แพ็คเกจวัคซีน ipd

แพ็คเกจวัคซีน IPD โรงพยาบาลในกทม. ปี 60

คุณพ่อ คุณแม่คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไอพีดี เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 โดยในแต่ละปีจะมีเด็กเสียชีวิตกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน Amarin Baby & Kids จึงรวบรวมราคา แพ็คเกจวัคซีน ipd ปี 2560 มาฝากคุณพ่อ คุณแม่ค่ะ

Continue reading “แพ็คเกจวัคซีน IPD โรงพยาบาลในกทม. ปี 60”

ส่งเสริมความฉลาดลูกง่ายๆ ด้วยธรรมชาติรอบตัว

โดยทางทฤษฎี “ความฉลาด” อาจมีความสัมพันธ์กับยีน หรือพันธุกรรมที่เด็กๆ ได้รับมาตั้งแต่เกิด ซึ่งถ้าจะนับแล้วอาจจะถือว่าเป็นส่วนน้อย เพราะความฉลาดเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยกันสร้างขึ้นมาในตัวลูกๆ ได้ด้วยสองมือเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทอง หรือค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย แค่ความเอาใจใส่ประกอบกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ก็สามารถส่งเสริมความฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติให้กับลูกน้อยแล้วค่ะ

วิธีส่งเสริมความฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติให้กับลูก

โภชนาการสร้างความฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติ สารอาหารที่ลูกๆ ควรจะได้รับตั้งแต่แรกเกิดต้องเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งกับร่างกายและสมอง โดยในช่วงแรกเกิด “นมแม่” เป็นอาหารสำคัญที่เหมาะสมกับทารกที่สุด

เมื่อลูกเติบโตขึ้นสารอาหารต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมกับวัยของลูก เพื่อพัฒนาได้ทั้งร่างกายและสมอง หากเป็น “นม” ก็ต้องเป็นนมที่มีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ อย่างเช่น นมแพะ เพราะนอกจากนี้จะมีโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมง่ายแล้ว ในนม“นมแพะ” ยังมีใยอาหารจากธรรมชาติ คือพรีไบโอติกส์ อย่างอินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ที่เป็นจุลินทรีย์ที่ดี ช่วยเรื่องการขับถ่ายในเด็ก ที่สำคัญคือช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นเกราะป้องกันให้ร่างกายแข็งแรงอย่างเป็นธรรมชาติ

ประสาทสัมผัสเสริมสร้างความฉลาด ประสาทสัมผัสเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด และเป็นเหมือนเครื่องมือสำคัญที่เด็กๆ จะได้นำไปใช้เรียนรู้ เพื่อให้รับรู้เข้าใจหรือสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว เขาจะเรียนรู้ได้ดีได้เร็วแค่ไหน ส่วนหนึ่งก็ต้องให้เขามี ประสาทสัมผัสที่ไวและดีในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การได้กลิ่น การสัมผัส อาจจะฝึกให้ลูกๆ ได้ใช้ประสาทสัมผัสผ่านกิจวัตรประจำวัน เช่น การอาบน้ำ การกิน การเล่นของเล่น ฯลฯ

เล่นกับธรรมชาติสร้างความฉลาด ก่อนที่จะถึงวัยที่ลูกจะสัมผัสกับเทคโนโลยี เล่นแท็บเล็ต กดมือถือ ช่วงเด็กๆ พ่อแม่ควรส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสอยู่ และเล่นกับธรรมชาติจนคุ้นเคย พาไปสวนสาธารณะ หรือสนามเด็กเล่น แทนการพาไปเดินห้างสรรพสินค้า หรือดูทีวี เล่นเกม ใช้เวลาวันหยุดปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เพราะธรรมชาติที่สดชื่นจะกระตุ้นให้สมองปลอดโปร่ง เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น

ด้วยธรรมชาติรอบๆ ตัวเรานี่แหละค่ะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยเติบโตขึ้น แข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องให้ความสำคัญ และเอาใจใส่กับพัฒนาการในทุกๆ ก้าวของลูก การดูแลให้ลูกร่างกายแข็งแรงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด เป็นเหมือนของขวัญที่จะมอบให้ลูกได้ เพื่อให้เขาเติบโตเรียนรู้โลกกว้างอย่างมั่นคง

เทคนิคดีๆสร้าง IQ EQ และ MQ ให้เจ้าตัวเล็ก

พ่อแม่ยุคใหม่ไม่เพียงส่งเสริมลูกให้ฉลาดในห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมทุกด้าน วันนี้เรามีวิธีส่งเสริมอัจฉริยะรอบด้านอย่างเป็นธรรมชาติ ที่พ่อแม่สามารถให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็กกันเลย

เด็กน้อยในวัย 2 ขวบเป็นช่วงวัยที่สำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการลูกควบคู่ไปกับการเจริญเติบโต พัฒนาการของลูกหยุดไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เพราะเด็กที่โตมาอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่แค่เพียงการเรียนรู้จากในห้องเรียน การเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่รู้จักเท่านั้น เด็กๆ จะต้องได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ได้เรียนรู้จากธรรมชาติ การเปิดโลกกว้างให้กับลูกน้อยนั้นเป็นการครอบคลุมทุกด้าน ทั้ง IQ EQ และ MQ คุณพ่อคุณแม่จะส่งเสริมอัจฉริยะให้เจ้าตัวน้อยได้อย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันค่ะ

IQ: Intelligence Quotient คืออะไร
IQคือ ความฉลาดทางสติปัญญา ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ และการใช้เหตุผล ส่วนหนึ่งได้มาจากพันธุกรรม และอีกส่วนหนึ่งสำคัญคือการสร้างจากครอบครัวโภชนาการ และสิ่งแวดล้อมที่ดี

เทคนิคสร้าง IQ
คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างไอคิวให้กับลูกได้ง่ายๆ เพียงเริ่มจากการเรียนรู้สิ่งรอบตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน การรู้จักตั้งคำถาม รู้จักให้ลูกเป็นคนช่างสังเกต ลงมือสัมผัส และลองผิดลองถูก

เช่น กระตุ้นการเรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งต่างๆ ของเล่น อาหาร พื้นหญ้า ดอกไม้

กระตุ้นการจดจำจากการเล่น การนับจำนวน การจับสิ่งของที่เหมือนกัน

กระตุ้นการฟังเพิ่มทักษะในการเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากการเปิดเพลงหลากหลายแนว หลากหลายภาษา การเรียนรู้เสียงจากธรรมชาติ เสียงรถ เสียงสัตว์ ให้ลูกได้แยกแยะและรู้จักความหมาย

กระตุ้นพัฒนาการที่ดีให้สมวัยด้วยโภชนาการที่เหมาะสมจากธรรมชาติ อย่างนมแพะที่มีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ที่เรียกว่า อะโพรไคน์ ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณที่สูง อุดมไปด้วยโปรตีนCPP หรือ Casein Phosphopeptides ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม ลูกน้อยจึงมีพัฒนาการที่ดีสมวัยนั่นเอง

EQ: Emotional Quotientคืออะไร
EQ คือ ความฉลาดทางอารมณ์ สามารถรับรู้เข้าใจอารมณ์ตนเองและคนอื่นได้ สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจได้ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักการรอ รู้จักกฎระเบียบ มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สถานการณ์รอบข้างได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีแรงจูงใจ อยากประสบความสำเร็จ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง

เทคนิคการสร้าง EQ
การสร้างอีคิวให้กับลูกๆ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพ รู้จักการปรับตัว รู้จักการควบคุมอารมณ์ ทำให้ลูกสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข กล้าพูด การตัดสินใจ ไม่รู้สึกกังวลหรีอทำให้ลูกเครียด การฝึกลูกให้มีอีคิวเริ่มได้ง่ายๆ จากการใช้ชีวิตประจำวันเช่นกัน

เช่น ฝึกให้ลูกรู้จักการตัดสินใจ การเปิดเผยอารมณ์ความต้องการจากการเลือกสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ อาทิการกินขนมรสชาติใหม่ การรับกลิ่นใหม่ ให้ลูกรู้จักเลือกว่าชอบหรือไม่ชอบ

ฝึกให้รู้จักแสดงความคิดเห็น กระตุ้นอิสระในการใช้อารมณ์ความรู้สึกผ่านความคิด เช่นการจิตนาการจากตัวการ์ตูนใหม่ๆ

ฝึกควบคุมอารมณ์ โกรธ โมโห ให้มีความอดทน รู้จักยอมคนอื่นและมีสมาธิ อย่างการเล่นรวมกับคนอื่น การแบ่งของที่อยู่ในมือ รู้จักการรอสิ่งที่คนอื่นเล่นอยู่

MQ: Moral Quotientคืออะไร
MQ คือ ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม มีความประพฤติดี มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบสิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ ซึ่งจะใช้วิธีการบอกด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแสดงให้เด็กเห็นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการสอนของคุณพ่อคุณแม่ด้วย

เทคนิคการสร้าง MQ
การสร้างความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรมให้กับลูกในยุคนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากกับยุคของเทคโนโลยี เพราะตัวอย่างที่ดีและไม่ดี สามารถสอนลูดกได้จากหลายสื่อ นอกจากคุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างเป็นตัวอย่างให้ลูกได้เรียนรู้จากพฤติกรรมในแต่ละวันแล้ว การปลูกฝังหรือฝึกฝนลูกก็มีฝนเมื่อโตขึ้น

เช่น กระตุ้นการแบ่งปัน โดยการให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อนต่างวัย ลูกจะได้ฝึกการปรับตัว การรู้จักแบ่งปัน และมีสัมมาคารวะ

ฝึกเรื่องความรับผิดชอบ อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และมีน้ำใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี อย่างเช่น ช่วยกันทำงานบ้าน ช่วยการเก็บของเล่น  หรือชวนลูกเอาขนมไปให้เพื่อนบ้าน รู้จักขอโทษเมื่อทำผิด

เทคนิคการสร้าง IQ EQ และ MQ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อยนะคะ จุดเริ่มต้นที่ดีของการส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะรอบด้านก็คือการเลี้ยงดูและการเอาใจใส่จากครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ควรใส่ใจค่ะ

พาแฟนคลับดีใจ! “ชมพู่ อารยา ท้องแล้ว” สามีเฝ้าไม่ห่าง คาดได้ลูกชาย!!

ชมพู่ อารยา ท้อง แล้ว …เป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับแฟนคลับของเจ้าแม่แฟชั่นนิสต้า อย่างคุณ “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” หลังจากที่รุ่นพี่ที่สนิทอย่าง “ม้า อรนภา” เผยข่าวดีในรายการทีวีช่องว่าตอนนี้ชมพู่ท้องแล้ว 2 เดือน คาดได้ลูกชาย เพราะตามธรรมเนียมประเพณีคนจีนลูกคนแรกน่าจะเป็นผู้ชาย

ด้านผู้จัดการส่วนตัวคุณชมพู่ ก็ได้ลงรูปที่ คุณน็อต วิศรุต รังสีสิงห์พิพัฒน์ สามีสุดที่รัก ยืนประกบข้างเตียงดูแลเมียไม่ห่างด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมแคปชั่น “มี ความสุขชื่นมื่นกันฝุดๆ ยินดีด้วยคร้า”

ชมพู่ อารยา ท้อง

และยังเผยว่าขณะนี้ตอนนี้ชมพู่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว แต่เริ่มรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่จำไม่ได้จริงๆ เนื่องจากว่าช่วงหลังชมพู่มีอาการอ่อนเพลียเรื่อยๆ จึงได้ไปตรวจถึงได้รู้ว่าตั้งครรภ์ และเนื่องจากว่าที่ผ่านมาชมพู่ทำงานค่อนข้างหนัก ไม่ค่อยได้มีเวลาพักผ่อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย บวกกับที่ผ่านมามีประวัติการท้องแล้วเคยหลุดมาก่อน ทำให้ช่วงนี้ต้องดูแลสุขภาพร่างกายอย่างดี จึงต้องแอดมิด อยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 5 ก.พ. โดยคุณหมอสั่งว่าให้นอนพัก 2 อาทิตย์

ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณชมพู่ ได้พูดกลางรายการ (ที่เป็นพิธีกรอยู่) ว่า จะมีเซอร์ไพรส์กัน ก่อนพูดติดตลกว่าตอนนี้ตนเองได้เลือกโรงเรียนไว้ให้ลูกแล้ว และสามีก็เตรียมวางแผนอยากให้ลูกเรียนวิศวะ

ชมพู่ อารยา ท้อง ชมพู่ อารยา ท้อง ชมพู่ อารยา ท้อง

ทั้งนี้ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ก็ขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ด้วยนะคะ

อ่านต่อ >> “คลายข้อสงสัย ชมพู่ ท้อง 2 เดือน รู้เพศลูกได้อย่างไร” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เคล็ดลับช่วยลูกอึง่าย ขับถ่ายสบายท้อง

เรื่องขับถ่ายเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกับพัฒนาการของลูกๆ ถ้าลูกมีปัญหาขับถ่ายยาก เรามีเทคนิคช่วยให้เขาขับถ่ายได้ดี เป็นเวลามาแนะนำค่ะ

เด็กๆ วัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นชอบเรียนรู้ หากลูกๆ เกิดอาการท้องผูกหรือไม่สบายตัวแล้วละก็อาจส่งผลเสียทำให้ลูกงอแง พัฒนาการของลูกแย่ลงไปด้วย ปัญหาเรื่องการขับถ่ายยากเป็นเรื่องที่สำคัญ เด็กแต่ละคนมีความต่างกันทั้งในเรื่องของอาหารเสริม กิจกรรมที่ทำ พฤติกรรมของลูก ระบบต่างๆ ในร่างกาย และการขับถ่าย คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ให้ลูกได้ อยากรู้ว่าทำอย่างไรเรามีเทคนิคช่วยให้ลูกวัยเล่นวัยเรียนรู้ขับถ่ายดีมาแนะนำค่ะ

  • ดื่มน้ำสม่ำเสมอ เมื่อลูกทานนม หรือทานอาหารเสริมเสร็จ คุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำตามให้มากๆ เวลาลูกเล่นก็ควรหาน้ำให้ลูกดื่มบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 6 -8 แก้วต่อวัน
  • ทานผักและผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น เช่น มะละกอ กล้วย ส้ม ลูกพรุน ลูกแพร์ ตำลึง และแครอท เพราะใยอาหารจะช่วยเพิ่มกากอาหาร หรือปริมาณเนื้ออุจจาระและอุ้มน้ำ ทําให้อุจจาระอ่อนตัวขับถ่ายได้ง่ายและหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อุจจาระแข็ง เช่น ข้าวกล้อง ช็อกโกแลต ชีส เป็นต้น
  • ฝึกการขับถ่ายเจ้าตัวน้อยให้เป็นเวลาทุกวัน การฝึกง่ายๆ สำหรับคุณแม่เริ่มจากการให้ลูกรับประทานอาหารให้เป็นเวลาและอิ่มท้องเพื่อเป็นการกระตุ้นลำไส้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ หรือควรฝึกลูกนั่งกระโถนหรือชักโครกเงียบๆ ในมุมส่วนตัวคุณแม่ค่อยอยู่ใกล้ๆ ไม่ควรดุหรือทำให้ลูกกลัว ให้คําชมเมื่อลูกทำได้ ลูกจะรู้สึกดีและไม่กลั้นอุจจาระ
  • เลือกนมที่ดีกับระบบขับถ่าย เพราะนมเป็นหนึ่งในอาหารสำคัญที่ลูกน้อยต้องดื่มเป็นอาหารหลัก การเลือกนมที่มีโปรตีน ที่ย่อยและดูดซึมง่าย และมีใยอาหารที่ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช่วยลูกให้อึง่าย ขับถ่ายสบายท้อง อย่างนมแพะที่อุดมไปด้วย CPP หรือ Casein Phosphopeptidesที่เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ช่วยดูแลลูกน้อยไม่ให้เกิดอาการท้องอืด หรือท้องผูกนอกจากนี้ “นมแพะ” ยังมีใยอาหารจากธรรมชาติ หรือพรีไบโอติกส์ อย่างอินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกน้อยขับถ่ายได้ง่าย หมดปัญหาเรื่องท้องผูกและส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกน้อยอีกด้วย
  • การใช้ยาระบาย ทางเลือกสุดท้ายที่ควรได้รับคำแนะนำจากคุณหมอเท่านั้น การใช้ยาระบายจะใช้ในกรณีที่การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการฝึกขับถ่ายไม่ได้ผล ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวนี้จะต้องได้รับคําแนะจากแพทย์เท่านั้น

ไข่กระทะทรงพลัง

ไข่กระทะเมนูแสนง่ายที่จัดเต็มมากคุณค่าทางสารอาหาร กินพร้อมกับนมอุ่น ๆ เหมาะสมเป็นมื้อเช้ามื้อสำคัญของเจ้าตัวเล็กที่สุด

เครื่องปรุง

  1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
  2. เนยจืด 1 ก้อน
  3. หมูบด 3 ขีด
  4. กุนเชียง หมูยอ และหอมหัวใหญ่หั่นเป็นลูกเต๋า
  5. ซอสหอยนางรม
  6. ซอสถั่วเหลือง
  7. ซีอิ๊วขาว
  8. ผักชีซอย
  9. กระเทียม พริกไทยเม็ด น้ำตาลทราย เกลือป่น ขนมปังกระเทียม

วิธีทำหน้าไข่กระทะ

  1. ตั้งกระทะใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ตัดเนยใส่ลงไปสัก 1 ใน 4 ส่วน พอเนยละลายใส่หอมหัวใหญ่ที่หั่นไว้ลงไปผัดจนนิ่ม
  2. เร่งไฟให้แรงขึ้นใส่หมูบดลงไป ตามด้วยผัดรวมกับหอมหัวใหญ่ ใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซอสถั่วเหลือง ผัดให้เข้ากัน
  3. พอหมูบดใกล้สุก ใส่กุนเชียงและหมูยอลงไปผัด แล้วตักใส่ชามพักไว้

 

วิธีทำ ไข่กระทะ

  1. ตั้งกระทะลูกเล็กใช้ไฟกลาง ตัดเนยก้อนเท่าหัวแม่มือใส่ลงไป รอจนเนยละลายกลายเป็นน้ำมัน ตอกไข่ลงในกระทะ 1 ฟอง
  2. ใช้ตะหลิวตีไข่แดงให้แตก ตักหน้าที่ผัดไว้ลงไปด้านบน ใช้ฝาหม้อที่เตรียมไว้ปิดกระทะ
  3. รอจนไข่สุก (แง้มฝาหม้อดูเป็นระยะ ๆ พอเห็นว่าไข่ด้านล่างเริ่มจะเกรียมเป็นอันว่าใช้ได้)
  4. โรยผักชีหั่นหยาบๆ เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียม

เท่านี้เป็นอันว่าเสร็จอาหารเช้ามื้อสำคัญทั้งอร่อยทำง่าย เสิร์ฟพร้อมนมแพะเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้เด็กๆ เพราะวิตามินในนมแพะมีส่วนช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายแข็งแรง ทำให้เด็ก ๆ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดวัน

สุขภาพของลูกน้อย ดีได้ด้วยลำไส้ที่แข็งแรง พรีไบโอติกช่วยได้

รู้หรือไม่ว่า “ลำไส้” ของคนเรานั้น ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะย่อยอาหารเพียงอย่างเดียว หากแต่ลำไส้ยังทำหน้าที่สำคัญต่อร่างกายนั่นคือ ศูนย์กลางของพัฒนาการต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเบื้องต้นหากทราบกันอย่างนี้แล้ว เรามาเริ่มต้นดูแล “ลำไส้” กันดีกว่า โดยเฉพาะในเด็กเล็กหากคุณแม่ดูแลลำไส้ของลูกน้อยเป็นอย่างดี ผลที่ตามมาก็คือ สุขภาพร่างกายลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี รวมถึงมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย

“ลำไส้” ทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างระบบภูมิต้านทานที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย เมื่อแรกคลอดลูกน้อยลืมตาออกมาดูโลก บอกเลยว่าเขามีโอกาสได้รับเชื้อโรคต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ยิ่งเมื่อเขาโตขึ้นและอยู่ในช่วงวัยที่หยิบจับสิ่งของได้เอง ก็มีโอกาสที่ลูกจะหยิบของเหล่านั้นเข้าปาก ซึ่งหากลูกน้อยมีลำไส้ที่แข็งแรง แน่นอนว่าการดูแลรวมถึงปกป้องเชื้อโรคย่อมต้านทานได้

“ลำไส้” ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลอารมณ์ของคนเราด้วย หากคุณแม่ดูแลลำไส้ของลูกน้อยดีจะสังเกตได้ว่าลูกน้อยเลี้ยงง่าย หลับง่าย อารมณ์ดี

“ลำไส้” ยังทำหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ต้องอาศัยจุลินทรีย์สุขภาพจากลำไส้ ซึ่งหากลูกน้อยมีลำไส้ที่แข็งแรง ก็ย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตนั่นเอง และที่สำคัญอีกอย่างลำไส้ยังส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย นั่นเพราะหากลูกน้อยได้รับอาหารที่เพียงพอตามช่วงวัย ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ตามช่วงวัย ก็เท่ากับว่าพัฒนาการทางสมองย่อมดีตามมา

คุณแม่จึงควรใส่ใจในเรื่องของการดูแลลำไส้ลูกน้อยให้ดี ซึ่งในคุณแม่คนไหนที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมไม่เพียงพอ หรือไม่มีน้ำนม การเลือกนมสำหรับลูกน้อยจึงสำคัญอย่างยิ่ง ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “นมแพะ” เพราะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ คือ ระบบอะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่สำคัญยังมี “พรีไบโอติก” ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ผลที่ตามมาคือ ลูกน้อยมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้นมแพะอุดมไปด้วย CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่  นมแพะจึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนม และต้องการดูแลสุขภาพลำไส้ของลูกน้อยค่ะ

7 แหล่งโปรตีนสำคัญที่ลูกควรได้รับ

โปรตีนจัดเป็นสุดยอดอาหารที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ควรให้ลูกทานอย่างเหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ขาดโปรตีน เราจึงมี 7 แหล่งโปรตีนสำคัญใกล้ตัวมาแนะนำ เพื่อให้เด็กๆ เติบโตสมวัย

โปรตีนเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายของลูกควรได้รับอย่างเหมาะสม เพราะโปรตีนมีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เสริมสร้างการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้โปรตีนยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย ดังนั้น เด็กๆ ก็ควรที่จะได้รับอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัย โปรตีน 7 แหล่งที่คุณแม่ไม่ควรพลาดมีดังนี้

  1. ปลา – ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่มีเส้นใยสั้น ๆ ไขมันต่ำย่อยง่าย ควรให้ลูกเริ่มกินปลาน้ำจืดก่อนปลาทะเล เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้อาหารทะเล เช่น ปลาช่อน ปลานิล ส่วนปลาทะเลเริ่มให้ได้เมื่อลูกอายุ 1 ปี เช่น ปลาแซลมอนที่มีโอเมก้าสาม และมีกรดไขมันที่ดีต่อร่างกาย
  2. ตับหมู ตับไก่–เป็นวัตถุดิบที่ทำอาหารได้ง่าย เหมาะสำหรับหนูๆ เพราะนอกจากมีโปรตีนแล้ว ในตับยังมีธาตุเหล็กสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดได้ดี
  3. หมู–เป็นโปรตีนธรรมชาติจากสัตว์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับแต่สำหรับเด็กควรรับประทานอย่างเหมาะสม ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป สำหรับลูกๆ ในเมนูเนื้อหมูคุณแม่อาจจะทำเป็นซุปเพื่อให้ลูกทานง่าย และย่อยง่าย
  4. ไก่ – ควรใช้บริเวณที่เป็นสันในไก่ เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่แพ้โปรตีนจากไก่ เริ่มให้ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ให้ทีละน้อย เพื่อให้อาหารมีส่วนกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร โดยคุณแม่ควรเริ่มจากการต้มและปั่นละเอียดผสมในโจ๊กบด
  5. ไข่แดง – เป็นแหล่งโปรตีนชนิดแรกที่เหมาะกับการเป็นอาหารเสริมตามวัยของเด็ก 6 เดือนขึ้นไป มีทั้งโปรตีน วิตามินเอ วิตามินอี เลซิติน ลูทีน ธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อสายตา ผิวหนัง และความจำ
  6. ถั่ว- เป็นแหล่งให้พลังงานและเสริมโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว นอกจากโปรตีนแล้ว ยังมีใยอาหารสูง ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และถั่วลันเตาหรือถั่วสีเขียวยังอุดมไปด้วยวิตามิน B12
  7. นม – นอกจากนมแม่ที่มีโปรตีนสำคัญต่อทารก นมอื่นๆ อย่างเช่นนมแพะ ก็มีโปรตีนที่จำเป็นกับร่างกายลูกๆ เช่นกัน อย่างนมแพะมีโปรตีน CPPหรือ Casein Phosphopeptides ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ที่ย่อย และดูดซึมง่ายช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนไปช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียมสู่ร่างกาย อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยได้อีกด้วย

แหล่งโปรตีนสำคัญยังมีอีกมากมายให้คุณแม่เลือกสรร ทั้งโปรตีนที่มาจากสัตว์และโปรตีนที่มาจากพืชแต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือต้องเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่ดูแลร่างกายของลูกน้อยให้เจริญเติมโตสมวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

เคล็ดลับ ช่วยลูกอารมณ์ดี

การเห็นลูกอารมณ์แจ่มใส และเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข ย่อมเป็นความปรารถนาสูงสุดของคุณแม่ๆ ซึ่งการจะไปให้ถึงเป้าหมายหรือความสำเร็จนั้นก็ไม่ยากค่ะ เรามี 3 เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ลูกของคุณแม่เติบโตอย่างอารมณ์ดีค่ะ

29940847_ml_Edit

กินอิ่ม กินครบ
เรื่องโภชนาการของลูกเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ทุกคนมองข้ามไม่ได้ ทั้งเรื่องสารอาหารที่ต้องครบถ้วนซึ่งนมแม่ถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพราะมีทั้งโปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ อยู่พร้อมสรรพ อีกทั้งควรตอบสนองเมื่อลูกน้อยหิวอย่างทันท่วงทีไม่ปล่อยให้เขาร้องงอแงนาน
แต่หากคุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ นมแพะก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากมีสารอาหารในน้ำนมตามธรรมชาติ (Bioactive Components) จากกระบวนการสร้างน้ำนมเหมือนนมแม่ คือ อะโพไคร์น (Apocrine Secretion) จึงทำให้มีสารอาหารอันประกอบไปด้วย

นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน และเสริมสร้างการเจริญเติบโต

ทอรีน  พัฒนาเซลล์สมองและจอประสาทตา

โพลีเอมีนส์  เพิ่มภูมิต้านทานต่อระบบทางเดินอาหารและส่งเสริมระบบการย่อยอาหารให้สมบูรณ์

โกรทแฟคเตอร์  ส่งเสริมการเจริญเติบโต

12671655_l_Edit

สบายท้อง นอนสบาย
ปัญหาลูกท้องอืด ท้องผูก มีผลต่อการเรียนรู้ของลูกน้อยนะคะ เพราะอาการทางร่างกายส่งให้ลูกหงุดหงิดไม่สบายตัว งอแง มีปัญหาการนอน และไม่พร้อมต่อการกระตุ้นหรือเรียนรู้ใดๆ ดังนั้นคุณแม่จึงควรเลือกนมที่เหมาะสมให้กับลูก โดยนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดของลูก มีสารอาหารครบถ้วน และย่อยง่าย ไม่ทำให้ลูกท้องผูก แต่หากคุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่กับลูกได้ ก็ควรเลือกนมแพะที่มีโปรตีน CPP อันนุ่มย่อยง่าย ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนมแพะยังมีใยอาหารจากธรรมชาติ รวมถึงอินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ทำให้เด็กมีอาการท้องอืด ท้องผูกน้อยกว่านมวัว ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยสบายท้อง นอนสบาย อารมณ์แจ่มใสพร้อมต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

19937828_l-copy

เล่นกับลูก
คุณพ่อคุณแม่ถือเป็นของเล่นชิ้นสำคัญของลูกนะคะ เพียงการอยู่กับเขา พูดคุย ยิ้ม หัวเราะไปกับเขา หรือร้องเพลง อ่านนิทานให้ฟัง ก็ช่วยกระตุ้นให้เขายิ้มหัวเราะตาม อีกทั้งการที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกจะช่วยเสริมสร้างทักษะด้านภาษาและการสื่อสารให้ลูกอีกด้วยค่ะ และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตธรรมชาติของลูกนะคะว่าในช่วงเวลานั้นเขาพร้อมกับกิจกรรม หรือการเล่นแบบใด เพื่อให้ช่วงเวลาของคุณพ่อคุณแม่กับลูกมีความสุข สนุกสนานอย่างเต็มที่
เห็นไหมคะเคล็ดลับดีๆ ทำได้ไม่ยากแบบนี้ จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่อารมณ์ดี พร้อมต่อการเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

5 กิจกรรมสร้างเจ้าตัวเล็กมั่นใจในตัวเอง

เด็กวัย 2-3ปี วัยนี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวเองสูง ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า… แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูกวัยนี้มีอะไรบ้างต้องดู

อย่างที่เรารู้กันดีว่าเด็กวัย 2-3 ปี เป็นวัยที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทั้งพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่แข็งแรงขึ้น ทำให้เด็กๆ สามารถทำอะไรด้วยตนเองได้หลายอย่าง รวมถึงการเลือกที่จะให้ความสนใจหรือไม่สนใจกับอะไร เมื่อลูกเริ่มมีความเป็นตัวเองมากขึ้นพ่อแม่จะทำอย่างไรให้ลูกมีความมั่นใจ ความภูมิใจกับกิจวัตรประจำวันหรือเหตุการณ์ที่ลูกต้องเจอ กิจกรรมที่เราสามารถสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้กับลูกในวัยนี้มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

  1. กิจกรรมแสดงความรัก – การแสดงความรักกันตลอดเวลาในครอบครัวนั้น เช่น การกอด การหอม การชมเชย รับฟังลูก ให้กำลังใจกันอยู่เสมอ จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นมั่นคง ปลอดภัย และมีความสุข ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่นใจในตนเองของลูกได้
  2. กิจกรรมฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง – การฝึกลูกให้รู้จักทำอะไรด้วยตนเองตั้งแต่ยังเล็กๆ นั้นเป็นการปลูกฝังให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเอง มีความคิดทางบวกว่าตนเองสามารถทำสิ่งต่างๆ สำเร็จได้ด้วยตนเอง เช่น การกินข้าวด้วยตัวเอง เก็บของเล่นเอง พยายามใส่เสื้อผ้าเอง เป็นต้น
  3. กิจกรรมส่งเสริมลูก – เมื่อลูกมีความสามารถ และความชอบในเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น ชอบเล่นกีฬา ชอบร้องรำทำเพลง ชอบวาดรูประบายสี ชอบคิดเลข ชอบอ่านหนังสือ ชอบเข้าครัวกับคุณแม่ ชอบซ่อมรถกับคุณพ่อ ซึ่งพ่อแม่ควรส่งเสริมในสิ่งที่ลูกมีความถนัด ไม่ควรขัดขวางหรือบังคับให้ลูกทำอย่างอื่น การสนับสนุนลูกนอกจากจะเป็นการพัฒนาความสามารถของลูกโดยตรงแล้ว ยังช่วยพัฒนาความมั่นใจในตนเองของลูกรักอีกด้วย
  4. กิจกรรมของผู้กล้า – การฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบกล้ายอมรับนี้ก็เป็นเรื่องที่เด็กๆ สามารถทำได้ พ่อแม่ต้องเปลี่ยนจากการดุลูกเมื่อทำผิดมาเป็นการอธิบายเหตุผลการทำผิดของลูก และควรบอกลูกเสมอว่าเมื่อทำผิดต้องรู้จักขอโทษ เมื่อลูกทำได้ก็ควรแสดงความชื่นชมที่มีความกล้าหาญกล้ารับผิดชอบ
  5. กิจกรรมสร้างสังคมให้ลูก – การที่เด็กๆ มีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกันเป็นอีกหนึ่งทางที่พ่อแม่จะสังเกตลูกได้ว่าลูกมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่ออยู่กับคนอื่น ลูกไม่เข้าหาเพื่อน ลูกเล่นคนเดียว หรือลูกมีความสุขดีเมื่อได้เล่นกับเพื่อนๆ เมื่อลูกไม่กล้าเล่นกับเพื่อน ควรเริ่มจากพาลูกออกมาข้างนอกบ่อยขึ้น พบปะผู้คนเยอะขึ้น ปล่อยให้เด็กๆ ได้เข้าหากัน ความเป็นตัวเองของลูกก็สามารถเกิดขึ้นได้จากความคุ้นเคยเมื่อเจอคนเยอะๆ

ความมั่นใจในตนเองสามารถพัฒนาได้ตั้งแต่เด็ก เพียงพ่อแม่ดูแลลูกด้วยความรักและความเข้าใจ ลูกของเราจึงจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่กล้าคิดกล้าทำ กล้าตัดสินใจ โภชนาการก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ อย่างนมแพะก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะนมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ ที่เรียกว่า ระบบอะโพรไคน์ ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณที่สูง เรียกว่า Bioactive component และโปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ลูกรักมีน้ำหนักตัวดีนอกจากนี้ยังมีใยอาหารอย่าง Prebiotic ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดี จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ผลที่ตามมาคือลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีสมวัย ซึ่งเป็นคุณลักษณะของคนที่มีความมั่นใจในตนเองอย่างแน่นอน

 

 

เก็บยาในตู้เย็น

เก็บยาในตู้เย็น บริเวณไหนปลอดภัย ช่วยลดยาเสื่อมสภาพ

เก็บยาในตู้เย็น ผู้เขียนเคยเห็นแม่เก็บยาไว้ในตู้เย็นตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก ตอนนั้นรู้แค่ว่าที่แม่เก็บไว้ในตู้ย็น เพราะต้องการให้ยายืดอายุคงสภาพยาไว้ให้ได้ตลอดการใช้งาน ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่รู้ว่าการเก็บยาไว้ในตู้เย็นนั้นถูกต้อง ปลอดภัยจริงหรือเปล่า ทีมงาน Amarin Baby & Kids วิธีการ เก็บยาในตู้เย็น ที่ถูกต้องมาฝากให้ทุกครอบครัวได้ทราบกันค่ะ

 

เก็บยาในตู้เย็น ใช่ที่ปลอดภัยในการเก็บรักษายาหรือเปล่า?

ส่วนมากแล้วยาที่ทุกครอบครัวมีเก็บไว้ในตู้ยาสามัญประจำบ้านจะเป็นยาพื้นฐานทั่วไป เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวดหัว ลดไข้ตัวร้อน พลาสเตอร์แผ่นยาปิดแผล ยาใส่แผลสด แอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผล ฯลฯ ซึ่งยาเหล่านี้โดยมากแล้วเราจะเก็บกันไว้ในกล่องยา ที่แค่ระวังเรื่องความอับชื้นที่จะเข้าสู่ยา เพราะอาจเกิดเชื้อราในกล่องยาขึ้นได้

Good to know… “ยาทุกตัวควรมีวันหมดอายุของยา  โดยวันหมดอายุของยาจะพิมพ์ด้วยข้อความ “วันหมดอายุ” , “ควรบริโภคก่อน” , “Exp. Date” , “Use before” , “Best by” , “Best before” หรือ “Exp.”  การระบุบางครั้งบอกเป็น วัน/เดือน/ปี ,  เดือน/วัน/ปี หรือ เดือน/ปี  กรณีที่วันหมดอายุบอกเป็น “เดือน/ปี” ให้ใช้ถึงวันสุดท้ายของเดือนนั้น  แต่ยาบางขนานบอกเพียงวันผลิต  ได้แก่ “วันผลิต” หรือ “Mft.  Date”  การกำหนดวันหมดอายุของยากลุ่มนี้ให้นับจากวันผลิตของยา 3 ปี (โดยต้องเก็บในภาชนะบรรจุเดิม และสภาพการเก็บรักษา ตามที่ระบุจากบริษัทเท่านั้น)(1)”

อ่านต่อ >> “การเก็บรักษายาที่ถูกวิธี ต้องเก็บอย่างไร?” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไร้ฝุ่น สาเหตุภูมิแพ้

ไรฝุ่น สาเหตุภูมิแพ้ อันตรายใกล้ตัวที่มองไม่เห็น!!

ไรฝุ่น สาเหตุภูมิแพ้ หากจะพูดถึงวายร้ายประจำบ้านที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยอาการภูมิแพ้ ก็คงหนีไม่พ้นเจ้าไรฝุ่น ที่อยู่ในชุดเครื่องนอนต่างๆ โดยเฉพาะกับหมอน เตียงนอน ผ้าห่ม ที่เด็กๆ และทุกคนในครอบครัวต้องสัมผัสกันทุกคืน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปดูหน้าตา และความน่ากลัวของไรฝุ่น ที่เห็นแล้วคุณแม่ต้องรีบทำความสะอาดที่นอนกันด่วนค่ะ

 

ไรฝุ่น สาเหตุภูมิแพ้ – ไรฝุ่นคืออะไร?

ตัวไรฝุ่นหรือไรฝุ่น (Dust Mite) เป็นสัตว์ประเภท  ไร  เช่น ไรฝุ่นบ้าน ไรนก ไรหนู ไรโรงเก็บ(Storage Mite) ฯลฯ ส่วนตัวไรที่เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ คือ ตัวไรฝุ่นบ้าน (House Dust Mite) ที่สามารถพบได้หลายที่ในบ้าน เช่น ในที่นอน หมอน พรม โซฟาที่มีเบาะเป็นผ้า กองขี้ฝุ่น ฯลฯ ซึ่งตัวไรฝุ่นคือสาเหตุของโรคภูมิแพ้

ในประเทศไทยได้มีการสำรวจพบตัวไรฝุ่นในบ้านมากถึง 98 ใน 100 หลังคาเรือน ที่พบปริมาณสูงสุดในห้องนอน และในที่นอนที่ทุกคนต้องนอนสัมผัสกันอยู่ทุกคืน

ที่นอนที่ซื้อมาใหม่ๆ เมื่อใช้ไปได้ประมาณ 4-6 เดือน มีเศษผิวหนังของคนที่นอนลงไปอยู่พอสมควรแล้ว ก็มีไรฝุ่นมากพอที่จะทำให้คนที่แพ้ไรฝุ่นเกิดอาการภูมิแพ้ได้

มีการสำรวจในประเทศไทยพบว่า ร้อยละ 60 ของที่นอนที่ทำการสำรวจมีปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นสูงกว่า 10 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม ซึ่งเท่ากับตัวไรฝุ่น 500 ตัว/ฝุ่น 1 กรัม นี่แหละที่ทำให้ทุกคนเกิดมีอาการโรคภูมิแพ้กำเริบได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า ถ้าเด็กที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคภูมิแพ้ และได้รับไรฝุ่นในปริมาณที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการหายใจมีเสียงวี้ด (Wheeze) และโอกาสที่จะเป็นโรคหืดสูงกว่าเด็กทั่วไปเกือบ 5 เท่า(1)

อ่านต่อ >> “ตัวไรฝุ่นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้อย่างไร” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

9 ทางแก้ วิธีดับทุกข์ เพราะ..ลูก ด้วยหลักธรรม ได้ผล 100%

วิธีดับทุกข์ เพราะ..ลูก พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงลูกไว้ในปุตตสูตร (๒๕/๒๕๗) ว่ามีอยู่ ๓ ประเภท คือ อภิชาตบุตร อนุชาตบุตร อวชาตบุตร โดยทรงยกเอาศีล ๕ มาเป็นมาตรวัดไว้ ดังนี้

  • อภิชาตบุตร ลูกที่สูงกว่าตระกูล คือ พ่อแม่ไม่มีศีล ๕ แต่ลูกเป็นผู้มีศีล ๕

  • อนุชาตบุตร ลูกที่เสมอกับตระกูล คือ พ่อแม่มีศีล ๕ และลูกก็เป็นผู้มีศีล ๕ ด้วย

  • อวชาตบุตร ลูกที่ต่ำกว่าตระกูล คือ พ่อแม่มีศีล ๕ แต่ลูกไม่มีศีล ๕

วิธีดับทุกข์ เพราะ..ลูก

ในขัตติยสูตร (๑๕/๑๐) พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ลูกคนใดเป็นลูกที่เชื่อฟัง ลูกคนนั้น นับว่าเป็นลูกที่ประเสริฐสุดกว่าลูกทั้งปวง”

โดยนัยพระพุทธวจนะ ที่ได้ยกมากล่าวไว้นี้ เป็นเครื่องแสดงว่า พระพุทธองค์ทรงชี้ให้ดูว่าลูกจะดีหรือชั่ว ที่มีศีล ๕ และการเชื่อฟังพ่อแม่และการกระทำของพ่อแม่ในยุคปัจจุบันเพียงไร พ่อแม่ในยุคปัจจุบันมักมุ่งแต่จะหาเงินไว้ให้ลูก หวังให้ลูกเรียนเก่ง เรียนสูง ทำงานเบา ทำงานมีเกียรติ ได้เงินเดือนสูง ร่ำรวย

ส่วนมากจะไม่สนใจคุณธรรมในตัวของลูกเลย พ่อแม่ส่วนมากในยุคนี้ ต้องผิดหวังน้ำตาตก เป็นโรคประสาท ทั้งที่มีเงินทองเหลือล้น ต้องกับพุทธภาษิต (นันทิสูตร ๑๕/๙) ว่า  “คนมีลูก ย่อมเสียใจเพราะลูกคนมีวัว ก็ย่อมเสียใจเพราะวัวเหมือนกัน”

เพราะลูกในยุคปัจจุบัน พากันเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” กันเป็นส่วนมากเสียแล้ว ต้นเหตุ ก็เกิดจาการ “เลี้ยงลูกไม่ถูกวิธี” นั่นเอง คือมักตามใจลูกในทางผิดๆ เช่น ถนอมลูก ไม่ยอมให้ลูกทำอะไรเลย มีพ่อแม่หรือมีคนรับใช้ทำให้เสร็จ ลูกอยากได้อะไรก็ให้ อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ตามใจ ประเคนให้ ตามใจลูกทุกสิ่ง ผลหรือ? ลูกก็เลยกลายเป็นลูกเทวดา ปรารถนาอะไรก็ได้ดั่งใจ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวจัด ใช้เงินเก่งไม่เห็นคุณค่า ของเงินทำอะไรเองก็ไม่เป็น ตีนไม่ติดดิน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

>> ทางที่ถูกนั้น ควรมุ่งปลูกฝังคุณธรรม หรือศีลธรรมลงในจิตใจขอลูกที่มีกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ เมื่อระลึกถึงเขา

แต่ถ้าลูกขาดคุณธรรมแล้ว ถึงจะมีความรู้วิชาชีพสูงก็เอาตัวไม่รอด แม้พ่อแม่จะมีฐานะร่ำรวย ลูกมันก็จะผลาญหมด แต่ถ้าลูกเป็นคนดีถึงฐานะจะยากจน ลูกก็สร้างขึ้นมาได้

ถ้าไม่รับปลูกฝังศีลธรรม ลงในตัวของลูกไว้แต่เล็ก ๆ แล้วโอกาสที่ลูกจะเป็นเด็กดีค่อนข้างยาก และจะยิ่งยากมากขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เพราะวิทยาการทางวัตถุ ยิ่งเจริญมากขึ้นเท่าไร จิตใจของคนในโลกก็ยิ่งต่ำลงเห็นแก่ตัวมากขึ้น โหดร้ายมากขึ้น

ต้นเหตุที่สำคัญคือ ทุกคนต้องแข่งขันกันมีวัตถุให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมความสุขทางเนื้อหนัง การเอารัดเอาเปรียบกัน ก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

พ่อแม่ก็ต้องออกไปหาเงินเพื่อให้พอใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนพลเมือง โอกาสที่จะเลี้ยงลูกเองแบบเก่าจึงไม่มี สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ก็ยิ่งจะห่างไกลออกไปทุกที

ด้วยเหตุนี้ เพื่อนจึงมีความสำคัญ ที่ลูกมักจะให้ความเชื่อถือมากกว่าพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ที่ดีส่วนมาก มักจะไม่ตามใจลูกในทางที่ผิด  เมื่อเห็นลูกทำผิด ก็มักจะตักเตือนหรือดุด่า จนถึงเฆี่ยนตี เป็นต้น

ตรงกันข้ามกับเพื่อน มีแต่คำหวาน ตามอกตามใจแม้ในสิ่งที่ผิดๆ ลูกจึงมักจะรักเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ คนเราเมื่อรักกันแล้วย่อมจะถนอมน้ำใจกัน ก็มักจะพยายามทำอะไร ๆ ตามที่เพื่อนชอบหรือขอร้อง

จุดมืดหรือจุดสว่างของลูก จึงอยู่ตรงนี้เอง ถ้าคบกับเพื่อนที่ดีก็เป็นบุญตัว ถ้าคบเพื่อชั่ว ก็พาตัวพินาศเสียอนาคต กว่าจะรู้สึกตัวก็หมดโอกาสเสียแล้ว

Must read : พ่อแม่รังแกฉัน ผลสำรวจค่านิยมยอดฮิตของพ่อแม่ยุคดิจิตอล

อ่านต่อ >> “สาเหตุที่พ่อแม่เป็นทุกข์เพราะลูก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เคล็ดลับแม่บ้าน เทคนิคเก็บอาหารให้อยู่นาน คงคุณค่าสูง!

สำหรับคุณแม่บ้านทั้งหลาย วิธีการเก็บอาหาร ให้ได้นาน และคงคุณค่าไว้ เป็นเรื่องที่ควรรู้ …เพราะสุขอนามัยภายในครัวเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการประกอบอาหารที่ดีเพื่อลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว ดังนั้นจึงควรเก็บอาหารให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

หากคุณเป็นแม่บ้านที่นิยมซื้ออาหารสดประเภทผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ รวมทั้งอาหารอื่นๆ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงเครื่องดื่มชนิดต่างๆ มาเก็บไว้ในครัว หรือตู้เย็นคราวละมากๆ ก็ควรเลือกเก็บอาหารเหล่านี้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง หรือเก็บในตู้เย็นบนช่องที่มีอุณหภูมิเหมาะสมกับอาหารประเภทนั้นๆ และควรจะเก็บไว้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาอาหารให้สดใหม่ไม่เน่าเสีย อีกทั้งยังคงคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ไว้ได้ โดยมีวิธีง่ายๆ ตามนี้

สุดยอดเคล็ดลับ วิธีการเก็บอาหาร ให้ได้นาน

วิธีการเก็บอาหาร ให้ได้นาน

#หมวดผัก

วิธีเก็บผักให้นานขึ้น

เมื่อเวลาที่คุณแม่ล้างผัก อย่างเช่น ผักกาดหอม ต้นหอม หรือ ขึ้นฉ่าย เสร็จแล้ว ให้ วางผักเหล่านั้นลงบนกระดาษเช็ดมือชนิดแผ่นใหญ่ แล้ว ห่อผักนำไปแช่ตู้เย็น จะช่วยเก็บผักไว้ได้นานขึ้น

กะหล่ำปลีเก็บได้นาน

ผักกาดหอม ต้นหอม กะหล่ำปลี สามารถเก็บได้สองอาทิตย์โดยไม่ต้องล้าง ให้นำไปห่อไว้ในผ้าชื้นๆ ใส่ในกล่องพลาสติกแล้วปิดฝานำไปเก็บในตู้เย็น

เก็บรักษามะนาวไว้ใช้ได้นาน

เคล็ดลับแสนง่าย คือ ให้เอาไม้เจาะเข้าไปในลูก แล้วค่อยๆ บีบเอาน้ำมะนาวออกจนพอกับความต้องการ แล้วดึงไม้ออกรู รูนั้นจะปิดตามเดิม คุณยังสามารถเก็บลูกมะนาวไว้ใช้ได้อีกนานหลายวัน ไม่แห้งทิ้งหรือเสียไป
ถ้าอยากเก็บน้ำมะนาวให้คงทน ให้บีบน้ำมะนาวลงในกล่องเนยแข็งที่ใช้แล้ว ปิดฝา เก็บไว้ในตู้แช่แข็ง เมื่อนำน้ำมะนาวมาใช้ จะมีรสชาติเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

หรืออีกวิธีก็คือ คั้นมะนาวเอาแต่น้ำนะคะ เมื่อได้แล้วก็นำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท แล้วเก็บไว้ในช่องแช่เย็น ส่วนวิธีที่สอง คือให้นำมะนาวเป็นลูกๆ นี่ละ ไปฝังไว้ในทรายชื้น เพียงเท่านี้คุณก็จะมีน้ำมะนาวที่เก็บไว้ใช้ได้นานเท่านาน

เก็บรักษากระเทียมให้อยู่ได้นาน

เก็บกระเทียมให้มีอายุใช้ทนนาน ให้แกะเป็นกลีบแล้วเลือกกระเทียมที่ดีใส่กล่องปิดฝา เอาเก็บไว้ในตู้เย็นช่องแช่แข็ง เมื่อเวลาจะใช้จึงค่อยหยิบออกมาตามต้องการ

เก็บรักษาฟักทอง

ฟักทองลูกใหญ่ๆที่ซื้อมา หากแบ่งรับประทานไม่หมดในครั้งเดียว จะทิ้งก็เสียดาย จริงๆแล้วมีวิธีเก็บฟักทองไม่ให้เน่าเสียไว อีกทั้งเป็นการป้องกันแมลงวัน แมลงหวี่ต่างๆที่จะมารุมตอม เพียงแต่คุณนำ ปูนแดงมาทาบริเวณที่ตัดออก ปูนแดงก็จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแมลงและเชื้อโรคที่จะกัดกินให้ฟักทองเน่าและเสียไว

เก็บรักษาพริกไทยสด หอมสด

ถ้าซื้อ พริกไทยสด หอมสด พริกสด ไว้ตอนที่มีราคาถูก จะช่วยประหยัดได้มากทีเดียว เวลาจะเก็บก็ให้นำมาล้างแล้วตัดเป็นช่อๆ ใส่ถุงพลาสติกจนเต็ม แล้วปิดปากถุงให้แน่นสนิท นำไปแช่ช่องแข็ง เมื่อต้องการจะใช้ก็เปิดปากถุงแบ่งออกมาใช้ได้ทันทีค่ะ

วิธีเก็บรักษาต้นหอมซอย

นำต้นหอมที่เหลือจากการทำอาหาร นำไปผึ่งให้แห้งก่อน เก็บไว้ในขวดพลาสติก จากนั้นจึงนำไปแช่ในช่องแช่แข็ง ช่วยให้เก็บได้นานมากขึ้น

วิธีเก็บรักษาพริกสด

พริกสดสามารถเก็บไว้ใช้นาน  ให้เลือกพริกที่เน่าออกเสีย เด็ดขั้วพริกทิ้ง จากนั้นให้นำพริกไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาผึ่งลมให้แห้ง ห่อด้วยกระดาษหนาๆ เช่น กระดาษถุงสีน้ำตาล หรือห่อด้วยหนังสือพิมพ์หลายๆชั้น แล้วนำไป เก็บไว้ในที่แห้ง พริกจะสดนานได้ถึง 2 สัปดาห์ ค่ะ หรือว่าจะเก็บพริกที่ผึ่งแห้งแล้วใส่กล่องหรือถุง ปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จะเก็บได้นานถึง 1 เดือน ทีเดียวค่ะ

วิธีเก็บพริกขี้หนูได้นาน

วิธีนี้เป็นแบบ ดองน้ำปลา ดองโดยเด็ดก้านพริกออกวางไว้ในตะแกรง ต้มน้ำเดือด เทน้ำร้อนราด ปล่อยให้แห้ง จัดใส่ขวด ต้มน้ำปลาให้เดือด พออุ่นเทน้ำปลาลงในขวดพริก วิธีนี้เก็บไว้ได้นานเป็นเดือน รสชาติของน้ำปลาพริกดองจะหอมและมีความเผ็ดอร่อย นอกจากนี้ใช้ใส่ในต้มยำ ต้มข่าได้อร่อยไม่แพ้ พริกสดเลยทีเดียวค่ะ

เก็บหน่อไม้ฝรั่งให้ใช้ได้นาน

การเก็บหน่อไม้ฝรั่งให้อยู่ได้นานและสดเสมอ ให้แช่ไว้ในภาชนะที่มีน้ำ เอาถุงพลาสติกครอบส่วนบน แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นค่ะ

อ่านต่อ >> “สุดยอดเคล็ดลับ วิธีการเก็บอาหารให้ได้นาน (หมวดผัก/ผลไม้)” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560 มีเด็กเสียชีวิตแล้ว!

รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) ได้มีหนังสือถึงสถานพยาบาลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขอความร่วมมือเร่งรัดมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับ สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560 เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่และโรคไข้หวัดนก จนถึงประมาณเดือน มี.ค.

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อ โรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ทั้งไข้หวัดใหญ่ 2009 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B พบว่านอกจากอาการทั่วไป คือมีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย หรือหากถึงขั้นอาการรุนแรงจะมีปอดอักเสบ ปอดบวมซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังอาการทางสมองที่เหมือนกับภาวะสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียตัวอื่นๆ ด้วย เพราะเมื่อปี 2557 มีการสอบสวนโรค พบว่าในจำนวนผู้ป่วยกว่า 2,000 ราย ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากถึง 22 ราย ในจำนวนนี้ที่เกิดจากสาเหตุภาวะปอดอักเสบ 21 ราย และมี 1 รายเสียชีวิตจากภาวะสมองอักเสบ ซึ่งเป็นวัยรุ่นอายุราว 14-15 ปี

“ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา มีเด็กเป็นพี่น้องกัน 2 คนในจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บีและมีภาวะสมองอักเสบ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม เด็กเสียชีวิต 1 คน ส่วนอีกคนต้องย้ายไปรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ศักยภาพสูงกว่า แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองอักเสบจากไข้หวัดใหญ่นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น เพราะเมื่อปี 2559 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ทำการรักษาผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคสมองอักเสบจากไข้หวัดใหญ่มาแล้ว แต่โชคดีที่รักษาได้ทัน”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือ อยากให้แพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่นึกถึงโรคทางสมองไว้ด้วย เพื่อจะได้ทำการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที อย่าดูแค่โรคระบบทางเดินหายใจอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา สำหรับประชาชนเองนั้น แนะนำหลักการปฏิบัติตัวเช่นเดิมคือ หากมีไข้ ไอ จาม ขอให้สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนเพื่อป้องการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

——————–

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ( EOC) ร่วมกับผู้บริหารกรมฯ โดยหารือประเด็น สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560 ซึ่งภายหลังการประชุมได้จัดทำเป็นข้อมูลเผยแพร่ ดังนี้

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 22 มกราคม 2560 พบผู้ป่วย 3,125 ราย ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ อายุที่พบมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 25-34 ปี รองลงมาคือ อายุ 35- 44 ปี และอายุ 15-24 ปี ตามลำดับ

ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ลำพูน เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก

โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยคือ Influenza A (subtype H1N1), Influenza A (subtype H3N2) และ Influenza B

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ>> ไข้หวัดใหญ่ระบาด สาธิตจุฬาฯ แจ้งปิดการเรียนการสอน คลิกหน้า 2

แม่สะดุดกระโปรง

แม่สะดุดกระโปรง ทำลูกหลุดมือตกบันไดเลื่อน

สื่อจากต่างประเทศ ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ถึงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อ แม่สะดุดกระโปรง ขณะที่กำลังอุ้มลูกเอาไว้ ทำให้พลาดทำลูกน้อยหลุดมือ ตกบันไดเลื่อน 4 ชั้น เสียชีวิตกลางห้างสรรพสินค้าเมืองอันดียอน ทางตะวันออกของอุซเบกิสถาน

Continue reading “แม่สะดุดกระโปรง ทำลูกหลุดมือตกบันไดเลื่อน”

วัคซีน IPD วัคซีนทางเลือกที่จำเป็นต้องให้ลูกฉีด ป้องกันดีกว่ารักษา

ไอพีดี คือโรคติดเชื้อชนิดรุนแรง ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า นิวโมคอคคัส สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบรุนแรง ไปจนถึงทำให้พิการ และเสียชีวิตได้ คุณพ่อ คุณแม่จึงควรศึกษาวิธีการป้องกัน เช่น การฉีด วัคซีน IPD ดีกว่าการรักษา

Continue reading “วัคซีน IPD วัคซีนทางเลือกที่จำเป็นต้องให้ลูกฉีด ป้องกันดีกว่ารักษา”

แม่ท้องขับรถ

จริงหรือไม่? ขับรถบ่อยเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

จากประสบการณ์ของคุณแม่ ที่ออกมาแชร์เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับคุณแม่คนอื่นๆ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 34 สัปดาห์ แม่ท้องขับรถ ทุกๆ วัน คุณแม่จะขับรถวันละหลายรอบ เพราะคิดว่าคงไม่เป็นอะไร จนมาถึงวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 6 โมงเช้า เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น

Continue reading “จริงหรือไม่? ขับรถบ่อยเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด”