The goat milk of New zealand

ใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น

คุณพ่อเสียชีวิต เพราะใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น

ข่าวสุดสะเทือนใจ เมื่อคุณพ่อลูกอ่อน มีอาการตับวายโดยไม่ทราบสาเหตุ จนเสียชีวิต คาดว่าน่าจะมาจากการ ใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น โดยคุณหมอวินิจฉัยว่า คุณพ่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ จากการดูดน้ำร่วมกับคนอื่น ซึ่งคุณพ่อ มีอาการโคม่า คุณหมอต้องให้เลือด 6 ถุงต่อวัน

ใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น

คุณหมอคาดว่าต้นเหตุของอาการป่วยในครั้งนี้ เกิดจากการใช้แก้วน้ำดื่ม หลอด หรือช้อนร่วมกับคนอื่น ทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ในที่สุดคุณพ่อก็เสียชีวิตลง

ใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น

คุณแม่ กล่าวว่า “ทำไมถึงเร็วขนาดนี้ ทำไมต้องแยกเราสองคน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก คิดถึงแต่ทำอะไรไม่ได้ พยายามทำตัวไม่ให้เครียด แต่ก็ยังคิดซ้ำ ๆ เขาไม่ได้หายไปไหน เขายังอยู่ในความทรงจำ อยากบอกเขาว่าไม่ต้องห่วงตนกับลูก ตนอยู่ได้ และจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี ส่วนเงินบริจาคนั้น ปิดรับบริจาคนานแล้ว แต่ก็ยังมีพี่ ๆ ใจดี โทร. มาขอบริจาค แต่ทางเราไม่รับแล้ว”

ใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น

Amarin Baby & Kids ขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวของคุณพ่อด้วยนะคะ สำหรับการเสียชีวิตในครั้งนี้ คือการเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน ซึ่งต้องระมัดระวังให้มากๆ   “โรคไวรัสตับอักเสบเอ”  สามารถติดต่อกันได้ทางการรับประทานอาหาร และการดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อนี้  การรับประทานอาหารร่วมกับคนอื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง หรือล้างมือไม่สะอาด ทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในอาหาร และภาชนะ

คนที่ติดเชื้อจะมีอาการอักเสบของตับ ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดท้อง ตัวเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ฉะนั้น ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยจะรับประทานอาหาร จึงควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และสะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารตามร้านอาหารริมทาง ควรเลือกร้านที่สังเกตดูแล้วมีความปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อย

เรามาทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบกันค่ะ ว่ามีกี่ชนิด และมีความรุนแรงแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อคุณพ่อ คุณแม่และลูกน้อยจะได้ระมัดระวัง

 

ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด?

จากข้อมูลของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ไวรัสตับอักเสบนั้น มี 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี   ซึ่งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเข้าไปในตับ ซึ่งไวรัสแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ดังนี้

1.ไวรัสตับอักเสบเอ

เป็นเชื้อไวรัสที่มีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ซึ่งมีการบรรยายไว้ว่ามีการระบาด ทำให้เกิดดีซ่านทั้งเมือง ติดต่อกันได้ง่ายโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค เมื่อเชื้อโรคผ่านกระเพาะไปยังลำไส้ เชื้อจะฝังอยู่ในลำไส้ แล้วกระจายไปสู่ตับ หลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเกิดอาการตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ดีซ่าน ซึ่งผู้ใหญ่จะมีอาการมากกว่าเด็ก ซึ่งมักจะเกิดตามแหล่งที่มีคนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น เช่น บ้านเด็กอ่อน ค่ายทหาร หรือตามจังหวัดแนวตะเข็บชายแดน

ไวรัสตับอักเสบเอเป็นไวรัสที่เป็นเฉียบพลัน ถ้าหายแล้วจะหายขาด ซึ่งคนที่มีภูมิคุ้มกันนี้แล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก ในปัจจุบันพบน้อยลงเพราะมีวัคซีนป้องกันแล้ว

2.ไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตัวนี้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านใน AEC เพราะคนไทย 3% มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย เพราะการติดเชื้อมักเกิดจากการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีวัคซีนป้องกันเด็กแรกเกิด คุณแม่ที่เป็นพาหะ ทำให้ลูกติดเชื้อระหว่างคลอด มักทำให้เกิดการแฝงตัว เป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง และเกิดผลระยะยาวคือ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับได้ในระยะยาว ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

ในปัจจุบันมีแนวในการรักษาได้ในบางระยะ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ในประเทศทางตะวันออก จะแตกต่างกับทางตะวันตก การติดเชื้อมักเกิดในวัยผู้ใหญ่ อาการของโรคมักจะเป็นตับอักเสบเฉียบพลัน และสามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายให้หายขาดได้

ใช้หลอดดูดร่วมกับคนอื่น3.ไวรัสตับอักเสบซี

เป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งการติดเชื้อเกิดจากการได้รับเลือด หรือใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น การสัก การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด ในประเทศไทยมีความเสี่ยงประมาณ 1% มักไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ แต่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในตับ เมื่อนานๆ เข้า จะเกิดพังผืดสะสม จนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด ซึ่งปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้

4.ไวรัสตับอักเสบดี

เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบบี พบในประเทศทางยุโรปมากกว่าในประเทศไทย เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ต้องอาศัยไวรัสตับอับเสบบีในการแบ่งตัว ซึ่งจะทำให้ตับอักเสบซ้ำซ้อน จึงต้องรักษาร่วมกัน

5.ไวรัสตับอักเสบอี

เป็นไวรัสชนิดใหม่ที่ตรวจพบมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลือง ตาเหลือง บางคนอาจเหลืองนานเป็นสัปดาห์ หรือ 2-3 เดือน พบได้ในสัตว์ เช่น หมู กวาง และสัตว์อื่นๆ ซึ่งเกิดในคนที่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ “ไวรัสตับอักเสบ ชนิดไหนน่ากลัวที่สุด?” คลิกหน้า 2

คุณแม่ท้อง ก็ขาดสารอาหาร ได้นะ

เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะบำรุงร่างกายกันเต็มที่ แต่รู้ไหมคะว่า…แม่ท้องก็ขาดสารอาหารได้นะ เพราะบางคนกินไม่ถูกวิธี กินน้อย กลัวอ้วน หรืออื่นๆ ดังนั้น มาดูกันว่า แม่ท้อง ขาดสารอาหาร ได้อย่างไร

คุณแม่ท้อง ขาดสารอาหาร

แม่ท้อง ขาดสารอาหาร ได้อย่างไร

 

ภาวะขาดสารอาหารคืออะไร

คือ ภาวะที่เกิดจากร่างกายไม่ได้รับวิตามิน เกลือแร่ หรือสารอาหารอื่น ๆ เพียงพอต่อการทํางานของร่างกายที่จะทําให้ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติสุข อาจจะเกิดจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ มีปัญหาการย่อย การดูดซึมอาหาร หรือปัญหาทางการแพทย์อื่น ๆ

สาเหตุสําคัญที่ แม่ท้อง ขาดสารอาหาร

  1. ขาดสารอาหารมาตั้งแต่ก่อนท้อง

2. รับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ สาเหตุจากความยากจน อาหารมีราคาแพง การขาดแคลนอาหารในท้องถิ่นแพ้ท้อง ท้องอืด แน่นและจากสาเหตุอื่น ๆ

3. รับประทานอาหารไม่ถูกวิธี เช่น กิน ข้าวขัดขาวทําให้ขาดวิตามิน รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ไม่รับประทานผักผลไม้ เป็นต้น

4. มีโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ท้องเสียตกเลือดมากโรคกระเพาะลําไส้อักเสบโรคพยาธิลําไส้แพ้อาหาร โรคตับ โรคไต โรคถุงน้ําดี โรคเบาหวาน โรคเอดส์ โรคมะเร็ง โรคเรื้อรังอื่น ๆ ติดเหล้า ติดบุหรี่ติดยาเสพติด นอนบนเตียงในโรงพยาบาลนาน ๆ ได้รับการผ่าตัด กระเพาะ ลําไส้ฯลฯ

5. มีความเชื่อเรื่องการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น กลัวอ้วนหลังคลอด ไม่รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะกลัวลูกจะโตคลอดยาก คนบางกลุ่มมีความเชื่อว่าหากกินไข่เด็กที่คลอดออกมาจะลักเล็กขโมยน้อย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ผลเสียเมื่อแม่ท้องขาดสารอาหาร คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 15-16 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

เข้าสู่การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 กันแล้ว เรามาดูกันค่ะว่า พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 15-16 สัปดาห์ ของคุณแม่ท้องจะเป็นอย่างไร และลูกน้อยในครรภ์จะมีพัฒนาการดีแค่ไหนกันแล้ว

 พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 15-16 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 15-16 สัปดาห์

อาการคนท้อง 15-16 สัปดาห์

  • ภูมิคุ้มกันทำงานช้าลง

เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 อย่างเต็มตัวแล้ว คุณแม่ท้องหลายๆ คนอาจรู้สึกว่าทำไมช่วงนี้ถึงป่วยง่ายจัง เดี๋ยวก็เป็นหวัด เดี๋ยวก็คัดจมูก สาเหตุสำคัญที่ช่วงนี้รู้สึกอ่อนแอกว่าปกติ นั่นเพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานช้าลง ซึ่งการที่ระบบนี้ทำงานช้าลงนั้นกลับส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ หมายความว่าร่างกายของคุณแม่จะไม่ไปกำจัด ปฏิเสธ หรือมองว่าลูกในครรภ์เป็นสิ่งแปลกปลอม แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้การต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆ ของคุณแม่ลดต่ำลงไปด้วย จึงทำให้คุณแม่เป็นหวัด คัดจมูก เจ็บคอได้ง่าย ซึ่งหากดูแลตัวเองดีๆ อาการหวัดก็จะหายไปได้เอง แต่หากเป็นไข้หนักอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกได้ ดังนั้น หากใครสงสัยว่าจะมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยาแก้หวัดมากินเอง เพราะยาบางตัวอันตรายหรืออาจได้รับตัวยามากเกินความจำเป็น

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หากคุณแม่ท้องคนไหนยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มาก่อน ในช่วงสัปดาห์นี้สามารถรับวัคซีนนี้ได้แล้ว ซึ่งสามารถคุ้มกันโรคได้นาน 1 ปี ไข้หวัดใหญ่นับเป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับแม่ท้อง เพราะอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เป็นต้น เพราะฉะนั้นอย่าลืมแจ้งแพทย์หรือขอคำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นะคะ

บทความแนะนำ กลุ่มเสี่ยง ไข้หวัดใหญ่ ที่ควรได้รับวัคซีนทุกปี
  • น้ำหนักเพิ่ม หุ่นเปลี่ยนไป

เพราะน้ำหนักของคุณแม่จะขึ้นมาประมาณ 2.5 กิโลกรัม และขนาดท้องก็เริ่มเห็นชัดเจน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้าและเสื้อชั้นในแล้วค่ะ

  • มีอาการปวดแปลบที่ท้องน้อยเป็นบางครั้ง

หรือปวดเวลาเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป เพราะมดลูกของคุณแม่ขยายตัว ซึ่งจะทำให้อึดอัดเริ่มหายใจลำบากเล็กน้อย เพราะมดลูกที่ขยายไปเบียดกะบังลมและปอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การเปลี่ยนแปลงของแม่ท้อง 15-16 สัปดาห์ คลิกต่อหน้า 2

ของใช้ใกล้ตัว ที่ซ่อนความสกปรก

10 อันดับ ของใช้ใกล้ตัว ที่ซ่อนความสกปรก ถูกใช้บ่อยที่สุด

ของใช้ใกล้ตัว ที่ซ่อนความสกปรก มีเรื่องชวนให้ยี้กันอีกแล้วค่ะ ที่ขอบอกว่าทุกคนในครอบครัวต้องสัมผัส หยิบ จับกันทุกวันเป็นประจำ ของใช้บางอย่างก็อยู่ติดตัวเกือบจะตลอดเวลา ซึ่งวันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาเฉลย 10 อันดับของใช้ใกล้ตัว ที่ซ่อนไว้ด้วยความสกปรก แบบที่ทุกคนในครอบครัวนึกไม่ถึงเลยล่ะค่ะ

 

ของใช้ใกล้ตัว ที่ซ่อนความสกปรก – ความสกปรกเกิดได้จากอะไรบ้าง?

มีคุณแม่บ้าน พ่อบ้าน ที่รักความสะอาด ปัด กวาด ถูบ้านกันทุกวัน ยิ่งถ้าวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี่เรียกว่างานล้างบ้านกันเลย แต่เชื่อไหมคะว่า ที่ทำความสะอาดกันหนักๆ แบบนี้ ภายในบ้านตามมุมโต๊ะ ตู้หนังสือ หมอน ที่นอน ผ้าห่ม โซฟา ผ้าม่าน หลังทีวี ฯลฯ ก็ยังจะมีเศษฝุ่น ผง ให้หงุดหงิดใจจนได้

 

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เวลาที่เราเปิดหน้าต่าง เปิด-ปิด ประตูเข้าออกบ้าน ฝุ่นก็สามารถลอยเข้ามาตามอากาศได้ค่ะ แล้วไหนจะเศษฝุ่น กลิ่นควันพิษต่างๆ ที่ติดมากะเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านตอนที่ออกไปข้างนอก กลับมาก็มานั่งพักเหนื่อยบนโซฟา จับรีโมทเปิดทีวีดูให้สบายใจ หรือบางคนเข้าห้องนอนได้ยังไม่ทันถอดถุงเท้าก็กระโดดขึ้นเตียงนอน แอบกระซิบว่าผู้เขียนก็ทำแบบนี้บ่อยค่ะ ^_^ แต่ไม่ดีนะคะ ไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง เพราะจริงๆ ก่อนขึ้นเตียงนอนเราควรจะเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสียก่อน แล้วค่อยล้มตัวลงนอนบนเตียงค่ะ

 

แต่เรื่องของเรื่องวันนี้เราจะมาพูดกันถึงของใช้ใกล้ตัวในบ้าน ที่ทุกคนอาจนึกไม่ถึง หรือนึกได้ก็ไม่คิดว่าจะมีความสกปรกอะไรกันขนาดนั้น ผู้เขียนเตือนไว้ก่อนนะคะว่าของใช้ของพ่อแม่ที่ใช้เซย์ฮัลโหลปลายสายกันอยู่ทุกวัน ที่เจ้าตัวเล็กขอเล่น บางทีเผลอๆ ก็เอาเข้าปาก คือเชื้อโรคทั้งนั้นนะนั่น เข้าปากลงคอ ลงกระเพาะทำลูกป่วยได้ค่ะ

อ่านต่อ >> “10 ของใช้ใกล้ตัวที่ซ่อนความสกปรกมากที่สุด” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารช่วยลดไข้ ตัวร้อน ช่วยฟื้นไข้

10 อาหารช่วยลดไข้ ตัวร้อน ช่วยฟื้นไข้ สำหรับทุกคนในครอบครัว

อาหารช่วยลดไข้ตัวร้อน อาหารเป็นยา ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กมักจะเป็นไข้หัวลมบ่อยๆ แล้วแม่กับยายก็จะแกงส้มดอกแค หรือไม่ก็ผัดมะระใส่ไข่มะระจะออกขมนิดๆ ช่วยเจริญอาหาร แม่กับยายบอกว่ากินดอกแค กินมะระดีเป็นยาช่วยไล่ไข้ตัวร้อนรุมๆ ได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีอาหารสมุนไพร ที่ช่วยลดไข้ตัวร้อน และยังช่วยในเรื่องฟื้นตัวจากไข้ได้ดีอีกด้วย มาฝากกันค่ะ

 

อาหารช่วยลดไข้ ตัวร้อน ช่วยฟื้นไข้  – อาหารเป็นยาได้อย่างไร?

เวลาที่เด็กหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ เป็นไข้ ตัวร้อนรุมๆ แต่ไม่ถึงขั้นหนักมาก เรามักจะเลือกทานยาดักกันไว้ก่อนที่อาการจะเป็นหนักมากขึ้น แต่รู้ไหมคะว่าอีกหนึ่งทางช่วยที่ดีในการลดไข้ตัวร้อน ที่จะสามารถลดการทานยาลงได้ นั่นคือการทานอาหารที่มีสรรพคุณเป็นยาไปด้วยในตัว  อาหารสมุนไพรมีมานานตั้งแต่ก่อนสมัยย่า ยาย และพ่อแม่ของเราเสียอีก  คนสมัยก่อนเวลาเจ็บป่วย ปวดหัว ตัวร้อน มีไข้ ปวดหลัง ปวดไหล่ ฯลฯ ก็จะไปเก็บหาพืช ผักตามริมรั้ว หรือในป่า ในสวน ตามไร่นา ยกตัวอย่างเช่น ใบย่านาง ใบขี้เหล็ก มะรุม มะระขี้นก ใบโหรพา ใบกะเพรา ใบสาระแหน่ ใบตำลึง ฟักเขียว ใบฝรั่ง  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด มะแว้ง กล้วยน้ำว้า ทับทิบทิม ดอกแค ฯลฯ  ซึ่งอาหารสมุนไพรเหล่านี้สามารถกินเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ แถมมีฤทธิ์เป็นยาในการรักษาอาการเจ็บป่วยไปด้วยในตัว คือต้องบอกว่าคนสมัยปู่ทวด ย่า ยาย เวลาเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จะไม่นิยมกินยากัน แต่จะนำเอาอาหารสมุนไพรมาประกอบอาหารเพื่อกินแทนยา ช่วยรักษาอาการไข้ เจ็บป่วย ซึ่งก็ได้ประสิทธิผลที่ดีมากๆ ด้วยค่ะ

 

อาหารสมุนไพรสามารถนำมาประกอบอาหารที่นอกจากจะช่วยในเรื่องลดไข้ตัวร้อนได้ดีแล้ว  ยังกินเป็นอาหารเพื่อช่วยฟื้นบำรุงร่างกายหลังเป็นไข้ได้ดีด้วยเช่นกัน ยิ่งโดยเฉพาะกับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่หลังเป็นไข้ไม่สบายแล้ว มักจะไม่ค่อยอยากอาหาร ทานข้าวได้น้อย ซึ่งอาหารสมุนไพรอย่างมะระช่วยได้ค่ะ ผัดไข่ หรือต้มจืดยัดไส้หมูสับ แค่นี้ก็กินข้าวได้หมดจานแล้วค่ะ

 

อ่านต่อ >> “10 อาหารช่วยลดไข้ ตัวร้อน” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผ่าคลอด

ไขข้อข้องใจ! “ผ่าคลอด น้ำนมไหลช้า” จริงหรือ?

ผ่าคลอด น้ำนมไหลช้า จริงหรือ!? และหากน้ำนมมาช้าลูกสามารถกินนมชงจากขวดได้หรือไม่? ไปหาคำตอบของเรื่องนี้กันค่ะ

ผ่าคลอด น้ำนมไหลช้า จริงหรือ?

ไม่ว่าแม่จะคลอดด้วยวิธีใด  ธรรมชาติก็สร้างให้แม่ทุกคนมีน้ำนมสำหรับลูกที่เกิดมาอยู่แล้ว โดยปกติน้ำนมแม่จะมาอย่างเต็มที่ภายใน 1-5 วันหลังจากคลอด  แม่ที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติ แม่จะฟื้นตัวเร็วไม่ต้องอดอาหารและน้ำ ลูกก็จะไม่ได้รับผลข้างเคียงจากยาใดๆ  ก็จะตื่นตัวเร็วตอบสนองต่อแรงกระตุ้นในการดูดนมแม่ได้ดี นมแม่ก็จะมาเร็ว ทำให้การคลอดธรรมชาติได้เปรียบกว่าเล็กน้อย

ส่วนการผ่าคลอด  แม่ต้องอดอาหารและน้ำหลังการผ่าตัด  ร่างกายอ่อนเพลียจากการผ่าตัด  ทำให้การสร้างน้ำนมของแม่ที่ผ่าตัดคลอดจะช้ากว่าแม่ที่คลอดธรรมชาติ 2-3 วัน  เพื่อช่วยให้การสร้างน้ำนมเร็วขึ้น  จะต้องให้ลูกดูดนมแม่ให้เร็วที่สุด  ดูดบ่อยๆ  ดูดให้ถูกวิธี  และเมื่อแพทย์อนุญาตให้ทานอาหารได้  แม่ก็ต้องทานอาหารประเภทน้ำมากๆ  เพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้น้ำในการสร้างน้ำนม นอกจากนี้ แม่ก็ต้องพักผ่อนให้พอเพียงอีกด้วย การต้อนรับญาติๆ หรือเพื่อนๆที่มาเยี่ยมตลอด ในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด จนไม่ได้พักผ่อน  สามารถส่งผลกระทบทำให้สร้างน้ำนมได้น้อยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นเต้านมโดยให้ทารกดูดนมประมาณ 3-5 นาทีแม้ยังไม่มีน้ำนมมา (ให้ก่อนให้นมลูกทุกครั้ง) วันละอย่างน้อย 6 ครั้งในช่วงแรกจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาเร็วขึ้นและมากเพียงพอ และเมื่อน้ำนมมาแล้ว เพิ่มการให้ในแต่ละครั้งนานขึ้นเป็นครั้งละ 10-15 นาที การมีความพยายามและตั้งใจของคุณแม่โดยให้กระตุ้นบ่อยพอและนานพอในแต่ละครั้งจะช่วยให้ปริมาณน้ำนมมาได้พอเพียงกับความต้องการของลูกได้ และคุณแม่จะภูมิใจที่สามารถให้นมแม่ที่มีประโยชน์แก่ลูกได้

Must readอุ้มลูกดูดนม ด้วย 6 เคล็ดลับ ท่าอุ้มกระตุ้นน้ำนม

กระบวนการสร้างน้ำนม

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ เต้านมจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คือ ที่ลานหัวนมจะใหญ่และสีเข้มขึ้น หัวนมอาจจะตั้งขึ้น เต้านมแข็งและตึง จากนั้นจะค่อยๆ ขยายขนาดออก  ซึ่งเต้านมใหญ่หรือเล็กนั้นขึ้นอยู่กับไขมันในเต้านม ฉะนั้นจึงไม่เกี่ยวกับการมีน้ำนมว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนต่อมน้ำนมภายในเต้านมมากกว่าเมื่อตั้งครรภ์ในช่วง 2 – 3 เดือนสุดท้ายก่อนครบกำหนดการคลอดฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีระดับสูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้เป็นตัวการสำคัญในการผลิตน้ำนม แต่ไม่เกี่ยวกับการไหลของน้ำนม ซึ่งน้ำนมจะไหลออกมาได้ดีต้องมีขึ้นร่วมกับการดูดของลูกน้อย ซึ่งเราจะเรียกว่า Reflex 5 อย่าง

  • Reflex 3 อย่างจากลูก   1. ลูกอ้าปากหาหัวนม (Searching) 2. ลูกดูด (Sucking)3. ลูกกลืนน้ำนม (Swallowing)
  • Reflex 2 อย่างจากแม่ 4. Plolactin reflex (เป็น reflex จากร่างกาย) ยิ่งลูกดูดมาก ร่างกายก็จะหลั่งโปรแลคตินมาก ทำให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น 5. Oxytocin reflex (เป็น reflex จากจิตใจแม่) ถ้าแม่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด จะยิ่งทำให้การไหลของน้ำนมเป็นไปด้วยดี
Must readกลไกการหลั่งน้ำนมที่แม่มือใหม่ควรรู้!

แพท คลอดลูกแล้ว

ท่อน้ำนมอุดตัน เกิดจาก?

เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงหลายคนที่จะมีอาการท่อน้ำนมอุดตันถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ท่อน้ำนมอุดตันมีอาการปวดบวมและเป็นก้อนในเต้านม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการมีไข้หรืออาการอื่น ท่อน้ำนมอุดตันเกิดขึ้นเมื่อน้ำนมไม่ถูกระบายออกและเกิดการอักเสบ จากนั้นแรงดันที่เกิดจากการอุดตัน และเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงจะเกิดการอักเสบ ท่อน้ำนมอุดตันมักเกิดทีละข้าง  ปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน เป็นเพราะน้ำนมบริเวณนั้นข้นมากจนทำให้ไหลไม่สะดวก และอุดตันคั่งค้างอยู่ในท่อน้ำนมท่อใดท่อหนึ่ง น้ำนมส่วนที่เหนือจุดที่อุดตันขึ้นไปจะคั่งจนเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ อาจเกิดจาก

  • ให้ลูกดูดนมไม่บ่อยพอ เพราะแม่เจ็บนมอันเนื่องมาจากหัวนมแตก เป็นต้น
  • ระบายน้ำนมออกจากเต้าไม่หมด
  • ผลจากแรงกดทับเต้านม อาจเกิดจากการสวมเสื้อชั้นในที่คับเกินไป นอนตะแคงทับข้างนั้นนาน เป็นต้น
  • เต้านมใหญ่หย่อนยาน ทำให้ส่วนล่างระบายน้ำนมออกไม่ได้ดี

แพท คลอดลูกแล้ว

ทำไมต้องเปิดท่อน้ำนม?

อาการท่อน้ำนมอุดตันนั้น เกิดจากการที่น้ำนมไหลไม่สะดวกจากการอุดตันของท่อส่งน้ำนม ทำให้เต้านมแข็ง เป็นแผ่นหนา หรือเป็นก้อนอยู่ใต้ผิวหนัง คลำพบก้อนแข็งบริเวณที่ท่อน้ำนมอุดตัน ลักษณะหัวนมและลานนมผิดรูปไป บางครั้งอาจมีอาการเส้นเลือดปูดออกมาอย่างเห็นได้ชัด ลูกดูดนมไม่ออก หรือดูดได้เพียง 20%เท่านั้น บางครั้งอาจจะพบจุดสีขาวที่หัวนม (White dot) อาการท่อน้ำนมอุดตัน สามารถพัฒนาไปเป็นเต้านมอักเสบ Mastitis ได้ หากปล่อยทิ้งไว้นาน และไม่ได้รับการรักษา

Must readเต้านมคัด ปวดมาก แก้ไขอย่างไรดี ?
Must read : น้ำนมเหลือง สิ่งมหัศจรรย์ปกป้องลูกจากโรคร้าย
Must read : ผลวิจัยเผย! “นมแม่” สามารถสกัดกั้นเชื้อโรคได้จริง!
Must read : ประโยชน์คับเต้า นมแม่ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

ทั้งนี้สามารถใช้วิธี ประคบร้อน อาจจะใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนจัดประคบ หรือแช่น้ำฝักบัว โดยเปิดน้ำร้อนจ่อไปที่หน้าอกบริเวณที่ท่อน้ำนมอุดตัน หลังจากประคบร้อนหรือแช่น้ำฝักบัวร้อนๆสัก 15 นาทีแล้ว ให้ใช้มือนวดวนเป็นก้นหอย จากรอบๆหน้าอกด้านนอกเข้ามาจนลานนม

***แต่วิธีที่ดีที่สุด คือ

1. ลูกและแม่ควรจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาหลังคลอด เพื่อให้ลูกได้ดูดนมแม่เร็ว และได้ดูดตามต้องการตลอดเวลา
2. ให้ลูกดูดนมถูกวิธี ดูดบ่อย และดูดนานพอ
3. ไม่ให้ลูกดูดนมผสมร่วมกับนมแม่
4. ขจัดความกังวลหรือความเครียดที่มีอยู่ให้หมดไป ก่อนให้นมลูกทำจิตใจให้สบายทุกครั้ง
5. คุณแม่ต้องกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ
6. พักผ่อนให้เพียงพอ
7. ปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคหรือการคุมกำเนิด

Must read : ท่อน้ำนมอุดตัน แก้อาการ ด้วยมะเขือเปราะ

ควรให้ลูกกินนมจากขวดหรือไม่?

การที่คุณแม่เพิ่งคลอด แล้วอาจทำให้มีน้ำนมจากเต้าออกมาน้อย มีคุณแม่จำนวนมากที่ได้รับความรู้ผิดๆ จากบุคลากรในโรงพยาบาลว่า น้ำนมน้อย ต้องเสริมนมผสมให้ลูกก่อน รอให้น้ำนมมาก่อน แล้วค่อยให้นมแม่ ซึ่งการทำเช่นนั้นยิ่งทำให้น้ำนมแม่มาช้ากว่าเดิม  วิธีที่จะเร่งให้น้ำนมมาเร็วๆ คือ ต้องพยายามนำน้ำนมออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด มากที่สุด ด้วยการให้ลูกดูดนมแม่อย่างถูกวิธีบ่อยๆ ซึ่งในช่วงสองสามวันแรกนั้น ลูกจะหลับเป็นส่วนใหญ่ และดูดยังไม่ค่อยเก่ง แม่ก็อ่อนเพลียจากการคลอด การใช้มือบีบหรือเครื่องปั๊มคุณภาพดีจะช่วยให้สามารถนำน้ำนมออกมาจากร่างกายได้มากขึ้นกว่าการรอให้ลูกดูดอย่างเดียว  และจะช่วยให้การผลิตน้ำนมเร็วและมากขึ้น

แต่การบีบหรือปั๊มในช่วงหลังคลอดใหม่ๆ นี้ก็มีข้อควรระวังคือ ร่างกายที่ผ่านการคลอดมาใหม่ๆ นั้น มักจะอ่อนเพลียและ อ่อนไหวง่าย การบีบหรือปั๊ม หรือแม้แต่ให้ลูกดูด ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บหัวนม เต้านมมากๆได้  จนทำให้แม่หลายๆ ท่าน รู้สึกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นี้ช่างเจ็บปวด และทรมานเสียจริง  ขอให้เข้าใจว่าความรู้สึกเจ็บปวดทรมานแบบนั้นจะคงอยู่ไม่นาน จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากนั้น ไม่ว่าลูกจะดูด ใช้มือบีบ หรือใช้เครื่องปั๊ม ก็จะไม่เจ็บอีกต่อไป

ปัญหาติดจุก NIPPLE CONFUSION

อีกหนึ่งเรื่องหากคุณแม่ให้ลูกกินนมจากขวด ก่อนเข้าเต้า ก็อาจทำให้ลูกติดขวดได้จึงไม่ควรให้ลูกน้อยที่เพิ่งเกิดกินนมจากขวดก่อน เพราะถ้าเด็กดูดนมจากขวด ซึ่งมันจะเป็นการดูดคนละแบบกับการดูดนมจากเต้า และดูดง่ายกว่าเยอะ
ทำให้เด็กจะชินกับการดูดนมจากขวดมากกว่า แล้วจะไม่ยอมดูดนมจากเต้าอีก ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า ว่า nipple confusion หรืออาการสับสนระหว่างจุกนมแม่และจุกนมปลอม

ปัญหานี้เกิดจากความเข้าใจผิดๆ ว่า การกินนมจากเต้าแม่ก็เหมือนกับการกินนมจากขวด ทารกที่กินนมจากขวดตั้งแต่อายุน้อยมากๆ จะมีปัญหาในการดูดนมแม่ เพราะนมแม่และขวดมีวิธีดูดที่แตกต่างกัน

อ่านต่อ >> วิธีแก้อาการติดจุก ทำอย่างไรให้ทารกหายสับสน” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกติดเชื้อเพราะดูดนมผิดวิธี

ลูกติดเชื้อ เพราะดูดนมผิดวิธีจริงหรือไม่?

มีคุณแม่คนหนึ่ง เล่าประสบการณ์ของลูกน้อยวัย 18 วัน ที่มีอาการไข้ในช่วงเวลากลางคืนมาแล้ว 2 คืน คุณแม่จึงพาลูกน้อยไปหาหมอ เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติที่ท้องของลูกน้อย ที่มีลักษณะโตใสผิดปกติ เบื้องต้นคุณหมอสันนิษฐานว่า ลูกติดเชื้อเพราะดูดนมผิดวิธี เพราะมีลมเต็มท้อง

Continue reading “ลูกติดเชื้อ เพราะดูดนมผิดวิธีจริงหรือไม่?”

ไส้กรอกมหันตภัย

ไส้กรอกมหันตภัย ติดหลอดลมลูกถึงตาย!!

ไส้กรอกมหันตภัย ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพ่อแม่กับเรื่องใกล้ตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะมองข้ามกันไป หรือบางครั้งคิดว่าไม่น่าจะเกิดเหตุร้ายแรงกับลูกได้ ความจริงคือ การประมาทเพียงเสี้ยววินาที อาจทำลูกเสียชีวิตได้ค่ะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องเตือนสะเทือนใจ จากเพจเรื่องเล่าหมอ x exclusive ที่พูดถึงการเสียชีวิตของเด็กน้อยคนหนึ่งจากการทานไส้กรอก

 

ไส้กรอกมหันตภัย ติดหลอดลมลูกถึงตาย!!

เรื่องราวต่อไปนี้ทางทีมงานได้ไปอ่านเรื่องราวที่เป็นความรู้จากเพจเรื่องเล่าจากหมอ x exclusive ซึ่งเป็นการให้ความรู้ที่ให้แง่คิดที่ดีกับพ่อแม่อย่างมาก จนมาสะดุดใจเข้ากับเรื่องราวหนึ่ง ที่พูดถึง “ไส้กรอกมหันตภัย” ดิฉันในฐานะแม่คนหนึ่งที่ก็มีลูกเล็ก และไม่อยากให้เหตุการสูญเสียเกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง รวมถึงลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น จึงอยากให้ลองอ่านเรื่องราวต่อไปนี้กันค่ะ เพื่อที่เราในฐานะพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ ที่เราไม่ควรจะประมาท หรือให้ลูกคาดสายตาเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

ดิฉันขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวที่คุณหมอเล่าเตือนใจให้กับพ่อแม่ ดังนี้ค่ะ…

“หลายวันก่อน ในช่วงหัวค่ำ ณ รพ แห่งหนึ่ง มี notify จากห้องฉุกเฉินถึงหมอเด็กที่อยู่เวรวันนั้นจากหมอน้องๆ ที่ตรวจ ได้ความว่า เด็กน้อยอายุ 3 ขวบมาโรงพยาบาลด้วยอาการหมดสติ สอบถามจากผู้ปกครองได้ความว่า จู่ๆ น้องก็ลงไปนอนดิ้นทุรนทุราย ปากเขียว เลยรีบพามาโรงพยาบาลโดยไม่ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาก่อน ใช้เวลาในการเดินทางมาโรงพยาบาลพอสมควร

พอถึงห้องฉุกเฉิน แพทย์เวรที่ห้องฉุกเฉินได้ทำการช่วยเหลือกู้ชีพ รวมถึงการใส่ท่อช่วยหายใจ เพราะน้องอยู่ในสภาวะระบบหายใจล้มเหลว ทันใดนั้นเอง!!!! ระหว่างใส่ท่อช่วยหายใจ ไส้กรอกชิ้นนึงขนาดพอคำ ก็หลุดออกมาจากหลอดลม

ทุกอย่างกระจ่าง สอบถามผู้ปกครอง ได้ความว่า เด็กน้อยถือไส้กรอกกินตามลำพัง แต่อะไรก็ไม่สำคัญไปกว่า การช่วยฟื้นคืนชีพครั้งนี้ทำไม่สำเร็จ เด็กน้อยมาถึงโรงพยาบาลช้าไป

 

ไส้กรอกมหันตภัย
Credit Photo : เพจเรื่องเล่าหมอ x exclusive

 

ได้อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจปนหดหู่ใจกันอย่างมากเลยใช่ไหมคะ ดิฉันตอนอ่านเรื่องแชร์นี้มาจากเพื่อนคนหนึ่ง อ่านแล้วรู้สึกน้ำตาคลอ และรู้สึกเสียใจเสียดายกับชีวิตบริสุทธิ์น้อยๆ ที่เพิ่งจะ 3 ขวบ กำลังน่ารัก ช่างพูด สุดท้ายต้องมาจบชีวิตด้วยการกินไส้กรอก และเท่าจากที่อ่านสรุปจากคุณหมอ พอทราบว่าเด็กได้ไส้กรอกที่ถือกินตามลำพัง โดยที่ผู้ใหญ่อาจไม่ทันได้เห็นว่าเด็กมีการกินไส้กรอก แล้วเมื่อชิ้นไส้กรอกที่กัดกินนั้นหลุดเข้าไปในคอโดยที่ยังไม่ได้เคี้ยวให้ละเอียดเสียก่อน ทำให้หลุดลงไปติดตรงหลอดลม เด็กจึงล้มลงดิ้น แล้วหมดสติ ด้วยความที่ผู้ใหญ่ตกใจ และไม่ทราบว่าเหตุที่เด็กล้มลงนั้นเกิดจากอะไร จึงไม่ได้มีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และเมื่อถึงโรงพยาบาลก็ไม่สามารถแจ้งหมอ พยาบาลได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด

 

อ่านต่อ >> “วิธีปฐมพยาบาลเด็กที่ถูกต้องเมื่อมีสิ่งของติดคอ” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกให้เป็น “คนปกติ” ตามวัย

การ เลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ …หากความพยายามปั้นลูกให้เป็นเด็กอัจฉริยะทำให้ลูกเครียด กดดัน หรือหลงทางไปตามความฝันของพ่อแม่ ทั้งที่สิ่งนั้นไม่ใช่ฝันและความสามารถที่แท้จริงของเขาเอง

Continue reading “เลี้ยงลูกให้เป็น “คนปกติ” ตามวัย”

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมขณะตั้งครรภ์ ความลับที่แม่ท้องควรรู้

รู้ไหมว่า หน้าอกของคุณแม่ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ความสวยความงามเท่านั้น แต่ยังมีความลับบางอย่างที่แม่ท้องควรรู้เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของเต้านมขณะตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมขณะตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมขณะตั้งครรภ์

เต้านมแม่ท้องไตรมาสที่ 1

  • เกิดอะไรขึ้นบ้าง : ฮอร์โมนกระตุ้นถุงน้ำนมเติบโต

การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยให้ท่อน้ำนมยาวขึ้นและแตกแขนงออกไป ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะช่วยกระตุ้นให้ถุงน้ำนมเจริญเติบโต (โดยถุงน้ำนมมีลักษณะคล้ายกับพวงองุ่น) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำนมนั่นเอง อีกทั้งมีการสร้างเนื้อเยื่อไขมันขึ้นมาปกคลุมรอบๆ ท่อน้ำนมและถุงน้ำนม และมีเลือดมาหล่อเลี้ยงที่บริเวณหน้าอกเพิ่มขึ้นด้วย

  • สัญญาณและอาการ: หัวนมแข็ง อ่อนไหว ลานนมสีคล้ำ

หัวนมจะแข็งขึ้นและอ่อนไหวมากขึ้น สีของวงปานนมจะเข้มและคล้ำ โดยสีเข้มๆ นี้จะช่วยให้ลูกน้อยจอมหิวของเราสามารถมองเห็นและระบุตำแหน่งได้ ส่วนต่อมไขมันบริเวณวงปานนม (มีหน้าที่หลั่งสารต้านเชื้อแบคทีเรีย) จะปรากฏเป็นตุ่มเล็กๆ ชัดเจนขึ้น รวมไปถึงเส้นเลือดดำด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นหน้าอกของเราจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และยังคงรู้สึกเจ็บ คัด ตึง อย่างต่อเนื่อง

  • สิ่งที่ควรทำ:

ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเสื้อในแล้ว เพราะเมื่อหน้าอกของเราขยายใหญ่ขึ้นและมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น (เฉลี่ยข้างละประมาณ 5.4 กิโลกรัม ตลอดการตั้งครรภ์) คุณแม่ต้องเลือกเสื้อในที่มีขนาดเหมาะสม รองรับการขยายตัวของหน้าอกเสมอๆ ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อเสื้อในที่ใหญ่เกินจนหลวมและเล็กเกินจนคับ จนไปจำกัดการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตน้ำนม ถึงแม้ราคาเสื้อในสำหรับแม่ท้องจะแพงไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่น้อย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การเปลี่ยนแปลงของเต้านมแม่ท้องไตรมาสสอง คลิกหน้า 2

ตั้งครรภ์ 13-14 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาสแรกกันแล้ว ซึ่ง พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 13-14 สัปดาห์ นี้คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้องลดลง ควรใส่ใจเรื่องโภชนาการ และน้ำหนักให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 13-14 สัปดาห์
พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 13-14 สัปดาห์

อาการคนท้อง 13-14 สัปดาห์

ผ่านมาหลายสัปดาห์จนมาถึงสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาสแรก เพิ่งจะรู้สึกว่าเป็นคนท้องจริงๆ ก็คราวนี้ เพราะคุณแม่จะมีหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด นอกจากนี้ อาการทรมานจากการแพ้ท้อง และอีกสารพัดก็ทุเลาลงไปบ้าง ทำให้สบายกายสบายใจขึ้น จะกินอะไรก็อร่อย ซึ่งหากไม่ระวังก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่ไตรมาสที่สองในสัปดาห์หน้า เรามาเตรียมตัวรู้จักการเปลี่ยนแปลง อาการคนท้อง และดูแลเรื่องการกินกันดีกว่าค่ะ

  • รอบเอวหนาขึ้น  ด้วยขนาดของท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นและรอบเอวก็หนาขึ้น และรู้สึกหน่วงๆ บริเวณกระเพาะปัสสาวะ  อาจมีอาการเจ็บแปลบที่หน้าท้องและหัวหน่าว เนื่องจากเส้นเอ็นที่ยึดมดลูกตึงตัว
  • แพ้ท้องลดลง ในสัปดาห์นี้ฮอร์โมนเริ่มลดลง ทำให้อาการแพ้ท้องลดลงด้วย
  • มีตกขาวเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อในช่องคลอดและอวัยวะเพศ
  • คุณแม่อาจรู้สึกปวดแน่นท้องเล็กน้อย เพราะมดลูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกำลังขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตของลูก
  • ผิวหนังก็มีการเปลี่ยนแปลง บางคนอาจมีกระขึ้น หรือที่มีอยู่แล้วก็ชัดเจนขึ้น รวมถึงมีเส้นสีดำขึ้นกลางหน้าท้องยาวไปถึงบริเวณกระดูกหัวหน่าว
  • หน้าอกเริ่มขยาย รู้สึกเจ็บคัดเต้านมเพราะเต้านมเริ่มมีการเตรียมสร้างท่อน้ำนม และลานหัวนมก็มีสีเข้มขึ้น
  • เริ่มเป็นเส้นเลือดขอด ได้ เพราะร่างกายต้องสูบฉีดเลือดเพื่อไปเลี้ยงลูกน้อยมากขึ้น ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดที่ขาได้ แก้ไขโดยการเดินบ่อยๆ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม โภชนาการคุณแม่ท้องไตรมาสที่ 1 คลิกต่อหน้า 2

โรคขาดแฟคเตอร์ 7 เลือดออกง่ายหยุดยาก …อันตรายลูกตายได้ตั้งแต่เกิด

จากข่าวในสังคมออนไลน์ปีที่ผ่านมา มีข่าวคุณแม่ท่านหนึ่งออกมาบอกว่าลูกน้อยเป็น โรคขาดแฟคเตอร์ 7 ที่มีเลือดออกจากร่างกายเองและมีค่ารักษาพยาบาลสูง เราจึงพลาดไม่ได้ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่หลายคนไม่รู้จักชนิดนี้ให้มากขึ้น โดยมีศาสตราจารย์ พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์  กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้มาอธิบายอย่างละเอียดค่ะ

โรคขาดแฟคเตอร์ 7 คืออะไร?…ทำไมเด็กจึงเลือดออกง่าย

โรคขาดแฟคเตอร์ 7

โรคขาดแฟคเตอร์ 7 เป็นโรคทางพันธุกรรม ที่เกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกง่ายผิดปกติและหยุดยาก แต่พบได้น้อยคือประมาณ 1:500,000 คน ถึง 1:1,000,000 คน เกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย ในขณะที่โรคฮีโมฟีเลียที่เคยได้ยินกันมักจะพบได้บ่อยกว่าคือ 1:10,000 และส่วนใหญ่เกิดกับผู้ชาย

แฟคเตอร์ (coagulation factors) 7 คือโปรตีนตัวหนึ่งที่อยู่ในเลือดของคนเรา โดยสารโปรตีนเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เลือดแข็งตัว และหยุดไหลดังนั้นหากร่างกายขาดสารโปรตีนชนิดนี้ก็จะทำให้มีเลือดออกผิดปกติ แต่ในร่างกายเราจะมีโปรตีนอยู่หลายชนิด ซึ่งหากขาดตัวไหนก็จะส่งผลที่ต่างกันไปนั่นคือถ้าร่างกายขาดแฟคเตอร์ 8 ก็จะทำให้เป็นโรคฮีโมฟีเลีย ชนิด A ถ้าขาดแฟคเตอร์ 9 ก็จะเป็นฮีโมฟีเลีย ชนิด B  แต่การขาดแฟคเตอร์ 7 จะเรียกว่าโรคขาดแฟคเตอร์ 7 โดยไม่ได้ตั้งชื่อเป็นพิเศษ และมีโอกาสเกิดน้อย ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้จักโรคนี้

โรคขาดแฟคเตอร์ 7 นั้นมี 2 ชนิด

  • ชนิดแรกพบในเด็กเล็ก มีอาการรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด

ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิตทั้งหมด หากตรวจพบได้เร็วตั้งแต่เกิด ก็จะมีการให้พลาสม่าชนิดพิเศษที่ทำให้เลือดแข็งตัว ช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้

  • ชนิดที่สองพบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการเลือดออกง่าย แต่อาการจะไม่มาก คือได้รับอุบัติเหตุ

แล้วเลือดออกเยอะ หรือการไปทำหัตถการ เช่น ถอนฟัน หรือผ่าตัดแล้วมีเลือดออกมากผิดปกติหรือหยุดยาก แต่โรคนี้จะอันตรายมากสำหรับเด็กเพราะจะทำให้เลือดออกในสมองและอวัยวะต่างๆ จนเสียชีวิตได้

อ่านต่อ >> “สาเหตุของโรคขาดแฟคเตอร์ 7” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคตากุ้งยิง

ระวัง ลูกเป็นตากุ้งยิง เพราะล้างมือไม่สะอาด

มีคุณแม่คนหนึ่งออกมาเตือนว่าช่วงนี้ให้ระมัดระวัง เพราะเด็กเป็น โรคตากุ้งยิง จำนวนมาก ลูกน้อยของคุณแม่เป็นเยอะ ถึงขั้นต้องเจาะเอาออก ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการล้างมือไม่สะอาด เด็กเล็กๆ กำลังอยู่ในวัยซุกซน ชอบจับโน่น จับนี่ แล้วนำมือที่สกปรกมาป้ายที่บริเวณใบหน้าได้

Continue reading “ระวัง ลูกเป็นตากุ้งยิง เพราะล้างมือไม่สะอาด”

เคล็ดลับ ท้อง สุขภาพดี ลูกน้อยแข็งแรง

เคล็ดลับ ท้อง สุขภาพดี ในช่วงเดือนแรกๆ ของการตั้งครรภ์ คือช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ของลูกน้อย เพราะเป็นช่วงที่ต้องก่อร่างสร้างตัวอย่างมาก เซลล์ของอวัยวะพื้นฐานสำคัญกำลังเจริญเติบโต ดังนั้น จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่คุณแม่ท้องต้องหันกลับมาดูแลตัวเองเป็นพิเศษ และต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่จะทำให้ท้องนี้มีสุขภาพที่ดีได้ในระยะยาวค่ะ

เคล็ดลับ ท้อง สุขภาพดี

เคล็ดลับ ท้อง สุขภาพดี

Step 1 ฝากครรภ์

เมื่อรู้ว่าตัวเองท้องแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำก็คือการฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด องค์การอนามัยโลกยกย่องว่า การฝากครรภ์เป็นการป้องกันสุขภาพของแม่และเด็กในครรภ์ที่ได้ผลที่สุดในบรรดาการป้องกันอื่นๆ เพราะอะไรจึงสำคัญ พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลพิจิตร กล่าวว่า อันที่จริงในประเทศไทยยังมีคุณแม่ที่มาคลอดโดยไม่ฝากครรภ์เลย ซึ่งมีทั้งลงเอยด้วยดี แม่และเด็กแข็งแรง แต่เป็นส่วนน้อย คนที่ไม่ฝากครรภ์แล้วมาคลอด ส่วนใหญ่เกิดปัญหา เช่น คลอดก่อนกำหนด คลอดเกินกำหนด ตกเลือดหลังคลอด มารดาและทารกได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต ฯลฯ” การฝากครรภ์จึงมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยตรวจและติดตามสุขภาพ ดังนั้นเมื่อฝากครรภ์แล้ว คุณแม่ต้องขยันไปพบคุณหมอตามที่นัดไว้ทุกครั้งด้วยนะคะ”

Step 2 วิตามิน

ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสุขภาพครรภ์ของเราคือ การกินวิตามินอย่างเพียงพอ ไม่มากและน้อยเกินไป โดยวิตามินสามทหารเสือสำหรับแม่ท้องที่ควรกินคือ โฟเลต เหล็ก และแคลเซียม โดยโฟเลตจะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิดและการคลอดก่อนกำหนด เหล็ก คือพระเอกตัวสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำอ๊อกซิเจนในเลือดไปหล่อเลี้ยงทารก ส่วนแคลเซียมคือผู้สร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย ซึ่งหากไปฝากครรภ์ คุณแม่ท้องทุกคนก็จะได้รับวิตามินจากคุณหมออย่างพอเหมาะค่ะ

Step 3 ไลฟ์สไตล์

บางครั้งสิ่งที่เราชอบ หรือสิ่งที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวันอาจเป็นการทำร้ายลูกน้อยได้ ดังนั้นหากรู้ตัวว่าท้องแล้ว พฤติกรรมเสี่ยงๆ ทั้งหลายต้องลด ละ เลิก ให้เด็ดขาด เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การกินอาหารไม่มีประโยชน์หรือสุกๆดิบ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความสวยงามที่มีผลโดยตรงต่อการตั้งครรภ์ ยารักษาโรคบางตัว เป็นต้น เพื่อให้ครรภ์นี้สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การรับมือ “พายุอารมณ์” ตอนท้อง คลิกต่อหน้า 2

7 สาเหตุ สำคัญ ของการแท้ง และวิธีป้องกัน

เพราะการแท้ง เป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ของคุณแม่ตั้งครรภ์ เราจึงรวม 7 สาเหตุ การแท้ง ที่แม่ควรรู้ ว่าอะไรที่ทำให้เกิดการแท้ง และวิธีที่จะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพครรภ์ที่ดีมาฝากค่ะ

สาเหตุ การแท้ง

7 สาเหตุ การแท้ง และวิธีป้องกัน

  1. โครโมโซมผิดปกติ

  • ทำไมจึงทำให้แท้ง

โครโมโซมคือโครงสร้างขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยยีนส์ โดยปกติเรามีโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่ ชุดหนึ่งมาจากแม่ และอีกชุดหนึ่งมาจากพ่อ เมื่อไข่และสเปิร์มมาผสมกัน บางครั้งโครโมโซมอาจบกพร่อง ไม่สามารถจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการแท้งขึ้นได้

  • แก้ไขได้อย่างไร

หากคุณแม่เคยแท้งมาแล้วครั้งหนึ่ง ต้องอดทนรอสักหน่อย เพราะจากสถิติคุณแม่มีโอกาสท้องและมีลูกที่แข็งแรงได้อีก หากคุณแม่ยังคงแท้งอีก ให้แจ้งคุณหมอเพื่อเก็บเนื้อเยื่อไปตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือหากโครโมโซมปกติคุณหมอจะได้หาสาเหตุอื่นต่อไปและสามารถเยียวยาได้ทันท่วงที

 

  1. มดลูกผิดปกติและปากมดลูกหลวม

  • ทำไมจึงทำให้แท้ง

หากคุณแม่มีมดลูกผิดปกติ การแท้งย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวได้ หรือหากฝังตัวได้แต่ก็ไม่สามารถเจริญเติบโต ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือมดลูกอ่อนแอหรือปากมดลูกหลวม เพราะก่อนจบไตรมาสแรก ทารกจะตัวโตขึ้นจนทำให้ปากมดลูกขยาย หากปากมดลูกอ่อนแอก็จะไม่สามารถพยุงตัวทารกไหว

  • แก้ไขได้อย่างไร

หากมีประวัติการแท้งและความเสี่ยงอื่นๆ แพทย์อาจมีคำแนะนำในการป้องกันและแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด เรียกว่า การเย็บปากมดลูก หรือการใส่ห่วงพยุงปากมดลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม 7 สาเหตุ สำคัญของ การแท้ง คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 11-12 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

คุณแม่จะรู้ว่าท้องแน่นอนแล้ว เพราะ พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 11-12 สัปดาห์ จะทำให้คุณแม่มีอาการต่างๆ ตามมามากมาย และลูกน้อยในครรภ์เองก็เติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 11-12 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 11-12 สัปดาห์

อาการคนท้อง 11-12 สัปดาห์

คุณแม่หลายท่านในช่วงนี้อาจมีอาการแพ้ท้องอยู่บ้าง แต่ก็มีบางคนที่อาจรู้สึกสดชื่นขึ้นเพราะอาการแพ้ท้องเริ่มลดลงหรือปรับตัวได้แล้ว ช่วงนี้คุณแม่จึงควรพักผ่อนให้มาก ทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส รับประทานอาหารที่สะอาด ปลอดภัยและมีประโยชน์ นอกจากนี้อาการอื่นๆ ของคุณแม่ที่สังเกตได้ชัดเจนขึ้นได้แก่

น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มขึ้น

คุณแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้น กรณีที่ไม่แพ้ท้องมากจนทานอะไรไม่ได้ โดยอาจจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนิดหน่อยประมาณครึ่งกิโลกรัม- 1 กิโลกรัม  นอกจากนี้ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายคุณแม่ที่หล่อเลี้ยงลูกน้อยก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

ยอดมดลูกโตขึ้น

ในช่วงนี้หากคุณหมอได้คลำมดลูกคุณแม่จะพบว่ายอดมดลูกของคุณแม่เริ่มโตขึ้นปริ่มอยู่บริเวณหัวหน่าว ทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่ากำลังตั้งครรภ์มีลูกน้อยสมใจแน่นอนค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท้องอืด มีแก๊ส

สาเหตุหลักๆ มาจากฮอร์โมนแม่ท้องที่ขยันทำงาน ส่งผลให้ระบบย่อยของคุณแม่ทำงานช้าลง ทำให้แก๊สในท้องก่อตัวเพิ่มขึ้น เมื่อแก๊สเพิ่มมากขึ้น กลไกปกติของร่างกายคือการกำจัดออก ดังนั้นวิธีกำจัดที่ดีที่สุดก็คือการเรอและการผายลมนั่นเอง

นอกจากนี้ขนาดมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียงอย่างลำไส้และกระเพาะอาหาร ก็ยิ่งทำให้กระบวนการย่อยอาหารทำได้ช้า จนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืดร่วมด้วยอีกค่ะ

วิธีบรรเทาอาการท้องอืดของแม่ท้อง

  1. ออกกำลังกาย เพราะการขยับเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น
  2. เลือกกิน กินอาหารย่อยง่าย ใยอาหารสูง และไม่ก่อให้เกิดแก๊ส อาหารที่ควรเลี่ยง เช่น หอมหัวใหญ่ ผักกาด ดอกกะหล่ำ ของทอด อาหารที่ใส่ซอสปรุงเยอะๆ ขนมหวาน น้ำโซดา นม เป็นต้น
  3. กินพอดี ไม่ควรกินอาหารต่อมื้อมากเกินไป การแบ่งมื้อเป็นมื้อย่อยๆ จะช่วยลดอาการท้องอืดได้ดีมาก เพราะกระเพาะอาหารถูกเบียด เนื้อที่ในการรับอาหารก็น้อยตามไปด้วย
  4. ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยว เพราะการรีบเคี้ยวรีบกลืน รีบอ้าปากกิน จะเป็นการเปิดทางให้ลมเข้าไปในร่างกายเรามากขึ้น
  5. ยอมรับ อย่างไรเสียคุณแม่ท้องก็ต้องเผชิญกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ และทำใจให้สบายดีกว่าค่ะ

ติดตาม พัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงของแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 9-10 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

สำหรับ พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 9-10 สัปดาห์ ของแม่ท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้มาก ทำให้คุณแม่แพ้ท้อง ร่างกายเปลี่ยนแปลง และต้องระวังหลายๆ อย่าง ไปดูกันว่ามีอะไรบ้างค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 9-10 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 9-10 สัปดาห์

อาการคนท้อง 9-10 สัปดาห์


สำหรับท้องแรก ขนาดท้องอาจยังไม่ใหญ่มากจนเป็นที่สังเกต แต่คุณแม่จะเริ่มรู้สึกว่าเอวหนาขึ้น กางเกงเริ่มจะคับแล้ว ร่างกายคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงคล้ายๆ กับสัปดาห์ก่อนๆ คือยังคงมีอาการคนท้อง ได้แก่ แพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนบ้าง ปวดปัสสาวะบ่อย อยากอาหาร สิวขึ้น อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อ่อนไหว ซึมเศร้า เหนื่อยล้า เป็นต้น

แม่ท้องเปลี่ยนแปลงอย่างเข้าใจ

เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและ HCG ที่สูงขึ้นในขณะตั้งครรภ์ อุณหภูมิในร่างกายที่เพิ่มขึ้นรวมถึงมีปริมาณเลือดที่สร้างมาหล่อเลี้ยงในร่างกายคุณแม่มากขึ้น จะทำให้รูปร่างของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ได้แก่ เต้านมเริ่มคัดตึง มีตกขาวมากขึ้นและมีมูกออกมาทางช่องคลอดจากเลือดและฮอร์โมนที่หล่อเลี้ยงช่องคลอดมากขึ้น ปัสสาวะบ่อยขึ้นเพราะมดลูกขายไปกดกระเพาะปัสสาวะ อารมณ์แปรปรวนอ่อนไหวง่าย รู้สึกง่วงอ่อนเพลียง่าย หรือหงุดหงิดและซึมเศร้าง่ายกว่าปกติ

วิธีการปรับตัวคือ  ตัดความกังวลใจทั้งหมด โดยคุณแม่ควรทำใจให้สบายๆ ดูแลความสะอาดของร่างกาย ทานอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอสม่ำเสมอ พยายามเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายปรับตัวเพื่อต้อนรับลูกน้อยในครรภ์ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น แล้วรีบปรึกษาแพทย์ทันที  เช่น ตกขาวมากผิดปกติ มีกลิ่นและคัน มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ เป็นต้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เตือนคุณแม่!

* 1. หากอาเจียนมาก

จนคุณแม่ดื่มน้ำหรือกินอาหารไม่ได้เลย ปัสสาวะเริ่มน้อย หัวใจเต้นเร็ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อแก้ไขทันที เพราะอาจเกิดความผิดปกติของร่างกาย และเสี่ยงต่อการแท้งหรือโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอื่นๆ

* 2. ไม่ยกของหนัก ไม่เครียด

คุณแม่ควรระมัดระวังอุบัติเหตุจากการกระแทก ไม่ควรทำงานหนัก ขึ้นที่สูง หรือออกกำลังกายหนัก เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะแท้งได้

* 3. ระวัง…ภาวะแท้งคุกคาม

นั่นคืออาการเลือดออกผิดปกติในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก(สัปดาห์แรกจนถึง 12-14 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์) ซึ่งหากคุณแม่สังเกตว่ามีเลือดออกมา แม้จะเพียงเล็กน้อย  ก็อาจจะเกิดจากการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก และอื่นๆ ได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์ทันที

บทความแนะนำ 10 ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ต้องระวังอะไรบ้าง?

ติดตาม อาหารและยาต้องห้ามของแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2