พรีเซ็นเตอร์ D-nee

เปิดตัว ป๊อก-มาร์กี้-น้องมีก้า-น้องมีญ่า “พรีเซ็นเตอร์ D-nee” ปี 2020

ดีนี่ (D-nee) ผู้นำผลิตภัณฑ์เพื่อลูกน้อย หนึ่งในแบรนด์ผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด เผยโฉม พรีเซ็นเตอร์ D-nee ครอบครัวใหม่ นำโดย คุณพ่อ “ป๊อก” ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, คุณแม่ “มาร์กี้” ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์ และลูกน้อยฝาแฝด “น้องมีก้า และ น้องมีญ่า” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุด ในงาน “ดีนี่ โมเม้นท์ ออฟ เพียวเนส” (D-nee Moment of Pureness) เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1

ภายในงานสนุกสนานกับกิจกรรมเวิร์กชอปตกแต่งเสื้อเพื่อลูกน้อย ถ่ายภาพครอบครัวแสนสุขเป็นที่ระลึก และลุยบ่อบอลสุดหรรษา นอกจากนี้ยังมี  พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช มาให้ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับเด็ก

หมอสุธีรา

ปัทมา ถกลศรี ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด กล่าวถึงแนวคิดหลักของผลิตภัณฑ์ดีนี่ ในปี 2020 ซึ่งยังคงชูคอนเซ็ปต์ “ดีนี่พิสูจน์แล้วว่าดี” เพื่อสื่อถึงคุณภาพสินค้า ที่เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์เด็กดีนี่ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ซีรีส์ เป็นสูตรพิเศษ ปราศจากสารเคมีอันตราย ที่อาจทำให้ระคายเคืองผิว มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส และผ่านการทดสอบทางการแพทย์ (Hypoallergenic Tested) ว่าปลอดภัย ไม่ระคายเคืองแม้ผิวบอบบางของทารก

เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ D-nee ปี 2020

ที่สำคัญในปีนี้ ได้มีการคัดเลือกพรีเซ็นเตอร์แบรนด์ดีนี่ครอบครัวใหม่ โดยได้ คุณพ่อ“ป๊อก” ภัสสรกรณ์, คุณแม่ “มาร์กี้” ราศรี และลูกน้อยฝาแฝด “น้องมีก้า และ น้องมีญ่า” จิราธิวัฒน์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของครอบครัวยุคใหม่ ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบทันสมัย ใส่ใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก รวมทั้งมีคาแร็กเตอร์ ร่าเริง สดใส สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีนี่ โดยสื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่จะออกอากาศในวันที่ 16 ม.ค.เป็นวันแรก

ป๊อก มาร์กี้ อัปเดตพัฒนาการลูกแฝด พร้อมเผยวิธีรับมือเมื่อมีคนขอจับลูก

มาร์กี้ ลูก
พรีเซ็นเตอร์ D-nee ครอบครัวใหม่

พร้อมกันนี้ ปัทมา ได้แนะนำ D-nee LINE Official Account พร้อมเชิญชวนให้คุณแม่ร่วมเป็น ครอบครัวดีนี่ โดยแอดไลน์ @DneeThailand เพื่อสมัครสมาชิก D-nee Club พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย หากเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่แรกคลอดจะได้รับชุดของขวัญสุดพิเศษ สินค้าทดลองใช้ และยังสามารถสะสม D-nee point จากการซื้อสินค้าที่บูธดีนี่ในงานแม่และเด็กต่าง ๆ หรือที่ดีนี่ ช็อป (D-nee Shop) ในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ รังสิต , ศรีสมาน และ แฟชั่นไอส์แลนด์ รวมทั้งอัพเดทโปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อสมาชิก D-nee Club โดยเฉพาะ

ดูแลลูกรักอย่างอ่อนโยน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยได้ที่ ดีนี่ หรือที่แผนกเด็กในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ  ร้านค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ททั่วประเทศ ร้านค้าออนไลน์และ LINE @dneethailand  พร้อมติดตามกิจกรรมสนุก ๆ และเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลลูกรัก หรือสมัครสมาชิก D-nee club เพื่อรับข่าวสารสิทธิประโยชน์และร่วมกิจกรรมสนุก ๆ ได้ทาง เฟซบุ๊ก www.facebook/Dneethailand

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โลชั่นทาผิวเด็ก ยี่ห้อไหนดี คุณแม่โหวต D-nee เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในดวงใจ

สบู่เหลวเด็ก แบบอาบและสระ เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าน่าใช้และอ่อนโยนต่อผิวลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ป๊อก มาร์กี้

ป๊อก มาร์กี้ อัปเดตพัฒนาการลูกแฝด พร้อมเผยวิธีรับมือเมื่อมีคนขอจับลูก

ป๊อก มาร์กี้ พาลูกแฝด น้องมีก้า และ น้องมีญ่า ออกงานครั้งแรก อัปเดทพัฒนาการ พร้อมเผยไม่หวงคนเข้าหา แต่มีวิธีพูดและเตรียมรับมือไว้อย่างดีแล้ว

ป๊อก มาร์กี้  พาลูกแฝดออกงานครั้งแรก!!
พร้อมอัปเดท
พัฒนาการ

ถือเป็นอีกหนึ่งครอบครัวซุปตาร์ที่มีแฟนคลับคอยติดตามเป็นจำนวนไม่น้อยและกำลังอยู่ในวัยน่ารักเลยทีเดียว สำหรับ “น้องมีก้า-น้องมีญ่า” ลูกแฝดชายหญิงของคุณพ่อป๊อกและคุณแม่มาร์กี้ ซึ่งล่าสุดทั้งครอบครัวได้พากันออกงานแบบพร้อมหน้าพร้อมตาทั้ง 4 คน พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน อัปเดตเรื่องราวต่างๆ

ป๊อก มาร์กี้
ขอบคุณภาพจาก ไอจี @margie_rasri

เปิดตัว ป๊อก-มาร์กี้-น้องมีก้า-น้องมีญ่า “พรีเซ็นเตอร์ D-nee” ปี 2020

โดยทั้งคู่ได้เผยว่า พาลูกแฝดออกงานครั้งนี้ค่าตัวลูกก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษา ซึ่งก็มีงานติดต่อเข้ามาบ้าง แต่ก็ต้องดูที่มันเหมาะสม อยากให้เขาทำงานแบบที่ไม่ได้รู้สึกว่าโดนบังคับ จะมีข้อยกเว้นนิดหนึ่ง เอาที่เขาสะดวก และสุดท้ายแล้วเวลาออกงานก็ต้องมีคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ดี เพราะเขายังเด็กเกินไปที่จะทำงานเอง เวลาออกอีเว้นท์ก็จะมีงอแงบ้าง แต่ก็สบายๆ สำหรับครอบครัวเรา แต่ถ้าวันไหนเขาไม่งอแงก็แอบโชคดีอยู่เหมือนกัน

♣ ชีวิตหลังมีลูกเปลี่ยนไปยังไง?

ป๊อก : ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากเลยครับ จากแต่ก่อนด้วยอาชีพผมจะใช้เวลาค่อนข้างแปลกกว่าคนอื่น แต่พอมีลูกเวลานอนก็จะเปลี่ยนไป ลูกๆ ด้วยเวลาตื่นของเค้าจะทุกสองสามชั่วโมง หรือตอนนี้คือแทบไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว แต่ความเหนื่อยตรงนั้น มันมาแทนกับความสุข ผมก็รู้สึกว่าพอมีสองคนนี้มันเหมือนชีวิตเราเติมเต็ม แล้วก็เหมือนมีแต่พลังบวก เห็นหน้าเค้าเราก็ไม่อยากจะเหนื่อย มีแต่ความสุขตลอดเวลา พบแต่สิ่งดีๆ ก็ขอบคุณน้องๆ ทั้งสองคนที่มาเติมเต็มชีวิตคู่ของเราด้วย

มาร์กี้ : คือบางคนก็จะถามว่าเวลาลูกตื่นตอนกลางคืน ไหวได้ยังไง อย่างมีก้าก็จะตื่นสี่รอบทุกสองชั่วโมง แต่ว่าเวลาเค้าตื่นขึ้นมาเค้ามองหน้า แล้วเค้ายิ้ม ยิ้มหวานเหมือนที่เห็นในโฆษณา เราก็ไม่เหนื่อยแล้ว มันก็กลายเป็นว่าเราได้พลังบวกจากเค้ามาเราก็หายเหนื่อย

ป๊อก มาร์กี้
ขอบคุณภาพจาก ไอจี @margie_rasri

คาแรคเตอร์ของลูกแฝดทั้งสอง

มาร์กี้ : ถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นแฝดกัน แต่เค้าก็มีนิสัยที่เป็นของเค้าเองตั้งแต่เกิด ที่ไม่ใช่เป็นอะไรที่เราสอนได้ อย่างน้องมีญ่าจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เค้าสามารถเล่นคนเดียวได้ ตั้งแต่เด็ก 2-3 เดือน เค้าสามารถที่จะตื่นขึ้นมาแล้วหยิบตุ๊กตาขึ้นมาเล่นของเค้าคนเดียวเองได้ นิ่ง ไม่ร้อง ไม่เรียกหาคน

ป๊อก : ส่วนน้องมีก้าจะเป็นผู้ชายขี้เหงา อยากจะอยู่ใกล้กับคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆ หรือพี่เลี้ยงตลอดเวลา อยู่คนเดียวไม่ได้

มาร์กี้ : ซึ่งน้องผู้ชายก็จะเหมือนพ่อ คุณพ่อเป็นคนขี้เหงา ไม่ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบกินข้าวคนเดียว ไม่ชอบดูหนังคนเดียว ไม่ชอบอะไรที่เป็นคนเดียว แต่ของกี้ก็คือทำได้ คือกินข้าวคนเดียวได้ ให้ไปดูหนังคนเดียวได้ ก็น่าจะเหมือนลูกสาวนี่แหละค่ะ

พัฒนาการตอนนี้เป็นยังไง (น้อง 9 เดือน แล้ว)

ป๊อก : พัฒนาการก็จะแตกต่างชัดเจน อย่างมีญ่าเองเค้าจะนิ่งและจะมีโฟกัสที่ค่อนข้างมากกว่ามีก้า สมมุติถ้าให้ฟังนิทาน เราอ่านนิทานเค้าก็จะตั้งใจฟังไปด้วยกัน มีพัฒนาการที่เร็วกว่าอย่างเช่นการหยิบจับ เค้าก้จะใช้คล่อง

มาร์กี้ : เค้าจะใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่างเช่น มือหยิบจับของ ถ้าสมมุติว่ามีของอยู่อย่างหนึ่ง มีญ่าจะสามารถหยิบและดึงออกจากมือมีก้าได้อย่างง่ายๆ เหมือนกล้ามเนื้อนิ้ว กล้ามเนื้อมัดเล็กเค้าแข็งแรง แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างเช่นขา ก็จะเป็นมีก้า ซึ่งถ้าให้เดินชนน้องนี่เก่งมาก เค้าจะออกแนวแข้งแรงแบบถึกๆ

ป๊อก : มีพัฒนาการบางอย่างจริงๆ เยอะเหมือนกัน ที่มีญ่าจะทำก่อนมีก้าประมาณสองอาทิตย์ พอมีญ่าทำแล้วสักสองอาทิตย์มีก้าก็ทำตาม

มาร์กี้ : ใช่แทบจะเกือบทุกอย่างเลยนะคะ เหมือนมีญ่ากินเป็นก่อนสองอาทิตย์ มีก้าก็จะกินตาม หรือว่ามีอะไรแปลกๆ คือกินแล้วก็อาเจียนทุกครั้งเลยมีญ่าก็จะเป็นก่อนให้เราตกใจเล่น แล้วมีก้าก็จะเป็นตามให้เรารู้ว่ามันเป็นตามปกติ

ป๊อก มาร์กี้
ขอบคุณภาพจาก ไอจี @pokmcindset

มีเรื่องอะไรที่กังวลเป็นพิเศษไหม

มาร์กี้ : ก็จะเป็นเรื่องแพ้ ไม่สบาย ต้องไปหาหมอ กี้เชื่อว่าแม่ๆทุกคนก้คงเป็นห่วงเรื่องนี้ ไม่อยากให้เค้ารู้สึกไม่สบายตัว ระคายเคือง หรือว่าทำให้เกิดแบบต้องไปโรงพยาบาล เพราะสงสารเค้า เวลาเค้าทรมาน เราก็เลยจะเป็นห่วงเรื่องนั้น เพราะนั้นเรื่องความสะอาดก็มาเป็นอันดับหนึ่งเหมือนกัน เพราะเค้าเคยเป็น เคยไม่สบายครั้งหนึ่ง หายใจไม่ออก หรือว่าอย่างมีญ่าเค้าจะเป็นคนที่แพ้ง่าย เค้าแพ้น้ำลายตัวเอง บางทีจะเห็นเหมือนเป็นแดงๆ รอบปาก เค้าก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างแบบแพ้ง่าย เราก็ต้องดูแลเรื่องนี้ เพราะว่าสงสารเค้า เวลาเค้าคันแล้วเค้าทรมาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Dnee Thailand

 

อ่านต่อ >> “ป๊อก-มาร์กี้ เผยวิธีรับมือเมื่อมีคนมาขอจับลูก” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาหมดอายุ

ยาหมดอายุ ดูอย่างไร? หลังเปิดใช้ เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

ตอบสงสัยแม่ ๆ ว่าเมื่อเปิดยาให้ลูกทาน แล้วยาเหลือ จะสามารถเก็บยาไว้ให้ลูกทานหากป่วยครั้งต่อไปได้หรือไม่? ยาหมดอายุ ดูอย่างไร?

ยาหมดอายุ ดูอย่างไร? หลังเปิดใช้ เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

หลังจากพาลูกไปพบคุณหมอแล้ว คุณพ่อคุณแม่มักจะได้รับยาน้ำมาหลากหลายชนิด เช่น ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ยาบรรเทาอาการไอ ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เป็นต้น และเมื่อเปิดใช้แล้ว ลูกอาจจะทานยาไม่หมดขวด เพราะหายป่วยเสียก่อน คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยว่าจะสามารถเก็บยาไว้ให้ลูกทานหากป่วยครั้งต่อไปได้หรือไม่? และควรเก็บรักษายาอย่างไรไม่ให้เสีย ทีมแม่ ABK จึงรวบรวมมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านกันค่ะ

ระยะเวลาในการเก็บยาน้ำหลังเปิดใช้

  • ในกรณีของยาปฏิชีวนะที่ต้องผสมน้ำนั้น เมื่อผสมผงยากับน้ำไปแล้วสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 7 วัน ที่อุณหภูมิห้อง แต่ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 14 วัน หากเก็บนานกว่านี้อาจจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงจนรักษาไม่ได้ผล นอกจากนี้ควรทานยาปฎิชีวนะจนหมดขวด ไม่ควรหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการดื้อยาได้
อายุยาหลังเปิดใช้
อายุยาหลังเปิดใช้
  • ในกรณีของยาน้ำโดยทั่วไป เช่น ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ยาแก้แพ้ ยาบรรเทาอาการไอ ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน หรือ ไม่เกิน 25% ของเวลาก่อนที่ยาจะถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ในฉลากผลิตภัณฑ์ (อันใดอันหนึ่งโดยเลือกวันที่มาถึงก่อน) เช่น เปิดใช้ยาวันที่ 31 มีนาคม 2563 ฉลากบ่งบอกว่ายาหมดอายุ 30 พฤศจิกายน 2563 (เหลือเวลาประมาณ 8 เดือน) ดังนั้นเมื่อเปิดใช้ยาไปแล้ว 2 เดือน ควรทิ้งยานั้นไปเลย)

อย่างไรก็ดี ทุกครั้งก่อนใช้ยาควรสังเกตลักษณะของผลิตภันฑ์ เช่น เขย่าแรง ๆ แล้วยังไม่เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่กระจายตัว รวมถึงสังเกต สี กลิ่น ตะกอน ความขุ่น-ใส ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นควรทิ้งยาเหล่านั้นไป และหากไม่แน่ใจก็ควรทิ้งยานั้นไปด้วยเช่นกัน จะทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่า

ข้อควรปฏิบัติในการเก็บรักษายา

  • อ่านฉลากยาให้ครบถ้วน รวมทั้งคำแนะนำการเก็บรักษายา เนื่องจากวิธีการเก็บรักษาของยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน
  • กรณียาทั่วไป ที่ไม่ระบุการเก็บรักษาเป็นพิเศษ ให้เก็บยาที่อุณหภูมิห้องบริเวณที่ไม่ร้อน และ ไม่มีแสงแดดส่อง ห้ามทิ้งยา ไว้ในรถยนต์ เพราะ เมื่อจอดกลางแดด แม้เพียงไม่นานอุณหภูมิในรถจะร้อนมาก ทำให้ยาเสื่อมได้ง่าย แต่หากฉลากยาระบุให้เก็บรักษาในอุณหภูมิไม่เกิน 25-30 องศา ก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะ อากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน
  • กรณียาที่ระบุว่าให้ เก็บยาไว้ในตู้เย็น ห้ามแช่แข็ง หมายถึงให้เก็บในตู้เย็นช่องปกติ ไม่ควรเก็บที่ชั้นใกล้ช่องแช่แข็ง เพราะ มีความเย็นจัดจนทำให้เป็นน้ำแข็งและเกิดการตกตะกอนได้ นอกจากนี้ไม่ควรเก็บยาที่ประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิอาจไม่เย็นพอ จากการที่มีการเปิด – ปิด ประตูตู้เย็นบ่อย ๆ
  • ยาที่บรรจุ ในขวดสีชา หมายถึงยาที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแสง ไม่ควรเปลี่ยนภาชนะบรรจุยา ไปเป็นแบบใสหรือขาว เพราะจะทำให้ยาเสื่อมได้
  • ยาที่ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นควรใส่สารกันชื้น (มักเห็นเป็นซองเล็กๆ ภายในมีเม็ดกันชื้นอยู่สอดอยู่ในขวดยา) ไว้ตลอดเวลา และ ปิดภาชนะบรรจุให้แน่น
  • ควรเก็บยาไว้ในภาชนะบรรจุเดิมซึ่งมีสลากระบุชื่อยาและ วันที่ได้รับยานั้น จะทำให้สามารถพิจารณาระยะเวลาที่ควรเก็บยาที่เหลือนั้นได้
  • ควรเก็บยาให้พ้นมือเด็ก เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ยาหมดอายุ ดูอย่างไร? หลังเปิดใช้ เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

ยาสำหรับเดินทาง

เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

ยาสำหรับเดินทาง เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับการพาลูกไปเที่ยว เพราะเราไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้นการจัดเตรียมยาให้พร้อม จะช่วยให้คุณแม่อุ่นใจเมื่อต้องเดินทางไกล

เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

เมื่อแม่ต้องจัดกระเป๋าเพื่อพาลูกเที่ยว สิ่งสำคัญที่คุณแม่ห้ามลืมคือ ยาสำหรับเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปในสถานที่ที่หาซื้อยาได้ลำบาก หรือ เมื่อลูกมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถหาซื้อยาได้จากร้านขายยาทั่วไป เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถคาดเดาถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทางได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่จัดเตรียมยาให้พร้อม และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะมียาเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจได้มากขึ้นเมื่อต้องเดินทางไกล

ยาสำหรับเดินทาง ที่จำเป็นสำหรับเด็กมีอะไรบ้าง?

  1. ยาแก้ปวด ลดไข้

แนะนำเป็นยาน้ำพาราเซตามอล (paracetamol) ยานี้จัดว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงหากใช้ตามปริมาณที่กำหนด คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป ตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน แต่ข้อควรระวังในการใช้ยาพาราเซตามอลคือปริมาณยาจะต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของลูก โดยปริมาณหรือขนาดยาที่จะให้แต่ละครั้งก็คือ ตัวยาพาราเซตามอลปริมาณ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าใดก็ควรทานยาตามน้ำหนักตัวเท่านั้น และควรทานทุก ๆ 4-6 ชั่วโมงหรือเมื่อมีอาการ (อ่านต่อ วิธีการคำนวณปริมาณยาให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวในเด็ก)

2. ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก

การที่จะต้องไปอยู่ต่างถิ่น ทั้งอากาศ และอาหารการกินมักจะไม่เหมือนที่อยู่ที่บ้าน ลูกน้อยจึงมีโอกาสเกิดอาการแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการจาม น้ำมูกไหล อาการคัน ผดผื่น ลมพิษขึ้น ยาแก้แพ้จึงเป็นยาที่สำคัญอันดับต้น ๆ ที่ควรพกเมื่อเดินทางด้วย

เดินทางกับลูก
เดินทางกับลูก

3. ยาแก้ไอ บรรเทาอาการไอ

เช่นเดียวกับการเตรียมยาแก้แพ้ คือเมื่อมีอาการแพ้ อาจจะทำให้ลูกน้อยไอได้ ทั้งไอแบบมีเสมหะและไอแบบไม่มีเสมหะ โดยยาน้ำแก้ไอ ละลายเสมหะสำหรับเด็กที่เหมาะสม คือมีตัวยาคาร์โบซิสเตอีน เช่น Amicof, Carbomed, Carsemex, Elflem, Flemex, Rhinathiol, Siflex (อ่านต่อ ยาแก้ไอ เด็ก ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย)

4. ยาลดกรด ขับลม แก้ท้องอืด

ได้แก่ simethicone เป็นยาที่ปลอดภัยในเด็ก ช่วยลดการเกิดฟอง ใช้บรรเทาอาการท้องอืด เนื่องจาก มีแก๊สมากในกระเพาะอาหารและลำไส้  ปริมาณยา simethicone ที่เหมาะสมกับอายุได้แก่

  • อายุต่ำกว่า 2 ปี : 20 มก./ครั้ง วันละ 4 ครั้ง หรือ เมื่อมีอาการ
  • อายุ 2-12 ปี : 40 มก./ครั้ง วันละ 4 ครั้ง หรือ เมื่อมีอาการ

อ่านต่อ แก้ปัญหาลูกน้อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เลือกยาตัวไหนให้ลูกดี?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

พี่น้องนิสัยต่างกัน

ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกัน? โดย พ่อเอก

ผมเคยสงสัยว่า ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกันทุกอย่าง? ลูกเราสองคน เติบโตมาในบ้านหลังเดียวกัน ยังโตมาอย่างกับเลี้ยงเองคนนึง เก็บมาเลี้ยงคนนึง ดังนั้นอย่าไปตั้งข้อจำกัดว่าอะไรที่ใช้กับพี่ได้จะต้องใช้กับน้องได้ ทุกอย่างต้องดูที่ตัวลูกดูวิธีสื่อสารวิธีที่ใช้กับน้องอาจจะต้องต่างจากที่ใช้กับพี่ การเลี้ยงลูกเป็นการศึกษาชีวิตไปในตัว การเลี้ยงคนแรกได้ดี เราอาจจะคิดว่าเราได้ปริญญาแล้ว แต่พอลูกคนถัดมาเราจะได้รู้ว่า เราต้องการปริญญาโทอีกใบ

ผมยกตัวอย่างความแตกต่างของปูนปั้นกับปั้นแป้งให้ฟัง

ปูนปั้นรักและชอบสัตว์ทุกชนิด ไปที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย แกะ แพะ ช้าง ม้า แรด ไปจนถึง โลมา พี่ปูนปั้นกระโดดเข้าไปขอให้อาหาร ถ้าลูบคลำได้เป็นลูบคลำ แต่ปั้นแป้งแค่ หมาในบ้าน 2 ตัวเห็นมาแต่เด็ก โตมาด้วยกัน พอเจ้า มีมี่ (โกลเด้นรีทรีฟเว่อร์) เดินมาหาอยากมาเล่นด้วยเท่านั้น วิ่งหนีจู๊ดโวยวายโลกแตก

ปูนปั้นตอนเป็นเบบี๋ ไม่ชอบเดินเท้าเปล่าเหยียบทรายเหยียบดินเลยทั้งๆ ที่ไปทะเลครั้งแรกตั้งแต่วัย 2 เดือน และเราพาไปทะเลปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 หน กว่าจะยอมวิ่งเล่นหาดทรายก็ประมาณ 3 ขวบกว่า 4 ขวบ ในขณะที่ปั้นแป้งสามารถเดินเท้าเปล่าได้บนทุกพื้นผิว ประมาณว่าเกิดมาบนท้องนาก็มิปาน พื้นหิน ดินทราย หรือบางครั้งกรวดเล็กเม็ดแหลม เธอก็เดินเฉย ตอนไปเที่ยวเขาใหญ่ครั้งหนึ่ง แม่ๆ ของเพื่อนปั้นแป้งต่างหันมามองป๊ากับมี้ว่า ไม่กลัวลูกเจ็บหรอแต่ทุกคนก็เห็นเรายิ้มๆ แล้วแป้งก็สามารถวิ่งเล่นเท้าเปล่ากับพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ใส่รองเท้าได้สบาย

ความกล้าก็มาคนละแนว ถ้าเจอเครื่องเล่นที่น่ากลัวๆ สำหรับเด็กอย่าง zip line ที่สิงห์ปาร์คเชียงราย ที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่กล้าเล่นแต่พี่ปูนปั้นจะชอบแนวนี้มาก เล่นไป 3 รอบจนป๊าต้องบอกว่าเงินหมดแล้ว ในขณะที่แป้งจะต้องรอดูพี่ก่อนแล้วถ้ารู้สึกสนใจก็จะมาร่วมลองด้วย (ที่สิงห์ปาร์ค แป้งก็เล่นด้วย บอกว่าสนุกแต่พอชวนรอบ 2 บอกไม่เอาแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า) ในอีกมุม ปั้นแป้งจะมีความกล้าในด้านสังคมกว่า เช่นไปที่ร้านอาหารและอยากจะไปสั่งอาหาร ปั้นแป้งสามารถเดินไปสั่งเองได้ แต่พี่ปูนปั้นตอนเด็กจะขี้อายมาก ต้องจูงน้องไปเป็นเพื่อนให้อุ่นใจ เป็นต้น

พี่น้องนิสัยต่างกัน แต่ก็ใช่จะแตกต่างไปซะหมดหลายๆ อย่างก็เหมือนกัน เช่น ยิ้มเก่งเหมือนกัน ขี้เล่นพอกัน ชอบเล่นกีฬามากๆ แม้จะต่างชนิดกันบ้างเหมือนกันบ้าง ไม่ชอบทั้งผักและผลไม้เหมือนกัน ชอบหัดทำอาหารเหมือนกัน และชอบเล่นซ่อนแอบให้ปะป๊าแกล้งหาไม่เจอเหมือนกัน

และความแตกต่างก็สามารถเป็นข้อดีได้ ถ้าเราใช้มันให้ถูกต้อง เช่น ปั้นแป้งกลัวสัตว์เราก็มักจะให้พี่ปูนปั้นเป็นผู้ชักชวนปั้นแป้งไปทำโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับสัตว์ด้วยกัน ดังนั้นในวันหยุดเราก็จะให้พี่ปูนปั้นออกไปตักอาหารเม็ดหรือเอาขนมให้เจ้าโมโม่และมีมี่โดยชวนปั้นแป้งไปด้วย แรกๆ ก็มีกลัว มีโวยวาย เดี๋ยวนี้ก็คุ้นเคย รู้สึกสนุกและบางทีก็ออกไปเล่นกับโมโม่และมีมี่เอง แต่ก็ยังมีวิ่งหนีเวลาเจ้าโกลเด้นเคลื่อนตัวมาหาไวๆ อาจจะเพราะความใหญ่ที่แทบจะเท่ากันกับปั้นแป้ง

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การให้คนนึงชักชวนอีกคนนึงไปทำกิจกรรมที่เคยไม่ชอบ ต้องให้เป็นในเชิงเพื่อความสนุก ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่า พี่เขายังทำได้ ทำไมหนูทำไม่ได้ กรณีที่เล่าให้ฟังข้างต้นก็เช่นกัน ปูนปั้นชวนปั้นแป้งไปให้อาหารแล้วก็ทำให้ดูว่า เราสามารถบอกให้โมโม่ มีมี่ทำตามเราสั่งได้นะ เมื่อมีอาหารในมือ อย่างการสั่งให้นั่ง ให้เดิน ให้กระโดด ซึ่งทำให้ปั้นแป้งรู้สึกสนุกอยากทดลองบ้าง

เห็นมั้ยฮะว่าเราสามารถเอาความต่างมาสร้างจุดดีเพิ่มเติมและลดจุดอ่อนลงไปได้ด้วย … เลี้ยงลูกเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การที่เราเข้าใจถึงความแตกต่างในครอบครัวของเราก่อน ก็ทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ง่ายขึ้น เป็นโชคดีของลูกที่ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนที่เปิดกว้างให้กับการศึกษา เปิดกว้างให้กับการอยู่ร่วมกันแม้จะมีความแตกต่าง เราจึงได้เห็นเพื่อนๆ หรือพี่ๆ บางคนที่เป็นเด็กพิเศษ และเด็กเหล่านั้นก็เป็นเด็กที่มีความพิเศษที่ทำให้ลูกเราได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีความพิเศษจริงๆ

คำว่า ‘เด็กพิเศษ’ ไม่ได้มาจากเขาไม่เหมือนเรา แต่มาจาก ‘เขามีความพิเศษมากกว่าคนอื่น’ เราจึงได้ฟังลูกกลับมาชื่นชม รุ่นพี่ที่เป็นเด็กพิเศษแต่ปั้นกระถางดินเผาและปลูกต้นไม้ขายแบบทุกต้นทำด้วยมือ ทุกกระถางมีที่มา มีรูปวาดรายละเอียดของต้นไม้แต่ละต้น จนมียอดสั่งจากเพื่อนๆ น้องๆ ชนิดต้องรอกันข้ามเทอม เราได้ฟังลูกเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ลูกชอบเล่นด้วยมากๆ เพราะเป็นเด็กอารมณ์ดียิ้มเก่ง ขี้เล่น อ่อนโยน และแม้จะมีบางอย่างที่ลูกเราเคยไม่ชอบแต่ความแตกต่างเหล่านั้นได้รับการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หล่อหลอมให้ลูกเราสามารถอยู่ร่วมในสังคมที่แตกต่าง ไม่แบ่งแยก เพราะโลกใบนี้ในวันที่ลูกเราเติบโตขึ้นมา ความหลากหลาย (diversity) จะเป็นเรื่องสำคัญ จะมีการผสมปนเประหว่างวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ การทำงานข้ามพรมแดนจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา องค์กรที่มีคนเชื้อชาติเดียวเป็นหลักน่าจะเป็นเรื่องไม่ปกติเสียแล้ว

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมวันหยุดกับลูก

ชี้เป้า กิจกรรมวันหยุดกับลูก 18-19 ม.ค. 63 นี้ พาลูกเที่ยวไหนดี?

สุดสัปดาห์นี้คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนยังโนแพลน ไม่รู้จะพาลูกออกไปเที่ยวทำอะไรที่ไหนดี ทีมแม่ ABK มี กิจกรรมวันหยุดกับลูก 18-19 ม.ค. 63 นี้พาลูกไปสนุกพร้อมกับเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กันค่า

ชี้เป้า กิจกรรมวันหยุดกับลูก 18-19 ม.ค. 63 นี้ พาลูกเที่ยวไหนดี?

18-19 ม.ค. 2563 งาน “1st Asian BirdLife Festival and Nature Expo 2020”

ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปทุมธานี

1st Asian BirdLife Festival and Nature Expo 2020
ขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/bcst.or.th

งานนี้ทั้งเด็ก ๆ และผู้ที่สนใจจะสนุกกับกิจกรรมภายในงานที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติ กิจกรรม Bird walk จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญนำดูนกภายใน อพวช. การแข่งขันแฟนพันธุ์แท้นกเมืองไทย การแสดงสินค้าและนิทรรศการของภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานของรัฐ บริษัท ร้านค้า มูลนิธิ ชมรม สมาคมต่าง ๆ จากในประเทศประมาณ 40 องค์กร และองค์กรอนุรักษ์จากต่างประเทศอีกกว่า 15 องค์กร และยังมีกิจกรรมสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผ่าน QR Code เรียบร้อย มารับ Booklet ได้ที่จุดลงทะเบียน เพื่อนำไปเล่นเกมส์ เล่นกิจกรรมภายในบูธกิจกรรมในงาน เมื่อสะสมครบ 4 สแตมป์ ก็นำมารับของรางวัลที่บูธสมาคมฯ ติดมือกลับบ้านกันเลยค่ะ

ผู้ที่สนใจสามารถเที่ยวชมงานได้ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ของวันที่ 18 และ 19 มกราคม พ.ศ.2563 ที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ไม่เสียค่าเข้าชม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Bird Conservation Society of Thailand (BCST)

18-19 ม.ค. 2563 แจกชุดกระดาษระบายสีลายคิตตี้ฟรี! ที่

ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขา

McDonald
McDonald

เพียงแค่เด็กๆ เข้ามาที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขา ก็รับไปเลย กระดาษระบายสีลายคิตตี้ฟรี! ให้ไปสร้างสรรค์ผลงานน่ารักๆ กันไปเลยจ้า

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.facebook.com/McThai

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ กิจกรรม 18-19 ม.ค. 2563 คลิกหน้า 2

‘เอพี ไทยแลนด์’ รุกตลาดคอนโด 2020 สร้างคอนโดฯ ตอบลิฟวิ่งแพทเทิร์นเฉพาะกลุ่ม นำร่องด้วย RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน

  • พลิกโฉมคอนโดยุคอนาคต ผ่านโมเดล Dynamic Personalized ชู 3 คีย์สำคัญ จากกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้ง สู่การถอดรหัสใหม่ จากอินไซต์ดีมานด์จริงในแต่ละแปลงที่ดิน เพื่อส่งมอบคอนโดฯ ตอบลิฟวิ่งแพทเทิร์นเฉพาะกลุ่ม
  • เผยโฉมแฟล็กชิพแรกอย่างเป็นรูปธรรม ‘RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน’ ครั้งแรกของคอนโดมิเนียมตอบการอยู่อาศัยร่วมกันหลายเจนเนอเรชั่นอย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ (14 ม.ค. 63) – บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัยของคนเมือง เสริมแกร่งสู่การเติบโตในตลาดคอนโดเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภค เปิดตัวแนวคิดใหม่ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมปี 2020 กับ ‘Dynamic Personalized Model’ โมเดลการออกแบบ และพัฒนาคอนโดมิเนียมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ และคอนเซ็ปต์ดีไซน์ตามลิฟวิ่งแพทเทิร์น (Living Pattern) ที่แตกต่างกัน ผนวกเทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่เข้ากับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ สู่ผลลัพธ์การพัฒนาที่ ‘เข้าใจ – โดนใจ – มั่นใจ’ เพิ่มขีดการแข่งขันสู่การส่งมอบคอนโดฯ คุณภาพที่แตกต่าง ทั้งมิติใหม่ของการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลาง พร้อมโซลูชั่นตอบการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ เดินหน้าประยุกต์ใช้ทุกโครงการใหม่ต่อจากนี้ ประเดิมเผยโฉมอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ‘RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน’ ครั้งแรกของคอนโดฯ ในประเทศไทยกับการพลิกโฉมการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางตอบอินไซต์การอยู่อาศัยร่วมกันหลาย เจนเนอเรชั่น ที่ทุกตารางนิ้วพร้อมต่อยอดพัฒนาการการเติบโตของเด็กยุคอัลฟ่า ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท (ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร)

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลาดคอนโดมิเนียมปี 2020 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างช่วงชิงการเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภค (Top of Mind) ดังนั้น เพื่อต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตควบคู่ ไปกับการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ เอพี ไทยแลนด์ จึงพร้อมเปิดตัวแนวคิดใหม่ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมปี 2020 กับ ‘Dynamic Personalized Model’ โมเดลการออกแบบและพัฒนา คอนโดมิเนียมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและคอนเซ็ปต์ดีไซน์ตามลิฟวิ่งแพทเทิร์น (Living Pattern) รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการเพื่อให้ได้ คอนซูเมอร์ อินไซต์ (Consumer Insight) ที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละโครงการ โดยการผนวก เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่เข้ากับ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ทำให้เราสามารถส่งมอบผลลัพธ์การพัฒนาคอนโดยุคใหม่ ภายใต้ 3 คีย์สำคัญ (1) เข้าใจ (Understand) – ต้องมองลูกค้าให้ชัด ศึกษาให้ลึกแบบเจาะจง เพื่อทราบว่าลูกค้าคือใครและมีรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างไร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาคอนโดที่ (2) โดนใจ (Suit) – ตอบโจทย์มากกว่าแค่ฟังก์ชั่น แต่ตอบโจทย์ทั้งคาแรคเตอร์และไลฟ์สไตล์ เสมือนว่าทุกตารางนิ้วถูกสั่งทำพิเศษเฉพาะคน ซึ่งจะนำไปสู่ (3) ความมั่นใจ (Trust) ที่ลูกค้ามีต่อองค์กรว่าจะสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามที่สัญญาไว้”

“ท่ามกลางความท้าทายของตลาดคอนโดมิเนียม เราได้ปรับแผนธุรกิจ เดินเกมด้วยกลยุทธ์รบยาวตั้งแต่ปีก่อน โดยปัจจัยทำเลและแพ็คเกจราคาขายที่จับต้องได้ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ แต่สิ่งที่ยิ่งทวีความท้าทายในอนาคตก็คือ การเข้าใจถึงพฤติกรรมที่ซับซ้อน แตกย่อยเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้นของผู้บริโภค ดังนั้น วิธีคิดและกระบวนการออกแบบถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก หมดเวลาการทำงานแบบเหมารวมเป็นโลเคชั่น แต่ต้องเจาะให้ลึกถึงดีมานด์จริงของที่ดินแต่ละแปลงแต่ละผืน ซึ่งตลอดระยะเวลา  3 ปีที่ผ่านมา เราได้เตรียมความพร้อมในการทำความเข้าใจถึงลิฟวิ่งแพทเทิร์นที่แตกต่างกันของคนในอนาคต เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ใช่สำหรับคนในแต่ละกลุ่ม” นายวิทการ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ แนวคิดในการออกแบบและพัฒนาคอนโดมิเนียม 2020 ผ่าน ‘Dynamic Personalized Model’ ที่จะตอบโจทย์อินไซต์คนเมืองได้อย่างเฉพาะเจาะจงในแต่ละแปลงที่ดินนั้น ประกอบด้วย 2 แกนสำคัญ ได้แก่    (1) LIVING PATTERNS RESEARCH  การศึกษารูปแบบการอยู่อาศัยใน 6 รูปแบบหลัก ที่สะท้อนผ่าน การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ในคอมมิวนิตี้ และ (2) STANFORD DESIGN THINKING APPROACH กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เพื่อค้นหาความต้องการแฝง (Emotional Unmet Needs) ของลูกค้าในแต่ละลิฟวิ่งแพทเทิร์น และนำอินไซต์เหล่านั้นมาพัฒนาต่อได้อย่างถูกทาง และเอพี ไทยแลนด์พร้อมเปิตตัวผลลัพธ์แรกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ด้วยแฟล็กชิพลักชัวรี่คอนโดฯ ล่าสุด ‘RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน’

นางสาวกมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “คอนโดมิเนียม RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ถือเป็นโครงการแรกที่ได้นำแนวคิด Dynamic Personalized Model มาประยุกต์ใช้ ซึ่งในย่านเจริญกรุงนี้ เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนาคอนโดใหม่ที่ยังไม่มีในตลาดเพื่อตอบลิฟวิ่งแพทเทิร์นในแบบ Co-Generations Series ซึ่งเป็นเทรนด์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนเมืองที่อาศัยอยู่ร่วมกันหลายเจนเนอเรชั่น ดังนั้น ความท้าทายของการพัฒนาโครงการ RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน คือ การออกแบบพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยที่เป็นครอบครัว ควบคู่ไปกับการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนโสด ภายใต้คอนเซ็ปท์การออกแบบ The Luxury Gated Community เพื่อให้ทุกชีวิตเติบโตไปพร้อมกันในสังคมที่เพียบพร้อมและปลอดภัย ซึ่งทุกพื้นที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับกิจกรรมที่ทับซ้อนของผู้อยู่อาศัยในแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน พร้อมส่งมอบเวลาคุณภาพภายในพื้นที่คุณภาพ ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท (ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร) หรือเฉลี่ย 155,000 บาท/ตารางเมตร”

“สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดติดถนนใหญ่ เส้นถนนเจริญกรุง นับเป็นหนึ่งในทำเลที่มีความท้าทาย เนื่องจากขนาดที่ดินติดถนนใหญ่ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาโครงการมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มีซัพพลายเปิดใหม่น้อย สวนทางกับดีมานด์ในย่าน เมื่อทำการศึกษาภาพรวมตลาดย้อนหลัง 10 ปี พบว่ามีคอนโดฯ ติดถนนใหญ่ในเส้นเจริญกรุง เพียง 4 โครงการ รวมทั้งสิ้น 1,120 ยูนิตเท่านั้น แบ่งเป็นเซ็กเมนต์อัลตร้าลักชัวรี่ (300,000 บาท/ตร.ม.) จำนวน 1 โครงการ จำนวน 355 ยูนิต มียอดขายรวม 80% ในขณะที่เซ็กเมนต์ลักชัวรี่ (150,000-190,000 บาท/ตร.ม.) พบ 3 โครงการ จำนวนยูนิตเปิดขาย 765 ยูนิต โดยได้รับการตอบรับที่ดีมาก มียอดขายรวม 94% รวมถึงสามารถสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 6-7%” นางสาวกมลทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม

นายพัชร ชยาสิริ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบโครงการ RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ว่า “การออกแบบพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยที่เป็นครอบครัวควบคู่ไปกับการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนโสด ประกอบด้วย 3 จุดเด่นสำคัญ 1) OVERLAPPING DESIGN FOR CO-GENERATIONS LIVING การบริหารมาสเตอร์แพลนที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยร่วมกัน ทั้งความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย โดยเฉพาะเด็กเล็กอย่างสูงสุด ด้วยการแยกส่วนอย่างชัดเจนระหว่างอาคารพาวิลเลี่ยนออกจากอาคารพักอาศัย พร้อมการแบ่งส่วนพื้นที่เพื่อการใช้งานทั้งแบบครอบครัวและมุมส่วนตัว 2) Separate SECTION for each generation แบ่งสเปซฟังก์ชั่นการใช้งานของผู้อาศัยหลากหลายช่วงวัยให้ทุกๆ คนได้มี ‘เวลาแห่งคุณภาพ’ ในพื้นที่ โดยเฉพาะในส่วน Rooftop Facilities (ชั้น 42-44) ตอบโจทย์ทั้งครอบครัวที่มีเด็กเล็กและกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาทิ Sky Lounge ที่สามารถใช้เป็นพื้นที่เพื่อการจัดงานสังสรรค์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในขณะที่ Play Space พื้นที่เล่นของเด็กๆ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองสามารถเฝ้ามองลูกๆ ให้อยู่ในสายตาระยะคลายกังวล และยังสามารถใช้เวลาส่วนตัวอย่างเป็นประโยชน์ได้พร้อมๆ กัน และที่สุดของสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นไฮไลท์ ก็คือ Infinity Edge Pool สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ที่ทอดตัวยาวกว่า 47 เมตร พร้อมให้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งจากมุมสูงแบบ 360 องศา โดยส่วนพื้นที่ว่ายน้ำสำหรับเด็กในโซน Kid Pool ถูกออกแบบให้แยกออกจากส่วนที่ลึกของผู้ใหญ่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นสัดส่วนในการใช้งานจริงอย่างชัดเจน และ 3) THE BEST LIVING QUALITY นอกจากการวางมาสเตอร์แพลนให้โครงการถูกโอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งแนวกำแพงต้นไม้เล็กใหญ่นานาพันธุ์ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศแล้ว เอพียังทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบอากาศคุณภาพ ในการนำนวัตกรรมการกรองอากาศอัจฉริยะ (Intelligent Indoor Quality Air for Life System) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ดีที่สุดจากญี่ปุ่น โดยการติดตั้งเครื่อง ERV ในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอากาศที่ไหลเวียนในพื้นที่ส่วนกลางภายในอาคาร จะเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ และปราศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5”

RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน แฟล็กชิพคอนโดฯ ระดับลักชัวรีที่เปิดรับวิวพาโนรามาของโค้งน้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างเอพีและพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) มูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 4-2-76.6 ไร่ บนทำเล ‘เจริญกรุง’ ย่านสุดสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งขนาบแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลเชื่อมต่อใจกลางเมืองย่าน CBD สาทร ศูนย์กลาง ธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ พรั่งพร้อมด้วยความสะดวกสบายในการเดินทาง ใกล้ย่านสถานศึกษาทั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และเพียง 100 เมตรจากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ริเวอร์ไซด์ แคมปัส พร้อมเชื่อมทุกกิจกรรมในคอมมิวนิตี้ให้สะดวกสบายเป็นหนึ่งเดียวใน RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ประกอบด้วยอาคารที่พักสูง 44 ชั้น 1 อาคาร และอาคารพาวิลเลี่ยน 1 อาคาร จำนวน 421 ยูนิต  พร้อมที่จอดรถ 421 คัน (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องที่หลากหลาย รองรับการใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ 1) ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร 2) ห้องชุด 1 ห้องนอนพร้อม 1 ห้องอเนกประสงค์ ขนาด 43.5 ตารางเมตร 3) ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาด 75.5 – 128.5 ตารางเมตร 4) ห้องชุด 3 ห้องนอน ขนาด 134-159 ตารางเมตร 5) ห้องชุด 4 ห้องนอน ขนาด 184-228 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท (ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร) หรือเฉลี่ย 155,000 บาท/ตารางเมตร

บมจ. เอพี ไทยแลนด์ ยังคงดำเนินการตามแผนงานภายใต้วิสัยทัศน์ AP WORLD เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุด
คือการสร้าง
พิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนให้แก่ทุกคนในสังคม

Tags

เครื่องฟอกอากาศ

เผยผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ พบบางยี่ห้อ กรองฝุ่น PM2.5 ไม่ได้

สถานการณ์ PM 2.5 ในกรุงเทพ​ในตอนนี้ยังคงไว้ใจไม่ได้ บางวันค่าฝุ่นเยอะ พร้อมที่จะส่งผลกระทบให้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กในบ้าน เชื่อว่าพ่อแม่หลายบ้านคงได้ซื้อ เครื่องฟอกอากาศ กันไว้แล้ว และอีกหลายบ้านคงกำลังเล็งมาใช้งาน แต่มีผลทดสอบพบว่าเครื่องฟอกอากาศบางยี่ห้อมีบางรุ่นที่ไม่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ!

เผยผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ พบบางยี่ห้อ กรองฝุ่น PM2.5 ไม่ได้

เครื่องฟอกอากาศในบ้าน

โดยศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ ( www.chaladsue.com) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เผยผลเปรียบเทียบประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 30 ตารางเมตร จากการทดสอบครั้งนี้ เป็นการนำเครื่องฟอกอากาศที่มีในท้องตลาดมาทดสอบประสิทธิภาพในการบำบัดฝุ่นละออง โดยใช้วิธีและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ โดยได้เปรียบเทียบผลทดสอบเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 ที่ทำการสุ่มซื้อตัวอย่างจากท้องตลาด และทางออนไลน์ทั้งหมด 10 รุ่น (ราคาซื้อขายตามท้องตลาด ณ เดือนมิถุนายน 2562) ได้แก่

  • Hatari HT-AP12 ราคา 4,888 บาท
  • Philips AC1215/20 ราคา 7,990 บาท
  • Mi AirPurifier 2S ราคา 4,098 บาท
  • Mitsuta MAP450 ราคา 3,990 บาท
  • Hitachi EP-A3000 ราคา 4,900 บาท
  • Bwell CF-8400 ราคา 9,900 บาท
  • Blueair Joy S ราคา 9,900
  • Claire C2BU-1933 ราคา 6,990 บาท
  • Sharp FP-J30TA-B ราคา 3,990 บาท
  • Fanslink Air D. Cube ราคา 1,990 บาท

ซึ่งการทดสอบนี้จะทำการทดสอบเครื่องฟอกอากาศโดยการปรับปรุงมาตรฐาน Standards of The Japan Electrical Manufacturers’ Association (JEM Standards), JEM1467-Air Cleaner for Household Use (Air cleaners of household and similar use) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศครัวเรือน

เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี

จากผลการทดสอบสามารถแบ่งประเภทของเครื่องฟอกอากาศ โดยพิจารณาจาก การเปรียบเทียบ พื้นที่ห้องที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้องที่แนะนำตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน สรุปได้เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือ เครื่องฟอกอากาศเหมาะกับกลุ่มที่ขนาดพื้นที่ห้องจากการทดสอบ มีขนาดเล็กมาก (2.32 ตารางเมตร) ซึ่งสามารถแปลผลการทดลองได้ว่า ไม่สามารถลดปริมาณฝุ่นได้ คือยี่ห้อ Clair

กลุ่มที่ 2 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มี ขนาด 13 – 16  ตารางเมตร  และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ ยี่ห้อ Blueair

กลุ่มที่ 3 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 20 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ ยี่ห้อ Hitachi, Fanslink Air, Sharp และ Bwell

กลุ่มที่ 4 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ได้กับห้องที่มีขนาดมากกว่า 20 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร แต่ไม่เป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Hatari, Mitsuta

กลุ่มที่ 5 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 30 ตารางเมตร และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Philips และ Mi   

(อ่านรายละเอียดการทดสอบ คลิก)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 9 วิธีป้องกันลูกน้อยจากฝุ่นละออง PM 2.5 คลิกหน้า 2

 

โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ

ชี้เป้า! 7 โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ โซนกรุงเทพมีที่ไหนบ้าง?

การสอนแบบวอลดอร์ฟ มีรูปแบบแนวการสอนที่แตกต่างจากโรงเรียนกระแสหลัก จะเป็นการจัดเนื้อหาสาระบูรณาการออกมาในรูปของประสบการณ์ เน้นเรียนรู้ผ่านกิจกรรม การลงมือทำ การเล่น ทั้งในและนอกห้องเรียนและการดำเนินชีวิต เน้นให้ความสำคัญกับจินตนาการของผู้เรียนและการกลมกลืนกับธรรมชาติเชื่อมโยงกัน แต่ก็ยังคงเป็นโรงเรียนที่มีกฎหมายรองรับและจัดการศึกษาที่อิงกับระบบของกระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน ปัจจุบัน โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ เริ่มเป็นที่ผู้ปกครองนิยมมากขึ้น ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมโรงเรียนที่ใช้การเรียนการสอนหลักสูตรวอลดอร์ฟ ในกรุงเทพฯ จะมีโรงเรียนไหนบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

7 โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ ในกรุงเทพฯ

#1 อนุบาลบ้านรัก

อนุบาลบ้านรัก
อนุบาลบ้านรัก

อนุบาลบ้านรัก เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาล เป็นหนึ่งในโรงเรียนทางเลือกที่มีการสอนแบบวอลดอร์ฟ โดยมองว่าวันนี้ของเด็กๆ จะทำอย่างไรเพื่อไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การเรียนรู้ของที่นี่จึงเป็นแบบ ‘บ้าน’ ใช้กระบวนการทำให้เด็กมีวิถีชีวิต และกิจวัตรประจำวัน พาเด็ก ๆ ผ่านการทำงานบ้าน งานครัว งานสวน เหมือนที่เด็กควรได้ใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็นปกติ ตารางสอนห้าวันของเด็ก ๆ จึงเป็นกิจกรรมหลักที่จะทำในทุกวัน เช่น วันจันทร์คือร้อยดอกไม้ วันอังคารปั้นขนม วันพุธว่ายน้ำหรือวิ่งเล่นข้างนอก วันพฤหัสบดีวาดสีน้ำ สีเทียน วันศุกร์เย็บปักถักร้อย ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับศิลปะต่าง ๆ ในทุกวัน โดยที่นี่ไม่มีการสอนเขียน อ่าน และนับเลข แต่สิ่งที่เด็กๆ จะเจอทุกวัน คือ ธรรมชาติภายในบ้านที่เข้ามาเล่นและเรียนรู้ ซึ่งที่นี้มองว่าการอ่านเขียนสำหรับเด็กเล็กมันไม่มีคำว่าสาย เพราะสุดท้ายแล้วเด็กจะขวนขวายเองในสิ่งที่เขาต้องรู้ ทำไปทำไม ซึ่งการใช้การศึกษาแบบวอลดอร์ฟที่นี่ตั้งเป้าประสงค์เอาไว้เพียงเรื่องเดียวคือ ความพร้อมที่สุดของร่างกายที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สิ่งที่ครูผู้สอนจะให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ คือ 3 ส่วน Head Hand และ Heart ซึ่งแต่ละส่วนก็สัมพันธ์กับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยด้วย

อนุบาลบ้านรัก
เครดิตภาพจาก www.facebook.com/Anubarnbaanrak

อนุบาลบ้านรัก

  • ที่อยู่ : เลขที่ 23 ซ.แสงจันทร์ ถนนสุขุมวิท 40 พระโขนง คลองเตย กรุงเทพ 10110
  • โทรศัพท์ : 023928807
  • เว็บไซต์โรงเรียน :  Anubarnbaanrak

ข้อมูลอ้างอิงจาก : www.thepotential.org

#2 โรงเรียนเพลินพัฒนา

โรงเรียนเพลินพัฒนา
โรงเรียนเพลินพัฒนา

โรงเรียนเพลินพัฒนา เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม และมัธยม มีการจัดสภาพแวดล้อมและจัดกระบวนการการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสูงสุดต่อเด็กแต่ละคน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาวอลดอร์ฟ โดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ เป็นส่วนช่วยสนับสนุนพัฒนาการหลายด้านของเด็กๆ โดยมีแนวคิดหลักที่สำคัญที่สุดคือ “เรียนรู้ผ่านการเล่น” แนวทางการจัดการเรียนรู้ของที่นี่มุ่งเน้นไปที่การสร้างอุปนิสัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตที่ดีงาม สร้างสรรค์ พร้อมไปกับการสร้างความรักในการเรียนรู้ และสร้างความสามารถในการเรียนรู้ให้เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ

โรงเรียนได้ออกแบบหน่วยวิชาต่าง ๆ เช่น  หน่วยวิชาแสนภาษา ดนตรีชีวิต ภูมิปัญญาภาษาไทย จินตทัศน์ มานุษกับโลก ธรรมชาติศึกษาและประยุกต์วิทยา เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้มีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ และทักษะการทำงานที่ดีต่อการใช้ชีวิต ด้วยการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงจากกิจกรรมที่มีความหลากหลาย และสัมพันธ์กับพัฒนาการชีวิตในแต่ละช่วงวัย อาทิเช่น กิจกรรมพัฒนาประสาทสัมผัสรับรู้ กิจกรรมทางภาษา กิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหว กิจกรรมศิลปะ ฯลฯ รวมถึงการเรียนรู้ที่อาศัยการบ่มเพาะและซึมซับผ่านกิจวัตรประจำวันที่ทำให้เด็กเกิดความชำนาญ ในทุกๆ วัน เด็ก ๆ จะได้ตั้งคำถาม ทดลองคาดเดา และประมวลสรุปด้วยตนเอง แล้วนำเรื่องจากที่ได้เรียนรู้ไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้และต่อยอดความรู้ได้ตามความสนใจ ภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่ครูเอื้ออำนวยให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเผชิญกับความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างมีความสุข

โรงเรียนเพลินพัฒนา
เครดิตภาพจาก www.plearnpattana.com

โรงเรียนเพลินพัฒนา

  • อยู่ : 33/39-40 ถนนสวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
  • โทรศัพท์ : 02-885-2670-5, 02-885-2685-87
  • เว็บไซต์โรงเรียน : www.plearnpattana.com

#3 โรงเรียนปัญโญทัย

โรงเรียนปัญโญทัย
โรงเรียนปัญโญทัย

โรงเรียนปัญโญทัย เป็นโรงเรียนในแนวคิดที่จัดการศึกษาให้เด็กตามแนวทางวอลดอร์ฟแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อให้โอกาสเด็ก ๆ ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างเด็ก เบ่งบานไปตามขั้นตอนอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งพัฒนาไปอย่างรอบด้านและสมดุล เป้าหมายของโรงเรียนคือช่วยให้เด็กเข้าใจในวิวัฒนาการแห่งวิทยาการของโลก กล่อมเกลาด้วยศิลปะ และสร้างสมดุลด้วยจริยธรรม ให้การเรียนรู้ผ่านทั้งความคิด ความรู้สึก และการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาไปสู่การคิดที่กระจ่างชัด สร้างสรรค์ มองเห็นความดี ความงาม และความจริงในโลกนี้  ตามธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย

ในส่วนบรรยากาศห้องอนุบาลวอลดอร์ฟที่นี่ได้เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ทั้งการเรียนและการเล่น ควบคู่ไปกับสภาพแวดล้อมซึ่งมีต้นแบบเป็นครูผู้อยู่เบื้องหน้าร่วมกันทำกิจกรรมที่มีความหมายอยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก ผ่านกระบวนเรียนรู้ที่หลากหลายจากการทำงานพื้นฐานของชีวิตและงานศิลปะ สอดคล้องกับวิถีชีวิต ธรรมชาติ ฤดูกาล ประเพณี และวัฒนธรรม พร้อมไปกับได้รับการปลูกฝังให้สำนึกในบุญคุณต่อสิ่งที่ได้รับทั้งจากธรรมชาติและมนุษย์  มองเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง  เช่น พูดคุย ร้องเพลงไปด้วยกัน ทำอาหาร เล่นตุ๊กตา เป็นพระราชาหรือนายพราน ท่องกลอน ปั้นขี้ผึ้ง สร้างบ้าน ไปสำรวจละแวกใกล้เคียง รวมถึงกิจกรรมสงบซึ่งเป็นการซึมซับรับเข้า เช่น ฟังนิทาน ดูละครหุ่น วาดรูป ระบายสี เป็นต้น

ซึ่งหลักสูตรวอลดอร์ฟมีความสมดุลระหว่างศิลปะ วิทยาการ และ จริยธรรม หลักสูตรทุกชั้นเป็นเอกภาพต่อเนื่องกัน วิชาต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง หากแต่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยตลอด เด็กจะเรียนรู้โดยผ่านการปฏิบัติด้วยตนเองในสภาพการณ์ที่เป็นจริง  โดยไม่ได้ผ่านตำราแบบเรียน  ครูผู้สอนจะทำหน้าที่สำคัญในการให้การศึกษาต่อเด็กจากประสบการณ์และความรู้ของตนอย่างมีศิลปะ มีชีวิตชีวา และที่โรงเรียนแห่งนี้ครูประจำชั้นจะเลื่อนชั้นตามลูกศิษย์ไปตั้งแต่ป. 1 จนถึงม. 2 เพื่อสามารถนำหลักการที่เรียนรู้มาปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างสอดคล้องกับภูมิหลัง ความสามารถ และบุคลิกลักษณะของนักเรียน ตามเป้าประสงค์ในการบ่มเพาะหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ในตัวเด็กและตัวครูผู้สอน

โรงเรียนปัญโญทัย
เครดิตภาพ www.facebook.com/Panyotai

โรงเรียนปัญโญทัย

  • ที่อยู่ : 199 ถ.สุขาภิบาล 5 ซอย 32 (แยก10)  แขวงออเงิน  เขตสายไหม  กทม. 10220
  • โทรศัพท์ : 02 792 0670, 02 792 0672
  • เว็บไซต์โรงเรียน :  www.panyotai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 7 รายชื่อโรงเรียนวอลดอร์ฟในกรุงเทพฯ คลิกหน้า 2

ไวรัสโคโรน่า

เฝ้าระวัง ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ไป-กลับจีน เสี่ยงป่วยปอดอักเสบรุนแรง

เตือนก่อนเที่ยวจีน ต้องระวังโรคปอดอักเสบรุนแรงจาก ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่จากเมืองจีน แพร่รวดเร็วจากตลาดสด ติดเชื้อแล้วหลายสิบราย เด็กเล็ก-ผู้สูงอายุเป็นแล้วอันตราย เสี่ยงเสียชีวิต

จากรายงานของประเทศจีนตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2562 ต่อเนื่องพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า  2019 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ ในเมืองอู่ฮั่น แล้วถึง 59 คน เสียชีวิตแล้ว 1 คน และมีอาการป่วยรุนแรงอยู่ในโรงพยาบาลอีกหลายมากกว่า 700 คน โดยได้ประกาศเฝ้าระวังการแพร่กระจายของเชื้อโรคทั้งในและต่างประเทศ

 

ไวรัสโคโรน่า

เตือนภัย ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่จากจีน ทำป่วยปอดอักเสบรุนแรง ทารก-เด็กเล็กเสี่ยงสูง

การตรวจสอบเบื้องต้นในประเทศจีน พบว่าผู้ปวยทำงานหรือเดินทางไปยังตลาดปลา South China ที่เมืองดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ขายเฉพาะอาหารทะเลเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ป่าอื่นๆ อย่าง นก ไก่ฟ้า งู กระต่าง และเครื่องในจากสัตว์ต่างๆด้วย จึงตั้งข้อสงสัยว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้อาจแพร่จากสัตว์สู่คน ทางการได้สั่งปิดตลาดแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นมา

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองได้ออกมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นตามสนามบินทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมเรื่อยมาก โดยล่าสุด ( 13 มกราคม 2563) ตรวจพบนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนวัย 61 ปีติดเชื้อไวรัสดังกล่าวก่อนเข้าประเทศ ซึ่งถือเป็นรายแรกของไทย และเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบนอกประเทศจีน พร้อมยืนยันว่า “ไม่ใช่การติดเชื้อในประเทศไทยแต่ติดต่อมาจากจีน”

 

ไวรัสโคโรน่า

ทำไม ไวรัสโคโรน่า จึงน่ากลัว

เชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs) ถูกพบครั้งแรกในปีค.ศ.  1965 สามารถติดเชื้อทั้งในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู ไก่ วัว สุนัข แมว กระต่าย และหมู พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเขตอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อติดเชื้อผู้ป่วยจะแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนบนมาถึง 35%  โรคไข้หวัดจาก ไวรัสโคโรน่ามีมากถึง 15%  สามารถติดเชื้อได้ทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มักป่วยซ้ำๆ  มีความใกล้เคียงกับไวรัสซาร์ส (SARs) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และไวรัสเมอร์ส (MERs) จึงทำให้ความรุนแรงของโรคมีค่อนข้างมาก

เมื่อติดเชื้อแล้ว มักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว น้ำมูกไหล เจ็บคอและไอคล้ายกับอาการของไข้หวัด แต่จะรุนแรงมากขึ้นในวัยทารกหรือเด็กเล็ก ทำให้เป็นโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ รวมถึงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารด้วย ส่วนเด็กโตก็มีอาการไม่ต่างกัน และมักตามมาด้วยโรคหอบหืดเรื้อรัง

ความรุนแรงของโรคจากเชื้อ ไวรัสโคโรน่า ค่อนข้างมาก เพราะหลังจากรับเชื้อแล้วจะใช้เวลาเพียง  2 วันในการฟักตัวก็พร้อมแสดงอาการของโรคทันที และแพร่เชื้อได้ง่ายผ่านการไอหรือจาม สำหรับเชื้อโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบนี้ ถือเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า “สามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คน” ได้หรือไม่ เพราะไม่พบว่าผู้ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในประเทศจีนได้รับเชื้อด้วย จึงคาดการณ์ว่าน่าจะแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนมากกว่า

อ่านต่อ ใครเสี่ยงติดเชื้ออ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ พร้อมวิธีป้องกัน หน้า 2

เด็กก่อนวัยเรียน

รับมือความกลัวของ เด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่ช่วยแก้ได้เมื่อหนู “ขี้กลัว”

เด็กก่อนวัยเรียน หรือเด็กเล็ก  (Preschool age) คือ ช่วงอายุ 3-5 ปี เด็กวัยนี้จะเริ่มมีจินตนาการสูง ทำให้เริ่มมีความกังวลจนทำให้เกิด “ความกลัว” ซึ่งความกลัวของเด็กนั้นเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในช่วงวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตเห็นได้จากอาการที่ลูกกำลังอารมณ์ดี ยิ้มหัวเราะร่า แต่ก็ทำหน้าเหย๋เกทันทีเมื่อเห็นคนแปลกหน้ามาอยู่ใกล้ๆ บางคนร้องไห้ บางคนรีบกลับไปเดินเกาะพ่อแม่แน่น หรือความกลัวในสถานที่ การพบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมากมาย การไม่เห็นพ่อแม่อยู่ในสายตา การห่างจากพ่อแม่เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นความกลัวที่พบบ่อยในเด็กเล็ก อาการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ แต่สามารถช่วยลูกให้คลายกังวลและลดความกลัวลงได้ด้วยคำพูดปลอบอย่างอ่อนโยน และช่วยปรับให้ลูกเข้าผู้อื่นหรือปรับตัวเข้ากับประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าหากปล่อยให้ลูกรู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับความกลัวเหล่านี้บ่อยเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้

รับมือความกลัวของ เด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่ช่วยแก้ได้เมื่อหนู “ขี้กลัว”

“ความกลัว” ถือเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็สามารถเกิดความกลัวขึ้นได้ แต่สิ่งที่กลัวจะแตกต่างกันออกไปตามช่วงวัยความกลัวที่เกิดกับเด็กก่อนวัยเรียนช่วงอายุ 3-5 ปี เช่น

ลูกกลัวการอยู่คนเดียว
ลูกกลัวการอยู่คนเดียว
  • กลัวการนั่งกระโถน
  • กลัวความมืด
  • กลัวเงา
  • กลัวการนอนคนเดียว
  • กลัวสภาพอากาศ เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฟ้าแล่บ
  • กลัวเสียงดัง
  • กลัวสัตว์ประหลาด
  • กลัวความสูง
  • กลัวแมลงและต่าง ๆ งู  จิ้งจก ตุ๊กแก สุนัข ฯลฯ
  • กลัวการหลงทาง
  • กลัวหายไปจากพ่อแม่
  • กล้วการอยู่คนเดียว
  • กลัวเข็มฉีดยา
  • ฯลฯ
ลูกกลัวคนแปลกหน้า
ลูกกลัวคนแปลกหน้า

สาเหตุของความกลัวของ เด็กก่อนวัยเรียน เกิดจาก

  • เด็กในช่วงวัยนี้เริ่มมีจินตนาการสูง แต่ก็ยังไม่สามารถแยกระหว่างความจริงและเรื่องสมมุติได้ จินตนาการเหล่านี้เป็นจินตนาการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจากในนิทาน เรื่องเล่า เช่น เหล่าเจ้าหญิง เจ้าชาย เทพธิดา นางฟ้า แม่มด รวมไปถึงสัตว์ประหลาดต่าง ๆ ซึ่งบทบาทตัวละครบางเรื่องบางตัวอาจทำให้เด็กกลัวได้ แต่เมื่อลูกโตขึ้นผ่านพ้นวัยนี้ ก็จะสามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนจริงและสิ่งไหนเป็นเรื่องสมมุติได้
  • สำหรับเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน ดูแลลูกปกป้องมากเกินไป กลัวจะเกิดอันตรายกับลูกมากไม่กล้าให้ลูกได้ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือพาไปเที่ยวสถานที่อื่น ๆ ก็อาจทำให้เด็กไม่ได้มีโอกาสได้เจอหรือเข้าสังคมกับเด็กในรุ่นเดียวกัน ไม่เจอกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย จึงทำให้เด็กเกิดความกลัวได้ง่าย
  • บางครั้งสาเหตุความกลัวของเด็กเกิดได้จากผู้ใหญ่ชอบขู่ ชอบหลอกให้เด็กกลัว หรือการพูดไม่จริงเพื่อให้เด็กทำในสิ่งที่เราต้องการ อยากให้ลูกเชื่อฟัง เช่น ดื้อนักเดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ อย่าเล่นซ่อนแอบในเวลากลางคืน เดี๋ยวผีมาเอาตัวไป เป็นต้น การพูดหลอกเด็กหรือขู่ลูกเพื่อให้ทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ จะส่งผลให้ความกลัวนั้นจะติดตัวไปกับเด็ก และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วบางครั้งลูกก็ยังไม่สามารถกำจัดความกลัวบางเรื่องออกไปได้
  • ความกลัวจากประสบการณ์ตรงที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เด็กมีความกลัวฝังใจ เช่น ตอนหัดขี่จักรยานใหม่ ๆ แล้วล้มทำให้กลัวการขี่จักรยานบนท้องถนน กลัวตกบันได เป็นต้น
  • การปล่อยให้ลูกนั่งดูทีวีคนเดียว เปิดช่องที่มีเรื่องราวน่ากลัว มีความรุนแรง เด็กจะเก็บไปจินตนาการต่อกลายเป็นความกลัวอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า “สาเหตุหลัก ๆ ที่ลูกน้อยกลายเป็นเด็กขี้กลัว คือ มีแบบอย่างของคนขี้กลัว มีความวิตกกังวล และถูกข่มขู่ ถูกหลอก ทำให้ตกใจกลัวอยู่บ่อย ๆ หรือมีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ถูกตี ถูกดุว่าอย่างรุนแรง ขาดคนประคับประคอง ขาดการฝึกฝนทักษะ ทำให้ขาดความมั่นใจ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ไม่ดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 5 ข้อพ่อแม่ช่วยได้เมื่อลูกขี้กลัว คลิกหน้า 2

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

เสียงสะท้อนจากคุณครู โครงการส่งความรู้ สร้างความสุขปี 2 ช่วยสร้างความรู้ เพิ่มพูนจินตนาการให้กับเด็กๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งการอ่านเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแสวงหาความรู้ ทั้งนี้การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ในวัยเด็กจึงเป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสามารถเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในอนาคตได้ ดังนั้นจึงเกิดโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ขึ้นมาเป็นปีที่ 2  เพื่อจุดประกายรักการอ่านขึ้นในเด็ก โดยได้รับความร่วมมือระหว่างบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้คัดสรรหนังสือคุณภาพกระจายไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศไทย

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

ซึ่งโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 2 ด้วย สำหรับหนังสือที่ทางโรงเรียนได้รับมีหลากหลายประเภท  เช่น หนังสือความรู้รอบตัว หนังสือการ์ตูนภาพสี่สี เป็นต้น ทั้งนี้หนังสือในโครงการดังกล่าวจะส่งผลต่อการอ่านของเด็กๆ ได้อย่างไรบ้าง เราไปฟังพร้อมกันจาก คุณครูสุบรรณ์  ฉัตรสุวรรณ (ครูชำนาญการพิเศษ) หัวหน้างานห้องสมุดโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ ผู้ดูแลโครงการโดยตรง

“ก่อนอื่นทางโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ ต้องขอขอบคุณบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญเรื่องการอ่านของเยาวชนไทย จึงทำให้เกิดโครงการดี ๆ อย่างโครงการส่งความรู้ สร้างความสุขปี 2 ขึ้นมา เพราะโครงการนี้ทำให้นักเรียนกระตือรือร้น และสนใจการอ่านมากยิ่งขึ้น เด็กบางคนจากที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลย แต่พอเริ่มเข้าโครงการเขาก็เริ่มอ่านหนังสือ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังสือที่เราได้รับมามีความน่าสนใจ อ่านสนุก สามารถดึงดูดเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

ซึ่งหนังสือนอกจากจะช่วยสร้างเสริมความรู้ และจินตนาการแล้ว ยังเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมทักษะอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้นด้วย เช่น ยิ่งอ่านหนังสือมาก ยิ่งซึมซับรูปแบบภาษาที่ดีมาใช้ได้ มีคลังคำศัพท์ให้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งหนังสือที่นักเรียนชอบมากที่สุดเป็นหนังสือการ์ตูนแฝงความรู้อย่างหนังสือการ์ตูนชุดวิทยาศาตร์ฉลาดรู้ อย่างไรก็ดีทางโรงเรียนก็มีการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่พอได้เข้าร่วมโครงการก็ถือเป็นการเปิดโอกาส เพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยประยุกต์เข้ากับกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ เช่น วันภาษาไทย วันสุนทรภู่ กอปรกับครู ๆ ทุกท่านก็มีการส่งเสริม รวมถึงสอนนักเรียนทำบันทึกการอ่าน จึงทำให้นักเรียนสามารถสรุปใจความสำคัญและเรียบเรียงการเขียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงทำให้การเรียนของนักเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะนักเรียนได้ทักษะการวิเคราะห์มาจากการอ่าน ทำให้เมื่อทำข้อสอบหรือแบบทดสอบก็จะตีโจทย์แตก และตอบคำถามสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องค่ะ”

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

 นอกจากนี้คุณครูสุบรรณ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “การอ่านหนังสือไม่ใช่เพียงการท่องจำ แต่เป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง สามารถสร้างเด็กให้มีความรู้และจินตนาการไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังเป็นทางเลือกให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์ สามารถละสายตา และความสนใจจากโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งการได้เข้าร่วมโครงการส่งความรู้ สร้างความสุขทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ดีมีประโยชน์ ซึ่งผลในระยะยาวจะทำให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านอย่างยั่งยืน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพต่อไปค่ะ”

โครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ยังคงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่ลองตรวจสอบดูว่าโรงเรียนของลูกน้อยอยู่ในโครงการหรือไม่ หากอยู่ในโครงการลองชักชวนลูกน้อยมาเข้ามาอ่านหนังสือ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน สร้างความรู้ เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ดี หากสนใจกิจกรรมดีๆ สามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : thehappyread หรือ www.thehappyread.com

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

เก่ง ธชย

เก่ง ธชย ชวนน้อง ๆ โรงเรียนบ้านย่าป่าแหน ร้อง เล่น เต้น เล่านิทาน

ยังไม่หยุดจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อสร้างเด็กไทยรักการอ่านและพัฒนาการเรียนรู้  สำหรับ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมกันจัดกิจกรรม SCHOOL ROADSHOW ผ่านโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 2 โดยได้รับความร่วมมือหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ ร้านนายอินทร์ ซึ่งคัดเลือกหนังสือคุณภาพจำนวนมาก กระจายไปยังโรงเรียนต่างๆ กว่า 57 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังให้เด็กไทยรักการอ่าน เพราะเชื่อว่าการอ่านคือรากฐานแห่งการเรียนรู้ และเป็นวิถีทางพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้ดียิ่งขึ้น

เก่ง ธชย

สำหรับโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 2 ครั้งนี้เรามาลุยกันต่อที่ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่โรงเรียนบ้านย่าป่าแหน พร้อมนักร้องนักแสดงชื่อดังผู้รักความเป็นไทย เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ เจ้าของบทเพลงดังหลากหลายเพลง ซึ่งขนทัพความสนุกขนานใหญ่มาให้เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านย่าป่าแหน กิจกรรมในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการต้อนรับแขกรับเชิญและทีมงานอย่างอบอุ่นกับการแสดงเต้นจะคึ ของน้อง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มูเซอดำและมูเซอแดง (ลาหู่) ด้านแขกรับเชิญอย่างคุณเก่ง ธชย ก็ไม่น้อยหน้าได้ร้องเพลง หัวใจทัศกัณฐ์ ต้อนรับน้อง ๆ กลับ พร้อมกับกล่าวชื่นชมศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บรรยากาศภายในงานจึงเต็มไปด้วยความสนุกสนานเป็นกันเอง เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

 เก่ง ธชย

เมื่อมาถึงช่วง “Book Talk” คุณเก่ง ธชย ก็โชว์ลีลาการเล่านิทานที่สร้างความสนุกให้แก่เด็ก ๆ ด้วยการเล่าเลียนเสียงตัวละครต่าง ๆ พร้อมบรรยายเรื่องด้วยน้ำเสียงโทนสูงต่ำสลับกันไป น้อง ๆ ต่างตั้งใจฟังด้วยความตื่นเต้นและมีรอยยิ้มเสียงหัวเราะเป็นระยะ ที่เห็นเล่านิทานเก่งแบบนี้ คุณเก่งเผยเคล็ดลับดีๆ ว่า “ชอบอ่านหนังสือมากครับ แต่ช่วงที่ชอบจริงๆ คือช่วง ป.6 ความจริงแล้วเคยเป็นนักเล่านอทานมาก่อน ฝึกอ่านนิทานตั้งแต่ช่วง ป.2 แข่งประกวดอ่านนิทานทุกปีตั้งแต่เริ่มอ่าน ก็ได้รางวัลที่ 1 หรือที่ 2 ทุกปี โดยที่เล่านิทานอยู่เรื่องเดียวด้วย คือ เรื่องหนูน้อยหมวกแดง อ่านซ้ำๆ ทำซ้ำๆ จนกลายเป็นความชำนาญ การอ่านเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เวลาอ่านให้ใส่เสียงลงไป เพื่อให้เกิดอรรถรส นี่เป็นเทคนิคการเล่านิทานที่ทำให้ได้รางวัล ส่วนหนังสือที่ชอบมากที่สุด คือ แฮรี่ พอตเตอร์ ตอนศิลาอาถรรพ์ ถ้าน้องๆ ลองอ่านแล้วจะหยุดไม่ได้ เพราะสนุกและน่าติดตามมาก อยากให้ลองอ่านกันดูครับ เวลาว่างผมจะทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อเก็บแรงบันดาล เช่น การอ่าน ซึ่งการอ่านมันไม่จำกัดอยู่แค่หนังสือ การดูโซเชียลต่างๆ ก็ถือเป็นการอ่านอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน” พร้อมปิดท้ายด้วยการแสดงร้องเพลง สร้างความทรงจำที่ดีกับน้องๆ โรงเรียนบ้านย่าป่าแหน

 เก่ง ธชย

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้น้องๆ ร่วมสนุกอีกมากมาย เช่น กิจกรรมแบ่งกันเล่น เล่มเกมตอบคำถามเพื่อชิงของรางวัลเป็นหนังสือคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี กิจกรรมแบ่งกันเล่า โดยการคัดเลือกน้องๆ ออกมาเล่านิทานหรือเล่าเกี่ยวกับหนังสือต่างๆ ที่ได้ทำบันทึกการอ่านไว้ เพื่อแบ่งปันความรู้ให้แก่เด็กคนอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ยังคงจัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยหันมาใส่ใจการอ่าน ตระหนักถึงคุณประโยชน์จากการอ่าน น้องๆ หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจกิจกรรมสามารถเข้าไปดูเพื่อเติมได้ที่ FB : thehappyread หรือ www.thehappyread.com

 

 เก่ง ธชย

เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก

5 เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก ปลุกสมองลูก

การอ่านนิทาน ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่พลิกหน้ากระดาษ อ่านไปเรื่อย ๆ แค่ไม่กี่หน้าก็จบ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าวัยเด็กเป็นวัยที่เต็มไปด้วยจินตนาการ การอ่านโดยไร้อารมณ์ร่วมหรืออ่านด้วยน้ำเสียงคงที่อาจไม่สามารถทำให้ลูกน้อยฟังจนจบได้ นั่นก็หมายความว่าลูก ๆ อาจได้ประโยชน์และความสนุกจากการอ่านนิทานจากคุณพ่อคุณแม่ไม่ครบถ้วน ฉบับนี้เราจึงขอนำเสนอ 5 เคล็ด (ไม่) ลับอ่านนิทานสนุก ปลุกสมองลูก ดังนี้

1. เมื่อจะเริ่มเล่านิทาน

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเริ่มอ่านนิทานให้เด็ก ๆ ฟังคือชื่อเรื่อง ผู้เขียน ผู้วาดภาพ เด็ก ๆ จะได้รู้ว่าใครกันนะที่เป็นเบื้องหลังความสนุกของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการหย่อนเมล็ดพันธุ์กตัญญูให้เกิดขึ้นในจิตใจโดยที่ไม่ต้องพร่ำสอนนั่นเอง

2. มีอารมณ์ดีเป็นตัวตั้ง

ความเหนื่อยล้าจากการทำงานมักทำให้คุณพ่อคุณแม่เร่งรีบขณะที่อ่านนิทานให้ลูกฟังเพื่อให้จบเร็ว ๆ และบางครั้งอาจจะเผลออารมณ์เสียหรือหงุดหงิดใส่ลูกน้อย เคล็ดลับการอ่านนิทานให้สนุกข้อนี้ง่ายนิดเดียว คือ ต้องอารมณ์ดี การที่เราอารมณ์ดีจะทำให้เล่านิทานสนุกขึ้น เพราะไม่ต้องฝืนอารมณ์ตัวเอง ที่สำคัญการที่คุณอารมณ์ดีจะทำให้คุณใจเย็นพอที่จะฟังคำถามและตอบคำถามของลูกระหว่างเล่านิทาน เป็นการล้วงลึกถึงความคิดเด็ก ๆ ได้ดีเชียวค่ะ

เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก

หู ตา หน้า หัว และทุกส่วนของร่างกายคืออุปกรณ์ที่ดีมากสำหรับการใช้ชีวิตอยู่กับเด็ก จงอย่าลืมขยับใส่ลูก ให้เขารู้สึกว่าได้เล่นกับของเล่นมีชีวิตชิ้นเดียวในโลกที่ไม่มีใครเหมือน นิทานเรื่องไหนต้องใช้ท่าประกอบ อย่ารอช้าที่จะแสดงให้ลูกเห็นโดยไม่ต้องอายนะคะ

3. คำนวณเวลาให้ดี

หากคุณพ่อคุณแม่มีเวลาไม่มาก ควรเลือกนิทานเรื่องสั้นๆ มาอ่านดีกว่า เพราะมีการทดลองของครอบครัวในโครงการหนังสือเล่มแรกแล้วพบว่าพ่อแม่ที่อ่านนิทานค้างไว้แล้วผัดไปอ่านให้ลูกฟังอีกวัน ลูกบ้านนั้นก็มักจะติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งไปด้วย อย่างนี้ไม่ดีแน่นอน

4. รอบรู้ในเรื่องที่อ่าน

เด็กๆ มักมีความสงสัยใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรรอบรู้ในนิทานที่จะอ่านให้ลูกฟัง เมื่อเวลาถูกตั้งคำถามจะได้มีคำตอบดีๆ ไว้ตอบลูกน้อยได้ (หากไม่รู้ ห้ามตอบแบบส่ง ๆ ไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องนั้น ๆ แต่ควรพยายามบอกลูกว่า ขอเวลาไปหาข้อมูลก่อนนะจ๊ะ แล้วจะมาบอก)

เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก

5. ฟิตร่างกายให้พร้อมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

การเล่านิทานให้ลูกฟังจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ผู้อ่านจะต้องใส่อารมณ์เข้าไป เพื่อเพิ่มอรรถรสและจินตนาการให้เด็ก ๆ สนุกสนานอย่างเต็มที่ แต่ก็อย่าลืมใช้สายตามองเด็ก ๆ ด้วย เพราะสายตาของคุณจะทำให้ลูกรู้ว่า กำลังอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ ได้รับความรักความสนใจ สุดท้ายการอ่านนิทานให้เด็กฟังจะสนุกยิ่งขึ้น หากภาพ เสียง และตัวอักษรสัมพันธ์กัน เพียงแค่คุณชี้ตัวอักษรไปด้วยขณะอ่าน จะช่วยให้เด็กๆ รู้จักคำและความหมาย เนื่องจากเขาได้เห็นทั้งภาพและเห็นหน้าตาของตัวอักษรไปด้วย

เห็นไหมว่า…การอ่านนิทานให้สนุกพร้อมปลุกสมองลูกไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ การอ่านเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกได้ความสนุก ได้ข้อคิดชวนรู้ สร้างความสัมพันธ์กันในครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้คุณหนูๆ เกิดการจดจำสะสมคำศัพท์ในคลังคำน้อย ๆ ของลูกอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมชวนเจ้าตัวน้อยมาอ่านนิทานอย่างน้อยวันละ 15 นาทีกันด้วยนะคะ

เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก

หากคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ว่าจะอ่านนิทานเรื่องอะไร ลองถามเด็กๆ ดูก็ได้ว่าที่โรงเรียนมีชมรมรักการอ่านหรือไม่ เพราะตอนนี้มี โครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 2 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก  บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) มอบหนังสือดีสำหรับเด็กและนิทานมากมายให้กว่า 1,000 เล่ม  57 โรงเรียน พร้อมกับมีชมรมรักการอ่าน เพื่อน้องๆ จะได้มีนิทานมาอ่านกับคุณพ่อคุณแม่  และคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถบริจาคหนังสือให้แก่โรงเรียนอื่นๆ เพื่อเป็นการส่งต่อความรู้เป็นหนังสือให้แก่น้อง ๆ ได้อีกด้วย  

และขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกครอบครัวรักการอ่าน เข้าไปร่วมแบ่งปันเรื่องราวนิทานหรือหนังสือที่อ่านด้วยกัน และติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการอ่านดีๆ นี้ ได้ที่  FB : thehappyread หรือ www.thehappyread.com หรือคลิกที่คิวอาร์โค้ดด้านล่างได้เลยค่ะ

 

เคล็ดวิธีอ่านนิทานสนุก

โครงการประกวดวาดภาพ ระบายสี ฟ.ฟันสวย ยิ้มใส ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 6 ประจำปี 2562 บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด

ความเป็นมาของโครงการ

โครงการ ฟ.ฟันสวย ยิ้มใส  (Bright Smiles Bright Futures) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑จนถึงปัจจุบัน โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมกับ สํานักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

ซึ่งโครงการดังกล่าว ทางบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนชุดยาสีฟัน แปรงสีฟันตลอดจนสื่อการเรียนการสอน และคู่มือสําหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ ๓  ครอบคลุมนักเรียน ๒๐ ล้านคนทั่วประเทศ ในระยะเวลา ๒๒ ปีของโครงการ มุ่งเน้นให้เด็กทุกคน ตระหนัก ถึงการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน อย่างถูกวิธี เพื่อสุขอนามัยที่ดีในอนาคต

วัตถุประสงค์ของโครงการประกวดวาดภาพระบายสี

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการโครงการ ฟ.ฟันสวย ยิ้มใส  (Bright Smiles Bight Futures) ทางบริษัทฯจึงจัดกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสีชิงถ้วยพระราชทานฯ พร้อมทุนการศึกษา เริ่มตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันเป็นปีเป็นปีที่ ๖ เพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและความรู้สึกที่ดีต่อการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน ผ่านการวาดภาพในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง ๖-๙ ปี ผลงานที่ชนะระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนของเด็กไทยร่วมเข้าประกวดแข่งขันรายการ  “My Bright Smile Global Art Contest “ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผลงานที่ได้รับคัดเลือก จะได้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินปี ๒๕๖๔ ที่ทางคอลเกตจะแจกจ่ายไปทั่วโลก

คณะกรรมการ ตัดสิน

  • ดร.ครูสังคม ทองมี ผู้อำนวยการ ศูนย์ศิลป์สิรินธร และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านศิลปะ 
  • ตัวแทนจากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 
  • รางวัลชนะเลิศ ฟ.ฟันสวย ยิ้มใส ครั้งที่ ๖ จำนวน ๑ รางวัล
    • ถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
    • ทุนการศึกษา ๒๐,๐๐๐ บาท 
    • ใบประกาศนียบัตร
  • รางวัลรองชนะเลิศ จำนวน ๒ รางวัล
    • โล่ประกาศเกียรติคุณ
    • ทุนการศึกษา รางวัลละ ๑๐,๐๐๐ บาท
    • ใบประกาศนียบัตร
  • รางวัลชมเชย จำนวน ๙ รางวัล
    • โล่ประกาศเกียรติคุณ
    • ใบประกาศนียบัตร

ผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด ๑๒ ผลงาน จะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดที่สหรัฐอเมริกา ชิงเงินรางวัล ๒๕,๐๐๐ บาท

บรรยากาศ การตัดสิน

รางวัลชนะเลิศ

ยิ้มสวยสดใส  เด็กไทยรักคอลเกต

เด็กหญิง ณัฐชยาภรณ์  ดอกพิกุล อายุ 9 ปี 

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองดุม จ.นครราชสีมา

Tags

5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

การนอนของทารก มีความสำคัญต่อพัฒนาการทั้งทางสมองและทางร่างกาย การนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ลูกเติบโตได้อย่างแข็งแรงและสมวัย

5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

วงจรการนอนหลับของทารกนั้นสั้นกว่าวงจรการนอนหลับของผู้ใหญ่ซึ่งสามารถนอนได้ยาว แต่กลับต้องการจำนวนชั่วโมงในการนอนมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเด็กแรกเกิดใช้เวลาในการนอนหลับมากถึง 17 ชั่วโมงต่อวัน โดยในตอนกลางคืน ทารกจะตื่นทุก ๆ 2-5 ชั่วโมง เพื่อมาทานนม เมื่ออายุได้ 6-8 สัปดาห์ ทารกจะเริ่มนอนได้ยาวขึ้น และมีช่วงเวลาการนอนหลับตื้น (REM sleep) น้อยลง ในขณะที่มีช่วงเวลาการหลับลึก (non-REM sleep) มากขึ้น

และเมื่อลูกอายุ 4-6 เดือน เด็กโดยส่วนมากจะสามารถนอนได้ยาวถึง 8-12 ชั่วโมงในช่วงกลางคืน (เด็กบางคนสามารถนอนยาวได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์) แต่เพราะนิสัยในการนอนของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในเด็กบางคนอาจจะยังไม่นอนยาวและยังคงตื่นระหว่างคืนจนถึงวัยเตาะแตะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ตราบใดที่ลูกน้อยยังคงมีพัฒนาการที่ดีและลูกยังใช้เวลาในการนอนรวมทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เช็คดูได้ที่นี่ ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?) หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ยังคงไม่ยอนนอนยาวเมื่ออายุ 4-6 เดือน ลองทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้ เพื่อฝึกให้ลูกมีลักษณะนิสัยการนอนหลับที่ดีกันดูค่ะ

ทารกนอนหลับ
ทารกนอนหลับ

5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

  1. ให้ลูกได้งีบหลับตอนกลางวันบ่อย ๆ

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่า ถ้าลูกนอนตอนกลางวันบ่อย ๆ จะทำให้ลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน เด็กแรกเกิด – 2 เดือน จะไม่สามารถตื่นตอนกลางวันได้นานเกิน 2 ชั่วโมง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกตื่นนอนนานเกิน 2 – 2.25 ชั่วโมง เพราะหากปล่อยให้ลูกตื่นนอนนานเกินนี้ จะทำให้ลูกเหนื่อยจนเกินไป และเมื่อลูกเหนื่อยจนเกินไป ก็อาจเป็นสาเหตุให้ลูกมีปัญหาเวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาเข้านอน และอาจเป็นการสร้างลักษณะนิสัยการนอนผิด ๆ ได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

คู่มือและ ตารางการนอนของทารก วัยแรกเกิด – 8 เดือน ไขทุกข้อสงสัยสำหรับพ่อแม่มือใหม่ เด็กแรกเกิดควรนอนนานแค่ไหน? ตอนกลางคืนตื่นกี่ครั้ง?

ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

การนอนหลับ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับทารก เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะมีผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและสมองของลูกน้อย การนอนหลับจะช่วยเชื่อมต่อสิ่งต่าง ๆ ในสมองของลูก สมองของลูกจะค่อย ๆ พัฒนาและแข็งแรงขึ้นตลอดการนอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูกได้นอนหลับได้อย่างเพียงพอ ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

แต่เนื่องจากการนอนของทารกแตกต่างจากผู้ใหญ่ที่สามารถตื่นได้ตลอดกลางวันและนอนยาวในช่วงเวลากลางคืน แต่ทารกจะไม่สามารถนอนได้นาน และต้องนอนกลางวันด้วย ซึ่งตารางเวลาการนอนที่แตกต่างกันนี้ ทำให้ยากต่อการเข้าใจและปรับตัวของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก ทีมแม่ ABK จึงขอนำ ตารางการนอนของทารก เพื่อให้ลูกได้มีพฤติกรรมการนอนที่เหมาะสม และเพื่อให้ลูกตื่นมาแล้วเป็นเด็กร่าเริง สดใส และมีความสุข พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัวได้มากขึ้น

ตารางการนอน
ตารางการนอน

โดย ตารางการนอนของทารก นี้จะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่รู้ชั่วโมงการนอนของทารก ได้ลองนำไปสังเกตพฤติกรรมการนอนของลูก ว่าในแต่ละวัน ช่วงเวลาระหว่างกลางวัน-กลางคืน ลูกน้อยนอนหลับเพียงพอหรือเปล่า และหากลูกน้อยนอนนานเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็ควรจะฝึกให้เขานอนเป็นเวลา หรือฝึกให้เด็กรู้จักเวลากลางวัน กลางคืน (เพื่อที่ลูกจะได้นอนอย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ตัวคุณแม่เองก็จะได้มีความสุข มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่น ไม่อดหลับอดนอนตลอดเวลาด้วย)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

“โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี” ครองใจพ่อแม่ ดัน “โชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส” สำเร็จเกินคาดตั้งแต่ปีแรก

โรงเรียนนานาชาติได้รับการยอมรับและความเชื่อถืออย่างสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการมอบโอกาสทางการศึกษาคุณภาพมาตรฐานระดับสากลให้แก่บุตรหลาน ทำให้ที่ผ่านมาโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทยระบุว่า มูลค่าตลาดโรงเรียนนานาชาติในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท และยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 7-8% ต่อปี โดยการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเป็นไปใน 3 รูปแบบได้แก่ การเปิดโรงเรียนใหม่ การขยายพื้นที่โรงเรียนเพื่อรองรับนักเรียนได้มากขึ้น และการขยายแคมปัสหรือเปิดแคมปัสใหม่ในทำเลใหม่

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลือกมากมายที่เกิดขึ้น มีโรงเรียนนานาชาติเพียงไม่กี่แห่งที่เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดในเอเชียมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยในแต่ละปีมีพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาสมัครเข้าเรียนอย่างล้นหลาม จนทำให้มีเด็กที่คุณสมบัติผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวนมากต้องถูกปฏิเสธไป กระทั่งในปี 2561 โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ได้เปิดแคมปัสใหม่ใจกลางเมืองขึ้นอีกแห่งบนพื้นที่ 15 ไร่ ในทำเลระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนพระราม 9 โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส” เพื่อรองรับเด็กนักเรียนวัยแรกเรียน อายุ 3-11 ปีโดยเฉพาะ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ปีการศึกษาแรก

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

นางสาวอแมนดา เดนนิสสัน ครูใหญ่ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส ผู้มีประสบการณ์ในแวดวงการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งครูใหญ่ฝ่ายอนุบาลของโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ริเวอร์ไซด์ แคมปัส มาเป็นเวลา 7 ปี และก่อนหน้านั้นเคยดำรงตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนประถมศึกษาชั้นนำในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ปีการศึกษาแรกที่เปิดการเรียนการสอน โดยได้รับการตอบรับจากพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมากเกินความคาดหมาย โดยหลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นไปแล้วในปีการศึกษาแรก ซิตี้ แคมปัส มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปีการศึกษาถัดมามีนักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า และในขณะเดียวกัน ยังมีเด็กที่อยู่ระหว่างรอคิวเพื่อเข้าศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส ก็คือความเชื่อมั่นของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซึ่งประสบความสำเร็จในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 16 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2546 โดยคุณชาลี โสภณพนิช”

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

“การดำเนินงานภายใต้แนวคิด One School, Two Campuses หรือ 1 โรงเรียน 2 แคมปัส ทำให้โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ทั้ง ริเวอร์ไซด์ แคมปัส และ ซิตี้ แคมปัส มีมาตรฐานการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ และค่านิยมที่ปลูกฝังให้แก่เด็กนักเรียนเฉกเช่นเดียวกันในทุกมิติ ตลอดจนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับโรงเรียนโชรส์เบอรี ประเทศอังกฤษ ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีเยี่ยมนับตั้งแต่การก่อตั้งโรงเรียน นอกจากนั้น นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับอนุบาลและประถมศึกษาจากซิตี้ แคมปัส ยังได้รับสิทธิเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ริเวอร์ไซด์ แคมปัส ซึ่งทางโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ได้มีการจัดกิจกรรมสร้างเสริมความสัมพันธ์ของนักเรียนระหว่างสองแคมปัสเป็นประจำ เพื่อให้กระบวนการย้ายแคมปัสหลังจบการศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ” นางสาวอแมนดา กล่าว

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาระบบสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นระบบที่สามารถมอบการศึกษาที่รอบด้าน ช่วยเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตเป็นผู้นำให้แก่เด็กๆ อีกทั้งระบบราชอาณาจักรยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาค่านิยมความเป็นมนุษย์ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เยาวชนสามารถเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย โดยโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ มุ่งเน้นมอบการศึกษาแบบองค์รวมอันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของโชรส์เบอรี ที่จะช่วยพัฒนาเด็กนักเรียนทั้งในด้านวิชาการและด้านอารมณ์ และมุ่งเน้นการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยให้เด็กมีความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต  โดยนายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้เคยกล่าวว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย และ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ที่มีมาอย่างยาวนานมากกว่าทศวรรษ เป็นการตอกย้ำการเป็นโรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษที่ดีเยี่ยม ของโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

รวมถึงภาษาในการสื่อสารของโลกในปัจจุบัน โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส จึงใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน โดยบุคลากรครูเกือบทั้งหมดเป็นชาวอังกฤษ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการผนวกหลักสูตรภาษาไทยและภาษาจีนกลางที่ดีที่สุดเข้าไปในกระบวนการเรียนการสอนด้วย เพื่อให้มั่นใจว่า นักเรียนจะมีทักษะภาษาอังกฤษที่เป็นเลิศ และสามารถใช้ภาษาไทยและภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่วแตกฉาน ทั้งทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนหลังจบการศึกษา โดยอีกหนึ่งจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส คือ นวัตกรรมการออกแบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเด็กอย่างรอบด้านได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น การจัดวางผังห้องเรียนเป็นกลุ่มอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยห้องเรียนจะตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 3 ชั้น และสร้างสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนและเด็กนักเรียน กระตุ้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นระหว่างชั้นเรียนต่างๆ สนับสนุนพัฒนาการทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็กๆ อีกทั้งยังออกแบบให้พื้นที่สำหรับการเรียนการสอนเชื่อมโยงกับพื้นที่สีเขียวภายนอกอาคารผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น ซิตี้ แคมปัส จึงเป็นเสมือนโอเอซิสใจกลางเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย และยังคงมีพื้นที่โล่งกว้างสำหรับทุกคนแม้ว่าจะมีนักเรียนเต็มจำนวนก็ตาม

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

โดยห้องเรียนสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ถูกจัดสรรไว้ในอาคารและพื้นที่ที่แยกเป็นสัดส่วน มีระบบรักษาความปลอดภัยพิเศษที่เพิ่มเติมขึ้นสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ และเด็กๆ ยังมีห้องรับประทานอาหารและโรงครัวเฉพาะ ซึ่งออกแบบและทำออกมาในขนาดที่เหมาะกับช่วงวัยของเด็กๆ ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์และเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเพื่อนๆ โดยเด็กๆ สามารถมองเห็นอาหารที่จัดวางบนโต๊ะเตี้ยได้เอง อีกทั้งยังมีที่ว่างที่โต๊ะอาหารซึ่งคุณครูและคุณครูใหญ่มาร่วมรับประทานอาหารและดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

 

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

นอกจากนั้น โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส ยังครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อการสอนที่ล้ำสมัยได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดและตอบโจทย์พัฒนาการของนักเรียนได้อย่างรอบด้าน อาทิ ห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องสมุด ห้องแสดงดนตรี ห้องการแสดงและเต้นรำ ศูนย์ยิมนาสติก ห้องรับประทานอาหาร อาคารออกกำลังกายขนาดใหญ่ สระว่ายน้ำ สนามหญ้าธรรมชาติ ลู่กีฬาในร่มและกลางแจ้ง โดยล่าสุด Aquatics Centre อันทันสมัยของซิตี้ แคมปัส ได้รับเลือกจาก Bangkok International Schools Athletic Conference (BISAC) เลือกใช้เป็นสถานที่จัดงาน Swim Gala ประจำปี ซึ่งมีโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพมหานครเข้าร่วมกว่า 12 แห่ง

นางสาวอแมนดา กล่าวว่าจากการพูดคุยกับผู้ปกครองของนักเรียน พบว่า ผู้ปกครองมีความมั่นใจที่ได้ส่งบุตรหลานมาเข้าเรียนที่นี่ ขณะที่ตัวนักเรียนเองก็มีความสุขในการมาโรงเรียนในแต่ละวัน รวมถึงมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

นางหร่ง เฉิน ผู้ปกครองของ เด็กหญิงฉิงฉิง เฉิน นักเรียน Year 6 กล่าวว่า “ที่เลือกซิตี้ แคมปัสให้ลูกก็เพราะว่าการที่โรงเรียนออกแบบและก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ รวมไปถึงครูใหญ่และบุคลากรโรงเรียนทุกคนต่างอบอุ่น เป็นมิตรและเข้าถึงได้ง่าย ตั้งแต่ปีแรกที่เรียนที่นี่ ลูกสาวก็กลายเป็นเด็กร่าเริงและมีความกล้า เวลาไปร่วมงานต่างๆ ที่โรงเรียนจัด ฉันรู้สึกดีมากเวลาเห็นลูกมีความสุขและมั่นใจเวลาที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีโรงเรียน”

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส

นายทิโมธี บราวน์ และ นางวิคตอเรีย บราวน์ ผู้ปกครองของ เด็กชายวิลเลี่ยม บราวน์ นักเรียน Year 2 กล่าวว่า “ซิตี้ แคมปัสเป็นตัวเลือกโรงเรียนลำดับแรกของเรา ด้วยความที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรีมีชื่อเสียงอยู่แล้วที่อังกฤษ ทั้งในด้านมาตรฐานวิชาการที่เป็นเลิศ คุณค่าทางสังคมที่สูง รวมถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่มีให้กับการจัดการการเรียนการสอน เป็นเรื่องเยี่ยมมากที่ได้เห็นทักษะทางภาษาและวิชาการของวิลเลี่ยม พัฒนาขึ้นตอนอยู่ชั้นเรียน Year 1 วิลเลี่ยมได้กลายเป็นเด็กที่สนใจในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งนี่คือหัวใจหลักของโชรส์เบอรีอย่างแท้จริง ซึ่งพัฒนาการและความมั่นใจที่มีเพิ่มมากขึ้นของเขาเป็นผลมาจากการมีครูที่ยอดเยี่ยม”

 

นางสาวอแมนดา กล่าวว่า “ด้วยความต้องการที่มีเข้ามาอย่างล้นหลาม และเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้ตั้งแต่วัยแรกเรียน โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ซิตี้ แคมปัส จึงได้ตัดสินใจเปิดห้องเรียนเพิ่มอีก 1 ห้องรวมเป็นทั้งหมด 5 ห้องสำหรับชั้น Early Year 1 ซึ่งจะเปิดการเรียนในเดือนสิงหาคม 2562 นี้

นอกจากนั้นทางโรงเรียนยังได้จัดกิจกรรมOpen House อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมบรรยากาศการเรียนการสอนและพูดคุยกับบุคลากรของโรงเรียนอย่างใกล้ชิดได้ก่อนการตัดสินใจ ซึ่งการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้ปกครองจำนวนมากเข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก โดยผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Open House ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในวันศุกร์ ได้ทางเว็บไซต์ www.shrewsbury.ac.th