ลดหย่อนภาษี

ลดหย่อนภาษี ปี 2563 สิทธิประโยชน์ที่พ่อแม่ต้องรู้

ใกล้เข้าสู่ช่วง ลดหย่อนภาษี ที่กรมสรรพากรขยายเวลาให้ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ คุณพ่อ คุณแม่ หลายคนอาจยังงงๆ อยู่ว่าจะวางแผนลดหย่อนภาษีอย่างไรได้บ้าง ซึ่งการวางแผนลดหย่อนภาษี หรือคำนวณภาษี เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อ คุณแม่ควรเตรียมพร้อม

Continue reading “ลดหย่อนภาษี ปี 2563 สิทธิประโยชน์ที่พ่อแม่ต้องรู้”

ป้องกันไวรัสโคโรนา

ป้องกันไวรัสโคโรนา พ่อแม่ต้องรู้! ลูกน้อยต้องรอด!

ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่เริ่มต้นแพร่เชื้อมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน อาจสร้างความวิตกกังวลให้คุณพ่อ คุณแม่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะข่าวที่ออกมาว่ามีเด็กติดเชื้อจากไวรัสโคโรนาแล้ว ทีมแม่ ABK มีวิธี ป้องกันไวรัสโคโรนา มาฝากคุณพ่อ คุณแม่ เพื่อลูกน้อยกันค่ะ

Continue reading “ป้องกันไวรัสโคโรนา พ่อแม่ต้องรู้! ลูกน้อยต้องรอด!”

EQ (Emotional Quotient)

8 กิจกรรมเพิ่ม EQ (Emotional Quotient) ให้ลูกเป็นเด็กดี มีความสุข และมีความฉลาดทางอารมณ์

พ่อแม่ไม่ต้องการส่งเสริมให้ลูกเก่งและฉลาดแต่ทางด้านวิชาการอย่างเดียว สำหรับพัฒนาการด้าน EQ (Emotional Quotient) หรือความฉลาดทางอารมณ์นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้ด้านไอคิวเช่นกัน

EQ คือ ความฉลาดทางอารมณ์ ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์และควบคุมความคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสมตามวัย และสามารถปรับตัว เข้าใจอารมณ์ของคนอื่น โดยแสดงออกมาทางพฤติกรรม เช่น รู้จักมีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความคิดที่จะทำสิ่งดี ๆ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ความฉลาดทางอารมณ์จะทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสม

ความฉลาดทางอารมณ์ในเด็ก จะพัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะมีผลบวกต่ออีคิวนั้นก็คือ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ที่ถูกกระตุ้นได้ผ่านสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่ควบคุมด้านจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ ความรู้สึก และการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น

การพัฒนาอีคิวสำหรับเจ้าตัวเล็กนั้น จึงเป็นหน้าที่ที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยติดอาวุธ เติมสีสัน ส่งเสริมจินตนาการเพื่อให้ลูกเป็นเด็กที่มีความสุขในการดำเนินชีวิตในสังคม และสามารถพัฒนาให้เป็นทักษะชีวิตของลูกต่อไปได้  ด้วยกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริม EQ ให้เจ้าตัวเล็ก มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่า

8 กิจกรรมเพิ่ม EQ (Emotional Quotient) ให้ลูกเป็นเด็กดี มีความสุข
และมีความฉลาดทางอารมณ์

EQ (Emotional Quotient)

1. เล่นตุ๊กตา/ หุ่นยนต์

ของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการของลูกได้เป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่สามารถฟังเรื่องราวจากการเล่นตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ของลูกที่สะท้อนออกมาผ่านของเล่นเหล่านี้ได้ เพื่อประเมินและรับรู้ความรู้สึกของลูก หรือการเอาตุ๊กตามาเป็นเล่นบทบาทสมมติ เล่าประกอบนิทาน สอนผ่านเรื่องราวดี ๆ ที่คุณแม่สร้างขึ้น ช่วยเสริมสร้างความสนุกสนาน สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะส่งผลให้เจ้าตัวเล็ก อารมณ์ดี แจ่มใส

กิจกรรมที่ส่งเสริม ความฉลาดทางอารมณ์
กิจกรรมที่ส่งเสริม ความฉลาดทางอารมณ์

2. วาดภาพระบายสี

การส่งเสริมจินตนาการที่เป็นไปตามวัย ด้วยกิจกรรมศิลปะไม่ว่าจะเป็นการวาดรูประบายสี การปั้น การพับ การแปะ การติด หรือศิลปะประดิษฐ์ การสร้างสรรค์ผลลงานศิลปะทุกชิ้น จะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกคิด ดึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สร้างให้ความเพลิดเพลิน ทำให้เด็กรู้สึกสงบ มีสมาธิ มีความมั่นคง ที่สามารถช่วยส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ให้เจ้าเล็กได้

กิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
กิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

3. เลี้ยงลูกด้วยดนตรี

มีรายงานวิจัยหลายประเทศระบุว่า การใช้ดนตรีเป็นสื่อจะทำให้เด็กพัฒนาสมองได้อย่างรวดเร็ว เซลล์สมองเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และแนะนอนว่าดนตรีมีส่วนช่วยพัฒนาอีคิวให้กับลูกด้วย เสียงดนตรีในแต่ละจังหวะจะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์โดยตรง เสียงดนตรีจังหวะช้า จะช่วยกล่อมเกลาให้เด็กรู้สึกสงบ ลดอาการฉุนเฉียว ขี้โมโห และทำให้ลูกเป็นเด็กเข้าใจง่าย สอนง่าย ส่วนเสียงดนตรีที่มีจังหวะเร็วก็ส่งผลต่ออารมณ์ให้เด็กความรู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน รู้สึกตื่นตัว ร่าเริง แจ่มใส นอกจากนี้การเลี้ยงลูกด้วยดนตรี เรียนรู้การรับเสียง เสียงดนตรี เสียงเพลง จะช่วยส่งเสริมจินตนาการ ทำให้มีสมาธิ และมีอารมณ์ดีขึ้นด้วยค่ะ

บทความแนะนำ :เรียนดนตรีดียังไง หลายเหตุผลที่บอกว่า เลี้ยงลูกด้วยดนตรี มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต

4. อ่านนิทานให้ลูกฟัง

นิทานมีส่วนช่วยกระตุ้นจินตนาการให้ลูก ด้วยน้ำเสียงที่แม่เล่าเรื่องจะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพการเล่านิทานให้ลูกฟังบ่อย ๆ จึงเป็นการสร้างจินตนาการไปพร้อม ๆ กับการรับรู้เรื่องใหม่ ๆ ให้เจ้าตัวเล็กได้เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่น่าสนใจในหนังสือ ที่มีการสอดแทรกความรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆโดยมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ ๆ สร้างความสัมพันธ์อันดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาและปรับตัวของลูก เพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

บทความแนะนำ : เหตุผลที่ควรเล่านิทานและเทคนิคการเล่านิทานให้ลูกน้อยเพลิดเพลินและมีความสุข

กิจกรรมเพิ่ม eq
กิจกรรมเพิ่ม eq

5. เล่นดินน้ำมันหรือแป้งโดว์

ดินน้ำมันหรือแป้งโดว์จัดเป็นของเล่นที่ช่วยเสริมพัฒนาการด้าน EQ อีกหนึ่งที่อย่างที่ช่วยกระตุ้นสมองซักขวา ให้เด็ก ๆ ได้สร้างสรรค์ ใช้จินตนาการในการปั้นรูปทรงต่าง ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ ในขณะที่เล่นก็จะทำให้เด็กสนุกสนาน เพลิดเพลิน มีสมาธิ อีกทั้งยังเป็นช่วยเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กให้เจ้าตัวเล็กด้วย

พัฒนา eq ลูก

6. กิจกรรมเอ้าท์ดอร์

นอกจากการพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านเพื่อเติมประสบการณ์ เสริมทักษะให้หลาย ๆ ด้าน กิจกรรมนอกบ้านยังรวมถึงการไม่ต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัดหรือเมืองนอก แต่เป็นการพาลูกออกมาทำกิจกรรมดี ๆ ร่วมกัน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกบ้านให้เด็ก ๆ ได้มีพื้นที่วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมกับสมาชิกในครอบครัว กับเพื่อน ๆ  เช่น นั่งเล่นของเล่น นั่งทำงานศิลปะ การรดน้ำต้นไม้ การตักบาตรในตอนเช้า การเดินเล่นที่สวนสาธารณะในหมู่บ้าน ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก็สร้างความสุขและทำให้ลูกสนุกสนาน อารมณ์ดี รู้จักการเข้าสังคมจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวได้

กิจกรรมพัฒนา eq
กิจกรรมพัฒนา eq

7. ออกกำลังกายสร้างความแข็งแรง

การให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายจะช่วยทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย ซึ่งก็จะส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีได้มากกว่าเด็กที่ป่วยบ่อย ไม่แข็งแรง อีกทั้งในขณะที่เล่นกีฬาใด ๆ สมองจะทำงานด้วยการปล่อยสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้สมองเกิดความรู้สึกดี กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เมื่อทุกกระบวนการถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จะช่วยให้ลูก ได้คิด วิเคราะห์ ฝึกการแก้ปัญหา แก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ส่งเสริมจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และช่วยในการจดจำที่ดี ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ออกกำลังกายตามถนัดของร่างกายและความชอบของลูก ซึ่งจะทำให้ลูกมีความสุข ความเพลิดเพลินจากการออกกำลังกายอีกด้วย

ความฉลาดทางอารมณ์

8. ใช้เวลาเล่นกับลูก

กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริม EQ จะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีก เมือคุณพ่อคุณแม่ให้เวลากับลูก การใช้เวลาด้วยกันให้มากที่สุด จะส่งผลดีไปตลอดชีวิตลูก การใช้เวลาร่วมกับลูกในขณะที่ลูกเล่น จะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ดีกว่าการนั่งลูกเล่นอยู่คนเดียว และมีความรู้สึกตัวเองเป็นที่รักที่จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของตัวเอง ส่งเสริมให้กล้าเรียนรู้ และลองทำสิ่งใหม่ๆ เมื่อโตขึ้น และนอกจากนี้การใช้เวลาด้วยกันมาก คุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นข้อดีและจุดเด่นต่างๆ ของลูกชัดขึ้น และสามารถช่วยให้เข้าไปส่งเสริมได้ถูกจุด แนะนำและสอนประการณ์ที่ดีร่วมกัน ทำให้เกิดความรักความเข้าใจกัน อันเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออารมณ์และความสุขของลูก

บทความแนะนำ : รู้หรือไม่? แท้จริงแล้ว เรามีเวลาอยู่กับลูก ได้แค่ 10 ปีแรกเท่านั้น!

กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมอีคิวให้เจ้าตัวเล็กเหล่านี้นอกจากกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และพัฒนาการของสมองซีกขวาที่จะได้ถูกดึงออกมาใช้มากพอกับสมองซีกซ้าย ที่มีส่วนช่วยทำให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ให้เป็นเด็กอารมณ์ดี มีน้ำใจ มีความสุข และเข้าสู่สังคมได้ไม่ยาก ซึ่งเทคนิคการสร้าง EQ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อยเท่านั้น แต่ควรสร้างให้เชื่อมโยงกับ Q อีกหลาย ๆ ด้าน เช่น IQ MQ PQ SQ  ที่สามารถพัฒนาให้ลูกฉลาดสมวัยได้ในทุกด้าน จากการดูแลเอาใจใส่ที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.tanyarin.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ :

5Q วิธีเลี้ยงลูก ให้ฉลาดอย่างสมดุล

สารพัดความฉลาด 10 ด้าน 10Q คืออะไร ทำไมเด็กต้องมีให้ครบ!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกกินยายาก

แชร์วิธีรับมือ ลูกกินยายาก โดย พ่อเอก

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไม ลูกกินยายาก ลูกป่วยที นอกจากจะกระเป๋าแห้งจากค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่แพงหูฉี่ แล้วยังต้องมาปวดหัวเมื่อถึงเวลากินยาของลูกอีก ทั้งๆ ที่ยาของเด็กก็มีความพยายามปรุงแต่งให้มีรสหวาน สีสดใสเพื่อหลอกล่อชวนกินอยู่แล้ว

แต่เอ๊ะ หันไปเห็นลูกเพื่อนบางคน ทำไมกินยาง่ายจัง พอถามเข้าว่า ทำยังไงลูกถึงกินยาง่าย คำตอบที่ได้ก็ฟังดูไม่ได้ช่วยอะไรเราบ้างเลย

‘ก็ไม่ได้ทำไรนะ เค้าก็ทานง่ายเอง’

เฮ้ออออ

แต่เดี๋ยวก่อน …. คำว่า ‘ก็ไม่ได้ทำอะไร’ นั่นแหละสำคัญ

ลูกกินยายาก เพราะอะไร?

เพราะตัวคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองเองเคยสังเกตตัวเองมั้ยว่าเรานั่นแหละอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ ลูกกินยายาก เพราะพอจะทานยา เรามักมีอาการที่ไม่ปกติ หรือ มีคำพูดที่ไม่ปกติ เช่น

  • เรียกกำลังเสริมมาเตรียมสแตนด์บายไว้ป้องกันการแข็งขืน ทั้งๆ ที่ปกติ ลูกตื่นสาย ไม่ยอมกินข้าว เจี๊ยวจ๊าวโวยวาย หรือ ไม่ยอมแปรงฟัน คุณก็จัดการได้อยู่หมัด
  • เริ่มเล่าประวัติศาสตร์การแพทย์ว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์ ทั้งๆ ที่เวลาถามความรู้ง่ายๆ ว่า ทำไมวาฬ ไม่ใช่ปลา เราทำหน้าตกใจว่าถามยากจัง แล้วขอถาม Google ก่อน
  • มีการสาธยายความน่ารับประทานเหลือเกินของยา ทั้งๆ ที่เวลาลูกจะขอกินขนมแต่ละที จะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนสารพัดให้ลูกทำก่อน

อาการผิดปกติเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ลูกสร้างกำแพงป้องกันขึ้นมาว่า ไอ้เจ้าน้ำสีสวยๆ ดูท่าทางจะหวานๆ นั่น มันต้องไม่ใช่ของดีที่มนุษย์ลูกอย่างเขาควรลิ้มลองเป็นแน่แท้ ว่าแล้ว ท่วงท่าการป้องกันตัวทั้งดิ้น แข็งขืน อาละวาด ไปจนถึงเข้าปากแล้วอ้วกออกมาจึงถูกงัดมาใช้

แม่แชร์วิธีเด็ด! หัวหอมแก้หวัด แก้คัดจมูกให้ลูกได้จริง!

8 คำถามสำคัญ ที่ควรถามเภสัชกร! “เมื่อรับยา” ตอนลูกป่วย

เคล็ดลับรับมือ ลูกกินยายาก จริงๆ อยู่ที่…

ครั้งแรกเลยที่ลูกต้องกินยา ทำให้มันธรรมดาที่สุด

หาหมอเสร็จก็บอกลูกว่า จะมียาไปกิน เวลาไหน เล่าให้รู้ แค่นั้น ไม่ต้องบรรยายเกินงาม นึกถึงเวลาซื้อไอศกรีมให้ลูกกิน เราเคยสาธยายมั้ยว่าประกอบด้วยน้ำตาล นม ซึ่งจะให้พลังงานกี่แคลอรี่ ถ้าไม่เคย ยาก็เช่นกัน ยาก็คือยา เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ลูกถามก็บอกอ๋อไม่สบายก็กินยา เหมือนเวลาหิวเราก็อยากกินไอศกรีม … สั้นๆ จบ เราอาจจะงงงงว่าตัวอย่างที่ยกมา มันใช่มั้ย เชื่อสิลูกจะงงงงเช่นกัน แล้วไม่ถามต่อ (หรือไม่เราก็เปลี่ยนเรื่องซะ ก็มันเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนี่นา)

ถึงเวลากินยา ก็ชวนกันมากินยา จูงมือกันมาเทยา ชวนให้ลูกกินเอง อย่าพยายามถามว่า ต้องป้อนมั้ย ต้องเอาขนมล่อมั้ย อะไรก็ตามแต่ที่เราพยายามเติมเข้าไปมันจะทำให้รู้สึกว่า อ๋อ รสชาติมันต้องไม่ปกติเป็นแน่

สำหรับท่านที่ลูกยังจิ๋วๆ ยังไม่มีประสบการณ์หาหมอตอนที่รู้ความ เอาไปใช้ได้แน่นอน

สำหรับลูกที่โตหน่อยรู้ความมากแล้ว หาหมอมาหลายหน กลัวยาแล้ว อาจจะยากหน่อย …. ก็ต้องรอโตเลย

 

ถ้าเคยอ่านเรื่องที่ผมเคยแชร์เรื่อง ใครทำลูกกลัวผี ผมว่าสาเหตุเดียวกัน คือ เด็กไม่เคยกลัวผี ไม่รู้จักผี จนกระทั่งผู้ใหญ่ไปบอก หรือ ไปหลอกว่ามีผี อย่างพี่ปูนปั้นอยู่ ป. 1 แล้วก็ยังขึ้น หรือ ลงไปเอาของที่บ้านคนเดียวได้ในตอนหัวค่ำ เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ดึกๆ ปูนปั้นก็สามารถเดินออกไปมืดๆ ได้ ไม่มีปัญหา เพราะบ้านนี้ไม่เคยสอนให้กลัวผี เพื่อนคนไหนบอกมีพี่ ปูนปั้นจะถามว่าเคยเห็นหรอ ป๊าเราบอกว่ามันเป็นเรื่องเล่า ป๊าอายุขนาดนี้ยังไม่เคยเห็นเลย แล้วพี่ปูนปั้นก็จะเถียงว่าไม่มี และก็ไม่เคยกลับมากลัวว่า กลางคืนมีผีอย่างที่เพื่อนบอกมั้ย …. ที่อ้างอิงว่าเรื่องนี้เพราะผมว่า concept เดียวกัน … ยาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวจนกระทั่งใครต่อใครไปทำให้เด็กรู้สึกว่า ยามันน่ากลัว

 

ลองดูคลิปกินยาของปูนปั้นกับปั้นแป้งประกอบสิ มันง่ายจริงๆ นะ

เราบอกใครต่อใครอยู่เสมอว่าเด็กสอนได้เด็กพูดรู้เรื่องแม้จะยังจิ๋วๆก็เถอะ…..ใช่ยังไงเด็กก็ยังต้องมีงอแงยังมีพูดไม่รู้เรื่องยังมีร้องไห้โลกแตก…..แต่ถ้าเราคุยกับเขามากพอสื่อสารกับเขามากพอเราก็จะเข้าใจกันมากกว่าที่เราคิดว่าเด็กจะเข้าใจ…..มาดูปูนปั้นกินยากินน้ำผลไม้กินเสร็จก็เอากล่องไปทิ้งน่ารักมั้ยต้องให้พี่ป้าน้าอา … บอกกั๊บภูมิใจมั้ยหมี่มี๊ ปะป๊า ภูมิใจม้ากกกก

Posted by หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง on Sunday, November 16, 2014

ปูนปั้นกำลังเป็นหวัด มีน้ำมูกนอกจากการล้างจมูกก็ต้องกินยาด้วยครับหลอดแรกยาอร่อย ปรื้ดเดียวหมดหลอด 2 ยาสีม่วง มีทำท่ายึกยักเล็กน้อย เพราะรสชาติไม่โอเคแต่ก็ปรื้ดเดียว เช่นกันแม้จะหน้าเหยอิอิสิ่งที่เราสอน ปูนปั้นตั้งแต่เกิด (ตั้งแต่ยังไม่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้)เราพยายามให้เค้า ไม่รู้สึกว่า การต้องทานยาเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่จะเข้ามาในชีวิตคือ ไม่สบายก็ต้องทานยา แค่นั้นเองเมื่อทานแล้ว ก็ชมเชยเพื่อให้เค้า ไม่รู้สึกว่าการทานยา คือการลงโทษเหมือนกับเรื่องอื่นๆเวลาหกล้ม เราพ่อแม่ต้องคุมสติไม่โวยวาย ไม่พรวดพราดเข้าไปโอ๋ปล่อยลุกเอง หรือเราแค่ไปช่วยให้ลุกปูนปั้น ไม่เคยล้มแล้วร้องไห้นานหลายครั้ง พอล้มแล้วแงเราเดินไปบอกปูนปั้นว่าล้มเอง เล่นเอง เจ็บเอง ก็ลุกเองYou are my strong boyปูนปั้นก็หยุดร้องหลายครั้ง คนเดินมาถามว่า"เด็กคนนี้มีสวิทช์ปิดอยู่ตรงไหน"จากทานยาทำไมจบด้วยเรื่องนี้เพราะว่ามันเรื่องเดียวกันจ้า

Posted by หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง on Sunday, November 9, 2014

บทความน่าสนใจอื่นๆ

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว

แนะนำ 4 “บอร์ดเกม” ฝึกลูกสมองไว ไหวพริบดี

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

โรงเรียนทางเลือก เรียนรู้ตามทางของลูก

“ลูกช่างถาม” รับมืออย่างไร ไม่ขัดพัฒนาการลูก

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บอกลาใบไม้ผลิ ต้อนรับหน้าร้อน ด้วยคอลเลคชั่น “HA-RE” คอลเลคชั่นที่เต็มไปด้วยความยินดีและขอบคุณ จาก me ISSEY MIYAKE

บอกลาใบไม้ผลิ ต้อนรับหน้าร้อน ด้วยคอลเลคชั่น “HA-RE”
คอลเลคชั่นที่เต็มไปด้วยความยินดีและขอบคุณ จาก me ISSEY MIYAKE

     ฤดูร้อนมาถึงแล้ว! สาวๆ คนไหนกำลังมองหาชุดสำหรับวันสบายๆ วันชิคๆ หรือแม้แต่วันที่อยากใส่อวดโลกโซเชี่ยล วันนี้เรารวบรวมไอเท็มสำหรับร้อนนี้ที่สายแฟอย่างคุณพลาดไม่ได้มาไว้ให้ถึงที่ กับคอลเลคชั่น ฮาเระ สปริง-ซัมเมอร์ จาก แบรนด์ me ISSEY MIYAKE

ซึ่งคอนเซ็ปต์คำว่า ฮาเระ ในภาษาญี่ปุ่น มีความหมายถึงวันพิเศษในงานเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของชาวญี่ปุ่น คอลเลคชั่นนี้จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกของการยินดีและขอบคุณ

ทุกคนคงอดใจไม่ไหวแล้ว เราไปดูไอเท็มแรกกันดีกว่าค่ะ

 


-SUNRISE A-POC PLEATS-

ไม่ได้มีแค่เสื้อ แต่เดรสซีรี่ย์ใหม่จาก A-POC PLEATS ก็ไม่น่าพลาดเหมือนกัน เดรสซีรี่ย์นี้เกิดจากแพทเทิร์นครึ่งวงกลมและสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วจับจีบพลีตในแนวทแยง เพื่อให้ได้โครงร่างแบบอสมมาตร ที่ใครใส่แล้วก็ดูสวยได้สัดส่วน ใครที่ชอบความเพอร์เฟค ความสมดุลและมีกลิ่นอายความหรูหรา ชิ้นนี้คือขาดไม่เลย

 

 


– PUNCHING TRUNK PLEATS BAG-

กระเป๋าทรงแปลกตาที่เห็นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากลำต้นของต้นไม้ เนื้อผ้าก็เป็นสไตล์ใหม่มาในลักษณะเจาะเป็นรู สีสันก็มีให้เลือกหลายโทนตั้งแต่ความสดใส ขี้เล่นอย่างสีเหลือง สีส้ม ไปจนถึงความสุขุมของสีเขียวหม่นและสีฟ้า ใครอยากได้แบบสะพายข้าง หรือขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เลือกตามแบบที่ชอบแล้วมิกซ์กับเสื้อผ้าเพื่อบอกความเป็นสายแฟในตัวคุณเองได้เลย

 

 

 


– DARUMA-

ใครเห็นก็ต้องกรี๊ดกับเสื้อสีแดงแสบตาพิมพ์ลายดารุมะสีดำ ซึ่งเป็นเสื้อในซีรี่ส์ STRETCH PLEATS ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคิ้วและหนวดของดารุมะ (DARUMA) ตุ๊กตาที่เป็นเครื่องรางและสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและชัยชนะของชาวญี่ปุ่น ทรงของเสื้อจะขับเน้นรูปร่างให้สาวๆ ยิ่งมั่นใจขึ้นทันทีเวลาใส่ สีแดงที่ตัดกับดำยิ่งทำให้คุณดูเป็นผู้หญิงที่น่าค้นหามากขึ้น ต้องยกให้เป็นไอเท็มสุดกรี๊ดเลยทีเดียว

 

 

 


– KONBU 1-

สาวๆ คนไหนชอบความพรีเมี่ยมและไม่เหมือนใครต้องรีบคว้ากระเป๋าซีรีส์นี้มาเป็นเจ้าของให้ได้ เพราะ การสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคใหม่ มาพร้อมความพรีเมี่ยมด้วยการถักด้วยเส้นด้ายขนาดบางพิเศษโดยปราศจากตะเข็บ และถูกทำให้หดลงเหลือเพียงขนาดหนึ่งในสี่ของขนาดเดิม กระเป๋า KONBU จึงมีผิวสัมผัสที่เนียนนุ่มแต่ก็แข็งพอที่จะตั้งอยู่ได้เอง และสามารถที่จะจัดรูปทรงให้อยู่ในแบบหลากหลายได้เช่นกัน กระเป๋าซีรี่ส์นี้ ไม่มีไม่ได้

 

 

 


-A-POC PLEATS-

เสื้อในซีรี่ส์นี้เป็นสไตล์ใหม่ที่รวมเอาความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ผสมความโมเดิร์นและความสมัยใหม่เข้าไป นั่นทำให้เสื้อผ้าที่ออกมาดูน่าลองและดูสนุกขึ้น เสื้อสีแดงสดที่มาพร้อมแขนแบบปีกค้างคาว

– ACCORDION PLEATS BOTTOM-

ความโมเดิร์นของทรงเสื้อและสีแดงสด ตัดกันดีกับซีรี่ส์ท่อนล่างที่บานออกและจับพลีต ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบประโปรงและกางเกง ใครอยากได้ความสวยแบบผู้หญิงหน่อยก็เลือกกระโปรง แต่ถ้าความคล่องตัวมาก่อนก็เลือกแบบกางเกงไปได้

 

 

 


– HUMAN-

เสื้อสีส้มโดดเด่นที่ดูน่าเป็นเจ้าของนี้ อยู่ในซีรี่ส์ STRETCH PLEATS ซึ่งมาพร้อมลายพิมพ์ ‘Train’ แบบโคสอัพ พร้อมภาพประกอบตลกๆ ของผู้คนบนรถไฟ ซึ่งให้ความรู้สึกสนุกสนาน เป็นสาวขี้เล่น ตัวเสื้อแม้จะดูพอดีตัวแต่ก็ยืดหยุ่นเหมาะกับทุกกิจกรรมที่คุณอยากทำ

-STRETCH PLEATS-

กางเกงมาในสไตล์เบสิค ทำให้การแต่งตัวของคุณในฤดูร้อนดีน่าสนุกไปอีกเท่าตัว และดูเหมือนว่าถ้าจะให้เพอร์เฟ็คต้องมาพร้อมกับกระเป๋า – CRYSTAL ROCK PLEATS BAG

 

 


-CRYSTAL ROCK PLEATS BAG-

แม้รักความสวยความงาม แต่ผู้หญิงสมัยใหม่ก็ต้องการความคล่องแคล่วและคล่องตัว และเพื่อบวกคะแนนความเฉี่ยวของคุณ กระเป๋า CRYSTAL ROCK PLEATS จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องมีไว้ ตัวกระเป๋าจีบพลีตด้วยมือ มาในรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคริสตัล พร้อมหูจับที่ทำจากหนังจะทำให้คุณดูเฉี่ยวขึ้นทันทีที่ถือ

 

เรียกได้ว่า ไม่ว่าคุณจะชอบแบบไหน? ทั้งความโมเดิร์น ความแปลกใหม่ หรือหาเลือกที่ใส่สบายแต่ก็ดูนำเทรนด์ สำหรับคอลเลคชั่นนี้ของแบรนด์ me ISSEY MIYAKE ตอบโจทย์คุณได้ทุกแบบ เห็นแบบนี้แล้ว ต้องรีบไปจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้วที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น G

เว็บไซต์ : www.isseymiyake.com/me/en

Tags

วัคซีนสำหรับเด็ก

วัคซีนสำหรับเด็ก มีวัคซีนพื้นฐานอะไรบ้างที่ต้องฉีด ?

วัคซีนสำหรับเด็ก ที่เป็นวัคซีนพื้นฐาน คุณพ่อคุณแม่เช็กกันแล้วหรือยังคะว่าได้พาลูกๆ ไปรับการฉีควัคซีนครบตามช่วงอายุ พัฒนาการกันแล้วหรือยัง!! ทีมแม่ABK มีวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กที่ลูกควรได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด ถึง 12 ปี มาบอกให้ได้ทราบกันอีกครั้งค่ะ

โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะคะ มาเร็วและกลายพันธุ์เร็วยิ่งกว่า 4G ฉะนั้นเพื่อสุขอนามัย และสุขภาพที่ดีของลูกน้อย รวมถึงทุกคนในครอบครัว อย่าลืมล้างมือให้สะอาด กินร้อน ช้อนกลาง ออกจากบ้านก็อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยกันด้วยนะคะ แต่ที่สำคัญเพื่อเป็นการสร้างเกราะภูมิคุ้มกันให้สุขภาพร่างกายลูกน้อย คุณพ่อคุณแมบ้านไหนที่ยังไม่ได้พาลูกไปรับการฉีควัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็ก มาเช็กดูซิว่าวัคซีนเด็กอะไรที่ต้องฉีดให้ตรงกับช่วงอายุของลูก

 

วัคซีนสำหรับเด็ก (วัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิด – 12 ปี)

มาเริ่มฉีค วัคซีนสำหรับเด็ก เข็มแรกให้ลูกกันเลยค่ะ

1. วัคซีนวัณโรค (BCG)

วัคซีนเด็กเข็มนี้ถือเป็นวัคซีนบังคับที่จะต้องฉีดให้เด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ โดยจะฉีดให้ก่อนพาลูกทารกน้อยกลับบ้านค่ะ

2. วัคซีนตับอักเสบบี (HBV)

มีทั้งหมด 3 เข็มที่ลูกต้องได้รับการฉีดเข้าสู่ร่างกายนะคะ เข็มเล็กนิดเดียวเจ็บเหมือนมดกัดนะลูกนะ ฉีดตอนอายุไหนบ้าง  เข็มแรกคุณหมอจะฉีดให้ลูกตั้งแต่เกิด เข็มที่ 2 จะฉีดให้ลูกตอนอายุครบ 1 เดือน เข็มที่ 3 ตามมาติดๆ ฉีดตอนลูกอายุครบ 6  เดือนค่ะ

3. วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DPT)

วัคซีนสำหรับเด็กเข็มนี้สำคัญไม่แพ้วัคซีนป้องกันโรคเข็มอื่นๆ เพราะปกป้องถึง 3 โรค ทั้งคอตีบ บาดทะทะยัก ไอกรน ซึ่ง  จะเริ่มฉีดชุดแรก 3 ครั้ง ตอนลูกอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน เมื่อฉีดครบในชุดแรกแล้ว จะมีการฉีดซ้ำเพื่อเป็นการตุ้น การทำงานของวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ตอนที่ลูกอายุ 18 เดือน / ฉีดกระตุ้นครั้งที่ 2 ลูกอายุ 4-6 ปี / ฉีดกระตุ้นครั้งที่   3 ลูกอายุ 11-12 ปี

4. วัคซีนโปลิโอ

ลูกน้อยจะเริ่มได้รับวัคซีนโปลิโอครั้งแรก คือเมื่ออายุครบ 2 เดือน , อายุครบ 4 เดือน , อายุครบ 6 เดือน และจะเว้นไปจนลูก อายุได้ 18 เดือน(รับวัคซีนกระตุ้นครั้งที่ 1) จากนั้นพอลูกอายุได้ 4-6 ปี(รับวัคซีนกระตุ้นครั้งที่ 2)

5. วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม(MMR)

ทั้ง 3 โรคนี้ไม่อยากให้ลูกน้อยป่วย ก็ต้องพามารับการฉีดวัคซีนให้ครบทั้ง 2 เข็มค่ะ เริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกตอนลูกอายุ 9-12  เดือน เข็มที่ 2 ฉีดตอนลูกอายุ 2 ปี 6 เดือน

6. วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE)

ป่วยแล้วรักษาไม่ทันอันตรายถึงชีวิตเลยนะคุณพ่อคุณแม่ ฉะนั้นพาลูกมารับการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี เริ่มเข็มแรกตอนลูกอายุได้ 9-12 เดือน ส่วนเข็มที่สองก็ตอนลูกอายุ 2 ปี 6 เดือนนะคะ

7. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

แต่ละปีไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่ป่วย ผู้ใหญ่อย่างเราๆ วัยทำงาน วัยกลางคน วัยผู้สูงอายุก็ป่วยด้วยเช่นกัน แต่เด็กๆ จะหนักหน่อยเพราะภูมิคุ้มกันโรคยังน้อย ฉะนั้นพาลูกไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี โดยปีแรก ฉีด 2 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 1 เดือน ผู้ใหญ่ก็ควรฉีควัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ค่ะ

8. วัคซีนเอชพีวี (HPV)

บ้านมีลูกสาวควรต้องพาไปรับการฉีดวัคซีนค่ะ สำคัญมาก เพราะการติดเชื้อ HPV เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก จะเริ่มฉีควัคได้ตอนตอนลูกอายุ 11-12 ปี(ประมาณชั้นประถม 5) ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ซึ่งเมื่อฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว ก็จะเว้นห่างกันประมาณ 6-12 เดือน ก็จะเริ่มฉีดเข็มที่ 2 ค่ะ (ตรงนี้เดี๋ยวคุณหมอเขาก็จะนัดวันมาฉีดอีกทีค่ะ

วัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กทั้ง 8 เข็มนี้ เป็นวัคซีนสำคัญที่ลูกต้องได้รับตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 12 ปี ไม่ควรขาดตกบกพร่องเข็มใดเข็มหนึ่งไปนะคะ เพราะการได้รับวัคซีนก็เท่ากับเป็นการสร้างเกราะภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกายมีสุขภาพดี แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยต่างๆ ด้วยโรคร้ายแรงนั่นเองค่ะ

ดูเหมือนแค่วัคซีนเด็ก 8 เข็มนี้ฉีดแล้วจะจบแค่นี้ ไม่ใช่นะคะ เพราะปัจจุบันนี้ยังมีกลุ่มวัคซีนเสริม สำหรับป้องกันโรคอุบัติใหม่ หรือโรคอุบัติเก่าที่อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้  ทีมแม่ABK รวมมาให้แล้วค่ะว่ามีวัคซีนเสริมอะไรบ้าง ที่ควรให้ลูกได้รับการฉีดเพิ่มเติมกันค่ะ

 

อ่านต่อ วัคซีนเสริมสำหรับเด็ก ฉีดเพิ่มช่วยป้องกันโรคร้ายแรง คลิกหน้า

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกพูดไม่ชัด

ลูกพูดไม่ชัด แม่เช็กเองได้ด้วยวิธีนี้!

ปัญหา ลูกพูดไม่ชัด เกิดจากอะไร พูดไม่ชัดแบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ แล้วคุณพ่อคุณแม่จะสามารถช่วยเหลือ หรือตรวจเช็กเองก่อนไปหาหมอได้อย่างไร ตามมาดูคำแนะนำกันเลยค่า

ลูกพูดไม่ชัด แม่เช็กเองได้ด้วยวิธีนี้!

ลูกพูดไม่ชัด เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนมองข้าม เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยจึงไม่ได้ให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันปัญหาดังกล่าวอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลเสียต่อเด็กได้ในระยะยาวและการใช้ชีวิตในสังคม

พูดไม่ชัด เป็นอาการของเด็กที่พูดสื่อสารได้แล้ว แต่มีปัญหาพูดไม่ชัด เป็นความผิดปกติของของการเปล่งเสียงพูด ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในการออกเสียงพยัญชนะต้น พยัญชนะควบกล้ำ ตัวสะกด สระ และวรรณยุกต์ โดยมีการออกเสียงที่ไม่ถูกตามมาตรฐาน เช่น เด็กที่พูด คำว่า “แอ้” แทน “แม่” / “ป้อ” แทน “พ่อ” / “ฝนตด” แทน “ฝนตก”

สาเหตุ ลูกพูดไม่ชัด

1. มีความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะที่ใช้ในการพูด ได้แก่ ปอด กล่องเสียง สายเสียง ช่องคอ เพดานอ่อน เพดานแข็ง ฟัน ปาก ลิ้นและโพรงจมูก ความผิดปกติที่พบเช่น

    • ความผิดปกติของระบบประสาทควบคุมการพูด ที่เกิดจากเส้นเลือดสมองตีบ ตันหรือแตก หรืออุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมองมีผลให้ไม่สามารถควบคุมการพูด
    • ความผิดปกติทางการได้ยิน เด็กที่มีอาการหูตึงไม่สามารถพูดได้ชัดเจนเนื่องจากได้ยินเสียงของผู้อื่นไม่ชัด เสียงที่พูดออกมาจึงเพี้ยนไปตามเสียงที่ตัวเองได้ยิน
    • ความผิดปกติของอวัยวะในช่องปาก ได้แก่ เอ็นยึดใต้ลิ้นสั้น ทดสอบโดยการให้แลบลิ้น ถ้าเอ็นยึดใต้ลิ้นสั้น จะแลบลิ้นไม่พ้นริมผีปากหรือ แลบลิ้นแตะมุมปากซ้าย-ขวาไม่ได้ ถ้าเอ็นยึดใต้ลิ้นสั้นมากจะไม่สามารถม้วนปลายลิ้นแตะริมฝีปากบนหรือล่างได้,และผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ ทำให้มีลมรั่วออกจมูก เสียงพูดอู้อี้ไม่ชัดเจน

Must readลูกพัฒนาการช้า โรคพ่อแม่ทำหรือ เวรกรรมของลูก

2. การเรียนรู้นิสัยการพูดไม่ถูก เกิดจากปัจจัยต่อไปนี้

    • ขาดการส่งเสริมการพูดให้ถูก กรณีเด็กเล็กพูดไม่ชัดแล้วผู้ใหญ่ไม่แก้ไข กลับหัวเราะ แสดงความเอ็นดู ทำให้เด็กเข้าใจว่าการพูดไม่ชัดเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าเอ็นดู เด็กจึงคงการพูดไว้จนติดเป็นนิสัย
    • เด็กพูดไม่ชัดเนื่องมาจากเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ กรณีครอบครัวมีลูกเล็กๆติดกัน จึงพยายามเลียนแบบการพูดไม่ชัดจากน้อง

 

อ่านต่อ >> “8 วิธีเช็กลูกพูดไม่ชัดตั้งแต่วัย 2-7 ปี” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ประจำเดือนผิดปกติ

ประจำเดือนผิดปกติ แบบไหนเสี่ยงเป็น “เนื้องอกมดลูก”

ประจำเดือนผิดปกติ รู้ไหมคะว่าเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกมดลูกได้นะ ฉะนั้นเพื่อให้คุณแม่ และสาวๆ ได้รู้เท่าทันอาการผิดปกติที่มากับประจำเดือน ทีมแม่ABK จะพามาเช็กสัญญาณผิดปกติของประจำเดือนที่เสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกมดลูกให้ได้รู้กันค่ะ

 

ประจำเดือนผิดปกติ กับ ประจำเดือนปกติ จะรู้ได้ไง ?

คุณแม่และสาวๆ คนไหนที่ไม่อยากป่วยเนื้องอกมดลูก เรามาเช็กกันหน่อยค่ะว่า ประจำเดือนผิดปกติ กับ ประจำเดือนปกติ จะสังเกตและรู้ได้ยังไง ?

4 สัญญานบอกให้รู้ว่า “ประจำเดือนปกติ”

1. สี

สีของประจำเดือนที่ปกติจะมีสีแดงสด หรืออาจจะมีสีแดงออกคล้ำเล็กน้อย ใครที่สีของประจำเดือนออกมาสีลักษณะนี้ก็ สบายใจได้ไปเปราะหนึ่งค่ะ

2. ปริมาณ

ประจำเดือนควรมาแต่ละครั้งปริมาณเท่าไหร่ เพราะเคยได้ยินมาว่าออกน้อยดีกว่าออกมา หรือบางก็ว่าออกมามากดีกว่า ออกมาน้อย ปริมาณของประจำเดือนใน 1 รอบเดือนไม่ควรเกิน 80 CC. ใครที่ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2-3 ชั่วโมงถือว่าเป็นเรื่องปกตินะคะ

3. อาการปวดท้อง

ผู้หญิงที่ไม่ปวดประเดือนถือว่าโชคดีมากๆ แต่ก็คงไม่ใช่กับทุกคน เพราะหนึ่งในนั้นก็คือทีมแม่ABK คนนี้หนึ่งคนที่มักจะมี อาการปวดประจำเดือนบ้างในช่วงวันแรกที่มา แต่ก็ไม่ถึงกับปวดทุกเดือน อาการบวดประจำเดือนก็จะเบาๆ ทนได้ ไม่ถึง ขั้นต้องนอนตัวงอเป็นกุ้ง หรือต้องกินยาแก้ปวด การปวดลักษณะนี้ถือว่าปกติ

4. รอบประจำเดือน  

ผู้หญิงควรมีประจำเดือนแค่ 1 ครั้งต่อเดือน และระยะการมีรอบเดือนควรอยู่ที่ 4-7 วันต่อครั้ง ไม่น้อยและไม่มากไปกว่านี้ ก็ถือว่าปกติค่ะ

 

4 สัญญานบอกให้รู้ว่า ประจำเดือนผิดปกติ

1. สี

สีประจำเดือนที่ผิดปกติจะออกมามีสีจางมาก หรือสีคล้ายๆ น้ำเหลือง มีกลิ่นแรง

2. ปริมาณ

โดยปกติประจำเดือนจะมีปริมาณ 80 CC ในการมาแต่ละรอบเดือน ฉะนั้นถ้าสังเกตว่าต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ ชั่วโมง หรือประจำเดือนมากะปริดกะปรอย และเป็นลักษณะนี้รอบเดือนถัดๆ ไป ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบไปพบคุณหมอแล้วนะคะ ไม่ควรปล่อยไว้

3. อาการปวดท้อง

ประจำเดือนไม่ว่าจะรอบเดือนไหน ก็มีอาการปวดท้องมากจนตัวงอทนไม่ไหว ต้องกินยาแก้ปวดทุกครั้ง บางคนปวดจนเป็นลมเลยก็มี

4. รอบประจำเดือน

ประจำเดือนปกติไม่ควรมาเกินหนึ่งสัปดาห์นะคะ แต่ถ้าใครที่มาแต่ละครั้งปาเข้าไป 8-10 วัน หรือภายในหนึ่งเดือน ประจำเดือนมาเกิน 1 ครั้ง ให้รู้ไว้ว่าผิดปกตินะจ๊ะ

 

อ่านต่อ เช็กอาการ เนื้องอดมดลูก คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หน้ากากอนามัย

5 เทคนิคสอนลูกใส่ หน้ากากอนามัย ป้องกันโรค ป้องกันฝุ่น ให้ได้ผล

หน้ากากอนามัย กลายเป็นอาวุธสำคัญเพื่อปกป้องลูกจากเชื้อโรคร้ายอย่าง ไวรัสโคโรน่า และฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ที่กำลังจู่โจมอย่างหนักอยู่ตอนนี้ แต่ไม่มีเด็กคนไหนชอบใส่หน้ากาก เพราะมันทั้งอึดอัด หายใจไม่สะดวก แถมเกะกะเวลาเล่น จึงไม่ยอมใส่หน้ากากง่าย ๆ แล้วแบบนี้ แม่จะทำยังไงดี !!

หัดลูกใส่ หน้ากากอนามัย อย่างอ่อนโยน ไม่งอแง ไม่ดึงออก อยากใส่เอง

จากสถานการณ์ของฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นจนเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และยังคงสูงต่อเนื่องไปจนกว่าจะหมดหน้าหนาว การปล่อยให้ลูกน้อย ซึ่งอยู่ช่วงวัยที่ระบบทางเดินหายใจ ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปถึงปอดส่วนลึกได้โดยตรง เร็ว และง่ายกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้ร่างกายของเด็กๆเกิดอาการผิดปกติหลายอย่าง

หน้ากากอนามัย
เครดิตภาพ: www.middleeastmonitor.com

แต่ฝุ่นพิษยังไม่ทันจาง ก็มีข่าวร้ายให้คุณพ่อคุณแม่ต้องกังวลเพิ่มอีก เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ในประเทศจีน ต้นเหตุของโรคปอดอักเสบ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อนับพันคน เสียชีวิตแล้วหลักสิบคน และเริ่มแพร่ระบาดไปในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อได้ง่ายๆผ่านละอองจากการไอจาม ทุกคนในครอบครัวจึงจำเป็นต้องใส่ หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันตัวจากภัยที่มองไม่เห็นนี้ เพราะคนที่ร่างกายแข็งแรงก็มีเสี่ยงติดเชื้อได้เท่ากับคนกลุ่มเสี่ยงอย่าง แม่ท้อง เด็ก และ ผู้สูงอายุ

ฝุ่น PM2.5 ยิ่งหนา โคโรน่ายิ่งแข็งแรง

คงไม่มีใครคิดว่า PM2.5 กับไวรัสโคโรน่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างที่คิด เมื่อเว็บไซต์ Thaipbs  ได้เผยแพร่ข้อมูล

จากนายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ของจีนเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่า ฝุ่น PM2.5 กับไวรัสเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกัน เพราะฝุ่น PM2.5 ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เยื่อบุตา ปาก ทางเดินหายใจ

หลังจากเกิดการอักเสบแล้ว ไวรัสก็เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย การแพร่เชื้อผ่านเยื่อบุตาได้ คนจาม ไอ เข้าเยื่อบุตาได้ เอามือลูบหน้าถูกเยื่อบุตาได้ แต่ไวรัสโคโรนาตัวนี้ยังมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายคนทั่วๆ ไป เกิดการอักเสบมากกว่าที่ควรจะเป็น แม้แต่ภูมิคุ้มกันที่ปกติจะต้องสร้างมารับมือ ก็ยังรับไม่ไหว

โดยหลังจากสัมผัสโรคแล้วประมาณ 7 วัน จะมีไข้วันแรก พอวันที่ 8 เริ่ม หายใจเหนื่อย วันที่ 9 เริ่มหายใจไม่พอ หายใจลำบาก และวันที่ 10 ครึ่ง จะเข้าไอซียู ซึ่งเป็นลำดับพัฒนาการของโรค ผู้ป่วยโรคนี้ไม่ได้เสียชีวิตทุกคน แต่ข้อมูลจากจีน พบว่าถ้าไปโรงพยาบาลตอนออกอาการแล้ว มีโอกาสเสียชีวิตได้ถึง 14-15%

หน้ากากอนามัย

 

 หน้ากากอนามัยแบบไหน ใช้อย่างไรบ้าง

ในท้องตลาดมี หน้ากากอนามัยให้เลือกหลายแบบตามจุดประสงค์ในการใช้งาน และมีหลายขนาดให้เหมาะกับวัย ส่วนใหญ่จะแยกระหว่างหน้ากากสำหรับผู้ใหญ่ หน้ากากสำหรับเด็ก  หน้ากากอนามัยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังต่อไปนี้

  1. หน้ากากเยื่อกระดาษ 3 ชั้น

หรือหน้ากากกระดาษสีเขียวที่ใส่ทั่วไปในสถานพยาบาลทั่วไป ชั้นนอกเป็นสีเขียวที่เคลือบด้วยสารกันน้ำ ชั้นกลางมีแผ่นกรองเชื้อโรค ชั้นในสุดเป็นใยอ่อนนุ่มสีขาว ซึมซับละอองจากไอจาม และน้ำมูก สามารถป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราได้ดี แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสขนาดเล็กจิ๋วได้ ใส่แล้วต้องทิ้งในถังขยะมีฝาปิด ใช้ซ้ำไม่ได้

  1. หน้ากากผ้า

เน้นใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูก หรือน้ำลายจากการไอจาม แต่อาจไม่สามารถกรองเชื้อโรคขนาดเล็กมากได้ ซักด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้

  1. หน้ากาก N95

หน้ากากชนิดนี้ป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด ป้องกันฝุ่นและเชื้อโรคเล็กสุดได้ถึง 0.3 ไมครอน สามารถป้องกันได้ทั้งฝุ่น PM2.5 และไวรัสโคโรน่าได้ ซึ่งต้องใส่ให้ถูกต้องและไม่มีรูรั่วใดๆ ให้อากาศภายนอกเข้าไป มีอายุใช้งาน 3 สัปดาห์ ราคาค่อนข้างสูง

อ่านต่อ วิธีฝึกลูกให้ยอมใส่หน้ากากอนามัย หน้า 2

โรงเรียนหลักสูตร EP

10 โรงเรียนหลักสูตร EP (English Program) ยอดนิยม ในกรุงเทพฯ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน ในยุคปัจจุบันกลายเป็นภาษาที่มีความสำคัญที่พ่อแม่เล็งเห็นว่าควรจะให้ลูกได้ศึกษา และการให้ลูกได้เริ่มเรียนภาษาต่างประเทศนอกจากภาษาไทยตั้งแต่เด็ก เพื่อปูพื้นฐานที่ดีต่อความสำเร็จในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน โรงเรียนหลักสูตร EP หรือที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นหูว่าหลักสูตร English Program ถือว่าเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองได้มองเป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับการศึกษาให้ลูกรัก ซึ่งในประเทศไทยก็มีโรงเรียนสองภาษาอยู่ไม่น้อย

10 โรงเรียนหลักสูตร EP (English Program) ยอดนิยม

1.โรงเรียนเลิศหล้า

กลุ่มโรงเรียนเลิศหล้า เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ มี 3 สาขา คือ โรงเรียนเลิศหล้า ถนนเพชรเกษม โรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก และโรงเรียนเลิศหล้า ถนนเกษตร-นวมินทร์ เปิดสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลศึกษาถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยทำการสอนเป็น English Program และเป็นสถานศึกษาที่ได้รับรองมาตรฐานคุณภาพทางวิชาการจากกระทรวงศึกษาธิการประเทศแคนาดา นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการของไทย ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบด้านศึกษาดูงานของกลุ่มโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนในหลักสูตร English Program หลักสูตรที่โรงเรียนใช้จึงเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานสูงและเป็นที่ยอมรับ และมีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษาที่ให้การรับรองอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนใช้เทคนิคการสอนที่เรียกว่า Immersion Methodology เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยใช้ครูผู้สอนที่เป็น Native English Speaker ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยมีวิธีธรรมชาติ คุ้นเคยกับการใช้ภาษา และฝึกทักษะด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกับคุณครูชาวต่างประเทศที่เป็นเจ้าของภาษาอย่างแท้จริง โดยจัดสัดส่วนการเรียนเป็นภาษาอังกฤษครึ่งหนึ่งของเวลาเรียนทั้งหมด ดังนี้

โรงเรียนเลิศหล้า
เครดิตภาพจาก www.lertlah.com
  • ระดับเตรียมอนุบาล – ระดับอนุบาลศึกษาปีที่ 3 เรียนเป็นภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างประเทศครึ่งวัน ภาษาไทยกับครูไทยครึ่งวัน
  • ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดหลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Program) โดยนำหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน มีคุณครูชาวต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการสอนใน 5 กลุ่มสาระ คือ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ สุขศึกษาและพลศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยีสัดส่วนในการจัดเวลาเรียน ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมทางด้านการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนทุกคน
    ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ

มีรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นวิชาการและเน้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษา ภายใต้สังคมวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่เป็นไทย โดยนำวิถีไทย วิถีพุทธ ปรับเข้าไปในกระบวนการเรียนการสอน จัดการเรียนการสอนโดยเน้นและให้ความสำคัญด้านวิชาการผ่านกระบวนการที่หลากหลายให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง (Action Learning) และใช้ภาษาอังกฤษเป็นการสื่อสารอย่างถูกต้อง นำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาปรับใช้กับการเรียนการสอน ประกอบกับการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม เพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขในสังคมแห่งการเรียนรู้และใช้ปัญญา และทางโรงเรียนไม่มีการสอบเข้า โดยจะรับนักเรียนตามเกณฑ์อายุที่โรงเรียนกำหนด อาจจะทำการวัดความรู้ขั้นพื้นฐานด้านวิชาการเพื่อจัดกลุ่มนักเรียนในบางกรณี โรงเรียนมีนโยบายจำกัดจำนวนนักเรียนต่อห้อง

โรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก
ที่ตั้งโรงเรียน : 248 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงคลองบางพราน เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150
โทร. 02 894 5400

โรงเรียนเลิศหล้าเพชรเกษม
ที่ตั้งโรงเรียน : 45 ซอยเพชรเกษม 77 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160.
โทร. 0 2809-9081-5

โรงเรียนเลิศหล้าถนนเกษตร- นวมินทร์
ที่ตั้งโรงเรียน : 9/29 ถนนเกษตร – นวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพ 10230
โทร. 2943-9436

ข้อมูลเพิ่มเติม : www.lertlah.com

2.โรงเรียนบีคอนเฮ้าส์ แย้มสอาด

กลุ่มโรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาด เป็นโรงเรียนสองภาษาและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำสำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 2-18 ปี มุ่งจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียน เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานองค์ความรู้วิชาการ ทักษะการใช้ชีวิต และความรู้ความเข้าใจด้าน ICT คุณครูจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์, การคิดเชิงสร้างสรรค์, การสื่อสาร และการร่วมมือกันทำงาน เข้าไปในหน่วยการเรียนรู้และกิจกรรมในห้องเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่สังคมโลกและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

โรงเรียนบีคอนเฮ้าส์ แย้มสอาด
เครดิตภาพจาก www.bys.ac.th

โดยสำหรับหลักสูตร English Program มีการจัดการเรียนการสอนที่สาขา BYS Ladprao, BYS Rangsit, BYS และ Hua Hin ตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงมัธยม วิชาที่สอนภาษาอังกฤษจะสอนโดยเจ้าของภาษาและวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สอนโดยครูชาวต่างชาติ เพื่อช่วยสร้างแรงจูงใจและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาครบทุกทักษะด้วยตนเองมากขึ้น รวมทั้งวิชาที่อยู่ในหลักสูตร อาทิ สังคมศึกษา ศีลธรรม สุขศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ดนตรี พลศึกษา ภาษาไทย

โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต
ที่ตั้งโรงเรียน : เลขที่ 2 ม.6 ถนนไสวประชาราษฎร์ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150
โทร. 0-2152-2391-3, 0-2152-2363-5 มือถือ 08-5149-3555, 08-7345-8221

โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว
ที่ตั้งโรงเรียน : เลขที่ 90/335 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 20 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2277-5405, 0-2690-0295 มือถือ 087-496-0095

โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดหัวหิน
ที่ตั้งโรงเรียน : 35/5 ซอยหมู่บ้านทางรถไฟฝั่งตะวันตก ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77110
โทร. 032-652526 , 08-7694-6420-1

ข้อมูลเพิ่มเติม : www.bys.ac.th

3.โรงเรียนโชคชัย

กลุ่มโรงเรียนโชคชัย ได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ เป็นการเน้นพัฒนาการเรียนการสอนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยจุดประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างมีประสิทธิภาพ สู่มาตรฐานสากลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็น “คนเก่ง คนดี และมีความสุข” ดังนั้นเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนโชคชัยเป็นไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของชาติเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงมีหลักสูตรในหลายรูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกและตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ทั้งหลักสูตร English Programme (EP) เพื่อตอบสนองการศึกษาภาคภาษาอังกฤษ หลักสูตร Intensive English Programme (IEP) ) เพื่อมุ่งเน้นความเข้มข้นทางด้านภาษาอังกฤษ และเพิ่มพูนทักษะทางภาษา  และหลักสูตรเสริม เพื่อตอบสนองและเน้นความสามารถเฉพาะทาง เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และ Computer

โรงเรียนโชคชัย
โรงเรียนโชคชัย

สำหรับหลักสูตร English Program โรงเรียนโชคชัยเปิดสอนหลักสูตร EP ระดับเตรียมอนุบาล อนุบาล และประถม มีการจัดการเรียนการสอนที่สาขาโรงเรียนโชคชัยลาดพร้าว โรงเรียนโชคชัยรังสิต โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฏร์ โรงเรียนโชคชัยห้วยขวาง โชคชัยกระบี่  โดยหลักสูตร EP นักเรียนจะได้เรียนเป็นภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างชาติเจ้าของภาษาโดยตรง ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ภาษาอังกฤษ สุขศึกษา พลศึกษา Phonics ศิลปะ computer และภาษาจีน ซึ่งมีการสอนภาษาอังกฤษมากกว่าร้อยละ 50 ของการเรียนทั้งหมด นักเรียนจะได้รับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีวิธีการสอนที่หลากหลาย มีสื่อการสอนที่ทันสมัย พร้อมส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนตามความถนัดและความสามารถ เพื่อเป็นพื้นฐานต่อไป นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอื่น ๆ อีกด้วย

โรงเรียนโชคชัย
เครดิตภาพจาก www.chokchai.ac.th

โรงเรียนโชคชัยลาดพร้าว
ที่ตั้งโรงเรียน เลขที่ 17/144 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ 02-578-8282-4
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.chokchai.ac.th/ccl

โรงเรียนโชคชัยรังสิต
ที่ตั้งโรงเรียน : เลขที่ 9/9 หมู่ 1 ถ.รังสิต-นครนายก ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12130.
โทรศัพท์ :02-549-7201-4.
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.chokchai.ac.th/ccr

โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฏร์
ที่ตั้งโรงเรียน : เลขที่ 268 ถ.หทัยราษฎร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร 10510.
โทรศัพท์ :02-117-0421 , 02-117-0422 , 02-117-2447 , 02-117-2448
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.chokchai.ac.th/cct

โรงเรียนโชคชัยห้วยขวาง
ที่ตั้งโรงเรียน : 535/53 ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 15 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวางกรุงเทพมหานคร 10310
โทรศัพท์ : 02-2756620
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.chokchai.ac.th/cch

อ่านต่อ 10 โรงเรียนหลักสูตร EP ยอดนิยม ในกรุงเทพฯ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แอพนับวันไข่ตก ช่วยให้ท้องได้

แอพนับวันไข่ตก 8 อันดับ แม่นยำ ช่วยวางแผนมีลูกชัวร์

แนะ 8 แอพนับวันไข่ตก ช่วยคุณผู้หญิง นับวันไข่ตก วางแผนมีลูก จะมีแอพพลิเคชั่นนับวันไข่ตกไหนบ้างที่ควรโหลดมาลองใช้ช่วยเรื่อง การนับวันไข่ตก ตามมาดูกันเลย

แอพนับวันไข่ตก 8 อันดับ แม่นยำ ช่วยวางแผนมีลูกชัวร์

วันไข่ตก มีความสำคัญอย่างไรกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่รอวันเป็นคุณแม่อย่างตั้งตารอ ใจจดใจจ่อกันนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จัก และทำความเข้าใจกับวันไข่ตก

ทำความเข้าใจกับการตกไข่ของผู้หญิง

“ผู้หญิงแต่ละคนจะมีไข่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดถึง 1 ล้านใบ”

ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยรุ่นในแต่ละเดือนจะมีการตกไข่เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งเซลล์ไข่นี้ถูกสร้างตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์ถึง 6-7 ล้านฟอง แต่เมื่อทารกเพศหญิงคลอดออกมาแล้วจะเหลือไข่เพียง 2 ล้านฟอง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เซลล์ไข่เหล่านั้นจะเหลือเพียง 2-5 แสนฟอง และจะมีเซลล์ไข่ที่ทำให้ตั้งครรภ์ได้เพียง 400-500 ฟองเท่านั้น

วันไข่ตก สำคัญอย่างไร
วันไข่ตก สำคัญอย่างไร

การคัดเลือกเซลล์ไข่ในแต่ละเดือนเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ คือเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน แอลเอช (LH – Luteinozing Hormone) และเอฟเอสเอช (FSH – Follicle Stimulating Hormone) โดยหลังจากวันที่ 5 ของรอบเดือน ฟองไข่จะเจริญเติบโตอยู่ในถุงรังไข่ประมาณ 15-20 ฟอง ก่อนจะถูกคัดเลือกให้เหลือ 1 ใบที่สมบูรณ์ที่สุด

ในแต่ละเดือนรังไข่ทั้ง 2 ข้างจะสลับกันตกไข่ เวลาผ่านไปในวันที่ 14 ของรอบเดือน ไข่ที่ถูกคัดเลือกแล้วจะหลุดออกมาจากถุงรังไข่ รอการปฏิสนธิอยู่บริเวณท่อนำไข่ เรียกว่า “การตกไข่” เมื่อได้รับการผสมก็จะเคลื่อนตัวไปฝังอยู่ที่ผนังมดลูกเพื่อเติบโตเป็นทารก

เมื่อผ่านการตกไข่ไปแล้ว 14 วันแต่ไม่มีการผสมของอสุจิในช่วงวันตกไข่ ผนังมดลูกที่รอรับการฝังตัวจะสลายตัวแล้วไหลออกทางช่องคลอดกลายเป็น “ประจำเดือน” นั่นเอง

คุณผู้หญิงหลายคนที่กำลังวางแผนจะมีลูก อยากตั้งครรภ์ การคำนวณวันตกไข่จะช่วยให้มีน้องมาติดได้ง่ายขึ้น ไข่ที่ตกจะรอปฏิสนธิอยู่ที่ปลายท่อนำไข่ 12-24 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้การนับวันตกไข่ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน เพราะถ้าในเดือนนี้พลาดแล้วล่ะก็ จะต้องรอการตกไข่รอบใหม่ในอีก 1 เดือน

แอพนับวันไข่ตก ตัวช่วยสำหรับผู้หญิงยุคใหม่!!

การนับวันตกไข่มีได้หลายวิธีทั้งการนับวันรอบเดือนด้วยตัวเอง และการใช้ชุดตรวจการตกไข่ซึ่งมีหลายรูปแบบ ในปัจจุบันนอกจากการที่เราจะมานั่งนับวันไข่ตก หรือตรวจการตกไข่ด้วยตนเองแล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วย แอพนับวันไข่ตก สำหรับคุณผู้หญิงที่มีรอบเดือนมาอย่างสม่ำเสมอสามารถใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อช่วยคำนวณวันไข่ตกได้ ซึ่ง แอพนับวันไข่ตก เหล่านี้จะช่วยจดทุกอย่างให้เราโดยที่เราไม่ต้องคอยมานั่งจำอะไรให้เยอะแยะมากมาย ว่าแต่จะมีแอพพลิเคชั่นใดบ้างไปดูกันเลย

สำหรับ แอพนับวันไข่ตก จะทำหน้าที่ช่วยคำนวณระยะตกไข่ของคุณผู้หญิง : ซึ่งเป็นช่วงนี้จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ได้มากที่สุด โดยในระยะนี้จะมีมูกที่ปากมดลูกมาก มูกจะมีลักษณะใสและลื่น (คล้ายไข่ขาวดิบ) สามารถดึงยืดเป็นเส้นได้ ทำให้ตัวอสุจิสามารถผ่านมูกนี้เข้าไปสู่โพรงมดลูกได้สะดวก หากมีการร่วมเพศในช่วงนี้ก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูง

แอพนับวันไข่ตก

วิธีเลือกแอพนับวันไข่ตก

เรามีข้อแนะนำในการเลือกแอพนับวันไข่ตกมาฝากกัน เพื่อช่วยในการประหยัดเวลาในการโหลดแอพที่ถูกใจ เพราะหากมามัวเสียเวลาทดลองใช้ทุกแอพ คงไม่ดีแน่ ลองมาเลือกแอพตามคำแนะนำ เพื่อให้ถูกใจ และตรงกับความต้องการของเรามากที่สุดกันดีกว่า

1.เลือกตามวัตถุประสงค์ เป็นข้อที่ควรนำมาพิจารณาเป็นข้อแรก และข้อที่สำคัญที่สุด ว่าเราจะนับวันไข่ตกเพื่ออะไร เช่น

  • เพื่อการมีลูก เพื่อป้องกันการมีลูก ควรเลือกแอพที่พัฒนาโดยบริษัทที่น่าเชื่อถือซึ่งมีฐานข้อมูลกว้าง เพราะจะช่วยให้การคำนวณเป็นไปอย่างแม่นยำและควรเลือกแอพที่มีการแสดงผลรายวันถึงโอกาสในการตั้งครรภ์ว่าสูงหรือต่ำในช่วงก่อน และหลังวันไข่ตก เนื่องจากอสุจิสามารถอยู่ในรังไข่ได้นานถึง 2 วัน ใครที่ต้องการมีลูกจะได้คำนวณวัน และเวลาในการทำกิจกรรมได้ตรงกับวันไข่ตก ส่วนใครที่ต้องการลดโอกาสการตั้งครรภ์ก็จะได้หลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าว
  • เพียงเพื่อจดบันทึกรอบเดือน เพื่อตรวจสอบสุขภาพ แนะนำให้เลือกดาวน์โหลดแอปที่มีฟีเจอร์ในการวิเคราะห์ถึงความผิดปกติของรอบเดือนจากข้อมูลเกี่ยวกับรอบเดือนที่เราบันทึก ซึ่งบางแอปมีการแจ้งเตือนเมื่อรอบเดือนของเรายาวหรือสั้นกว่าปกติ พร้อมให้ข้อมูลถึงปัจจัยที่อาจทำให้รอบเดือนคลาดเคลื่อน เช่น ความเครียดและสภาพแวดล้อม เพื่อให้เราสังเกตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง

2.เลือกแอพที่สามารถบันทึกข้อมูลสุขภาพร่างกาย และกิจกรรมระหว่างรอบเดือนได้ ข้อมูลเล็กน้อยในแต่ละวันที่ง่ายต่อการหลงลืม เมื่อถูกบันทึกอย่างเป็นระบบด้วยตัวช่วยอย่างแอพนับวันไข่ตก ก็อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการรักษาพยาบาลของเราในอนาคตได้เลยทีเดียว

3.แอพที่มีเกร็ดความรู้ด้านสุขภาพเสริมให้ เพื่อให้ครบจบในแอพเดียว การมีคลังความรู้เสริมให้กับเราก็จะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากขึ้น ยังมีบางแอปที่มีพื้นที่ให้คนอยากมีลูก และว่าที่คุณแม่ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้อีกด้วย

4.เลือกที่สามารถบันทึก และอ่านข้อมูลได้ง่าย ในหัวข้อนี้นับเป็นหัวข้อที่ช่วยดึงดูดให้เราหมั่นเข้าไปใช้ เพราะหากว่าแอพจะมีครบครันเพียงใด แต่หากเราไม่หมั่นเข้าไปบันทึก ก็คงไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก และหากแอพแสดงข้อมูลเป็นข้อความยาวเหยียดพร้อมภาษาทางการแพทย์ที่เข้าใจยาก เราก็คงไม่รู้สึกดึงดูดใจที่จะเข้าไปใช้งาน

8 อันดับ แอพนับวันไข่ตกยอดนิยม

1. Period Tracker Clue

แอพนับวันไข่ตก

เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยเราคุมกำเนิดหรือจะเป็นการวางแผนการตั้งครรภ์จากการคำนวณการตกไข่ที่ได้ผลแม่นยำมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ช่วยให้รู้ถึงระยะเวลาการตกไข่เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาดีๆ ที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย และยังช่วยในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้อีกด้วย

แอพนับวันไข่ตก

โดย Period Tracker Clue จะคอยติดตามสุขภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็น อาการก่อนมีประจำเดือน การควบคุมอามารมณ์ การนอน การออกกำลังการ และอื่นๆ และยังมีการใช้งานง่ายอีกด้วย

คลิกดาวน์โหลด Period Tracker Clue แอพพลิเคชั่น นับวันไข่ตก ได้ที่นี่!

แบบ iOS

แบบ Android

2. Period Tracker

แอพนับวันไข่ตก

ลักษณะของแอพพลิเคชั่นก็จะคล้าย ๆ กันกับแอพแรก ซึ่งมีการใช้งานที่ง่ายมาก เมื่อเริ่มมีประจำเดือนวันแรก ก็ให้กดปุ่มเริ่มต้นการมีประจำเดือนของเราในทุกๆ เดือน

แอพนับวันไข่ตก

ซึ่งเจ้า Period Tracker จะบันทึกวันที่ และคำนวณค่าเฉลี่ยของรอบเดือนที่ผ่านมา 3 เดือนเพื่อคาดการณ์วันที่เริ่มต้นของช่วงเวลาถัดไป โดยสามารถดูวันที่ปัจจุบันและอนาคตในช่วงวันที่เราจะมีประจำเดือน หรือมีการตกไข่ และอาการของเราในแต่ละเดือนได้ที่ปฏิทิน และยังสามารถตกแต่งโทรศัพท์ของเราด้วยไอคอนที่เราชอบเพื่อให้ Period Tracker ของเราน่ารักไม่เหมือนใครอีกด้วย

แถมมาพร้อมกราฟ และแผนภาพที่เข้าใจง่าย อีกทั้งยังสามารถทำเป็น Report ให้คุณหมอได้ แอพนี้ยังมีฟีเจอร์ Self Care สำหรับสาวรักสุขภาพ เช่น การสาธิตวิธีตรวจเต้านมที่ควรตรวจเป็นประจำ การออกกำลังกายลดอาการปวดประจำเดือนและเกร็ดความรู้ในการดูแลผิวพรรณ หรือหากใครมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ในแอพก็มีเสียงที่ช่วยในการผ่อนคลายอย่างให้เปิดกล่อม หากเกร็ดความรู้ยังไม่จุใจก็ตามไปพูดคุยกันต่อได้ใน Forum กับสาว ๆ จากทุกมุมโลกได้อีกด้วย

คลิกดาวน์โหลด Period Tracker แอพพลิเคชั่น นับวันไข่ตก ได้ที่นี่!

แบบ iOS

แบบ Android

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

3. Flo ปฏิทินประจำเดือน

แอพนับวันไข่ตก

Flo หนึ่งใน แอพนับวันไข่ตก เปรียบเสมือนเครื่องมือติดตามการมีประจำเดือนของเรา ซึ่งจะช่วยคำนวณโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างแม่นยำถึงแม้ประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอก็สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นได้ เพียงบันทึกวันแรกที่มีประจำเดือนลงในปฏิทิน และตอบคำถามเพิ่มเติมได้ เช่น ระยะเวลาการมีประจำเดือนในแต่ละเดือน เป็นต้น หรือจะนำเข้าข้อมูลจากนาฬิกา Fitbit ก็สะดวก

แอพนับวันไข่ตก

นอกจากนี้ยังมีเครื่องคิดการตั้งครรภ์ (ปฏิทินการตั้งครรภ์) ที่จะช่วยเรานับถอยหลังเข้าสู่การเกิดของทารก ติดตามสัปดาห์ของปฏิทินตั้งครรภ์ ดูการพัฒนาการของทารกในครรภ์ และตัวติดตามสมรรถภาพทางร่างกาย ที่จะช่วยดูแลเรื่องการเพิ่มหรือลดน้ำหนัก รวมถึงระยะเวลาการนอนในแต่ละวัน และการบริโภคน้ำ ยังมีหน้าต่าง Chatbot ให้เราสนทนาโต้ตอบกับแอพได้อีกด้วย ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ครบจบในแอพเดียวเลยก็ว่าได้

คลิกดาวน์โหลด Flo ปฏิทินประจำเดือน แอพพลิเคชั่น นับวันไข่ตก ได้ที่นี่!

แบบ iOS

แบบ Android

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

4. Period Tracker – Period Calendar Ovulation Tracke

แอพนับวันไข่ตก

เป็นแอพ ที่จะช่วยนับถ่อยหลังการมีประจำเดือน การตกไข่ โอกาสการตั้งครรภ์ไม่ว่าประจำเดือนจะมาปกติหรือไม่ปกติก็สามารถคำนวณได้ นอกจากนี้ยังเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่สามารถบันทึกข้อมูลกิจกรรมทางเพศ น้ำหนัก อุณหภูมิ อาการหรืออารมณ์ในแต่ละวัน มีการแจ้งเตือนการมีประจำเดือน ระยะเวลาที่ไข่ตก การเตือนการคุมกำเนิด (ยา,ห่วง,ฝั่ง) และยังมีการติดตามดูแลเรื่องการตั้งครรภ์อีกด้วย

แอพนี้ยังมีฟีเจอร์ Self Care สำหรับสาวรักสุขภาพ เช่น การสาธิตวิธีตรวจเต้านมที่ควรตรวจเป็นประจำ การออกกำลังกายลดอาการปวดประจำเดือน และเกร็ดความรู้ในการดูแลผิวพรรณ หรือหากใครมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ในแอพก็มีเสียงที่ช่วยในการผ่อนคลายอย่างให้เปิดกล่อม หากเกร็ดความรู้ยังไม่จุใจก็ตามไปพูดคุยกันต่อได้ใน Forum กับสาว ๆ จากทุกมุมโลกได้

แอพนับวันไข่ตก

คลิกดาวน์โหลด Period Tracker – Period Calendar Ovulation Tracke แอพพลิเคชั่น นับวันไข่ตก ได้ที่นี่!

แบบ iOS

แบบ Android

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

5. ไดอารี่หญิงๆ

แอพนับวันไข่ตก

แอพนับวันไข่ตก อันสุดท้าย เป็นเสมือนไดอารี่น่ารักๆ สำหรับคุณผู้หญิงอีกหนึ่งแอพซึ่งจะช่วยเตือน และติดตามสถานะการตกไข่และประจำเดือน สามารถบันทึกอาการ, อารมณ์, อุณหภูมิร่างกาย และน้ำหนักในแต่ละวัน รวมทั้งบันทึกข้อความและไดอารี่ต่างๆ ประจำวัน เพื้อการดูแลตัวเอง และวางแผนให้ดียิ่งขึ้น

แอพนับวันไข่ตก

ฟังก์ชั่นการใช้งาน :

  • บันทึกข้อมูลต่างๆ ประจำวันสำหรับผู้หญิง (ประจำเดือน, น้ำหนัก, โอกาสในการตั้งครรภ์, โน้ตประจำวัน และอื่นๆ)
  • กราฟแสดงผลเปรียบเทียบ เข้าใจง่าย
  • มีสติกเกอร์มากมายกว่า 100+ สำหรับเตือนวันสำคัญและเหตุการ์ณต่าง ๆ
  • back up ข้อมูล หมดห่วงข้อมูลไม่หายเวลาเปลี่ยนเครื่อง
  • สามารถคาดการณ์และช่วยเตือนวันที่ประจำเดือนจะมาครั้งถัดไป รวมถึงวันและเวลาในการตกไข่เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการในตั้งครรภ์
  • มีแจ้งเตือนก่อนประจำเดือนในแต่ละเดือน

สาว ๆ คนไหนต้องการเพียงติดตามรอบเดือน และหาวันไข่ตกกันเพียงเบื้องต้น แอพน่ารัก ๆ นี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

คลิกดาวน์โหลด ไดอารี่หญิงๆ แอพพลิเคชั่น นับวันไข่ตก ได้ที่นี่!

แบบ iOS

แบบ Android

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

6. My Calenda – Period Tracker

my calenda period tracker

การใช้งานพื้นฐานครบครัน มีฟีเจอร์ใช้งานในโหมดคุณแม่ตั้งครรภ์

แอrนี้น่าจะถูกใจใครหลายคนที่ชอบหน้าจอการใช้งานที่สะอาดตา และชอบการปรับแต่งธีม ครบครันด้วยฟีเจอร์ที่จำเป็นพื้นฐานในการบันทึกข้อมูลด้านร่างกาย และอารมณ์เพื่อนับวันไข่ตก มีโหมดติดตามการตั้งครรภ์ให้บรรดาคุณแม่เลือกใช้ แต่หากใครต้องการคุมกำเนิดก็มีตัวเลือกให้บันทึกการรับประทานยาคุมและแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาเช่นกัน การแสดงผลข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสุขภาพของเราในแต่ละเดือนนั้นก็เข้าใจง่ายด้วยกราฟที่ไม่ซับซ้อน หรือจะเลือกดูเป็นแบบ Timeline ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าสาวคนไหน ๆ กำลังตามหาแอพที่ประมวลข้อมูลได้ลึก ละเอียดแอพนี้ก็อาจจะยังตอบสนองได้ไม่เพียงพอนัก

คลิกดาวน์โหลด My Calenda – Period Tracker ได้ที่นี่!!

แบบ IOS

แบบ Android

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

7. Glow Period, Fertility Tracker

แอพนับวันไข่ตก

แอพนับวันไข่ตกที่เป็นมากกว่าแอพด้วยการมี Community ให้สาว ๆ ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการวางแผนตั้งครรภ์ และการดูแลสุขภาพ ที่เรามาสามารถโพสข้อความหรือแชร์แนะนำสินค้าเพื่อสุขภาพให้แก่กันได้ ทั้งยังมีฟีเจอร์ติดตามสุขภาพของฝ่ายชายควบคู่ไปพร้อม ๆ กันเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ ส่วนการแสดงผลของแอพนี้บอกได้เลยดูแล้วเข้าใจง่ายมาก ๆ เพราะเขามีทั้งแผนภาพและกราฟสรุปสำหรับทุกข้อมูลที่เราบันทึกกันเลยทีเดียว

คลิกดาวน์โหลด Glow Period,Fertility Tracker ได้ที่นี่!!

แบบ IOS

แบบ Android

♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

8. Ovia Fertility  & Cycle Tracker

แอพจากผู้พัฒนาที่เชี่ยวชาญด้านการตั้งครรภ์ และวางแผนครอบครัว ซึ่งมีฟีเจอร์ในการบันทึกค่าต่าง ๆ ของร่างกายและรอบเดือนที่มีความละเอียดตั้งแต่แบบสอบถามเพื่อสร้างโปรไฟล์ผู้ใช้งาน ครอบคลุมแทบทุกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ทั้งยังมีกราฟบอกวันต่อวันถึงโอกาสในการตกไข่ และช่วยคำนวณหาวันที่เหมาะกับการใช้ที่ตรวจการตั้งครรภ์ ส่วนฟีเจอร์ด้านสุขภาพก็น่าสนใจเพราะมีตั้งแต่ Checklist รายวันที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพ มีบทความสุขภาพ เช่น โรคซึมเศร้า ไปจนถึงบทความที่ทันเหตุการณ์อย่าง COVID-19 และที่สำคัญคือแอพนี้ใช้งานฟรีไม่มีการเสียเงินอัปเกรด

คลิกดาวน์โหลด Ovia Fertility & Cycle Tracker ได้ที่นี่!!

แบบ IOS

แบบ Android

คำแนะนำ : อย่างไรก็ดีการใช้ แอพนับวันไข่ตก หรือ การคำนวณวันไข่ตก ด้วยตัวเองอาจคลาดเคลื่อนถ้าช่วงรอบประจำเดือนมาไม่ตรงกัน และปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อร่างกาย เพื่อความแน่นอนหากคู่รักคู่ไหนที่วางแผนจะมีลูกหรือเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงด้วยจะเป็นการดี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : wewillapp.com/ my-best.in.th/ กรมอนามัย

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

การนับวันไข่ตก เขานับกันยังไง?

สูตร (ไม่) ลับ ทำอย่างไร แบบไหน ถึงจะได้ลูกชาย หรือลูกสาว

นับวันตกไข่ ให้ดีถ้าอยากมีลูกในวัย 30+

เด็กปฐมวัยเรียนรู้อะไรใน หลักสูตร Early Years ของไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพ

รวมรายชื่อ 99 โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพ และปริมณฑล ปี 2563

โรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนที่อ้างอิงหลักสูตรการสอนจากต่างประเทศ มีการเรียนการสอนเหมือนประเทศเจ้าของหลักสูตร ที่ปรับรายละเอียดเนื้อหารายวิชาใหม่ หรือหลักสูตรที่จัดทำขึ้นเอง โดยไม่อิงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและเน้นการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน จุดแข็งของการให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์คือ การได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับทุกคนภายในโรงเรียนและได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมในระดับสากล โดยในแต่ละโรงเรียนก็จะมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณลักษณะและการบูรณาการให้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป และในยุคที่พ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกได้เก่งภาษา การเลือกโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกได้เข้าเรียนจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ นี่คือรายชื่อ โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพ และปริมณฑล ที่เว็บไซต์ www.interschoolthai.com ได้จัดทำขึ้น โดยแบ่งรายชื่อโรงเรียนตามเขต แม่ ๆ สามารถเลือกเช็กข้อมูลโรงเรียนที่อยู่ใกล้บริเวณบ้านกันเลยค่า

99 รายชื่อ โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพ และปริมณฑล

โรงเรียนนานาชาติเขตดุสิต พญาไท ราชเทวี

โรงเรียนนานาชาติเขตบางรัก สาทร ยานนาวา ปทุมวัน

โรงเรียนนานาชาติเขตคลองสาน ภาษีเจริญ

โรงเรียนนานาชาติเขตบางพลัด ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา พระราม 2

Kidz Village International Kindergarten
Credit Photo : www.kidz-village.ac.th

โรงเรียนนานาชาติห้วยขวาง

โรงเรียนนานาชาติเขตจตุจักร บางเขน ดอนเมือง

โรงเรียนนานาชาติเขตวังทองหลาง

โรงเรียนนานาชาติเขตคลองเตย

อ่านต่อ 99 โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพและปริมณฑล ปี 2563 คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงเรียนสองภาษา

4 ข้อที่บอกได้ว่าให้ลูกเข้าเรียน โรงเรียนสองภาษา ดียังไง?

ปัจจุบันนี้มีโรงเรียนมากมายเป็นตัวเลือกให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เลือกห้ลูกได้เข้าเลือกไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน โรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนทางเลือก รวมถึง โรงเรียนสองภาษา ในขณะที่โรงเรียนแต่ละประเภทต่างก็มีหลักสูตรและการสอนที่แตกต่างกัน สำหรับคุณพ่อคุณที่กำลังมองหาข้อมูลโรงเรียนหลักสูตรสองภาษา (English Program) มาดูกันค่ะว่าโรงเรียนประเภทนี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างไร

โรงเรียนหลักสูตรสองภาษา (English Program) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อคือ อีพี (EP) เป็นโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรการเรียนการสอนและสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีข้อแตกต่างต่างคือ จะมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นบางวิชา เช่น วิชาภาษาไทยและวิชาสังคมศึกษา ที่มีเนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยและประเพณี วัฒนธรรมไทย โดยแต่ละโรงเรียนก็มีสัดส่วนการสอนเป็นภาษาอังกฤษแตกต่างกันไปตามจำนวนขั้นต่ำที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ เช่น

  • ระดับอนุบาลสอนภาษาอังกฤษได้ไม่เกิน 50% ของการเรียนการสอนทั้งหมด
  • ระดับประถมจะมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และพลศึกษา
  • ระดับชั้นมัธยมเรียนเป็นภาษาอังกฤษทุกวิชายกเว้นวิชาภาษาไทยและวิชาสังคม

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่เปิดหลักสูตร English Program โดยเฉพาะ ก็อาจนับรวมเป็นโรงเรียนสองภาษาได้ หรือบางโรงเรียนจะสอนภาษาไทยกับภาษาต่างประเทศอีก 1 ภาษา ซึ่งอาจเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน และบางแห่งมีการสอนถึง 3 ภาษา ทั้งไทย-อังกฤษ-จีน ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้จะต้องผ่านการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน

4 ข้อที่บอกได้ว่าให้ลูกเข้าเรียน โรงเรียนสองภาษา ดียังไง

โรงเรียน English program

1.ดีต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้

การเรียนในหลักสูตรสองภาษานั้นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เพราะสมองได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้คำศัพท์และไวยากรณ์ของสองภาษา นักเรียนที่เรียนสองภาษาที่สามารถสื่อสารสองภาษาสลับไปมาได้ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาทักษะในการจดจำ และแยกแยะได้ดี เนื่องจากมีกระบวนการเรียนรู้ในการผสมคำ เปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง ตลอดจนเกิดทักษะในการแปล และตีความความหมายของคำได้ นอกจากนั้นเด็กที่เรียนสองภาษาจะมีทักษะในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ รวมถึงทักษะในการทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน

เด็กที่เรียนโรงเรียนสองภาษาจะได้รู้จักการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ไปในตัวตั้งแต่เริ่มแรก จึงทำให้มีการพัฒนาด้านภาษาที่ค่อนข้างดีกว่าเด็กโรงเรียนปกติ รวมถึงการเรียนการสอนของโรงเรียนสองภาษาที่เน้นการให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเด็กจะกล้าคิด กล้าแสดงออก และบอกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร และหากเด็กจะสอบเพื่อเรียนต่อในต่างประเทศก็จะค่อนข้างได้เปรียบ เพราะโรงเรียนสองภาษาบางโรงเรียนที่มีหลักสูตรจากต่างประเทศ จะมีการใช้คะแนนสอบและการวัดผลของโรงเรียนเพื่อใช้สำหรับเรียนต่อได้เลย

2.ดีต่อการศึกษาต่อในระดับสูง

เด็กที่ได้เรียนรู้สองภาษาขึ้นไป จะเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้ และข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ได้หลากหลายทั้งจากในและต่างประเทศมาใช้ในการเรียน การค้นคว้าวิจัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น หรือไปศึกษาต่อต่างประเทศ

3.ได้ประโยชน์จากการเรียนรู้ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

นักเรียนในโรงเรียนสองภาษาจะเติบโตมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่หลากหลายกว่านักเรียนทั่วไป เพราะในโรงเรียนอาจมีครูและเพื่อนร่วมชั้นชาวต่างชาติที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งการได้ใช้ภาษาสื่อสารจะทำให้เด็กได้เปิดโลกทัศน์ที่กว้างขวาง มีมุมมองใหม่ ๆ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมอื่นได้เป็นอย่างดี

4.ดีต่อวิชาชีพและการทำงานในอนาคต

นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสองภาษามักจะมีข้อได้เปรียบเวลาสมัครงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรระหว่างประเทศ หรือองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเนื่องจากการใช้ภาษาอังกฤษภายในโรงเรียน การเคยชินจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เป็นชาวต่างชาติ ที่ทำให้เกิดคล่องแคล่วในการใช้ภาษาสื่อสาร

อ่านต่อโรงเรียนสองภาษา vs โรงเรียนนานาชาติ ต่างกันยังไง คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

IQ (Intelligence Quotient)

7 เทคนิคสร้าง IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดของลูกที่เพิ่มพูนได้

“ความฉลาด” ถือเป็นสมบัติล้ำค่าส่วนหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดกันทุกคน แต่ก็ถือว่าเป็นต้นทุนที่มีไม่เท่ากันของแต่ละคน และยังมีปัจจัยที่ส่งเสริมความฉลาดได้ตั้งแต่เด็กอีกมากมาย ทั้งจากการเลี้ยงดูแลของครอบครัว การเรียนรู้เพิ่มเติม ประสบการณ์ การฝึกฝน การให้ความสำคัญ สภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม ฯลฯ วันนี้ทีมแม่ ABK มีเทคนิคสร้าง IQ (Intelligence Quotient) พัฒนาสกิลความฉลาดให้ลูกได้ถ้าแม่ทำสิ่งนี้ให้ลูกทุกวัน

7 เทคนิคสร้าง IQ (Intelligence Quotient) ปัญญาดี บูสต์ไอคิวลูก

1.เข้านอนตอนหัวค่ำ

สำหรับเด็กแล้วการนอนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะเมื่อร่างกายนอนหลับ สมองก็จะได้พักผ่อนไปด้วย การนอนหลับพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่สมวัย เพราะช่วงที่นอนหลับ Growth Hormone ก็จะเจริญเติบโตทำงานได้เต็มที่ ทั้งยังเสริมสร้างภูมิต้านทานไม่ให้เจ็บป่วยง่าย ขณะเดียวกันในตอนนอนหลับสมองก็เริ่มจัดระบบความคิด เก็บข้อมูลให้เข้าที่เข้าทาง ช่วยพัฒนาการด้านสมอง ส่งผลให้ลูกตื่นเช้ามาอย่างอารมณ์ดี สมองปลอดโปร่ง แจ่มใส ร่าเริง มีความกระตือรือร้น มีสมาธิ ซึ่งจะช่วยทำให้มีการจดจำที่ดีด้วย

การนอนที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มไอคิวให้ลูกได้นั้น ขึ้นอยู่กับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน สำหรับเด็กวัยก่อนเรียน ช่วงอายุ 3-5 ปีที่เริ่มเข้าเรียนอนุบาลกันแล้ว การนอนของลูกวัยนี้ควรจะนอนประมาณ 10-12 ชั่วโมงในช่วงเวลากลางคืน และควรได้นอนกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยมีผลจากการศึกษาของ National Institutes of Health กล่าวไว้ว่า “การส่งเสริมให้เด็กวัยก่อนเรียนได้นอนกลางวันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และความจำได้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้นอนเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์” และเด็กวัยเรียนที่อายุ 6-12 ปี ควรได้นอนในช่วงกลางคืนประมาณ 9-11 ชั่วโมง และเมื่อถึงช่วงอายุที่มากขึ้น ชั่วโมงการนอนของลูกจะค่อย ๆ ลดลง แต่ถ้าได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นมาก็จะสดชื่น สดใส สมองกระปรี้กระเปร่าสำหรับการเรียนรู้ ช่วยบูสต์ไอคิวสำหรับเจ้าตัวเล็กได้

2.กินอาหารบำรุงสมอง สร้างไอคิว

สำหรับเจ้าตัวเล็ก อาหารมีบทบาทในการกระตุ้นพัฒนาการของสมองและยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม สติปัญญา และความเฉลียวฉลาดของเด็กเป็นอย่างมาก การเลือกรับประทานอาหารที่ดี กินอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารที่ครบถ้วน ในปริมาณที่พอเหมาะ ถูกสุขลักษณะ จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมองและความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารเพิ่มไอคิว
อาหารเพิ่มไอคิว

สำหรับสารอาหารที่จะสามารถช่วยบำรุงสมอง เพิ่มไอคิวสูงปี๊ดให้กับลูกน้อย อาทิเช่น

  • ถั่วและธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท ที่อุดมไปด้วยกลุ่มวิตามินบี ช่วยพัฒนาเรื่องความจำ และกรดโฟลิคที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบประสาทของเซลล์ ช่วยในเรื่องของความจำและทำให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผักหลากหลายชนิด ผักอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเรื่องกระบวนการคิดการเรียนรู้ เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเด็กที่ได้รับสารอาหารจากผักหลากหลายชนิดจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กที่กินแต่ผักชนิดเดิมซ้ำๆ กันด้วยนะคะ
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่นับว่าเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เมื่อได้ทานเป็นประจำจะช่วยในการบำรุงสมอง ให้ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี จึงช่วยให้มีระดับไอคิวและการบวนการคิดที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลไม้อย่างมะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะละกอสุก แคนตาลูป แตงโม ฯลฯ ก็เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงไม่แพ้กัน สามารถหาซื้อมาให้เจ้าตัวเล็กกินเป็นของว่างได้เช่นกันค่ะ
  • นม โยเกิร์ต และชีส ซึ่งเด็ก ๆ ควรจะได้ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ดีต่อการพัฒนาเยื่อประสาท ช่วยในการทำงานของสมอง หากลูกแพ้นมวันก็สามารถชดเชยด้วยการดื่มนมที่ทำจากถั่วเหลืองหรืออัลมอนด์แทนได้นะคะ
  • เนื้อสัตว์ เนื้อปลา มีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์สมองในเวลาที่เกิดความเครียด โดยเฉพาะในเนื้อปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างสมอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองในส่วนความจำและการเรียนรู้
  • ไข่ไก่ อาหารที่ให้โปรตีนและมีคุณค่าสูง มีโคลีน (Choline) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง ช่วยควบคุมความจำ และช่วยให้การทำงานของสมองเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากสารอาหารต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ร่างกายของเด็กก็ยังคงต้องการสารอาหารทั้ง 5 หมู่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ แม่ ๆ จึงควรจัดสรรอาหารในแต่ละมื้อให้กับเจ้าตัวเล็กได้สารอาหารอย่างหลากหลายและไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

อ่านต่อ 7 เทคนิคสร้างลูกฉลาด ปัญญาดี ไอคิวสูง คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไวรัสโคโรน่าระบาด

สพฐ.สั่งโรงเรียนเฝ้าระวัง ไวรัสโคโรน่าระบาด เจอแล้วปิดทันที

ไวรัสโคโรน่าระบาด ไม่หยุดขยายวงกว้างจากจีนสู่ประเทศอื่นๆ ไทยพบผู้ป่วยแล้ว 8 ราย กระทรวงสาธารณสุขสั่งคุมเข้มการตรวจคัดกรองโรคกลุ่มเสี่ยง สพฐ สั่งโรงเรียนทั่วประเทศเฝ้าระวังกลุ่มเด็กนักเรียน ซึ่งภูมิคุ้มกันต่ำและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ พบเด็กป่วยเสี่ยงโรคให้ปิดโรงเรียนได้ทันที

สั่งโรงเรียนทั่วประเทศ เฝ้าระวัง พร้อมแนะวิธีป้องกัน  ไวรัสโคโรน่าระบาด

จากสถานการณ์ ไวรัสโคโรน่าระบาด ไปทั่วโลกเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา หลังค้นพบการติดเชื้อของผู้ป่วยชาวจีน ในมณฑลอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน จากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (2019 nCoV) ซึ่งเข้าจู่โจมระบบทางเดินหายใจ และเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ  โลกเคยรู้จักไวรัสชนิดนี้ในชื่อ “โรคซาร์ส” และ “โรคเมอร์ส” ที่เคยทำให้มีคนติดเชื้อและเสียชีวิตในหลายประเทศ

ไวรัสโคโรน่า

ปัจจุบัน (วันที่  27 มกราคม 2563) เชื้อโรคขยายวงกว้างไปหลายเมืองในประเทศจีน ทำให้มีผู้ติดเชื้อมากถึง  2744 ราย และเสียชีวิตแล้ว 80 คน ขณะที่ยังแพร่ระบาดไปยังหลายประเทศทั่วโลกอีก  13 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่พบผู้ติดเชื้อแล้ว 8 ราย

กรมควบคุมโรคได้ดำเนินมาตรการคัดกรองและป้องกันไวรัส ยังคงมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากใครมีแผนการเดินทางไปยังประเทศจีน ขอให้เลื่อนกำหนดไปก่อน ส่วนคนในประเทศขอให้ระมัดระวังป้องกันตนแอง หากมีอาการน่าสงสัย ให้รีบพบแพทย์และโทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรคทันที

ไวรัสโคโรน่า ระบาด

สั่งเฝ้าระวังโรงเรียน พบเด็กเสี่ยง ปิดได้ทันที

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ออกประกาศ เรื่องป้องกันการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  2019 ไปยังโรงเรียนภายใต้สังกัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่เด็ก โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดโรคปอดอักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ ในประเทศจีนและแพร่ขยายเข้าสู่ประเทศไทย โดยเด็กจะเป็นผู้รับเชื้อได้ง่าย เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งเตือนผ่านสื่อให้เฝ้าระวังและติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประชาสัมพันธ์ เฝ้าระวังการแพร่ระบาดและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ในโรงเรียนตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้ง ดังนี้

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา

๑. ดื่มน้ำอุ่น เมื่อรู้สึกกระหายน้ำ (เด็ก ๓๐ –๕๐ ซีซี, ผู้ใหญ่ ๕๐ – ๘๐ ซีซี)

๒.  หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม

๓. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด

๔. สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน

๕. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว

๖. หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์ และไม่สัมผัสหรืออยู่ใกล้กับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย

๗. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์ เจลล้างมือ

๘. ห้ามรับประทานของดิบ รับประทานอาหารที่สะอาดปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วน

๙.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

๑๐. หากพบนักเรียนมีอาการไข้ขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดยาก ปวดศีรษะและลำตัว มีอาการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีน้ำมูก ให้รีบพาไปแพทย์ หรือโทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร ๑๔๒๒

ทั้งนี้ หากพบผู้มีภาวะเสี่ยงต่อโรคให้ประสานและส่งต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขทันที  และหากมีจำเป็นต้องปิดโรงเรียนให้อยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน

ไวรัสโคโรน่า สพฐ.

อ่านต่อ  ไวรัสโคโรน่าระบาดอันตรายแค่ไหน หน้า  2

Tags

“ฆาตกร” เด็กเป็นเองไม่ได้ แนะวิธี เลี้ยงลูกไม่ให้โตไปฆ่าใคร

ข่าวทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรงต่าง และคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นบ่อย จนคุณพ่อคุณแม่หลายคนเป็นกังวลกับอนาคตของลูกน้อย ไม่ใช่แค่กลัวว่าจะ “ตกเป็นเหยื่อ” แต่จะทำอย่างไรหากลูกกลายเป็น “ฆาตกร” เสียเอง …ปัจจัยหนึ่งที่หลอมให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้นเป็นอย่างไร มาจากครอบครัว และพ่อแม่คือคนทำหน้าที่ เลี้ยงลูกไม่ให้โตไปฆ่าใคร    

ลูกเป็นคนแบบไหนเริ่มต้นที่พ่อแม่   เลี้ยงลูกไม่โตไปฆ่าใคร

 เบื้องหลังของฆาตกรเลือดเย็นที่ก่อเหตุเลวร้ายได้อย่างสะทกสะท้าน กลับมาจากสภาพจิตใจที่เปราะบาง สิ่งแวดล้อมบีบคั้น และสภาพครอบครัว ที่ขาดความรัก นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่คนๆ หนึ่งจะฆ่าคนได้อย่างไม่รู้สึกผิดไว้ว่า

 

เลี้ยงลูกไม่ให้โตไปฆ่าใคร

 

“ในเชิงจิตวิทยา โจรมี 2 แบบ คือ ทำร้ายคน กับไม่ทำร้ายคน ถึงความรุนแรงจะไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่โจรทั้งสองแบบนี้เหมือนกันคือ “ขาดความสามารถในการเข้าถึงความทุกข์ของผู้อื่น” (หรือขาดเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ) จึงไม่เข้าใจความรู้สึกของเหยื่อที่ว่าเจ็บปวด สูญเสียอย่างไร ผู้ร้ายที่ฆ่าคนได้เป็นตัวอย่างของการสูญเสียความสามารถนี้สมบูรณ์แบบ นั่นคือไม่รู้เลยว่าการกระทำของตนสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อเหยื่ออย่างไร”

ข้อมูลวิชาการเชิงจิตวิทยา ระบุว่า  75 % ของฆาตกรไม่มีอารมณ์อาทรผู้อื่น ไม่รู้สึกรับผิดชอบใดๆจากการกระทำของตน จะคิดแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น จากการทดสอบสภาพจิตใจเมื่อได้ยินเสียงดัง หรือได้ยินคำที่ส่ออารมณ์เชิงลึก เช่น “ฆ่า” “สังหาร” หรือ “ทำร้าย” คนร้ายจะไม่ตกใจ กระสับกระส่าย เหงื่อแตก หรือมีผลต่อจิตใจอย่างกับคนปกติทั่วไป

กระบวนการสร้าง ความเข้าใจถึงจิตใจผู้อื่น เป็นเรื่องควรปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่ยังเล็ก เรื่องนี้ไม่เกิดจากการสั่งสอนหากเกิดจากการบ่มเพาะทางจริยธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่ “ห้ามฆ่าสัตว์” เท่านั้น “ แต่เริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆในบ้าน ว่าคุณพ่อคุณแม่จะ เลี้ยงลูกโตไปไม่ฆ่าใครได้อย่างไร

 เลี้ยงลูกโตไปไม่ฆ่าใคร ทำอย่างไร

ปลูกฝังความเห็นใจผู้อื่นด้วย “งานบ้าน”

เด็กๆ จะเรียนรู้วิธีคิดว่า สิ่งใดถูกต้อง ไม่ถูกต้อง รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำ รู้วิธียับยั้บชั่งใจ ด้วยตัวเอง ไม่ได้มาจากคำพร่ำสอนของพ่อแม่เท่านั้น แต่เริ่มต้นด้วยให้ลูกดูแลร่างกายตัวเอง (ตามวัย) เช่น กินข้าวเอง อาบน้ำถูสบู่เอง  ถัดมาก็ให้รับผิดชอบเรื่องรอบตัว อย่าง ใส่เสื้อผ้า รองเท้าเอง เก็บที่นอนเอง แล้วค่อยขยายวงให้กว้างขึ้นด้วยการรับผิดชอบเรื่องงานบ้าน ช่วยแม่ล้างจาน กรอกน้ำ กวาดถูบ้าน ซักตากถุงเท้า เป็นต้น

เมื่อเด็กทำได้แล้ว จึงค่อยสอนให้เคารพกติกาสาธารณะ เช่น ไม่ส่งเสียงดัง หรือ วิ่งเล่นในร้านอาการ ทิ้งขยะให้เป็นที่ ไม่แซงคิว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเอง รู้วิธียับยั้งชั่งใจ (โดยไม่ต้องคอยบอก) และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น นี่เป็นขั้นตอนแรกในการ เลี้ยงลูกไม่ให้โตไปฆ่าใคร

ฝึกลูก “รักตัวเอง” จากคำชมมากกว่าคำติ

เด็กทุกคนต้องการ “คำชม” จากพ่อแม่ เพราะนั่นเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี กลายเป็นความภาคภูมิใจ มีตัวตน  เมื่อทำได้ลูกก็อยากทำอีก ซึ่งเป็นเกราะป้องกันไม่ให้หันไปทำเรื่องเลวร้าย ในทางตรงกันข้าม พ่อแม่มีแต่คำติ ไม่เคยชม ไม่กอด ไม่แสดงความรัก ความภูมิใจในเรื่องดีจะค่อยๆหายไป และหันไปทำเรื่องแย่ๆแทน เพื่อได้รับความสนใจ จากพ่อแม่ หรือคนรอบตัว

อ่านต่อ วิธีเลี้ยงลูกไม่โตไปเป็นฆาตรกร หน้า 2

โฟเลท

ควรเริ่มเตรียมความพร้อมของสมองลูกตอนไหนดีที่สุด ?

คุณแม่ทุกคนต่างหวังจะให้ลูกสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและฉลาดสมวัยจริงไหมครับ ? แล้วเราควรเริ่มเตรียมพร้อมให้ลูกเมื่อไหร่ดีล่ะ ?

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า … “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” เดี๋ยวนี้คงต้องพูดใหม่เป็น “กว่าจะรอให้ลูกคลอดก็สายเสียแล้ว” เพราะปัจจุบัน เราสามารถให้สิ่งที่ดีกับลูกได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์เลย ทั้งด้านโภชนาการ และการเสริมสร้างพัฒนาการสมอง แต่ความเชื่อที่ว่ารอให้ตั้งครรภ์ก่อน ถึงจะเริ่มรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ก็อาจจะล้าสมัยไปเสียแล้ว ล่าสุดตอนนี้คงต้องใช้คำว่า  “กว่าจะรู้ว่าตั้งครรภ์ก็สายเสียแล้ว”

ถ้าหากนับอายุของตัวอ่อนตั้งแต่วันที่มีการปฏิสนธิ  วันที่ประจำเดือนต้องมาแต่ก็ไม่มา ตอนนั้นตัวอ่อนก็จะมีอายุ 14 วันไปแล้ว ช่วงประจำเดือนขาดใหม่ๆ บางทีตรวจปัสสาวะก็อาจจะยังไม่เจอ บางทีกว่าจะเจอประจำเดือนก็อาจจะขาดมากว่า 2 สัปดาห์ … นั่นคือตัวอ่อนจะมีอายุ 28 วันไปแล้ว

28 วันแรกของการตั้งครรภ์นี่แหละครับที่สำคัญที่สุด … ตัวอ่อนจากเม็ดเล็กๆ จะแบ่งเซลล์ เป็นก้อนกลมๆ แล้วแผ่แบนออก แล้วม้วนเป็นหลอดกลมๆ ยาวๆ เหมือนขนมทองม้วน สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เราเรียกว่าหลอดประสาท ศัพท์ทางการแพทย์เราก็เรียกว่า Neural Tube หลอดประสาทนี้เองครับที่เป็นแกนกลางในการสร้างลูกในท้องเราเป็นอย่างแรก

หลอดประสาทจะมีการเจริญเติบโต มีการแบ่งเซลล์ กลายเป็นสมอง กลายเป็นระบบประสาทส่วนกลาง ในร่างกายของลูกน้อยในครรภ์มารดาต่อไป

โฟเลท

การเจริญเติบโตของระบบประสาทตั้งแต่เริ่มต้นต้องใช้วิตามินและสารอาหารสำคัญหลายอย่าง  วิตามินที่สำคัญก็คือโฟลิค และกรดไขมันไม่อิ่มตัว (GA และ DHA) ซึ่งพบว่าถ้ามีการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้การสร้างหลอดประสาทผิดปกติ และทำให้เกิดความพิการตามมาได้ นอกจากนั้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทยังจำเป็นต้องใช้กรดไขมันไม่อิ่มตัว ทั้ง GA, DHA, โอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ตัวที่สำคัญที่สุดก็คือ GA และDHA นั่นเองครับ

ร่างกายใช้กรดไขมันไม่อิ่มตัวนี้สร้างปลอกหุ้มเส้นประสาท เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การส่งกระแสประสาทเร็วขึ้น อีกทั้งมีการสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมต่อทำให้การส่งผ่านกระแสประสาทในแต่ละเซลล์ดีขึ้น

โฟเลท

เมื่อมีโฟลิคและกรดไขมันไม่อิ่มตัว (GA และ DHA) นี้อย่างเพียงพอ  นั่นก็จะทำให้ระบบประสาทของทารกในครรภ์เติบโตพัฒนาได้อย่างดีที่สุด หลอดประสาทสร้างได้อย่างสมบูรณ์ในช่วง 28 วันแรก และมีการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทอย่างต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นคุณแม่จำเป็นต้องได้รับโฟลิคและกรดไขมันไม่อิ่มตัว (GA และ DHA) ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนตลอดอายุครรภ์เลย เมื่อมีกรดไขมันนี้อย่างเพียงพอ กระแสประสาทก็จะเดินทางได้เร็วขึ้น มีการเชื่อมต่อโยงใยกันมากขึ้น ทำให้ลูกเรียนรู้ได้ดีที่สุด

โฟเลท

อย่างไรก็ตามเจ้ากรดไขมันเหล่านี้ทารกในครรภ์ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ อีกทั้งตัวแม่เองก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้เช่นกัน  จำเป็นต้องได้มาจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น

ดังนั้นคุณแม่ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรรับประทานอาหาร เช่น ปลาทะเล ปลาทู ปลาแซลมอน สาหร่ายทะเล หรือ นมสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ที่มีโฟเลท รวมถึง กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงอย่าง GA และ DHA อย่างต่อเนื่องก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน และควรรีบเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาสมองให้ลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ  โดยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 7 หรือประมาณวันที่ 28 ของการตั้งครรภ์ เพื่อครรภ์ที่สมบูรณ์และพัฒนาการทางสมองที่ดีของลูกน้อย

บทความโดย นายแพทย์ อานนท์ เรืองอุตมานันท์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โฟเลท

โรงแรมที่มี kid club หัวหิน

9 โรงแรมที่มี Kids Club หัวหิน ชวนกันมาเช็กอินวันหยุด สุข สนุกทั้งครอบครัว

สำหรับครอบครัวไหนที่กำลังมีแพลนมาเที่ยวหัวหิน บางทีก็ไม่ต้องลิสต์ที่เที่ยวให้เหนื่อย แค่มองหาที่พักสำหรับเด็ก ๆ ที่มี Kid Club มีห้องทำกิจกรรมที่มีของเล่นมากมาย มีสระว่ายน้ำที่เหมาะทั้งเด็กเล็กและเจ้าวัยซน ทั้งหมดนี้อยู่ใน โรงแรมที่มี kids club หัวหิน จะมีที่ไหนบ้างมาดูกันเลยค่ะ

โรงแรมที่มี Kids Club หัวหิน
โรงแรมที่มี Kids Club หัวหิน

9 โรงแรมที่มี Kids Club หัวหิน ชวนกันมาเช็กอินวันหยุด สุข สนุกทั้งครอบครัว

#1 อมารี หัวหิน : Amari Hua Hin 

Amari Hua Hin
เครดิตภาพจาก www.amari.com

อมารี หัวหิน โรงแรมที่ออกแบบตกแต่งสวยงามสไตล์รีสอร์ทร่วมสมัย มีบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ มีห้องพักในหลากหลายรปแบบรวมถึงห้องแฟมิลี่ สวีท (Family Suites) ที่จะพาครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกันและพักผ่อนในวันหยุดสบาย ๆ สะดวกสบายด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครันทุกห้องพัก รวมถึงกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ที่มีความยาว 40 เมตร และคิดส์คลับสำหรับคุณหนู ๆ ที่มีทั้งกิจกรรมศิลปะ, งานฝีมือ ที่จะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และเกมส์หลากหลายแบบว้บริการ ถ้าคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาที่พักที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนกับครอบครัว ที่นี่เป็นอีกที่ที่ตอบโจทย์เลยค่ะ

Amari Hua Hin

พิกัด : 117/74 ถนนตะเกียบ, อ.หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ 77110
เบอร์โทรศัพท์ : 032 616 600
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.amari.com

#2 อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท :  Anantara Resort Hua Hin

Anantara Resort Hua Hin
เครดิตภาพจาก : www.anantara.com

อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ที่พักติดทะเลการมาพักแบบครอบครัวแบบสุด ๆ เพราะนอกจากจะได้นอนพักชิลกับวิวทะเลสวย ๆ แล้ว ภายในรีสอร์ทยังมุมถ่ายรูปสวย ๆ มากมาย รวมทั้งยังมีสระว่ายน้ำและ Kids club บ้านปลาน้อย ให้เจ้าตัวเล็กเล่นเพลินไปกับกิจกรรมสนุก ๆ และของเล่นมากมาย มีตั้งแต่งานศิลปะ งานฝีมือ ไปจนถึงกีฬา การสอนทำอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำท่ามกลางสวนสวยเขียวขจีให้ได้เวลาร่วมกันกับครอบครัวได้ฟินในวันหยุดที่มาพักผ่อนกันเลยค่า

Anantara Resort Hua Hin

พิกัด : 43/1 ถนนเลียบหาดเพชรเกษม หัวหิน 77110
เบอร์โทรศัพท์ : 032 520 250
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.anantara.com

#3 โรงแรมฟูราม่า เอ็กคลูซีฟ แซนดารา หัวหิน : FuramaXclusive Sandara Hua Hin

FuramaXclusive Sandara Hua Hin
FuramaXclusive Sandara Hua Hin

โรงแรมฟูรา เอ็กคลูชีฟ แชนดารา เป็นรีสอร์ทตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ตั้งอยู่บนชายหาดที่สวยงามของชะอำ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 300 กิโลเมตร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเลือกมาเป็นที่พัก ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในวันหยุดที่ต้องการมาเที่ยวทะเลอีกที่หนึ่งเลยค่ะ นอกจากที่พักหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีสระว่ายน้ำแสนสนุก มีเครื่องเล่นสไลเดอร์สำหรับเด็ก ๆ หาดทรายจำลอง และห้อง Kid Room ที่ภายในมีของเล่นเด็กมากมาย มีบ่อบอล รับรองว่าถูกใจคุณหนู ๆ แน่นอน

FuramaXclusive Sandara Hua Hin
เครดิตภาพจาก : www.furama.com

FuramaXclusive Sandara Hua Hin
พิกัด : 243 อาคาร หาดชะอำ ถนนร่วมจิตร ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ เพชรบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : 032470777
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.furama.com

#4 โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา : Hua Hin Marriott Resort & Spa

Hua Hin Marriott Resort & Spa
Hua Hin Marriott Resort & Spa

โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่พักระดับ 5 ดาวสำหรับครอบครัวตกแต่งแบบสไตล์โคโลเนียล ตั้งอยู่บนชายหาดที่สวยที่สุดในหัวหิน บนพื้นที่ว่า 22ไร่ มีห้องพักกว่า 322 ห้อง และมีห้อง Kids Room สำหรับคุณหนู ๆ ที่มีสีสันสดใสธีมทะเลให้น้อง ๆ รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใต้น้ำ พร้อมกิจกรรมมากมาย เช่น ของเล่นเสริมพัฒนาการ วาดรูประบายสี และมุมเล่มเกม และสนุกคลายร้อนสุด ๆ กับสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือที่มีถึง 5 สระ มีสไลเดอร์ มีชิงช้าน้ำพุ ให้เล่นด้วย เรียกว่าครบครันสำหรับครอบครัวสุด ๆ ไปเลยค่า

Hua Hin Marriott Resort & Spa
Hua Hin Marriott Resort & Spa
Hua Hin Marriott Resort & Spa
เครดิตภาพจาก : www.marriott.com

Hua Hin Marriott Resort & Spa

พิกัด : 107/1 ถนนเพชรเกษม, ต.หัวหิน, อ.หัวหิน, จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77110
เบอร์โทรศัพท์ : 032 904 666
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.marriott.com

#5 มาราเกซหัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา : Marrakesh Hua Hin Resort&Spa

Marrakesh Hua Hin Resort&Spa
Marrakesh Hua Hin Resort&Spa

มาราเกช หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา รีสอร์ทสุดชิคสไตล์โมร็อกโกแห่งเดียวในหัวหิน อยู่ติดชายหาดยาวกว่า 90 เมตร ได้บรรยากาศสวนตัวและเงียบสงบเหมาะกับวันพักผ่อนของครอบครัว พร้อมวิวสวย ๆ ภายในรีสอร์ท อาทิ ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 240 เมตร พร้อมด้วยสวนน้ำและสวนสไตล์โมร็อกโกที่สวยงามและอลังการ และแน่นอนที่นี่มี Kid Club รวมทั้งส่วนของสนามเด็กเล่นให้คุณหนู ๆ ได้มาเล่นอย่างแฮปปี้ เพลิดเพลินไปกับการ์ตูน เกม ของเล่น หนังสือ และกิจกรรม DIY ต่าง ๆ ที่ร่วมกันทำได้ทั้งครอบครัว เช่น การทำผ้าบาติก การทำเทียนเจล การวาดรูปตุ๊กตา และการทำหน้ากาก รับรองว่าที่นี่ต้องเป็นที่พักที่ถูกใจทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณลูก ๆ แน่นอนค่ะ

Marrakesh Hua Hin Resort&Spa
เครดิตภาพจาก : www.marrakeshresortandspa.com

Marrakesh Hua Hin Resort&Spa

พิกัด : 63/411 ถนนเพชรเกษม, ตำบล หนองแก, อ. หัวหิน, จ.ประจวบคีรีขันธ์  77110
เบอร์โทรศัพท์ : 032 616 777
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.marrakeshresortandspa.com

อ่านต่อ 9 โรงแรมที่มี Kids Club ในเมืองหัวหิน คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่