สีเสื้อประจำวันเกิด

สีเสื้อประจำวันเกิด เสริมดวงให้ลูกไม่ป่วยไข้ ผู้ใหญ่เมตตา

เชื่อไว้ไม่เสียหาย กับ สีเสื้อประจำวันเกิด ใส่แล้วจะช่วยเสริมดวงให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วยไข้ ใส่แล้วมีแต่คนรัก ใครเห็นใครก็เมตตา

สีเสื้อประจำวันเกิด เสริมดวงให้ลูกไม่ป่วยไข้ ผู้ใหญ่เมตตา

สีเสื้อประจำวันเกิด เป็นสีที่ถูกโฉลก หรือเป็นมงคลทางโหราศาสตร์ การแบ่งแยกสีมาจากสีในภูมิทักษา หรือสีประจำพระเคราะห์ทั้ง 8 คือ ภูมิบริวาร อายุ เดช ศรี มูลละ อุตสาหะ มนตรี และกาลกิณี การเลือกสีเสื้อให้ตรงกับวันเกิดจะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับคนนั้น ๆ ด้วย

ไหน ๆ เราก็มีเสื้อมากมายอยู่ในตู้ ลองให้ลูก ๆ ใส่ สีเสื้อประจำวันเกิด เพื่อเสริมดวงให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ และสีเสื้อบางสี ก็จะช่วยให้ลูกเชื่อฟัง ไม่ดื้อ ไม่ซน ได้อีกด้วยนะ!! ของอย่างนี้ใส่ไว้ไม่เสียหาย มาดูกันว่าลูกเราควรใส่สีเสื้อสีไหนบ้างกันค่ะ

1. คนเกิดวันอาทิตย์

สีเสื้อประจำวันเกิด ที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันอาทิตย์มีดังนี้

สีเสื้อตามวันเกิด
สีเสื้อตามวันเกิด
  • สีแดง ทำให้คนใกล้ชิด เคารพเชื่อฟัง หากคุณแม่ที่เกิดวันอาทิตย์ อยากให้ลูกเชื่อฟัง ควรใส่สีนี้นะคะ
  • สีขาว สีครีม สีเหลือง จะทำให้มีชีวิตชีวา สดใส ใส่แล้วจะช่วยส่งเสริมเรื่องสุขภาพ
  • สีชมพู ทำให้ผู้อื่นเกรงขาม เมื่อต้องการให้เป็นที่เชื่อถือ
  • สีเขียว เป็นสีที่ส่งเสริมด้านโชคลาภ
  • สีดำ สีม่วง ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง อาจทำให้สำเร็จง่ายขึ้น
  • สีส้ม สีทอง ทำให้ตื่นตัวในทุก ๆ เรื่อง ไม่อยู่กับที่ มีพลังในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • สีเทา สีดำ ผู้ใหญ่จะเมตตา เอ็นดู

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันอาทิตย์ คือ สีฟ้า สีน้ำเงิน เป็นสีกาลกิณี ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใด ๆ แต่สามารถใช้เพื่ออยากหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราไม่พอใจได้

2. คนเกิดวันจันทร์

สีเสื้อประจำวันเกิด ที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันจันทร์มีดังนี้

สีเสื้อมงคล
สีเสื้อมงคล
  • สีเหลือง สีขาว สีครีม จะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ลดอุปสรรคต่าง ๆ
  • สีเขียว ส่งเสริมเรื่องอำนาจ เมื่อต้องไปเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหา จะทำให้ผู้อื่นเกรงอกเกรงใจ
  • สีม่วง เป็นสีสิริมงคล ทำให้มีเสน่ห์ เป็นที่รักของคนรอบข้าง
  • สีส้ม สีทอง หากมีอาชีพค้าขาย มีธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อมาขายไป สีนี้จะช่วยส่งเสริมในเรื่องการหมุนเวียนของเงิน
  • สีฟ้า ใช้ในโอกาสต้องเข้าพบปะเจ้านาย หรือผู้ใหญ่

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันจันทร์ ได้แก่ สีแดง หรือโทนสีแดงสด เป็นสีกาลกิณี ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใดๆ แต่สามารถใช้ในยามที่ต้องการหลีกหนีผู้อื่น

3. คนเกิดวันอังคาร

สีเสื้อประจำวันเกิด ที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันอังคารมีดังนี้

สีเสื้อ
สีเสื้อ
  • สีชมพู ควรใส่สีนี้เมื่อตรงกับวันคล้ายวันเกิดตนเอง
  • สีเขียว เมื่อไม่สบายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไข้หวัด ใส่สี้นี้จะช่วยให้หายเจ็บป่วย หรืออาการดีขึ้น
  • สีม่วง ใช้ในโอกาสที่เปิดกิจการใหม่ ทำบุญขึ้นร้านใหม่ หรือทำสิ่งใหม่ ๆ
  • สีส้ม เสริมเรื่องโชคลาภ รวมไปถึงการเสี่ยงโชคเสี่ยงทายต่าง ๆ
  • สีเทา สีดำ เมื่อมีเหตุต้องการเงินก้อน ทำเรื่องเกี่ยวกับเงินทอง
  • สีฟ้า สีน้ำเงิน วันแรกของการทำงานที่ใหม่ วันเริ่มต้นทำกิจการ
  • สีแดง สำหรับนักศึกษา ใช้ในโอกาสเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา หรือเข้าพบเพื่อขอคำปรึกษาปัญหาของการทำรายงานต่าง ๆ

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันอังคาร ได้แก่ สีเหลือง สีขาว สีครีม เป็นสีกาลกิณี ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใดๆ แต่สามารถใช้เพื่ออยากหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราไม่พอใจได้

4. คนเกิดวันพุธ

สีเสื้อประจำวันเกิด ที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันพุธ มีดังนี้

สีเสื้อประจำวัน
สีเสื้อประจำวัน
  • สีเขียว (พุธกลางวัน) สีเทา สีดำ (พุธกลางคืน) ส่งเสริมบารมี ใช้ในโอกาสไปเยี่ยมญาติพี่น้อง พบปะผู้คนหมู่มาก
  • สีม่วง (พุธกลางวัน) สีฟ้า สีน้ำเงิน (พุธกลางคืน) สวมใส่สีนี้แล้วจะทำให้หน้าตาผ่องใส ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่เศร้าหมองมีทุกข์
  • สีทอง (พุธกลางวัน) สีแดง (พุธกลางคืน) เมื่อมีการแข่งขัน
  • สีเทา สีดำ (พุธกลางวัน) สีเหลือง สีขาว สีครีม (พุธกลางคืน) ช่วยเสริมเสน่ห์ พูดจากับผู้อื่นแล้วน่าฟัง
  • สีฟ้า สีน้ำเงิน (พุธกลางวัน) สีชมพู (พุธกลางคืน) ใช้สวมใส่ในวันครบรอบวันแต่งงาน
  • สีแดง (พุธกลางวัน) สีเขียว (พุธกลางคืน) ส่งเสริมในเรื่องงาน จะเป็นไปอย่างสะดวกไม่ติดอุปสรรคใด ๆ
  • สีชมพู (พุธกลางวัน) สีส้ม สีทอง (พุธกลางคืน)

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันพุธกลางวัน ได้แก่ สีชมพู วันพุธกลางคืน ได้แก่ สีส้ม สีทอง เป็นสีกาลกิณี ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใดๆ

5. คนเกิดวันพฤหัสบดี

สีเสื้อประจำวันเกิด ที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันพฤหัสบดี มีดังนี้

สีเสื้อประจำวันเกิด 2564
สีเสื้อประจำวันเกิด 2564
  • สีส้ม ลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา จะเชื่อฟัง จะให้ความเคารพเกรงใจ
  • สีเทา สีดำ ช่วยให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อาจช่วยให้ไม่ประสบอุบัติเหตุ ปลอดภัย
  • สีฟ้า สีน้ำเงิน จะมีคนรัก ชื่นชอบ ให้คำชมเยินยอ ควรใส่สีนี้ขึ้นทำการแสดงต่าง ๆ
  • สีแดง ส่งเสริมให้มีโชคลาภ
  • สีเหลือง สีขาว สีครีม อยากให้งานเข้า เงินเข้า ต้องใส่สีนี้เท่านั้น
  • สีชมพู ใช้ในการเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางสะดวก ราบรื่น
  • สีเขียว จะทำให้มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ช่วยเหลือสนับสนุนในการงาน

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันพฤหัสบดี ได้แก่ สีดำ สีม่วง เป็นสีกาลกิณี ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใดๆ แต่สามารถใส่เพื่ออยากหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราไม่ชอบใจได้

6. คนเกิดวันศุกร์

สีเสื้อประจำวันเกิดที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันศุกร์ มีดังนี้

สีเสื้อมงคล 2564
สีเสื้อมงคล 2564
  • สีฟ้า สีน้ำเงิน จะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือปัญหา
  • สีแดง ใส่แล้วสดใส ช่วยเรื่องสุขภาพกับคนรอบข้าง
  • สีเหลือง สีขาว สีครีม ใส่แล้วจะสมหวังในเรื่องความรัก
  • สีชมพู ส่งเสริมในเรื่องโชคลาภ
  • สีเขียว ส่งเสริมการเงิน
  • สีม่วง เป็นสีของความอุตสาหะ จะทำให้ขยันหมั่นเพียร
  • สีส้ม สีทอง จะช่วยผ่อนปัญหาหนักให้เป็นเบาได้

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันศุกร์ ได้แก่ สีดำสลัว สีเทาเข้ม โทนสีดำสลัว เป็นสีกาลกิณี ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใดๆ

7. คนเกิดวันเสาร์

สีเสื้อประจำวันเกิดที่ถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันเสาร์ มีดังนี้

สีเสื้อประจำวันเกิด
สีเสื้อประจำวันเกิด
  • สีดำ สีม่วง สีเทา เป็นสีของเกียรติยศ มีอิทธิพล ดูน่าเกรงขาม ผู้อื่นไม่กล้ามีปากเสียงด้วย
  • สีฟ้า สีน้ำเงิน ใช้ในโอกาสเข้าวัด ทำบุญ หรืองานการกุศลต่าง ๆ
  • สีแดง จะมีรายได้เข้าออกต่อเนื่อง เหมาะกับการเจรจาธุรกิจ
  • สีเหลือง สีขาว สีครีม สวมใส่ออกไปทำงานเสริม งานพิเศษ จะทำให้มีความกะตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น
  • สีชมพู ช่วยเรื่องความแคล้วคลาด ปลอดภัย

สีเสื้อต้องห้ามของคนเกิดวันศุกร์ ได้แก่ สีเขียว โทนสีเขียว เขียวอ่อน เขียวแก่ ไม่ควรสวมใส่ในโอกาสใดทั้งสิ้น แต่สามารถใส่เพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

การเลือกใส่เสื้อสีต่าง ๆ ที่เหมาะกับดวงประจำวันเกิดนั้น นอกจากจะช่วยเสริมดวงแล้ว ในทางวิทยาศาสตร์ ก็จะช่วยให้ผู้เสริมใส่มีความมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เมื่อเรามีความมั่นใจ ตั้งใจ เราก็มักจะทำสิ่ง ๆ นั้นออกมาได้ดีนั่นเองค่ะ ดังนั้น ใส่เพื่อความสบายใจ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ฤกษ์คลอด 2564 เช็กเลยแม่! รวมฤกษ์มงคล ฤกษ์คลอดบุตร ฤกษ์ผ่าคลอด คลอดวันไหนถึงจะดี?

ทรงผม สีผมตามวันเกิด เสริมดวง เสริมราศี หนุนนำทรัพย์!

สีกระเป๋าสตางค์ เรียกทรัพย์!! เลือกสีให้เข้ากับธาตุ มีโชคลาภตลอดปี 2564

เช็กดวง ปีชง 2564 มีปีอะไรบ้าง พร้อมวิธีแก้ร้ายกลายเป็นดี!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.sanook.com/horoscope

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Save

Save

ค่าคลอด รพ.รัฐ

รวม ค่าคลอด โรงพยาบาลรัฐ ปี 2560

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ โจทย์สำคัญที่คุณพ่อและคุณแม่จะต้องตอบคือ จะคลอดที่ไหนดี? การหาโรงพยาบาลที่จะคลอดนั้น ควรเลือกที่เดินทางสะดวกและราคาเหมาะสมกับแต่ละครอบครัวมากที่สุด Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมตัวอย่าง ค่าคลอด โรงพยาบาลรัฐ ปี 2560 มาฝากคุณแม่เพื่อประกอบการตัดสินใจค่ะ Continue reading “รวม ค่าคลอด โรงพยาบาลรัฐ ปี 2560”

9 ข้อที่ควรสอนลูก ป้องกันการ “วีน เหวี่ยง แซงคิว ไม่มีมารยาท” ในที่สาธารณะ

มารยาททางสังคม …สังคมเราทุกวันนี้มีการพูดกันมากขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของพ่อแม่ลูกในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดังเอะอะ ไม่มีมารยาท ชอบแซงคิว ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง พูดไม่คิด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทันทีที่มีกระทู้ หรือข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเผยแพร่ในชุมชนออนไลน์ ก็มักมีแนวร่วมจำนวนหนึ่งเข้ามาตอกย้ำว่าพฤติกรรมของครอบครัวไทยบางส่วนนั้นเลวร้ายจนเกินเยียวยาจริงๆ

 

คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย ถ้าการดูแลลูกน้อยและครอบครัวของเรา ไม่มีพฤติกรรมแย่ๆ และต้องตกเป็นครอบครัวกลุ่มเป้าหมายที่ถูกยี้จากสังคมรอบข้าง ซึ่งพ่อแม่สามารถเตรียมการก่อนพาลูกออกนอกบ้านได้ดังนี้

Must readโรคมารยาททางสังคมบกพร่อง ระบาดหนักส่งต่อสู่รุ่นลูก !

9 ข้อที่ควรสอนลูก เพื่อ มารยาททางสังคม ที่ดี ก่อนไปในที่สาธารณะ

มารยาททางสังคม

1. วางแผนก่อนเดินทาง

เมื่อมีลูก การออกนอกบ้านควรมีการวางแผนก่อน เพราะเด็กเล็กยังต้องการการดูแล การตั้งกฎกติกา และการอบรมสั่งสอนมารยาทสังคมตามสมควร หากพ่อแม่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าเอาไว้ ก็อาจกลายเป็นความปั่นป่วนเล็ก ๆ ขึ้นได้ เช่น จะออกไปซื้อของ พ่อแม่อาจต้องเขียนรายการสิ่งของที่ต้องการซื้อเตรียมเอาไว้ก่อน นอกจากนั้น ก่อนจะไป ควรบอกลูกให้รู้ว่า การเดินทางครั้งนี้เราไปเพื่อซื้อ…. ซึ่งจำเป็นต่อครอบครัว และมีสิ่งใดที่คุณจะไม่ซื้อบ้าง (เช่น ขนม ของเล่น) เพราะฉะนั้นไม่ต้องร้องไห้ หรือลงไปชักดิ้นชักงอถ้าไม่ได้ของอย่างที่ต้องการ เพราะเราคุยกันแล้ว

2. มอบภารกิจให้ลูก

การมอบหมายความรับผิดชอบให้ลูกเวลาคุณออกไปนอกบ้าน สามารถทำให้พวกเขานิ่งและตั้งใจมากขึ้น เช่น ถ้ามีลูกมากกว่า 1 คน พี่คนโตอาจได้รับมอบหมายให้ดูแลน้อง ๆ คอยช่วยคุณพ่อมองทาง ช่วยหยิบของ ฯลฯ หรือถ้าเป็นน้องเล็กๆ ก็สามารถมอบหมายภารกิจให้ได้เช่นกัน เช่น น้องสองขวบก็โตพอที่จะเดินไปหยิบนมที่ตนเองชอบมาให้คุณแม่ได้แล้ว เป็นต้น

Must readชีวิตลูกต้อง (ฝึกให้) ลูกรับผิดชอบเองได้

3. ของเล่นถูกใจ หยิบไปให้ครบ

นึกถึงเวลาพาลูกขึ้นเครื่องบิน คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะสายการบินโดยมากจะมีของเล่นของแถมให้กับเด็กเล็กอยู่แล้ว แต่ถ้าหากไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน เปลี่ยนเป็นการไปร่วมงานพิธีกับพ่อแม่ก็ไม่ควรลืมหยิบของเล่นชิ้นโปรดของลูกติดไม้ติดมือไปด้วย เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา โดยหลักสำคัญในการเลือกของเล่นก็คือ ควรเป็นของเล่นที่ไม่รบกวนผู้อื่น เช่น ตุ๊กตาก็ไม่ควรมีเสียงปี๊บๆ หรือมีเพลง เป็นต้น

4. แผนสำรองต้องมี

ถ้าเกิดนมหมด   ถ้าเกิดลูกร้องไห้จนอาเจียน   ถ้าเกิด…ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ พ่อแม่หรือคนเลี้ยงควรตระหนักว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้   และพ่อแม่ควรเป็นคนที่รู้จักธรรมชาติของเด็กคนนั้นมากที่สุด ดังนั้นในการเดินทาง ควรมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เมื่อเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นจริงๆ จะได้ไม่ทำให้พ่อแม่หวั่นไหวหรือประสาทเสีย

อ่านต่อ >> “เรื่องที่ควรสอนลูกเพื่อให้มีมารยาททางสังคมที่ดีก่อนไปในที่สาธารณะ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

จริงหรือไม่? กินผลไม้ก่อนอาหารทำให้ลูกป่วย

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง โพสต์เล่าประสบการณ์เพื่อฝากเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ เมื่อลูกน้อยของคุณแม่ต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะ กินผลไม้ก่อนอาหาร ซึ่งจากความรู้ และข้อมูลส่วนใหญ่ที่เราได้รับมาว่า กินผลไม้ก่อนอาหารแล้ว ร่างกายจะได้รับสารอาหารจากผลไม้ได้มากกว่าหลังอาหาร

Continue reading “จริงหรือไม่? กินผลไม้ก่อนอาหารทำให้ลูกป่วย”

ธรรมะสอนลูก ใช้ในชีวิตประจำวัน

16 ข้อ ธรรมะสอนลูก ใช้ในชีวิตประจำวัน

ธรรมะสอนลูก  ใช้ในชีวิตประจำวัน การจะสร้างให้ลูกเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคม ควรต้องเริ่มมาจากพ่อแม่ที่เป็นครูคนแรกของลูก ที่นอกจากการสอนสั่งอบรมในสิ่งดีงามให้ลูก ยังจะต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกได้ซึมซับนำไปปฏิบัติตามได้ด้วย ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อ ธรรมะง่ายๆ ที่พ่อแม่สามารถนำมาสอนลูกใช้ในชีวิตประจำวัน กันค่ะ

 

ธรรมะสอนลูก  ใช้ในชีวิตประจำวัน – ธรรมะคือะไร?

ในธรรมชาติของวิถีพุทธ  “ธรรมะ”  ก็คือ “ธรรมชาติ”  สำหรับผู้เขียนแล้วการที่เราทุกคนมีธรรมะวางเป็นพื้นฐานของจิตใจ ก็จะทำให้เราทุกคนสามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความมีสติ มีสมาธิ ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันหากเรามีธรรมะในเรื่องพรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจ ที่มีในเรื่องของ “ความเมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขา” เพื่อให้ตัวเราเกิดความร่มเย็นเป็นสุขในทุกวัน ที่ยังจะสามารถเพื่อแผ่ไปให้กับคนในครอบครัว และคนรอบข้างคนอื่นๆ ที่ต้องพบเจอกันไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดก็ตาม

 

ดังนั้นเราทุกคนในฐานะพ่อแม่หากจะถามว่า สามารถสอนให้ลูกๆ ของเราได้เข้าใจข้อธรรมะง่ายๆ เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้ไหม? คำตอบคือได้ และดีมาก หากพ่อแม่จะสอนให้ลูกเข้าใจธรรมะ เมื่อลูกเริ่มโตพอที่จะเข้าใจความหมายในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ที่อาจเริ่มกันที่ 5 ขวบขึ้นไป พ่อแม่สามารถป้อนเรื่องราวดีๆ ใส่ความคิดดีให้ลูกได้ค่อยๆ ซึมซับติดตัวไปจนโตได้ นั่นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะฉะนั้นมาเริ่มสอนลูกด้วย ข้อธรรมะ ที่ว่าด้วยเรื่อง พรหมวิหาร 4  อิทธิบาท 4  อริยสัจ4  และสังคหวัตถุ 4 ที่ลูกจะสามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันกันได้ และเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ไม่ยากค่ะ

 

อ่านต่อ >> “ธรรมะสอนลูก ในชีวิตประจำวัน” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ขาดวิตามินบี 12

ทารกขาดวิตามินบี 12 เสียชีวิต เพราะแม่รักสุขภาพกินแต่ผัก

การที่คุณแม่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ เช่น นม ไข่ ชีส เนย น้ำผึ้ง อาจทำให้ลูกที่กินนมแม่ ขาดวิตามินบี 12 จนถึงชีวิตได้ Continue reading “ทารกขาดวิตามินบี 12 เสียชีวิต เพราะแม่รักสุขภาพกินแต่ผัก”

เร่งคลอดแบบธรรมชาติ

6 อาหาร ช่วยแม่ท้อง เร่งคลอดแบบธรรมชาติ

เร่งคลอดแบบธรรมชาติ คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะเริ่มวิตกกังวล ช่วงเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์เกือบทุกราย ด้วยสาเหตุที่กลัวเวลาตอนคลอดลูก จะใช้เวลานาน และคลอดยาก เป็นห่วงว่าจะส่งผลร้ายกับลูกในครรภ์

เรามักจะเคยได้ยินว่าคนท้องสาวหรือท้องแรกมักจะคลอดลูกยาก บางคนเจ็บท้องข้ามวันข้ามคืน บางคนเจ็บท้องเพียงครู่เดียวลูกก็ออกมาชมโลกสบายๆ  ทั้งนี้คนเฒ่าคนแก่บอกว่าแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน ซึ่งถ้าจะเชื่อกันง่ายๆ ก็คงไม่ใช่คุณแม่ยุคใหม่ใช่ไหมล่ะคะ  …จริงๆ แล้ว ทางการแพทย์มีคำแนะนำเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถช่วยให้คุณแม่ท้องเตรียมตัวให้มีสภาพร่างกายที่พร้อมสำหรับการคลอดได้ค่ะ อยู่ที่ใครจะนำไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

วิธีช่วยแม่ท้อง เร่งคลอดแบบธรรมชาติ ด้วยการทานอาหาร

เร่งคลอดแบบธรรมชาติ
วิธีช่วยแม่ท้อง เร่งคลอดแบบธรรมชาติ ด้วยการทานอาหาร

ส่วนเรื่องการที่บอกว่าให้คุณแม่เดินบ่อยๆ จะทำให้คลอดง่ายน่าจะเป็นอุบายให้คุณแม่เดินยืดเส้นยืดสายเป็นการออกกำลังกายทางอ้อม เพราะการเดินเป็นการออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะกับช่วงตั้งครรภ์ที่สุด ช่วยให้ร่างกายคุณแม่พร้อม มีความยืดหยุ่นที่ดี บริหารอุ้งเชิงกราน และช่วยให้มดลูกบีบตัวได้ดี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดค่ะ นอกจากนี้การคลอดนั้นมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวของทารกในครรภ์ การกลับตัว กลับหัวของลูก ขนาดอุ้งเชิงกรานของแม่ การบีบรัดตัวของมดลูก ฯลฯ

อาการปวดท้องใกล้คลอด ของคุณแม่ตั้งครรภ์ เราจะสามารถสังเกตได้ดังนี้

ในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ (ประมาณช่วง ท้อง 8 เดือนกว่า ) เป็นช่วงที่เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวมีอาการใจหายใจคว่ำกันเป็นระยะๆ และบางคนอาจจะมีการแห่แหนออกจากบ้านไปโรงพยาบาล แล้วก็ต้องพากันกลับมา แล้วก็ไปอีก กลับมาอีก แบบนี้ได้หลายๆ รอบ ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรหรอก แต่มันเป็นเพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เป็นไปได้ว่าคุณแม่จะคลอดแล้ว และช่วงนี้คุณแม่หลายๆ คนก็มีอาการปวดท้อง ที่ทำให้ชวนสงสัยว่านี่คืออาการใกล้คลอด ทำให้ต้องพากันไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้หากว่าเรารู้วิธีสังเกตอาการใกล้คลอดของแท้ ก็อาจจะช่วยให้ไม่ต้องไปๆ มาๆ ให้เสียเวลาได้

  • มีอาการปวดท้องที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ คือ ปกติจะเข้าใจสับสนกับการเจ็บเตือน แต่มันจะต่างกันตรงที่การเจ็บเตือนเป็นการบีบตัวของมดลูก หรืออาการท้องแข็ง ที่จะไม่มีอาการสม่ำเสมอ เป็นๆ หายๆ แต่หากว่าเป็นเจ็บท้องคลอดจะเป็นตลอดเวลา และมีความรู้สึกว่าระยะเวลามันปวดมันถี่ขึ้นเรื่อยๆ
  • นอนอยู่เฉยๆ ก็ปวด ปกติอาการปวดท้องของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ใกล้ครบกำหนดคลอดนั้น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนมากจะเป็นในเวลาที่ทำกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใด การออกแรงหนักๆ ก็ทำให้ปวดท้องเกร็งได้ แต่อาการปวดท้องคลอด ไม่ต้องทำอะไรก็ปวด นอนอยู่เฉยๆ ก็ปวดไม่หาย
  • รู้สึกว่าท้องเคลื่อนต่ำลงหรือลดลง มีอาการปวดหน่วงๆ เหมือนมีอะไรจะไหลออก อาการนี้เรียกว่า ท้องลด เนื่องจากในเวลาที่เด็กเคลื่อนลงต่ำ ทำให้ท้องดูมีขนาดความใหญ่ลดลง
  • มีมูกเลือดซึมออกมาจากช่องคลอด เรียกว่ามีอาการเริ่มน้ำเดินแล้ว มันเป็นสัญญาณบอกว่าปากมดลูกกำลังจะเปิด

หากว่าคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการเหล่านี้ รีบไปพบแพทย์ได้เลย เพราะนี่คืออาการปวดท้องคลอดที่แท้จริง หากช้าอาจจะมีการคลอดในรถให้เกิดปัญหาความยุ่งยากในการจัดการเรื่องความสะอาดและดูแลเด็กก็เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีคุณแม่ที่อาจจะคลอดช้ากว่ากำหนดประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่จะไม่นานไปกว่านี้ ซึ่งถ้าหากใกล้กำหนดวันคลอดแล้ว ยังไม่มีวี่แววของสัญญาณอาการเจ็บท้องคลอด คุณหมออาจแนะนำให้คุณกระตุ้นการคลอด

อ่านต่อ >> อาหารที่แม่ท้องควรกินเพื่อช่วยให้ปวดคลอดง่ายขึ้น” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกถ่ายเป็นเลือด

พ่อแม่ระวัง! ลูกถ่ายเป็นเลือด เสี่ยงโรคอันตราย

อาการถ่ายอุจจาระผิดปกติ เกิดจากกิจวัตรประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็จะมีความแตกต่าง ก่อนที่คุณพ่อ คุณแม่จะทิ้งผ้าอ้อมของลูกน้อย ลองสังเกตดูสักนิด ว่าลูกน้อยถ่ายเป็นอย่างไร เพราะอุจจาระ สามารถบ่งบอกถึงโรคภัยของลูกได้ รวมถึงเมื่อ ลูกถ่ายเป็นเลือด

Continue reading “พ่อแม่ระวัง! ลูกถ่ายเป็นเลือด เสี่ยงโรคอันตราย”

ดวงปี 2560 หมอช้าง จัดอันดับราศีดีสุด-แย่สุด!

ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปสู่ปีพุทธศักราช 2560 ซึ่งสำหรับปีนี้ก็จัดเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวใหญ่ ๆ หลายดวงเช่นกัน และ ดวงปี 2560 หมอช้าง – ทศพร ศรีตุลา นักพยากรณ์ดวงชะตาผู้โด่งดัง ได้จัดอันดับราศีตั้งแต่ดวงดีไปถึงดวงแย่ พร้อมแนะเคล็ดลับในการทำบุญเสริมดวงชะตาราศีมาอีกด้วย

 

ดวงปี 2560 หมอช้าง จัดอันดับ 12 ราศี  ที่แย่ที่สุด >> ดีที่สุด ได้แก่…

⊗ อันดับที่ 12

ดวงปี 2560 หมอช้าง พยากรณ์ว่า ราศีพิจิก (17 พ.ย. – 15 ธ.ค.) ชีวิตเหนื่อยกว่าปี 2559 ผิดหวัง สูญเสีย แต่ในปี 2561 ชีวิตจะดีขึ้น

ดวงปี 2560 หมอช้าง

มีการที่เปลี่ยนและแย่ลงเยอะกว่าในปีที่ผ่านมา โดยปี 2560 ครึ่งปีหลัง พอเซๆ มาก็มีคนถีบซ้ำ สิ่งที่กังวลและทำให้ชีวิตเหนื่อยขึ้นคือ เรื่องสุขภาพ โรคประจำตัวและการเจ็บป่วยของราศีนี้  จะเป็นโรคที่ใช้เวลาในการรักษาพอสมควร และมีความเจ็บป่วยที่มาจากคนรอบตัวด้วย  ต้องดูแลและแบ่งเวลาให้ครอบครัวมาก แนะออกกำลังทั้งกาย ออกกำลังทั้งใจ คุณเป็นราศีที่ทำงานหนักมาก ข่าวดีก็คือพระเสาร์จะอยู่ในปี 60 เป็นปีสุดท้ายแล้วจะกลับมาอีกทีคืออีก 30 ปีข้างหน้า ช่วงที่ดวงดีแถวๆ สงกรานต์ สองสามเดือนนั้น

คำพยากรณ์ภาพรวมของ “ราศีพิจิก
ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16
พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม

ราศีพิจิก จัดว่าเป็นราศีที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของดวงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้เป็นปีที่ราศีพิจิกยังได้รับผลจากดาวเสาร์ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมดาวเสาร์อยู่กับเรานานเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะโดยหลักแล้วดาวดวงนี้จะอยู่กับราศีคุณเป็นเวลาประมาณสองปีครึ่ง โดยช่วงที่ครบกำหนดย้ายออกจากดวงคือช่วงปลายปี 2560 นี้เองดังนั้นปีนี้จึงเป็นปีที่ความวุ่นวาย ความทุกข์โศกเสียใจทั้งหลายกำลังจะหมดไป ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ดาวเสาร์จะย้ายออกช่วงปลายปี แต่ในระหว่างปีนี้ก็มีดาวที่ดีดวงอื่นเข้ามาเสริม ส่งผลให้ภาพรวมของปีนี้ออกมาดูดีกว่าช่วงปี 2559 อย่างแน่นอน

หากจะมองกันรวม ๆ ในช่วงจังหวะต้นปีคือประมาณมีนาคมไปแล้ว จะเป็นช่วงที่ชาวราศีพิจิกมีโอกาสหรือมีความสำเร็จหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวแต่ต้องย้ำเตือนว่าช่วงปลายปีที่ดาวเสาร์กำลังจะย้ายออกหรือภาษาดวงเรียกว่า “ถีบออกจากดวง” นั้น เป็นจุดที่ต้องระมัดระวัง และต้องใช้ชีวิตด้วยความมีสติ ไม่ประมาทเพราะการที่ดาวเสาร์ถีบ บางครั้งอาจจะแรงพอสมควร

ดังนั้นอยากฝากให้ชาวราศีพิจิกเตรียมตัวเรื่องการทำบุญครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี เพื่อส่งดาวเสาร์ออกจากดวงของเรา  ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ปีนี้เป็นปีที่มีความสำเร็จ และมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ♠ การทำบุญ ถวายปัจจัย ยารักษาโรค ทำบุญกับโรงพยาบาล สงเคราะห์คนที่เจ็บป่วย

 ลักษณะทั่วไปของชาวราศีพิจิก

♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣♣

Θ อันดับที่ 11

ดวงปี 2560 หมอช้าง พยากรณ์ว่า ราศีกรกฎ (17 ก.ค. – 16 ส.ค.) งานดี รวยเร็ว แต่ก็หมดเร็ว ระวังเรื่องความรัก มีโอกาสถูกหลอก

ดูดวงปี 2560

ปี 59 นั้นก็เป็นปีที่สบายๆ พอถึง 2560 พระราหูเข้า แต่ราศีนี้เป็นคนธาตุน้ำ อาจเซ้นซิทีฟนิดนึง พระราหูเป็นดวงดาวแห่งนักเลง กล้าได้กล้าเสีย คนที่พระราหูเข้ากล้าเสี่ยงมากขึ้น เหมือนชีวิตปิดไฟเดินเลี้ยวผิดเลี้ยวถูก พระราหูไม่ได้เข้าต้นปี มาก็คือกลาง มี เรื่องความรักทำให้คนตาบอดมืดมน และได้ได้คู่ชีวิตที่แก่กว่าพอมีพระราหูเข้ามามันทำให้ความแตกต่างเยอะขึ้น บางทีอาจจะไม่ถูกใจคนรอบข้างต้องดูญาติพี่น้องพาไปเจอญาติผู้ใหญ่ ต้องเปิดเผยอาจมีโอกาสผิดหวัง อาชีพที่อยู่กับเงา บันเทิง การค้าขายในโลกออนไลน์ จะดีมาก หรือจะต้องเดินทางเยอะๆ ควรระวังบางทีมาไวไปไว รวยเร็วจนเร็ว ไม่ได้อะไรมาฟรีๆ ต้องมีข้อได้เปรียบ

คำพยากรณ์ภาพรวม ของ “ราศีกรกฏ”
ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16
กรกฎาคม – 16 สิงหาคม

ราศีกรกฎถือเป็นราศีที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมามีความวุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องงาน บริวาร รวมไปถึงการเงิน เชื่อว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นจะคลี่คลายและปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นบวกมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนโอกาสแห่งความก้าวหน้า ความสำเร็จ ก็จะเกิดขึ้นกับชาวราศีกรกฎได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ในปีนี้อาจจะต้องมีวิธีการหรือเทคนิคพิเศษเรื่องการเสริมดวงให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อทำให้ชาวราศีกรกฎสามารถไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจและฝันเอาไว้ ดังนั้น การเตรียมตัว การวางแผนชีวิต หรือแม้กระทั่งการอ่านคำพยากรณ์หรือดวงชะตาน่าจะเป็นตัวช่วย เป็นคู่มือ เป็นแผนที่ที่ดี ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นบวก

ด้วยความที่ปีนี้ราศีกรกฎจัดว่าเป็นราศีที่ดวงแรงดังนั้นถ้าเราดูแลตัวเองหรือวางแผนดี ๆ ความแรงที่เป็นบวกจะทำให้คุณก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดมากกว่าช่วงปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ได้ดูแลหรือวางแผนอะไร โอกาสที่จะเป็นผลในเชิงลบก็มีสิทธิ์จะเกิดขึ้นได้  ♠ การทำบุญ ให้ไปบริจาคและทำบุญ ทำเกี่ยวกับแสงสว่าง

ลักษณะทั่วไปของชาวราศีกรกฏ

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เคล็ดลับ! เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ

คุณแม่หลายคนที่กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังมีลูกน้อยวัยแรกไปจนถึง 2 ขวบ อาจมีความกังวลกับปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ บางคนอาจมีปัญหาน้ำนมน้อย มีอาการเจ็บที่หัวนม หรืออยากทราบเคล็ดลับในการปั๊มนมเพื่อเก็บสต็อกให้มีน้ำนมเพียงพอให้ลูกน้อย

Continue reading “เคล็ดลับ! เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ”

8 เทคนิคป้อนยาลูก เมื่อลูกกินยายาก

เทคนิคป้อนยาลูก …เมื่อลูกรักไม่สบาย คุณพ่อคุณแม่ย่อมมีความกังวลใจ แต่การทำให้ลูกน้อยกินยาดูจะเป็นปัญหาระดับชาติของหลายครอบครัว  เพราะเด็กบางคนก็กินยายากแสนยาก  บางคนเคยกินได้  จู่ๆก็ไม่ยอมกิน  บางคนบ้วนทิ้ง  บางคนกัดฟันปิดปากแน่น  บ้างก็ดิ้นวิ่งหนี ฯลฯ

เทคนิคป้อนยาลูก เมื่อลูกกินยายาก

ปัญหาการกินยายากเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กทุกคน บางครอบครัวจึงใช้วิธีการบีบจมูกเพื่อให้เด็กกลืนยา ซึ่งอาจจะทำให้ลูกกลืนยาได้ง่ายขึ้น แต่เป็นการกระทำที่อันตรายมากเพราะเสี่ยงต่อการที่เด็กจะสำลัก คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรใช้วิธีการดังกล่าวและหันมาใช้วิธีที่ถูกต้องแทน คือ การใช้หลอดดูดยาค่อยๆ ฉีดยาเข้าข้างกระพุ้งแก้มเด็ก แต่ถ้าหากเด็กปฏิเสธและต่อต้านมาก อาจต้องขอให้สมาชิกคนอื่นในบ้านช่วยกันจับมือและเท้าของเด็กไว้ไม่ให้ดิ้น แล้วจึงค่อยๆ ฉีดยาเข้าข้างกระพุ้งแก้มก็จะสามารถป้อนยาได้สำเร็จ และหากระหว่างการป้อนยามียาหก (ซึ่งอาจจะทำให้เด็กได้ยาไม่ครบ) ก็ไม่ต้องให้ยาซ้ำ เนื่องจากเราไม่ทราบว่ายาที่หกไปมีปริมาณเท่าใดกันแน่

เทคนิคป้อนยาลูก

สาเหตุที่เจ้าตัวเล็กไม่ชอบกินยา

  • ลูกอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ยาทำให้หายป่วยได้และทำไมตัวเองต้องกินยา (เช่น เมื่อเห็นคนอื่นๆ ในบ้านไม่ต้องกินยาแบบเขา)
  • เด็กบางคนรู้สึกกดดันเมื่อต้องกินยา และต่อต้านพ่อแม่เพื่อเอาชนะ
  • ไม่ชอบรสชาติหรือสัมผัสของยา (เพราะกลิ่นของมันไม่หอมอร่อยเหมือนขนมนี่นา)

สิ่งสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดถึง “อาการป่วย” ของลูกมากกว่าจะไปย้ำถึง “การต้องกินยา” อธิบายง่ายๆ ว่า ยาจะช่วยให้เราหายป่วยได้อย่างไร เช่น “กินยาแล้วจะทำให้เราแข็งแรง ลูกจะได้เล่นกับเพื่อนได้นานๆ ไงล่ะ” หากอาศัยความร่วมมือจากหมอช่วยอธิบายแบบง่ายๆ ด้วยก็จะยิ่งได้ผลมากขึ้น

และต้องเข้าใจ เห็นใจลูก รับฟังสิ่งที่ลูกรู้สึกกังวลหรือไม่ชอบเกี่ยวกับยา เมื่อคุณเข้าใจแล้วก็จะหาวิธีได้ง่ายขึ้น ด้วยการคุยอย่างนุ่มนวล แต่จริงจัง แล้วให้ทางเลือกกับลูก แทนที่จะบอกว่า “ถึงเวลากินยาแล้วนะ” ลองเปลี่ยนมาบอกเขาว่า “ลูกจะกินยากับน้ำส้มหรือน้ำเปล่าดีล่ะ” วิธีนี้ทำให้ลูกรู้ว่าการกินยาเป็นสิ่งที่เขาต้องทำ แต่เขาก็ยังมีอำนาจที่จะเลือกได้เอง ที่สำคัญอย่าลืมชื่นชมและให้รางวัล เช่น สติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนตัวโปรดของลูก เพื่อเป็นกำลังใจให้เขากินยาในครั้งต่อไป

อุปกรณ์ป้อนยาเด็ก

หากเด็กเล็กกว่า 1 ขวบหรือในเด็กที่กินยายาก การใช้หลอดดูดยา (syringe) แทนช้อนจะทำให้การป้อนยาทำได้สะดวกขึ้น โดยที่หลอดดูดยาจะมีตัวเลขบอกปริมาตรเป็นซีซีแสดงอยู่ ซึ่งหากว่าเด็กต้องกินยา 1 ช้อนชา ก็จะเท่ากับ 5 ซีซี และขอย้ำว่า “ช้อนชา” ในที่นี้ไม่ใช่ช้อนที่ใช้ในการชงชาตามบ้าน  แต่เป็นช้อนที่แถมมาพร้อมกับขวดยา สำหรับในเด็กโตอาจต้องใช้ “ช้อนโต๊ะ” ซึ่งก็ไม่ใช่ช้อนที่ใช้บนโต๊ะอาหารตามบ้านเช่นกัน แต่ 1 ช้อนโต๊ะจะเท่ากับ 3 ช้อนชา ดังนั้นหากบนฉลากเขียนไว้ว่า ป้อนยาครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ก็ควรใช้ช้อนโต๊ะที่แถมมาพร้อมกับขวดยาเท่านั้น หรือใช้ช้อนชาป้อน 3 ช้อนก็ได้

อ่านต่อ >> วิธีการป้อนยาแก่เด็กที่กินยายาก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เต้านมเล็ก น้ำนมน้อย

เต้านมเล็ก ทำให้น้ำนมน้อย จริงหรือ?

คุณแม่มือใหม่ที่มีเต้านมเล็กอาจมีความกังวลว่า ขนาดของเต้านมจะส่งผลต่อปริมาณน้ำนม จนไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานตามที่ตั้งใจไว้ เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างกันค่ะว่า เต้านมเล็ก น้ำนมน้อย จริงหรือ? Continue reading “เต้านมเล็ก ทำให้น้ำนมน้อย จริงหรือ?”

แม่ท้องนอนท่าไหนดี

ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ท้อง และเคล็ดลับที่จะช่วยให้แม่ท้องหลับสบายตลอดคืน

แม่ท้องนอนท่าไหนดี ...มีคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนกังวลเรื่องท่านอน เพราะว่าการนอนเป็นอีกสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง และมักจะสร้างความลำบากให้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่ใช่น้อย หากเป็นคุณแม่มือใหม่ก็อาจจะต้องให้เวลาในการปรับเปลี่ยนท่านอน หาท่าที่เหมาะสมและทำความคุ้นเคยกันก่อน โดยจะต้องหาท่านอนที่สุขสบายที่สุดโดยเร็วก่อนที่ท้องจะขยายใหญ่ขึ้นจนเกิดปัญหากับท่านอน

โดยปกติท่านอนจะมีอยู่ 3 ท่า คือ ท่านอนหงาย นอนคว่ำ และ นอนตะแคง แต่เมื่ออยู่ในช่วงตั้งครรภ์ การนอนคว่ำจะทำให้เกิดการกดทับมดลูก และกระจายน้ำหนักไม่ดี ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังนอนอยู่บนลูกแตงโม ถ้านอนหงายจะรู้สึกสบายกว่า แต่น้ำหนักตัวของลูกจะไปเบียดกระเพาะอาหารและลำไส้ทำให้ปวดหลัง อาหารไม่ย่อย และอาจจะรบกวนระบบหายใจและการไหลเวียนของเลือดได้ ทำให้เกิดภาวะความดันเลือดต่ำ

แม่ท้องนอนท่าไหนดี

เพราะท่าทางการนอนนั้น มีผลต่อการให้กำเนิดของลูกในครรภ์อย่างมากเลยทีเดียว มีการศึกษาจากผู้หญิงมากกว่า 450 คน รวมไปถึงผู้หญิงอีก 155 คนที่ต้องสูญเสียลูกจากการคลอด พบว่า การนอนตะแคงขวา หรือนอนหลังตรงนั้น จะมีโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงลูกเสียชีวิตในครรภ์อย่างมาก เลยทีเดียวแถมความเสี่ยงจะมีมากเป็นเท่าตัว ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เมื่อเทียบกับการนอนด้วยท่าตะแคงซ้ายอีกด้วย

แม่ท้องนอนท่าไหนดี

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบอีกว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำปัสสาวะน้อยครั้ง จะมีความเสี่ยงภาวะลูกตายในครรภ์มากกว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ ที่ตื่นเข้ามาเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง เพราะตามปกติแล้ว การที่ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ในช่วงใกล้คลอดนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กจะมีการเคลื่อนตัวเองมากขึ้น เลยทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะมากตามไปด้วย

Must readวิธีสังเกต! น้ำคร่ำแตก หรือ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่?

ด้านนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้อธิบายถึงผลการศึกษาดังกล่าวว่า ท่านอนด้วยท่าตะแคงขวา จะทำให้การทำงานของระบบหัวใจของผู้หญิงที่กำลังคลอด ต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น และจะทำให้ร่างกายให้ออกซิเจนแก่ลูกในครรภ์ได้อย่างจำกัด อีกทั้งปัจจัยในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องอายุ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ค่าดัชนีมวลกาย ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ ล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงได้สูงพอ ๆ กัน

อย่างไรก็ดี ดร. ลูซี่ แชปเปลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของผู้หญิงจากมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ได้ให้ความเห็นว่า ถึงเรื่องนี้ว่า กว่า 3 ใน 4 ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ จะนอนตะแคงซ้ายมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อลูกในท้องอย่างมาก ทั้งนี้ท่าทางในการนอนจะเปลี่ยนไปอยู่เสมอ เพราะเด็กจะเตะท้องของแม่อยู่บ่อยครั้งในช่วงก่อนกำหนดคลอด

ทั้งนี้จากผลการศึกษาดังกล่าว ถือว่ามีความสอดคล้องกับสถิติที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษที่ว่า ในแต่ละปีจะมีเด็กที่ต้องเสียชีวิตในขณะที่อยู่ในครรภ์ประมาณ 4,000 คน รวมไปถึงเด็กที่เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนดอีก 1,200 คนอีกด้วย

อ่านต่อ >> แม่ท้องนอนท่าไหนดีที่สุด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

7 พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด

พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด  พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเกิดมาเป็นเด็กร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ครบ 32 แต่ก็จะดีไม่น้อยหากลูกเกิดมาพร้อมกับสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดด้วย  การที่ลูกจะเป็นเด็กฉลาดคิด ฉลาดเรียนรู้ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยช่วยหลายอย่าง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีที่จะช่วยกระตุ้นลูกให้ฉลาดได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่ มาให้ทราบกันค่ะ

พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด  – จะสร้างลูกให้สติปัญญาดีต้องเริ่มจากอะไร?


การที่พ่อแม่จะสร้างลูกคนนึงให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ และศักยภาพในเรื่องการเรียน การทำงาน ชีวิตครอบครัว ฯลฯ ต้องอาศัยความเฉลียวฉลาดในการนำทางไปสู่ความสำเร็จ แต่การที่ให้ลูกได้มีสติปัญญาดีต้องมีปัจจัยแวดล้อมที่ได้จากพ่อแม่ นั่นคือในเรื่องของกรรมพันธุ์ที่ส่วนหนึ่งได้รับมาจากพ่อกับแม่  และยังมีในเรื่องของอาหารการกินส่วนหนึ่งเริ่มมาจากตอนที่แม่ตั้งครรภ์ว่าแม่กินอะไร กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเมื่อลูกคลอดออกมาแม่ได้ส่งเสริมให้ได้รับอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสมองของลูกอย่างต่อเนื่องด้วยหรือเปล่า

Good to Know… “ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ระบบประสาทและสมองทารกจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว  และก็จะค่อยๆ พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงอายุได้ 3 ขวบ ระบบประสาทจะพัฒนาได้ถึง 70% ของผู้ใหญ่ ซึ่งการที่สมองของลูกจะพัฒนาได้ดีขนาดดี ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการได้รับอาหาร และการได้ถูกกระตุ้นด้วยกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสมองมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในท้องของแม่”
พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด
Credit Photo : shutterstock

7 พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด

อย่างที่บอกไปข้างต้นค่ะว่าการจะสร้างลูกให้มีพัฒนาการสมองดี นอกจากกรรมพันธุ์ที่ได้รับมาจากพ่อแม่ส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังต้องได้รับการกระตุ้นมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในท้องของแม่  ผู้เขียนมีเทคนิคการกระตุ้นสมองลูกให้พัฒนาการดีตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่มาให้นำไปลองทำกันดูค่ะ ซึ่งทั้ง 7 เทคนิคนี้มาจาก รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล1

1. การปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ

จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าคุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า เอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมาผ่านไปทางสายสะดือไปยังลูกทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ)

2. ฟังเพลง

ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น  เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นก็คือ เสียงเพลง  โดยเฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิค เวลาคุณแม่ฟังเพลง ควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมา มีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี

3. พูดคุยกับลูก

การพูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆ จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด คุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูก

 

อ่านต่อ >> “7 พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในท้องฉลาด” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกให้ฉลาด

วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว …พ่อแม่ที่มีลูกเก่งและฉลาด ต้องมีสิ่งเหล่านี้!

เลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด …เชื่อว่าใคร ๆ ก็อยากมีลูกฉลาด อยากมีลูกเก่ง ๆ กันทั้งนั้น แต่วิธีการเลี้ยงในสมัยนี้กับสมัยก่อนย่อมไม่เหมือนกัน แล้วแบบไหนกันแน่ที่จะเลี้ยงเจ้าตัวน้อยให้เติบโตเป็นคนดี และประสบความสำเร็จ เป็นคนเก่งของโลกได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์พิสูจน์มาแล้วว่า เด็กที่เก่งและฉลาดต้องเกิดจากการที่พ่อแม่มีสิ่งเหล่านี้… จะเป็นอะไรบ้างนั้น ไปดูกันค่ะ

วิธี เลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด

เลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด

เด็กแต่ละคนมีความเป็นอัจฉริยะที่แตกต่างกัน ดังนั้น การปล่อยให้เด็กคิดและตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบ พร้อมทั้งคอยสนับสนุน ด้วยรอยยิ้มและเสียงปรบมือจะเป็นการสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจให้กับเขา พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธ หรืออารมณ์ร้อนเมื่อเขาทำไม่ได้อย่างที่เราตั้งใจ หรือเมินเฉยเขา รวมทั้งควรเพิ่มโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก เช่นการพาไปท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างจินตนาการ การให้ความเอาใจใส่เขา พร้อมทั้งแสดงออกทางกาย เช่น กอด หอม เขาเป็นประจำเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว หากพบว่าเขาฉลาดหรือเก่งในเรื่องใด ควรสนับสนุนในเรื่องนั้น

Must readเลี้ยงลูกให้ “อัจฉริยะ” ด้วยความรักจากพ่อแม่

จากสถิติของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นพบว่า เด็กจะฉลาดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ 48% และขึ้นอยู่กับการพัฒนาจากสิ่งแวดล้อมอีก 52% ซึ่งสมองเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ถึงแม้ว่ากรรมพันธุ์จะไม่ฉลาด แต่พ่อแม่ก็สามารถพัฒนาเด็กให้กลายเป็นอัจฉริยะได้ เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องโภชนาการ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และการส่งเสริมในสิ่งที่เด็กถนัดเป็นสำคัญ

เพราะวัยเรียน เป็นช่วงที่เด็กจะเป็นตัวของตัวเอง พ่อแม่ควรเข้าไปพูดคุยและคอยอยู่เป็นเพื่อนให้กำลังใจลูก ควรเปิดโอกาสให้ลูกคิดและทำในสิ่งที่ต้องการ มากกว่าจะคอยบงการชี้แนะให้เป็นไปอย่างที่ตนเองหวังหรือตั้งใจเอาไว้ สอนให้ลูกรู้จักการเอาตัวรอดและเข้าใจในกิจกรรม หรือวิธีที่ลูกกำลังคิดหรือแสดงออก พร้อมคอยชี้แนะให้เขาเดินอยู่ในกรอบที่ถูกต้องและถูกทาง ไม่ใช่เป็นการบังคับ เพราะไม่มีใครชอบให้พ่อแม่หรือบุคคลอื่นมาบังคับ ซึ่งเด็กที่จะเก่งได้นั้นต้องเกิดจากพ่อแม่ที่มีสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน โดยวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้ว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อ >> 6 สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำเพื่อให้ลูกเก่งและฉลาด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

กรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเลือด พ่อแม่ต่างกัน ลูกจะได้กรุ๊ปเลือดใคร?

ระบบหมู่เลือด (blood group) ที่สำคัญ ได้แก่ หมู่เลือด ABO และหมู่เลือด Rh ซึ่งการที่ลูกจะมี กรุ๊ปเลือด ใดนั้น ขึ้นอยู่กับกรุ๊ปเลือดของพ่อแม่ หากบางกรณีที่ลูกมีกรุ๊ปเลือดเดียวกับพ่อ ซึ่งไม่เข้ากับเลือดของแม่ ทำให้ร่างกายแม่สร้างแอนติบอดีขึ้นมาทำลายเม็ดเลือดแดงของลูก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตลูกได้ Continue reading “กรุ๊ปเลือด พ่อแม่ต่างกัน ลูกจะได้กรุ๊ปเลือดใคร?”

digital-dementia

Digital Dementia โรคความจำเสื่อมเพราะเด็กเล่นเทคโนโลยี

โรคความจำเสื่อม ที่คนเข้าใจว่ามักพบในกลุ่มผู้สูงนั้น ปัจจุบันพบว่า เด็กและวัยรุ่นมีปัญหาความจำเสื่อมก่อนวัยเพิ่มขึ้นเพราะเล่นเทคโนโลยี ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า digital dementia หรือความจำเสื่อมจากการเสพติดดิจิทัล พ่อแม่จึงควรรู้ทันและป้องกันก่อนสายเกินไป Continue reading “Digital Dementia โรคความจำเสื่อมเพราะเด็กเล่นเทคโนโลยี”

ลูกไม่ยอมกินข้าว

ลูกไม่ยอมกินข้าว แก้ไขได้อย่างไร?

ลูกไม่ยอมกินข้าว เมื่อลูกได้ 6 เดือนเป็นวัยเริ่มทานอาหารเสริม ลูกจะทานอาหารทุกอย่างที่แม่ป้อน  แต่เมื่อลูกครบหนึ่งขวบขึ้นไป เริ่มที่จะรู้ว่านี่คือผัก นี่คือเนื้อหมู นี่คือไข่เจียว ฯลฯ แล้วก็เริ่มที่จะปฏิเสธการทานอาหารในเมนูที่ไม่ชอบ ซึ่งนี่คือปัญหาที่แม่ๆ กังวลใจกันมาก  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีที่จะแก้ไข ลูกไม่ยอมกินข้าว ให้กลับมากินข้าวกันค่ะ

 

ลูกไม่ยอมกินข้าว เพราะอะไร?

หลายเหตุผลที่ ลูกไม่ยอมกินข้าว อาจด้วยวัยที่รับรู้รสชาติของอาหารได้มากขึ้น รู้ว่าเมนูอาหารที่แม่ทำนั้นมีผักอะไรที่ชอบ และไม่ชอบ มีเนื้อสัตว์ที่อยากกินด้วยหรือเปล่า เป็นต้น แต่บางครั้งการที่ลูกไม่กินข้าว  อาจมาจากตัวของพ่อแม่เอง ที่ไม่เข้าใจถึงปริมาณความยากและความต้องการอาหารของลูกในแต่ละวัน  ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล1 ได้อธิบายถึงสาเหตุของที่ เด็กไม่ยอมกินข้าว ไว้ดังนี้

1. เข้าใจผิดว่าเด็กอ้วนเป็นเด็กแข็งแรง พ่อแม่จำนวนมากมีค่านิยมที่ผิด มองว่าเด็กอ้วน (จนเกินเกณฑ์น้ำหนักปกติ) เป็นเด็กแข็งแรง และน่ารัก ทำให้มองเด็กที่น้ำหนักปกติว่าเป็นเด็กผอมเกินไปและพยายามยัดเยียดเรื่องกินมากขึ้น2

2. เข้าใจผิดว่าลูกน้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งๆ ที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นในชั้นเดียวกันที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งในปัจจุบันมีเด็กอ้วนในบ้านเราอยู่ถึงร้อยละ 15 – 203

3. ไม่รู้ว่าเด็กหลังอายุ 1 ขวบ จะสนใจการกินน้อยลง ธรรมชาติเด็กอายุขวบปีแรกจะกินเก่งเพราะเป็นช่วงที่เติบโตเร็ว เด็กจะมีน้ำหนักเพิ่มถึง 3 เท่าตัว คือ น้ำหนักแรกเกิดประมาณ 3 กิโลกรัม จะเพิ่มเป็น 9 กิโลกรัม เมื่ออายุ 1 ขวบ จึงมีความต้องการสารอาหารมากตามธรรมชาติและหิวบ่อย กินเก่ง แต่เมื่ออายุ 1 ปี จนถึง 10 ปี จะมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละ 2 กิโลกรัมเท่านั้น  ร่างกายต้องการสารอาหารน้อยลงเมื่อเทียบกับปีแรกเด็กจึงมีความกระตือรือร้นเรื่องกินลดลง4

4. ไม่รู้ว่าลูกควรกินอาหารปริมาณเท่าใดในแต่ละวัน ปริมาณอาหารที่พ่อแม่คาดหวังว่าลูกควรจะกินมักจะมากเกินความจริง จากการศึกษาวิจัยพบว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะตักอาหารให้ลูกปริมาณมากกว่าที่ร่างกายของลูกต้องการจริงๆ เมื่อเด็กกินไม่หมด ทำให้พ่อแม่กังวลและพยายามยัดเยียด5

5. ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กอาจกินน้อยเป็นบางมื้อหรือบางวัน เด็กคนเดียวกันความต้องการอาหารแต่ละวันไม่เหมือนกัน บางวันเด็กอาจกินมาก บางวันอาจกินน้อย ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น กิจกรรมที่ใช้พลังงานในวันนั้น สภาพทางอารมณ์จิตใจ แม้แต่สภาพอากาศก็มีผลต่อการเจริญอาหารของเด็กในแต่ละวัน เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่อาจมีบางมื้อที่รู้สึกไม่หิว ไม่อยากกินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นไข้หวัด ก็อาจทำให้เบื่ออาหารไปชั่วคราว6

6. ไม่รู้ว่าความต้องการปริมาณอาหารของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้ว่าจะน้ำหนักเท่ากันแต่เด็กแต่ละคนอาจกินอาหารมากน้อยต่างกันได้มาก ซึ่งขึ้นกับอัตราการใช้พลังงาน การย่อย การดูดซึม อัตราการเผาผลาญของร่างกาย ฯลฯ ของเด็กแต่ละคน7

 

คุณพ่อคุณแม่พอจะทราบถึงสาเหตุที่มาของการที่ ลูกไม่กินข้าว กันบ้างแล้วใช่ไหมคะ ซึ่งความจริงแล้วหากเราในฐานะพ่อแม่ได้ทำความเข้าใจกับลูก เพื่อสังเกตว่า ลูกไม่ยอมกินข้าว เพราะสาเหตุใดก็จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด และก็จะทำให้ลูกมีความสุขกับการกินอาหารที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้นได้ค่ะ

 

อ่านต่อ >> “วิธีแก้ไขปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่