นับวันไข่ตก

นับวันไข่ตก ช่วยเรื่องอะไร? ต้องนับยังไง! เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสท้อง

การนับวันตกไข่ ที่ถูกต้อง ก็มีส่วนช่วยให้ท้องได้ง่าย อีกหนึ่งวิธีในการทำลูกแบบธรรมชาติ แล้วต้อง นับวันไข่ตก ยังไงให้เป๊ะ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์  ตามมาดู วิธีนับวันไข่ตก ที่ถูกต้องกันค่ะ

นับวันไข่ตก ช่วยเรื่องอะไร?

การตกไข่ (Ovulation) คือ การที่รังไข่มีการตกไข่ ออกมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดการตั้งครรภ์ได้ ถ้ามีอสุจิมาเจอกันที่ท่อนำไข่ ในช่วงที่มีการตกไข่ (Fertilization)

ดังนั้นการ นับวันไข่ตก จึงเหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีลูกแบบธรรมชาติ โดยสามารถ นับวันไข่ตก หรือ คำนวณวันที่จะมีไข่ตกได้จากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตนเอง และการวัดอุณหภูมิร่างกาย ก็จะช่วยให้คุณผู้หญิงเลือกช่วงเวลาของการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสม และช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้

โดยรอบเดือนของคนปกติแบ่งออกเป็น 2 ช่วง

  • ช่วงแรกของรอบเดือน จะนับตั้งแต่ประจำเดือนมาวันแรกจนถึงวันที่ไข่ตก เรียกระยะนี้ว่า Folliculara phase :ซึ่งระยะนี้มีเวลาไม่แน่นอนผันผวนตั้งแต่ 7 วันถึง 40 วัน
  • ส่วนระยะที่ 2 เรียก Leuteal phase ระยะนี้มีเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน คือมีระยะเวลา 12-16 วันนับตั้งแต่วันที่ตกไข่

ดังนั้นในระยะเวลามีรอบเดือนขึ้นกับระยะ Follicular phase ซึ่งมีปัจจัยที่จะทำให้ช่วงนี้ยืดยาวออกไป เช่น ความเครียด การเจ็บป่วย

Must read : วันตกไข่ 3 วิธีนับยังไงช่วยแก้ไขมีลูกยาก

วิธีนับวันไข่ตก นับวันไข่ตกยังไง

ทั้งนี้ การตกไข่ หรือการที่ไข่จะตกในแต่ละรอบเดือน ส่วนมากจะประมาณกลางรอบเดือน แต่เนื่องจากบางครั้งรอบเดือนก็อาจมีการแปรปรวนได้ เนื่องจากการมีรอบเดือนแต่ละรอบ และการตกไข่ในแต่ละรอบ จะสัมพันธ์กับการควบคุมของระบบฮอร์โมนค่ะ ดังนั้นถ้ารอบเดือนมาสม่ำเสมอในทุก 28-30 วัน อาจ นับวันไข่ตก ได้ง่าย คือหลังจากวันแรกของรอบเดือนก่อน มา 14 วัน

แต่ถ้ารอบเดือนปกติที่คลาดเคลื่อนได้ ในช่วง 24-38 วัน ดังนั้น ช่วงตกไข่ จึงอาจตกได้ตั้งแต่ 9-16 วัน นับตั้งแต่วันรกของรอบเดือนก่อน ส่วนรายที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ การใช้วิธีการนับวันไข่ตกอาจทำได้ยาก

 

อ่านต่อ >> “สัญญาณที่บ่งว่าไข่พร้อมที่จะปฏิสนธิ” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เล่น “จ๊ะเอ๋” กับลูกบ่อยๆ ได้ประโยชน์มหาศาล

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนเคยเล่น “จ๊ะเอ๋” กับลูกมาแล้ว โดยเฉพาะลูกที่อยู่ในวัยทารก รู้หรือไม่ว่านอกจากจะทำให้ลูกสนุกแล้ว การเล่นจ๊ะเอ๋ยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กอีกด้วย

ประโยชน์ของการเล่น “จ๊ะเอ๋” ที่พ่อแม่คาดไม่ถึง

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตได้กล่าวไว้ว่า “พ่อแม่ควรหันมาใส่ใจเรื่องการเล่นของเด็กมากขึ้น ไม่ว่าจะเล่นคนเดียว หรือเล่นกับเพื่อน เด็กจะทุ่มเทใจและจริงจังกับการเล่นมาก เพราะการเล่นคือการทำงานของเด็ก เด็กจะคิด พลิกแพลงการเล่นตลอดเวลา ยิ่งเล่นมาก จะเกิดความชำนาญจากการค้นหา เปลี่ยน ปรับ แก้ปัญหา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ สะสมเป็นความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ที่เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง ผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ยิ่งเด็กมีโอกาสเล่นมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด คืบคลาน เล่นดิน เล่นทราย หยิบจับสิ่งของ เล่นของเล่น เล่นตุ๊กตา เล่นตั้งเต เล่นบล็อก เล่นตัวต่อ ฯลฯ ก็จะยิ่งได้รับการพัฒนาเซลล์ประสาทในสมองที่มีนับแสนล้านเซลล์เชื่อมต่อกันเป็นร่างแห เด็กจะมีความสามารถในการคิด เรียนรู้ โดยเฉพาะการเล่นที่มีการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ร่วมกันจะทำให้การเชื่อมโยงเซลล์ประสาทเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-25 นอกจากนี้การเล่นของเด็กจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความฉลาดทางปัญญา อารมณ์และสังคมไปพร้อม ๆ กันด้วย” การเล่นจ๊ะเอ๋ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกน้อยในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสังคม

เล่น “จ๊ะเอ๋” อย่างไรให้ลูกชอบ?

การเล่นจ๊ะเอ๋ สามารถเล่นได้หลากหลายวิธี เริ่มตั้งแต่วิธีง่าย ๆ คือการเอามือปิดหน้าสักพักแล้วเอามือเปิดหน้าออกมาให้ลูกเห็นพร้อมทั้งพูด “จ๊ะเอ๋” การเริ่มเล่นแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนนี้ สามารถเล่นได้ตั้งแต่ลูกมีอายุ 3-6 เดือน แต่เมื่อลูกโตขึ้นมาหน่อย คุณพ่อคุณแม่อาจปรับเปลี่ยนการเล่นให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะใช้ผ้ามาคลุมหน้าแล้วค่อยโผล่ออกมาให้ลูกเห็น และเมื่อลูกโตขึ้นไปอีกนิด คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้วิธีเดินออกไปให้พ้นจากสายตาลูกเพียงเล็กน้อย และค่อยโผล่มาจ๊ะเอ๋ให้ลูกตื่นเต้น ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีเดินออกไปให้พ้นสายตาลูกเพื่อเล่นจ๊ะเอ๋ สิ่งสำคัญ คือ จะต้องคอยส่งเสียงให้ลูกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า เช่น อยู่ที่ไหนเอ่ย? แม่อยู่ไหน? เพื่อย้ำให้ลูกมั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่ไกลเขานัก

เคล็ดลับในการเล่น จ๊ะเอ๋ ให้สนุกคือ คุณพ่อคุณแม่ควร เปลี่ยนช่วงเวลาซ่อนสั้น – ยาวสลับกันไป และใช้โทนเสียงหลาย ๆ แบบ (สูง ดัง ตื่นเต้น) เพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์สนุกให้ลูกได้ และควรเลี่ยงเสียงต่ำหรือเสียงเรียบ / โทนเดียว

และเมื่อลูกเริ่มเบื่อที่จะเป็นคนถูกจ๊ะเอ๋แล้ว คุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนให้ลูกเป็นคนเล่นจ๊ะเอ๋แทน โดยการเอาผ้ามาปิดหน้าลูก แล้วพูดว่า ลูกอยู่ไหนน้า? เพื่อให้ลูกใช้มือเปิดผ้าออกมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นหน้า (อย่าลืมแกล้งทำเป็นประหลาดใจเมื่อได้เห็นหน้าลูกนะคะ)

เล่นจ๊ะเอ๋
เล่นจ๊ะเอ๋

เกมนี้สามารถเรียกเสียงหัวเราะสดใสบอกอารมณ์พอใจสุด ๆ ของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่จะสัมผัสได้ว่าลูกชอบมาก เพราะนอกจากเกมนี้จะสนุกแล้ว การที่ได้เล่นกับคุณพ่อคุณแม่ การที่ได้จ้องหน้ามองตาคุณพ่อคุณแม่ เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับลูกเลยล่ะค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ การเล่นจ๊ะเอ๋ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างไร?

Amarin Baby & Kids Awards 2019 winners

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

รางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 จัดขึ้นโดย Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ที่เป็นผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ได้อย่างครบครันรอบด้านที่สุด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 14 ปี Amarin Baby & Kids เข้าถึงคุณแม่ทั่วประเทศไทย ด้วยการเป็น OMNI Media ทั้งรูปแบบ Online ผ่านเว็บไซต์ www.AmarinBabyAndKids.com และเฟซบุ๊คแฟนเพจที่มีเนื้อหาตรงใจ ทันสถานการณ์ โดยมียอดผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 Followers และรูปแบบ On print ผ่าน Bookazine ราย 2 เดือน รวมถึง รูปแบบ On ground งานแฟร์แม่ลูก Amarin Baby & Kids Fair ที่จัดมาแล้วถึง 15 ครั้ง

และเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเครือข่ายแม่ลูกอันดับ 1 ของประเทศที่เข้าใจคุณแม่ไทยมากที่สุด เว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงได้จัด Amarin Baby & Kids Awards 2019” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ จากคะแนนโหวตของคุณแม่ทั่วประเทศกว่า 10,000 คน ผ่าน www.AmarinBabyAndKids.com ด้วยหวังเป็นสื่อกลางข้อมูลคุณภาพจากแม่สู่แม่ Mom to Mom Sharing ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหา “สินค้าใช้ดี ที่ได้รับการยืนยันจากคุณแม่ตัวจริงทั่วประเทศ”

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

รางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 มอบให้กับแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ แบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัล ได้แก่

รางวัล Mommy’s Choice มอบให้กับแบรนด์สินค้า ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากการลงคะแนนของคุณแม่ทั่วประเทศ ที่มีประสบการณ์ใช้สินค้าจริงด้วยตัวเอง ทั้งหมด 23 รางวัล

รางวัล Editor’s Choice ซึ่งมอบให้กับ “สินค้าใช้ดี และมีจุดเด่นน่าสนใจ” คัดเลือกโดย กองบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ทั้งหมด 17 รางวัล

ประกาศผลรางวัล Mommy’s Choice

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
(BEST DISPOSABLE DIAPER)
MamyPoko
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับเด็ก
(BEST SKINCARE FOR KIDS)
D-nee
ครีมกันแดดเด็ก
(BEST BABY SUNSCREEN)
Eucerin
ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวใต้ผ้าอ้อม
(BEST DIAPER RASH PROTECTION)
Bepanthen
สบู่เหลวเด็ก
(BEST BABY WASH)
Babi Mild
แชมพูเด็ก
(BEST BABY SHAMPOO)
Babi Mild
น้ำยาซักผ้าเด็ก
(BEST BABY LAUNDRY DETERGENT)
D-nee
น้ำยาล้างขวดนม
(BEST BABY BOTTLE CLEANSER)
KODOMO
ขวดนมและจุกนม
(BEST TEAT & BOTTLE FEEDING PRODUCT)
Pigeon
รถเข็นและคาร์ซีท
(BEST STROLLER AND CAR SEAT)
Combi
เป้อุ้มเด็ก
(BEST BABY CARRIER)
camera
นม UHT
(UHT MILK AWARDS)
Thai-Denmark
เครื่องดื่มนมผสมมอลต์
(UHT MALTED MILK AWARDS)
BEAR BRAND
ผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการเด็ก
(KIDS DIETARY PRODUCT AWARD)
SEVEN SEAS
ผลิตภัณฑ์กันยุง
(BEST MOSQUITO REPELLENT FOR KIDS)
Lamoon Baby
สเปรย์ปรับอากาศ
(BEST AIR FRESHENER)
KANGAROO BRAND
ของเล่นเด็ก
(BEST TOY FOR KIDS)
LEGO
สำนักพิมพ์หนังสือเด็ก
(BEST CHILDREN’S BOOK PUBLISHER)
Praewpeundek
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าคุณแม่
(BEST FACIAL SKINCARE)
Smooth E
ครีมทาท้องคุณแม่ (BEST STRETCH MARKS CREAM) PALMER’S
เครื่องปั๊มนม (BEST BREAST PUMP) NATUR
ผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนมสำหรับคุณแม่
(BEST BREASTFEEDING SUPPLEMENT)
FENUCAPS
เพจคุณแม่บล็อกเกอร์
(POPULAR ONLINE MOM INFLUENCER)
PREAW

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในดวงใจคุณแม่

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับเด็ก ในดวงใจคุณแม่

ครีมกันแดดเด็กในดวงใจคุณแม่

ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวใต้ผ้าอ้อม ในดวงใจคุณแม่

สบู่เหลวเด็ก ในดวงใจคุณแม่

แชมพูเด็ก ในดวงใจคณแม่

น้ำยาซักผ้าเด็ก ในดวงใจคุณแม่

น้ำยาล้างขวดนม ในดวงใจคุณแม่

ขวดนมและจุกนม ในดวงใจคุณแม่

รถเข็นและคาร์ซีท ในดวงใจคุณแม่

เป้อุ้มเด็ก ในดวงใจคุณแม่

นม UHT ในดวงใจคุณแม่

เครื่องดื่มนมผสมมอลต์ ในดวงใจคุณแม่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเด็ก ในดวงใจคุณแม่

ผลิตภัณฑ์กันยุง ในดวงใจคุณแม่

สเปรย์ปรับอากาศ ในดวงใจคุณแม่

ของเล่นเด็ก ในดวงใจคุณแม่

สำนักพิมพ์หนังสือเด็ก ในดวงใจคุณแม่

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ในดวงใจคุณแม่

ครีมทาท้องคุณแม่ ในดวงใจ

เครื่องปั๊มนม ในดวงใจคุณแม่

ผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนม ในดวงใจคุณแม่

เพจคุณแม่บล็อกเกอร์ ในดวงใจ

ประกาศผลรางวัล Editor’s Choice คลิกหน้า 2

อาหารต้านมะเร็ง

8 วิธีทาน “อาหารต้านมะเร็ง” กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค?

การทานอาหารอย่างถูกวิธี ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี ป้องกันโรคได้หลายโรค รวมถึงโรคมะเร็งอีกด้วย เคล็ดลับในการทาน อาหารต้านมะเร็ง นั้นทำได้ไม่ยาก ดังนี้

8 วิธีทาน “อาหารต้านมะเร็ง” กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค?

มะเร็ง คือ ภาวะสุขภาพที่เซลล์ของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเจริญเติบโตขึ้นอย่างผิดปกติ เรียกอีกอย่างว่าเนื้อร้าย โดยเนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็งสามารถลุกลาม ทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะที่เกิดเซลล์มะเร็ง ลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งเกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นได้ โดยมะเร็งมีหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งจะปรากฏอาการของโรคแตกต่างกันไป

อาหารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นการเกิดเซลล์มะเร็งได้ การทานอาหารอย่างถูกวิธี และการทาน อาหารต้านมะเร็ง ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี และ อาจมีหลักฐานที่ช่วยในการป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ ซึ่งวิธีการทานอาหารที่ถูกต้องนี้ สามารถปฏิบัติได้ทุกคน แม้คนที่ไม่เป็นโรคก็ควรทำ เพราะจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน

8 วิธีทาน “อาหารต้านมะเร็ง” กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค?

  1. รับประทานอาหารที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น
    • ปลาร้าดิบที่ไม่สะอาด หรืออาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและเกิดอาการอักเสบเรื้อรังส่งผลให้เป็นมะเร็งได้ ดังนั้นจึงควรปรุงอาหารเหล่านี้ให้สุกก่อนการรับประทานเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และควรเลือกทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธีผลิตที่ถูกสุขอนามัย
    • ถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง หอม กระเทียม ที่เก็บไม่ดี เพราะอาจมีเชื้อราที่สร้างสารก่อมะเร็ง เชื้อราที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากที่สุดคือ เชื้อราที่ผลิตสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในอาหารที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ถูกเก็บไว้นานจนเกินไป โดยเฉพาะในที่ที่อากาศร้อนและมีความชื้นสูง หากรับประทานเข้าไปจะก่อให้เกิดการสะสมของสารอะฟลาท็อกซินที่ตับ และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งตับในที่สุด อาหารที่เก็บไม่ดี ยังรวมถึง อาหารจำพวกนมและขนมปัง ดังนั้น ก่อนทานอาหารประเภทนี้ ควรตรวจดูให้ดีก่อนว่ามีการเก็บรักษาที่ดีพอหรือไม่ หากเก็บไว้นานจนเกินไป ก็ไม่ควรทาน

2. เน้นรับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ

การทานผักและผลไม้ ไม่จำเป็นต้องทานให้ได้เยอะที่สุด หรือทานแทนหมู่อาหารประเภทอื่น ๆ แต่ควรทานให้มีปริมาณที่สมดุลกับอาหารหมู่อื่น ๆ ด้วย ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุกการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้แนะนำสัดส่วนผักและผลไม้ที่ควรทานต่อ 1 มื้อ ว่า ในอาหาร 1 จาน ควรแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยควรทานผักและผลไม้ 2 ส่วน (หรือ 50% ของอาหารจานนั้น ๆ) คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง 1 ส่วน (หรือ 25% ของอาหารจานนั้น ๆ) และ โปรตีน ซึ่งได้แก่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่าง ๆ อีก 1 ส่วน (หรือ 25% ของอาหารจานนั้น ๆ)

อาหารป้องกันมะเร็ง
อาหารต้านมะเร็ง ขอบคุณภาพจาก : www.thaihealth.or.th

3.รับประทานอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไปจนอ้วน

ไม่ควรทานอาหารให้มากเกินไป แต่เราจะรู้ได้อย่างว่าอาหารที่ทานไปนั้นพอดีกับที่ร่างกายต้องการนำไปใช้แล้ว เพราะคำว่า “พอดี” ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน การตัดสินว่าทานให้พออิ่มไม่น่าจะสามารถนำมาวัดได้ว่าทานมากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้นจึงมีปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันกำหนดไว้ ดังนี้

  • พลังงาน 1600 กิโลแคลอรี – สำหรับเด็กอายุ 6-13 ปี หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
  • พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี – สำหรับวัยรุ่น ชายวัยทำงาน
  • และพลังงาน 2400 กิโลแคลอรี – สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักกีฬา เกษตรกร กรรมกร

เราควรทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม โดยคำนวณจากพลังงานที่ได้รับในแต่ละมื้อว่าไม่ควรเกินจำนวนกิโลแคลอรีที่ควรได้รับในแต่ละวัน เพียงเท่านี้ ก็จะมั่นใจได้ว่าเราได้ทานอาหารที่พอดีกับที่ร่างกายต้องใช้แล้ว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 8 วิธีทาน “อาหารต้านมะเร็ง” กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค?

การดูแลผิวหน้าหนาว

เคล็ด(ไม่)ลับ รับมือ ผดผื่น ผิวแห้งคัน ช่วงหน้าหนาว

ลมหนาวมาแล้ว อากาศแห้งและเย็นแบบนี้ ปัญหาหนักใจที่คุณแม่มักต้องเจอในช่วงหน้าหนาวก็คือ ลูกมีผิวแห้ง ลอกเป็นขุย โดยเฉพาะช่วงแก้ม แขน ขา หรือบางครั้งก็จะมีขึ้นผื่นแดงๆ ทั่วผิวกายด้วย ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยมีผิวพรรณสุขภาพดี นุ่ม ชุ่มชื้น เรามารับมือพร้อมกับการดูแลผิวหน้าหนาวให้ลูกน้อยกันค่ะ

 

การดูแลผิวหน้าหนาว ให้ลูกน้อย กับปัญหาผิวที่ต้องเจอ

พอเข้าช่วงหน้าหนาว คุณแม่ที่มีลูกเล็กมักต้องเจอกับปัญหาผิวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็น…

  • ผดผื่น อาการคือจะเป็นปื้นแดงๆ หรือเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ขึ้นทั่วผิวหน้า ผิวกาย
  • ผิวแห้งคัน อาการคือผิวจะลอกเป็นขุยขาวๆ

ไม่ว่าจะผดผื่น หรือ ผิวแห้งคัน สำหรับทารก และเด็กเล็กๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ในหน้าหนาวอาจมีอาการผิวแห้งได้มากกว่าปกติ อากาศที่แห้งและเย็นในช่วงหน้าหนาว ส่งผลทำให้ลูกน้อยผิวแห้งกร้าน เนื่องจากอากาศจะปรับสมดุลความชื้นทางอากาศ โดยการดูดความชื้นจากชั้นผิวหนัง เพื่อนำไปทดแทนความชื้นในอากาศ เมื่อผิวขาดความชุ่มชื้น ก็จะยิ่งแห้ง คัน และลอกเป็นขุยได้ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อปกป้องไม่ให้ลูกน้อยผิวแห้ง จากปัญหาผิวแห้งต่างๆ ลองมาดูเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าหนาวให้ลูกน้อย นุ่ม ชุ่มชื้นตลอดวันกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวทารก ผิวเด็กเล็ก ให้นุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้านในช่วงหน้าหนาว

การดูแลผิวหน้าหนาว

  • ช่วงเวลาอาบน้ำ

ในช่วงหน้าหนาวคุณแม่อาจจะอาบน้ำให้ลูกน้อยวันละ 1 ครั้งก็พอค่ะ แนะนำว่าอาบน้ำลูกน้อยช่วงสายๆ ของวัน และช่วงเย็นก่อนเข้านอนให้เช็ดตัวแทนการอาบน้ำ เพื่อปกป้องผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น สำหรับน้ำที่ผสมอาบน้ำให้ลูกน้อย คุณแม่สามารถหยดเบบี้ออยล์ลงไปในน้ำอาบสุดท้ายประมาณ 2-3 หยด จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกน้อยได้ดีมาก หรือหลังอาบน้ำขณะที่ผิวลูกยังเปียกหมาดๆ ก็สามารถนวดเบบี้ออยล์ลงบนผิวลูก เพื่อบำรุงให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน

การดูแลผิวหน้าหนาว

ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เบบี้ออยล์

ออยล์ใส สูตรอ่อนโยนพิเศษสำหรับทารก ซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยถนอมผิวที่บอบบางอ่อนโยนของลูกน้อย มีส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ ทั้งดอกคาโมมายล์ น้ำมันดอกทานตะวัน อโลเวล่า ซึ่งจะช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกน้อยได้อย่างดีเยี่ยม ปราศจากสารเคมีอันตราย อย่างเช่น พาราเบน กลูเตน สีสังเคราะห์ และ แอลกอฮอล์

 

การดูแลผิวหน้าหนาว

การดูแลผิวหน้าหนาว

 

  • ช่วงเวลาถนอมผิว

การดูแลถนอมผิวพรรณให้ลูกน้อยทุกวันหลังอาบน้ำ หรือระหว่างวัน ด้วยออยล์หรือโลชั่นบำรุงผิวสำหรับเด็ก จะช่วยให้ผิวลูกน้อยไม่แห้งกร้าน และลดการเกิดผดผื่นจากอากาศแห้ง เย็นได้ดีมากๆ ค่ะ เมื่อผิวของลูกชุ่มชื้น ผิวแข็งแรง ก็จะช่วยป้องกันการระคายเคืองของผิว ที่เกิดจากเสื้อผ้า หรือ ผ้าอ้อม ได้เป็นอย่างมากในช่วงหน้าหนาวแบบนี้

ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น

 

ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เบบี้โลชั่น  

โลชั่นบำรุงผิว สูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติ สำหรับทารก เพื่อถนอมผิวบอบบางอย่างอ่อนโยน เนื้อโลชั่นที่บางเบา ทำให้ซึม  ซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ สบายผิว มี กลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวตลอดวัน ดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น  เบบี้โลชั่น มีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์จากสารสกัดธรรมชาติ 7 ชนิด ช่วยลดการระคายเคือง ปกป้องผิวให้นุ่ม ชุ่มชื้น ที่สำคัญ  ปราศจากสารระคายเคืองผิว อย่างสารพาราเบน กลูเตน สีสังเคราะห์ และแอลกอฮอล์

การดูแลผิวหน้าหนาว

การทาบำรุงผิวด้วยเบบี้โลชั่น เบบี้ออยล์ เป็นหนึ่งวิธีในการบำรุงผิวจากภายนอก แต่หากจะให้ลูกน้อยมีผิวพรรณสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก แนะนำคุณแม่ว่าควรดูแลลูกน้อยให้ได้รับโภชนาการสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและผิว ที่ สำคัญในเด็กเล็ก(อายุหลัง 6 เดือนขึ้นไป) ควรให้ได้ดื่มน้ำระหว่างวันอย่างเพียงพอ การดื่มน้ำจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ผิวไม่แห้งกร้าน เพียงเท่านี้ลูกน้อยก็จะมีสุขภาพผิวดีจากภายในสู่ภายนอกแล้วค่ะ

หวังว่าเคล็ดลับการดูแลผิวหน้าหนาวของลูกน้อยที่นำมาฝากจะถูกใจคุณแม่มือใหม่ทุกคน ..แล้วอย่าลืมถนอม บำรุง เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกน้อยทุกวัน เพื่อลดการเกิดปัญหาผิวแห้งคัน ลอกเป็นขุย มีผดผื่น ฯลฯ ด้วยการทาเบบี้โลชั่นนะคะ

การดูแลผิวหน้าหนาว

เริมในเด็ก

แม่แชร์! ลูกเป็นโรค “เริมในเด็ก” เพราะการกอด-หอมจากคนอื่น

โรค “เริมในเด็ก” ติดต่อกันได้จากการสัมผัส จูบ กอด หอม ในผู้ใหญ่อาจมีเชื้อได้โดยไม่ทำอันตรายกับร่างกาย แต่สำหรับเด็กทารกที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะ 6 สัปดาห์แรกของชีวิตยิ่งอันตรายที่สุด

แม่แชร์! ลูกเป็นโรค “เริมในเด็ก” เพราะการกอด-หอมจากคนอื่น

สิ่งที่กังวลที่สุดสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ คืออาการป่วยไข้ของลูก เพราะลูกยังเล็กมาก ไม่มีภูมิคุ้มกันที่จะไปต่อกรกับโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้เหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้นการดูแลรักษาความสะอาดและการป้องกันไม่ให้ลูกติดโรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และโรคต่าง ๆ ในสมัยนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็น RSV ไข้หวัดใหญ่ เริม เชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ซึ่ง เพียงแค่สัมผัส กอด หอม จูบ ก็สามารถติดกันได้แล้ว ลองคิดดูว่าหากโรคร้ายแรงเหล่านี้ติดต่อในเด็กทารกที่เล็ก ๆ ล่ะ เด็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันมากเพียงพอ สำหรับผู้ใหญ่หรือแม้แต่เด็กโต ที่ผ่านการติดโรคมาหลายครั้งแล้ว ย่อมมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้หลายโรค เมื่อติดโรคใด ๆ มาแล้ว ร่างกายอาจจะไม่มีอาการป่วยไข้ใด ๆ อาจจะมีแค่น้ำมูก หรือรู้สึกเจ็บคอ ทำให้คิดว่าโรคที่ตนเองเป็นอยู่นั้นอาจจะเป็นเพียงแค่หวัดธรรมดา ไม่ได้ร้ายแรงอะไร การสัมผัส กอด หอม จูบ ลูกคนอื่นที่น่ารัก ๆ ก็ไม่ทำให้เด็กติดโรคหรือถ้าติดก็เป็นเพียงแค่หวัดทั่วไป แม่ ๆ ไม่เห็นจะต้องหวงลูกเลย แค่กอด หอมนิดเดียงเอง ถ้าเช่นนั้น เรามาดูเรื่องราวที่เกิดกับคุณแม่ท่านนี้กันค่ะ

ลูกติดเชื้อเริม
ลูกติดเชื้อเริม

คุณแม่ Charlotte Louise Jones ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว เล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับลูกของตนเอง ที่ได้ติดเชื้อเริมจากการกอด หอมจากคนแปลกหน้า ดังนี้

ไวรัสเริมชนิด 1 เป็นสิ่งที่ทำให้ Ellis ลูกของเธอต้องนอนโรงพยาบาล ในตอนแรกที่คุณหมอคิดว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ แต่หลังจากนั้น Ellis ก็เริ่มมีแผลที่มีหนองที่ และมีผื่น จนสุดท้ายก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสเริม

ผู้คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่า การจูบหรือการสัมผัสจากคนที่มีอาการป่วยไข้เหมือนไข้หวัดธรรมดา สามารถคุกคามชีวิตเด็กตัวเล็ก ๆ ได้

ด้วยไข้ที่สูงถึง 40 องศา ต้องสอดท่อเพื่อให้ยาและให้เลือด รอบปากยังเกิดแผลพุพองอย่างหนัก และขั้นตอนการรักษาที่มากมายในโรงพยาบาล ทำให้ลูกไม่สามารถทานอาหารได้เป็นสัปดาห์ ทานได้แต่อาหารที่ทำเป็นของเหลวผ่านขวด

เราโชคดีมากที่ร่างกายของ Ellis สามารถฟื้นฟูได้เร็ว แต่สำหรับเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำผลลัพธ์อาจแตกต่างกันมาก

กรุณาอย่าจูบ หอม กอด เด็กทารกหรือเด็กวัยหัดเดินหากคุณมีอาการใด ๆ ที่มีอาการป่วยไข้หรือเป็นหวัด ให้ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสเด็ก!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เริมในเด็ก คืออะไร? สาเหตุ อาการและการป้องกันโรค เริมในเด็ก

กิจกรรมช่วงปิดเทอม

ชวนลูกทำ! 3 กิจกรรมช่วงปิดเทอม สุดว้าว! แถมสร้างสรรค์!

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา กิจกรรมช่วงปิดเทอม ให้ลูกอยู่ ต้องห้ามพลาด!! Super Nanny มีกิจกรรมดีๆ มาแนะนำ รับรองว่าช่วงเวลาตลอดการปิดเทอมของเด็กๆ จะไม่ศูนย์เปล่าไปอย่างน่าเสียดาย

Super Nanny แนะ 3 กิจกรรมช่วงปิดเทอม สุดว้าว! แถมสร้างสรรค์!

ปิดเทอมทีไร เด็กๆ จะตื่นเต้น ที่ไม่ต้องรีบตื่นเช้าไปโรงเรียนอยู่พักนึง  แต่พอผ่านไปได้ยังไม่ทันจะครึ่งเดือน ก็เริ่มบ่นเบื่อกันแล้ว
อยากเจอเพื่อนๆ คิดถึงบรรยากาศสนุกๆ ที่โรงเรียน ดังนั้นเพื่อให้ช่วงเวลาตลอดปิดเทอมของเด็กๆ ไม่ศูนย์เปล่าไปอย่างน่าเสียดาย บอมเบย์จึงมี กิจกรรมปิดเทอม สนุกๆ ที่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นพัฒนาการการเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ ที่สำคัญยังจะต่อยอดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ด้วย มาแนะนำ

Must read : 5 จุดหมาย พาลูกเที่ยว ใกล้กรุงเทพ กิจกรรมเพียบ ถูกใจเด็กๆ

ซึ่งความพิเศษของ กิจกรรมช่วงปิดเทอม ที่แสนสนุกนี้ บอมเบย์มีผู้ช่วยเป็น HP DeskJet Ink Advantage เครื่องปริ๊นท์เตอร์ไร้สาย ที่สามารถพิมพ์ สแกน ถ่ายเอกสาร ก็สามารถทำได้ง่ายๆ สะดวกมากๆ ว่าแต่จะมีกิจกรรมอะไรบ้างตามไปดูกันเลย!!😘

 


ติดตามคลิปวีดีโอดีๆ กับ Super Nanny จาก Youtube channel : Amarin Baby & Kids

 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HP DeskJet Ink Advantage เครื่องปริ๊นท์เตอร์ไร้สาย ได้ที่นี่ >> https://www8.hp.com/th/th/printers/ink-advantage.html

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจของ Super Nanny :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

4U2 Look at Me

6 เคล็ดลับแต่งตาแม่ให้สวยเด้ง กับ 4U2 Look At Me Eyeshadow

วันที่ 5 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา  4U2 เปิดตัวเครื่องสำอางใหม่ 4U2 Look at Me Eyeshadow พร้อมพรีเซนเตอร์คู่จิ้นสุดแนว สาย Y มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร และ แปลน-รัฐวิทย์ กิจวรลักษณ์ กับลุคเน้นดวงตาสไตล์เกาหลีกันอย่างจัดเต็ม โดยเป็นอายแชโดว์ 5 เฉดสีในตลับเดียว มีให้เลือก 6 สี เหมือนเป็นตัวแทนผ่านทางสายตาของ 3 อารมณ์ 3 ความรู้สึกของความสัมพันธ์

4U2 Look at Me สี Nude Drama I / Nude Drama II

เน้นโทนสีนู้ด…เมื่อ 2 สายตาประสานกันเป็นครั้งแรก อาจแสดงออกเพียงการมองแบบผิวเผินอย่างคนไม่คุ้นเคย แต่ภายในดวงใจของทั้งสองอาจบอกว่า ‘เขามีอะไรบางอย่างที่เหมือนเราอยู่นะ’ ต่างคนต่างคิดว่าเขาเป็นคนน่าสนใจ น่าค้นหา และอยากทำความรู้จักกันให้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกมากมายนัก

4U2 Look at Me สี Mad Brick I / Mad brick II

เน้นโทนสีส้ม...เมื่อความสัมพันธ์เติบโตกลายเป็นความสนิทสนม จากคนรู้จักก็กลายเป็นเพื่อนสนิท (ที่รู้ใจ) ในดวงตาของทั้งสองแอบแฝงอารมณ์คุกรุ่น ร้อนแรง เร่าร้อน สนุกสนานและซ่อนความเซ็กซี่ แบบคนเคมีเข้ากันสุดๆเอาไว้

4U2 Look at Me สี Brown Addict I / Brown Addict II

เน้นโทนน้ำตาล…ตัวแทนของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ลุ่มลึก หลงใหลกันและกันมากอย่างบ้าคลั่ง เป็นความรักที่ดูดดื่มเท่าที่คนสองคนจะพึงมีให้แก่กันได้ ราวกับดวงใจสองดวงที่ประสานกัน เพียงประสานตากันก็เข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่าย

4U2 Look at Me

(อายแชโดว์ 4U2 ราคา 399 บาท โปรโมชั่นลดเหลือ 299 บาท
มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM และ www.4U2thailand.com)

 

6 เคล็ดลับสูตรเด็ด แต่งตาแม่ให้สวยเด้ง
ด้วย 4U2 Look At Me Eyeshadow

ไม่ว่าคุณจะมีอายแชโดว์ซักกี่สี ทำไมแต่งออกมาก็ดูไม่เด่น ไม่เด้งเหมือนกันไปหมด คุณอาจแต่งผิดวิธีก็ได้ มาทำตามเคล็ดลับง่ายๆของ 4U2 แล้วรับรองว่าคุณจะมีดวงตาคมเฉี่ยวสวยอย่างแน่นอนค่ะ

1. เตรียมดวงตา หากคุณมีผิวมันก็เป็นไปได้ว่าอายแชโดว์ที่คุณปัดจะไปกระจุกอยู่ที่ชั้นพับเปลือกตาอย่างง่ายดายมาก เพื่อเลี่ยงปัญหาดังกล่าว หลังทารองพื้นให้ปัดเบาๆด้วยแป้งฝุ่นคุมมัน แล้วจะทาอายแชโดว์ทับลงไป

2. เติมสีให้ชัด วิธีหนึ่งที่ 4U2 ขอแนะนำเพื่อปรับสีอายแชโดว์ให้ดูโดดเด่นขึ้นอีกระดับคือ การปัดเบ้าตาด้วยอายแชโดว์สีอ่อนๆอย่างสีนู้ดเนื้อแมทลงบนเปลือกตาให้ทั่วก่อน แล้วค่อยปัดสีเข้มจัด หรือสีสดที่มีประกายชิมเมอร์ทับลงไป วิธีนี้จะช่วยให้สีสดลอยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อย่าง อายแชโดว์ 4U2 Nude Drama No.01 / 02 ที่มีสีน้ำตาลอ่อนออกนู้ด ที่ใช้ทาวันสบายๆก็ได้ หรือทาเป็นรองพื้นก่อนทาอายแชโดว์สีเข้ม หรือสีสดทับอีกรอบก็ได้

4U2 Look at Me

3. หล่นเหรอ…อย่าได้แคร์ บ่อยครั้งที่เราอยากจัดเต็มให้ดวงตาด้วยการทาสโมกกี้สีสด หรือสีเข้มๆไปเลย แต่พอแต่งไปก็จะชอบร่วงมาติดตรงโหนกแก้มประจำ วิธีแก้ก็ง่ายมาก นอกจากการแตะแปรงอายแชโดว์ลงเบาๆที่หลังมือเพื่อเกลี่ยเนื้ออายแชโดว์ที่เกาะเป็นก้อนที่ปลายแปรงแล้ว คุณก็อาจเริ่มการแต่งหน้าด้วยการปัดอายแชโดว์ก่อนเลยเป็นอย่างแรก หากตกลงบนโหนกแก้มก็ค่อยเก็บรายละเอียดด้วยการปัดแป้ง และปัดบลัชออนทับอีกครั้ง

4. รู้จักดวงตาของคุณ บ่อยครั้งที่เห็นเพื่อนแต่งตาได้สวย แต่เมื่อลองให้เพื่อนแต่งให้แบบเดียวกัน กลับดูไม่สวยกับดวงตาของคุณ นี่เป็นเพราะรูปดวงตาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากคุณมีดวงตาเล็กก็ควรเน้นปัดให้เหนือเปลือกตาขึ้นไปถึงโหนกคิ้วเลย เพื่อเปิดดวงตาให้สวยขึ้

5. อย่ากลัวมิกซ์สี ไม่ต้องกลัวที่จะลองแมชสี ลองปัดด้วยสีที่คุณใช้ประจำจากนั้นลองผสมสีแปลกใหม่ที่พึ่งซื้อมาอย่างสีส้มทับลงไป จากนั้นทับด้วยชิมเมอร์อีกสี ดวงตาของคุณอาจดูมีมิติคมโตหน้ามองขึ้นก็ได้

6.อย่าลืมขอบตาล่าง การเติมอายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อน หรือแม้กระทั่งน้ำตาลเข้มที่ขอบด้านล่างของดวงตาจะช่วยขยายดวงตาให้ดูคมขึ้น โดยใช้แปรงอันเล็กๆเพื่อเกลี่ยสีอายแชโดว์ให้ฟุ้ง อาจเติมอายไลเนอร์สีขาวเพื่อเติมดวงตาให้ดูใหญ่ขึ้นด้วย

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรียนว่ายน้ำดียังไง

เรียนว่ายน้ำดียังไง 7 ข้อดีที่ควรฝึกลูกว่ายน้ำตั้งแต่เล็ก

คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะ เจ้าตัวน้อยสามารถว่ายน้ำได้ตั้งแต่เบบี๋ เรียนว่ายน้ำดียังไง ทำไมควรให้ลูกได้ฝึกทักษะว่ายน้ำตังแต่เล็ก มาดูประโยชน์ของการสอนให้ลูกว่ายน้ำกันค่ะ

เด็กกับน้ำเป็นของคู่กันมาโดยตลอด สังเกตไหมคะ เด็ก ๆ จะสนุกทุกครั้งที่ได้สัมผัสกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเล่นในอ่างเล็ก ๆ หรือพาลงไปในสระว่ายน้ำ ซึ่งทารกนั้นสามารถฝึกว่ายน้ำตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป เนื่องจากความคุ้นชินของเด็กตั้งแต่อยู่ในถุงน้ำคร่ำในท้องแม่ จึงทำให้เด็กสามารถเรียนรู้การลอยตัวในน้ำได้ตั้งแต่เบบี๋  ประโยชน์ของการว่ายน้ำจึงดีต่อพัฒนาการเด็กหลายด้าน ทั้งทางร่างกาย ทางอารมณ์ สังคม และยังกระตุ้นให้สมองเกิดการพัฒนาที่ดีอีกด้วย หากให้ลูกได้เรียนว่ายน้ำอย่างถูกต้องก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น

เรียนว่ายน้ำดียังไง 7 ข้อดีที่ควรฝึกลูกว่ายน้ำตั้งแต่เล็ก

เรียนว่ายน้ำดียังไง
เรียนว่ายน้ำดียังไง

#1 ช่วยฝึกทักษะการเคลื่อนไหว การทรงตัว เสริมสร้างพัฒนาการของร่างกาย

การว่ายน้ำจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว และยังได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ให้อวัยวะได้ทำหน้าที่ประสานงานและความสมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้สมองทำงานประสานกับการรับรู้ของร่างกายได้ดี ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการควบคุมการทรงตัว ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการการเดิน คลาน ยืน นั่ง ได้ดี รวมถึงยังช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของหัวใจและปอดให้แข็งแรงด้วย

#2 ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและเสริมสร้างสมาธิ

การตั้งใจฟังและปฏิบัติตามคำสั่งจากครูผู้สอนจะทำให้เด็ก ๆ มีสมาธิ เนื่องจากสมองถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการจดจำได้เป็นอย่างดี และเป็นพื้นฐานที่ดีต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น มีผลการวิจัยทางการศึกษาโครงการว่ายน้ำสำหรับเด็กและว่ายน้ำออสเตรเลียโดยสถาบัน Griffith ได้ทดสอบเด็ก 3-5 ขวบที่ได้เรียนว่ายน้ำต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี พบว่า เด็ก ๆ มีทักษะการมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างมาก สามารถทำคะแนนทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ทักษะการใช้ภาษา และความรู้ด้านการอ่านก็ดีขึ้น นอกจากนี้การเคลื่อนไหวในน้ำอย่างอิสระจะช่วยกระตุ้นจินตนาการช่วยให้สมองเกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

#3 ช่วยให้เกิดความอยากอาหาร

การว่ายน้ำออกกำลังกายจะช่วยทำให้ลูกหิว สามารถกินนมหรือกินอาหารได้เพิ่มขึ้นหลังว่ายน้ำเสร็จ ส่งผลต่อพัฒนาการเจริญเติบโตที่ดีของร่างกาย

#4 ช่วยทำให้หลับสบาย

การได้ว่ายน้ำออกกำลังกายจะช่วยปรับให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง เด็กจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายอารมณ์ และส่งผลให้ลูกนอนหลับสนิทตลอดคืน ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนในตอนกลางคืนอย่างเต็มที่ก็จะทำให้เกิด Growth Hormone ที่ดีทำให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย และตื่นขึ้นมารับวันใหม่ด้วยอารมณ์ดีพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

#5 ช่วยสร้างความมั่นใจ

มีผลการศึกษาโดย Ruth Brenner เผยว่าการได้เรียนว่ายน้ำสามารถลดความเสี่ยงของการจมน้ำ 88% ในเด็กอายุ 1-4 ปี เนื่องจากการว่ายน้ำจะสร้างความมั่นใจในตนเอง สร้าง Self Esteem และสร้างรากฐานที่มั่นคงด้านความปลอดภัยในกิจกรรมทางน้ำตั้งแต่เนิ่น ๆ มีทักษะการเอาตัวรอด การลอยตัว ไม่กลัวน้ำ ทำให้ไม่ตื่นตระหนก มีสติ และสามารถแก้ปัญหาให้เอาตัวรอดจากการจมน้ำได้

เรียนว่ายน้ำดียังไง
เรียนว่ายน้ำดียังไง

#6 ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์

การที่พ่อหรือแม่มีส่วนร่วมในการฝึกว่ายน้ำไปกับเจ้าตัวน้อยถือเป็นเวลาคุณภาพที่จะทำให้เกิดความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างกัน ซึ่งเกิดจากการสัมผัสตัว โอบกอด สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวในการใช้เวลาร่วมกัน ได้พูดคุย เกิดความไว้วางใจ โดยเฉพาะในเด็กทารกจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกถึงความรัก ส่งผลให้ลูกอารมณ์ดี มีความสุขได้

#7 ช่วยเสริมสร้างทักษะทางสังคม

การเรียนว่ายน้ำทำให้เด็ก ๆ ได้เจอทั้งครูผู้สอน เพื่อนใหม่ที่มาเรียน ทำให้เด็กเกิดการปรับตัวได้ เรียนรู้ที่จะเข้ากับผู้อื่นและการเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม

การเรียนน้ำเป็นกีฬาและกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อตัวลูกตั้งแต่เล็ก ๆ ทั้งสุขภาพร่างกายรวมถึงพัฒนาการดี ๆ รอบด้าน แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อให้ลูกเล็กลงสระคือการเลือกสระว่ายน้ำที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยเพื่อที่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและผิวหนัง น้ำในสระควรมีอุณหภูมิระหว่าง 30-33 องศา และเด็กเล็กควรว่ายในสระร่ม ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที เท่านี้ลูกน้อยก็จะเรียนรู้และปลอดภัยได้ประโยชน์จากการฝึกเรียนว่ายน้ำเต็มที่ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.everydayfamily.com , www.swimming.org

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

เรียนว่ายน้ำตอนไหนเหมาะที่สุด

เทคนิคสอนลูกว่ายน้ำ วิธีเอาตัวรอด เพื่อป้องกันลูกจมน้ำ หรือตกน้ำ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เตรียมอนุบาล

ส่งลูกเข้า เตรียมอนุบาล จำเป็นมั้ย? ควรให้ลูกเข้าเรียนตอนกี่ขวบดี?

คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านยังคงต้องทำงานเป็นหลัก บางบ้านอาจจะไม่มีญาติผู้ใหญ่มาคอยดูแลบุตรหลาน เงินก็คงต้องปั๊มเพื่อมาเลี้ยงลูก บางบ้านก็กลัวว่าลูกมีพัฒนาการไม่ทันเด็กคนอื่น แต่ก็ยังกังวลว่าส่งลูกเข้า เตรียมอนุบาล ตั้งแต่เบบี๋เลยจะดีมั้ย ควรให้ลูกเข้าเรียนตอนกี่ขวบดี ? การพาลูกไปฝากเลี้ยงที่เนิร์สเซอรี่ก่อนที่จะถึงวัยเข้าอนุบาลเมื่อลูกอายุ 3 หรือ 4 ขวบของพ่อแม่นั้นอาจจะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุที่แตกต่างกันไป

ส่งลูกเข้า เตรียมอนุบาล จำเป็นมั้ย?

แพทย์หญิง สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ได้แสดงความคิดเห็น ไว้ว่า “ถ้าพ่อแม่ดูแลลูกเอง ไม่จำเป็นต้องส่งเข้าโรงเรียนเร็วเลยค่ะ พ่อแม่ดูแลเองดีที่สุด การส่งลูกเข้าเรียนเร็วกว่าวัยอนุบาล ไม่ได้ทำให้เด็กเรียนเก่งหรือพัฒนาการดีกว่าแต่อย่างใด”

แต่ถ้าเป็นที่พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ หลายบ้านจึงจำเป็นต้องหาสถานที่รับเลี้ยงเด็กในช่วงเวลาที่พ่อแม่ทำงาน ซึ่งในปัจจุบันมีโรงเรียนที่เปิดชั้นเตรียมอนุบาล ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ สถาบันพัฒนาสำหรับเด็กเล็กวัยก่อนเรียน ที่เรียกว่า “เนิร์สเซอรี่” มาให้คุณพ่อคุณแม่พิจารณาฝากลูกไว้

ควรให้ลูกเข้าเรียนเตรียมอนุบาลตอนกี่ขวบดี?

เตรียมอนุบาล
น้องขันเงิน

การเริ่มเข้าเรียนในวัยอนุบาลของลูกปกติจะเริ่มต้นเมื่อเด็กอายุ 3 ขวบ แต่เมื่อมีความจำเป็นที่ต้องพาลูกเข้าโรงเรียน เตรียมอนุบาล หรือเนิร์สเซอรี่ ซึ่งสถานที่รับเลี้ยงเด็กมีทั้งรับเด็กตั้งแต่ 3 เดือน หรือ 1 ขวบเป็นต้นไปขึ้นอยู่กับแต่ละที่ คุณพ่อคุณแม่ควรต้องเตรียมระวังเรื่องการเจ็บป่วย เนื่องจากเด็กเล็กที่ยังมีภูมิต้านทานน้อย การได้อยู่ร่วมกันในเด็กหลาย ๆ คนโอกาสติดเชื้อโรคจะมีมากกว่าเด็กโต และในช่วงเด็กอายุประมาณ 1 ขวบครึ่ง ถึง 2 ขวบ ลูกจะรู้สึกวิตกกังวลในการแยกจากพ่อแม่ ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการปกติของเด็กวัยนี้ และความรู้สึกนี้จะลดลงเมื่อเด็กอายุ 3 ปี ซึ่งตรงกับช่วงเวลาเข้าโรงเรียนอนุบาลพอดี

เตรียมพร้อมให้ลูกเข้าเรียนเตรียมอนุบาลอย่างไรดี?

การเตรียมตัวเข้าเตรียมอนุบาล สำหรับเด็กเล็กมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นส่วนของพัฒนาการของเด็กที่จะต้องแยกจากพ่อแม่ไป ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เจ้าตัวน้อยจะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมใหม่ที่โรงเรียน ดังนั้นเมื่อพ่อแม่ตั้งใจจะส่งลูกไปเตรียมอนุบาล หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษในการตัดสินใจเลือกและนำมาเปรียบเทียบก่อนจะให้ลูกเข้าเนิรส์เซอรี่ คือ

  • ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันอาจขึ้นอยู่กับสภาพสถานที่ ครูผู้สอน พี่เลี้ยงเป็นต้น
  • สถานที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน เหมาะแก่การรับส่งลูก ใช้เวลาเดินทางสะดวก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจไปดูสถานที่จริงและดูหลาย ๆ ที่เปรียบเทียบกันไว้ก่อน
  • คุณภาพของสถานที่ ความปลอดภัย ความสะอาด เช่น มีประตูกั้นเพื่อไม่ให้เด็กเล็กเดินออกเอง ห้องมีระบบถ่ายเทอากาศดี มีการทำความสะอาดห้องเรียนอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้และของเล่นเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค มีระบบการแยกข้าวของเครื่องใช้เด็กแต่ละคนไม่ให้ปะปนกัน มีกล้องวงจรปิดเพื่อสามารถตรวจสอบดูได้ในกรณีเกิดปัญหาขึ้นกับลูก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีในการป้องกันเด็กจากคนอื่น และสถานที่ควรรองรับเด็กไม่แออัดจนเกินไป เป็นต้น

เตรียมอนุบาล

  • ดูภาพรวมในการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ของคุณครูหรือพี่เลี้ยง เช่น มีใจรักเด็ก ใจเย็น มีความใส่ใจและเข้าใจในธรรมชาติของเด็กเล็ก ควรมีความรู้ความชำนาญในการดูแลเด็ก มีทักษะการสอนเด็กก่อนวัยเรียนด้วยกิจกรรมที่สมวัยเพื่อกระตุ้นพัฒนาการรู้ มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อ ไม่มีประวัติอาชญากรรม เป็นต้น
  • พิจารณาถึงจำนวนเด็กภายในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ว่าเหมาะสมพอกับจำนวนบุคลากรที่สามารถดูแลเด็กได้ทั่วถึง และควรมีผู้บุคลากรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตหรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่ในโรงเรียน ที่พร้อมจะดูแลในกรณีมีเด็กป่วยพร้อมแยกห้องออกจากเด็กปกติก่อนที่จะโทรตามผู้ปกครองมารับ

เตรียมอนุบาล

  • ควรมีของเล่นที่เพียงพอแก่จำนวนเด็ก และมีหลากหลายเหมาะกับแต่ละวัยเพื่อช่วยเสริมพัฒนาการ จัดตารางโปรแกรมฝึกพัฒนาการที่แน่นอนสำหรับเด็กแต่ละช่วงอายุ
  • มีนโยบายที่ตรงกับใจพ่อแม่ โดยอาจจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เน้นการดูแลสุขภาพอนามัย ความสะอาดต่อตัวเด็ก เวลารับ-ส่งลูก ตารางกิจกรรม อาหารและของว่างตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย ฯลฯ

เตรียมอนุบาล

หากคุณพ่อคุณแม่ได้พิจารณาสถานที่รับเลี้ยงเด็กเพื่อฝากลูกไว้ในช่วงทำงานอย่างถูกใจก็จะช่วยทำให้เบาได้ และควรเตรียมความพร้อมของร่างกายลูกก่อนพาเจ้าตัวน้อยไปฝากเลี้ยง ด้วยการรับวัคซีนบังคับตามช่วงวัยอย่างครบถ้วนเพื่อระวังและป้องกันอาการเจ็บป่วยที่มักเกิดขึ้นในแหล่งที่มีเด็ก ๆ อยู่รวมกันได้นะคะ

ไม่ให้ลูกเข้า เตรียมอนุบาล ลูกจะพัฒนาการช้ามั้ย?

เชื่อว่าถ้าเป็นไปได้พ่อแม่หลายคนคงไม่อยากส่งลูกเข้าเนิร์สเซอรี่หรือให้ไปโรงเรียนก่อน 3 ขวบ นอกจากความจำเป็น สำหรับบ้านไหนที่มีโอกาสได้เลี้ยงลูกเอง การรอให้ลูกเข้าเรียนอนุบาลตอนอายุประมาณ 3 ขวบก็จะช่วยลดโอกาสการป่วยหรือติดเชื้อโรคได้น้อยกว่าเด็กในวัยเล็ก ส่วนเรื่องพัฒนาการนั้นมีงานวิจัยหลายแห่งยืนยันว่า “เด็กที่อยู่กับพ่อแม่ช่วงก่อนวัยเรียนและไปโรงเรียนหลังจากที่พร้อมแล้ว ในอนาคตมักจะเป็นหัวหน้าชั้นหรือหัวหน้าในสังคมและเป็นเด็กที่เข้ากับสังคมได้ดี”* ในเด็กวัยเดียวกันแต่ละคนอาจจะมีความพร้อมไม่เท่ากันได้ การเลี้ยงดูลูกอยู่บ้านให้ได้เล่นหรือพาลูกออกนอกบ้านทำกิจกรรมพิเศษ มีกิจกรรมเพื่อเสริมพัฒนาการตามวัย มีเวลาคุณภาพ เลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในช่วงเบบี๋ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องพัฒนาการหรือวิชาการที่จะไม่ทันเด็กคนอื่นนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : *www.doctor.or.thเพจคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

เช็กเลย! รายชื่อ โรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่งดรับเด็ก 3 ขวบเข้าเรียน

9 สิ่ง ที่พ่อแม่ควรฝึกลูกน้อยเพื่อ เตรียมเข้าอนุบาล

ลูกเราเรียนรู้อะไร จากเนิร์สเซอรี่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พฤติกรรม การนอนของเด็ก ที่ส่งสัญญาณอันตราย!!

บางพฤติกรรมที่เด็กทำขณะนอนหลับนั้นหมายถึงสัญญาณที่ร่างกายกำลังมีปัญหา คุณพ่อคุณแม่ควรคอยสังเกต การนอนของเด็ก และหากพบพฤติกรรมเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์

พฤติกรรม การนอนของเด็ก ที่ส่งสัญญาณอันตราย!!

การนอนเป็นอาหารสมอง เพราะการนอนจะช่วยทำให้ร่างกายได้พักผ่อน สร้างภูมิต้านทานโรค สดชื่นแจ่มใสอารมณ์ดี คิดอ่านอะไรได้หลักแหลม จดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เรียนรู้ไปได้อย่างแม่นยำ การนอนของเด็ก ที่เพียงพอจะทำให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) หลั่งมาก ถ้านอนหลับไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้การหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ได้

สาเหตุที่ทำให้เด็กนอนหลับได้ไม่สนิท ไม่เพียงพอ หรือ ไม่เต็มที่นั้นมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การนอนดึกตื่นเช้า การป่วยไข้ การสร้างสุขนิสัยการนอนที่ไม่ถูกต้องให้เด็ก สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการนอน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับแก้ให้ถูกต้องได้ แต่ในบางสาเหตุ ก็ไม่ใช่สาเหตุทั่วไปที่ทำให้ลูกนอนหลับได้ไม่สนิท แต่กลับเป็นสัญญาณอันตรายว่าร่างกายของลูกกำลังมีปัญหาได้ โดยพฤติกรรม การนอนของเด็ก ที่ส่งสัญญาณอันตราย มีดังนี้

พฤติกรรม การนอนของเด็ก ที่ส่งสัญญาณอันตราย!!

  1. นอนกรนเสียงดังมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เสียงกรนบ่งบอกถึงทางเดินหายใจส่วนบนได้แก่บริเวณลำคอนั้นแคบกว่าปกติ เสียงกรนจึงเกิดจากการพยายามออกแรงหายใจเข้าผ่านทางเดินหายใจที่แคบนั่นเอง การนอนกรนอาจเป็นสัญญาณอันตรายได้ โดยเฉพาะเด็กที่กรนเสียงดังมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. การนอนหลับในท่าทางที่ผิดปกติ เช่น นอนแหงนคอ หรือนอนคว่ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกกำลังหายใจได้ลำบาก จึงพยายามหาท่าท่างให้ตัวเองนอนแล้วหายใจได้สะดวกขึ้น
  3. สังเกตเห็นว่าหยุดหายใจขณะหลับในระยะเวลาสั้น ๆ ตามด้วยเสียงกรนหายใจหอบ หรือตื่นระหว่างกลางคืน
  4. มีอาการที่แสดงให้เห็นว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ เช่น มีปัญหาในการเรียนและพฤติกรรม ปลุกตื่นยาก หลังตื่นนอนอยากนอนหลับต่อ อารมณ์หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย หลับขณะเรียนหนังสือ
  5. มีอาการนอนหลับไม่สนิทระหว่างคืน เช่น นอนกระสับกระส่าย ปัสสาวะรดที่นอน
  6. ปวดศีรษะในระหว่างวันหรือปวดศีรษะหลังตื่นนอน
  7. สมาธิสั้นและซนกว่าปกติ
การนอนของทารก
การนอนของทารก

อาการเหล่านี้ เป็นอาการที่อาจเกิดจาก ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับ เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณลำคอเกิดการคลายตัวเป็นช่วง ๆ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงหรือถูกปิดกั้นในขณะนอนหลับ ทำให้กรนเสียงดังและหายใจลำบากในขณะนอนหลับ เมื่อระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง จะเป็นอันตรายและอาจทำให้เกิดความผิดปกติอื่นตามมาจนถึงเสียชีวิตได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นคืออะไร? พร้อมสาเหตุและวิธีป้องกัน

Breeze Outdoor learning

บรีส OUTDOOR LEARNING ปี 2 ตอน 60 นาที เล่นเลอะ รอบรู้ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาเปลี่ยนเวลา 60 นาทีนอกบ้านกับลูก ในการสร้างทักษะการเรียนรู้รอบด้านให้ลูกน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและศักยภาพเต็มที่ 
https://facebook.com/AmarinBabyAndKids/videos/529233351174691/

THE POWER OF UNITY Presents ROAD TO TOKYO 2020

 “THE POWER OF UNITY Presents ROAD TO TOKYO 2020” ร่วมสร้างปรากฏการณ์รวมพลังคนไทยที่ ตูน อาทิวราห์ จะนำวิ่งแสดงพลังเพื่อนักกีฬาไทยมุ่งสู่โตเกียว 2020 พร้อมนักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

พบกับมินิคอนเสิร์ตจาก BNK48 และการร่วมร้องเพลงเชียร์เพื่อชาติไทย THE POWER OF UNITY ได้แก่ ตูน อาทิวราห์, BNK48, แสตมป์ อภิวัชร์, ป๊อด โมเดิร์นด็อก, โจอี้ บอย และใบเตย อาร์สยาม

รายได้จากการสมัครโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้นักกีฬา เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนทีมนักกีฬาไทย ไปโอลิมปิกและพาราลิมปิก ที่โตเกียว 2020

  • Mini Marathon 10 KM ราคา 700 บาท
  • Fun Run 5 KM ราคา 500 บาท
  • Fun Run (Guide Runner) 5 KM ราคา 500 บาท
    ร่วมวิ่งกับนักกีฬาพาราลิมปิกและผู้พิการทางสายตา

คลิกสมัครได้ที่ https://www.runlah.com/events/rtt2020
วันนี้ – 27 ตุลาคม 2562

ติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ The Power of Unity Presents Road to Tokyo 2020

เลี้ยงลูกให้มีความสุข

เลี้ยงลูกให้มีความสุข รอยยิ้มลูก คือกระจกส่องเรา โดย พ่อเอก

เรารู้สึกชื่นใจไม่น้อย เวลาได้ยินคนชมว่า เจ้าตัวป่วนทั้ง 2 ยิ้มเก่ง เพราะทั้งคู่ ยิ้มบ่อยในระดับที่เรียกว่า ‘ยิ้มเรี่ยราดเลยทีเดียว’ ซึ่งผมเชื่อว่า เมื่อเรา เลี้ยงลูกให้มีความสุข คุณพ่อคุณทุกท่านก็คงรู้สึกชื่นใจ เวลาเห็นลูกตัวเองยิ้ม แต่ไม่ใช่หมายความว่า เด็กยิ้มไม่เก่ง ไม่น่ารักนะฮะ ผมพูดเสมอว่า อย่าเปรียบเทียบลูกเรากับใคร เด็กทุกคนมีความพิเศษในตัวเอง (ผู้ใหญ่ทุกคนก็มีแสงสว่างในตัวเองเช่นกัน)

กลับมาที่เรื่องยิ้มเก่ง ผมเชื่อว่าที่เจ้าตัวป่วนทั้ง 2 ยิ้มเก่งน่าจะมาจาก 3-4 ปัจจัยครับ

เลี้ยงลูกให้มีความสุข รอยยิ้มลูก คือกระจกส่องเรา

1. เลี้ยงลูกให้มีความสุข ตั้งแต่ในท้อง

ทั้งปูนปั้นและปั้นแป้งได้ฟัง ปะป๊าหม่ามี้ร้องเพลงและเล่านิทานทุกคืนตั้งแต่อายุครรภ์ได้สัก 2-3 เดือน ซึ่งจริงๆ แล้วในช่วงแรก เขาอาจจะยังไม่ได้ยิน หรือ ไม่รับรู้อะไรด้วยซ้ำไป แต่พอถึงวันที่เขาเริ่มได้ยินเสียงปะป๊า หม่ามี้ทะลุพุงไปถึงเขาไม่ว่าเราจะคิดไปเอง หรือ มันเป็นจริงก็ตาม เรารู้สึกได้ว่าเขามีปฏิกิริยาตอบสนองเรา ผมเคยเขียนเรื่องความมหัศจรรย์นี้ไว้ และได้เอาไปเล่าในแทบทุกที่ๆ ได้รับเชิญไปพูด

‘วันแรกที่กลับบ้านหลังจากที่ลืมตาออกมาดูโลก พ่อแม่มือใหม่ 2 คนกำลังหน้าจ๋อยเพราะไม่รู้จะกล่อมลูกที่เอาแต่แว้ๆ ไม่ยอมนอนได้อย่างไร จนกระทั่งป๊าร้องเพลงที่ร้องให้เขาฟังทุกคืนในพุงหม่ามี้ขึ้นมา เขาก็เงียบลงซะดื้อๆ แล้วป๊ากับมี้ก็มองหน้ากัน น้ำตาไหลพราก และพูดขึ้นมาว่า เขาฟังเราร้องเพลงจริงๆ ด้วย’ และเมื่อเขามีความสุข เขาจะ … ยิ้ม

2. เลี้ยงลูกให้มีความสุข ต้องเลี้ยงเขาด้วยความสนุก

อันนี้ต้องรบกวนคุณพ่อคุณแม่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เลี้ยงลูกตามหน้าที่รับผิดชอบหรือเลี้ยงด้วยความสนุก แบบแรกไม่ได้ผิดตรงไหน คุณพ่อคุณแม่ที่ดี ควรมีความรับผิดชอบในการเลี้ยงลูกให้เติบโตมาดีที่สุดเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว แต่ครอบครัวเราเลี้ยงลูกด้วยความสนุก เมื่อคุณเลี้ยงลูกด้วยความสนุก กิจกรรมของเราและลูกจะไม่ถูกแยกออกจากกัน ดังนั้นเราจะไม่รู้สึกว่าช่วงเวลากิจกรรมของลูก เป็นภาระหน้าที่ของพ่อแม่ แต่เราจะสนุกไปด้วยกัน เวลาลูกเล่นเราเราก็เล่นกับลูก เวลาเราทำงานบ้าน ทำอาหาร เราให้ลูกมาช่วยป่วน … แล้วเราสนุกไปกับการเรียนรู้ของเขา

แต่ถ้าเราไม่สนุกกับการเลี้ยงลูก เราจะแยกกิจกรรมจากกัน และเมื่อถึงกิจกรรมของพ่อแม่ เราอาจจะหงุดหงิดเมื่อลูกมาวุ่นวายในช่วงเวลานั้น ลองปรับมุมมอง ดูครับ เพราะนอกจากจะสนุกแล้ว ลูกจะรู้สึกผูกพัน เขาจะเชื่อมั่นในตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเอง เพราะเขาสามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้ทำทุกอย่างด้วยกันได้ และเมื่อคุณและลูกสนุก คุณและลูกจะ … ยิ้ม

3. หน้าตาเราเวลาคุยกับลูก

ผมและภรรยาเป็นคนยิ้มเก่งทั้งคู่ ภรรยาจะหนักกว่า สมัยเป็นแฟนกัน ยืนเฉยๆ เธอก็ยิ้ม .. ผมเคยแซวว่า เพี้ยนป่าวเนี่ย หรือบางทีผมก็บอกเธอว่า หลอนนะเว้ย อยู่ดีๆ ก็ยิ้มกับสิ่งที่มองไม่เห็น ภรรยาผมเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนเธอยังเป็นเด็ก คุณครูเคยมาบอกว่า ‘หนูน่ารักจัง หนูมีความสุขใช่มั้ย ยิ้มตลอด’

พอเราสองคนมีลูก เราคุยกันตั้งแต่ปูนปั้นยังอยู่ในท้องว่า ‘เมื่อปูนปั้นลืมตามาดูโลก ทุกครั้งที่เราจะคุยกับลูก …. หน้าเราต้องยิ้ม’ บอกได้เลยว่าเราทำได้ดีมาก ระดับ A+ ผมเชื่อว่าหน้าของลูก คือ กระจกเงาของใบหน้าคุณพ่อคุณแม่ เมื่อคุณยิ้มให้ลูกตลอด ลูกก็จะ … ยิ้มตอบ

สิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ อาจจะไม่มีงานวิจัยจาก John Hopkins หรือ MIT มารองรับ มีแต่ตัวป่วน 2 ตัวเป็นหลักฐานครับ จะเลือกไปลองใช้ หรืออ่านผ่านไปเพลินๆ เชิญตามสะดวกครับ


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

แนะนำ 4 “บอร์ดเกม” ฝึกลูกสมองไว ไหวพริบดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องนวดหลังได้ไหม

คนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? เมื่อปวดเมื่อยทำอย่างไร?

คนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? คนท้องที่มีอาการปวดเนื้อเมื่อยตัวมักจะถามกันเข้ามา มาหาคำตอบและวิธีการแก้อาการปวดเมื่อยขณะตั้งครรภ์กันค่ะ

คนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? เมื่อปวดเมื่อยทำอย่างไร?

แม่ท้องส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดหลัง ปวดขา ปวดน่อง หรือปวดเมื่อยตามตัว นั่นเป็นเพราะร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างการตั้งครรภ์ มดลูกที่ขยายตัวมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับลูกในท้อง ทำให้แม่ท้อง ท้องโตขึ้น และเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ แม่ท้องจึงต้องถ่ายเทน้ำหนักโดยการยืนแอ่นหลัง จึงทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลัง นอกจากนี้ น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ขา ข้อเข่า และข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น จึงมักมีอาการปวดขา ปวดน่องได้

คนท้องห้ามนวดจริงหรือ? คนท้องนวดหลังได้ไหม?

แม่ท้องหลาย ๆ คนคิดถึงการนวดตัวเพื่อผ่อนคลาย แต่ก็มักจะได้ยินมาว่า “คนท้องห้ามนวด” ทำให้ไม่กล้าที่จะนวดเพื่อให้ร่ายกายหายปวดเมื่อย ซึ่งในเรื่องนี้ ผศ.นพ.ฐิติ จันทร์เมฆา หน่วยศัลยกรรมหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลศรีนครินทร์, ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กล่าวถึงความเสี่ยงของการนวดขณะตั้งครรภ์ว่า

“ทุกท่านอาจได้ยินข่าวที่คนท้องหรือบาดเจ็บที่ขาแล้วไปนวด แล้วหัวใจหยุดเต้นขณะนวด สาเหตุที่อาจเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ ลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอดอย่างเฉียบพลัน!!!( Acute Pulmonary Embolism) ซึ่งโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอดเฉียบพลัน นับเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อยเป็นลำดับที่สามรองจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองซึ่งส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตที่ค่อนข้างสูง สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคเกิดจากการหลุดลอยของลิ่มเลือดจากหลอดเลือดดำที่ขา การอุดกั้นในหลอดเลือดปอดอย่างเฉียบพลันจะทำให้แรงต้านทานของหัวใจห้องล่างขวาสูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจห้องล่างขวาทำงานผิดปกติ กระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการแลกเปลี่ยนก๊าซซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น” การตั้งครรภ์มีความเกี่ยวข้องกับโรคนี้ เนื่องจากน้ำหนักของทารกในครรภ์อาจไปกดทับเส้นเลือดดำบริเวณกระดูกเชิงกราน ทำให้เลือดไหวเวียนได้ช้าลงจนเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดได้

คนท้องนวดได้ไหม
คนท้องนวดได้ไหม

ซึ่งที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้นเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากนวดขณะตั้งครรภ์ ซึ่งก็อาจจะไม่ได้เกิดกับแม่ท้องทุกคน เนื่องจากแม่ท้องแต่ละคนมีร่างกายและปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น หากจะถามว่าคนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? ร.ศ.น.พ. สมชาย ธนวัฒนาเจริญ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ตอบไว้ว่า สามารถนวดได้ แต่ควรได้รับการนวดจากผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการนวด สำหหรับหญิงตั้งครรภ์เป็นพิเศษ ทั้งนี้ ควรปรึกษาสูติแพทย์ก่อนไปนวดทุกครั้ง ว่ามีข้อห้ามหรือไม่ เลี่ยงนวดลงน้ำหนักที่น่อง ขา เสี่ยงลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันได้ คนแพ้ท้องมาก เสี่ยงแท้ง เจ็บครรภ์ คลอดก่อนกำหนด ความดันสูง ห้ามนวด

มีการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งที่พบว่า การนวดขณะตั้งครรภ์ ช่วยลดความปวดเมื่อย ลดอาการบวม ตะคริว ปวดศีรษะ คลายความเครียด ทำให้หลับสบายขึ้น และอารมณ์ดีขึ้นได้ แต่ก็มีคำแนะนำในการนวดในคนท้องดังนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ คนท้องนวดหลังได้ไหม? นวดเท้าได้ไหม? เมื่อปวดเมื่อยทำอย่างไร?

เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร

แนะวิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร สาเหตุที่ไม่ได้เพราะอะไร?

แม่ๆ จ๋า มา เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร กันค่ะ สาเหตุที่ไม่ได้เพราะอะไร? และต้องทำยังไง หากแม่ยังไม่ได้รับ “เงินอุดหนุนบุตร 2562 มาดูวิธีแก้กันค่ะ

แนะวิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร
ที่ไม่ได้เพราะอะไร! และมีแนวทางแก้อย่างไร?

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวว่า การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเข้าบัญชีธนาคารของผู้มีสิทธิตามที่ได้ยื่นลงทะเบียนไว้ ในวันที่ 10 ตุลาคม นี้ เป็นการจ่ายเงินย้อนหลังให้กับผู้มีสิทธิเป็นรายกรณี จนถึงเดือนตุลาคม 2562

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร แล้ว การจ่ายเงินในรอบเดือนตุลาคมนี้ ก็ยังมีผู้ไม่ได้รับเงินจำนวนหนึ่ง เนื่องจากต้องเข้ามาให้ข้อมูลสถานะของครัวเรือนเพิ่มเติม เพราะต้องปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในระบบฐานข้อมูลฯ เช่น วันเดือนปีเกิดไม่ถูกต้อง เลขบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง บัญชีธนาคารปิด บัญชีธนาคารผิดประเภท เป็นต้น

Must read : เงินอุดหนุนบุตร เข้าวันไหน? หลัง 15 ต.ค.นี้ ได้เงินแน่ เดือนละ 600 บาท

โดยวิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร คุณแม่ผู้ลงทะเบียนต้องไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม และแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องก่อน ณ สถานที่ที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล และ การเบิกจ่ายให้กับผู้มีสิทธิในรอบเดือนถัดไป

สำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับเงินในคราวนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุวิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร ว่า…

1. อาจเกิดจากคุณแม่ยังไม่ได้มาให้ข้อมูลสถานะครัวเรือนเพิ่มเติม ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ ให้ข้อมูลหลัง 30 กันยายน 2561 ซึ่งได้ถูกระงับสิทธิชั่วคราว – อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

2. ข้อมูลไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องดำเนินการแก้ไขข้อมูลในระบบฐานข้อมูล เช่น ว/ด/ป เกิดผิด เลขบัตรประจำตัวประชาชนผิด บัญชีธนาคารปิด บัญชีธนาคารผิดประเภท (ต้องเป็นออมทรัพย์) บัญชีธนาคารไม่ผูกพร้อมเพย์ (พร้อมเพย์ต้องผูกกับเลข13 หลักเท่านั้น) พม.จะเร่งรัดปรับแก้ไข และนำเข้าข้อมูลต่อไป

วิธี เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร

 

เช็คสิทธิ์เงินอุดหนุนบุตร

อ่านต่อ >> หลักเกณฑ์การได้รับเงินอุดหนุนบุตร 2562
และข่าวการเปิด ลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตรปี 63”
คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วันหยุด 2563

วันหยุด 2563 ปฏิทินวันหยุดยาว ประจำปี 2020 มีวันไหนบ้าง?

เช็กเลย วันหยุด 2563 บ้านไหนชอบพาลูกเที่ยว หรือเตรียมวางแผน ลาพักร้อน ต้องเช็กปฏิทิน วันหยุดยาว วันหยุดราชการ 2020 เดือนไหนจะมีวันหยุดบ้างมาดูกัน

วันหยุด 2563 ปฏิทินวันหยุดยาว วันหยุดราชการ ประจำปี 2020

รวบรวมข้อมูลปฏิทิน วันหยุด 2563 / 2020 ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับ นักษัตร ชวด หรือ หนู หากครอบครัวไหนชอบท่องเที่ยว หรือต้องการลูกน้อยไปเปิดประสบการณ์ต่างๆ นอกห้องเรียน เรียนรู้โลกกว้าง ตามสถานที่ต่างๆ คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนที่เป็น working parent ต้องห้ามพลาด ข้อมูลปฏิทินวันหยุดยาว

ไม่ว่าจะเป็น วันหยุดประจำปี 2563 วันหยุดราชการ วันพระ และวันสำคัญต่าง ๆ ประจำปี 2563 ในปฏิทิน ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้หาข้อมูล วันหยุดปี 2563 มาให้ทั้งหมดแล้ว แต่ละเดือนจะมีวันหยุดประจําปี 2563 วันไหนบ้าง มาดูกันเลย

วันหยุด 2563 เดือน มกราคม

วันพุธ          1          วันขึ้นปีใหม่

>> วันขึ้นปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่า วันแห่งการเฉลิมฉลองศักราชใหม่ ถือเป็นวันหยุดยาวของคนไทย ที่มีการจัดงานฉลองส่งท้ายปี

วันหยุด 2563 เดือน กุมภาพันธ์

วันเสาร์          8          วันมาฆบูชา

>> วันมาฆบูชา 2563 เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3

วันจันทร์           10          ชดเชยวันมาฆบูชา

 

ปฏิทินวันหยุดปี 2563 เดือน มีนาคม ไม่มีวันหยุดราชการ

 

วันหยุด 2563 เดือน เมษายน

วันจันทร์          6          วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
และ วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์

>> วันจักรี 2563 เป็นวันครบรอบหารก่อตั้งราชวงจักรี ซึ่งครองราชย์อยู่ในปัจจุบัน ราชวงจักรีได้ก่อตั้งโดย พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือ พระรามาธิบดีที่ 1

วันจันทร์          13          วันสงกรานต์ (วันผู้สูงอายุ 2563)

>> วันสงกรานต์ 2563 เป็นวันที่พระอาทิตย์ ผ่านหรือเคลื่อนย้าย จากราศีมีน เข้าสู่ ราศีเมษ ในเดือนเมษายน รวมไปถึงยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ และปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

วันอังคาร          14          วันสงกรานต์ (วันครอบครัว 2563)

>> วันครอบครัว เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรักความอบอุ่น และความสุขในครอบครัวมากที่สุด

วันพุธ          15          วันสงกรานต์

 

วันหยุด 2563

 

วันหยุด 2563 เดือน พฤษภาคม

วันศุกร์           1          วันแรงงานแห่งชาติ

>> วันแรงงาน เป็นวันหยุดเฉพาะเอกชน เพื่อเป็นการยกย่อง และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในคุณภาพ ความเป็นอยู่

วันจันทร์          4          วันฉัตรมงคล

>> วันฉัตรมงคล 2563 เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย ที่อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทย ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 และดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”

วันพุธ          6          วันวิสาขบูชา

>> วันวิสาขบูชา 2563 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6

วันจันทร์          11          วันพืชมงคล

>> วันพืชมงคล 2563 คือ วันที่กำหนดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันหยุดเฉพาะราชการ)

 

วันหยุด 2563 เดือน มิถุนายน

วันพุธ          3        วันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

 

ดูต่อ “ปฏิทินวันหยุด ประจำปี 2563 /2020
อีก 6 เดือนหลัง” >> คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรียนดนตรีดียังไง

เรียนดนตรีดียังไง หลายเหตุผลที่บอกว่า เลี้ยงลูกด้วยดนตรี มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากเห็นลูกเติบโตเป็นเด็กฉลาดและประสบความสำเร็จในอนาคต มีหลายปัจจัยที่เป็นเครื่องมือสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ การเล่นดนตรีเป็นอีกทางที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านนี้ได้ เรียนดนตรีดียังไง ทำไมพ่อแม่หลายบ้านถึงส่งให้ลูกไปเรียนดนตรีตั้งแต่เล็ก

รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์ อาจารย์ภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยพูดถึงความสำคัญของดนตรีกับเด็กเล็กไว้อย่างน่าสนใจว่า “การฟังดนตรีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการฟัง เมื่อเด็กได้ฟังก็จะเกิดความสนใจ สิ่งที่ตามมาคือได้เรียนรู้ถึงความไพเราะของบทเพลงนั้นๆ และเมื่อตั้งใจฟังก็แปลว่าเด็กเกิดสมาธิ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เรียนวิชาอื่น ๆ หรือทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆได้ดี ในทางกลับกันหากเป็นเด็กที่มีสมาธิดีอยู่แล้ว เมื่อมาฟังเพลง ก็จะเรียนรู้เรื่องดนตรีได้ดี หากให้เรียนดนตรีก็จะเก่งไปเลย…” (ขอบคุณบทความจาก : รศ ดร. ณรุทธ์ สุทธจิตต์ ภาควิชาดนตรีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พัฒนาการและความสามารถของลูกน้อยเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนต่างให้ความสำคัญ ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม และร่างกายไปตามลำดับ การส่งเสริมให้ลูกเติบโตและเรียนรู้อย่างสมวัยในแต่ละช่วงอายุ จึงมีผลต่อพัฒนาการและความสามารถของเด็กและส่งผลมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้

เรียนดนตรีดียังไง
เรียนดนตรีดียังไง

เรียนดนตรีดียังไง ? หลายเหตุผลที่บอกว่า เลี้ยงลูกด้วยดนตรีตั้งแต่เด็ก ส่งผลต่อพัฒการดีถึงตอนโต

ปัจจุบันการเลี้ยงลูกด้วยดนตรี นับเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ ในการส่งเสริมให้ลูกได้เรียนดนตรีตั้งแต่เล็ก มีงานวิจัย ผลทดลอง และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากศึกษาถึงประโยชน์ของดนตรีต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าการให้ทำกิจกรรมทางดนตรี อย่างการร้องเพลงหรือเล่นเครื่องดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก มีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการและทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็กได้มาก

#ช่วยพัฒนาความสามารถทางด้านสติปัญญา

  • มีผลการวิจัยจากหลายสถาบันได้แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จจากหลากหลายอาชีพมีวัยเด็กที่ผ่านการเรียนดนตรีมาแทบทั้งสิ้น ผลการศึกษาพบว่า การเรียนดนตรีให้ผลโดยตรงต่อสมอง ระหว่างการเล่นดนตรีทำให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เมื่อเด็กๆ ได้ฟังเพลง เนื้อร้องก็จะเกิดการจินตนาการเป็นภาพตามบทเพลง ครีเอทสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นได้ดี
  • การได้เรียนดนตรีช่วยเพิ่มทักษะไอคิวได้ ซึ่งมีผลมาจากการฝึกสมองผ่านการเรียนรู้โน๊ตดนตรี แยกประสาท เช่น การเล่นเปียโนที่ต้องใช้มือซ้าย-ขวา การตีกลองที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสตา มือ แขน ขา ที่เชื่อมโยงทุกส่วนกัน ทั้งนี้ยังมีผลการทดลอง (มหาวิทยาลัยโทรอนโตแห่งแคนาดา) พบว่า การเล่นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะอย่างคีย์บอร์ดจะสร้างพัฒนาการทางสติปัญญาได้ดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับการเล่นเปียโน หรือการร้องเพลง
เรียนดนตรีดียังไง
เรียนดนตรีดียังไง

#ช่วยพัฒนาความสามารถทางอารมณ์

  • เสียงดนตรีจะทำให้มีความรู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน มีงานวิจัยนำเสนอออกมามากมายว่า ดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีคลาสสิกมีส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กวัยเจริญเติบโต การเรียนดนตรีนั้นจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสใช้ดนตรีพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์โดยตรง
  • เสียงดนตรีจังหวะช้า จะช่วยกล่อมเกลาให้เด็กรู้สึกสงบ ลดอาการฉุนเฉียว ขี้โมโห และทำให้ลูกเป็นเด็กเข้าใจง่าย สอนง่าย ส่วนเสียงดนจรีที่มีจังหวะเร็วก็มีส่งผลต่ออารมณ์ให้เด็กรู้สึกตื่นตัว ร่าเริง แจ่มใส

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ เรียนดนตรีแต่เด็กส่งผลต่อพัฒนาการดียังไง  คลิกหน้า 2