Power BQ

เด็กยุคใหม่ ทำไมต้องมี Power BQ ติดอาวุธให้ลูกฉลาดรอบด้าน

เพราะโลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกๆ วัน เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โรคภัย มลภาวะต่างๆ จากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ผู้คนใจร้อนขึ้น การแข่งขันที่สูงขึ้น ไม่เฉพาะกับคนเก่ง แต่เด็กรุ่นใหม่ยังต้องสู้กับคู่แข่งหน้าใหม่ที่ฉลาดรอบรู้อย่าง AI อีกด้วย พ่อแม่ยุคนี้เจอโจทย์ที่ยาก และท้าทายมาก ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโต อยู่รอด และประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า ที่ยังต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงอีกมาก แม่ยุคใหม่จึงต้องมีสติและสตรอง แม่ต้องเป็น Power Mom ที่มีความรู้ในเรื่อง Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) ติดอาวุธให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกัน

Power BQ ความฉลาด 10 ด้าน ที่เด็กยุคใหม่ควรมี

#1 IQ: Intelligence Quotient ฉลาดสมองดี

คุณพ่อคุณแม่คงคุ้นเคยกับคำว่า IQ กันดีอยู่แล้ว IQ หมายถึง ความฉลาดทางสติปัญญา เด็กฉลาดจะได้เปรียบในเรื่องความคิด ความจำ การใช้เหตุผล การคำนวณ และการเชื่อมโยง ความฉลาดเป็นศักยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากพ่อแม่ฉลาดก็จะส่งผลให้ลูกฉลาดด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ความฉลาดสามารถสร้างได้ ด้วยอาหารและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมของคุณพ่อคุณแม่ นอกจากนี้ เด็กฉลาดไม่ใช่แค่เก่งวิชาการเท่านั้น ยังมีความฉลาดด้านอื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา การเข้าใจตนเอง ก็นับรวมเป็นความฉลาดทางสติปัญญาหรือ IQ เช่นเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตลูกว่าชอบอะไร ถนัดด้านไหน แล้วส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญาของลูกไปในทางนั้น ลูกก็จะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้

บทความแนะนำ : 10 วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด สอนลูกฉลาดรู้ ฝึกลูกฉลาดทำ โดยรศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

ความฉลาด 10 คิว

#2 EQ: Emotional Quotient ฉลาดทางอารมณ์

EQ หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ เด็กที่ฉลาดทางอารมณ์จะสามารถจัดการกับอารมณ์ ควบคุมความคิดของตนเองได้ สามารถรับรู้เข้าใจอารมณ์ของคนอื่น  และแสดงออกมาทางพฤติกรรม เช่น มีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความคิดที่จะทำสิ่งดีๆ มีความอ่อนโยนต่อผู้อื่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักและเอ็นดู จึงทำให้เข้าสังคม และรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เด็กที่มี EQ ดีจะเป็นเด็กที่มีความสุข อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมและทำงานเป็นทีมได้ดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในเด็กยุคใหม่ เนื่องจากสภาพสังคมที่เร่งรีบ ผู้คนต่างใจร้อน หงุดหงิดง่าย คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะสามารถควบคุมตัวเองและควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

บบทความแนะนำ : 10 ทักษะสร้างหลักคิดเพื่อพัฒนาอารมณ์ EQ ของลูกน้อย

#3 MQ: Moral Quotient ฉลาดคุณธรรม

MQ หมายถึง ความฉลาดทางคุณธรรม เป็นความฉลาดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังให้กับลูกตั้งแต่เล็ก เริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุด ที่เรียกว่าครอบครัว ให้เด็กเกิดการซึบซับความดีงาม การมีจริยธรรมและศีลธรรม เข้าไปในจิตใจ เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต การหล่อหลอมให้ลูกเป็นคนดีของสังคม คู่ไปกับการเป็นคนเก่ง จำเป็นอย่างมาก เด็กที่มี MQ ฉลาดคุณธรรม จะสามารถควบคุมตนเองให้มีระเบียบวินัย ทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นนิสัย เช่น พูดจาดี มีกิริยามารยาท มีกาลเทศะ อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ รวมถึงความคิดดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไม่ให้ทำสิ่งผิด เชื่อมั่นความถูกต้อง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความกตัญญู

บทความแนะนำ 6 เทคนิคดี ๆ สร้าง MQ (Moral Quotient) ให้รู้ผิดชอบชั่วดี โตมาให้เป็นเด็กดีในสังคม

#4 SQ: Social Quotient ฉลาดเข้าสังคม

SQ หมายถึง ความฉลาดในการเข้าสังคม เด็กที่มี SQ จะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสังคมได้ เพื่อที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในอนาคต SQ ยังรวมไปถึง การวางตัวดี แต่งตัวมีกาลเทศะ บุคลิกภาพดี พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส มารยาทดี มีความอ่อนน้อม ให้ความร่วมมือ และรู้รับผิดชอบ ซึ่งมีการวิจัยออกมาแล้วว่า คนที่มี SQ ดีนั้นจะสามารถเข้าใจและบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เข้ากับคนอื่นได้ดี และจะมีบุคลิกที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากคนหมู่มากอีกด้วย ซึ่งคนที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีนี่เอง จึงจะสามารถอยู่รอดได้ในอนาคต

บทความแนะนำ สร้างลูกให้มี SQ (Social Quotient) ไม่ก้าวร้าว ไม่เอาเปรียบ ส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตอย่างมีความสุข

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

#5 CQ: Creativity Quotient ฉลาดคิดสร้างสรรค์

CQ หมายถึง ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นความฉลาดที่จะพัฒนาอยู่ในสมองซีกขวาของมนุษย์ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ การต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด อีกทั้งการคิดนอกกรอบยังเป็นคุณสมบัติหนึ่งของผู้นำที่ดีในอนาคตอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกเกิดไอเดียใหม่ๆ ผ่านการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการ เช่น การเล่นอิสระ วาดรูป ปั้นแป้งโดว์ ต่อเลโก้ การทำงานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของจากสิ่งของใกล้ตัว การเล่านิทาน สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาความฉลาดให้ลูกจากการฝึกคิดเป็นภาพและสร้างจินตนาการเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย

บทความแนะนำ : สังเกตตรงไหน ลูกเรามีความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่า

iq eq aq pq sq cq

#6 PQ: Play Quotient ฉลาดเล่น

PQ ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น คือการเล่นที่เกิดขึ้นควบคู่กับการเรียนรู้นั่นเอง นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ได้กล่าวไว้ว่า “งานของเด็กคือการเล่น” สำหรับเด็กในวัย 2-7 ขวบการเล่นจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก และความฉลาดที่เกิดจากการเล่น มาจากความเชื่อที่ว่า การเล่นพัฒนาความสามารถของเด็กได้หลายทาง เช่น ด้านร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ และสังคม ดังนั้น พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกได้เล่น วัยเด็กพ่อแม่มีเวลาที่จะเล่นกับลูก พอเข้าโรงเรียนก็ได้เล่นกับเพื่อน คุณหมอประเสริฐยังกล่าวอีกด้วยว่า “การเล่นไม่มีข้อเสีย เพราะการเล่นคือภารกิจ การเล่นคือการทำงาน และเด็กสร้างโลกด้วยการเล่น ไม่แม้กระทั่งเสียเวลา การใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดกับเด็ก คือการเล่น” การเล่นของเด็กจึงเป็นส่วนช่วยพัฒนาการมี PQ ที่ดี ส่งผลให้เกิดคุณสมบัติที่ดีในตัวเองคือ เป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี เป็นหลักสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้

บทความแนะนำ “ยิ่งเล่น ยิ่งฉลาด “ พัฒนา PQ (Play Quotient) สร้างลูกให้ฉลาดแข็งแรงจากการเล่นแสนสนุก

#7 AQ: Adversity Quotient ฉลาดเผชิญปัญหา

AQ หมายถึง ความฉลาดในการเผชิญปัญหา เป็นความสามารถในการเผชิญอุปสรรค มีความพยายาม มุ่งมั่น อย่างไม่ย่อท้อ และสามารถแก้ไขปัญหา แก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง Q ตัวนี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีไว้ติดตัว คล้าย ๆ กับยันต์ที่จะบอกว่า “จงสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง” เด็กที่มี AQ ดีเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเลี้ยงดูและสอนให้ลูกได้รู้จักกับความอดทนตั้งแต่เล็ก  เพื่อที่จะพยายามแก้ปัญหา ฝ่าฟันกับอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem)

ทั้งนี้มีงานวิจัยพบว่า คนที่มี AQ สูง จะมีสุขภาพแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย ไม่เหยาะแหยะ หากเจ็บป่วยจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนที่มี AQ ต่ำ ซึ่งเกิดความรู้สึกท้อแท้ตลอดเวลา  หากอยู่ในภาวะแบบนี้มากเข้าก็อาจถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าได้ ดังนั้นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้าน AQ ให้ลูกฉลาดเผชิญปัญหา ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ

บทความแนะนำ 4 ข้อที่บอกว่า ลูกมี AQ (Adversity Quotient) ฉลาดแก้ปัญหา เอาชนะอุปสรรค รู้จักเอาตัวรอด

#8 HQ: Health Quotient ฉลาดสุขภาพดี

HQ คือความฉลาดในการดูแลรักษาสุขภาพ คนที่มี HQ ดี จะรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เช่น กินอาหารที่ดี ครบ 5 หมู่ ขับถ่ายดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายของตัวเอง ฯลฯ สำหรับเด็กเล็กเราอาจจะยังไม่เห็นพัฒนาการด้านนี้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปลูกฝังและใส่ใจเรื่องสุขภาพ การดูแลร่างกายในการทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกซึมซับและดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง ซึ่งก็จะเป็นการสร้าง HQ ที่ดีในตัวลูกได้

ยิ่งในปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บมีเยอะขึ้น โรคใหม่ๆ แปลกๆ เชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นจาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และมลภาวะต่างๆ เราจึงต้องสอนให้ลูกของเราฉลาดใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่างๆ รอบตัว เพราะการไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ

บทความแนะนำ 7 เคล็ดลับ สอนลูกดูแลสุขภาพ มี HQ (Health Quotient) สร้างภูมิต้านทาน แข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย

ความแตกต่างของ iq eq aq mq sq

#9 OQ: Optimist Quotient ฉลาดคิดบวก

OQ หมายถึง ความฉลาดด้านการมองโลกแง่ดี มองในมุมบวก พร้อมรับและมองเห็นข้อดี เด็กที่มี OQ นั้นจะทำให้มองเห็นคุณค่าในตัวเองและรู้จักให้คุณค่าต่อผู้อื่นด้วย เป็นองค์ประกอบของจิตใจที่ดี ทำให้เป็นเด็กที่ร่าเริง แจ่มใส กล้าที่จะยอมรับผิดเพื่อที่จะแก้ไขให้ดีและถูกต้อง โดยรวมแล้วเป็นการมองทุกสิ่งในแง่ดีมากกว่าแง่ร้ายนั่นเอง ซึ่งคนที่มี OQ ดีก็จะทำให้เป็นคนมีสุขภาพจิตดีด้วย เมื่อเกิดปัญหาก็มีสติตั้งรับที่จะแก้ไข ไม่เครียดจนเกินไป ทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างให้ลูกเป็นเด็กฉลาดคิดบวกได้ เริ่มต้นจากการเลี้ยงลูกเชิงบวกนั่นเอง

บทความแนะนำ 8 วิธีเลี้ยงลูก ให้มี OQ (Optimist Quotient) ฉลาดมองโลกในแง่ดี ส่งผลดีต่อชีวิต

#10 TQ: Thinking Quotient ฉลาดคิดเป็น

TQ หมายถึง ความฉลาดในการคิดดีและมีคุณค่า สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและงานต่าง ๆ ได้ เช่น ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดประยุกต์ ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากมายได้อย่างง่ายดาย แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรผิดถูก ยังกลั่นกรองไม่เป็น พ่อแม่จึงต้องสอนให้ลูกรู้จักคิดเป็น ไม่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การบูลลี่ การล่อลวง หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ โตขึ้นลูกจะสามารถเป็นคนที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถคิดไตร่ตรองสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด และคิดเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้

บทความแนะนำ เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี TQ (Thinking Quotient) ฉลาดในการคิด เก่ง และประสบความสำเร็จ

Power BQ ความฉลาดทั้ง 10 ด้านนี้ จะเป็นอาวุธสำคัญให้ลูกของเราเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสามารถเอาตัวรอดในอนาคตได้ ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนแค่ไหนก็ตาม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกมีครบได้ เพื่อเป็นรากฐานที่ดีของลูกน้อยที่จะติดตัวลูกไปในอนาคต

 

ติดตามเทคนิคเลี้ยงลูกให้มี Power BQ ความฉลาดรอบด้านครบทั้ง 10Q ผ่าน Amarin Baby & Kids ได้ทุกช่องทาง

เว็บไซต์ : www.amarinbabyandkids.com

Facebook : www.facebook.com/AmarinBabyAndKids

LINE : @amarinbabyandkids หรือคลิก >> https://lin.ee/ACRiTxB

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : momandbaby.net, www.mangozero.com, www.dek-d.com

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

ของเล่น เด็ก 5 ขวบ เลือกซื้ออย่างไรให้ลูกเล่น เสริมความฉลาด

สอนลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ ด้วยการสร้าง 7 นิสัยเพิ่มสุขนี้!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี

ให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี 5 สถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเล็ก

ในปัจจุบันภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทและพ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกได้เก่งภาษา ให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี บ้านไหนกำลังเล็งสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่มีคอร์สสอนเด็กเล็กมาดูกันค่า

ให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี 5 สถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเล็ก ฝึกลูกเก่งภาษาตั้งแต่เล็ก

1. British Council

บริติช เคานซิล มีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่ได้ออกแบบสำหรับเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 อายุระหว่าง 5-6 ปี ไป และระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีการแบ่งคลาสเรียนเพื่อปูพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษที่แข็งแรง รวมไปถึงการเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านสังคมและอารมณ์ ให้เด็ก ๆ ได้เริ่มต้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปจนถึงในชั้นเรียนที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษและทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นอย่างถูกวิธีและมั่นใจตั้งแต่เด็ก เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตน้อง ๆ

บริติช เคานซิล
บริติช เคานซิล

โดยแบ่งคลาสเรียนออกเป็นตามระดับ อาทิเช่น Primary Phonics Plus (5-6 ปี) ภาษาอังกฤษสำหรับเต็กอนุบาล เรียนรู้การอ่านเขียนภาษาอังกฤษ ด้วย Jolly phonics ผ่านเกมส์และ การละเล่นต่าง ๆ ทำให้การพูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุกและเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องท่องจำ Primary Plus (6-12 ปี) คอร์สภาษาอังกฤษสำหรับเด็กระดับประถมศึกษา แบ่งเป็นทั้งหมด 6 ระดับ ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กวัย 6 ถึง 12 ปี ได้แสดงออกในสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจและปลอดภัย  เรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้นและปูพื้นฐานภาษาอังกฤษให้แน่นกว่าเติม พร้อมพัฒนาทักษะอื่น ๆ ในชั้นเรียน โดยการแสดงออกผ่านกิจกรรมและโครงการกลุ่มที่น่าตื่นเต้น กระตุ้นให้เด็กๆกล้าพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ ให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนเองเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ สร้างความมั่นใจมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาอังกฤษ

บริติช เคานซิล
credit photo : www.britishcouncil.or.th

นอกเหนือจากอาจารย์เจ้าของภาษาที่มีประสบการณ์ในการสอนเด็กแล้ว บริติช เคานซิล ยังใช้อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงกิจกรรมสนุก ๆ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะแบบไม่รู้สึกเบื่อด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น การสอนแบบ Jolly Phonics, การร้องเพลง, การเล่นเกมส์ และการทายคำศัพท์ ที่จะทำให้เด็ก ๆ สนุกสนานกับการเรียนภาษาอังกฤษในบรรยากาศระดับสากล เป็นมิตร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถมั่นใจได้ว่าเด็ก ๆ จะมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แบบทั้งทางด้านไวยากรณ์ และคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปควบคู่กันอย่างแน่นอนค่า

British Council

เบอร์ติดต่อ : 02 657 5678
เว็บไซต์ : www.britishcouncil.or.th

2. Edu First Language School

โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ เอ็ด ดู เฟิร์สท์ สถาบันสอนภาษาอังกฤษครบวงจรมาตรฐานระดับโลกรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนครอบคลุมทุกด้านเพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ มีหลักสูตรให้เลือกเรียนหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงวัยทำงาน สำและหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เปิดสอนตั้งแต่อายุ 5-14 ขวบ หรือเทียบเท่าระดับชั้น อนุบาล ประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้งาน และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง ให้เหมาะกับเด็กนักเรียนในแต่ละวัย พร้อมด้วยความสนุกสนานในการเรียน เพื่อการพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างมีคุณภาพ โดยมีการจัดกลุ่มเรียนภาษาที่เหมาะสม และสอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาที่มีคุณภาพและประสบการณ์สำหรับการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนภาษาอังกฤษ

ที่นี่มีรูปแบบการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่เน้นการเสริมสร้างพื่้นฐานการใช้ภาษาอังกฤษในทุกด้าน ทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษ โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ ไปพร้อมกับความสนุกสนาน จึงทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า เด็ก ๆ จะได้เรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นพื้นฐานการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีต่อไปทั้งในห้องเรียน และชีวิตประจำวัน หลักสูตร คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ เช่น

โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ เอ็ด ดู เฟิร์สท์
โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ เอ็ด ดู เฟิร์สท์

คอร์สเรียนภาษาอังกฤษเด็กเล็ก (High Flyer Course) อายุ 5 – 10 ปี (ระดับอนุบาล – ระดับประถมศึกษา) ปูพื้นฐานทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน คอร์สเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษโฟนิกส์ (Phonics) สำหรับเด็ก อายุตั้งแต่ 5-14 ปี (ระดับชั้น อนุบาล, ประถม, มัธยม) เรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษ เพื่อการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ถูกต้องตามหลัก Phonics คอร์สเรียนภาษาอังกฤษแกรมม่าเด็ก (Grammar for kids) อายุตั้งแต่ 5-14 ปี (ระดับชั้น อนุบาล, ประถม, มัธยม) สอนแกรมม่าสำหรับเด็ก เพื่อปูพื้นฐานภาษาอังกฤษให้แข็งแกร่ง ช่วยให้นักเรียนเก่งภาษาอังกฤษรอบด้าน เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนและพัฒนาคะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้น

โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ เอ็ด ดู เฟิร์สท์
Credit Photo : www.edufirstschool.com

ปัจจุบันสถาบันสอนภาษาอังกฤษ เอ็ด ดู เฟิร์สท์ (EduFirst Language School)  มีทั้งหมด 7 สาขาคือ สาขาเดอะมอล์งามวงศ์วาน ,สาขาเซ็นทรัลบางนา,สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ, สาขาเซ็นทรัลพระรามเก้า, สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว, สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า และสาขาสยามสแควร์ คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกสาขาที่ใกล้บ้าน เพื่อลองเข้าไปติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะคะ

Edu First Language School

เบอร์ติดต่อ : 02-550-1161 , 02-835-3570
เว็บไซต์: www.edufirstschool.com

3. Modulo Language School

โมดูโล่ เป็นโรงเรียนสอนภาษาชั้นนำแนวใหม่มีวิธีการสอนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีประสิทธิภาพ นำเสนอการสอนในรูปแบบที่แตกต่างด้วยการผสมผสานการเรียนภาษาเข้ากับวัฒนธรรม เน้นทุกคนให้ใช้ภาษาเป็นและใช้ได้อย่างถูกต้อง มีการปรับรูปแบบให้เฉพาะกับผู้เรียน เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดและเร็วที่สุด

สำหรับหลักสูตรสำหรับเด็กได้ออกแบบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้เรียนที่มีอายุตั้งแต่ 6 – 12 ปี ที่ครอบคลุมทักษะทุกด้านและช่วยพัฒนาผลการเรียนของนักเรียนได้ในทุกระดับพร้อมกับความสนุกและใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีการสอนแบบโมโล่ คือการดึงเอาความธรรมชาติของเด็ก ๆ ออกมา ผ่านการเรียนรู้จากบทเพลงและการเคลื่อนไหว เพื่อให้เด็ก ๆ จดจำได้ง่ายขึ้น

โมดูโล่
Credit Photo : modulolearning.com

หลักสูตรสำหรับเด็ก อาทิเช่น Modulo Kids คอร์สเรียนพื้นฐานที่เน้นความคุ้นเคยกับภาษาและการฝึกฝน เหมาะสมกับผู้เรียนระดับเริ่มต้นที่กำลังศึกษาในโรงเรียนไทยทั่วไป Modulo International เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังศึกษาในหลักสูตร English Program ,หลักสูตร 2 ภาษา, และโรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรนี้มีวิธีการสอนที่ทันสมัยและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลให้แก่ผู้เรียน หรือคอร์สเรียนออกแบบเอง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสอบต่างๆ การบ้านหรืองานจากโรงเรียน รวมไปถึงเนื้อหาอื่นๆที่นักเรียนสนใจ เป็นต้น จุดเด่นของมี่นี่นอกจากจะได้เรียนกับเจ้าของภาษาที่มีคุณภาพ รูปแบบการสอนเฉพาะตัว ยังสามารถปรับตารางเรียนได้ และมีบรรยากาศการเรียนที่เป็นกันเองอีกด้วย

Modulo Language School

สาขาเซ็นทรัลพระราม 9 : 02-160-3443
สาขาเซ็นทรัลเวิลด์: 02-252-7282
สาขาสยามพารากอน : 09-5858-4004
สาขาไอคอนสยาม : 080-393-5999
เว็บไซต์: modulolearning.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 5 สถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก คลิกหน้า 2

ที่เที่ยววิทยาศาสตร์

ห้ามพลาด! 3 ที่เที่ยววิทยาศาสตร์ เปิดโลกเรียนรู้ให้ลูก สนุกจนไม่อยากกลับ

ใครว่าเรื่องวิทยาศาสตร์จะดูยากและน่าเบื่อ เพราะว่ามีแหล่งเรียนรู้มากมายและทันสมัยที่จะชวนให้คุณหนู ๆ มาสนุกกับวิทยาศาสตร์ใกล้ตัวที่รอให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปพิสูจน์ ที่เที่ยววิทยาศาสตร์ แต่ละแห่งจะน่าสนใจขนาดไหน ตามไปดูกันเลยค่า

ห้ามพลาด! 3 ที่เที่ยววิทยาศาสตร์ เปิดโลกเรียนรู้ให้ลูก สนุกจนไม่อยากกลับ

#1 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

ถ้าเอ่ยชื่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา คุณพ่อคุณแม่อาจจะยังไม่คุ้น แต่ถ้าพูดชื่อ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ไม่ว่ารุ่นไหนคงรู้จักกันดี เพราะที่นี่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 เป็นสถานที่เรียนรู้หลากหลายรูปแบบด้านวิทยาศาสตร์ที่เปิดมายาวนานมาก ภายในท้องฟ้าจำลองประกอบไปด้วย 4 อาคาร ได้แก่

ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
เครดิตภาพจาก www.facebook.com/bkkplanetarium
  • อาคารท้องฟ้าจำลอง ภายในอาคารตรงกลางเป็นโดมท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มีห้องฉายดาว ที่จัดว่าเป็นไฮไลท์สำคัญ มาถึงท้องฟ้าจำลองต้องพาน้องเข้ามาดูดาวในห้องนี้กันนะคะ ภายในห้องมีลักษณะเป็นโดมขนาดใหญ่ จัดเก้าอี้นั่งล้อมกันเป็นวงกลม ปรับนอนแหงนดูหมู่ดาวต่างๆ ในจักรวาล ผ่านเครื่องฉายดาวที่มีความคมชัดสูงพร้อมทั้งจัดเต็มทั้งภาพ แสง สี เสียง ได้อย่างชัดเจน โดยจะจัดแสดงและมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายให้ความรู้ด้านดาราศาสตร์เป็นรอบๆ รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง และมีการเปลี่ยนหัวข้อการแสดงทุก ๆ เดือน มาดูได้ไม่มีวันเบื่อเลยทีเดียว
ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
  • อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จัดแสดงนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ เช่น ธีออสดวงตาของชาติ ดินแดนแห่งแร่ พลังวิทย์พิชิตยาเสพติด คณิตศาสตร์แสนสนุก ห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์ ดาวเคราะห์สีฟ้า ความลับของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งมีมุมเครื่องเล่นทางวิทยาศาสตร์ เช่น มุมวิทยาศาสตร์แสนสนุก สัมผัสอวกาศ ลูกกลมกลิ้ง
  • อาคารโลกใต้น้ำ จัดแสดงนิทรรศการ “มหัศจรรย์ชีวิตในสายน้ำ” ผ่านกลุ่มปลาหายาก ปลาใกล้สูญพันธ์ ปลาเศรษฐกิจ ปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเล
  • อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดแสดงนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องของมนุษย์ สัตว์ และพืช เช่น โลกดึกดำบรรพ์และไดโนเสาร์ ขุมทรัพย์โลกสีเขียว เป็นต้น

ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพและหอดูดาว ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ ที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้จากของจำลองเสมือนของจริง ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งและรวดเร็วจากประสบการณ์ตรง รวมทั้งเปิดโลกจินตนาการความรู้ ความคิด ความมีเหตุผลและได้ความเพลิดเพลินจนกลับบ้านด้วย

ท้องฟ้าจำลอง

พิกัด : เลขที่ 928 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย และสถานีขนส่งเอกมัย)
โทรศัพท์ : 0-2391-0544, 0-2392-0508, 0-2392-1773
วันและเวลาทำการ : วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.30 น. (ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
ค่าเข้าชม :
บัตรชมท้องฟ้าจำลอง(รอบภาษาไทย) : เด็ก 20 บาท / ผู้ใหญ่ 30 บาท
บัตรชมท้องฟ้าจำลอง(รอบภาษาอังกฤษ) : เด็ก 30 บาท / ผู้ใหญ่ 50 บาท  *รอบภาษาอังกฤษ เปิดบริการเฉพาะรอบ 10.00 น. ของวันอังคาร เท่านั้น*
บัตรชมนิทรรศการ : เด็ก 20 บาท / ผู้ใหญ่ 30 บาท
หมายเหตุ  ยกเว้นการเก็บค่าเข้าชมในข้อ 1 และ 2 สำหรับพระภิกษุ สามเณร ผู้สูงอายุ เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ผู้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ และนักศึกษา กศน. ในเครื่องแบบนักศึกษา หรือแสดงบัตรนักศึกษา
เว็บไซต์ : www.sciplanet.org

อ้างอิงข้อมูลจาก :  www.museumthailand.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 3 แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ เปิดโลกเรียนรู้ให้ลูก คลิกหน้า 2

วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย

วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย ถูกต้อง ปลอดภัย สำหรับพ่อแม่มือใหม่

วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ขอคำแนะนำกันเข้ามามากค่ะ เพราะถึงแม้จะเรียนวิธีอาบน้ำเด็กมาจาก โรงพยาบาล พอกลับมาบ้านก็ลืมหมด แถมยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะอุ้มลูกน้อยลงอ่างอาบน้ำ ดังนั้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้พ่อแม่มือใหม่ เรามีวิธีอาบน้ำให้ลูกน้อยที่ถูกต้อง พร้อมการเลือกใช้สบู่เหลวอาบน้ำเด็กที่ปลอดภัยมาฝากกันค่ะ

 

วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย ถูกต้อง ปลอดภัย

ลูกน้อยวัยทารกในช่วง 1 เดือนแรก การอาบน้ำแค่วันละ 1 ครั้งก็เพียงพอค่ะ แต่หลังจาก 1 เดือนขึ้นไปการอาบน้ำจะปรับเป็นวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น หรือช่วงสาย ช่วงบ่ายๆ ของวัน ทั้งนี้ให้ดูที่สภาพอากาศด้วยว่าร้อน หรือหนาว การอาบน้ำ นอกจากจะช่วยชะล้างเหงื่อไคล คราบสกปรกที่หมักหมมมากับปัสสาวะ อุจจาระแล้ว การอาบน้ำยังช่วยทำให้ลูกน้อยสบายตัว สบายผิวด้วยค่ะ

การเตรียมน้ำอาบให้ลูกน้อย น้ำไม่ควรจะเย็นหรือร้อนเกินไป แนะนำให้ผสมน้ำอาบอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 36-37 องศา เซลเซียส แนะนำคุณพ่อคุณแม่เช็กอุณหภูมิน้ำที่ผสมอาบให้ลูกน้อย ด้วยการใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิน้ำที่ผสมก่อนอาบให้ลูกน้อยนะคะ

อุปกรณ์การอาบน้ำลูกน้อยวัยทารก

  • กะละมังอาบน้ำ
  • ฟองน้ำ
  • สบู่เหลวอาบน้ำและสระผม สำหรับเด็กแรกเกิด สูตรออร์แกนิค
  • ผ้าขนหนู

 

ขั้นตอน วิธีการอาบน้ำให้ลูกน้อย ไม่มีอะไรยุ่งยากค่ะ

  1. อุ้มลูกลงกะละมังอาบน้ำ ให้สระผมลูกเป็นอันดับแรก ขณะสระผมให้ห่อตัวลูกไว้ก่อนกันหนาวค่ะ หลังจากสระผมลูกล้างผมเสร็จแล้ว ก็ค่อยอุ้มลูกออกจากผ้าห่อตัว
  2. ใช้แขนข้างหนึ่งรองหลัง ศีรษะ และคอลูกน้อย แล้วค่อยๆ วางลูกลงในอ่างอาบน้ำ ใช้แขนข้างหนึ่งประคองตัวลูกไว้ตลอดเวลาระหว่างใช้มืออีกข้างอาบน้ำให้ลูกน้อย
  3. จากนั้นกดสบู่เหลวอาบน้ำเด็กสูตรอ่อนโยนลงบนฟองอาบน้ำ แล้วถูให้ทั่วตัวลูก
  4. ทำความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นเป็นจุดสุดท้าย
  • สำหรับลูกสาวให้ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ จากด้านหน้าไปด้านหลัง
  • สำหรับลูกชาย ให้ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างเบามือ จากด้านหน้าไปด้านหลัง
  1. เสร็จแล้วก็ให้ล้างฟองสบู่ออกให้หมด จนผิวลูกสะอาด อุ้มลูกขึ้นจากน้ำแล้วซับผิวให้แห้งพอหมาดๆ ก่อนใส่ผ้าอ้อม ใส่ชุดเสื้อผ้า คุณแม่ควรบำรุงผิวลูกน้อยด้วยเบบี้ออยล์ หรือโลชั่นบำรุงผิวสำหรับเด็ก ซึ่งช่วยให้ผิวพรรณลูกน้อยสุขภาพดี เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้านค่ะ

ช่วงเวลาอาบน้ำเป็นช่วงเวลาความสุขของลูกน้อย แต่สิ่งสำคัญของขั้นตอนการอาบน้ำอยู่ที่สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก จึงแนะนำคุณพ่อคุณแม่เลือกใช้สบู่เด็กที่เป็นสูตรออร์แกนิค ที่มีสารสกัดธรรมชาติ มีความอ่อนโยน และปลอดภัยต่อผิวลูกน้อยที่สุดค่ะ

วิธีอาบน้ำให้ลูกน้อย

อย่างดีนี่ ออร์แกนิค ฟอร์ นิวบอร์น เฮด แอนด์ บอดี้ เบบี้ วอช ที่สามารถใช้ได้ทั้งอาบและสระในขวดเดียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เนื้อเจลใส ไม่มีสี ปราศจากสารเคมีอันตรายให้แม่ๆต้องกังวลใจ ไม่ทำให้ผิวของลูกน้อยเกิดการแพ้และระคายเคืองด้วยค่ะ

  • สูตรออร์แกนิค อ่อนโยนด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 7 ชนิด ให้ผิวชุ่มชื่นไม่แห้งตึง
  • ปราศจาก พาราเบน, SLS, สารสบู่, กลูเตน, ซิลิโคน, แอลกอฮอร์, และ สีสังเคราะห์
  • มี pH Balance ช่วยรักษาสมดุลผิว ล้างออกง่าย
  • อ่อนโยน เพราะผ่านการทดสอบทางการแพทย์ Hypoallergenic Tested ว่าไม่ระคายเคือง

การอาบน้ำให้ลูกน้อยวัยทารก ในช่วงเดือนแรกๆ คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยกันอาบน้ำให้ลูกน้อย ซึ่งนอกจากจะเป็นการได้ใช้ช่วงเวลาพิเศษร่วมกัน ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุขณะอาบน้ำที่ลูกน้อยอาจลื่นหลุดมือได้ค่ะ

 

น้องพลอยเจ

เผยเคล็ดลับ! การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กน่ารักเหมือน “น้องพลอยเจ”

น่ารักกว่าตุ๊กตา ก็ “พลอยเจ” นี่แหละ!! ทั้งสดใสและร่าเริงแบบนี้ แม่บีและพ่อจิม มีเคล็ดลับอะไรในการเลี้ยง น้องพลอยเจ กันนะ..ตามไปอ่านบทสัมภาษณ์แบบ Exclusive กันเลยค่า

เผยเคล็ดลับ การเลี้ยงลูกของแม่บีและพ่อจิม
ทำยังไงให้ลูกเป็นเด็กน่ารักสดใส เหมือน น้องพลอยเจ

ทำอย่างไรถึงจะมีลูกได้น่ารักเหมือน น้องพลอยเจ กันนะ ?? …. นี่เป็นหนึ่งคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของแม่ฮันน่าห์ เพราะเหมือนได้ไปสัมภาษณ์และใกล้ชิดกับครอบครัวนี้ ก็ทำให้รู้สึกอิจฉาและอยากมีลูกน้อยแบบนี้บ้าง!

เรียกได้ว่ากำลังน่ารักน่าเอ็นดูเลยสำหรับ น้องพลอยเจ สาวน้อยแววตาบ้องแบ๊ว ใบหน้าสดใส แถมรอยยิ้มแสนหวาน ลูกสาวสุดหวงของนักแสดงหนุ่ม คุณจิม เจจินตัย อันติมานนท์ และคุณบี พลอยพัชชา แวนดิว ที่ตอนนี้มีแฟนคลับเยอะมากเรียกได้ว่ากำลังขึ้นแท่นเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ของวงการบันเทิง และดูเหมือนว่าจะฮอตยิ่งกว่าคุณพ่ออีกด้วย

ซึ่งเห็นน้องพลอยเจน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า ทั้งแม่บีและพ่อจิมมีเคล็ดลับในการเลี้ยงลูก ให้น้องพลอยเจเป็นน่ารักได้อย่างไร และแท้จริงแล้วน้องพลอยเจเป็นเด็กที่มีนิสัยแบบใด จะอ่อนหวานเหมือนหน้าตาหรือไม่ แม่ฮันน่าห์ และ ทีมแม่ ABK ได้ไปสัมภาษณ์พร้อมล้วงความลับของน้องพลอยเจมาให้แล้วค่ะ ตามไปอ่านกันเลย

น้องพลอยเจ
ขอบคุณภาพจากไอจี @ploy_mermaid

♥ พลอยเจดาริน ชื่อนี้แม่ได้มาเพราะฝัน!

ทำไมชื่อพลอยเจ : ถ้าเป็นชื่อเล่นว่า พลอยเจ ก็คือการนำชื่อจริงตัวแรกของพ่อกับแม่มารวมกัน แต่สำหรับชื่อจริง “พลอยเจดาริน” เหมือนเป็นนิมิตของคุณแม่เอง คือเราเขียนไว้หลายชื่อมากเกือบ 10 ชื่อ แล้วนอนฝัน ฝันว่าให้ลูกชื่อนี้ แล้วมันมีในลิสต์ที่เราลิสต์ไว้พอดี ก็เลยได้ชื่อว่า พลอยเจดาริน ก็รู้สึกว่าน่ารักดี เลยเอาชื่อนี้ แล้วมารู้ทีหลังเปิดพจนานุกรม มาดูความหมาย ก็คือแปลว่า เจ้าหญิงดุจดั่งเพรช เราก็เลยเอาชื่อนี้

 

♥ แม่อารมณ์ดีขำเก่งตั้งแต่ตอนท้อง!

เคล็ดลับการเลี้ยง น้องพลอยเจ ให้เป็นเด็กน่ารักสดใส : น่าจะเป็นตั้งแต่ตอนท้อง คือแม่เป็นคนเส้นตื้น ขำเก่งอยู่แล้ว แต่ตอนท้องจะเส้นตื้นหนักมาก  อยู่บ้านก็ดูแต่ซีรีย์ที่เป็นตลก รถวิ่งผ่านก็นั่งหัวเราะอยู่คนเดียว  อารมณ์ดีเห็นอะไรก็ขำไปหมดเลยก็เลยกลายเป็นอะไรที่มันซึมซับไปกับน้อง พอออกมาเค้าก็กลายเป็นเด็กอารมณ์ดี  ซึ่งทั้งความน่ารักสดใสร่าเริงนี้ก็ได้มาทั้งจากคุณพ่อและคุณแม่ด้วย เพราะเราเป็นคนแบบ alert ทั้งคู่ ขี้เล่น แล้วก็เป็นคนตลก น้องก็เลยได้รับสิ่งนั้นมา

น้องพลอยเจ
ขอบคุณภาพจากไอจี @jayjintai

♥ 95% คือเหมือนคุณพ่อ!!

น้องพลอยเจมีบุคลิกหรือนิสัยเหมือนใคร : 95% เลย คือเหมือนคุณพ่อค่ะ อันนี้คือไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่าอย่างเดียว หรือเพราะคนอื่นพูด ซึ่งก็ไม่เชื่อ จนพาน้องพลอยเจไปตรวจวิเคราะห์ลายนิ้วมือ ผลออกมาคือ ตรงกับคุณพ่อ 95% ก็เลยยิ่งเชื่อ เพราะทั้งหน้าตา นิสัย ลักษณะการกินการพูด ก็เหมือนหมดเลย หรือแบบความลุยๆ ชอบออกกำลังกาย ใช้พลัง คือแบบมีความเป็นพ่อสูงมาก

แต่ถ้าลักษณะนิสัยส่วนตัวของ น้องพลอยเจ พื้นฐานเค้าจะเป็นเด็กขี้สงสาร เซนซิทีฟ และอ่อนโยนมาก เห็นอะไรเค้าก็จะขี้สงสาร ดูยูทูปเห็นคนเจ็บก็ร้องไห้ น้ำตาไหลเลย  ไปพิพิธภัณฑ์เห็นกวางตาย ก็ถามว่าเค้าเจ็บใช่มั้ย ไปหาหมอทันมั้ย มีน้ำตาคลอนิดๆ

 

♥ ไม่บังคับลูก แต่มีกรอบไว้ให้เค้ากว้างๆ

สไตล์การเลี้ยงลูกของพ่อจิมและแม่บี : เราเป็นลูกที่ถูกคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงมาแบบให้เราคิดเอง คือไม่เคยบังคับอะไรทั้งสิ้น อยากเรียนอยากทำอะไรตามใจเรา แล้วเราก็เลยรู้สึกว่าก็ดี เราก็ไม่ได้เกเรอะไร แล้วเราก็เรียนจบมาดี อะไรดีทุกอย่างโดยที่ไม่ได้ถูกบังคับ ก็เลยตั้งใจกับตัวเองไว้ว่าเราจะไม่บังคับลูก

แต่พอเรามีลูกจริงๆ มันไม่ได้อย่างนั้น คือมันไม่ได้ที่จะไม่บังคับเลย แล้วก็เคยพาน้องไปตรวจลายนิ้วมือดู  ผลที่ออกมาคือ ลักษณะนิสัยน้องพลอยเจอย่างที่บอก คือเค้าจะเป็นเด็กที่โอนเอียงไปตามคนอื่นได้ง่าย ถ้ามีเพื่อนดีก็จะดีเลย แต่ถ้าเพื่อนไม่ดีก็จะไม่ดีด้วย เพราะเค้าจะเป็นผู้ตามที่ดี ซึ่งก็นิสัยเหมือนคุณพ่อเลยที่เป็นผู้ตามที่ดี คุณหมอจิตวิทยาที่นั่นเค้าก็เลยบอกว่าไม่ดี เราควรกำหนดให้เค้าว่าแบบจะต้องเดินทางนี้นะลูก เค้าก็จะเดินตามกรอบเรา ซึ่งถ้าเราไม่กำหนดไว้ เค้าก็จะตามเพื่อนเลย และซึ่งเราก็ไม่รู้เลยว่าเพื่อนจะดีหรือไม่ดี

เราก็เลยเริ่มกำหนด เราบอกให้เค้าทำอะไร แต่ก็มีกรอบไว้ให้เค้ากว้างๆให้เค้าตัดสินใจด้วย แต่ก็มีกรอบแบบเอาไว้นำทางให้เค้าเฉยๆ แต่ถ้าถามใจเราก็ยังคิดว่าถ้าเค้าชอบอะไร โดยที่มันไม่ได้เสียหายอะไรก็ยังปล่อยเค้า

 

♥ พ่อจะเลี้ยงแบบลุยๆ >> ส่วนคุณพ่อก็จะเลี้ยงสไตล์แบบชอบคิดว่าลูกเป็นผู้ชายตลอดเวลา เลี้ยงแบบปล่อยๆ เพราะตอนแรกเค้าอยากได้ลูกผู้ชายแล้วเราอยากได้ลูกผู้หญิง ซึ่งพอได้ลูกออกมาเป็นผู้หญิงเค้าก็โอเค แต่ก็จะเลี้ยงแบบสไตล์เค้าในความเป็นผู้ชาย ปล่อยลูกให้ทำอะไรไปเลยลุยไป

ซึ่งในการเลี้ยงลูกของเราสองคนไม่มีตอนที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันเลย เพราะอย่างที่บอกข้างต้นว่าคุณจิมเค้าจะมีนิสัยเป็นผู้ตามที่ดี เค้าก็จะถามเรา ส่วนเราพอลูกเริ่มโต เราก็จะอ่านดูหนังสือทุกคืนว่าลูกช่วงนี้วัยนี้เป็นยังไงเค้าต้องการอะไร ก็กลายเป็นว่าติดอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก เค้าก็เลยจะโอเคๆ เห็นด้วยเพราะเค้าไม่ได้อ่าน ก็เลยฟังเรา

 

♥ เป็นเด็กที่ต้องเอาความน่าสงสารเข้าสู้!

น้องพลอยเจกลัวใครมากกว่ากัน : พลอยเจเป็นเด็กที่ถ้าดุแล้วเค้าไม่ฟัง คือเค้าไม่ได้กลัวพ่อหรือแม่ พลอยเจเป็นเด็กที่ต้องเอาความน่าสงสารเข้าสู้ ถ้าบอกว่า “พลอยเจหม่ามี๊เจ็บ หม่ามี๊เสียใจมาก” เค้าก็จะถามว่าหม่ามี๊เป็นอะไร … ก็คือต้องดราม่าใส่เค้า แต่ถ้าบอกว่าพลอยเจหยุดนะ!! เค้าก็จะไม่ ถ้าแม่บอกหยุดก็คือวิ่งไปเลยค่ะ คำว่า No หรือ ห้ามต่างๆ ใช่กับเค้าไม่ได้

แต่ถ้าบอกว่าหม่ามี๊เหนื่อย ทำหน้าเศร้าร้องไห้ “เค้าจะเดินเข้ามาโอ๋ถามว่าเป็นอะไร โอเคๆ พลอยเจไม่ทำแล้ว” ต้องใช้ความดราม่าเข้าใส่ ถ้าขึ้นเสียงคือไม่ได้ผลเลย เค้าไม่กลัว

 

อ่านต่อ >> เรื่องที่เน้นสอนพลอยเจและวิธีการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุด
ในแบบแม่บีและพ่อจิม คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กวัยเรียน

แม่ต้องรู้! พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของ เด็กวัยเรียน 6-12 ปี

เด็กวัยเรียน คือเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 6 – 12 ปี คุณพ่อคุณจะสังเกตเห็นว่าลูกวัยนี้มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างแตกต่างจากวัยอนุบาล ช่วงอายุของลูกวัยนี้ ถือเป็นช่วงสำคัญของเด็กในการเรียนรู้ทักษะชีวิตและพัฒนาการต่าง ๆ เช่น มีการเจริญเติบโตที่ช้าลงแต่มีการเปลี่ยนแปลงทางสัดส่วนของร่างกายมากขึ้น รู้จักเข้าสังคมมีกลุ่มเพื่อนมากขึ้น มีความจำดีขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น ฯลฯ ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่การทำงานของสมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเต็มที่ ดังนั้นธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กวัยเรียน จึงมีการเจริญเติบโตในแต่ละขวบปีที่พ่อแม่จะเห็นอย่างได้ชัด

แม่ต้องรู้! พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของ เด็กวัยเรียน 6-12 ปี

พัฒนาการลูกอายุ 6 ปี สามารถมองเห็นและเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งของได้ เช่น ความแตกต่างของลวดลาย เข้าใจความหมายของทิศทางรอบตัวเอง มีความสนใจการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ก็ยังมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมค่อนข้างสั้น ไม่ค่อยสนใจความสำเร็จของกิจกรรม นอกจากความสนุกที่ได้ลงมือทำ ลงมือเล่น และจะกระตือรือร้นกับงานหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจ แต่เมื่อหมดความสนใจก็เลิกทำเอาง่าย ๆ ทันที

พัฒนาการลูกอายุ 7 ปี เด็กวัยนี้จะมีความอยากรู้อยากเห็น สามารถจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้เยอะขึ้น มีความสนใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ และจะพยายามทำให้สำเร็จได้มากขึ้น รู้จักชอบหรือไม่ชอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ เด็กจะมีความสนใจสิ่งต่าง ๆ ทีละอย่าง ดังนั้น ถ้ามีงานให้ลูกทำ ควรจะแบ่งหรือกำหนดให้เป็นส่วน ๆ ไม่ควรสั่งให้ทำพร้อมกันทีเดียว เพราะจะทำให้ลูกไม่สนใจที่จะทำ

พัฒนาการลูกอายุ 8 ปี นอกจากความความอยากรู้อยากเห็นแล้วเด็กจะรู้จักสนใจซักถามมากขึ้น กระตือรือร้นที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เริ่มมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมนานขึ้น มีความสนใจที่จะทำงานให้สำเร็จ สนใจที่จะรับฟังคำแนะนำจากพ่อแม่มากขึ้น และชอบที่จะแสดงออกกับการเล่น การแสดงต่าง ๆ เริ่มสนใจสิ่งที่ตัวเองชอบและจดจ่อกับสิ่งนั้นเป็นพิเศษ เช่น การสะสมของ วาดภาพ อ่านการ์ตูน หนังสือนินทาน ฟังวิทยุ ตัวละครที่ชื่นชอบ เป็นต้น

พัฒนาการลูกอายุ 9 ปี ลูกจะรู้จักใช้เหตุผล มีความรู้รอบตัวกว้างขึ้น สามารถตอบคำถามหรือที่เรียนรู้มาได้อย่างมีเหตุผล สามารถแก้ปัญหาและรู้จักหาเหตุผลโดยอาศัยการสังเกต ลูกวัยนี้โตขึ้นมากแล้วและเริ่มต้องการอิสรภาพเพิ่มขึ้น และชอบที่จะเลียนแบบการกระทำของไอดอลที่ชื่นชอบ

พัฒนาการ 6-12 ปี

พัฒนาการลูกอายุ 10 ปี วัยนี้เป็นวัยที่สมองกำลังพัฒนาเต็มที่ มีการเรียนรู้ ใช้ความคิด หาเหตุผล และการแก้ปัญหาดีขึ้น สามารถตัดสินใจด้วยตนเองด้วยการคิดก่อนตัดสินใจ เข้าใจวันเดือนปีและทำให้สามารถศึกษาประวัติศาสตร์สำคัญ รู้จักดูวันสำคัญในปฏิทิน สามารถเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำและกว้างขวางขึ้น และเด็กผู้ชายจะเริ่มสนใจแนววิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ เด็กผู้หญิงจะสนใจเรื่องการเรือน DIY การดีไซน์ออกแบบแต่งตัวและแฟชั่นมากขึ้น

พัฒนาการลูกอายุ 11-12 ปี เด็กวัยนี้มีความคิดเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ มีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกันเป็นกลุ่ม ทำกิจกรรมแบบที่ชอบร่วมกัน เช่น เล่นกีฬาในแบบเป็นทีม เต้น cover dance งานอดิเรก ฯลฯ เริ่มเห็นความคิดของเพื่อนสำคัญมากกว่าความคิดเห็นของพ่อแม่ ต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจและยอมรับในความคิดของตนด้วย พัฒนาการการร่างกายนอกเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในร่างกายชัดขึ้น และใส่ใจต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น

พัฒนาการวัยประถม

นอกจากพัฒนาการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงขึ้นตามวัยแล้ว สำหรับเด็กในยุคเจน Z ที่เกิดขึ้นในสังคมที่เปลี่ยนไปจากยุคคุณพ่อคุณแม่ จะเห็นได้ว่าเด็กวัย 6-12 ปีนี้พฤติกรรมที่ทำให้พ่อแม่นั้นต้องพยายามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเด็ก เพื่อเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับลักษณะทางพฤติกรรมของลูกอย่างสอดคล้อง เพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพร่วมด้วย ซึ่งเด็กในวัยเรียนจะมีพฤติกรรมที่แสดงออก อาทิเช่น

วัยที่ชอบเรียนรู้

เนื่องจากเป็นวัยที่เข้าโรงเรียน เด็กวัยนี้จึงเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมจากบ้านสู่โรงเรียน ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และวุฒิภาวะทุกด้านกำลังงอกงามเกือบเต็มที่ สังคมในโรงเรียน ประสบการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ทำให้เด็กมีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกหลายด้าน เนื่องจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเป็นสิ่งที่ช่วยก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง ซึ่งการจัดสิ่งแวดล้อมโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหว สรรค์สร้างจินตนาการ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ ทำให้เด็กได้เรียนรู้กว้างขวางขึ้น สามารถที่จะคิดและแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้ รวมถึงเป็นการเพิ่มและเสริมพัฒนาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ ภาษา และสติปัญญา ของเด็กเป็นอย่างมาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เรื่องสำคัญ! การเปลี่ยนแปลงของลูกวัย 6-12 ปีที่แม่ต้องรู้ คลิกหน้า 2

พรีเซ็นเตอร์ D-nee

เปิดตัว ป๊อก-มาร์กี้-น้องมีก้า-น้องมีญ่า “พรีเซ็นเตอร์ D-nee” ปี 2020

ดีนี่ (D-nee) ผู้นำผลิตภัณฑ์เพื่อลูกน้อย หนึ่งในแบรนด์ผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด เผยโฉม พรีเซ็นเตอร์ D-nee ครอบครัวใหม่ นำโดย คุณพ่อ “ป๊อก” ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, คุณแม่ “มาร์กี้” ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์ และลูกน้อยฝาแฝด “น้องมีก้า และ น้องมีญ่า” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุด ในงาน “ดีนี่ โมเม้นท์ ออฟ เพียวเนส” (D-nee Moment of Pureness) เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1

ภายในงานสนุกสนานกับกิจกรรมเวิร์กชอปตกแต่งเสื้อเพื่อลูกน้อย ถ่ายภาพครอบครัวแสนสุขเป็นที่ระลึก และลุยบ่อบอลสุดหรรษา นอกจากนี้ยังมี  พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช มาให้ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ รวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับเด็ก

หมอสุธีรา

ปัทมา ถกลศรี ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด กล่าวถึงแนวคิดหลักของผลิตภัณฑ์ดีนี่ ในปี 2020 ซึ่งยังคงชูคอนเซ็ปต์ “ดีนี่พิสูจน์แล้วว่าดี” เพื่อสื่อถึงคุณภาพสินค้า ที่เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์เด็กดีนี่ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ซีรีส์ เป็นสูตรพิเศษ ปราศจากสารเคมีอันตราย ที่อาจทำให้ระคายเคืองผิว มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส และผ่านการทดสอบทางการแพทย์ (Hypoallergenic Tested) ว่าปลอดภัย ไม่ระคายเคืองแม้ผิวบอบบางของทารก

เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ D-nee ปี 2020

ที่สำคัญในปีนี้ ได้มีการคัดเลือกพรีเซ็นเตอร์แบรนด์ดีนี่ครอบครัวใหม่ โดยได้ คุณพ่อ“ป๊อก” ภัสสรกรณ์, คุณแม่ “มาร์กี้” ราศรี และลูกน้อยฝาแฝด “น้องมีก้า และ น้องมีญ่า” จิราธิวัฒน์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของครอบครัวยุคใหม่ ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบทันสมัย ใส่ใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก รวมทั้งมีคาแร็กเตอร์ ร่าเริง สดใส สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีนี่ โดยสื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่จะออกอากาศในวันที่ 16 ม.ค.เป็นวันแรก

ป๊อก มาร์กี้ อัปเดตพัฒนาการลูกแฝด พร้อมเผยวิธีรับมือเมื่อมีคนขอจับลูก

มาร์กี้ ลูก
พรีเซ็นเตอร์ D-nee ครอบครัวใหม่

พร้อมกันนี้ ปัทมา ได้แนะนำ D-nee LINE Official Account พร้อมเชิญชวนให้คุณแม่ร่วมเป็น ครอบครัวดีนี่ โดยแอดไลน์ @DneeThailand เพื่อสมัครสมาชิก D-nee Club พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย หากเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่แรกคลอดจะได้รับชุดของขวัญสุดพิเศษ สินค้าทดลองใช้ และยังสามารถสะสม D-nee point จากการซื้อสินค้าที่บูธดีนี่ในงานแม่และเด็กต่าง ๆ หรือที่ดีนี่ ช็อป (D-nee Shop) ในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ รังสิต , ศรีสมาน และ แฟชั่นไอส์แลนด์ รวมทั้งอัพเดทโปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อสมาชิก D-nee Club โดยเฉพาะ

ดูแลลูกรักอย่างอ่อนโยน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยได้ที่ ดีนี่ หรือที่แผนกเด็กในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ  ร้านค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ททั่วประเทศ ร้านค้าออนไลน์และ LINE @dneethailand  พร้อมติดตามกิจกรรมสนุก ๆ และเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลลูกรัก หรือสมัครสมาชิก D-nee club เพื่อรับข่าวสารสิทธิประโยชน์และร่วมกิจกรรมสนุก ๆ ได้ทาง เฟซบุ๊ก www.facebook/Dneethailand

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โลชั่นทาผิวเด็ก ยี่ห้อไหนดี คุณแม่โหวต D-nee เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในดวงใจ

สบู่เหลวเด็ก แบบอาบและสระ เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าน่าใช้และอ่อนโยนต่อผิวลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ป๊อก มาร์กี้

ป๊อก มาร์กี้ อัปเดตพัฒนาการลูกแฝด พร้อมเผยวิธีรับมือเมื่อมีคนขอจับลูก

ป๊อก มาร์กี้ พาลูกแฝด น้องมีก้า และ น้องมีญ่า ออกงานครั้งแรก อัปเดทพัฒนาการ พร้อมเผยไม่หวงคนเข้าหา แต่มีวิธีพูดและเตรียมรับมือไว้อย่างดีแล้ว

ป๊อก มาร์กี้  พาลูกแฝดออกงานครั้งแรก!!
พร้อมอัปเดท
พัฒนาการ

ถือเป็นอีกหนึ่งครอบครัวซุปตาร์ที่มีแฟนคลับคอยติดตามเป็นจำนวนไม่น้อยและกำลังอยู่ในวัยน่ารักเลยทีเดียว สำหรับ “น้องมีก้า-น้องมีญ่า” ลูกแฝดชายหญิงของคุณพ่อป๊อกและคุณแม่มาร์กี้ ซึ่งล่าสุดทั้งครอบครัวได้พากันออกงานแบบพร้อมหน้าพร้อมตาทั้ง 4 คน พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน อัปเดตเรื่องราวต่างๆ

ป๊อก มาร์กี้
ขอบคุณภาพจาก ไอจี @margie_rasri

เปิดตัว ป๊อก-มาร์กี้-น้องมีก้า-น้องมีญ่า “พรีเซ็นเตอร์ D-nee” ปี 2020

โดยทั้งคู่ได้เผยว่า พาลูกแฝดออกงานครั้งนี้ค่าตัวลูกก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษา ซึ่งก็มีงานติดต่อเข้ามาบ้าง แต่ก็ต้องดูที่มันเหมาะสม อยากให้เขาทำงานแบบที่ไม่ได้รู้สึกว่าโดนบังคับ จะมีข้อยกเว้นนิดหนึ่ง เอาที่เขาสะดวก และสุดท้ายแล้วเวลาออกงานก็ต้องมีคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ดี เพราะเขายังเด็กเกินไปที่จะทำงานเอง เวลาออกอีเว้นท์ก็จะมีงอแงบ้าง แต่ก็สบายๆ สำหรับครอบครัวเรา แต่ถ้าวันไหนเขาไม่งอแงก็แอบโชคดีอยู่เหมือนกัน

♣ ชีวิตหลังมีลูกเปลี่ยนไปยังไง?

ป๊อก : ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากเลยครับ จากแต่ก่อนด้วยอาชีพผมจะใช้เวลาค่อนข้างแปลกกว่าคนอื่น แต่พอมีลูกเวลานอนก็จะเปลี่ยนไป ลูกๆ ด้วยเวลาตื่นของเค้าจะทุกสองสามชั่วโมง หรือตอนนี้คือแทบไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว แต่ความเหนื่อยตรงนั้น มันมาแทนกับความสุข ผมก็รู้สึกว่าพอมีสองคนนี้มันเหมือนชีวิตเราเติมเต็ม แล้วก็เหมือนมีแต่พลังบวก เห็นหน้าเค้าเราก็ไม่อยากจะเหนื่อย มีแต่ความสุขตลอดเวลา พบแต่สิ่งดีๆ ก็ขอบคุณน้องๆ ทั้งสองคนที่มาเติมเต็มชีวิตคู่ของเราด้วย

มาร์กี้ : คือบางคนก็จะถามว่าเวลาลูกตื่นตอนกลางคืน ไหวได้ยังไง อย่างมีก้าก็จะตื่นสี่รอบทุกสองชั่วโมง แต่ว่าเวลาเค้าตื่นขึ้นมาเค้ามองหน้า แล้วเค้ายิ้ม ยิ้มหวานเหมือนที่เห็นในโฆษณา เราก็ไม่เหนื่อยแล้ว มันก็กลายเป็นว่าเราได้พลังบวกจากเค้ามาเราก็หายเหนื่อย

ป๊อก มาร์กี้
ขอบคุณภาพจาก ไอจี @margie_rasri

คาแรคเตอร์ของลูกแฝดทั้งสอง

มาร์กี้ : ถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นแฝดกัน แต่เค้าก็มีนิสัยที่เป็นของเค้าเองตั้งแต่เกิด ที่ไม่ใช่เป็นอะไรที่เราสอนได้ อย่างน้องมีญ่าจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เค้าสามารถเล่นคนเดียวได้ ตั้งแต่เด็ก 2-3 เดือน เค้าสามารถที่จะตื่นขึ้นมาแล้วหยิบตุ๊กตาขึ้นมาเล่นของเค้าคนเดียวเองได้ นิ่ง ไม่ร้อง ไม่เรียกหาคน

ป๊อก : ส่วนน้องมีก้าจะเป็นผู้ชายขี้เหงา อยากจะอยู่ใกล้กับคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆ หรือพี่เลี้ยงตลอดเวลา อยู่คนเดียวไม่ได้

มาร์กี้ : ซึ่งน้องผู้ชายก็จะเหมือนพ่อ คุณพ่อเป็นคนขี้เหงา ไม่ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบกินข้าวคนเดียว ไม่ชอบดูหนังคนเดียว ไม่ชอบอะไรที่เป็นคนเดียว แต่ของกี้ก็คือทำได้ คือกินข้าวคนเดียวได้ ให้ไปดูหนังคนเดียวได้ ก็น่าจะเหมือนลูกสาวนี่แหละค่ะ

พัฒนาการตอนนี้เป็นยังไง (น้อง 9 เดือน แล้ว)

ป๊อก : พัฒนาการก็จะแตกต่างชัดเจน อย่างมีญ่าเองเค้าจะนิ่งและจะมีโฟกัสที่ค่อนข้างมากกว่ามีก้า สมมุติถ้าให้ฟังนิทาน เราอ่านนิทานเค้าก็จะตั้งใจฟังไปด้วยกัน มีพัฒนาการที่เร็วกว่าอย่างเช่นการหยิบจับ เค้าก้จะใช้คล่อง

มาร์กี้ : เค้าจะใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่างเช่น มือหยิบจับของ ถ้าสมมุติว่ามีของอยู่อย่างหนึ่ง มีญ่าจะสามารถหยิบและดึงออกจากมือมีก้าได้อย่างง่ายๆ เหมือนกล้ามเนื้อนิ้ว กล้ามเนื้อมัดเล็กเค้าแข็งแรง แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างเช่นขา ก็จะเป็นมีก้า ซึ่งถ้าให้เดินชนน้องนี่เก่งมาก เค้าจะออกแนวแข้งแรงแบบถึกๆ

ป๊อก : มีพัฒนาการบางอย่างจริงๆ เยอะเหมือนกัน ที่มีญ่าจะทำก่อนมีก้าประมาณสองอาทิตย์ พอมีญ่าทำแล้วสักสองอาทิตย์มีก้าก็ทำตาม

มาร์กี้ : ใช่แทบจะเกือบทุกอย่างเลยนะคะ เหมือนมีญ่ากินเป็นก่อนสองอาทิตย์ มีก้าก็จะกินตาม หรือว่ามีอะไรแปลกๆ คือกินแล้วก็อาเจียนทุกครั้งเลยมีญ่าก็จะเป็นก่อนให้เราตกใจเล่น แล้วมีก้าก็จะเป็นตามให้เรารู้ว่ามันเป็นตามปกติ

ป๊อก มาร์กี้
ขอบคุณภาพจาก ไอจี @pokmcindset

มีเรื่องอะไรที่กังวลเป็นพิเศษไหม

มาร์กี้ : ก็จะเป็นเรื่องแพ้ ไม่สบาย ต้องไปหาหมอ กี้เชื่อว่าแม่ๆทุกคนก้คงเป็นห่วงเรื่องนี้ ไม่อยากให้เค้ารู้สึกไม่สบายตัว ระคายเคือง หรือว่าทำให้เกิดแบบต้องไปโรงพยาบาล เพราะสงสารเค้า เวลาเค้าทรมาน เราก็เลยจะเป็นห่วงเรื่องนั้น เพราะนั้นเรื่องความสะอาดก็มาเป็นอันดับหนึ่งเหมือนกัน เพราะเค้าเคยเป็น เคยไม่สบายครั้งหนึ่ง หายใจไม่ออก หรือว่าอย่างมีญ่าเค้าจะเป็นคนที่แพ้ง่าย เค้าแพ้น้ำลายตัวเอง บางทีจะเห็นเหมือนเป็นแดงๆ รอบปาก เค้าก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างแบบแพ้ง่าย เราก็ต้องดูแลเรื่องนี้ เพราะว่าสงสารเค้า เวลาเค้าคันแล้วเค้าทรมาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Dnee Thailand

 

อ่านต่อ >> “ป๊อก-มาร์กี้ เผยวิธีรับมือเมื่อมีคนมาขอจับลูก” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาหมดอายุ

ยาหมดอายุ ดูอย่างไร? หลังเปิดใช้ เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

ตอบสงสัยแม่ ๆ ว่าเมื่อเปิดยาให้ลูกทาน แล้วยาเหลือ จะสามารถเก็บยาไว้ให้ลูกทานหากป่วยครั้งต่อไปได้หรือไม่? ยาหมดอายุ ดูอย่างไร?

ยาหมดอายุ ดูอย่างไร? หลังเปิดใช้ เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

หลังจากพาลูกไปพบคุณหมอแล้ว คุณพ่อคุณแม่มักจะได้รับยาน้ำมาหลากหลายชนิด เช่น ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ยาบรรเทาอาการไอ ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เป็นต้น และเมื่อเปิดใช้แล้ว ลูกอาจจะทานยาไม่หมดขวด เพราะหายป่วยเสียก่อน คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยว่าจะสามารถเก็บยาไว้ให้ลูกทานหากป่วยครั้งต่อไปได้หรือไม่? และควรเก็บรักษายาอย่างไรไม่ให้เสีย ทีมแม่ ABK จึงรวบรวมมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านกันค่ะ

ระยะเวลาในการเก็บยาน้ำหลังเปิดใช้

  • ในกรณีของยาปฏิชีวนะที่ต้องผสมน้ำนั้น เมื่อผสมผงยากับน้ำไปแล้วสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 7 วัน ที่อุณหภูมิห้อง แต่ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 14 วัน หากเก็บนานกว่านี้อาจจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงจนรักษาไม่ได้ผล นอกจากนี้ควรทานยาปฎิชีวนะจนหมดขวด ไม่ควรหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการดื้อยาได้
อายุยาหลังเปิดใช้
อายุยาหลังเปิดใช้
  • ในกรณีของยาน้ำโดยทั่วไป เช่น ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ยาแก้แพ้ ยาบรรเทาอาการไอ ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน หรือ ไม่เกิน 25% ของเวลาก่อนที่ยาจะถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ในฉลากผลิตภัณฑ์ (อันใดอันหนึ่งโดยเลือกวันที่มาถึงก่อน) เช่น เปิดใช้ยาวันที่ 31 มีนาคม 2563 ฉลากบ่งบอกว่ายาหมดอายุ 30 พฤศจิกายน 2563 (เหลือเวลาประมาณ 8 เดือน) ดังนั้นเมื่อเปิดใช้ยาไปแล้ว 2 เดือน ควรทิ้งยานั้นไปเลย)

อย่างไรก็ดี ทุกครั้งก่อนใช้ยาควรสังเกตลักษณะของผลิตภันฑ์ เช่น เขย่าแรง ๆ แล้วยังไม่เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่กระจายตัว รวมถึงสังเกต สี กลิ่น ตะกอน ความขุ่น-ใส ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นควรทิ้งยาเหล่านั้นไป และหากไม่แน่ใจก็ควรทิ้งยานั้นไปด้วยเช่นกัน จะทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่า

ข้อควรปฏิบัติในการเก็บรักษายา

  • อ่านฉลากยาให้ครบถ้วน รวมทั้งคำแนะนำการเก็บรักษายา เนื่องจากวิธีการเก็บรักษาของยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน
  • กรณียาทั่วไป ที่ไม่ระบุการเก็บรักษาเป็นพิเศษ ให้เก็บยาที่อุณหภูมิห้องบริเวณที่ไม่ร้อน และ ไม่มีแสงแดดส่อง ห้ามทิ้งยา ไว้ในรถยนต์ เพราะ เมื่อจอดกลางแดด แม้เพียงไม่นานอุณหภูมิในรถจะร้อนมาก ทำให้ยาเสื่อมได้ง่าย แต่หากฉลากยาระบุให้เก็บรักษาในอุณหภูมิไม่เกิน 25-30 องศา ก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะ อากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน
  • กรณียาที่ระบุว่าให้ เก็บยาไว้ในตู้เย็น ห้ามแช่แข็ง หมายถึงให้เก็บในตู้เย็นช่องปกติ ไม่ควรเก็บที่ชั้นใกล้ช่องแช่แข็ง เพราะ มีความเย็นจัดจนทำให้เป็นน้ำแข็งและเกิดการตกตะกอนได้ นอกจากนี้ไม่ควรเก็บยาที่ประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิอาจไม่เย็นพอ จากการที่มีการเปิด – ปิด ประตูตู้เย็นบ่อย ๆ
  • ยาที่บรรจุ ในขวดสีชา หมายถึงยาที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแสง ไม่ควรเปลี่ยนภาชนะบรรจุยา ไปเป็นแบบใสหรือขาว เพราะจะทำให้ยาเสื่อมได้
  • ยาที่ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นควรใส่สารกันชื้น (มักเห็นเป็นซองเล็กๆ ภายในมีเม็ดกันชื้นอยู่สอดอยู่ในขวดยา) ไว้ตลอดเวลา และ ปิดภาชนะบรรจุให้แน่น
  • ควรเก็บยาไว้ในภาชนะบรรจุเดิมซึ่งมีสลากระบุชื่อยาและ วันที่ได้รับยานั้น จะทำให้สามารถพิจารณาระยะเวลาที่ควรเก็บยาที่เหลือนั้นได้
  • ควรเก็บยาให้พ้นมือเด็ก เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ยาหมดอายุ ดูอย่างไร? หลังเปิดใช้ เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

ยาสำหรับเดินทาง

เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

ยาสำหรับเดินทาง เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับการพาลูกไปเที่ยว เพราะเราไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้นการจัดเตรียมยาให้พร้อม จะช่วยให้คุณแม่อุ่นใจเมื่อต้องเดินทางไกล

เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

เมื่อแม่ต้องจัดกระเป๋าเพื่อพาลูกเที่ยว สิ่งสำคัญที่คุณแม่ห้ามลืมคือ ยาสำหรับเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปในสถานที่ที่หาซื้อยาได้ลำบาก หรือ เมื่อลูกมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถหาซื้อยาได้จากร้านขายยาทั่วไป เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถคาดเดาถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทางได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่จัดเตรียมยาให้พร้อม และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะมียาเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจได้มากขึ้นเมื่อต้องเดินทางไกล

ยาสำหรับเดินทาง ที่จำเป็นสำหรับเด็กมีอะไรบ้าง?

  1. ยาแก้ปวด ลดไข้

แนะนำเป็นยาน้ำพาราเซตามอล (paracetamol) ยานี้จัดว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงหากใช้ตามปริมาณที่กำหนด คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป ตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน แต่ข้อควรระวังในการใช้ยาพาราเซตามอลคือปริมาณยาจะต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของลูก โดยปริมาณหรือขนาดยาที่จะให้แต่ละครั้งก็คือ ตัวยาพาราเซตามอลปริมาณ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าใดก็ควรทานยาตามน้ำหนักตัวเท่านั้น และควรทานทุก ๆ 4-6 ชั่วโมงหรือเมื่อมีอาการ (อ่านต่อ วิธีการคำนวณปริมาณยาให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวในเด็ก)

2. ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก

การที่จะต้องไปอยู่ต่างถิ่น ทั้งอากาศ และอาหารการกินมักจะไม่เหมือนที่อยู่ที่บ้าน ลูกน้อยจึงมีโอกาสเกิดอาการแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการจาม น้ำมูกไหล อาการคัน ผดผื่น ลมพิษขึ้น ยาแก้แพ้จึงเป็นยาที่สำคัญอันดับต้น ๆ ที่ควรพกเมื่อเดินทางด้วย

เดินทางกับลูก
เดินทางกับลูก

3. ยาแก้ไอ บรรเทาอาการไอ

เช่นเดียวกับการเตรียมยาแก้แพ้ คือเมื่อมีอาการแพ้ อาจจะทำให้ลูกน้อยไอได้ ทั้งไอแบบมีเสมหะและไอแบบไม่มีเสมหะ โดยยาน้ำแก้ไอ ละลายเสมหะสำหรับเด็กที่เหมาะสม คือมีตัวยาคาร์โบซิสเตอีน เช่น Amicof, Carbomed, Carsemex, Elflem, Flemex, Rhinathiol, Siflex (อ่านต่อ ยาแก้ไอ เด็ก ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย)

4. ยาลดกรด ขับลม แก้ท้องอืด

ได้แก่ simethicone เป็นยาที่ปลอดภัยในเด็ก ช่วยลดการเกิดฟอง ใช้บรรเทาอาการท้องอืด เนื่องจาก มีแก๊สมากในกระเพาะอาหารและลำไส้  ปริมาณยา simethicone ที่เหมาะสมกับอายุได้แก่

  • อายุต่ำกว่า 2 ปี : 20 มก./ครั้ง วันละ 4 ครั้ง หรือ เมื่อมีอาการ
  • อายุ 2-12 ปี : 40 มก./ครั้ง วันละ 4 ครั้ง หรือ เมื่อมีอาการ

อ่านต่อ แก้ปัญหาลูกน้อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เลือกยาตัวไหนให้ลูกดี?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เช็คลิสต์! ยาสำหรับเดินทาง พาลูกเที่ยว พกยาอะไรบ้าง?

พี่น้องนิสัยต่างกัน

ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกัน? โดย พ่อเอก

ผมเคยสงสัยว่า ทำไม พี่น้องนิสัยต่างกัน ทั้งที่เลี้ยงเหมือนกันทุกอย่าง? ลูกเราสองคน เติบโตมาในบ้านหลังเดียวกัน ยังโตมาอย่างกับเลี้ยงเองคนนึง เก็บมาเลี้ยงคนนึง ดังนั้นอย่าไปตั้งข้อจำกัดว่าอะไรที่ใช้กับพี่ได้จะต้องใช้กับน้องได้ ทุกอย่างต้องดูที่ตัวลูกดูวิธีสื่อสารวิธีที่ใช้กับน้องอาจจะต้องต่างจากที่ใช้กับพี่ การเลี้ยงลูกเป็นการศึกษาชีวิตไปในตัว การเลี้ยงคนแรกได้ดี เราอาจจะคิดว่าเราได้ปริญญาแล้ว แต่พอลูกคนถัดมาเราจะได้รู้ว่า เราต้องการปริญญาโทอีกใบ

ผมยกตัวอย่างความแตกต่างของปูนปั้นกับปั้นแป้งให้ฟัง

ปูนปั้นรักและชอบสัตว์ทุกชนิด ไปที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย แกะ แพะ ช้าง ม้า แรด ไปจนถึง โลมา พี่ปูนปั้นกระโดดเข้าไปขอให้อาหาร ถ้าลูบคลำได้เป็นลูบคลำ แต่ปั้นแป้งแค่ หมาในบ้าน 2 ตัวเห็นมาแต่เด็ก โตมาด้วยกัน พอเจ้า มีมี่ (โกลเด้นรีทรีฟเว่อร์) เดินมาหาอยากมาเล่นด้วยเท่านั้น วิ่งหนีจู๊ดโวยวายโลกแตก

ปูนปั้นตอนเป็นเบบี๋ ไม่ชอบเดินเท้าเปล่าเหยียบทรายเหยียบดินเลยทั้งๆ ที่ไปทะเลครั้งแรกตั้งแต่วัย 2 เดือน และเราพาไปทะเลปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 หน กว่าจะยอมวิ่งเล่นหาดทรายก็ประมาณ 3 ขวบกว่า 4 ขวบ ในขณะที่ปั้นแป้งสามารถเดินเท้าเปล่าได้บนทุกพื้นผิว ประมาณว่าเกิดมาบนท้องนาก็มิปาน พื้นหิน ดินทราย หรือบางครั้งกรวดเล็กเม็ดแหลม เธอก็เดินเฉย ตอนไปเที่ยวเขาใหญ่ครั้งหนึ่ง แม่ๆ ของเพื่อนปั้นแป้งต่างหันมามองป๊ากับมี้ว่า ไม่กลัวลูกเจ็บหรอแต่ทุกคนก็เห็นเรายิ้มๆ แล้วแป้งก็สามารถวิ่งเล่นเท้าเปล่ากับพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ใส่รองเท้าได้สบาย

ความกล้าก็มาคนละแนว ถ้าเจอเครื่องเล่นที่น่ากลัวๆ สำหรับเด็กอย่าง zip line ที่สิงห์ปาร์คเชียงราย ที่แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่กล้าเล่นแต่พี่ปูนปั้นจะชอบแนวนี้มาก เล่นไป 3 รอบจนป๊าต้องบอกว่าเงินหมดแล้ว ในขณะที่แป้งจะต้องรอดูพี่ก่อนแล้วถ้ารู้สึกสนใจก็จะมาร่วมลองด้วย (ที่สิงห์ปาร์ค แป้งก็เล่นด้วย บอกว่าสนุกแต่พอชวนรอบ 2 บอกไม่เอาแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า) ในอีกมุม ปั้นแป้งจะมีความกล้าในด้านสังคมกว่า เช่นไปที่ร้านอาหารและอยากจะไปสั่งอาหาร ปั้นแป้งสามารถเดินไปสั่งเองได้ แต่พี่ปูนปั้นตอนเด็กจะขี้อายมาก ต้องจูงน้องไปเป็นเพื่อนให้อุ่นใจ เป็นต้น

พี่น้องนิสัยต่างกัน แต่ก็ใช่จะแตกต่างไปซะหมดหลายๆ อย่างก็เหมือนกัน เช่น ยิ้มเก่งเหมือนกัน ขี้เล่นพอกัน ชอบเล่นกีฬามากๆ แม้จะต่างชนิดกันบ้างเหมือนกันบ้าง ไม่ชอบทั้งผักและผลไม้เหมือนกัน ชอบหัดทำอาหารเหมือนกัน และชอบเล่นซ่อนแอบให้ปะป๊าแกล้งหาไม่เจอเหมือนกัน

และความแตกต่างก็สามารถเป็นข้อดีได้ ถ้าเราใช้มันให้ถูกต้อง เช่น ปั้นแป้งกลัวสัตว์เราก็มักจะให้พี่ปูนปั้นเป็นผู้ชักชวนปั้นแป้งไปทำโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับสัตว์ด้วยกัน ดังนั้นในวันหยุดเราก็จะให้พี่ปูนปั้นออกไปตักอาหารเม็ดหรือเอาขนมให้เจ้าโมโม่และมีมี่โดยชวนปั้นแป้งไปด้วย แรกๆ ก็มีกลัว มีโวยวาย เดี๋ยวนี้ก็คุ้นเคย รู้สึกสนุกและบางทีก็ออกไปเล่นกับโมโม่และมีมี่เอง แต่ก็ยังมีวิ่งหนีเวลาเจ้าโกลเด้นเคลื่อนตัวมาหาไวๆ อาจจะเพราะความใหญ่ที่แทบจะเท่ากันกับปั้นแป้ง

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การให้คนนึงชักชวนอีกคนนึงไปทำกิจกรรมที่เคยไม่ชอบ ต้องให้เป็นในเชิงเพื่อความสนุก ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่า พี่เขายังทำได้ ทำไมหนูทำไม่ได้ กรณีที่เล่าให้ฟังข้างต้นก็เช่นกัน ปูนปั้นชวนปั้นแป้งไปให้อาหารแล้วก็ทำให้ดูว่า เราสามารถบอกให้โมโม่ มีมี่ทำตามเราสั่งได้นะ เมื่อมีอาหารในมือ อย่างการสั่งให้นั่ง ให้เดิน ให้กระโดด ซึ่งทำให้ปั้นแป้งรู้สึกสนุกอยากทดลองบ้าง

เห็นมั้ยฮะว่าเราสามารถเอาความต่างมาสร้างจุดดีเพิ่มเติมและลดจุดอ่อนลงไปได้ด้วย … เลี้ยงลูกเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การที่เราเข้าใจถึงความแตกต่างในครอบครัวของเราก่อน ก็ทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ง่ายขึ้น เป็นโชคดีของลูกที่ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนที่เปิดกว้างให้กับการศึกษา เปิดกว้างให้กับการอยู่ร่วมกันแม้จะมีความแตกต่าง เราจึงได้เห็นเพื่อนๆ หรือพี่ๆ บางคนที่เป็นเด็กพิเศษ และเด็กเหล่านั้นก็เป็นเด็กที่มีความพิเศษที่ทำให้ลูกเราได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีความพิเศษจริงๆ

คำว่า ‘เด็กพิเศษ’ ไม่ได้มาจากเขาไม่เหมือนเรา แต่มาจาก ‘เขามีความพิเศษมากกว่าคนอื่น’ เราจึงได้ฟังลูกกลับมาชื่นชม รุ่นพี่ที่เป็นเด็กพิเศษแต่ปั้นกระถางดินเผาและปลูกต้นไม้ขายแบบทุกต้นทำด้วยมือ ทุกกระถางมีที่มา มีรูปวาดรายละเอียดของต้นไม้แต่ละต้น จนมียอดสั่งจากเพื่อนๆ น้องๆ ชนิดต้องรอกันข้ามเทอม เราได้ฟังลูกเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ลูกชอบเล่นด้วยมากๆ เพราะเป็นเด็กอารมณ์ดียิ้มเก่ง ขี้เล่น อ่อนโยน และแม้จะมีบางอย่างที่ลูกเราเคยไม่ชอบแต่ความแตกต่างเหล่านั้นได้รับการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หล่อหลอมให้ลูกเราสามารถอยู่ร่วมในสังคมที่แตกต่าง ไม่แบ่งแยก เพราะโลกใบนี้ในวันที่ลูกเราเติบโตขึ้นมา ความหลากหลาย (diversity) จะเป็นเรื่องสำคัญ จะมีการผสมปนเประหว่างวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ การทำงานข้ามพรมแดนจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา องค์กรที่มีคนเชื้อชาติเดียวเป็นหลักน่าจะเป็นเรื่องไม่ปกติเสียแล้ว

บทความน่าสนใจอื่นๆ

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

 


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมวันหยุดกับลูก

ชี้เป้า กิจกรรมวันหยุดกับลูก 18-19 ม.ค. 63 นี้ พาลูกเที่ยวไหนดี?

สุดสัปดาห์นี้คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนยังโนแพลน ไม่รู้จะพาลูกออกไปเที่ยวทำอะไรที่ไหนดี ทีมแม่ ABK มี กิจกรรมวันหยุดกับลูก 18-19 ม.ค. 63 นี้พาลูกไปสนุกพร้อมกับเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กันค่า

ชี้เป้า กิจกรรมวันหยุดกับลูก 18-19 ม.ค. 63 นี้ พาลูกเที่ยวไหนดี?

18-19 ม.ค. 2563 งาน “1st Asian BirdLife Festival and Nature Expo 2020”

ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปทุมธานี

1st Asian BirdLife Festival and Nature Expo 2020
ขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/bcst.or.th

งานนี้ทั้งเด็ก ๆ และผู้ที่สนใจจะสนุกกับกิจกรรมภายในงานที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติ กิจกรรม Bird walk จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญนำดูนกภายใน อพวช. การแข่งขันแฟนพันธุ์แท้นกเมืองไทย การแสดงสินค้าและนิทรรศการของภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานของรัฐ บริษัท ร้านค้า มูลนิธิ ชมรม สมาคมต่าง ๆ จากในประเทศประมาณ 40 องค์กร และองค์กรอนุรักษ์จากต่างประเทศอีกกว่า 15 องค์กร และยังมีกิจกรรมสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผ่าน QR Code เรียบร้อย มารับ Booklet ได้ที่จุดลงทะเบียน เพื่อนำไปเล่นเกมส์ เล่นกิจกรรมภายในบูธกิจกรรมในงาน เมื่อสะสมครบ 4 สแตมป์ ก็นำมารับของรางวัลที่บูธสมาคมฯ ติดมือกลับบ้านกันเลยค่ะ

ผู้ที่สนใจสามารถเที่ยวชมงานได้ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ของวันที่ 18 และ 19 มกราคม พ.ศ.2563 ที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ไม่เสียค่าเข้าชม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Bird Conservation Society of Thailand (BCST)

18-19 ม.ค. 2563 แจกชุดกระดาษระบายสีลายคิตตี้ฟรี! ที่

ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขา

McDonald
McDonald

เพียงแค่เด็กๆ เข้ามาที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขา ก็รับไปเลย กระดาษระบายสีลายคิตตี้ฟรี! ให้ไปสร้างสรรค์ผลงานน่ารักๆ กันไปเลยจ้า

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.facebook.com/McThai

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ กิจกรรม 18-19 ม.ค. 2563 คลิกหน้า 2

‘เอพี ไทยแลนด์’ รุกตลาดคอนโด 2020 สร้างคอนโดฯ ตอบลิฟวิ่งแพทเทิร์นเฉพาะกลุ่ม นำร่องด้วย RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน

  • พลิกโฉมคอนโดยุคอนาคต ผ่านโมเดล Dynamic Personalized ชู 3 คีย์สำคัญ จากกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้ง สู่การถอดรหัสใหม่ จากอินไซต์ดีมานด์จริงในแต่ละแปลงที่ดิน เพื่อส่งมอบคอนโดฯ ตอบลิฟวิ่งแพทเทิร์นเฉพาะกลุ่ม
  • เผยโฉมแฟล็กชิพแรกอย่างเป็นรูปธรรม ‘RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน’ ครั้งแรกของคอนโดมิเนียมตอบการอยู่อาศัยร่วมกันหลายเจนเนอเรชั่นอย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ (14 ม.ค. 63) – บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัยของคนเมือง เสริมแกร่งสู่การเติบโตในตลาดคอนโดเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภค เปิดตัวแนวคิดใหม่ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมปี 2020 กับ ‘Dynamic Personalized Model’ โมเดลการออกแบบ และพัฒนาคอนโดมิเนียมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ และคอนเซ็ปต์ดีไซน์ตามลิฟวิ่งแพทเทิร์น (Living Pattern) ที่แตกต่างกัน ผนวกเทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่เข้ากับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ สู่ผลลัพธ์การพัฒนาที่ ‘เข้าใจ – โดนใจ – มั่นใจ’ เพิ่มขีดการแข่งขันสู่การส่งมอบคอนโดฯ คุณภาพที่แตกต่าง ทั้งมิติใหม่ของการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลาง พร้อมโซลูชั่นตอบการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ เดินหน้าประยุกต์ใช้ทุกโครงการใหม่ต่อจากนี้ ประเดิมเผยโฉมอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ‘RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน’ ครั้งแรกของคอนโดฯ ในประเทศไทยกับการพลิกโฉมการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางตอบอินไซต์การอยู่อาศัยร่วมกันหลาย เจนเนอเรชั่น ที่ทุกตารางนิ้วพร้อมต่อยอดพัฒนาการการเติบโตของเด็กยุคอัลฟ่า ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท (ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร)

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลาดคอนโดมิเนียมปี 2020 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างช่วงชิงการเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภค (Top of Mind) ดังนั้น เพื่อต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตควบคู่ ไปกับการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ เอพี ไทยแลนด์ จึงพร้อมเปิดตัวแนวคิดใหม่ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมปี 2020 กับ ‘Dynamic Personalized Model’ โมเดลการออกแบบและพัฒนา คอนโดมิเนียมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและคอนเซ็ปต์ดีไซน์ตามลิฟวิ่งแพทเทิร์น (Living Pattern) รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการเพื่อให้ได้ คอนซูเมอร์ อินไซต์ (Consumer Insight) ที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละโครงการ โดยการผนวก เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่เข้ากับ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ทำให้เราสามารถส่งมอบผลลัพธ์การพัฒนาคอนโดยุคใหม่ ภายใต้ 3 คีย์สำคัญ (1) เข้าใจ (Understand) – ต้องมองลูกค้าให้ชัด ศึกษาให้ลึกแบบเจาะจง เพื่อทราบว่าลูกค้าคือใครและมีรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างไร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาคอนโดที่ (2) โดนใจ (Suit) – ตอบโจทย์มากกว่าแค่ฟังก์ชั่น แต่ตอบโจทย์ทั้งคาแรคเตอร์และไลฟ์สไตล์ เสมือนว่าทุกตารางนิ้วถูกสั่งทำพิเศษเฉพาะคน ซึ่งจะนำไปสู่ (3) ความมั่นใจ (Trust) ที่ลูกค้ามีต่อองค์กรว่าจะสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามที่สัญญาไว้”

“ท่ามกลางความท้าทายของตลาดคอนโดมิเนียม เราได้ปรับแผนธุรกิจ เดินเกมด้วยกลยุทธ์รบยาวตั้งแต่ปีก่อน โดยปัจจัยทำเลและแพ็คเกจราคาขายที่จับต้องได้ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ แต่สิ่งที่ยิ่งทวีความท้าทายในอนาคตก็คือ การเข้าใจถึงพฤติกรรมที่ซับซ้อน แตกย่อยเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้นของผู้บริโภค ดังนั้น วิธีคิดและกระบวนการออกแบบถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก หมดเวลาการทำงานแบบเหมารวมเป็นโลเคชั่น แต่ต้องเจาะให้ลึกถึงดีมานด์จริงของที่ดินแต่ละแปลงแต่ละผืน ซึ่งตลอดระยะเวลา  3 ปีที่ผ่านมา เราได้เตรียมความพร้อมในการทำความเข้าใจถึงลิฟวิ่งแพทเทิร์นที่แตกต่างกันของคนในอนาคต เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ใช่สำหรับคนในแต่ละกลุ่ม” นายวิทการ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ แนวคิดในการออกแบบและพัฒนาคอนโดมิเนียม 2020 ผ่าน ‘Dynamic Personalized Model’ ที่จะตอบโจทย์อินไซต์คนเมืองได้อย่างเฉพาะเจาะจงในแต่ละแปลงที่ดินนั้น ประกอบด้วย 2 แกนสำคัญ ได้แก่    (1) LIVING PATTERNS RESEARCH  การศึกษารูปแบบการอยู่อาศัยใน 6 รูปแบบหลัก ที่สะท้อนผ่าน การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ในคอมมิวนิตี้ และ (2) STANFORD DESIGN THINKING APPROACH กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เพื่อค้นหาความต้องการแฝง (Emotional Unmet Needs) ของลูกค้าในแต่ละลิฟวิ่งแพทเทิร์น และนำอินไซต์เหล่านั้นมาพัฒนาต่อได้อย่างถูกทาง และเอพี ไทยแลนด์พร้อมเปิตตัวผลลัพธ์แรกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ด้วยแฟล็กชิพลักชัวรี่คอนโดฯ ล่าสุด ‘RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน’

นางสาวกมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “คอนโดมิเนียม RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ถือเป็นโครงการแรกที่ได้นำแนวคิด Dynamic Personalized Model มาประยุกต์ใช้ ซึ่งในย่านเจริญกรุงนี้ เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนาคอนโดใหม่ที่ยังไม่มีในตลาดเพื่อตอบลิฟวิ่งแพทเทิร์นในแบบ Co-Generations Series ซึ่งเป็นเทรนด์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนเมืองที่อาศัยอยู่ร่วมกันหลายเจนเนอเรชั่น ดังนั้น ความท้าทายของการพัฒนาโครงการ RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน คือ การออกแบบพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยที่เป็นครอบครัว ควบคู่ไปกับการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนโสด ภายใต้คอนเซ็ปท์การออกแบบ The Luxury Gated Community เพื่อให้ทุกชีวิตเติบโตไปพร้อมกันในสังคมที่เพียบพร้อมและปลอดภัย ซึ่งทุกพื้นที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับกิจกรรมที่ทับซ้อนของผู้อยู่อาศัยในแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน พร้อมส่งมอบเวลาคุณภาพภายในพื้นที่คุณภาพ ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท (ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร) หรือเฉลี่ย 155,000 บาท/ตารางเมตร”

“สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดติดถนนใหญ่ เส้นถนนเจริญกรุง นับเป็นหนึ่งในทำเลที่มีความท้าทาย เนื่องจากขนาดที่ดินติดถนนใหญ่ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาโครงการมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มีซัพพลายเปิดใหม่น้อย สวนทางกับดีมานด์ในย่าน เมื่อทำการศึกษาภาพรวมตลาดย้อนหลัง 10 ปี พบว่ามีคอนโดฯ ติดถนนใหญ่ในเส้นเจริญกรุง เพียง 4 โครงการ รวมทั้งสิ้น 1,120 ยูนิตเท่านั้น แบ่งเป็นเซ็กเมนต์อัลตร้าลักชัวรี่ (300,000 บาท/ตร.ม.) จำนวน 1 โครงการ จำนวน 355 ยูนิต มียอดขายรวม 80% ในขณะที่เซ็กเมนต์ลักชัวรี่ (150,000-190,000 บาท/ตร.ม.) พบ 3 โครงการ จำนวนยูนิตเปิดขาย 765 ยูนิต โดยได้รับการตอบรับที่ดีมาก มียอดขายรวม 94% รวมถึงสามารถสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 6-7%” นางสาวกมลทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม

นายพัชร ชยาสิริ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบโครงการ RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ว่า “การออกแบบพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยที่เป็นครอบครัวควบคู่ไปกับการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนโสด ประกอบด้วย 3 จุดเด่นสำคัญ 1) OVERLAPPING DESIGN FOR CO-GENERATIONS LIVING การบริหารมาสเตอร์แพลนที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยร่วมกัน ทั้งความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย โดยเฉพาะเด็กเล็กอย่างสูงสุด ด้วยการแยกส่วนอย่างชัดเจนระหว่างอาคารพาวิลเลี่ยนออกจากอาคารพักอาศัย พร้อมการแบ่งส่วนพื้นที่เพื่อการใช้งานทั้งแบบครอบครัวและมุมส่วนตัว 2) Separate SECTION for each generation แบ่งสเปซฟังก์ชั่นการใช้งานของผู้อาศัยหลากหลายช่วงวัยให้ทุกๆ คนได้มี ‘เวลาแห่งคุณภาพ’ ในพื้นที่ โดยเฉพาะในส่วน Rooftop Facilities (ชั้น 42-44) ตอบโจทย์ทั้งครอบครัวที่มีเด็กเล็กและกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาทิ Sky Lounge ที่สามารถใช้เป็นพื้นที่เพื่อการจัดงานสังสรรค์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในขณะที่ Play Space พื้นที่เล่นของเด็กๆ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองสามารถเฝ้ามองลูกๆ ให้อยู่ในสายตาระยะคลายกังวล และยังสามารถใช้เวลาส่วนตัวอย่างเป็นประโยชน์ได้พร้อมๆ กัน และที่สุดของสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นไฮไลท์ ก็คือ Infinity Edge Pool สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ที่ทอดตัวยาวกว่า 47 เมตร พร้อมให้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งจากมุมสูงแบบ 360 องศา โดยส่วนพื้นที่ว่ายน้ำสำหรับเด็กในโซน Kid Pool ถูกออกแบบให้แยกออกจากส่วนที่ลึกของผู้ใหญ่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นสัดส่วนในการใช้งานจริงอย่างชัดเจน และ 3) THE BEST LIVING QUALITY นอกจากการวางมาสเตอร์แพลนให้โครงการถูกโอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวทั้งแนวกำแพงต้นไม้เล็กใหญ่นานาพันธุ์ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศแล้ว เอพียังทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบอากาศคุณภาพ ในการนำนวัตกรรมการกรองอากาศอัจฉริยะ (Intelligent Indoor Quality Air for Life System) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ดีที่สุดจากญี่ปุ่น โดยการติดตั้งเครื่อง ERV ในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอากาศที่ไหลเวียนในพื้นที่ส่วนกลางภายในอาคาร จะเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ และปราศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5”

RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน แฟล็กชิพคอนโดฯ ระดับลักชัวรีที่เปิดรับวิวพาโนรามาของโค้งน้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างเอพีและพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) มูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 4-2-76.6 ไร่ บนทำเล ‘เจริญกรุง’ ย่านสุดสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งขนาบแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลเชื่อมต่อใจกลางเมืองย่าน CBD สาทร ศูนย์กลาง ธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ พรั่งพร้อมด้วยความสะดวกสบายในการเดินทาง ใกล้ย่านสถานศึกษาทั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และเพียง 100 เมตรจากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ – ริเวอร์ไซด์ แคมปัส พร้อมเชื่อมทุกกิจกรรมในคอมมิวนิตี้ให้สะดวกสบายเป็นหนึ่งเดียวใน RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ประกอบด้วยอาคารที่พักสูง 44 ชั้น 1 อาคาร และอาคารพาวิลเลี่ยน 1 อาคาร จำนวน 421 ยูนิต  พร้อมที่จอดรถ 421 คัน (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องที่หลากหลาย รองรับการใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ 1) ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร 2) ห้องชุด 1 ห้องนอนพร้อม 1 ห้องอเนกประสงค์ ขนาด 43.5 ตารางเมตร 3) ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาด 75.5 – 128.5 ตารางเมตร 4) ห้องชุด 3 ห้องนอน ขนาด 134-159 ตารางเมตร 5) ห้องชุด 4 ห้องนอน ขนาด 184-228 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท (ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร) หรือเฉลี่ย 155,000 บาท/ตารางเมตร

บมจ. เอพี ไทยแลนด์ ยังคงดำเนินการตามแผนงานภายใต้วิสัยทัศน์ AP WORLD เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุด
คือการสร้าง
พิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนให้แก่ทุกคนในสังคม

Tags

เครื่องฟอกอากาศ

เผยผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ พบบางยี่ห้อ กรองฝุ่น PM2.5 ไม่ได้

สถานการณ์ PM 2.5 ในกรุงเทพ​ในตอนนี้ยังคงไว้ใจไม่ได้ บางวันค่าฝุ่นเยอะ พร้อมที่จะส่งผลกระทบให้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กในบ้าน เชื่อว่าพ่อแม่หลายบ้านคงได้ซื้อ เครื่องฟอกอากาศ กันไว้แล้ว และอีกหลายบ้านคงกำลังเล็งมาใช้งาน แต่มีผลทดสอบพบว่าเครื่องฟอกอากาศบางยี่ห้อมีบางรุ่นที่ไม่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ!

เผยผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ พบบางยี่ห้อ กรองฝุ่น PM2.5 ไม่ได้

เครื่องฟอกอากาศในบ้าน

โดยศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ ( www.chaladsue.com) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เผยผลเปรียบเทียบประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 30 ตารางเมตร จากการทดสอบครั้งนี้ เป็นการนำเครื่องฟอกอากาศที่มีในท้องตลาดมาทดสอบประสิทธิภาพในการบำบัดฝุ่นละออง โดยใช้วิธีและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ โดยได้เปรียบเทียบผลทดสอบเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 ที่ทำการสุ่มซื้อตัวอย่างจากท้องตลาด และทางออนไลน์ทั้งหมด 10 รุ่น (ราคาซื้อขายตามท้องตลาด ณ เดือนมิถุนายน 2562) ได้แก่

  • Hatari HT-AP12 ราคา 4,888 บาท
  • Philips AC1215/20 ราคา 7,990 บาท
  • Mi AirPurifier 2S ราคา 4,098 บาท
  • Mitsuta MAP450 ราคา 3,990 บาท
  • Hitachi EP-A3000 ราคา 4,900 บาท
  • Bwell CF-8400 ราคา 9,900 บาท
  • Blueair Joy S ราคา 9,900
  • Claire C2BU-1933 ราคา 6,990 บาท
  • Sharp FP-J30TA-B ราคา 3,990 บาท
  • Fanslink Air D. Cube ราคา 1,990 บาท

ซึ่งการทดสอบนี้จะทำการทดสอบเครื่องฟอกอากาศโดยการปรับปรุงมาตรฐาน Standards of The Japan Electrical Manufacturers’ Association (JEM Standards), JEM1467-Air Cleaner for Household Use (Air cleaners of household and similar use) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศครัวเรือน

เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี

จากผลการทดสอบสามารถแบ่งประเภทของเครื่องฟอกอากาศ โดยพิจารณาจาก การเปรียบเทียบ พื้นที่ห้องที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้องที่แนะนำตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน สรุปได้เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือ เครื่องฟอกอากาศเหมาะกับกลุ่มที่ขนาดพื้นที่ห้องจากการทดสอบ มีขนาดเล็กมาก (2.32 ตารางเมตร) ซึ่งสามารถแปลผลการทดลองได้ว่า ไม่สามารถลดปริมาณฝุ่นได้ คือยี่ห้อ Clair

กลุ่มที่ 2 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มี ขนาด 13 – 16  ตารางเมตร  และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ ยี่ห้อ Blueair

กลุ่มที่ 3 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 20 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ ยี่ห้อ Hitachi, Fanslink Air, Sharp และ Bwell

กลุ่มที่ 4 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ได้กับห้องที่มีขนาดมากกว่า 20 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร แต่ไม่เป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Hatari, Mitsuta

กลุ่มที่ 5 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 30 ตารางเมตร และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Philips และ Mi   

(อ่านรายละเอียดการทดสอบ คลิก)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 9 วิธีป้องกันลูกน้อยจากฝุ่นละออง PM 2.5 คลิกหน้า 2

 

โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ

ชี้เป้า! 7 โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ โซนกรุงเทพมีที่ไหนบ้าง?

การสอนแบบวอลดอร์ฟ มีรูปแบบแนวการสอนที่แตกต่างจากโรงเรียนกระแสหลัก จะเป็นการจัดเนื้อหาสาระบูรณาการออกมาในรูปของประสบการณ์ เน้นเรียนรู้ผ่านกิจกรรม การลงมือทำ การเล่น ทั้งในและนอกห้องเรียนและการดำเนินชีวิต เน้นให้ความสำคัญกับจินตนาการของผู้เรียนและการกลมกลืนกับธรรมชาติเชื่อมโยงกัน แต่ก็ยังคงเป็นโรงเรียนที่มีกฎหมายรองรับและจัดการศึกษาที่อิงกับระบบของกระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน ปัจจุบัน โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ เริ่มเป็นที่ผู้ปกครองนิยมมากขึ้น ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมโรงเรียนที่ใช้การเรียนการสอนหลักสูตรวอลดอร์ฟ ในกรุงเทพฯ จะมีโรงเรียนไหนบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

7 โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ ในกรุงเทพฯ

#1 อนุบาลบ้านรัก

อนุบาลบ้านรัก
อนุบาลบ้านรัก

อนุบาลบ้านรัก เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาล เป็นหนึ่งในโรงเรียนทางเลือกที่มีการสอนแบบวอลดอร์ฟ โดยมองว่าวันนี้ของเด็กๆ จะทำอย่างไรเพื่อไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การเรียนรู้ของที่นี่จึงเป็นแบบ ‘บ้าน’ ใช้กระบวนการทำให้เด็กมีวิถีชีวิต และกิจวัตรประจำวัน พาเด็ก ๆ ผ่านการทำงานบ้าน งานครัว งานสวน เหมือนที่เด็กควรได้ใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็นปกติ ตารางสอนห้าวันของเด็ก ๆ จึงเป็นกิจกรรมหลักที่จะทำในทุกวัน เช่น วันจันทร์คือร้อยดอกไม้ วันอังคารปั้นขนม วันพุธว่ายน้ำหรือวิ่งเล่นข้างนอก วันพฤหัสบดีวาดสีน้ำ สีเทียน วันศุกร์เย็บปักถักร้อย ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับศิลปะต่าง ๆ ในทุกวัน โดยที่นี่ไม่มีการสอนเขียน อ่าน และนับเลข แต่สิ่งที่เด็กๆ จะเจอทุกวัน คือ ธรรมชาติภายในบ้านที่เข้ามาเล่นและเรียนรู้ ซึ่งที่นี้มองว่าการอ่านเขียนสำหรับเด็กเล็กมันไม่มีคำว่าสาย เพราะสุดท้ายแล้วเด็กจะขวนขวายเองในสิ่งที่เขาต้องรู้ ทำไปทำไม ซึ่งการใช้การศึกษาแบบวอลดอร์ฟที่นี่ตั้งเป้าประสงค์เอาไว้เพียงเรื่องเดียวคือ ความพร้อมที่สุดของร่างกายที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สิ่งที่ครูผู้สอนจะให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ คือ 3 ส่วน Head Hand และ Heart ซึ่งแต่ละส่วนก็สัมพันธ์กับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยด้วย

อนุบาลบ้านรัก
เครดิตภาพจาก www.facebook.com/Anubarnbaanrak

อนุบาลบ้านรัก

  • ที่อยู่ : เลขที่ 23 ซ.แสงจันทร์ ถนนสุขุมวิท 40 พระโขนง คลองเตย กรุงเทพ 10110
  • โทรศัพท์ : 023928807
  • เว็บไซต์โรงเรียน :  Anubarnbaanrak

ข้อมูลอ้างอิงจาก : www.thepotential.org

#2 โรงเรียนเพลินพัฒนา

โรงเรียนเพลินพัฒนา
โรงเรียนเพลินพัฒนา

โรงเรียนเพลินพัฒนา เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม และมัธยม มีการจัดสภาพแวดล้อมและจัดกระบวนการการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสูงสุดต่อเด็กแต่ละคน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาวอลดอร์ฟ โดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ เป็นส่วนช่วยสนับสนุนพัฒนาการหลายด้านของเด็กๆ โดยมีแนวคิดหลักที่สำคัญที่สุดคือ “เรียนรู้ผ่านการเล่น” แนวทางการจัดการเรียนรู้ของที่นี่มุ่งเน้นไปที่การสร้างอุปนิสัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตที่ดีงาม สร้างสรรค์ พร้อมไปกับการสร้างความรักในการเรียนรู้ และสร้างความสามารถในการเรียนรู้ให้เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ

โรงเรียนได้ออกแบบหน่วยวิชาต่าง ๆ เช่น  หน่วยวิชาแสนภาษา ดนตรีชีวิต ภูมิปัญญาภาษาไทย จินตทัศน์ มานุษกับโลก ธรรมชาติศึกษาและประยุกต์วิทยา เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้มีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ และทักษะการทำงานที่ดีต่อการใช้ชีวิต ด้วยการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงจากกิจกรรมที่มีความหลากหลาย และสัมพันธ์กับพัฒนาการชีวิตในแต่ละช่วงวัย อาทิเช่น กิจกรรมพัฒนาประสาทสัมผัสรับรู้ กิจกรรมทางภาษา กิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหว กิจกรรมศิลปะ ฯลฯ รวมถึงการเรียนรู้ที่อาศัยการบ่มเพาะและซึมซับผ่านกิจวัตรประจำวันที่ทำให้เด็กเกิดความชำนาญ ในทุกๆ วัน เด็ก ๆ จะได้ตั้งคำถาม ทดลองคาดเดา และประมวลสรุปด้วยตนเอง แล้วนำเรื่องจากที่ได้เรียนรู้ไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้และต่อยอดความรู้ได้ตามความสนใจ ภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่ครูเอื้ออำนวยให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเผชิญกับความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างมีความสุข

โรงเรียนเพลินพัฒนา
เครดิตภาพจาก www.plearnpattana.com

โรงเรียนเพลินพัฒนา

  • อยู่ : 33/39-40 ถนนสวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
  • โทรศัพท์ : 02-885-2670-5, 02-885-2685-87
  • เว็บไซต์โรงเรียน : www.plearnpattana.com

#3 โรงเรียนปัญโญทัย

โรงเรียนปัญโญทัย
โรงเรียนปัญโญทัย

โรงเรียนปัญโญทัย เป็นโรงเรียนในแนวคิดที่จัดการศึกษาให้เด็กตามแนวทางวอลดอร์ฟแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อให้โอกาสเด็ก ๆ ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างเด็ก เบ่งบานไปตามขั้นตอนอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งพัฒนาไปอย่างรอบด้านและสมดุล เป้าหมายของโรงเรียนคือช่วยให้เด็กเข้าใจในวิวัฒนาการแห่งวิทยาการของโลก กล่อมเกลาด้วยศิลปะ และสร้างสมดุลด้วยจริยธรรม ให้การเรียนรู้ผ่านทั้งความคิด ความรู้สึก และการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาไปสู่การคิดที่กระจ่างชัด สร้างสรรค์ มองเห็นความดี ความงาม และความจริงในโลกนี้  ตามธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย

ในส่วนบรรยากาศห้องอนุบาลวอลดอร์ฟที่นี่ได้เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ทั้งการเรียนและการเล่น ควบคู่ไปกับสภาพแวดล้อมซึ่งมีต้นแบบเป็นครูผู้อยู่เบื้องหน้าร่วมกันทำกิจกรรมที่มีความหมายอยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก ผ่านกระบวนเรียนรู้ที่หลากหลายจากการทำงานพื้นฐานของชีวิตและงานศิลปะ สอดคล้องกับวิถีชีวิต ธรรมชาติ ฤดูกาล ประเพณี และวัฒนธรรม พร้อมไปกับได้รับการปลูกฝังให้สำนึกในบุญคุณต่อสิ่งที่ได้รับทั้งจากธรรมชาติและมนุษย์  มองเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง  เช่น พูดคุย ร้องเพลงไปด้วยกัน ทำอาหาร เล่นตุ๊กตา เป็นพระราชาหรือนายพราน ท่องกลอน ปั้นขี้ผึ้ง สร้างบ้าน ไปสำรวจละแวกใกล้เคียง รวมถึงกิจกรรมสงบซึ่งเป็นการซึมซับรับเข้า เช่น ฟังนิทาน ดูละครหุ่น วาดรูป ระบายสี เป็นต้น

ซึ่งหลักสูตรวอลดอร์ฟมีความสมดุลระหว่างศิลปะ วิทยาการ และ จริยธรรม หลักสูตรทุกชั้นเป็นเอกภาพต่อเนื่องกัน วิชาต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง หากแต่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยตลอด เด็กจะเรียนรู้โดยผ่านการปฏิบัติด้วยตนเองในสภาพการณ์ที่เป็นจริง  โดยไม่ได้ผ่านตำราแบบเรียน  ครูผู้สอนจะทำหน้าที่สำคัญในการให้การศึกษาต่อเด็กจากประสบการณ์และความรู้ของตนอย่างมีศิลปะ มีชีวิตชีวา และที่โรงเรียนแห่งนี้ครูประจำชั้นจะเลื่อนชั้นตามลูกศิษย์ไปตั้งแต่ป. 1 จนถึงม. 2 เพื่อสามารถนำหลักการที่เรียนรู้มาปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างสอดคล้องกับภูมิหลัง ความสามารถ และบุคลิกลักษณะของนักเรียน ตามเป้าประสงค์ในการบ่มเพาะหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ในตัวเด็กและตัวครูผู้สอน

โรงเรียนปัญโญทัย
เครดิตภาพ www.facebook.com/Panyotai

โรงเรียนปัญโญทัย

  • ที่อยู่ : 199 ถ.สุขาภิบาล 5 ซอย 32 (แยก10)  แขวงออเงิน  เขตสายไหม  กทม. 10220
  • โทรศัพท์ : 02 792 0670, 02 792 0672
  • เว็บไซต์โรงเรียน :  www.panyotai.com

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 7 รายชื่อโรงเรียนวอลดอร์ฟในกรุงเทพฯ คลิกหน้า 2

ไวรัสโคโรน่า

เฝ้าระวัง ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ไป-กลับจีน เสี่ยงป่วยปอดอักเสบรุนแรง

เตือนก่อนเที่ยวจีน ต้องระวังโรคปอดอักเสบรุนแรงจาก ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่จากเมืองจีน แพร่รวดเร็วจากตลาดสด ติดเชื้อแล้วหลายสิบราย เด็กเล็ก-ผู้สูงอายุเป็นแล้วอันตราย เสี่ยงเสียชีวิต

จากรายงานของประเทศจีนตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2562 ต่อเนื่องพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า  2019 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ ในเมืองอู่ฮั่น แล้วถึง 59 คน เสียชีวิตแล้ว 1 คน และมีอาการป่วยรุนแรงอยู่ในโรงพยาบาลอีกหลายมากกว่า 700 คน โดยได้ประกาศเฝ้าระวังการแพร่กระจายของเชื้อโรคทั้งในและต่างประเทศ

 

ไวรัสโคโรน่า

เตือนภัย ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่จากจีน ทำป่วยปอดอักเสบรุนแรง ทารก-เด็กเล็กเสี่ยงสูง

การตรวจสอบเบื้องต้นในประเทศจีน พบว่าผู้ปวยทำงานหรือเดินทางไปยังตลาดปลา South China ที่เมืองดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ขายเฉพาะอาหารทะเลเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ป่าอื่นๆ อย่าง นก ไก่ฟ้า งู กระต่าง และเครื่องในจากสัตว์ต่างๆด้วย จึงตั้งข้อสงสัยว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้อาจแพร่จากสัตว์สู่คน ทางการได้สั่งปิดตลาดแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นมา

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองได้ออกมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นตามสนามบินทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมเรื่อยมาก โดยล่าสุด ( 13 มกราคม 2563) ตรวจพบนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนวัย 61 ปีติดเชื้อไวรัสดังกล่าวก่อนเข้าประเทศ ซึ่งถือเป็นรายแรกของไทย และเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบนอกประเทศจีน พร้อมยืนยันว่า “ไม่ใช่การติดเชื้อในประเทศไทยแต่ติดต่อมาจากจีน”

 

ไวรัสโคโรน่า

ทำไม ไวรัสโคโรน่า จึงน่ากลัว

เชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs) ถูกพบครั้งแรกในปีค.ศ.  1965 สามารถติดเชื้อทั้งในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู ไก่ วัว สุนัข แมว กระต่าย และหมู พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเขตอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อติดเชื้อผู้ป่วยจะแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนบนมาถึง 35%  โรคไข้หวัดจาก ไวรัสโคโรน่ามีมากถึง 15%  สามารถติดเชื้อได้ทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มักป่วยซ้ำๆ  มีความใกล้เคียงกับไวรัสซาร์ส (SARs) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และไวรัสเมอร์ส (MERs) จึงทำให้ความรุนแรงของโรคมีค่อนข้างมาก

เมื่อติดเชื้อแล้ว มักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว น้ำมูกไหล เจ็บคอและไอคล้ายกับอาการของไข้หวัด แต่จะรุนแรงมากขึ้นในวัยทารกหรือเด็กเล็ก ทำให้เป็นโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ รวมถึงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารด้วย ส่วนเด็กโตก็มีอาการไม่ต่างกัน และมักตามมาด้วยโรคหอบหืดเรื้อรัง

ความรุนแรงของโรคจากเชื้อ ไวรัสโคโรน่า ค่อนข้างมาก เพราะหลังจากรับเชื้อแล้วจะใช้เวลาเพียง  2 วันในการฟักตัวก็พร้อมแสดงอาการของโรคทันที และแพร่เชื้อได้ง่ายผ่านการไอหรือจาม สำหรับเชื้อโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบนี้ ถือเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า “สามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คน” ได้หรือไม่ เพราะไม่พบว่าผู้ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในประเทศจีนได้รับเชื้อด้วย จึงคาดการณ์ว่าน่าจะแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนมากกว่า

อ่านต่อ ใครเสี่ยงติดเชื้ออ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ พร้อมวิธีป้องกัน หน้า 2

เด็กก่อนวัยเรียน

รับมือความกลัวของ เด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่ช่วยแก้ได้เมื่อหนู “ขี้กลัว”

เด็กก่อนวัยเรียน หรือเด็กเล็ก  (Preschool age) คือ ช่วงอายุ 3-5 ปี เด็กวัยนี้จะเริ่มมีจินตนาการสูง ทำให้เริ่มมีความกังวลจนทำให้เกิด “ความกลัว” ซึ่งความกลัวของเด็กนั้นเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในช่วงวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตเห็นได้จากอาการที่ลูกกำลังอารมณ์ดี ยิ้มหัวเราะร่า แต่ก็ทำหน้าเหย๋เกทันทีเมื่อเห็นคนแปลกหน้ามาอยู่ใกล้ๆ บางคนร้องไห้ บางคนรีบกลับไปเดินเกาะพ่อแม่แน่น หรือความกลัวในสถานที่ การพบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมากมาย การไม่เห็นพ่อแม่อยู่ในสายตา การห่างจากพ่อแม่เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นความกลัวที่พบบ่อยในเด็กเล็ก อาการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ แต่สามารถช่วยลูกให้คลายกังวลและลดความกลัวลงได้ด้วยคำพูดปลอบอย่างอ่อนโยน และช่วยปรับให้ลูกเข้าผู้อื่นหรือปรับตัวเข้ากับประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าหากปล่อยให้ลูกรู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับความกลัวเหล่านี้บ่อยเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้

รับมือความกลัวของ เด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่ช่วยแก้ได้เมื่อหนู “ขี้กลัว”

“ความกลัว” ถือเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็สามารถเกิดความกลัวขึ้นได้ แต่สิ่งที่กลัวจะแตกต่างกันออกไปตามช่วงวัยความกลัวที่เกิดกับเด็กก่อนวัยเรียนช่วงอายุ 3-5 ปี เช่น

ลูกกลัวการอยู่คนเดียว
ลูกกลัวการอยู่คนเดียว
  • กลัวการนั่งกระโถน
  • กลัวความมืด
  • กลัวเงา
  • กลัวการนอนคนเดียว
  • กลัวสภาพอากาศ เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฟ้าแล่บ
  • กลัวเสียงดัง
  • กลัวสัตว์ประหลาด
  • กลัวความสูง
  • กลัวแมลงและต่าง ๆ งู  จิ้งจก ตุ๊กแก สุนัข ฯลฯ
  • กลัวการหลงทาง
  • กลัวหายไปจากพ่อแม่
  • กล้วการอยู่คนเดียว
  • กลัวเข็มฉีดยา
  • ฯลฯ
ลูกกลัวคนแปลกหน้า
ลูกกลัวคนแปลกหน้า

สาเหตุของความกลัวของ เด็กก่อนวัยเรียน เกิดจาก

  • เด็กในช่วงวัยนี้เริ่มมีจินตนาการสูง แต่ก็ยังไม่สามารถแยกระหว่างความจริงและเรื่องสมมุติได้ จินตนาการเหล่านี้เป็นจินตนาการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจากในนิทาน เรื่องเล่า เช่น เหล่าเจ้าหญิง เจ้าชาย เทพธิดา นางฟ้า แม่มด รวมไปถึงสัตว์ประหลาดต่าง ๆ ซึ่งบทบาทตัวละครบางเรื่องบางตัวอาจทำให้เด็กกลัวได้ แต่เมื่อลูกโตขึ้นผ่านพ้นวัยนี้ ก็จะสามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนจริงและสิ่งไหนเป็นเรื่องสมมุติได้
  • สำหรับเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน ดูแลลูกปกป้องมากเกินไป กลัวจะเกิดอันตรายกับลูกมากไม่กล้าให้ลูกได้ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือพาไปเที่ยวสถานที่อื่น ๆ ก็อาจทำให้เด็กไม่ได้มีโอกาสได้เจอหรือเข้าสังคมกับเด็กในรุ่นเดียวกัน ไม่เจอกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย จึงทำให้เด็กเกิดความกลัวได้ง่าย
  • บางครั้งสาเหตุความกลัวของเด็กเกิดได้จากผู้ใหญ่ชอบขู่ ชอบหลอกให้เด็กกลัว หรือการพูดไม่จริงเพื่อให้เด็กทำในสิ่งที่เราต้องการ อยากให้ลูกเชื่อฟัง เช่น ดื้อนักเดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ อย่าเล่นซ่อนแอบในเวลากลางคืน เดี๋ยวผีมาเอาตัวไป เป็นต้น การพูดหลอกเด็กหรือขู่ลูกเพื่อให้ทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ จะส่งผลให้ความกลัวนั้นจะติดตัวไปกับเด็ก และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วบางครั้งลูกก็ยังไม่สามารถกำจัดความกลัวบางเรื่องออกไปได้
  • ความกลัวจากประสบการณ์ตรงที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เด็กมีความกลัวฝังใจ เช่น ตอนหัดขี่จักรยานใหม่ ๆ แล้วล้มทำให้กลัวการขี่จักรยานบนท้องถนน กลัวตกบันได เป็นต้น
  • การปล่อยให้ลูกนั่งดูทีวีคนเดียว เปิดช่องที่มีเรื่องราวน่ากลัว มีความรุนแรง เด็กจะเก็บไปจินตนาการต่อกลายเป็นความกลัวอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า “สาเหตุหลัก ๆ ที่ลูกน้อยกลายเป็นเด็กขี้กลัว คือ มีแบบอย่างของคนขี้กลัว มีความวิตกกังวล และถูกข่มขู่ ถูกหลอก ทำให้ตกใจกลัวอยู่บ่อย ๆ หรือมีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ถูกตี ถูกดุว่าอย่างรุนแรง ขาดคนประคับประคอง ขาดการฝึกฝนทักษะ ทำให้ขาดความมั่นใจ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ไม่ดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 5 ข้อพ่อแม่ช่วยได้เมื่อลูกขี้กลัว คลิกหน้า 2

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

เสียงสะท้อนจากคุณครู โครงการส่งความรู้ สร้างความสุขปี 2 ช่วยสร้างความรู้ เพิ่มพูนจินตนาการให้กับเด็กๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งการอ่านเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแสวงหาความรู้ ทั้งนี้การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ในวัยเด็กจึงเป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสามารถเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในอนาคตได้ ดังนั้นจึงเกิดโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ขึ้นมาเป็นปีที่ 2  เพื่อจุดประกายรักการอ่านขึ้นในเด็ก โดยได้รับความร่วมมือระหว่างบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้คัดสรรหนังสือคุณภาพกระจายไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศไทย

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

ซึ่งโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 2 ด้วย สำหรับหนังสือที่ทางโรงเรียนได้รับมีหลากหลายประเภท  เช่น หนังสือความรู้รอบตัว หนังสือการ์ตูนภาพสี่สี เป็นต้น ทั้งนี้หนังสือในโครงการดังกล่าวจะส่งผลต่อการอ่านของเด็กๆ ได้อย่างไรบ้าง เราไปฟังพร้อมกันจาก คุณครูสุบรรณ์  ฉัตรสุวรรณ (ครูชำนาญการพิเศษ) หัวหน้างานห้องสมุดโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ ผู้ดูแลโครงการโดยตรง

“ก่อนอื่นทางโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ ต้องขอขอบคุณบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญเรื่องการอ่านของเยาวชนไทย จึงทำให้เกิดโครงการดี ๆ อย่างโครงการส่งความรู้ สร้างความสุขปี 2 ขึ้นมา เพราะโครงการนี้ทำให้นักเรียนกระตือรือร้น และสนใจการอ่านมากยิ่งขึ้น เด็กบางคนจากที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลย แต่พอเริ่มเข้าโครงการเขาก็เริ่มอ่านหนังสือ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังสือที่เราได้รับมามีความน่าสนใจ อ่านสนุก สามารถดึงดูดเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

ซึ่งหนังสือนอกจากจะช่วยสร้างเสริมความรู้ และจินตนาการแล้ว ยังเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมทักษะอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้นด้วย เช่น ยิ่งอ่านหนังสือมาก ยิ่งซึมซับรูปแบบภาษาที่ดีมาใช้ได้ มีคลังคำศัพท์ให้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งหนังสือที่นักเรียนชอบมากที่สุดเป็นหนังสือการ์ตูนแฝงความรู้อย่างหนังสือการ์ตูนชุดวิทยาศาตร์ฉลาดรู้ อย่างไรก็ดีทางโรงเรียนก็มีการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่พอได้เข้าร่วมโครงการก็ถือเป็นการเปิดโอกาส เพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยประยุกต์เข้ากับกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ เช่น วันภาษาไทย วันสุนทรภู่ กอปรกับครู ๆ ทุกท่านก็มีการส่งเสริม รวมถึงสอนนักเรียนทำบันทึกการอ่าน จึงทำให้นักเรียนสามารถสรุปใจความสำคัญและเรียบเรียงการเขียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงทำให้การเรียนของนักเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะนักเรียนได้ทักษะการวิเคราะห์มาจากการอ่าน ทำให้เมื่อทำข้อสอบหรือแบบทดสอบก็จะตีโจทย์แตก และตอบคำถามสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องค่ะ”

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์

 นอกจากนี้คุณครูสุบรรณ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “การอ่านหนังสือไม่ใช่เพียงการท่องจำ แต่เป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง สามารถสร้างเด็กให้มีความรู้และจินตนาการไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังเป็นทางเลือกให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์ สามารถละสายตา และความสนใจจากโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งการได้เข้าร่วมโครงการส่งความรู้ สร้างความสุขทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ดีมีประโยชน์ ซึ่งผลในระยะยาวจะทำให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านอย่างยั่งยืน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพต่อไปค่ะ”

โครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ยังคงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อคุณแม่ลองตรวจสอบดูว่าโรงเรียนของลูกน้อยอยู่ในโครงการหรือไม่ หากอยู่ในโครงการลองชักชวนลูกน้อยมาเข้ามาอ่านหนังสือ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน สร้างความรู้ เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ดี หากสนใจกิจกรรมดีๆ สามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : thehappyread หรือ www.thehappyread.com

โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์