ตั้งครรภ์ 1 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

เพราะหนึ่งเดือนแรกผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าตัวเองท้อง จนกระทั่งมีสิ่งผิดปกติต่างๆ เกิดขึ้น เรามาดูกันค่ะว่า อาการคนท้องเดือนแรก เมื่อคุณแม่ ตั้งครรภ์ 1 เดือน มีอะไรบ้าง และพัฒนาการทารกในครรภ์มีการเติบโตแค่ไหนแล้ว

ตั้งครรภ์ 1 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 1 เดือน

 

ตั้งครรภ์ 1 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

“รู้จักสัญญาณสู่ความเป็นแม่”

สัญญาณสำคัญในเดือนแรกที่ทำให้คุณแม่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ และมีลูกน้อยตัวจิ๋วกำลังเติบโตอยู่ในท้อง จนทำให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าร่างกายผิดปกติ ตามลักษณะอาการคนท้อง 1 เดือนมีดังนี้

  1. ประจำเดือนขาด หมายความว่า คุณแม่ที่มีรอบเดือนปกติทุกเดือน แล้วอยู่ๆ ประจำเดือนที่จะต้องมาขาดหายไป สาเหตุเกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิจนมีลูกน้อยเป็นตัวอ่อน ซึ่งหลังจากตัวอ่อนฝังตัวลงในเยื่อบุมดลูกนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่จบลงในวันที่คุณแม่ควรจะมีประจำเดือนในรอบต่อมาพอดี โดยรังไข่ในร่างกายคุณแม่จะสร้างฮอร์โมนเพื่อดูแลครรภ์ ส่งผลให้หยุดผลิตไข่หรือไม่ตกไข่ ทำให้คุณแม่ประจำเดือนขาดไปนั่นเอง
  1. แพ้ท้อง อาการปกติธรรมดาของคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงแรกคือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เหม็นอาหารหรือสิ่งของรอบกาย เกิดจากฮอร์โมนที่สร้างขึ้นในขณะตั้งครรภ์ส่งผลต่อร่างกายคุณแม่และระบบทางเดินอาหารทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม จนบางครั้งอาเจียน
  1. เต้านมคัดคุณแม่จะรู้สึกรู้สึกเจ็บ คัดตึงเต้านม และเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าเต้านมใหญ่ขึ้น แน่นและคัดตึงจนเจ็บ
  1. ปัสสาวะบ่อย คุณแม่จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เข้าห้องน้ำหลายครั้ง เกิดจากมดลูกที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นมาเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดปัสสาวะได้ง่ายและบ่อยกว่าปกติ แต่หลังจากอายุครรภ์มากขึ้นในช่วงไตรมาสที่สอง มดลูกโตเข้าสู่ช่องท้อง การกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง คุณแม่จะกลับมาปัสสาวะได้ปกติอีกครั้งค่ะ
  1. อ่อนเพลีย คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 เดือนแรก มักมีอาการอ่อนเพลียง่าย อยากนอนหลับพักผ่อนตลอดเวลาสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายขณะตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัว ร่างกายมีการเปาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกเสียพลังงานไปมากและอ่อนเพลียได้ง่ายนั่นเอง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือน คลิกต่อหน้า 2

รวม 12 เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้!

เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้! …มีคุณแม่หลายคนที่คลอดลูกออกมาใหม่ๆ คงอาจมีความสงสัยและสับสนเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง หรือท่าทางอาการและพฤติกรรมต่างๆ ที่พบเห็น Amarin Baby & Kids จึงขออาสามาคลายข้อข้องใจต่างๆ ให้แม่ๆ ได้ทราบกันค่ะ Continue reading “รวม 12 เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้!”

ลูกสาวอวัยวะเพศบวม

แม่ช็อก ลูกสาวถูกเพื่อนแกล้งจนอวัยวะเพศบวม

จากข่าวเหตุการณ์น่าตกใจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อคุณแม่พาลูกสาวตัวน้อยวัย 4 ขวบมาแจ้งความว่า ลูกถูกเด็กชายร่วมชั้นกระทำอนาจารจน ลูกสาวอวัยวะเพศบวม ท่อปัสสาวะอักเสบ ซึ่งได้แจ้งทางครูประจำชั้นแล้ว แต่เรื่องก็เงียบไป จนลูกสาวมีอาการซึมเศร้า

Continue reading “แม่ช็อก ลูกสาวถูกเพื่อนแกล้งจนอวัยวะเพศบวม”

ลูกไม่กินข้าวเช้า เสี่ยงโรคภัยรุม-สมองล้า

แม่ระวัง! ลูกไม่กินข้าวเช้า เสี่ยงเป็นโรคต่อร่างกาย เป็นภัยร้ายกับสมอง …เพราะอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญกว่ามื้ออื่น ๆ การกินอาหารเช้าจะช่วยเติมท้องของลูกน้อยที่ว่างมาทั้งคืนให้เต็ม ทำให้ลูกมีพลังที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพลังสมองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความจำ การเรียนรู้ และความกระตือรือร้น

อาหารมื้อเช้า เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด ซึ่งร่างการของลูกน้อยต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. มากที่สุด เพราะเป็นช่วงตารางนาฬิกาชีวิตของมนุษย์เรา เนื่องจากเวลานี้สมองของคนเราต้องการเลือดและออกซิเจน เป็นอาหารบำรุง ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้า ก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมองนั่นเอง

ซึ่งถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอหรือส่งไปได้น้อยแล้วล่ะก็ จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดศีรษะ ปวดหู ปวดกระบอกตา ปวดข้อเท้า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น เป็นไซนัส หรือ วิตกกังวล …โดยอาการเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ จนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่อาการสมองเสื่อมต่อไปในอนาคต

ลูกไม่กินข้าวเช้า เสี่ยงโรคภัยรุม–สมองล้า

ลูกไม่กินข้าวเช้า

หากลูกน้อยที่อยู่ในวัยเรียน ไม่ได้ทานอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน จะทำให้ขาดสมาธิง่าย ส่งผลต่อสติปัญญา การเรียน เพราะอาหารเช้าจะช่วยเติมพลังสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ และความกระตือรือร้น ทำให้การทำกิจกรรมในแต่ละวันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับเด็กที่อดอาหารเช้าเป็นประจำ ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์อีกด้วย
ทั้งนี้จากผลเสียที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา ดังนี้

1. โรคอ้วน

เพราะการที่เด็กอดอาหารมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจส่งผลให้มื้อต่อๆ ไปกินหนักขึ้นและเผลอกินของหวานเข้าไปก็เป็นได้ แถมอัตราการเผาผลาญยังลดลงอีกด้วย

2. โรคเบาหวาน

เมื่อลูกไม่รับประทานมื้อเช้าบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งถ้าหากรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะช่วยลดภาวะผิดปกติดังกล่าวที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 35-50 เลยล่ะค่ะ

3. โรคอัลไซเมอร์

อย่างไรก็ดีการรับประทานอาหารเช้าจะช่วยไปกระตุ้นพลังให้กับสมองและทำให้มีความจำที่ดีได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากลูกไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า ก็จะทำให้ร่างกายไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า มีอาการหลงลืม ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ ซึ่งหากทำเป็นประจำต่อเนื่องนานๆ อาจนำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างแน่นอน

อ่านต่อ >> “โรคที่ลูกน้อยต้องเสี่ยง เพราะไม่กินอาหารเช้า” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ผิวลูกไหม้แดด

ผิวลูกไหม้แดด ช่วงหน้าร้อน ดูแลอย่างไรดี?

ผิวลูกไหม้แดด พอถึงเดือนมีนาคมเป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน และก็จะร้อนยิ่งยาวไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี นอกจากนี้หน้าร้อนยังมาตรงกับช่วงปิดเทอมของเด็กๆ อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่ากิจกรรมที่สนุกสำหรับเด็กทุกคนก็คือกิจกรรมกลางแจ้ง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีรับมือ และการดูแล ผิวลูกไหม้แดด มาฝากกันค่ะ

 

ผิวลูกไหม้แดด แสงแดดช่วงไหนอันตรายกับผิวลูกมากที่สุด?

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินกันบ้างว่า วิตามิน D จากแสงแดดมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง และควบคุมแคลเซียมของร่างกาย ซึ่งแสงแดดคือแหล่งวิตามินดีธรรมชาติชั้นเยี่ยมสำหรับเด็กๆ แต่ในประโยชน์ของแสงแดดก็ยังซ่อนอันตรายไว้มากด้วยนะคะ

 

Must Read >> แม่แทบช็อก!! ลูกน้อยเล่นกลางแดดจนผิวไหม้สยอง

 

ความร้อนแรงของแสงแดด ที่เป็นอันตรายต่อผิวของทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ คือช่วงเวลาตั้ง 9.00-14.00 น. ซึ่งจะมีค่าชี้วัดความเข้มของแสง(UV Index) สูง(1) จึงแนะนำว่าควรทาครีมกันแดดให้ทั่วผิวหน้า และผิวกายก่อนออกแดด รวมถึงเมื่อต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานานควรมีอุปกรณ์กันแดด เช่น หมวก ร่มUV ใส่เสื้อผ้าให้ปกปิดผิวจากการถูกแสงแดดเผาไหม้ และควรจิบน้ำบ่อยๆ

อ่านต่อ >> “ผิวลูกไหม้แดด ช่วงหน้าร้อน” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องเป็นไข้ กินยาอะไรได้ ปลอดภัยไม่กระทบลูก

เคยสงสัยไหมคะว่า คนท้องเป็นไข้ กินยาอะไรได้ เพราะเราก็รู้อยู่ว่าการกินยาในขณะตั้งครรภ์จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ ดังนั้น เรามาดูกันว่าหาก แม่ท้องไม่สบาย เจ็บป่วยเป็นไข้ จะดูแลตัวเองและกินยาอะไรได้บ้าง

คนท้องเป็นไข้ กินยาอะไรได้

คนท้องเป็นไข้ กินยาอะไรได้

แม่ท้อง ป่วยไข้ง่าย

ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ภูมิต้านทานในร่างกายของคุณแม่จะลดลงทําให้คุณแม่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนอื่น แถมเมื่อคุณแม่ติดเชื้อเป็นไข้ไม่สบายแล้วก็มักจะหายช้ากว่าปกติยารักษาต่างๆ ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะอาจกระทบกับลูกในครรภ์ได้

นอกจากนี้การเป็นไข้สูงนานๆ จะทำให้หัวใจของลูกน้อยในครรภ์จะเต้นเร็วมากขึ้นส่งผลให้ลูกน้อยเจริญเติบโตช้าได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปอาการไข้มักเกิดจาก 3 สาเหตุด้วยกันได้แก่

1.ไข้หวัดซึ่งพบได้บ่อย ทำให้คุณแม่มักมีอาการร่วมคือ เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก

2.ไข้จากการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะ อาการร่วมคือ ปัสสาวะขัด หรือผิดปกติ มีอาการหนาวสั่น

3.ไข้จากระบบทางเดินอาหาร อาการร่วมที่เจอบ่อยๆ คือ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ดังนั้น ในเบื้องต้นต้องรู้ว่าเราเป็นไข้จากสาเหตุอะไรจึงจะรักษาตามอาการได้ถูกต้อง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แม่ท้อง ลดไข้ด้วยวิธีง่ายๆ

หลักการของการลดไข้ คือ การระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้น วิธีไม่มีอะไรมาก ทำได้ง่ายๆ ด้วยการเช็ดตัว เพราะการเช็ดตัวที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างดีวิธีเช็ดตัวที่ถูกต้อง คือ ใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ชุบน้ำเช็ดตัวด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติเท่านั้น เวลาเช็ดให้เช็ดย้อนรูขุมขน และเช็ดเข้าหากลางลําตัวเป็นหลัก

นอกจากนี้ควรใช้ผ้าซับบริเวณจุดระบายอุณหภูมิต่างๆ ได้แก่ ซอกคอรักแร้ ขาหนีบหรือข้อพับต่างๆ และควรเช็ดตัวบ่อยๆจนอุณหภูมิลดลง นอกจาก เช็ดตัวแล้วควรดื่มน้ำมากๆ วันละ 6-8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ปัสสาวะมีมากตามไปด้วยซึ่งจะส่งผลช่วยระบายความร้อนในร่างกายออกได้ดียิ่งขึ้น

ติดตาม ยาลดไข้ที่ปลอดภัยของคุณแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2

อากาศร้อน แม่ท้อง

อากาศร้อน แม่ท้อง และ เด็กเล็ก ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย

เมื่อบ้านเราเข้าสู่หน้าร้อน คนปกติที่แข็งแรงดีก็ยังมีที่ล้มป่วยกันได้ ยิ่งสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์กับเด็กเล็กนั้น ยิ่งต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลให้ดีกว่าปกติ อากาศร้อน แม่ท้อง และ เด็กเล็ก ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย

อากาศร้อน แม่ท้อง ต้องระวังอะไรบ้าง

เริ่มต้นกันที่คุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากอาการแพ้ท้องที่ต้องรับมือแล้ว อาการหลักๆ ที่ต้องพึงระวังในช่วงหน้าร้อนมีดังนี้

1. โรคลมแดด (Heat Stroke)

ช่วงหลังๆ ประเทศต้องเผชิญกับผลจากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น อาการที่เริ่มพบเห็นกันได้บ่อยก็คือ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก ซึ่งจะเกิดเมื่อร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ
อาการคือ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ความดันต่ำ ฯลฯ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาการจะหนักขึ้น จนกลายเป็นเพ้อ, ชัก, ไตล้มเหลว, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ช็อค และเกิดลิ่มเลือดอุดตันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ป้องกัน + รักษา อย่างไร?

1. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจ้าในวันที่อากาศร้อนจัด

2. ดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกจากบ้าน หากต้องอยู่ในที่ที่อากาศร้อนเป็นเวลานานควรจิบน้ำบ่อยๆ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย

3. ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น เสื้อผ้ารูปทรงโปร่งๆ ที่ทำจากผ้าฝ้าย

4. หากมีอาการผิดปกที่เป็นสัญญาณของโรคลมแดด…ควรรีบเข้าที่ร่ม นอนราบ และยกเท้าสูง คลายเสื้อผ้าให้หลวม แล้วใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามศีรษะ, ซอกคอ, รักแร้ หากมีอาการรุนแรง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล

อ่านต่อ อากาศร้อน คนท้องต้องระวังอะไรบ้าง คลิกหน้า 2

น้ำแอปเปิ้ล

พ่อแม่ระวัง ลูกดื่มน้ำแอปเปิ้ลแล้วไอเป็นเลือด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับพี่ชายวัย 10 ขวบ และน้องสาววัย 4 ขวบครึ่ง เมื่อเด็กน้อยทั้ง 2 ดื่ม น้ำแอปเปิ้ล ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วทำให้เด็กน้อยทั้ง 2 ไอออกมาเป็นเลือด ซึ่งเชื่อกันว่ามีสารเคมีอยู่ในน้ำแอปเปิ้ล โดยน้องสาวตัวน้อยดื่มน้ำผลไม้นี้ก่อนแล้วมีอาการป่วยขึ้นมาทันที

Continue reading “พ่อแม่ระวัง ลูกดื่มน้ำแอปเปิ้ลแล้วไอเป็นเลือด”

โรคท้องร่วง ช่วงหน้าร้อน

โรคท้องร่วง ช่วงหน้าร้อน เด็กเล็กควรระวัง!

โรคท้องร่วง ช่วงหน้าร้อน ในช่วงมีนา เมษา ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเดือนที่ร้อนกันสุดๆ ทำให้ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ หรือเด็กต่างก็ต้องหาวิธีคลายร้อนกัน โดยเฉพาะกับเรื่องของอาหาร แต่รู้ไหมว่าอาหารช่วงหน้าร้อนถ้ากินไม่ระวัง เสี่ยงท้องร่วงได้นะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาชวนพ่อแม่เฝ้าระวังสุขภาพลูกจากโรคท้องร่วง ที่เชื้อแบคทีเรียตัวการมักปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม

 

โรคท้องร่วง ช่วงหน้าร้อน  เป็นอย่างไร?

โรคอุจจาระร่วง หรือที่เรียกว่าท้องร่วง(Diarrhea) สามารถเป็นได้กับทุกคน ทุกวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ และเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ โรคท้องร่วงจะมีอาการถ่ายเหลว 3 ครั้งต่อวัน หรือในบางคนที่ธาตุอ่อนอาจมีการถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง  โดยอาการของโรคท้องร่วง จะมีอาการเด่นที่สามารถสังเกตได้ดังนี้ คือ

  • ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ สำหรับเด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในลำไส้ ซึ่งโรคที่อาจเกิดแทรกขึ้นได้คือ อหิวาตกโรค
  • ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำมีมูกเลือดปน สำหรับเด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำมีมูกเลือดปน มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ จนทำให้ลำไส้อักเสบ เด็กๆ จะมีไข้ ปวดท้อง ถ่ายบ่อยแต่ถ่ายออกมาไม่มาก ซึ่งจะคล้ายกับโรคบิด

 

อุจจาระร่วงทั้งสองอาการนี้มีสาเหตุมาจากการทานอาหาร และน้ำดื่ม น้ำแข็งที่ไม่สะอาดมีการปนเปื้อนจากเชื้อโรค รวมทั้งการประกอบอาหารที่ผู้ปรุงไม่ได้รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ และไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนทำอาหาร ฯลฯ  ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงขึ้นได้

อ่านต่อ >> “เมื่อลูกท้องร่วง แม่ต้องสังเกตอาการให้เป็น” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทำนายเพศลูก ตำราจีน

ทำนายเพศลูก ตำราจีน แม่นหรือไม่? แม่ท้องต้องลอง

ทำนายเพศลูก ตำราจีน …ปัจจุบันการลุ้นผลว่าได้ลูกชายหรือลูกสาวหน้าห้องคลอดดูเหมือนจะไม่น่าตื่นเต้นเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะเนื่องจากมีเทคโนโลยีในการตรวจที่สามารถบอกเพศของทารกได้ตั้งแต่เดือนที่ 5 โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวน์ (การทราบเพศเป็นหนึ่งในผลพลอยได้ ของการตรวจดูสุขภาพและความสมบูรณ์ของทารก)

ดังนั้นโมเม้นต์ในการลุ้นทายผลในวันคลอดของสมัยก่อนจึงแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็อาจมีบ้างที่การอัลตร้าซาวน์ฃไม่สามารถบอกเพศได้ชัดเจน เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ทารกอาจกำลังบิดตัวไปทางอื่น หรือหนีบตัว งอตัวบังเอาไว้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นคุณหมอก็จะสันนิษฐานเพศให้จากโครงสร้างร่างกาย แต่ก็ไม่ได้ชัดเจน และมีโอกาสผิดพลาดพอสมควร

และเนื่องจากที่ในสมัยก่อนหน้าที่เรายังไม่มีเทคโนโลยีในการตรวจสอบนี้ การทราบเพศทารกก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่… มันถูกเรียกว่า “การทำนายเพศของทารกที่อยู่ในครรภ์” มากกว่า ซึ่งวิธีการทำนายเพศ ที่ Amarin Baby & Kids จะแนะนำต่อไปนี้ เป็นการทำนาย ซึ่งจากข้อมูลที่อ้างอิงได้นั้น มีความถูกต้องถึง 90% ถ้าคุณใช้มันอย่างถูกต้อง

นั้นคือ ตาราง ทำนายเพศลูก ตำราจีน หรือ Chinese gender charts ซึ่งตารางนี้ก็มีที่มาจากการรวบรวมข้อมูลของคนจีนตั้งแต่สมัยโบราณมาเป็นเวลามากกว่า 700 ปี โดยใช้ข้อมูลสองอย่างในการทำนายเพศลูก นั่นคือ อายุของคุณแม่ตอนที่ตั้งครรภ์ และเดือนที่ปฏิสนธิหรือเดือนที่มีกิจกรรมแล้วเกิดการตั้งครรภ์

วิธีการทำนายเพศลูกโดยใช้ตารางทำนายเพศ Chinese gender charts

  1. ดูอายุของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ในช่องแรกแนวตั้ง
  2. เลือกเดือนที่เริ่มปฏิสนธิ (เดือนที่มีเพศสัมพันธ์กันและอยู่ในช่วงวันตกไข่) ในช่องด้านบนแนวนอน
  3. ลากเส้นจากทั้ง 2 ช่อง ตามทั้ง 2 ข้อด้านบน
  4. ดูจุดที่เส้นทั้ง 2 เส้นตัดกันว่าอยู่ตรงช่องไหน

ผลการคำนวณจากตาราง ได้ค่า 2 อย่างคือ ตัวเด็กทารกสีฟ้า เป็น ลูกชาย และถ้าตัวเด็กทารกสีชมพู เป็น ลูกสาว

 

อ่านต่อ >> ทดลองใช้ ตารางทำนายเพศลูก Chinese gender charts คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ถูกอ่างอาบน้ำดูด

ระวังอ่างอาบน้ำ ลูกน้อยเสี่ยงถูกดูดอาการโคม่า

มีข่าวเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่โรงแรมริมชายหาดในบัลแกเรีย เมื่อเด็กน้อยชาวอังกฤษ วัย 4 ขวบ ถูกอ่างอาบน้ำดูด จนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ เกิดขึ้นกับเด็กหญิงอิซาเบลลาที่อาบน้ำอยู่ในอ่างของโรงแรมกับคุณแม่ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงร้องขึ้น เพราะเครื่องปั๊มสร้างน้ำวน

Continue reading “ระวังอ่างอาบน้ำ ลูกน้อยเสี่ยงถูกดูดอาการโคม่า”

เสี่ยงขั้นสุดเมื่อ เป็นโรคธาลัสซีเมีย ขณะตั้งครรภ์

เสี่ยงขั้นสุดเมื่อ เป็นโรคธาลัสซีเมีย ขณะตั้งครรภ์ โรคธาลัสซีเมีย คือ โรคโลหิตจางที่เกิดจาก โกลบิน ผิดปกติ คนที่เป็นโรคนี้จะมีเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ไม่สามารถจับออกซิเจนได้ดีเท่าเม็ดเลือดแดงทั่วไป หนำซ้ำยังถูกทำลายได้ง่าย

 

เด็กทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่ในครรภ์ หรือถ้าไม่เสียชีวิต ก็จะมีอาการของโรค ได้แก่ โลหิตจาง ตับโต ม้ามโต ตัวเหลือง ตาเหลือง ติดเชื้อง่าย ไม่เจริญเติบโต ซึ่งสุดท้ายมักเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยอาการหัวใจวาย ไม่ก็การติดเชื้อ

เสี่ยงขั้นสุดเมื่อ เป็นโรคธาลัสซีเมีย ขณะตั้งครรภ์

 

เป็นโรคธาลัสซีเมีย ขณะตั้งครรภ์

 

โกลบิน คืออะไร

โกลบินเป็นโปรตีน หรือกรดแอมิโนที่ต่อกันเป็นเส้น มีอยู่ 4 เส้น คือ ชนิดแอลฟา(Alpha) เบต้า (Beta) แกมมา (Gamma) และเดลต้า (Delta) เมื่อโกลบิน 4 เส้นมารวมตัวร่วมกับสารฮีมซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือธาตุเหล็ก จะกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่า เฮโมโกลบิน (Haemoglobin) นั่นเอง

โกลบินที่ผิดปกติเป็นอย่างไร

โกลบินที่ผิดปกติมี 2 แบบ คือ

โครงสร้างโกลบินผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกรดแอมิโนที่ต่อกันเป็นเส้น ทำให้คุณสมบัติจับออกซิเจนแย่ลง เม็ดเลือดแดงที่มีโกลบินโครงสร้างผิดปกติ มีมากมายทั่วโลก ประมาณ 700 ชนิด โดยในประเทศไทยก็มีมากมาย เช่น เฮโมโกลบินอนันทราช เฮโมโกลบินมหิดล เฮโมโกลบินศิริราช เฮโมโกลบินสวนดอก เฮโมโกลบินตาก เฮโมโกลบินมาเลย์ เฮโมโกลบินอี เป็นต้น

จำนวนโกลบินผิดปกติ เช่น ไม่สร้างโกลบินแอลฟาหรือโกลบินเบต้า หรือสร้างน้อยกว่าปกติ

  • หากไม่สร้างโกลบินแอลฟาเลย เรียกแอลฟาธาลัสซีเมีย-1 (α0)
  • หากสร้างโกลบินแอลฟาน้อยกว่าปกติ เรียกแอลฟาธาลัสซีเมีย-2 (α+)
  • หากไม่สร้างโกลบินเบต้าเลย เรียกเบต้าศูนย์ธาลัสซีเมีย (β0)
  • หากสร้างโกลบินเบต้าน้อยกว่าปกติ เรียกเบต้าบวกธาลัสซีเมีย (β+)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

“ ยีน” ช่วยควบคุมการสร้างโกลบิน

โกลบินจะสร้างได้น้อย หรือไม่สร้างเลย ต้องอาศัยหน่วยพันธุกรรมที่เรียกว่า “ ยีน “ เป็นตัวควบคุม กลุ่มที่เกิดแอลฟาธาลัสซีเมียทั้งชนิดที่ 1 และ 2 มีความผิดปกติที่ยีนแอลฟาโกลบิน กลุ่มที่เกิดเบต้าศูนย์ธาลัสซีเมียทั้งชนิดศูนย์และบวกมีความผิดปกติที่ยีนเบต้าโกลบิน

โรคธาลัสซีเมีย เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคธาลัสซีเมีย จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมในแบบลักษณะด้อย ทั้งนี้คนที่เป็นโรคธาลัสซีเมียได้นั้น ต้องมียีนธาลัสซีเมียสองยีน คือมาจากทั้งพ่อและแม่

โดยยีนธาลัสซีเมียทั้งสองมารวมตัวกันจนสั่งการให้เกิดเป็นโรคธาลัสซีเมียในลูก หากพ่อเป็นพาหะหรือโรคธาลัสซีเมียฝ่ายเดียว แม่ไม่เป็น หรือแม่เป็นพาหะธาลัสซีเมียคนเดียว พ่อไม่เป็น หรือทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะ แต่ธาลัสซีเมียของพ่อและแม่ไม่มารวมกันจนเกิดโรค อย่างนี้ลูกไม่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่อาจเป็นพาหะธาลัสซีเมียเหมือนพ่อหรือแม่เท่านั้น

ติดตาม เสี่ยงขั้นสุด เมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย ขณะตั้งครรภ์ คลิกต่อหน้า 2

โภชนาการก่อนตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยง คลอดก่อนกำหนด

You are what you eat !! ยังคงเป็นข้อความที่ถูกต้องและแท้จริงเสมอสำหรับสุขภาพของคนเราตลอดกาล  เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน การกินก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องใส่ใจเสมอ เราจึงมีงานวิจัยน่ารู้เกี่ยวกับ โภชนาการก่อนตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยง คลอดก่อนกำหนด เพราะการเลือกกินดี เลือกบริโภคอาหารที่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อส่งผลดีต่อเนื่องไปจนคลอดลูกน้อยมาฝากค่ะ

โภชนาการก่อนตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยง คลอดก่อนกำหนด

 

โภชนาการก่อนตั้งครรภ์

 

หากวางแผนตั้งท้อง…ต้องมองหาโภชนาการดีๆ

เพราะมีงานวิจัยชิ้นใหม่จาก University of Adelaide ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารThe Journal of Nutrition ในต่างประเทศพบว่า ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดี หรือเรียกง่ายๆ ว่ากินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ เช่น ไขมัน น้ำตาล ของทอดหรืออื่นๆ ก่อนที่จะตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงสูงที่เมื่อถึงเวลาตั้งครรภ์แล้ว จะมีโอกาสในการคลอดลูกน้อยก่อนกำหนดถึงประมาณ 50% กันเลยทีเดียว

การศึกษาของสถาบันวิจัยโรบินสัน ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้ใช้วิธีสังเกตพฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงจำนวน 300 คน ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย

ซึ่งก็ได้ผลว่า เมื่อสาวๆ มีโภชนาการก่อนตั้งครรภ์ที่ดี ได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ทั้งโปรตีน และผลไม้ สามารถลดโอกาสเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนดเมื่อตั้งครรภ์ได้ ในทางกลับกันบรรดาสาวๆ ที่เลือกกินอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันสูง จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดถึง 50% นั่นเอง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม โภชนาการดี ก่อนตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยง คลอดก่อนกำหนด   คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 39-40 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 39-40 สัปดาห์ ถือเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่คงจะทั้งตื่นเต้นที่ได้เห็นหน้าลูกและกังวลใจเรื่องการคลอดไปพร้อมกัน แต่อย่ากังวลใจไปค่ะ มาดูว่าในช่วงนี้จะมีสัญญาณที่บอกเรื่องการคลอดอะไรบ้าง เพื่อให้คุณแม่ได้เตรียมพร้อมรับมือได้อย่างดีที่สุด

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 39-40 สัปดาห์

 

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 39-40 สัปดาห์


อาการคนท้อง 39-40 สัปดาห์

  • สัญญาณบอกเตรียมคลอด

ช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ของคุณแม่จริงๆ ค่ะ เพราะเป็นช่วงเวลาทองที่ลูกน้อยพร้อมจะคลอดเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะมีสัญญาณต่างๆบ่งบอกล่วงหน้า สัญญาณที่ว่านี้มีอะไรบ้างนะ

  • มูกเลือดออกจากช่องคลอด

คุณแม่อาจพบว่ามีหยดเลือดสีชมพู สีแดง หรือสีน้ำตาล ไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าใกล้คลอดในอีกไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์นี้แล้ว โดยปกติหากยังไม่ถึงเวลาคลอด ปากมดลูกจะยังไม่เปิดและมีมูกข้นเหนียวคอยปิดไว้เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าไป แต่เมื่อใกล้คลอด ปากมดลูกจะบางลงและนิ่มขึ้น เส้นเลือดบริเวณนั้นจึงฉีกขาด ทำให้มูกข้นที่หลุดออกมามีเลือดปน

  • ท้องลด

เพราะลูกน้อยเคลื่อนที่ลงต่ำ โดยไปอยู่ในบริเวณเชิงกราน ทำให้ท้องของคุณแม่ที่ยื่นขึ้นย้อยต่ำลง ในท้องแรก ท้องมักจะย้อยต่ำลงในช่วงก่อนคลอด 2-4 สัปดาห์ แต่ในท้องที่สองพบว่า ท้องกลับไม่ย้อยต่ำลงเลยจนกว่าจะคลอด นั่นเพราะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานของคุณแม่ขยายไปตั้งแต่ท้องแรก จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนนั่นเอง

  • เจ็บจี๊ดเหมือนไฟช็อต

เมื่อลูกน้อยเคลื่อนต่ำลงมาบริเวณเชิงกราน ซึ่งเป็นจุดรวมของเส้นประสาทต่างๆ มากมาย จึงทำให้เกิดอาการเจ็บจี๊ดเหมือนไฟช็อตบริเวณอุ้งเชิงกรานลงไปถึงขา ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนคลอด 2 สัปดาห์ อีกทั้งยังทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาการคนท้อง 39-40 สัปดาห์ คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 37-38 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 37-38 สัปดาห์ นี้ คุณแม่จะหายใจสะดวกขึ้นเพราะท้องลด รวมทั้งคุณหมออาจจะนัดคุณแม่เพื่อตรวจถี่ขึ้นด้วย ไปดูกันค่ะว่าคุณหมอจะนัดตรวจอะไร และลูกน้อยของแม่จะเตรียมพร้อมคลอดแล้วหรือยัง

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 37-38 สัปดาห์

 

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 37-38 สัปดาห์


อาการคนท้อง 37-38 สัปดาห์

  • ตรวจครรภ์ถี่ขึ้น

ตั้งแต่อายุครรภ์คุณแม่เข้าสู่ไตรมาสที่สาม คุณหมอมักจะนัดตรวจครรภ์ถี่ๆ ขึ้นทุก 1-2 สัปดาห์ โดยตรวจหาไข่ขาวในปัสสาวะ ตรวจวัดความดันโลหิต และติดตามอาการบวมต่างๆ เพื่อตรวจเช็กอาการครรภ์เป็นพิษ และความพร้อมก่อนคลอด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายต่างๆ รวมถึงตรวจว่าลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อช่วยในการวางแผนการคลอด ประเมินผลสุขภาพและติดตามดูแลลูกน้อยในครรภ์คุณแม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการคลอดคุณภาพ ที่จะทำให้คุณแม่และลูกน้อยแข็งแรงปลอดภัยมากที่สุด

  • ท้องลด

เมื่อลูกน้อยกลับตัว เอาศีรษะลงในอุ้งเชิงกรานคุณแม่แล้ว คุณแม่จะรู้สึกเบาสบายบริเวณลิ้นปี่ รู้สึกหายใจสะดวกขึ้น  แต่คุณแม่บางคนอาจยังไม่มีอาการท้องลดในช่วงนี้ แต่ท้องจะไปลดในช่วงใกล้เจ็บครรภ์คลอดก็ได้ค่ะ

  • ขยันก่อนคลอด

อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่บางท่าน เนื่องจากเห็นว่าช่วงนี้ยังพอมีเวลาที่จะจัดห้อง จัดบ้านเพราะกลัวว่าหลังคลอดจะไม่มีเวลาทำ จึงขยันทำงานบ้านได้ แต่ขอแนะนำว่าคุณแม่ควรงดการจัดบ้านและกิจกรรมงานเหล่านี้ แล้วเก็บออมแรงและพลังงานไว้เพื่อใช้ในการคลอดจะดีที่สุดค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาการเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ รีบหาหมอด่วน คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 35-36 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 35-36 สัปดาห์ ในช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ใกล้จะได้เห็นหน้าลูกน้อยกันแล้ว มาดูกันค่ะว่า คุณแม่จะมีอาการอะไรและลูกน้อยจะเก่งและเติบโตได้แค่ไหนกันแล้ว

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 35-36 สัปดาห์

 

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 35-36 สัปดาห์

 

อาการคนท้อง 35-36 สัปดาห์

  •  มีอาการเจ็บและชา

อาการเจ็บๆ ปวดๆ ตามร่างกาย คงเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายของคนท้อง เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น อาการเจ็บปวดของคุณแม่ก็ดูจะเข้มข้นมากขึ้นตามไปด้วย มาในสัปดาห์นี้ นอกจากอาการปวดบริเวณหลังหรือขาแล้ว ยังมีอาการปวดและชาที่นิ้วมือ ฝ่ามือ และข้อมือเพิ่มขึ้นมาด้วย

สาเหตุที่เกิดอาการชานั้นมาจากมีเลือดจำนวนมากมาคั่งบริเวณข้อมือ ทำให้เกิดแรงกดที่ช่องใต้กระดูกข้อมือ จนไปบีบรัดเส้นประสาท จึงทำให้เกิดอาการเหน็บชาและเจ็บจี๊ดเหมือนโดนเข็มแทง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการนี้คงทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญไม่น้อย เรามาดูวิธีบรรเทากันดีกว่าค่ะ

  1. ลองสวมใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ (แบบเดียวกับที่ใช้ในผู้ที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ) เพื่อช่วยให้ข้อมือเคลื่อนไหวน้อยลง ซึ่งมีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ แต่อุปกรณ์นี้สวมใส่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใส่ตลอดทั้งวัน เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
  2. นำหมอนมารองข้อมือขณะนอนหลับ
  3. หากคุณแม่ต้องทำงานที่ต้องเคลื่อนไหวข้อมืออย่างต่อเนื่อง เช่น การพิมพ์คีย์บอร์ด อย่าลืมพักบ่อยๆ และบีบ-คลาย เพื่อผ่อนคลายข้อมือเสมอๆ

ติดตาม อาการสำคัญอื่นๆ และโภชนาการแม่ท้อง ไตรมาสสาม คลิกต่อหน้า 2

เปิดตัวรถ DG Yummy Truck

บริษัทแปซิฟิค เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้นำเข้านมแพะผงสำหรับทารกและเด็กเล็กคุณภาพดีจากประเทศนิวซีแลนด์ แบรนด์ดีจี ได้ทำการเปิดตัวรถ DG Yummy Truck นำโดยคุณพาทริค โรมัน บรูล์มาน CEO

ซึ่งเป็นรถที่จะสร้างความสุขให้เด็กๆและครอบครัว ในรถจะมีนมแพะดีจี ไอศครีมและแพนเค้กสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของนมแพะดีจีที่มีรสชาติดี หอม อร่อย มาแจกเด็กๆในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

โดย DG Yummy Truck เปิดตัวครั้งแรกที่แรกในงาน Amarin baby and kid fair ครั้งที่ 9 ที่ไบเทคบางนา

มีคุณนุ้ย สุจิตราและครอบครัว คุณปอนด์ ชยพล หลีระพันธ์ และ น้องรดา มาร่วมแสดงความยินดีด้วย

ตั้งครรภ์ 33-34 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 33-34 สัปดาห์ เป็นช่วงที่คุณแม่ใกล้คลอดเข้ามาทุกที โดยคุณแม่บางท่านจะเริ่มมีอาการเจ็บครรภ์เตือนกันแล้ว อยากรู้ไหมคะว่ามีอาการอย่างไร ไปติดตามกันได้เลยค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 33-34 สัปดาห์

 

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 33-34 สัปดาห์

 

อาการคนท้อง 33-34 สัปดาห์

  • เท้าบวม

สาเกตุเกิดจากน้ำหนักครรภ์ของคุณแม่ไปกดหลอดเลือดดำใหญ่ด้านหลังลำตัว ทำให้เลือดเดินกลับขึ้นเข้าสู่หัวใจไม่สะดวก ซึ่งนอกจากเท้าบวมแล้วคุณแม่อาจมีอาการหน้าแข้งบวมด้วยได้ ซึ่งหากสังเกตว่ามีอาการเท้าบวมมาก ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นส่วนหนึ่งของครรภ์เป็นพิษได้

  • ปวดหน่วงเชิงกราน

เกิดจากบริเวณข้อต่อของกระดูกเชิงกรานหย่อนตัว ทำให้คุณแม่มีอาการปวดหน่วงเชิงกราน เวลาเปลี่ยนอิริยาบถได้

  • รกสมบูรณ์

รกของคุณแม่ที่เป็นระบบสำคัญในการหล่อเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์จะสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมกับสร้างฮอร์โมนต่างๆ มากขึ้นเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ ช่วยในการขยายตัวของมดลูกและเตรียมพร้อมเพื่อการคลอดของคุณแม่

อาการอื่นๆ ได้แก่

  • หายใจลำบาก หายใจไม่ทัน หอบ เพราะมดลูกที่มีขนาดใหญ่และลูกน้อยไปเบียดปอดของคุณแม่
  • เริ่มมีน้ำนมเหลืองไหลออกมาจากหน้าอก
  • ปวดปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะเล็ดเมื่อหัวเราะหรือจาม
  • ปวดหลัง ปวดขา หรือข้อต่างๆ ทำให้นอนหลับยากขึ้นและอ่อนเพลีย
  • สะดือคุณแม่จะตื้นขึ้น และมีสีคล้ำลง และเส้นดำกลางลำตัวก็จะมีสีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม พัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงของแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2