรื่องของการ ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด นั้น เป็นลางไม่ดี !!

ห้าม ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด จะเป็นลางร้าย จริงหรือ??

ความเชื่อโบราณที่ห้ามตั้งชื่อลูกก่อนคลอด เพราะจะทำให้เกิดเรื่องไม่ดี อาจแท้ง เกิดปัญหาระหว่างคลอด หรือทำให้ดวงของลูกไม่ดีได้ นั่นเนื่องมาจากว่า ตามหลักโหราศาสตร์แห่งการตั้งชื่อนั้น จะตั้งตามวันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟากของเด็ก เมื่อเรายังไม่ทราบวันและเวลาที่ลูกจะเกิด การตั้งชื่อไว้ล่วงหน้า โดยที่ยังไม่รู้ว่าเด็กจะเกิดเวลาไหน อยู่ในลัคนาหรือราศีอะไร หากตั้งชื่อไปก่อนแล้ว อาจมีตัวอักษรที่เป็นกาลกิณีได้กับดวงเกิดของเด็กได้ ซึ่งอักษรกาลกิณีในดวงเกิดนั้น สามารถให้โทษต่อเจ้าของชื่อได้ จะทำให้ชีวิตของเด็กนั้นอาจแย่ตั้งแต่เกิด เลี้ยงยาก ร้องไห้เก่ง มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และทำให้ไม่สามารถตั้งชื่อที่มีดวงเสริมบุญ บารมีของพ่อแม่ และตัวเด็กเองได้อีกด้วย

แต่ในปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้าแล้วว่าลูกเป็นเพศอะไร สามารถกำหนดฤกษ์ผ่าคลอดได้ หากแพทย์พิจารณาเห็นสมควร ดังนั้น จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่มีแนวทางในการตั้งชื่อลูกก่อนคลอดได้มากขึ้นนั่นเอง

ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด ได้ไหม
ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด ได้ไหม

หลักเบื้องต้นใน การตั้งชื่อลูก

เพศของลูก

นับเป็นเรื่องแรก ๆ ของเกณฑ์ในการตั้งชื่อลูก โดยชื่อกับเพศเป็นสิ่งที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน แต่ละชื่อจะมีความหมายดี ๆ อยู่แล้วในตัว แต่จะดีขึ้นไปอีก หากชื่อนั้นจะอยู่กับเพศของลูกที่ถูกต้องและเหมาะสม ลองคิดไปยาว ๆ ถึงเวลาที่ลูกโตรู้ความ การตั้งชื่อลูกไม่เหมาะสมกับเพศของเขา จะทำให้ลูกมีปมด้อย ถูกเพื่อนล้อ และสับสนได้

วัน เดือน ปีเกิด

การรู้วันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากของลูกก่อนการตั้งชื่อลูกนั้น เป็นเรื่องสำคัญหากคุณต้องการให้ลูกมีชื่อที่ถูกต้องตามตำราโหราศาสตร์ไทย เพราะตามตำราเชื่อว่าดวงคนนั้นขึ้นอยู่กับเวลาเกิด ดังนั้น การ ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด นั้นจึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากในการจะทำ แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นล้ำสมัยไปมาก การกำหนดวันคลอดจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การผ่าคลอด การกำหนดฤกษ์ยามในการให้ลูกลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัยจึงสามารถทำได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถปรึกษาวัน เวลาเกิดของลูกจากแพทย์ผู้ดูแลว่า ครบกำหนดคลอด เหมาะสมที่จะทำการคลอดแล้วหรือยัง เมื่อได้ช่วงเวลาคร่าว ๆ ถึงจะนำมาหาฤกษ์ยาม ผูกดวงกับชื่อ ดูตัวอักษรที่เป็นมงคล และเลี่ยงอักษรที่เป็นกาลกิณีต่อดวงของเด็กได้ แต่ถึงอย่างไรก็ควรเลือกชื่อสำรองเผื่อไว้ด้วย ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

วงศ์ตระกูล (นามสกุล)

ในศาสตร์แห่งการตั้งชื่อ มีหลายตำราที่ยึดถือหลักในการตั้งชื่อแตกต่างกันไป บ้างก็เป็นตามโหราศาสตร์ ดวงดาว ลักขณาเกิด บ้างก็เป็นเลขศาสตร์ การนับตัวเลขตามชื่อ และนามสกุลว่าตกในตัวเลขมงคลต่อเจ้าของชื่อหรือไม่ หรืออีกหลาย ๆ ศาสตร์ที่มีหลักการความเชื่อแตกต่างกันไป ดังนั้น การเลือกชื่อบางครั้งก็ยึดโยงกับนามสกุลของตัวเจ้าของชื่อด้วยเช่นกัน จึงต้องคำนึงถึงนามสกุลของเราในการตั้งชื่อลูกอีกด้วย ยิ่งในปัจจุบันสามารถเลือกได้เลยว่าจะใช้นามสกุลของฝั่งคุณพ่อหรือฝั่งคุณแม่ (กรณีที่คุณแม่แต่งงานแล้วแต่ยังใช้นามสกุลตัวเองอยู่)

ตามหลักศาสนา

หากหลักการในการตั้งชื่อลูกของคุณพ่อคุณแม่มีเรื่องของ “ศาสนา” เข้ามาร่วมด้วยก็จะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิริมงคลต่อลูกน้อยมากทีเดียว แม้ว่าแต่ละศาสนาจะมีวิธีการปฏิบัติที่ต่างกัน แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นก็คือ “การให้คนทุกคนเป็นคนดี” หากลูกของเราเป็นคนดีมีศีลธรรม คุณพ่อคุณแม่ก็จะอิ่มอกอิ่มใจไปด้วย การมีชื่อที่ยึดโยง หรือความหมายตามคำสอนของศาสนาที่พ่อแม่นับถือ ก็จะช่วยเป็นเครื่องเตือนใจให้กับลูกได้ดี

เลขศาสตร์ – หลักการตั้งชื่อ

การตั้งชื่อตามหลักเลขศาสตร์ อายตนะ 6 นับเป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มักนิยมใช้ในการทำนายทะเบียนรถ หมายเลขโทรศัพท์ บ้านเลขที่ และตัวเลขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ซึ่งสำหรับการใช้ทำนายชื่อนั้นจะนับแต่ละตัวอักขระจาก “ชื่อ และ นามสกุล” ซึ่งแต่ละอักขระจะมีเลขศาสตร์ระบุไว้ ดังนี้

                                                                        เลขศาสตร์ หลักการตั้งชื่อ
ก , ด , ถ , ท , ภ , -า , อำ , ฤ , ฤา , -่ (ไม้เอก), -ุ (สระอุ) เลข 1
ข , ช , ง , บ , ป , เ- , แ- , -้ (ไม้โท), -ู (สระอู) เลข 2
ฆ , ต , ฑ , ฒ , -๋ (จัตวา) เลข 3
ค , ธ , ญ , ร , ษ , -ะ (สระอะ), โ- (ไม้โท) , -ั (ไม้หันอากาศ) , -ิ (สระอิ) เลข 4
ฉ , ฌ , ณ , น , ม , ห , ฎ , ฮ , ฬ , -ึ (สระอึ) เลข 5
จ , ล , ว , อ , ใ- (สระใอ) เลข 6
ซ , ศ , ส , -ี (สระอี) , -ื (สระอือ) , -๊ (ไม้ตรี) เลข 7
ผ , ฝ , พ , ฟ , ย , -็ (ไม้ไต่คู้) เลข 8
ฏ , ฐ , ไ- , -์ (การันต์) เลข 9

ให้นำเอาเลขที่ได้มารวมกัน โดยปกติแล้วผลรวมของชื่อและนามสกุลจะมีค่าระหว่าง 1 – 100 แต่ถ้าหากผลรวมทั้งหมดได้ออกมาเป็น 101 – 109 ให้ตัดเลข 0 ตรงกลางออก เช่น 106 ก็จะได้ 16 เป็นต้น แต่ถ้าหากผลรวมออกมาได้ 110 ขึ้นไป ให้เอาแค่เฉพาะ 2 ตัวท้าย เช่น 118 ก็จะได้ 18 เป็นต้น

  • เลขศาสตร์ ที่ให้คุณระดับดีมาก: 2 , 4 , 5 , 6 , 9 , 14 , 15 , 19 , 23 , 24 , 36 , 41 , 42 , 45 , 46 , 50 , 51 , 53 , 55 , 56 , 59 , 63 , 64 , 65
  • ตัวเลขศาสตร์ ที่ให้คุณระดับดี: 20 , 32 , 40 , 44 , 69 , 79
  • เลขศาสตร์ ที่ให้โทษ: 27 , 29 , 30
ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด กับความเชื่อโบราณ
ตั้งชื่อลูกก่อนคลอด กับความเชื่อโบราณ

โดยทั่วไปเลขศาสตร์จะวิเคราะห์ทำนาย เฉพาะชื่อ หรือ ชื่อ + นามสกุล + ผลรวม ก็ได้ และในการตั้งชื่อ หากนามสกุลเลขศาสตร์มีคำทำนายไม่ดี ให้ตั้งชื่อ เลือกชื่อ ที่มีผลรวมของชื่อและนามสกุลที่ดี ทั้งนี้เด็กผู้ชายมักจะเลือกให้ดีทั้งชื่อและนามสกุล ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง ส่วนใหญ่จะเน้นแต่ให้ชื่อดีก็พอ เพราะอนาคตต้องมีครอบครัวก็ต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของผู้ชาย แต่…แต่ แต่…สมัยนี้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะเลือกใช้นามสกุลเดิมก็ได้

 

อ่านต่อ >>ตัวอักษรมงคล กาลกิณี และหลักการตั้งชื่อถูกหลักกฏหมาย เรื่องควรรู้ก่อนตั้งชื่อ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กทารกจามบ่อย อันตรายไหม เกิดจากอะไร พร้อมวิธีรับมือ

เด็กทารกจามบ่อย อันตรายไหม เกิดจากอะไร พร้อมวิธีรับมือ

ตรวจทานความถูกต้องโดย ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจเป็นกังวล ที่เห็นลูกน้อยจามบ่อย จามถี่ เดี๋ยวก็ฮัดเช้ย เดี๋ยวก็ฮัดชิ้ว คิดสงสัยไปต่างๆ นานา ว่า เป็นเพราะอากาศเปลี่ยนเลยทำให้เป็นหวัดหรือเปล่า จามเพราะฝุ่นในบ้านเยอะ หรือลูกเสี่ยงเป็นภูมิแพ้กันแน่ ถึงทำให้ลูกจามบ่อยแบบนี้ ? ไปหาคำตอบกันดีกว่าค่ะว่า ทารกจามบ่อยผิดปกติไหม เกิดจากสาเหตุอะไร และจะป้องกันอย่างไร

ทารกจามบ่อย ผิดปกติไหม?

เด็กทารกจามบ่อยเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอย่างหนึ่งของร่างกาย เช่นเดียวกับผู้ใหญ่เวลาที่จมูกระคายเคืองจากฝุ่นละออง เศษผง หรือน้ำมูก จึงไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไร อีกทั้งเมื่อทารกจามยังแสดงว่าระบบประสาทของลูกน้อยกำลังทำงานได้ดีในการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมบริเวณทางเดินหายใจ จึงพยายามที่จะกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากร่างกาย เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น

เด็กทารกจามบ่อยเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการลูกจามบ่อย เกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ

  • โพรงจมูกของทารกยังเล็ก ทำให้ลูกจามบ่อย เพราะทารกนั้นตัวเล็กนิดเดียว โพรงจมูกของเขาจึงเล็กมาก
    เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก เขาจึงต้องจามออกมานั่นเอง
  • อยู่ในช่วงปรับตัวหลังคลอด ลูกน้อยวัยแรกเกิดกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเนื่องจากช่วงที่อยู่ในครรภ์นั้นหายใจและได้รับออกซิเจนผ่านทางรกของแม่มาตลอด จึงยังไม่ชินกับการหายใจทางจมูก ซึ่งอาจทำให้จามได้
  • เพื่อเปิดรูจมูกให้โล่ง เพราะโพรงจมูกเล็ก จึงอุดตันได้ง่าย ทารกจามเพื่อเป็นการเปิดรูจมูกให้โล่ง หายใจสะดวกเป็นปกติ

เด็กทารกจามบ่อยแค่ไหนต้องคอยระวังเป็นพิเศษไหม

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว ทารกจามบ่อย ยังอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตและคอยระวังเป็นพิเศษ ดังนี้ค่ะ

  • ทารกจามเพราะอากาศแห้ง ในช่วงหน้าหนาวหรือเมื่ออยู่ในห้องที่เปิดแอร์ ลูกอาจจามบ่อยขึ้นได้ เพราะอากาศแห้ง ทำให้โพรงจมูกแห้ง บางครั้งการใช้น้ำเกลือหยดในช่องจมูกอาจทำให้อาการดีขึ้นได้
  • ทารกจามเพราะฝุ่น น้ำมูก หรือสำลักนมแม่ สังเกตให้ดีว่าลูกจามเพราะไม่สบาย เป็นหวัด มีน้ำมูก หรือจามเพราะฝุ่นในบ้าน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ หรืออาจสำลักนมแม่ ทำให้น้ำนมไหลเข้าไปในโพรงจมูก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
  • ลูกจามบ่อยเพราะควันบุหรี่ หากทารกได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ ถึงแม้จะไม่ได้สูดดมโดยตรง แต่กลิ่นที่ติดมากับเสื้อผ้าของสมาชิกในครอบครัวที่สูบบุหรี่ ก็เป็นสาเหตุให้ทารกจามบ่อย ทั้งยังเป็นภัยใกล้ตัวที่มีผลต่อทางเดินหายใจของเด็กหากสะสมในระยาวอีกด้วย

เด็กทารกจามบ่อย อันตรายไหม แบบไหนต้องคอยระวังเป็นพิเศษ

เด็กจามบ่อย สัญญาณโรคภูมิแพ้จมูก

หากเด็กจามบ่อยโดยมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก คันตา ขยี้ตาบ่อย อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เพราะลูกเป็นหวัด แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคภูมิแพ้จมูก ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดปี หรือเพียงบางฤดูกาล โดยเฉพาะในหน้าฝนหรือหน้าหนาว หรืออาจเกิดเพียงบางเวลา เช่น ตอนเช้าหรือตอนกลางคืนก็ได้ ในเด็กวัยใกล้ 2 ปี

เด็กจามบ่อย สัญญาณโรคภูมิแพ้จมูก

เด็กจามบ่อย หายใจฟืดฟัด รู้ให้ชัด ลูกเป็นภูมิแพ้หรือแค่หวัด?

โรคหวัดและโรคภูมิแพ้มีอาการที่คล้ายกัน เช่น การจามบ่อย การหายใจฟืดฟัดหรือมีน้ำมูกแต่การแยกแยะว่าอาการเหล่านี้เกิดจากโรคใดสามารถทำได้โดยการสังเกตอาการต่าง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละโรค

อาการเด่นของโรคภูมิแพ้จมูก

โรคภูมิแพ้จมูกหรือโรคแพ้ภูมิตัวเองในจมูกเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น
ฝุ่นละออง, เกสรดอกไม้, ขนสัตว์ หรือสารเคมีต่าง ๆ โดยอาการที่พบบ่อยของโรคภูมิแพ้จมูก มีดังนี้

  • มีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ
  • มีน้ำมูกใส
  • จามบ่อย
  • คัดจมูก คันจมูก
  • คันตา ขยี้ตาบ่อย
  • ไม่มีไข้
  • ไอเรื้อรัง เนื่องจากเสมหะไหลลงคอ

อาการเด่นของโรคหวัด

โรคหวัด (Common Cold)เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและมีอาการที่มักจะปรากฏออกมาจากอาการหลาย ๆ อย่าง ที่สามารถสังเกตได้ง่าย โดยอาการที่พบได้บ่อยของโรคหวัด มีดังนี้

ทารกจามบ่อย ภูมิแพ้ในเด็กที่คุณแม่รับมือได้

ทำอย่างไรให้ลูกห่างไกลจากโรคภูมิแพ้จมูก

เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูก อาจมีภาวะต่อมทอนซิลโต หรือต่อมอะดีนอยด์โตร่วมด้วย ซึ่งจะไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้ลูกนอนกรน ออกซิเจนต่ำ มีผลต่อสมอง พฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กต่อไป ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรรู้วิธีป้องกันเบื้องต้นและการรับมือกับโรคภูมิแพ้จมูกในเด็กอย่างถูกต้องค่ะ

1. เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ช่วยลดความเสี่ยงภูมิแพ้

คุณแม่ควร เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนหรือนานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะนมแม่เป็นนมที่มีคุณสมบัติ Hypo-Allergenic (H.A.) ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด ภูมิแพ้ในเด็ก ได้เพราะนอกจากนมแม่จะมีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดแล้ว โปรตีนในนมแม่บางส่วนยังถูกย่อยจากเอนไซม์ตามธรรมชาติในนมแม่ทำให้มีขนาดเล็กลง เป็นโปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน (Partially hydrolyzedprotein- PHP) รวมทั้งมีโพรไบโอติกหลายชนิด เช่น Bifidus BL

ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้ โดยสังเกตได้จากทารกที่ได้รับนมแมจะมีการเกิดภูมิแพ้น้อยกว่าและมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า

2. ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกให้สะอาด ป้องกันสาเหตุของโรคภูมิแพ้

  • ทำความสะอาดที่นอน หมอน ผ้าห่มเป็นประจำ โดยการซักด้วยน้ำร้อน60 องศา นาน 15-20 นาที เพื่อฆ่าตัวไรฝุ่น
  • ไม่ควรมีสิ่งของที่ดักจับฝุ่นในห้องนอน เช่น ตุ๊กตา ของเล่นที่มีขน พรมหมอนหรือที่นอนที่ทำจากนุ่นในห้องนอน
    และควรหมั่นทำความสะอาดเครื่องนอน ผ้าม่าน ดูดฝุ่นเช็ดพื้นให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำโดยควรทำความสะอาดทุกๆ 4-6 เดือน หากอากาศแห้ง โพรงจมูกแห้งการใช้น้ำเกลือหยดในช่องจมูกอาจทำให้อาการดีขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงการสิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ใช้แป้งฝุ่น น้ำหอมสเปรย์ปรับอากาศ ยาจุดกันยุง ท่อไอเสียรถยนต์สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง และการเกิดภูมิแพ้ได้ง่าย
  • งดการสูบบุหรี่ ทั้งในบ้านและนอกบ้านเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยและสมาชิกครอบครัวในระยะยาวข้อนี้สำคัญมาก
  • ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน เช่น สุนัข และแมวสัตว์เลี้ยงในบ้านก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ทารกจามบ่อยเสี่ยงภูมิแพ้ได้เช่นกัน

เมื่อเด็กทารกจามบ่อยหรือมีอาการเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้จมูกให้คุณพ่อคุณแม่ลองปรับพฤติกรรมรวมถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวลูกตามคำแนะนำข้างต้นหากมีความกังวลใจว่าลูกเสี่ยงเป็นภูมิแพ้หรือไม่ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาภูมิแพ้ในเด็กผ่านบทความของ  S-mom Club  ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรู้เรื่องภูมิแพ้ในเด็กจากผู้เชี่ยวชาญก่อนไปพบแพทยเฉพาะทางเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป หากเริ่มต้นดีไม่มีคำว่าแพ้ รวมความรู้ทุกเรื่องของอาการแพ้ในเด็ก

แหล่งอ้างอิง
http://www.vejthani.com/
http://www.vejthani.com/th/2014/01/ลูก-จาม/
http://www.phyathai.com/article_detail/1990/th/ภูมิแพ้ในเด็กที่พ่อแม่_ต้องรู้ 
Dallas DC, et al. J Mammary Gland Biol Neoplasia. 2015 Dec;20(3-4):133-47.
Dallas DC, et al. J Nutr. 2014 Jun;144(6):815-20
Grönlund  MM, et al. Clin Exp Allergy. 2007 Dec;37(12):1764-72.
แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมเองได้ ส่วนใหญ่แคลเซียมจะอยู่ในกระดูกและฟันมากถึง 99% และมีความสำคัญมากต่อมวลกระดูกและการขยายตัวของกระดูก ส่วนอีก 1% จะอยู่ในเลือด มีหน้าที่สำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด การรับประทาน แคลเซียมเพิ่มความสูง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจ

โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโตหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ หรือขาดแคลเซียมจะทำให้เป็นตะคริวง่าย กล้ามเนื้อกระตุก กระดูกไม่แข็งแรงแตกหักง่าย หัวใจเต้นผิดปกติ ถ้ามีการขาดแคลเซียมรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดโรคกระดูกอ่อนซึ่งจะทำให้ตัวเตี้ยและขาโก่งได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง ต้องรับแคลเซียมจากอาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึม ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้เพียง 20-25% เท่านั้น ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างพอเหมาะ จะช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตและช่วยเพิ่มความสูงสำหรับเด็ก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพัฒนาการต่าง ๆ ในอนาคต

แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม

  • รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอ
  • ขาดวิตามิน D
  • ความเครียด
  • ร่างกายได้รับวิตามิน C มากเกินไป
  • ชอบรับประทานเค็ม
  • รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ดื่มน้ำอัดลมและรับประทานขนมขบเคี้ยวมากเกินไป
  • มีโครงร่างเล็ก
  • มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
  • เคยกระดูกหัก
  • ปัญหาสุขภาพหรือมีโรคประจำตัว

ร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้ แล้วจะหาแคลเซียมจากที่ไหน?

สามารถหาแคลเซียมได้จาก 2 แหล่ง ดังนี้

  1. แคลเซียมจากอาหาร เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง ผักใบเขียว งาดำ

ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง กล้วย ส้ม กีวี่ มะละกอ

  1. แคลเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ที่พบได้บ่อย แบ่งตามความสามารถในการดูดซึม ได้แก่
  • แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ดูดซึมได้ 10-15% และต้องใช้วิตามิน D

ควบคู่กันเพื่อช่วยในการดูดซึม ต้องรับประทานพร้อมอาหาร (ทำงานได้ต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะเท่านั้น) ผลข้างเคียงคือ ท้องอืด แน่นท้อง ไม่สบายท้อง ท้องผูก

  • แคลเซียมซิเทรต (Calcium Citrate) ดูดซึมได้ 15-50% ละลายน้ำได้ดี ควรรับประทานพร้อมอาหาร (ทำงานได้ดีเมื่อมีกรดในกระเพาะ)
  • แคลเซียม อะมิโน แอซิด คีเลต (Calcium​ Amino Acid Chelate)​ ละลายน้ำได้ดี ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ 80-90% ขึ้นไป ไม่ต้องอาศัยวิตามิน D เพื่อดูดซึม ไม่ตกค้างในร่างกาย คนเป็นโรคไตรับประทานได้
  • แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (Calcium L-threonate) สกัดมาจากข้าวโพด ดูดซึมได้ 90-95% กินตอนท้องว่างได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิตามิน D ช่วยในการดูดซึม

ข้อควรระวังในการรับประทานแคลเซียม

  • รับประทานแคลเซียมชนิดดูดซึมไม่ดี ทำให้มีอาการท้องอืด หรือท้องผูก
  • รับประทานแคลเซียมมากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดการสะสมของหินปูนในไตและหลอดเลือด หลอดเลือดตีบตัน นิ่วในไต ทำให้การดูดซึมเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกายลดลงหรือบกพร่อง

แนะนำ 10 แคลเซียมเพิ่มความสูง เปี่ยมประโยชน์

  1. Vita Beans by Mommy Booster

โดดเด่นด้วยแคลเซียม แอล-ทรีโอเนต ที่มาในรูปแบบของกัมมี่ ทำออกมาได้น่ารักน่ารับประทานมากสำหรับเด็ก ๆ โดยการรับประทานกัมมี่ 2 ชิ้น เทียบเท่ากับการดื่มนม 1 แก้ว เสริมภูมิคุ้มกัน เพิ่มความสูง มีวิตามิน C ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน วิตามิน D ช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น และมี Zinc ที่ช่วยเสริมกระบวนการการทำงานในร่างกาย รสชาติอร่อยหอมหวานจากธรรมชาติ รับประทานง่ายเหมือนขนม เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป และที่สำคัญ เด็กแพ้นมวัวก็สามารถรับประทานได้ ดูดซึมได้ดี ท้องไม่ผูก ข้อควรระวังคือ ผลิตภัณฑ์มีสารสกัดจากข้าวโพด เด็กที่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวโพดไม่สามารถรับประทานได้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/VitaBeans

แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/VitaBeans/photos/3480995232182092

 

  1. Blackmores Calcium

เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดแคลเซียมคาร์บอเนตในรูปแบบเม็ด ที่ประกอบไปด้วยแคลเซียมและวิตามิน D ซึ่งแคลเซียมช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง และวิตามิน D ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส สะดวกรับประทานได้พร้อมอาหารวันละ 1 เม็ด เหมาะสำหรับเด็กที่ทานยาเม็ดได้ เป็นที่นิยม หาซื้อง่ายตามร้านขายยาทั่วไป

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.blackmores.co.th/ผลิตภัณฑ์/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร/2097-blackmores-calcium

แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: www.blackmores.co.th/ผลิตภัณฑ์/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร/2097-blackmores-calcium

 

  1. NBL Calcium + Vit D

เป็นแคลเซียมคาร์บอเนตเหลวสำหรับเด็ก บรรจุมาในแคปซูลเจลนิ่มรูปปลาน่ารัก กลิ่นวานิลลา กลืนง่าย ดูดซึมง่าย พร้อมด้วยวิตามิน D3 ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เด่นเรื่องช่วยเพิ่มความสูง เสริมสร้างมวลกระดูกและช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง บำรุงฟัน ทานพร้อมอาหารวันละ 1 แคปซูลทุกวัน เด็กไม่ชอบดื่มนมหรือเด็กแพ้นมวัวสามารถรับประทานได้ ไม่ทำให้ท้องผูก

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.nblhealth.com.au/product/172368/nbl-calcium-vit-d-30-แคปซูล

แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.nblhealth.com.au/product/172368/nbl-calcium-vit-d-30-แคปซูล

 

  1. แคล ดี ช็อกโก ชิวส์ (CAL D CHOCO CHEWZ) ของ MEGA

เป็นลูกอมเคี้ยวหนึบ รสช็อกโกแลต ทานง่าย อร่อย ประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนตและวิตามิน D เด็กชอบกินด้วยความที่คล้ายขนม มีส่วนประกอบของน้ำตาล นมผง และโกโก้ร่วมด้วย ถ้าคุณพ่อคุณแม่จำกัดการรับประทานขนมหรือน้ำตาลอาจต้องพิจารณาปริมาณที่ให้รับประทานตามความเหมาะสม ขนาดรับประทานอยู่ที่วันละ 1-2 ชิ้น ข้อควรระวังคือ ผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของนม เด็กที่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไม่สามารถรับประทานได้

เว็บไซต์อ้างอิง: http://testweb.megawecare.com/product/detail/69/แคล-ดี-ช็อกโก-ชิวส์.html

แคลเซียม

อ้างอิงรูปภาพ: http://testweb.megawecare.com/product/detail/69/แคล-ดี-ช็อกโก-ชิวส์.html

 

  1. Nikocal Calcium

เด่นเรื่องแคลเซียมแอลทรีโอเนต เข้มข้น ดูดซึมไว ไม่ตกค้าง เป็นแคปซูลเจลนิ่ม ทานตอนท้องว่างได้ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป หรือผู้ที่อยากเพิ่มส่วนสูง ร่างกายขาดแคลเซียม ไม่มีเวลาออกกำลังกาย

ช่วยเพิ่มความสูงแบบปลอดภัย ตับ ไตไม่พัง แก้ปัญหาส่วนสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

มีส่วนช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เด็กไม่ชอบดื่มนมหรือเด็กแพ้นมวัวสามารถทานได้ ไม่ทำให้ท้องผูก ข้อควรระวังคือ ผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของข้าวโพดและถั่วเหลือง เด็กที่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวโพดและถั่วเหลืองไม่สามารถรับประทานได้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.nikocal.com/

แคลเซียม

อ้างอิงรูปภาพ : https://www.nikocal.com/

 

อ่านต่อ.. แคลเซียมเพิ่มความสูง เลือกอย่างไรให้เหมาะสำหรับเด็ก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คอกกั้นเด็ก ที่ดีที่สุด

สุดยอดหลุมรัก ที่สุดของความปลอดภัย นุ่มสบาย ยกให้เป็น คอกกั้นเด็ก ที่ดีที่สุด แห่งปี 2022 !!

คุณพ่อคุณแม่มีลูกเล็ก คอกกั้นเด็ก จำเป็นมาก ! เพราะคอกกั้นเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยเพื่อใช้สำหรับเลี้ยงดูลูกน้อย และในขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกน้อยได้อีกด้วย กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอแนะนำคอกกั้นเด็กที่คุณแม่เลิฟที่สุด กับ คอกกั้น HOYO สุดยอดคอกกั้นเด็กคุณภาพเยี่ยม การันตีด้วยรางวัล BEST BABY SOFT PLAYPEN ไอเทมของใช้เด็กอ่อน ที่ต้องอยู่ในลิสต์ซื้อของใช้ลูกกันนะคะ

ทำไมต้องให้ลูกอยู่ใน … คอกกั้นเด็ก ?

ลูกวัยแรกคลอดจนถึงขวบปีแรก จะมีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการอยู่เสมอ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้แบบเดือนต่อเดือน ยิ่งช่วง 3 เดือนแรก ลูกจะมีพัฒนาการร่างกายที่พัฒนาขึ้นเร็วมาก จากเบบี๋ตัวน้อย ๆ ก็กลายเป็นเด็กทารกน้อยอุ้มได้แบบเต็มไม้เต็มมือ หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ มีพัฒนาการต่างๆ ได้แก่ ชันคอ ตั้งไข่ พลิกคว่ำพลิกหงาย คืบ คลาน ไขว่คว้า เอื้อมจับ นั่ง เกาะยืน เดิน วิ่ง เป็นต้น ทั้งหมดนี้ของพัฒนาการลูกน้อย ล้วนต้องใช้ทักษะในการทรงตัว มีการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และเป็นปกติของเด็กเล็กที่ยังไม่มีความแข็งแรงในการทรงตัว ช่วงแรกจึงมักจบลงที่การล้ม ซึ่งเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากให้ลูกล้มแล้วเจ็บ หมดสนุกกับการเรียนรู้ในการสร้างพัฒนาการของลูกกันนะคะ

ดังนั้นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ทุกพัฒนาการในทุกช่วงวัยของลูกราบรื่นและสมบูรณ์มากขึ้น แนะนำว่าต้องมี “คอกกั้นเด็ก” เป็นผู้ช่วยค่ะ

คอกกั้น HOYO ถือเป็นหลุมรักสุดปลอดภัย ที่ผลิตมาอย่างเข้าใจคุณพ่อคุณแม่คนไทยที่สุด เพราะมีการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่ซัพพอร์ตเวลาลูกล้ม จะไม่เจ็บ เพราะตัวเบาะมีความนุ่มสบาย และเน้นให้มีโครงสร้างที่แข็งแรงปลอดภัย HOYO คอกกั้นเด็ก แบรนด์คุณภาพที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายวงการ ทั้งดารา เซเลป

Amarin Baby & Kids ยกให้ คอกกั้นเด็ก ที่ดีที่สุด HOYO
เป็นผลิตภัณฑ์คอกกั้นเด็ก ชนิดแบบกันกระแทก
ที่ได้รับรางวัล EDITOR’S CHOICE สาขา BEST BABY SOFT PLAYPEN
จาก Amarin Baby & Kids Awards 2022

คอกกั้นเด็ก เป็นหนึ่งในไอเทม อุปกรณ์ดูแลเด็ก ที่แม่ ๆ เลือกมาใช้ปกป้องลูกน้อยให้อุ่นใจและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด คอกกั้นจากแบรนด์ HOYO หลุมรักที่ปลอดภัยกับลูกน้อย ออกแบบด้วยวัสดุที่ดีที่สุด หนัง PU ผลิตพิเศษจากประเทศเกาหลี เป็นคอกกั้นสัญชาติไทยแบรนด์เดียวที่ปราศจากสาร VOCs พร้อมผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ASTM F963 ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี certifications รับรองด้วยมาตรฐานสากล

สุดยอดความว้าวที่ หลุมรัก คอกกั้น HOYO ไม่เหมือนใคร

เพราะคอกเด็กเปรียบเสมือนบ้านหลังแรกที่ลูกรักใช้เวลาอยู่มากที่สุด แบรนด์ HOYO ให้ความใส่ใจในการพัฒนานวัตกรรมที่ดีที่สุด! เพื่อให้ HOYO เป็นหลุมรักแทนใจพ่อแม่ ที่เหนือกว่าคอกกั้นเด็กไหน ๆ การันตีคุณภาพ ความปลอดภัย และใช้วัสดุสุดพรีเมี่ยม ด้วยรางวัล จาก Amarin Baby & Kids Awards 3 ปีซ้อนทั้งในสาขา Editor’s Choice และ Mommy’s Choice และมีความว้าวที่ไม่เหมือนใคร ด้วยตัวโฟมเอกสิทธิ์เฉพาะของ HOYO เป็นหนึ่งเดียวในท้องตลาดที่นุ่ม…จนไข่ตกไม่แตก!!

ในส่วนของเนื้อผ้า เป็นหนังแบบใหม่ รุ่น Premium  ซึ่งถือเป็นเจ้าเดียวในไทยที่ใช้นวัตกรรมหนังฆ่าเชื้อโรค ได้ถึง 99.9% โดยเฉพาะแบคทีเรีย Escherichia coli และ Staphylococcus aureus ที่เป็นต้นเหตุทำให้เด็กป่วยมากที่สุด โดยการนำเส้นใยไปชุบสารฆ่าเชื้อโรคแล้วทอขึ้นมาเป็นผ้าหนัง ปังอย่าบอกใคร!!

ที่สำคัญคือ ผลิตพิเศษจากประเทศเกาหลี และเป็นคอกกั้นสัญชาติไทยแบรนด์เดียวที่ปราศจากสาร VOCs พร้อมผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ASTM F963 ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี certifications รับรองด้วยมาตรฐานสากล

นอกจากนี้คอกกั้น HOYO ยังมีความสูงที่พอดี ลูกน้อยสามารถเกาะยืนได้ตั้งแต่วัย 5 เดือน ช่วยเสริมพัฒนาการเรื่องการหัดเดินได้เร็ว พร้อมปรับเปลี่ยนได้กว่า 10 รูปแบบ! และยังพับเก็บเป็นขนาดเล็ก พกพาใส่รถไปกับเจ้าตัวน้อยได้ทุกที่

รับประกันความแข็งแรงทั้งคอกกั้นและวัสดุเชื่อมต่อ ด้วยซิป Nylon ถัก ที่พิสูจน์แล้วว่าเฉพาะซิปรับน้ำหนักได้กว่า 90 กิโลกรัม/คู่ แข็งแรงกว่าซิปพลาสติกทั่วไปถึง 3 เท่า! ที่สำคัญมีการออกแบบที่สวยงาม เหมือนเป็นของแต่งบ้านชิ้นโปรดที่วางมุมไหนก็ดูดี

เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบคอกกั้นจากแบรนด์ HOYO รู้สึกอบอุ่นหัวใจมากค่ะ ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ มาสร้าง Safezone ให้ลูกน้อย สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย ให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีกับผู้ช่วย คอกกั้นเด็ก HOYO กันนะคะ

Website : http://www.hoyosoftandsafe.com

Facebook : https://www.facebook.com/hoyosoftandsafe

Showroom HOYO Location : พระรามสาม 38

เว็บไซต์ Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ HOYO คอกกั้นเด็ก ได้รับรางวัล EDITOR’s CHOICE สาขา BEST BABY SOFT PLAYPEN จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2022” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าคุณภาพยอดเยี่ยม ใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

ท้องร่วง ไวรัส โรต้า

ระวังลูก ท้องร่วง จาก โรต้าไวรัส ระบาดหนักอย่าประมาท

ท้องร่วง หนัก ระวังอันตรายจากเชื้อ โรต้าไวรัส อาการธรรมดาที่พ่อแม่ห้ามประมาท เพราะคร่าชีวิตเด็กน้อยมามาก ป้องกันไม่ยากแค่ล้างมือ ฉีดวัคซีน

ระวังลูก ท้องร่วง จาก โรต้าไวรัส ระบาดหนักอย่าประมาท!!

ไวรัสโรต้า (Rotavirus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก โดยมักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเชื้ออาจติดมากับมือ ของเล่นที่เปื้อน  หรืออุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ เมื่อเด็กสัมผัสและเอามือเข้าปาก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้มีไข้ ปวดท้อง อาเจียน และท้องเสีย ท้องร่วงได้

4 สัญญาณเตือนภัยร้ายจาก “ไวรัสโรต้า” 

พ่อแม่ห้ามประมาทแม้อาการ ท้องร่วงจะเป็นอาการธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้ และคิดว่าไม่นานก็หาย แต่หากสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายเหล่านี้ 4 สัญญาณเตือน ควรรีบพาลูกน้อยมาพบแพทย์ เพราะอาจส่งผลถึงชีวิต

1. มีอาการซึม ไม่มีแรง มือเท้าเย็น

2. มีอาการอาเจียนมาก หรือถ่ายมากผิดปกติ

3. มีปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง

4. มีอาการตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือเด็กเล็กๆ จะมีกระหม่อมบุ๋ม

สัญญาณเตือน อาการอันตรายจาก ท้องร่วง โรต้าไวรัส
สัญญาณเตือน อาการอันตรายจาก ท้องร่วง โรต้าไวรัส

ท้องร่วงจาก ไวรัสโรต้า อาการแตกต่างอย่างไร??

หลาย ๆ คนอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อาการท้องร่วง แบบไหนที่น่าเป็นห่วง หรือเป็นเพียงแค่อาการท้องเสียธรรมดา หากเป็นการ ท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า หลังรับไวรัสโรต้าเข้าไปในร่างกาย จะมีอาการป่วยได้ภายใน 2 วัน โดยมีความรุนแรงแตกต่างกันไป หากเป็นการติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการรุนแรงได้ ส่วนใหญ่มักมีอาการอาเจียนนำมาก่อน ต่อมามีถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ อาการเป็นได้นาน 3-7 วัน ประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยจะมีไข้สูง และอาจมีอาการชักได้ ในเด็กเล็ก ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการรุนแรง สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตลดลง เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ สำหรับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสโรต้า ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอุจจาระร่วงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสามารถก่อให้เกิดโรครุนแรงได้เช่นกัน

รู้ได้อย่างไรว่าลูกติดเชื้อไวรัสโรต้า

อาการและลักษณะอุจจาระของโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าไม่ได้มีลักษณะจำเพาะ จึงไม่สามารถแยกจากการติดเชื้ออื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของอุจจาระร่วงได้ ต้องอาศัยการตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อไวรัสโรต้า

กลุ่มเสี่ยงสําคัญ

กลุ่มเสี่ยง คือ กลุ่มที่หากได้รับเชื้อไวรัสโรต้าเข้าไปแล้ว อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นได้ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ขวบ เป็นช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุด เด็กที่อยู่รวมกันในสถานเลี้ยงเด็กและเด็กที่ใกล้ชิดกับเด็กที่ท้องเสียจากเชื้อนี้ ส่วนผู้ใหญ่มักจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโรต้าแล้วจึงไม่น่ากังวล

สุขอนามัยที่ดี ลดความเสี่ยงได้!!

เนื่องจากไวรัสโรต้าติดต่อกันทางสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือทางอ้อมผ่านมือ สิ่งของ และอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าปาก เชื้อติดต่อจากคนสู่คน โดยการรับประทานเชื้อเข้าไป การป้องกันอาจจะทําได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนเตรียมหรือก่อนรับประทานอาหารหรือนม หรือหลังจากเข้าห้องน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารร่วมกัน หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดที่มีการเล่นร่วมกันในช่วงที่มีการระบาดของโรค อาจช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้ นอกจากนี้การกินนมแม่ อาจช่วยลดความรุนแรงของโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าได้  หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ที่มีอาการท้องเสีย อีกวิธีหนึ่งในการป้องกัน คือ การรับวัคซีนโรต้า 

วัคซีนโรต้า ป้องกัน ท้องร่วง
วัคซีนโรต้า ป้องกัน ท้องร่วง

วัคซีนโรต้า !!

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีสุขอนามัยที่ดี แต่ก็ยังสามารถติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อโรคได้ อีกทั้งเชื้อมีความคงทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน จึงเป็นการยากที่จะป้องกัน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การเตรียมบุตรหลานให้มีภูมิคุ้มกันด้วยการรับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าตั้งแต่วัยทารก
วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้า
วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าผลิตจากเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำให้อ่อนฤทธิ์จนก่อโรคไม่ได้  เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน ปัจจุบันมี 2 บริษัทผู้ผลิต คือ RotarixTM หยอด 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 และ 4 เดือน และ RotateqTM หยอด 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงไม่แตกต่างกัน โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าที่รุนแรงได้ดีใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 85-98 วัคซีนมีความปลอดภัยสูง พบผลข้างเคียงได้น้อย เช่น ถ่ายอุจจาระเหลว อาเจียน ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง แม้ว่าจะมีรายงานการเกิดลำไส้กลืนกันหลังจากหยอดวัคซีน แต่พบได้ในอัตราที่น้อยมากประมาณ 1-5 คนใน 100,000 ราย ซึ่งเป็นโรคที่รักษาได้ เมื่อคำนึงถึงประโยชน์จากวัคซีนในการป้องกันโรคแล้ว ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำว่า เด็กเล็กทุกคนควรได้รับการหยอดวัคซีนนื้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน โดยให้พร้อมกับวัคซีนอื่นๆ ตามวัย เด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าครบแล้ว อาจยังเกิดโรคอุจจาระร่วงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ แต่อาการมักไม่ค่อยรุนแรง
ท้องร่วง อาการที่พ่อแม่ต้องระวัง
ท้องร่วง อาการที่พ่อแม่ต้องระวัง

ข้อมูลวัคซีนโรต้า

เป็นวัคซีนชนิดหยอด ในขณะนี้มี 2 ชนิดในประเทศไทย เริ่มหยอดครั้งแรกอายุไม่ต่ำกว่า 6 สัปดาห์ ครั้งต่อไปให้ห่างจากครั้งแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หยอดทั้งหมด 2 หรือ 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน ดังนี้

ชนิดแรก หยอดทั้งสิ้น 2 ครั้ง  ครั้งสุดท้ายควรให้เสร็จก่อนอายุ 6 เดือน

ชนิดที่สอง หยอดทั้งสิ้น 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายควรให้เสร็จก่อนอายุ 8 เดือน

ประสิทธิภาพของวัคซีน

วัคซีนลดอาการท้องเสียอย่างรุนแรงจากเชื้อโรต้าไวรัสได้ 80-90% ลดการรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลเนื่องจากท้องเสียได้ประมาณ 80-95% โดยรวมป้องกันท้องเสียจากเชื้อโรต้าได้ถึง 70%

ผลข้างเคียงของวัคซีน

วัคซีนมีความปลอดภัยสูง มีอาการข้างเคียงได้บ้าง เช่น ไข้ ถ่ายเหลว อาเจียน ซึ่งไม่รุนแรง มีรายงานการเกิดภาวะลําไส้กลืนกันหลังรับวัคซีนได้บ้างหลังรับวัคซีนยังมีโอกาสเกิดโรคได้อยู่บ้าง แต่เมื่อติดเชื้อไวรัสโรต้าและเกิดโรคอุจจาระร่วง อาการมักจะไม่รุนแรง

อ่านต่อ >> รวมราคา แพคเกจ วัคซีนโรต้า ราคาเท่าไหร่ ที่ไหน คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

วิตามินสำหรับเด็ก เป็นตัวช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วนตามวัย ส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโต ช่วยการทำงานของสมองและระบบประสาท รวมถึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้มีร่างกายที่เจริญเติบโตแข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สมวัย โดยวิตามินที่จำเป็นต่าง ๆ จะมีอยู่ในอาหารที่เด็กต้องรับประทานในแต่ละวันตามมื้ออาหารปกติและได้รับในปริมาณที่พอเหมาะ

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

ทำไมเด็กถึงต้องรับประทานวิตามิน

วิตามิน จัดเป็นสารอาหารที่จำเป็นกับร่างกาย หากเด็ก ๆ รับประทานอาหารได้ดี ครบ 3 มื้อ ถูกหลักโภชนาการ 5 หมู่ น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานวิตามินสำหรับเด็ก แต่ในปัจจุบันด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้เด็กขาดวิตามินที่สำคัญและจำเป็น หรือ ได้รับวิตามินไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

โดยอาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของเด็ก การเลี้ยงดูของพ่อแม่ รับประทานน้อย เบื่ออาหาร ขาดสารอาหาร โรคบางชนิด ภาวะการเจ็บป่วย การแพ้อาหาร การเลือกรับประทาน รับประทานมังสวิรัติ ดังนั้นจึงต้องเสริมวิตามินเป็นประจำ เพื่อให้ได้รับวิตามินที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

 

ประเภทของวิตามินและความสำคัญ

วิตามินแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างโปรตีนและการแบ่งเซลล์ หากรับประทานวิตามินเหล่านี้มากเกินไปก็จะสะสมในร่างกาย ทำให้มีผลกระทบต่อตับและสมองได้
  • วิตามินที่ละลายได้ในน้ำ เช่น วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 และวิตามินซี มีส่วนช่วยในการการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยในการสร้างเส้นผม เล็บ และผิวหนัง รวมถึงทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ร่างกายสามารถขับวิตามินกลุ่มนี้ออกไปได้เองโดยการขับถ่ายหากมีปริมาณมากเกินความจำเป็น

ทั้งนี้เด็กที่ขาดวิตามินมักจะมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด นอนไม่ค่อยหลับ และกระสับกระส่าย 

ส่วนปริมาณวิตามินที่เด็กแต่ละคนต้องการนั้นจะแตกต่างกันไปตามอายุของเด็กและชนิดของวิตามิ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจทำให้ร่างกายของเด็กต้องการวิตามินเพิ่มขึ้น เช่น เด็กอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต

การเล่นและการออกกำลังกาย การเจ็บป่วยต่าง ๆ อย่างมีไข้ เป็นโรคติดเชื้อ มีความผิดปกติของการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร เป็นต้น

 

หลักในการเลือกวิตามินเด็ก

  • ปรึกษาและรับคำแนะนำจากกุมารแพทย์: โดยคุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนให้เด็กรับประทานวิตามินเด็กเสมอ และต้องดูแลให้เด็กรับประทานตามฉลากหรือตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ตรวจสอบฉลากทั้งหมดและส่วนผสม: ต้องมั่นใจว่าวิตามินแต่ละชนิดที่เด็กได้รับมีปริมาณไม่เกินที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ตรวจสอบฉลากสำหรับคำแนะนำอายุและปริมาณที่ต้องรับประทานต่อวัน และวันหมดอายุเสมอ
  • ความเหมาะสม: ร่างกายของเด็กต้องการวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งไปอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้ ควรเลือกวิตามินเด็กให้เหมาะสมกับเด็กและช่วงวัย ผลิตมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ
  • รสชาติและปริมาณน้ำตาล: ถ้าต้องเลือกวิตามินเด็ก โดยเฉพาะสูตรน้ำที่ปรุงแต่งรสชาติให้เด็กชอบควรเลือกแบบที่เป็นสูตรปราศจากน้ำตาล เพื่อป้องกันเด็กฟันผุ หรือได้รับน้ำตาลมากเกินไป กรณีถ้ามีน้ำตาลควรน้อยกว่า 3 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
  • ปราศจากสารก่อภูมิแพ้: โดยปกติวิตามินส่วนใหญ่พบมากในนม ผลิตภัณฑ์จากนม ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี อาหารทะเล สัตว์ปีก เนื้อสัตว์ ถั่ว ซึ่งในเด็กที่แพ้อาหารหรือแพ้ส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ การเลือกวิตามินทดแทนต้องพิจารณารายละเอียดของสารก่อภูมิแพ้ที่อาจพบเป็นส่วนประกอบของวิตามิน รวมถึงสารเติมแต่ง สีสังเคราะห์ กลิ่น รส หรือสารกันบูด แนะนำให้เลือกวิตามินจากบริษัทที่เชื่อถือและสามารถสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ ที่สงสัยได้

ข้อควรระวังในการให้วิตามินเด็ก

  • อาจมีส่วนผสมของน้ำตาล หรือสีผสมอาหารมากเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้ฟันผุ
  • รับประทานง่ายเกินไป ทำให้บริโภคเกินขนาด ต้องจำกัดการรับประทานให้เป็นไปตามปริมาณที่ระบุไว้ในฉลากบนกล่อง
  • รับประทานวิตามินแทนอาหารไม่ได้ ใช้เพื่อเสริมในกรณีที่เด็กอาจจะได้รับวิตามินจากอาหารไม่เพียงพอเท่านั้น
  • อย่าหลอกเด็กว่าวิตามินเด็กเป็นขนม เนื่องจากวิตามินเด็กมีสีสันสดใส รสชาติรับประทานง่าย ถ้าเด็กเข้าใจว่าเป็นขนมอาจแอบรับประทานจนวิตามินเกินขนาด เป็นอันตรายกับเด็กได้
  • ไม่รับประทานวิตามินพร้อมนม เพราะนมจะขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

แนะนำ 10 วิตามินเด็กรับประทานง่าย ได้ประโยชน์

  1. นูโทรเพล็กซ์ โอลิโกพลัส

เป็นวิตามินรวมผสมธาตุเหล็ก ไลซีน และใยอาหารสำหรับเด็กชนิดน้ำ รสส้มเปรี้ยวอมหวานรับประทานง่าย เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล ไม่ทำให้เกิดอาการฟันผุ เหมาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านน้ำหนัก หรือเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินบรรจุในขวดสีชาและมีช้อนยามาให้ ที่กล่องมีข้อมูลโภชนาการ สารอาหารในวิตามิน ข้อมูลวิธีรับประทานอย่างครบถ้วน ควรให้เด็กรับประทานโดยตรง ไม่ต้องผสมกับเครื่องดื่มหรืออาหาร ส่วนผสมของวิตามินมีส่วนประกอบที่มีผลิตภัณฑ์จากนม เพราะฉะนั้นเด็กที่แพ้นมควรหลีกเลี่ยง และเนื่องจากมีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก อาจทำให้อุจจาระมีสีคล้ำขึ้นได้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/nutroplexclub/

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/nutroplexclub/

 

  1. แบลคมอร์ส โคอาล่า มัลติวิตามิน + มิเนอรัล (Blackmores Koala Multivitamin + Mineral)

เป็นวิตามินแบบเม็ดกลมแบนใช้อมหรือเคี้ยว กลิ่นหอมสตรอว์เบอร์รีและวนิลลา ปราศจากน้ำตาลเพราะใช้สารสกัดจากใบหญ้าหวานและไซลิทอลให้ความหวานแทนน้ำตาล มีวิตามินสำคัญเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งวิตามิน A, B6, B12, C, ไอโอดีนและแร่ธาตุอื่น ๆ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง รวมถึงช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เด็กรับประทานง่ายวันละ 1 เม็ดพร้อมอาหาร

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/BlackmoresThailand

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/BlackmoresThailand/

 

  1. เซเว่นซีส์ วิตามินรวมผสมไลซีน (Seven Seas Multivitamin Syrup with Lysine)

เป็นวิตามินรวมชนิดน้ำเชื่อมผสมไลซีน โดยใน 1 ช้อนชาจะมีส่วนผสมของไลซีนอยู่ประมาณ 375 มิลลิกรัม รสผลไม้ออกหวาน ๆ ไม่เปรี้ยว ตัวน้ำวิตามินจะมีสีเหลืองใส วิตามินรวมตัวนี้มีจุดเด่นที่ไลซีน เพราะเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานสารอาหารอื่น ๆ โดยกรดอะมิโนตัวนี้มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยสร้างโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกาย ช่วยในการเจริญเติบโต เสริมสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน เอนไซม์ต่าง ๆ รวมไปถึงการซ่อมแซมเนื้อเยื่อด้วย และจุดเด่นอีกอย่างคือ ไลซีนจะช่วยทำให้เจริญอาหาร ทำให้เด็กอยากและรับประทานอาหารได้ ข้อควรระวังคือ วิตามินอาจเกิดการสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดอันตรายได้ จึงไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนดไว้ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นอกจากแพทย์สั่ง

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/sevenseasthailand/

10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.facebook.com/sevenseasthailand/

 

  1. เบน ไซรัป (Bain Syrup)

เป็นวิตามินรวมชนิดน้ำข้น ๆ หนืด ๆ สีออกส้ม หอมกลิ่นผลไม้มีกลิ่นน้ำมันปลานิด ๆ ไม่คาว รสผลไม้รวมเป็นรสชาติหวาน ๆ ไม่เปรี้ยว วิตามินรวมตัวนี้มีจุดเด่นที่น้ำมันปลาทูน่า (Tuna Fish Oil) ที่มี DHA 70% ซึ่งช่วยเสริมสร้างและพัฒนาการเรียนรู้และความจำ มีส่วนช่วยพัฒนาการมองเห็น นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยวิตามิน A, Bรวม, E และ D ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยให้เจริญอาหาร แต่มีข้อควรระวัง คือตัววิตามินมีส่วนผสมของ DHA เด็กที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลาจะรับประทานไม่ได้ และส่วนประกอบมีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ดังนั้นเด็กแพ้ถั่วเหลืองก็รับประทานไม่ได้เช่นกัน

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.bainsyrup.com/nutrimaster-bain-syrup/

อาหารเสริมเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ: https://www.bainsyrup.com/nutrimaster-bain-syrup/

 

  1. Mamarine Omega-3 plus L-Lysine

เป็นวิตามินรวมชนิดน้ำใสสีเหลือง รสส้ม หวาน ๆ ไม่เปรี้ยวมาก มีกลิ่นน้ำมันปลานิด ๆ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล แลคโตส และกลูเตน รับประทานง่าย มีจุดเด่นที่ไลซีน และ โอเมก้า 3 มีส่วนช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ได้รับสารอาหารได้ครบถ้วนมากขึ้น บำรุงสมอง พัฒนาความจำ แต่ข้อควรระวังคือ เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันปลา เด็กที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลาจะรับประทานไม่ได้

เว็บไซต์อ้างอิง: https://www.facebook.com/mamarinethailand

อาหารเสริมเด็ก

อ้างอิงรูปภาพ : https://www.facebook.com/mamarinethailand/

 

อ่านต่อ.. 10 วิตามินสำหรับเด็ก เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก ..ได้ที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่